เราควรทำประกันชีวิตเท่าไหร่ ถึงจะพอเหมาะกับตัวเอง?

สำหรับประกันชีวิต นอกจากเรื่องการซื้อที่ผิดวัตถุประสงค์ (ซื้อเพื่อเอาไว้ลดหย่อนภาษีเป็นหลัก สนใจแต่เรื่องผลตอบแทน โดยไม่คำนึงถึงเรื่องบริหารความเสี่ยงเลย) และเลือกใช้แบบประกันไม่เหมาะสมกับความเสี่ยงของตัวเอง (อยากเน้นคุ้มครองชีวิต แต่ไปทำแบบสะสมทรัพย์) แล้ว 

อีกปัญหาหนึ่งที่เรามักจะผิดพลาด 

แต่ไม่ค่อยรู้ตัวกันบ่อยๆก็คือ “ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วควรจะทำเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม” 

เพราะคนที่มีกำลังความสามารถในการจ่ายเบี้ยน้อย มักจะซื้อเท่าที่ตัวเองจ่ายไหว ซึ่งมันอาจจะไม่เพียงพอกับความเหมาะสม (รู้ว่าควรทำเท่าไหร่ แต่ทำเท่าที่ทำได้แล้วรู้ว่ายังขาดอีกเท่าไหร่ ต่างกับการทำเท่าที่ทำได้ โดยไม่รู้อะไรเลย) กับอีกกลุ่มคือ มีกำลังความสามารถในการจ่ายเบี้ยสูง ก็ซื้อกันแบบจัดเต็ม โดยเอาวงเงินสูงสุดในการลดหย่อนภาษีเป็นเกณฑ์ แล้วซื้อจนกว่าจะเต็มวงเงินลดหย่อน 100,000 บาทนั้น ซึ่งมันอาจจะสูงเกินความจำเป็น ทำให้เสียโอกาสเอาเงินไปบริหารจัดการเรื่องอื่นที่มีประโยชน์หรือความจำเป็นมากกว่า

ดังนั้นวันนี้ผมจะมาสอนคำนวณการทำประกันชีวิตที่เหมาะสมกับเรากันครับ

ต้องบอกก่อนว่า ที่บอกว่า “เหมาะสม” นั้น ในการทำประกันชีวิต เราจะดูกันจาก “ทุนประกัน” หรือวงเงินคุ้มครองชีวิตเป็นหลักครับ ไม่ว่าจะทำเพื่อเน้นคุ้มครองชีวิต หรือเน้นออมเงินก็ตาม เพราะเวลาซื้อเราจะซื้อกันจากทุนประกัน (เป็นตัวเลขกลมๆ) แล้วตัวแทนประกันชีวิตจะคิดกลับมาเป็นค่าเบี้ยที่เราต้องจ่าย (เป็นตัวเลขเศษๆ) นั่นเองครับ

เนื่องจากว่า เป้าหมายของการทำประกันชีวิต จะมีอยู่ 2 แง่มุม คือ

1) ทำเพื่อเน้นคุ้มครองชีวิตตัวเอง 

เพื่อดูแลคนที่เรากำลังเลี้ยงดูอยู่ (ว่าถ้าเกิดเราจากไปกะทันหัน คนที่เราดูแลอยู่จะได้มีเงินทุนไปดูแลตัวเองต่อ) ซึ่งแบบนี้ คนที่ได้ผลประโยชน์คือคนที่อยู่ข้างหลัง ไม่ใช่ตัวเรา

2) ทำเพื่อเน้นคุ้มครอง หรือการันตีเงินออม 

(อาจจะเพื่อกระจายความเสี่ยงจากการลงทุน แบ่งเงินมาออมในสินทรัพย์ที่ปลอดภัย ไม่เสี่ยงขาดทุน ส่วนหนึ่ง) แบบนี้เราจะเป็นคนได้ผลประโยชน์เอง เพราะเราจ่ายเบี้ยเพื่อออมให้ตัวเอง

ซึ่งการคำนวณหาทุนประกันที่เหมาะสมกับเป้าหมายแต่ละแบบ มีดังนี้ครับ

1. ทุนประกันที่เหมาะสม – ถ้าเน้นคุ้มครองชีวิต

หากเราทำเพื่อเน้นคุ้มครองชีวิต ต้องการเตรียมเงินให้คนข้างหลัง ถ้าเราเกิดจากไปกะทันหัน เพราะกลัวคนที่เราเลี้ยงดูจะลำบาก นั่นคือ เราต้องประเมินก่อนครับว่า “แล้วคนข้างหลังเขาต้องมีเงินไว้กินไว้ใช้เท่าไหร่ล่ะ จนกว่าเขาจะเลี้ยงดูตัวเองได้?” บวกกับ “ภาระหนี้สินส่วนตัว” ของเรา ที่ยังเหลืออยู่ทั้งหมด เพราะเราไม่อยากให้คนอื่นต้องมารับภาระหนี้ก้อนนี้ต่อ เพราะฉะนั้น ทุนประกันที่เหมาะสมกรณีเน้นคุ้มครองชีวิต จึงเท่ากับ :

ทุนประกันที่เหมาะสมกรณีเน้นคุ้มครองชีวิต = [ค่าใช้จ่ายต่อปีที่เราจ่ายเพื่อเลี้ยงดูคนอื่น x จำนวนปีที่เราต้องเลี้ยงดู] + ภาระหนี้สินที่เหลืออยู่ทั้งหมด

สำหรับจำนวนปีที่เราเลี้ยงดู ซึ่งถ้าคนที่เราเลี้ยงดูอยู่ เป็นลูก เราก็อาจจะเลี้ยงดูจนกว่าเขาจะจบการศึกษา (เพราะหลังจากนั้นก็คงเลี้ยงดูตัวเองได้) เช่น จนกว่าจะจบปริญญาตรี ตอนอายุประมาณ 22 ปี (ถ้ามีลูกหลายคนก็คิดระยะเวลาจนกว่าลูกคนเล็กสุดจะเรียนจบ) หรือถ้าเราเลี้ยงดูพ่อแม่ ก็จนกว่าพวกท่านจะเสียชีวิต (ต้องตั้งสมมติฐานอายุขัย)

EX นาย ก. อายุ 35 ปี มีลูก 1 คน อายุ 5 ขวบ จ่ายเงินค่าเลี้ยงดูลูก (ค่าอาหาร / ขนม / เสื้อผ้า / อื่นๆ) เฉลี่ยเดือนละ 5,000 บาท และจ่ายค่าเล่าเรียนลูก เทอมละ 30,000 บาท ภาระหนี้สินคงค้างมี หนี้บ้าน 3,000,000 บาท หนี้รถ 200,000 บาท

ทุนประกันที่เหมาะสมสำหรับนาย ก
= (ค่าเลี้ยงดูต่อปี x จำนวนปี ) + ภาระหนี้สิน
= [{(5,000 x 12) + (30,000 x 2)} x (22-5)] + (3,000,000 + 200,000)
= 5,240,000 บาท

นั่นแปลว่า ถ้าวันนี้นาย ก จากไปกะทันหัน ควรจะต้องมีเงินเตรียมให้ลูกและครอบครัว 5,240,000 บาท สำหรับเป็นค่าเลี้ยงดูจนกว่าลูกจะเรียนจบ และปลดภาระหนี้สิน นั่นเอง แต่ถ้าตอนนี้ นาย ก มีทรัพย์สินทั้งหมด 1,000,000 บาท (เช่น เงินฝากทั้งหมด / เงินลงทุนต่างๆ) และมีทุนประกันที่มีอยู่แล้ว 500,000 บาท (จากประกันชีวิตที่มีอยู่เดิม) ก็เท่ากับว่า นาย ก ควรจะทำประกันชีวิตแบบเน้นคุ้มครองชีวิต (แบบตลอดชีวิต / แบบชั่วระยะเวลา) เพิ่มเติมอีก 5,040,000 – (1,000,000 + 500,000) = 3,540,000 บาท นั่นเองครับ

(*หมายเหตุ : วิธีคำนวณแบบนี้ เป็นวิธีคำนวณแบบง่าย ที่มีสมมติฐานว่า ผู้รับผลประโยชน์หรือคนที่อยู่ข้างหลัง ต้องเอาทุนประกันที่ได้จากการเสียชีวิตของเรา ไปบริหารจัดการหรือลงทุน ให้ได้ผลตอบแทนเท่ากับ อัตราเงินเฟ้อ นะครับ ซึ่งในความเป็นจริง ถ้าได้ผลตอบแทนมากกว่าหรือน้อยกว่า ต้องคำนวณซับซ้อนกว่านี้ครับ)

2. ทุนประกันที่เหมาะสม – ถ้าเน้นออมเงิน

หากเราทำเพื่อเน้นออมเงิน อันนี้ที่จริงไม่มีหลักเกณฑ์หรือข้อบังคับอะไร ว่าเราควรจะต้องใช้ประกันชีวิตแบบที่เน้นออมเงินเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับการรับความเสี่ยงของเราครับ ว่าเป้าหมายการเงินนั้นๆของเรา เรารับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน ถ้ารับได้มาก และเรามีความสามารถในการลงทุน มีระยะเวลาลงทุนที่ยาวนานพอ เราอาจใช้เครื่องมือลงทุน เช่น หุ้น / กองทุนรวม / ตราสารหนี้ ฯลฯ เป็นเครื่องมือในการเตรียมเงิน 100% เลยก็ได้ แต่ถ้าเราคิดว่า มันเสี่ยงไป อยากจะกระจายการออม/ลงทุน มาลงอะไรที่เสี่ยงน้อย หรือไม่มีความเสี่ยงบ้าง ก็ได้ ซึ่งตัวเลขเบื้องต้นที่ผมเสนอแนะก็คือ “ไม่เกิน 20% ของเงินเป้าหมาย” นั่นเอง แปลว่า ถ้าเรามีเป้าหมายการเงิน ที่มีมูลค่า 100 บาท ก็ให้เราใช้เครื่องมือที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น ประกันชีวิต ในการเตรียมเงินก้อนนี้ ไม่เกิน 20% หรือ 20 บาท ส่วนที่เหลืออีก 80 บาท ก็ใช้การลงทุนในการวางแผนเตรียมเงินไปครับ

EX นาย ก ต้องการวางแผนเกษียณ โดยอยากมีเงินหลังเกษียณใช้เดือนละ 50,000 บาท หรือปีละ 600,000 บาท (มูลค่า ณ ตอนเกษียณ)

แทนที่นาย ก จะวางแผนเกษียณ

4 ข้อที่ต้องรู้ ก่อนเลือกซื้อประกันชีวิตควบการลงทุน

ทุกวันนี้ เทรนด์ของแบบประกันชีวิตที่กำลังมาแรง หลายคนพูดถึง และเริ่มมีบริษัทประกันชีวิตหลายบริษัทที่กำลังทยอยออกแบบประกันเหล่านี้ออกมา ก็คือ “แบบประกันชีวิตควบการลงทุน” นั่นเอง ซึ่งประกันชีวิตควบการลงทุน จะมีอยู่ด้วยกัน 2 ลักษณะ

คือเป็นแบบ “ยูนิตลิงค์” ที่ให้เราสามารถเลือกลงทุนเอง กำหนดวงเงินคุ้มครองเอง รวมถึงกำหนดเบี้ยจ่ายและระยะเวลาชำระเองได้อย่างอิสระ กับแบบ “ยูนิเวอร์แซลไลฟ์” ที่ให้เราเลือกสัดส่วนการลงทุนเองได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถเลือกหรือปรับผลประโยชน์ด้านอื่นๆได้อิสระเท่ากับแบบยูนิตลิงค์ แต่ก็จะมีความมั่นคงปลอดภัยมากกว่า เพราะมีการการันตีผลประโยชน์เอาไว้แล้วส่วนหนึ่ง

หากใครยังไม่เคยศึกษารายละเอียด หรือมีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับประกันชีวิตควบการลงทุนมาก่อนเลย ผมขอแนะนำให้เริ่มจากการอ่านบทความที่แนะนำเกี่ยวกับ ยูนิตลิงค์ และ ยูนิเวอร์แซลไลฟ์ ก่อน ตามนี้ครับ :

ยูนิตลิงค์ : [ซีรีย์] เจาะลึก ประกันชีวิตแบบควบการลงทุน Unit-Linked (ตอนที่ 3)
ยูนิเวอร์แซลไลฟ์ : ประกันชีวิตแบบ Universal Life มีดียังไง?

มาถึงจุดนี้ ที่บางท่านอาจจะได้ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับประกันชีวิตควบการลงทุน ทั้ง 2 ประเภทมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังอาจจะสงสัย ไม่แน่ใจ หรือตัดสินใจไม่ได้อยู่ดี ว่าถ้าจะซื้อประกันชีวิต จะซื้อเป็นแบบควบการลงทุนดีไหม หรือเลือกแบบดั้งเดิม (ตลอดชีพ, ชั่วระยะเวลา, สะสมทรัพย์, บำนาญ) ดีกว่า? (เพราะไม่ใช่ว่าแบบควบการลงทุนจะดีกว่าแบบดั้งเดิมในทุกแง่มุมเสมอไป) หรือถ้าจะซื้อควรจะซื้อแบบไหน? มีปัจจัยอะไรในการพิจารณาบ้าง?

ซึ่งวันนี้ ผมได้รวบรวมปัจจัยที่ควรจะนำมาพิจารณา ในการตัดสินเลือกซื้อประกันชีวิตแบบควบการลงทุน เพื่อช่วยให้ทุกคนตัดสินใจได้ง่ายขึ้น มา 5 ข้อ ดังนี้ครับ :

1. ความเสี่ยงและผลตอบแทนการลงทุน (Risk & Return)

(เรารับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน?, ความรู้และประสบการณ์การลงทุนมากน้อยแค่ไหน?)

เมื่อมีการนำการลงทุน ซึ่งมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนของผลตอบแทน เข้ามาควบรวมกับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความแน่นอนหรือการการันตี อย่างเรื่องการทำประกันแล้ว เราจึงต้องพิจารณาว่า “แล้วเรามีความสามารถในการรับความเสี่ยงได้แค่ไหน” (เมื่อดูจากความรู้ / ความเข้าใจ / ประสบการณ์ / ความสามารถ ในการจัดการ) ซึ่งถ้าหากเป็น “ยูนิตเวอร์แซลไลฟ์” คือเราต้องรับความเสี่ยงของการลงทุนได้ส่วนหนึ่ง เพราะเริ่มมีการลงทุนในตราสารทุน หรือหุ้น เพิ่มเข้ามา (แต่ก็ยังเป็นสัดส่วนไม่สูงมากนัก) แต่การบริหารการลงทุนยังเป็นหน้าที่ของบริษัทประกัน เราแค่เลือกรับความเสี่ยงจากสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเท่านั้น ดังนั้น คนที่ไม่มีความรู้หรือประสบการณ์ในการลงทุนมากนัก ก็อาจจะสามารถเริ่มต้นได้ไม่ยาก เพราะไม่เสี่ยงมาก แต่สำหรับ “ยูนิตลิงค์” คนที่จะซื้ออาจจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของความเสี่ยง จากการลงทุนพอสมควร เพราะต้องบริหารการลงทุนเอง จัดพอร์ตการลงทุน เลือกสัดส่วนการลงทุน และสินทรัพย์ที่จะลงทุน (ผ่านกองทุนรวม) เองทั้งหมด (ถึงแม้จะมีระบบอัตโนมัติ เช่น การทยอยซื้อ หรือการปรับสัดส่วนการลงทุน มาช่วยระดับหนึ่งแล้วก็ตาม) ซึ่งถ้าหากเราไม่มีความรู้และประสบการณ์มากนัก ตัวแทนหรือที่ปรึกษาที่แนะนำเรา ก็ควรจะต้องมีความรู้เรื่องนี้ให้มากๆ ไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดความเสียหาย เพราะความเข้าใจที่ไม่ตรงกับความคาดหวัง ก็เป็นได้

หรือถ้าคิดว่า เรายังไม่พร้อมที่จะรับความเสี่ยงเลย หรือต้องการการันตีเงินก้อนนี้ 100% จริงๆ ก็ควรจะกลับไปเลือกทำประกันแบบดั้งเดิม อาจจะเหมาะสมกว่า

2. ความคุ้มครอง (Protection)
(ได้ความคุ้มครองชีวิตแบบการันตี สูงกว่าเบี้ยที่จ่ายไป มากน้อยแค่ไหน?)

ขึ้นชื่อว่าเป็นประกันชีวิต ยังไงก็ควรจะต้องมองเรื่องของการคุ้มครองชีวิตเอาไว้บ้าง (ถ้ามองแต่เรื่องของผลตอบแทนอย่างเดียว ก็ไปดูเรื่องการลงทุน หรือเงินฝาก ไปเลยดีกว่า) เราก็ควรต้องดูว่า ความคุ้มครองชีวิตที่ได้ สูงกว่าเบี้ยทั้งหมดที่เราจ่ายไปมากแค่ไหน? มีการการันตีกี่เปอร์เซ็นต์? คุ้มไหมเมื่อเทียบกับเบี้ยที่จ่าย และค่าใช้จ่ายในการทำประกันที่บริษัทประกันคิดกับเรา? ซึ่งอย่างน้อยๆ ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าไม่ควรต่ำกว่า 20% (1.2 เท่า) ของเบี้ยทั้งหมดที่จ่ายมาครับ

3. สินทรัพย์ลงทุนที่ให้เลือก (Investment Asset)
(ดีไม่ดี? แข็งแกร่งหรือมีศักยภาพแค่ไหน? มีความเสี่ยงมากน้อยขนาดไหน?)

ถ้าเป็นยูนิตลิงค์ ก็ให้พิจารณาจากกองทุนทั้งหมด ที่บริษัทประกันให้เราเลือกลงทุน ว่าเป็นกองทุนที่ดีไหม? ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับกองทุนประเภทเดียวกัน กองอื่นๆ ในตลาด ถ้าเป็น ยูนิเวอร์แซลไลฟ์ ก็ว่าบริษัทประกันมีนโยบายจะไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทไหนบ้าง? สัดส่วนเท่าไหร่? สินทรัพย์ที่ลงทุนมีความเสี่ยงหรือศักยภาพมากน้อยแค่ไหน? เช่น ถ้าเป็นพันธบัตรหรือตราสารหนี้ มี Credit Rating (หรือคะแนนที่บ่งบอกถึงความมั่นคงของบริษัท) เป็นอย่างไร? (ถ้าจะให้ปลอดภัย ก็ไม่ควรต่ำกว่า BBB) อายุตราสารหนี้ยาวแค่ไหน? (ถ้ายิ่งยาว ผลตอบแทนก็ยิ่งสูงขึ้น แต่ก็ยิ่งมีความผันผวนของราคาสูงขึ้นเช่นกัน)  ถ้าเป็นหุ้น ส่วนใหญ่ลงทุนในอุตสาหกรรมอะไร? มีศักยภาพในการเติบโตแค่ไหน? อาจจะไม่ต้องละเอียดเหมือนจะไปลงทุนในหุ้นรายตัวด้วยตัวเอง แต่อย่างน้อยก็ควรจะต้องพอรู้นโยบายคร่าวๆไว้บ้างครับ

4. ค่าใช้จ่าย (Cost)
(แพงเกินไปรึเปล่า? หักแล้วผลตอบแทนที่เหลือยังคุ้มค่าไหม?)

คือสิ่งที่บริษัทประกันจะหักจากผลกำไรที่ได้รับจากการลงทุน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ เราก็ควรเทียบว่า ถ้าเป็นประกันชีวิตควบการลงทุน เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว ส่วนที่เหลือที่เราจะได้ จะสูงกว่าประกันชีวิตแบบดั้งเดิมมากแค่ไหน? หรือน้อยกว่าการที่เราเลือกไ

10 วิธีเด็ดยั้งตัวเอง ก่อนจะช๊อป online จนกระเป๋าฉีก

มันล้าสมัยแล้ว…ที่จะต้องออกจากบ้านไปซื้อของค่ะคุณขา

ยุคนี้นะเธอ ไม่ต้องออกจากบ้านก็เสียเงินได้!!

แค่ขยับนิ้วคลิกๆๆ

คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกค่ะ 

คว้าอันดับ 1 นักช็อปออนไลน์ของโลก จากผลสำรวจนักช็อปออนไลน์ 23,000 รายใน 25 ประเทศทั่วโลกของผลสำรวจ PwC’s Total Retail 2016 

เพราะ….ข้อดีเรื่องความสะดวกสบายและราคา แล้วตัดสินใจซื้อโดยดูรีวิวสินค้า 

แต่หลายคนก็พัง! เพราะเจ้าช็อปออนไลน์นี่แหละ 

คือ ซื้อจนหมดตัว..ไม่มีเงินเหลือเก็บ

…………

ช้อปออนไลน์เป็นทั้งได้ตัวช่วยและตัวทำลายชีวิต

มาดามฟินนี่มี #10วิธีเด็ดที่จะใช้ยั้งตัวเอง 

เพื่อที่พวกเธอๆ ทั้งหลายจะเอาไปใช้แก้อาการเสพติดช้อปออนไลน์จนหมดตัว!

แถมท้ายด้วยวิธีจัดการเงินเพื่อให้เธอได้ช้อปปิ้งกันอย่างสบายใจด้วย ไปดูกัน!

ลองถามตัวเองด้วย 10 คำถามนี้ ก่อนจะตัดสินใจซื้ออะไร…

ก่อนจะกดดูรายละเอียดสินค้า ให้ถามตัวเองว่า….

1. สิ่งนี้เรายังไม่มีเหรอ? – มาดามเชื่อว่าส่วนมาก เธอมีแล้ว!

แล้วยังไงคะ ของที่มีมันไม่พอ มันไม่ใช่ หรือยังไง หรืออยากได้ขยะเข้าบ้านเพิ่มอีกหนึ่งชิ้นคะ

2. ที่เรามีมันเก่าแล้ว มันใช้ไม่ได้แล้วเหรอ – มาดามเชื่อว่าส่วนมาก คือ ไม่!

ไม่ได้เก่า ยังใช้ได้ด้วย แล้วจะซื้อเพื่อออออออ ??

3. เราตั้งใจจะซื้อสิ่งนี้อยู่ก่อนแล้วรึเปล่า – มาดามเชื่อว่า เปล่า!

ส่วนมากเห็นโปร เห็นลดราคา เห็นดาราใช้ เห็นเพื่อนเค้ามีกัน

4. เราเตรียมเงิน มีงบเพื่อซื้อของนี่เหรอ? – มาดามเชื่อว่า ไม่!

ส่วนใหญ่ไม่คิดเรื่องเงินด้วยซ้ำ อยากได้อย่างเดียวล้วนๆ

และต้องได้เดี๋ยวนี้ โอนก่อน รูดก่อนค่อยว่ากัน

………

#ก่อนกดปุ่มสั่งซื้อให้ถามตัวเองว่า

5. ของแบบนี้ มีเจ้าอื่นขายรึเปล่า? – มาดามเชื่อว่า มี!

หัดเป็น “คนเรื่องมาก” ก่อนเสียตังค์บ้างเถอะค่ะ เปรียบเทียบราคา หาข้อมูลหน่อย

6. ซื้อจากเจ้าไหนดีที่สุด? – มาดามเชื่อว่ามันมีหลายเงื่อนไขนะ

เรื่องราคาให้เธอเลิกดูเรื่องส่วนลดว่าลดจากกี่บาท ลดกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วพุ่งสายตาไปที่ราคาที่เราต้องควักจ่ายน่ะเธอ ราคาสุดท้าย อีของแบบนี้ต้องจ่ายเงินเท่านี้ มันโอมั้ย?

7. ของแถม การรับประกัน เจ้าไหนดีที่สุด? – มาดามจะบอกว่าเรื่องพวกนี้สำคัญนะ

ราคาเท่ากัน แต่ถ้าเรื่องที่ว่ามาต่างกัน ต้องดูให้ดี เลือกออปชั่นที่โดนใจที่สุด ดูราคาประกอบ

8. ราคารวมค่าส่งของแล้วรึยัง? – มาดามอยากให้เช็คให้ดี

ของบางชิ้นราคาตัวมันไม่เท่าไหร่ แต่ค่าส่งสิแพง ยิ่งถ้าซื้อจากต่างประเทศ

กรุณาเบิ่งตาดูให้ดีนะคะ

………….

#กดสั่งซื้อแล้วอย่าเพิ่งกดจ่ายเงิน!! 

มาดามขอเวลาเธอ 2 วัน หรือ 48 ชั่วโมง

แล้วค่อยกลับมากดปุ่มจ่ายเงินค่ะ 

เพื่อให้ไปนั่งนึกตรึกตรองก่อน ตกตะกอนความคิดดีดี 

เธอเชื่อมั้ย แค่ 2 วันนี้แหละวัดใจ!!

มีของหลายอย่างมาก……ที่พอผ่านไปแค่วันเดียว เราก็ไม่นึกอยากได้แล้ว

จงถามตัวเองว่า..

9. เรายังอยากได้ของนี้อยู่รึเปล่า? – มาดามเชื่ออย่างสุดหัวใจ เกือบครึ่ง จะไม่อยากแล้ว

หน้าที่ของคนขาย คือทำให้เราอยากซื้อ แล้วซื้อเดี๋ยวนั้นค่ะ เพราะพอผ่านอารมณ์อยากได้แบบพีคๆ ไป เหตุผลจะเริ่มกลับมา เราจะใช้สมองแบบเต็มเปี่ยมในการคิดพิจารณา ไม่ใช่แค่อารมณ์กับหัวใจ

10. ถ้าเราไม่ซื้อของนี้ เงินนี้จะไปงอกที่ไหน หรือเติมเต็มความฝันอะไรให้เราได้ – มาดามพูดเลยว่ามีทางเลือกที่ดีกว่าการช้อปปิ้งออนไลน์ที่ให้ความสุขที่แท้จริง

เงินก้อนนี้ที่เราเกือบหรือกำลังจะควักเนี่ย ถ้ามันไม่ออกไปจากกระเป๋าเรา มันอาจกลายเป็นอะไรรู้มั้ย??

-เงินเก็บเพื่อเกษียณ ในรูปของกองทุนรวม

-หุ้น ความเป็นเจ้าของบริษัทที่เราอยากได้

-ส่วนหนึ่งของ “ทริปในฝัน” สิ้นปีนี้

-ทุนการศึกษาลูก

-เงินที่ให้พ่อแม่แล้วท่านยิ้มดีใจ

เนี่ย….คือตัวอย่างคร่าวๆ ของอีกตั้งมากมายหลายอย่างที่เงินหลักร้อยหลักพันที่เธอกำลังจะควักใช้ด้วยอารมณ์ ใช้ซื้อได้ และ ฟินกว่า!

……….

แนวทางจากมาดามฟินนี่เรื่องเงินสำหรับช้อปปิ้ง

เงินช็อปปิ้งควรมีขีดจำกัด 

คำเรียกทางการคือ “งบประมาณ” หรือ Budget 

โดยแบ่ง 2 อย่าง

1. ช้อปของใช้จำเป็น 

อันนี้จัดอยู่ในหมวดรายจ่ายประจำ รวมกับค่าผ่อนรถ เช่าบ้าน ค่ากิน ค่าเดินทาง สิริรวมไม่เกิน 55 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่เข้ากระเป๋า

2. ช้อปเพื่อเอนเตอร์เทน 

บำบัดอารมณ์เพียวๆ อันนี้ไม่ควรเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ซึ่งก้อนนี้ต้องรวมการกินหรู เที่ยวสบาย ดูหนังฟังเพลงไปแล้วนะ ห้ามลืมนะ

จำไว้ว่า “เงินของเธอมีค่า” 

เคยบ่นว่าเงินหายาก ต้องทนทำงานมาลำบากไม่ใช่เหรอ

แล้วทำไม??..

ถึงจะไล่มันไปง่ายๆ แค่มีคนเอาป้ายโฆษณามาล่อ แล้วนิ้วคลิกๆ ไม่กี่ครั้งล่ะ?

เงินจะอยู่กับคนมีหัวคิด มีจิตใจนึกถึงอนาคตของตัวเอง

====

โอเคนะ

มาดามฟินนี่

เป็นกูรูที่ Aommoney มีบทความดีดีให้อ่านเสมอ

https://goo.gl/HC9mZ1

ข้อมูลอ้างอิง http://thaipublica.org/2016/04/pwc-18-4-2559/

11 เรื่องต้องรู้ สำหรับการปรับปรุงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2560

สวัสดีครับ พบกับ TAXBugnoms เหมือนกันอย่างเคย กับบทความที่ตั้งใจเขียนขึ้นอย่างเร่งรีบไฮสปีดติดเทอร์โบ เนื่องจากเพิ่งมีการอัพเดทกฎหมายฉบับใหม่ที่ประกาศมาในวันที่ 26 มกราคม 2560 นี้ กับเรื่องการปรับปรุงหลักเกณฑ์การหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน และเงินได้พึงประเมินต่างๆ กรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตาม พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 44) พ.ศ. 2560 ครับ

โดยสาเหตุของการปรับปรุงนั้น มาจากตัวกฎหมายที่มองว่าเก่าเกินไปนั่นเอง เพราะรายการเหล่านี้ได้ใช้มาเป็นระยะเวลานานแล้ว และไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป ทางผู้มีอำนาจในประเทศนี้ก็เลยเห็นสมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์ต่างๆเหล่านี้ให้ชัดเจนมากขึ้นครับ #เอ้ากราบสิรออะไรอยู่

เรื่องปรับ เรื่องเปลี่ยนแบบนี้ มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับภาษี และแน่นอนว่า #พรี่หนอม คนดีคนเดิมก็ต้องรับหน้าที่อัพเดทให้ทุกคนเหมือนอย่างเช่นเคยครับ ถึงแม้ว่าจะอัพเดทในเพจไปแล้ว 1 ครั้ง แต่มันยังไม่พอครับผม

เอาล่ะครับ เรามาดูกันเลยดีกว่าว่า 12 เรื่องต้องรู้ สำหรับการปรับปรุงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2560 มันมีอะไรบ้างครับ

1. ปรับปรุงสำหรับปี 2560 ไม่เกี่ยวอะไรกับภาษีปี 2559 นะจ๊ะ

เรื่องแรกที่อยากบอก นั่นคือ การปรับปรุงรายการทั้งหมดนี้เป็นการปรับปรุงสำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2560 ซึ่งเราจะต้องยื่นรายการในปี 2561 ครับ ดังนั้นที่ผ่านมาไม่เกี่ยวกันครับผม เดินหน้าต่อไปในปีนี้นะครับ 

2. ปรับปรุงใหม่ถึง 5 เรื่องด้วยกัน

การปรับปรุงครั้งนี้ พี่ไม่ได้มาเล่นๆ เพราะมีการปรับปรุงถึง 5 เรื่องด้วยกัน ได้แก่ ค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน การคำนวณภาษี เงินไ้ด้ทีต้องยื่นแบบ และ อัตราภาษี ซึ่งเราจะมาว่ากันในข้อต่อๆไปครับ

3. ค่าใช้จ่าย : ปรับปรุงสำหรับมนุษย์เงินเดือนและฟรีแลนซ์

สำหรับมนุษย์เงินเดือนและฟรีแลนซ์ที่ต้องอดทนกันมานาน (เงินได้ประเภทที่ 1 และ 2) วันนี้ความฝันของเราเป็นจริงแล้วครับ เพราะการปรับปรุงภาษีครั้งนี้มีการเพิ่มเติมให้จากเดิมที่เป็น 40% ไม่เกิน 60,000 บาท โดยกฎหมายจะปรับใหม่ให้เป็น 50% ไม่เกิน 100,000 บาท เรียกได้ว่ามีเพิ่มขึ้นปีละ 40,000 บาทกันเลยทีเดียวครับผม

4. ค่าใช้จ่าย : ปรับปรุงสำหรับเงินได้ค่ากู๊ดวิลล์ ค่าลิขสิทธิ์ และอื่นๆ

ทางฝั่งคนที่มีรายได้แนวๆลิขสิทธิ์ก็ไม่น้อยหน้ากันครับ (เงินได้ประเภทที่ 3) เพราะจากเดิมที่หักค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าลิขสิทธิ์ได้ 40% ไม่เกิน 60,000 บาท คราวนี้เปลี่ยนใหม่เป็นยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งต้องมาติดตามกันต่อไปครับว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง

5. ค่าลดหย่อน : ค่าลดหย่อนส่วนตัวเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า!

จากเดิมที่ชีวิตมันเศร้า เราได้กันปีละ 30,000 บาทสำหรับปี 2560 ข้างหน้านี จะมีการปรับใหม่ให้เป็นคนละ 60,000 บาทกันเลยทีเดียว โอ้โห… กลายเป็นว่าเรานั้นมีค่าสองเท่าในพริบตากันเลยล่ะครับ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีกันเหลือเกิน เย่

6. ค่าลดหย่อน : ค่าลดหย่อนคนข้างๆก็เพิ่มขึ้น 2 เท่าเหมือนกัน!

สำหรับ #คนข้างๆก็สำคัญ อย่างสามีหรือภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็สามารถเพิ่มค่าลดหย่อนของกันและกันในกรณีที่อีกฝ่ายไม่มีรายได้ หรือมีรายได้แต่ไม่ได้แยกยื่นแบบแสดงรายการ เราก็สามารถนำสามีหรือภรรยามาหักค่าลดหย่อนได้เพิ่มขึ้นจาก 30,000 บาทเป็น 60,000 บาท

7. ค่าลดหย่อน : บุตรสุดที่รักก็เพิ่มค่าเป็น 30,000 บาทเหมือนกัน

ในส่วนเรื่องของบุตรนั้นจะยุ่งยากเล็กน้อย เนื่องจากมีบุตรบุญธรรมด้วยครับ ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ว่ากรณีบุตรรวมบุตรบุญธรรมนั้น ต้องไม่ให้เกิน 3 คน และต้องไม่เกินในกรณีที่มีบุตรชอบด้วยกฎหมายแล้ว ดังนั้นใครที่บุตรก็อย่าลืมอัพเกรดสิทธิประโยชน์นี้ด้วยนะครับ เพราะได้เพิ่มจาก 15,000 บาทเป็น 30,000 บาทกันเลยทีเดียว

อ้อ … ลืมบอกไปว่ากรณีนี้บุตรต้องมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 30,000 บาท และไม่ต้องสนใจแล้วว่าบุตรจะได้ค่าเทอมปีละ 2,000 บาทอยู่หรือไม่ เพราะคำตอบนั้นขอบอกว่ากฎหมายใหม่คิดรวมกันให้แล้วครับ จะเรียนไม่เรียนก็หักได้ 30,000 บาทจ้า แต่ถ้าเรียนอยู่ได้ถึงอายุ 25 นะขอบอก

8. ค่าลดหย่อน : กลุ่มอื่นๆก็หักได้เพิ่มขึ้นเหมือนกัน

อย่าคิดว่าแค่บุคคลธรรมดาที่หมายถึงคนเท่านั้นที่ได้รับสิทธิประโยชน์ในการหักค่าลดหย่อนเพิ่มขึ้น เพราะกรมสรรพากรก็ให้สิทธิสำหรับ กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง เพิ่มขึ้นจากเดิม 30,000 บาทเป็น 60,000 บาท เช่นเดียวกันกับ ห้างหุ้นส่วนสามัญ และ คณะบุคคลที่ตามมาติดๆนั่นคือ หักลดหย่อนจากเดิม 60,000 บาทกลายเป็น 120,000 บาทด้วยครับ

9. UPDATE จำนวน เงินได้ที่ไม่ต้องเสียภาษี แต่ต้องยื่นภาษี

ยังมีคนบางคนที่เข้าใจผิดว่าถ้าไม่เสียภาษีไม่ต้องมายื่นภาษี ซึ่งความเป็นจริงแล้วมันเป็นความเข้าใจที่ผิดครับ เพราะกฎหมายกำหนดไว้โดยเปลี่ยนจากกฎหมายเก่าเป็นกฎหมายใหม่ดังนี้ครับ

คนไร้คู่ หรือคนโสด

ถูกเปลี่ยนเป็นปีละ 60,000 บาท (กรณีรายได้อื่น) และ 120,000 บาท (กรณีมนุษย์เงินเดือน) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมคือ 30,000 บาทและ 60,000 บาท (ตามลำดับ)

คนมีคู่

หรือคนที่รู้ถึงความเจ็บปวดของชีวิตคู่ (ไม่ใช่! ต้องมีคู่จริงๆตามกฎหมายนะจีะ) ถูกเปลี่ยนเป็น 120,000 บาทและ 220,000 บาท

10. UPDATE จำนวนเงินได้ที่ต้องคำนวณภาษีตามวิธีเงินได้พึงประเมิน

เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงรายการเงินได้ทั้งหลาย ดังนั้นการคำนวณภาษีจะเปลี่ยนแปลงด้วยจากเดิมจะใช้ 60,000 บาท คูณด้วย 0.5% สำหรับกรณีเงินได้ที่ไม่ใช่เงินเดือน แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็น 120,000 บาทแล้วครับ

อย่างไรก็ตามสำหรับวิธีการคำนวณตามนี้ ถ้าหากภาษีที่คำนวณได้ยังไม่เกิน 5,000 บาทก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรครับ ยังยึดตามพระราชกฤษฎีกา 480 เหมือนเดิมครับผม

11. UPDATE อัตราภาษีเงินได้ใหม่ให้ไฉไลกว่าเก่า<

[Review] กองทุนน่าลงทุนในยุคไทยแลนด์ 4.0

สวัสดีครับ นักลงทุนในกองทุนรวมทุกท่าน คลินิกกองทุนแห่งนี้กลับมาพบกับทุกท่านอีกครั้งแล้วนะครับ ในช่วงนี้เรามักจะได้ยินใครหลาย ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือว่าภาคเอกชน ได้พูดถึงเรื่องหนึ่งอยู่บ่อย ๆ ซึ่งเป็นเรื่องราวของการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยี และการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ในแบบที่ว่าจะเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิต หรือทดแทนการทำธุรกิจแบบเดิมไปเลยเพื่อให้เกิดการพัฒนา และสร้างคุณภาพชีวิตให้ดีมากขึ้น

โดยถ้าสามารถเปลี่ยนแปลงการทำธุรกิจแบบเดิม ๆ หรือว่า ธุรกิจที่สร้างใหม่ขึ้นมานั้นสามารถแก้ไขปัญหา และสร้างทางเลือกที่โดนใจให้กับคนทั่วไปได้แล้วละก็ จะทำให้บริษัทที่สร้างมานั้นประสบความสำเร็จได้ในระยะเวลาอันสั้น จึงทำให้บริษัทเหล่านี้มีศักยภาพ ทั้งในเรื่องของจำนวนผู้ที่จะใช้สินค้าหรือบริการที่มีอยู่ทั่วโลก รวมถึงกำไรและผลตอบแทนครับ

นั่นก็คือ “บริษัท ฯ ในกลุ่มเทคโนโลยี ฯ” นั่นเองครับ

เป็นอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจที่กำลังมาแรงในยุคนี้ เพราะว่าธุรกิจนี้จะเป็นส่วนเสริม หรือว่าเป็นส่วนช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจในหลาย ๆ ประเทศเติบโตไปได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากสามารถขยายตัวไปได้อย่างไร้พรมแดนใด ๆ ยกตัวอย่าง เช่น Alibaba , Tencent จากประเทศจีน รวมถึง Facebook , Google ที่พวกเราคุ้นเคยกันดี

ซึ่งถ้าหากเราเองคิดแล้วว่าคงไม่สามารถที่จะสร้างธุรกิจแบบนี้ได้ด้วยตนเอง แต่ก็ไม่อยากที่จะตกเทรนด์ของการลงทุนในยุคนี้ไปแล้วละก็ตามมาเลยครับ ผมจะเล่าให้ฟัง….

ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา กลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ที่อยู่มานานและมีมูลค่าทางธุรกิจสูง ๆ อย่างเช่น บริษัทน้ำมัน, ธนาคาร, หรือแม้แต่ค้าปลีกเองก็โดนทดแทนด้วยกลุ่มเทคโนโลยีทั้งสิ้นครับ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Google, และ Apple ของเหล่าสาวก

ในปี 2016 ที่ผ่านมา บริษัท ฯ ที่ใหญ่ที่สุด 5 อันดับแรกได้ถูกครอบครองโดยบริษัทในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไปหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ บริษัทที่น่าจับตามอง และเป็นบริษัทที่นักลงทุนให้ความสนใจคือ กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีที่ชื่อว่า FANG หรือ Facebook, Amazon, Netflix,  และ Google

ถึงแม้ว่าบางธุรกิจจะนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ อย่างกลุ่มค้าปลีกที่เข้าไปทางออนไลน์มากขึ้น เช่น Amazon หรือว่ากลุ่มบริษัท ฯ ยา ที่ได้เทคโนโลยีมาช่วยให้การแพทย์ดีขึ้นก็ตาม แต่ว่าบางอุตสาหกรรมก็ถูกทดแทน หรือว่าถูกท้าทาย แข่งขันด้วยกลุ่มนี้เช่นกัน กลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ที่อยู่ดี ๆ บริษัท ฯ นอกสายตา หรือผู้เล่นในกลุ่มเทคโนโลยี อย่าง Tesla เข้ามาแทรกแซงตลาดอย่างหน้าตาเฉย และเติบโตรวดเร็วกว่าที่เคยเจอในคู่แข่งระดับเดียวกันเสียอีก

สิ่งเหล่านี้เป็นข้อยืนยันได้ดีว่า กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแง่มุมไหนก็ตามล้วนแล้วแต่เป็นธุรกิจที่อยู่ในกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้ ซึ่งผมเองก็คิดว่า จะเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดแบบนี้ไปเรื่อย ๆ โดยที่หลาย ๆ อุตสาหกรรมจะถูกปฏิวัติอย่างแน่นอน ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น

ที่ผมบอกอย่างนี้ก็เพราะว่า ถึงแม้กลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ กำลังตกที่นั่งลำบาก หรือเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวอย่างไร กลุ่มเทคโนโลยีนี้ก็ยังดำเนินไปได้ แถมเติบโตได้ดีสวนทางกับ ระบบเศรษฐกิจของหลาย ๆ ประเทศครับ

ทั้งนี้ก็เพราะว่า กลุ่มเทคโนโลยีเองสามารถที่จะแทรกตัวไปกับกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้ เหมือนเป็นตัวช่วยในการพัฒนา หรือว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบต่าง ๆ ได้ หรือว่าจะทำการทดแทนสิ่งที่เคยมีอยู่ไปเลยก็ได้เช่นกันครับ

ตัวอย่างเช่น ในกลุ่ม Healthcare เองก็มีแนวโน้มที่จะเชื่อมต่อกับกลุ่มเทคโนโลยีได้สูงครับ ซึ่งถ้าใครเคยไปรักษาที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์น่าจะเคยได้ยินชื่อของ “Watson” ที่เป็น AI ช่วยหมอวินิจฉัยโรค และ เสนอทางเลือกที่ดีที่สุดในการรักษาให้กับแพทย์ จากการอ่านตำราทางการแพทย์….ใช่ครับ Watson มันสามารถอ่านหนังสือ และวิเคราะห์อาการทางโรคได้…โหดไหมละ

ให้นึกภาพว่า มันสามารถอ่านตำราวิจัยทางการแพทย์ได้อย่างไม่รู้เบื่อ จำได้ทุกตัวอักษร แปลความได้ และแนะนำให้แพทย์เลือกวิธีการผ่าตัดที่ดีที่สุด มีเปอร์เซ็นต์การหายมากที่สุด ความเสี่ยงน้อยที่สุด ซึ่งบริษัทฯ IBM ผู้สร้าง Watson เองไม่ได้อยู่ในกลุ่มธุรกิจ Healthcare โดยตรง แต่ก็สร้างนวัตกรรมแบบนี้ขึ้นมาได้ ใครที่ถือกองทุน Healthcare ถึงแม้ว่าแนวโน้มสังคมผู้สูงอายุจะมาถึงจริง ๆ และทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมนี้เติบโตได้ก็ตาม

แต่ผมแนะนำว่าให้กระจายพอร์ตการลงทุนไปยังกลุ่มเทคโนโลยีด้วย เพราะว่าสามารถแตกไลน์ไปทางธุรกิจอื่น ๆ ได้อย่างกว้างขวางเลยทีเดียวครับ

ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

หลายคนคงมีคำถามในใจว่า แล้วถ้าเราจะลงทุนในวันนี้จะยังทันหรือไม่ หุ้นในกลุ่มนี้แพงเกินไปหรือยัง ซึ่งถ้าดูจากข้อมูลในอดีต (แต่ไม่ได้ยืนยันอนาคตนะคร้าบ) เราจะเห็นว่าราคาหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีนั้นก็ยังคงมีราคาไม่แพงเกินไป เหมือนในช่วงฟองสบู่ Dot com ที่ผ่านมาครับ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเกิดจากการที่ตัวอุตสาหกรรมนี้มีการเติบโตที่เร็วเลยทำให้ P/E ไม่สูงมากนัก ถึงแม้ว่าจะเป็นหุ้นยอดนิยมในสมัยนี้ก็ตามครับ

คราวนี้เรามาดูถึงกองทุนที่น่าสนใจ เนื่องจากไปลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเหล่านี้ นั่นก็คือ กองทุนเปิดกรุงศรีโกลบอลเทคโนโลยีอิควิตี้ (KF-GTECH)

ซึ่งกอง Master Fund นั้นก็คือกองทุนที่เน้นลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีอย่าง T.Rowe Price Funds SICAV – Global Technology Equity Fund ซึ่งทีมผู้จัดการกองทุนมีความเชี่ยวชาญทางด้านการลงทุนกับบริษัทเทคโนโลยีมากกว่า 16 ปี โดยกองทุนนี้จะเน้นการลงทุนกับบริษัทที่เป็น “New Technology” จริง ๆ พอร์ตของกองทุนรวมนั้น จะมีการกระจายการลงทุนในหุ้นทุกขนาดในกลุ่มเทคโนโลยี แต่ปัจจุบันจะโน้มเอียงไปทางหุ้นขนาดกลางและเล็กซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตสูงสามา

“พร้อมเพย์” จะโอนก็เฮ…จะเพย์ก็พร้อม

สวัสดีครับ กลับมาพบกันกับ TAXBugnoms เจ้าเก่าเจ้าเดิมแต่ที่เพิ่มเติมคือบทความที่จะมาพูดคุยถึงระบบการโอนเงินแบบใหม่ที่มีชื่อว่า “พร้อมเพย์” ให้ฟังกันครับ

หลายๆ คนคงเคยได้ยินว่า “พร้อมเพย์” มาสักระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งวันนี้ผมมีข่าวดีมาแจ้งครับว่า ระบบพร้อมเพย์ที่ว่านี้กำลังจะเปิดให้คนไทยทุกคนได้ใช้บริการในวันที่ 27 มกราคม 2560 นี้ และผมเชื่อว่า ใครหลายคนที่กำลังเริ่มต้นอ่านบทความนี้ คงมีหลายๆคนมีคำถามในใจว่า “แล้วมันต่างจากบริการโอนเงินแบบเดิมอย่างไรหว่า?”

ขออธิบายให้ฟังแบบง่ายๆสั้นๆอีกสักครั้งครับว่า พร้อมเพย์ คือ บริการรับ-โอนเงินแบบใหม่ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้เลขประจำตัวประชาชน และ/หรือหมายเลขโทรศัพท์มือถือ โดยสามารถใช้บริการผ่านช่องทางต่าง ๆ ของธนาคาร ตั้งแต่ Mobile Banking, Internet Banking และ ตู้ ATM ซึ่งพร้อมเพย์นี้ถือเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินของประเทศไทย

ตอนนี้คงสงสัยกันต่อแล้วใช่ไหมครับว่า แล้วข้อดีของระบบ “พร้อมเพย์” นั้นมีอะไรบ้าง? มาครับ ผมขอทวนความจำให้อีกสักที ซึ่งข้อดีข้อแรกคือ “ค่าธรรมเนียมถูกกว่า” ซึ่งเรียกได้ว่าประหยัดแบบสุดๆ เพราะถ้าโอนเงินไม่ถึง 5,000 บาท ก็จะไม่เสียค่าธรรมเนียมแม้แต่บาทเดียว (ใช่ครับ ฟรี!!) แต่ถ้าหากเราโอนเงินเกินกว่านั้นก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมบ้างอะไรบ้าง แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่า ค่าธรรมเนียมของพร้อมเพย์นั้นยังถูกมากเมื่อเปรียบเทียบกับ Mobile Banking ที่เราใช้งานกันทุกวันนี้ครับ

ข้อดีข้อที่สองที่ตามมา คือ ความสะดวกในการใช้บริการ เพียงแค่ใช้เพียงหมายเลขโทรศัพท์มือถือหรือเลขประจำตัวประชาชนของผู้รับโอนที่ใช้บริการพร้อมเพย์ โดยที่เราไม่จำเป็นต้อง จำเลขที่บัญชีและชื่อธนาคารอีกต่อไป หมดเวลาที่ต้องมาจำเลขบัญชีธนาคารยาวเหยียดกันเสียทีครับ!!

นอกจากนั้นพร้อมเพย์ยังอำนวยความสะดวกในการรับเงินสวัสดิการหรือเงินช่วยเหลือต่างๆ จากภาครัฐเข้าบัญชีโดยตรงกับทุกธนาคาร

แม้แต่การขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งหลังจากวันที่ 1 มกราคม 2560 เราสามารถขอคืนภาษีเข้าบัญชีพร้อมเพย์ของเราโดยตรง(สามารถใช้ได้กับทุกธนาคาร) เพื่อตัดปัญหาความกังวลเรื่องการรอรับเช็คหรือเช็คหายอีกต่อไป เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนอย่างเราครบถ้วนอีกด้วยครับ แต่หากใครที่ยังไม่ได้สมัครพร้อมเพย์ทางกรมสรรพากรก็จะคืนภาษีเงินได้ในรูปแบบเช็คเหมือนเดิมครับ

เอาล่ะครับ… ผมคิดว่าเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ใครหลายคนคงจะมีข้อกังขาถึงเรื่องของความปลอดภัย และการไว้ใจระบบพร้อมเพย์ใช่ไหมครับ แหม่..  จะเปลี่ยนไปทำไม แบบใหม่จะดีหรอ หรือว่ามันจะปลอดภัยแน่ๆหรือเปล่า เพราะมีทั้งข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์และบัตรประชาชนของเรานะ มันจะเป็นปัญหาหรือเปล่านะ?

ตรงนี้ผมไปดูคำตอบจากเอกสารประกอบของธนาคารประเทศไทยที่มีชื่อว่า คำถามคำตอบการให้บริการโอนเงินแบบ “พร้อมเพย์ – PromptPay” ซึ่งเขียนไว้ชัดจัดเต็มในข้อที่ 2 ครับว่าระบบพร้อมเพย์นั้นมีความปลอดภัยในระดับสากล ธนาคารมีการดูแลผู้ใช้บริการตามมาตรฐานที่ดีไม่แตกต่างจากบริการแบบเดิมที่มีอยู่ ทั้งขั้นตอนการลงทะเบียนที่รัดกุม ไปจนถึงความปลอดภัยของระบบส่วนกลางครับ ทั้งนี้ก่อนโอนเงินอย่าลืมเช็คชื่อเจ้าของบัญชีให้ถูกต้องกันด้วยนะครับ

หากใครสนใจสมัครบริการพร้อมเพย์เพื่อประโยชน์และความสะดวกของตัวเองแล้ว สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ทุกธนาคารครับ

10 ขั้นตอนยื่นภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือน

สวัสดีครับ กลับมาอีกแล้วกับ TAXBugnoms คนดีคนเดิม เพิ่มเติมคือวันนี้จะมาสอนยื่นภาษีพร้อมแนะนำเทคนิคในการยื่นภาษีผ่านอินเตอร์เน็ต สำหรับมนุษย์เงินเดือนให้อ่านกันครับผม

โดยวิธีการของผมนั้น จะอธิบายเป็น 10 ขั้นตอนสั้นๆง่ายๆที่พิสูจน์แล้วว่าจัดการเรื่องภาษีได้เรียบร้อย #ดีต่อใจ และไม่มีปัญหาใดๆกับพี่สรรพากรตามมาอย่างแน่นอนครับ เอาล่ะครับ ถ้าพร้อมแล้ว เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าาาาา

ขั้นตอนที่ 1 : ลงทะเบียนยื่นภาษีกันก่อน

สำหรับคนที่ไม่เคยยื่นภาษี แบบว่าเพิ่งมาใหม่ ไม่รู้จะเริ่มต้นอะไรยังไง แนะนำให้ลงทะเบียนกันก่อนครับที่ตรงนี้ และถ้าลงทะเบียนแล้วจะสามารถใช้ข้อมูลนี้ไปได้ตลอดเลยครับผม

(เลือกตรงคำว่า ลงทะเบียน เพื่อยื่นภาษีผ่านอินเตอร์เน็ตครับ)

(กรอกข้อมูลต่างๆให้ครบถ้วนครับ)

ขั้นตอนที่ 2 : เริ่มต้นยื่นภาษีผ่านอินเตอร์เน็ตได้

หลังจากที่ลงทะเบียนเสร็จ กรอกรหัสทุกอย่างเรียบร้อย เราก็สามารถยื่นภาษีผ่านอินเตอร์เน็ตได้ทันทีครับ (ว้าววว) มาถึงตรงนี้ใครจะเลือกยื่นแบบทันทีหลังลงทะเบียนเสร็จ หรือจะมาเข้าสู่ระบบอีกทีหนึ่งก็ได้เหมือนกันครับ

(กรอกข้อมูลต่างๆให้ครบถ้วนอีกทีครับ)

ขั้นตอนที่ 3 : ตรวจสอบชื่อ นามสกุล ข้อมูลที่อยู่ให้ถูกต้อง

หลังจากเข้าสู่ระบบแล้ว เราต้องตรวจสอบข้อมูลที่อยู่ต่างๆของเราให้เรียบร้อยครับ ตรงนี้สำคัญมาก เน้นเลยนะครับ สำหรับคนที่ขอคืนภาษีแบบเช็ค ตรงนี้จะต้องดูดีๆครับ เพราะว่าจะมีผลกับการส่งเช็คคืนภาษีได้ เอาล่ะ ถ้าตรวจสอบเรียบร้อยแล้วก็ไปต่อได้เลยครับผม

(เช็คข้อมูลที่อยู่กับชื่อให้ถูกต้องครับ เพื่อจะได้ไม่มีปัญหา)

ขั้นตอนที่ 4 : เลือกสถานะจัดการชีวิต

ขั้นตอนต่อมาจะเป็นการเลือกสถานะ โดยสิ่งที่ต้องดูก็คือ เรามีชีวิตเป็นอย่างไรในตอนนี้ โสดสนิท มีคู่ชีวิต หรือเป็นหม้ายไปแล้ว ซึ่งตรงนี้ให้เลือกตามกฎหมายนะครับไม่ใช่พฤติกรรม ฮ่าๆ

สำหรับคนที่สมรส หรือคนมีคู่ ตรงนี้ต้องเลือกด้วยครับว่าจะยื่นแบบอย่างไร ยื่นแยกกัน รวมกัน หรือรวมกันบางอย่าง ตรงนี้ดูแนวทางได้ที่บทความ สรุปวิธีวางแผนยื่นภาษีเงินได้สำหรับคู่สามีภรรยา ของผมครับ (เดี๋ยวจะมีคลิปสอนเรื่องนี้ใน Youtube TAXBugnoms อีกทีครับ กดติดตามคลิปไว้ได้ที่ด้านล่างเลยครับผม)

ขั้นตอนที่ 5 เลือกประเภทเงินได้ และค่าลดหย่อน

สำหรับขั้นตอนที่ 5 ในการยื่นภาษีผ่านอินเตอร์เน็ตนี้ แนะนำว่าเลือกให้ครบครับว่าเรามีเงินได้ประเภทไหน ซึ่งบทความนี้เน้นเรื่องการยื่นภาษีของมนุษย์เงินเดือนก็คงต้องเลือกข้อ มาตรา 40(1) เงินได้จากการจ้างแรงงาน เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง บำนาญ โบนัสฯ เป็นหลัก และตรวจสอบดูด้วยครับว่ามีค่าลดหย่อนอะไรบ้างที่เรามีทางด้านขวา ซึ่งถ้าตรงไหนไม่เข้าใจก็สามารถกดปุ่ม ? ขึ้นมาได้นะครับ จะได้เข้าใจมากขึ้น (หรือเปล่า ฮ่าๆ)

ขั้นตอนที่ 6 กรอกรายได้เข้าไปอย่าให้เสีย (เวลา)

จากรูปจะเห็นว่าต้องกรอกรายการเงินเดือนค่าจ้างบำนาญต่างๆของเราใช่ไหมครับ หลายคนคงสงสัยว่าจะไปหามาจากไหน คำตอบคือ ไปหามาจากใบหักภาษี ณ ที่จ่ายนี่แหละครับ โดยเอามาจากหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 ทวิ ซึ่งในนั้นจะมีบอกครับว่า เรามีรายได้เท่าไร เงินที่จ่ายเข้าประกันสังคม และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นยังไงบ้าง

เมื่อเจอแล้วก็เอาเลขมากรอกตามแต่ละช่องครับ เงินได้พึงประเมิน (รายได้ทั้งปี) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภาษีทีถูกหักไว้ทั้งปี) เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ถ้ามี) กรอกในช่องที่เขียนว่า “บันทึกจำนวนเงินที่ท่านสะสมตลอดปี” และสุดท้า่ยที่ลืมไม่ได้ก็คือ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของ ผู้จ่ายเงินได้ ครับ โดยข้อมูลทั้งหมดนี้อยู่ในใบ 50 ทวิที่ผมพูดมานี่แหละครับ

สำหรับคนที่ออกจากงานระหว่างปี ตรงนี้ก็แนะนำให้ติดตามขอเอกสารของที่ทำงานเก่าและที่ทำงานใหม่ เสร็จแล้วก็เอายอดทั้งหมดมายื่นรวมกันนะครับ (อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ ออกจากงานระหว่างปี… อย่าลืมยื่นภาษีด้วยนะจ๊ะ)

ขั้นตอนที่ 7 บันทึกรายการค่าลดหย่อน

การยื่นภาษีของมนุษย์เงินเดือนนั้น จะมีการคำนวณค่าใช้จ่ายให้อัตโนมัติครับ เราเลยต้องมาดูกันที่ค่าลดหย่อนกันต่อครับ สำหรับตรงนี้ให้เลือกค่าลดหย่อนที่เรามีมากรอกให้หมดครับว่ามีอะไรบ้าง ใครมีอะไรก็จัดเต็มไปได้เลยครับผมมมมม

ตรงนี้ถ้าใครยังไม่รู้ว่ามีอะไรลดหย่อนได้บ้าง อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ สรุปรายการลดหย่อนภาษีประจำปี 2559 พร้อม UPDATE เทคนิคประหยัดภาษีที่คุณต้องรู้!!

ขั้นตอนที่ 8 ตรวจสอบข้อมูลการคำนวณภาษี

เมื่อกรอกทุกอย่างเสร็จแล้ว จะมาอยู่ที่การคำนวณภาษีครับ ตรงนี้ระบบของกรมสรรพากรจะคำนวณให้เราอัตโนมัติ แต่หน้าที่ของเราคือตรวจสอบความถูกต้องครับว่า มีรายการไหนที่ยังไม่ได้กรอกไหม เช่น เงินบริจาคต่างๆ หรือว่าเช็คซ้ำอีกทีว่ามีอะไรแปลกๆที่เราลืมหรือเปล่าครับ

ตรงนี้จะมีสิ่งทีต้องเช็คดูอยู่ 2-3 เรื่องแล้วแต่กรณีครับ นั่นคือ

– บริจาคภาษีที่ชำระให้พรรคการเมือง เราต้องการให้พรรคการเมืองหรือเปล่า ถ้าไม่ต้องการก็กดข้ามไปครับ

– ถ้ามีการเสียภาษีเกิน 3,000 บาท สามารถเลือกผ่อนได้ 3 งวดครับ จะจ่ายในเดือนเมษายน พฤษภาคม และมิถุนายน เรียกว่าคุ้มจริงได้สิทธิถึง 3 เดือนกันเลยทีเดียว ตรงนี้บางกรณีสามารถเลือกผ่อนภาษีกับบัตรเครดิตได้อีกด้วยนะครับ

– ถ้าใครได้ภาษีคืนและต้องการขอคืนภาษี อย่าลืมเลือกคำว่า ข้าพเจ้ามีความประสงค์จะขอคืนเงินภาษี ด้วยนะครับ

มาถึงตรงนี้ถ้าใครเลือกขอคืนภาษีแล้วมีคำว่า “กรมสรรพากรจะคืนเงินภาษีผ่านระบบโอนเงินแบบพร้อมเพย์ เพื่อความสะดวกในการรับเงินคืนภาษี ท่านสามารถลงทะเบียนกับธนาคารในราชอาณาจักร ทุกแห่งที่ให้บริการด้วยเลขประจำตัวประชาชน” ก็ไม่ต้องตกใจไปครับ เพราะจริงๆแล้วเราสามารถเลือกได้ครับผม (อ่านแนวทางทั้งหมดได้ที่บทความของผมครับ สรุปครบทุกประเด็น พร้อมเพย์กับการคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา)

ขั้นตอนที่ 9 ยืนยันการยื่นแบบ

ตรงนี้จะเข้าสู่หน้าสรุปอีกทีครับ ถ้าหากไม่ติดขัดอะไรก็กด “ยืนยัน” ไปได้เลยครับผม

ขั้นตอนที่ 10 จ่ายเงิน หรือ ตรวจสอบการคืนภาษี

อันนี้เป็นขั้นตอนสุดท้ายครับ ถ้าหากเราต้องจ่ายชำระภาษีก็จะมีหน้าจอให้เลือกวิธีการจ่ายครับว่าจะจ่ายแบบไหน ทั้งธนาคารออนไลน์ ATM บัตรเครดิต จ่ายชำระที่หน่วยรับชำระ หรือวิธีอื่นๆ ที่เราถนัดครับ ซึ่งหน้าที่ของเราก็คือเลือกแล้วไปจ่ายนั่นเองครับ ฮ่าๆๆ

ส่วนคนที่ได้คืนภาษีก็รอต่อไปครับ หรือจะไปตรวจสอบการคืนภาษีที่เวปไซด์กรมสรรพากรก็ได้ครับที่ลิงค์ สอบถามข้อมูลการขอคืนภาษี

เป็นไงบ้างครับ 10 ขั้นตอนยื่นภาษีผ่านอินเตอร์เน็ตสำหรับมนุษย์เงินเดือนแบบง่ายๆ ในสไตล์ #TAXBugnoms ที่สรุปมาให้อ่านกันครับ ผมหวังว่าจะช่วยให้เพื่อนๆพี่ๆน้องสามารถยื่นภาษีได้ง่ายขึ้นกันนะครับ และถ้าใครอยากดูเป็นวีดีโอสามารถรับชมได้ที่ Youtube ด้านล่างนี้เลยครับผม

“4 วิธีจับไต๋ ก่อนโดนผช.ฝรั่งในเฟซบุ๊คตุ๋นเงินเรียบ”

มีสาวโสดหลายคนที่ถูกมิจฉาชีพที่ใช้เฟสบุ๊ค ปั้นประวัติตัวเองว่าเป็นฝรั่งร่ำรวย และรักพวกเธอมาก ด้วยความไม่รู้สาวโสดจำนวนมากจึงเสียเงินเสียทองไปกับกลุ่มคนเหล่านี้ วันนี้เราจะมานั่งพูดคุยและเตือนภัยกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อนะจ๊ะ!

เดี๋ยวนี้นะภัยอันตรายใกล้ตัวเต็มไปหมด สมัยก่อนเวลาจะเลือกคบหาผู้ชายซักคนนึง ในช่วงดูใจว่าใช่หรือไม่ใช่ เราอาจจะต้องระวังเวลาไปไหนกัน 2 ต่อ 2 เดี๋ยวถูกลวนลาม ข่มขืนขึ้นมา พ่อแม่เสียใจแย่ แต่สมัยนี้เขาอาจจะไม่ได้หลอกฟันแล้วทิ้งกันแล้วเธออออ เขาหลอกเอาตัง เจ็บใจเนาะ แค่อิฉัน นก อย่างเดียวไม่พอ ยังเสียตังให้อีก ยิ่งในปัจจุบันนั้นเครือข่ายสังคม Online ก็เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของเราแทบจะทุกนาที ทำให้เราได้พบเจอคนมากหน้าหลายตา อย่างในเฟสบุุ๊คเราก็จะเพิ่มเพื่อน และทำความรู้จักกันง่ายขึ้น ก็ทำให้มิจฉาชีพเข้ามาคุยกับเราได้ง่ายขึ้น

ในกรณีที่พบเจอบ่อยมากๆ อันหนึ่งในข่าวนะก็คือ ฝรั่งมาจีบแล้วหลอกเงิน ซึ่งพอฝรั่งพวกนี้ถูกจับกลับ ไม่ใช่ฝรั่งซะงั้น โดยที่เคยได้สนทนากับ มาดามฟินนี่ (นักเขียน aomMONEY) นางบอกว่า ข้อสังเกตง่ายๆเวลามิจฉาชีพจะมาหลอก เขาจะสร้างประวัติแนวๆ ว่า

  1. รูปถ่ายจะเป็นฝรั่งหล่อมาก ผมสีทอง สเปคสาวไทยเลยเธอ
  2. เมียพึ่งตาย ต้องการความรัก
  3. มีลูกติด น่าสงสาร
  4. รวยนะ เป็นนายพล เป็นหมอ เป็นนักบิน

พวกนี้จะสร้างความประวัติความน่าเชื่อถือให้กับเราเยอะมาก บอกรักเร็วมาก อยู่ๆ ก็รักตั้งแต่แรกพบ แต่สุดท้ายก็จะต้องมีเรื่องการโอนเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเราสามารถจับไต๋พวกนี้ได้จากบทสนทนาง่ายๆ

ตัวอย่างเช่น

  • ตอนนี้กำลังจะมาลงทุนในเมืองไทย มาเป็นหุ้นส่วนกันไหม รวยด้วยกัน โอนตังมาสิ เดี๋ยวจะรีบมาเมืองไทยมาดูกิจการ ตัวเองจะได้สบายไง
  • เรารักเธอมาก เราส่งของมาให้เธอนะ แต่มันติดที่ด่าน ต้องโอนเงินค่าธรรมเนียมมาให้ก่อนถึงจะออกของได้
  • ติดอยู่ชายแดน เข้าเมืองไทยไม่ได้ ต้องมีค่าใช้จ่าย ไม่มีเงินเลย โอนตังมาให้หน่อยแล้วเดี๋ยวจะพาเธอกลับไปต่างประเทศด้วยไปเสวยสุขด้วยกัน
  • บางทีก็มาเป็นแนวบริษัทจัดหาคู่ บอกว่าโอนเงินมาจะพาฝรั่งมาให้รู้จักและแต่งงานกัน

และพอเราโอนเงินไปให้เขาปุ๊ป เท่านั้นล่ะ เขาจะหายเงียบไปเลยทีเดียว และไปหลอกคนอื่นรายต่อๆ ไปอีก หากใครหรือเพื่อนใครเป็นคนขี้เหงา โลกสวยออกมาจากทุ่งลาเวนเดอร์ จบเอกมโนโทจินตนาการ คิดเสมอว่าจะมีผู้ชายหล่อสุดเท่มารับเจ้าหญิงอย่างฉันไปดูแล ก็ต้องเตือนและตั้งคำถามกันก่อนนะว่า “จริงหรอ?”

บางทีผมเองก็ยังตั้งคำถามกับเพื่อนที่กำลังจะโดนหลอกเลยนะว่า แฟนที่คุยทาง Online นี่ยังไม่เคยเจอตัวจริงกันเลย โอนตังให้กันแล้ว ถ้าเป็นนายพล เป็นหมอรวยมาก ก็น่าจะมีเงินที่จ่ายอะไรต่างๆ นานาได้สิ มาให้เราโอนเงินให้ทำไม แปล๊กกกกแปลก

เรื่องการเงินนี่อย่าให้ใครมาหลอกเรานะ และเราเองก็ต้องสร้างภูมิคุ้มกันทางความรักเอาไว้กันหน่อย ถ้าเจอผู้ชายที่เข้ามาแบบแปลกๆ แบบรักมาก ทำให้หัวใจเราเตลิดได้ แล้วพอสุดท้ายให้เราโอนเงินให้เป็นจำนวนมากๆ ทั้งๆที่ยังไม่รู้จักกันเลยหรือรู้จักกันแค่ผิวเผินเท่านั้น เราก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบกันเนอะเพราะมีกรณีศึกษากันมาเยอะตามหน้าข่าวคดีความกันมาเยอะแล้ว

แต่ในโลกนี้มันก็ไม่แย่เสมอไปหรอกนะ คนดีๆที่อยากมีความรักก็เยอะแยะมากมาย เมื่อเรามีโอกาสทำความรู้จักกับใครทาง Online ลองดูกันนาน ๆก่อนอย่าพึ่งหลงเชื่อใจ ถ้ามิจฉาชีพมันเอาเงิินเราไม่ได้ เดี๋ยวมันจะไปอย่างรวดเร็วเองล่ะ แต่ถ้าเราเจอคนดีๆ ที่เขาอยากรู้จักเราจริงๆ ลองใช้เวลากันซักหน่อย  ไม่ต้องรีบมาก ศึกษาดูนิสัยใจคอ รวมถึงนิสัยทางการเงินด้วยนะว่าเขาเป็นอย่างไร ถ้าเป็นคนลักษณะเดียวกับเราแบบว่า นิสัยดี รักครอบครัว ตั้งใจทำงาน มีวินัยทางการเงิน  ก็อาจจะเป็นคู่รักที่ดี น่าคบหาก็ได้ ใช่ม๊าาาาา???

Reference กรณีศึกษา

จับไนจีเรียต้มสาว http://www.thairath.co.th/content/479590

รวบ 2 หนุ่มแอฟริกันแสบ อ้าง ‘นายพล’ หลอกตุ๋นเอาเงินสาวไทย http://www.thairath.co.th/content/632543

จับ’แก๊งค์แอฟริกัน’26ราย หลอกเอาเงินสาวไทย http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/653788

5 เรื่องที่ต้องเช็คให้ดีก่อนยื่นภาษีปี 2559

หลังจากที่ผมเขียนบทความเรื่อง 5 เทคนิค ขอคืนภาษีปี 2560 ให้ไวแบบสุดๆ ไปเรียบร้อยแล้ว ก็มีคนถามเข้ามาเรื่อยๆ เกี่ยวกับการยื่นภาษีครับ มีทั้งประเด็นเรื่องพร้อมเพย์ การกรอกแบบแสดงรายการต่างๆ ผ่านแฟนเพจ TAXBugnoms Line@ หรือแม้แต่ Youtube Channel ซึ่งผมก็ตอบไปตามระเบียบครับว่า ต้องทำอะไรยังไงบ้าง

แต่พอตอบไปสักพัก ลองมานั่งคิดๆดู เอ๊ะ.. แล้วทำไมเราไม่เขียนบทความสรุปมาเลยล่ะ จะได้อ่านกันง่ายๆเวลาตอบคำถาม แถมยังได้แชร์ประสบการณ์ แบ่งปันข้อมูลให้กับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่กำลังจะยื่นภาษีในปีนี้ไปพร้อมๆกันเลย โดยผมได้รวบรวมออกมาเป็น 5 ข้อที่ต้องเช็คก่อนจะยื่นภาษีปี 2559 ให้อ่านกันนี่แหละครับ ออกมาเป็น 5 ข้อสั้นๆง่ายๆในสไตล์ #TAXBugnoms เหมือนเคย เรามาดูกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

1. เช็คว่าเราสมัครพร้อมเพย์หรือยัง?

สิ่งแรกที่ต้องรู้ไว้และเข้าใจก่อนว่า สำหรับการยื่นภาษีปีนี้ การสมัครพร้อมเพย์จะทำให้เราได้คืนภาษีเร็วกว่า เพราะข่าวตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมาน่าจะเห็นได้ชัดแล้วครับว่า กรมสรรพากรสนับสนุนการคืนภาษีแบบพร้อมเพย์มากกว่าแบบเช็ค (อ้างอิงจาก มีเงินคืนภาษีแต่ไม่มีพร้อมเพย์ได้รับเช็คใน 45 วัน จากเดิม 7 วัน)  ซึ่งถ้าใครไม่ได้สมัครก็ต้องยอมรับครับว่าอาจจะได้คืนช้ากว่าปกติ แต่สำหรับคนที่ต้องเสียภาษีเพิ่มนั้น ไม่ว่าจะสมัครหรือไม่สมัครก็ไม่มีผลอะไรกับเราครับ สบายใจได้

ผมเขียนบทความสรุปเรื่องรายละเอียดพร้อมเพย์ไว้ชัดเจนที่นี่ครับ สรุปครบทุกประเด็น พร้อมเพย์กับการคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และ

2. เช็ครายได้เราว่ายื่นครบไหม? 

เรื่องต่อมา ก่อนจะยื่นภาษีนั้น เราต้องรู้ครับว่ารายได้ของเรามีอะไรบ้าง ซึ่งผมขอเน้นอีกครั้งครับว่า ส่วนใหญ่แล้วทุกอย่างที่เราได้มานั้น จะเป็นรายได้ของเราทั้งหมดไม่ว่าจะหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้หรือไม่ก็ตาม ดังนั้นต้องเช็คก่อนให้แน่ใจครับว่า เราได้เอารายได้ทั้งหมดมายื่นครบถ้วนแล้ว  โดยผมให้ข้อมูลตรวจสอบเพิ่มเติมตามนี้ครับ

2.1 เราต้องยื่นภาษีไหม?

กรณีคนโสด

รายได้ต่อปีมากกว่า 50,000 บาท กรณีเป็นมนุษย์เงินเดือน และมากกว่า 30,000 บาทต่อปีกรณีไม่ใช่มนุษย์เงินเดือน

กรณีคนมีคู่

รายได้ต่อปีมากกว่า 100,000 บาท กรณีเป็นมนุษย์เงินเดือน และมากกว่า 60,000 บาทต่อปีกรณีไม่ใช่มนุษย์เงินเดือน

2.2 เราต้องยื่นรายได้อะไรบ้าง?

รายได้ที่ถูกหักภาษีไว้

รายได้ทุกประเภทที่ถูกหักภาษีไว้นั้น แปลว่า ถือเป็นรายได้ของเรา โดยมีรายได้บางรายการที่เรียกว่า Final Tax ไม่ต้องนำมายื่นภาษี เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล หรือ การขายอสังหาริมทรัพย์ (ที่เสียภาษี ณ กรมที่ดิน) ซึ่งตรงนี้จะอธิบายอีกทีในข้อ 4 ครับ

รายได้ที่ไม่ถูกหักภาษีไว้

จริงๆแล้วถือว่าเป็นรายได้ของเราเหมือนกันและต้องเสียภาษีเช่นเดียวกัน เว้นแต่ว่าจะเป็นรายได้ที่ได้รับยกเว้นตามหัวข้อต่อไปครับ

รายได้ที่ยกเว้นภาษี

ปกติแล้ว รายได้ที่ยกเว้นภาษีจะไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายได้อยู่แล้ว แต่บางรายการ เช่น กำไรจากการขาย LTF,RMF ต้องเอามายื่นรวมด้วยเช่นกัน เพื่อเป็นการเปิดเผยข้อมูลแต่ไม่ต้องเสียภาษีครับ

3. เช็คเอกสารประกอบการยื่นภาษี 

สำหรับเอกสารหลักฐานนั้น จะต้องมีครบทั้ง 3 ส่วนครับ นั่นคือ

เอกสารหลักฐานการภาษี หัก ณ ที่จ่าย

เป็นใบแสดงว่าเราถูกหักภาษีไว้เท่าไรและมีรายได้เท่าไร เช่น ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย 50 ทวิ ของเงินเดือนทั้งปี หรือฟรีแลนซ์ที่ได้รับทุกครั้งหลังจากจ่ายค่าจ้างงาน หนังสือหัก ณ ที่จ่ายที่ได้รับรางวัลจากการชิงโชค เงินปันผล ดอกเบี้ย และอื่นๆที่มี เก็บพวกนี้มาให้ครบครับ

เอกสารหลักฐานการหักค่าใช้จ่าย

ในกรณีที่เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง (ตามจำเป็นและสมควร) ต้องเตรียมเอกสารหลักฐานตรงนี้ไว้ด้วยครับ แต่ถ้าหากเป็นคนที่เลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา ตรงนี้ผ่านได้เลยครับผม

เอกสารหลักฐานการลดหย่อนภาษี

เรื่องนี้พูดไปแล้วในบทความ 5 เทคนิค ขอคืนภาษีปี 2560 ให้ไวแบบสุดๆ แต่อยากจะพูดย้ำอีกทีว่าควรเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนด้วยครับ ไม่ว่าจะเป็น หลักฐานการซื้อ LTF RMF ประกันชีวิต ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ชอปปิ้ง OTOP สงกรานต์ ท่องเที่ยวที่พัก อะไรที่มีต้องจัดชุดใหญ่ไฟกระพิบไว้ล่วงหน้า เพราะเราไม่รู้หรอกครับว่าพี่สรรพากรจะขอดูเมื่อไรครับ

4. เช็ครายการพิเศษที่อาจจะช่วยประหยัดภาษีได้

รายการบางรายจะช่วยประหยัดภาษีให้กับเราได้ครับ เช่น เรื่องของภาษีหัก ณ ที่จ่ายแบบ Final TAX เรื่องของเครดิตภาษีเงินปันผล การขายอสังหาริมทรัพย์ และการลาออกจากงานระหว่างปี  โดยผมให้เทคนิคไว้สำหรับเรื่องนี้ดังนี้ครับ

เช็คว่าภาษีเสียในอัตราที่เกิน % ที่ถูกหักไว้หรือเปล่า (เงินได้สุทธิเกินกว่าฐานภาษีที่ถูกหักไว้)

เช่น กรณีของกองทุนรวม คือ  500,000 บาท  (อัตรา 10%) ส่วนกรณีของดอกเบี้ยคือ 750,000 บาท (อัตรา 15%) ซึ่งถ้าหากเงินได้สุทธิเกินกว่านี้แล้ว แนะนำว่าไม่ต้องเอามารวมคำนวณภาษีเลยครับ

เอาเงินปันผลจากหุ้นมาลองรวมคำนวณก่อน

เผื่อว่าจะได้สิทธิเครดิตภาษีเงินปันผลครับ นั่นคือให้สรุปรายการเงินปันผลจากหุ้นทั้งหมดมายื่นเป็นเงินได้ประเภทที่ 4 (มาตรา 40(4)(ข)) ดูก่อนครับ แล้วเปรียบเทียบกันดูว่าเราจะได้ภาษีคืนหรือเสียภาษีน้อยลงหรือเปล่า เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีไม่ยื่นครับ

กรณีมีการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เข้าเกณฑ์ตามเงื่อนไข

โดยปกติการไม่นำมารวมคำนวณภาษีตอนปลายปีและเลือกให้หักภาษี ณ ที่จ่ายที่กรมที่ดิน ถือว่าคุ้มค่าที่สุดครับ

กรณีมีการออกจากงานระหว่างปี

ให้เช็คด้วยว่าเราทำงานเกิน 5 ปีแล้วหรือยัง เพราะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และสิทá

“คู่รักเกย์ จะซื้อสินทรัพย์ร่วมกัน ต้องทำยังไง?”

ในปัจจุบันนี้เกย์และกลุ่ม LGBT มีการเปิดเผย Lifestyle ของตัวเองมากขึ้น เพื่อนๆผมหลายคนก็ประกาศตัว มีการบอกพ่อผม่และผองเพื่อนกันเยอะมากว่า “อิฉันเป็นตุ๊ดคร่าาาา มีแฟนเป็นผู้ชาย แอร้ยยยย” มีการลงหลักปักฐานกับแฟนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตร่วมกัน ไปมาหาสู่ กรุ๊บกริบ เก๋ไก๋ เช่าบ้านอยู่ด้วยกันแล้ว แต่พอถึงเวลาที่อยากจะมีทรัพย์สินเป็นของตัวเองนั้น ดูเหมือนว่าการทำธุรกรรมต่างๆเพื่อให้เป็นเจ้าของร่วมกันบางทีมันย๊ากยาก วันนี้ก็เลยจะมาเล่าแนวทางเพื่อให้คู่รักเกย์สามารถซื้อทรัพย์สินอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขนะจ๊ะ!

  • หาธนาคารที่ปล่อยกู้ร่วมได้ : ถ้าลองไปสอบถามธนาคารในเรื่องของการของกู้ร่วม เขาจะบอกเลยว่าหากไม่ได้เป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์กันที่กฎหมายรับรองอย่างสามีภรรยาที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายหรือพ่อแม่พี่น้อง โอกาสของการให้สินเชื่อนั้นแทบจะไม่มีเลย แต่อย่าพึ่งท้อใจ หลายคนเคยไปคุยกับธนาคารบางแห่งที่มีแนวคิดทันสมัยที่เปิดโอกาสให้คู่รักเกย์ได้ขอกู้ร่วมได้ก็มี แต่เราจะต้องพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเป็นคู่รักจริง เช่น การแสดงหลักฐานว่าเคยเช่าบ้านอยู่ร่วมกันมานาน ถ้ามีหลักฐานที่มากพอธนาคารบางแห่งก็อาจจะพิจารณาให้กู้ร่วมได้นะ
  • ให้บริษัทที่ทำธุรกิจร่วมกันเป็นผู้ยื่นกู้ : คู่รักเกย์หลายๆคู่นอกจากจะรักกันแล้วยังเป็นหุ้นส่วนกิจการ มีการเปิดบริษัททำธุรกิจร่วมกันก็มี ทำไปทำมาบริษัทเติบโตมีรายได้ มีกำไรที่พอจะผ่อนซื้อทรัพย์สิน เราก็สามารถใช้บริษัทเป็นผู้ซื้อบ้านให้กับเราก็ได้ ถ้ามาในเส้นทางนี้ธนาคารก็จะพิจารณาเงินกู้จากตัวบริษัท ดีซะอีก บางคนซื้อบ้านหลังใหญ่โตทำข้างล่างเป็น Office ทำข้างบนเป็นที่อยู่ร่วมกันได้ หรือบางคนก็ใช้คอนโดเป็นสำนักงานบริษัทก็มี
  • ซื้อคนละห้องซะเลยแล้วเชื่อมห้องกัน : ในกรณีที่ทั้ง 2 คนมีเงินทั้งคู่ มีความสามารถในการผ่อนทั้งคู่ อยากเป็นเจ้าของทรัพย์สินของตัวเอง ก็ซื้อห้องที่มันติดกันแล้วเชื่อมให้เป็นห้องใหญ่เลยก็ได้ ทั้งคู่จะถือสัญญาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องของใครของมันในทางกฎหมาย แต่ในการอยู่ร่วมกันก็อยู่ในห้องเดียวกันนั่นล่ะ หากเลิกกันกลางทางแล้วมีคนหนึ่งขายห้องไป ก็โบกปูนแยกห้องออกจากกัน ง่ายๆจบเลย

จะเห็นได้ว่าวิธีการซื้อทรัพย์สินอยู่ร่วมกันก็มีหลากหลายวิธี แต่ต้องอย่าลืมไปว่าทรัพย์สินที่คู่รักเกย์ซื้อร่วมกันนั้น หากมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตายไปก่อนแต่ไม่ได้ทำพินัยกรรมยกให้กับอีกฝ่าย ก็อาจจะทำให้มรดกกลายเป็นของทายาทเขา อาจจะเกิดปัญหาในเรื่องของมรดกก็ได้ ก็ต้องอย่าลืมทำพินัยกรรมเอาไว้นะครับว่าจะยกทรัพย์สินให้ใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินตามกฎหมาย

จริงๆพินัยกรรมหากเจาะลึกจะมี 5 แบบนะครับต้องลองไปอ่านเพิ่มดู

แต่ผมขอเล่าสรุปหลักๆได้ 2 แบบ คือ

  • พินัยกรรมที่ทำด้วยตัวเอง : ก็คือการเขียนพินัยกรรมเอาไว้ด้วยตัวเองว่า เราจะยกทรัพย์สินให้กับใคร ก็ระบุไปว่าจะยกที่อยู่ให้กับแฟนไป
  • พินัยกรรมทำเป็นเอกสารฝ่ายเมือง : เป็นการทำพินัยกรรมโดยที่เข้าไปแจ้งต่ออำเภอว่าจะให้ทางราชการเป็นคนช่วนทำพินัยกรรมแล้วก็เก็บรักษาไว้ บางคนกลัวแม่มาค้นตู้ตอนไม่อยู่แล้วกลัวแม่จะรู้ความลับจากพินัยกรรม ก็ฝากไว้กับทางราชการแทนได้

เมื่อคู่รักเกย์จะซื้อทรัพย์สินเพื่ออยู่ด้วยกันก็ต้องมีการวางแผนก็หน่อยนะครับ เจอที่อยู่ที่ชอบแล้ว ก็ซื้อร่วมกันด้วยวิธีการที่เหมาะสมกับทั้ง 2 ฝ่าย รวมถึงอย่าลืมป้องกันความเสี่ยงเมื่อคนหนึ่งจากไปก่อนด้วยการทำพินัยกรรมเอาไว้ให้อีกฝ่ายนะครับ จะได้ใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุข

เออ ว่าแต่ วางแผนซะไกล มีแฟนกันยังเหอะ?

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save