อ่าน Fund Fact Sheet กันเถอะครับ ผมขอร้อง !!

สวัสดีครับ ผมหมอนัท คลินิกกองทุน เรากลับมาพบกันอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ผมอาจจะไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับกองทุนมากนัก แต่จะขอพื้นที่ในการพูดคุย และ ขอเสนอแนะต่าง ๆ ใหักับนักลงทุนทั่วไป รวมถึง แสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ต่อ การอ่าน “Fund Fact Sheet” ที่คนส่วนใหญ่มักจะ “ไม่อ่าน” กันครับ 

เมื่อวันก่อน ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมประชุมกับทาง สำนักงาน ก.ล.ต. ในเรื่องการทำ Fact Sheet กองทุนรูปแบบใหม่ที่น่าจะทำให้ ผู้ลงทุนได้เข้าใจถึงกองทุนมากขึ้น เนื่องจาก Fact Sheet เดิมนั้น ค่อนข้างมีปัญหาคือ 

  1. อ่านยาก เพราะว่าเป็นภาษาทางการพอสมควร
  2. คำอธิบายของนโยบาย ไม่ชัดเจน เช่น ถ้าเป็นกองทุนหุ้น ก็จะเขียนคำอธิบายในการลงทุนไว้ว่า กองทุนนี้ จะเลือกหุ้นพื้นฐานดี ฯลฯ…… และถ้าท่านสังเกตคือ ทุกกองทุนก็จะเขียนคล้าย ๆ กัน ประหนึ่ง copy and paste กันมา (แต่บาง บลจ. ก็ทำได้ดีมากนะครับ)
  3. รายละเอียดค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่เรียกเก็บในปัจจุบันบางครั้งก็หาได้ยากมาก ส่วนใหญ่จะบอกเป็น ค่าธรรมเนียมที่จะเรียกเก็บสูงสุด
  4. กองทุนต่างประเทศ บอกชื่อ master fund แต่ไม่ได้รายละเอียดของกองทุน master fund นักลงทุนก็ต้องไปหาเพิ่มเติมเอง (บางที่ก็มี link ให้ไปที่ master fund หรือ แนบ fact sheet ของกองทุน master fund มาให้ด้วย น่ารักมาก ๆ เลย)
  5. รายละเอียดป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงิน บางทีนักลงทุนก็ต้องหาอ่านเอง หรือ บางครั้ง ต้องโทรถาม บลจ.
  6. ผมได้เสนอให้ ก.ล.ต. จัดทำ Data Center เพื่อให้นักลงทุนสามารถเข้ามา รายละเอียดต่าง ๆ ของกองทุนได้ทุกกอง และง่ายในการนำไปใช้ เพื่อประโยชน์ของนักลงทุนเอง

จริง ๆ ยังมีรายละเอียดอื่น ๆ อีกมากมายนะครับ เช่น รายชื่อ ผจก กองทุน, Portfolio Turnover Ratio Tracking Error และข้อมูลอื่น ๆ ที่น่าจะเปิดเผยให้นักลงทุนทราบกัน เพราะว่าผมเชื่อว่าเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนจริง ๆ

การจัดประชุมครั้งนี้ แน่นอนว่าทาง ก.ล.ต. เองก็พยายามที่จะปรับปรุงให้น่าอ่านมากขึ้น เพื่อให้นักลงทุนที่สนใจ และ นักลงทุนมือใหม่ที่เพิ่งจะเริ่มลงทุน ซึ่งต้องลุ้นกันต่อว่าจะเป็นอย่างไร แต่จากที่เห็นคร่าว ๆ ผมคิดว่า อ่านง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะเลยครับ 

โดยคนที่มาประชุมส่วนใหญ่จะเป็นผู้ออกกองทุน- ผู้ขายกองทุน และตัวแทนขายหน่วยลงทุน หลากหลายกันไป ซึ่งผมต้องขอชื่นชม บาง บลจ. ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดการกองทุนก็ดี หรือ คนที่ออกกองทุน พยายามช่วย เหมือนอยากทำให้ดีขึ้น และถูกต้องมากขึ้น

แต่ก็มีประเด็น ระหว่าง ตัวแทนขายกองทุน กับคนออกกฏ ซึ่งในที่ประชุมนั้นคนที่เป็นตัวแทนขายกองทุนก็ค้านจนเกินไป เหมือนการปรับเปลี่ยน Fact Sheet ในครั้งนี้ ทุกอย่างที่ต้องเปลี่ยนนั้นจะกลายไปเป็นต้นทุนของ บริษัท ฯ ทั้งหมด ซึ่งจริง ๆ แล้ว บางส่วนนั้นก็เป็นสิ่งที่ทาง บลจ. ต้องทำอยู่แล้ว มีอยู่แล้ว แต่ไม่ได้จัดเรียงให้เป็นระบบ หรือ เพิ่มเติมลงใน Fact Sheet เท่านั้นเอง

ถึงขนาดมีการพูดออกไมค์ว่า “ทำไปก็ไม่มีคนอ่านหรอก !!”

ซึ่งคนที่พูดออกมาแบบนี้ ผมคิดว่าเขาไม่ได้ผิดที่จะคิดแบบนี้ นั้นก็เพราะว่า “คนส่วนใหญ่” ก็ไม่ได้อ่าน fact sheet จริง ๆ น่ะแหละครับ 

การที่นักลงทุนไม่อ่านนั้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เช่น อ่านไม่รู้เรื่อง, ขี้เกียจอ่าน บอกมาเลยว่าให้ลงทุนกับกองทุนไหนดี หรือ Fact sheet ห่วยจนไม่อยากอ่าน 

แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้ ก็ได้สร้างแนวคิดย้อนกลับไปที่ผู้ขายกองทุน และ ผู้ผลิตกองทุนว่า นักลงทุนไม่อ่าน Fact Sheet ครับ 

และก็วนเป็น ลูป แบบนี้ไปเรื่อย ๆ พูดง่าย ๆ ว่า นักลงทุนได้สร้าง “ปีศาจ” หรือ คนที่ไม่อยากจะเปลี่ยนรูปแบบของ Fact Sheet ใด ๆ ใหักับตัวนักลงทุนเอง จนสุดท้ายก็ไม่เกิดการพัฒนาใด ๆ มาหลายปี 

จึงทำให้ ก.ล.ต. ต้องปรับปรุงแก้ไขในวันนี้ โดยโจทย์คือ การทำให้น่าอ่านมากขึ้น เพื่อเป็นการแก้ไขเรื่อง Fact Sheet ที่อ่านไม่รู้เรื่องโดยตรง และผมคิดว่าก็น่าจะดีขึ้น ส่วนเรื่องขึ้เกียจอ่าน และหาแต่คนแนะนำนั้น(บอกมาเลยว่ากองทุนไหน) ผมคิดว่า คงถึงคราวที่นักลงทุนเอง ควรจะหาความรู้ก่อนการลงทุนด้วยตนเองให้มากขึ้นแล้วครับ 

ในวันที่ประชุมนั้น มีส่ิงหนึ่งที่ผมไม่พอใจในที่ประชุมมากที่สุดก็คือ “เมื่อตัวแทนขายกองทุนรู้ว่าคนไม่อ่าน” ทำไม ถึงไม่เสนอทางออกให้กับนักลงทุน หรือ ก.ล.ต. แต่กลับกลายเป็น แค่การ บ่น, โอดครวน ถึงสิ่งที่ต้องทำมากขึ้น ประหนึ่งไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไรเลย 

และก็กลายเป็นลืมสิ่งที่ ผู้ขาย ผู้แนะนำการลงทุนที่ดีต้องทำคือ ทำอย่างไรให้นักลงทุนเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นการอ่าน หรือ การบรรยาย หรือ การชี้แจ้ง หรือ ทำกระบวนการอะไรก็ได้ที่ช่วยให้นักลงทุนเข้าใจ ไม่ใช่เพียงแค่ การบอกว่า “ทำไปก็ไม่มีคนอ่าน” ซึ่งบางคนก็แค่บ่น และมันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร

คนที่ลงมือทำ และแก้ไขนั้น ผมว่าน่ายกย่องมากกว่า

สิ่งที่ตัวแทนขายกองทุนบางคน หรือ บางบริษัท พูดออกมานั้นจริง ๆ แล้ว นอกจากจะเป็นการคัดค้านที่ไม่สร้างสรรค์แล้ว ยังจะเป็นการ “การดูถูก ผู้ลงทุน อย่างมาก” ประมาณจะบอกว่าลูกค้าไม่รู้หรอก แถมยังไม่สนใจด้วย ไม่ว่าต่อให้เขียน fact sheet ออกมาดีแค่ไหน นักลงทุนก็ไม่อ่าน(เว้ย) และสุดท้ายก็ถาม ตัวแทนขายอยู่ดีว่า “กองทุนไหนดี”

ดังนั้น ทางแก้ไขคือ นักลงทุนเอง

ก็ต้องศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุนอยู่เสมอ

โดยจากนี้ไป ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ ผู้ลงทุนเอง ควรจะอ่าน Fact sheet ก่อนการลงทุน อ่านให้เป็น และ อ่านให้เข้าใจ เพื่อที่จะลงทุนได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับความเสี่ยงที่จะได้รับ และเป็นเพิ่มความรู้ ความเข้าใจของนักลงทุน อย่าให้ผู้ขายมาดูถูกความสามารถของเรา แน่นอนว่า จะเป็นประโยชน์ระยะยาวกับผู้ลงทุนเองด้วย 

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่า Fact Sheet อันใหม่นั้น ถ้ามองมุมผู้ออก และผู้ขาย แน่นอนว่า มันคือ “ต้นทุน” ที่สูงขึ้น ต้องเหนื่อยมากขึ้น แต่ผมเชื่อว่า ถ้าผู้ออกกองทุน และ ผู้ขายกองทุน นั้นได้ถอดหมวกของตัวเองออก และมองว่า เราเป็นนักลงทุนคนหนึ่ง ผมว่าน่าจะเห็นอะไรที่มากขึ้นกว่าเดิม 

6 ข้อคิดเรื่องเงินของคนมีคู่

Aommoney Facebook Live ระหว่างแอดมินเพจอภินิหารเงินออมกับคุณต้าร์ DCA (คลิกเยี่ยมเยียนเพจคุณต้าร์ได้ที่ https://www.facebook.com/tartar1210page/?fref=ts)  ในชื่อตอนที่มีชื่อว่า “กลยุทธ์ยอดเมียเลิกเพลียกับพ่อบ้านนักช้อป” ว่าคนมีคู่หูชูชื่นจะจัดการเรื่องเงินกันอย่างไรให้ห่างไกลหนี้ ควรแบ่งกันดูแลเรื่องเงินกันแบบไหน แล้วถ้าแฟนชอบช้อปปิ้งจะจัดการยังไง แอดมินสรุปไว้ที่บทความนี้แล้วนะจ๊ะ

บทความนี้เขียนมาจากประสบการณ์และเป็นความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น ผู้อ่านที่รักควรนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับชีวิตคู่ของตัวเองนะจ๊ะ  

 

6 ข้อคิดเรื่องเงินของคนมีคู่

 

1. ไม่ควรสร้างหนี้จากการแต่งงาน

 

สำหรับคนที่มีทุนเก่าจากทางบ้านสนับสนุนอุดหนุนเงินทองอย่างเหลือเฟือ จะจัดงานแต่งใหญ่เวอร์วังอลังการขนาดไหนก็ย่อมทำได้เพราะมีงบไม่อั้น  จัดไป!!

แต่ถ้าเรามีงบจัดงานแต่งอันน้อยนิดกระจิดริด แล้วคิดจัดงานใหญ่โต วาดฝันไว้ว่าจะนำเงินในซองของแขกมาจ่ายค่าจัดงานแต่ง ขอบอกเลยว่ายาก!! เพราะต้องมานั่งลุ้นจนตัวโก่งว่าจะพอจ่ายมั๊ย

 

เงินในซองของแขก > เงินค่าจัดงานแต่ง ==> คุ้มทุน รอดตัวไป

เงินในซองของแขก < เงินค่าจัดงานแต่ง ==> ขาดทุนต้องควักเงินตัวเองไปจ่าย

 

คราวนี้ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นล่ะ ก็ไม่พ้นเรื่องการไปกู้ยืมเงินมาใช้จ่าย ส่วนตัวมองว่า “ขนาดของงานแต่ง มันไม่ได้บอกถึงอนาคตของความรัก” การจัดงานแต่งงานนั้นเป็นเพียงการประกาศให้โลกรู้ว่าเราสองคนแต่งงานกันละนะ ส่วนชีวิตจริงมันเป็นการดูแลกันช่วงหลังการแต่งงานไปแล้วว่า ทั้งสองคนจะกอดคอไปกันรอดมั๊ย

มันคงเป็นเรื่องเศร้าเคล้าน้ำตา ถ้าหนี้เล็กๆจากการแต่งงานเป็นตัวดึงให้เกิดหนี้สินอื่นๆตามมาและเป็นตัวจุดชนวนให้เกิด การทะเลาะกันในครอบครัวจนทำให้ต้องแยกทางกัน บ๊าย!!

 

2. ทำให้เงินสินสอดเติบโต

 

เงินสินสอดเป็นเงินทุนเริ่มต้นของชีวิตคู่ที่จะต้องช่วยกันคิดว่าจะนำไปใช้ประโยชน์อะไรบ้าง ที่จะต้องคุยกันอย่างเปิดเผย จดบัญชีไว้รัวๆ จะได้รู้ว่าตอนนี้เงินของเราสองคนเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง  ส่วนตัวผู้เขียนจัดการเงินสินสอดโดยการแบ่งไว้ 3 ส่วน

ส่วนที่ 1 : 50% ของเงินสินสอด เพื่อลูก

เก็บไว้ใช้ในระยะปานกลาง คือ วางแผนเพื่อลูกในวัยเข้าเรียนชั้นอนุบาล เป็นเงินที่สำคัญจะเสี่ยงมากไม่ได้ จึงเลือกเก็บในที่ที่มีความเสี่ยงต่ำๆ และถอนออกยากๆจะได้ไม่เผลอหยิบออกมาใช้ เราเก็บไว้ที่ สลากออมสินเพราะวันที่สลากครบกำหนดอีก 3 ปีข้างหน้า เป็นช่วงเวลาที่ต้องใช้เงินพอดี แถมยังลุ้นถูกรางวัลอีกด้วย

 

ส่วนที่ 2 : 45% ของเงินสินสอด เพื่อเงินฉุกเฉินและเงินลงทุน

เก็บไว้เป็นเงินสำรองฉุกเฉินและเงินลงทุน เราก็จะต้องอัพเดทให้ดูเรื่อยๆว่าพอร์ตลงทุนเป็นอย่างไร จะได้เข้าใจและช่วยกันติดตามข่าวสาร แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่มีความรู้เรื่องการลงทุน แล้วให้เราจัดการเองทุกอย่าง มันไม่ใช่นะ เงินของเราทั้งสองคนก็ต้องช่วยกันดูแล อย่างน้อยก็ต้องรับฟังเพื่อให้เกิดความเข้าใจจะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกันหลังจากเสียหายจากการลงทุนไปแล้ว

  • เงินฉุกเฉิน เป็นเงินระยะสั้นเอาไว้ใช้ในช่วงเร่งด่วน เก็บไว้ที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ เบิกใช้ได้สะดวก
  • เงินลงทุนเพื่อเติบโต ก็จะลงในที่ที่มีความเสี่ยงเพื่อสร้างเงินให้เติบโต เช่น การลงทุนหุ้น

 

ส่วนที่ 3  : 5% ของเงินสินสอด เพื่อสนุกสนานลั้นลา

เติมพลังให้ชีวิตก็ต้องไปเที่ยวกันบ้าง ก็แบ่งเงินสินสอดมานิดหน่อย เราตั้งไว้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหน ใช้งบประมาณเท่าไหร่ ถ้าเงินสินสอดไม่พอเที่ยวก็จะต้องช่วยกันเก็บเงินเพิ่ม โดยเก็บไว้ที่ที่มี ความเสี่ยงต่ำ เราเลือกเก็บที่บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง

 

3. ตั้งเป้าหมายชีวิตคู่ร่วมกัน

 

ฉันก็มีความฝันของฉัน

เขาก็มีความฝันของเขา

แต่ถ้า “ฉันและเขา” แต่งงานกัน

ก็จะต้องมีความฝันของเราร่วมกัน

 

แต่ละคนก็จะมีเป้าหมายของตัวเอง แต่พอได้แต่งงานกันแล้วก็จะต้องเพิ่มเป้าหมายของเราสองคนเข้าไปด้วย เพื่อจะได้รู้ว่าเรากำลังเดินจูงมือกันมุ่งหน้าไปทางไหนและตอนนี้ควรทำอะไรบ้าง เช่น วางแผนเก็บเงินซื้อบ้าน เราทั้งสองคนก็จะรู้ว่าตอนนี้กำลังจะสะสมเงินก้อนเพื่อใช้จ่ายเป็นค่าดาวน์บ้าน ซื้อเฟอร์นิเจอร์และผ่อนบ้านในอนาคต

 

สิ่งที่ควรทำ คือ การใช้จ่ายอย่างประหยัด

ต้องหาวิธีเพิ่มรายได้ให้มากขึ้น

 

เมื่อเรามีเป้าหมายนี้แล้ว เวลาที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้จ่ายเงินเพลิน เช่น ฝ่ายหญิงชอบช้อปปิ้งเครื่องสำอาง เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า หรือฝ่ายชายชอบแต่งรถ ก็อาจจะงัดเป้าหมายนี้มาคุยกันว่า “ถ้าตอนนี้ยังใช้จ่ายเงินแบบนี้อยู่ เมื่อไหร่เป้าหมายบ้านในฝันของเราจะเป็นจริง”

 

4. คนมีคู่ควรแบ่งเงินเป็น 3 กอง  

 

บางครอบครัวอาจจะรวมกระเป๋าให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่รู้จักวิธีจัดการเงินเป็นคนถือและดูแลเรื่องเงิน ในขณะที่บางคู่อาจจะแยกกระเป๋ากันแล้วบอกว่าใครจะรับผิดชอบรายจ่ายอะไรบ้าง มันก็แล้วแต่เราจะตกลงกัน ส่วนตัวจะใช้อีกวิธีหนึ่งที่แบ่งเงินออกเป็น 3 กอง คือ

  • เงินของเรา เงินที่ไว้ใช้กับเรื่องส่วนตัวของเราเอง เช่น ช้อปปิ้ง ไปสังสรรค์กับเพื่อน
  • เงินของเขา เงินที่ไว้ใช้กับเรื่องส่วนตัวของเขา เช่น ไปกินดื่มกับเพื่อนๆ ค่าอุปกรณ์กีฬา
  • เงินกองกลาง เป็นเงินที่ใช้จ่ายกับกิจกรรมที่เราทำร่วมกันก็จะจ่ายจากส่วนนี้ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าเช่า(หรือผ่อน)บ้าน ค่าอาหาร ค่าของใช้ในบ้าน ค่าไปเที่ยว ฯลฯ
    • รวมรายจ่ายที่ต้องใช้แล้วหารสองก็จะรู้ว่าควรใส่เงินกับกองกลางเท่าไหร่ เช่น ใช้จ่ายร่วมกันเดือนละ 20,000 บาท ก็ควักเงินคนละ 10,000 บาทไว้ที่กองกลาง (แต่ถ้าทั้งสองคนมีรายได้ต่างกันมากๆก็อาจจะแบ่งเก็บเงินกองกลางเป็น % ตามรายรับของตนเองก็ได้นะจ๊ะ)

ส่วนตัวมองว่าเพื่อความโปร่งใส ควรจดบัญชีว่ารายจ่ายของเงินส่วนกลางว่าใช้ไปกับอะไรบ้าง ถ้าใช้เงินห&#xE2

บัตรเครดิต : ใช้เป็น…เห็นเงิน

จะดีไหม…ถ้าเราสามารถใช้เงินจากบัตรเครดิตที่เราใช้ มาทำให้เกิดเงินแสน???

ทุกวันนี้ผมได้ยินคนรอบตัวบ่นกันระงม เกี่ยวกับวินัยการใช้บัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสด เพื่อน ๆ หลายคนเริ่มที่จะจ่ายขั้นต่ำ และเข้าสู่สัญญาทาส ต้องจ่ายดอกเบี้ยมากมาย ผู้ใหญ่หลาย ๆ คน (รวมทั้งพ่อและแม่ผม) สอนมาตั้งแต่เด็กว่าโตขึ้นห้ามใช้บัตรเครดิต เดี๋ยว ๆ ๆ เดี๋ยวก่อน!!!

ในดีมีแย่ ในแย่มีดี จะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถใช้บัตรเครดิตทำให้ตัวผมเองได้เงินเป็นแสน แถมยังเป็นผลประโยชน์ที่ไม่รวมส่วนลดสินค้าจากโปรโมชั่น สนใจแล้วใช่ไหมครับ ทำยังไงมาดูกัน

1. มีบัตรเครดิต

ใช่แล้วครับ ก่อนเราจะได้สิทธิประโยชน์ เราต้องมีบัตรเครดิตก่อน โดยเราต้องเลือกบัตรเครดิตจากไลฟท์สไตล์ของเราครับ หากคุณเป็นคนที่ใช้บัตรเครดิตเดือนนึงไม่เกิน 30,000 บาท เช่นผม ผมแนะนำบัตรเครดิตที่ให้เงินคืนครับ เพราะเราจะเอาเงินคืนนี้มาใช้สร้างเงินแสนกัน ส่วนตัวผมใช้บัตรเครดิตที่ให้เงินคืน 1% ทุกยอดการใช้จ่าย โดยจะคืนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ทุกเดือน

2. ใช้บัตรเครดิต

พอมีบัตรแล้วก็เริ่มใช้ครับ แต่จะใช้บัตรต้องระมัดระวังกันนิด เพราะหลายคนขาดวินัย เป็นหนี้บัตรกันหัวโต สำหรับผมแล้วผมใช้บัตรซื้อสิ่งของจำเป็นครับ เช่น จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต เสื้อผ้าจำเป็น อาหาร ฯลฯ แต่ต้องไม่ฟุ่มเฟือยนะครับ วินัยการเงินสำคัญ หากใครขาดวินัยการเงิน ผมแนะนำว่าอย่ามีบัตรเครดิต เพราะบัตรเครดิตมักจะมีวิธีชักชวนให้เราใช้เงินเสมอ เข้าใจตรงกันนะ!!

3. ได้เงินคืน

เมื่อใช้บัตรเครดิต โดยเฉพาะแบบที่เน้นเงินคืน (Cashback) เราจะได้เงินคืนทุกสิ้นเดือนครับ บัตรเครดิตปกติจะให้ Cashback เข้าบัญชีบัตรเครดิตเรา โดยหักจากยอดที่เราต้องจ่าย แต่สำหรับบัตรที่ผมใช้จะจ่ายเข้าบัญชีออมทรัพย์ ซึ่งสำหรับผมแล้วการที่ได้เงินโอนเข้าบัญชี ทำให้ผมรู้สึกเป็นเจ้าของเงิน และที่สำคัญมันมีผลต่อจิตวิทยาที่จะไม่ใช้เงินก้อนนี้ และเอาเงินก้อนน้อย ๆ ก้อนนี้ออกมาสร้างเงินแสน

4. สร้างเงินแสน

จากข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2559 พบว่าประเทศไทยมีจำนวนบัตรเครดิตทั้งสิ้น 22,753,303 ใบ โดยมีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกเดือน โดยมียอดเงินคงค้าง ณ สิ้นงวด 313,349.25 ล้านบาท คิดเป็นยอดค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ 13,771.6 บาทต่อบัตรเครดิต 1 ใบ เท่ากับโดยเฉลี่ยแล้วคนไทยจะได้เงินคืนเดือนละ 137.7 บาท

เดือนละ 137.7 บาทจะไปทำโป๊ะอะไรได้!!! เดี๋ยว ๆ ๆ “อย่าหมิ่นเงินน้อย” ครับ (ยังจำที่ท่องกันตอนเด็ก ๆ ได้ใช่ไหม) เงิน 137.7 บาท นี่แหละครับที่เราจะเอามาสร้างเงินแสน ด้วยวิธีโง่ ๆ ง่าย ๆ นั่นคือ

“โปะบ้าน”

ผมขออนุญาตยกตัวอย่างของผมเอง

ดอกเบี้ยบ้านผมปัจจุบันอยู่ที่ประมาณร้อยละ 6.25 ต่อปี ผ่อนชำระ 30 ปี เงินต้น 1,800,000 บาท ผ่อนชำระเดือนละ11,100 บาท ถ้าใช้เงิน 137.7 บาท ที่ได้จากเงินคืนบัตรเครดิต ตัดต้นบ้านทุกเดือน จะสามารถประหยัดดอกเบี้ยบ้านตลอดสัญญา 30 ปี ได้ทั้งหมด 91,537.27 บาท และผ่อนชำระหมดเร็วขึ้น 12 เดือน ซึ่งทั้งหมดนี่มาจากสิ่งที่เรียกกันว่า

“ดอกเบี้ยทบต้น”

เห็นไหมครับ เงินคืนเล็ก ๆ น้อย ๆ จากบัตรเครดิตทำให้เราประหยัดดอกเบี้ยได้เกือบแสนบาท ยิ่งถ้าคุณมีความรู้การเงินมากกว่านี้ จะเอาเงินไปลงทุนที่ให้ผลตอบแทนต่อปีมากกว่านี้ก็ได้ครับ แต่สำหรับผมเอามาตัดต้นบ้านง่ายที่สุดครับ เพราะได้ผลตอบแทนเป็นส่วนลดดอกเบี้ยแน่นอน เงินที่เราไม่ต้องเสีย ก็เหมือนเงินที่เราได้ จริงไหมครับ

ถ้าลองมะนาวกันต่ออีกหน่อยว่า คนไทยทุกคนที่ใช้บัตรเครดิตทำแบบเดียวกันจะเกิดอะไรขึ้นให้ลองเอา

โอ้โห!!! ถ้าการมะนาวของผมเป็นจริง เท่ากับว่าถ้าไม่เอาเงิน 137.7 บาท ไปใช้สุรุ่ยสุร่าย ทั้งประเทศจะมีเงินออมในระบบเพิ่มขึ้นกว่า 2 ล้านล้านบาท ในระยะเวลา 30 ปี สร้างรถไฟความเร็วสูงได้ตั้งหลายสาย อะไรมันจะง่ายปานนั้น

สนใจติดตาม กูดู ได้ที่ https://www.facebook.com/guduinvestment/

3 ขั้นตอนเลือกซื้อประกันบำนาญให้คุ้มค่าสุดๆ

ประกันชีวิตแบบบำนาญ ถือเป็นประกันชีวิตประเภทหนึ่งที่ต้องบอกว่า คนทั่วไปไม่ค่อยนิยมซื้อกันเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่มักจะมองว่า ถ้าจะซื้อเพื่อคุ้มครองชีวิต ก็ได้ทุนประกันไม่สูง (ซื้อแบบตลอดชีพ หรือแบบชั่วระยะเวลา จะเหมาะสมกว่า) หรือถ้าจะซื้อเพื่อออม ก็มีตัวที่ได้ผลตอบแทนสูงกว่า จ่ายเบี้ยสั้นกว่า ได้เงินคืนหรือเงินครบสัญญาเร็วกว่า ทำให้ประกันบำนาญถูกละเลย อยู่นอกสายตา คนที่ซื้อก็เลยซื้อเพราะว่า ต้องการวงเงินลดหย่อนภาษีเพิ่มสูงสุดอีก 200,000 บาท เป็นหลักมากกว่า

แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากมองในอีกแง่มุมหนึ่งจะพบว่า ประกันชีวิตแบบบำนาญก็เป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีประโยชน์มากตัวหนึ่ง โดยเฉพาะกับคนที่ต้องการวางแผนเตรียมเงินเกษียณ เหตุผลก็เพราะ มันคือเครื่องมือ หรือสินค้าทางการเงินเพียงตัวเดียวที่สามารถ “การันตี” ผลตอบแทน หรือเงินที่เราจะได้หลังเกษียณ ว่าเราจะได้เท่านั้นแน่ๆ โดยไม่มีความเสี่ยงของผลตอบแทนเลย ทำให้เราอุ่นใจได้ในระดับหนึ่งว่า ถ้าเราซื้อประกันบำนาญแล้ว เราจะมีเงินก้อนหนึ่งที่จะได้หลังเกษียณทุกๆปีแน่ๆ แต่เนื่องจากมันเป็นเครื่องมือที่ปลอดความเสี่ยง จึงทำให้ผลตอบแทนไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับสินค้าการเงินเพื่อการเกษียณตัวอื่นที่เป็นการลงทุน เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ RMF ทำให้ถ้าเราจะใช้ประกันบำนาญเป็นเครื่องมือในการเตรียมเงินเพื่อการเกษียณแต่เพียงอย่างเดียวก็คงจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่ เพราะคงต้องใช้เงินออมแต่ละปีที่สูง หรือจ่ายเบี้ยเยอะมาก เพื่อให้ได้เงินเกษียณที่ต้องการ

ดังนั้น วันนี้ผมเลยมีเคล็บ(ไม่)ลับจะมาแชร์ให้ฟังครับ ว่าเราควรจะซื้อประกันบำนาญยังไง เพื่อคุ้มค่า และได้ประโยชน์สูงสุด ให้ทุกคนได้เป็นแนวทางนำไปเลือกซื้อกัน!

3 ขั้นตอนเลือกซื้อประกันบำนาญให้คุ้มค่าสุดๆ

1. ซื้อเพื่อให้ตอบโจทย์เงินเกษียณขั้นต่ำสุด

อย่างที่ผมได้บอกไปในข้างต้นว่า เราคงไม่สามารถใช้ประกันบำนาญเป็นเครื่องมือเดียวในการเตรียมเงินเกษียณได้ เพราะเราคงต้องจ่ายเบี้ยสูงมากจนเราจ่ายไม่ไหว เช่น ถ้าคนที่อายุ 40 ปี อยากมีเงินใช้หลังเกษียณเดือนละ 60,000 บาท (มูลค่า ณ ตอนเกษียณในอีก 20 ปีข้างหน้า ถ้าเทียบเป็นมูลค่าปัจจุบันจะประมาณเดือนละ 30,000 บาท ก่อนปรับเงินเฟ้อ) หรือปีละ 720,000 บาท ถ้าจะซื้อประกันบำนาญเพื่อให้ได้เงินบำนาญแต่ละปีเท่านี้เลย จะต้องจ่ายค่าเบี้ยปีละประมาณ 5 แสนกว่าบาท! ซึ่งเราอาจจะจ่ายไม่ไหว

ดังนั้น วิธีการก็คือ ให้เราใช้ประกันชีวิตแบบบำนาญเป็นเครื่องมือในการเตรียมเงินเกษียณเฉพาะส่วนที่เป็นเงินขั้นต่ำสุดที่ต้องการการันตี ประมาณ ไม่เกิน 10% ของเงินที่เราต้องการใช้หลังเกษียณในแต่ละเดือน (หรือปี) เช่นในกรณีนี้ เราอาจใช้ประกันบำนาญเพื่อให้สร้างเงินเกษียณส่วนการันตี ปีละ 10% ของ 720,000 บาท หรือ ปีละ 72,000 บาท (ตกเดือนละ 6,000 บาท) ทำให้จ่ายเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 50,000 บาทต่อปี ก็อยู่ในระดับที่เราอาจจะยังพอจ่ายไหว (ถ้ายังจ่ายไม่ไหว ก็อาจจะปรับลดลงมาเป็นการันตี 7-8% หรือน้อยกว่านั้น ในระดับที่เราจ่ายไหวก่อนก็ได้ครับ) ส่วนที่เหลือที่เป็นส่วนที่เราไม่ได้การันตี ก็ให้เราใช้เครื่องมือการเงินอื่นที่เป็นการลงทุนเช่น RMF LTF หุ้น กองทุนรวมอื่นๆ หรือสินทรัพย์ลงทุนอื่นๆ ในการตอบโจทย์ส่วนที่ยังขาดอยู่แทนได้ครับ

2. เริ่มทยอยซื้อตั้งแต่อายุยังไม่มาก

อีกวิธีการหนึ่งที่ทำให้เราช่วยลดภาระในการจ่ายเบี้ยประกันบำนาญลงได้ก็คือ ให้เราเริ่มวางแผนเกษียณอายุตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วทยอยซื้อประกันบำนาญตั้งแต่เรายังอายุไม่มาก เช่น 30-35 ปี เพราะอัตราค่าเบี้ยประกันจะถูกกว่าตอนเราไปเริ่มทำตอนอายุมากๆ ถึงแม้ว่าตอนที่เราอายุยังไม่มาก เรายังอาจจะมีรายได้ไม่สูงมากนักก็ไม่เป็นไร ให้ทำเท่าที่ทำไหวแบบไม่เป็นภาระมากนักไปก่อน แล้วพอเรามีรายได้สูงขึ้น เราก็ค่อยทยอยทำเพิ่มขึ้น จนรวมแล้วได้เงินคืนจากประกันบำนาญปีละ 10% ของเงินที่เราต้องการใช้หลังเกษียณทั้งหมดต่อปี (ถ้าเป็นไปได้) ซึ่งถ้าคำนวณแล้ว จะดีกว่าการที่เราไปเริ่มทำทีเดียวตอนอายุมากกว่านั้น เพราะเบี้ยที่เราต้องจ่ายต่อปี ยังสูงกว่าเบี้ยรวมของประกันบำนาญหลายกรมธรรม์ที่เราทยอยทำตั้งแต่อายุน้อยๆรวมกันซะอีกครับ

3. เลือกซื้อตัวที่ผลตอบแทนสูง

เมื่อเรารู้แล้วว่า เราควรทำประกันบำนาญเพื่อให้ได้เงินคืน เป็นเงินเกษียณส่วนที่เป็นเงินการันตีขั้นต่ำ ต่อปีเท่าไหร่ เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายก็คือ ไปเปรียบเทียบเพื่อหาประกันบำนาญตัวที่ให้ผลตอบแทนดีทีสุด เพื่อให้คุ้มค่ากับเบี้ยประกันที่เราจ่ายไป (ได้เงินคืนเท่ากัน แต่จ่ายเบี้ยถูกกว่า) ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าไปหาเอง เปรียบเทียบเอง คำนวณเอง คงจะกินเวลาไม่น้อย และหลายคนก็คงอาจจะหาอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของแบบประกัน (หรือที่เรียกว่า IRR) ด้วยตัวเองไม่เป็น ผมจึงขอเสนอตัวช่วยในการเปรียบเทียบแบบประกันให้เราอัตโนมัติ นั่นก็คือการใช้เว็บไซต์ของ “iTAX Market” ในการช่วยหาแบบประกันบำนาญที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ :

1) เข้าไปที่ลิงค์นี้เลยครับ

ซึ่งผมได้เลือกให้เป็นเปรียบเทียบแบบประกันประเภทบำนาญไว้เรียบร้อยแล้ว

itax.in.th/market/insurance

2) ปรับที่ “อายุ” และ “เพศ” ให้ตรงกับอายุและเพศของเรา และเลือก “อายุที่จะเกษียณ”

(ในที่นี้ สมมติให้เป็นเพศ ชาย อายุ 35 ปี เกษียณ 60 ปี) ก็จะได้ผลลัพธ์ตามภาพ ว่าแบบประกันบำนาญ อันดับ 1 ในแง่ของผลตอบแทน สำหรับเพศชาย อายุ 35 ปี ก็คือ ทรัพย์บำนาญ G 60 ของบริษัท ไทยประกันชีวิต นั่นเอง

3) โดยเราสามารถเข้าไปดูรายละเอียดของแบบประกันได้ โดยคลิกเข้าไปที่ “ดูรายละเอียดแบบประกัน”

ซึ่งก็จะบอกรายละเอียดต่างๆของแบบประกัน (ตามภาพ)

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 24-28 ตุลาคม 2559 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 24-28 ตุลาคม 2559

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งกับ Weekly Outlook กันอย่างเช่นเคยครับผม ยังอยู่กับผมนาย “อัศวินกองทุน” เจ้าเก่าเจ้าเดิม เพิ่มเติมคือบทความในสัปดาห์ที่ 19  นี้คร้าบบบบบบบ

ห่างหายกันไปสักพัก ผมมีข่าวที่น่าสนใจมาบอกครับว่า ช่วงนี้ทิศทางการลงทุนนั้น มีมุมมองที่เป็นบวกต่อการลงทุนในตลาดภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าประเทศที่ พัฒนาแล้ว ประกอบกับสภาพคล่องในตลาดโลกขณะนี้มีสูง จึงมีโอกาสที่เม็ดเงินจำนวนมากจะไหลเข้ามาเพื่อหาผลตอบแทนจากการลงทุนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคนี้เพิ่มขึ้นครับ แต่อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าภาพรวมในภูมิภาคนี้ยังมีความผันผวนสูง นั่นแปลว่าการลงทุนในช่วงนี้จึงควรเน้นลงทุนแบบผสมหลายสินทรัพย์ ที่สร้างรายได้ระหว่างทางจากการลงทุน และปรับการลงทุนตามสภาพตลาดแบบยืดหยุ่น เพื่อเป็นทางเลือกในช่วงที่ดอกเบี้ยต่ำนี้ครับผม

เอาล่ะครับ เรากลับมาต่อกันเลยดีกว่าสำหรับมุมมองครบทุกด้านการลงทุนในสัปดาห์นี้คร้าบ

คลิกเพื่อดูภาพขยาย

สรุปภาพรวมประจำสัปดาห์ : จับตาแนวโน้มเศรษฐกิจโลกจากตัวเลข  GDP ไตรมาสสามสหรัฐฯ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นจากผลประกอบการบริษัทในไตรมาสที่สามส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าการคาดการณ์ ซึ่งทำให้ราคาต่อมูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นค่อนข้างแพง และการปรับตัวขึ้นอาจเป็นไปได้อย่างจำกัด ประกอบกับแนวโน้มการบริโภคในประเทศที่เริ่มอ่อนแอ ดังนั้นในตอนนี้ผมว่าคงการลงทุนกันไปก่อนจะดีกว่าครับผม

ตลาดหุ้นยุโรป

ตลาดหุ้นยุโรปปรับขึ้นนำโดยกลุ่มธนาคารพาณิชย์ จากการประกาศผลประกอบการดีกว่าคาด และจากความคาดหวังของนักลงทุนว่าธนาคารกลางยุโรปจะออกมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจเพิ่มเติม ขณะที่โดยรวมดัชนีชี้นำเศรษฐกิจอังกฤษยังขยายตัวดีกว่าคาด และแรงขายในตลาดหุ้นทยอยปรับลดลง แหม่.. ทิศทางแบบนี้ผมขอแนะนำให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปกันต่อไปครับ

ตลาดหุ้นจีน (A-SHARE / H-SHARE)

ทางฝั่งตลาดหุ้นจีนนั้น มีการปรับตัวขึ้นทั้งสองตลาด หลังจากที่ GDP ไตรมาสสามขยายตัวได้ตามที่นักลงทุนคาดหวัง ขณะเดียวกันธนาคารกลางจีนอาจไม่มีมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมเพื่อควบคุมระดับหนี้เอกชน ประกอบกับแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในช่วงปลายปี จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการไหลออกของเงินทุนในตอนนี้ แบบนี้ผมว่าคงการลงทุนในทั้งสองตลาดนี้ดูท่าทีกันไปก่อนครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

มาดูทางฝั่งญี่ปุ่นกันบ้าง ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นตามหุ้นโลกและตัวเลขเศรษฐกิจจีนที่โต ประกอบกับเศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มสัญญาณการฟื้นตัวจากการลงทุนของเอกชนและการผลิตภาค อุตสาหกรรม และ ธนาคารกลางสหรัฐมีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ค่าเงินเยนเริ่มอ่อนค่า ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในตลาดนี้ต่อไป ดังนั้นผมขอแนะนำว่ายังควรจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นครับ

ตลาดหุ้นเกาหลี

ตัวเลขเศรษฐกิจเกาหลีใต้เร่งตัวขึ้นในเดือนกันยายน ในขณะที่ราคาต่อมูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นเกาหลีนั้น ผมมองว่ายังถูกกว่าตลาดอื่นๆ ในภูมิภาค ทำให้ตลาดหุ้นยังมีความน่าสนใจอยู่ แบบนี้คงต้องเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นเกาหลีกันหน่อยซะแล้วล่ะครับ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นไทยดีดกลับหลังถูกเทขายอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา และเมื่อดูอีกทางหนึ่ง ผมมองว่านโยบายภาครัฐในช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสสนับสนุนการบริโภคและลงทุนเพิ่มขึ้น ดังนั้นผมคิดว่าถึงเวลาที่นักลงทุนควรจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้แล้วล่ะครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย

คาดว่าผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนจะยังขยายตัวได้ดีจากการบริโภคในประเทศ รวมถึงแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงจะทำให้ธนาคารกลางอินเดียสามารถลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในการ ประชุมครั้งต่อไป นอกจากนี้ การเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้นจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้นอินเดียอีกด้วย ดูรวมๆ แล้วมีเสน่ห์ เอ้ย น่าสนใจอยู่นะครับเนี่ย แบบนี้ขอแนะนำให้เพิ่มการลงทุนในตลาดหุ้นอินเดียกันต่อดีกว่าครับผม

เงินสดและกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

เมื่อความผันผวนของตลาดหุ้นมีแนวโน้มลดลงแบบนี้ ผมยังแนะนำเหมือนเดิมครับว่า นักลงทุนควรลดการถือครองเงินสด และ หาการลงทุนที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นครับ

น้ำมัน

ปริมาณน้ำมันที่ผลิตเพิ่มขึ้นในสหรัฐฯ จากจำนวนแท่นขุดเจาะที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือน มิ.ย. มีโอกาสกดดันราคาน้ำมัน ซึ่งถือว่าแนวโน้มไม่ค่อยดีสักเท่าไร ยังไงลดสัดส่วนการลงทุนไว้สักหน่อยดีกว่าครับ

ทองคำ

ราคาทองคำปรับขึ้นเนื่องจากราคาได้ปรับลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนมุมมองการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐฯ ไปแล้วค่อนข้างมาก ความกังวลด้านต่างๆในโลก เช่น ปัญหาในซีเรีย การลงประชามติในอิตาลี ผมว่าจังหวะนี้ก็อาจเป็นจังหวะในการเข้าลงทุนอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นเพิ่มการลงทุนในทองคำไว้บ้างก็เป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดีเหมือนกันครับ

ตราสารหนี้ไทย

ดัชนีพันธบัตรรัฐบาลไทยช่วงอายุ 1-3 ปีปรับตัวขึ้นจากการกลับมาเข้าซื้อของนักลงทุนต่างชาติ แต่โดยรวมแล้วยังไม่มีอะไรมาก ผมว่าตอนนี้เราควรดูท่าทีในการลงทุนตราสารหนี้ไทยกันไปก่อนครับ

สรุปสำหรับแนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์นี้ ผมยังแนะนำให้จับตาที่ตลาดเอเชียเหมือนเช่นเคยครับ (ยกเว้นตลาดหุ้นจีนที่ยังคงการลงทุนต่อไปสักพัก) ตามที่เล่าให้ฟังตั้งแต่ตอนแรกของบทความนี่แหละครับ สำหรับส่วนทางฝั่งตลา

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 31 ตุลาคม – 4 พฤศจิกายน 2559 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 31 ตุลาคม – 4 พฤศจิกายน 2559

สวัสดีครับ กลับมาแล้วครับกับ Weekly Outlook โดยผม “อัศวินกองทุน” เจ้าเก่าเจ้าเดิม เพิ่มเติมกับมุมมองการลงทุนในสัปดาห์ที่ 20 ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 4 พฤศจิกายน 2559

ก่อนที่เราไปดูถึงแนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์นี้ ผมมีข้อคิดเห็นบางเรื่องมาเล่าให้ฟังครับ ถ้าทุกคนสังเกตให้ดี จะเห็นว่าช่วงหลังมักเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศพัฒนาแล้วที่เศรษฐกิจมีการขยายตัวค่อนข้างต่ำ แต่ในขณะที่เศรษฐกิจเอเชียกลับมีการขยายตัวอย่างมาก ส่งผลให้เอเชียมีความสำคัญในเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

เมื่อดูในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้น เศรษฐกิจเอเชียเติบโตเฉลี่ย 8% เมื่อเทียบกับประเทศสหรัฐฯและยุโรป ที่ขยายตัวเพียง 2% และ 1% ตามลำดับเท่านั้น และปัจจุบันเศรษฐกิจเอเชียมีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นเป็น 1 ใน 3 ของเศรษฐกิจโลกเลยทีเดียว ในขณะที่สัดส่วนของประเทศที่พัฒนาแล้วกลับหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง เห็นใหมล่ะครับว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคมันเนื้อหอมน่าลงทุนขนาดไหน และที่ใครหลายคนสงสัยว่าทำไม Weekly Outlook ช่วงหลังๆ ถึงเน้นเรื่องของเอเชียเป็นหลัก เพราะสาเหตุนี้นี่แหละครับผม

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

สรุปภาพรวมประจำสัปดาห์
“แนวโน้มเศรษฐกิจยุโรปและญี่ปุ่นที่ดีขึ้นลดความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจจากธนาคารกลาง”

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ทางฝั่งสหรัฐการใช้จ่ายภาคธุรกิจและการบริโภคครัวเรือนเริ่มแสดงการชะลอตัว ซึ่งอาจทำให้ GDP ไตรมาสสามขยายตัวน้อยกว่าการคาดการณ์ และการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ในช่วงที่ผ่านมาจะเป็นปัจจัยกดดันการฟื้นตัวเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ท่าทีแบบนี้ผมคิดว่าดูท่าทีโดยคงการลงทุนไปก่อนดีกว่าครับ

ตลาดหุ้นยุโรป

การไม่เพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจาก ECB หลังจากตัวเลขสำรวจภาคการผลิตเดือน ต.ค. ออกมาดีกว่าคาด ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ และการขยายตัวที่ลดลงของยอดสินเชื่อในเดือน ก.ย. จะเป็นปัจจัยกดดันรายได้หุ้นกลุ่มธนาคาร เฮ้อ ดูไม่ค่อยดีเท่าไร ผมว่าแบบนี้คงการลงทุนกันไปก่อนดีกว่าครับ

ตลาดหุ้นจีน (A-SHARE / H-SHARE)

ผลประกอบการของตลาดหุ้นจีนอาจขยายตัวน้อยกว่าคาดในช่วงไตรมาสสี่ จากมาตรการควบคุมราคาบ้าน ประกอบกับแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed จะทำให้เงินหยวนมีแนวโน้มอ่อนค่าและอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการไหลออกของเงินทุนจากจีน แบบนี้คงการลงทุนกันต่อไปทั้งสองตลาดดีกว่าครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ทางฝั่งญี่ปุ่นกันบ้างครับ ตัวเลขการสำรวจภาคอุตสาหกรรมและการใช้จ่ายภาคครัวเรือนล่าสุดชี้ถึงการฟื้นตัวต่อเนื่อง ทำให้ความจำเป็นที่ BOJ จะออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมลดลง ประกอบกับเงินเยนที่แข็งค่าต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยกดดันผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ท่าทีญี่ปุ่นก็ไม่ดีแบบนี้ ผมว่าลดการลงทุนไปดีกว่าครับ

ตลาดหุ้นเกาหลี

ผมมองว่าประเด็นเกี่ยวกับ Note 7 ของบริษัท Samsung จะสร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อชื่อเสียงของบริษัท และจะกระทบต่อผลประกอบการ ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจเดือน พ.ย. ชี้ถึงการขยายตัวที่ลดลงทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง ทำให้ GDP ไตรมาสสี่มีแนวโน้มชะลอตัวลง ดังนั้นเราควรคงการลงทุนแบบนี้ไว้น่าจะดีกว่าครับ

ตลาดหุ้นไทย

ทางฝั่งของไทย ผมคาดว่าการส่งออกไทยจะสามารถฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง รวมทั้งปัจจัยภายในจากการเร่งตัวจากนโยบายภาครัฐในการสนับสนุนการลงทุนและการบริโภคในประเทศ จะเป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสสี่ได้ดีขึ้น ดังนั้นจังหวะมาแล้วครับ เพิ่มการลงทุนในตลาดหุ้นไทยกันดีกว่าครับผม

ตลาดหุ้นอินเดีย

คาดว่าผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนจะยังขยายตัวได้ดีจากการบริโภคภาคครัวเรือน และการปรับขึ้นเงินเดือนราชการ รวมทั้งการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เข้ามาต่อเนื่องจะสนับสนุนให้การขยายตัวเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูง นี่ก็เป็นอีกตลาดหนึ่งที่ควรเพิ่มการลงทุนครับ

เงินสดและกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

ยังคงมุมมองเดิมๆ เพิ่มเติมคือ ความผันผวนของตลาดหุ้นมีแนวโน้มลดลง นักลงทุนควรลดการถือครองเงินสด และหาการลงทุนที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น

น้ำมัน

ส่วนของน้ำมันนั้น ในเดือน ก.ย. ประเทศอิรักมีการใช้กำลังการผลิตไปแล้วกว่าร้อยละ 95 ของกำลังการผลิต ขณะที่ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบจากจีนลดลงถึงร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ประกอบกับท่าทีให้ความร่วมมือลดกำลังการผลิตจากรัสเซีย จะเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาน้ำมัน ผมมองว่าถ้าแบบนี้ คงการลงทุนไปก่อนจะดีกว่าครับ

ทองคำ

มองดูแล้ว ผมคาดว่าความต้องการลงทุนในทองคำจะได้ประโยชน์จากความเสี่ยงในตลาดเงินที่อาจเพิ่มขึ้นจากปัญหาการเมือง เช่น ข้อพิพาทจากปัญหาในซีเรีย การลงประชามติในอิตาลี และการขอออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร ความไม่แน่นอนที่มากมายแบบนี้ ผมว่าเพิ่มการลงทุนในทองคำไว้กระจายความเสี่ยงก็ไม่เลวครับผม

ตราสารหนี้ไทย

ดัชนีพันธบัตรรัฐบาลไทยช่วงอายุ 1-3 ปีปรับตัวตามทิศทางดัชนีพันธบัตรทั่วโลกหลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ ซึ่งเราควรมีไว้ติดพอร์ทเพื่อกระจายความเสี่ยงไว้บ้างครับผม และผมมองว่าคงการลงทุนไว้ก่อนจะดีกว่าครับ

สรุปสำหรับแนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์นี้ ผมยังแนะนำให้ Focus ที่ตลาดเอเชียเหมือนเช่นเคยครับ โดยมุ่งไปที่ประเทศไทย

ปรัชญาของ “เศรษฐกิจพอเพียง” รากฐานการวางแผนการเงินของคนไทยอย่างแท้จริง

หลายๆ ท่านคงเคยได้ยินคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” มาบ่อยครั้ง ซึ่งหลายๆคนก็อาจจะเข้าใจกันผิดเพี้ยนไปบ้างว่า เช่น จะขยันไปทำไม ทำงานแค่พอประมาณ หรือบางคนก็บอกว่าเรากินน้อย ใช้น้อย ก็อยู่อย่างพอเพียงก็ดีแล้ว อย่าไปโลภมาก บ้าง ซึ่งใครที่คิดแบบนี้อยู่ แสดงว่าท่านยังไม่เข้าใจคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” จริงๆเลย 

ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเรานั้นทรงมีพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนี้มาตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2517 ( นับถึงปัจจุบันก็เป็นเวลามากกว่า 40 ปี )  โดยทรงมีพระราชดำริว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียงตอนหนึ่งว่า

“…การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป…”

(๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗)

ซึ่งก่อนที่จะทราบว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีอะไรบ้าง ก็อยากถึงแนวคิดจุดเริ่มต้นของแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงนี้มาได้อย่างไร

จุดเริ่มต้นแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

ผลจากการใช้แนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแก่สังคมไทยอย่างมากในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคมและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งกระบวนการของความเปลี่ยนแปลงมีความสลับซับซ้อนจนยากที่จะอธิบายใน เชิงสาเหตุและผลลัพธ์ได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดต่างเป็นปัจจัยเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน

สำหรับผลของการพัฒนาในด้านบวกนั้น ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความเจริญทางวัตถุ และสาธารณูปโภคต่างๆ ระบบสื่อสารที่ทันสมัย หรือการขยายปริมาณและกระจายการศึกษาอย่างทั่วถึงมากขึ้น แต่ผลด้านบวกเหล่านี้ส่วนใหญ่กระจายไปถึงคนในชนบท หรือผู้ด้อยโอกาสในสังคมน้อย

แต่ว่า กระบวนการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้เกิดผลลบติดตามมาด้วย เช่น การขยายตัวของรัฐเข้าไปในชนบท ได้ส่งผลให้ชนบทเกิดความอ่อนแอในหลายด้าน ทั้งการต้องพึ่งพิงตลาดและพ่อค้าคนกลางในการสั่งสินค้าทุน ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ระบบความสัมพันธ์แบบเครือญาติ และการรวมกลุ่มกันตามประเพณีเพื่อการจัดการทรัพยากรที่เคยมีอยู่แต่เดิมแตก สลายลง ภูมิความรู้ที่เคยใช้แก้ปัญหาและสั่งสมปรับเปลี่ยนกันมาถูกลืมเลือนและเริ่ม สูญหายไป

สิ่งสำคัญ ก็คือ ความพอเพียงในการดำรงชีวิต ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ทำให้คนไทยสามารถพึ่งตนเอง และดำเนินชีวิตไปได้อย่างมีศักดิ์ศรีภายใต้อำนาจและความมีอิสระในการกำหนด ชะตาชีวิตของตนเอง ความสามารถในการควบคุมและจัดการเพื่อให้ตนเองได้รับการสนองตอบต่อความต้อง การต่างๆ รวมทั้งความสามารถในการจัดการปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นศักยภาพพื้นฐานที่คนไทยและสังคมไทยเคยมีอยู่แต่ เดิม ต้องถูกกระทบกระเทือน ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจจากปัญหาฟองสบู่และปัญหาความอ่อนแอของชนบท รวมทั้งปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้น ล้วนแต่เป็นข้อพิสูจน์และยืนยันปรากฎการณ์นี้ได้เป็นอย่างดี

(ที่มา : ข้อมูลเผยแพร่จากมูลนิธิชัยพัฒนา )

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ที่มาจาก http://www.chaoprayanews.com/wp-content/uploads/2013/10/24dcc1.jpg

เศรษฐกิจพอเพียง

เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ 

ความพอเพียง

หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการ ทุกขั้นตอน และขณะเดียวกัน จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

กลยุทธ์การจัดกองทุนรวมในตลาดขาลง

ตลาดหุ้นไทยตอนนี้คล้ายหนังสยองขวัญเข้าไปทุกที

หลังจากที่ดัชนี SET INDEX ขึ้นไปแตะ 1,550 จุดได้ไม่นาน และในขณะที่นักลงทุนต่างพากันลุ้นให้ตลาดไปแตะ 1,600 จุด แต่ตลาดกลับเลือกทางตรงกันข้าม ดัชนีร่วงกราวรูดมาหลายวันทำการติดต่อกัน ลบวันละยี่สิบจุด สามสิบจุด สี่สิบจุด จน ณ เวลาที่เขียนบทความนี้ก็ใกล้จะหลุดแนวรับแถว 1,411 จุดเต็มทน

เราในฐานะนักลงทุนจะรับมืออย่างไรดี?

ถ้าเราเป็นนักลงทุนหุ้น เราก็คงต้องทำตามวินัย หากเป็นนักเก็งกำไรก็ควรจะต้อง “หนี” ตั้งแต่ดัชนีทำท่าจะหลุดแนวรับสำคัญแถว 1,500 จุดแล้ว แต่ถ้าคุณเป็นนักลงทุนแบบพื้นฐาน การที่ตลาดลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงแบบนี้อาจจะเป็นโอกาสอันดีในการเลือกหุ้นคุณภาพดีราคาไม่แพงเข้ามาไว้ในพอร์ต

แต่ถ้าหากเราเป็นนักลงทุนในกองทุนรวม เราควรจะจัดการอย่างไรบ้าง?

คำตอบแรกคือ เงินลงทุนที่อยู่ในกองทุนรวมหุ้นอยู่แล้วแนะนำให้อยู่เฉยๆ ไม่จำเป็นต้องขายออกมา เพราะผู้จัดการกองทุนที่ดูแลเงินเราอยู่จะจัดการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ให้ เรามีหน้าที่แค่ “เข้าใจ” ว่าความผันผวนเป็นธรรมดาของตลาดหุ้น นักลงทุนในกองทุนรวมควรถือลงทุนในระยะยาว ซึ่งเมื่อผ่านช่วงนี้ไปได้ มูลค่าหน่วยลงทุนก็น่าจะกลับมาสดใสเหมือนเดิม

ส่วนในกรณีที่มีเงินก้อนใหม่ที่จะซื้อกองทุนรวมเพิ่ม นักลงทุนควรทำอย่างไรดี จะซื้อกองทุนรวมหุ้นอีกก็กลัวว่าจะขาดทุน ลงทุนศาสตร์เสนอวิธีการรับมือไว้ 2 วิธี ดังนี้

1. การลงทุนแบบ DCA

หากเราเป็นนักลงทุนแบบ DCA ซื้อทยอยซื้อสะสมโดยไม่สนใจตลาด แบบนี้ไม่ต้องปรับอะไรเลย ลงทุนอย่างมีวินัยต่อไป เคยทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ยิ่งตลาดลงยิ่งดี เพราะเราได้จะได้หน่วยลงทุนมากขึ้น มีแต่คุ้มกับคุ้ม

2. การลงทุนแบบจับจังหวะตลาด

หากเราเป็นนักลงทุนแบบจับจังหวะตลาด คือ บริหารพอร์ตกองทุนรวมโดยอิงกับสถานการณ์ตลาดทุนด้วย แบบนี้นักลงทุนศาสตร์จัดกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะกับตลาดขาลงได้ โดยหากเรามั่นใจว่าตลาดหุ้นเป็นขาลง เราสามารถปรับสมดุลของพอร์ตให้มีสัดส่วนของกองทุนรวมหุ้นลดลง โดยอาจไปเพิ่มสัดส่วนของกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงต่ำลงมา เช่น กองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หรืออาจโยกย้ายพอร์ตไปยังตลาดที่น่าจะยังเป็นขาขึ้นอยู่ เช่น กองทุนรวมในตลาดหุ้นต่างประเทศ และยังคงสามารถกระจายความเสี่ยงของพอร์ตได้ด้วยการถือสินทรัพย์อื่นเช่นกัน เช่น กองทุนรวมทองคำ กองทุนรวมน้ำมัน

ตัวอย่างการจัดพอร์ตกองทุนรวมในภาวะตลาดหุ้นไทยขาลง

ตัวอย่างในตารางเป็นเพียงตัวอย่างการจัดพอร์ตการลงทุนในกองทุนรวมเท่านั้น ในทางปฏิบัติ นักลงทุนควรมีแผนการลงทุนเป็นของตัวเอง ยิ่งนักลงทุนมองภาพว่าตลาดหุ้นไทยเป็นขาลง นักลงทุนควรลดสัดส่วนการถือครองกองทุนรวมหุ้นไทยลดลง และกระจายเงินลงทุนไปไว้ที่ตลาดอื่นแทน หรืออาจจะถือกองทุนรวมความเสี่ยงต่ำเพิ่มเพื่อรอจังหวะตลาดหุ้นกลับมาสดใสอีกครั้ง

นอกจากนี้ การจัดพอร์ตการลงทุนที่ควรทำการปรับพอร์ตให้สัดส่วนเป็นไปตามที่วางแผนไว้เสมอ เช่น หากวางแผนจะถือกองทุนรวมตลาดเงิน 50% และกองทุนรวมหุ้นไทย 50% และเริ่มต้นลงทุนด้วยเงิน 10,000 บาท ถือลงทุนกองทุนรวมตลาดเงิน 5,000 บาทและกองทุนรวมหุ้นไทย 5,000 บาท ต่อมาหนึ่งเดือน กองทุนรวมตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงเหลือ 4,000 บาท ในขณะที่กองทุนรวมตลาดเงินปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 5,100 บาท แบบนี้คือมูลค่าการลงทุนรวมกลายเป็น 9,100 บาท นักลงทุนจึงควรขายกองทุนรวมตลาดเงินออก 550 บาท เพื่อไปซื้อกองทุนรวมหุ้นไทยให้เป็น 4,550 บาทกลายเป็นสัดส่วน 1 : 1 เท่าเดิม

นักลงทุนกองทุนรวมที่จับจังหวะตลาดควรติดตามสภาพพอร์ตการลงทุนเสมอ และทำการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนให้เหมาะสมกับแผนที่วางไว้และสภาพตลาดอยู่ตลอดเวลา เพื่อจัดการผลตอบแทนที่คาดหวังและความเสี่ยงของการลงทุนให้เป็นไปตามที่วางแผนไว้

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนแบบ DCA หรือนักลงทุนแบบจับจังหวะตลาดก็สามารถลงทุนประสบความสำเร็จได้ทั้งสิ้น สิ่งที่สำคัญมากในการลงทุนคือความรู้และวินัยในการลงทุน ซึ่งนักลงทุนควรหมั่นฝึกฝนอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าตลาดจะเป็นขาขึ้นหรือขาลงก็ตาม

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

“เจาะลึก 8 เทคนิคขายภาพ Vector ให้มีรายได้หลักแสนต่อเดือน!!!”

"เจาะลึก 8 เทคนิคขายภาพ Vector ให้มีรายได้หลักแสนต่อเดือน!!!"

ทุกวันนี้ใครหลายคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่า การทำงานหรือประกอบอาชีพเพียงอาชีพเดียวอาจจะไม่เพียงพอกับค่าดำรงชีพในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร, ค่าน้ำ, ค่าไฟ หรือค่าเดินทางต่างๆ ทำให้หลายๆคนเริ่มมองหาอาชีพที่ 2 หรือพยายามตามหาสิ่งที่เรียกว่า Passive Income เพื่อที่จะช่วยผ่อนแรงและเป็นสร้างหนทางสู่ความสำเร็จในชีวิตของตนเอง

แล้วเกี่ยวอะไรกับ Photo Stock?

หากเราถ่ายรูปเพื่อส่งขายก็ไม่เห็นจะต่างกับการทำอาชีพเสริมอื่นๆเลย แถมบางทียังต้องเสียเวลาออกไปถ่ายรูปอีกต่างหาก แต่ที่จริงแล้ว หากเราศึกษาจริงๆการถ่ายรูปแล้วนำไปขายตามเว็บไซต์ต่างๆสามารถสร้างรายได้ในแบบที่คาดไม่ถึงเลยทีเดียว เพราะการถ่ายรูปขายนั้นเพียงแค่เราลงรูปภาพเพียงครั้งเดียวก็สามารถขายได้ไปตลอด (ขึ้นกับความนิยมของรูปภาพด้วย)

แต่จากสถิติพบว่าภาพถ่ายที่ถูกอัพโหลดเพื่อขายบนเว็บไซต์เหล่านี้มีจำนวนมาก หลายแสนภาพต่อสัปดาห์ และชาติที่ส่งภาพมากเป็นอันดับ 1 คือประเทศไทยเสียด้วย!!! แสดงให้เห็นว่าตลาดของการทำ Photo Stock เติบโตขึ้นอย่างมาก เท่ากับมีคู่แข่งในตลาดเยอะมากเช่นกัน

และเมื่อคลื่นลูกเก่ากำลังเคลื่อนไป หลายคนก็เริ่มกลับมาให้ความสนใจกับอาชีพที่มีความใกล้เคียงกันแต่ก็สามารถสร้างรายได้ไม่น้อยกว่าการทำ Photo Stock นั่นก็คืออาชีพ Vector Creator ซึ่งหากทำงานจนเป็นที่นิยมก็สามารถสร้างรายได้หลักแสนต่อเดือนได้เลยทีเดียว!!!

แล้วการเป็น Vector Creator ต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง? เราทำรูปภาพไม่เก่งแล้วจะทำได้มั้ย? Money Ideas รวมทุกเทคนิคทำยังไงให้เป็น Vector Creator ได้ในแบบเข้าใจได้ง่ายเลยทีเดียว

1. เริ่มต้นเดี๋ยวนี้ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่จุดไหนก็ตาม
แน่นอนว่าหากเราต้องการเป็น Vector Creator สิ่งแรกที่เราต้องทำไม่ใช่แค่การอ่านหนังสือเพื่อศึกษาหาความรู้เท่านั้น แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือการเริ่มต้นลงมือทำเดี๋ยวนี้! จำไว้เสมอว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นตั้งแต่ก้าวแรกที่คุณตัดสินใจลงมือทำแล้ว หากไม่มีความรู้ด้านโปรแกรม ลองค้นคว้าจาก Internet ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์หรือแม้แต่ใน Youtube เมื่อเริ่มต้นทำสิ่งที่คุณจะได้ศึกษาและเรียนรู้ทุกขั้นตอนผ่านผลงานของคุณ เพราะฉะนั้น เริ่มต้นเลยตั้งแต่ตอนนี้!!!

2. จัดเวลาให้ดี
ข้อนี้แนะนำสำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นการทำ Vector เป็นอาชีพเสริม เพราะกาทำงานทุกอย่างควรบริหารจัดการทั้งเวลาในการคิดและออกแบบงาน, การออกแบบและสร้าง Vector, การคิด Keyword เพื่อใช้ในการค้นหา และอื่นๆ ดังนั้นการแบ่งเวลาจะช่วยผ่อนแรงของคุณไปได้อย่างมาก

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือความสม่ำเสมอในการส่งผลงาน ยิ่งเราส่งผลงานอย่างสม่ำเสมอและรักษามาตรฐานของผลงาน ก็ยิ่งทำให้ผลงานของเราถูกค้นเจอเสมอๆ และเป็นการเพิ่มชื่อเสียงให้กับตัวเองด้วย

3. ศึกษากฎเกณฑ์ของการสมัคร
แน่นอนว่าแต่ละเว็บไซต์จะมีกฎการสมัครเพื่อใช้ในการลงรูปภาพไม่เหมือนกัน บางเว็บไซต์จะใช้การส่งรูปภาพเพื่อทดสอบก่อน หรือบางเว็บไซต์ก็สามารถวางขายภาพได้เลยแต่ลูกค้าสามารถขอคืนเงินที่ซื้อได้หากรู้สึกว่าภาพไม่เหมาะกับงานนั้นๆ

นอกจากนี้การส่งผลงานต่างๆ แต่ละเว็บไซต์มีรายละเอียดหรือข้อห้ามแตกต่างกัน ดังนั้นก่อนวางขายรูปควรศึกษารายละเอียดต่างๆ เช่นขนาดภาพที่จะลง, ประเภทของไฟล์ภาพ, การรับเงินค่าผลงาน และอื่นๆ ก็มีผลกับงานของเราเช่นกัน

4. ไอเดีย ไอเดีย ไอเดีย!!!
ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายรูปภาพขายหรือการทำ Vector เองต่างมีจุดร่วมที่สำคัญมากก็คือ การสร้างสรรค์ผลงานด้วยตนเองเท่านั้น ไม่ควรคัดลอกหรือดัดแปลงจากผลงานของคนอื่น แน่นอนว่าเราอาจจะได้แรงบันดาลใจจากหลายๆที่ แต่การทำผลงานด้วยตนเองแต่เริ่มแรกย่อมมีความเป็น ‘ตัวตน’ ของเจ้าของผลงานมากที่สุด ดังนั้นไม่ว่าจะเริ่มทำอะไรก็ตาม แม้กระทั่งการจัดวาง Layout ของผลงานก็ตาม การจัดวาง Layout แบบทั่วไปย่อมได้รับความนิยมน้อยกว่า ดังนั้นไอเดียคือสิ่งสำคัญที่สุด

5. รู้จักลูกค้า
การขายของสิ่งสำคุณคือรู้ว่าเราต้องการขายใคร แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้บนโลกออนไลน์คือสิ่งที่ทำได้ค่อนข้างยาก แต่สิ่งที่สามารถช่วยเราได้คือ การเรียนรู้ว่าเว็บไซต์ที่เรานำภาพไปวางขายนั้น กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่คือใคร เพราะนั่นช่วยให้เราสามารถเตรียมผลงานหรือจัดโปรโมชั่นต่างๆให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าได้ อย่าลืมว่าลูกค้าส่วนใหญ่ที่เลือกซื้อ Vector นั้นมักซื้อเพื่อใช้เป็นส่วนประอบของการทำภาพใหญ่อีกที ไม่เน้นภาพที่ทำเป็นแบบสำเร็จรูปมากนัก

6. อย่าลืมเรียนรู้ด้านการตลาด
สำหรับข้อนี้เราขอเสนอแนะวิธีการที่ช่วยทำให้ภาพของคุณสามารถขายได้ดียิ่งขึ้น โดยเมื่อเราขายรูปภาพไม่ว่าจะที่เว็บไซต์ใดก็ตาม สิ่งสำคัญรองลงมาคือการใส่ Keyword เพื่อให้ภาพของเราถูกค้นหาได้ง่ายและพบได้เร็วที่สุด เพราะหากภาพของเรามี Keyword ที่เกี่ยวข้องหรือสามารถหาได้เจอง่ายเท่าไหร่ โอกาสที่จะขายภาพได้ก็เพิ่มขึ้นอีกด้วย เช่น หากเราทำไอคอนเกี่ยวกับกาแฟ นอกจากจะใส่ Keyword คำว่า Coffee แล้วอาจจะเพิ่มเติมด้วยชนิดของกาแฟ เช่น Latte, Mocha, Cappucino, Espresso หรือคำว่า Beverage แม้แต่คำว่า Cup เองก็สามารถนำมาใช้ได้หากสิ่งเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับผลงานของคุณ คำแนะนำคือการคิด Keyword ให้กว้างเข้าไว้และครอบคลุมผลงานของคุณเอง นอกจากนี้ Keyword ยังจะคิดให้นอกกรอบคือนอกจากคิดเป็นรูปธรรม และบางครั้งยังต้องคิดให้เป็นแบบนามธรรมด้วย เช่น รูปบ้านก็สามารถคิดคำว่า House, Home, หรือ Village ก็ได้แต่ลองเพิ่มคำเช่น Family, Loan, หรือแม้แต่ Sale ก็ทำให้ Keyword ครอบคลุมมากขึ้น

อีกเรื่องที่สำคัญคือการตั้งราคาให้เหมาะสมกับปริมาณและคุณภาพ แน่นอนว่าระหว่างภาพ 1 เซ็ตมี 20 รูปกับภาพ 1 เซ็ตมี 50 รูป โอกาสในการขายก็ย่อมแตกต่างกันอย่างมาก

7. ภาษาอังกฤษก็จำเป็นนะ
นั่นเพราะการลงรายละเอียดข้อมูลต่างๆ หรือแม้แต่การใส่ Keyword ต่างก็เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ยังมี Creator อีกจำนวนมากที่อาจจะยังไม่คล่องภาษาอังกฤษ ทำให้พลาดโอกาสดีๆที่จะได้ร่วมงานกับบริษัทดังๆ โดยเริ่มต้นจากการขายผลงานผ่านเว็บ&#xE44

“ประหยัดค่าเทอมลูกช่วงอนุบาล เก็บไว้ให้เรียนต่อ ป.โทเมืองนอก จะดีกว่ามั้ยนะ?”

ที่ขอยกเอาเรื่องนี้มาเพราะ เนื่องจากได้มีโอกาสไปเป็นวิทยากรร่วมกันกับ คุณบ๊อบ ณัฐธีร์ โกศลพิศิษฐ์ พิธีกรและผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ซึ่งหลายๆท่านคงจำลูกสาวของคุณบ๊อบได้ดี คือ “น้องณัชชา ลูกสาวพี่บ๊อบ” ไงละครับ

โดยผมก็ได้แนวคิดดีๆมาฝากเกี่ยวกับการส่งลูกเรียนครับ ซึ่งต้องขอบอกไว้ก่อนว่าเป็นแนวคิดจากที่ผมฟังมาจากคุณบ๊อบ ซึ่งตอนนี้ก็มีลูกทั้งหมด 4 คน ดังนั้นก็น่าจะถือว่ามีประสบการณ์ในการส่งลูกเรียนได้ไม่น้อยจริงมั้ยครับ

โดยหัวข้อในวันนี้ที่บอกว่า “ประหยัดค่าเทอมลูกช่วงอนุบาล เก็บไว้ให้เรียนต่อป.โทเมืองนอก จะดีกว่ามั้ยนะ?”  เพราะจากที่คุณพ่อบ๊อบได้ส่งน้องณัชชาลูกคนโต เรียนระดับนานาชาติตั้งแต่อนุบาล ซึ่งก็ถือว่าค่าเทอมแพงเป็นอันดับต้นๆของประเทศเลยก็ว่าได้ครับ

แน่นอนว่าก็จะได้เรื่องภาษาตั้งแต่เล็กๆ และ ต้องบอกได้เลยว่าเป็นการปูพื้นฐานให้กับลูกในอนาคต เพราะต่อจากนี้ไปทุกๆคนต้องพูดสื่อสารภาษาอังกฤษได้ แต่พอคุณพ่อบ๊อบเกิดมีลูกคนที่ 2-3-4 ตามมานี่แหละครับ คือเรื่องที่ต้องคิดเพราะ ถ้าต้องเรียนโรงเรียนนานาชาติตั้งแต่เล็กๆ เหมือนน้องณัชชา นี่ก็ต้องมีค่าเทอมที่สูงแบบมหาศาลมากๆครับ ซึ่งเดี๋ยวนี้การจะมีลูกก็ไม่ค่อยมีกันเกิน 2 คนอยู่แล้ว แต่เคสนี้มีลูกถึง 4 คน  ซึ่งแน่นอนว่าถ้าจะเรียนแบบนานาชาติจริงๆ กับ คนที่ 2-3-4 ผมก็เชื่อว่าก็น่าจะไม่มีปัญหา แต่ถ้าลองมาคิดให้ดี ก็จำเป็นที่ต้องเริ่มเรียนนานาชาติเลยมั้ย

ซึ่งสุดท้ายคิดไปคิดมาแล้ว ก็ได้แนวคิดว่า ให้เรียนอนุบาลแบบแผนภาษาไทย ช่วงอนุบาล 1-3 ก่อนดีกว่า เพราะ หากต้องการได้ภาษาช่วงอนุบาลก็ยังพอได้อยู่ รวมถึงพอเข้าประถม 1 อายุก็ประมาณ 6 ขวบ ก็ยังทันกับการเรียนแบบนานาชาติ ซึ่งภาษาอังกฤษก็ยังเรียนรู้ ฟังพูดภาษาอังกฤษทัน

และตอนนี้แม้ว่าลูกคนที่ 2-3 จะยังไม่เข้าประถมเลย ก็เริ่มฟังภาษาอังกฤษได้ พูดภาษาอังกฤษได้ ดังนั้นจึงถือว่าการจะให้เข้านานาชาติตอนประถมศึกษาก็ยังไม่สายเกินไปครับ แถมยัง Save เงินไปได้หลายล้านเลยก็ว่าได้ครับ ซึ่งเอาเงินส่วนนี้ไปลงทุนเพื่อเอาไปวางแผนเตรียมไว้เรียนปริญญาตรี ปริญญาโท ต่างประเทศก็น่าจะได้เช่นกัน และถึงตอนนั้นจะได้ไม่เหนื่อนมาก จริงมั้ยครับ

Ex: ตัวอย่างการประหยัดค่าเทอมช่วงอนุบาล เพื่อเอาไปลงทุนเตรียมไว้เป็นทุนการศึกษาช่วงปริญญาตรี ปริญญาโทต่างประเทศ แทน

เช่น ตัวอย่างค่าเทอมนานาชาติอนุบาล ปีละ 500,000 บาท และตัวอย่างค่าเทอมแผนภาษาไทย ปีละ 100,000 บาท ก็แสดงว่าประหยัดไปปีละ 400,000 บาท เรียน 3 ปี ก็ประหยัดไป 1,200,000 บาท แล้ว

จากนั้นถ้าเอาเงิน 1,200,000 บาทที่ประหยัดได้ มาลงทุนต่อกับกองทุนรวม ที่ผลตอบแทนประมาณ 6% ต่อปี และทิ้งไว้อีก 20 ปีข้างหน้า มูลค่าจะกลายเป็นเงินถึง 3,850,000 บาทเลยทีเดียว ซึ่งสามารถเอาไปไว้เรียนต่อปริญญาตรี ปริญญาโทต่างประเทศได้แน่นอนครับ

ดังนั้นใครที่ยังมีลูกเล็กๆ ก็อาจจะลองพิจารณาแนวทางการวางแผนการศึกษาบุตรให้รอบคอบอย่างดีนะครับ โดยหากมีลูกแค่ 1-2 คน หรืออาจจะเป็นคนที่พอมีฐานะดีพร้อมส่งเสียอยู่แล้ว ก็อาจจะไม่ต้องถึงกับมาเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายการเรียนทั้ง2-3 แผนมากนัก แต่ถ้ามีปัญหาเรื่องงบประมาณก็ควรต้องพิจารณาอย่างอย่างรอบคอบดีที่สุดครับ

เพราะ “การวางแผนทุนการศึกษาบุตร เป็นเรื่องที่ไม่สามารถย้อนกลับมาเริ่มวางแผนใหม่ได้ จึงต้องใส่ใจและพิจารณาปัจจัยต่างๆ อย่างรอบด้าน”

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save