อยากมีพื้นที่ให้เช่าใจกลางเมืองหรอ? มาลงทุนในสิทธิการเช่าโกลเด้นเวนเจอร์ (GVREIT) ดูซิ

สวัสดีครับ ผม TAXBugnoms เจ้าเก่าคนเดิม วันนี้ขอแวะมาเพิ่มเติมทางเลือกในการลงทุนให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆกันอีกครั้งหนึ่งครับ โดยครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของภาษี แต่เป็นเรื่องของการลงทุนใน สิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ โกลเด้นเวนเจอร์ (GVREIT) ซึ่งเป็นกอง “ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์” หรือใครหลายคนที่รู้จักกันดีในชื่อว่า รีท (REIT) นั่นเองครับ #อ่านว่ารีทนะครับไม่ใช่รีด

โดยลักษณะของเจ้ากองทุน REIT ที่ว่านี้ จะทำหน้าที่ระดมเงินจากคนที่ต้องการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนแบบ สิทธิการเช่าชั่วคราว (Leasehold) และ กรรมสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ (Freehold)  และมีผู้จัดการ REIT ทำหน้าที่บริหารจัดการหาผู้เช่า และเก็บค่าเช่าที่ได้จากอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ มาส่งต่อให้กับผู้ลงทุนในรูปแบบของเงินปันผลนั่นเองครับ

ถ้าใครอยากรู้รายละเอียดของการลงทุนในกองทุน REIT แล้ว สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่เอกสาร ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ที่ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นผู้จัดทำขึ้นได้เลยครับ

โดยกองทุนวันนี้ที่ผมจะมารีวิวให้ฟัง คือ กองทรัสต์เพื่อการลงทุนสิทธิการเช่าโกลเด้นเวนเจอร์ (GVREIT) ซึ่งใครหลายคนอาจจะงงๆว่า โกลเด้นเวนเจอร์ นั้นคืออะไรและตั้งอยู่ที่ไหน แต่ถ้าหากผมพูดว่าเป็น อาคารสำนักงานย่านศูนย์กลางธุรกิจอย่าง โครงการปาร์คเวนเจอร์ อิโคเพล็กซ์ ที่ติดรถไฟฟ้า BTS เพลินจิต และ โครงการสาทรสแควร์ ที่ติดรถไฟฟ้า BTS ช่องนนทรี เชื่อว่าใครหลายคนจะต้องร้องอ๋อขึ้นมาทันทีเลยครับ

ใช่แล้วครับ!! กองทรัสต์เพื่อการลงทุนสิทธิการเช่าโกลเด้นเวนเจอร์ หรือ GVREIT นั้นจะลงทุนใน “สิทธิการเช่า” ของอาคารสำนักงานทั้งสองแห่งเป็นระยะเวลาทั้งหมด 26 ปี และบริหารจัดการภายใต้การควบคุมของยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์อย่าง บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ครับ

ทำไม GVREIT ถึงน่าสนใจ?

หลังจากที่เรารู้แล้วว่า GVREIT ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทไหนบ้าง คราวนี้เรามาดูกันต่อครับว่า แล้วกองทุน REIT ตัวนี้มีปัจจัยที่น่าสนใจในการลงทุนอะไรบ้าง …

1. ทรัพย์สินที่ลงทุน

อย่างที่บอกไปครับว่ากองทุน REIT นี้ลงทุนในอาคารสำนักงานย่านธุรกิจใจกลางเมือง (CBD) ที่มีทำเลติดรถไฟฟ้า BTS อีกต่างหาก ซึ่งทำเลที่ว่านี้ บอกตรงๆ ครับว่า คงหาอาคารสำนักงานขนาดใหญ่รายใหม่ๆ ที่จะตั้งขึ้นมาแข่งขันในอนาคตได้ยากมว้ากกก

นอกจากนั้น อาคารสำนักงานทั้งสองแห่งนั้น ถือว่าเป็นอาคารที่โดดเด่นทั้งด้านสถาปัตยกรรม รวมถึงด้านการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเคยได้รับรางวัล ลีด (Leadership in Energy and Environmental Design : LEED) ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ใช้ประเมินความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของอาคารที่ได้รับการยอมรับและถูกนำมาใช้มากที่สุดทั่วโลกอีกด้วยครับ ซึ่งเป็นระบบที่พัฒนาโดยสภาอาคารเขียวสหรัฐอเมริกา (U.S. Green Building Council : USGBC) มีโครงการทั่วโลก เข้ารับการประเมินมากกว่า 12,000 โครงการ

นอกจากรางวัล LEED แล้ว อาคารสำนักงานทั้งสองแห่งนี้ ยังพ่วงด้วยดีกรีรางวัลจาก ASEAN Energy Awards และ Thailand Energy Awards ด้วยครับ

การได้รางวัลเหล่านี้ ย่อมหมายความว่า โครงการดังกล่าวเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ ช่วยลดปริมาณการใช้รถยนต์ ใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีการลดการใช้งานพลังงานในการก่อสร้าง ไปจนถึงระบบการควบคุมภายในอาคารที่ช่วยประหยัดพลังงานทั้งไฟฟ้า น้ำประปา และเครื่องปรับอากาศ ซึ่งเอื้อต่อคุณภาพของชีวิตพนักงานในองค์กร สภาพแวดล้อมในการทำงานต่างๆ

ในปัจจุบัน เจ้าของธุรกิจจำนวนมากเล็งเห็นถึงความสำคัญของเรื่องเหล่านี้ ทั้ง ทำเลที่ตั้งสำนักงาน ที่เดินทางไปไหนมาไหนสะดวก คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการทำงานด้วยสภาพแวดล้อมที่ดี โดยเฉพาะธุรกิจที่อยู่ย่านชานเมือง เริ่มมองหาสถานที่ทำงานที่เข้าสู่ใจกลางเมืองมากขึ้น ซึ่งอาคารสำนักงานที่ติดรถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดินนั้นถือว่ามีความได้เปรียบในการแข่งขันสูงมากครับ

2. อัตราการเช่าและความหลากหลายของผู้เช่า

จากข้อมูลเมื่อเดือนกันยายน 2558 ระบุไว้ว่าอัตราการเช่าพื้นที่นั้นอยู่ที่ 99% (ปาร์คเวนเจอร์) และ 96% (สาทรสแควร์) ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูงมากครับ ประกอบกับผู้เช่านั้นก็มีความหลากหลายทางอุตสาหกรรมและส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่มีความมั่นคงสูง ซึ่งมั่นใจได้ว่ารายได้ของกองทรัสต์จะมีการกระจายตัว ไม่ขึ้นอยู่กับผู้เช่ารายใดรายหนึ่งครับ

ปัจจุบัน ผู้เช่าอาคารสำนักงานทั้งสองแห่งที่กองทรัสต์จะลงทุนนั้น ประกอบด้วยบริษัทไทย และบริษัทต่างชาติที่มีชื่อเสียงมากมายครับ

อย่าง โครงการสาทร สแควร์ จะมี ธนาคาร มิตซูโฮ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ฟอร์ด เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท อีซี่ บำย จำกัด (มหาชน)

ส่วนโครงการปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ก็ไม่น้อยหน้าเช่นเดียวกันครับ มีทั้ง บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท คลับ 21 (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท กูเกิล (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด

จะเห็นจากรายชื่อว่าส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่มีฐานะการเงินมั่นคงและมีผลประกอบการที่ดี ซึ่งปัจจัยทั้งความหลากหลาย และความมั่นคงของผู้เช่าที่ว่ามานี้จะส่งผลดีต่อการดำเนินงานของกองทรัสต์ด้วยครับ

3. ผู้จัดการที่น่าเชื่อถือ

อย่างที่เกริ่นไปตั้งแต่ตอนแรกครับว่า กองทุนนี้ถูกบริหารจัดการภายใต้การควบคุมของยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์อย่าง บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีประสบการณ์ด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นแนวหน้าของประเทศไทย โดยผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์นั้น จะเป็นหน้าที่ของบริษัท นอร์ธ สาธร เรียลตี้

LTF ถือ 7 ปี เอาไงต่อ? ตอนที่ 3 คำถามถึงนักออมหุ้น DCA

ตอนแรกนึกว่าจะเขียนจบแค่ 2 ตอนนะครับกับ ประเด็นที่ถกเถียงกันและต้องติดตามกันไปต่อว่า รัฐบาลจะมีการออกประกาศใช้เรื่องการต่ออายุการลดหย่อนภาษีด้วย LTF รวมถึงการเพิ่มจำนวนปีที่ถือครองเมื่อไหร่ ในตอนก่อนหน้าผมก็ได้เล่าในมุมมองความเห็นของนักลงทุนที่ตั้งใจจะลดภาษีพร้อมๆกับลงทุนอยู่แล้วว่า LTF มีประโยชน์อย่างไรและการเพิ่มขึ้นของจำนวนปีนั้นอาจจะไม่ได้กระทบต่อเป้าหมายของผมเท่าไหร่

ทีนี้…. ก็ได้มีการถกเถียงต่อยอดกันไปมากกว่าเดิม ซึ่งผมว่าเป็นบทสนทนาอันทรงคุณค่ามากเลยอยากจะมาเล่าให้ฟังครับ

คำถามนักการเงินถึงนักออมหุ้น

เรื่องมีอยู่ว่าก็มีพี่ๆเพื่อนๆบางท่านได้ให้มุมมองของผมในเชิงของต้นทุนทางการเงินที่เกิดขึ้นและความเสี่ยงจากการที่เราไม่สามารถขาย LTF ในระยะเวลาเดิมได้ ต้องเปลี่ยนไปขายจาก 5 ปีปฏิทิน เป็น 7 ปีปฏิทิน แปลงคำหมายเป็นคำถามคร่าวๆก็คือ….

“เราจะรู้ได้อย่างไรว่าในอนาคต 7 ปีปฏิทินข้างหน้าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร? มันไม่มีใครมองออกอยู่แล้ว หุ้นเลยมีความเสี่ยงมาก และถ้าเปรียบเทียบต้นทุนทางการเงินกับการลงทุนประเภทอื่นๆที่เห็นความเสี่ยงและผลตอบแทนได้ชัดเจนกว่า เช่น การลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ กอง REITs ที่ให้ผลตอบแทนปีละ 7-8%”

“เทียบกันแล้วระยะ 7 ปี กองทุนอื่นๆอาจจะให้ความชัดเจนในเรื่องผลตอบแทน ถึง 40%-56% ในขณะที่ การลงทุนในกองทุน LTF มันประหยัดภาษีได้ 10%-35% แต่เราก็ต้องไปลุ้นว่ามันจะได้ผลตอบแทนเพิ่มเติมในระยะเวลา 7 ปีนั้นมากกว่ากอง REITs หรือเปล่า? ถ้าหากขาดทุนในช่วงเวลาที่เราลงทุนไป ยอมจ่ายภาษีไปลงทุนในแบบอื่นๆอาจจะชัวร์กว่าก็ได้อะเปล่า?”

คำถามนี้น่าคิดนะครับ….! เพื่อนๆมีความเห็นอย่างไรบ้าง?

สำหรับตัวผมแล้ว ผมมองว่ามันเป็นเรื่องของความเสี่ยงและมุมมองการลงทุนของเราเองล่ะครับ จะมองแบบคำถามที่ผมได้รับก็ไม่ผิดนะ เป็นวิธีมองอีกด้านที่ดีมากๆแบบเห็นชัดเจนด้วยเช่นกัน หรือถ้าเราคิดว่าเรามีมุมมองที่ดีต่อการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นในระยะยาว รับความเสี่ยงได้และคิดว่ามันน่าจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ก็อาจจะไปลงทุนใน LTF ได้อยู่นะครับ

ภาพข้างล่างจะบอกว่ามันไม่มีอะไรแน่หรอกขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและมุมมองของเรา อนาคตมันจะเฉลยออกมาเอง ซึ่งเราก็รู้อยู่ว่าการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นมันมีความเสี่ยงสูง ตามตำรา High Risk – High Return อยู่แล้ว

การตัดสินใจของนักออมหุ้นแบบ DCA

สุดท้ายก็คงหนีไม่พ้นคำถามว่านักลงทุนแบบ DCA จะเอาอย่างไรเกี่ยวกับการตัดสินใจในเรื่องนี้นะครับ ถ้าถามในมุมของผมแล้ว ผมจะถามคำถามตัวอย่างอย่างงี้?

ข้อที่ 1 รับความเสี่ยงได้ไหม?

ส่วนตัวผมเอง ผมรับความเสี่ยงได้และสามารถเปิดโอกาสการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนมากกว่าเดิม จึงเน้นลงทุนไปในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงในระดับสูงเช่น หุ้น หรือ กองทุนรวมหุ้น แต่ก็ต้องยอมรับข้อหนึ่งนะครับว่า LTF ห้ามขาย การเลือกกองทุนรวมที่ผู้บริหารมีความเชี่ยวชาญจึงมีความสำคัญมากนะครับ ถ้ารับความเสี่ยงได้น้อยก็ลองพิจารณาอย่างอื่นดีกว่า การที่จะลดหย่อนภาษีอย่างเดียวด้วย LTF ไม่มีมุมมองในหุ้นเลยจึงอันตรายมากนะครับ

ข้อที่ 2 ต้องการลงทุนยาวไหม?

ถ้าไม่ยาวเกิน 5-7 ปี อย่าลงทุนใน LTF & RMF เลย ไปลงกองทุนรวมหุ้นหรือลงหุ้นทั่วไปดีกว่า แต่นักออมหุ้น-กองทุนรวมแบบ DCA นั้นคงจะไม่ได้ลงแค่ 1-2 ปีแล้วขายทิ้งอยู่แล้วล่ะครับ วางแผนกันไปจนเกษียณเลย และการลงทุนแบบ DCA จะทยอยลงทุนเรื่อยๆด้วยนะครับ

ข้อที่ 3 ตั้งใจจะลงทุนโดยนำรายได้สุทธิที่ต้องเสียภาษี หรือ นำเงินเก็บทั่วไปมาลงทุน

แรกเริ่มผมจะคำนวณฐานภาษีก่อนว่าผมควรจะใช้สิทธิขนาดไหน และถ้าเราอยากจะลงทุนเพื่อลดหย่อนอยู่แล้ว การได้เงินคืนจากภาษีเป็นส่วนเพิ่มเติมที่ทำให้ผมจะชั่งน้ำหนักการลงทุนใน LTF มากกว่า กองทุนรวมปกติ แต่ถ้าผมเอาเงินเก็บทั่วๆไปมาลงทุนก็จะลงทุนในกองทุนรวมปกติครับ

ก็เป็นคำถามคร่าวๆที่เอาเงื่อนไขต่างๆเข้ามาพิจารณานะครับว่าเราควรจะลงทุนในลักษณะไหน จัดพอร์ตอย่างไร ตามโอกาส ความเสี่ยง มุมมอง และผลประโยชน์ที่เราจะได้รับ ซึ่งผลออกมาเราอาจจะได้แผนการลงทุนที่มีหน้าตาผสมผสานนะครับ และแผนของแต่ละคนก็จะไม่เหมือนกัน มีทั้งส่วนที่ลดหย่อนภาษีได้ มีส่วนลงทุนทั่วไปเน้นการเติบโต มีส่วนที่เน้นปันผลสร้างกระแสเงินสด

เมื่อเราได้ภาพแผนแล้วก็อย่าลืมเอามาจัดสรรเงินลงทุนรายเดือนกันนะครับ อย่างน้อยการลงทุนแบบ DCA ก็สามารถทำให้เราลดความเสี่ยงในเรื่องความผันผวนของราคาได้ แต่ที่สำคัญก็คือจะต้องเลือกลงทุนในทรัพย์สินที่เรามองว่ามันจะเติบโตในอนาคต

สรุปว่า… ไม่มีอะไรที่เป็นข้อฟันธงอยู่ดีว่าการลงทุนแบบไหนดีกว่า คุ้มค่ากว่า เพราะมันอยู่ที่มุมมองของเราว่าจะลงทุนอย่างไรรับความเสี่ยงอย่างไรนะครับ ลองวางแผนและตัดสินใจกันดูนะครับ หากใครสนใจศึกษาเรื่องการออมหุ้นแบบ DCA ลองดูบทความเก่าๆหรือแวะชมหนังสือที่ www.aomstock.com นะครับ

ติดตามบทความ LTF ถือ 7 ปี เอาไงต่อ? ตอนที่ 1 (คลิก)

ติดตามบทความ LTF ถือ 7 ปี เอายังไงต่อ ตอนที่ 2 (คลิก)

TPBI ผู้นำอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ครบวงจรระดับโลกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคม

TPBI ผู้นำอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ครบวงจรระดับโลกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคม

 

เร็วๆ นี้กำลังจะมีหุ้น IPO ตัวใหม่เข้าตลาดฯ ผมขออาสาพาไปลองวิเคราะห์ธุรกิจดูคร่าวๆ เพื่อให้เราทำความเข้าใจและไปต่อยอดศึกษาในเชิงลึกอีกทีนะครับ

หุ้นตัวนี้ ได้แก่ บริษัท ทีพีบีไอ จำกัด (มหาชน) ตัวย่อที่จะใช้ก็คือ ‘TPBI’

 

ถ้าถามว่า หุ้น TPBI ทำธุรกิจอะไร?

คำตอบก็คือ TPBI ผลิตพวกบรรจุภัณฑ์ แบบที่เรียกได้ว่าครบวงจรเลยนะครับ เพราะอยู่ในธุรกิจมานานร่วมๆ 30 ปีทีเดียว แล้วคำว่า ‘ครบวงจร’ หมายถึงทำอะไรบ้าง

  1. การออกแบบและพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์
  2. เสร็จแล้วก็ทำการผลิตและจัดหาผลิตภัณฑ์
  3. ทำการทดสอบวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ เพื่อทดสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์

 

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น กลุ่มสินค้าของ TPBI ก็มีตามนี้เลย

  1. ถุงพลาสติกหูหิ้ว (T-Shirt Bags) ที่ผู้ประกอบการใช้บรรจุสินค้าให้แก่ลูกค้าที่มาช็อปปิ้ง โดยกำหนดรูปแบบ ลายพิมพ์ สี ขนาด และคุณสมบัติของถุงได้
  2. ถุงขยะ (Garbage Bags) โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นโมเดิร์นเทรดและร้านค้าสะดวกซื้อที่สั่งซื้อถุงขยะที่ผลิตภายใต้ตราสินค้าของตนเอง
  3. ฟิล์ม (Multilayer Blown Film) บริการผลิตและจำหน่ายม้วนฟิล์มที่นำไปใช้เป็นวัตถุดิบและใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยฟิล์มที่ผลิต ได้แก่ ฟิล์มลามิเนต ฟิล์มยืดอายุอาหาร ฟิล์มหุ้ม และฟิล์มหด
  4. บรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อนสำหรับสินค้าบริโภคและอุปโภค (Flexible Packaging) ใช้สำหรับบรรจุสินค้าบริโภคและอุปโภค เพื่อป้องกันการซึมผ่านของอากาศ น้ำ กลิ่น และยืดอายุในการเก็บรักษา โดยใช้ได้ทั้งสินค้าที่เป็นของแห้งและของเหลว
  5. บรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ (Bioplastic Packaging) ให้บริการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดหูหิ้วและถุงขยะ ที่ใช้วัตถุดิบจากเม็ดพลาสติกชีวภาพที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ เช่น แป้ง โปรตีนจากถั่ว และข้าวโพด
  6. ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้แก่ เม็ดพลาสติก Compound, ถ้วยกระดาษเคลือบพลาสติก และถ้วยกระดาษเคลือบพลาสติกชีวภาพ จำหน่ายให้แก่ลูกค้าในประเทศที่เป็นโรงงานและร้านค้าต่างๆ

 

ประเด็นคือขึ้นชื่อว่าพลาสติกเนี่ย TPBI ก็ไม่ได้นิ่งดูดายนะครับ เพราะได้ทำ Research & Development ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยไอเดียก็คือต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติโดยการฝังกลบ และยังมีการจัดตั้งบริษัทย่อยที่ทำธุรกิจผลิตเม็ดพลาสติกจากเศษพลาสติกใช้แล้ว โดยมีกระบวนการรีไซเคิลที่ทันสมัย ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจากประเทศเยอรมัน เป็นการช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อมได้อีกหนึ่งทางครับ

ปัจจุบัน TPBI มีผลิตภัณฑ์พลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอยู่ 2 ชนิด คือ พลาสติกจากผลิตภัณฑ์ ปิโตรเคมีที่ย่อยสลายได้ (Petroleum-Based Biodegradable Plastic) และพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ (Bio-Based Biodegradable Plastic) ทำให้ TPBI ขยายฐานลูกค้าได้เรื่อยๆ และได้รับความไว้วางใจอย่างต่อเนื่องทีเดียว

 

แล้วลูกค้าของ TPBI คือใคร?

สัดส่วนรายได้หลักของบริษัทฯ  65.31% เป็นการส่งออกไปต่างประเทศ โดยมีตลาดส่งออกหลัก 4 แห่งครับ ได้แก่ ออสเตรเลีย สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ซึ่งถ้าคิดเป็นสัดส่วนรายได้จากการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศทั้ง 4 ประเทศนี้ต้องถือว่าสูงมาก เพราะคิดเป็นมากกว่า 90% ของยอดขายที่มาจากตลาดต่างประเทศทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีก 34.69% เป็นรายได้จากการขายภายในประเทศ

 

ลูกค้าเป็นตลาดต่างประเทศแบบนี้ แล้วการดำเนินงานในอดีตเป็นยังไง?

ปี 2557 รายได้รวม 4,784.19 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้น 23.26% จากปี 2556 ขณะที่รายได้รวมของกลุ่มบริษัทฯ ปี 2558 อยู่ที่ 4,805.65 ล้านบาท โดยการขึ้นลงของรายได้เป็นผลมาจากการปรับราคาขายตามราคาวัตถุดิบและราคาเม็ดพลาสติกที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา แต่ถ้าไปดูกำไรสุทธิของบริษัทฯ ละก็ งวดปี 2555 2556 และ 2557 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิเท่ากับ 137.18 ล้านบาท 183.96 ล้านบาท และ 249.85 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 34.10% และ 35.82% ทีเดียวนะครับ ส่วนปี 2558 มีกำไรสุทธิ 380.22 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นถึง52.18%

การที่กำไรโตต่อเนื่องได้มากกว่ายอดขายแบบนี้ สาเหตุหลักมาจากกลุ่มบริษัทฯ มีการบริหารจัดการการผลิตและควบคุมต้นทุนได้อย่างดีเยี่ยมนั่นเอง

 

TPBI มีจุดแข็งคืออะไร?

หลักๆ เลยที่ผมเห็นก็มี 5 ข้อ

  1. อยู่ในธุรกิจมานานกว่า 30 ปี จึงทำให้มีความเชี่ยวชาญและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าและคู่ค้า
  2. เป็นผู้ผลิตที่อยู่ในอุตสาหกรรมถุงพลาสติกที่มียอดขายอันดับหนึ่งในเมืองไทย
  3. มีความสามารถในการผลิตสินค้าได้หลายรูปแบบ และมีกำลังการผลิตสูงเพียงพอต่อความต้องการของตลาด
  4. บริษัทฯ ลงทุนในการวิจัยและพัฒนาสูตรการผลิตสินค้า และออกแบบเครื่องจักรในการผลิตสินค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดต้นทุนและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า
  5. บริษัทและบริษัทย่อยมีความเชี่ยวชาญในการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล

 

ถือเป็นบริษัทคุณภาพบริษัทหนึ่งที่น่าสนใจ สมแล้วกับ Vision ของบริษัทฯ ที่บอกว่า มุ่งสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ และร่วมเติบโตไปกับลูกค้า คู่ค้า พนักงาน ผู้ถือหุ้น และสังคม อย่างยั่งยืน

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.tpbiipo.com

Info TPBI - MrMessenger

ทายซิ เงิน 500 บาททานข้าวได้กี่มื้อ?

ใครเคยทานข้าวจานละ 15 บาทบ้าง?

เมื่อหลายสิบปีที่แล้วเชื่อว่าเราเคยทานข้าวที่ราคานี้ แต่ตอนนี้กลายเป็นปริมาณข้าวเท่าเดิมหรืออาจจะน้อยลงแต่ราคาเพิ่มขึ้นเป็นจานละ 35-45 บาท!! #กระเป๋าเบากันเลย นี่เองที่เรียกว่า “เงินเฟ้อ”

 

ถ้าเรามีเงิน 500 บาทจะซื้อข้าวได้กี่มื้อ?

  • ในอดีตเราจะซื้อข้าวได้ประมาณ 500/15 = 33 มื้อหรือทานได้ 11 วัน
  • ปัจจุบันเราจะซื้อข้าวได้ประมาณ 500/35 = 14 มื้อหรือประมาณ 4 วันนิดๆ

เงิน 500 บาทซื้อข้าวได้น้อยลงอย่างชัดเจน แม้ว่าเราไม่สามารถปรับราคาอาหารให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมที่ราคา 15 บาทได้ เราก็ต้องปรับวิธีการใช้เงินให้เหมาะสมกับขนาดกระเป๋าสตางค์ของเรา โดยอาจจะเปลี่ยนจากการซื้อทานมาเป็นการทำอาหารเองนะจ๊ะ

ตัวอย่างรายการที่น่าสนใจ ชื่อ รายการ “เซียนนักซื้อ” ของช่อง Work Point เป็นรายการที่แข่งกันใช้เงินให้คุ้มค่า โดยมีผู้เล่น 2 ฝ่าย คือ มาจากทางบ้านและดารา มาจับคู่ทำภารกิจตามโจทย์ที่กำหนดไว้ แล้วก็จะมีคณะกรรมการ 3 คนเป็นคนให้คะแนน ทีมที่ชนะก็จะได้ถ้วยเซียนนักซื้อมาครอบครอง

 

รายการบันเทิงแทรกสาระที่ย่อยง่าย

รายการนี้ทำให้เรารู้จักแนวความคิดการซื้อของ วิธีการเลือกซื้อของที่ดีและมีคุณภาพ ฟังมุมมองของผู้ตัดสินเกี่ยวกับความสมเหตุสมผลของสิ่งที่คิดกับสิ่งที่ทำได้ นับเป็นอีกรายการหนึ่งที่มีประโยชน์เพราะทำให้คนดูรู้ว่าควรใช้เงินอย่างไรให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

ภารกิจนี้ผู้เข้าแข่งขันได้รับโจทย์มาว่าใช้เงิน 500 บาทเป็นค่าอาหาร 7 วัน (21 มื้อ ) มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน เป็นโจทย์ที่น่าสนใจมากๆ ทำให้อยากรู้ว่าผู้เข้าแข่งขันจะจัดการกับภารกิจนี้อย่างไร มันจะมีเมนูอาหารอะไรบ้าง เผื่อเราจะได้นำมาปรับใช้บ้าง พร้อมแล้วลุยเลย!!

 

ผู้เข้าแข่งขันจากทางบ้าน

พ่อครัวและแม่ครัวมืออาชีพ ผู้ช่ำชองการทำอาหารมาสิบกว่าปี

ทายซิ เงิน 500 บาททานข้าวได้กี่มื้อ?

ทายซิ เงิน 500 บาททานข้าวได้กี่มื้อ?

 

แบ่งทีมแข่งขันเป็น 2 ทีม โดยมีงบ 500 บาทเพื่อไปซื้ออาหารเก็บไว้ทานนาน 7 วัน ( 21 มื้อ) โดยแต่ละทีมจะต้องวางแผนการซื้อว่าจะทำอาหารแนวไหน เพื่อจะได้เลือกวัตถุดิบว่าจะซื้ออะไรบ้าง เมนูไม่ช้ำกันโดยที่มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน

 

ทายซิ เงิน 500 บาททานข้าวได้กี่มื้อ?

 

การซื้อของเกิดขึ้นในตลาดสดแห่งหนึ่ง เมื่อขึ้นชื่อว่าตลาดแล้วสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือ การต่อรองราคา เราสังเกตว่าทีมของคุณป้าคล่องมากกับการต่อราคาของ ทำได้วัตถุดิบที่มาประกอบอาหารค่อนข้างหลากหลายในราคาไม่แพง

เรามองว่าในชีวิตประจำวันที่คนส่วนใหญ่มักไปหาซื้ออาหารที่ห้างสรรพสินค้า ซึ่งมีราคาค่อนข้างแพง แถมยังต่อรองราคาไม่ได้ ลองเปลี่ยนมาเป็นตลาดสดแบบดั้งเดิมที่มีราคาถูกกว่า ต่อรองราคาได้จะได้ประหยัดเงินในกระเป๋าด้วยนะจ๊ะ

 

เคล็ดลับการซื้อของ

ในช่วงสนามซื้อที่มีการจ่ายตลาดซื้อของจริงๆก็จะมีเคล็ดลับการเลือกซื้อของที่ดีและมีคุณภาพแทรกไว้ให้คนดูเข้าใจง่ายๆด้วย เช่น

 

ทายซิ เงิน 500 บาททานข้าวได้กี่มื้อ?

 

==> การซื้อไข่

  • ไข่เก่า เมื่อลองเขย่าแล้วจะรู้สึกว่าเหมือนมีน้ำอยู่ข้างใน
  • ไข่ใหม่ เมื่อลองเขย่าแล้วจะรู้สึกแน่นๆ ไม่ค่อยมีน้ำอยู่ข้างใน อีกวิธีหนึ่งก็ให้สังเกตที่ไข่ว่าจะมีผงแป้งติดอยู่ เวลาจับแล้วจะสากมือ ไม่ลื่น
  • ไข่ลูกกลมๆ จะมีไข่ขาวเยอะ ส่วนไข่รูปวงรีจะมีไข่แดงใหญ่

==> การเก็บผักกระเฉด

  • เก็บให้กรอบและสด ควรล้างด้วยน้ำผสมเกลือ

==> การซื้อและเก็บกล้วย

  • กล้วยน้ำว้าที่แก่จัดจะมีผลกลมมนและไม่มีเหลี่ยม ก่อนเก็บกล้วยเข้าตู้เย็นควรห่อด้วยพลาสติกถนอมอาหารหรือกระดาษ

 

ตรวจวัตถุดิบและการถนอมอาหาร

เมื่อซื้อของเสร็จแล้วทางกรรมการจะมาตรวจวัตถุดิบที่จะนำมาใช้ประกอบอาหารและวิธีถนอมอาหารเพื่อยืดอายุให้อยู่ได้นาน 1 สัปดาห์

 ทายซิ เงิน 500 บาททานข้าวได้กี่มื้อ?

ทายซิ เงิน 500 บาททานข้าวได้กี่มื้อ?

 

เมนูอาหารของทั้ง 2 ทีม

แต่ละทีมก็จะนำเสนอ Concept อาหารของตนเองว่าเป็นอย่างไร ซึ่งทีมคุณลุงจะเป็นแนวอาหารนานาชาติ ส่วนทีมคุณป้าจะเน้นไปทางด้านอิ่ม สุขภาพดีและมีคุณค่า แต่ไม่ว่าทีมไหนจะชนะหรือแพ้ สิ่งหนึ่งที่คนดูได้แน่ๆคือแนวคิดในการซื้อของที่สามารถนำมาปรับใช้กับตนเองได้

 ทายซิ เงิน 500 บาททานข้าวได้กี่มื้อ?

ทายซิ เงิน 500 บาททานข้าวได้กี่มื้อ?ลองทายดูซิจ๊ะว่าใครชนะ (มีเฉลยในคลิปลิงค์ท้ายบทความ)

 

แนวคิดการซื้อของจากการแข่งขันครั้งนี้

  • การตั้งงบรายจ่าย ขึ้นอยู่กับขนาดของครอบครัว เช่น คนโสด คนแต่งงาน คนมีลูกแล้ว ก็จะหมดเงินไปกับเรื่องการกินมากน้อยแตกต่างกัน ซึ่งการตั้งงบนี้จะทำให้เราสามารถควบคุมรายจ่ายไม่ให้บานปลายได้
  • วางแผนการซื้อ หากเรามีงบการใช้จ่ายที่จำกัด ก็จะรู้ว่าควรวางแผนการซื้ออย่างไรให้พอใช้ก่อนที่จะได้รับเงินเดือนรอบใหม่ โดยจดรายการซื้อของก่อนออกไปจ่ายตลาดจะได้ไม่ซื้อสะเปะสะปะเกินวงเงินที่ตั้งใจไว้
  • การต่อรองราคา หากเรารู้ราคาตลาดว่าของที่จะซื้อขายเท่าไหร่ เมื่อไปเจอร้านที่ขายแพงก็จะได้ไม่ซื้อ หรือถ้าต้องการซื้อจริงๆก็จะได้รู้ว่าควรต่อลองขอลดราคาได้เท่าไหร่ จะได้มีเงินเหลือไปซื้ออย่างอื่นต่อไป
  • การเลือกซื้อของ ตลอดทั้งรายการจะมีแทรกเคล็ดลับการเลือกซื้อของที่มีคุณภาพเพื่อให้คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป รวมถึงวิธีการถนอมอาหารที่จะยืดอายุอาหารให้ทานได้นานขึ้น โดยไม่เสียคุณค่าทางโภชนาการอีกด้วย

 

ผู้เขียนขอขอบคุณช่อง Work Point ที่สร้างสรรค์รายการที่มีประโยชน์นี้ขึ้นมา นับเป็นรายการบันเทิงที่แทรกสาระมีประโยชน์ในด้านการใช้เงินให้คุ้มค่า วิธีซื้อของคุณภาพดีภายใต้งบประมาณอันจำกัด ทำให้คนดูสามารถนำมาปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวั&#

ยื่นภาษีผิดแล้วต้องทำยังไง? ก็ยื่นใหม่ไงจ๊ะพวกหล่อน!!

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผมนาย @TAXBugnoms เจ้าเก่าเจ้าเดิม วันนี้มาขอเสริมเทคนิคในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบสั้นๆง่ายๆให้ฟังกันอีกครั้งคร้าบบบ

มีหลายๆคนส่งคำถามมาทั้งทางหน้าไมค์ หลังไมค์ โทรมา ไปจนถึง Facetime มาหาผมเรื่องการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครับ ซึ่งนอกจากปัญหายื่นยังไงให้ได้ภาษีคืนเร็วๆ แล้ว คำถามที่ฮอตฮิตไม่แพ้กันก็คือ ทำยังไงดีฟระ! ยื่นภาษีผิดไป ลืมกรอกรายการลดหย่อนนู่นนั่นนี่ ลืมยื่นแสดงรายได้นี่นั่นนู่น ไปจนถึงยื่นข้อมูลภาษี หัก ณ ทีจ่ายผิดพลาดนั่นนี่นู่น #พอ นั่นแหละครับ วันนี้เลยจะมาสรุปแนวทางแก้ไขปัญหาให้ฟังแบบสั้นๆง่ายๆ ในกรณีที่พบว่าเรายื่นภาษีผิดพลาดไปแล้ว เราจะต้องทำยังไงบ้าง?

วิธีแก้ไขง่ายๆ คือ ให้ยื่นแบบแสดงรายการใหม่ทั้งหมดครับ แฮร่!! โปรดฟังอีกครั้งนะครับว่า ให้ยื่นแบบแสดงรายการใหม่ทั้งหมด โดยกรอกข้อมูลเสมือนว่ามันเป็นการยื่นแบบแสดงรายการครั้งแรก แต่ให้แก้ไขด้วยจำนวนเงินที่ถูกต้องเข้าไป เช่น ถ้าหากเราเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ตอนแรกกรอกรายได้ต่อปีไว้ผิดเป็นจำนวน 500,000 บาท แต่ตอนหลังพบว่าเรามีรายได้ฟรีแลนซ์อีก 100,000 บาทที่ยังไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการ แบบนี้ไม่มีอะไรเลยครับ เพียงแค่กรอกใหม่โดยกรอกว่ามีรายได้ 600,000 บาทเข้าไปให้ระบบคำนวณใหม่ เพียงเท่านี้ก็จบแล้วครับ

สำหรับคนที่ยื่นรายการผ่านอินเตอร์เน็ต สามารถเข้าไปกรอกข้อมูลใหม่ได้เลยครับ โดยระบบจะแจ้งขึ้นมาว่า …. เราได้ยื่นแบบแสดงรายการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และครั้งนี้จะเป็นการ “ยื่นเพิ่มเติม” เพื่อแก้ไขรายการเก่า เราก็กดตกลงแล้วไปต่อได้เลยครับ

ทีนี้มีอีกหนึ่งปัญหา คือ ถ้าหากเราดันจ่ายภาษีไปแล้ว มีอีกข้อมูลหนึ่งที่เราต้องกรอกเพิ่มเข้าไปครับ นั่นคือตรงช่องภาษีที่ได้รับคืนหรือจ่ายเพิ่ม ส่วนนี้ต้องกรอกข้อมูลลงไปด้วยครับ (ตรงข้อ 21 ในรูปด้านล่างนี้ครับ)

แต่ถ้าหากเป็นกรณีที่เราได้รับเช็คคืนภาษีมาแล้ว แต่ต้องยื่นแก้ไขเพิ่มเติม ให้ดูแนวทางตามนี้ครับ

1. กรณีได้รับเช็คเงินคืนภาษีฉบับแรกเป็นจำนวนเงินมากกว่า

ให้ส่งเช็คคืนให้แก่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ ตามข้อมูลที่แสดงไว้ในซองหนังสือแจ้งคืนเงินฯ ก่อนครับ และหลังจากนั้นกรมสรรพากรจะพิจารณาคืนเงินภาษี ตามการยื่นแบบครั้งใหม่ที่ถูกต้องต่อไป (โหววว อันนี้คือคนดีที่สุดเลยครับ)

2. กรณีได้รับเช็คเงินคืนภาษีฉบับแรกเป็นจำนวนเงินน้อยกว่า

เราสามารถนำเช็คคืนเงินฉบับแรกเข้าบัญชีได้ทันทีครับ และส่วนต่างเพิ่มเติมนั้น พี่สรรพากรจะจัดส่งเช็คคืนเงินภาษีในส่วนที่เหลือให้กับเราอีกทีหนึ่งครับ

นอกจากคำถามเหล่านี้แล้ว ยังมีหลายๆ คนถามว่า แล้วจะยื่นเพิ่มเติมได้กี่ครั้ง ขอบอกเลยครับว่า กี่ครั้งก็ได้ แต่ต้องยื่นให้เรียบร้อยภายในกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการ นั่นคือ วันที่ 31 มีนาคม ของทุกปี (กรณียื่นแบบกระดาษ) และ วันที่ 8 เมษายน (กรณียื่นแบบผ่านอินเตอร์เน็ต)

แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะเตือนไว้ จากประสบการณ์ตรงของผมเลยครับ คือ ถ้าหากเรายื่นแบบแสดงรายการใหม่ ลำดับการถูกตรวจสอบของเราจะถูกย้ายไปให้เริ่มใหม่นะครับ เรียกว่าย้อนกลับไปเข้าคิวอีกครั้ง ซึ่งนั่นก็แปลว่าเราอาจจะได้ภาษีคืนช้ากว่าเดิมครับ

วิธีแก้ไขที่ดีที่สุดสำหรับกรณีนี้ คือ อย่ายื่นผิดตั้งแต่แรกครับ ซึ่งก็คือตรวจสอบรายการต่างๆให้เป็นที่เรียบร้อยครับก่อนยื่นแบบแสดงรายการครับ แนะนำให้ตรวจสอบเพิ่มที่บทความ 18 รายการลดหย่อนภาษีประจำปี 2558 พร้อมเทคนิคประหยัดภาษีที่คุณต้องรู้ ครับ หรือจะใช้ Application คำนวณภาษี อย่าง ITAX ช่วยตรวจสอบก็ได้ครับ และสุดท้ายนี้ผมก็หวังว่าทุกคนจะยื่นภาษีได้อย่างถูกต้อง ได้คืนภาษีไว และไม่มีปัญหาย้อนหลังกันทุกคนคร้าบบบ

ดอกเบี้ยต่ำ หุ้นก็ผันผวน เลยชวนมาลงทุน GVREIT

ดอกเบี้ยต่ำ หุ้นก็ผันผวน เลยชวนมาลงทุน GVREIT

 

จากเมื่อปลายปีที่แล้ว ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี แล้วทำให้ทุกคนเชื่อว่า จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกเรื่อยๆในปีนี้ แต่กลายเป็นว่า เหตุการณ์นี้ เริ่มไม่แน่นอนเสียแล้วนะครับ เลยทำให้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ไม่ว่าตลาดหุ้นประเทศไหน ก็ผันผวนไปกันหมด ไหนจะเรื่องเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ปัญหากลุ่มธนาคารในยุโรป และอีกหลายอย่าง

หันมาดูสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างตราสารหนี้ ก็ได้ผลตอบแทนต่ำเหลือเกิน ครั้นจะเอาเงินออมยามเกษียณมาไว้ในนี้ ก็เกรงว่า เงินมันจะโตไม่ทันเกษียณ เป็นแบบนี้ เอาเงินไปไว้ที่ไหนดี?

ผมขออนุญาต Review กองทรัสต์เพื่อการลงทุน กองใหม่ ที่กำลังจะ IPO เร็วๆนี้ มาเป็นทางเลือกให้ดูครับ

กองทรัสต์กองใหม่ที่ว่าก็คือ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลเด้นเวนเจอร์ ตัวย่อคือ “GVREIT” ครับ

 

GVREIT ไปลงทุนอะไร?

ครั้งแรกนี้ จะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ 2 โครงการ คือ สิทธิการเช่าอาคารโครงการปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ (ไม่รวมพื้นที่ในส่วนโรงแรม ดิ โอกุระฯ) ติดสถานีรถไฟฟ้าเพลินจิต มีสิทธิการเช่าเหลือระยะเวลาประมาณ 26 ปี (สิ้นสุดวันที่ 5 ก.ย. 2584) และ สิทธิการเช่าช่วงที่ดินและอาคารโครงการสาทร สแควร์ ติดสถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี มีสิทธิการเช่าเหลือระยะเวลาประมาณ 25 ปี (สิ้นสุดวันที่ 6 ต.ค. 2583) ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานใจกลางเมืองทั้งสองโครงการที่มีความโดดเด่น และมีการออกแบบที่ทันสมัย (ยังเคยคิดเลยว่า ถ้าบริษัทตัวเองขยายออฟฟิศเมื่อไหร่ จะย้ายไปสาทรสแควร์ 555+)

GVREIT_01

 

ทั้ง 2 โครงการนี้ ดีหรือแตกต่างจากอาคารสำนักงานอื่นยังไง?

2 โครงการนี้ สวยนะ (ฮ่าาาๆๆๆๆ) ออกแบบทันสมัยอีกต่างหาก โดยปาร์คเวนเชอร์ ผ่านมาตรฐาน LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) – Platinum จากสภาอาคารเขียวแห่งสหรัฐฯ ส่วน สาทรสแควร์ ผ่านมาตรฐานเดียวกันในระดับ Gold ถ้าถามว่า รางวัล LEED นี่ มันดียังไง อธิบายง่ายๆว่า บริษัทใหญ่ๆ ชั้นนำของโลก จะให้ความสำคัญกับเรื่อง Sustainable เพราะเป็นหนึ่งในเรื่องที่เค้าแข่งขันกันจริงจังมากๆ ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ บริษัทที่ถูกจัดอันดับอยู่ใน Fortune 100 มีทั้งหมด 88 บริษัทที่เป็นเจ้าของหรือตั้งอยู่ในอาคารสำนักงาน ที่ผ่านมาตรฐาน LEED นะครับ ดังนั้น นี่มันมาตรฐานระดับโลกชัดๆ 🙂

อีกจุดแข็งก็คือ “ทำเล” ซึ่งอยู่ใจกลางเมืองและติดสถานีรถไฟฟ้า มีโครงการที่เป็นคู่แข่งในทำเลเดียวกันน้อยราย โอกาสที่จะเกิดคู่แข่งใหม่ก็ยาก ดังนั้น การปรับขึ้นค่าเช่าก็สามารถทำได้ ซึ่งถ้านับตั้งแต่ทั้งสองโครงการเปิดตัวเมื่อปี 2554 จนถึงปี 2558 สามารถขึ้นค่าเช่าเฉลี่ยได้สูงขึ้นทุกปี

 

ค่าเช่าที่ น่าจะแพงนะ แล้วผู้เช่าตอนนี้เป็นใคร?

โครงการสาทร สแควร์ มีลูกค้าผู้เช่าคือ
ธนาคาร มิซูโฮ จำกัด, บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ฟอร์ด เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท อีซี่ บาย จำกัด (มหาชน)
ส่วน โครงการปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ มีผู้เช่าคือ
บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บริษัท คลับ 21 (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท กูเกิล (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด

จะเห็นว่า ส่วนใหญ่คือบริษัทขนาดใหญ่ที่มีฐานะการเงินมั่นคง และมีการกระจายของผู้เช่าหลายราย ไม่กระจุกตัว แถมอัตราการเช่าพื้นที่ ตอนนี้ปาร์คเวนเชอร์ อยู่ที่ 99% ณ วันที่ 30 กันยายน 2558 ขณะที่ สาทร สแควร์ อยู่ที่ 96% ณ เวลาเดียวกัน ถือว่า หนาแน่นทีเดียวนะครับ

 

ผู้จัดการกองทรัสต์ (REIT Manager) คือใคร?

คือ บริษัท ยูนิเวนเจอร์ รีท แมเนจเม้นท์ จำกัด ซึ่งอยในกลุ่มธุรกิจ บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) หรือตัวย่อ UV ที่เรารู้จัก ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำด้านการลงทุนและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทั้งนี้ REIT Manager จะมอบหมายให้ผู้บริหารอสังหาฯ (Property Manager) คือ นอร์ท สาทร เรียลตี้ ซึ่งเป็นบริษัทลูกของโกลเด้นแลนด์ เป็นผู้ดูแล และนำอสังหาฯไปหาประโยชน์ในรูปแบบของค่าเช่า และค่าตอบแทนต่างๆ เพื่อนำส่งเข้ากอง GVREIT

 

คาดหวังผลตอบแทนไว้ยังไง?

ข้อดีของการเป็นทรัสต์ หรือ REIT คือสามารถใช้แหล่งเงินทุนจากการกู้ยืมได้เยอะกว่ากองทุนอสังหาฯ โดย GVREIT จะกู้ยืมเพื่อการลงทุนในทรัพย์สินที่กองทรัสต์จะเข้าลงทุนครั้งแรกไม่เกิน 2,000 ล้านบาท ข้อดีของการกู้ยืมบางส่วนก็คือ ROE ที่สูง ซึ่งในหนังสือชี้ชวนของ GVREIT ก็มีทำประมาณการกรณีมีการกู้ยืมในปีแรกที่ลงทุนไว้ด้วยนะครับ ผลคือ คาดว่าประโยชน์ตอบแทนจะอยู่ที่ 8.03% ถ้าบวกกับเงินลดทุนอีก 0.49% จะเท่ากับว่า อัตราการจ่ายเงินให้กับผู้ถือหน่วยจะอยู่ที่ 8.52% ต่อปี ซึ่งถือว่า ผลตอบแทนระดับนี้ น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

คราวนี้ รู้แล้วนะ ว่าดอกเบี้ยต่ำ เอาเงินไปทำงานในสินทรัพย์อะไรดี

เอาละ คุณรู้ข้อมูลจากผมไปก็ไม่น้อยแล้ว ถ้ายังสนใจลงทุน และต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมละก้อ ติดต่อได้ที่ www.sec.or.th หรือ www.gvreit.com หรือสอบถามผู้จัดการการจัดจำหน่ายและตัวแทนจำหน่ายหน่วยทรัสต์ ธนาคารกสิกรไทย 02-888-8888 กด 09 ตัวแทนจำหน่ายหน่วยทรัสต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา 1572 ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย 02-626-7777 ธนาคารยูโอบี 02-285-1555 ธนาคารธนชาต 1770

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

Info GVREIT - MrMessenger

ก่อนจะถามหา “กำไร” ธุรกิจคุณมีเงินสดพอใช้แล้วหรือยัง ?

สวัสดีครับ กลับมาพบอักครั้งกับ ภาษีธุรกิจ 101 คอลัมน์ความรู้คู่ธุรกิจโดยพี่หนอม TAXBugnoms เจ้าเก่าคนเดิม เพิ่มเติมคือบทความใหม่ประจำทุกสัปดาห์ ซึ่งบทความในตอนนี้ ผมไม่ได้พูดถึงเรื่องภาษีล้วนๆ แต่ขอมาชวนคิดให้เจ้าของกิจการนึกถึง การบริหารจัดการเงินสดของธุรกิจตัวเองกันดูครับ

 

หลายๆ คนเมื่อเริ่มต้นทำธุรกิจ มักจะนึกถึง "กำไร" เป็นอันดับแรก ขายมันเข้าไปให้เต็มที ขายดีขายได้ ขายสบายขายไม่เคยหยุดหย่อน แต่เอาเข้าจริงแล้วการขายดีมีกำไรที่ว่านี้ มันบอกเราหรือเปล่าว่า กิจการของเราไปได้ดีจริงๆ

 

สมมุติว่า เราเปิดธุรกิจขายของแบบซื้อมาขายไป ซื้อสินค้ามาขาย 100 ชิ้น ต้นทุนชิ้นละ 150 บาท โดยที่เราสามารถเอามาขายได้ชิ้นละ 500 บาท ถ้าหากขายสินค้าที่ซื้อมาได้หมด เราจะได้เงินมาจำนวน 50,000 บาท

 

ถ้าหากผมถามต่อไปว่า แล้วกำไรทั้งหมดที่เราได้รับนั้นคือเท่าไร หลายคนก็คงตอบได้ง่ายๆว่า มันคือ 35,000 บาท (50,000 – 15,000) ใช่ไหมครับ

 

อืมมมม ฟังดูแล้วก็ดีนะ … หลังจากที่ได้เงินกำไรมา 35,000 บาท เราก็เอาไปซื้อสินค้าเพิ่ม เพื่อกลับมาขายต่อ วนไปเวียนไปแบบนี้ก็ไม่น่าจะมีอะไรเกิดขึ้นนี่นา ใช่แล้วครับ!! ถ้าหากทั้งหมดนี้เป็นการขายและซื้อด้วยเงินสดทั้งหมด มันก็จบแค่นี้ เงินในกระเป๋ามีเท่าไรจ่ายไปตามสบายง่ายๆแฮปปี้ฟรีดอมไม่ต้องคิดซ่อมให้เหนื่อยใจ

 

ดังนั้น.. สิ่งที่หลายๆคนคิดเมื่อกิจการไปได้ดี ขายได้ และมีกำไรแล้ว สิ่งต่อมาที่เราต้องใส่ใจ คือ เรื่องของการประหยัดภาษี แต่ความเป็นจริงแล้ว ภาษีนั้นถือเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น เพราะองค์ประกอบทีสำคัญกว่านั้น คือ “เงินสด”

 

จากตัวอย่างเมื่อตะกี้ เราลองมองกลับมาดูในโลกแห่งความจริงกันที่มีการซื้อขายแบบมี “เครดิต” หรือ “เงินเชื่อ” ดูบ้าง ว่าถ้าหากเป็นแบบนั้นโลกจะเปลี่ยนแปลงไปยังไง เรามาดูกันต่อครับ

 

สมมุติวันที่ 1 มีนาคม 2559 เราซื้อสินค้ามาขาย 100 ชิ้น ต้นทุนชิ้นละ 150 บาท โดยมีกำหนดจ่ายเงินวันที่ 15 มีนาคม 2559 หลังจากนั้นเราก็เอาสินค้ามาขายชิ้นละ 500 บาท โดยมีทั้งการขายเงินสดและให้เครดิต ซึ่งตั้งแต่วันที่ 1-15 นั้นเราสามารถขายสินค้าได้หมดเลย 100 ชิ้น แต่เก็บเป็นเงินสดได้เพียงแค่ 10 ชิ้น คือ 5,000 บาท ส่วนที่เหลือจะเก็บเงินได้ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2559 เป็นต้นไป

 

นั่นแปลว่า พอถึงวันที่ 15 ที่เราต้องจ่ายเงินนั้น เราจะมีเงินสดในมืออยู่แค่ 5,000 บาทเท่านั้น ซึ่งไม่พอที่จะจ่ายชำระหนี้จำนวน 15,000 บาทได้ เพราะยังขาดไปอีก 10,000 บาท!!!

 

แล้วถ้าหากเราไม่มีเงินสำรองสำหรับการใช้ในธุรกิจขึ้นมา แบบนี้ก็ต้องไปหาแหล่งเงินต่างๆ ซึ่งอาจจะมาจากการกู้ยืมจนต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่ม หรือถ้าจ่ายไม่ทันเราก็จะเสียเครดิตในการซื้อสินค้าไปอีก ซึ่งตรงนี้ต่อให้ขายดียังไงก็ตาม แต่ถ้าหากเก็บเงินไม่ได้ หรือจ่ายเงินไม่ทัน มันก็หมดประโยชน์ทันทีครับ!!!

 

จากตัวอย่างที่ยกมาให้ดู คือ ตัวอย่างง่ายๆเท่านั้นนะครับ เพราะยังไม่รวมเรื่องของการคำนวณต้นทุนต่างๆที่เกิดขึ้นในการขาย ไปจนถึงเรื่องค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เราต้องจ่าย (ค่าจ้างพนักงาน ค่าใช้จ่ายอื่นๆในการดำเนินกิจการ ฯลฯ) ดังนั้นสิ่งที่ผมอยากจะแนะนำในการธุรกิจนั้น ไม่ใช่การประหยัดภาษี แต่เป็น เงินสำรองในการทำธุรกิจต่างหากครับ

 

โดยจำนวนเงินสำรองที่ว่านี้ ไม่มีหลักการพิจารณาตายตัวแต่อย่างใดครับ ผมแนะนำเพียงหลักการเดียว คือ เราต้องรู้ก่อนว่า เราต้องใช้ค่าใช้จ่ายคงที่ในแต่ละเดือนเท่าไร และมีหนี้เท่าไรที่ต้องจ่าย และตรงนี้คือสิ่งที่เราต้องมีเพื่อสำรองให้กิจการเดินหน้าต่อไปได้ครับ

 

สุดท้ายนี้สิ่งที่ผมอยากจะฝากให้ธุรกิจทุกๆธุรกิจให้ความสนใจนั้น ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องของภาษีเพียงอย่างเดียวครับ (ลองอ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ ทำไมธุรกิจขาดทุนถึงยังต้องเสียภาษี นี่คือเหตุผลที่คุณต้องอึ้ง!! และ 5 ข้อผิดพลาด!! ถ้าหากคุณไม่ใส่ใจบัญชีของธุรกิจ ) ดังนั้นผมขอฝากไว้เลยครับว่า หากรักจะทำธุรกิจแล้วล่ะก็ กระแสเงินสด หรือ เงินสำรองเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ธุรกิจต้องให้ความสนใจไม่แพ้กันเลยล่ะคร้าบบ

 

ภาษีธุรกิจ info

ไขปัญหา หุ้นถูก-แพง ดูจากอะไร?

คิดว่าพวกเราคงจะเจอแบบนี้อยู่บ่อยๆครับ ที่เห็นราคาหุ้นตัวนึงอยู่ๆก็ขึ้นมาเยอะมาก ช่วงนั้นก็มักจะได้ยินประโยคเช่น “แพงไปแล้ว” หรือ “ยังไม่แพง ยังไปต่อได้อีกไกล” เคยสงสัยไหมครับว่า เขาดูจากอะไรที่บอกว่าถูกหรือแพง

(1) “ราคา” เทียบ “มูลค่าตามบัญชี”

จะถูกแพงดูจากมูลค่าตามบัญชีเป็นเกณฑ์ครับ ซึ่งถ้าเราสามารถซื้อหุ้นได้ในราคาต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชีของบริษัท ก็เหมือนเราซื้อได้ในราคาที่ต่ำกว่าทุนของเจ้าของอีก ส่วนใหญ่มักใช้ค่านี้ในการเลือกหุ้นถูก แต่ไม่ใช้ตัดสินหุ้นแพงครับ ซึ่งสัดส่วนนี้คิดมาจาก ราคาหุ้น (Price) หารหรือเทียบกับมูลค่าตามบัญชี (Book Value) โดยทั่วๆไปแล้วค่า P/BV นี้ยิ่งต่ำยิ่งดี ตัวเลขมาตราฐานที่มักใช้กันก็คือ 1 เท่า หากสามารถซื้อหุ้นที่มีค่า P/BV น้อยกว่า 1 ได้ก็เหมือนได้หุ้นถูก

(2) “ราคา” เทียบ “กำไรต่อหุ้น”

จะถูกแพงดูจากความสามารถในการทำกำไรของหุ้นครับ ถ้าเราสามารถหาหุ้นที่สามารถทำกำไรได้มาก เช่น ราคาหุ้น 100 บาท สามารถทำกำไรได้ร้อยละ 25 ทุกปี ก็เท่ากับถ้าเราถือยาว เติบโตไปกับธุรกิจเพียง 4 ปี กำไรที่ได้ทั้งหมดก็จะเท่ากับราคาหุ้นเมื่อสี่ปีก่อนครับ ซึ่งสัดส่วนนี้คิดจาก ราคาหุ้น (Price) หารหรือเทียบกับกำไรต่อหุ้น (Earnings per Share) โดยทั่วไปแล้วค่า P/E ยิ่งต่ำยิ่งดี และนักลงทุนอาจจะเทียบค่า P/E กับคู่แข่งที่อยู่ใน Sector หรืออยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน เพื่อหาหุ้นที่มีความสามารถในการทำกำไรได้ดีกว่า

(3) “โอกาสที่จะกำไร” เทียบ “โอกาสที่จะขาดทุน”

จะถูกแพงดูจากสัดส่วนระหว่าง “กำไร” กับ “ความเสี่ยง” ที่ก่อนซื้อหุ้นหลายคนกำหนดขึ้นมาเลยครับ ว่าเราให้ความเสี่ยงกับเงินก้อนนี้เท่าไหร่ ถ้าซื้อ 100 บาท แล้วราคาไม่ขึ้น ลงมา 90 บาทเราจะมีวินัย ขายออกไป แต่ถ้าซื้อแล้วราคาไปถึงเป้าหมายที่เราจะขายที่ 150 บาท นั่นคือเราจะกำไร 50 บาท โดยมีความเสี่ยง 10 บาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 5 ต่อ 1 เท่า หลายๆคนเลือกหุ้นที่มีสัดส่วนกำไรสูงกว่า เพื่อจะหาหุ้นที่มีโอกาสกำไรได้มาก และขาดทุนได้น้อยครับ

แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเลือกหุ้นแบบนี้ครับ นี่เป็นเพียงเงื่อนไขพื้นฐานที่พวกเราคุ้นเคยกัน บางคนอาจสนใจแค่บางข้อ หรือไม่เลือกหุ้นแบบนี้เลย อาจจะมีเงื่อนไขเฉพาะอื่นๆอีกหลายข้อครับ ว่าแต่!! ใครมีเงื่อนไขเด็ดๆ แชร์ได้นะครับ มาแบ่งปันความรู้กัน

[ซีรีย์] 4 เรื่องควรรู้ ทำประกันสุขภาพอย่างไรให้คุ้มค่าและตรงความต้องการ (ตอนที่ 2)

จากตอนที่แล้วที่เราได้พูดถึงพื้นฐานของประกันชีวิตและสิ่งที่ควรจะต้องรู้ก่อนทำประกันชีวิตกันไปแล้ว ([ซีรีย์] ซื้อประกันอย่างไรให้ถูกต้องและสบายใจ : ตอนที่ 1) มาตอนนี้ก็ถึงคิวของ “ประกันสุขภาพ” ซึ่งเป็นการปกป้องความมั่งคั่งที่สำคัญมากอีกเรื่องหนึ่งนะครับ

1. ทำไมประกันสุขภาพถึงเป็นเรื่องสำคัญ?

หลายคนอาจจะยังรู้สึกว่า ทำไมต้องทำประกันสุขภาพ? ยิ่งเราเองเป็นคนรักษาสุขภาพ แข็งแรง ไม่เคยเจ็บป่วย ไม่เคยต้องนอนโรงพยาบาลอยู่แล้ว โอกาสที่จะได้ใช้แทบไม่ค่อยมี แล้วจะจ่ายเบี้ยประกันแพงๆทิ้งไปทุกปีๆทำไม? เสียดายเงินเปล่าๆ

จริงอยู่ที่ถ้าเราเป็นคนที่แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เราคงจะมีโอกาสเจ็บป่วยหรือเข้าโรงพยาบาลน้อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะมีอะไรมาการันตีได้ว่า ตลอดชีวิตของเราจะไม่มีวันเกิดเรื่องร้ายแรงหรือเหตุไม่คาดฝันขึ้นได้อย่างแน่นอน เพราะของแบบนี้ ไม่ต้องรอให้โอกาสเกิดขึ้นบ่อยๆหรอกครับ ขอแค่เกิด ”แจ็คพ็อต” ขึ้นแค่ครั้งเดียว บางทีก็อาจจะเพียงพอแล้วที่จะทำให้การเงินเราเสียหายร้ายแรง ทรัพย์สินที่เคยมีอยู่ก็อาจจะหายไปจนหมด เงินเก็บเงินลงทุนต่างๆที่วางแผนไว้ว่าจะได้ใช้ในอนาคตก็อาจจะต้องถูกดึงมาใช้จนเหลือไม่พอ ทำให้เป้าหมายชีวิตและเป้าหมายการเงินต่างๆที่เคยวางไว้ต้องพังทลาย ร้ายแรงกว่านั้นอาจจะลามไปเดือดร้อนถึงทรัพย์สินของคนอื่นด้วย ถ้าทรัพย์สินที่มีอยู่ของเราไม่เพียงพอ แถมตอนนี้โอกาสที่จะเป็นโรคต่างๆก็มีมากขึ้น เพราะนับวันก็ยิ่งจะมีโรคแปลกใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ จนเราไม่ทันระวังตัวอีกด้วย

นอกจากเรื่องความเสี่ยงจากโรคร้ายแรงหลายชนิดแล้ว สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันก็คือเรื่อง “ค่ารักษาพยาบาล” ที่นับวันก็จะยิ่งแพงขึ้นเรื่อยๆ จากต้นทุนที่สูงขึ้นของนวัตกรรมทางการแพทย์ ทั้งยารักษา เครื่องไม้เครื่องมือ และเทคโนโลยีแพทย์ (นั่นคือสาเหตุว่าทำไมการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Healthcare จึงมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี) ซึ่งจากสถิติที่ผ่านมาพบว่า เงินเฟ้อเรื่องค่ารักษาพยาบาลโดยเฉลี่ยนั้นสูงถึงประมาณ 8% ต่อปี! (อาหารและข้าวของเครื่องใช้อยู่ที่ประมาณ 3% ต่อปี) หรือจากค่าห้องโรงพยาบาลชั้นนำประมาณ 7,000 บาทต่อคืนเมื่อ 10 ปีแล้ว กลายเป็นประมาณ 15,000 บาทต่อคืน ในปัจจุบัน! ไม่นับเรื่องค่ารักษาพยาบาลด้านอื่นๆอีก ดังนั้น จะเห็นได้ว่าสมัยนี้ แม้ไม่ต้องเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแรง อย่างแค่ผ่าตัดไส้ติ่ง หรือท้องเสียเข้าโรงพยาบาล นอนอยู่ไม่กี่คืน เช็คบิลออกมาก็อาจจะหมดไปเกือบแสนได้!

ครั้นจะประหยัดเงินค่ารักษาด้วยการใช้สวัสดิการที่มีอยู่ ไม่ว่าจากสิทธิ์ข้าราชการ จากบริษัท หรือจากรัฐบาล ในการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐ ก็ต้องเผชิญกับการรอคอยการต่อคิวที่ยาวเหยียด (เพราะต่างคนต่างก็ใช้สิทธิ์เบิกโรงพยาบาลรัฐกันเป็นจำนวนมาก) หากเจ็บป่วยร้ายแรงขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าจะต้องรอเข้ารับการรักษาอีกนานแค่ไหน

พูดง่ายๆก็คือ ในปัจจุบัน ถ้าเราอยากจะได้รับการบริการที่ดี ไม่ว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรง (ที่นับวันจะยิ่งทวีความหลากหลายมากขึ้น) มากน้อยแค่ไหน เราก็มีความเสี่ยงที่จะเสียค่ารักษาแพงๆได้ไม่ต่างกัน

ถ้ารถที่เราขับ มีการทำประกันรถยนต์คุ้มครองกันแทบทุกคัน แต่คนที่ขับกลับไม่มีประกันอะไรคุ้มครองชีวิตและสุขภาพตัวเองเลย (รถชนจนต้องเข้าโรงพยาบาล รถเบิกค่าเสียหายได้ แต่เรากลับเบิกอะไรไม่ได้) มันคงเป็นเรื่องที่ฟังแล้วแปลกๆน่าดูนะครับ

2. ประเภทของประกันสุขภาพ

ถ้าเข้าใจในความสำคัญของการทำประกันสุขภาพ และเริ่มสนใจจะทำแล้ว แล้วประกันสุขภาพมีกี่ประเภทกันล่ะ ให้เราได้เลือกใช้

ประกันสุขภาพนั้นเป็น “สัญญาเพิ่มเติม” (Rider) หรือเป็นออฟชั่นเสริม ไว้ทำพ่วงกับประกันชีวิตตัวหลัก ซึ่งก็มีมากมายหลายประเภท แบ่งเป็นหมวดหลักๆได้ 3 หมวดได้แก่ 1.กลุ่มค่าชดเชยทั่วไป 2.กลุ่มค่าชดเชยอุบัติเหตุ และ 3.กลุ่มค่าชดเชยโรคร้ายแรง ซึ่งชื่อย่อแต่ละตัว ของแต่บริษัทอาจจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่โดยทั่วไปก็จะมีชื่อย่อดังนี้

กลุ่มค่าชดเชยทั่วไป

  • WP (Waiver of Premium) = บริษัทจะจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตตัวหลักแทนคนทำประกันให้ ถ้าคนที่ทำกลายเป็นผู้ทุพพลภาพ
  • PB (Payer Benefit) = ถ้าคนทำประกันเป็นเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี แล้วมีผู้ปกครองเป็นคนจ่ายค่าเบี้ยประกันให้ หากผู้ปกครองที่จ่ายเบี้ยประกันเสียชีวิต หรือทุพพลภาพ บริษัทจะจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตแทนให้
  • HS (Hospital & Surgical Rider) = ชดเชยกรณีเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ทั้งค่าห้อง ค่าหมอ ค่ายา ค่าผ่าตัด ฯลฯ ปัจจุบันมีทั้งแบบแยกจ่ายตามรายการ และแบบเป็นวงเงินเหมาจ่ายรายปี
  • HB (Hospital Benefit) = จ่ายชดเชยรายวัน กรณีที่นอนโรงพยาบาล

กลุ่มค่าชดเชยอุบัติเหตุ ไล่เรียงการคุ้มครองจากมากไปน้อย

  • AR1 (Accident Rider ขั้นที่ 1) = จ่ายชดเชยทั้งกรณีนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล, กรณีทุพพลภาพ และกรณีเสียชีวิต จากอุบัติเหตุ
  • AR2 (Accident Rider ขั้นที่ 2)= จ่ายชดเชยเฉพาะกรณีทุพพลภาพ และกรณีเสียชีวิต จากอุบัติเหตุ
  • AR3 (Accident Rider ขั้นที่ 3)= จ่ายชดเชยกรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเท่านั้น
  • RCC (Riot Civil Commotion) = เป็นตัวเพิ่มเติมให้ AR แต่ละขั้นให้ครอบคลุมกรณีอุบัติเหตุที่เกิดจากเหตุการณ์จลาจล สงครามกลางเมือง หรือการก่อการร้ายด้วย

กลุ่มค่าชดเชยโรคร้ายแรง

  • CR(Cancer Rider) = จ่ายชดเชยเมื่อเป็นมะเร็ง และกรณีนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลจากการเป็นโรคในกลุ่มโรคมะเร็ง เช่น โรคมะเร็งตามจุดต่างๆ(ยกเว้นผิวหนัง)
  • CI (Critical Illness Rider) = จ่ายชดเชยเป็นเงินก้อนใหญ่ให้ทันที หากตรวจพบว่าเป็นโรคร้ายแรง (ประมาณกว่า 30โรค ส่วนจะมีโรคอะไรบาง ต้องไปดูในรายละเอียดเอานะครับ) ซึ่งมีทั้งแบบที่จ่ายตั้งแต่เป็นโรคร้ายระยะเริ่มต้น หรือจ่ายเมื่อเป็นระยะร้ายแรง เพื่อให้ä

กองทุน “Healthcare” Trend การลงทุนที่ “ต้องลงทุน”

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้ผมกัปตันแมนูไลฟ์ จะมาเจาะลึกกองทุนที่เป็นกระแสและได้รับความนิยมมากที่หลายคนอาจบอกว่าเป็น Mega trend และยังคงเป็นกระแสอยู่จนถึงขณะนี้… แน่นอนครับ กองทุนที่ผมกำลังจะพูดถึงนั่นคือ กองทุน Healthcare ครับ  วันนี้เราจะมาดูกันว่าอะไรที่ทำให้กองทุนประเภทนี้น่าสนใจ  และเพราะเหตุใดผมจึงบอกว่า “ต้องลงทุน” มาดูกันเลยครับ

จากกระแสการลงทุนในหุ้นกลุ่ม healthcare นั้น ทำให้หลายๆ บลจ.ต่างพร้อมใจพากันจัดตั้งและเสนอขายกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ ซึ่งปัจจุบันก็มีให้เลือกลงทุนกันหลายกองทุนทีเดียว แต่ถ้าถามว่าแต่ละกองทุนนั้นลงทุนเหมือนกันมั้ย ??  ผมก็คงต้องตอบว่าไม่เหมือนกันครับ  เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่ม healthcare เหมือนกันก็ตาม แต่การจัดพอร์ตหรือการให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นแต่ละตัวในหมวดต่างๆ หรือการกระจายการลงทุนไปยังประเทศต่างๆ หรือกระจุกตัวเพียงแต่ประเทศเดียวนั้นก็จะไม่เหมือนกัน อันนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละกองทุนหรือขึ้นอยู่กับสไตล์ของผู้จัดการกองทุนของแต่ละที่ด้วยล่ะครับ

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ท่านควรจะทราบหากสนใจลงทุนในกองทุน healthcare ก็คือเรื่องของความเสี่ยง เนื่องจากกองทุน healthcare จะถูกจัดอยู่ในประเภทกองทุนหมวดอุตสาหกรรม (sector fund) เพราะเป็นกองทุนที่มีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นเพียงหมวดเดียวเป็นหลัก จึงทำให้เมื่อจัด risk level แล้ว กองทุน healthcare จึงมีความเสี่ยงที่สูงกว่ากองทุนหุ้นทั่วๆ ไป โดยการจัดระดับความเสี่ยงของกองทุนนี้จะเป็นไปตามเกณฑ์ของสำนักงาน ก.ล.ต. ที่กำหนดไว้ แต่จริงๆ การลงทุนในหุ้นเพียงหมวดเดียวเป็นส่วนใหญ่ของพอร์ตนั้นก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียนะครับ ข้อดีก็คือ ในภาวะที่หุ้นในหมวดนี้เป็นขาขึ้น ผู้ลงทุนก็จะได้รับผลตอบแทนตามสัดส่วนการลงทุนที่ค่อนข้างเยอะตามไปด้วยเช่นกันครับ ซึ่งแน่นอนว่าข้อเสียคือ หากเกิดเหตุการณ์ที่มีผลกระทบโดยตรงเฉพาะหุ้นในหมวดนี้ ผลการดำเนินงานก็อาจลดฮวบตามไปด้วยนั่นเอง!!  ตรงจุดนี้แหล่ะครับที่ผมอยากให้นักลงทุนหรือผู้ที่สนใจอยากจะลงทุนนั้นทำความเข้าใจถึงความเสี่ยงที่มีว่าบางทีก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไปนะครับ หากท่านเข้าใจ ศึกษาข้อดีข้อเสีย และยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ ท่านก็จะไม่ตื่นตกใจง่ายในเวลาเกิดเหตุการณ์ผิดปกติจนต้องขายแบบ cut loss เสมอไปนะครับ  และสำหรับกองทุน healthcare นี้ ผมก็ไม่แนะนำสำหรับการลงทุนในระยะสั้นๆ นะครับ อย่างน้อยควรจะลงทุนสัก 1-2 ปีขึ้นไป เพราะหุ้นในหมวดนี้ไม่ขึ้นแบบหวือหวามากนักแต่ว่ามีโอกาสสำหรับการรับผลตอบแทนในระยะยาวๆ ครับ

หุ้นในหมวด healthcare sector ตามความเข้าใจของคนทั่วๆ ไปอาจจะคิดว่ามันมีแต่หุ้นในกลุ่มยารักษาโรค (Pharmaceuticals) หรือกลุ่มการแพทย์เท่านั้น แต่จริงๆ แล้วหุ้นในหมวด healthcare ยังแยกย่อยออกไปอีกหลายกลุ่มนะครับ เช่น กลุ่มเทคโนโลยีชีวะภาพ (Biotechnology) กลุ่มอุปกรณ์การแพทย์ (Health Care Equipment & Supplies)  และกลุ่มการรักษาพยาบาลแบบอื่น ๆ อีกเพียบเลยครับ ซึ่งหุ้นบางกลุ่มในหมวดอุตสาหกรรมนี้ก็ถือว่าเป็นหุ้นที่ไม่ได้ผันผวนมากครับ บางตัวก็เป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดีกว่าที่เราคาดคิดกันครับ

ดังนั้นถ้าพิจารณาดี ๆ แล้วละก็กองทุน healthcare เองควรจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้นๆ ของกองทุนที่นักลงทุนควรจะมีติดไว้ในพอร์ตสำหรับการลงทุนในระยะยาวของเราบ้างนะครับ เพราะถึงแม้ว่าหุ้นในกลุ่มนี้จะขึ้นไม่หวือหวามากนัก แต่โอกาสผันผวนก็ไม่ได้มีมากอย่างที่เรากลัวกัน และก็ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกในระยะยาวนั่นเองครับ

ผมเชื่อว่าหลายๆ คนคงอยากรู้แล้วใช่ไหมครับว่า ทำไมกองทุนแบบนี้ถึงให้ผลตอบแทนที่ดี และจะลงทุนอย่างไรกับกองทุนกลุ่ม Healthcare ให้ตรงใจ ถ้าอยากรู้และเข้าใจมากขึ้นก็ตามมาเลยครับ ผมจะเล่าให้ฟัง

ข้อดีและจุดเด่นที่ห้ามพลาดการลงทุนในกองทุน Healthcare ด้วยประการทั้งปวง คือ

1. โครงสร้างประชากรในอนาคตมีแนวโน้มจะเป็นประชากรผู้สูงอายุอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ (ใครบ้างที่หยุดเวลาได้) ต้องยอมรับว่าสังคมทุกวันนี้เป็นสังคมที่ค่อนข้างจะมีค่าใช้จ่ายเยอะ ทำให้คนไม่ค่อยคิดอยากจะมีลูกกัน อัตราการเกิดน้อยลง ซึ่งตามคาดการณ์แล้วประเทศไทยเองก็จะเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยเราอาจจะมีประชากรที่เป็นผู้สูงอายุคิดเป็นประมาณ 20% ของประชากรทั้งหมดก็เป็นได้ครับ

ประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุก่อนใครในแถบเอเชียคงจะหนีไม่พ้นประเทศญี่ปุ่น สำหรับในยุโรปเองก็เช่นกันครับ และคาดการณ์ว่าในปี 2593 นั้น ทั่วโลกเองก็จะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างแท้จริง คือ มีประชากร 20% เป็นผู้สูงอายุ และที่สำคัญ พอแก่ตัวลงโรคภัยไข้เจ็บก็เริ่มเข้ามารุมเร้า ครั้นว่าอยากมีชีวิตอยู่ก็อยาก แต่ขออยู่แบบมีชีวิตที่สบายๆไม่เจ็บออดๆ แอดๆ ครั้นจะอยากตายก็… ยังไม่อยากครับ

ดังนั้นเราจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะรักษาชีวิตของเราให้ไม่เจ็บไม่ป่วยหรือถ้าเจ็บถ้าป่วยก็ยอมที่จะจ่ายค่าหมอ ค่ายาแพงๆ เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยนั้นให้หาย ไม่มารบกวนชีวิตเรา นี่จึงเป็นหนึ่งเหตุผลครับว่ายอดขายและกำไรของสินค้าที่เกี่ยวกับผู้สูงวัยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคตแน่ ๆ

mn1

2. เทคโนโลยีในกลุ่มอุตสาหกรรมยาที่พัฒนากันอย่างไม่หยุดยั้ง

ทุกวันนี้กลุ่มบริษัทยาทั้งหลายได้คิดค้นนวัตกรรมเกี่ยวกับยารักษาโรคหนัก ๆ อย่าง มะเร็ง เอดส์ เบาหวาน โรคหัวใจ เนื่องจากเป็นโรคสำคัญอันดับต้น ๆ เลยครับ เลยมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมยา และ biotechnology ครับ เพราะว่าถ้าใครคิดค้นยาที่รักษาโรคเหล่านี้ได้ล่ะก็ รับรองว่าต่อให้มีราคาแพงก็คงจะต้องยอมจ่ายเป็นแน่ครับ

ซึ่งการพัฒนาเหล่านั้นอาจทำให้ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่าง ยาต้านมะเร็งบางตัว ยารักษาโรคภูมิแพ้โดยที่ไม่ต้องทานยาหรือแขนเทียม ขาเทียมที่ขยับได้อย่างใจคิด หรือจะเป็นด้านความสวยความงามอย่างยารักษาผิวต่าง ๆ เพื่อให้มีความสดใส เป็นหนุ่ม เป็นสาว สองพันปี ได้ง่าย ๆ อย่างที่เราเห็นกั&#xE1

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save