‘Disney’ ถูกฟ้องละเมิดสิทธิ เมื่อแอพเกมติดตามข้อมูลผู้เล่น

คุณแม่ท่านหนึ่งจากซานฟรานซิสโกกล่าวว่าลูกของเธอถูกติดตามความเคลื่อนไหวผ่านแอพพลิเคชัน Disney Princess Palace Pet อย่างผิดกฎหมาย

Amanda Rushing ยื่นฟ้อง Walt Disney Company Electric Content และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ในศาลรัฐบาลกลางของแคลิฟอร์เนีย

Rushing กล่าวหาว่ามีชุดเครื่องมือสำหรับพัฒนาซอฟท์แวร์ (SDK) ที่เจาะจงไปในด้านการโฆษณา ฝังอยู่ในโค้ดและแอพพลิเคชั่น และนั่นทำให้ดิสนีย์สามารถรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลและติดตามพฤติกรรมออนไลน์ของผู้ใช้นั้นได้

“นักพัฒนา App และ SDK ที่เชื่อมต่อกับผู้ให้บริการ สามารถติดตามพฤติกรรมของเด็กๆขณะเล่นเกมออนไลน์ด้วยโทรศัพท์มือถือของตนเอง โดยได้รับข้อมูลที่สำคัญจากอุปกรณ์เหล่านั้น เช่นหมายเลขประจำเครื่องที่ปกติจะไม่มีทางซ้ำกัน” Michael Sobol ทนายความกล่าว “หมายเลขเครื่องเหล่านี้จะทำให้ SDK ติดตามกิจกรรมของเด็กได้ในแอพและแพลตฟอร์มต่างๆบนอินเทอร์เน็ตรวมถึงอุปกรณ์ต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อนำข้อมูลนี้จะขายให้กับบุคคลที่สามโดยมีเป้าหมายคือการโฆษณาออนไลน์”

Sobol ระบุว่านี่คือการกระทำตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลออนไลน์สำหรับเด็ก (Children’s Online Privacy Protection Act หรือ COPPA) ภายใต้กฎหมายนี้นักพัฒนาแอพและบุคคลที่สามจะไม่สามารถรวบรวมข้อมูลจากเด็กอายุต่ำกว่า 13 โดยไม่ได้รับการยินยอมจากผู้ปกครองได้

“ดิสนีย์ล้มเหลวในการปกป้องข้อมูลส่วนตัวของเด็กๆ” Sobol กล่าว

Rushing กล่าวว่าลูกของเธอถูกติดตามระหว่างใช้แอพพลิเคชัน princess pet และมีการอ้างถึงเกมอื่นๆอีกหลายสิบเกมก็ทำการติดตามผู้ใช้พวกเขาเช่นกันเช่น Club Penguin Island, Star Wars: Puzzle Droids, Frozen Free Fall และ Disney Emoji Blitz. 

เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นมาแล้วบริษัทลูกของ Disney อย่าง Playdom.Inc ต้องจ่ายค่าปรับทางแพ่งที่แพงถึง 3 ล้านดอลลาร์สำหรับการละเมิด COPPA ในปี 2011 

จนปัจจุบันทาง Disney ก็ไม่ได้ออกมาตอบโต้อะไร ซึ่งนี่คงไม่ใช่ข่าวดีเท่าไหร่นักสำหรับผู้ปกครองที่ปล่อยให้เด็กๆเล่นเกมโดยไม่ดูแล ก็คงได้แต่หวังว่าทาง Disney และบริษัทอื่นๆที่เกี่ยวข้องจะมีคำอธิบายหรือมีมาตรการดูแลข้อมูลของผู้ใช้ได้ดีกว่านี้

Source : 

http://www.hollywoodreporter.com/thr-esq/disney-accused-illegally-tracking-children-apps-new-lawsuit-1026881

4 ข้อสำหรับมือใหม่ เลือกหุ้นง่ายๆเหมือนเลือกแฟน

เวลาที่นักลงทุนเข้ามาในตลาด เห็นรายชื่อหุ้นเรียงรายกันเพียบเต็มไปหมด ก็คงจะเกิดคำถามว่าจะเลือกลงทุนในหุ้นตัวไหนดีนะ? อยากจะลงทุนระยะยาวหรือออมหุ้นเอาไว้ใช้ในยามเกษียณ! มาดูแนวทางของการเลือกหุ้นง่ายๆสไตล์การเลือกแฟนกันนะครับ

ว่าแต่เราจะเลือกแฟนอย่างไรที่จะทำให้ชีวิตของเรานั้นดี๊ดี มาดูง่ายๆกันดีกว่า

1. ดูว่าตอนนี้เขาทำงานทำการอะไรอยู่ (Business Model)

อยากได้แฟนซักคน เราก็ต้องหาคนที่ดูดีมีหน้าที่การงานใช่ไหมครับ ก็ต้องดูว่าเขาทำงานทำการอะไรบ้าง แล้วตำแหน่งงานของเขามีอนาคตหรือไม่ ก็เหมือนกับการดูหุ้นเลยครับ ดูธุรกิจที่บริษัทนั้นทำว่ารายได้มาจากอะไร มีความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาวไหม ธุรกิจอยู่ในเทรนที่จะเป็นขาขึ้นในอนาคตให้การลงทุนของเราเติบโตได้หรือเปล่า

2. ดูฐานะทางการเงินของเขาว่าเป็นอย่างไร (Financial Statement)

เชื่อสิ ใครๆก็อยากได้แฟนที่เหมาะสมเป็นคู่ชีวิตของเรา และเชื่อว่า 100 ทั้ง 100 ใครๆก็อยากมีแฟนฐานะดี ลงทุนเอารวยอย่าไปเอาแค่ความมัน ซึ่งการมองบริษัทก็ต้องดูสถานะทางการเงินเหมือนกันเนอะ งบการเงินหลักๆที่เรานำมาพิจารณาดูได้ หลักๆ มีอยู่ 3 อย่าง

1) ฐานะเป็นอย่างไรดูจากงบแสดงฐานะทางการเงิน

แฟนมีทรัพย์สินและหนี้สินอย่างไรและส่วนความเป็นเจ้าของขนาดไหน ถ้าแฟนเราติดหนี้เยอะ ก็คงไม่ชอบใช่ไหมล่ะ ยกเว้นว่าหนี้นั้นเป็นหนี้ที่ทำให้บริษัทสร้างรายได้เยอะและเร็วขึ้นกว่าเดิม ส่วนทรัพย์สินใครๆก็ชอบ ยิ่งเงินสดเยอะๆนี่ยิ่งชอบเลย ใช่เปล่า?

2) นิสัยการใช้เงินเป็นอย่างไรดูได้จากงบกำไรขาดทุน

ใครๆก็อยากได้แฟนหาเงินเก่งและประหยัด-ใช้จ่ายตามความเหมาะสม จะได้มีเงินมาสร้างฐานะมากยิ่งขึ้นถูกเปล่า เวลาดูหุ้นก็ดูเรื่องยอดขายจากการทำธุรกิจ ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง และดูว่า สุดท้ายแล้วบริษัทมีกำไรเติบโตขนาดไหน ถ้าเราไม่ชอบแฟนที่ใช้จ่ายสุรุยสุร่ายจนไม่มีเงินเก็บ หุ้นที่ทำธุรกิจขาดทุนเรื่อยๆเราก็คงไม่ชอบเหมือนกันใช่ไหม

3)  มีเงินจริงเปล่าเถอะดูจากงบกระแสเงินสด

บางคนดูรวยนะแต่ไม่ใช่ว่าจะมีเงิน มีแต่หนี้ และบางคนดูจนแต่มีเงินในตู้เซฟธนาคารเต็มไปหมด เวลามองธุรกิจก็มองดูเงินจากงบกระแสเงินสดว่าเงินน่ะขายของได้แล้วได้เงินจริงไหม เอาเงินไปลงทุนเพิ่มหรือเปล่า และเงินนั้นมาจากการกู้หนี้ยืมสิน-การเพิ่มทุน และมีการใช้คืนเจ้าหนี้-มอบปันผลให้กับนักลงทุนบ้างไหม ถ้าจัดการเงินอย่างมีประสิทธิภาพพร้อม มีเงินให้แฟนใช้เนี่ย ใครๆก็ชอบ

มองงบการเงินแล้ว อย่าลืมดูคำอธิบายประกอบด้วยนะครับเพราะเราจะสามารถเข้าใจพื้นฐานกิจการได้อย่างดียิ่งขึ้น ถ้าแฟนเรามีฐานะดีขึ้น หาเงินเก่งขึ้น และเงินสดเข้ามาในบัญชีเยอะขึ้นเรื่อยๆแถมมีเงินให้เราใช้ด้วยอีก (ปันผล) โอ้ย น่ารักน่าสนใจ

3. ดูว่าแฟนคิดอะไรทำตามสัญญาได้หรือเปล่า (Vision & Action)

ถ้ามีแฟนที่ความคิดความอ่านดี วางแผนอนาคตล่วงหน้าเยอะๆว่าจะทำอะไร และทำตามที่พูดได้นี่ขอบอกเลยว่าเปอร์เฟค แต่ถ้าเจอคนไม่ทำตามสัญญาปากก็บอกว่า “คิดถึงจังมาหาหน่อย” แต่ก็ไม่ว่างเจอกันซักที อย่างงี้ก็ไม่ไหว เลือกหุ้นเราก็ติดตามดูด้วยนะว่าผู้บริหารเป็นอย่างไร มีวิสัยทัศน์มากแค่ไหนและทำภารกิจได้ตามที่บอกไว้หรือไม่ ลอง Search ข่าวเก่าๆมาดูก็ได้ บางคนพูดว่าจะทำโน้นทำนี่มาตั้งแต่ชาติที่แล้วจะได้มีกำไร แต่ถึงชาตินี้ก็ไม่ได้ทำก็มี

4. เลือกคนที่เหมาะในเวลาที่ใช่ด้วย

ถ้าจิตใจคือคุณค่า หน้าตาก็คือราคา โดยปกติแล้วคนที่รวย เพอร์เฟคนั้นคนก็ย่อมมาจีบเยอะ คู่แข่งเพียบเล่นตัวจีบยาก หุ้นก็เช่นกัน ของดีๆราคาก็จะสูง ก็ลองหาจังหว่ะและโอกาสในการซื้อหุ้นดูก็ได้ เช่น

  • ตอนที่เขาไม่ได้แต่งหน้า (คนยังไม่สนใจจีบ เป็นหุ้นคุณค่าดีๆที่ไม่มีใครรู้จัก)
  • ตอนที่เขากำลังท้อแท้โดนทิ้ง (ธุรกิจพื้นฐานดี แต่กำลังเจอช่วงที่ไม่ดีหรือมีข่าวไม่ดี)

ถ้าเราไม่อยากรอเวลาก็เดินหน้าจีบเลย ทยอยจีบเดือนละครั้ง น้ำซึมบ่อทราย เดี๋ยวเขาก็มีใจให้เอง

เห็นไหมว่าการเลือกแฟนนั้นไม่ยากอย่างไร การเลือกหุ้นก็ไม่อย่างนั้น ก็ดูพื้นฐานเขาดีๆ ทำอะไร มีเงินไหม ความคิดเป็นอย่างไร เวลาที่ใช่ตอนไหนที่ควรจีบ แน่นอนว่าหากคุณใช้หลักการเดียวกันนี้แม้คุณจะจีบแฟนตามสเปคไม่ติดแต่คุณได้ซื้อหุ้นดีๆแน่นอน ฮ่าๆ

GDP คืออะไร? เกิดขึ้นได้อย่างไร? สำคัญอะไรกับนักลงทุน?

ถ้าพูดถึง “GDP” พวกเราคงคุ้นหูกันนะครับ เพราะเมื่อพูดถึงข่าวเศรษฐกิจต่างๆ ก็มักจะมีคำนี้หลุดออกมาเป็นประจำ “GDP” หรือ Gross Domestic Product หรือ “ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ” ลองมาดูกันครับว่า GDP  คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และสำคัญอะไรกับนักลงทุน

GDP หมายถึง มูลค่าตลาดของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตในประเทศในช่วงเวลาหนึ่งๆ ซึ่งส่วนใหญ่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ BOT จะประมาณการล่วงหน้า และจะทยอยประกาศออกมาให้ประชาชนทั่วไปทราบเป็นรายไตรมาส สามารถเขียนเป็นสมการได้ดังนี้ Y = C + I + G + (X – M) แต่ละตัวมีความหมายคือ

C = Consumption หรือการบริโภคของบริษัทและประชาชนทั่วไป โดยดัชนี CPI หรือ Consumer Price Index เป็นตัวชี้วัดประกอบด้วย

I = Investment หรือการลงทุนจากภาคเอกชนในการทำกิจกรรมต่างๆในระบบเศรษฐกิจ เช่น การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมการเษตร เป็นต้น โดยมีดัชนี MPI หรือ Manufacturing Production Index เป็นตัวชี้วัด

G = Government Spending หรือค่าใช้จ่ายของรัฐบาล/การลงทุนภาครัฐ เช่น การดำเนินนโยบายต่างๆทางด้านคมนาคม เงินเดือนของข้าราชการ แต่ไม่รวมสวัสดิการสังคมนะครับ

X – M = Export ลบด้วย Import คือจะต้องตัวเลขการส่งออกลบด้วยการนำเข้าถึงจะเห็นอัตราการบริโภคสุดท้ายที่แท้จริง

GDP มีการเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ระบบเศรษฐกิจต้องมีการหมุนเเวียนของรายได้และรายจ่ายของภาคครัวเรือน, ภาคธุรกิจ, ภาครัฐทั้งในประเทศและต่างประเทศซึ่งหมายความถึงการที่ประชาชนมีงานทำมีรายได้นำมาใช้จ่ายในตลาดสินค้าและบริการ, จ่ายภาษีให้ภาครัฐ, หากมีเงินเหลือก็ออมในสถาบันการเงินหรือลงทุนในธุรกิจ,ตลาดหลักทรัพย์, ซื้อหุ้นและกองทุนต่างๆ ภาคธุรกิจมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการโดยการนำเงินลงทุนจากสถาบันการเงินมาผลิตสินค้าและบริการ จ่ายดอกเบี้ย จ่ายค่าแรงจ่ายตลาดปัจจัยการผลิต อีกทั้งจ่ายภาษีรายได้/มูลค่าเพิ่มให้แก่ภาครัฐ ขณะที่ภาครัฐมีรายได้จากภาษีต่างๆ รัฐจะนำมาใช้จ่ายในการสร้างสาธารณูปโภค, การสนับสนุนการส่งเสริมการควบคุมให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจทำการสร้างรายได้เป็น “รายได้ประชาชาติ” และสามารถวัดเป็น “ผลผลิตมวลรวมของประชาชาติ” หรือกล่าวง่ายๆว่า GDP Gross Domestic Product ซึ่งเป็นตัวเลขที่รวบรวมมาจากผลผลิตของภาคครัวเรือน ภาครัฐและภาคธุรกิจทั้งประเทศ แน่นอนมันเป็นการวัดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆด้วย

GDP สำคัญต่อนักลงทุนอย่างไร?

เมื่อตัวเลข GDP Gross Domestic Product ติดลบ เป็นการบ่งบอกถึงภาวะเศรษฐกิจของประเทศนั้นหยุดชะงัก ชะลอตัว หรือไม่เป็นไปตามที่ธนาคารกลางประมาณการ นั้นอาจหมายรวมถึงการจ้างงานอาจจะต่ำกว่าคาด การลงทุนภาคอุตสาหกรรมลดลง แม้กระทั่งการบริโภคของประชาชนลดลง ตัวเลข GDP ที่ติดลบนี้ จะทำให้นักลงทุนเกิดการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินไปลงทุนในตลาดหรือระบบเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพมากกว่า สิ่งที่ตามมาเมื่อระบบเศรษฐกิจขาดสภาพคล่องทำให้รัฐจะต้องนำงบประมาณส่วนหนึ่งมาพยุงเศรษฐกิจเอาไว้ ทำให้ตราชั่งงบประมาณเกิดโน้มเอียงไปทางหนึ่ง เช่น ภาคเกษตรตกต่ำ รัฐต้องเข้าไปแทรกแซงราคาเพื่อให้ภาคเกษตรอยู่รอด แต่ภาคการผลิตต้องมีกำไรจากการขายลดลงเนื่องจากเกิดการควบคุมราคาจากภาครัฐ จากกำไรที่ภาคเอกชนเคยได้ที่ลดลง ส่งผลให้ต้องมีการลดการผลิตลงตามผลตอบแทนที่ได้รับ โดยการลดการจ้างงาน จนทำให้เกิดการว่างงานในระบบ เมื่อมีการว่างงานเกิดขึ้น ประชาชนก็จะลดการใช้จ่ายในการบริโภค เป็นต้น แต่หาก GDP เป็นบวกหรือเท่ากับประมาณการเอาไว้ แน่นอนเศรษฐกิจจะดึงดูดเม็ดเงินของนักลงทุนเข้ามาเพิ่มแต่เช่นกัน ก็ต้องระวังเรื่องของอัตราเงินเฟ้อด้วย เพราะจะทำให้ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น เมื่อสินค้าแพงประชาชนก็จะระวังในการจ่าย เช่นกัน

หวังว่าเพื่อนๆนักลงทุนคงได้ประโยชน์จากบทความนี้นะครับ   🙂 

7 เรื่องในสัญญาคอนโดที่คุณต้อง”รู้” ก่อนจรดปากกาเซ็นซื้อ

การสร้างคอนโดต่างจากบ้านจัดสรรตรงที่มูลค่าโครงการเป็นหลักพันล้านบาท ผู้พัฒนาโครงการต้องขอสินเชื่อวงเงินสูงจากธนาคารจึงมักเปิดขายก่อนสร้างหรือที่เรียกกันว่า “พรีเซลล์(Pre-Sales)” เพื่อดูว่าลูกค้าให้การตอบรับโครงการใหม่ดีหรือไม่จากยอดจองคอนโด หากตอบรับดีก็ขออนุญาตก่อสร้าง (EIA) แล้วค่อยลงมือก่อสร้างในลำดับถัดไป แต่หากตอบรับไม่ดีก็อาจจะยกเลิกโครงการไปเลย   

การขายก่อนสร้างทำให้ลูกค้ายังไม่ได้เห็นของจริง

มีโอกาสที่ลูกค้ากับผู้พัฒนาโครงการเข้าใจไม่ตรงกันได้ 

แม้ว่าในสัญญาซื้อขายผู้พัฒนาโครงการระบุไว้ค่อนข้างละเอียดก็ตาม แต่ก็เป็นภาษากฎหมายซึ่งคนทั่วไปอ่านแล้วรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ไม่อยากอ่านบ้างก็มี อย่างไรก็ตามผมขอแนะนำให้พยายามอ่านและทำความเข้าใจสัญญาให้ได้มากที่สุดนะครับ เพราะมีผลผูกผันไปในอนาคตด้วยจำนวนเงินเป็นหลักล้านบาท

เบื้องต้นผมอยากแนะนำ

7 เรื่องในสัญญาคอนโดที่คุณต้องรู้ ก่อนจรดปากกาเซ็นซื้อ ดังนี้

1. ระยะเวลาก่อสร้างในสัญญา vs ระยะเวลาก่อสร้างจริง

หลายคนเข้าใจว่าในสัญญาระบุเดือนและปีที่สร้างเสร็จไว้ชัดเจนต้องสร้างเสร็จชัวร์ แต่ในโลกแห่งความจริงไม่เป็นเช่นนั้น หลายโครงการประสบปัญหาสร้างเสร็จล่าช้าออกไปหรือบางโครงการไม่สร้างเลยก็มี เจอเหตุการณ์อย่างนี้ก็เรียกค่าปรับหรือฟ้องร้องกันไป

2. ขนาดพื้นที่ระบุในสัญญา vs ขนาดพื้นที่จริง

หลายคนเข้าใจว่าในสัญญาระบุขนาดพื้นที่ใช้สอยไว้ชัดเจนได้ตามนี้ชัวร์ แต่จากประสบการณ์ลงทุนคอนโดของผมไม่เคยตรงเลย บางห้องได้พื้นที่ลดลงบางห้องได้พื้นที่เพิ่มขึ้น เจอเหตุการณ์อย่างนี้โครงการจะคืนเงินในกรณีพื้นที่ลดลง และเรียกเก็บเงินเพิ่มในกรณีพื้นที่เพิ่มขึ้น เช่น ในสัญญาระบุพื้นที่ไว้ 30 ตารางเมตร และซื้อมาในราคาตรมละ 100,000 บาท หากพื้นที่จริง 31 ตารางเมตรก็ต้องเตรียมเงินจ่ายเพิ่ม 100,000 บาทเลยครับ

3. เลขที่ห้อง vs บ้านเลขที่

หลายคนเข้าใจว่าในสัญญาระบุเลขที่ห้องเอาไว้ พอสร้างเสร็จหลังโอนจะได้บ้านเลขที่ตามนี้ แต่ของจริงบ้านเลขที่ไม่เคยตรงกับเลขที่ห้องในสัญญา ดังนั้นไม่ต้องซีเรียสกับเลขที่ห้องเลยครับ ใช้แค่ชั่วคราวตอนที่ตึกยังสร้างไม่เสร็จ ยังไปทำเรื่องขอบ้านเลขที่ไม่ได้เท่านั้นเอง

4. อัตราค่าส่วนกลางจากโครงการกำหนด vs อัตราค่าส่วนกลางจากนิติบุคคล

หลายคนเข้าใจว่าในสัญญาระบุค่าส่วนกลางไว้พอสร้างเสร็จหลังโอนจะถูกคิดค่าส่วนกลางในอัตรานั้นไปตลอด แต่ของจริงค่าส่วนกลางที่นิติบุคคลกำหนดมักจะแพงขึ้นเนื่องมาจากหลายสาเหตุ เช่น เจ้าของร่วมบางห้องไม่ยอมชำระ คอนโดใช้ไปนานๆก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซม และค่าแรงรปภ แม่บ้าน คนสวนก็ต้องปรับเพิ่มตามค่าจ้างขั้นต่ำและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นด้วย

5. ราคาซื้อขาย vs ราคาประเมิน

หลายคนเข้าใจว่าในสัญญาระบุราคาซื้อขายไว้พอสร้างเสร็จก็ใช้ราคาตัวนี้เป็นราคาประเมินในการคิดค่าธรรมเนียมต่างๆในการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดจากโครงการมาเป็นของเรา แต่ในความเป็นจริงราคาซื้อขายกับราคาประเมินไม่จำเป็นต้องเท่ากัน ราคาประเมินขึ้นอยู่กับทางราชการเป็นคนกำหนดซึ่งการคิดค่าธรรมเนียมต่างๆจะใช้ควบคู่ทั้งราคาซื้อขายและราคาประเมินว่าตัวไหนที่มีค่าสูงกว่า

6. ประกันอัคคีภัย vs ประกันสินเชื่อบ้าน (MRTA)

หลายคนเข้าใจว่าจำเป็นต้องซื้อทั้งประกันอัคคีภัยและประกันสินเชื่อบ้านเพราะเจ้าหน้าที่สินเชื่อของธนาคารบอกว่าถึงจะกู้ได้ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ในความเป็นจริงประกันอัคคีภัยเท่านั้นที่เป็นภาคบังคับจำเป็นต้องซื้อ ส่วนประกันสินเชื่อบ้านเป็นภาคสมัครใจ ซึ่งมักจะได้รับส่วนลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมเล็กน้อย ถ้าซื้อพ่วงไปด้วย

7. ดอกเบี้ย MLR vs ดอกเบี้ย MRR / MHR

หลายคนไม่รู้ความแตกต่างของดอกเบี้ย MLR MRR MHR เลยเข้าใจเองว่าธนาคารที่เสนอดอกเบี้ยตามด้วยลบเยอะๆถูกกว่า เช่นเข้าใจว่าธนาคาร ก เสนอ MRR – 3% ถูกกว่าธนาคาร ข เสนอ MLR – 2% แต่ลืมดูหมายเหตุตัวเล็กๆด้านล่างว่าธนาคาร ก คิด MRR = 10% แต่ธนาคาร ข คิด MLR = 7%  ดังนั้นควรเปรียบเทียบดอกเบี้ยธนาคารโดยคิดออกมาเป็นตัวเลขที่แท้จริงดูว่าธนาคารไหนให้ดอกเบี้ยถูกสุดในวงเงินที่เราต้องการ ซึ่งปกติก็คิดเทียบแค่ระยะเวลา 3 ปีแรกหลังจากนั้นก็รีไฟแนนซ์เอาครับ

ทำไมต้องซื้อ RMF ก่อน LTF และ RMF แบบไหนน่าลงทุน

สวัสดีครับ ในช่วงเวลาใกล้สิ้นปีแบบนี้ ผมเริ่มเห็นนักลงทุนมีการทยอยซื้อ LTF/RMF กันมากขึ้นและคนส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกซื้อ LTF ก่อน RMF เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้ามองในมุมของการวางแผนทางการเงินที่ดีแล้วไซร้ การเลือกลงทุนด้วย RMF ที่เป็นเครื่องมือในการวางแผนเกษียณนั้น น่าจะเป็นตัวเลือกที่มาก่อน

ดังนั้นวันนี้ครับ ผมหมอนัทแห่งคลินิกกองทุนจะมา เล่าให้ฟังถึงวิธีคิด และวิธีซื้อกองทุน LTF/RMF อย่างถูกต้องให้ฟังกันครับ

ก่อนอื่นผมขอเกริ่นสักเล็กน้อยว่า จริง ๆ แล้ว เราจะต้องมีเงินเพื่อที่เกษียณอายุ และอยู่ได้อย่างสบายใจนั้น ต้องมีเงินอยู่ที่เท่าไหร่ และต้องเก็บเงินกันจริง ๆ เท่าไหร่ รวมถึงเงินเก็บที่เราโดนหักจากเงินเดือนไปนั้น เพียงพอหรือไม่ครับ เรามาดูไปพร้อม ๆ กันเลยนะครับ

ก่อนอื่นเรามาดูเงินเกษียณกันก่อนว่า เราต้องเท่าไหร่จึงจะพอใช้ยามเกษียณกันครับ

จากงานวิจัยของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่องเป้าหมายเงินก้อนขั้นต่ำสำหรับการเกษียณอายุอย่างพอเพียง (โดย ผศ.ดร.อนิรุต พิเสฏฐศลาศัย และ ดร.รุ่งเกียรติ รัตนบานชื่น อาจารย์ประจำภาควิชาการธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) นั้นได้ระบุว่า เงินขั้นต่ำที่น่าจะเพียงพอต่อการใช้ชีวิตหลังเกษียณตอนอายุ 60 นั้นไม่เยอะครับ ประมาณ 2-3 ล้านบาทเท่านั้น ทำให้มีเงินใช้หลังเกษียณไป 25 ปี และนำเงินมาทยอยใช้เดือนละประมาณ 15,000 บาท (โดยสมมติว่าหลังเกษียณเก็บเงินไว้ในตราสารหนี้ ผลตอบแทนปีละ 4%)

ทั้งนี้เพราะหลายปัจจัยเช่น เป็นการเก็บตัวเลขจากคนหมู่มาก มีทั้งคนที่อยู่ต่างจังหวัดด้วย และ ค่าใช้จ่ายด้านรักษาพยาบาลที่ใช้เป็นสมมติฐานนั้น มากจากมีการสวัสดิการบัตรทอง และรวมถึงการประเมินมูลค่าเงินตามเวลาที่ใช้อัตราการเสียชีวิตเข้ามาคำนวณด้วย เลยทำให้ตัวเลขออกมาไม่สูงนัก

แต่นี้แค่เป็นเงินที่จะทำให้เราอยู่ได้แบบ พออยู่ได้ แต่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีหรือไม่นั้นก็ขึ้นกับ ลักษณะการใช้ชีวิตของแต่ละคนครับ

แต่ถ้าจะอยู่แบบสบายขึ้นมาหน่อยละก็ ผมคิดว่าน่าจะต้องมีเงินอยู่ประมาณ 6 ล้านครับ ทำให้มีเงินใช้หลังเกษียณไป 25 ปี และนำเงินมาทยอยใช้เดือนละประมาณ 30,000 บาท (โดยสมมติว่าหลังเกษียณเก็บเงินไว้ในตราสารหนี้ ผลตอบแทนปีละ 4%)

ส่วนท่านไหนที่อยาก กินหรู อยู่สบาย ผมคิดว่าอย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีเงินประมาณ 10 ล้านครับ ทำให้มีเงินใช้หลังเกษียณไป 25 ปี และนำเงินมาทยอยใช้เดือนละประมาณ 50,000 บาท (โดยสมมติว่าหลังเกษียณเก็บเงินไว้ในตราสารหนี้ ผลตอบแทนปีละ 4%)

แต่อย่าลืมนะครับ ว่ามีเงินเฟ้อเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เงิน 50,000 บาทในวันหน้า อาจจะมีค่าไม่มากอย่างที่คิดก็ได้นะครับ ถ้าใช้ชีวิตในเมือง และเราต้องกินอาหารจานละ 300-500 บาท

เห็นไหมครับ ว่าเงินก้อนเกษียณนั้น ถือว่าต้องมีมากพอสมควรเลย ดังนั้นถ้าเราไม่รีบวางแผนเกษียณละก็ เก็บเงินไม่ทันจริง ๆ นะครับ

และแถมจะยังไปเป็นภาระต่อลูกหลาน เพราะว่าท่านทราบหรือไม่ว่า ปัจจุบันนั้น รายได้หลังการเกษียณของคนทั่วไปนั้น มาจาก เงินของบุตรหลานถึง 80% เรียกได้ว่า หวังเพิ่งลูกหลานกันอย่างเดียว ซึ่งจะทำให้ บุตรหลานของเราต้องแบกภาระเพิ่มอย่างมาก บางครั้งเงินเกษียณของลูกหลานเองก็อาจจะไม่เพียงพอไปด้วย หรือ จนลงเรื่อย ๆ ทุกรุ่นนั่นเอง แถมรัฐบาลก็ต้องมาดูแล เสียงบประมาณเป็นล้าน ๆ อีกด้วย

ดังนั้นถ้าเราไม่วางแแผนการเก็บเงินเกษียณนั้น เป็นภาระของชาติ และคนรุ่นหลังอย่างมาก ถ้าอยากช่วยชาติละก็ แค่เตรียมเงินเกษียณให้เพียงพอ แค่นี้ก็ช่วยได้เยอะแล้วละครับ

ส่วนจะเก็บเงินอย่างไรให้มีเงินพอใช้นั้นก็ไม่ยากครับ ถ้าต้องเก็บเงิน 3 ล้านบาท เราก็แค่เก็บเงินจากเงินที่ได้เพียงแค่ 10% ของเงินเดือน ขั้นต่ำอยู่ที่ 15,000 บาทเท่านั้นเองครับ หรือ 1,500 บาท ทั้งนี้เงินก้อนนี้ต้องเก็บนอกเหนือจากเงินที่หักประกันสังคม ไปแล้วนะครับ และต้องนำไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนประมาณ 6% ด้วยครับ จึงจะบรรลุเป้าหมายได้ครับ แต่ถ้าคนที่อายุใกล้จะเกษียณแล้ว ก็คงต้องเก็บมากขึ้น

แต่ถ้าอยากได้มากกว่านี้ละก็ ไม่ยากเลย เนื่องจากเดี๋ยวนี้มีโปรแกรมคำนวณทางการเงินแบบให้ใช้ฟรี ๆ อยู่เยอะมาก ซึ่งใครที่อยากเริ่มเก็บเงินเกษียณก็ลองเข้ามาคิดเงินเกษียณของตนเองได้ที่นี่ครับ http://k-expert.askkbank.com/DIYTools/Pages/K-ExpertRetirement.aspx หรือ http://www.kasikornasset.com/TH/Calculators/Pages/Calculators.aspx

คราวนี้จะได้รู้สักทีครับ ว่าจะต้องเก็บเงินต่อเดือนกันเท่าไหร่กันแน่ และต้องหาผลตอบแทนต่อเดือนเท่าไหร่ จึงบรรลุเป้าหมายได้ครับ

เมื่อเรารู้เงินที่ต้องเก็บต่อเดือนเป็นที่เรียบร้อย คราวนี้เราก็มาเลือกเครื่องมือในการลงทุนเพื่อการเกษียณกัน แน่นอนว่าต้องเป็น กองทุน RMF แน่ ๆ ครับ ทั้งนี้ที่เป็นกองทุน RMF ก็เพราะว่า กองทุน RMF นั้น นอกจากจะช่วยลดภาษีของเราได้แล้ว ก็ยังมีกองทุนให้เลือกหลากหลายความเสี่ยง เลือกได้ตามความชอบ เรียกได้ว่า เสี่ยงต่ำสุด ๆ ไปจนเสี่ยงสูงมากก็มี ซึ่งไม่ได้มีแต่กองทุนที่มีความเสี่ยงสูงเหมือนกับ LTF ที่ต้องมีสัดส่วนหุ้นอยู่ไม่ต่ำกกว่าร้อยละ 65 ของกองทุน นั่นทำให้กองทุน LTF สามารถปรับความเสี่ยงให้ลดลงได้ยากและจำกัดครับ

ยังไม่พอครับ RMF นั้นมีกองทุนที่ไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศก็ได้อีกด้วย ซึ่งด้วยความหลากหลายนี่แหละครับ ที่สามารถนำมาจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อการเกษียณได้อย่างดี หรือ/และ ช่วยเพิ่มผลตอบแทนได้ตามใจชอบ กองทุนที่น่าสนใจก็ เช่น

  • กองทุน RMF ที่เป็นกองทุนต่างประเทศ เช่น โซนยุโรป และ Healthcare
  • กองทุน RMF หุ้นและหุ้นขนาดเล็ก
  • กองทุน RMF ตราสารหนี้
  • กองทุน RMF แบบ Flexible Fund ที่มีการปรับสัดส่วนตราสารหนี้ และหุ้น ให้นักลงทุนอยู่ตลอดเวลา
  • กองทุน RMF แบบ Asset Allocation ที่มีการปรับสัดส่วนไปยังสินทรัพย์อื่นๆ ได้อย่างอิสระ ซึ่งจะช่วยให้ความเสี่ยงไม่สูงมากเกินไป

กูมูสต้าอาเซียน : ทักทายกองทุนอาเซียนกับ K-AEC

สวัสดีครับบบบบ เซลามัทปากิ (อินโดนีเซีย) ซาลามัด ดาตัง (มาเลเซีย) กูมูสต้า (ฟิลิปปินส์) ซินจ่าว (เวียดนาม) ครั้งนี้ DaddyTrader ขอกล่าวทักทายผู้อ่านพร้อมกันทีเดียว 5 ภาษาเลยครับ เพราะในบทความนี้ผมจะมารีวิว กองทุนจากบลจ. กสิกรไทย ที่มีชื่อย่อว่า K-AEC ที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้นกระจายไปยัง 5 ประเทศหลัก ๆ ที่เป็นสมาชิกในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย

กองทุน K-AEC จะเสนอขายครั้งแรกวันที่ 15-19 กุมภาพันธ์ 2559 นี้แล้วครับ ซึ่งรายละเอียดจะเป็นอย่างไร มีจุดเด่นอย่างไร และทำไมผมถึงคิดว่ากองทุนนี้น่าสนใจ เรามาอ่านต่อกันเลยครับ

K-AEC คืออะไร ?

จากที่ผมอ่านข้อมูลในหนังสือชี้ชวน โดยสรุป กองทุน K-AEC เป็นกองทุนที่จะไปลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีนโยบายที่จะกระจายการลงทุนในหุ้นหลาย ๆ ประเทศที่อยู่ในกลุ่มภูมิภาคอาเซียน (ASEAN)

ส่วนแนวทางของกองทุน K-AEC จะลงทุนในหุ้นที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง หรือหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจในกลุ่ม ASEAN ของประเทศหลัก ๆ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปินส์ และเวียดนาม

เมื่อดูจากนโยบายการลงทุนแล้วจะเห็นได้ว่า คนที่จะมาลงทุนกองทุน K-AEC ก็คือ คนที่ต้องการกระจายการลงทุนจากหุ้นไทยไปยังหุ้นต่างประเทศ โดยมีมุมมองในการสร้างผลตอบแทนจากโอกาสของการเติบโตของเศรษฐกิจ เนื่องจากการรวมตัวของชาติต่าง ๆ ในอาเซียน (ASEAN) เป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economics Community หรือ AEC)

ทำไมหุ้นในกลุ่มประเทศ ASEAN จึงน่าสนใจ ?

ผมสรุปประเด็นสำคัญ ๆ จากข้อมูลในหนังสือชี้ชวนและเอกสารนำเสนอกองทุน K-AEC  ได้ดังนี้ คือ

1. มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่

จากข้อมูลพบว่าเศรษฐกิจของ ASEAN รวมกันจะมีขนาด 2.47 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก รองจาก กลุ่ม EU  สหรัฐอเมริกา จีน และ ญี่ปุ่น การรวมตัวของประเทศกลุ่ม ASEAN จึงช่วยสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ และเพิ่มความสามารถทางการแข่งขัน รวมถึงเป็นตลาดที่สำคัญของโลกอีกด้วย

2. เศรษฐกิจมีศักยภาพในการเติบโตสูง

โดยข้อมูลอัตราการเจริญเติบโตของกลุ่มประเทศ ASEAN มีแนวโน้มการเติบโตสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเช่น สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น

นอกจากอัตราการเติบโตที่สูงแล้ว จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งที่สังเกตได้จากข้อมูล คือ อัตราการเติบโตค่อนข้างมีเสถียรภาพไม่หวือหวาขึ้นลงผันผวนอีกด้วย  

3. มีประชากรมากและมีโอกาสที่เศรษฐกิจจะเติบโตได้อีกมาก

โดย กลุ่ม ASEAN มีจำนวนประชากร กว่า 600 ล้านคน  คิดเป็นอันดับ 3 ของโลก ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจได้ ทั้งทางด้านแรงงานและการบริโภค

และ IMF ยังคาดว่าเศรษฐกิจกลุ่ม ASEAN จะเติบโตได้ 4.9%ในปี 2559 ในขณะที่คาดว่าเศรษฐกิจโลก จะเติบโตเพียง 3.9 % เป็นปัจจัยที่หนุนเศรษฐกิจในภูมิภาคที่สำคัญ

4. ผลตอบแทนสูงกว่า ความเสี่ยงต่ำกว่าลงทุนในหุ้นไทยเพียงอย่างเดียว

จากการศึกษาข้อมูล 10 ปี ย้อนหลัง (พ.ศ.2548-2557) พบว่าการลงทุนในดัชนีตลาดหุ้นของ 4 ประเทศ อาเซียนในสัดส่วนที่เท่ากัน (อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 16.48% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าการลงทุนในดัชนีตลาดหุ้นไทยอย่างเดียวที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 12.82% ต่อปี และมีความผันผวนเฉลี่ย 4 ประเทศ คิดเป็น18% ตํ่ากว่าเมือเทียบลงทุนในไทยเพียงประเทศเดียวที่มีความผันผวนถึง 21%

ลงทุนในหุ้นกลุ่มภูมิภาคเดียวกันจะกระจายความเสี่ยงจริงหรือ ?

เนื่องจากกองทุน K-AEC จะไปลงทุนในหุ้นที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน ประเทศก็อยู่ใกล้ๆ กัน แล้วแบบนี้จะถือว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงได้หรือเปล่า มีวิธีวัดง่ายๆ ครับ จากการวิเคราะห์ค่าความสัมพันธ์ของผลตอบแทน (Correlation) ซึ่งเวลาแปลความหมายจากค่าความสัมพันธ์ สามารถแปลความหมายได้ดังนี้ คือ

0.90 – 1.00 มีความสัมพันธ์กันสูงมาก
0.70 – 0.90 มีความสัมพันธ์สูง
0.50 – 0.70 มีความสัมพันธ์กันปานกลาง
0.30 – 0.50 มีความสัมพันธ์กันต่ำ
0.00 – 0.30 มีความสัมพันธ์กันต่ำมาก

จากข้อมูลในตารางข้างต้นพบว่า ผลตอบแทนจากตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศอาเซียนมีความสัมพันธ์ต่ำกับผลตอบแทนจากตลาดหุ้นไทย ดังนั้นจึงถือได้ว่าการลงทุนในกองทุน K-AEC เป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดี  

จุดที่น่าสนใจของกองทุน K-AEC

ต้องบอกว่ากองทุนที่ลงทุนในประเทศกลุ่ม ASEAN ในปัจจุบันมีอยู่หลายกองทุน แต่ข้อมูลที่ได้มาพบว่ากองทุน K-AEC นั้นมีจุดเด่นที่น่าสนใจ คือ กองทุน K-AEC จะใช้วิธีลงทุนในหุ้นด้วยตัวเองโดยตรง ไม่ได้เป็นกองทุนประเภทที่ลงทุนผ่านกองทุนแม่อีกทีนึง (Feeder Fund) จึงไม่เสียค่าใช้จ่ายสองต่อ ทำให้ค่าใช้จ่ายของกองทุนลดลง

นอกจากนั้นยังมีทำการบ้านล่วงหน้าก่อนออกกองทุน โดยให้ผู้จัดการกองทุนเริ่มศึกษาหุ้น และกิจการใน AEC ตั้งแต่ปี 2557 เข้าพบผู้บริหารกว่า 200 บริษัท เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับวิเคราะห์เลือกหุ้นเด็ดเข้าพอร์ท เป็นการสร้างความมั่นใจให้คนซื้อกองทุนอีกระดับนึง

ความเสี่ยงที่ต้องทำความเข้าใจ

ความเสี่ยงที่ควบคู่ไปกับการลงทุนในหุ้นคือความผันผวนของราคาหุ้นตามสภาวะตลาด แต่หากเป็นการลงทุนในหุ้นต่างประเทศไม่ว่ากองทุนใดก็ตาม ผมอยากให้ผู้ซื้อกองทุนทำความเข้าใจเพิ่มเติมไว้ก่อนว่าการไปซื้อหุ้นในต่างประเทศจะมีความเสี่ยงเพิ่มเติมได้แก่

1. ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนที่มีการเปลี่ยนแปลง อาจจะทำให้ผลตอบแทนของกองทุนสูงขึ้นหรือต่ำลงก็ได้ โดยกองทุน K-AEC นั้นจะมีนโยบายในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

2. ความเสี่ยงจากประเทศที่ไปลงทุน

เนื่องจากลักษณะทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง นโยบายทางการเงินการคลัง และกฏข้อบังคับต่างๆ ของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน และอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งจะทำให้เกิดผลก&

10 เรื่องที่ต้องทำ ก่อนจะถามว่า “กองทุนไหนดี?”

สวัสดีคร้าบ ทุกคน ผมหมอนัทประจำคลินิกองทุนแห่งนี้ กลับมาพบกับทุนคนอืกแล้ว ก่อนอื่นต้องขออภัยที่หายหน้า หายตาไปนานพอสมควร เนื่องจากติดภารกิจมากมายเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนหนังสือ งานที่ปรึกษา งานบรรยาย แต่รับรองว่าไม่ทิ้งผู้อ่าน Aommoney ไปไหนแน่นอนครับ 

ในช่วงนี้ ที่เป็นช่วงต้นปี ผมเข้าใจว่าหลาย ๆ ท่านคงอยากจะเริ่มต้นวางแผนการเงิน วางแผนการลงทุนกัน ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องดีมากเลยครับ เริ่มต้นวันนี้ดีกว่าพรุ่งนี้เสมอ 

แต่ว่าส่วนใหญ่แล้ว พออยากจะเริ่มลงทุนกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็จะคิดถึง “สินค้าทางการเงิน” ก่อนเลย เช่น จะส่งคำถามมาที่ Facebook fanpage คลินิกกองทุน มาอยู่เรื่อย ๆ ว่า 

ช่วงนี้ลงทุนกับกองทุนไหนดี” 

“กองทุนหุ้นที่ดีที่สุด คือกองทุนไหนดี”

“อยากเก็บเงินมาก ๆ มีกองทุนไหนที่น่าสนใจบ้าง” 

ซึ่งคำถามเหล่านี้นั้น ตอบไม่อยากครับ แต่ต้องใช้เวลาในการตอบนาน เนื่องจาก ผมเองก็ไม่ได้รู้ว่า “เบื้องหลัง” หรือว่า “พื้นฐานทางการเงิน” ของแต่ละคนนั้นเป็นอย่างไร การที่จะแนะนำให้เหมาะสมกับแต่ละคนเป็นราย ๆ ไปนั้นก็จะค่อนข้างยากมากครับ

ที่สำคัญอย่างยิ่งคือ แต่ละคนมี “เป้าหมายทางการเงินที่แตกต่างกัน” ดังนั้น จะให้ผมแนะนำเป็นตัวนั้น ตัวนี้ หรือ หากองทุนที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน คงเป็นไปได้ยากมากเลยครับ บางครั้ง ผมถึงกับต้องขออนุญาตแจกเบอร์ ให้โทรคุยกัน ให้คำปรึกษา เพราะว่าการอธิบายผ่านการส่งข้อความนั้น ยากมาก ไม่ทันใจ รวมถึงความเข้าใจบางอย่างอาจจะตกหล่นได้

(เดี๋ยวว่าจะมี Hot line ให้โทรปรึกษาได้……ผมคิดจริง ๆ นะครับ….)

ดังนั้น จึงเป็นที่มาของบทความในวันนี้ ที่จะชี้แนะให้คนที่กำลังมีคำถามเหล่านี้ในใจ เดินไปในทางที่ถูกต้องมากขึ้นครับ คือ ก่อนจะถามผมว่า “กองทุนไหนดี” มีสิ่งที่ควรจะตรวจสอบ หรือ หาข้อมูลก่อน คืออะไรบ้างมาดูกันนะครับ

1. มีเป้าหมายในการลงทุน

หลาย ๆ คนเข้ามาหาผมด้วยคำถามอยากเก็บเงิน มีกองทุนแนะนำไหม ซึ่งผมว่า มันเป็นการข้ามขั้นตอนไปหลายขั้นเลยทีเดียว หรือ อาจจะยังไม่เข้าใจกระบวนการในการเริ่มต้นวางแผนการเงิน การลงทุนนั่นเอง แต่ไม่เป็นไรครับ เราค่อย ๆ เรียนรู้กันได้

จึงเป็นที่มาในข้อแรกครับ คือ ต้องมีเป้าหมายในการลงทุนเสียก่อน เพราะว่า ถ้ามีเป้าหมายไม่ชัดเจนแล้ว จะทำให้เราเดินผิดทางได้ง่าย ๆ (หลงป่าไปเลยครับ) เมื่อเริ่มต้นไม่ถูก ที่สิ่งตามมาก็อาจจะผิดไปหมดได้

จำไว้เสมอว่า เป้าหมายการลงทุนของแต่ละคนจะไม่มีทางเหมือนกัน บางเป้าหมายสำคัญมาก บางเป้าหมายสำคัญน้อย และห้ามเอามาเปรียบเทียบกันนะครับ ดังนั้น ก่อนจะมาลงทุนได้นั้น เราเองก็ควรที่จะต้องวางแผนการเงินมาพอสมควรครับ ว่าเรามีเป้าหมายอะไรบ้างกี่อย่างที่ต้องบรรลุในอนาคตให้ได้ เริ่มคิดมันเสียตั้งแต่ตอนนี้เลย 

ตัวอย่างเป้าหมายการลงทุนของเราก็ได้แก่ (เรียงความสำคัญด้วยนะครับ)

1.เกษียณ

2.ซื้อบ้าน

3.ศึกษาต่อ (ใช้เงินตนเองแบบไม่ต้องหนีทุน

4.ซื้อรถ

5.ผ่อนเมืย (ค่าสินสอด….ยังต้องผ่อนอะ)

หากเราเรียงความสำคัญของเป้าหมายได้ จะทำให้เราวางแผนได้ดีขึ้นครับ อะไรที่สำคัญ เราคงต้องทำก่อน เพราะว่าไม่สำเร็จไม่ได้ เช่น เกษียณมีเงินไม่พอ ชีวิตเราก็ไม่สามารถอยู่ได้อย่างแน่นอน

ส่วนเป้าหมายที่ไม่ชัดเจน เช่น เก็บเงินไว้เฉย ๆ ไม่คิดว่าจะทำอะไร อาจจะทำให้เวลาเอาเงินก้อนนี้ไปลงทุนแล้ว ไม่ได้ประสิทธิภาพสูงสุด เพราะว่าไม่รู้ว่าเป้าหมายนี้สำคัญแค่ไหน ส่งให้การจัดพอร์ตลงทุนนั้น ไม่เหมาะกับความเสี่ยงของเงินที่จะลงทุนครับ เพราะว่าเป้าหมายที่สำคัญมาก ๆ เราอาจจะต้องลงทุนแบบเสี่ยงน้อยหน่อย (เมื่อไม่ได้พิจารณาเรื่องระยะเวลา) เห็นไหมครับว่า การวางเป้าหมาย และเรียงลำดับความสำคัญของเป้าหมายนั้น เป็นเรื่องที่ต้องคิดถึงเป็นอันดับแรกครับ

2. ระยะเวลาการลงทุน

เรื่องระยะเวลาการลงทุน เราจะต้องคิดเป็นอันดับที่ 2 เนื่องจากว่าจะเป็นตัวกำหนด แนวทางการลงทุนของเราครับ ว่าจะเป็นอย่างไร เช่น ถ้าเป้าหมายเกษียนที่มีระยะเวลาการลงทุนนาน ถึงจะสำคัญ แต่ก็อาจจะเสี่ยงได้มากหน่อย เนื่องจากมีระยะเวลาการลงทุนที่ค่อนข้างนานทำให้ความผันผวนเวลาที่เราลงทุนไปแล้วนั้นไม่สูงจนเกินไปครับ แต่ในทางกลับกัน หากเป็นเป้าหมายเกษียณ แต่มีระยะเวลาการลงทุนไม่นานเท่าไหร่ เราอาจะลงทุนแบบเน้นให้เงินต้นอยู่ครบ มากกว่าที่จะต้องเอาเงินที่หามาได้ในช่วงใกล้เกษียณไปเสี่ยงครับ หรือ ถ้าอยากเสี่ยงนิดหน่อย ก็คงต้องมีการจัดพอร์ตการลงทุนที่ดี และ รัดกุมมากขึ้นครับ

ดังนั้นผมจึงแนะนำว่าให้ำเริ่มลงทุนกับเป้าหมายที่สำคัญ และใช้เวลานานก็คือ เป้าหมายเกษียณก่อนครับ เนื่องจากจะช่วยให้เราไม่ต้องเจอกับความผันผวนมาก และยังช่วยให้ได้ผลตอบแทนที่ดี เงินที่เก็บในแต่ละเดือนก็ไม่ต้องสูงมาก ก็มีโอกาสบรรลุเป้าหมายได้นั่นเองครับ

“นอกจากเวลาจะช่วยเยียวยาหัวใจแล้ว เวลายังเป็นเพื่อนแท้ของนักลงทุนด้วย” (ฮิ้วววว)

3. รับความเสี่ยงได้ ต่ำ กลาง หรือว่า สูง

เรื่องความเสี่ยงที่รับได้ของแต่ละคนก็อย่าละเลยครับ เนื่องจากว่าแต่ละคนมีความสามารถในการรับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากันอย่างแน่นอนครับ เช่น บางคนรับขาดทุนได้ 10% บางคันรับได้ถึง 50% ครับ ทั้งนี้ก็ขึ้นกับหลายอย่างด้วย เช่น มีสินทรัพย์มากหรือว่าน้อย ,เงินที่ลงทุนนั้นมีภาระหรือไม่ (กู้มาลงทุน) ดังนั้นเราเองก็ควรที่จะตรวจสอบใจของตนเองก่อนนะครับว่ารับได้แค่ไหน

4. เข้าใจประเภทของกองทุน และสินทรัพย์การลงทุน

เนื่องจากกองทุนมีหลายแบบครับ ตั้งแต่กองทุนเสี่ยงต่ำ ๆ อย่างกองทุนตลาดเงิน กองทุนตราสารหนี้ ความเสี่ยงกลางก็เช่น กองทุนอสังหา ฯ, กองทุนผสม และกองทุนที่มีความเสี่ยงสูง เช่น กองทุนหุ้น กองทุนกลุ่มอุตสาหกรรม

100 บาทก็ซื้อกองทุนรวมได้นะจ๊ะ

อะไรนะ!! เริ่มต้นลงทุนด้วยเงิน 100 บาท

 

ภาคต่อจากครั้งที่แล้วเรื่อง "นักออมมือใหม่เริ่มต้นที่กองทุนรวม" (คลิกเพื่ออ่านบทความ) ทำให้เรารู้จักการลงทุน ความเสี่ยงและการทำแบบทดสอบความเสี่ยงกันไปแล้ว ในบททความนี้เราจะรู้ต่อไปอีกว่า…

  • กลยุทธ์การลงทุน
  • วิธีคำนวณผลตอบแทนการลงทุนในกองทุนรวม
  • การเปรียบเทียบผลตอบแทน

เราจะใช้ตัวอย่างจากกองทุนรวมที่มีอยู่จริง ความเสี่ยงระดับปานกลาง เพื่อจะได้รู้ว่าหากเก็บเงินในกองทุนรวมนี้เป็นเวลา 1 ปีจะได้รับผลตอบแทนเท่าไหร่ เพื่อเป็นแนวคิดในการลงทุนให้กับผู้ที่ต้องการนำเงินไปต่อยอดด้วยการลงทุนนะจ๊ะ

100 บาทก็ซื้อกองทุนรวมได้

 

เริ่มต้นจากไปหากองทุนที่เริ่มต้นด้วยเงิน 100 บาท

100 บาทก็ซื้อกองทุนรวมได้นะจ๊ะ

สัดส่วนในการลงทุน

 

100 บาทก็ซื้อกองทุนรวมได้นะจ๊ะ

 

จากภาพนี้จะเห็นว่ากองทุนรวมนี้นำเงินของเราไปลงทุนในตราสารหนี้และเงินสด/เงินฝาก เราสามารถอ่านรายละเอียดยิบย่อย (อ่านก่อนตัดสินใจลงทุน) ของการลงทุนได้จาก “หนังสือชี้ชวน” ที่ดาวน์โหลดได้ทางหน้าเว็บกองทุนรวม

 

100 บาทก็ซื้อกองทุนรวมได้นะจ๊ะ

 

มูลค่าหน่วยลงทุนตั้งแต่เปิดกองทุนในปี 2546 จะเห็นว่ามีความผันผวนขึ้นลงตลอดเวลา หากลงทุนในระยะสั้นอาจจะเมาคลื่นความผันผวนได้ การลงทุนระยะปานกลางถึงยาวจะส่งผลดีต่อการลงทุนมากกว่านะจ๊ะ

 

กลยุทธ์การลงทุน

 

กลยุทธ์การลงทุนนั้นทำให้เกิดผลตอบแทนแตกต่างกัน การเฉลี่ยซื้อทุกเดือนก็จะได้ผลตอบแทนที่แตกต่างจากการซื้อครั้งเดียวซึ่ง “ผลตอบแทนของการลงทุนในอดีตนั้นไม่ได้รับประกันถึงผลตอบแทนในอนาคต” ตัวอย่างนี้เป็นเพียงแนวทางในการคิดผลตอบแทนจากการลงทุนเท่านั้น

วิธีการลงทุน 2 วิธี คือ

 

 1. การเฉลี่ยซื้อรายเดือน DCA (Dollar Cost Average) เป็นวิธีลดความผันผวนในการลงทุนด้วยเงินลงทุนที่เท่ากันทุกเดือน เมื่อราคาหน่วยลงทุนมากขึ้น เราก็จะได้จำนวนที่น้อยลง แต่ถ้าราคาหน่วยลงทุนลดลง เราก็จะซื้อได้จำนวนที่มากขึ้น ต้นทุนซื้อของเราจะอยู่ที่ราคาเฉลี่ย

เงินซื้อกองทุนนี้มาจากเงินที่หยอดกระปุกออมสินทุกวัน เมื่อเปิดนับช่วงสิ้นเดือนแล้วก็นำไปเก็บไว้ในกองทุนรวม แต่ถ้าไม่ถนัดวิธีหยอดกระปุกออมสินก็อาจจะใช้วิธีตัดบัญชีอัตโนมัติหลังวันเงินเดือนออกมาออมไว้ในกองทุนรวมก็ได้นะจ๊ะ

 

100 บาทก็ซื้อกองทุนรวมได้นะจ๊ะ

 

2. การซื้อก้อนเดียว รวมเป็นเงินก้อนแล้วซื้อครั้งเดียว ซึ่งเงินนี้อาจจะมาจากเงินโบนัสหรือเงินพิเศษอื่นๆเป็นเงินก้อนโต หากเก็บไว้กับตัวก็อาจจะใช้หมดง่ายๆ ก็ต้องหาที่รักษามูลค่าของเงินให้เติบโต

 

100 บาทก็ซื้อกองทุนรวมได้นะจ๊ะ

 

การคำนวณผลตอบแทนการลงทุน

 

ผลตอบแทนจากกองทุนรวมมี 2 ส่วน คือ ส่วนต่างราคา (Capital gain) และเงินปันผล ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกกองทุนรวมที่มีการจ่ายเงินปันผลหรือไม่ แล้วถ้าต้องการผลตอบแทนที่แท้จริงควรหักเงินเฟ้อออกไปด้วยนะจ๊ะ

  • เลือกแบบไม่มีเงินปันผลก็คิดผลตอบแทนเฉพาะ “ส่วนต่างราคา” เพียงอย่างเดียว
  • เลือกแบบมีเงินปันผลนั้นจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10%
    • ถ้าฐานภาษีเราไม่เกิน 10% เราสามารถนำเงินส่วนนี้คืนมาได้
    • ถ้ามีฐานภาษีเกิน 10% ก็ไม่ต้องนำส่วนนี้ไปรวมด้วยเพราะจะทำให้มีเงินรายได้สูงขึ้น

 

100 บาทก็ซื้อกองทุนรวมได้นะจ๊ะ

 

การเปรียบเทียบผลตอบแทนรวม

 

100 บาทก็ซื้อกองทุนรวมได้นะจ๊ะ

 

เราจะเห็นว่าวิธีการลงทุนที่แตกต่างกันก็จะได้ผลตอบแทนรวมแตกต่างกันด้วย ดังนี้

  • ผลตอบแทนจากการซื้อทุกเดือน คือ 1.96%
    • ส่วนต่างราคา คือ [(1,204.58 – 1,200 ) / 1,200 ] x 100 = 0.38%
    • เงินปันผล คือ (18.8933 / 1,200) x 100 = 1.57%
  • ผลตอบแทนจากการซื้อครั้งเดียว คือ 3.61%

การซื้อครั้งเดียวนั้นเราจะได้รับเงินปันผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยและมีราคาต้นทุนราคาเดียว ในขณะที่การทยอยซื้อกองทุนรวมทุกเดือนด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน เป็นการลดความผันผวนของหน่วยลงทุนในระยะยาว มีต้นทุนที่ราคาเฉลี่ย รวมทั้งมีหน่วยลงทุนและมูลค่าพอร์ตการลงทุนที่มากกว่าการซื้อครั้งเดียว ดังนั้น เมื่อเราเห็นผลตอบแทนจากการลงทุนแล้วยึดตรงนั้นเลยก็ไม่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับวิธีที่เราใช้ลงทุนด้วย

 

โปรแกรมคำนวณผลตอบแทน DCA กองทุนรวม

 

ตอนนี้เราก็รู้วิธีการคำนวณผลตอบแทนแล้วว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ถ้าจะให้มานั่งดีดลูกคิดเองแบบนี้กับกองทุนสัก 5 กองนี่อาจจะมือหงิกแน่ๆ เรามีเครื่องช่วยคำนวณนะจ๊ะ ซึ่งผลตอบแทนนั้นขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของการซื้อกองทุนรวมนะจ๊ะ

เราจะใช้ตัวอย่างเดิมแล้วเข้าแบบจำลองการทำ DCA กองทุนรวม มาดูกันว่าจะได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ แอดมินใช้โปรแกรมการคำนวณจากลิงค์นี้นะจ๊ะ สมัครใช้ฟรี https://www.wealthmagik.com/TradingLogic/DCASimulator.aspx

 

100 บาทก็ซื้อกองทุนรวมได้นะจ๊ะ

100 บาทก็ซื้อกองทุนรวมได้นะจ๊ะ

100 บาทก็ซื้อกองทุนรวมได้นะจ๊ะ

 

จากโปรแกรมนี้เราจะเห็นว่าถ้าเราซื้อกองทุนรวมทุกต้นเดือน ระยะเวลา 1 ปีเราจะได้ทั้งส่วนต่างราคากับเงินปันผลที่ 1.96% (ตรงกับที่คำนวนเองในตารางข้างบน) ซึ่งผลตอบแทนดีกว่าการฝากออมทรัพย์มากๆ

 

อยากเริ่มต้นลงทุนกองทุนรวมจะต้องทำอย่างไร?

มีหลายคนสงสัยและสอบถามเข้ามามากมายว่าเริ่มต้นยากไหม จะต้องทำอย่างไร ถ้ารอแอดมินตอบกลับอาจจะไม่ทันใจ จึงรวบรวมวิธีการเริ่มต้นและสิ่งที่ควรรู้ทั้งหมดไว้ที่อัลบั้มภาพ 3 ขั้นตอน "เริ่มต้นการลงทุน" ฉบับนักออมมือใหม่ ที่ลิงค์นี้นะจ๊ะ https://www.facebook.com/pg/miracleofsaving/photos/?tab=album&album_id=1354755671228713

สรุปว่า…

เราจะเห็นแล้วว่าแม้เงินลงทุนหลักร้อยก็สามารถเริ่มลงทุนได้ ซึ่งผลตอบแทนนั้นก็จะขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ รวมถึงวิธีการลงทุนของเราด้วยว่าซื้อรายเดือนหรือซื้อครั้งเดียว ควรเริ่มต้นที่ความเสี่ยงต่ำๆก่อน เช่น กองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมตราสารห&#xE19

นักออมมือใหม่เริ่มต้นลงทุนที่ “กองทุนรวม”

สวัสดีนะจ๊ะ นักออมเงินมือใหม่ทุกท่าน หลังจากที่เราเริ่มออมเงินใส่กระปุกออมสินกันไปได้สักพักก็มีแฟนเพจหลายท่านส่งคำถามมาใน Inbox ของเพจอภินิหารเงินออมว่าจะนำเงินในกระปุกออมสินไปเก็บไว้ที่ไหนดี

คำถามส่วนใหญ่ : แอดมินคะ….

  •         มีเงินหลักหมื่นลงทุนกองทุนรวมได้ไหมครับ
  •         เอาเงินไปซื้อหุ้น XXX ดีไหม แต่หนูยังไม่เคยลงทุนอะไรมาเลยคะ
  •         แนะนำให้ลูกเริ่มลงทุนกองทุนรวม แต่ตัวเองยังไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่ ช่วยแนะนำหน่อยนะคะ
  •         เพิ่มเริ่มลงทุนค่ะ เพื่อนแนะนำให้ไปซื้อขาย Forex (เทรดค่าเงิน) แอดมินว่ามันดีไหมคะ
  •         มีเว็บไซด์ต่างประเทศเว็บหนึ่งให้ดอกเบี้ยดี ลงทุนผ่านเน็ต แอดช่วยดูหน่อยซิคะว่าเสี่ยงไหม?

บางคนไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง ในขณะที่หลายคนเพิ่งเริ่มต้นแต่กำลังคิดที่จะไปเข้าหาความเสี่ยงที่สูงปรี๊ดจี๊ดใจสุดๆ ส่วนเว็บที่ส่งลิงค์มาให้ดูก็รู้เลยว่าไปลงทุนแล้วเงินหายวับไปแน่นอน

จากคำถามก็กลายมาเป็นบทความนี้ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่เริ่มต้นนำเงินออมไปต่อยอดด้วยการลงทุนอย่างง่าย แอดมินเห็นว่าการลงทุนใน “กองทุนรวม” น่าจะตอบโจทย์คนที่เริ่มลงทุนได้เป็นอย่างดี สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่ากองทุนรวมคืออะไร อ่านได้ที่บทความ การเล่นแชร์และกองทุนรวมคล้ายกันอย่างไร คลิกที่นี่

ทำไมควรเริ่มต้นลงทุนที่กองทุนรวม?

นักออมมือใหม่เริ่มต้นลงทุนที่ "กองทุนรวม"

จุดเด่นได้โล่ของกองทุน คือ…

ใช้เงินน้อย เหมาะสำหรับนักออมเงินมือใหม่หรือผู้ที่ไม่เคยลงทุน สามารถเริ่มต้นด้วยเงินน้อยๆเพื่อเป็นการทดลองและสร้างความคุ้นเคยกับการลงทุน บางกองทุนใช้เงินเริ่มต้นที่ 100 บาท ขณะที่บางกองทุนมีเงิน  1 บาทก็ซื้อกองทุนได้ #จริงดิ!!

ประหยัดเวลา หลายคนมีงานยุ่งจนไม่มีเวลาหาข้อมูลเรื่องการลงทุน ไม่มีเวลาติดตามข่าวสารเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ ( เอ๊ะ!! แต่ทำไมมีเวลาติดตามข่าวดารา ^^) ก็ใช้กองทุนรวมเป็นที่เรียนลัดเรื่องการลงทุนได้ #ลอกการบ้านกองทุนรวมมาสร้างพอร์ตตัวเองก็ได้ ^^!

สะดวกในการซื้อขาย กองทุนรวมมีสภาพคล่องทำให้เราจะซื้อหรือขายที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ในระบบออนไลน์ #ทุกที่ที่อินเตอร์เน็ตทะลุไปถึงได้

กระจายความเสี่ยง เพราะกองทุนรวมมีระดับความเสี่ยงและผลตอบแทนให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำ ปานกลางและสูง

มีคนเก่งช่วยดูแล เพราะมีผู้จัดการกองทุนที่มีความรู้เรื่องการลงทุนอย่างทะลุปรุโปร่ง มีความสามารถ รู้ลึก รู้จริงมาช่วยดูแลเงินให้เรา เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุดในระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนยอมรับได้

รู้จักประเภทการลงทุนและความเสี่ยง

นักออมมือใหม่เริ่มต้นลงทุนที่ "กองทุนรวม"

เมื่อลงทุนก็ต้องรู้ว่าเรากำลังนำเงินไปเสี่ยงและเสียวกับอะไรบ้าง จากภาพนี้จะเรียงลำดับ (ซ้ายไปขวา) ความเสี่ยงต่ำและผลตอบแทนต่ำ (สีเขียว) ไปยังความเสี่ยงสูงและผลตอบแทนสูง (สีแดง) แต่ถ้ามีคนมาชักชวนไปลงทุนแล้วบอกว่าการลงทุนนี้ความเสี่ยงต่ำและให้ผลตอบแทนสูง อันนี้แหละเสียวสันหลังวาบเลย เพราะเงินออมที่ลำบากเก็บสะสมมานานอาจจะหายไปง่ายๆ

เรายอมรับความเสี่ยงได้ระดับใด?

หลายคนก็อยากให้เงินเติบโตเร็วๆ แต่มันต้องลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงมาก ในขณะที่ความจริงแล้วตนเองยอมรับความเสี่ยงแทบไม่ได้เลย ดังนั้น เราควรมาทำความเข้าใจตนเองก่อนว่ายอมรับความเสี่ยงได้ระดับใดจากการทำ  “แบบทดสอบความเสี่ยง” คลิกที่นี่ หลังจากทำแบบทดสอบแล้วก็จะรู้ว่าตนเองเหมาะกับการลงทุนแบบไหนมากที่สุด

ตัวอย่างผลของแบบทดสอบความเสี่ยง

นักออมมือใหม่เริ่มต้นลงทุนที่ "กองทุนรวม"

จากแบบทดสอบนี้จะเห็นว่าผู้ที่ทำแบบทดสอบยอมรับความเสี่ยงได้มาก ก็สามารถจัดพอร์ตการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงได้ เช่น เงินลงทุน 50,000 บาท แบ่งเป็น

  • เงินสด 15% คือ 7,500 บาท
  • ตราสารทุน 40% คือ 20,000 บาท
  • ตราสารหนี้ 45% คือ 22,500 บาท

ซึ่งสัดส่วนการลงทุนข้างต้นนี้เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น ซึ่งต้องปรับให้เข้ากับความจำเป็น ภาระค่าใช้จ่าย ผลตอบแทนที่คาดหวังของแต่ละคนอีกด้วย

สรุปว่า…

นักลงทุนมือใหม่สามารถเริ่มต้นได้ที่กองทุนรวมเพราะใช้เงินลงทุนน้อย มีคนที่ชำนาญเรื่องการลงทุนมาช่วยทำให้เงินของเราเติบโต ประหยัดเวลาแล้วยังกระจายความเสี่ยงอีกด้วย แต่จะเริ่มลงทุนที่ความเสี่ยงระดับใดนั้นขึ้นอยู่กับว่าเรายอมรับความเสี่ยงได้ระดับใด โดยการทำแบบทดสอบความเสี่ยงก่อนการลงทุนนะจ๊ะ

ในบทความต่อไปจะทำให้เรารู้ว่าเงิน 100 บาทก็ซื้อกองทุนรวมได้นะจ๊ะ (คลิกเพื่ออ่านบทความ)

Gen ต่างกันซื้อประกันยังไง?

เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ เคยได้ยินคำว่า “เด็กสมัยนี้” กันบ้างไหมครับ? บอกตรงๆครับว่าเป็นอีกหนึ่งคำที่ผมไม่ค่อยชอบสักเท่าไร เพราะมันเหมือนเปรียบเทียบความแตกต่างให้ฟังว่าสมัยก่อนนั้นดีกว่าตอนนี้ยังไงบ้าง และในขณะที่เราเรียกใครหลายๆคนว่าเด็กสมัยนี้ ผมว่าเราเองก็อาจจะถูกเรียกย้อนกลายๆว่า “ผู้ใหญ่หัวโบราณ” ก็ได้เหมือนกันนะครับ (ฮ่าๆๆๆ… อ้าว ไม่ตลก – -”)

ประเด็นที่ผม TAXBugnoms ยกขึ้นมาพูดคุยและถามเพื่อนๆพี่ๆน้องๆนั้น ไม่ได้จะบอกหรอกครับว่า เด็กสมัยนี้ กับ ผู้ใหญ่ นั้นแตกต่างกันอย่างไร และใครดีกว่า แต่ต้องการจะยกขึ้นมาให้ฟังว่า ความแตกต่างกันนี่แหละ จะเป็นตัวกำหนดแผนการเงินในชีวิตและในอนาคตของเราทุกคนครับ

ลองยกตัวอย่างง่ายๆดูก็ได้ครับ ถ้าหากตอนนี้คุณเป็นผู้ใหญ่ที่อยู่ในวัยที่เรียกว่า GEN X (เกิดในช่วง พ.ศ. 2508-2522) อายุตอนนี้ของคุณก็จะอยู่ที่ประมาณ 40 – 50 ปี การวางแผนการเงินของคุณก็ย่อมที่จะแตกต่างกับเด็กในรุ่น GEN Y (เกิดในช่วง พ.ศ. 2523-2540) นี่เป็นวัยเพิ่งเริ่มทำงานตอนต้นๆ ไปจนถึงกลางๆ ใช่ไหมล่ะครับ

ถ้าหากเป็นเรื่องของภาษีแล้ว การซื้อประกันชีวิตเพื่อประหยัดภาษีก็ย่อมจะได้สิทธิเหมือนกัน (หากซื้อตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด) แต่ก่อนอื่นคงต้องตอบคำถามก่อนไหมครับว่าเราทำ ประกันชีวิต เพื่ออะไร?

เราทำประกันชีวิตเพื่ออะไร?

สำหรับผมแล้ว ถึงแม้ “ประกันชีวิต” จะมีมากมายหลากหลายแบบ แต่ทั้งหมดมีวัตถุประสงค์เดียวกัน คือ “การป้องกันความเสี่ยง” ที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้ทั้งเราและคนที่อยู่ข้างหลังนั้นสบายใจ

เมื่อเรารู้วัตถุประสงค์ของประกันชีวิตแล้ว สิ่งต่อมาที่เราต้องทำคือการเลือกแบบประกันให้เหมาะสม ถ้าหากเราต้องการที่จะดูแลคนข้างหลัง หากว่าเราเป็นอะไรไป การเลือกประกันชีวิตแบบตลอดชีพ หรือแบบชั่วระยะเวลาจะเหมาะกว่าแบบสะสมทรัพย์ เพราะจ่ายเบี้ยถูกกว่า และได้วงเงินคุ้มครองชีวิตที่สูงกว่า เป็นต้น

หรือถ้าหากเราต้องการสะสมเงินเป้าหมายในอนาคต โดยมีการคุ้มครองชีวิตพ่วงเข้าไปด้วย แบบนี้ประกันแบบสะสมทรัพย์ก็อาจจะตอบโจทย์มากกว่าครับ

แต่สำหรับบางคนที่ต้องการสร้างเงินบำนาญเพื่อการันตีรายได้หลังเกษียณของตัวเองแบบนี้ อาจจะมองดูประกันชีวิตแบบบำนาญเป็นทางเลือกแทนก็ได้เช่นเดียวกัน

นี่คือตัวอย่างบางส่วนของหลักในการเลือกทำประกันที่ผมอยากจะให้พิจารณากันครับ เพราะสิ่งที่เราต้องการนั้นไม่ใช่เพียงแค่การลดหย่อนภาษี แต่เป็นการทำประกันเพื่อวัตถุประสงค์การเงินของเราในอนาคตไปพร้อมๆกันครับ

หลังจากเลือกได้แล้ว เราค่อยมาดูกันครับว่า เงื่อนไขทางภาษีของประกันแต่ละประเภทนั้นเป็นอย่างไร เอาเป็นว่าผมทบทวนให้ฟังสั้นๆ ตามนี้ครับ

ประกันชีวิตกับเงื่อนไขในการลดหย่อนภาษี

ประกันชีวิต (แบบทั่วไป)

สำหรับคนที่ทำประกันชีวิตให้ตัวเอง (ย้ำนะครับว่าต้องทำประกันชีวิตให้ตัวเองเท่านั้น) สามารถนำเบี้ยประกันชีวิตไปใช้เป็นค่าลดหย่อนได้สูงสุดถึง 100,000 บาท โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้

  • กรมธรรม์ประกันชีวิตต้องมีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
  • เป็นกรมธรรม์ที่ทำกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทย
  • หากมีการจ่ายเงินคืน เงินปันผลหรือผลตอบแทนระหว่างสัญญา ต้องได้รับเงินคืนไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันชีวิตรายปี  

ประกันชีวิตแบบบำนาญ

สำหรับผู้ที่ซื้อประกันชีวิตประเภทนี้จะสามารถนำเบี้ยประกันชีวิตไปใช้เป็นค่าลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 15% ของรายได้ (เงินได้ที่ต้องเสียภาษี) และไม่เกิน 200,000 บาท โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้ครับ

  • กรมธรรม์ประกันชีวิตมีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
  • เป็นกรมธรรม์ที่ทำกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทย
  • การจ่ายผลประโยชน์จะต้องจ่ายเป็นรายงวดอย่างสม่ำเสมอ
  • ช่วงอายุของการจ่ายผลประโยชน์ คือ ตั้งแต่ 55-85 ปี หรือมากกว่านั้น
  • ต้องจ่ายเบี้ยประกันครบก่อนได้รับผลประโยชน์  

นอกจากนั้นประกันแบบบำนาญยังมีเงื่อนไขร่วมกับค่าลดหย่อนอื่นๆด้วยครับ นั่นคือ เมื่อรวมเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ เข้ากับ RMF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กบข. หรือกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชนและ กองทุนการออมแห่งชาติ ทั้งหมดนี้สามารถใช้สิทธิได้สูงสุดรวมกันไม่เกิน 500,000 บาทอีกด้วยครับ

แล้วทีนี้ Gen ต่างกันจะเลือกซื้อประกันอย่างไร?

ทีนี้คำถามที่ผมจะถามต่อตามหัวข้อคือ GEN ที่แตกต่างกันแบบนี้ จะเลือกซื้อประกันชีวิตยังไงกันดี มาถึงตรงนี้ ผมขอตอบตามคิดว่าตัวเองครับว่า ไม่ว่าจะเป็น Gen ไหนก็ตาม สิ่งที่ต้องการคือการป้องกันความเสี่ยงเหมือนๆ กันหมดครับ (อ่าวว)  

เพียงแต่ว่า ถ้ามองในแง่ของคนรุ่นใหม่ที่ยังจะไม่ได้มีภาระมากมายเท่าไรนัก อาจจะสนใจประกันแบบออมทรัพย์ เพื่อสะสมเงินเป้าหมายในอนาคต โดยมีการคุ้มครองชีวิตพ่วงเข้าไปด้วย แต่ถ้าหากเป็นคนรุ่นเก่า เอ่ย รุ่นพี่สักหน่อย สิ่งที่ต้องคิดย่อมมีมากกว่า ทั้งภาระและการดูแลคนที่อยู่เบื้องหลังหากเราเป็นอะไรไป อาจจะเลือกประกันชีวิตที่คุ้มค่าในระยะยาวมากกว่าครับ ซึ่งตรงนี้ไม่ว่าจะ Gen ไหนก็ตาม ล้วนต้องหาคำตอบให้กับตัวเองก่อนตัดสินใจครับผม

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

เอาล่ะครับ… ขายของสักที …สำหรับคนที่กำลังมองหาประกันเพื่อออมทรัพย์และลดหย่อนภาษี วันนี้ผมมีแบบประกันที่น่าสนใจจาก กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต มาแนะนำกันครับ ตัวแรกคือ iGen แบบประกันสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการออมเงินสบายๆ วางแผนระยะสั้น ได้สิทธิลดหย่อนภาษี สูงสุดต่อเนื่อง 6 ปี ครับ และ iProtect S แบบประกันสำหรับวัยทำงานใส่ใจคนในครอบครัว ที่ต้องการป้องกันทุกความเสี่ยงทางการเงิน และได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี สูงสุดต่อเนื่อง10 ปี ซึ่งใครที่สนใจก็ส

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save