ทรัพย์ในดิน สิ่งที่พ่อมอบไว้ให้

บทความนี้อาจจะเป็นเรื่องเก่าซักนิดนึงแต่ผมยังไม่ได้มีโอกาสได้เขียนเลย เมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2558 ผมได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมเครือข่ายองค์กรบ้านจำรุง ที่ตำบลเนินฆ้อ อำเภอแกลง จังหวัดระยองร่วมกับโครงการ Rethink ของธนาคารธนชาต เพื่อไปดูว่าหมู่บ้านนี้ได้นำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาพัฒนาหมู่บ้านอย่างไรบ้าง

ที่นี่ไม่ใช่ชุมชนหมู่บ้านธรรมดา แต่ถือเป็นแหล่งเรียนรู้การศึกษาด้านการเกษตรพื้นบ้านและแตกแขนงต่อยอดไปอีกหลายอย่างเลยนะครับ ซึ่งเขาก็เลยเรียกชุมชนของตัวเองว่า “มหาวิทยาลัยบ้านนอก” เพราะทุกคนมีความเชี่ยวชาญในเรื่องต่างๆทางการเกษตร อยากเรียนรู้เรื่องไหนก็สอบถามอาจารย์แต่ละท่านได้ ชุมชนนี้จึงเป็นต้นแบบของชุมชนเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตัวเอง

“ทรัพย์ในดิน สิ่งที่พ่อมอบไว้ให้”

พี่นำพาเที่ยวหมู่บ้านได้เล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งในหลวงท่านทรงตรัสถามว่า “อยากมีเงินล้านไหม?” แน่นอนว่าทุกคนอยากมี ท่านก็เลยตรัสว่า งั้นก็ลองปลูกต้นไม้เยอะๆดูสิ ต้นไม้ต้นหนึ่งเทียบเท่า 1 ล้านบาท ชุมชนที่นี่ก็เลยปลูกต้นไม้กัน

ในแต่ละวันต้นไม้เหล่านั้นก็เติบใหญ่ บ้างก็เป็นพืชที่เป็นอาหาร บ้างก็เป็นยาสมุนไพร บ้างก็เป็นต้นไม้ที่นำมาสร้างบ้าน บ้างก็นำมาใช้เป็นแหล่งพลังงานได้ นี่ล่ะคือทรัพย์ในดินที่มีค่ามาก เป็นของที่อยู่ในธรรมชาติ ไม่ต้องเสียเงินซื้อ

การสร้างความมั่งคั่งของคนที่นี่คือการสร้างความสมบูรณ์ให้กับชุมชมและทุกอย่างจะปันผลออกมาให้มีกินมีใช้เช่นกัน ทุกคนมีอาหาร มียา มีที่อยู่  มีความสุขและร่างกายแข็งแรง ผมเชื่อเลยว่าทั้งหมดนี้มีค่ามากกว่าเงินล้านเลยทีเดียว นี่ล่ะคือความคิดดีๆที่พ่อได้มอบไว้ให้

ผมได้มีโอกาสเข้าไปยังส่วนที่เป็นพื้นที่ที่เป็นสวน ในนั้นมีผลไม้เยอะมาก พี่เขาก็บอกว่า หยิบกินได้เลย ส่วนเปลือกและเมล็ดก็ทิ้งเอาไว้กับพื้นนั้นล่ะ เดี๋ยวมันจะกลายเป็นปุ๋ยแล้วมีต้นไม้ขึ้นมาใหม่เอง ทุกอย่างเป็นธรรมชาติที่หมุนเวียน ซึ่งในโลกของเด็กที่เกิดในเมืองอย่างผมก็คงแตกต่างกันไปคือ ทำงาน หาเงิน เอาเงินไปซื้อของมากิน แล้วกลับไปหาเงินใหม่ พอผมได้ไปเห็นหมู่บ้านนี้ก็เลยเข้าใจว่าวิถีของการมีชีวิตอยู่โดยใช้ชีวิตกับธรรมชาติจะทำให้เราสามารถสร้างเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตัวเองได้อย่างไร ก็ถือว่าเป็นการเปิดโลกในอีกมุมหนึ่งที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนเลยทีเดียว

การพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนนี้มีอีกหลายอย่างเลยนะครับ ก็คือการต่อยอดในสิ่งที่ตัวเองมี ทีละนิดๆ ลองคิดดูสิว่า เมื่อชุมชนมีอาหารการกินและความเป็นอยู่ที่ดีแล้วจะสร้างอะไรได้อีก? บอกให้เลยว่า เยอะแยะมากมาย

การนำของจากชุมชนที่มีอยู่ไปขาย :

วิถีของเศรษฐกิจพอเพียงนั้นง่ายมากเลย คือทำอะไรให้สมฐานะตัวเอง หากเรามีกินมีใช้อย่างเพียงพอแล้ว ก็สามารถสร้างฐานะทางเศรษฐกิจในขั้นที่สูงขึ้นได้ เมื่อทุกคนมีกินแล้วก็เอาของที่มีมากกว่าที่กินอยู่ไปขายได้เหมือนกัน ผมได้ถามพี่ๆเขาว่า สินค้าเกษตรราคาตกต่ำได้ตามตลาดนะแล้วเขาแก้ปัญหากันอย่างไร เขาก็บอกว่าก็ไม่มีผลกระทบการดำรงชีวิตของพวกเขากันนะ แค่ขายได้เงินน้อยลง แต่กลับบ้านก็ยังมีของกินเหมือนเดิม

การสร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยว :

ชุมชนหมู่บ้านนี้เขายินดีต้อนรับทุกคนที่ต้องการไปท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติด้วยนะครับ ค่าที่พักก็ไม่แพง ไปดื่มด่ำกับธรรมชาติ พี่ๆในชุมชนนี้น่ารักและใจดีทุกคน ไปแล้วคุ้มค่ามากเพราะเราจะได้เรียนรู้การสร้างความมั่นคงและมั่งคั่งในอีกรูปแบบหนึ่ง อย่างผมเองก็เติบโตมาในเมืองก็เลยรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เรียนรู้กับสิ่งใหม่ๆที่นี่ หากสนใจก็ลองโทรไปสอบถามเขากันได้ครับ

โครงการต่อยอดอื่นๆของแหล่งชุมชน :

ทรัพย์ในดินนั้นสามารถต่อยอดแตกแขนงได้อีกหลายอย่างมากเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปสินค้าทางการเกษตรต่างๆ การทำอาหารเพื่อสุขภาพ การสร้างธนาคารขยะและสิ่งแวดล้อม ธนาคารต้นไม้ สื่อชุมชนเพื่อการเรียนรู้ และยังมีโครงการอีกหลายอย่างที่น่าสนใจมากๆเลยนะครับ

สุดท้ายนี้ผมก็อยากจะบอกว่า ที่เราได้เรียนรู้เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตัวเองในตำรานั้น มีหลายที่ที่เขาได้ลงมือทำจริงๆและเขาพร้อมที่จะสืบสานและเล่าให้เราฟังได้นะครับ สำหรับผู้ที่สนใจในการไปเยี่ยมชมชุมชนหมู่บ้านจำรุง สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.banjumrung.org/

คิดถึงเพลงที่พี่เบิร์ดร้องจริงๆนะ สัญญากันได้ไหมว่าจะดูแลต้นไม้ของพ่อร่วมกันต่อไป

…จากวันนี้สักหมื่นปีต้นไม้ที่พ่อปลูก ต้องสวยต้องงดงาม และยิ่งใหญ่ สืบสานและติดตามจากรอยที่พ่อตั้งใจ เหงื่อเราจะเทไป ให้ต้นไม้ ของพ่อ ยังงดงาม…

ผลตอบแทน LTF ระยะสั้นก็สำคัญนะเธอ

พอดีผมได้มีโอกาสได้อ่านข่าวเกี่ยวกับผลงานของกองทุนรวมในปีนี้ โดยมีการอ้างอิงข้อมูลของ Morningstar Thailand แล้วรู้สึกว่ามันน่าสนใจมากเลยครับ เนื่องจาก LTF ในเมืองไทยนั้นมีอยู่ 53 กอง ปีนี้ผลประกอบการผ่านเกณฑ์มาตรฐานของตลาดหลักทรัพย์เพียง 23 กอง อย่างว่านะครับในปีนี้มันเป็นปีที่การลงทุนมีความผันผวนมากในระยะสั้นจริงๆ

  • มีบางกองลงทุนระยะยาวผลตอบแทน 5 ปีดีมาก แต่พอมาดูผลตอบแทนในช่วงปีนี้กลับขาดทุนมหาศาล
  • และก็มีบางกองทุนที่ระยะ 5 ปีผลตอบแทนไม่มากเท่ากลุ่มแรก แต่ระยะสั้นกลับชนะตลาดก็มีนะครับ

นั่นหมายความว่าถ้าหากเราตั้งใจจะเลือก LTF มาลงทุนซักกองหนึ่งในช่วงเวลานี้ การมองผลตอบแทนระยะสั้นในระดับ 1 ปี เพื่อดูว่ากองทุนรวมสร้างผลตอบแทนในสภาวะที่ตลาดผันผวนเป็นอย่างไรประกอบกันไปกับผลตอบแทนระยะยาวนั้นก็เป็นเรื่องควรจะต้องมองซักนิดนะครับ ดูผลตอบแทนระยะยาวเพียงอย่างเดียวไม่ได้เพราะ Performance ของกองทุนรวมนั้นเปลี่ยนได้ตลอดเวลา กองทุนรวมที่ทำผลงานได้ดีเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา มีผลตอบแทนเยอะมากอาจจะไม่ดีในอีก 5 ปีก็ได้ แต่เราสามารถสังเกตได้จากแนวโน้นผลตอบแทนระยะสั้นได้ว่าผู้จัดการกองทุนรวมเขามีความสามารถในการจัดการกองทุนอย่างไร

ซึ่งข้อมูลของการวัดผลลักษณะนี้ก็มี Fund SuperMart และ บลจ.หลายๆที่แนะนำลูกค้าในการลงทุนอยู่เช่นกันนะครับ ซึ่งเราสามารถใช้วิธีการนี้ดูพร้อมๆกับเทคนิคอื่นๆเช่นการดู ค่าความผันผวนและ Sharp Ratio เพื่อพิจารณาการเลือกกองทุนรวมได้

สำหรับเรื่องผลตอบแทนระยะสั้นและระยะยาว มองภาพกันให้ชัดเจนกว่านี้กันดีกว่า ตารางข้างล่างเป็นตัวอย่างสมมติผลตอบแทนระยะ 1 ปี และ 5 ปี ให้เห็น Style ที่ต่างกันของการจัดการกองทุนรวมเปรียบเทียบกัน

จากตารางจะเห็นได้ว่า

กองทุน A อาจเป็นกองทุนที่มีแนวที่บริหารจัดการแบบกล้าได้กล้าเสีย (Aggressive) โดยให้น้ำหนักมากๆในหุ้นเพียงไม่กี่ตัว (Big Bet) ดังนั้นผลตอบแทนที่สะสมระยะยาว 5 ปี จึงชนะตลาดถล่มทลาย จากช่วงที่ผ่านมาหุ้นเป็นขาขึ้น กำไรเยอะกว่าที่อื่น แต่ในระยะสั้นก็พบความผันผวนอย่างมาก ทำให้นักลงทุนที่มาลงทุนในช่วง 1 ปีนี้ ขาดทุนไปถึง -10% และมีผลการดำเนินงานแพ้ตลาด หากเราต้องการจะลงทุนในช่วงปีนี้ เราก็ต้องมาคาดเดาว่า แล้วอีก 5 ปี LTF ที่ลงทุนไปจะกลับมากำไรไหม ดังนั้นต้องดูว่าคุณรับสไตล์การบริหารกองทุนแบบนี้ได้รึป่าว

กองทุน B จะเห็นได้ว่าการบริหารงานในระยะ 5 ปี ผลตอบแทนสู้กองทุน A ไม่ได้ แต่เทียบกับตลาดแล้วก็ยังผ่านเกณฑ์นะครับ พอมาดูระยะสั้น 1 ปี ในช่วงที่หุ้นผันผวนในปัจจุบันกลับมีความสามารถชนะตลาดและผลตอบแทนระยะสั้นมากกว่ากองทุน A กองทุนแนวนี้ผู้จัดการกองทุนจะให้ความสำคัญกับในการเลือกหุ้นตามสภาวะการต่างๆให้ลงทุนได้อย่างเหมาะสม โดยปกติแล้วกองทุนที่สามารถจัดการพอร์ตการลงทุนและให้ผลตอบแทนในยามนี้ได้อย่างดีมักจะเป็นกองทุนรวมที่มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไม่มากเท่ากองทุนอื่นๆ เช่น ลงทุนในหุ้น 70% และ ตราสารหนี้ 30% หรือ เป็นกองทุนที่เน้นการลงทุนในหุ้นจำนวนไม่มาก เป็นแนว Selective เลือกหุ้นลงทุนในพอร์ตประมาณ 20-25 ตัว

แน่นอนว่าผลตอบแทนย้อนหลังหลายๆปีเป็นแค่เรื่องหนึ่งที่เราจะนำมาใช้ประโยชน์ในตัดสินใจลงทุน แต่ต้องอย่าลืมว่าการดูระยะสั้นว่าผู้จัดการกองทุนมีความสามารถในการจัดการความเสี่ยงบนความผันผวนได้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญนะครับ เพราะการลงทุนคือการเริ่มวันนี้และรับความเสี่ยงเพื่อรอผลตอบแทนในวันข้างหน้าครับ ดูว่ากองไหนผลตอบแทนเยอะที่สุดอย่างเดียวไม่ได้ และดูแค่ผลตอบแทนในช่วงเวลาเดียวก็ไม่ได้เช่นกัน

เห็นแนวคิด Style กองทุนรวมแบบนี้แล้วน่าสนใจใช่ไหมครับ แน่นอนว่าหลายๆคนไม่ชอบความผันผวนเท่าไหร่ ก็คงอยากเห็นข้อมูลกองทุนรวมที่มีการจัดการพอร์ตการลงทุนที่โดดเด่นในแนวนี้ เดี๋ยวตอนหน้าจะมาเล่า LTF ที่น่าจับตาให้ฟังแบบเจาะลึกนะครับว่าเขามีการจัดการกองทุนรวมอย่างไร  

แล้วพบกันในตอนต่อไปนะครับ เจาะลึกๆเลย

หมายเหตุ :

“ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง คู่มือภาษี ก่อนตัดสินใจลงทุน”

บทความนี้เป็นบทความ Advertorial

High Risk แล้วจะได้ High Return จริงหรือไม่?

“High risk, High return.”

เชื่อว่าหลายท่านคงเคยได้ยินวลีที่ว่านี้กันมาบ้าง และคิดว่าหลายท่านก็เคยมีประสบการณ์กับผลลัพธ์ของการนำประโยคนี้ไปประยุกต์ใช้แล้วเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเรื่องการเงิน การลงทุน หรือเรื่องอื่น ๆ

หลายต่อหลายครั้งในโลกแห่งการลงทุน ทั้งจากประสบการณ์ของผมเองและของคนที่รู้จักกัน การที่การลงทุนของเรามี High risk หรือความเสี่ยงที่สูงขึ้นนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมี High return หรือผลตอบแทนที่มากขึ้นจากการลงทุนนั้น ๆ เสมอไปนะครับ (หากพิจารณาเฉพาะผลตอบแทนจากการลงทุนที่เป็นตัวเงิน โดยไม่นับบทเรียนจากความผิดพลาดหรือประสบการณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง)

ดังนั้น ถ้าผมจะเรียบเรียงวลีนั้นใหม่ให้เป็นประโยค ผมคงจะขอกล่าวว่า

“To get a higher return, you need to take more risk.
But taking more risk does not guarantee a higher return.”

หรือแปลเป็นไทยว่า

“หากต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้น คุณต้องรับความเสี่ยงได้มากขึ้น
แต่การที่เสี่ยงมากขึ้น ไม่ได้การันตีว่าผลตอบแทนจะมากขึ้นตาม”

ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นการสร้างความเข้าใจต่อ “ความเสี่ยงในการลงทุน” ได้ดีกว่าวลีสั้น ๆ ดังกล่าวครับ เพราะว่าการที่เราเพิ่มความเสี่ยงให้กับการลงทุนนั้น ไม่ได้การันตีถึงผลตอบแทนที่สูงขึ้นแต่อย่างใด แต่ถ้าหากเราต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้น เราต้องยินดีที่จะรับความเสี่ยงได้มากขึ้นครับ ดังนั้น การที่เราจะเลือกลงทุนอะไรสักอย่าง นอกเหนือจากผลตอบแทนคาดหวังที่ต้องการแล้ว สิ่งที่จะต้องพิจารณาอยู่เสมอ (ซึ่งตัวผมเองนั้นก็แนะนำให้ทุกท่านพิจารณาด้วยเสมอมาโดยตลอดเมื่อพูดถึงการลงทุน) คือระดับความเสี่ยงที่ต้องพบและเจอกับการลงทุนนั้น ๆ

โดยทั่วไปแล้ว ความเสี่ยงที่ว่านี้ ในโลกของการเงินการลงทุนมักจะเขียนออกมาให้เห็นภาพ ในรูปตัวเลขของระดับความเชื่อมั่นในโอกาสที่เราจะเจอกับความผันผวนของผลตอบแทนในการลงทุน เมื่อพิจารณาด้วยข้อมูลที่มีอยู่ไม่ว่าจากสถิติที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตหรือการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งหากจะอธิบายให้เห็นภาพมากขึ้น ผมจึงขออนุญาตยกตัวอย่างตัวเลขสักชุดนึงมาประกอบนะครับ โดยจะขอยกตัวอย่างจากข้อมูลเชิงสถิติที่รวบรวมได้จากดัชนี SET Total Return Index หรือ SET TRI ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยย้อนหลังไป 10 ปี นับตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2549 จนถึง 30 กันยายน 2559 ได้ความว่า

– อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีรวมเงินปันผลและสิทธิต่าง ๆ ที่คำนวนได้จากดัชนี SET TRI = 14.8% ต่อปี
– ความเสี่ยงหรือความผันผวน (ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน) ของผลตอบแทนเฉลี่ยรายวันที่คำนวนได้จากดัชนี SET TRI = 20.8% ต่อปี

นั่นหมายความว่า ด้วยความเชื่อมั่นที่ราว 68% นั้น อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่คาดหวังได้จากการลงทุน หากเราเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ใกล้เคียงกับดัชนี SET TRI เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา จะอยู่ในช่วงตั้งแต่ -6.0% ถึง +35.6% ต่อปี (ภายใต้เงื่อนไขและสมมติฐานทางสถิติและความน่าจะเป็นต่าง ๆ นา ๆ ซึ่งผมจะขอไม่อธิบาย ณ ที่นี้นะครับ แค่ต้องการยกตัวเลขมาให้เห็นภาพชัด ๆ เท่านั้นเอง)

ว่ากันง่าย ๆ คือ ..

“มีโอกาสหรือความเชื่อมั่นมากกว่าครึ่ง ที่เราจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ในช่วงตั้งแต่ -6.0% ต่อปี ถึง +35.6% ต่อปี”

.. หรือในอีกแง่มุมหนึ่ง ..

“เรามีโอกาสพอ ๆ กัน ระหว่างที่จะมีผลขาดทุนเฉลี่ยมากกว่า -6.0% ต่อปี กับที่จะมีผลกำไรเฉลี่ยมากกว่า +35.6% ต่อปี”

และหากขยับความเชื่อมั่นของเราขึ้นอีก สมมติว่าไปสู่ที่ระดับ 95% (หรือมีโอกาสแค่ราว 5% ที่เราจะไม่ได้ผลตอบแทนตามนี้เลย) อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยที่คาดหวังได้จากการลงทุน หากเราเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ใกล้เคียงกับดัชนี SET TRI เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา จะอยู่ในช่วงตั้งแต่ -26.8% ถึง +56.4% ต่อปี หรืออาจกล่าวได้ว่า..

“เรามีโอกาสพอ ๆ กัน ระหว่างที่จะมีผลขาดทุนเฉลี่ยมากกว่า -26.8% ต่อปี กับที่จะมีผลกำไรเฉลี่ยมากกว่า +56.4% ต่อปี”

จะเห็นได้ว่า  หากเราต้องการผลตอบแทนที่มากขึ้น โดยเพิ่มระดับความเชื่อมั่นที่จะทำให้เราได้รับ “ผลตอบแทน” เฉลี่ยที่มากขึ้นจาก +35.6% เป็น +56.4% ต่อปีแล้ว จะต้องแลกมาด้วยโอกาสที่จะต้องเผชิญกับ “ความเสี่ยง” ในการขาดทุนที่มากขึ้นด้วย จาก -6.0% ไปถึง -26.8% ต่อปี บนความน่าจะเป็นที่เท่ากัน  นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมได้เขียนไว้ว่า หากต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้น ก็ต้องสามารถที่จะรับความเสี่ยงได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ด้วยข้อมูลเหล่านี้ที่เป็นข้อมูลย้อนหลังจากอดีต (หรือแม้กระทั่งข้อมูลคาดการณ์สำหรับอนาคตก็ตาม) ล้วนแล้วแต่เป็นข้อมูลเชิงสถิติทั้งสิ้น ไม่ได้การันตีว่าตัวเลขดังกล่าวนี้จะถูกต้อง 100% สำหรับการเอาไปใช้ในอนาคต ดังนั้น การที่เราเข้าไปรับเสี่ยงมากขึ้น จึงไม่ได้การันตีว่าผลตอบแทนจะมากขึ้นตามนั่นเองครับ

หวังว่าทุกท่านที่ได้อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ คงจะเห็นภาพของความสัมพันธ์ระหว่าง “ความเสี่ยง” กับ “ผลตอบแทน” ขึ้นไม่มากก็น้อย อย่างไรก็ดี มีสิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อว่ามันเป็นจริงอยู่เสมอ นั่นคือวลีเด็ดจากรุ่นพี่ท่านหนึ่งในสายการเงินที่ผมเคารพ ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า

“High understanding = High Return”

ความเข้าใจในการลงทุนของเรานั้น จะสร้างผลตอบแทนที่ดีเสมอครับ ^^
ด้วยความปรารถนาดีจาก #wealthfit

ขอบคุณข้อมูลจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 10-14 ตุลาคม 2559 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 10-14 ตุลาคม 2559

สวัสดีครับ กลับมาอีกครั้งกับผม “อัศวินกองทุน” เจ้าเก่าเจ้าเดิมที่จะเพิ่มเติมมุมมอง ผ่านคอลัมน์ Weekly Outlook กันอย่างเช่นเคยครับผม สัปดาห์นี้ก็เป็นสัปดาห์ที่ 18 ที่เราเจอกันมาแล้วนะครับ(ฮา)

จากสัปดาห์ก่อนที่ผมบอกไปว่าตลาดเอเชียนั้นค่อนข้างน่าสนใจ ก็มีหลายคนถามมาครับว่าเพราะอะไร  เหตุผลที่ตอนนี้เศรษฐกิจเอเชียเป็นที่น่าจับตาจากนักลงทุนทั่วโลกเพราะมีหลายปัจจัยที่ผลักดันให้มี ศักยภาพ 4 เหตุผล ดังนี้ครับ

  1. เศรษฐกิจเอเชียที่ขยายตัวมากกว่าเศรษฐกิจโลก
  2. การขยายตัวของประชากรวัยทำงาน
  3. เงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้น
  4. การปฏิรูปเศรษฐกิจหลายประเทศในเอเชีย  

นี่คือเหตุผลสั้นๆ ที่ผมมองว่าตลาดเอเชียค่อนข้างน่าสนใจ อย่างไรก็ตามนักลงทุนทุกคนอย่าลืมตรวจสอบข้อมูลด้วยนะครับว่า ท่านเห็นตรงกันกับผมหรือเปล่า ถ้าเห็นตรงกันก็จัดไปได้เลยครับ เอาล่ะครับ.. ทีนี้เราต้องมาดูสถานการณ์การลงทุนทั่วโลกในสัปดาห์นี้กันต่อดีกว่าครับ

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

สรุปภาพรวมประจำสัปดาห์
“การไม่รีบขึ้นดอกเบี้ยของ Fed  และเสถียรภาพของเศรษฐกิจจีน สนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย”

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

แนวโน้มเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น อาจเป็นปัจจัยกดดันการฟื้นตัวของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน  และความกังวลเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น  ประกอบกับราคาต่อมูลค่าพื้นฐานที่ค่อนข้างสูง ทำให้ยังขาดความน่าสนใจในตลาดหุ้นสหรัฐครับ ดังนั้นผมว่าตอนนี้เราคงการลงทุนดูท่าทีกันไปก่อนดีกว่าครับ

ตลาดหุ้นยุโรป

จำนวนเงินที่ทาง Deutsche Bank จะต้องชำระค่าปรับยังอยู่ในช่วงการเจรจาต่อรอง แต่ราคาหุ้นปรับลดลงสะท้อนข่าวร้ายไปมากแล้ว คาดการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันยังคงมีความจำเป็นที่ ECB จะคงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นมาอีก มุมมองกลับกันนั้นถือว่าเป็นโอกาสที่เราจะลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปเหมือนกันนะครับ ดังนั้นขอแนะนำให้เพิ่มการลงทุนครับผม

ตลาดหุ้นจีน (A-SHARE / H-SHARE)

ทางฝั่งตลาดหุ้นจีนนั้น คาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียนจากนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มีแนวโน้มดีขึ้น จากเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพมากขึ้นโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการบริโภคครัวเรือนยังมีแนวโน้มขยายตัวดี ซึ่งปัจจัยทั้งหมดช่วยหนุนนำให้จีนน่าสนใจแบบสุดๆ แบบนี้ผมขอแนะนำให้เพิ่มการลงทุนทั้งสองตลาดกันไปเลยดีกว่าครับ ทั้ง A-SHARE และ H-SHARE ครับผม

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ถ้าสังเกตดีๆ เราจะเห็นว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นตั้งแต่เดือน ส.ค. มีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม และรูปแบบการทำนโยบายการกำหนดเป้าหมายอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งนโยบายดังกล่าวจะสนับสนุนให้รัฐบาลสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น ดังนั้นก็เป็นอีกโอกาสหนึ่งของเราเช่นเดียวกันครับที่จะเพิ่มการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นช่วงนี้ แนะนำเพิ่มการลงทุนครับผม

ตลาดหุ้นเกาหลี

เศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมและบริการมีแนวโน้มขยายตัวดี ทำให้ผลประกอบการบริษัทยังมีแนวโน้มขยายตัวดี ขณะที่อัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคที่ปรับตัวลงต่อเนื่อง จะทำให้ธนาคารกลางเกาหลีสามารถลดดอกเบี้ยได้อีก ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลดีต่อตลาดหุ้นเกาหลีเช่นเดียวกัน ดังนั้นเพิ่มการลงทุนกันต่อไปครับผม

ตลาดหุ้นอินเดีย

ธนาคารกลางอินเดียประกาศลดดอกเบี้ยลง 0.25% อยู่ที่ 6.25% เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ ส่งผลให้มีสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นจากการลดดอกเบี้ยแล้ว ส่วนตลาดหุ้นอินเดียมีปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจากการไม่รีบขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสที่สามเช่นกัน ดังนั้นตลาดหุ้นอินเดียก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจครับ เพิ่มการลงทุนกันต่อไปครับผม

ตลาดหุ้นไทย

แม้ตลาดหุ้นเอเชียจะมีปัจจัย fund flow สนับสนุนจากนโยบายกระตุ้นจากธนาคารกลางยุโรปและญี่ปุ่น แต่ราคาต่อมูลค่าพื้นฐานค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับตลาดอื่นในภูมิภาค ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังขาดความน่าสนใจอยู่ครับ  ประกอบกับปัจจัยหลายๆอย่างที่อาจทำให้การบริโภคในประเทศขยายตัวน้อยเกินกว่าที่คาด แบบนี้ผมว่าคงการลงทุนกันไปก่อนดีกว่าครับ

เงินสดและกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

เช่นเดิมครับผม ตอนนี้ความผันผวนของตลาดหุ้นมีแนวโน้มลดลง นักลงทุนควรลดการถือครองเงินสด และหาการลงทุนที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นครับ

น้ำมัน

ความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตน้ำมันในการลดกำลังการผลิตยังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากอิหร่านและอิรักยังคงท่าทีในการเพิ่มกำลังการผลิต ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันราคาน้ำมันในระยะต่อไป แบบนี้เราไม่ควรทำอะไรเท่าไรครับ คงการลงทุนไปก่อนดีกว่า

ทองคำ

ประเด็นเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ในเดือน ธ.ค. ส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ทยอยแข็งค่าและอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลทยอยปรับขึ้น จะเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำต่อ ดังนั้นแนะนำให้รอดูท่าทีโดยการคงการลงทุนเช่นเดียวกันครับ

ตราสารหนี้ไทย

ดัชนีพันธบัตรรัฐบาลไทยช่วงอายุ 1-3 ปีปรับตัวขึ้นจากการเข้าซื้อของนักลงทุนต่างชาติหลังจาก Fed คงอัตราดอกเบี้ย แต่อย่างไรก็ตามตัวเลขต่างๆบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งทำให้ความน่าสนใจของการลงทุนในตราสารหนี้ลดลง ดังนั้นตอนนี้คงการลงทุนไปก่อนดีกว่าครับ

สำหรับแนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์นี้ ผมยังแนะนำให้ Focus ที่ตลาดเอเชียเหมือนเช่นเคยครับ (ยกเว้นตลาดหุ้นไทย) ส่วนทางฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปนั้น ยังคงแนะนำให้คงดูท่าทีกันไปก่อนครับ เพราะมีปัจจัยหลายๆอย่างเข้ามากระทบต่อความไม่แน่

สร้างประวัติบูโรแบบไหนที่จะได้อนุมัติสินเชื่อส่วนบุคคลวงเงินสูงๆ

สถาบันการเงินจะพิจารณาอนุมัติสินเชื่อส่วนบุคคลให้กับผู้สมัครหรือไม่นั้น เค้าประเมินจากปัจจัยหลายๆด้านรวมกันออกมาเป็นคะแนนสกอร์ก่อนที่จะตัดสินอนุมัติหรือไม่อนุมัติการสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลให้เรา และแน่นอนว่าข้อมูลเครดิตของผู้สมัครกู้จากเครดิตบูโร นั้นถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดของการพิจารณา วันนี้เรา aborrow เลยอยากมาอธิบายว่าตรงไหนในเครดิตบูโรบ้างที่สถาบันการเงินให้ประกอบการพิจารณา

1. มีหนี้ เพื่อสร้างประวัติชำระหนี้

ถูกแล้วครับ ผู้ขอกู้ที่สถาบันการเงินอยากปล่อยกู้มากที่สุดไม่ใช่คนที่ไม่เคยกู้อะไรเลย แต่เป็นคนที่มีประวัติการชำระหนี้ที่ดีให้เห็นในอดีตต่างหาก เลยอยากแนะนำว่า การมีบัตรเครดิตใช้ (หรือบัตรกดเงินสด) ติดตัวไว้บ้างและรู้จักใช้จ่ายอย่างเหมาะสม มีวินัยในการใช้บัตรเครดิตนี่ ก็มีข้อดีเหมือนกัน เพราะประวัติการชำระหนี้ของเราทุกงวดจะถูกส่งและจัดเก็บไว้ที่ เครดิตบูโร ทำให้สถาบันการเงินจะเห็นข้อมูลการชำระหนี้ของผู้ขอกู้ย้อนหลัง 3 ปี และเมื่อสถาบันการเงินเห็นว่าผู้ขอกู้มีประวัติการชำระหนี้ที่ดี มาตลอด ก็จะมั่นใจและอนุมัติวงเงินสินเชื่อส่วนบุคคลที่สูงให้ได้ง่ายๆนั่นเอง แต่ก็ไม่ใช่ว่าตอนนี้เราต้องการจะสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีบัตรเครดิตเลยทำยังไงดี แนะนำว่าไม่ควรสมัครบัตร อะไรก่อนสมัครสินเชื่อส่วนบุคคล เพราะอะไรนั้นจะอธิบายเพิ่มเติมในข้อ 4

2. มีอายุบัตรเครดิตนานเท่าไหร่ก็ยิ่งดี

เครดิตบูโรจะเก็บว่า เราใช้บัตรเครดิต (หรือบัตรกดเงินสดก็ตาม) ตั้งแต่เมื่อไหร่ และยิ่งเราใช้บัตรเครดิตมานานเท่าไหร่ และยังไม่ได้ทำการปิดบัญชี ความน่าเชื่อถือของผู้ขอกู้ก็จะเพิ่มขึ้นด้วย เพราะแสดงได้ว่า ผู้ขอกู้ได้ใช้บัตรเครดิตมาเป็นระยะเวลานาน แล้วไม่เคยมีปัญหาทางการเงินจนถูกสถาบันการเงินระงับหรือปิดบัญชีแต่อย่างใด ทำให้คะแนนสกอร์เพิ่มขึ้นและอนุมัติวงเงินสูงขึ้นอีกด้วย 

3. ชำระหนี้ตรงเวลาช่วงหนึ่งปีล่าสุด

จากข้อที่แล้วที่ว่าประวัติการชำระหนี้ของเราจะถูกส่งไปเก็บที่เครดิตบูโรเป็นเวลา 3 ปี ดังนั้นเราก็ควรจะต้องชำระหนี้ให้ตรงเวลาอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยที่สุดคือ ภายในรอบ หนึ่งปีล่าสุด ที่จะเป็นช่วงเวลาที่สถาบันการเงินให้ความสำคัญในการพิจารณาว่าจะอนุมัติสินเชื่อให้หรือไม่มากที่สุด (บางสถาบันการเงินอาจจะพิจารณาจากประวัติในรอบหกเดือนล่าสุด) ควรจะมีการชำระหนี้ตรงเวลาทุกงวด ถ้าจ่ายล่าช้าก็ต้องไม่เกิน 30 วัน เพราะถ้าเกิน 30 วัน ข้อมูลการจ่ายหนี้ช้าตรงนี้จะถูกส่งและบันทึกที่ประวัติเครดิตของเราที่เครดิตบูโร ทำให้สถาบันการเงินพิจารณาว่า ผู้ขอกู้ช่วงนี้ มีสภาพคล่องที่ไม่ปกติ และทำให้คะแนนสกอร์ในการอนุมัติของเราลดลงได้

4. อย่าพึ่งสมัครบัตรหรือขอกู้ ในช่วง 6 เดือน

ทุกครั้งที่เราสมัครขอกู้ หรือสมัครบัตรเครดิต/บัตรกดเงินสดและสถาบันการเงินเรียกดูข้อมูลเครดิตของเราก็จะมีการบันทึกลงไปในข้อมูลเครดิตด้วยเช่นกัน ซึ่งประวัติการเรียกดูข้อมูลเครดิตอันนี้ ในรอบ 6 เดือนล่าสุดนี้แหละที่จะทำให้ คะแนนสกอร์ของเราลดลง เพราะสถาบันการเงินจะมองว่าผู้ขอกู้ร้อนเงินมากจึงทำการสมัครขอกู้เป็นจำนวนมาก ทำให้โอกาสอนุมัติสินเชื่อที่สำคัญๆของเราลดลงได้ 

5. ปิดบัตรที่ไม่ใช้

ทุกวงเงินของบัตรเครดิต/บัตรกดเงินสด จะถูกบันทึกไว้ในข้อมูลเครดิตของเรา และสถาบันการเงินจะนำมาคำนวนเป็นภาระหนี้สินที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ใช้บัตรเครดิต/บัตรกดเงินสดเลย ก็อาจจะนำไปพิจารณานับเป็นภาระหนี้ของผู้ขอกู้ด้วย ทำให้วงเงินสินเชื่อที่อนุมัติน้อยลงกว่าที่ควรจะได้นั่นเอง เลยแนะนำว่าควรจะทำการแจ้งปิดบัตรเครดิต/บัตรกดเงินสด ที่ไม่ได้ใช้ไปบ้าง เพราะนอกจากจะเป็นการช่วยเราสร้างวินัยทางการเงินที่ดีแล้ว ยังเพิ่มวงเงินสินเชื่อให้เราได้อีกด้วย

6. รีไฟแนนซ์เพื่อลดภาระหนี้

เพราะสถาบันการเงินพิจารณาว่าผู้สมัครกู้ มีความสามารถในการชำระหนี้ได้มากน้อยขนาดไหน โดยดูจากรายได้และภาระผ่อนหนี้สินในปัจจุบันรวมกับยอดผ่อนใหม่ต้องไม่เกิน 85% ของรายได้ต่อเดือน ทำให้ผู้ขอกู้ที่มีภาระผ่อนหนี้ต่อเดือนเยอะ จะไม่ได้อนุมัติหรือได้วงเงินที่น้อยลง ทำให้ว่าถ้าผู้ขอกู้มียอดผ่อนหนี้เช่นผ่อนบัตรเครดิตที่สูง เพราะยอดผ่อนขั้นต่ำต่อเดือนของบัตรเครดิตอยู่ที่ 10% ต่อเดือน ถ้าผู้ขอกู้สมัครสินเชื่อเงินสดเพื่อไปรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตจะช่วยลดยอดผ่อนต่อเดือนให้ลดลงได้ (แต่แลกกับการเสียดอกเบี้ยที่แพงขึ้นด้วย)

7. รีบปิดหนี้ที่มีประวัติเคยปรับโครงสร้างหนี้ 

หากผู้ขอกู้เคยเบี้ยวหนี้ของสถาบันการเงินเป็นเวลาเกิน 3 เดือน จนถึงขั้นตอนมีการประนอมหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้เกิดขึ้น ประวัติตรงนี้ก็จะถูกบันทึกไว้ในเครดิตบูโร หรือที่เค้าเรียกกันว่า แบล็คลิสต์นั่นเอง ซึ่งชวงนี้จะไม่สามารถสมัครกู้สินเชื่อส่วนบุคคลได้อีก จนกว่าจะปิดบัญชีหนี้ที่เคยปรับโครงสร้างหนี้จนครบ 3 ปี ข้อมูลถึงจะหายจากเครดิตบูโร ผู้ขอกู้ถึงจะสามารถขอกู้สินเชื่อส่วนบุคคล หรือ สินเชื่ออื่นๆจากธนาคารได้อีก จึงแนะนำว่าเมื่อถึงเวลามีเงินก้อนเข้ามาควรจะรีบปิดบัญชีหนี้ที่ปรับโครงสร้างหนี้โดยเร็วที่สุด เพราะจะต้องรอไปอีก 3 ปีกว่าประวัติบูโรจะกลับมาปกติ แต่ถ้าเราเบี้ยวหนี้ไปเรื่อยๆข้อมูลจะถูกบันทึกในเครดิตบูโรไปเรื่อยๆเป็นเวลา 8 ปี 

หวังว่าบทความนี้จะทำให้ผู้ขอกู้เข้าใจข้อมูลเครดิตมากขึ้นว่าสถาบันการเงินพิจารณาอนุมัติสินเชื่อส่วนบุคคลให้เรานั้นดูจากอะไรบ้าง และถ้าต้องการเลือกสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลก็มาลองสมัครได้เลยที่นี่ เราจะแนะนำสินเชื่อส่วนบุคคลตามความต้องการและคุณสมบัติของผู็ขอกู้เอง

รู้ไหม? รูป Mona Lisa ราคาเท่าไหร่?

หลังจากที่ผมไปเดินเล่นในพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ก็รู้สึกว่าถ้าเรามีบ้านก็อยากจะเอารูปมาติดผนังเอาไว้บ้างนะเนี่ย แต่พอดูรูปที่เขาขายกันก็พบว่ามันช่างแพ๊งแพงเสียยิ่งกระไร บ่อจี้ ไม่มีเงิน และก็คิดว่าถ้ารูปที่แพงมากๆแบบวาดด้วยคนมีชื่อเสียงก็คงจะกลายเป็นของประมูลซื้อขายกันในหมู่คนรวยๆก็ได้ ผมก็เลยไปนั่งดูว่าราคาพวกรูปภาพดังๆแพงๆนั้นเขาซื้อขายกันราคาเท่าไหร่ นึกภาพอะไรไม่ออกก็นึกถึงโมนาลิซาก่อนเลยแล้วกัน

รูปภาพโมนาลิซา ทุกคนก็คงเจอเคยเห็นผ่านตาอยู่แล้วเพราะนางดังมาก และเป็นปริศนาให้ตั้งคำถามมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วว่า นางเป็นใคร? ใช่ลีซา เกอราร์ดีนี ภรรยาของผู้มั่งมีในเมืองฟอร์เลนซ์หรือไม่? แล้วนางกำลังยิ้ม อิ๊อิ๊ หัวเราะ หรือเศร้าสร้อยกันแน่ รูปนี้วาดโดย ลิโอนาโด ดาวินชี่ ศิลปินชื่อดังชาวอิตาลีในระหว่างปี ค.ศ. 1503-1506 ปัจจุบันนางประทับอยู่ที่ห้องแสดงภาพเขียนในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ส่วนราคาของรูปภาพนี้นะหรอ… เมื่อเดือนธันวาคม ปี 1962 เขาประเมินไว้กันที่ราคา $100 ล้านดอลลาร์เอง และล่าสุดในปี 2015 ที่เขาคำนวณเพิ่มอัตราเงินเฟ้อกันก็ราคาอยู่ที่ $780 ล้านดอลลาร์ ก็ลองคูณกันเป็นเงินบาทแล้วกันแล้วจะรู้ว่าระดับงานอาร์ตตัวแม่นั้น แม่ก็คือแม่ขนาดไหน

มาดูรูปภาพอื่นๆที่มีชื่อเสียงและคิดว่าหลายๆคนอาจจะรู้จักกันนะครับว่าราคาแพงเท่าไหร่กันบ้าง

The Scream Pastel วาดปี 1895 ขายกันล่าสุด พฤษภาคม 2012 ที่ราคา $119.9 ล้านเหรียญในปีนั้น

Vase with Fifteen Sunflowers วาดปี 1888 โดยแวน โก๊ะมีการซื้อขายในปี 1987 ที่ราคา £24.75 ล้านปอนด์ ($39.7 ล้านดอลลาร์เอง) เทียบแล้วได้ปัจจุบันราคา $82.6 ล้านดอลลาร์

พอเห็นแบบนี้แล้วหลายๆคนก็คงจะคิดว่า ให้ตายซิ ถ้าเราไปเลี้ยงต้อยใครซักคนที่วาดรูปเก่งๆแล้วซื้อรูปเขาไว้ อนาคตเขาดังขึ้นมารูปภาพที่เรามีอยู่ก็อาจจะขายได้รวยเป็นมหาเศรษฐีเลยก็ได้ จริงไหม? อย่างไรก็ตามก็มีคนค้นคว้าและวิจัยอยู่แล้ว เช่น Arthur Korteweg นักเศรษฐศาสตร์การเงินในสหรัฐอเมริกาว่างานศิลปะนั้นถ้าเราซื้อไว้โดยเฉลี่ยแล้วก็จะได้รับผลตอบแทนประมาณ 6.5% ต่อปี ในช่วงปี 1972-2010

แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องระวังในการลงทุนมันก็มีอยู่หลายอย่างนะ อ่ะ.. ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้มีปัญญาซื้อกันหรอกแต่ถ้าสมมติพวกเรารวยมากๆเลย สิ่งที่น่าจะเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการลงทุนงานศิลปะ ก็มีตัวอย่างเช่น

1. ราคาซื้อขายอารมณ์ล้วนๆ

ถ้าถามผมว่าจะเอาอะไรวัดกับรูปภาพว่ามันควรจะแพงหรือจะถูก เอาเข้าจริงมันจะเป็นเรื่องของทรัพย์สินที่มองไม่เห็นเป็นหลัก เช่น ชื่อเสียงคนวาด ความเก่าแก่ ความต้องการในตลาด ถ้ากระแสของภาพวาดมันมา ราคามันก็จะปรับตัวสูงก็เป็นได้ แต่อย่างไรก็ตามหากอยู่ๆคนไม่ได้ฮิตรูปภาพเหล่านั้นการสร้างผลตอบแทนได้ยาก พูดแบบนี้นึกถึงจตุครามรามเทพที่เคยฮิตกันเลย

2. ต้องดูสภาพคล่องในการซื้อขายด้วย

ของที่มันราคาซื้อขายกัน $300 ล้านเหรียญเนี่ย มันจะมีซักกี่คนที่ซื้อขายกัน ต้องรวยอ่ะ รวยอย่างเดียวไม่ได้ด้วยนะต้องมีรสนิยมในการซื้อและสะสมงานศิลปะด้วย สภาพคล่องตรงนี้ก็สำคัญ หากซื้อมาแล้วไม่มีใครซื้อต่อ เราก็ขายไม่ได้ ก็ต้องแขวนมันอยู่ที่บ้านเป็นความภูมิใจว่ารูปนี้แพงนะเธอว์ แล้วรอจนกว่าจะมีใครที่สนใจมาซื้อ

3. ถ้าจะลงทุนกับนักลงวาดรูปจริงๆต้องตามผลงาน

ถ้าเป็นรูปที่วาดโดยศิลปินที่มีชื่อเสียงแต่ตายไปแล้ว รูปภาพผลงานทั้งหลายมันก็จะแพงอยู่อย่างงั้นแหละ แต่ถ้าเรากะจะลงทุนบรรดารูปที่เป็น IPO ของนักวาดรูปที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องติดตามผลงานเขาไปเรื่อยๆ ว่าเขามีผลงานอย่างไรบ้าง ตลาดมองเขาอย่างไร พอๆกับการลงทุนใน Startup เลย และการลงทุนแบบนี้ก็ความเสี่ยงสูงมาก แต่ถ้าอยู่ๆดังระเบิดเถิดเทิง มูลค่ารูปที่เราซื้อมาก็อาจจะถูกประมูลไปด้วยราคาที่แสนแพงได้เช่นกัน

ทั้งหมดนี่ก็เป็นอีกด้านหนึ่งที่มีหลายๆคนมองว่าเป็นการลงทุนอีกรูปหนึ่ง ซึ่งก็น่าจะเป็นของคนรวยซะมากกว่าเพราะรูปนึงราคานี่แทบจะขายตึกระฟ้ามาแลกเปลี่ยนกันเลยทีเดียว ก็เป็นอีกตัวอย่างของการลงทุนนะครับ เผื่อว่าจะชอบและหากอนาคตมีเงินว่างๆ ไม่ได้ทำอะไร ใช้ชีวิตเกร๋ๆ ก็เอาเงิน $500 ล้านเหรียญไปซื้อรูปมาติดพนังบ้านก็ได้นะ ฮาๆ

Reference :

https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_most_expensive_paintings

https://www.gsb.stanford.edu/insights/research-art-good-investment

http://www.cnbc.com/2015/10/01/4-things-you-need-to-consider-before-investing-in-art.html

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 12-16 ธันวาคม 2559 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 12-16 ธันวาคม 2559

สวัสดีครับ เจอกันอีกแล้วกับ Weekly Outlook ครั้งที่ 26 นี้ ทุกคนยังอยู่กับผม “อัศวินกองทุน” เจ้าเก่าเจ้าเดิม ที่จะมาเพิ่มเติมกับแนวโน้มการลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 12 – 16 ธันวาคม 2559 ครับ

ก่อนจะเข้าเรื่องหลัก ขอพักอัพเดทกันให้ฟังก่อนครับว่า เงินดอลลาร์สหรัฐฯที่แข็งค่าต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา รวมไปถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ที่ได้ทำไปมากแล้ว จะกลายเป็นตัวช่วยสนับสนุนให้เงินดอลลาร์ฯ มีโอกาสอ่อนค่าลงหลังจากการประชุม Fed ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นเกิดใหม่ ทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นครับ แบบนี้คงต้องจับตาตลาดหุ้นเกิดใหม่ทั้งหลายให้ดีครับ รับรองว่าจะทำให้การลงทุนของเรานั้นได้รับผลตอบแทนที่เพิ่มอย่างแน่นอน

เอาล่ะครับ เรามาดูกันเลยว่าภาพรวมการลงทุนในสัปดาห์นี้เป็นยังไงกันบ้างครับ

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

สรุปภาพรวมประจำสัปดาห์
“จับตาทิศทางค่าเงินดอลลาร์ฯ หลังการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ” 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ (+) 

ผมมองว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯคนล่าสุดจะเน้นนโยบายที่สนับสนุนธุรกิจต่างๆ เช่น การลดภาษี และการผ่อนคลายกฎระเบียบ ซึ่งเป็นผลดีต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าการคาดการณ์ จะเป็นปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้นต่อไป แบบนี้ถือว่าเป็นเหตุผลที่เราจะเพิ่มการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐกันต่อครับ 

ตลาดหุ้นยุโรป (+) 

ถึงแม้ประชาชนอิตาลีจะลงมติไม่เห็นชอบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ตลาดหุ้นให้น้ำหนักต่อภาวะเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ปรับตัวดีขึ้นมากกว่า คาดว่าตลาดหุ้นจะปรับขึ้นได้จากปัจจัยบวกด้านปัจจัยพื้นฐาน ขณะที่ประเด็นการเมืองจะยังไม่มีความเสี่ยงไปจนถึงปลายไตรมาส 1 ปี 2560 แบบนี้ก็เป็นโอกาสในการลงทุนของยุโรปกันบ้างเช่นกันครับ มาครับ มาเพิ่มการลงทุนกันเถอะ 

ตลาดหุ้นจีน (A-SHARE + / H-SHARE +)

ทางฝั่งตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดีกว่าการคาดการณ์ จะเป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนโดยเฉพาะหุ้น A-SHARE ขณะที่ตลาดได้คาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ไว้มากแล้ว ทำให้เงินดอลลาร์มีโอกาสอ่อนค่าลงหลังการประชุม Fed ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นเกิดใหม่อย่างจีน แต่ทางตลาด H-SHARE ก็ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยตามทิศทางตลาดในภูมิภาค ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น ผมยังมองว่าควรจะเพิ่มสุดส่วนการลงทุนกันต่อไปอยู่ครับ 

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น (=) 

ตลาดหุ้นตอบรับข่าวดีจากเงินเยนอ่อนค่าไปแล้วค่อนข้างมาก อีกทั้งในสัปดาห์หน้าซึ่งจะมีการประชุมนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ซึ่งถ้าหากไม่ได้ปรับเป้าดอกเบี้ยขึ้น จะส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินเยน และที่ผ่านมาผมเห็นว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นค่อนข้างเร็ว นั่นย่อมแปลว่าในตอนนี้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แบบนี้ผมแนะนำคงการลงทุนเพื่อดูท่าทีกันไปก่อนครับ

ตลาดหุ้นเกาหลี (+) 

ปัจจัยบวกที่ยังคงทำให้ตลาดหุ้นเกาหลีปรับตัวสูงขึ้นได้อีก คือ การเพิ่มงบเบิกจ่ายภาครัฐในปี 2560 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ผมมองว่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา และการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ไปมากแล้ว จะทำให้เงินดอลลาร์มีโอกาสอ่อนค่าลงหลังการประชุม Fed ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นเกิดใหม่อย่างเกาหลี ดังนั้นแนะนำเพิ่มสัดส่วนการลงทุนครับ 

ตลาดหุ้นไทย (+) 

ราคาน้ำมันยังเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการขยายตัวของหุ้นในกลุ่มพลังงาน คาดว่าตลาดหุ้นไทยจะยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และความคืบหน้าโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงเม็ดเงินจากการลงทุนใน LTF ช่วงโค้งสุดท้ายของปีแบบนี้ ผมว่าควรจะต้องเพิ่มสัดส่วนการลงทุนซะหน่อยแล้วล่ะครับ 

ตลาดหุ้นอินเดีย (+) 

ตลาดปรับตัวสะท้อนความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับผลกระทบจากการยกเลิกธนบัตรมูลค่าสูงไปมากแล้ว ประกอบกับผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาสอดคล้องกับการคาดการณ์ช่วยประคับประคองการปรับตัวลงของตลาด ทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลง ผมคิดว่าดังนั้นควรลดสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นอินเดียบางส่วนลงครับช่วงนี้

เงินสดและกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น (-) 

เมื่อความผันผวนของตลาดหุ้นมีแนวโน้มลดลง นักลงทุนควรลดการถือครองเงินสด และหาการลงทุนที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นเหมือนเช่นเคยครับ 

น้ำมัน (+) 

ทางฝั่งราคาน้ำมันจะยังมีปัจจัยสนับสนุนอยู่ เช่น การลดกำลังการผลิตจาก OPEC และความต้องการน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นจากโรงกลั่นในสหรัฐฯ ปัจจัยที่ต้องติดตามคือราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจทำให้ผู้ผลิตน้ำมันที่มีต้นทุนไม่สูงมาก สามารถกลับมาผลิตได้อีก ตรงนี้อาจจะกดดันราคาน้ำมันได้ครับ ถ้าหากใครกำไรพอใจแล้ว ผมแนะนำให้ขายทำกำไรมาส่วนหนึ่ง แต่ถ้าหากใครมองว่าราคาตรงนี้เป็นโอกาส ผมว่าไม่ควรพลาดที่จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนนะครับ 

ทองคำ (+) 

ราคาทองคำจะปรับลดลงสะท้อนปัจจัยลบไปแล้วค่อนข้างมาก จึงทำให้มีโอกาสปรับลดลงไม่มากนัก แต่ในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมนโยบายการเงินสหรัฐฯ ซึ่งน่าจะส่งผลให้ราคาทองคำยังคงมีความผันผวน ผมแนะนำให้ลดการลงทุนในทองคำลงบางส่วนครับ 

ตราสารหนี้ไทย (=) 

ดัชนีพันธบัตรรัฐบาลไทยช่วงอายุ 1-3 ปีปรับตัวเพิ่มขึ้น

ชอบ “เล่นหวย” บางทีไม่ใช่แค่เพราะอยากรวยนะ..รู้ยัง?

หลายคนไม่รู้ตัวหรอกว่า..ที่เล่นหวยกันน่ะ ไม่ใช่เพราะอยากรวยอย่างเดียว!

มันมี 7 ความลับเบื้องหลังซ่อนอยู่.. มาดูว่าข้อไหนตรงกับตัวเธอกัน

แถมด้วย “วิธีจัดสรรเงินมาเล่นหวยอย่างเหมาะสม” อีก..เริ่มค่ะ!!

ทำไมหลายคนถึงชอบเล่นหวยซื้อล็อตเตอรี่???

เอาจริงๆมันไม่ใช่แค่อยากรวยหรอกนะเธอ

คนอยากรวยอีกหลายคน…เค้าก็ไม่ชอบมาเล่นอะไรแบบนี้ก็เยอะ ใช่ป่ะ?

ลึกๆ แล้วคนที่ชอบเล่นหวย นอกจากอยากรวย เค้าอยากอะไรกันอีก?

มาลองดู..มันต้องมีสักอันที่ตรงกับตัวเอง เพื่อนฝูง พี่น้อง แน่นอน^^

1 – อยากเป็นคนโชคดี เป็นคนพิเศษ

เป็นหนึ่งในล้านที่ได้รางวัล เป็นคนพิเศษ

เป็นคนที่สวรรค์เลือกให้ได้รับโชค รับสิ่งดีๆบ้าง

อาจเพราะชีวิตจริง คนเรามักรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนธรรมดา

เลยอยากมีสักโมเม้นนึงในชีวิต..ที่รู้สึกพิเศษ

2 – อยากลุ้น

พวกนี้ติดสนุก ชอบความตื่นเต้น!

อยากมีอะไรให้รอคอย..อย่างน้อยก็สองครั้งต่อเดือน

ให้ดีใจ เสียใจ หัวเราะ ร้องไห้

ไปกับเพื่อนฝูงและครอบครัว….

3 – อยากได้อะไรง่ายๆ บ้างในชีวิตนี้

ขอจับเงินแสนเงินล้านง่ายๆ บ้างเหอะ

เพียงแค่ซื้อแล้วรอ 15 วัน!

ไม่ต้องกัดฟันก้มหน้าทำงานให้เหนื่อยอย่างทุกวันนี้ได้ม้ายยย

4 – อยากเป็นคนฉลาด

บางทีมันมีการเก็ง มีหลักสถิติ…

มีสูตรลับที่บอกต่อกันมา ผ่านมาจดหมายลูกโซ่

ถ้าไม่ส่งต่อจะเกิดอันเป็นไป (ไปนู่นนนน)

ใครคำนวณได้แม่นกว่าคนนั้นฉลาด ชนะเลิศ!

5 – อยากหาอะไรทำ อยากมีเพื่อน

การหาเลขเด็ดไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นะยะ

มันต้องมีสายข่าว มีเครือข่าย 

ส่งต่อเลขเด็ดทางไลน์หรือนัดกันนั่งรถไป..

บน ขอ ถู วัตถุต่างๆ เพื่อหาเลข!!

กลายเป็นกิจกรรมแก้เหงา เป็นงานอดิเรก

ที่เชื่อมความสัมพันธ์อย่างนึงนะเออ

6 – อยากดัง

ถูกหวยแล้วไง? ต้องได้ลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์สิคะ!!!

ถูกหวยรางวัลที่ 1 เนี่ย

เธอจะเป็นข่าวดัง เป็นคนที่สื่อสนใจมากกว่าสอบชิงทุนได้อีก

7 – อยากมีความอบอุ่น

เมื่อเธอถูกหวย จากที่เคยเหงาง่อย ญาติน้อยไม่มีใครมาหา

เธอจะมีความอบอุ่นขึ้นมาทันที!!!

ญาติพี่น้องพ่อแม่ที่เคยห่างเหิน…

จะพากันกลับมาติดต่อ ไปมาหาสู่เธอกันตรึมๆๆ

…..

เอาล่ะ.. จริงบ้าง จิกกัดให้ขำบ้าง

มาดามแค่อยากชี้ให้เห็นว่า…

การเล่นหวย บางทีมันมีอะไรหลายอย่าง

ที่บงการคนเราให้เล่น ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน..หรืออยากรวย

ขอนิดนึงเถอะ สนุกไดัแต่ขอให้มีสติกำกับด้วย

กรุณาจัดสรรงบเล่นหวยของเธอ

ไว้ในหมวด “เอนเตอร์เทน งบบันเทิง”

ไม่ใช่เงินลงทุน!!!

เงินลงทุนมีความเสี่ยง

แต่ไม่ได้เสี่ยงแบบเยอะขนาดหนึ่งในร้อย ในล้านย่ะ!

งบเล่น งบเอนเตอร์เทน มันควรเป็น 10% ของรายได้ที่เข้ากระเป๋า

บริหารให้ดี เพราะงบส่วนนี้ มันรวมกิน เที่ยว ดูหนังฟังเพลงไว้ด้วย!!

แชร์บอกพี่น้องเพื่อนฝูง ให้เค้ารู้จักตัวเองมากขึ้น

และเล่นด้วยเงินที่จัดสรรมาดี ไม่ทำให้ชีวิตพัง

อย่าลืม..ว่าทำไมมันถึงเป็นคำว่า “เล่น” หวย 

เล่น คือ เล่น ไม่ใช่จริงจัง!

เล่นให้พอสนุก ไม่ใช่เล่นจนทุกข์ระทม

====

โอเคนะ

มาดามฟินนี่

aomMONEY Guru

>> ถ้าชอบอะไรแบบนี้..ติดตามกันได้ที่

https://www.facebook.com/madamfinney/

ถกประเด็นร้อนเมื่อ VI ปะทะ DCA การลงทุนแนวไหนที่ใช่สำหรับคุณ

สวัสดีครับทุกท่าน พี่ต้าร์กลับมาแล้วกับประเด็นที่อยากจะเขียนมานานแสนนานแต่ไม่ได้มีโอกาสซักที จนกระทั่งได้มีโอกาสในการทำ Live กับบุคลากรผู้เปี่ยมไปด้วยความรู้ในเครือ aomMONEY ได้แก่ น้องเบสเจ้าของเพจ ลงทุนศาสตร์ และ น้องปั้นเจ้าของเพจ นายปั้นเงิน-ปีศาจแห่งการลงทุน ในประเด็นที่หลายคนสงสั๊ยยย สงสัยว่า “ลงทุนแบบไหน VI เท่ๆหรือ DCA เกร๋ๆ” วันนี้ก็จะมาสรุปเรื่องราวที่ได้คุยกันในวันก่อนว่าแต่ละเส้นทางเป็นอย่างไร และทุกท่านก็ลองนำกลับไปประยุกต์ใช้ในแนวการลงทุนของตัวเองดูนะครับ

1. วิธีคิดในการลงทุนระหว่าง VI และ DCA

จริงๆแล้ววิธีคิดของทั้ง VI และ DCA นั้นในเบื้องต้นไม่ได้แตกต่างกันเลยนะครับ เราสามารถพิจารณาวิธีการเลือกหุ้นได้ทั้งในแบบ Top-Down (ภาพใหญ่ไปภาพเล็ก) ตั้งแต่การดูว่าเศรษฐกิจมันมีทิศทางเป็นอย่างไร อุตสาหกรรมอะไรที่น่าสนใจ ไล่จนมาถึงว่าบริษัทไหนมีความน่าจะลงทุน หรือ หรือ Bottom-Up (ภาพเล็กไปภาพใหญ่) ไปหาดูว่าหุ้นตัวไหนที่สแกนดูแล้วเป็นหุ้นที่มีผลประกอบการที่ดี เติบโตและน่าสนใจ และไล่ขึ้นไปว่า เขาอยู่ในธุรกิจที่เป็นเทรนของอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจหรือไม่ เมื่อดูประกอบกัน เปรียบเทียบระหว่างบริษัทต่างๆที่เราสนใจแล้ว ท้ายสุดเราจะเจอ List หุ้นที่มีคุณภาพออกมา

2. VI ใช้การประเมินมูลค่า DCA ใช้วินัยในการลงทุน

วิธีคิดในการเข้าซื้อหุ้นในแบบฉบับของ VI และ DCA นั้นมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควรนะครับ ในมุมมองของ VI นั้นจะต้องทำการประเมินมูลค่าของหุ้นก่อน ยกตัวอย่างวิธีที่มองง่ายที่สุดก็คือการเอาราคาเทียบกับกำไรที่จะได้รับว่ามันแพงกว่ากันกี่เท่า อารมณ์ประมาณว่าถ้าเราอยากจะซื้อกิจการร้านก๋วยเตี๋ยวที่มันให้ผลตอบแทนเราปีละ 1 บาท หากเราซื้อกิจการนี้มา 5 บาท ก็ย่อมดีกว่า 10 บาท เพราะถ้ากิจการดำเนินต่อไปด้วยอัตรากำไรเท่าเดิม แน่นอนว่าคนที่ซื้อมาที่ 5 บาทย่อมคืนทุนได้เร็วกว่า 10 บาทอยู่แล้ว

การประเมินตรงนี้ด้วยอดีตก็จะวิเคราะห์ได้จากงบการเงิน แต่ถ้ามองไปในอนาคตก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใส่การคาดการต่างๆอย่างไร ตรงนี้ขึ้นอยู่กับมุมมอง การตั้งสมมติฐานและตัวแปรต่างๆเข้าไปแล้วคำนวณออกมาว่าราคาที่น่าสนใจมันอยู่ที่ตรงไหน พอเจอราคาที่น่าพอใจก็ซื้อกัน อยู่ที่ว่าจะทุ่มซื้อไปเลยหรือแบ่งไม้ซื้อก็ได้ ยิ่งมีส่วนลดเยอะๆยิ่งดีเพราะมันคือความปลอดภัยของผู้ลงทุน

ในกรณีของ DCA นั้นจะมองส่วนในเนื้อหาของกิจการที่เติบโตเป็นหลัก ในมุมของราคานั้นเชื่อว่าเป็นภาพมารยา เปลี่ยนแปลงได้ ไม่มีราคาที่พอใจแต่ใช้วิธีซื้อเฉลี่ยไปเลย ด้วยเงินที่จำนวนเท่ากัน หุ้นขึ้นก็ซื้อน้อยลง หุ้นลงก็ซื้อมากขึ้น สุดท้ายด้วยความมีวินัยนี้จะได้ต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักซึ่งในระยะยาวถ้ากิจการไปข้างหน้า ไม่ว่า VI หรือ DCA ก็จะเกิดผลกำไรจากการลงทุนตามเป้าหมายได้

3. การวางแผนทางการเงินมีความสำคัญไม่ว่าจะ VI และ DCA

แน่นอนว่าการลงทุนในหุ้นนั้นอย่างแรกเลยก็คือเราจะต้องมีเงินเพื่อซื้อหุ้น การซื้อแบบ VI นั้นจะมีการจับจังหวะเรื่องเวลาที่จะซื้อเมื่อเราเห็นว่าราคานั้นเป็นที่น่าพอใจจากการประเมินมูลค่าของเราแล้ว การเก็บเงินสำรองจึงมีความสำคัญ หากมีเงินลงทุนมากก็ย่อมทำให้ลงทุนได้อย่างเป็นกอบเป็นกำมากกว่าคนมีเงินน้อย เพราะสุดท้ายเราก็ไม่มีทางรู้ว่าจังหวะและโอกาสที่ดีจะมาเมื่อไหร่ มีเงินไว้จังหวะมาก็ซัดเลย

ในทางตรงข้าม DCA นั้นจะเน้นการซื้อตามเวลาที่กำหนดไว้ เช่นการใช้เงินออมจากเงินเดือนมาซื้อรายเดือน ไม่มีเรื่องการจับจังหวะราคา สิ่งที่สำคัญของวิธีนี้จึงเป็นเรื่องของวินัยการเก็บออมและแบ่งมาลงทุน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นบางคนก็อาจจะใช้ทั้ง 2 วิธีในการลงทุนด้วยการแยกพอร์ตกัน พอร์ตหนึ่งก็ DCA ไปเรื่อยๆเพื่อสร้างสร้างความมั่งคั่งแบบค่อยเป็นค่อยไป อีกพอร์ตก็คอยจับจังหวะในการลงทุนจากการประเมินมูลค่าของหุ้นที่เราสนใจได้เช่นกัน

4. ไม่ว่าอย่างไรการขายหุ้นต้องมีเหตุผลอยู่เสมอ

การขายหุ้นนั้นหลายๆคนที่เข้ามาอยู่ในตลาดอาจจะขายด้วยความอยากขาย เป็นการขายด้วยอารมณ์ อุ้ยตกใจจัง ขาย…. แต่ถ้าเป็นมุมมองของผู้ที่มีประสบการณ์ในแง่ของ VI หรือ DCA นั้นจะพิจารณาตามเหตุผลมากกว่า ซึ่งก็มีบางส่วนที่เหมือนกันและต่างกัน

ในส่วนที่เหมือนกันระหว่าง VI และ DCA คือ ปัจจัยทางด้านธุรกิจ เช่น ธุรกิจมันไม่ดีแล้ว แข่งขันไม่ได้แล้ว ผู้บริหารมีการโกง รวมถึงเราต้องประเมินดูไปจนถึงภาพกว้างในเรื่องของเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ความเปลี่ยนแปลงต่างๆทางการแข่งขันและเทคโนโลยี ถ้ามันไม่โอเคเราก็จะขายมันออกจากพอร์ตไป อีกเหตุผลหนึ่งก็คือบางครั้งเราอาจจะเจอหุ้นที่มีโอกาสที่มีศักยภาพที่จะเติบโตมากกว่าหุ้นที่เรากำลังลงทุนอยู่ก็สามารถขายตัวเก่าไปซื้อตัวใหม่ได้

ในเหตุผลที่ต่างกันมีอยู่บ้างแต่ก็อยู่ที่มุมมองและการตัดสินใจของแต่ละคน เช่น VI และ DCA อาจจะขายหรือไม่ขายก็ได้เมื่อเห็นว่าหุ้นมันราคาสูงเกินไปจนเป็นจังหวะที่จะขาย อันนี้แล้วแต่คนนะครับ บางคนมองว่าศักยภาพมันไปต่อได้ก็อาจจะไม่ได้ขาย แต่บางคนมองว่าขายไปก่อนเพื่อสร้างโอกาสในการทำกำไรเขาก็จะขายมันออกไป หรือบางคนก็อาจจะกำหนดเป็นกลยุทธ์เรื่องการสร้างสัดส่วนของพอร์ตการลงทุนเลยก็มี

นี่ก็เป็นในเบื้องต้นของแนวทางการลงทุนของ VI และ DCA นะครับ สำหรับเพื่อนๆท่านใดที่สนใจในวิธีการแบบไหนก็ลองศึกษาตามความชอบของตัวเองดู สุดท้ายแล้ววิธีไหนก็ได้ไม่สำคัญหรอกขอให้เราใช้แล้วมันถูกชะตากับเราและสร้างกำไรและผลตอบแทนจากการลงทุนให้เราได้ก็ยอดเยี่ยมแล้ว สำหรับเพื่อนๆที่อยากจะดูคลิปเพิ่มเติมสามารถเข้าไปดูได้ใน aomMONEY Live ได้ที่ https://www.facebook.com/aommoneyth/videos/1075635172489622/ แล้วเราจะนำเรื่องราวดีๆมาฝากอีกนะครับ

จ่ายเบี้ยประกันชีวิตต่อไม่ไหว เอาไงดี?

จากคราวที่แล้ว ที่ผมได้สอนวิธีการคำนวณหาวงเงินการทำ “ประกันชีวิต” ที่เหมาะสมไปเรียบร้อยแล้ว (ตามลิงค์บทความนี้ เราควรจะทำประกันชีวิตเท่าไหร่ ถึงจะพอเหมาะกับตัวเอง) ซึ่งอาจจะทำให้บางคนพบปัญหาของตัวเองว่า ได้ทำประกันชีวิตไว้มากเกินความจำเป็น บางคนอาจจะพบว่า ตัวเองทำผิดประเภท เลือกแบบประกันได้ไม่สอดคล้องกับความจำเป็น จึงไม่อยากจะทำต่อ หรือบางคนอาจจะไม่ได้วางแผนทำประกันชีวิตไว้ล่วงหน้า ทำให้จ่ายเบี้ยหนักเกินไปจนจ่ายต่อไม่ไหว แต่มีทางออกหรือตัวเลือกอะไรบ้าง หากเราคิดจะหยุดจ่ายเบี้ย ไม่ต้องการทำประกันชีวิตตัวนี้ต่ออีกแล้ว ปิดกรมธรรม์ไปเลยดีไหม?

ใจเย็นๆก่อน เพราะแท้จริงแล้ว เรามีทางเลือกมากกว่านั้น และบางทีทางเลือกอื่นอาจจะให้ผลประโยชน์ได้ดีกว่าการยกเลิกกรมธรรม์อีกด้วย!

ซึ่งหากใครก็ตามที่ต้องการหยุดจ่ายเบี้ย บริษัทประกันชีวิต จะมีสิทธิ์ให้เราเลือกใช้อยู่ด้วยกัน 3 สิทธิ์ครับ นั่นก็คือ

  • สิทธิ์การเวนคืนมูลค่าเงินสดกรมธรรม์
  • สิทธิ์การใช้มูลค่าเงินสำเร็จ
  • สิทธิ์การขยายเวลาคุ้มครอง

ซึ่งความหมาย และผลประโยชน์ ที่เราจะได้ของแต่ละสิทธิ์ เมื่อเราตั้งใจจะหยุดจ่ายเบี้ย มีดังนี้

1. เวนคืนมูลค่าเงินสด

คือ การหยุดจ่ายเบี้ย แล้วได้เงินสดก้อนหนึ่งคืนทันที โดยที่เงินสดที่ได้ อาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่าเบี้ยทั้งหมดที่จ่ายไปก็ได้ (ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่จ่ายเบี้ยมาแล้ว เทียบกับจำนวนปีทั้งหมดที่ต้องจ่ายเบี้ย ถ้าน้อยกว่ามากๆ เงินสดที่ได้ก็จะได้น้อย) และสัญญาถือเป็นอันสิ้นสุด ไม่มีความคุ้มครองอีกต่อไป (ปิดกรมธรรม์เลย)

2. เงินสำเร็จ

คือ การหยุดจ่ายเบี้ย แต่ยังมีความคุ้มครองต่อไปจนครบสัญญาเหมือนเดิม แต่ความคุ้มครองที่มีอยู่อาจจะลดลง และอาจจะได้เงินก้อนหนึ่งคืนทันทีหรือไม่มีก็ได้ (ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่จ่ายเบี้ยมาแล้ว เทียบกับจำนวนปีทั้งหมดที่ต้องจ่ายเบี้ย ถ้าน้อยกว่ามากๆ ความคุ้มครองอาจจะลดลงเยอะ และไม่มีเงินคืนทันที) เมื่อครบสัญญาก็จะได้เงินคืนอีกก้อนหนึ่ง จำนวนเท่ากับทุนประกันที่ลดลง

3. ขยายเวลา

คือ การหยุดจ่ายเบี้ย แต่ยังมีความคุ้มครองอยู่เท่าเดิม แต่ระยะเวลาคุ้มครองอาจจะลดน้อยลงกว่าเดิม และอาจจะได้เงินก้อนหนึ่งคืนทันที หรือได้เงินตอนครบสัญญาด้วยหรือไม่ก็ได้ (ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่จ่ายเบี้ยมาแล้ว เทียบกับจำนวนปีทั้งหมดที่ต้องจ่ายเบี้ย ถ้าน้อยกว่ามากๆ ระยะเวลาคุ้มครองก็อาจจะขยายต่อไปจากวันที่หยุดจ่ายเบี้ยไม่นานนัก และไม่ครบสัญญา และไม่มีเงินคืนทันที หรือไม่มีเงินตอนครบสัญญา)

ซึ่งทั้งหมดนั้น จะได้เงินคืนเท่าไหร่ ความคุ้มครองจะลดลงหรือไม่หรือลดเหลือเท่าไหร่ หรือจะคุ้มครองต่อไปอีกกี่ปี ก็ต้องมานั่งคำนวณกัน ตามตารางมูลค่าเงินสด ซึ่งสามารถหาดูได้ในกรมธรรม์ และเนื่องจากในตาราง จะเป็นตัวเลขของ “ผลประโยชน์ ต่อจำนวนเงินเอาประกันภัย (ทุนประกัน) 1,000 บาท” เวลาคำนวณ จึงให้เอาตัวเลขผลประโยชน์ ตั้ง หารด้วย 1,000 แล้วนำไปคูณกับทุนประกันภัยที่เราซื้อ

เช่น มูลค่ากรมธรรม์ของการใช้เงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ ณ ปีที่ 10 เท่ากับ 581 บาท ต่อจำนวนเงินเอาประกันภัย 1,000 บาท แล้วเราทำทุนประกันไว้ 100,000 บาท หากใช้สิทธิ์เวนคืน เราจะได้เงินสดคืนเท่ากับ (581/1,000) x 100,000 = 58,100 บาท นั่นเองครับ

เอาล่ะครับ เมื่อเราทราบความหมายและผลประโยชน์ของแต่ละสิทธิ์ และวิธีแล้ว ผมจะลองยกตัวอย่าง สักกรณีหนึ่งให้ดูว่า หากหยุดจ่ายเบี้ยแล้ว ผลประโยชน์ของแต่ละสิทธิ์จะคำนวณยังไงและเป็นเท่าไหร่

EX ตัวอย่าง นางสาว B อายุ 32 ปี ทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ของบ.ประกันชีวิตที่หนึ่งไว้ ซึ่งเป็นแบบที่จ่ายเบี้ย 15 ปี มีสัญญาคุ้มครอง 30 ปี โดยซื้อไว้ที่ทุนประกัน 300,000 บาท ค่าเบี้ย 24,780 บาทต่อปี แต่จ่ายเบี้ยมาได้แค่ 5 ปี ก็มีเหตุให้ไม่ต้องการจ่ายเบี้ยต่อ จึงกำลังพิจารณาว่าควรจะใช้สิทธิ์ไหนดี โดยแต่ละสิทธิ์มีมูลค่าตามตารางมูลค่าเงินสด ดังนี้

ซึ่งสามารถคำนวณมูลค่าของสิทธิ์ต่างๆ ณ สิ้นปีที่ 5 ได้ดังนี้

  • เวนคืนเงินสด = (215/1,000) x 300,000 = 64,500 บาท
  • เงินสำเร็จ เหลือความคุ้มครอง = (517/1,000) x 300,000 = 155,100 บาท
    ได้เงินคืนตอนครบสัญญาอีก = 155,100 บาท
  • ขยายเวลา คุ้มครองต่อไปอีก = 25 ปี (ทุนประกัน 300,000 เท่าเดิม)
    ได้เงินคืนตอนครบสัญญาอีก = (421/1,000) x 300,000 = 126,300 บาท

โดยจ่ายค่าเบี้ยมาแล้วทั้งหมด รวมเป็นเงิน 24,780 x 5 = 123,900 บาท

ซึ่งนั่นก็แปลว่า ถ้าใช้สิทธิ์เวนคืนมูลค่าเงินสด จะได้เงินสดคืนทันที 64,500 บาท ขณะที่จ่ายเบี้ยไปทั้งหมด 123,900 เท่ากับขาดทุนไป 59,400 บาท ถ้าใช้สิทธิ์ใช้มูลค่าเงินสำเร็จ จะคุ้มครองต่อไปจนครบสัญญาที่ 30 ปี แต่ความคุ้มครองจะลดลงจาก 300,000 บาท เหลือ 155,100 บาท โดยครบสัญญาได้เงินคืน 155,100 บาท ถ้าใช้สิทธิ์ขยายเวลาคุ้มครอง จะคุ้มครองต่อไปอีก 25 ปี เท่ากับว่าคุ้มครองจนครบสัญญาที่ 30 ปี เช่นเดียวกัน โดยที่ความคุ้มครองยังอยู่ที่ 300,000 บาทเหมือนเดิม แถมได้เงินตอนครบสัญญาอีก 126,300 บาท ดังนั้น จะเห็นได้ว่า

  • ถ้าไม่รีบร้อนใช้เงิน และไม่ได้เน้นความคุ้มครอง สิทธิ์มูลค่าเงินสำเร็จจะดีที่สุด เพราะได้เงินตอนครบสัญญามากที่สุด
  • ถ้าเน้นความคุ้มครอง สิทธิ์ขยายเวลา จะดีที่สุด เพราะยังได้ความคุ้มครองเต็มๆเท่าเดิม และคุ้มครองจนครบสัญญาเหมือนเดิม
  • ถ้าต้องการเงินก้อนในทันที และไม่ได้เน้นความคุ้มครอง สิทธิ์เวนคืนเงินสด จะเหมาะสมที่สุด เพราะจะได้เงินสดคืนในทันที

ดังนั้น หากถามว่า จะเลือกใช้สิทธิ์ไหนดี ก็ต้องถามตัวเองดูครับ ว่าเรามีความจำเป็นด้านไหนที่สุด ถ้าต้องการเงินสด กรณีฉุกเฉิน หรือไม่ต้องการความคุ้มครองอีกต่อไปแล้ว = ก็เลือกใช้วิธีเวนคืนมูลค่าเงินสด ถ้าไม่ได้มีเหตุจำเป็น ต้องใช้เงินสดสำรองเร่งด่วน หรือยังต้องการความคุ้มครองต่อไป = ก็เลือกวิธีเงินสำเร็จ หรือขยายเวลา ถ้าทั้ง 2 วิธี ยังทำให้เรามีความคุ้มครองไปจนครบสัญญา ก็ควรเลือกแบบขยายเวลา เพราะความคุ้มคร&

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save