ลดหย่อนภาษีทั้งที จะประกัน LTF หรือ RMF ดี?

จากตอนที่แล้วที่พูดกันไปในเรื่องของการซื้อประกันชีวิตมาเพื่อลดหย่อนภาษีอย่างเดียวจะคุ้มไหม เทียบกับผลประโยชน์ที่ได้ (แนะนำให้อ่าน : คุ้มไหม? ถ้าจะซื้อประกัน(แค่)เพื่อลดหย่อนภาษี) คราวนี้ผมจะมาลองขยายความไปถึง LTF กับ RMF ซักเล็กน้อยนะครับ ว่าสำหรับบางคนที่มีงบประมาณเงินเหลือๆอยู่ซักก้อนแล้วเนี่ย ตกลงเราควรเอาไปลดหย่อนภาษีด้วยอะไรดี? ไปซื้อประกันชีวิต, LTF หรือ RMF ดี? หรือซื้อมันทุกอย่างเลย? แล้วถ้าซื้อมากกว่า 1 อย่าง ควรจะแบ่งเงินไปซื้ออย่างละเท่าไหร่? โอ้ย! คิดแล้วปวดหัว

คำตอบง่ายๆนะครับ ถ้าคุณคิดแค่จะซื้อเพื่อลดหย่อนภาษีอย่างเดียว ก็แค่หลับตาจิ้ม หรือโยนหัวก้อยแล้วเลือกมาซักตัวก็จบแล้วครับ เพราะไม่ว่าจะซื้ออะไร ถ้าจ่ายเงินเท่ากัน มันก็ช่วยให้ลดหย่อนภาษีได้เท่ากันเหมือนกันหมดนั่นแหละ!

(อ่าว กวน พูดงี้เดี๋ยวสวย) ผมป่าวกวนนะครับ ผมพูดจริงๆ แต่ ถ้าคุณต้องการอะไรที่มากกว่านั้น ต้องการที่จะซื้อเพื่อให้ได้ประโยชน์จากแก่นแท้ของตัวลดหย่อนนั้นๆจริงๆ ให้มันคุ้มค่า และตอบโจทย์ชีวิตคุณจริงๆ คุณก็ต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่า :

1. วัตถุประสงค์ของตัวลดหย่อนแต่ละตัวคืออะไร มันตอบโจทย์อะไรเราบ้าง?

2. คุณต้องการอะไร? มีเป้าหมายทางการเงินอะไร? หรือตัวลดหย่อนตัวไหนจำเป็นต่อชีวิตของคุณมากที่สุด?

จุดประสงค์ของ ประกันชีวิต ก็คือ การการันตีเงินที่จะได้ในอนาคต ไม่ว่าจะได้ตอนเสียชีวิต (แบบเน้นความคุ้มครองชีวิต), ตอนยังมีชีวิต (แบบสะสมทรัพย์) หรือตอนเกษียณ (แบบบำนาญ) จึงมีไว้สำหรับผู้ที่มีความจำเป็นที่จะต้องปกป้องความเสี่ยงเนื่องจากมีภาระเลี้ยงดูคนอื่น หรือสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ ต้องการเน้นความแน่นอนของเงินได้ในอนาคต

จุดประสงค์ของ LTF ก็คือ การลงทุนเพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่ง สำหรับวัตถุประสงค์ในการลงทุนระยะกลางถึงยาว มีสัดส่วนการลงทุนแต่เฉพาะในหุ้น 70-100% ทำให้มีความเสี่ยงและความผันผวนค่อนข้างสูง หากจะให้เข้าเงื่อนไขภาษี ก็ไม่สามารถขายได้ก่อน 7 ปีปฏิทิน (ตามเงื่อนไขใหม่) ทำให้ไม่สามารถจัดพอร์ตการลงทุนและปรับพอร์ตการลงทุนได้ ในระหว่างที่อยู่ในเงื่อนไขลดหย่อนภาษี หากระหว่างนั้น มีผลขาดทุนมาก ก็ต้องรับผลขาดทุนเต็มๆ LTF จึงเหมาะกับการลงทุนเพื่อเป้าหมายทางการเงินใดๆ ที่มีระยะเวลาอย่างน้อย 7 ปี ขึ้นไป สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้ค่อนข้างสูง

จุดประสงค์ของ RMF ก็คือ การลงทุนเพื่อสะสมเป็นเงินทุนไว้ใช้ยามเกษียณอายุ ตั้งแต่อายุ 55 ปีเป็นต้นไปโดยเฉพาะ มีการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท ทั้งหุ้น หุ้นต่างประเทศ ตราสารหนี้ ตราสารหนี้ต่างประเทศ อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ ฯลฯ จึงสามารถจัดพอร์ตการลงทุนและบริหารพอร์ตการลงทุนได้ตลอดเวลา (โดยการซื้อขายสับเปลี่ยนกองทุนระหว่างกองทุน RMF ด้วยกันเอง) จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีความชัดเจนว่า ต้องการเกษียณอายุตามระบบ คือเมื่ออายุ 55 หรือ 60 ปี และรับความเสี่ยงได้ปานกลางค่อนสูง (เพราะสามารถจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงโดยให้ได้ผลตอบแทนตามที่ต้องการได้)

ที่นี้ เราก็มาพิจารณาตัวเองครับ ว่าชีวิตของเรามีความต้องการประมาณไหน มีโอกาสจะเกษียณอายุตามระบบไหม? มีเป้าหมายทางการเงินในระยะ 5-7 ปีไหม? ต้องการความแน่นอนของเงินในอนาคตมากกว่าอัตราผลตอบแทนสูงๆรึเปล่า? หรือมีความเสี่ยงในการเลี้ยงดูผู้ที่อยู่ในอุปการะหากจากไปกะทันหันรึเปล่า? แล้วเราก็จัดงบประมาณไปให้แต่ละความต้องการในการซื้อประกันชีวิต LTF หรื RMF ตามลำดับความสำคัญครับ (ซึ่งตรงจุดนี้ ถ้าใครมีความเสี่ยงเรื่องความเป็นอยู่ของคนที่อยู่ข้างหลัง หากเราจากไปกะทันหัน การทำประกันชีวิตแบบเน้นคุ้มครองชีวิตเพื่อคุ้มครองความเสี่ยงดังกล่าว ก็ควรจะเป็นเรื่องทีมีความสำคัญอันดับแรกก่อนเรื่องอื่นๆ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเราจะจากไปเมื่อไหร่ จะเร็วหรือช้า? เราจึงต้องรีบทำไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ)

ยกตัวอย่างเช่น นาย ก. อายุ 40 ปี เป็นพนักงานบริษัท ต้องเลี้ยงดูลูก 2 คนและภรรยา และคิดว่าตัวเองก็คงจะเกษียณอายุตอน 60 ตามระบบทั่วไป นาย ก. สำรวจแล้วว่า ปีนี้จะมีงบสำหรับซื้อตัวลดหย่อนภาษีประมาณ 150,000 บาท และนาย ก. ประมาณเอาไว้ว่า ถ้าตัวเองจากไปกะทันหัน ควรจะมีเงินประมาณ 3 ล้านบาท เพื่อให้ภรรยาและลูกๆได้ใช้ไปจนกว่าลูกๆจะเรียนจบ (วิธีการคำนวณแบบละเอียดเดี๋ยวผมจะสอนทีหลัง) แบบนี้นาย ก. ก็ควรจะทำประกันชีวิตแบบเน้นความคุ้มครอง เช่น แบบตลอดชีพ ทุนประกัน 3 ล้านบาท จ่ายเบี้ยประกันประมาณ 60,000 บาท ที่เหลืออีก 90,000 บาท ก็เอาไปซื้อ RMF ประเภทกองหุ้น, กองตราสารหนี้, กองที่ไปลงทุนต่างประเทศ หรือกองอสังหา รวมๆกัน 90,000 บาท สำหรับเป็นพอร์ตการลงทุนไว้ใช้หลังเกษียณอายุก็ได้ครับ

*** แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ อย่าลืมว่า วิธีการดังกล่าว อาจจะไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องที่สุดในการที่จะบริหารเงินให้ตอบโจทย์ชีวิตของเรามากที่สุด เพราะเราตั้งโจทย์ที่การลดหย่อนภาษีให้คุ้มค่า ด้วยการเริ่มที่งบประมาณในการลดหย่อนภาษี ซึ่งมันอาจจะไม่เพียงพอกับโจทย์ชีวิตที่เราต้องการ หรือเกินพอสำหรับบางเป้าหมาย แต่บางเป้าหมายก็อาจจะไม่พอ (จัดสรรผิดพลาด) ก็ได้ วิธีที่ดีที่สุดที่จะแน่ใจว่า เราจัดสรรเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำให้เราบรรลุได้ทุกเป้าหมาย ก็คือ “การวางแผนทางการเงิน” ที่เริ่มจากการตั้งโจทย์ที่ “เป้าหมายทางการเงิน” ของเราก่อน ว่าต้องการอะไร? เท่าไหร่? เมื่อไหร่(อีกกี่ปี)? มีความเสี่ยงอะไรบ้าง? แล้วจึงค่อยมาคิดว่า เราจะจัดสรรเงินไปลงแต่ละเป้าหมายเท่าไหร่ เพื่อให้ตอบโจทย์ดังกล่าว แล้วจึงค่อยหาสินค้าทางการเงินที่ตอบโจทย์เป้าหมายนั้น ถึงจะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดครับ ^^ (ซึ่งมันก็จะช่วยให้เราวางแผนการลงทุน และจัดพอร์ตการลงทุนได้มีประสิทธิภาพที่สุดด้วย)

ทำนายดวงทางการเงิน

วันนี้เรามาแนวไสยศาสตร์ที่จะมาทำนายดวงทางการเงินหรือเรียกง่ายๆว่า “หมอดูการเงิน” นั่นเอง ถ้าเป็นหมอดูดวงทั่วไปก็จะดูจากวันเดือนปีเกิด เส้นลายมือ ลายเท้า หรือว่าเปิดไพ่ ฯลฯ แต่หมอดูการเงิน จะดูวิธีที่เงินออกจากกระเป๋าสตางค์มาทำนายอนาคตว่าจะมีฐานะทางการเงินที่รุ่งโรจน์หรือรุ่งริ่ง อ่อ..ช่วงท้ายจะมีวิธีแก้ดวงแนะนำด้วยนะจ๊ะ

ว่าที่เศรษฐีอยากรู้แล้วใช่ไหมว่าดูยังไง จะรออะไร เริ่มเลยดีกว่า..

 

10 เรื่องเงินที่ทำให้ดวงการเงินตกต่ำ

  1. มีรายจ่ายที่ไม่คาดคิดตลอดเวลา จ่ายอย่างเดียวโดยไม่เคยรู้ว่าจ่ายอะไรบ้าง รู้ตัวอีกทีเงิน ก็เกลี้ยงกระเป๋าสตางค์แล้ว
  2. แฟชั่นมันเปลี่ยนไปเร็ว สาวออฟฟิศสุดชิคอย่างเราก็ต้องตามให้ทันซิจ๊ะ
  3. เรื่องเทคโนโลยีต้องดูล้ำตลอดเวลา โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ก็ต้องมีก่อนคนอื่น
  4. แพ้ป้าย “ลดราคา” เราขอแค่ได้เดินแวะเข้าไปสักแป๊บก็รู้สึกฟินไปทั้งวัน
  5. รักของแถม ซื้อของเพิ่มอีกนิดหน่อยก็ได้ของแถม มันรู้สึกคุ้มค่าและดูฉลาดมากๆ
  6. รักการเสี่ยงดวงกับตัวเลข แม้ไม่เคยถูกหวยแต่ก็ลุ้นทุกงวด เพราะคิดว่าสักวันจะเป็นวันของเรา
  7. การลงทุนมันไม่ต้องศึกษามากหรอก เสียเวลา มันต้องลงทุนแล้วรวยทันทีนี่ซิของจริง
  8. อยากได้สิ่งของหลายอย่างเต็มไปหมด จึงเลือกที่จะสร้างหนี้หลายๆอย่างพร้อมกัน เพราะคิดว่าตนเองจ่ายไหว โดยเป็นหนี้ทั้งในและนอกระบบ ตอนนี้ก็หมุนหนี้จนปวดหัว
  9. เป็นหนี้บัตรเครดิต แต่มักจ่ายหนี้ไม่ตรงเวลา บางครั้งก็จ่ายแค่ขั้นต่ำ
  10. ในกระเป๋าสตางค์ไม่ค่อยมีเงิน มีแต่บัตรเครดิต ตั๋วจำนำ ใบเสร็จอื่นๆเต็มกระเป๋าไปหมด

 

10 วิธีแก้เรื่องเงินให้กลายเป็นดวงของเศรษฐี

  1. วางแผนและจดบันทึกรายจ่าย จะได้รู้ว่าใช้เงินไปกับอะไรบ้างเพื่อดูพฤติกรรมรายจ่ายของตนเองว่า สิ่งไหนจำเป็นต้องจ่ายหรือสิ่งไหนไม่จำเป็นจะได้จ่ายลดลง
  2. หมดยุคของการช้อปปิ้งทุกอย่างที่ขวางหน้าอย่างไร้สติ สาวออฟฟิศแนวใหม่ควรฉลาดใช้เงิน  รู้จักนำเสื้อผ้ามา Mix & Match จับคู่กันใหม่ออกเป็นสไตล์ตัวเองแล้วยังประหยัดอีกด้วย ซึ่งแนวทาง การเลือกเสื้อผ้าที่จะนำมา Mix กันนั้นสามารถดูตัวอย่างได้ทาง YouTube
  3. เทคโนโลยีมาเร็วและไปเร็ว แล้วราคาก็ลดลงเร็วด้วย หากไม่ได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ตลอดเวลา ก็ไม่ควรเปลี่ยนเครื่องบ่อยๆ ควรใช้ของเดิมที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุดจะประหยัดเงินมากกว่า
  4. ซื้อของลดราคาทำให้เรารู้สึกว่าคุ้มค่าก็จริง แต่ถ้าซื้อมาแล้วใช้ไม่ทันหรือไม่ได้ใช้เพราะหมดอายุ มันเสียดายเงินมากกว่า หากไม่อยากเสียเงินก็ควรเดินผ่านป้ายลดราคาไปอย่างรวดเร็ว ไม่ควรเข้าไปเดินสำรวจเล่นๆ เพราะส่วนใหญ่จะได้เสียเงินจริงจัง
  5. ของแถมที่คุ้มค่า คือ ของแถมที่ได้ใช้ หลายครั้งที่เราคิดว่าอาจจะได้ใช้ก็ยอมเพิ่มเงิน ซื้อของมากขึ้นเพื่อได้ของแถม แต่สุดท้ายก็มากองเป็นขยะรกบ้าน
  6. หากรักการเสี่ยงดวง ลุ้นเลขก็อาจจะหันมาซื้อสลากออมสินหรือสลาก ธกส.น่าจะเป็นทาง ออกที่ดีกว่า เพราะเงินต้นอยู่ครบ แถมได้ลุ้นรางวัลทุกงวดด้วย
  7. การลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงและรวยเร็วๆส่วนใหญ่แล้วหนีไม่พ้น “แชร์ลูกโซ่” ที่มีรูปแบบใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา ถ้ามีความโลภเป็นที่ตั้งก็อาจจะทำให้เงินที่เก็บมาทั้ง ชีวิตหายไปได้ในพริบตา การลงทุนนั้นจะต้องศึกษาให้ดีก่อนการลงทุนนะจ๊ะ
  8. เงินของเรามีจำกัด แต่ความต้องการของเรามีไม่จำกัด เราไม่สามารถซื้อของทุกอย่างพร้อมกันได้ ทำให้เราต้อง “จัดลำดับความสำคัญ” ของสิ่งที่อยากได้ว่าสิ่งไหนควรจ่ายหรือควรรอเวลาซื้อ
  9. การชำระหนี้ก็ต้องมีการวางแผนเพื่อปลดหนี้ให้เร็วที่สุด เช่น จ่ายหนี้ให้ตรงเวลา (เพื่อรักษาเครดิต) ชำระให้เต็มจำนวนหรือมากกว่าขั้นต่ำ จัดเรียงดอกเบี้ยว่าหนี้ที่ดอกสูงควรรีบชำระก่อน
  10. ควรจัดกระเป่าสตางค์ให้เป็นระเบียบ ควรพกแต่สิ่งจำเป็นเท่านั้น เช่น เงิน บัตรสำคัญๆ กระเป๋าสตางค์ที่สะอาดบ่งบอกได้ถึงการเอาใจใส่ทางด้านการเงินอย่างหนึ่ง

ทำนายดวงทางการเงิน

ผลของการกระทำในอดีตส่งผลถึงอนาคต หรือที่เรารู้จักกันสั้นๆว่า “ทำอะไรก็ได้อย่างนั้น” เรื่องของดวงหรือ เรื่องของการเงินก็เช่นกัน หลายคนโอดครวญว่าตนเองไม่มีเงินเหลือ ทั้งที่หาเงินได้จำนวนมาก เพราะเงิน ที่หาได้นั้นไม่สำคัญเท่ากับเงินที่ใช้จ่าย ถ้าเรารู้จักปิดรอยรั่วทางการเงิน รับรองว่ามีเงินเหลือแล้วกลายเป็น ว่าที่เศรษฐีคนต่อไปแน่นอน

“ดวงของเศรษฐีอยู่ในมือของเราแล้ว”

 

ทำนายดวงทางการเงิน

ออมก่อนรวยกว่าจริงหรือไม่ พิสูจน์กันเลย!

มีคนบอกว่าออมก่อนรวยก่อน เชื่อไหม? ถ้าเป็นเรื่องของเงินฝากก็อาจจะใช่ใช่ไหมครับ แต่ถ้าเป็นเรื่องของการลงทุน เอ๊ะ มันมีช่วงราคาหุ้นขึ้นหุ้นลงด้วย ก็เลยเป็นข้อถกเถียงกันไม่ใช่น้อยเลยว่าเราควรจะรอให้หุ้นลงก่อนแล้วค่อยซื้อดีเปล่า

นิยามของการพิสูจน์ของผมมีดังนี้นะครับ

  1. เปรียบเทียบคน 5 คน ซึ่งมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังนี้
    • คนที่ 1 ลงทุนมาตั้งแต่ปี 2005 DCA มาเรื่อยๆ
    • คนที่ 2 บอกว่าอยากรอวิกฤตก่อน แล้วจะเริ่ม DCA นะ ได้เริ่มปลายปี 2008 สมใจ
    • คนที่ 3 เก็บเงินมาพร้อมๆกับคนที่ 1 แล้วก็ทุ่มช่วงวิกฤตซะเลยตอนปี 2008 แถม DCA ต่อ
    • คนที่ 4 เก็บเงินมาพร้อมๆกับคนที่ 1 เช่นกัน ทุ่มเงินก้อนในปี 2008 แล้วก็ ชิล ไม่ได้ลงทุนเพิ่ม
    • คนที่ 5 ไม่เคยลงทุนไม่เคยเก็บตังอะไรเลย พึ่งมาเริ่มลงทุนในปีนี้
  2. การ DCA ใช้ตัวเลข 5,000 บาทต่อเดือนนะครับ ในวันที่ 20 ของทุกเดือน
  3. ข้อมูลที่ผมเอามาใช้เป็นกองทุนหุ้น (ไม่มีการปันผล) เป็นกองยอดนิยมในตลาดกองหนึ่ง เนื่องจากกองทุนนี้จะเน้นการบริหารพอร์ตในเติบโตนะครับ ไม่เอาพวกกองน้ำมันหรืออะไรที่ผันผวนนะ เราเลือกอะไรที่เน้นเติบโตไว้
  4. ปัจจัยต่างๆถือว่าสะท้อนในกราฟราคากองทุนรวมไปแล้ว
  5. อย่าลืม : อันนี้เป็นการ Back Test เท่านั้น เรื่อง Performance ในอนาคตไม่ได้เกี่ยวกับอดีตครับ
  6. ผลกำไรคิดจากเงินที่ลงไปและราคาเทียบในวันที่ 11 ธันวาคม 2015 แบบตรงๆ (ไม่ได้คิดเปอร์เซ็นแบบ IRR นะครับ)

เอาล่ะ มาดูผลสรุปของทีละคนกันเลย

คนที่ 1 เก็บมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ มกราคม 2005 จนถึง พฤศจิกายน 2015 ด้วยการ DCA เดือนละ 5,000

จากภาพจะเห็นได้ว่า ในช่วงแรกๆของการลงทุนมันไปแบบเรื่อยๆ แล้วก็เกิดวิกฤต ซึ่ง DCA จะเฉลี่ยซื้อให้ต้นทุนต่ำลงมาได้บ้าง แต่อย่างที่บอกครับ ถ้าบรรยากาศการลงทุนมันคึกครื้นและกองทุนรวมมีผลประกอบการที่ดีด้วย การเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักมันจะไม่ทำให้เราซื้อหุ้นมากจนเกินไป และในตอนนี้จะเห็นได้ว่าความผันผวนกลับมาอีกครั้ง แต่คนลงทุนมาก่อนแล้วก็จะไม่ได้รับผลกระทบเท่าไหร่จากต้นทุนที่มี Safety ต่ำกว่ามาก 

วิธีนี้เป็นวิธีง่ายๆและวิธีโง่ๆที่สุด ซึ่งแค่ใช้กลยุทธ์เลือกกองทุนรวมที่บริหารได้ดี ทยอยซื้ออย่างมีวินัยและใช้เวลาในการลงทุนในระดับหนึ่ง ทุกคนสามารถlสร้างความมั่งคั่งได้ 5,000 บาทต่อเดือนก็สร้างเงินล้านได้เห็นป่ะ! 

จุดหนึ่งที่ต้องระวังก็คือ เวลาเกิดวิกฤตน่ะ บางทีใจสั่นๆ แล้วก็จะมาถามตลอดใน Fan Page กันเนี่ย “พี่ต้าร์ ขายดีไหม แย่แล้วขาดทุนแล้ว” ถ้าเราไม่สามารถอดทนต่อการขาดทุนได้ในกองทุนรวมหรือหุ้นที่เราโครตมั่นใจเลยว่าจะต้องเติบโตแน่ๆ ก็จะขายกันไป… แล้วพอมาดูอีกทีก็จะพบว่า “รู้งี้ๆๆๆๆๆ ไม่น่าขายเลยยยย” (กลับไปซื้อในราคานั้นก็ไม่ได้ด้วย)

คนที่ 2 รอวิกฤตก่อน แล้วฉันจะเริ่ม DCA บ้าง

อันนี้ผมสมมิตว่าเขามาเริ่มซื้อในช่วงเวลาที่ดีที่สุดเลยนะ ราคาต่ำแบบสุดๆ แค่ 6.584 บาทในเดือน พฤศจิกายน 2008 มั่นใจมากว่าต้นทุนต่ำจะได้หุ้นเยอะ ก็เลยเริ่ม DCA ตั้งแต่บัดนั้น มาดูผลงานว่าเป็นอย่างไร

บางคนก็คงแปลกใจนะ มาเป็นคนที่ 2 เริ่มตอนวิกฤตน่าจะได้หุ้นเยอะ ต้นทุนน่าจะต่ำกว่า แต่เปล่าเลย มันได้ต้นทุนต่ำแค่ช่วงแรกเท่านั้น พอราคาหุ้นเติบโตไป มันไม่มีอะไรให้ถ่วงน้ำหนักเท่ากับคนที่ลงทุนมาก่อน ต้นทุนก็เลยถูกลากขึ้นไปและในระยะยาวก็จะต้นทุนสูงกว่าคนที่ลงทุนมาก่อน

ก็คงมีคำถามเพิ่มเตินนะครับว่า อ้าวแล้วถ้าอย่างงี้เราลงทุนมานานแล้วหุ้นเกิดต่ำลงในระยะยาวจะทำอย่างไร? เพราะมันเฉลี่ยลงไม่ได้เยอะจากการที่มีต้นทุนเก่าดึงเอาไว้เช่นกัน ก็ต้องขอตอบว่าจริงๆการลงทุนแบบ DCA มันต้องดู Fundamental พื้นฐานด้วยนะครับ การเลือกหุ้นสำคัญ ถ้าระยะยาวราคาลงเรื่อยๆแบบต่อเนื่อง ผมว่าจะมีข่าวแล้วล่ะว่าทำไมคนขายขนาดนั้น เพราะพื้นฐานมันไม่ดีใช่ไหม อาจจะเป็นหุ้นตะวันตกดิน หุ้นที่พื้นฐานเปลี่ยนหรือหุ้นวัฏัจกรขาลง ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ต้อง Cut Loss อย่าไป DCA ต่อ ลองดูบทความเก่าๆที่ผมเขียนเรื่อง BANPU SSI

พอเป็นแบบนี้ก็พอจะพิสูจน์ได้ระดับหนึ่งว่า ออมก่อนน่าจะมีโอกาสรวยก่อนคนมาออมที่หลัง แม้เขาจะโชคดีมาเริ่มออมในช่วงวิกฤติอยู่ดีนะครับ

คนที่ 3 เก็บเงินก่อนแล้วก็จะทุ่มในวิกฤตพร้อม DCA ด้วยเลย

หลายๆคนเก็บเงินสดไว้ก่อนเพราะมาลงทุนช้าและรู้สึกว่าอยากรอวิกฤตจะได้ซื้อหุ้นถูก แล้วถ้ามีโอกาสก็จะ DCA ต่อไปด้วย ก็มีแบบนี้จริงๆนะ ผมสมมติเลยว่าเขาเก็บเงินพร้อมกับคนที่ 1 แล้วเกิดดั๊นมาได้ราคาตอนต่ำที่สุดแล้วทุ่มเงินลงไปแบบหมดตัว พร้อมๆกับเอาเงินออมแต่ละเดือนมา DCA ต่อด้วย มาดูผลงานคนนี้นะครับ

โอ๊ะ! การใช้จังหว่ะที่ดีเราเรียกว่า Market Timing ถูกไหม หากเราสามารถลงทุนในสุดที่ต่ำของหุ้นหรือกองทุนรวมได้ แน่นอนว่ามันก็อาจจะชนะผลตอบแทนแบบ DCA ได้ จากการเทสดูแล้วหากเราเก็บเงินเอาไว้แล้วเจอจังหวะดีๆในการลงทุนแล้วก็ทุ่มมันไปเลย ก็จะสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ และเมื่อเราทุ่มไปแล้ว น้ำหนักจะถ่วงเยอะมาก แถมเรา DCA ต่อไปเรื่อยๆยิ่งสร้างความมั่งคั่งได้เลยเลย

แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องการประเมินความเป็นไปของราคาหุ้น มันเป็นเรื่องที่เดาไม่ได้หรอก… วิธีนี้ก็ยังคงเป็นวิธีแห่งความฝันอยู่นะครับ (เพราะอันนี้เราเห็นอดีตก็เลยมีคำตอบ) ใครๆก็อยากได้ราคาต่ำสุด แต่เอาเข้าจริงก็ไม่มีใครรู้อนาคตอยู่ดี ลองถามตัวเอง ณ เวลาที่อ่านบทความนี้ก็ได้ว่า “คุณว่าหุ้นในวันนี้เป็นอย่างไร รออีกนิดค่อยซื้อดีกว่าไหม? เผื่อมันจะต่ำกว่าเดิม เอ๊ะ หรือมันจะสูงกว่าเดิม” ไม่มีใครตอบได้แน่นอน และอีกอย่างถ้าชีวิตเราหลังจากนี้ไม่เกิดมวิกฤตอีกแล้วล่ะ? มันจะกลับกันเลย กลายเป็น การไม่ลงทุนก็มีความเสี่ยง (เพราะมันไม่ลงมาให้ซื้ออีกแล้วววววว)

ก็เลยพอจะสรุปได้ว่า ถ้าเราเจอวิกฤตนะควรลงทุน ไง่ายๆเลยอ่าจจะเพิ่มการลงทุนให้มากขึ้น ทยอยซื้อ

เคล็ดลับดีๆ ของการทำ Market Timing ใน RMF

ถ้าหากใครที่เคยติดตามผมจากบทความเก่าๆก่อน ผมจะเคยสอนเทคนิคในเรื่องของการพักเงินไว้ก่อนการลงทุนนะครับ จำกันได้หรือเปล่า? หลักการของการพักเงินก็คือ โดยปกติแล้วเราอาจจะมีเงินก้อนอยู่ แต่เราไม่แน่ใจว่าเราจะเอาเงินทั้งก้อนไปลงทุนเลยดีไหม ก็อาจจะหาที่พักเงินให้ได้ผลตอบแทนมากกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากไปก่อน แล้วเมื่อเราพบจังหวะดีๆในการลงทุนไม่ว่าจะเป็นการใช้ Market Timing หรือ การทยอยลงทุนแบบ DCA ก็ค่อยหมุนเงินจากที่พักเงินสู่กองทุนรวมที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าในอนาคต

การลงทุนในกองทุนรวม RMF ก็สามารถใช้หลักการนี้ได้เช่นกันนะครับ หลายๆคนต้องการลงทุนพร้อมๆ กับการลดหย่อนภาษีไปด้วย แต่พบว่าปัจจัยต่างๆในการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นอาจจะยังไม่เอื้ออำนวยจากความผันผวนที่เกิดขึ้น จึงมองว่าการลงทุนในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงต่ำอาจจะทำให้เราปลอดภัยในระยะเวลานี้ได้มากกว่า ง่ายๆก็คือเอาเงินไปพักไว้ใน RMF ความเสี่ยงต่ำซักตัวหนึ่งก่อนนำไปลงทุนต่อใน RMF อื่นๆต่อเมื่อจังหวะการลงทุนน่าสนใจมากขึ้น

เทคนิคการลงทุน

  • คำนวณเงินที่ต้องการลงทุนและผลประโยชน์ทางภาษี
  • นำเงินมาลงทุนใน RMF ความเสี่ยงต่ำเพื่อพักเงินและถือเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณ
  • เมื่อเห็นจังหวะในการลงทุนที่เหมาะสม เช่น หุ้นลงมากๆ หรือ มีแนวโน้มฟื้นตัว ก็สามารถสับเปลี่ยนเข้ากองทุน RMF ที่ลงทุนในหุ้น ตามอัตราส่วนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงของเราครับ

ขอยกตัวอย่างกองทุนรวม KFSRMF กองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อการเลี้ยงชีพ กองทุนนี้จะลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐประมาณ 26.5% ส่วนที่เหลือลงทุนในเงินฝาก หุ้นกู้ และตราสารหนี้สถาบันการเงิน ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเรามามองผลตอบแทนและความเสี่ยงของตราสารหนี้นั้น มันจะไม่ได้ผันผวนมาก

ลองสังเกตดูที่ Benchmark นะครับ อันนี้เป็นเกณฑ์ของตราสารหนี้ระยะสั้น จะเห็นได้ว่าจากข้อมูลใน Morningstar Thailand กองทุนนี้ทำผลตอบแทนได้ดีมาตลอดไม่ว่าจะ 1 ปี 3 ปี หรือ Year to Date นะครับ

หน้าตาแบบนี้แหละคือ RMF ที่เหมาะสมเป็นที่พักเงินในช่วงที่เราไม่แน่ใจว่าควรลงทุนหรือเปล่า ถ้ายังไม่ได้ซื้อ RMF ในปีนี้ เพราะรีๆรอๆ หาจังหวะเข้าซื้อไม่ได้ซักทีเพราะเห็นตลาดหุ้นผัวผวนมาก ก็สามารถซื้อกองทุนนี้เพื่อให้ได้ลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีไปก่อนได้นะครับ ส่วนใครที่ลงทุนใน RMF กองอื่นอยู่แล้วและผลตอบแทนไม่เป็นไปตามที่คาดหวังก็สามารถย้ายมาพักไว้ที่กองทุนความเสี่ยงต่ำเพื่อรอจังหวะการลงทุนกลับไปใน RMF หุ้นเมื่อเห็นว่าตลาดหุ้นเริ่มมีอนาคตสดในก็ได้ครับ

นอกเหนือจากจะเป็นที่พักเงินแล้ว ด้วยความที่กองทุนนี้เป็นกองทุนความเสี่ยงต่ำ ความผันผวนน้อย ก็เลยเหมาะสมกับเพื่อนๆที่

  1. ต้องการกระจายความเสี่ยง : ก็เห็นมีอยู่หลายๆคนนะครับที่ลงทุนในทั้งใน LTF และ RMF ที่เน้นการลงทุนในหุ้น โดยใช้หลักการทยอยซื้อแบบ DCA จึงไม่ได้สนใจการสับเปลี่ยนกองทุนมาไว้ในกองทุนตราสารหนี้เพื่อพักเงิน แนะนำให้ลองดูวิธีกระจายความเสี่ยง โดยแยกเงินอีกก้อนหนึ่งมาลงทุนในRMFแบบความเสี่ยงต่ำ ผมว่าเป็นวิธีการซื้อกองทุนรวมและจัดพอร์ตการลงทุที่น่าสนใจเช่นกันครับ
  2. นักลงทุนที่อยู่ในวัยใกล้เกษียณ : ตามหลักการแล้วนักลงทุนกลุ่มนี้รับความเสี่ยงไม่ได้มากเท่ากับนักลงทุนหนุ่มสาวแล้วครับ เพราะเมื่อใกล้ถึงวันเกษียณนั้นก็หมายความว่าอายุการทำงานกำลังสิ้นสุดลง การนำเงินไปลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงสูงนั้นทำให้เสี่ยงต่อการขาดทุนได้ กองทุนนี้จึงตอบโจทย์การลงทุนของวัยใกล้เกษียณเช่นกันนะครับ

อันนี้ก็เป็นเทคนิคหนึ่งของการลงทุนพร้อมๆกับการลดหย่อนภาษีโดยเน้นลงทุนใน RMF ที่มีความเสี่ยงต่ำนะครับ อยู่ที่เราว่าจะลงทุนเพื่อพักเงินรอจังหวะดีๆ หรือ เราจะลงทุนเพราะไม่ต้องการพบความเสี่ยงในการลงทุนในอนาคตก็ได้เช่นกัน

กองทุน Style นี้ ใครสนใจลงทุนก็ลองสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้นะครับ เป็นกองทุน RMF สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ สินใจติดต่อที่ธนาคารกสิกรไทยใกล้บ้านทุกสาขาครับ

หมายเหตุ :

“ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และคู่มือภาษีก่อนตัดสินใจลงทุน”

บทความนี้เป็นบทความ Advertorial

4นิสัยทำให้ไม่มีเงินออม

ถ้าเราต้องการใช้เงิน 1,000 บาทจะต้องทำอย่างไร?

 

“กดเงินออกมาจากตู้ ATM” (เงินเดือนของเราเองจะกดเมื่อไหร่ก็ได้)
“ขอยืมเงินจากเพื่อนหรือญาติพี่น้อง” (ถ้าเครดิตดีก็จะขอยืมได้ง่ายๆ)
“ใช้บัตรกดเงินสด” (หนี้สินเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มกด)
“ไปซื้อของมาขาย” (หาเงินจากอาชีพเสริม)

 

เราจะเห็นว่าแต่ละวิธีข้างต้นเราจะต้องใช้อะไรบางอย่างแลกมาเพื่อให้ได้เงิน 1,000 บาท ตั้งแต่ทำงาน แลกเงิน การขอยืมเงินคนอื่นก็ต้องใช้ความกล้าพอสมควรกว่าจะได้เงิน การใช้บัตรกดเงินสดก็จะเป็น การสร้างหนี้สินและถูกคิดดอกเบี้ยตั้งแต่กดเงินออกมาใช้ หรือวิธีการไปขายของก็จะต้องหาสถานที่ขาย หรือช่องทางการจัดจำหน่ายที่ค่อนข้างเสียเวลานาน แล้วยังไม่รู้ว่าจะขายได้ตามที่คิดไว้หรือไม่

 

แต่ว่า…

 

หลายคนอาจจะมองข้ามอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้เงินออมเพิ่มเร็วที่สุด คือ การประหยัด เพียงแค่เราลด ละ เลิกนิสัยการจ่ายเงินบางอย่าง ก็จะทำให้เรามีเงินออมเพิ่มขึ้นได้ทันที โดยใช้จิตใจที่เข้มแข็งมาก ซึ่งในช่วง แรกๆอาจจะยังทำไม่สำเร็จ ก็ขอให้ทำซ้ำไปเรื่อยๆจนเกิดความเคยชิน สุดท้ายเราก็จะสร้างนิสัยใหม่ ที่เป็นนิสัยการประหยัดขึ้นมาได้  

 

4 นิสัยที่เลิกแล้วมีเงินออมแน่นอน!!

  • เลิกนิสัยติดการพนัน

ส่วนใหญ่แล้วการพนันที่เราคุ้นเคยก็หนีไม่พ้น “หวย” ซึ่งคนส่วนใหญ่เล่นต่อเนื่องกันเป็นปี แม้ว่าไม่เคย เฉียดรางวัลก็ยังซื้อ มันเป็นความสุขทางใจอย่างหนึ่งที่ได้ลุ้นรางวัลตื่นเต้นทุกงวด แต่ว่าเราเคยจดตัว เงินที่เล่นหวยเก็บไว้หรือไม่ว่าหมดเงินไปเท่าไหร่

สมมติว่าเล่นหวยต่อเนื่องกัน 2 ปี 48 งวดๆละ 80 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 3,840 บาท!! แม้ว่าแต่ละงวดเรา จะดูว่าเสียเงินน้อย แต่พอรวมๆกันก็เยอะพอสมควร ซึ่งเงินจำนวนนี้นำไปทำอย่างอื่นได้อีกมากมาย เช่น ซื้อข้าวแกงจากละ 40 บาทได้ 96 จาน

แต่ถ้าเลิกไม่ได้ก็ต้องอยู่กับหวยให้ได้ โดยไม่ก่อหนี้สินจากการเล่นหวยเด็ดขาด เพราะมีแต่ชีวิตพัง พังแล้วก็พัง หากเล่นหวยก็อาจจะสร้างเงินออมจากการเล่นหวย คือ หยอดกระปุกออมสิน 5 เท่าของเงินเล่นหวย เช่น ถ้างวดนี้ซื้อหวย 80 บาท เราก็จะมีออมเงินเพิ่มขึ้น 80 x 5 = 400 บาท

 

  • เลิกนิสัยติดกาแฟ

หากเงินเดือนหลักแสน กินกาแฟนแก้วละร้อยบาทก็ไม่ค่อยสะเทือนขนหน้าแข้งสักเท่าไหร่ แต่ถ้าเงินเดือน หลักหมื่นต้นๆแล้วทานกาแฟแก้วร้อยกว่าบาทก็มีโอกาสสูงมากที่จะต้องกินมาม่าในช่วงสิ้นเดือนก็ได้ เพราะอะไรลองมาดูการคำนวณนี้กันนะจ๊ะ

สมมติว่า…เราดื่มกาแฟแก้วละ 150 บาท จำนวน 20 วันต่อเดือน (150 x 20 =3,000 บาท)

  • เราเงินเดือน 100,000 บาทคิดเป็น 3% ของรายได้ ( มาจาก 3,000 / 100,000 )
  • เราเงินเดือน 20,000 บาท คิดเป็น 15%ของรายได้ ( มาจาก 3,000 / 20,000 )

เราจะเห็นว่าสัดส่วนรายจ่ายค่ากาแฟของแต่ละระดับเงินเดือนนั้นแตกต่างกันมาก ยิ่งเงินเดือนน้อย เงินค่ากาแฟจะเป็นสัดส่วนที่มาก หากปรับลดรายจ่ายส่วนนี้ลง เราก็จะมีเงินออมเพิ่มขึ้น 3 – 15% กันเลยทีเดียว แต่ถ้าร่างกายต้องการกาแฟแล้วยังเลิกไม่ได้ก็อาจจะหาหนทางอื่น เช่น ซื้อกาแฟราคาลดลง หรือนานๆจะดื่มสักครั้ง ก็จะทำให้เราประหยัดมากขึ้น

 

  • เลิกนิสัยติดช้อปปิ้ง

หลายคนชอบเดินซื้อของระบายความเครียด จ่ายเงินแล้วสบายใจ แต่สุดท้ายก็ต้องมานั่งกลุ้มใจ กับหนี้สินที่เกิดขึ้นจากการช้อปปิ้งแบบไม่คิดชีวิต หรือนิสัยซื้อของตุนไว้ในช่วงโปรโมชั่นที่ถูกจัดตามห้างฯ แบบถี่ยิบ ทำให้ของเก่าที่ซื้อไปใช้ไม่ทัน หมดอายุกลายเป็นขยะ

ถ้าต้องการพยายามลดนิสัยการช้อปปิ้งลงก็ควร “เลิกแวะ” เวลาเดินผ่านอะไรเห็นคนมุงเยอะๆให้เรารีบเดิน ผ่านไปเพราะถ้าแวะดูแป๊บนึงก็มีวี่แววว่าจะต้องเสียเงินแน่นอน ส่วนการตุนของไว้ใช้ก็ต้องดูว่าของเก่าที่ซื้อ ตุนไว้ใช้หมดรึยังก่อนจะซื้อของใหม่ ไม่ควรเห็นแก่โปรโมชั่นอย่างเดียวนะจ๊ะ

 

  • เลิกนิสัยติดท่องเที่ยว

การท่องเที่ยวหาประสบการณ์ใหม่ให้รางวัลชีวิตเป็นสิ่งที่ดีเพราะเป็นการชาร์ตพลังให้มีเรี่ยวแรง ในการทำงานต่อไป แต่ถ้าเราชอบท่องเที่ยวมากเกินกว่าเงินในกระเป๋าที่หาได้ ก็จะทำให้เรามีความสุขแค่ ระยะสั้นและเป็นทุกข์ระทมได้ในระยะยาวจากปัญหาหนี้สิน

การท่องเที่ยวหาประสบการณ์นั้นไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากเสมอไป เราอาจจะหาการท่องเที่ยวทางเลือก ซึ่งในปัจจุบันนี้มีรูปแบบกิจกรรมจิตอาสา ที่เป็นการท่องเที่ยวเชิงช่วยเหลือผู้อื่น เราได้พบเพื่อนใหม่ ระหว่างทาง รวมถึงได้รับประสบการณ์ใหม่ๆที่แตกต่างกับการท่องเที่ยวทั่วไป รวมทั้งประหยัดเงินอีกด้วย

 

4นิสัยทำให้ไม่มีเงินออม

 

สรุปว่า..

แนวทางการประหยัดนั้นทำให้เรามีเงินออมเพิ่มขึ้นได้ง่ายและเร็วที่สุด ส่วนประกอบที่สำคัญ คือ จิตใจ ที่พร้อมยอมรับการเปลี่ยนแปลง โดยการปรับนิสัยของตนเองบางอย่างเพื่อลดรายจ่าย ซึ่งต้องอาศัยการทำ ซ้ำอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างนิสัยประหยัด ตอนนี้เรารู้ว่าแนวคิดการเพิ่มเงินออมแล้วนะจ๊ะ ต่อไปก็เหลือแค่ ลงมือทำ!!

จะรออะไรจ๊ะ ลุยเลย

 

 

 

 

4นิสัยทำให้ไม่มีเงินออม

เคล็ดลับวิเคราะห์หุ้น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์

มาดูกันครับ การลงทุนในหุ้นกลุ่มอสังหาฯ มีอะไรที่นักลงทุนควรรู้บ้าง

รูปแบบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คือผู้สร้างที่อยู่อาศัยไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยวหรือคอนโดมิเนียมและขายออกไปเป็นรายได้ จะมีตัวเลขทางการเงินที่สำคัญคือ “ยอดขายที่รอรับรู้รายได้” หรือ Backlog เป็นการ “คาดการณ์” ว่าจะมีรายได้เข้ามาจากการขายโครงการที่อยู่อาศัย โดยจะรับรู้รายได้เป็นระยะจากการทะยอยส่งมอบงานหรือขายที่อยู่อาศัยได้ (พูดง่ายๆคือจะบันทึกเป็นรายได้ต่อเมื่อลูกค้าจ่ายเงินแล้วนั่นเอง) เมื่อทราบตัวเลขงานค้างรอรับรู้รายได้ นักลงทุนจะสามารถคาดการณ์รายได้รวมของทั้งปีได้

ตัวอย่างเช่น หุ้นอสังหาฯ A เปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมB มีมูลค่าโครงการ 10,000 ล้านบาท จึงเท่ากับว่ามียอดขายที่รอรับรู้รายได้ 10,000 ล้านบาท ในไตรมาสสามสามารถขายได้ 2,000 ล้านบาท จึงมีรายได้เท่ากับ 2,000 ล้านบาท และเหลือที่รอรับรู้รายได้อีก 8,000 ล้านบาท

บริษัทอสังหาฯอาจจะมีรูปแบบรายได้อื่นๆ เช่น นำสินทรัพย์ที่มีอยู่มาจัดตั้งกองทุนรีท (REIT) ซึ่งจะทำให้มีรายได้จากการขายสินทรัพย์และเงินปันผลจากกองทุน รวมถึงรายได้จากค่าเช่าพื้นที่ต่างๆ

ความเสี่ยงในการลงทุนหุ้นกลุ่มอสังหาฯ คือ ยอดการรับรู้รายได้ที่อาจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เช่นมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว มีโครงการอื่นบริเวณใกล้เคียงที่ขายได้ดีกว่า หรือการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยที่อาจส่งผลต่อต้นทุนของผู้พัฒนาโครงการและผู้ซื้อบ้านที่ต้องกู้เงินจากธนาคาร

รูปแบบการลงทุนในหุ้นอสังหาริมทรัพย์ มักจะเป็นในรูปแบบของการเก็งผลประกอบการเป็นรายไตรมาสมากกว่าลงทุนระยะยาว เนื่องจากรายได้จากขายที่อยู่อาศัยอาจไม่มีความแน่นอน ไตรมาสที่ยอดขายดีอาจจะมีผลประกอบการที่ดี ส่วนไตรมาสที่ยอดขายไม่ดีอาจมีผลประกอบการที่แย่ลง

และการลงทุนในหุ้นกลุ่มอสังหาฯ ก็ยังมีอีกหลายๆปัจจัยให้พิจารณาครับ ไว้ว่างๆจะเอามาแชร์กันอีกนะ 🙂  

วางแผน “ลงทุน” วาเลนไทน์แบบนี้ดี๊ดีต่อใจ

วางแผน “ลงทุน” วาเลนไทน์แบบนี้ดี๊ดีต่อใจ … ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปีก็เป็นวันแห่งความรัก หลายๆ คนก็คงจะวางแผนพาแฟนไปโน้นไปนี่ กินข้าวร้านหรู ไปต่างจังหวัดรับบรรยากาศเย็นๆที่มีแค่ 2 เรา อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าการวางแผนวันวาเลนไทน์นั้นก็มีอีกหลายวิธีนะครับ ส่วนคนโสดก็โสดต่อไปนะครับ~

1. จัดห้องเพื่อเซอร์ไพร์สแฟน

หลายๆคู่คิดถึงการไปเที่ยวต่างที่ต่างถิ่น ซึ่งจะพบว่าคนมาฉลองวันวาเลนไทน์กันเยอะมาก รถก็ติด เผลอๆอาจจะพบกับค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้นมากกว่าเดิมอีก ลองเปลี่ยนงบประมาณในการฉลองมาแต่งห้องแต่งบ้านให้เหมือนเป็นอีกบรรยากาศเพื่อฉลองความรักกันดูไหม แต่อย่าทำให้แฟนจับได้ก่อนล่ะ ไม่งั้นเสียวแย่เลย

2. หาหนังสนุกๆมาดูกันที่บ้าน

ผมเคยไปดูหนังวันวาเลนไทน์นะ โอ้พระเจ้าคนล้านแปด เต็มกันทุกโรง สงสารคนโสดบ้าง ชวนแฟนมาดูหนังที่บ้านก็ได้นะ เพราะหนังเก่าๆที่เราซื้อเก็บไว้ที่บ้านมันก็มีอยู่หลายเรื่องที่สนุกมาก ไม่ต้องจ่ายตังและไม่ต้องไปลุ้นที่โรงหนังด้วยว่ามันจะสนุกและประทับใจหรือเปล่า ดูที่บ้านนี่แหละ มันส์ดี ชวนแฟนมาดูหนังดาบเซเบอร์ฟันกันทั้งคืนเหงื่อแตก 3 ภาคติดเลย (หนังนะครับ หนัง…อย่าคิดลึก)

3. ให้ของขวัญที่ใช้ใช้ประโยชน์ได้และมีคุณค่าทางใจ

เท่าที่สังเกตเห็นเพื่อนๆซื้อของขวัญให้แฟน มักจะเป็นพวกตุ๊กตา ดอกไม้ สุดท้ายเมื่อพ้นวันสำคัญของเราไปแล้วก็จะไปวางกองอยู่ที่มุมห้อง ลองเปลี่ยนเป็นการให้ของขวัญที่ใช้ประโยชน์ได้ ด้วยการหา idea ใหม่ๆประเภท DIY จากเวปไซต์ต่างๆ รับรองแฟนจะนึกถึงเราแน่นอน

4. ทำอาหารด้วยกันโดยไม่ต้องกินร้านแพงๆ

การไปทานอาหารนอกบ้านโดนเฉพาะในวันวาเลนไทน์จะพบกับคนเยอะมากๆ บางที่ต้องจองล่วงหน้า แถมต้องจ่ายราคาแพงเพิ่มในหลายๆที่อีก การซื้อของมาทำอาหารร่วมกันกับแฟนก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งนะครับ อยากทานอาหารอีสานก็เอาส้มตำมาช่วยกันจับครกจับสากตำกันได้เลย อยากทานไอติมด้วยกันก็ไปซื้อแบบเป็นแพ็คและผลไม้ ทานกันได้หลายมื้อเลย ทำอาหารด้วยกันมันส์มากขอบอก

ลองดูนะครับว่า เราจะวางแผนวันวาเลนไทน์ให้สนุก เสียวและมันส์อย่างไรได้บ้าง หลายๆวิธีนั้นนอกจากจะเซอร์ไพร์สแฟนได้เป็นอย่างดี ยังประหยัดเงินและไม่มีใครเหมือนได้อีกครับ

เปิดโหมดการลงทุนกองทุนต่างประเทศในเอเชีย

สวัสดีครับทุกคน กลับมาพบกับผม กัปตันแมนูไลฟ์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการลงทุนต่างประเทศกันอีกครั้งนะครับ  เวลาช่างผ่านไปไวเหลือเกิน เผลอแป๊บเดียวก็จะหมดไปอีกปีหนึ่งแล้ว แต่ผมยังจะมีอะไรดีๆ เกี่ยวกับเรื่องการลงทุนมาฝากกันต่อไปอีก มาติดตามกันต่อได้ที่นี่เลยครับ..

จากบทความครั้งที่แล้ว ผมเกริ่นให้ทุกท่านได้พอมองเห็นภาพรวมของการลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ รวมถึงวิธีการเลือกลงทุนแบบคร่าว ๆ กันไปบ้างแล้ว คราวนี้ ผมจะมารีวิวเจาะเป็นรายภูมิภาคและแนะนำกองทุนต่างประเทศที่น่าสนใจให้เลือกลงทุนกันดูบ้าง

อยากรู้ว่าที่ไหน..คงไม่ต้องเดาให้ยุ่งยากกันเลยครับ (กรุณาย้อนกลับไปอ่านที่หัวข้อ)…“เอเชีย” ของเรานั่นเอง !!

ครับ วันนี้ผมขอนำเสนอมุมมองการลงทุนที่น่าสนใจในภูมิภาคเอเชียกัน เห็นเรียบๆ ใกล้ๆ อย่างนี้ แต่ประเทศที่น่าสนใจเพียบนะครับ เพราะฉะนั้น เรามาดูกันว่าอะไรที่น่าสนใจ และทำไมต้อง “เอเชีย” ด้วย…

จากการคาดการณ์โดยนักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า ในปี พ.ศ. 2570  ประเทศจีนจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก (ปัจจุบันใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา*) และประเทศอินเดียจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกในปี พ.ศ. 2571 นอกจากนี้ การรวมตัวของ AEC ก็จะช่วยทำให้เศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น เรียกได้ว่า ภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ตัวเลขทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอชียจะขยับเขยื้อนได้มากกว่าทางตะวันตกเลยทีเดียว

(*ที่มา : CEIC รวบรวมโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ณ เดือนสิงหาคม 2558)

นอกจากจะมีประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่และมีการขยายตัวด้านประชากรเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ก็ยังมีอีกหลายเหตุผลที่ผมมองว่าการลงทุนในภูมิภาคเอเชียนั้นน่าสนใจไม่แพ้ภูมิภาคอื่นเลย แต่ในที่นี้ผมจะขอยกเหตุผลหลักง่ายๆ มาอธิบายให้ฟังสัก 2-3 ข้อก็แล้วกันนะครับ

1. ภูมิภาคเอเชียนับเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและยังมีปริมาณการค้าระหว่างประเทศในกลุ่มเอเชียด้วยกันเองเติบโตอย่างมีนัยสำคัญด้วย ประเทศเกาหลีใต้เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดถึงการพัฒนาทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด หากลองย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20-30 ปีก่อนหน้านี้ จากประเทศเกษตรกรรมในอดีตที่มีรายได้ต่อหัวของประชากรอยู่ในเกณฑ์ต่ำ จนมาถึงในปัจจุบันเกาหลีใต้กลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีการส่งออกสินค้าในหลายผลิตภัณฑ์ไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก อย่างที่บ้านเรารู้จักกันดีก็คงไม่พ้นแบรนด์อย่าง Samsung ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี และยังติดอันดับ 7 ของแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุดในปี 2557 โดยเติบโตจากปี 2556 อยู่ที่ +15% คิดเป็นมูลค่า 45,462 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ที่มา : www.interbrand.com) และนอกจากนี้ ประเทศเกาหลีใต้ยังมีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทเอกชนในเกาหลีใต้ล้วนได้รับแรงสนับสนุนจากรัฐบาลในการทำธุรกิจต่างๆ เป็นอย่างมาก ส่งผลให้ในปัจจุบันรายได้ต่อหัวของประชากรของชาวเกาหลีใต้จึงไม่ได้อยู่ในอันดับประเทศยากจนอีกต่อไป และยังจะมีโอกาสจะพัฒนาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกในอนาคตอันใกล้นี้

2. แม้ว่าโครงสร้างประชากรของประเทศต่างๆ ทั่วโลกนั้นมีแนวโน้มที่จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ และจากข้อมูลการสำรวจประชากรโลกโดย U.S. Census Bureau พบว่าประเทศจีน และอินเดีย ยังคงอยู่ในอันดับ 1 และ 2 ของประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก (Countries and Areas Ranked by Population:2015) ซึ่งพอเราเจาะข้อมูลแยกสัดส่วนตามอายุพบว่าโครงสร้างประชากรของประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียส่วนมากยังคงมีสัดส่วนระหว่างวัยทำงาน (19-60 ปี) กับวัยที่อยู่ภาวะพึ่งพิง (วัยเด็ก 0-19 ปี) อยู่ในเกณฑ์ที่ดีเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศที่อยู่ในภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะทางแถบกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งมีโครงสร้างประชากรในวัยเด็กและวัยทำงานลดน้อยลงมาก ทั้งนี้ โครงสร้างประชากรในช่วงอายุเหล่านี้นับว่าเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญของประเทศและถือเป็นแรงงานหลักที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคตนั่นเอง

Screen Shot 2558-12-11 at 12.02.58

(ที่มา : www.census.gov)

3. ประเทศในกลุ่มเอเชียหลายๆ ประเทศ เช่น จีน อินเดีย เกาหลี หรือแม้แต่ประเทศไทยเราเองยังคงมีโครงการที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องต่อไปอีก ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่ว่านั้นมีความสำคัญต่อการรองรับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตเป็นอย่างมาก สังเกตุง่ายๆ ครับ หากมีโครงการรถไฟฟ้าไปถึงยังจุดไหน ๆ โครงการบ้านที่อยู่อาศัยหรือคอนโดมิเนียมใกล้เส้นทางรถไฟฟ้าก็จะเกิดขึ้นตามมาในไม่ช้า ส่งผลให้ราคาประเมินที่ดินก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย พูดได้เลยว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนั้นเป็นการกำเนิดให้มีการลงทุนในลักษณะต่างๆ ตามมาอย่างต่อเนื่องเลยทีเดียว  

เห็นไหมละครับ ประเทศในกลุ่มเอเชียเรามีปัจจัยพื้นฐานดีที่สามารถแสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้านี้ แต่นอกจากปัจจัยพื้นฐานที่ดีแล้ว ผมว่าในส่วนของมูลค่าหุ้นในตลาดของประเทศในกลุ่มเอเชียนั้นก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เนื่องจากราคายังคงถูกและหุ้นหลายตัวมีศักยภาพที่จะเติบโตได้ในระยะยาว

ในที่นี้ ผมจะขอยกตัวอย่างประเทศจีน ไต้หวัน และฮ่องกง ละกันนะครับ

ไม่น่าเชื่อว่าตลาดหุ้นของประเทศในกลุ่มนี้ยังมี P/E Ratio อยู่ในระดับเพียง 10-12 เท่า เท่านั้นเองครับ เมื่อเทียบกับราคาหุ้นในภูมิภาค ขณะที่ ROE (Return on Equity) หรืออัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น  ซึ่งเป็นตัวบอกถึงความสามารถของบริษัทในการนำเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นไปทำให้เกิดกำไรได้ในอัตราผลตอบแทนเท่าไหร่นี้เองก็ยังอยู่ในระดับ 10 กว่า% กันเกือบทั้งภูมิภาค ซึ่งเจ้า ROE นี้เค้าว่ายิ่งสูงก็ยิ่งดี ซึ่งพอมาดูเทียบกับตลาดในกลุ่มยุโรปที่มี P/E Ratio ประมาณ 12-13 เท่า  แต่ ROE ของตลาดกลุ่มนี้  ก็ยังต่ำกว่า 10% อยู่ ส่วนตลาดอเมริกาเอง ถึงแม้  ROE จะสูง แต่ P/E Ratio นี่ก็ข&

จะซื้อประกันทั้งที ต้องรู้อะไรบ้าง? (ตอนที่ 1)

HIGHLIGHTS :

  • ก่อนซื้อประกันชีวิตเพื่อลดหย่อนภาษี เราควรตอบตัวเองให้ได้ก่อน ว่าซื้อเพราะเหตุผลอะไร?
  • ประกันชีวิตแบบทั่วไปมี 4 ประเภท (ตลอดชีพ, ชั่วระยะเวลา, สะสมทรัพย์ บำนาญ) ถ้าทำเพื่อคุ้มครองชีวิต ควรเลือกแบบตลอดชีพ หรือชั่วระยะเวลา ถ้าทำเพื่อออมเงิน เลือกแบบสะสมทรัพย์ ถ้าทำเพื่อออมเพื่อเกษียณ เลือกแบบบำนาญ
  • ควรซื้อเท่าไหร่ ให้ดูตามความจำเป็น ถ้าทำเพื่อคุ้มครอง ก็คำนวณหาวงเงินคุ้มครองที่เหมาะสม ถ้าทำเพื่อออม ก็หาเป้าหมายของการออม ว่าอยากมีเงินออม หรือเงินบำนาญเท่าไหร่
  • ทำให้เหมาะสมกับเงินในกระเป๋า เอาที่จ่ายไหว ไม่เป็นภาระ เพราะต้องจ่ายอีกนาน เบื้องต้นไม่ควรเกิน 10-15% ของรายได้รวมทั้งปี

เข้าสู่ช่วงปลายปีแล้ว ตอนนี้หลายๆคนคงกำลังวุ่นอยู่กับการเลือกซื้อประกันชีวิต หรือกองทุน LTF RMF เพื่อลดหย่อนภาษีกันอยู่ใช่ไหมล่ะครับ ^^

แน่นอนว่า การได้รับการลดหย่อนภาษีจากการซื้อสินค้าทางการเงินดังกล่าว ย่อมเป็นผลประโยชน์ที่ดีที่เราควรจะได้รับอยู่แล้ว แต่มันคงไม่ดีแน่ ถ้าเราได้ประโยชน์แค่จากการลดหย่อนภาษี แต่เรากลับไม่ได้ใช้ประโยชน์จากแก่นแท้ของสิ่งที่เราซื้อมาเท่าที่ควรจะเป็น (เหมือนซื้อตู้เย็น เพราะอยากจะได้ของแถมเป็นหม้อหุงข้าว แต่ไม่รู้ซื้อตู้เย็นมาเพราะความจำเป็นอะไรเหมือนกัน 555)

ดังนั้นคงจะดีกว่า ถ้าเราสำรวจตัวเองถึงความจำเป็น หรือเป้าหมายที่จะต้องใช้ตัวลดหย่อนแต่ละประเภทก่อน โดยเฉพาะประกันชีวิต ที่หน้าที่หลักของมันคือ การป้องกันความเสี่ยงและการันตีเงินที่จะได้ในอนาคต ผมจึงอยากให้ทุกคนลองตั้งคำถามและหาคำตอบเหล่านี้กับตัวเอง ก่อนจะซื้อประกันแค่เป้าหมายเพื่อลดหย่อนภาษี เพื่อให้เราได้ประโยชน์สูงสุดจากการซื้อประกันชีวิตกันครับ ^^

1. วัตถุประสงค์ของการทำประกันชีวิตของเราคืออะไร?

หากใครยังไม่ทราบ ประกันชีวิตที่มีอยู่ตามท้องตลาดนั้น จริงๆมีอยู่ด้วยกัน 4 ประเภทนะครับ นั่นก็คือ

1. แบบเน้นคุ้มครองชีวิต (ทั้งแบบตลอดชีพ (Whole Life) หรือแบบชั่วระยะเวลา (Term))

2. แบบสะสมทรัพย์ (Endowment)

3. แบบบำนาญ (Annuity)

และ 4. แบบควบการลงทุน (Unit Link) 

(แต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียอย่างไร เหมาะสมกับอะไร กลับไปอ่านรายละเอียดได้ในบทที่แล้วนะครับ)

หากเราต้องการซื้อเพื่อเน้นคุ้มครองชีวิต (ซึ่งก็คือแก่นแท้ของการทำประกันชีวิตจริงๆ) เราก็ควรซื้อประกันชีวิตแบบตลอดชีพ หรือแบบชั่วระยะเวลา ถ้าต้องการการันตีเงินที่อยากจะได้ในอนาคต ก็เลือกแบบสะสมทรัพย์ ถ้าต้องการสร้างระบบเงินบำนาญให้ตัวเอง ให้มีรายได้ที่แน่นอนหลังเกษียณตอนอายุ 55 60 หรือ 65 ปี (โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ทำงานราชการ) ก็เลือกแบบบำนาญ หรือถ้าต้องการแบบผสมหลายๆอย่าง มีทั้งความยืดหยุ่นที่สามารถกำหนดระยะเวลาคุ้มครองและเวลาจ่ายเบี้ยเองได้ มีมูลค่าเงินสะสมในกรมธรรม์ที่สูงขึ้นกว่าแบบสะสมทรัพย์ ก็อาจจะเลือกแบบควบการลงทุนก็ได้ (แต่ก็ควรจะต้องมีความรู้เรื่องการลงทุนและการรับความเสี่ยงจากการลงทุนด้วย) 

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า เราควรจะซื้อประกันชีวิตแบบไหน? คำตอบก็คือ ให้ดูตามความจำเป็นเป็นหลักครับ โดยทั่วไป ถ้าคุณเป็นหัวหน้าครอบครัว หรือเป็นผู้ที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูผู้อื่น ลองคิดดูว่า ถ้าเราจากไปอย่างกะทันหัน จะมีใครได้รับผลกระทบบ้าง? และเงินที่เรามีอยู่เพียงพอไหมที่จะเหลือให้พวกเขาใช้ไปจนกว่าจะเลี้ยงดูตัวเองได้? ถ้าคำตอบคือ “มี” และ “ไม่พอ” เราก็เหมาะที่จะทำประกันชีวิตแบบเน้นการคุ้มครองชีวิตมากกว่าแบบอื่นครับ หรือถ้าเรายังอายุไม่มาก ยังไม่มีภาระเลี้ยงดูใคร จะเอาเงินไปลงทุนก็ยังไม่มีความรู้มาก รับความเสี่ยงไม่ค่อยได้ ก็อาจจะเหมาะกับการซื้อประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์เพื่อการันตีเงินที่จะได้มากกว่าประกันชีวิตแบบอื่น เป็นต้นครับ ^^

2. ทุนประกันชีวิต หรือเงินที่เราต้องการในอนาคตคือเท่าไหร่?

คำว่า “ทุนประกันชีวิต” ก็หมายถึง มูลค่าการคุ้มครองชีวิตที่เราจะได้ (หรือเงินที่บริษัทประกันจะจ่ายให้เราหากเราเสียชีวิตนั่นแหละครับ) หลังจากที่เราเลือกแบบประกันตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจแล้ว ต่อมา เราก็ต้องมาดูถึง “ตัวเลข” ที่เหมาะสมกับเป้าหมายที่เราตั้งใจไว้ครับ โดยที่ ถ้าเป็นประกันแบบเน้นคุ้มครองชีวิต เราจะโฟกัสที่ตัวเลข ทุนประกันชีวิต เพื่อตอบตัวเองว่า ถ้าเราอยากจะได้การคุ้มครองชีวิตแล้ว เราต้องการวงเงินในการคุ้มครองเท่าไหร่ล่ะ?

ซึ่งเราก็ต้องมานั่งคำนวณกันก่อนครับ ว่าเราควรจะมีทุนประกันเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม ไม่มาก ไม่น้อยเกินไป (วิธีการคำนวณเดี๋ยวผมจะสอนในตอนต่อๆไป) ส่วนประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์หรือแบบบำนาญ เราจะโฟกัสที่ตัวเลขของ “เงินในอนาคตที่เราต้องการ” ครับ ถ้าเป็นแบบสะสมทรัพย์ เราก็ต้องถามตัวเองว่า เราต้องการเงินจำนวนเท่าไหร่? ในอีกกี่ปี? ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับเป้าหมายทางการเงินของเราเป็นหลักว่าเป้าหมายนั้นซีเรียสขนาดไหน และต้องการเงินจำนวนเท่าไหร่ ส่วนถ้าเป็นแบบบำนาญ ก็คือ เราต้องการเงินบำนาญหลังเกษียณแต่ละปีเท่าไหร่? นั่นเองครับ

3. เรามีศักยภาพในการจ่ายเบี้ยประกันเท่าไหร่ และควรจะจ่ายเบี้ยกี่ปี? ถึงจะไม่เดือดร้อน ไม่ต้องปิดกรมธรรม์

เมื่อเราทราบแล้วว่า เราจะซื้อประกันชีวิตด้วยวัตถุประสงค์อะไร และต้องการเงินจำนวนเท่าไหร่ ขั้นตอนสุดท้ายก็จะเกี่ยวกับเบี้ยประกันที่เราพร้อมจะจ่ายแล้วครับ ว่าเบี้ยประกันของแบบประกันที่เราเลือกมาแล้ว ควรจะเป็นเท่าไหร่ และควรจะต้องจ่ายเบี้ยกี่ปี ถึงจะเหมาะสมกับเราที่สุด แน่นอนว่า ทุกคนก็คงอยากจะเลือกเวลาจ่ายเบี้ยประกันให้สั้นที่สุด ไม่อยากจ่ายยาวๆ แต่จำไว้อย่างหนึ่งครับว่า “ยิ่งจ่ายเบี้ยประกันสั้นเท่าไหร่ เบี้ยประกันยิ่งจะสูงขึ้นเท่านั้น (หากทุนประกันเท่าเดิม)” ดังนั้นที่สำคัญกว่าจะหาแบบประกันที่จ่ายเบี้ยสั้นที่สุด คือเราควรจะหาประกันชีวิตที่เราสามารถจ่ายเบี้ยได้อย่าง “ไม่เดือดร้อน”

เล่นหุ้นเทคนิค แนวพื้นฐาน ทำได้!!! แถมสบายใจด้วย

การวิเคราะห์ทางเทคนิค จะใช้ข้อมูลที่เกิดขึ้นจากการเทรดหุ้น 2 อย่าง ได้แก่ ราคา และปริมาณการซื้อขาย แสดงออกมาในรูปของกราฟ (Chart) ข้อมูล 2 ตัวนี้จะเป็นผลลัพธ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์ และพฤติกรรมการซื้อขายหุ้นของกลุ่มคนที่เข้ามาซื้อขายหุ้นในตลาด การวิเคราะห์กราฟหุ้นจึงมีเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจอารมณ์ของคนที่ซื้อขายอยู่ในตลาด และทำให้เราสามารถประเมินทิศทางราคาหุ้นที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคต จากนั้นก็ค่อยหาจังหวะที่ดีในการลงมือซื้อขายหุ้นต่อไป

จะเห็นได้ว่าจะเล่นหุ้นแนวเทคนิคนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลปัจจัยพื้นฐานเลยก็ได้ แต่ก็มีหลายคนที่สงสัย และถามเข้ามาครับว่า

“อยากเล่นหุ้นแนวเทคนิค แต่สนใจพื้นฐานด้วยจะทำอย่างไรดี ?”  

ในบทความนี้ผมจะแนะนำแนวทางการใช้งานข้อมูลปัจจัยพื้นฐานเพื่อช่วยในการตัดสินใจเทรดหุ้นแนวเทคนิค 2 แนวทาง คือ 1) ประหยัดเวลาโดยใช้ข้อมูลพื้นฐานสำหรับเลือกกลุ่มของหุ้นจะสนใจเทรด หรือ 2) เสริมความมั่นใจ โดยใช้งานเป็น Indicators สนับสนุนการตัดสินใจลงมือ

ขอออกตัวเล็กน้อยว่าบทความนี้ไม่ได้ตั้งใจลงรายละเอียดว่า จะใช้งานข้อมูลอะไร หรือ จะใช้เทคนิคใดเป็นพิเศษ แต่วัตถุประสงค์ของผมอยากให้มองเห็นไอเดียการนำข้อมูลพื้นฐานมาใช้งานร่วมกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคเท่านั้นครับ ถ้าพร้อมแล้วลองมาดูกันครับว่าในแต่ละวิธีจะมีแนวทางอย่างไรบ้าง

ใช้ข้อมูลพื้นฐานเพื่อคัดรายชื่อของหุ้นที่น่าสนใจ

เวลาที่จะเทรดหุ้น แทบทุกคนจะเจอกับปัญหาว่า “หุ้นมีหลายร้อยตัว จะเลือกเล่นตัวไหนดี” ซึ่งถ้าจะให้นั่งดูกราฟหุ้นทุกตัว กว่าจะครบทุกตัวในตลาดหุ้น ก็จะเสียเวลามาก (ตอนนี้ในตลาดหุ้นไทยน่าจะมีประมาณ  800-900 ตัว) ดังนั้นวิธีหนึ่งในการเทรด เพื่อที่จะช่วยลดระยะเวลาจากการดูหุ้นจำนวนหลายตัวเกินไป คือ คัดเลือกเฉพาะหุ้นที่มีคุณสมบัติคู่ควรแก่การเทรด ซึ่งอาจจะเป็นหุ้นจำนวน 20-30 ตัวที่น่าสนใจจากหุ้นทั้งหมดที่มีอยู่ในตลาด แล้วติดตามเฉพาะกลุ่มที่เลือกขึ้นมา

เทคนิคในการคัดเลือกกลุ่มของหุ้นที่มีคุณสมบัติคู่ควรแก่การเทรด สามารถใช้ได้ทั้งคุณสมบัติทางเทคนิค และคุณสมบัติทางปัจจัยพื้นฐาน ตัวอย่างคุณสมบัติทางเทคนิค เช่น ปริมาณการซื้อขาย สัญญาณจากเครื่องมือทางเทคนิค สัญญาณจาก Indicators ส่วนตัวอย่างคุณสมบัติทางปัจจัยพื้นฐาน เช่น อัตราส่วนทางการเงิน ผลการดำเนินงาน ฯลฯ

การกำหนดคุณสมบัติ อาจจะกำหนดคุณสมบัติทั้งทางด้านเทคนิค และปัจจัยพื้นฐานร่วมกันก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นคุณสมบัติด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น

“จะเทรดหุ้นที่อยู่ในกลุ่ม SET 50 เท่านั้น และต้องมีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาทต่อวัน ”

หรือ

“ จะเทรดหุ้นที่อยู่ในกลุ่ม SET 100  โดยมี ROE มากกว่า 12 และปันผลมากกว่า 4 % ต่อปี ต่อเนื่องกัน ไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยต้องเป็นหุ้นที่ราคายืนอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 25 วัน ”

เป็นต้น

หลังจากที่เราได้หุ้นที่ผ่านเงื่อนไขทางปัจจัยพื้นฐานที่เรากำหนดขึ้นแล้ว เราก็จะเก็บหุ้นเหล่านี้ไว้ใน Watch List และ คอยติดตามเฉพาะกราฟของหุ้นเหล่านี้เพื่อหาจังหวะในการซื้อขายที่ดีต่อไป ซึ่งวิธีนี้จะช่วยประหยัดเวลาในการวิเคราะห์หุ้นได้อย่างมาก

ใช้ข้อมูลพื้นฐานเป็น Indicators เพื่อเสริมความมั่นใจ

ในการวิเคราะห์ทางเทคนิค จะใช้ Indicator ช่วยเสริมความมั่นใจในการลงมือซื้อหรือขายหุ้น ถ้าข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์กราฟ Indicators มีทิศทางเดียวกันหรือสอดคล้องกับผลของการวิเคราะห์กราฟราคาหุ้น ก็จะช่วยยืนยันความน่าเชื่อถือของผลที่ได้จากการวิเคราะห์กราฟหุ้นว่าน่าจะมีโอกาสผิดพลาดน้อย

ขั้นตอนการใช้งาน Indicators เริ่มต้นจากเกิดสัญญาณให้ลงมือซื้อหุ้นจากกราฟราคาหุ้น ข้้นตอนต่อมาเราค่อยไปวิเคราะห์ Indicators ที่เราถนัดหรือชื่นชอบ ถ้าผลลัพท์ที่ได้จากการวิเคราะห์ Indicators เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับผลที่ได้จากการวิเคราะห์กราฟราคา  ก็จะเป็นการยืนยันและเสริมความมั่นใจในการลงมือซื้อหุ้นครั้งนั้น ๆ

ยกตัวอย่างเช่น  กราฟราคาหุ้นบอกกับเราว่าแนวโน้มราคาหุ้นมีทิศทางเป็นขาขึ้นและ Indicators ให้ข้อมูลว่า Momentum เชิงบวกมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นด้วย น่าจะทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นต่อไปอีก ก็จะช่วยเสริมความมั่นใจในการเทรด

แต่ถ้าข้อมูลที่ได้จาก Indicators ไม่สนับสนุน หรือส่งสัญญาณในทิศทางที่ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เรากำลังจะลงมือ ก็จะเป็นสัญญาณเตือน ซึ่งเราอาจจะตัดสินใจไม่ลงมือซื้อขายในครั้งนั้น ๆ หรือถ้าจะซื้อขายก็ต้องใช้ความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น

ซึ่งวิธีการใช้ Indicators เพื่อช่วยเสริมความมั่นใจ อาจจะใช้ข้อมูลปัจจัยพื้นฐานช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ หรือช่วยเตือนได้ด้วยเช่นเดียวกัน

ตัวอย่างอัตราส่วนทางการเงินที่ผมเห็นนักวิเคราะห์หลายคนชอบใช้ เช่น P/E (Price Earning Ratio) ที่เป็นการเปรียบเทียบระหว่าง ราคาในปัจจุบัน และผลกำไรต่อหุ้น โดยวาดออกมาเป็นกราฟต่อเนื่องควบคู่กับกราฟราคา มีกรอบบนกรอบล่าง เพื่อใช้ดูว่าราคาถูกหรือแพงเมื่อเทียบกับผลกำไร โดยเปรียบเทียบกับกรอบของ P/E ในอดีต

หลังจากที่ได้สัญญาณให้ลงมือซื้อหุ้นจากการวิเคราะห์ทางเทคนิคแล้ว เราลองใช้ค่า P/E Bands เพื่อตรวจสอบความถูกแพงว่าตอนนี้หุ้นมีค่า P/E เป็นอย่างไร ถ้าราคาหุ้นอยุ่ในช่วงที่มีค่า P/E ต่ำ หรือกรอบล่างของ P/E Bands ก็จะแปลความหมายว่าราคาหุ้นในเชิงปัจจัยพื้นฐานยังไม่แพงมาก ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจลงมือซื้อหุ้น หลังจากเกิดสัญญาณ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save