ก่อนจะถามว่าจด VAT ดีไหม ? มาเข้าใจภาษีมูลค่าเพิ่มกันก่อนดีกว่า

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งกับบทความของ ภาษีธุรกิจ101 โดยนาย TAXBugnoms คนเดิมและคนเดียวครับผม วันนี้มีอีกเรื่องนึงที่อยากจะมาพูดคุยให้ฟัง นั่นคือเรื่องของ ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ที่ใครหลายคนเคยได้ยินมา แต่ยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรและจะจดไปทำไม

 

ก่อนจะเข้าเรื่องนี้.. ผมขออธิบายความหมายของภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนนะครับว่ามันคืออะไร ภาษีมูลค่าเพิ่มก็คือ ภาษีอากรอีกประเภทหนึ่ง ที่เรียกเก็บจากการบริโภคของประชาชน โดยคิดในอัตรา 7% ของราคาขายหรือให้บริการ

 

ถ้าหากลองสังเกตรายจ่ายในทุกๆวันของเราดู เรามักจะเห็นคำว่า "ใบกำกับภาษี" อยู่ในกระดาษที่ทางร้านค้าต่างๆส่งให้เมื่อชำระเงิน และเจ้าใบกำกับภาษีที่ว่าจะมีตัวเลขบอกว่าเงินที่เราจ่ายไปนั้น มี "ภาษีมูลค่าเพิ่ม" อยู่ในนั้นเป็นจำนวนเท่าไร เช่น ซื้อสินค้าในราคา 1,000 บาท เราจะเห็นตัวเลขค่าสินค้าราคา 1,000 บาทและค่าภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 70 บาท รวมทั้งสิ้นที่ต้องจ่ายเป็น 1,070 บาท

 

ดังนั้นถ้าหากใครมีการใช้จ่าย (ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม) มาก ก็แปลว่าต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตรงนี้มากตามไปด้วยครับ ซึ่งปกติแล้วมักจะอยู่ในการใช้จ่ายของเราทั้งหมด ตั้งแต่เดินห้าง ซื้อของร้านค้า ไปจนถึงราคาค่าอาหารต่างๆ ล้วนมีภาษีมูลค่าเพิ่มรวมอยู่ทั้งสิ้น

 

เสีย VAT แล้วทำไมยังเสียภาษีเงินได้อีก

 

หลายคนอาจจะนึกในใจว่า "เสียภาษีมูลค่าเพิ่มไปแล้ว แล้วทำไมยังต้องเสียภาษีเงินได้อีก" ใช่ครับ ต้องเสียทั้งสองตัว เพราะ "ภาษีมูลค่าเพิ่ม" ถือเป็น "ภาษีทางอ้อม" หรือ ภาษีที่สามารถผลัก "ภาระ" ไปให้กับผู้ซื้อหรือผู้บริโภคเป็นผู้ชำระแทนนั่นเองครับ

 

ตัวอย่างเช่น บริษัท ออมมันนี่ จำกัด ได้ซื้อวัตถุดิบและวัสดุอุปกรณ์มาจำนวน 107 บาท โดยมีราคาสินค้าจำนวน 100 บาทและภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 7 บาท เมื่อผลิตเป็นสินค้าขายและขายให้บริษัท อินโฟกราฟฟิก จำกัด ในราคา 200 บาท บริษัทออมมันนี่ จะต้องเรียกเก็บภาษีขายจำนวน 14 บาท ทำให้มูลค่าสินค้าทั้งสิ้นกลายเป็น 214 บาท

 

และในแต่ละเดือน บริษัทออมมันนี่จะมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับสรรพากรเฉพาะผลต่างระหว่างภาษีซื้อ (ที่จ่ายไป) กับภาษีขาย (ที่เก็บมา) จำนวน 14 – 7 = 7 บาท ให้แก่กรมสรรพากรครับ

 

แต่ถ้าหากคนที่จ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นผู้บริโภคอย่างเราๆที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม ผมขอบอกเลยครับว่า ภาษีที่จ่ายไปนั้นไม่สามารถไปหักออกหรือขอคืนใครได้ เพราะเราต้องจ่ายเต็มๆทั้งจำนวนจ้า (แหม่ … ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นภาษีที่จัดเก็บจากการบริโภค)

 

ส่วนภาษีเงินได้นั้นถือเป็น "ภาษีทางตรง" หรือภาษีที่ผู้เสียภาษีต้องเป็นผู้แบกรับภาระของภาษีนั้นทั้งหมดด้วยตัวเอง โดยเก็บจากรายได้ (เงินได้สุทธิ หรือ กำไรสุทธิ) ซึ่งถือเป็นอีกหน้าที่หนึ่งที่ผู้มีเงินได้ต้องจ่ายครับ

 

เมื่อไรควรจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

 

ทีนี้ในฐานะของการเป็นเจ้าของธุรกิจ มักจะมีคำถามต่อมาครับว่า แล้วเมื่อไรควรจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตรงนี้ผมขอให้ข้อสังเกตไว้เป็นขั้นตอนดังนี้ครับ

1. ธุรกิจเราได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ คำถามแรกที่เราต้องถามก็คือ ประเภทการประกอบธุรกิจของเรานั้นได้รับสิทธิยกเวันภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ถ้าได้รับสิทธิยกเว้นก็แปลว่าไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มครับ (ดูประเภทธุรกิจได้ที่ กิจการที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย)

 

2. ธุรกิจเรามีรายได้เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปีหรือไม่ คำถามต่อมาก็คือ ถ้าหากเราไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี แล้วธุรกิจของเรานั้นมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วหรือยัง ซึ่งถ้าหากถึงเกณฑ์แล้วสิ่งทีต้องรีบปฎิบัติคือ การขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน และเริ่มเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับรายได้ส่วนที่เกิน 1.8 ล้านบาทเป็นต้นไปครับ

 

 

แต่อีกทางหนึ่งที่อยากให้พิจารณาคือ ถ้าหากเรามองว่าธุรกิจของเรานั้นมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีแน่ๆแล้วล่ะก็ การเลือกจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่แรกก็เป็นทางเลือกที่ดีทางเลือกหนึ่งครับ เพราะบางกิจการอาจจะต้องการใช้สิทธิขอคืนในส่วนของภาษีซื้อในช่วงเริ่มดำเนินกิจการก็ได้ครับ

 

ภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ใช่ต้นทุนของกิจการ

 

มีหนึ่งคำถามในเพจ ภาษีธุรกิจ101 ถามมาครับว่า กรณีที่กิจการเข้าหลักเกณฑ์ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มจะทำให้ต้นทุนของเราสูงกว่าคนอื่นหรือเปล่า เพราะหากกิจการของอีกฝ่ายไม่เข้าหลักที่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม ทางนั้นก็จะไม่มีต้นทุนในเรื่องนี้

 

ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานานครับ ในแง่การจัดการและการบริหารต้นทุน แต่ผมอยากให้มองแยกกันก่อนครับว่า ภาษีซื้อ ไม่ใช่ต้นทุน และ ภาษีขาย ไม่ใช่รายได้ แต่ละส่วนนั้นแยกจากกันครับ

 

จากตัวอย่างเดิมที่ยกมาในตอนแรกของบทความ จะเห็นว่าภาษีนั้นถูกแยกออกจากราคาของสินค้าและบริการ และวิธีการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มโดยทั่วไปนั้นจะเรียกว่า วิธีภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ หรือ ภาษีขายลบด้วยภาษีซื้อ และถ้าหากในเดือนไหนภาษีขายมีมากกว่าภาษีซื้อ ส่วนต่างนี้จะถูกนำส่งให้แก่กรมสรรพากร

 

ดังนั้น สำหรับการขายสินค้าที่ดีและถูกต้อง ผู้ประกอบธุรกิจทั้งหลายจึงควร "ตั้งราคา" ที่ไม่รวมภาษีไว้ก่อน แล้วจึงค่อยคำนวณ "ภาษี" เข้าไป "เพิ่ม" ครับ

 

ตัวอย่างเช่น ขายสินค้าในราคา 1,000 บาท ต้องบวก "ภาษีขาย" เข้าไปอีก 70 บาท เมื่อเรียกเก็บจากลูกค้า จะต้องเรียกเก็บในราคา 1,070 บาท ซึ่งแปลว่าเราจะมีรายได้ 1,000 บาท ส่วน 70 บาทนั้นแยกเป็นส่วนของภาษีที่ต้องนำส่งสรรพากรหลังจากหัก "ภาษีซื้อ" ที่เราได้จ่ายไปให้กับผู้ผลิต 

 

ทีนี้ปัญหาที่ถามมาก็คือ ในกรณีที่บริษัทหรือคู่แข่งไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็จะได้รับสิทธิขายแค่ 1,000 บาทใช่ไหม? เพร&#

รู้ยัง!! ก่อนจะวางแผนภาษี ต้องคำนวณภาษีให้เป็นก่อน + [Clip]

เฮ้ย!! นายอยากวางแผนภาษีใช่ไหม ว่าแต่คำนวณภาษีตัวเองเป็นหรือยังล่า

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งผม TAXBugnoms กับบทความเรื่องภาษีใน Aommoney.com ที่เก่าเวลาเดิมเพิ่มเติมอาทิตย์ละครั้ง วันนี้ผมขออนุญาตชวนเพื่อนๆพี่ๆน้องทุกท่านที่กำลังเตรียมตัวยื่นแบบแสดงรายการภาษี มารู้จักกับวิธีการคำนวณภาษีที่ถูกต้องกันดีกว่าครับ 

หนึ่งปัญหาที่ผมพบบ่อยๆ สำหรับคนที่วางแผนภาษีหรือต้องการวางแผนภาษี นั่นคือ ปัญหาในการคำนวณภาษีของตัวเองครับ ซึ่งคนส่วนใหญ่สนใจเรื่องการวางแผนภาษีกันเป็นหลัก เฮ้ย ชั้นอยากจะประหยัดภาษี ต้องซื้อ LTF RMF กันเท่าไร และทำยังไงไม่ต้องจ่ายให้พี่ๆสรรพากรเยอะที่สุด นี่แน่ะๆๆๆ มาเลยๆๆๆๆ ขอไวๆๆ ด่วนๆๆๆ ตอนนี้ (เอ่อ..เดี๋ยวผมขอตัววางถุงกาวลงก่อนนะครับ)

วันนี้ผมเลยขอนำกรณีศึกษาของแฟนเพจ TAXBugnoms ท่านหนึ่งที่สอบถามมาทางหลังไมค์มาเล่าสู่กันฟังครับ เผื่อว่าจะได้เข้าใจหลักการการคำนวณภาษีกันมากขึ้น เอาล่ะครับ เรามาดูกันเลยดีกว่าว่าปัญหานั้นมันเป็นอย่างไรบ้าง

สวัสดีค่ะ.. ตามเพจมานานมีข้อสงสัยรบกวนสอบถามนะคะ หนูเป็นพนักงานประจำยื่นภาษีแล้วได้คืนมา แต่ไม่มั่นใจว่าที่ได้คืนมานั้นมันคำนวณให้เรายังไง ข้อมูลเป็นดังนี้ค่ะ

ปี 2558 เป็นคนโสดมีรายได้ทั้งปีที่ 436,000 บาท โดยหักภาษีไว้ 9,063.63 บาท และมีรายการค่าลดหย่อนดังต่อไปนี้

1. ประกันชีวิตตัวเองจำนวน 12,700 บาท
2. LTF จำนวน 28,000 บาท
3. ประกันสังคมจำนวน 9,000 บาท
4. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำนวน 8,860.30 บาท
5. ซื้อของช่วงก่อนปีใหม่ 687 บาท

โอเคครับ จากข้อมูลที่ให้มา เรามาไล่ขั้นตอนการคำนวณภาษีกันทีละขั้นดีกว่าครับครับ เริ่มจากรายได้ก่อน เนื่องจากเป็นพนักงานประจำและได้รับเงินเดือนทั้งปีจำนวน 436,000 บาท ซึ่งตรงนี้จะถือเป็นเงินได้ประเภทที่  1 ครับ

เมื่อรู้ประเภทเงินได้แล้ว สิ่งที่ตามมาคือ “ค่าใช้จ่าย” ซึ่งเงินได้ประเภทที่ 1 กฎหมายกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 40% ของเงินได้และสูงสุดไม่เกิน 60,000 บาท จากกรณีนี้ จะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้สูงสุด 60,000 บาทนั่นเองครับ

ต่อมาสุดท้าย คือ รายการค่าลดหย่อน จากข้อมูลที่ให้มานั้นพบว่าไม่ได้ใช้สิทธิเกินสิทธิที่กฎหมายกำหนดแต่อย่างไรครับ เรามาดูทีละอันไล่ไปเลยนะครับว่ามีอะไรบ้าง

1. ค่าลดหย่อนแรกที่ได้ คือ ค่าลดหย่อนส่วนตัวสำหรับผู้มีรายได้ครับ ซึ่งเท่ากับ 30,000 บาทตรงนี่ใครมีรายได้ก็สามารถใช้สิทธิได้ทุกคนครับ

2. ประกันชีวิตสามารถใช้สิทธิได้เต็มจำนวน 12,700 บาทครับ เพราะกฎหมายกำหนดไว้ให้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท

3. LTF สามารถใช้สิทธิได้เต็มจำนวนเช่นเดียวกันครับ 28,000 บาท เพราะกฎหมายกำหนดไว้ให้สูงสุดคือ 15% ของเงินได้ไม่เกิน 500,000 บาท ลองคำนวณดูพบว่าใช้สิทธิได้สูงสุดถึง 65,400 บาทครับ (436,000 x 15%)

4. ประกันสังคมสามารถใช้ได้เต็มสิทธิคือ 9,000 บาท เท่ากับที่กฎหมายกำหนดพอดีครับ

5. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพใช้ได้เต็มจำนวนเช่นเดียวกันคือ 8,860.30 บาท เพราะกฎหมายกำหนดไว้ให้สูงสุดคือ 500,000 บาทครับ (เมื่อรวมกับประกันแบบบำนาญและ RMF)

6. ซื้อของก่อนช่วงปีใหม่ อันนี้น่าจะเป็นเรื่องค่าลดหย่อนชอปปิ้งครับ ส่วนนี้สามารถนำมาใช้คำนวณได้สูงสุด 15,000 บาท แต่ซื้อ 687 บาทก็สามารถใช้ได้ 687 บาทครับ

รวมรายการค่าลดหย่อนทั้งหมดตั้งแต่ 1-6 ออกมาเป็น 89,247.30 บาท

หลังจากนั้นเรามาลองคำนวณภาษีกันเลยครับ ซึ่งสูตรการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ

(เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน)  x อัตราภาษี

เอาตัวเลขไปแทนค่าทันที จะได้
(436,000 – 60,000 – 89,247.30)  

เงินได้สุทธิจำนวน 286,752.70 บาท

หลังจากนั้นนำเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีตามขั้น
(150,000 x 0) + (136,752.70 x 5%)

ภาษีที่ต้องเสีย = 6,837.64 บาท

แต่เนื่องจากเรามีภาษีที่ถูกหักไว้แล้วจำนวน 9,063.63 บาท
ดังนั้นเราสามารถขอคืนภาษีจำนวน 9,063.63 – 6,837.64 = 2,225.99 บาทครับผม

เห็นไหมครับว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการวางแผนภาษีคือการเริ่มต้นคำนวณภาษี ซึ่งตรงนี้ถ้าอยากจะขอคืนภาษีเพิ่มขึ้นก็อาจจะพิจารณาในการซื้อตัวช่วยลดหย่อนต่างๆเพิ่มขึ้นได้ทั้ง LTF RMF ประกันชีวิต ซึ่งตรงนี้ก็อยู่ที่ความต้องการของเราแล้วล่ะครับ

สุดท้ายนี้ผมอยากจะเน้นให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ฟังก่อนยื่นภาษีกันทุกคนนะครับว่า การคำนวณภาษีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพราะถ้าเราคำนวณภาษีเป็นเมื่อไร เราจะวางแผนภาษีได้อย่างสบายใจและถูกต้องยังไงล่ะคร้าบ

กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ ภาค 1

กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (Foreign Investment Fund: FIF)

ในช่วงปีที่ผ่านมาและปีนี้(2556-2557) กองทุนรวมประเภทนี้เริ่มที่จะมีผู้ให้ความสนใจมากขึ้นเนื่องจากว่าการลงทุนในต่างประเทศจะช่วยให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงในระดับภูมิภาคได้มากขึ้น คือพูดง่าย ๆ ว่าคงไม่มีประเทศไหนที่เศรษฐกิจจะตกต่ำพร้อม ๆ กัน เช่น ประเทศสารขัณฑ์ ที่กำลังมีการตีกันจากเรื่องการเมือง(คุ้น ๆ แหะ) หรือบางประเทศมีปัญหาเรื่องเครื่องบินโดนปล้น(คุ้น ๆ อีกแระ) สิ่งเหล่านี้จะกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศนั้น ๆ แต่จะไม่มีผลต่อประเทศอื่น ๆ ในโลก ยกเว้นเสียแต่วิกฤตการเงินโลกที่ 10-20 ปีจะมีสักครั้งครับ

และในช่วงที่ผ่านมาการลงทุนในต่างประเทศก็ทำกำไรให้นักลงทุนค่อนข้างมากเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนภายในประเทศหลาย ๆ ท่านอาจจะกลัวที่จะลงทุนในกองทุนต่างประเทศ ซึ่งค่อนข้างที่จะไกลตัวเรา แต่จริง ๆ แล้วการลงทุนในกองทุนต่างประเทศไม่ได้ไกลตัวเราเลยครับ เพราะว่าส่วนใหญ่เราก็จะใช้สินค้าที่นำเข้า อย่างเช่น Ipad หรือ smart phone  กระเป๋าแพง ๆ หรือแม้แต่ยาที่เราใช้เพื่อรักษาโรคในปัจจุบัน เพียงแต่เราไม่ค่อยรู้จัก บริษัทเหล่านี้โดยตรงเท่านนั้นเองครับ และข้อดีอีกอย่างของกองทุนที่ไปลงทุนยังต่างประเทศนั้นคือ กองทุนจะมีเครื่องมือการลงทุนที่มากกว่าและ กว้างขว้างกว่าในประเทศเราเพราะผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่จะมีประสบการณ์การลงทุนค่อนข้างมาก และ บริษัทจัดการกองทุนเหล่านี้มีสาขาทั่วทุกมุมของโลกทำให้ประเมิน หรือคัดเลือกหุ้นดี ๆ จากประเทศต่าง ๆ ได้ไม่ยากเย็นครับดังนั้นการลงทุนในกองทุนประเภทนี้ค่อนข้างที่จะน่าสนใจครับ แต่การลงทุนในกองทุนประเภทนี้จะแบ่งย่อยออกเป็น 3 แบบครับ คือ

1. บลจ. ในไทย นำเงินไปลงทุนโดยตรงในหลักทรัพย์หรือสินค้าทางการเงินต่างๆ ในต่างประเทศด้วยตนเอง

ซึ่งแบบนี้แล้วส่วนใหญ่ บลจ. จะแจ้งบริษัทที่ปรึกษาเป็นบริษัทต่างชาติเข้ามาช่วยเลือกหุ้น ตราสารหนี้ หรือกองทุน ที่ดีและส่งให้บลจ. ในไทยเป็นคนเลือกอีกครั้ง และเป็นคนไปลุงทุนโดยตรงเองครับ ดังนั้นผู้จัดการกองทุนตัวจริงก็คือ บริษัทที่ปรึกษาที่คอยเลือกสินทรัพย์ต่าง ๆ ให้อีกทีนั่นแหละครับ ดังนั้นผลตอบแทนที่จากกองทุนค่อนข้างที่จะยากในการเปรียบเทียบกับกองทุนต่างประเทศด้วยกันครับ เพราะสัดส่วนจะไม่ค่อยเท่ากับกองทุนอื่นๆ สักเท่าไหร่ครับ

2. กองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมในต่างประเทศเพียงกองเดียว หรือที่เราเรียกว่า Feeder Fund

และเราจะเรียกกองทุนที่เราไปลงทุนในต่างประเทศว่าว่า Master Fund เป็นที่แน่นอนว่าการบริหารจัดการก็ขึ้นกับผู้จัดการกองทุนที่อยู่ต่างประเทศนั่นแหละครับ ซึ่งกองทุนในลักษณะนี้เป็นที่นิยมกันมากเพราะการบริหารจัดการกองทุนภายในประเทศเราจะไม่ค่อยยุ่งยากเท่าไหร่ครับ และข้อมูลต่าง ๆ ของกองทุนที่เป็น Master Fund หรือกองทุนแม่ นั้นเราก็หาได้ไม่ยากเลยครับ แค่พิมพ์ชื่อกองทุนแม่เข้าไปใน internet เราก็จะพบกับข้อมูลการลงทุนและสัดส่วนสินทรัพย์ต่าง ๆ ในกองทุนแล้วครับ การวัดผลก็ทำได้โดยง่ายครับ เพราะกองทุนเหล่านี้มักจะมีเกณฑ์มาตราฐานรองรับครับ หรือ มีมาตราฐานใกล้เคียงกันจนสามารถเปรียบเทียบกันได้ง่ายกว่ารูปแบบของกองทุน FIF แบบอื่นครับ

3. กองทุนรวมที่ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศแบบหลายกองทุน หรือ Fund of Funds

กองทุนรูปแบบนี้คือการที่ บลจ. นำเงินจากกองทุนไปซื้อกองทุนรวมในต่างประเทศ แต่ไม่ได้ซื้อแค่กองทุนเดียวนะครับ แต่ซื้อกองทุนหลากหลายกองทุนครับ โดยกองทุนที่เลือกมาอาจจะเป็นกลุ่มเดียวกัน เช่น ทางการแพทย์ หรือเทคโนโลยี แต่บางกองทุนก็อาจจะผสมกันก็ได้ครับ ขึ้นกับแนวทางของผู้จัดการกองทุนครับ และบลจ. เองจะเป็นผู้กำหนดสัดส่วนต่าง ๆ ในการลงทุนด้วยครับ ซึ่งกองทุนแบบนี้ก็วัดค่า หรือเปรียบเทียบผลการดำเนินงานได้ค่อนข้างยากครับ

ส่วนข้อควรระวังในการลงทุนกับกองทุน FIF ข้อหลักเลยก็คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศครับ หลาย ๆ ท่านคงคิดว่าไอ้เจ้าอัตราแลกเปลี่ยนนี้ไม่ค่อยมีผลเท่าไหร่ ซึ่งผมบอกได้เลยว่าคิดผิดครับ เพราะว่าการอัตราแลกเปลี่ยนนี่แหละครับ จะทำให้เราขาดทุนจากการลงทุนได้ แม้ว่ากองทุนที่อยู่ต่างประเทศจะทำกำไรได้ก็ตามครับ โดยเฉพาะประเทศที่มีแนวโน้มว่าค่าเงินของประเทศนั้นจะอ่อนค่าลงครับ สมมติว่า เราลงทุนในประเทศสารขัณฑ์ด้วย 20 บาทา (สกุลเงินปรเทศสารขัณฑ์) = 1 บาท

ต่อมาเงินสกุลนี้อ่อนค่าลงเป็น 25 บาทา = 1 บาท จะเห็นว่าเราต้องใช้เงินสกุล สารขัณฑ์ เยอะขึ้นในการนำกลับมาเป็นเงินบาทครับ ซึ่งการอ่อนค่านี่แหละครับ ตัวร้ายในการทำให้เราได้กำไรน้อยลงจนถึงขาดทุนได้ครับ แต่ทาง บลจ. ต่าง ๆ ก็ได้มีมาตราการเตรียมตัวไว้อยู่แล้วครับ โดยการใช้เครื่องมือทางการเงินบางอย่างทำให้ ป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน(หรือเราเรียกว่า Hedge ค่าเงิน) ไว้ได้ครับ บางกองทุนอาจจะไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนไว้ก็จริง แต่ผู้จัดการกองทุนจะคอยจับตาดูให้ ถ้าเกิดการอ่อนค่าของค่าเงินจนกองทุนคิดว่าต้องทำการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้แล้วละก็ ผู้จัดการกองทุนก็จะเข้ามาช่วยเหลือทันทีครับ ดังนั้นนักลงทุนทั้งหลายอย่าลืมอ่านเงื่อนไขก่อนการลงทุนนะครับ เพราะบางกองทุนก็ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงด้านนี้ไว้ครับ

ตอนหน้าเรามาดูกองทุนต่างประเทศ ว่ามีกองทุนไหนที่น่าสนใจกันครับ

เครดิตภาษีเงินปันผล คำนวณง่ายๆเผื่อจ่ายภาษีน้อยลง

ช่วงนี้ใกล้ยื่นภาษีแล้ว ตอนนี้มีน้องๆมาคุยเรื่องเครดิตภาษีเงินปันผลอยู่หลายคนว่ามันคืออะไร แล้วควรยื่นหรือไม่ยื่น แล้วจะได้จ่ายภาษีลดลงหรืออะไรหรือเปล่า เดี๋ยวผมจะอธิบายง่ายๆ Style ของผมนะครับ บอกก่อนนะว่าผมไม่ได้เป็นนักภาษี คำศัพท์ที่ใช้อาจจะไม่ได้ตามหลักการเปะๆทางกฎหมาย แต่คิดว่าน่าจะเป็นเบื้องต้นได้บ้างนะครับ

เงื่อนไขการใช้เครดิตภาษีเงินปันผล : 

เราต้องอยู่ในประเทศไทยเกิน 180 วันหรือมีภูมิลำเนานประเทศไทย เราสามารถใช้เครดิตภาษีเงินปันผลได้ อันนี้สำคัญมากๆเลย คนไทยที่ย้ายบ้านไปอยู่ในต่างประเทศแล้ว ซื้อขายหุ้นทาง Online นี่มาขอไม่ได้นะครับ

การจ่ายเงินปันผล :

เวลาบริษัทได้กำไร…. บริษัทจะต้องจ่ายภาษีในอัตราของนิติบุคคล เช่น 30%

และเมื่อบริษัทแจกส่วนแบ่งกำไร…. เราก็จะได้รับเงินปันผล โดยหัก ณ ที่จ่าย 10%

หลังจากนั้นเราจะได้รับใบสีส้มมานะครับ อันนี้ตัวอย่างของผมเอง เป็นบริษัทที่เสียภาษีในอัตรา 30% อย่าไปรู้เลยหุ้นตัวไหน ฮาๆ ขาดทุนอยู่หลายหมื่น ได้ปันผลมาช่วยลดกาารขาดทุน 308 บาท นี่แซ็ปมากกมาย

เครดิตภาษีเงินปันผล :

คิดกลับนะ…. บริษัทได้เงินมา 440 บาท หักภาษีไป 30% (132 บาท) เหลือมาจ่ายผม 308 บาท

อุ้ยยยย แปลว่ามันมีเครดิตภาษีอยู่ 132 บาทแหนะ

นั่นหมายความว่าถ้าปกติผมมีรายได้ไม่เยอะ มีฐานภาษีตรง 10% ผมควรจะเสียภาษี เพียง 44 บาทเท่านั้น บริษัทจ่ายไปแล้ว 132 บาท ผมควรจ่าย 44 แปลว่าจ่ายเกินไป 88 บาท อะจิ! 

แต่ในทางกลับกันนะครับ ถ้าผมไปเจอบริษัทที่ถูกหักภาษีในฐานที่ไม่สูง เช่น 20% แต่ผมมีรายได้ที่ต้องจ่ายภาษีสูงถึง 35% นั่นแปลว่า พอมาคำนวณแล้ว ไม่มีทางได้เครดิตคืนแน่ๆ ก็ไม่ต้องไปคำนวณอะไรนะครับ เพราะเงินได้พวกเงินปันผลตรง 40(4) เขาให้เราเลือกได้ว่า

1. จะเอาเงินปันผลไปรวมคำนวณ (เหมาะกับคนฐานภาษีน้อยๆ ได้ปันผลที่บริษัทจ่ายภาษีเยอะๆ)

2. จะหัก ณ ที่จ่ายไปเลยแล้วจบเลยก็ได้ (เหมาะกับคนฐานภาษีเยอะๆ ไม่ได้เครดิตอะไร)

แต่อย่างไรก็ตามอันนี้เป็นแค่คำอธิบายเบื้องต้นเท่านั้น ต้องเอาไปคำนวณภาษีจริงๆก่อนนะครับ ถึงจะตอบได้ว่าควรยื่นหรือไม่ควรยื่น และถ้าจะยื่นต้องยื่นให้หมดนะครับ ไม่ใช่ยื่นอันที่เครดิตเยอะๆเท่านั้น

คำนวณง่ายๆยังไง : ไปที่ iTax เลย ผมใช้โปรแกรมนี้ เก๋มาก 

ผมจะลองคำนวณให้ดูนะว่าผมควรใช้เครดิตภาษีเงินปันผลหรือเปล่า แต่ในการ Test ของผมจะเป็นในแง่ของการทดลองเฉพาะเมื่อผมมีรายได้จากการทำงานและเงินปันผลเท่านั้นนะครับ การตัดสินใจว่าจะยื่นหรือไม่ยื่นเครดิตภาษีจะต้องกรอกทุกอย่างให้ครบถ้วน รายได้ทุกอย่างที่มี รวมถึงพวกค่าลดหย่อนต่างๆที่เราจะนำไปคำนวณด้วยนะครับ 

ก็เข้าเวปเสร็จก็ทำตามขั้นตอน เขาก็ตามคำถาม เราก็ตอบไปเรื่อยๆ

ระบบมีแอบรู้ด้วยนะว่าจะต้องถามว่าเราอยู่ในเมืองไทยเกิน 180 วันเปล่า

อย่างผมเนี่ยปัจจุบันทำงานกึงงานประจำกึ่ง Freelance นะครับ แต่จะได้รับรายได้ตรงนี้ ผมสมมติว่าผมมีรายได้ปีที่แล้ว 1,000,000 บาท มีการเสียภาษีจากการหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว 3% (30,000 บาท) คิดดูสิว่าจะต้องจ่ายภาษีเท่าไหร่ เดี๋ยวระบบไปคำนวนให้ครับ เขาก็จะเอาไปหักค่าใช้จ่าย ลดหย่อนส่วนตัวให้

แต่แตนแต้นนนนน

แกรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรร มีภาษีที่ต้องชำระอีกกกกกก 67,000

ทีนี้ลองมาดูสิว่าถ้าผมมีการลงทุนแล้วได้เงินปันผลมาโดยที่ได้เครดิตภาษีเงินปันผลเยอะๆ จะเป็นอย่างไรบ้าง ผมลองทดสอบในกรณีที่ผมได้เงินปันผลที่จ่ายภาษี นิติบุคคล 30% จำนวนเงิน 500,000 บาท นะครับ

ระบบคำนวณออกมาแล้ว จากที่ผมจะต้องเดินไปชำระภาษีเยอะมาก เหลือภาษีที่ต้องชำระลดลงเลย เพราะผมใช้เครดิตภาษีได้เยอะมาก ส่วนการคำนวณรายละเอียดลองไปคำนวณด้วยมือเพิ่มเติมแล้วกันนะครับ 

เดี๋ยวผมให้ดูอีกกรณีหนึ่งนะครับ ถ้าบริษัทเสียภาษีในอัตราที่ไม่สูง แต่เราเสียสูงกว่าจะเป็นอย่างไร

อันนี้ผมเป็น Freelance รายได้ 8 ล้านบาท หักภาษี ณ ที่จ่ายไป 3% หรือ 240,000 บาท

คำนวณภาษีออกมา ยังต้องเจอตัวเลขอีก 2,093,500 บาทนะเธอว์

แล้วสมมติว่าผมมีรายได้จากเงินปันผลอีก 500,000 บาท แต่นิติบุคคลจ่ายภาษีในอัตรา 20% ผลคำนวณออกมาจะเป็นอย่างไร ตามภาพเลยนะครับ

เครดิตภาษีเงินปันผลออกมาแล้ว….. 2,187,250 บาท !! เห้ยยย เพิ่มมากกว่าเดิมอีก นั่นแปลว่าอะไร? เราก็ไม่ต้องเอารายได้ตรงนี้มายื่น ถูกป่ะ? อย่างที่บอกไปข้างต้นแล้ว เราจะเอาเงินได้ตรงนี้มายื่นหรือไม่ยื่นก็ได้ คำนวณแล้วต้องจ่ายเพิ่มก็ไม่ต้องยื่น หัก ณ ที่จ่ายตามใบสีส้มๆแล้วจบๆไปเลย เราจะได้เสียภาษีแค่ 2,093,500 บาทพอแล้ว

ย้ำอีกครั้งนะครับว่า… บทความนี้เพียงแค่การอธิบายเครดิตภาษีเงินปันผลเท่านั้น สำหรับการตัดสินใจยื่นไม่ยื่นเพื่อขอรับเครดิตภาษีเงินปันผล ต้องนำข้อมูลทุกอย่างของเราใส่ให้หมดก่อนรวมถึงค่าลดหย่อนด้วยนะครับ

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าจะใช้ประโยชน์จากเครดิตภาษีเงินปันผลหรือไม่นะครับ หลักการอธิบายถ้างงลองอ่านอีกรอบนะครับ ส่วนเครื่องมือการใช้งานก็เดี๋ยวตาม Link ท้ายบทความเลย 

ปล. สาธุ ขอให้ตัวอย่างที่ยกมาเป็นจริงในชีวิตบ้าง ขอมีรายได้ 8 ล้านบาทต่อปีบ้างเถอะ ถึงจะเสียภาษี 2 ล้านก็ตาม ยินดีมาก ฮาๆๆ อยากจ่ายภาษีเยอะๆๆๆๆ 

ชอบบทความก็แชร์ได้นะครับ ฝากร้านหน่อย ฮาๆ

www.aommoney.com สำหรับผู้ที่สนใจด้านการเงิน

www.itax.in.th สำหรับคนที่อยากลองคำนวณภาษี

www.aomstock.com สำหรับคนที่อยากศึกษาการออมหุ้นเพื่อให้ได้เงินปันผล

แข่งกันรวย แข่งกันออมเงิน

  • แข่งรถ
  • แข่งขันกีฬา
  • ประกวดร้องเพลง
  • แข่งขันลดน้ำหนัก
  • แข่งกันตอบคำถามชิงรถยนต์

 

อืมมมม ถ้ามีแข่งขันการออมเงินน่าจะดีนะ

มันไม่ได้แข่งขันแบบเอาเป็นเอาตายว่าคนที่มีเงินออมมากๆ จะเป็นฝ่ายชนะ เพราะเราไม่ได้แข่งกันที่จำนวนเงิน แต่เป็นการแข่งกับใจของตัวเอง เราแข่งขันกันทำเรื่องที่เป็นประโยชน์กับตัวเองต่างหาก เริ่มทำได้ง่ายมากๆจากการชวนคนใกล้ตัว เช่น พ่อแม่ ลูก ญาติพี่น้อง แฟน หรือไม่ก็ชวนเพื่อนที่ทำงานมาแข่งกันออมเงิน

การมีเพื่อนออมเงินมันจะช่วยเตือนกันว่า…

 

  • เราออมเงินไปซ่อมคานกันเถอะ
  • เก็บเงินเพื่ออนาคตลูกของเรา
  • อันนี้แพงเกินไป ไปซื้ออันนั้นดีกว่า มันก็เหมือนกันแล้วยังประหยัดกว่าด้วย
  • แกเข้าเว็ปนี้ซิ มีความรู้การลงทุนอ่านฟรี จะได้รู้ว่าเอาเงินไปลงทุนอะไรดี
  • แกระวังนะ "เล่นแชร์ทาง Facebook ลงเงิน 3 วันได้เงินกลับมา" ไม่มีใครทำได้นอกจากแชร์ลูกโซ่ มันน่ากลัว อย่าไปลงทุน!!

 

หลายคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ก็อาจจะสงสัยแล้วว่า “มันทำได้จริงหรอ”

 

ทำได้จริงซิจ๊ะ บทความนี้เป็นการออมภาคปฏิบัติที่เน้นว่าทำได้จริง เรารวมรวมจากการออมเงินของแฟนเพจอภินิหารเงินออม ที่ตั้งแก๊งชวนกันออมเงิน จากชวนกัน 2 คนก็กลายเป็น 3-4 คนจนกลายเป็นเรื่องสนุกในที่ทำงาน ถ้าอ่านแล้วชอบไอเดียไหนก็ลองนำไปปรับใช้นะจ๊ะ แล้วอย่าลืมมาอัพเดทแก๊งออมเงินของตัวเองให้ผู้เขียนฟังด้วยนะจ๊ะ ^_^

 

3 เรื่องราวของแก๊งออมเงิน

 

แก๊งที่ 1 คู่รักเงินออม

 

นั่งกินข้าวกับแฟนก็ถ่ายรูปอัพ FB, IG

ไปเที่ยวกับแฟนก็ถ่ายรูปอัพ FB, IG

แฟนซื้อของขวัญให้ก็ถ่ายรูปอัพ FB, IG

ทะเลาะกับแฟนก็เขียนบอกไว้ใน FB , IG

 

การประกาศให้โลกรู้บนโลกออนไลน์ทำให้หลายคนคิดว่าเป็นการแสดงความรักอย่างหนึ่ง จนบางคนมองว่า ถ้าไม่ทำแสดงออกบนโลกออนไลน์แปลว่าไม่รัก ทั้งที่ความจริงแล้วเรื่องของความรักมันมีแง่มุมอื่นอีกมากที่จะทำให้ชีวิตคู่นั้นอยู่รอดได้ โดยเฉพาะเรื่องการวางแผนอนาคตร่วมกัน

 

คนมีคู่ก็ชวนแฟนออมเงิน คู่นี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของคนที่กำลังวางแผนชีวิตร่วมกัน เช่น

 

เขียนเป้าหมายร่วมกันว่าจะมีอะไรบ้าง

วางแผนว่าจะเก็บเงินไว้ที่ไหน เก็บเงินวันละเท่าไหร่ (เช่น ระยะสั้นฝากธนาคาร)

สร้างกิจกรรมออมเงินวันละ 20 บาทด้วยกัน

 

ชวนเพื่อนออมเงิน2

 

ความรัก 360 องศา ทุกเรื่องที่เราต้องช่วยกันดูแล มันก็แล้วแต่ว่าจะคุยเรื่องเงินกันอย่างไร บางคู่อาจจะตกลงกันว่า “เธอหาเงินนะ ส่วนฉันเก็บเงิน” หรือ “เราช่วยกันหา เราช่วยกันเก็บ” แบบนี้ครอบครัวไปรอด แต่ถ้าฝ่ายหนึ่งหาเงิน อีกฝ่ายก็ใช้อย่างไม่คิด ใช้เงินอย่างประมาท แม้ว่าจะหาเงินมาได้มากแค่ไหน สุดท้ายเงินก็หมดแล้วอาจจะจบลงที่ต้องแยกทางกันนะจ๊ะ

 

แก๊งที่ 2 คู่หูพารวย

 

เพื่อนช้อปปิ้ง เพื่อนกินบุฟเฟ่ต์ เพื่อนชวนไปเที่ยวต่างจังหวัด/ต่างประเทศ เพื่อนชวนไปออกกำลังกาย ฯลฯ การทำอะไรที่มันมีเพื่อนทำด้วย มันเป็นอะไรที่ครื้นเครงและสนุกกว่าการทำคนเดียวเยอะเลย การชวนเพื่อนออมเงินก็เช่นกัน เพราะมันจะทำให้การออมเงินสนุกมากขึ้น

 

อีกหนึ่งตัวอย่างของแฟนเพจที่ชวนเพื่อนออมเงินที่อีกคนหนึ่งทำแล้วอีกคนหนึ่งทำตาม มีวิธีการตามนี้จ้า

 

แต่ละวันใช้เงินจำกัด แบ่งใช้รายวันชัดเจน

คอยตักเตือนกันว่าอะไรสิ้นเปลือง อะไรประหยัด

ออมแบงค์ 50 บาท

งดขนมมีเงินออม

 

ชวนเพื่อนออมเงิน

aชวนเพื่อนออมเงิน

 

เราอาจจะเริ่มต้นง่ายๆจากจุดเล็กๆที่ชวนเพื่อนสนิทออมเงิน ช่วงเริ่มออมใหม่ๆอาจจะยาก แต่พอจุดไฟติดแล้ว คราวนี้ก็จะกลายเป็นเรื่องสนุกเพราะจะคอยหาวิธีออมเงินสนุกๆมาแชร์กัน บางครั้งอาจจะคุยทับกันฮาๆ เพื่อทำให้การแข่งขันนั้นมีรสชาติมาขึ้น เช่น เลิกกินขนมมีเงินออมแล้วยังผอมลงอีกด้วย

 

แก๊งที่ 3 เพื่อนพารวย

 

แฟนเพจท่านนี้ตั้งแก๊งออมเงินกับเพื่อนที่ทำงาน 3 คนมาตั้งแต่กลางปี 58 ซึ่งแต่ละคนจะประมาณการไว้ว่าปีนี้จะออมเงินได้เท่าไหร่ ทำเป็นตารางใน Excel ออกมา ถ้าใครทำได้ต่ำกว่าเป้าที่ตัวเองตั้งไว้แสดงว่าแพ้และต้องเลี้ยงข้าว แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครยอมใคร

 

ออมเงินที่ทำงาน

 

เป้าหมายการออมของแต่ละคน คือ…

  1. แฟนเพจ เก็บไว้จ่ายประกันให้แม่ 3,800 บ./ปี
  2. เพื่อนคนที่ 1 มีอายุมากพอสมควร มีภาระหนี้สินมาก เก็บเงินไม่เคยได้ก็ลองชวนมาออมเงิน เขาบอกว่าถ้าไม่ชวนมาออมเงินก็คงไม่มีเงินก้อนนี้ ตั้งใจว่าจะสะสมไว้ซื้อทองเก็บไว้
  3. เพื่อนคนที่ 2 เป็นคนชอบทำบุญ จะนำเงินสะสมนี้ไปทำบุญ

 

ตารางออมเงินของแฟนเพจในปี 2558

a1

ทุบกระปุกนับเงินตอนสิ้นปี 58

 

total

 

แฟนเพจท่านนี้ไม่ได้บอกว่ารอบนี้ใครเลี้ยงข้าวนะจ๊ะ เมื่อปีแรกได้ผลงานที่จับต้องได้ พอมาปี 2559 ก็มีสมาชิกออมเงินเพิ่มขึ้นกลายเป็น 4 คนแล้ว เย้ๆๆๆๆๆ ยินดีด้วยนะจ๊ะ เดี๋ยวสิ้นปีเรามาติดตามกันว่า รอบนี้จะได้ผลการออมเงินเป็นยังไง นี่เป็นเป้าหมายออมเงินของแฟนเพจปี 2559 เรามาเอาใจช่วยให้ออมเงินได้ทะลุเป้ากันนะจ๊ะ

a

เรื่องราวเหล่านี้เป็นเพียงกลุ่มคนเล็กๆที่เริ่มออมเงินอย่างง่าย ที่เราหวังว่าจะสร้างแรงฮึด สร้างแรงบันดาลใจ ให้กับแฟนเพจคนอื่นๆนะจ๊ะ คิดว่า “คนอื่นทำได้ เราก็ต้องทำได้เหมือนกัน” แต่ถ้าเราหันไปรอบๆแล้วไม่รู้ว่าจะชวนใครออมเงิน ก็มาเป็นเพื่อนออมเงินกับเพจอภินิหารเงินออมได้นะจ๊ะ แค่มีกระปุกออมสินก็เริ่มออมเงินได้เลยจ้า เราจะมีนัดกันเปิดกระปุกออมสินนับเงินทุกสิ้นเดือนจ้า

 

อ่านเพิ่มเติม : สารพัดวิธีออมเงิน

 

5 เทคนิคขอคืนภาษีให้ไวทันใจ แบบที่ใครๆก็ทำได้!!

สวัสดีครับผม กลับมาพบกับผมนาย @TAXBugnoms เจ้าเก่าเจ้าเดิมเพิ่มเติมกับเรื่องภาษีกันอีกครั้ง แหม่.. ผ่านพ้นมาแปบเดียวก็เข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์แล้วใช่ไหมครับ และมันก็ถึงเวลาเสียทีที่เราทุกคนต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งกฎหมายก็กำหนดไว้ว่าให้ยื่นภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป นั่นแปลว่าเราต้องยื่นภาษีสำหรับปี 2558 ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2559 นั่นเองครับ (แต่ถ้าเป็นการยื่นผ่านอินเตอร์เน็ตจะได้ถึงวันที่ 8 เมษายน 2559 ครับ)

สำหรับคนที่คำนวณแล้วต้องมีการจ่ายชำระภาษีเพิ่ม อันนี้ไม่ต้องแนะนำอะไรก็พร้อมใจที่จะยื่นภาษีกันในวันสุดท้ายอยู่แล้วใช่ไหมครับ ฮ่าๆๆๆ เพราะหลักการบริหารเงินที่ดี คือ เราต้องดึงมันให้อยู่ในกระเป๋านานที่สุดนั่นเอง (แป่ววว) แต่สำหรับคนที่คำนวณแล้วได้คืนภาษี วันนี้ผมมีเคล็ดลับดีๆมาฝากกันครับ โดยเป็นเทคนิคสั้นๆง่ายๆ 5 ข้อ ที่ใครทำแล้วก็รับรองว่าได้คืนภาษีเร็วแน่ๆครับ เอาล่ะเรามาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

1. เตรียมเอกสารให้พร้อมก่อนยื่นแบบแสดงรายการ

ข้อนี้คือข้อแรกที่ง่ายที่สุดครับ เพราะถ้าเราต้องการขอคืนภาษี สิ่งหนึ่งที่เราทำใจต้องเจอแน่ๆคือการติดต่อจากพี่ๆสรรพากร ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าพี่แกจะขอเอกสารอะไรบ้าง อาจจะมีทั้ง หลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่าย หลักฐานการซื้อ LTF – RMF – ประกันชีวิต ใบเสร็จค่าลดหย่อนต่างๆ ที่เราได้แจ้งข้อมูลไป ดังนั้นสิ่งที่ต้องพร้อมแรกสุดคือเรื่องเอกสารครับ พรี่หนอมฟันเฟิรม์!!

2. ยื่นแบบให้ไวที่สุด

หลังจากที่เอกสารพร้อมแล้ว สิ่งต่อมาคือการยื่นแบบแสดงรายการครับ ซึ่งเมื่อก่อนผมมักจะแนะนำให้ยื่นแบบผ่านระบบอินเตอร์เน็ตที่เวปไซด์กรมสรรพากร เพราะว่าจะได้คืนเร็วกว่าแบบกระดาษ แต่จากประสบการณ์ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผมบอกเลยครับว่าไม่ว่าจะเป็นแบบแสดงรายการแบบไหน ก็ขอให้ยื่นไวที่สุดก็พอครับ (หากใครที่ต้องการยื่นแบบกระดาษแล้วขี้เกียจกรอกเอง ผมขอแนะนำบริการดีๆจากทาง ITAX ไว้ ณ ที่นี้เลยครับ #พื้นที่โฆษณา)

3. หมั่นคอยตรวจสอบสถานการณ์ยื่นแบบแสดงรายการ

หลังจากที่ยื่นแบบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ลำดับต่อมาคือเราต้องแน่ใจครับว่า แบบแสดงรายการของเรานั้นถูกส่งให้กับพี่ๆสรรพากรเรียบร้อยเช่นเดียวกัน โดยสามารถตรวจสอบได้ที่เวปไซด์กรมสรรพากรอีกนั่นแหละครับ หรือจะใช้ Application ตรวจสอบอย่าง Check Check ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งครับ

ตรงนี้ผมขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมสักเล็กน้อยครับว่า โดยปกติแล้วจะสามารถตรวจสอบสถานะการยื่นแบบแสดงรายการได้ภายใน 3 วันทำการหลังจากที่ยื่นแบบแสดงรายการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นถ้าแบบของเราเกิดสถานะมีปัญหา ก็ต้องรีบจัดการแก้ไขให้ไวนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมเจอมาตอนที่ยื่นแบบผ่านอินเตอร์เน็ตก็คือ ไม่มีข้อความ SMS แจ้งมาบอกที่โทรศัพท์มือถือว่าพี่ๆ สรรพากรขอเอกสารเพิ่มครับ ซึ่งตรงนี้ก็อาจจะเป็นความผิดพลาดของผมเองที่กรอกเบอร์โทรศัพท์ผิดหรือเปล่า (ไม่แน่ใจ) หรือว่าเกิดจากระบบอะไรก็ตาม แต่ก็ถือว่าโชคดีที่ผมคอยตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอก็เลยรู้ว่าถึงเวลาต้องส่งเอกสารแล้วครับ

4. ส่งเอกสารเพิ่มอย่างไว เมื่อได้รับการร้องขอ

แหม่ ข้อนี้พูดเป็นภาษาราชการกันเลยทีเดียวครับ เพราะถ้าหากเราโดยเรียกเอกสารตรวจสอบแล้วล่ะก็สิ่งที่ต้องรีบทำ คือ ต้องส่งเอกสารอย่างไวครับ ซึ่งถ้าหากใครเตรียมตัวพร้อมตั้งแต่ข้อแรกก็จะได้เปรียบมากๆเลยล่ะครับ ซึ่งทางเลือกในการจัดส่งเอกสารให้กับพี่ๆสรรพากรนั้น มีอยู่ 3ทางด้วยกัน คือ ส่งทางเวปไซด์ ส่งทาง Fax และส่งทางไปรษณีย์ ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่ว่าใครจะสะดวกยังไงนะครับ แต่จากประสบการณ์ที่แฟนเพจ TAXBugnoms หลายๆคนเจอมาก็คือ บางคนส่งทาง Fax แล้วได้คืนภาษีไวกว่าส่งทางเวปไซด์ เพราะว่าพี่สรรพากรเห็นไวกว่าและไม่ต้องเสียเวลาปริ้นท์ออกมาตรวจสอบ (แป่วววว)

ตรงนี้ผมมีข้อควรระวังนิดหน่อยที่ผมอยากจะเพิ่มให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆฟังก็คือ หากใครเลือกส่งเอกสารตัวจริงทางไปรษณีย์ ก็อย่าลืมสำเนาเก็บหลักฐานไว้ด้วยนะครับ เพราะถ้าหากสูญหายและมีปัญหาล่ะก็คราวนี้ลำบากแน่ๆเลยล่ะคร้าบบ

5. ติดตามติดต่อพี่สรรพากรเรื่อยๆ

อย่างที่สุภาษิตไทยชอบพูดครับ ไม่เข้าถ้ำเสือแล้วจะได้ลูกเสือได้อย่างไร ไม่โทรหาพี่สรรพากรไปก็อาจจะไม่ได้คืนภาษีเช่นเดียวกัน  (หราาา) ถ้าหากทำตามข้อ 1-4 ไปแล้วสักพัก แต่ไม่ได้รับการติดต่อใดๆ ตรวจสอบสถานะแล้วก็พบว่าไม่ได้ไปต่อ แบบนี้อย่ารออย่างเดียวนะครับ ผมแนะนำให้โทรศัพท์ติดต่อโดยตรงได้เลยครับ เพราะมีคนดูแลเรื่องของเราอยู่แน่ๆ ถ้าหากสังเกตดีๆเราจะเห็นเบอร์ติดต่ออยู่ที่ด้านล่างในการตรวจสอบสถานะหรือใบนำส่งเอกสารครับ ทีนี้แหละครับโทรติดตามไว้เลยครับว่าใครดูแลเราและต้องการเอกสารอะไรเพิ่มบ้าง เพราะยิ่งช่วยเหลือกันไปให้พี่สรรพากรทำงานง่ายแค่ไหน เราก็ยิ่งได้คืนภาษีเร็วขึ้นเท่านั้นครับ

โอเคครับผม … ทั้งหมดนั้นคือ เทคนิคขอคืนภาษีให้ไว 5 ข้อสั้นๆง่าย ที่ผมเอามาฝากกันครับ แต่ก่อนจากกันไป ผมขอฝากเทคนิคลับอีกข้อหนึ่งที่ผมใช้และคิดว่าจะเป็นประโยชน์มากๆ นั่นคือ การบันทึกรายการรายรับ รายการภาษีหัก ณ ที่จ่าย และรายการลดหย่อนต่างๆ ไว้ให้ครบถ้วนตั้งแต่แรก เพราะถ้าหากบันทึกข้อมูลส่วนนี้ไว้เรียบร้อย เราสามารถนำข้อมูลส่วนนี้ไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีได้ก่อน แล้วค่อยติดตามเอกสารเพิ่มเติมต่างๆ เช่น เอกสารการซื้อ LTF RMF หรือเอกสารหักภาษี ณ ที่จ่าย (สำหรับมนุษย์เงินเดือน) หลังจากนั้น (เพราะยังไงๆเราต้องรอพี่สรรพากรตรวจสอบอีกตั้ง 3 วันทำการอยู่ดี) แบบนี้ก็ช่วยประหยัดเวลาและวิธีไปได้เช่นเดียวกันครับ

สุดท้ายนี้ สิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากไว้ (อีกแล้ว) ก็คือ สิ่งสำคัญที่ทำให้เราขอคืนภาษีได้ไวนั้น มันอยู่ที่ความพร้อมที่เราได้เตรียมตัวมาตั้งแต่แรกครับ ถ้าหากเรามีการวางแผนภาษีที่ดี และมีการเตรียมเอกสารที่ถู&#

6 วิธีโสดสตรอง

“แล้วเราจะโสดไปด้วยกัน เย้ๆๆๆๆๆๆ”

 

คนที่พูดประโยคนี้หลายคนได้แต่งงานไปแล้ว เพื่อนแต่ละคนที่คิดว่าจะโสดพร้อมกับเรามันชิ่งหนีไปมีคู่ #ยินดีกับเพื่อนด้วยนะ #อร๊ายยยย #น้ำตาไหลพราก แล้วมันปล่อยให้เราค้างเติ่งอยู่บนนิวาสถานคานทองอย่างเดียวดาย ไม่มีใครรักเราจริงจังสักคน ฮือออออ

เมื่อไม่มีใครให้กอด ก็ต้องมากอดตัวเอง รักตัวเองให้มากๆ (กอดตัวเองมา 30 กว่าปีละ!!)

แม้ว่าเราจะโสดแบบตั้งใจหรือว่าไม่ตั้งใจที่จะโสด สุดท้ายแล้วเราก็ต้องอยู่ด้วยตัวเองให้ได้ อย่ามามัวนั่งเสียใจให้ตีนกาขึ้นเปลืองเงินฉีดโบท็อกเลยนะจ๊ะ เรามาวางอนาคตเพื่อเป็นคนโสดที่ใครๆต้องอิจฉากันดีกว่า คิดจะเป็นคนโสดสตรองก็มองกันยาวๆ มีอะไรบ้างมาดูกันเลยจ้า

 

6 วิธีโสดสตรอง

 

1. โสดมีตังค์

ช่วงมีเงินหาเลี้ยงตัวเองได้ก็ใช้เงินเสวยความสุขจนหมดเกลี้ยง พอเข้าเขตโค้งสุดท้ายของชีวิต นอกจากไม่มีงานแล้วก็ยังไม่มีเงินอีกด้วย อยู่คนเดียวก็ว่าเหงาแล้ว ไม่มีเงินใช้มันเหงายิ่งกว่าเพราะเราจะกระดุกกระดิกตัวทำอะไรไม่ได้เลย โสดไม่มีตังค์ ชีวิตพังได้อีก ( กอไก่ล้านตัว)

 

ถ้าอยากจะเป็นคนโสดที่ครอบครองอาณาจักรคานทองได้ยาวนานก็ต้องดูว่าปัจจุบันเราทำอะไรเพื่ออนาคตของตัวเองบ้างหรือยัง ถ้าเราไม่อยากให้ภาพวงเวียนชีวิตเกิดขึ้นกับตนเอง ก็เริ่มออมเงินไว้บูรณะคานต้านทานโรคทรัพย์จางในวัยเกษียณกันได้แล้วนะจ๊ะ กระหน่ำสะสมเงินตั้งแต่ช่วงที่ยังมีเรี่ยวแรงทำงานนี่แหละ อาจจะมีแวะพักไปเที่ยวหรือช้อปปิ้งกับเพื่อนได้บ้างบางเวลา

 

สูตรออมเงินของคนโสดสตรอง

 

“รายได้ – เงินออม(กองทุนโสดสตรอง) – หนี้สิน = รายจ่ายส่วนตัว”

 

เพื่อคานที่มั่งคั่งเมื่อมีรายได้เข้ามาแล้วก็นำเงินไปใส่ไว้ในกองทุนโสดสตรงก่อน อาจจะเป็นฝากประจำ กองทุนรวม ออมหุ้นหรือว่าการลงทุนอื่นๆที่ทำให้เงินเติบโตขึ้น เพื่อเป็นแหล่งขุมทรัพย์ไว้ใช้ในวัยเกษียณ จากนั้นนำเงินไปจ่ายหนี้สินต่างๆ สุดท้ายก็เหลือเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น ถ้าอยากมีเงินเหลือไว้ใช้ส่วนตัวมากขึ้น ก็จะต้องหารายได้มากขึ้นหรือหาวิธีลดรายจ่ายลงมานะจ๊ะ  

 

 

2. โสดสร้างทรัพย์สิน

แนวคิดนี้ได้มาจากแม่ของผู้เขียนที่แบ่งเงินบางส่วนไปทยอยซื้อบ้านไว้ปล่อยเช่า เมื่อหลายสิบปีที่แล้วก็ว่าซื้อแพงแล้ว ตอนนี้ราคาแรงแพงยิ่งกว่าเดิม เพราะนับวันราคาอสังหาฯยิ่งแพงขึ้นๆ พื้นที่ต่างจังหวัดบางแห่งที่ความเจริญในตัวเมืองขยายออกไปพื้นที่รอบนอก ราคาที่ดินก็พุ่งแล้วพุ่งอีก บางพื้นที่ผ่านไป 20 ปีราคาขึ้นไป 4-5 เท่าหรือมากกว่านั้น

 

คนโสดอย่างเรามันอินดี้ มีอิสระไปไหนมาไหน ทำอะไร ใช้เงินไปท่องเที่ยวลั้นลาหรือช้อปปิ้งแบบลืมโลกก็เป็นเงินของเราไม่ต้องไปแคร์ใคร แต่มันจะยิ่งดีมากขึ้นถ้าเราจะเป็นคนโสดสตรองที่ยืนบนขาล่ำๆของตัวเองได้อย่างภาคภูมิใจ ก็ควรแบ่งเงินออมไปเก็บไว้ในอสังหาริมทรัพย์เพื่อรักษามูลค่าของเงินและต่อยอดเงินด้วยการปล่อยเช่าด้วยนะจ๊ะ

 

 

3. โสดมีความรู้

ความรู้ทำให้คนฉลาดมากขึ้น มันเป็นภาพลักษณ์ภายนอกที่มีเสน่ห์และน่าค้นหา  เราเพิ่มความรู้ให้ตนเองด้วยการติดตามข่าวสารต่างๆ (ที่ไม่ใช่ข่าวซุบซิบดารา) ทำให้ทันโลก ทันเหตุการณ์ รู้เท่าทันเหลี่ยมกลโกงมากขึ้น นอกจากเราจะได้ใช้ความรู้นั้นปกป้องตนเองและยังช่วยเหลือคนรอบข้างไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้ด้วยนะจ๊ะ แหม..นอกจากสวย รวย ฉลาดแล้วยังมีน้ำใจช่วยเหลือคนอื่นอีกด้วย ^^

 

อุ๊ต๊ะ!! บางครั้งแหล่งหาความรู้ก็ทำให้มีคู่ได้เหมือนกันนะจ๊ะ อยากรู้แล้วใช่ไหมว่าทำยังไง ถ้าเราอยากกินปลา ก็ต้องไปแหล่งที่ปลาชุกชุม ถ้าเราอยากได้แฟนที่มีความรู้ก็ต้องไปแหล่งที่ให้ความรู้ซิจ๊ะ  เช่น งานสัมมนา(ทั้งฟรีและเสียเงิน) งานฝึกอบรม ห้องสมุด ฯลฯ ตอนแรกอาจจะคุยเป็นเพื่อนขอคำปรึกษา แลกเปลี่ยนความรู้กัน แต่ถ้าคุยนานๆไปอาจจะกลายเป็นคนรู้ใจก็ได้น๊าาาาาา

 

“ขอไลน์ ID หน่อยซิ เผื่อไว้ปรึกษาวิธีปรับพอร์ตลงทุนหน่อยนะจ๊ะ”

 

 

4. โสดสุขภาพดี

โอกาสมาแล้วนะจ๊ะคนโสดทั้งหลาย สถานที่ออกกำลังกายก็เป็นอีกหนึ่งที่ที่อาจจะทำให้เราไม่โสดอีกต่อไป ก็มีแต่คนรักสุขภาพทั้งนั้นเลย ลองนึกภาพเรากำลังวิ่งที่สวนสาธารณะ มองไปเรื่อยๆ อร๊าย!! มุมโน้นมีหนุ่มซิกแพ็กกำลังวิ่งเหงื่อไหลโซมกาย เห็นแล้วอยากจะไปช่วยเช็ดเหงื่อให้จริงๆ แหมบรรยากาศดี๊ดีแบบนี้น่าออกมาวิ่งทุกวันเลยยยยยย

 

ส่วนอีกมุมนึงก็เป็นกลุ่มสาวๆชวนกันมาวิ่งออกกำลังกาย สวย หุ่นดีแบบนี้ หนุ่มโสดอย่างเราต้องวิ่งตามดูแลอยู่ห่างๆ เดี๋ยวเป็นลมไปจะได้มีคนเข้าไปช่วยเหลือได้ทัน อืมมม อันนี้ก็แล้วแต่มโนของแต่ละคนนะจ๊ะ แต่สิ่งที่เราได้เต็มๆจากการออกกำลังกาย คือ สุขภาพแข็งแรง แล้วยังไม่เปลืองเงินที่ต้องจ่ายเป็นค่ารักษาบาลอีกด้วย อ่อ!! อาจจะทำให้เราได้เพื่อนออกกำลังกายเพิ่มมาอีก 1 คนด้วยนะจ๊ะ อิอิ

 

“เดี๋ยวแลกไลน์กันนะ คราวหน้าจะได้มาวิ่งเป็นเพื่อน”

 

 

5. โสดจิตอาสา

คนโสดเวลาเหลือเยอะมาก ก็น่าจะลองหากิจกรรมที่สร้างประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆให้ตนเองด้วยการเป็นจิตอาสา #โสดรักโลก ปัจจุบันได้มีเว็ปไซด์หรือ FB ที่บอกกิจกรรมจิตอาสาให้เลือกทำมากมาย (ถาม Mr.Google ได้เลย) เช่น ปลูกป่า สร้างฝาย ครูบนดอย สอนผู้สูงอายุเล่นสมาร์ทโฟน เก็บขยะบนภูกระดึง บริจาคเลือด ฯลฯ มันเป็นกิจกรรมที่ทำให้เราได้รู้จักการอยู่ร่วมกับคนอื่น รู้จักการให้และได้เปิดโลกในมุมมองใหม่ๆได้อีกด้วย

 

แหม!! ในกิจกรรมจิตอาสามีแต่คนจิตใจดีมีน้ำใจมาอยู่รวมกัน นับว่าเป็นการเปิดตัวเองให้เจอกับสังคมใหม่ๆที่มีอุดมการณ์ช่วยเหลือคนอื่นเหมือนกัน แล้วอาจจะมีโลกสีชมพูกลับมาด้วย ที่บอกแบบนี้เพราะเราเคยเห็นบางคนไปทำกิจกรรมจิตอาสาแล้วได้แฟนกลับมาด้วย จะรออะไร ไปสมัครเป็นจิตอาสากันเลยซิจ๊ะ ^^

 

 

6. โสดต้องปรับปรุงบ้าน

จากบทความ “โสดตลอดชีพต้องรีบมีเงินเก็บเท่าไหร่” htt

“ตีแผ่อาชีพ”! นักวางแผนทางการเงินคือใคร? (ตอนที่ 1)

สวัสดีครับ ผมเชื่อว่าทุกวันนี้ คงมีหลายคนที่เริ่มได้ยินถึงอาชีพ “นักวางแผนทางการเงิน” หรือ “ที่ปรึกษาทางการเงิน” กันมากขึ้น ซึ่ง(ผมคิดเอาเองว่า) น่าจะได้ยินมาจากทางฝั่งธุรกิจประกันชีวิตกันเป็นส่วนใหญ่ มันเลยเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า ตกลงแล้ว นักวางแผนทางการเงินหรือที่ปรึกษาทางการเงินคือใคร? คือตัวแทนประกันชีวิตเดิมที่เปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอใหม่ หรือคือคนที่ให้คำแนะนำเรื่องการลงทุนกันแน่? และจริงๆแล้วขอบเขตการทำงานอยู่ตรงไหน สามารถให้บริการอะไรได้บ้าง? นอกจากนั้นก็ยังอาจจะมีคนที่สนใจ อยากรู้ว่าจริงๆแล้วอาชีพนี้มีการทำงานกันยังไง? โปร่งใส มีเกียรติและศักดิ์ศรีแค่ไหน? รายได้ดีไหม? ถ้าอยากทำบ้างต้องมีขั้นตอนยังไง? และต้องทำยังไงถึงจะประสบความสำเร็จในอาชีพนี้?

ซึ่งในบทความนี้ ในฐานะที่ผมเองก็ประกอบอาชีพนักวางแผนทางการเงินอย่างเต็มตัวมาเกือบ 2 ปี ผ่านประสบการณ์และการลองผิดลองถูกมาพอสมควร ผมเลยจะขอถือโอกาสพาทุกคนไปหาคำตอบของทุกคำถามเหล่านี้กันอย่างละเอียดยิบกันเลยดีกว่า! (ยอมเอาชีวิตการทำงานตัวเองมาแฉกันให้เห็นไปเลย!!!) โดยเนื้อหาจะแบ่งออกเป็นสองตอนนะครับ ตอนแรกนี้ จะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับการทำความเข้าใจในอาชีพนักวางแผนทางการเงิน ว่ามีการให้บริการยังไง และมีขั้นตอนการให้บริการยังไงบ้าง เพื่อให้คนทั่วไป ที่อยากจะรู้จัก หรือสนใจอยากจะวางแผนการเงิน ได้เข้าใจการให้บริการของนักวางแผนทางการเงินมากขึ้น ส่วนตอนหน้า จะเป็นในส่วนของเส้นทางสู่อาชีพนักวางแผนทางการเงิน และการทำงานในอาชีพนี้ สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะทำงานเป็นนักวางแผนทางการเงินครับ ^^

(หมายเหตุ : 1) ก่อนอื่น ขอทำความเข้าใจก่อนว่า อาชีพ “นักวางแผนทางการเงินอิสระ” ที่ผมจะพูดถึง ณ ที่นี้ คือคนที่สามารถ “วางแผนการเงินในองค์รวม” ได้อย่างเต็มรูปแบบ มีการจัดทำแผนการเงินเป็นรูปเล่มได้ตามมาตรฐานของสมาคมนักวางแผนทางการเงินเท่านั้นนะครับ (เพราะมันคือสิ่งที่ผมทำอยู่ มีประสบการณ์ จึงมาถ่ายทอดให้ฟังได้) ไม่ใช่แค่คนที่แนะนำเรื่องการเงินเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง หรือแม้แต่มี CFP แล้ว และทำงานในสถาบันการเงินชั้นนำ แต่ก็ไม่ได้รับจ้างวางแผนการเงินอย่างเต็มตัวครับ

2) ทุกอย่างที่ผมนำเสนอ เกิดจากความรู้ ประสบการณ์ และความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น หากมีข้อมูลตรงไหนที่ไม่ตรงกับความคิดของใคร ก็ขอให้เข้าใจว่า “มันคือความคิดของผมคนเดียว” ไม่ได้บอกว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องเชื่อตามนะครับ)

FAQ about financial planner

Q1 : นักวางแผนทางการเงินคือใคร? ให้บริการอะไร? และมีขอบเขตการให้บริการถึงแค่ไหน?

A1 : ถ้าถามผมว่า “นักวางแผนทางการเงินคือใคร?” ผมคงจะตอบว่า “นักวางแผนทางการเงิน คือ คนที่จะวางกลยุทธ์เรื่องเงินๆทองๆให้คุณ เพื่อให้คุณสามารถบรรลุเป้าหมายชีวิต(ที่ตีค่าเป็นเงินได้) ที่ต้องการได้โดยสวัสดิภาพ” ด้วยเหตุนี้ ผมจึงคิดว่า “คีย์เวิร์ด” ของการเป็นนักวางแผนทางการเงิน จึงมีอยู่ 4 คำด้วยกัน นั่นคือคำว่า “กลยุทธ์” “เรื่องเงินๆทองๆ” “เป้าหมายชีวิต” และ “สวัสดิภาพ”

“กลยุทธ์” คือ ต้องมีความรู้ เข้าใจในหลักการ มีวิธีการวางกลยุทธ์ทางการเงินด้านต่างๆเป็น

“เรื่องเงินๆทองๆ” หมายถึง ต้องมีความรู้และให้คำปรึกษา “ทุกด้าน” ที่เกี่ยวกับการเงินเป็น คือการบริหารรายรับรายจ่าย, การบริหารจัดการหนี้สิน, การวางแผนทำประกัน, การวางแผนการลงทุน, การวางแผนภาษี และการวางแผนมรดกหรือส่งมอบทรัพย์สิน ไม่ใช่ให้บริการแค่ด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น (เช่น วางแผนแต่เฉพาะเรื่องประกัน หรือเฉพาะการลงทุน แล้วเรียกตัวเองว่านักวางแผนทางการเงิน หรือที่ปรึกษาทางการเงินก็คงจะไม่ถูกต้องนัก ควรจะเรียกเป็นที่ปรึกษาเฉพาะทาง อย่างที่ปรึกษาเรื่องประกัน หรือที่ปรึกษาการลงทุนไปเลย น่าจะถูกต้องเหมาะสมกว่า)

“เป้าหมายชีวิต” คือ ต้องทำงานโดยโฟกัสที่ “เป้าหมาย” ทางการเงินของลูกค้าเป็นหลัก ทุกคำปรึกษา ทุกแผนการ มีไว้เพื่อให้ตอบโจทย์เป้าหมายที่ตั้งไว้ให้ได้

“สวัสดิภาพ” หมายถึง ให้ความสำคัญว่าจะถึงที่หมายอย่างปลอดภัย ดังนั้นในเรื่องของการลงทุนก็คือ ขอแค่การลงทุนช่วยให้ลูกค้าถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ได้พอแล้ว ไม่ใช่ต้องให้เร็วที่สุด หรือให้ผลตอบแทนสูงที่สุด โดยไม่สนใจถึงความเสี่ยง รวมถึงว่า ระหว่างทางเดินสู่เป้าหมายก็ต้องอุ่นใจด้วย เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการวางแผนทำประกันเพื่อคุ้มครองความเสี่ยง ปกป้องทรัพย์สินด้วยเช่นกัน (*ยกเว้น ลูกค้าบางท่านที่สามารถบรรลุเป้าหมายหลักๆในชีวิตได้แล้ว ยังเหลือเงินที่อยากให้บริหาร เอาไปลงทุนเพื่อต่อยอดความมั่งคั่ง แบบนั้นก็อาจจะสามารถลงทุนในความเสี่ยงที่สูงขึ้นได้ เพราะเป็นเงินที่ถือว่าเป็น extra money แล้วนั่นเองครับ)

โดยรวมแล้ว หน้าที่และการให้บริการของนักวางแผนทางการเงินก็คือ ต้องออกแบบแผนการหรือกลยุทธ์ทางการเงินที่ครอบคลุมเรื่องเงินในทุกๆด้าน(รายรับรายจ่าย, หนี้สินทรัพย์สิน, ประกัน, ลงทุน, ภาษี, มรดก(ถ้ามี)) โดยการอธิบายและจัดทำรายงานแผนทางการเงินให้ลูกค้า และหากมีการใช้สินค้าทางการเงินใดๆเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย (ซึ่งก็ต้องมีอยู่แล้ว) ก็จะมีการแนะนำให้ซื้อสินค้านั้นด้วย โดยมีความตั้งใจเพื่อให้ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินของลูกค้าเป็นหลัก ให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายได้อย่างปลอดภัยและเหมาะสมนั่นเองครับ

เพราะฉะนั้น นักวางแผนทางการเงินหรือที่ปรึกษาทางการเงินตัวจริง จะต้องไม่ได้มีลักษณะการทำงานแบบ “ขายของ” คือแนะนำให้ซื้อสินค้าทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นประกัน, กองทุนรวม หรือสินค้าทางการเงินอื่นๆ โดยบรรยายสรรพคุณแต่ด้านดีของสินค้า แล้วบอกว่าต้องจ่ายเงินเท่าไหร่ จ่ายกี่ปี่ ทำโน่นทำนี่ยังไง (คือพูดแต่กระบวนการเกี่ยวกับสินค้า) แล้วพยายามโน้มน้าว เชื้อเชิญ ชักจูงให้เราซื้อ โดยไม่มีการโฟกัสที่ “เป้าหมาย”

พี่ครับ! ผมเป็น SMEs แล้วมันประหยัดภาษีตรงไหนนนนน?

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งกับ ภาษีธุรกิจ101 เกร็ดความรู้ภาษีคู่การทำธุรกิจดีๆของประชาชน (เดี๋ยวนะ.. นี่คือสโลแกนแกหรือ) โดยผมนาย TAXBugnoms เจ้าเก่าคนเดิมคร้าบ

 

สำหรับหัวข้อของวันนี้เราจะมาพูดคุยกันในเรื่องของ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนที่เรียกตัวเองว่า SMEs ที่ใครๆเค้าชอบพูดกันว่า SMEs ประหยัดภาษีแบบนู้นนั้นนี้ ทำให้หลายๆคนอยากรู้กันสักทีว่า การเป็น SMEs นั้นมันประหยัดภาษีตรงไหนบ้าง?

 

อันที่จริง ต้องบอกไว้ก่อนเลยครับว่า นิยามของคำว่า SMEs นั้นมีมากมายหลายหลากครับ ซึ่งมีที่มาจากคำว่า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium  Enterprises = SMEs) โดยทางพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ.2543 ก็ได้กำหนดตามประเภทของแต่ละกิจการแตกต่างกันไปโดยอิงจากจำนวนการจ้างงานและสินทรัพย์ที่เป็นเจ้าของครับ

 

แต่ว่า.. SMEs ที่พี่ๆสรรพากรกำหนดเพื่อให้สิทธิพิเศษในการประหยัดภาษีนั้น จะหมายกลุ่มธุรกิจอยู่ 2 กลุ่มครับ ได้แก่ (แตมแต่มแต้มมมม)

 

กลุ่มแรก :  กลุ่มที่มีสินทรัพย์ถาวรไม่เกิน 200 ล้านบาท (ไม่รวมที่ดิน) และมีการจ้างงานไม่เกิน 200 คน

 

สำหรับกลุ่มแรกนั้น จะได้รับสิทธิประโยชน์ในด้านค่าใช้จ่ายอย่าง “ค่าเสื่อมราคา” ของสินทรัพย์บางประเภทที่สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายได้มากกว่าหลักเกณฑ์ปกติครับ นั่นคือ โดยปกติค่าเสื่อมราคานั้นจะคำนวณในอัตราเส้นตรงตามพระราชกฤษฏีกาฉบับที่ 145 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ตามแต่ละประเภทของสินทรัพย์

 

แต่ถ้าหากเป็นกิจการ SMEs ที่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว (สินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดินเกิน 200 ล้าน และพนักงานไม่เกิน 200 คน) จะสามารถใช้สิทธิเลือกหักค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์บางประเภทได้ในอัตราที่สูงกว่าตารางข้างต้นนี้ ได้แก่

 

1. คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ สามารถใช้สิทธิหักได้ 40% ของมูลค่าต้นทุนทันทีในวันที่ได้สินทรัพย์นั้นมา และส่วนที่เหลือทยอยหักภายใน 3 รอบระยะเวลาบัญชี

2. อาคารโรงงาน สามารถหักได้ 25% ของมูลค่าต้นทุนในวันที่ได้สินทรัพย์นั้นมา และส่วนที่เหลือค่อยทยอยหักตามอายุการใช้งานที่กฎหมายกำหนด

3. เครื่องจักรและอุปกรณ์ สามารถหักได้ 40% ของมูลค่าต้นทุนในวันที่ได้สินทรัพย์นั้นมา และส่วนที่เหลือค่อยทยอยหักตามอายุการใช้งานที่กฎหมายกำหนด

 

เพื่อประกอบความเข้าใจที่ดีกว่านี้.. สำหรับหลายๆคนที่ไม่ได้เรียนบัญชีมา ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆประกอบความเข้าใจให้ฟังดังนี้ครับ สมมุติว่าวันที่ 1 มกราคม 2559 บริษัทของเราได้ซื้อสินทรัพย์ดังต่อไปนี้ หรือมีสินทรัพย์พร้อมใช้งานในวันนี้ ดังนี้

1. คอมพิวเตอร์มูลค่า 50,000 บาท
2. อาคารโรงงานมูลค่า 2,000,000 บาท
3. เครื่องจักรมูลค่า 500,000 บาท

ทีนี้เรามาดูกันต่อครับว่า ระหว่างกิจการ SMEs กับกิจการที่ไม่ใช่ SMEs นั้น จะมีสิทธิหักค่าเสื่อมราคาต่างกันอย่างไร

 

CapEdit

 

เห็นไหมครับว่า ถ้าหากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนของเรานั้น เป็นกิจการ SMEs ตามกฎหมาย เราจะสามารถหักค่าเสื่อมราคาได้มากขึ้นในปีแรกมากมายกันเลยทีเดียว ซึ่งค่าเสื่อมราคาที่ว่านีถือเป็นค่าใชจ้่ายในการคำนวณภาษีของเราด้วยนะครับ (หรือแปลง่ายๆว่าเราจะเสียภาษีน้อยลงในปีแรกนั่นเองคร้าบ)

 

กลุ่มที่สอง :  นิติบุคคล (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน) ที่มีทุนชำระในวันสุดท้ายของรอบบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี

 

สำหรับกลุ่มนี้ จะได้รับสิทธิพิเศษในการลดอัตราภาษีครับ โดยอัตราภาษีในปี 2558 นั้นจะเป็นดังนี้ครับ

 

Asset2

 

นอกจากนั้น SMEs กลุ่มนี้ ยังมีโอกาสได้รับสิทธิเพิ่มเติม หากเข้าร่วมใน มาตรการบัญชีเล่มเดียวและการยกเว้นและลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SMEs (อ่านได้ในบทความ คุ้มสุดๆ!! โปรโมชั่น!! นิรโทษกรรมทางภาษี ยกเว้นความผิดให้แถมไม่คิดภาษีอีกด้วยยย) ยังสามารถจะใช้สิทธิยกเว้นภาษีเพิ่มเติม คือ การยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีในปี 2559 และลดอัตราภาษีเหลือเพียง 10% สำหรับกำไรสุทธิส่วนที่เกิน 300,000 บาท สำหรับปี 2560 ได้อีกด้วยครับ ซึ่งผมสรุปได้ข้อสงสัยต่างๆที่เขียนไว้ในเพจ TAXBugnoms มาให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ อ่านตามนี้ครับ 

 

 

ไม่ใช่การนิรโทษกรรมภาษี แต่เป็นการเริ่มต้นเดินหน้าไปด้วยกันสรุปประเด็นมาตรการภาษีช่วย SMEs จากรายการเจาะข่าวเด่น วัน…

Posted by TaxBugnoms on Wednesday, January 20, 2016

 

เป็นไงบ้างครับ สำหรับสิทธิประโยชน์ของกิจการที่เป็น SMEs เราจะเห็นว่าการเป็น SMEs นั้นได้รับสิ่งดีๆมากมายจากพี่ๆสรรพากร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น หรือการลดอัตราภาษี ซึ่งหากเรามีธุรกิจหรือใครที่ทำธุรกิจอยู่ ผมคิดว่าน่าจะนำหลักเกณฑ์ที่ว่านี้ไปใช้ในการวางแผนภาษีนิติบุคคลได้เหมือนกันนะครับ และถ้ามีโอกาสผมจะเขียนบทความเรื่องนี้อย่างละเอียดอีกทีหนึ่งครับ

 

เอาล่ะครับ พูดมาซะยาวเลย เอาเป็นว่าถ้าใครสนใจเรื่องภาษีธุรกิจ หรือเรื่องของภาษีต่างๆ ผมขอฝากให้ช่วยกันติดตามเพจ ภาษีธุรกิจ101 และ TAXBugnoms กันด้วยนะคร้าบ หรือถ้าใครมีปัญหาภาษีอะไรก็สามารถแวะเข้าไปสอบถามพูดคุยกับแบบฟรีๆได้เลยคร้าบ 

 

Infographic SMEs Tax

ซื้อกองทุนรวมง่ายๆแค่ขยับปลายนิ้วผ่าน K-Mobile Banking PLUS

ในยุค Digital นี้ ผมว่าโทรศัพท์มือถือ กลายมาเป็นสิ่งที่จำเป็นและมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันไปแล้วนะครับ ใครๆก็สามารถลงทุนได้โดยไม่ต้องเดินไปที่ธนาคาร เพียงแค่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ก็ซื้อกองทุนรวมได้ภายในเวลาไม่กี่นาที สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัยอีกต่างหาก วันนี้มีอีก Application หนึ่งที่น่าสนใจคือ K-Mobile Banking PLUS จากธนาคารกสิกรไทย ผมจะมาสาธิตวิธีการใช้งานง่ายๆให้ดูนะครับ

อันนี้เป็นหน้าจอเวลาที่เรา Sign in เข้ามา จะเห็นยอดเงินของเราและเมนูด้านล่างว่าเราจะทำธุรกรรมอะไรบ้างนะครับ

ด้านล่างจะมีสัญลักษณ์เมนูอยู่หลายอย่างนะครับ ให้เราเลื่อนไปเลือกเมนู “กองทุนรวม” ได้เลย ตรงนี้ล่ะที่เราสามารถซื้อขายกองทุนรวมได้อีกช่องทางนอกเหนือจาก  K-Cyber Invest ที่ทำผ่านทาง website ของทางธนาคารครับ

ลองมาเลือกที่เมนู “ซื้อ” นะครับ กรณีที่เราเคยซื้อบางกองทุนรวมแล้วจะขึ้นกองที่เคยซื้อให้เราเลือกเลยนะครับ แต่พิเศษที่สุดคือใน Application นี้ เขาจะนำกองทุน LTF/RMF ที่ยังไม่เคยซื้อขึ้นมาแสดงให้เราเลือกด้วยนะครับ

เราสามารถซื้อได้ทั้งกองทุนรวมธรรมดารวมถึง LTF และ RMF แต่ในการซื้อ LTF/RMF เราสามารถซื้อด้วยการชำระเงินสด หรือ ตัดบัตรเครดิตก็ได้นะครับ ปกติผมจะชอบใช้วิธีนี้นะ แล้วพอเดือนถัดไปก็ค่อยเอาเงินสดมาชำระ ได้จ่ายช้าลงแถมไม่เสียดอกเบี้ย ดีจะตาย ภาพข้างล่างนี้ผมได้ส่งคำสั่งในการซื้อกองทุนรวมนะครับ เขาจะแสดงภาพมาว่าซื้อกองทุนอะไร จำนวนเงินเท่าไหร่ จากบัญชีหมายเลขอะไร

เมื่อส่งคำสั่งซื้อแล้วทางระบบก็จะให้เรายืนยันคำสั่งครับ โดยเราสามารถบันทึกข้อมูลเพื่อให้เราช่วยจำได้ด้วยนะครับว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร ในกรณีที่เป็น LTF หรือ RMF เราก็สามารถบันทึกได้เลยว่าซื้อครั้งที่เท่าไหร่ของปีนี้ เผื่อลืมครับจะได้กลับมาไล่ดูได้ง่ายขึ้น

เมื่อยืนยันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ระบบจะตัดชำระเงินในบัญชีเรา ซึ่งหน้าจอก็จะขึ้นสลิปยืนยันการทำรายการ พร้อมกับบันทึกสลิปไว้ในอัลบั้มภาพให้โดยอัตโนมัติ สำหรับเพื่อนๆที่ใช้ Application ของทางกสิกรก็คงจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วนะครับ

หลังจากที่เราซื้อกองทุนรวมแล้ว สามารถมาดูบทสรุปรายการเคลื่อนไหวได้นะครับว่าเราได้ซื้อขายกองทุนรวมอะไรบ้างแล้ว แล้วสถานะการลงทุนที่ผ่านมาสำเร็จหรือไม่ จะได้ตาม update พอร์ตการลงทุนของเราให้สมบูรณ์และเป็นไปตามแผนการลงทุนครับ

ข้อแนะนำสำหรับการ LTF/RMF อย่าลืมวางแผนภาษีก่อน

⦁ สำหรับมนุษย์เงินเดือน ลองคำนวณอัตราภาษีจากฐานเงินเดือนดูนะครับว่าเราจะลดหย่อนอย่างไรบ้าง การซื้อ LTF/RMF นั้นจะต้องไม่เกิน 15% ของรายได้ที่จะต้องเสียภาษี แต่ไม่เกิน 500,000 บาทต่อประเภทกองทุนนะครับ ถ้ารู้ว่าทั้งปีเราจะมีรายได้เท่าไหร่ จะวางแผนการซื้อแบบ DCA (Dollar Cost Averaging) คือซื้อเท่าๆกันทุกๆเดือน หรือ ทุกๆงวดได้ง่ายหน่อย

⦁ สำหรับ Freelance รายได้เยอะในบางเดือน ส่วนบางเดือนก็ไม่มีรายได้เลย จึงวางแผนการเงินค่อนข้างยากในแต่ละเดือน และรู้ว่าอย่างไรก็ตามเราก็ต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงอยู่แล้ว เมื่อเรารับรายได้ที่จะต้องเสียภาษีในแต่ละครั้งลองแบ่งเงินออมไว้อย่างน้อย 10% เพื่อมาซื้อ LTF/RMF จะได้เป็นการลงทุนอย่างมีวินัยในทุกๆครั้งที่มีรายได้เข้ามานะครับ จะได้ไม่ต้องมาคำนวณแล้วลงทุนเพียงทีเดียวในเดือนธันวาคมเพราะเงินอาจจะถูกใช้ไปกับการใช้จ่ายก่อนแล้ว บางคนก็เลยไม่ได้ลดหย่อนภาษีเลย แล้วพอสิ้นปีเราเริ่มทราบรายได้ทั้งหมดแล้ว ก็มาคำนวณการซื้อตบท้ายอีกครั้งว่าขาดไปเท่าไหร่

⦁ ใครที่คิดว่าคิดภาษียาก กสิกรไทยเค้าก็มีโปรแกรมให้ลองคิดภาษีด้วยครับ ใช้ง่าย สรุปรายรับ รายจ่ายเรียบร้อยก็เข้าไปคำนวณที่ http://www.kasikornasset.com/Pages/CalTax.html

อย่าลืมศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุนและสร้างวินัยในการลงทุน

⦁ การลงทุนมีความเสี่ยงนะครับ เราควรจะต้องประเมินความเสี่ยงของตัวเราและวางแผนจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสม รวมถึงเลือกกองทุนรวมที่มีศักยภาพในการสร้างผลการตอบแทน โดยดูนโยบายการบริหารกองทุนรวม พอร์ตการลงทุน ผลตอบแทนระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้เราได้ลงทุนอย่างสบายใจและได้ผลตอบแทนที่ดีครับ

⦁ การสร้างวินัยในการลงทุนก็สำคัญมาก ถ้าเราตัดสินใจจะทยอยซื้อแบบ DCA แล้ว อย่าลืมวางแผนว่าแต่ละเดือนจะลงทุนเท่าไหร่ และกำหนดวันในการลงทุนนะครับ เช่น วันเงินเดือนออก พอเงินเดือนเข้าปุ๊ป ก็เข้า app K-Mobile Banking PLUS ไปซื้อเลย ถ้ารอซื้อกลางเดือน ปลายเดือน เดี๋ยวเงินหมดก่อนก็จะอดซื้อนะครับ

พิเศษมากๆจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย

⦁ ลงทุนในกองทุน LTF/RMF, K-EQUITY MUTUAL FUND และ K-FIF MUTUAL FUND  ที่ร่วมรายการผ่านบริการ K-CYBER Invest และ K-Mobile Banking Plus ทุก 100,000 บาท รับหน่วยลงทุน K-MONEY 100 บาท (สูงสุด 10,000 บาท) ตั้งแต่วันนี้ถึง – 29 ก.พ. 59 ด้วยนะครับ

สำหรับใครที่สนใจอย่าลืมสมัครใช้บริการ K-Mobile Banking PLUS โดยเปิดบัญชีกับทางธนาคารกสิกรไทย พร้อมดาวโหลด Application มาใช้ได้ทั้งในระบบ IOS และ Android รับรองว่าสะดวกมากๆและครบเครื่องในทุกมุมการใช้งานเลยนะครับ นี่ก็เป็นในอีกหนึ่งบริการของทางธนาคารกสิกรไทย ผู้นำทางการเงินสมัยใหม่ในยุค Digital Banking ครับ

ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และคู่มือภาษีก่อนตัดสินใจลงทุน สนใจลงทุนและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขา

ข้อเสนอแนะจากบทความ – เนื่องจากทาง แอพลิเคชั่นไม่สามารถตั้งการตัดเงินอัตโนมัติเป็นรายเดือนได้ ผมจึงขอเปลี่ยนชื่อหัวข้อบทความว่า “ซื้อกองทุนรวมง่ายๆขยับปลายนิ้วผ่าน K-Mobile Banking PLUS” และแนะนำการซื้อแบบ DCA ด้วยการส่งคำสั่งตัวเองในท้ายบทนะครับ ทั้งนี้หากทางกสิกรสามารถพัฒนาระบบในอนาคตได้ให้สามารถตั้งวันเวลาซื้อล่วงหน้ารายเดือนได้จะดีมากๆเลยนะครับเพราะมีผู้อ่านหลายคนชอบสอบถามว่าซื้อกองทุนจากธนาคารต่างๆแบบตัดอัตโนมัติได้หรือไม่คร&#

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save