จับตาคอนโดใกล้สถานศึกษาโอกาสแห่งการลงทุน

ลองนึกดูสิครับว่า เมืองที่พัฒนาอย่างรวดเร็วมีคนมาอาศัยอยู่มากขึ้นเรื่อยๆอย่างกรุงเทพมหานคร การหาที่อยู่อาศัยทำเลดีในราคาเอื้อมถึงนั้นหายากและทวีความยากเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆจนในอนาคตรุ่นลูกหลานอาจต้องไปหาที่อยู่อาศัยนอกเมือง คอนโดถือเป็นพระเอกที่ช่วยแก้ปัญหาคนที่ต้องการอสังหาริมทรัพย์ทำเลดีในราคาที่จ่ายไหว ด้วยการปรับรูปแบบการใช้พื้นที่ภายในห้องให้เกิดประโยชน์สูงสุดพร้อมกับเพิ่มพื้นที่ส่วนกลางให้สะดวกสบาย ทำให้คอนโดเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน  

พ่อแม่สมัยนี้เริ่มลงทุนซื้อคอนโดเก็บไว้ให้บุตรหลานด้วยเหตุผลหลายอย่างที่น่าสนใจ

  • หลายครอบครัวลงทุนซื้อคอนโดเก็บไว้เป็นมรดก เพราะรู้ดีว่าทำเลใจกลางเมืองนั้นหายากมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นทุกปี
  • หลายครอบครัวลงทุนซื้อคอนโดไว้เป็นบ้านหลังที่สอง วันทำงานพักที่คอนโดวันหยุดค่อยกลับบ้านหรือใช้คอนโดเป็นที่รอรับลูกกลับบ้าน
  • หลายครอบครัวที่มาจากต่างจังหวัดลงทุนซื้อคอนโดให้ลูกหลานแทนการเช่าอพาร์ทเมนต์ เพราะเงินที่จ่ายไปไม่สูญเปล่าได้คอนโดเป็นทรัพย์สินกลับมาและส่งลูกมาเรียนได้อย่างหมดห่วง พ่อแม่สามารถมาแวะมาเยี่ยมและอยู่อาศัยได้ด้วย

สิ่งที่อยู่ในใจพ่อแม่ในการเลือกซื้อคอนโดให้บุตรหลาน คือ ต้องการหาคอนโดที่อยู่ใกล้รถไฟฟ้าในระยะเดินถึง ใกล้สถานศึกษาจะได้สะดวกไปรับไปส่ง มีห้างสรรพสินค้าอยู่ใกล้เพื่อช้อปปิ้งและทานข้าว ราคาอยู่ภายในงบที่ตั้งใจไว้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ทุกทำเลในกรุงเทพจะตอบโจทย์ได้ครบทุกข้อ บางแห่งมีเกือบครบแต่ก็เกินงบไปเยอะ อย่างโซนสีลม สาทร ฐานะไม่ดีจริงคงซื้อไม่ไหว จึงมีคอนโดบางโครงการกดราคาเริ่มต้นไม่ให้สูงมาก โดยหั่นขนาดห้องให้เล็กลงเหลือเพียง 22 ตารางเมตร ผมคิดว่าซื้ออยู่จริงคงอึดอัดไป ควรขยับออกมาเลือกคอนโดโซนกรุงเทพชั้นกลางน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าครับ

ทำเลใกล้สถานศึกษานอกจากสะดวกปลอดภัยแล้วสำหรับบุตรหลาน ในยามห้องว่างเว้นจากการใช้งานก็ปล่อยเช่าได้สบาย เพราะมีกลุ่มเป้าหมายชัดเจนนั่นก็คือผู้ปกครองของนักเรียนนักศึกษาและบุคคลากรทางการศึกษาในสถาบันที่อยู่ใกล้คอนโด ซึ่งการหาผู้เช่าง่ายเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะช่วยลดค่าเสียโอกาสจากรายได้ที่ขาดหายไปในช่วงห้องว่าง

โดยการลงทุนคอนโดปล่อยเช่าต้องได้รับผลตอบแทนจากค่าเช่ามากกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อคอนโดมาครับ เช่น คอนโดราคา 4 ล้าน เก็บค่าเช่าได้เดือนละ 20,000 บาทปล่อยเช่า 1 ปีเต็ม คิดผลตอบแทนจากค่าเช่าได้ที่ 6% ต่อปี (20,000 บาท x 12 เดือน / 4,000,000 บาท) ซึ่งมากกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ในปัจจุบัน 3 ปีแรกเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4.5% ต่อปีครับถือว่าคุ้ม สาเหตุที่คิดดอกเบี้ยเงินกู้ในช่วง 3 ปีแรกเท่านั้นเพราะปกติแล้วผู้กู้มีสิทธิ์ขอรีไฟแนนซ์ได้ทุก 3 ปีเพื่อได้ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ถูกลง กรณีที่เลือกคอนโดไม่ดีหาผู้เช่ายากต้องรอนานถึง 4 เดือน ผลตอบแทนจากค่าเช่าลดลงเหลือเพียง 4% ต่อปี  (20,000 บาท x 8 เดือน / 4,000,000 บาท) ซึ่งน้อยกว่าดอกเบี้ยเงินกู้มาแล้วครับ อันนี้ไม่คุ้มแน่ๆ

นอกจากเรื่องการปล่อยเช่าแล้วมูลค่าคอนโดที่ปรับเพิ่มขึ้นในอนาคตต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลักคือ

  1. ศักยภาพของทำเล อนาคตในทำเลนั้นต้องมีพัฒนาการอย่างมีนัยสำคัญ เช่น รถไฟฟ้าสายใหม่ ทางด่วนเส้นใหม่ ถนนตัดใหม่ ห้างสรรพสินค้าแห่งใหม่ เป็นต้น
  2. สภาพแวดล้อมความน่าอยู่อาศัยภายในโครงการ คอนโดเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีคนจำนวนมากอาศัยอยู่ร่วมกัน การรักษาพื้นที่ส่วนกลางไม่ปล่อยให้ทรุดโทรมเป็นสิ่งที่คงมูลค่าคอนโดไม่ให้สูญหายไปตามสภาพตึกตามกาลเวลา

ทำเล “ห้าแยกลาดพร้าว” เป็นหนึ่งในทำเลที่อยากแนะนำ ตั้งอยู่ในโซนกรุงเทพชั้นกลางที่มีชุมชนอาศัยอยู่หนาแน่น แต่ละแยกมีแม่เหล็กดึงดูดคนเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้ ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว ยูเนี่ยนมอลล์ ตลาดนัดจตุจักร ธนาคารทหารไทยสำนักงานใหญ่ โรงเรียนและมหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น จะเห็นได้ว่าในพื้นที่แห่งนี้มีครบทั้งแหล่งเรียนรู้ ทำงาน และช้อปปิ้ง ที่สำคัญการเดินทางสะดวกสบายมาก เพราะเป็นจุดตัดถนนใหญ่ถึง 3 สาย ได้แก่ ถนนวิภาวดี ถนนพหลโยธิน และถนนลาดพร้าว แล้วยังมีทางด่วนบนเส้นทางถนนวิภาวดีและรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT บนเส้นทางถนนลาดพร้าว อนาคตแถวนี้มีการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนทางรางขนานใหญ่ ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายจากหมอชิตไปสะพานใหม่-คูคต รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายจากบางซื่อไปท่าพระ รถไฟฟ้าสายสีม่วงจากบางซื่อไปบางใหญ่ รถไฟฟ้าสายสีแดงจากบางซื่อไปรังสิต และการสร้างสถานีกลางบางซื่อทดแทนสถานีหัวลำโพงเพื่อเป็นศูนย์กลางรถไฟฟ้าความเร็วสูงวิ่งให้บริการไปทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งสถานีกลางบางซื่ออยู่ห่างจากห้าแยกลาดพร้าวไม่กี่กิโลเมตรเองครับ

คอนโดเดอะ เซนต์ เรสิเดนเซส (The Saint Residences) เป็นโครงการเปิดตัวในปีที่ผ่านมาของบริษัท ซาแลน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ในเครือเซนต์จอห์น กรุ๊ป ตั้งอยู่ติดมหาวิทยาลัย เซนต์จอห์น บนทำเลดีที่สุดของห้าแยกลาดพร้าว ทำให้การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ควบคู่กับการศึกษาของบุตรหลานได้พร้อมกัน ทำเลอยู่ห่างจาก MRT พหลโยธินในระยะเดินถึงเพียง 300 เมตรและเดินไปช้อปปิ้งที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าวได้สบาย รูปแบบโครงการเป็นคอนโด High Rise สูงถึง 41 ชั้น จำนวน 3 อาคาร วางตัวเป็นรูปตัว U หันหน้าไปทางสวนรถไฟ ทำให้ได้รับวิวสวยในมุมสูงโดยไม่มีตึกอื่นมาบดบัง ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thesaint-residences.com

โดยสรุป คอนโดใกล้สถานศึกษาจึงตอบโจทย์ทั้งคนรุ่นใหม่ ที่นิยมอยู่อาศัยในคอนโดที่มีความสะดวกสบายครบครัน และผู้ปกครองที่ต้องการสภาพแวดล้อมที่ดี สะดวกสบายปลอดภัยให้บุตรหลาน จึงเป็นโอกาสในกา

TPBI หุ้น IPO น้องใหม่ ผู้นำอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ครบวงจรระดับโลกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคม

ประกาศๆ เดี๋ยวจะมีหุ้นน้องใหม่เข้ามาให้เราได้ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกตัวหนึ่ง ชื่อบริษัท ทีพีบีไอ จำกัด (มหาชน) ชื่อย่อหุ้นตรงตัวเลยคือ TPBI บริษัทนี้มีสโลแกนของตัวเองที่น่าสนใจคือ “ผู้นำอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ครบวงจรระดับโลกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคม” เป็นหุ้นตัวที่ 3 ที่ผลิตสินค้าประเภทบรรจุภัณฑ์พลาสติกในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ก็ไม่ได้เจาะตลาดเดียวกันกับธุรกิจอื่นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่แล้วนะครับ หุ้นน้องใหม่นี้มีความน่าสนใจอย่างไร เดี๋ยวมาวิเคราะห์กันเลยครับ

ข้อมูลธุรกิจ

ความน่าสนใจของ TPBI คือเขาทำธุรกิจเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์พลาสติกมาเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว ซึ่งมีการดำเนินงานแบบครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการออกแบบและพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ การผลิตถุงพลาสติกพร้อมจัดหาผลิตภัณฑ์ และทดสอบวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์

หลายคนอาจจะกลัวว่าลงทุนกับผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกจะดีต่อสิ่งแวดล้อมหรือเปล่า ซึ่งยักษ์ใหญ่อย่าง TPBI ก็มีการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่สอดรับกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายได้โดยการฝังกลบ อีกทั้งมีบริษัทย่อยที่ทำธุรกิจผลิตเม็ดพลาสติกจากเศษพลาสติกที่ใช้แล้ว โดยนำมาผ่านกระบวนการรีไซเคิล ซึ่งนอกจากจะตอบโจทย์เรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนในการผลิตได้อีกด้วย

สำหรับผลิตภัณฑ์ของเขาก็เป็นสิ่งที่เราเห็นและใช้กันอยู่ทุกวันเวลาไปซื้อของ ได้แก่

  • ถุงพลาสติกหูหิ้วที่เราเห็นกันตามห้างสรรพสินค้าและร้านค้าโมเดิร์นเทรด
  • ถุงขยะต่างๆ ที่เราหาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ต
  • ฟิล์ม Multilayer Blown Film เอาไว้ใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น ฟิล์มที่ใช้ประกบบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนที่ใช้บรรจุอาหารสำเร็จรูป
  • บรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อนที่ใช้ในอุตสาหกรรมอุปโภคบริโภค เช่น ใช้บรรจุอาหารสำเร็จรูปและอาหารแช่แข็งพร้อมรับประทาน
  • บรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ เช่น ถุงพลาสติกหูหิ้ว และถุงขยะที่ผลิตจากเม็ดพลาสติกชีวภาพ
  • ผลิตภัณฑ์อื่นๆ จำหน่ายให้ลูกค้าในประเทศที่เป็นโรงงานและร้านค้าต่างๆ

จุดเด่นของอุตสาหกรรมและกิจการ

หากเราพูดถึงมุมมองธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติกแล้ว ลองสังเกตเล่นๆ จากการซื้อของในชีวิตประจำวันดูสิครับ สุดท้ายแล้วบรรจุภัณฑ์ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดก็หนีไม่พ้นถุงพลาสติกหูหิ้ว ไม่ว่าจะเดินไปซื้อของจากร้านค้า รถเข็นข้างทาง ร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าปลีกทั้งขนาดเล็กตามห้องแถว หรือจะเป็นห้างค้าปลีกขนาดใหญ่  ก็ต่างต้องใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งสิ้น เรียกว่า เราไม่มีทางหลีกหนีจากบรรจุภัณฑ์พลาสติกได้เลย

เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าเรามองในแง่การเติบโตของประชากรที่ส่งผลต่อการอุปโภคบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น ย่อมเป็นผลบวกต่ออุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติก ซึ่งร้านค้าและห้างต่างๆ มีความจำเป็นต้องใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกเพื่อใส่สินค้า ทำให้แนวโน้มอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งของไทยและของโลกยังมีอัตราการขยายตัวได้ดี

ในแง่มุมของกิจการ หากเรามาดูตัวเลขการเติบโตของรายได้จากการขายของ TPBI แล้วจะพบว่า ยอดขายกลุ่มถุงพลาสติกหูหิ้วและถุงขยะเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักที่ทำรายได้ให้แก่บริษัทฯ โดยภาพรวมรายได้จากการขายตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมาหรือตั้งแต่ปี 2555-2557 เติบโตต่อเนื่อง หรือเท่ากับ 3,734.23 ล้านบาท 3,881.32 ล้านบาท และ 4,784.19 ล้านบาท ตามลำดับ

ขณะที่ 9 เดือนแรกของปี 2558 TPBI มีรายได้จากการขาย 3,427.99 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนรายได้กลุ่มผลิตภัณฑ์ถุงพลาสติกหูหิ้ว 46.54% ถุงขยะ 21.57% ฟิล์ม 9.00% และบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อนสำหรับสินค้าอุปโภคและบริโภค 11.35% และส่วนใหญ่เป็นสัดส่วนรายได้จากการส่งออก 65.15% โดยมีตลาดต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ ประเทศออสเตรเลีย กลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น

ความได้เปรียบในการแข่งขัน

หากมองในแง่ศักยภาพการแข่งขันระหว่างประเทศ จากผู้ผลิตและส่งออกบรรจุภัณฑ์พลาสติกพบว่า หลักๆ จะมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา เยอรมัน จีน ไทย เวียดนาม และมาเลเซีย โดยในส่วนของผู้ผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกาและเยอรมันนั้น เน้นการผลิตเพื่อนำไปใช้ในทางการแพทย์ที่เป็นลักษณะพิเศษนะครับ ดังนั้น ก็มีประเทศที่เหลือนี่แหละที่เป็นคู่แข่งกับเราโดยตรง โดยมีคู่แข่งที่น่ากลัวอย่างประเทศจีน ที่ครองตลาดผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์มากที่สุด

พอเป็นอย่างนี้แล้ว หลายคนอาจจะกลัวว่าจีนและเวียดนามซึ่งมีโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกเช่นกัน และทั้ง 2 ประเทศเค้าก็มีความได้เปรียบเราในเรื่องของราคาต้นทุนแรงงานที่ถูกกว่า และในระยะยาวอาจจะเข้ามากินส่วนแบ่งการตลาดจากไทยมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วลูกค้าฝรั่งเขามองในเรื่องของความน่าเชื่อถือ คุณภาพ และบริการที่ส่งมอบได้อย่างตรงเวลามากกว่า ซึ่ง TPBI นั้นตอบโจทย์ลูกค้าต่างชาติได้ทุกแง่มุม จึงไม่ต้องกังวลเรื่องจุดแข็งจุดนี้เลยครับ

นอกจากนี้ หากเราได้ไปพลิกดูข้อมูลในอดีตจะพบว่า อเมริกานั้นเคยประกาศมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping Duty) ของผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ถุงพลาสติกหูหิ้วที่มาจากทางเอเชีย ซึ่งผลกระทบดังกล่าวทำให้ทาง TPBI ในฐานะตัวแทนของกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรม และกรมการค้าต่างประเทศฟ้องร้องกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐอเมริกาต่อ องค์กรการค้าโลก (WTO) จนทำให้ TPBI เป็นเพียงแค่บริษัทเดียวในประเทศไทยที่ไม่ต้องพบกับมาตรการดังกล่าว

จากข้อมูลของธุรกิจและแนวโน้มของอุตสาหกรรมในข้างต้น ทำให้หลายคนคงให้ความสนใจอยากจะเข้ามาลงทุนในบริษัทน้องใหม่ที่กำลังจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งเท่าที่ทราบข้อมูลมานั้น TPBI เตรียมเสนอขายหุ้น 100,000,000 หุ้น คิดเป็น 25% ของจำนวนหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้ โดยมีมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ซึ่งการระดมทุนจะนำไปใช้ในวัตถุประสงค์ต่อไปนี้ครับ

  • เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตในกลุ่มธุรกิจต่างๆ เช่น ถุงพลาสติก ฟิล์ม บรรจุภัณฑ์พลาสติก

ออมหุ้นมาเป็นชาติแล้วทำไมไม่กำไรซักที

ณ วันที่ผมเขียนบทความชิ้นนี้ก็เป็นช่วงที่ราคาหุ้นผันผวนมากเลยนะครับ ราคาหุ้นมันไหลลงเรื่อยๆ จนทำให้นักลงทุนมือใหม่หลายๆคนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองถึงการลงทุน เพราะยิ่งลงทุนไปก็ยิ่งขาดทุน ยิ่งใครออมหุ้นด้วยวิธีกการซื้อรายเดือนนั้นยิ่งปวดหัวเลย บางคนออมหุ้นมาหลายเดือนก็ไม่เห็นกำไรซักที จึงกลับมาตั้งคำถามว่า เขาจะต้องเข้าใจเรื่องอะไรบ้าง

ปัญหานี้มันเป็นเรื่องที่โลกแตกมากเลยนะครับ หลายคนที่ติดตาม Page ผมก็จะพอทราบคร่าวๆอยู่แล้วว่าการเลือกหุ้นจากพื้นฐานกิจการนั้นผมได้เองก็จะมีหลักการง่ายๆในการวิเคราะห์หุ้น เช่น ดูเทรน การแข่งขันของอุตสาหกรรม ตัวบริษัท สินค้าและบริการ วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร ความได้เปรียบในการแข่งขัน รวมถึงดูผลงานต่างๆผ่านตัวเลขจากงบการเงิน แต่ต้องไปศึกษากันเพิ่มเองเยอะๆนะครับเพราะการลงทุนนั้นมีความเสี่ยงและเราต้องรับความเสี่ยงในสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตด้วยเช่นกัน

แต่เท่าที่ผมสังเกตมานะ เรื่องหุ้นแม้เราจะรู้ว่ามันมีพื้นฐานดี เรารู้ความเสี่ยงและยอมรับมันได้ แต่มันก็มีเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้อยู่เหมือนกันนะ นั่นคือ “เวลาที่ดีและไม่ดี” และเวลาเนี่ยมันจะส่งผลกระทบต่อ “ราคาหุ้น” และราคาหุ้นก็จะส่งผลกระทบต่อ “อารมณ์และจิตใจของนักลงทุน”

หุ้นดี มีทั้งเวลาที่ดีและไม่ดีที่ส่งผลต่อราคา

จากที่ผมสังเกตมานะ หุ้นดีมันก็มีโอกาสที่ไม่ดีได้เช่นกันและเมื่อมันไม่ดีมันก็ส่งผลต่อราคาหุ้น ไม่ว่าจะเป็นภาวะการลงทุนที่ไม่ดีนัก คนไม่ลงทุน หรืออาจจะเป็นเพราะอาจจะเกิดปัญหาหรือวิกฤตที่ส่งผลกับธุรกิจระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ ไฟไหม้ น้ำท่วม แผลพลุพอง เป็นหนอง คนแห่ขายหุ้น ซึ่งถ้าหุ้นพื้นฐานดีถูกขาย ราคาหุ้นมันก็ต้องลงอยู่แล้ว

ในทางกลับกันถ้าหุ้นมันอยู่ในภาวะที่ดีมากๆ เศรษฐกิจดี หุ้นมีความคาดหวังว่าจะเติบโต มีข่าวเก๋ๆเลิศๆที่ส่งผลดีงามต่อธุรกิจและประเทศชาติ ฝรั่งแห่เข้ามาซื้อ คนมีความสนใจในการลงทุน นักลงทุนก็จะแห่กันมาซื้อหุ้นกัน เชื่อได้เลยว่าหลายๆคนจะลืมเรื่องพื้นฐานไปเลยก็ได้ เราจะเห็นเลยว่าหุ้นดีและหุ้นไม่ดีมันก็ราคาขึ้นได้เหมือนกัน

ราคาหุ้นส่งผลต่อจิตใจผู้ถือหุ้น

แน่นอนเลยครับว่าเวลาที่เราลงทุน เราย่อมคาดหวังในการซื้อหุ้นมาแล้วขายทำกำไรไปในราคาที่แพงกว่าได้ แต่ในความเป็นจริงนั้น ในแต่ละช่วงเวลาที่ผ่านไปเราไม่สามารถทราบได้เลยว่าหุ้นมันจะขึ้นหรือจะลง และจิตใจนักลงทุนนั้นก็จะสลับสับเปลี่ยนกันไปในแต่ละวันตามมุมมองของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นในเวลาที่ดีหรือไม่ดีมันก็มีคนมองทั้งแง่ดีและแง่ไม่ดีก็ได้เหมือนกันนะ

หุ้นดีในเวลาที่ดี

  • มองในมุมบวก : เรารวยขึ้นแล้ว กำไรๆ ถ้าติดดอยอยู่จะคิดว่าขาดทุนน้อยลง หุ้นลงน่าซื้อมากๆ
  • มองในมุมลบ : หุ้นมันขึ้นไปแล้วเธอ ราคาแพง อย่าซื้อเลย เดี๋ยวดอย

หุ้นดีในเวลาที่ไม่ดี

  • มองในมุมบวก : น่าซื้อมาก ของดีๆราคาลดลง มันเหมือนกับแกรนด์เซลของตลาดเลย ซื้อๆ
  • มองในมุมลบ : ดอยแล้วดอยอีก ลงแล้วลงอีก ยิ่งซื้อยิ่งแย่ ไม่ซื้อดีไหม Cut Loss ดีไหมนะ

เห็นไหมครับว่าจิตใจของคนถือหุ้นมันก็มี 2 มุมเลย ปัญหาคือเราเลือกมุมไหนในการลงทุน อย่างผมนั้นจะมองในมุมบวก เวลาหุ้นอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่ดี ราคามันผันผวนหรือลดลง (แต่พื้นฐานต้องไม่เปลี่ยนไปในทางที่แย่นะ)

ถ้าเราเลือกหุ้นพื้นฐานดี + ราคาถูกลง = น่าซื้อกว่าเดิม

ถ้าเราเลือกหุ้นพื้นฐานดี + ราคาแพงขึ้น = รู้สึกรวยจังเลย

กลยุทธ์ออมหุ้น DCA ช่วยขจัดอารมณ์ได้อย่างไร

จริงๆแล้วถ้าหากเราเข้าใจพื้นฐานหุ้นว่ามันเป็นหุ้นที่น่าสนใจและน่าลงทุน การทยอยลงทุนทีละเดือนๆ นั้นก็จะทำให้เราได้ลงทุนอย่างมีความสุขได้นะครับ (ถ้าเรามองในแง่ดี) หุ้นขึ้นก็รวยขึ้น และจำนวนหุ้นที่ซื้อได้ก็น้อยกว่าเดิม ซึ่งจะลดโอกาสการติดดอยมากๆหากเดือนต่อไปราคาปรับลงอีก ในกรณีที่หุ้นลงเราก็จะได้โอกาสพิเศษในการซื้อของถูกและได้หุ้นจำนวนมากขึ้น ตรงนี้ใครที่ลงทุนแบบ DCA มานานๆ รู้ว่าเวลาหุ้นขึ้นและหุ้นลงนั้นสลับสับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา จะเข้าใจถึงกลยุทธ์นี้และสามารถเอาอารมณ์ออกไปจากการลงทุนได้ครับ

และก็อย่าลืมสิ่งที่เราเคยคุยกันไว้นะครับ “การลงทุนจะดีได้ถ้ามีการวางแผนการเงินที่ดี” ถ้าเราเอาเงินออมแบ่งมาทยอยลงทุน โดยไม่ใช้เงินหมุนใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน พูดง่ายๆว่าเป็นเงินลงทุนอย่างเดียว เราก็ไม่ต้องกังวลครับว่าหุ้นมันจะขึ้นหรือจะลงในแต่ละวัน เพราะเป็นเงินคนละส่วนที่เราใช้จ่ายในแต่ละเดือนครับ

ก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านที่กำลัง เคว้งคว้าง ใจแป๊ว เห็นราคาหุ้นลงไปเรื่อยๆ ทั้งๆที่เราวิเคราะห์มาแล้วว่าพื้นฐานหุ้นมันดีอยู่ ก็ทำตามวินัยการลงทุนไปเรื่อยๆนะครับ แล้วเมื่อฟ้าหลังฝนผ่านไป เดี๋ยวเราก็จะเห็นผลจากการลงทุนเอง (ถ้าพื้นฐานไม่เปลี่ยนซะก่อนนะ ฮ่าๆ)

การเล่นแชร์และกองทุนรวม คล้ายกันอย่างไร?

ในช่วงที่ผ่านมามีแฟนเพจหลายท่านอยากให้อภินิหารเงินออมเขียนอธิบายเรื่องกองทุนรวมด้วยภาษาบ้านๆที่ทำให้เข้าใจง่ายๆ อีกหลายคนอยากลงทุนกองทุนรวม แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนก่อนดี เพราะอ่านเยอะจนงงไปหมดแล้ว เอาล่ะเราเริ่มาทำความรู้จักกองทุนรวมในภาษาขออภินิหารเงินออมกันนะจ๊ะ  ^^!

 

นั่งคิดอยู่นานก็เกิดปิ๊งไอเดีย อั๊ยยะ!! เราก็ใช้สิ่งที่คนอ่านคุ้นเคยมาช่วยอธิบายซิ (ยิ้มมุมปากเล็กน้อย) เราสังเกตว่าคนส่วนใหญ่ชอบเล่นแชร์ อืม…ก็มีบางส่วนคล้ายกองทุนรวมเหมือนกันนะ มันน่าจะเป็นตัวช่วยอธิบายแนวคิดเกี่ยวกับกองทุนรวมเบื้องต้นให้เข้าใจง่ายขึ้นได้ (แต่ถ้าอ่านแล้วงงยิ่งกว่าเดิม เรากราบขอโทษงามๆและรบกวน Inbox ส่งตรงถึงเราได้เลยนะจ๊ะ จะได้ปรับปรุงวิธีการเขียนต่อไป ^^)

 

แนวคิดร่วมลงขันมาลงทุน

 

เรานำสิ่งที่หลายคนคุ้นเคยอย่างการเล่นแชร์มาช่วยอธิบายเรื่องกองทุนรวมนั้น เพราะมีส่วนหนึ่งที่คล้ายคลึงกัน คือ การที่กลุ่มคน (สมาชิก) นำเงินคนละนิด คนละหน่อยมากองรวมกัน โดยมีคนกลางที่ไว้ใจได้เป็นคนจัดการรวบรวมเงิน แล้วนำเงินก้อนนั้นไปลงทุนหาผลประโยชน์สร้างผลตอบแทนกลับคืนมาให้กลุ่มคน (สมาชิก)

 

Aแชร์กับกองทุนรวม1

 

ตอนนี้เราก็รู้ภาพรวมของการลงขันมาลงทุนแล้วว่าเป็นอย่างไร ต่อไปเราก็จะมาดูจุดที่เชื่อมโยงกันว่าแต่ละส่วนของ การเล่นแชร์นั้นคล้ายกับกองทุนรวมส่วนไหนบ้าง เรามาเริ่มต้นที่วิธีการเล่นแชร์นะจ๊ะ

 

การเล่นแชร์

 

การเล่นแชร์นับเป็นทางเลือกในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างง่ายในกลุ่มคนสนิทกันเพื่อให้คนที่ต้องการใช้เงิน ได้เงินไปหมุนระยะสั้นและทำให้คนมีเงินนอนนิ่งๆที่ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรมาหาผลตอบแทนที่มากกว่าแช่ไว้กินดอกเบี้ยธนาคาร เมื่อคนสนิทที่มีเงินกับคนที่ต้องการเงินเจอกัน การเล่นแชร์ก็เกิดขึ้น (เราไม่ได้เขียนลงรายละเอียดของการเล่นแชร์ แค่ดึงบางส่วนที่เหมือนกับกองทุนรวมมาเขียนเท่านั้น)

 

แชร์กับกองทุนรวม2

 

  1. กลุ่มคน (สมาชิก) ที่มีความสนิทสนมและไว้ใจกัน นำเงินมารวมกัน
  2. คนกลางเรียกว่า “ท้าวแชร์” จะเป็นคนรวบรวมเงินให้กับทุกคน เป็นผู้รับผิดชอบและจัดการเงินก้อนนี้ด้วยการนำไปหาผลตอบแทน ก็คือ การเปียแชร์ ซึ่งคนที่เป็นท้าวแชร์นั้นจะต้องเป็นคนที่มีความจริงใจ ซื่อสัตย์และไว้ใจได้เพราะจะต้องเป็นคนจัดการเงินทุกอย่าง หากเจอท้าวแชร์จัดการเงินไม่ดีหรือหนึ่งในเพื่อนที่เล่นแชร์ไม่จ่ายเงินก็อาจจะทำให้แชร์ล้มได้
  3. ผลตอบแทนซึ่งในแต่ละรอบจะมีการ “เปียแชร์” โดยผู้ที่ให้ดอกเบี้ยสูงที่สุดจะได้รับเงินก้อนนี้ไปใช้ก่อน ส่วนคิวอื่นๆก็รอรอบต่อไป โดยท้าวแชร์จะรวบรวมเงินจากกลุ่มคน (สมาชิก) ไปให้คนที่เปียแชร์ได้
  4. ท้าวแชร์จะเป็นคนคอยรวบรวมเงินต้นและดอกเบี้ยจากคนที่เปียแชร์ไปก่อนหน้านี้มาให้คนที่เปียแชร์รายต่อไป ซึ่งคนสุดท้ายหรือที่เรียกว่า “มือบ๊วย” จะได้รับผลตอบแทนสูงที่สุด (ได้รับดอกเบี้ยตั้งแต่คนที่เปียแชร์คนแรก)

 

การลงทุนในกองทุนรวม

 

เป็นการนำเงินออมไปต่อยอดสร้างผลตอบแทนที่มากขึ้น เหมาะกับผู้เริ่มต้นลงทุน ซึ่งมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่จัดตั้งขึ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมายและผู้จัดการกองทุนจะคอยดูแลเงินลงทุนให้เรา มีกองทุนรวมให้เลือกตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำ(ผลตอบแทนต่ำ)ไปจนกระทั่งความเสี่ยงสูง(ผลตอบแทนสูง) เรามารู้จักหลักการเบื้องต้นของกองทุนรวมกันก่อนนะจ๊ะ

 

แชร์กับกองทุนรวม3

 

  1. นักลงทุนที่รับความเสี่ยงระดับเดียวกัน นำเงินไปซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวม
  2. เงินของรายย่อยในกองทุนรวมจะมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนหรือ บลจ. เป็นคนดูแล โดยนำเงินไปลงทุนตามนโยบายที่ผู้จัดการกองทุนได้ประกาศไว้ให้เราอ่านก่อนตัดสินใจซื้อหน่วยลงทุน
  3. การลงทุนจะเป็นไปตามนโยบายของกองทุนรวมในระดับความเสี่ยงต่างๆ เพื่อสร้างผลตอบแทน เช่น เงินปันผล ดอกเบี้ยรับ กลับเข้ามาในกองทุนรวมทำให้กองทุนรวมเติบโตขึ้น
  4. เมื่อกองทุนรวมมีเงินมากขึ้นก็จะทำให้นักลงทุนอย่างเรามีเงินมากขึ้นด้วย เราจะได้รับผลตอบแทนกลับมา ดังนี้
    • ถ้าเป็นกองทุนรวมที่จ่ายเงินปันผล เราจะได้ผลตอบแทน 2 รูปแบบ คือ กำไรจากการขายและเงินปันผล (เช่น มีการจ่ายเงินปันผล 1 – 4 ครั้งต่อปีและหักภาษีเงินปันผล 10%)
    • ถ้าเป็นกองทุนรวมที่ไม่จ่ายเงินปันผล จะทำให้กองทุนรวมนั้นเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆเพราะ ไม่ต้องจ่ายเงินออกจากกองทุน เราจะได้ผลตอบแทนจากการขายหน่วยลงทุนเท่านั้น

 

การเล่นแชร์คล้ายกับกองทุนรวมอย่างไร?

 

หลายคนคุ้นเคยกับการเล่นแชร์เป็นอย่างดี ในขณะที่ยังไม่เข้าใจเรื่องของกองทุนรวม เราก็เลยนำสองเรื่องที่เป็นการเล่นแชร์เรื่องเก่าที่คุ้นเคยมานานมาอธิบายต่อยอดเรื่องของกองทุนรวมที่เป็นความรู้ใหม่เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น

 

แชร์กับกองทุนรวม4

 

สรุปว่า…

แนวคิดการเล่นแชร์กับกองทุนรวมมันคล้ายกันที่นำเงินจากรายย่อยมารวมกันเป็นก้อนใหญ่ เพื่อนำไปสร้างผลตอบแทนให้มากขึ้น โดยมีคนกลางเป็นผู้จัดการผลประโยชน์และสร้างผลตอบแทนกลับคืนมาให้รายย่อยนั่นเอง ตอนนี้เรารู้หลักการเบื้องต้นแล้ว บทความต่อไปก็จะทำความรู้จักกองทุนรวมเรื่องอื่นๆมากขึ้นนะจ๊ะ

 

 

 

คำชี้แจง: ข้อเขียนในบทความนี้ต้องการเชื่อมโยงความรู้เก่ามาอธิบายความรู้ใหม่ โดยนำสิ่งที่คุ้นเคย เช่น การเล่นแชร์ มาอธิบายต่อยอดให้เข้าใจเรื่อกองทุนรวมเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นเท่านั้น ซึ่งเนื้อหาบางส่วนอาจจะสร้างความรู้สึกไม่สบายใจให้กับผู้ที่เป๊ะและยึดมั่นใจหลักการตามมาตรฐานการลงทุนก็ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย การเขียนครั้งนี้มีเจตนาหวังผลเพียงแค่ให้ผู้อ่านเข้าใจ “หลักการของกองทุนรวม” เบื้องต้นเท่านั้น

รู้หรือไม่ สิ่งสำคัญในการลงทุนทริกเกอร์ฟันด์ มันคือ การตัดขาดทุน!!!

สวัสดีครับ กลับมาอีกครั้งในวันนี้กับผม TAXBugnoms คนเก่า ที่วันนี้จะทำหน้าที่เม้าท์มอยในเรื่องของกองทุนรวมกันบ้างครับ ซึ่งวันนี้รับหน้าที่มารีวิวกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ที่มีชื่อว่า กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ สมาร์ท เทรด 555 ฟันด์ เอ (SCB SMART TRADE 555 FUND A) แหม่… แค่ฟังชื่อก็รู้สึกตลกแล้วล่ะครับ #ผิด

ก่อนอื่น ผมต้องขอแชร์ประสบการณ์ก่อนครับว่า ตัวผมเองเป็นคนหนึ่งที่ลงทุนในกองทุนรวมมากมายหลากหลายประเภทครับ ทั้งกองทุนหุ้นไทย กองทุนประหยัดภาษีอย่าง LTF RMF ไปจนถึงกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างทองคำ น้ำมัน หรือแม้แต่ Fund of Funds ก็พอมีบ้างครับ กล้าบอกเลยครับว่าผมทดลองลงทุนในกองทุนรวมมาทั้งหมดแล้ว ได้กำไรแบบพุ่งกระฉูดก็มี หรือจะขาดทุนแบบรูดกราวก็มีเยอะครับ  ซึ่งตรงนี้ต้องมองดูดีๆนะครับว่า เป้าหมายของการลงทุนของเราคืออะไร?

แต่ต่อให้ลงทุนมากมายแค่ไหนก็ตาม มีกองทุนอยู่ประเภทเดียวที่ผมไม่เคยลงทุนเลย นั่นคือกองทุนที่เรียกว่า ทริกเกอร์ฟันด์ (Trigger Fund) ครับ

แล้ว Trigger Fund คืออะไร?

Trigger Fund คือ กองทุนที่มีการตั้งเป้าหมายผลกำไรไว้ตั้งแต่เริ่มจัดตั้งกองทุน และเมื่อกองทุนทำได้ตามเป้าหมาย ก็จะทำการปิดกองทุนทันที เอ๊ะฟังแล้วก็ดูดีใช่ไหมครับ ลงทุนปุ๊บ-กำไรปั้บ-ปิดกองทุนแป๊บ!

แต่ข้อเท็จจริงข้อหนึ่งของ Trigger Fund ที่ผู้ลงทุนทุกคนควรรู้คือ กำไรมีจำกัด แต่ ขาดทุนมีไม่จำกัด และปิดท้ายปลอบใจเราเบาๆ ด้วยคำว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาก่อนตัดสินใจลงทุน

นอกจากนั้นแล้วกองทุนประเภท Trigger Fund นั้นยังไม่เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาวอีกด้วย เพราะตั้งเป้าหมายรับผลกำไรเร็วเกินไป อาจจะทำไม่ให้เราได้เห็นถึงพลังของดอกเบี้ยทบต้นจากการลงทุนระยะยาว

อ้าวว.. พูดมาแบบนี้ทั้งหมด แล้ววันนี้แกจะมารีวิวกองทุนทริกเกอร์ฟันด์เนี่ยนะ ใช่ครับ เพราะผมต้องการบอกข้อมูลในการลงทุนที่ทุกคนควรจะรู้ก่อนตัดสินใจลงทุนก่อน แล้วเราค่อยมาดูกันต่อครับว่า เจ้ากองทุนเปิดไทยพาณิชย์ สมาร์ท เทรด 555 ฟันด์ เอ ที่มีสโลแกนสั้นๆง่ายๆว่า กองทุนที่ทำให้คุณวางใจ รู้ล่วงหน้าถึงกรอบความเสี่ยงขาลง นั้น มันดีกว่าทริกเกอร์ฟันด์ตามปกติหรือไม่อย่างไร?

ทำความรู้จักกับ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ สมาร์ท เทรด 555 ฟันด์ เอ

กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ สมาร์ท เทรด 555 ฟันด์ เอ หรือ SCB SMART TRADE 555 FUND A ที่ว่านี้เป็นกองทุนผสมที่มีนโยบายลงทุนโดยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนออกไปหลากหลายประเภทครับ ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ เงินฝาก ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวม โดยปรับสัดส่วนการลงทุนตามที่ต้องการ แต่ระบุเงื่อนไขว่าจะลงทุนในต่างประเทศไม่เกินร้อยละ 79 และอาจจะมีการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอีกต่างหาก ดังนั้นผมแนะนำให้อ่านข้อมูลจากหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปนี้ ช้าๆชัดๆ เพื่อให้เข้าใจก่อนครับว่า กองทุนที่เราจะพูดถึงนี้ ลงทุนในอะไรบ้าง

กองทุนมีนโยบายกระจายการลงทุนในตราสารแห่งทุน และ/หรือตราสารแห่งหนี้ และ/หรือตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน และ/หรือเงินฝาก และ/หรือหน่วยลงทุนของกองทุน เป็นต้น รวมทั้งหลักทรัพย์และทรัพย์สินอื่นหรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นตามที่สานักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด โดยกองทุนจะพิจารณาปรับสัดส่วนการลงทุนได้ตั้งแต่ร้อยละ 0 ถึงร้อยละ 100 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม ซึ่งสัดส่วนการลงทุนขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนและตามความเหมาะสมกับสภาวการณ์ในแต่ละขณะ

ทั้งนี้ กองทุนอาจลงทุนในต่างประเทศไม่เกินร้อยละ 79 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน นอกจากนี้กองทุนอาจลงทุนหรือมีไว้ในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า(Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ตามความเหมาะสมสำหรับสภาวการณ์ในแต่ละขณะ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการลงทุน รวมถึงอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน (Efficient portfolio management) อีกทั้งอาจลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งตราสารที่มีลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Structured Note)และตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่่ำกว่าที่สามารถลงทุนได้ (Non-investment grade) และตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Unrated Securities) และหลักทรัพย์ของบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Unlisted Securities)

และข้อความทั้งหมดนั่นคือเงื่อนไขของการลงทุนครับ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นกองทุนที่จัดการตามใจผู้จัดการกองทุนกันเลยทีเดียว อยากทำอะไรก็ได้ สบายๆ ดีครับท่าน ได้ครับนาย ฟรีสไตล์ตามความสามารถ อันนี้ก็ว่ากันไปครับ โดยกองทุนนี้ถูกจัดความเสี่ยงอยู่ในระดับ 5 จากความเสี่ยงที่มีทั้งหมด 8 ระดับ เนื่องจากเป็นกองทุนรวมแบบผสม ซึ่งการปรับสัดส่วนตรงนี้จะขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้จัดการกองทุนเป็นหลักครับ

โดยมุมมองการลงทุนของผู้จัดการลงทุนนั้น แบ่งออกเป็น 3 ประเด็น คือ

  1. การดำเนินนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) โดยคาดว่าทาง Fed จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกเพียง 1 ครั้งในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2016 เพราะยังมีข้อจำกัดในเรื่องค่าเงินดอลลาร์ที่อาจจะแข็งค่าขึ้นและกระทบต่อภาคธุรกิจไปจนถึงการผิดนัดชำระหนี้ โดยทางผู้จัดการกองทุนมองว่าการลงทุนต้องเน้นเลือกเป็นรายอุตสาหกรรมมากกว่าการลงทุนแบบกระจายตามตลาด ซึ่งจะเน้นไปในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับอุปโภคบริโภคและเทคโนโลยีสารสนเทศ
  1. การสนับสนุนทางการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) หลังจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ย่อมส่งผลให้ให้ ECB ดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนปรนมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลให้อาจจะมีมาตรการต่างๆ เพิ่มขึ้น ประกอบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจในยุโรป จึงคาดการณ์ว่าในปีนี้ยุโรปจะมีผลการดำเนินงานที่ดีกว่าภูมิภาคอื่นๆ
  1. ราคาน้ำมันอยู่ที่ระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง ด้วยการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากอิหร่าน สหรัฐฯ ขยายโควต้าการส่งออก รวมถึงกลุ่ม OPEC ที่ระดมผลิตเกินโควต้าที่กำหนด ส่งผลให้อุปทานล้นตลาด ซึ่งการที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำ ย่อมà

5 เทคนิค ขอคืนภาษีปี 2560 ให้ไวแบบสุดๆ

สวัสดีปีใหม่ 2560 กับบทความแรกจริงๆของปี (ไม่นับรวมที่ค้างมาจากปีก่อน) ของ TAXBugnoms เจ้าเก่าเจ้าเดิม เพิ่มเติมความสดใสกับหัวข้อ “5 เทคนิคขอคืนภาษียังไงให้ไวแบบสุดๆ” กันครับผม

วันนี้ไม่พูดพล่ามทำเพลงอารัมภบทอะไรเยิ่นเย้อ แต่ขอนำเสนอหนทางง่ายๆในการขอคืนภาษีให้ทุกคนไวแบบติดจรวจ โดยเฉพาะคนที่กำลังจะยื่นภาษีของปี 2559 ภายใน 31 มีนาคม 2560 นี้ ซึ่งมีอยู่ 5 ข้อครับผม เอาล่ะครับ มาดูกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

 

1. ยื่นไว เพราะตั้งใจเตรียมข้อมูลไว้แต่เนิ่นๆ ปัญหาส่วนใหญ่ของการยื่นภาษี คือ เตรียมข้อมูลไม่ทัน แบบว่ายังไม่พร้อม บางครั้งลืมไปแล้วว่าปีที่ผ่านไปเราทำอะไรไปบ้างกับชีวิต เพราะมันเยอะเหลือเกินตั้งแต่ ลดหย่อน LTF RMF ดอกเบี้ยบ้าน บริจาคต่างๆ  แถมเอกสารก็ยังไม่มา ต้องตามหากันให้วุ่นวายยกใหญ่ ดังนั้นใครที่เตรียมพร้อมข้อมูลไว้ก่อนย่อมมีสิทธิ่ก่อนครับ (บางทีอาจจะเป็นข้อดีของมนุษย์เงินเดือน โสด สนิท ไม่คิดลดหย่อนอะไรเลยก็ได้นะครับ ฮ่า)

ผมอยากแนะนำว่าสิ่งสำคัญคือการเริ่มต้นที่ถูกต้องครับ ปีที่แล้วไม่ได้จดข้อมูลพวกนี้ไว้ไม่เป็นไร ส่วนปีนี้ปีต่อไปก็เตรียมไว้ด้วยนะครับ ปีหน้าจะได้ไม่มีปัญหาครับผม

 

2. วางแผนรายได้ประเภท Final TAX สำหรับรายได้บางรายการนั้น มีสิทธิเลือกแยกยื่นภาษีเสียต่างหากได้ ดอกเบี้ย เงินปันผลจากหุ้นกองทุนรวม ไปจนถึงค่าขายอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นลองวางแผนก่อนครับว่า เราเสียภาษีในฐานไหนอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้ตัดรายการพวกนี้ออกไปทำให้เราเสียภาษีน้อยลงครับ

ผมเคยทำคลิปสอนเรื่องนี้ไว้ที่ Youtube Channel TAXBugnoms ครับผม และอยากให้ลองดูกันครับ เผื่อจะได้เข้าใจกันมากขึ้น

 

 

 

3. ไวกว่าด้วยพร้อมเพย์ ถึงแม้หลายคนจะพูดกันมากมายเรื่องพร้อมเพย์ แต่บอกตรงว่าด้วยนโยบายและอะไรก็ตามบอกไว้ว่าคืนเร็วกว่าวิธีอื่น ดังนั้น ถ้าไม่ติดขัดอะไรไปการสมัครพร้อมเพย์ก็ช่วยให้เราได้คืนภาษีเร็วขึ้นอย่างแน่นอนครับ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ สรุปครบทุกประเด็น พร้อมเพย์กับการคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ครับ)

 

4. ยื่นแล้วเอกสารต้องครบ สำหรับคนที่เอกสารไม่ครบ หลังจากยื่นแล้วถ้าเสียภาษีก็อาจจะชิวๆไม่ร้อนรนสักเท่าไร มีเอกสารมาก็เก็บไว้เผื่อถูกตรวจสอบ แต่สำหรับคนที่ขอคืนภาษี เอกสารคือสิ่งที่มีค่ามากๆครับ ยื่นข้อมูลไปเท่าไร เอกสารต้องเป๊ะตามนั้น เพราะยังไงท่านพี่สรรพากรต้องมาขอตรวจสอบอย่างแน่นอน สำหรับเคล็ดลับตรงนี้ผมใช้วิธีสแกนเก็บไว้เลยครับ พอขอมาเมื่อไรกดปุ่ม Upload ส่งไปรวดเดียว จบเลยครับ

 

5. ติดตามทุกก้าวการเคลื่อนไหว ยื่นแล้วส่งเอกสารแล้ว สิ่งที่ต้องติดตามคือพี่ๆสรรพากรนี่แหละครับ ซึ่งสามารถตรวจสอบสถานะได้ที่เวปไซด์กรมสรรพากรตรง "สอบถามข้อมูลขอคืนภาษี"  และตรงนี้ขอแนะนำเพิ่มครับว่าให้คอยโทรติดต่อสอบถามอยู๋เรื่อยๆ ครับ เพราะเค้าอาจจะรำคาญ เอ้ย ทำงานให้เราไวขึ้นก็ได้นะครับ

 

เป็นไงบ้างครับกับ 5 ขั้นตอนขอคืนภาษีให้ไวกว่าปริศนาฟ้าแลบ ฮ่าๆ หวังว่าคงจะช่วยให้คนที่กำลังวางแผนจะยื่นภาษีในปีนี้เตรียมตัวกันง่ายขึ้นนะครับ และสุดท้ายนี้ ผมขอให้ทุกคนได้คืนภาษีไวดังใจคิดนะครับผม แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้ากับ TAXBugnoms คร้าบ

เครดิตภาษีเงินปันผล : สูตรลับในการยื่นภาษีในเสี้ยววินาที

ในเทศกาลยื่นภาษี โดยส่วนใหญ่แล้วในฐานมนุษย์เงินเดือนหรือมนุษย์ฟรีแลนซ์ก็คงคุ้นเคยดีในการยื่นแสดงเงินได้ประเภท 40(1) และ 40(2) แต่หลายๆคนที่เป็นมนุษย์เงินปันผล แล้วคิดว่าตัวเองสามารถนำเครดิตภาษีเงินปันผลไปใช้ประโยชน์ในการยื่นภาษีได้ ก็จะยื่นแสดงรายได้ตรงส่วนนี้ 

ในการยื่นภาษีของเงินได้ที่เป็นเงินปันผลคือ 40(4)(ข) ซึ่งหน้าตาเวลาเรากรอกภาษีจะเป็นลักษณะนี้นะครับ

ให้เรากดไปที่ บันทึก/แก้ไข สีฟ้าๆด้านบน แล้วเขาจะมีตารางให้เรากรอกครับ

การกรอกนั้นเราสามารถนำใบส้มๆที่ได้มาจาก TSD มาไล่หรอกทีละตัว แต่ปัญหาก็คือ ถ้าเราได้ใบสีส้มๆมาเป็น 100 ใบ (ได้ปันผลทั้งปีมี 100 รอบจากหลายๆหุ้น) วิธีการที่จะยื่นภาษีให้ได้เร็วก็ต้องใช้สูตรลับนะครับ โดยเราจะต้องไปที่เวปไซต์ www.set.or.th/tsd แล้วจะปรากฎหน้จอดังนี้

นั่นคือการใช้ Investor Portal ด้านขวาจะมีช่อง Login ที่ผมทำกรอกสีแดงๆไว้ ถ้าใครยังไม่มี User Account ก็ต้องสมัครก่อนนะครับ สำหรับคนเป็นสมาชิกอยู่แล้วก็ ใส่รหัสผ่านเข้ามาเลย แต่ถ้าใครเชื่อม User ระหว่าง SET กับ TSD แล้วก็ Login เข้า Account ของ SET เข้ามาได้นะครับ

มาที่ตรงพิมพ์รายงาน แล้วเลือก ดาวโหลดข้อมูลภาษี สำหรับการยื่นแบบฯ ผ่านอินเตอร์เน็ต สำหรับมาตรา 40(4)(ข)

แล้วเราก็เลือกปีให้ถูกต้อง แล้วคลิ๊กไปที่รูปภาพที่เขียนว่า สำหรับยื่นแบบภาษีฯ ทางอินเตอร์เน็ต ในกรณีที่เราอยากจะเช็คตัวเลข ก็โหลด Excel มาดูได้นะครับ 

ประโยชน์ของ File Excel นั้นนอกจากที่เราจะเช็คข้อมูลด้วยตัวเองได้ เรายังสามารถนำไปวางแผนภาษีได้ที่เวปไซต์ www.itax.in.th ได้ด้วยเช่นกันครับ (ตรงเงินได้ประเภท 4 ที่เขาให้ Upload File ได้เลย)

เอาหล่ะ ถ้าเรา Download File ที่จะเอาไว้ใช้ยื่นกับทางสรรพากร มันจะขึ้นเตื่อนแบบนี้นะครับ

พอเราคลิ๊กจนได้ File มาแล้ว เราก็ Save ไว้ในเครื่องเรานะครับ แล้วนำมาใช้ที่เวปไซต์ของทางสรรพากร ตามรูปด้านล่างนะครับ

ตรงที่ให้กรอกเงินได้ประเภท 40(4)(ข) จะมีช่องให้เราแสดงเครื่องหมายว่า ประสงค์อัพโหลดข้อมูลจากศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) เราก็เอา File ที่ได้นั่นแหล่ะ มาใส่เลย เดี๋ยวรายการเงินปันผลทั้งหลายก็จะมาเรียงและคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผลให้เราเอง

สูตรลับที่หลายๆคนยังไม่ทราบก็ทำง่ายๆเช่นนี้ล่ะครับ ง่ายใช่ไหมล่ะ ลองทำตามขั้นตอนนี้ได้เลยนะครับ แล้วคุณจะรู้ว่าการกรอกเงินได้ประเภทเงินปันผลนั้นง่ายนิดเดียว

5 ข้อข้องใจ ไขปัญหากองทุนรวมและกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF)

มีแฟนเพจ @TAXBugnoms เคยถามผมมาทางหลังไมค์ว่า “ตกลงว่าอี แอล ที เอฟ มันคืออะไรกันแน่กันคะพี่หนอม และมันต่างจากกองทุนรวมอย่างไร” … เอ่อ…ว่าแต่ว่า ELTF นี่คืออะไรครับ (ไม่ใช่พี่คะ LTF เฉยๆค่ะ!!! แหม่.. จะตลกก็ไม่บอก)

เอาล่ะ เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่าครับว่า สิ่งที่ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดเกี่ยวกับกองทุนรวม (ธรรมดา) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาวที่เราเรียกกันสั้นๆว่า LTF นั้น มีอะไรบ้าง โดยบทความนี้ผมขอทำหน้าที่สรุปประเด็นที่น่าสนใจหลักๆ ออกมา 5 ข้อ ดังนี้ครับ

1. ความเหมือนและความแตกต่างในการลงทุน

ความเหมือน : โดยหลักการแล้ว LTF คือกองทุนรวมประเภทหนึ่ง ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการออมและการลงทุนเป็นหลัก เช่นเดียวกันกับกองทุนรวมธรรมดาที่เราพบเห็นได้ทั่วไป

ความแตกต่าง : ปกติกองทุนรวมนั้นจะมีมากมายหลายประเทศ เอ้ย ประเภท ตั้งแต่ลงทุนพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ หรือจะหนีไปหุ้น ตราสารทุนเมืองนอก ออกไปแตะขอบฟ้าผ่านกองทุนทางเลือกในต่างประเทศก็ได้ เพราะบลจ.ทั้งหลายมีทุกสิ่งมากมายให้เลือกสรร แต่สิ่งที่แตกต่างกันนั้นก็คือกองทุน LTF จะลงทุนในหุ้นของประเทศไทยอย่างเดียว แต่พ่วงสิทธิดีๆที่พี่(สรรพากร)อยากให้ นั่นคือ “การประหยัดภาษี” นี่เองงงงงงงงงงงง

2. ระหว่างกองทุนรวมกับ LTF ควรเลือกลงทุนในอะไรดี

หากคุณสามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนและต้องการลดภาษี การเลือกลงทุนใน LTF อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า แต่ถ้าหากคุณไม่เสียภาษีแล้วล่ะก็  แนะนำให้เลือกลงทุนในกองทุนหุ้นดีๆ หรือกองทุนรวมประเภทอื่นแทนจะดีกว่า

เพราะคนส่วนใหญ่มักจะลืมสำรวจตัวเองว่า เอ๊ะ… ตัวชั้นเองก็ไม่เสียภาษีนี่หว่า  ถ้ารู้แบบนี้แล้ว ขอความกรุณาอย่าซื้อ LTF เพราะอาจเป็นภาระทางภาษีให้ลูกหลานได้นะเธอว์

3. ผลตอบแทนจากการลงทุนเหมือนกันไหม

การลงทุนทั้งสองประเภทนี้ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนเหมือนๆกัน คือ “กำไรจากส่วนต่างราคา (NAV)” และ“เงินปันผล (ถ้ามี)” ซึ่งทางกฎหมายแล้ว ได้กำหนดเงื่อนไขไว้ดังนี้

กำไรจากส่วนต่างราคา : กองทุนรวมธรรมดาทั้งหลายจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีอยู่แล้ว แต่สำหรับ LTF การที่จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเมื่อขายนั้น ต้องทำตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดเสียก่อน (อ่านต่อข้อ 4)

เงินปันผล : เมื่อได้รับเงินปันผลจากทางกองทุนรวมทั่วไป หรือ LTF ก็ตาม หากเราแจ้งให้ทางบลจ.ทำหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ ในอัตราร้อยละ 10 ก็จะสามารถใช้สิทธิเลือกในการไม่นำมารวมคำนวณภาษีตอนปลายปีได้ แต่ถ้าไม่ยอมให้หัก ณ ที่จ่าย รายได้ส่วนนี้ต้องนำมารวมคำนวณภาษีตอนปลายปี โดยถือเป็นรายได้ 40(8) และยื่นแบบภ.ง.ด. 90 ครับโผม!!

โดยเงินปันผลที่ได้รับมานั้น ไม่สามารถใช้สิทธิเครดิตภาษีได้ เนื่องจากกองทุนรวมเค้าไม่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจ้า

แต่ถ้าหากเลือกกองทุนที่ไม่มีเงินปันผลล่ะ ต้องทำอย่างไรบ้าง … เดี๋ยวนะครัชช.. คือถ้าเลือกกองทุนที่ไม่มีเงินปันผล แล้วคุณพี่จะเอาอะไรมายื่นภาษีล่ะฟระ ก็ไม่ต้องยื่นสิคร้าบบบบบบ ฮึมมมมมม แน่ใจนะว่าถามมมม!!!

4. แล้วมีเงื่อนไขอะไรของ LTF ที่เราต้องระวังบ้าง

สำหรับ LTF นั้น มีเงื่อนไขหลักๆ ที่ต้องระวังคือ

  • ซื้อได้สูงสุดไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปี และไม่เกิน 500,000 บาท
  • ต้องถือไว้อย่างน้อย 5 ปีปฎิทิน เช่น หากซื้อในปี 2557 ก็จะสามารถขายได้ตั้งแต่วันแรกของปี 2561 นั่นเองครับ

แต่ถ้าหากเราทำผิดเงื่อนไข กำไรจากการขายจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ทันที 3% และเรายังไม่ได้รับสิทธิยกเว้นในการรวมคำนวณภาษีเงินได้ตอนปลายปี แถมภาษีที่ขอลดไว้ก็ต้องไปจ่ายคืนพร้อมด้วยเบี้ยปรับเงินเพิ่ม  เพื่อเป็นการชดใช้กรรมด้วยนะจ๊ะ!

5. เมื่อขายกองทุนรวมหรือ LTF แล้วต้องทำอย่างไรดี

แหม่.. ขายแล้วก็รับเงินสิจ๊ะ เอ้ย… ไม่ใช่!! สำหรับกองทุนรวมนั้นเมื่อขายแล้วก็ไม่ต้องทำอะไร อยู่เฉยๆชิวๆ รับตังค์กันไป แต่สำหรับ LTF นั้นต้องนำมากรอกแบบแสดงรายการเพื่อคำนวณภาษีด้วยนะ เพราะว่าเราจะได้สิทธิในการซื้อ LTF เพิ่มขึ้นยังไงล่ะ (เอ้า..งงล่ะสิ เอาเป็นว่าถ้าใครงงก็คลิกอ่านได้ “ที่นี๋” คร้าบ)

  • ถ้าหากเป็นการขายที่ถูกต้องเงื่อนไข ▶ เลือก “กำไรที่ได้รับจากการขายคืน” ในช่อง “ยกเว้น
  • แต่ถ้าเป็นการขายคืนที่ไม่ถูกตามเงื่อนไข ▶เลือก “กำไรที่ได้รับจากการขายคืน” ในช่อง “ไม่ยกเว้น

สุดท้ายนี้ขอจบแบบสวยๆด้วยประโยคที่แสนจะแคลสสิกว่า

“การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน”

แต่ถ้าไม่อยากเสี่ยง… โปรดเลี่ยงการลงทุนในสิ่งที่คุณไม่รู้

สวัสดีมากครับ!!!

เลือกประกันอย่างไรให้ง่ายและคุ้มค่า เพื่อใช้ชีวิตได้ง่ายกว่า

สวัสดีคร้าบบบบ พบกับผม Insuranger คนเดิม ที่จะมาคอยให้ความรู้เรื่องการวางแผนทางการเงิน และการวางแผนประกันชีวิตปกป้องความเสี่ยง แต่ที่เพิ่มเติมก็คือ วันนี้ผมจะพาทุกท่านออกจากประกันชีวิตและสุขภาพ ไปเรียนรู้การคุ้มครองความเสี่ยงด้านอื่นๆ ว่าจริงๆแล้วชีวิตเราเนี่ย มีอะไรเป็นเรื่องที่น่ากังวลอีกบ้าง?

เรื่องแรกเลยที่ผมคิดว่า แม้แต่คนที่ไม่ได้นึกถึงการทำประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพมาก่อนเลย ก็ยังต้องนึกถึงแทบทุกคน นั่นก็คือเรื่องของการประกันทรัพย์สิน โดยเฉพาะ “ประกันรถยนต์” ใช่ไหมล่ะครับ

ใครก็ตามที่มีรถ 90% ขึ้นไป ยังไงก็มองเรื่องของการทำประกันรถยนต์ไว้อยู่แล้ว เพราะเราเข้าใจดีกว่า อุบัติเหตุที่เกิดบ่อยที่สุด ก็คือ “อุบัติเหตุตามท้องถนน” เพราะมันเป็นเรื่องที่แค่เราประมาท หรือขาดสติเพียงเสี้ยววินาที ก็สามารถเกิดเหตุได้อย่างง่ายดาย การถูกเฉี่ยวชนบนท้องถนนจึงเป็นเรื่องที่เราเห็นกันจนชินตา ยิ่งในปัจจุบันคนใช้รถใช้ถนนในเมืองมีเป็นจำนวนมาก ก็ยิ่งมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย หรือถึงแม้เราจะมีสติ ขับด้วยความรอบคอบระมัดระวังเป็นอย่างดีแล้ว ก็มีสิทธิ์ที่จะถูกคนอื่นที่ขับรถอย่างประมาทชนได้อีกเหมือนกัน (ซึ่งมารยาทในการขับขี่ของคนบางคนแย่แค่ไหนหลายคนคงรู้ซึ้งดี) ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดเดาล่วงหน้าไม่ได้เลย เราจึงต้องทำประกันรถยนต์ไว้ก็เพื่อที่ว่า หากเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวขึ้น ไม่ว่าจะมีความเสียหายมากแค่ไหน เราก็จะได้รับความเสียหายแค่ไม่เกินเบี้ยประกันที่จ่าย (ขึ้นอยู่กับทุนประกันที่ทำไว้ด้วย) เพราะเราจำกัดความสูญเสียด้านตัวเงิน ด้วยการทำประกันไว้เรียบร้อยแล้ว

นี่แหละมั้ง ที่ทำให้แทบทุกคน ตระหนักถึงความเสี่ยงของความไม่แน่นอนในการใช้รถใช้ถนน ซะยิ่งกว่าความไม่แน่นอนเรื่องชีวิตและสุขภาพ คนส่วนใหญ่ก็เลยทำประกันรถยนต์ด้วยความเข้าใจเรื่องการคุ้มครองความเสี่ยงกันแทบทุกคน แต่กลับไม่ทำ หรือทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพด้วยความเข้าใจจริงๆน้อยกว่ามาก

อีกเรื่องหนึ่งที่เรามีโอกาสได้พบเจอบ่อยก็คือเรื่องของ “การเดินทางท่องเทียว” เพราะโดยไลฟ์สไตล์ของคนส่วนใหญ่แล้ว เราก็มักจะออกเดินทางท่องเที่ยวกันไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ อย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง ซึ่งหากเราไม่ได้เดินทางด้วยตัวเองโดยรถยนต์ (ซึ่งทำประกันรถยนต์คุ้มครองอยู่แล้ว) ก็ต้องเดินทางด้วยรถโดยสารหรือเครื่องบิน สำหรับการเดินทางไกล ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวที่ยิ่งมีกระบวนการและระยะเวลาท่องเที่ยวนาน ก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น

ถ้าใครเดินทางท่องเที่ยวบ่อยๆจะรู้ดีว่า การท่องเที่ยวกับความไม่แน่นอน มักเป็นของคู่กันเสมอ ตั้งแต่เริ่มเดินทางจนกระทั่งอยู่ระหว่างช่วงท่องเที่ยว เราอยากจะไปเที่ยวด้วยความสนุกสนานไร้กังวล แต่ก็ไม่วายที่บางครั้งจู่ๆ เราก็อาจจะต้องเลื่อนเที่ยวบินกะทันหันด้วยความจำเป็นบางอย่าง, สายการบินเกิดการดีเลย์ ไม่ก็เกิดการประท้วง (อย่างเช่น เคสล่าสุดของสายการบินของไทยเจ้าหนึ่ง) ขึ้นเครื่องบินไปแล้ว บางทีกระเป๋าเดินทางเราก็อาจถูกกระแทกเสียหาย หรือสูญหายไปเลยก็มี ระหว่างเดินทางท่องเที่ยว ถ้าโชคร้าย เราก็อาจจะมีโอกาสถูกโจรผู้ร้ายจี้ปล้นชิงทรัพย์นักท่องเที่ยว(โดยเฉพาะพวกที่หน้าตาดูแล้วรู้ว่ามาจากเอเชียอย่างเราๆ) แย่ยิ่งกว่านั้นถ้าเราถูกทำร้ายร่างกาย หรือแม้กระทั่งเกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บระหว่างการเดินทาง เราก็ต้องเสียค่ารักษาพยาบาล เสียค่าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลอีก

ดังนั้น สำหรับใครที่ชอบเดินทางบ่อยๆจะรู้เลยว่า เวลาจะเดินทางไปท่องเที่ยวที่ไหนไกลๆ โดยเฉพาะต่างประเทศ มักจะมี requirement ให้ต้องทำประกันการเดินทางไว้ด้วยเสมอ

เทคนิค หรือหลักการในการทำประกันรถยนต์ และประกันการเดินทาง ต้องดูอะไรบ้าง?

การเลือกทำประกันทั้ง 2 แบบ จะมีหลักการคล้ายๆกัน นั่นก็คือ “เทียบมูลค่าและขอบเขตของความคุ้มครอง” กับ “เบี้ยประกันที่จ่ายไป” ว่าของที่ไหน “คุ้มค่า” ที่สุด

โดยประกันรถยนต์จะดูความคุ้มครองหลักๆในเรื่องของ

  • ทุนประกัน (มูลค่าความคุ้มครองสูงสุดที่เราทำให้รถของเรา ซึ่งไม่ควรจะต่ำกว่ามูลค่าของรถ)
  • จ่ายส่วนแรกกรณีมีเคลมไหม? = คือส่วนที่เรายอมจ่ายค่าเสียหายด้วยตัวเอง ว่าถูกบังคับให้ต้องจ่ายไหม (ถ้าเรามั่นใจว่าโอกาสเคลมเราน้อย บางครั้งการยอมจ่ายค่าเสียหายด้วยตัวเองส่วนแรก อาจจะคุ้มกว่า เพราะทำให้ค่าเบี้ยประกันต่อปีลดลง)
  • สิทธิ์ในการส่งซ่อมห้าง (ศูนย์) หรือ อู่ (ข้อดีข้อเสียต่างกัน ห้าง (ศูนย์) = ไว้ใจได้ วัสดุอุปกรณ์มาตรฐาน แต่อาจแพงและกินเวลานาน อู่ = อาจจะสะดวกรวดเร็ว หาอะไหล่เปลี่ยนง่าย แต่เสี่ยงต่อมาตรฐานและการให้บริการ)
  • มูลค่าความคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินบุคคลภายนอก (คู่กรณีหรือสาธารณะสมบัติ) ต่อคนและต่อครั้ง  

ส่วนประกันการเดินทาง จะดูมูลค่าความคุ้มครองหลักๆในเรื่องของ

  • ค่ารักษาพยาบาล (กรณีพักรักษาตัวจากอุบัติเหตุ, กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ, กรณีกลับมารักษาต่อในประเทศ)
  • สัมภาระและทรัพย์สิน (สูญหาย หรือเสียหาย) การเดินทาง (ล่าช้า, ถูกยกเลิก, พลาดเที่ยวบินต่อ)

หน้าที่ของเราก็คือ เอามูลค่าการคุ้มครองดังกล่าว มาเทียบกับเบี้ยประกันของแต่ละที่ ที่ไหนให้มูลค่าคุ้มครองที่เท่ากัน แต่จ่ายเบี้ยถูกกว่า ก็ถือว่าคุ้มค่ากว่า

แต่ปัญหาก็คือ บริษัทประกันภัยก็มีเป็นสิบๆแห่งๆ แต่ละแห่งก็มีให้เลือกเป็นสิบๆตัว จะให้มานั่งเปรียบเทียบทีละแห่งทีละตัวด้วยตัวเอง คงหมดลมตายไปซะก่อน บางคนก็เลยเลือกที่จะถามเพื่อนฝูง แล้วก็ใช้ตามๆกัน บางคนก็เลือกตามความเคยชิน ทำกับบริษัทที่คุ้นเคยอยู่แล้วมาเรื่อยๆ ซึ่งบางที อาจจะไม่ใช่ตัวที่คุ้มค่าที่สุด หรือได้รับการยอมรับว่าดีที่สุด ก็ได้ จนบางคนร้องขอว่า อยากจะมีที่ไหนซักที่มาช่วยเปรียบเทียบแบบประกันภัยให้เ&

เครดิตภาษีเงินปันผล : ระวังกรอกผิด เสียสิทธิ์เสียเวลากรอกใหม่

มีคนถามเป็นจำนวนมากเลยเกี่ยวกับการกรอกเงินได้ประเภท 40(4)(ข) เงินปันผลที่ได้มาจากการลงทุนในหุ้น บางคนก็กรอกผิดกรอกถูก วันนี้เลยจะเอาตัวอย่างมาให้ชมกันนะครับว่า เราจะต้องดูอะไรบ้างและกรอกอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงที่สุดในการยื่นภาษีของเรา

หน้านี้จะเป็นหน้าที่เราจะนำข้อมูลมากรอกเพื่อแสดงเงินได้นะครับ ดูมันยุ่งยากซับซ้อนใช่ไหม ถ้าใครอ่านบทความก่อนหน้าของผมก็จะทราบได้ว่า มันมีวิธีการ Download File จากทาง TSD ด้วยนะครับ แต่สำหรับคนที่ต้องการจะกรอกเองนั้นไม่ยากเลย 

ให้เราดูที่ใบสีส้มๆ (หนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่าย) ที่ได้มาจากศูนย์ฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่เขาจะส่งมาว่าเราได้เงินปันผลในแต่ละครั้งเท่าไหร่นะครับ ตัวอย่างนี้ สมมติว่าเป็นการลงทุนในหุ้น BBL ซึ่งเงินปันผลแสดงในลักษณะตามภาพ 

ซึ่งอยู่ในช่อง (1) กรณีผู้ได้รับเงินปันผลได้รับเครดิตภาษี โดยจ่ายจากกำไรสุทธิของกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลดังนี้ 

(1.1) อัตรา ร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ จำนวนเงิน 308 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 30.80 คงเหลือจ่าย 277.20 บาท

ขั้นแรกเลย ให้เรามาที่หน้าของเวปสรรพากรแล้วเลือกประเภทบริษัท และชื่อบริษัท จากกรณีตัวอย่างผมเลือก BBL นะครับ 

ขั้นที่ 2 เมื่อเลือกเสร็จแล้ว เราก็ต้องมากรอกว่า เป็นเงินปันผลที่เสียภาษีในอัตราร้อยละเท่าไหร่ ตามใบสีส้มๆตัวอย่างของผมเลย คือเก็บที่อัตราร้อยละ 30 เราก็มากรอกจำนวนเงินเต็มๆที่ช่อง 30% นะครับ แล้วด้านล่างจะเห็นได้ว่า ระบบจะแสดงตัวเลขอัตโนมัติ ว่าเราได้เงินปันผลเท่าไหร่ มีการเสียภาษีหักภาษี ณ ที่จ่ายไปเท่าไหร่แล้ว และจะมีการคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผลไว้ด้านล่างครับ

ขั้นที่ 3 หลังจากนั้นเราก็กรอกไปทีละใบๆ การยื่นต้องยื่นหมดนะครับ ห้ามยื่นแค่บางใบที่เป็นประโยชน์ต่อเราเท่านั้น ไม่งั้นโดนทางสรรพากรตรวจสอบแล้วอาจจะต้องยื่นเพิ่มเติมและให้แก้ไขให้ถูกต้องนะครับ

  • แต่ละบริษัทอาจจะจ่ายเงินปันผลที่ได้รับเครดิตภาษีในอัตราที่ต่างกัน ก็กรอกตามใบสีส้มๆโน๊ะ เช่น บริษัท A 30%  บริษัท B 25% บริษัท C 23%
  • บางบริษัทอาจจะจ่ายเงินปันผลที่ได้รับเครดิตภาษีหลายอัตรานะครับ เสียที่ 30% กี่บาทก็กรอกไป เสียที่ 25% กี่บาทก็กรอกในช่องถัดไป
  • อาจจะมีบางกรณีที่เราเจอแปลกๆบ้าง เช่น บริษัทได้รับการยกเว้นภาษี BOI เราก็กรอกในช่วงยกเว้นภาษี และอาจจะมีกรณีที่ไม่ได้รับเครดิตภาษีก็ได้เช่นกันนะครับ
  • ในส่วนของกองทุนรวมนั้น ต้องเช็คดีๆนะครับวว่าเข้ามาตราไหน แต่ส่วนใหญ่จะเป็น 40(8) โดยสังเกตง่ายๆว่าเป็น เงินปันผลที่ได้รับจากกองทุนรวม ตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ครับ

อันนี้เป็นตัวอย่างเบื้องต้นให้ทุกท่านได้ทราบเท่านั้น กรอกไม่ยากใช่ไหมครับ ถ้าไม่แน่ใจว่าจะกรอกอย่างไร แนะนำให้สอบถามข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรเพิ่มเติมนะครับ ทางเจ้าหน้าที่จะให้คำแนะนำได้อย่างถูกต้องแน่นอนครับ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save