โอกาสลงทุนตึกระฟ้าระดับประเทศมาถึงแล้ว ผ่านกองทรัสต์ชื่อว่า “GVREIT”

วันนี้ผม Mr. Maibat เอาข่าวเปิดกองทรัสต์ใหม่ที่น่าสนใจมาฝากครับ กองนี้มีชื่อว่า “ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลเด้นเวนเจอร์” (Golden Ventures Leasehold Real Estate Investment Trust) ชื่อยาวมากขอเรียกสั้นๆว่า “Golden Ventures REIT” ละกันครับ ที่ผมบอกว่าน่าสนใจเพราะเค้านำเงินส่วนใหญ่ไปลงทุนในสิทธิการเช่าอาคารสำนักงานที่ใครก็รู้จักถือได้ว่าเป็นแลนด์มาร์คแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ตึกแรกคือ อาคารปาร์คแวนเชอร์อีโคเพล็กซ์ (Park Ventures Ecoplex) ที่อยู่ตรงหัวมุมสี่แยกวิทยุ-เพลินจิต อีกตึกคือ อาคารสาทรสแควร์ (Sathorn Square) ที่อยู่ตรงหัวมุมสี่แยก สาทร-นราธิวาสฯ  สถาปัตยกรรมโดดเด่นบวกกับทำเลศูนย์กลางธุรกิจขนาดนี้นานๆทีถึงจะมีโอกาสมาให้ลงทุนสักทีนะครับ

ก่อนอื่นบางคนสงสัยคำว่า “กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์” คืออะไรไม่เห็นเคยได้ยินเลย  กองทรัสต์นี้แท้ที่จริงแล้วมาแทน “กองทุนอสังหาริมทรัพย์” แบบเดิมนะครับ โดยก.ล.ต.ที่เป็นหน่วยงานกำกับมีการพัฒนากฎเกณฑ์บางอย่างให้เป็นสากลมากขึ้นเพื่อสนับสนุนการเติบโตของการระดมทุนรูปแบบนี้ในระยะยาว และคำว่า “สิทธิการเช่า : Leasehold” หมายความว่ามีสิทธิรับค่าเช่าไม่ได้เป็นเจ้าของ คล้ายกับการเซ้งตึกแถวที่เก็บค่าเช่าได้จากผู้เช่าช่วงจนกว่าสิทธิการเช่าจะหมดอายุลงก็ต้องคืนสิทธิให้เจ้าของไป ลองอ่านรายละเอียดได้จากที่นี่เลยครับ
http://www.set.or.th/th/products/listing/files/Brochure_REIT.pdf

หลังจากเข้าใจความหมายแล้วมาดูข้อมูลกันต่อเลยครับ กองทรัสต์ Golden Ventures REIT จะระดมทุนไปลงทุนใน 2 โครงการ ดังนี้

โครงการ Park Ventures (ไม่รวมพื้นที่ในส่วนโรงแรม ดิ โอกุระฯ)

โดยอาคาร Park Ventures สูง 34 ชั้นสร้างเสร็จปี 2554  โดยกองทรัสต์ Golden Ventures REIT จะลงทุนในสิทธิการเช่าพื้นที่บางส่วนในอาคารประมาณ 26 ปี (สิ้นสุดวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2584) และมีพื้นที่ให้เช่า 26,313 ตารางเมตร ตำแหน่งที่ตั้งอยู่ตรงหัวมุมสี่แยกเพลินจิตเป็นจุดตัดระหว่างถนนสุขุมวิทและถนนวิทยุ ทำเลติดอันดับที่ดินราคาแพงสุดในประเทศไทยเพราะเป็นย่านช้อปปิ้งสตรีทขนาดใหญ่มีห้างสรรพสินค้าเรียงรายตลอดเส้นทาง มีทางเชื่อมต่อเข้าสู่อาคารจากรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียว สถานีเพลินจิต แบบเท้าไม่ต้องสัมผัสพื้นดิน ทำให้อัตราการเช่าพื้นที่เฉลี่ยสูงมากถึง 99% (ข้อมูลปีพ.ศ. 2558 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกันยายน) ตัวอย่างบริษัทที่มาเช่าตั้งสำนักงานทั้งไทยและต่างชาติในหลากหลายธุรกิจ เช่น บริษัท โออิชิกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท คลับ 21 (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท กูเกิล (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ศรีตรัง แอโกรอินดัสทรี จำกัด

โครงการ Sathorn Square

สูง 39 ชั้นสร้างเสร็จปี 2554 มีพื้นที่ให้เช่า 73,181 ตารางเมตร โดยกองทรัสต์ Golden Ventures REIT จะลงทุนในสิทธิการเช่าช่วงที่ดินและอาคารประมาณ 25 ปี (สิ้นสุดวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2583) ตำแหน่งที่ตั้งอยู่จุดตัดระหว่างถนนสาทรเหนือกับถนนนราธิวาสราชนครินทร์  ทำเลติดอันดับที่ดินราคาแพงสุดในประเทศไทยเช่นกันเพราะเป็นถนนสายการเงินมีสถาบันการเงินเรียงรายตลอดเส้นทาง มีทางเชื่อมต่อเข้าสู่อาคารจากรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียว สถานีช่องนนทรี แบบเท้าไม่ต้องสัมผัสพื้นดิน ทำให้อัตราการเช่าพื้นที่เฉลี่ยสูงมากถึง 90% (ข้อมูลปีพ.ศ. 2558 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกันยายน) ตัวอย่างบริษัทที่มาเช่าตั้งสำนักงานทั้งไทยและต่างชาติในหลากหลายธุรกิจ เช่น ธนาคาร มิซูโฮ จำกัด บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ฟอร์ด เซลล์ แอนด์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท อีซี่ บาย จำกัด (มหาชน)

ทำเลทั้งสองอาคารถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพ และการออกแบบอาคารดูโดดเด่นทันสมัยเป็นที่สุดเช่นกัน ทำให้ความต้องการเช่าอยู่ในระดับที่สูงอยู่ตลอดส่งผลดีต่ออัตราค่าเช่าด้วย ในด้านคู่แข่งนั้นโครงการอื่นจะพัฒนามาแข่งค่อนข้างยากเพราะที่ดินแถวนั้นแพงจริงๆครับ  ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่จะทำให้มั่นใจว่ารายได้จากค่าเช่าจะเข้ามาสม่ำเสมอในอัตราที่ดีมาจ่ายเป็นผลประโยชน์ตอบแทนแก่นักลงทุนครับ

ข้อมูลเบื้องต้นของกองทรัสต์ GVREIT ตามหนังสือชี้ชวนครับ หากสนใจก็ลองติดตามข้อมูลได้ที่ www.gvreit.com และ www.sec.or.th ข้อมูลเบื้องต้นตามหนังสือชี้ชวนมีดังนี้ครับ

ข้อมูลที่สำคัญของกองทรัสต์ GVREIT ตาม Fact Sheet  ในหนังสือชี้ชวนมีดังนี้ครับ

  • ผลประโยชน์ตอบแทนจะมาจากรายได้ค่าเช่าและค่าบริการของโครงการ
  • นโยบายจ่ายปันผลไม่เกิน 4 ครั้งต่อปี ในอัตราไม่น้อยกว่า 90 ของกำไรสุทธิหลังปรับปรุงแล้ว
  • ผู้จัดการกองทรัสต์จะยื่นขอจดทะเบียนหน่วยทรัสต์เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
  • มูลค่าทรัพย์สินที่กองทรัสต์เข้าลงทุนไม่เกิน 10,000 ล้านบาท
  • บริหารงานโดยบริษัท ยูนิเวนเจอร์ รีท แมเนจเม้นท์ จำกัด (บริษัทในเครือบมจ. ยูนิเวนเจอร์) ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์
  • ผู้ดูแลผลประโยชน์โดยบริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด ในฐานะทรัสตี
  • อัตราเงินจ่ายในปีแรกที่ผู้ลงทุนจะได้รับจากการลงทุนในกองทรัสต์ (กรณีที่กองทรัสต์เข้าลงทุนในทรัพย์สินหลักครั้งแรกที่ราคาสูงสุด 10,000 ล้านบาท) อยู่ที่ประมาณร้อยละ 8.5 (แบ่งเป็นประโยชน์ตอบแทนประมาณร้อยละ 8.0 และเงินลดทุนประมาณร้อยละ 0.5)
  • ข้อมูลทางการเงินและผลการดำเนินงานของธุรกิจ อัตราการใช้บริการพื้นที่ของแต่ละอาคารในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (ปี 2554 ถึงเดือนกันยายน 2558) เริ่มจากโครงการปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ เปิดดำเนินการเมื่อเดือนกันยายน 2554 อัตราการเช่าพื้นที่เฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นทุกปีจากร้&#xE

18 ข้อคิดสำหรับ “มนุษย์เงินเดือน” ที่ต้องการอิสรภาพทางการเงิน

บทความแรกในชีวิตที่ผมลองเขียนลง Pantip ในปี 2556 ปรากฏว่าติดกระทู้แนะนำทั้งห้องสินธรและสีลม เลยอยากนำมาให้แฟนเพจได้อ่านกันครับ อาชีพ “มนุษย์เงินเดือน” เป็นอาชีพของคนส่วนใหญ่ในประเทศมีรายได้มั่นคง แต่น้อยคนนักที่พบกับอิสรภาพทางการเงิน

ผมขอแชร์แนวคิดจากประสบการณ์ตรง โดยที่ผมวางเป้าหมายส่วนตัวอยากมีอิสรภาพทางการเงินอายุไม่เกิน 45 ปี และมีทรัพย์สินที่สร้างรายได้เพียงพอใช้ไปตลอดทั้งชีวิต

1. จงรู้จักออมเงินตั้งแต่อายุยังน้อย

เคล็ดลับอยู่ที่ควบคุมความอยากของตนเองโดยทยอยซื้อของชิ้นใหญ่ อย่าซื้อทีเดียวติดกัน เช่น โทรศัพท์มือถือ แพคเกจเที่ยว และรถยนต์ ให้เว้นช่วงห่างกันเป็นเดือนๆ เพราะความอยากของคนเราไม่มีที่สิ้นสุด ที่สำคัญควรซื้อของที่มีโอกาสได้ใช้จริง ของที่ไม่คิดจะใช้ก็อย่าไปซื้อ ผมตั้งเป้าอัตราการออม 30-70% ของรายได้ทั้งปี ตามรายได้ที่มากขึ้น

2. จงเก็บเงินโบนัสไว้ให้ดี

เพราะเป็นเงินก้อนที่เอาไปลงทุนได้ ผมให้รางวัลตัวเองในแต่ละปีไม่เกิน 30% ของเงินโบนัสที่เหลือเก็บเอาไปลงทุน ทำอย่างนี้ได้เพราะผมมีความสุขในการเก็บเงินมากกว่าใช้เงิน

3. จงเริ่มเก็บเงินล้านบาทแรกให้ได้แล้วล้านต่อไปจะง่ายขึ้น

ผมคิดว่าคำกล่าวนี้จริง เพราะพอเราเรียนรู้วิธีการบริหารเงินที่ถูกต้องจนมีล้านบาทแรกได้ การหาล้านต่อไปไม่ใช่เรื่องยาก ประกอบกับเรามีทุนล้านแรกเอาไปต่อยอดความมั่งคั่งได้อีกด้วย

4. จงเลือกทำงานที่ตนเองชอบและถนัดในธุรกิจที่มีอนาคต

การหาจุดยืนที่เหมาะสมช่วยทำให้เงินเดือนและตำแหน่งเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญควรเลือกทำงานกับเจ้านายฉลาดและส่งเสริมให้เราก้าวหน้า

5. จงใช้บัตรเครดิตเป็นเครื่องมือลดค่าใช้จ่าย

ควรใช้บัตรเครดิตซื้อของที่ต้องการซื้ออยู่แล้ว อย่าใช้จ่ายเกินตัว สาเหตุที่แนะนำจ่ายด้วยบัตรเครดิตเพราะได้ส่วนลด คะแนนสะสม และเงินคืนกลับมาดีกว่าการใช้เงินสด ผมใช้บัตรเครดิตหลายใบโดยชำระเต็มจำนวน และเลือกใช้บัตรที่ให้ส่วนลดสำหรับร้านค้านั้นๆมากที่สุด

6. จงคิดมาตรการลดค่าใช้จ่ายที่ทำได้ง่ายและเห็นผลจริง

ผมเคยทำสำเร็จมาแล้วโดยมาตรการแรก ทำเรื่องรีไฟแนนซ์บ้านเพื่อลดดอกเบี้ย มาตรการสอง เอารถไปติดแก๊สเพื่อลดค่าน้ำมัน มาตรการสาม เปลี่ยนเคเบิลเป็นแบบไม่มีค่ารายเดือน พบว่าช่วยประหยัดไปปีละแสนบาท

7. จงหาทางลดหย่อนภาษีให้ได้มากที่สุด

การลดภาษีช่วยเพิ่มเงินออมโดยตรง รายการลดหย่อนที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ ประกันชีวิต กองทุนรวม LTF/RMF ดอกเบี้ยบ้าน เครดิตภาษีหุ้นปันผล ผมจ่ายภาษีจริงน้อยกว่าครึ่งของภาษีที่คำนวณได้

8. จงเริ่มบันทึกการเติบโตของรายได้และทรัพย์สินทุกปี

การบันทึกช่วยให้เราเห็นจุดบกพร่องที่ควรปรับปรุงและใช้กำหนดแนวทางไปสู่เป้าหมาย ตัวชี้วัดที่สำคัญ ได้แก่ การเติบโตของรายได้ การเติบโตของทรัพย์สิน อัตราการออม และผลตอบแทนจากการลงทุน เพื่อเป็นแนวทางบรรลุอิสรภาพทางการเงิน

9. จงหัดออมเงินแบบอื่นนอกจากฝากเงินธนาคาร

การออมเงินทางเลือก ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ กองทุนรวมตราสารหนี้ และประกันชีวิต เป็นต้น อยากแนะนำให้ลองเพราะผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น ผมออมเงินไว้หลากหลายรูปแบบประมาณ 40% ของสินทรัพย์สุทธิ

10. จงหัดลงทุนเพื่อให้มีรายได้เสริม

อนาคตอาจกลายเป็นรายได้หลักอีกทาง เช่น ลงทุนในหุ้น กองทุนรวมตราสารทุน ทอง คอนโด และขายของออนไลน์ ก่อนลงทุนต้องศึกษาให้รู้จริงและดูว่ารับความเสี่ยงได้แค่ไหน ผมเคยลองมาหลายอย่างปัจจุบัน เน้นลงทุนกองทุนรวมกับคอนโดเป็นหลัก ลงทุนประมาณ 40% ของสินทรัพย์สุทธิ

11. จงเลือกทรัพย์สินที่มิใช่การลงทุนให้ดี

ได้แก่ บ้านและรถยนต์ที่เราใช้อยู่ เพราะไม่ได้เปลี่ยนกันบ่อยๆและถือว่าเป็นต้นทุนจมจนกว่าขายออกไป ผมเลือกบ้านในทำเลดี ราคาคุ้มค่า และไปทำงานสะดวก โดยไปเยี่ยมชมโครงการมาไม่น้อยกว่า 50 แห่งก่อนตัดสินใจซื้อ เลือกรถรุ่นที่เป็นที่นิยมของตลาด ราคาคุ้มค่า และไม่เสียบ่อย เพราะเราจะได้เอาเวลาไปทำอย่างอื่น เงินอยู่ในนี้ประมาณ 20% ของสินทรัพย์สุทธิ

12. จงเรียนรู้การลงทุนโดยใช้เงินคนอื่น

เช่น การกู้เงินซื้อคอนโด เพราะเราจะได้กำไรมากจากเงินลงทุนน้อย ผมลงทุนคอนโดย่านพระราม 9 ซื้อไว้เมื่อ 5 ปีก่อนราคา 1.8 ล้านบาทโดยใช้เงินตนเอง 2 แสนบาทที่เหลือกู้ธนาคารผ่อนจ่ายเดือนละ 1 หมื่นบาท ปล่อยเช่ามาตลอดได้เดือนละ 1.4 หมื่นบาท ราคาตลาดปัจจุบันที่ขายกันในเว็บไซต์ราคา 2.8 ล้านบาท ถ้าขายไปจะได้กำไรประมาณ 1 ล้านบาทเท่ากับ 400% จากเงินลงทุนจริง และได้กำไรจากส่วนต่างค่าเช่ากับยอดผ่อนอีกด้วย

13. จงรักษาเครดิตบูโรของตนเองให้ดี

สิ่งนี้มีผลต่อการทำธุรกรรมทางการเงินกับธนาคาร เช่น สมัครบัตรเครดิต กู้ซื้อบ้าน กู้ซื้อรถ ผมไม่เคยผิดนัดชำระทำให้การทำธุรกรรมกับธนาคารผ่านตลอด

14. จงระวังวิกฤติเศรษฐกิจ

เช่น วิกฤติต้มยำกุ้ง วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ทำให้คนรวยจนลงในพริบตา ความรู้เศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องสำคัญทำให้เข้าใจวงจรเศรษฐกิจที่มีทั้งเติบโตและตกต่ำสลับกันไปมาตลอด การสังเกตดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจต่างๆ ช่วยให้ลงทุนถูกจังหวะและความเสี่ยงไม่สูงจนเกินไป

15. จงเลือกนำเงินไปลงทุนเฉพาะเงินเย็น

การลงทุนต้องใช้เวลาและมีโอกาสขาดทุน หากขาดทุนจริงเราจะได้ไม่เดือดร้อน ผมกำหนดเงินสดขั้นต่ำที่เอาไว้ใช้จ่ายอย่างน้อย 12 เดือน ส่วนที่เหลือก็เอาไปลงทุนได้

16. จงศึกษาหาความรู้เรื่องการเงินอย่างสม่ำเสมอ

ความรู้หาได้จากหนังสือ เข้าอบรมสัมมนา เว็บไซต์ เว็บบอร์ด แฟนเพจ ยูทูบ แอพพลิเคชั่น และเพื่อนๆ ช่องทางเข้าถึงความรู้มีมากมายทำให้เรามีความรู้ลึกซึ้งมากขึ้น

17. จงเรียนรู้จากการลงทุนผิดพลาดในอดีต

ทุกคนที่เคยลงทุนต้องเคยขาดทุนเป็นเรื่องธรรมดา ผมเองเคยขาดทุนจากวอเรนต์เกือบแสน เคยติดหุ้นวงในมาเกือบสิบปีเพิ่งจะขายได้ ผมไม่เลิกลงทุนในหุ้นแต่จะเลิกเล่นหุ้นในแบบที่เคยเจ็บตัว

18. จงมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จ

เพราะความมุ่งมั่นจะเป็นแรงขับดันลึกลับที่จะพาเราไปถึงฝัน ผมทำข้อต่างๆที่กล่าวมาเป็นประจำจนเป็นนิสัย ซึ่งจะพาเราไปถึงฝันสักวันหนึ่ง การมีอิสรภาพทางการเงินคืออยากจะทำอะไรก็ได้ที่เราอยากทำอย่างแท้จริง โดยที่ยังมีรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอแม้ไม่ต้องทำงาน

อินเดีย อนาคตของเอเชีย

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม กัปตันแมนูไลฟ์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการลงทุนต่างประเทศกันอีกครั้งนะครับ จำได้ไหมว่า ก่อนหน้านี้เราได้พูดกันไปบ้างแล้วว่าประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียน่าลงทุนอย่างไร ? สำหรับวันนี้ผมจะมาเจาะจงเป็นรายประเทศกันต่อนะครับ เพื่อจะได้เห็นกันชัดเจนมากขึ้นว่ามีประเทศไหนกันบ้างที่มองกันว่าน่าจะเป็นอนาคตสำหรับการลงทุนของเอเชียในระยะถัดไปกันครับ

ท่านนักลงทุนทราบมั้ยครับว่า หลายปีก่อนหน้านี้มีประเทศๆ หนึ่งที่มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดหลังจากที่มีการเปิดประเทศให้นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้ามาทำธุรกิจภายในประเทศ โดยมีเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ไหลเข้าประเทศนั้นอย่างมหาศาล และปัจจุบันยังมีการขยายสาธารณูปโภค รวมถึงระบบโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาพของประเทศในวันนี้กับเมื่อ 10 ปีก่อนนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากทีเดียวครับ และถ้ายังนึกไม่ออกว่าประเทศนั้นคือประเทศอะไร ผมเฉลยให้ดีกว่าครับ…ประเทศที่ผมมองว่าเป็นอนาคตการลงทุนของเอเชียประเทศนั้นก็คือ…อินเดีย” นั่นเอง

นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลที่ทำให้ผมมองว่าอินเดียอาจจะไม่เป็นเพียงแค่อนาคตการลงทุนของเอเชียเท่านั้น แต่อาจจะไปได้ไกลถึงระดับโลก เนื่องมาจากว่า

Infographic Manulife อินเดีย อนาคตของเอเชีย-edit-01

 

1. อินเดียเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างประชากรที่แข็งแกร่ง

 

จากข้อมูลการสำรวจประชากรโลกโดย U.S. Census Bureau พบว่าประเทศอินเดียมีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก (ประมาณ 1,251.69 ล้านคน) รองจากประเทศจีน (1,367.48 ล้านคน) โดยโครงสร้างประชากรส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในช่วงวัยเด็กและวัยแรงงาน นอกจากนี้ อินเดียยังมีประชากรชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อค่อนข้างสูงซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต ทำให้อินเดียกลายเป็นประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนชาวต่างชาติได้เป็นอย่างมาก

Screen Shot 2558-12-22 at 15.26.27

คราวนี้เราลองมาพิจารณาตัวเลข GDP ของอินเดียกันบ้างนะครับ จะเห็นได้ว่าในปี 2014 นั้นประเทศอินเดียมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศอยู่ที่ 2,067 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งสูงเป็นอันดับ 3 ในเอเชีย และยังสูงเป็นอันดับ 10 ของโลก นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์กันต่ออีกว่าประเทศอินเดียจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกในปี 2028 ข้างหน้านี้  

Screen Shot 2558-12-22 at 15.27.32

Source: www.tradingeconomics.com

 

2. อินเดียได้มีการปฏิรูปทั้งโครงสร้างทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ

ปัจจุบัน รัฐบาลอินเดียมีการเร่งปฏิรูปทั้งด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ เช่น ปรับปรุงเส้นทางรถไฟในเมืองต่าง ๆ ระบบขนส่งมวลชน ขยายเครือข่ายโทรศัพท์ ไฟฟ้า ประปา ก่อสร้างท่าเรือ การทำถนน และสนามบินเพิ่มเติม ทั้งนี้ก็เพื่อรองรับการค้าและการลงทุนต่าง ๆ ที่กำลังขยายมากขึ้นในหลายเมืองของประเทศ ไม่เพียงแต่เฉพาะในเมืองหลวงเท่านั้น นอกจากการเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ในส่วนของการปฏิรูปเศรษฐกิจที่เห็นได้ชัดในรัฐบาลของนายนเรนทรา โมดี (นายกรัฐมนตรี) นั่นก็คือ “Make in India” ที่มีนโยบายส่งเสริมให้มีการลงทุนในภาคผลิตต่าง ๆ ของประเทศ (ปัจจุบันมี 25 กลุ่มอุตสาหกรรม) ซึ่งอินเดียนั้นต้องการเป็นศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญของโลกในอนาคตนั่นเอง

สำหรับอัตราเงินเฟ้อที่เคยเป็นปัญหาด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในอดีตของอินเดีย ปัจจุบันได้มีการควบคุมปัญหาเงินเฟ้อ โดยธนาคารกลางของอินเดียได้พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ย ประกอบกับราคาน้ำมันโลกได้ปรับตัวลดลงจึงส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของอินเดียในปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 5 จากที่เคยสูงถึงร้อยละ 11.16 ในช่วงปี 2013 ทางด้านเงินทุนสำรองระหว่างประเทศก็มีแนวโน้มแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดก็ปรับตัวดีขึ้นเช่นกันครับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้อินเดียสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

Screen Shot 2558-12-22 at 15.29.09

Source: www.tradingeconomics.com

Screen Shot 2558-12-22 at 15.30.07

 

3. หลายปีมานี้ ต่างชาติให้ความสนใจกับตลาดหุ้นอินเดียกันมากขึ้น

 

หลังจากที่อินเดียมีการปรับเปลี่ยนนโยบายในประเทศรวมถึงผ่อนปรนกฎระเบียบต่างๆ เกี่ยวกับการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) จึงทำให้ประเทศอินเดียในปัจจุบันกลายเป็นประเทศที่มีนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจเข้ามาลงทุนหรือทำธุรกิจกันเป็นอย่างมาก และจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐด้วยนโยบาย "Make in India" ตามที่ผมกล่าวถึงไปบ้างแล้วนั้น นอกจากจะส่งผลให้มีการจ้างงานเพิ่มมากขึ้นแล้วก็ยังทำให้มี Fund flow จากทั่วโลกไหลเข้าตลาดหุ้นอินเดียค่อนข้างมาก และถึงแม้ว่าตลาดอินเดียจะเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่มี P/E สูงเมื่อเทียบกับกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ด้วยกัน แต่ก็เป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่มีอัตราการโตของกำไรต่อหุ้นที่สูงมากๆ เช่นเดียวกันครับ

Screen Shot 2558-12-22 at 15.33.19

ดังนั้นถ้าเป็นระยะยาว หุ้นอินเดียยังถือว่ามีราคาไม่แพงและยังมีศักยภาพในการเติบโตและให้ผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะยาว นอกจากนี้ การมีนโยบายผ่อนคลายทางการเงินและการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงยังส่งผลดีต่อตลาดหุ้นอีกทางแล้วยังทำให้สัดส่วนการลงทุนในหุ้นของนักลงทุนในประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้นได้ถ้าเทียบกับปัจจุบันที่มีการลงทุนในตลาดหุ้นเพียงแค่ 3% ของสินทรัพย์ที่มีเท่านั้นเอง

เป็นอย่างไรบ้างครับ น่าจะพอได้ข้อมูลที่น่าสนใจไปไม่มากก็น้อยกันแล้วนะครับ อย่างไรก็ดี ผมคิดว่าประเทศอินเดียยังมีอีกหลายปัจจัยให้ศึกษากันต่อไป หลักสำคัญก็คือการพัฒนาประเทศและทรัพยากรมนุษย์ของเค้าครับ อย่างที่ทราบกันว่า อินเดียมีบุคลากรที่เก่งและมีความสามารถอยู่อีกมากมาย แต่ประเทศจะนำคนเหล่านี้พัฒนาไปได้ไกลขนาดไหนคงต้องรอดูกันต่อไปครับ

ส่วนความเสี่ยงหลักๆ ก็น่าจะเป็นเรื่องของความแข็งแรงทางการเงินระหว&#xE

ลงจากคานแบบ Fast Track (สำหรับคน 30++ โดยเฉพาะ)

คนโสดอายุ 30 พูดเบาๆ ก็เจ็บ…

 

ตอนนี้ประชากรคนโสดค่อนข้างเยอะมาก มีทั้งไม่อยากโสดและโสดแบบไม่ตั้งใจ บางคนคิดว่าถ้ามีไม่ดีก็ทำตัวสวย เริ่ด เชิดโสดอยู่บนคานฝั่งเพชรสบายใจกว่า ขณะที่บางคนอกหักเข็ดแล้วกับความรักจึงเลือกที่จะเป็นโสด หลากหลายสาเหตุของความโสด แต่เราเชื่ออย่างหนึ่งว่า ลึกๆแล้วแต่ละคนก็อยากมีเพื่อนคู่คิด เพื่อนคุยแก้เหงาแล้วก็พร้อมที่จะแก่ไปด้วยกัน ว่าแต่คนนั้นมันอยู่ส่วนไหนของโลก -_-!!

 

คนที่เราจะเล่าให้ฟังในบทความนี้ก็เป็นเพื่อนของเราที่เป็นสาวโสดอายุ 30++ ที่กระโดดลงจากคานซะงั้น เพื่อนงงไปตามๆกัน เราคิดว่าเรื่องของมันน่าจะสร้างกำลังให้กับใครหลายๆคนได้ มันขอร้องไม่อยากให้เปิดเผยชื่อจริง มันบอกเขิน แล้วปกติมันก็ไม่ค่อยเล่าเรื่องชีวิตส่วนตัวอะไรให้ใครฟัง เรื่องนี้มันก็คิดอยู่นานกว่าจะให้เอามาเขียนได้ ขอบคุณมากๆนะจ๊ะ ^^!

 

เริ่มเล่าเลยละกัน…

 

สาเหตุที่ผู้หญิงหน้าตาบ้านๆเป็นโสดมา 30 กว่าปี

 

  • ชีวิตของเพื่อนใช้เวลากับ 2 เรื่อง คือ เรื่องส่วนตัว 10% กับเรื่องงาน 90%
  • มันโคตรมีโลกส่วนตัวสูง อยากทำอะไรก็ทำ กิน เที่ยว ช้อปปิ้งคนเดียวเป็นเรื่องธรรมด๊า ธรรมดา
  • ฝีมือทำอาหารเข้าขั้นวิกฤต แค่ทำแล้วกินเองได้ก็เก่งล่ะ
  • ชาตินี้ไม่เคยมีแฟน แล้วไม่คิดจะมีเพราะกลัวว่าจะมาดึงเวลาส่วนตัวหายไป
  • นิสัยอินดี้มากๆ มันคิดว่าคงไม่มีใครเข้าใจ เลือกที่จะอยู่คนเดียวสบายใจกว่า

 

แต่แล้ววันหนึ่ง…..รู้ข่าวว่าเพื่อนกำลังจะแต่งงาน!!

 

อร๊ายยยย!! อะไร ยังไง ที่ไหน มาได้ไง ไม่เห็นรู้เรื่องมาก่อนเลย รีบไปเปิดดูหน้า Facebook ไม่เห็นอัพรูปไรเลยอ่ะ ต่อมเผือกเริ่มทำงาน จะรอช้าไม่ได้ละ แบบนี้ก็ต้องถามให้รู้เรื่อง อยากจะรู้ว่ามัน ทำยังไงถึงกระโดดลงคานได้สำเร็จ

 

“นี่แก ทำไมไม่เห็นลงรูปแฟนใน Facebook บ้างเลยอ่ะ มีแฟนจริงปะเนี่ย” เราถาม

 

“เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องของคนสองคน ไม่ต้องประกาศให้โลกรู้ก็ได้มั้ง อายุขนาดนี้แล้วให้พ่อแม่รับรู้ทั้งสองฝ่ายก็น่าพอละ”  เพื่อนตอบกลับมาเบาๆ แต่เราก็แอบเจ็บลึก

 

เออจริง แล้วเราจะไปยุ่งเรื่องของเขาทำไมฟะ มันเป็นเรื่องของคนสองคน แต่เราก็อยากรู้อยู่ดี 5555 มันทำยังไง มันคิดยังไงถึงตัดสินใจมีแฟน แล้วจะแต่งงานอีกด้วย ไหนบอกว่าอยากอยู่คนเดียวไง เราคิดว่าคนอื่นก็อยากจะรู้ด้วยก็เลยเอามาเรียบเรียงเขียนเป็นบทความซะเลย #หากินกับคนใกล้ตัว

 

จากการให้ปากคำ เราก็สรุปออกมาได้ 3 เรื่อง

 

เรื่องที่ 1 ให้โอกาสตัวเอง

 

ชีวิตเรามีแค่ครั้งเดียว ควรเจอให้ครบทุกรสชาติ

 

ถ้ามีคนดีๆผ่านเข้ามาก็น่าจะให้โอกาสตัวเองดูสักครั้ง แม้ว่าอาจจะผิดพลาดไม่เป็นอย่างที่คิด แต่มันก็คือ ชีวิต ที่เกิดมาแล้วน่าจะได้ลองใช้ให้ครบทุกรูปแบบ มันเล่าให้ฟังว่ารู้จักกับพี่คนหนึ่งโสดอายุ 40 กว่าๆ มีฐานนะดี แต่เป็นคนช่างเลือกเลยไม่ได้แต่งงานสักที เมื่อก่อนท่องเที่ยวบ่อยมาก เพื่อนฝูงเยอะแยะ

 

แต่ตอนนี้เขาต้องเที่ยวคนเดียวเพราะคนอื่นๆติดภาระกิจเลี้ยงลูก ฟังจบแล้วโคตรเหงาเลย มันบอกว่าไม่อยากเป็นเหมือนพี่คนนั้น เพราะต่อไปเพื่อนคนอื่นๆในกลุ่มก็ต้องแต่งงาน ต้องมีเวลาให้ครอบครัว ทำให้มีเวลากับเพื่อนลดลง #ใช้แอพหาคู่พอจะมีโอกาสเจอบ้างไหมอ่ะ

 

เรื่องที่ 2 เป็นตัวของตัวเอง

 

ไม่ต้องแต่งหน้า บ้าได้เต็มที่ มีอะไรก็พูดกันตรงๆ

 

เราเป็นคนอย่างไรก็แสดงตัวตนออกมา เอาให้เต็มที่ โดยเฉพาะด้านมืด ฉุนเฉียว เจ้าอารมณ์ ถ้าท้้งสองคนเข้าใจและรับได้กับเรื่องแย่ๆ สิ่งเลวร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตน่าจะผ่านไปได้ไม่ยาก บางคนกลัวอีกฝั่งรับนิสัยตนเองไม่ได้ มานั่งแอ๊บสายแบ้ว เหมือนคนอายุ 20 กว่าๆ จะทำอะไรก็ต้องดูเป๊ะตลอดเวลา แต่งหน้าจัดเต็ม (แต่ล้างเครื่องสำอางมาแทบจำไม่ได้)  คบหาดูใจกันไปเรื่อยๆสัก 4 – 5 ปีค่อยแต่งงาน มันช้าไปล่ะ!!

 

อายุขนาดนี้แล้วมันต้องเรียนรู้กันอย่างรวดเร็ว ใช่คือใช่ ถ้าไม่ใช่ก็ได้แค่เพื่อน หากเกินอายุ 35 ปี มดลูกหมดอายุมีลูกลำบากนะจ๊ะ คนอายุ 30++ เป็นผู้ใหญ่ทั้งคู่แล้ว มีอะไรก็พูดกันตรงๆ จะได้เข้าใจง่าย ปล่อยเป็นอิสระบ้างเพราะแต่ละคนก็อยากมีเวลาส่วนตัว ไม่ใช่นักโทษที่ต้องมาควบคุมกัน 24 ชั่วโมง   

 

เรื่องสุดท้ายสำคัญมาก เพราะเป็นจุดพีคที่ทำให้มันมีแฟนนนนนน

 

เรื่องที่ 3 การจดบัญชีรายจ่าย

 

รู้จักการบริหารจัดการเงิน

 

เพื่อนเราเป็นคนชอบจด ชอบเขียนบันทึกต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องเงินมันเข้มงวดมากๆ มันจดรายรับรายจ่ายละเอียดยิบ มีครั้งนึงที่จัดกลุ่มไปเที่ยวกับแฟน มันต้องมีเงินกองกลางเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆทั้งค่ากิน ค่าเดินทาง เมื่อทุกคนวางเงินแล้ว เพื่อนเราเป็นคนเก็บเงินและเพื่อความโปร่งใส มันก็จดรายจ่ายว่าใช้เงินไปกับอะไรบ้าง ถ้าเงินหมดจะต้องเติมเงินกองกลางเท่าไหร่ หากมีคนสงสัยเกี่ยวกับการใช้จ่ายก็มาดูรายการจ่ายที่จดไว้ได้

 

เพื่อนมันจดเป็นเรื่องปกติ แต่มันเป็นจุดเล็กๆจุดหนึ่งที่ทำให้แฟนประทับใจ เพราะมองว่าสามารถช่วยดูแลเรื่องการเงินในครอบครัวได้ มันคิดว่าหลังแต่งงาน ถ้าแฟนให้ดูแลเงินให้จริงๆก็คงทำแบบนี้แหละ จดรายการทุกอย่างเพื่อให้เข้าใจและตรวจสอบได้

 

สุดท้ายนี้ …. เราไม่รู้ว่าอนาคตเพื่อนของเราจะมีชีวิตครอบครัวเป็นอย่างไร เพราะพรหมลิขิตทำให้สองคนพบกัน แต่จะไปกันได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ขึ้นอยู่กับการดูแลซึ่งกันและกันมากกว่า แต่อย่างน้อยเรื่องนี้น่าจะสร้างกำลังใจให้กับคนโสดได้มากๆนะคะ ทำตัวเองให้ดี แล้วสิ่งดีๆจะเข้ามาเองค่ะ

 

ข้อคิดจากเรื่องนี้ : ผู้หญิงยุคใหม่ควรฉลาดใช้เงิน

 

นอกจากรู้ว่ามีสินค้าตรงไหนลดราคาแล้วก็ยังต้องใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าอีกด้วย ไม่ใช่บ้าพลังช้อปปิ้งแบบไม่คิดชีวิตอีกต่อไป ปัจจุบันนี้ต้องยอมรับเลยว่าเรื่องบริหารเงินในครอบครัวนั้นสำคัญมากๆ หลายครั้งที่ การบอกเลิกนั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากเรื่องของเงิน

 

บางครั้งฝ่ายหนึ่งเป็นผู้หาแทบตาย แต่อีกฝ่ายก็&#x

4 ขั้นตอนวางแผน “ตัด” ภาษี ที่ทุกคนต้องทำก่อนสิ้นปี

สวัสดีครับ พบกับ @TAXBugnoms กันอีกครั้งครับ อย่าแปลกใจที่ช่วงนี้เขียนแต่บทความภาษีรัวๆ เนื่องจากเข้าใกล้สิ้นปีแล้วครับ เราก็ต้องวางแผนภาษีกันอย่างถูกต้องสักหน่อย กับบทความล่าสุดตอนนี้ 4 ขั้นตอนวางแผนตัดภาษีที่ทุกคนต้องทำก่อนสิ้นปี นั่นเองงงงง (โปรดอ่านแบบใส่ฟิลลิ่งด้วยนะครับ แฮร่)

โดยคำถามที่ได้รับในช่วงนี้มักจะถามกันมาว่า ซื้อกองทุนไหนดี ซื้อนู่นนั่นนี่ เพื่อประหยัดภาษีดีไหม แต่อย่างที่ผมเคยย้ำไปในหลายๆบทความครับว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการประหยัดภาษี คือ การเลือกจุดประสงค์ในการลงทุนของเราให้ถูกต้องเสียก่อนว่าเราต้องการอะไรเป็นลำดับแรก และค่อยนำไปใช้ลดหย่อนภาษีเป็นลำดับรองลงมา

ดังนั้น.. บทความในตอนนี้เลยเป็นการทบทวนกันอีกทีในช่วงโค้งสุดท้ายแบบท้ายสุด ว่าเราควรจะวางแผนเพื่อ “ตัด” ภาษีที่เราต้องจ่ายกันอย่างไร โดยเน้นไปที่หลักการคิดที่ถูกต้องกันเสียก่อนครับ เอาล่ะ เรามาดูกันเลยคร้าบ

1. คำนวณภาษีให้ถูกต้องก่อน

ถึงแม้ว่าไม่อยากจะบอก แต่ก็คงต้องบอกกันครับว่า ปัญหาแรกที่เกิดขึ้นนั้น คือการที่เราทุกคนคำนวณภาษีตัวเองไม่เป็น หรือคำนวณไม่ถูกต้อง ดังนั้นสิ่งแรกที่เราต้องรู้คือวิธีการคำนวณภาษีที่ถูกต้อง (อ่านได้ในซีรีย์ ภาษีง๊ายยง่ายย ทั้ง 3 ตอนนะครับ) หลังจากนั้นลองไล่เรียงรายการแต่ละรายการออกมาดังนี้ครับ

1. เงินได้ทั้งปี ของเรามีจำนวนเท่าไร ลองแยกรายการออกดูเป็นทีละตัวเลยครับว่า เรามีเงินได้ที่ต้องเสียภาษี เงินได้ที่ยกเว้นภาษี และเงินได้ที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษี แบบไหนยังไงบ้าง

2. เงินได้แต่ละประเภทของเรานั้น หักค่าใช้จ่ายได้เท่าไร หลังจากนั้นแยกออกตามประเภทเงินได้ทั้ง 8 ประเภทเพื่อดูว่าเราสามารถหักค่าใช้จ่ายได้เท่าไร โดยแยกออกเป็น ค่าใช้จ่ายแบบเหมา เปรียบเทียบกับ ค่าใช้จ่ายตามจริง ที่มีเอกสารหลักฐานครบถ้วน แล้วเลือกตามความสะดวกได้เลยคร้าบ

3. เรามีค่าลดหย่อนอะไรบ้างที่ใช้ลดหย่อนได้บ้าง โดยเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ สามารถสำรวจรายการค่าลดหย่อนทั้งหมดได้จากบทความ 14 รายการลดหย่อนภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือน ครับ

เมื่อคำนวณทั้ง 3 ขั้นตอนออกมา เราจะรู้ว่าสุดท้ายแล้ว “เงินได้สุทธิ” ของเรานั้นอยู่ในฐานที่ต้องเสียภาษีฐานไหน สมมุติว่าคำนวณออกมาทุกอย่างแล้ว เงินได้สุทธิของเราออกมาที่ 500,000 บาท ซึ่งแปลว่ายอดภาษีที่เราต้องเสียก็คือ 27,500 บาท

2. วางแผนลดหย่อนจากฐานภาษีที่เสีย

หลังจากที่รู้ว่า เงินได้สุทธิของตัวเองอยู่ในฐานภาษีไหนตามอัตราภาษีเงินได้แล้ว เรามาวางแผนกันต่อเพื่อที่จะลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมได้อย่างถูกต้องตามความต้องการของเราครับ โดยผมแนะนำให้คำนึงถึง 2 ประเด็นนี้ก่อนครับ

สภาพคล่องของเรา

เนื่องจากเงินได้สุทธิในการคำนวณภาษีของเรานั้น ไม่ใช่เงินได้ของเราจริงๆ ดังนั้นเราต้องตรวจสอบเงินคงเหลือของเราก่อนว่า เรามีเงินและความสามารถเพียงพอในการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมเท่าไร โดยที่ไม่ต้องลำบากชีวิต เพราะการลดหย่อนภาษีบางราย อย่างเช่น RMF หรือ ประกันชีวิตนั้น ต้องมีการซื้อติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี ดังนั้นต้องสำรวจสภาพคล่องและความพร้อมของเราในการลดภาษีด้วยครับ

ความต้องการและจุดประสงค์

อย่างที่เน้นย้ำแต่แรกครับว่า ให้ดูจุดประสงค์แต่ละตัวเป็นหลักมากกว่าความต้องการในการลดหย่อนภาษี ดังนั้นเราต้องตอบคำถามตัวเองให้ดีก่อนครับว่า เราต้องการอะไรบ้างในการลงทุนหรือออมเงินของเราครับ

เมื่อคิดได้แล้ว ทางเลือกในการพิจารณาของเราเมื่อดูจากอัตราภาษีที่ต้องเสีย มักจะใช้วิธีเลือกอยู่ 2 ทาง คือ การ เลือกลดภาษีฐานสูงสุด และ การ เลือกลดภาษีในจำนวนมากที่สุด

โดยการเลือกลดภาษีฐานสูงสุดนั้น เพื่อประหยัดภาษีในฐานสูงสุดที่เราต้องเสีย อย่างเช่นจากตัวอย่าง ฐานสูงสุดที่เราต้องเสียคือ 10% นั่นคือทุกๆ 1 บาทที่เราลงทุนลดหย่อนภาษีไปนั้นจะประหยัดภาษีได้ทันที 0.10 บาท ถ้าเลือกวิธีนี้ก็คือการขยับฐานให้ตัวเองเสียน้อยลงก็เพียงพอแล้ว เช่นลดจาก 10% ให้เหลือ 5%

ส่วนการ เลือกลดภาษีจำนวนมากที่สุด นั้น คือการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเพื่อประหยัดภาษีให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่สนใจเรื่องของการขยับฐานภาษีลงเท่าไรครับ

โดยปกติแล้วการซื้อควรจะซื้อให้ครบฐานที่สูงสุดก่อนเพื่อประหยัดภาษีตามข้อ 1 แล้วค่อยดูว่าสามารถประหยัดภาษีได้มากกว่านั้นหรือไม่ ถ้าเงินเหลือและคิดว่าไหวก็จัดไปเลยคร้าบ

3. ทบทวนการคำนวณใหม่

เมื่อเรียบร้อยแล้วลองคำนวณซ้ำอีกทีหนึ่งครับ ว่าเป็นไปตามผลที่เราต้องการในการประหยัดภาษีหรือเปล่า ในขั้นตอนนี้คือการทบทวนคิดคำนวณอีกครั้งว่า มีจุดไหนขาดตกบกพร่อง หรือลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเติมอีกไหม ถ้ามีเพิ่มก็จัดไปเรื่อยๆ หรือถ้ามันตึงไปกับความสามารถของเราก็ลดลงได้เช่นเดียวกันครับ

4. นำเงินภาษีที่ประหยัดได้ไปลงทุน

สุดท้าย เมื่อประหยัดภาษีได้แล้ว สิ่งที่เราต้องทำต่อมา คือ การนำเงินไปเพิ่มเติมให้ชีวิตงอกเงยครับ เช่น นำไปเก็บออม หรือลงทุนต่อเลยก็ยิ่งดี เพราะเรารู้แล้วด้วยว่าเงินที่เราประหยัดได้ในปีนี้นั้นเป็นเท่าไร อย่าคิดแต่เพียงว่าจะประหยัดภาษีอย่างเดียวครับ แต่ให้เพิ่มเติมที่การออมหรือลงทุนต่อไปด้วย เพราะจุดมุ่งหมายของชีวิตของเรานั้น คือ การประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งคงไม่มีประโยชน์แน่ๆครับ ถ้าหากเราประหยัดภาษีได้ แต่นำเงินไปใช้จ่ายต่อไปในเรื่องที่ไม่จำเป็นกับชีวิตเรา จริงไหมล่ะครับ

บทความนี้เป็นบทความที่เขียนขึ้นเพื่อให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ทบทวนขั้นตอนในการวางแผนภาษีสำหรับทุกๆคนที่มีรายได้และต้องเสียภาษีอีกครั้งหนึ่งครับ

มีกิ๊กทีเดียว เสี๋ยวไปหลายเด้ง (แชร์จากประสบการณ์จริง)

พอดีได้มีโอกาสคุยกับน้องชายผู้น่ารักคนหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องชีวิตการทำงานและการเงินของเขา ซึ่งอยู่ๆเขาก็เปิดเผยความลับเกี่ยวกับชีวิตที่น่าสนใจมากๆใน เรื่องปัญหาทางการเงิน วิธีจัดการแก้ปัญหา และผมก็ได้รับอนุญาตเอาเรื่องของเขามีเขียนเป็นวิทยาทาน (โดยไม่บอกว่าเป็นใคร ฮาๆ เพราะเป็นคนดังในวงการอยู่แล้ว กลัวดังเข้าไปใหญ่)

เรื่องมันมีอยู่ว่าคือคนนี้เขาหล่อไง คือหล่อมาก คนหล่อๆนี่ก็ไม่รู้เป็นยังไงที่ต้องมีประเด็นเรื่องผู้หญิงกันประจำ ปกติก็มีแฟนอยู่แล้วแต่ก็ไปพบรักกับผู้หญิงอีกคนนึง แล้วเวลาที่ผู้ชายหลงผู้หญิงก็สามารถแปลงร่างเป็น “ป๋า” ก็ได้เสมอแม้จะไม่ได้มีเงินมากก็ตาม

ในช่วงเวลาที่มีความสุขนั้นเห็นว่ามีรายได้ต่อเดือน เดือนละ 30,000 บาท ต้องจ่ายค่าหอ ค่าใช้จ่ายส่วนตัวและก็พอจะมีเงินเก็บอยู่ระดับนึง แต่เรื่องมันไม่จบแค่นั้นก็เพราะเมื่อเขามีกิ๊กขึ้นมา ค่าใช้จ่ายในการบริหารความรักก็เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า แล้วก็ป๋าไง! ป๋าเปย์เอง ป๋าเป็นมิสเตอร์ไทยเปย์ นั่นก็คือทำให้เงินใช้จ่ายเริ่มไม่เพียงพอ

แต่เรื่องมันยังไม่จบเพราะบังเอิ๊ญว่ากิ๊กเนี่ย ค่อนข้างมีปัญหาทางด้านการเงินด้วยเหมือนกัน ก็จะมีการทยอยหยิบยืมเงิน ทีละ 5,000 – 10,000 – 20,000 ฯลฯ แล้วก็รวมจำนวนเงินที่ยืมไปเบ็ดเสร็จที่ประมาณ 200,000 บาท แล้วก็อย่าถามเลยว่าเขาคืนเงินไหม? แหมมมม เวลาเพื่อนยืมเงินเยอะๆเคยได้คืนกันซักกี่คน เพราะฉะนั้นแล้วก็ต้องรับผิดชอบด้วยตัวของเขาเอง (ใครที่เพื่อนคืนเงินนี่สวรรค์ล้านแปดเลยจริงๆ)

เมื่อเป็นหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล

ประเด็นที่น่าสนใจมันอยู่ที่ว่า 200,000 บาท นั้นเป็น สินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งเราสามารถไปทำบัตรเหล่านี้ได้ง่ายๆ เพียงแค่เอาหลักฐานไปสมัคร พอเราได้บัตร Member มา อยากมีเงินใช้เมื่อไหร่ก็โทรสั่งได้แล้วเขาจะโอนเงินเข้าบัญชีเราโดยอัตโนมัติ ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ 28% ต่อปี (แม่เจ้า)สามารถจ่ายขั้นต่ำได้ด้วยนะ 

เมื่อเรายืมเงินกู้ลักษณะนี้แล้วดอกเบี้ยจะงอกขึ้นเรื่อยๆหากเราไม่สามารถชำระเงินภายในเวลาที่กำหนดหรือจ่ายเพียงขั้นต่ำ มีการคิดดอกเบี้ยเป็นรายวัน ยิ่งเลทขึ้นเรื่อยๆก็ยิ่งถูกดอกเบี้ยที่งอกกินหัวเข้าไปจนเอาไม่อยู่ ซึ่งน้องเขาก็โดนดอกเบี้ยไปเกือบ 100,000 บาท เมื่อคำนวณ Excel แล้วการจ่ายขั้นต่ำไปเรื่อยๆนั้นไม่สามารถทำให้เราชำระหนี้ได้ดันดอกเบี้ยงอกได้แน่นอน และอย่าลืมว่านอกจากดอกเบี้ยแล้วยังมีดอกจันทร์และข้อความตัวเล็กๆใต้โบรชัวร์ที่น่ากลัวกว่าดอกเบี้ยอีก ที่เขาจะแจ้งให้ทราบว่าจะมีค่าปรับ ค่าธรรมเนียมอะไรแฝงที่เราไม่ทราบอีก

ถ้าถามว่าตอนนั้นเป็นอย่างไร เขาก็บอกว่าก็ค่อนข้างมึดแปดด้านเพราะเอาเงินเดือนจากการทำงานมาทยอยชำระดอกเบี้ยแล้วมันไม่หมดและพร้อมจะงอกขึ้นมาอีก เหมือนเวลาเราพยายามเอาอะไรซักอย่างอุดรูที่น้ำทะลัก พออุดได้แปปนึงน้ำก็ทะลักเพิ่มมาอีก

วิธีการแก้ปัญหา

ประเด็นนี้น่าสนใจมากที่เป็นหนี้หลักแสนแถมยังมีดอกเบี้ยมากขึ้นเรื่อยๆอีก เขาก็บอกผมว่ามันเป็นช่วงที่ต้องตัดสินใจ ก็เลยเริ่มต้นคุยกับแฟนว่า “ฉันผิดไปแล้ววว ยกโทษให้ฉันด้วยจะไม่ทำผิดอีก” เพราะถ้าแฟนจับได้เองว่ามีกิ๊กแล้วมีหนี้สินเยอะแยะตามมาขนาดนี้คงจะโดนยำเละอย่างแน่นอน แล้วก็ช่วยกันทางเคลียร์หนี้ก้อนนี้

วิธีการที่เขาใช้ก็คือการเดินไปที่ธนาคารแล้วเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ฟัง ซึ่งธนาคารก็เสนอหนทางที่เป็นทางเลือกอันหนึ่งคือการ Refinance หรือ กู้เงินไปโปะอีกเงินกู้เก่าแล้วเปลี่ยนเป็นกู้กับธนาคารแทน แต่ความแตกต่างก็คือธนาคารได้ให้สินเชื่อแบบคงที่ คล้ายๆการผ่อนรถยนต์ (คิดดอกเบี้ยทีเดียว ดอกเบี้ยไม่งอก แต่ต้องจ่ายให้ตรง ยอมจ่ายแพงแต่จบจริง) และทำแผนกับธนาคารว่าจะผ่อนชำระอย่างไรให้หมด

สิ่งที่ทำก็คือต้องสร้างวินัยทางการเงินให้มากขึ้นแล้ว โดยการบริหารรายรับรายจ่ายให้ดี มีการกันสำรอง เงินออมออกมาเพื่อการใข้หนี้และบริหารจัดการให้หมดไปเรื่อยๆ ก็เห็นว่าใกล้จะใช้หนี้หมดแล้วน่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง ระยะเวลาแห่งความเป็นความตายของลูกผู้ชายคนนี้ประมาณ 2 ปีครึ่งกับการเป็นหนี้และทยอยใช้หนี้

บทเรียนที่ได้รับครั้งนี้

ก็เป็นเรื่องที่น่าขำอยู่เหมือนกันนะครับที่พอเป็นหนี้แล้วเขาก็เลยไม่ต้องไปศึกษาธุรกิจปล่อยเงินกู้ว่าเป็นอย่างไรเลย เอากำไรมาจากไหน พี่แกรู้ด้วยตัวเองเลยว่าบริษัทพวกนี้มีกำไรยังไง ทีนี้จะซื้อหุ้นเพราะการเติบโต หรือ ไม่ซื้อเพราะไม่ชอบธุรกิจที่ทำให้เราและคนอื่นเกิดความยากลำบากทางการเงินแล้ว อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ตัดสินใจของแต่ละคนละครับ จากคนที่ไม่รู้เรื่องเงินกู้เลยตอนนี้รู้เยอะมากเพราะติดหนี้มาแล้ว

สินเชื่อส่วนบุคคลนั้นจริงๆแล้วอาจจะเหมาะสมกับการใช้เงินระยะสั้นๆนะครับ รีบใช้รีบคืน แต่ถ้าจะต้องเป็นหนี้ระยะยาว สินค้าทางการเงินพวกนี้จะอันตรายต่อสถานะทางการเงินของเรามากๆ แนะนำว่าพิจารณาใช้อย่างอื่นหรืออย่าไปเป็นหนี้เลย มีเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้นและเก็บเงินจากเงินออมเพื่อต่อยอดการลงทุนกันดีกว่า

เอาหล่ะก็หวังว่าบทความนี้จะทำให้หลายๆคนรู้จักความน่ากลัวของดอกเบี้ยเงินกู้มากขึ้น หากเรามีวินัยทางการเงินที่ดี ผมว่าเราจะไม่เจอปัญหาที่น่าปวดหัวนะครับ ส่วนใครกำลังมีหนี้สินอยู่เยอะ ลองปรึกษาทางออกกับทางธนาคารดูก็ไม่เสียหายอะไรนะครับ เผื่อมีทางเลือกที่ดีขึ้นมาก็ได้

ใช้ทุนการศึกษาง่ายๆ สไตล์ DCA

ทุนการศึกษาเป็นสิ่งที่สร้างโอกาสให้กับหลายๆคนมากเลยนะครับ เพราะหลายคนที่บ้านมีภาระทางการเงิน เมื่อจบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก็ไม่สามารถเรียนต่อได้ ต้องมาช่วยงานที่บ้านทำมาหากิน แต่รัฐบาลเขาก็ให้โอกาสในด้านการศึกษาภายใต้ “กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)” นะครับ

แน่นอนว่าวัตถุประสงค์ในการกู้เงินก็เพื่อเอาไปใช้เรียนต่อ ไม่ใช่ไปซื้อ มือถือใหม่ เสื้อผ้า กินเหล้า หรือเครื่องสำอางค์นะครับ อิอิ รู้นะ มีหลายคนแอบทำ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อเรากู้มาแล้วเราก็ต้องใช้เงินคืนนะครับ เพราะถือเป็นหนี้สินของเราที่จะต้องใช้ ไม่ใช่เงินให้เปล่าที่เรียนจบแล้วจบเลย

ผลเสียของการไม่ใช้ทุน

1. สร้างภาระและผลเสียต่อคนอื่น

แน่นอนว่าเงินทุนนี้มาจากกองทุน ซึ่งเมื่อเรายืมมาแล้วแต่ไม่ใช้คืน ก็จะทำให้น้องๆในรุ่นต่อๆไปที่ต้องการเรียนแต่ขาดเงินทุน มีโอกาสกู้เงินได้น้อยลงเพราะจำนวนเงินมันน้อยลง ลองคิดดูสิครับว่าน่าสงสารแค่ไหน นอกจากนี้แล้วในการกู้ยืมแต่ละครั้งจะต้องมีผู้ค้ำประกัน หากทางหน่วยงานกองทุนเก็บเงินจากเราไม่ได้ แล้วเกิดการเอาจริงเอาจังในการติดตามหนี้สิน ผู้ปกครองหรือผู้ค้ำประกันเราอาจจะต้องชดใช้คืนแทน 

2. กลายเป็นภาระของเราในอนาคต

เนื่องจากการถูกบันทึกข้อมูลว่าเราเป็นหนี้นั้นถือเป็นสถานะที่ไม่ค่อยดีนัก หากเราไปกู้ยืมเงินในอนาคตเช่น กู้ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ แล้วทางผู้ให้กู้ยืมมีการเช็คสถานะหนี้สินของเราแล้ว เขาอาจจะเกิดความกังวลว่าเรามีความเสี่ยงที่จะไม่คืนเงินก็เป็นได้ และหนี้สินนั้นเองก็มีดอกเบี้ยและทำให้เราต้องจ่ายมากขึ้นในอนาคตได้หากเราผิดนัดชำระตามข้อตกลง

วิธีการวางแผนชำระหนี้การศึกษา

ปกติแล้วเมื่อเราเรียนจบเขาจะให้เราเริ่มใช้หนี้การศึกษาหลังจากเรียนจบ 2 ปี โดยเขาจะให้ตารางมาพร้อมแจ้งว่าให้ชำระภายในวันที่ 5 กรกฎาคม ของทุกปี เป็นเวลา 15 ปี ดังตัวอย่างแบบนี้

ตารางตัวอย่างอาจจะเล็กไปนิด แต่เดี๋ยวผมมีให้ดูเพิ่มข้างล่างครับ แฮร่ๆ

สังเกตดีๆว่าเราจะคิดต้นคิดดอกและจำนวนเงินกู้ในแต่ละปีมาให้เลยเป็นขั้นบันได เริ่มจากจำนวนน้อยๆในช่วงแรก จนปีหลังๆจะจ่ายแพงขึ้น หลายๆคนอาจจะสงสัยว่า ปีหลังๆจะจ่ายคืนได้อย่างไร! ผมมองว่า ทางรัฐบาลเขาก็คงคาดหวังว่าเมื่อเราทำงานเติบโตขึ้นรายได้ก็จะสูงขึ้น เชื่อว่าเราอาจจะเริ่มต้นการทำงานที่เงินเดือน 15,000 บาท แต่ผ่านไป 15 ปี เงินเดือนอาจจะกลายเป็น 5-6 หมื่นบาทแล้วก็ได้

ลองใช้การชำระหนี้สไตล์ DCA ดูไหม?

แฟนๆในเพจผมคงทราบดีอยู่แล้วว่า DCA เป็นวิธีการซื้อหุ้นแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน เรานำหลักการเดียวกันมาใช้ในการชำระหนี้ กยศ ได้เช่นกันครับ ด้วยการทยอยเก็บเงินรายเดือนแต่นำไปชำระหนี้ตามเป้าหมายที่เรากำหนด พูดง่ายๆก็คือ เอาเทคนิคการออมเพื่อการลงทุนมาเปลี่ยน การออมเพื่อการชำระหนี้อย่างมีเป้าหมาย มาดูแต่ละขั้นตอนกันนะครับ

ขั้นที่ 1 ตั้งเป้าการใช้หนี้ในแต่ละปี

เป็นหนี้การศึกษา อย่าหนีทุนนะครับ มาเริ่มกันเลยสมมติว่าเราจบมาเงินเดือน 15,000 บาทและมีรายจ่ายหนี้สินในแต่ละปีตามกำหนด ถ้าหารเฉลี่ยออกมาในแต่ละปีเทียบกับเงินเดือนจะเป็นจำนวนที่ไม่ได้เยอะเลยนะครับ อย่างปีแรกๆเขาจะให้เราชำระ เช่นตามตัวอย่างตารางข้างบนคือ 2,836.50

ลองเอา 2,836.50 มาหาร 12 เดือน จะได้ 236.38 บาทต่อเดือน

เงินเดือน 15,000 ในปีแรกเก็บเดือนละ 236.38 คิดเป็น 1.58% ของเงินเดือนเท่านั้นเอง

มาดูตารางนี้กันนะครับ ผมสมมติว่าถ้าเราเงินเดือนเริ่มต้นที่ 15,000 บาท และเงินเดือนขึ้นเรื่อยๆปีละ 5% (ซึ่งผมว่าทุกคนน่าจะมีเงินเดือนขึ้นมากกว่านี้นะ) แล้วเทียบดูว่า ในแต่ละปีเราจะต้องเก็บเงินให้ได้เดือนละเท่าไหร่ ทั้งนี้ผมได้คิดออกมาว่าเงินที่ต้องเก็บคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นของเงินเดือนออกมา

จะเห็นได้ว่าสูงสุดที่เราต้องเก็บต่อเดือนนั้นไม่เกิน 7% เท่านั้นเอง ซึ่งถ้าคิดเป็นจำนวนเงิน 29,689.97 แล้วเก็บแค่ 2,069.04 บาทต่อเดือนนั้น เรายังมีเงินใช้จ่ายอีกตั้ง 27,000 กว่าบาทแหนะ (แต่ค่าใช้จ่ายอื่นๆลองไปหักดูนะครับ สูงสุดยังถูกกว่าค่าใช้โทรศัพท์หรือทานบุฟเฟต์ของกลายๆคนเลย)

สรุปตั้งเป้าใช้หนี้ด้วยการเก็บเงินเดือนละ 10% เพื่อใช้คืนทุนยังไงก็ใช้หมดชัวร์!

ขั้นที่ 2 ตั้งเป้าการใช้หนี้ให้หมดเร็วขึ้น

หากเรามองว่าเราทำงานแล้วมีเงินเดือนเพิ่มขึ้นมากกว่า 5% มีโบนัสต่างๆ เราสามารถเก็บเงินได้มากขึ้น บางทีทางกองทุนเขามีโปรโมชั่นให้เราโปะเงินแล้วให้ส่วนลดก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจนะครับ จ่ายเงินน้อยลง แถมคืนหนี้ได้เร็วขึ้นด้วยครับ มันจะทำให้เรารู้สึกว่าภาระมันหมดไปแล้ว เหมือนที่เขาบอกครับว่าการไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ อิอิ

ขั้นที่ 3 สร้างวินัยทางการเงินอย่างต่อเนื่อง

การเก็บเงินอย่างต่อเนื่องเป็นรายเดือนทำให้เราสามารถจัดการหนี้สินได้อย่างเป็นระบบ เมื่อเราชำระหนี้ได้แล้ว อย่าลืมเก็บเงินรายเดือนแบบนี้อีกนะครับ โดยอาจจะนำเงินส่วนหนี้ไป “ลงทุน” ในเรื่องอื่นๆแทน เช่น ออมหุ้น ออมในกองทุนรวมด้วยวิธีการแบบ DCA เพิ่มเติมก็จะสามารถสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวได้เช่นกัน

สรุปแล้วการใช้หนี้ทุนการศึกษานั้นจริงๆไม่ใช่เรื่องยากเลยหากเราวางแผนไว้เป็นอย่างดีนะครับ และเมื่อเราใช้หนี้หมด ก็เอาระวินัยทางการเงินที่เราสร้างในแต่ละเดือน มาลงทุนเพิ่มให้รวยได้อีก

สรุปเทคนิคลงทุน LTF RMF ง่ายๆ ในบทความเดียว

ตอนนี้กระแสการลงทุนกำลังเป็นที่นิยมของวัยทำงาน หรือแม้แต่ในวัยเกษียณ นอกจากการฝากเงินแบบประจำแล้ว การลงทุนใน LTF และ RMF เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่เรามักจะถูกเชิญชวนจากเจ้าหน้าที่ธนาคาร บางท่านอาจจะยังสับสนและไม่เข้าใจว่าทั้งสองกองทุนรวมนี้ต่างกันยังไง และตัวเราเหมาะกับกองทุนไหน วันนี้เรามีข้อมูลดีๆ ที่จะพานักลงทุนหน้าใหม่ไปรู้จักกับ LTF และ RMF ให้มากยิ่งขึ้น

 LTF (Long Term Equity Fund) คือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว เป็นกองทุนรวมที่เน้นในการลงทุนในหุ้นเป็นหลัก โดยจะนำเงินของเราที่ลงทุนไม่น้อยกว่า 65% ไปลงทุนในหุ้น ทำให้การลงทุนในกองทุนนี้จะมีความเสี่ยงสูงกว่า ถ้าหุ้นตก หน่วยลงทุนก็ตกไปด้วย

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดหย่อนภาษี หรือผู้ที่ต้องการลงทุนในหุ้นระยะยาว แต่ไม่มีความชำนาญ หรือไม่มีเวลาติดตามการลงทุนอย่างใกล้ชิด และที่สำคัญสามารถยอมรับความเสี่ยงได้

ส่วน RMF (Retirement Mutual Fund) คือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ เป็นกองทุนรวมที่สนับสนุนให้ประชาชนออมเงินไว้ใช้ในยามเกษียณ คล้ายกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของภาคเอกชน และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) โดยจะนำเงินที่ได้จากการซื้อกองทุนนี้ไปลงทุนหลายทาง เช่น ตราสารหนี้ พันธบัตรรัฐบาล หุ้น ทองคำ จะมีความเสี่ยงตั้งแต่ต่ำไปจนถึงสูงตามนโยบายแต่ละกองทุน

เหมาะสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งไม่มีสวัสดิการออมเงิน ,ลูกจ้างที่นายจ้างยังไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ ,ลูกจ้างหรือข้าราชการที่มีสวัสดิการออมเงินเพื่อวัยเกษียณอยู่แล้ว แต่ต้องการจะออมเพิ่มเติม หรือต้องการนำมาลดหย่อนภาษีเพิ่ม

 

LTF-RMF

 

ก่อนลงทุนใน LTF หรือ RMF ต้องดูอะไรบ้าง

อันดับแรกต้องสำรวจตัวเองก่อนว่าพร้อมที่จะลงทุนหรือไม่ นั่นคือ มีเงินเพียงพอหรือไม่ เพราะอย่างที่บอกว่าเมื่อลงทุนไปแล้วจะต้องอยู่ด้วยกันนานหลายปี ที่สำคัญต้องทำตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด เพราะบางกองทุนถ้าทำผิดเงื่อนไข ก็เท่ากับว่าเราลงทุนไปแล้วเสียเปล่า โดยไม่ได้ผลตอบแทนอะไรคืนมาเลย หรือเงินต้นอาจได้คืนมาไม่ครบจำนวนอีกด้วย

เมื่อตัดสินใจและได้คำตอบแล้วว่าจะลงทุนที่กองทุนใด ถัดมาก็ต้องถามตัวเองว่าชอบลงทุนแบบไหน ชอบเสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อย ยิ่งถ้าเสี่ยงมากผลตอบแทนที่จะได้ก็จะสูงขึ้น เช่น บางคนไม่ชอบความเสี่ยงสูงๆ ก็ต้องหลีกเลี่ยงการลงทุนกองทุนรวม LTF เพราะมีนโยบายลงทุนในตลาดหุ้นทั้งหมด หรือบางคนมีสไตล์การลงทุนในตลาดหุ้นแบบสั้นๆ (ชอบเทรดดิ้ง) กองทุนรวม LTF ก็อาจไม่สอดคล้องกับสไตล์การลงทุนมากนัก

เช่นเดียวกันกับ RMF ที่มีนโยบายการลงทุนหลากหลาย ดังนั้น ต้องเลือกลงทุนให้ดีๆ อย่างเช่น บางคนรับความเสี่ยงได้ต่ำๆ ก็ต้องเลือกกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนตราสารหนี้ แต่ถ้าชอบความเสี่ยงสูงๆ ก็ต้องเลือกกองทุนที่มีนโยบายลงทุนตลาดหุ้น ซึ่งมีให้เลือกทั้งตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นต่างประเทศ

ควรเลือกลงทุนกับมืออาชีพ เชื่อถือได้

เมื่อเลือกว่าจะลงทุนกองทุนรวม LTF หรือ RMF ไหนได้แล้ว ที่นี้ต้องเลือกดูข้อมูลว่าแต่ละกองทุนนั้นมีนโยบายการลงทุนเป็นอย่างไรบ้าง เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้นหรือตราสารหนี้ ก็จะมีความแตกต่างในรายละเอียด และเพื่อความรวดเร็วในการคัดเลือก ก่อนอื่นต้องเลือกว่าต้องการลงทุนอะไร ด้วยการเลือกผ่านนโยบายการลงทุนหลักๆ

ประเด็นสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ กองทุนที่เราจะลงทุนนั้นมีการบริหารจัดการอย่างไร บริษัทหลักทรัพย์ที่จัดการกองทุนรวมมีความมั่นคงมากน้อยแค่ไหน ใครเป็นผู้จัดการกองทุนนั้น เพราะถ้าผู้จัดการกองทุนฝีมือดี มีประสิทธิภาพ ติดตามการลงทุนอยู่ตลอดเวลา ย่อมสร้างผลงานให้กับกองทุนรวมด้วยผลตอบแทนที่น่าประทับใจกว่าการลงทุนในกองทุนรวมที่มีผู้จัดการกองทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพ

อันดับต่อมาเราต้องดูนโยบายและสไตล์การบริหารกองทุนรวม เพราะบางกองทุนอาจจะมีนโยบายบริหารที่เน้นการซื้อๆ ขายๆ หรือทำเทรดดิง โดยให้ดูอัตรา Turnover Ratio ถ้าอยู่ในระดับสูง แสดงว่ามีการซื้อขายบ่อย แต่ถ้าอยู่ในระดับต่ำแสดงว่านโยบายบริหารกองทุนไม่เน้นซื้อขายบ่อยๆ

ผลงานในอดีตก็สำคัญ ไม่ควรมองข้าม

ประเด็นสำคัญ ต้องอย่าลืมดูผลการดำเนินงานในอดีตว่าเป็นอย่างไร ผลตอบแทนที่ได้เท่าไหร่ ทำไมถึงให้ผลตอบแทนนั้นได้ และได้มากด้วยวิธีใด ถึงแม้ว่าในการลงทุนทุกครั้งจะมีข้อความที่บอกว่าผลการดำเนินงานในอดีตไม่ใช่ตัวชี้วัดของการดำเนินงานในอนาคต แต่อย่างน้อยเราจะได้มีข้อมูลเบื้องต้นเพื่อใช้ในการตัดสินใจ

หากผลงานในอดีตทำได้ดี ในอนาคตก็น่าจะทำได้ดี หรือในอดีตทำได้แย่ ผู้ลงทุนต้องคิดแล้วว่าในอนาคตจะเป็นอย่างไร โดยเราควรดูผลประกอบการการลงทุนย้อนหลังไปถึง 3-5 ปี หรือตั้งแต่กองทุนก่อตั้ง  (ไม่ควรดูผลประกอบการย้อนหลัง 3 เดือน 6 เดือน) เพราะการลงทุนกองทุนรวม LTF หรือ RMF เป็นการลงทุนระยะยาว ดังนั้นก่อนลงทุนต้องดูความสม่ำเสมอของผลประกอบการ

นอกเหนือจากนี้ เราควรดูที่สไตล์การลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมแต่ละแห่ง จะช่วยให้ลดขั้นตอนการตัดสินใจเลือกกองทุนรวม LTF หรือ RMF ลงได้ โดยเฉพาะกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้น เพราะบางแห่งจะมีความโดดเด่นในช่วงตลาดหุ้นขาขึ้น บางแห่งมีความโดดเด่นในช่วงตลาดขาลง

 

เก็บน้อย ลงต่อเนื่อง เพื่อความมั่งคงในระยะยาว

ส่วนช่วงเวลาในการลงทุนที่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็น LTF หรือ RMF ก็ตาม ควรทยอยลงทุนเฉลี่ย เท่าๆ กันทุกเดือน ซึ่งจะเสี่ยงน้อยกว่าเอาเงินก้อนโตลงทีเดียว เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ยังไม่กล้าลงทุนด้วยจำนวนเงินมากๆ หรือค่อนข้างระมัดระวังในการลงทุน และวิธีง่ายๆ ที่สุดก็คือ ให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมหักเงินเดือนในแต่ละเดือนไปเลย และถึงแม้ว่าการทยอยการลงทุนจะไม่สามารถบอกได้ว่าได้ผลตอบแทนที่ดีทุกครั้ง แต่อย่างน้อยบอกได้ว่าต้นทุนการลงทุนต่ำกว่าต้นทุนตลาด นั่นหมายความว่าโอกาสขาดทุนก็ลดน้อยลงไป

 

ลงทุนอย่างมั&#xE4

เหตุเกิดจากความรัก ตอน รักแท้ไม่มีเงื่อนไข

ถ้าคิดถึง "รักแท้ไม่มีเงื่อนไข" เราจะคิดถึงความรักของใคร?

 

คนส่วนใหญ่มักจะตอบว่า "ความรักของพ่อกับแม่" เพราะเป็นรักที่ไม่มีเหตุผล เป็นห่วงทุกเรื่องตั้งแต่เราเกิดจนกระทั่งท่านสิ้นลมหายใจ วันนี้เรามีเรื่องราวความรักของพ่อที่รักและเป็นห่วงลูกมากๆมาเล่าให้ฟัง แม้ว่าลูกของคุณลุงท่านนี้ทำงานเลี้ยงดูตัวเองได้แล้ว ท่านก็ยังวางแผนเพื่อช่วยเหลืออยู่ห่างๆ ประเด็นที่น่าสนใจ คือ การวางแผนช่วยเหลือของคุณลุง ที่ผู้อ่านน่าจะนำไปประยุกต์ใช้กับตนเองได้นะจ๊ะ

เหตุเกิดในบูธ AomMoney ที่งาน SET in the city 2015 ณ สยามพารากอน

 

คุณลุงวัยเกษียณหน้าตาใจดีเดินเข้ามาที่บูธ ก็มีน้องพริตตี้สาวสวยประจำบูธเดินเข้าไปทักทายและแนะนำว่าที่บูธมีอะไรบ้าง เมื่อคุณลุงรู้ว่ามีให้คำปรึกษาทางการเงินก็ลองเข้ามาสอบถาม คุณลุงยื่นเอกสารแผ่นหนึ่งมาให้เราพร้อมกับถามว่า “หนูดูประกันชีวิตแบบนี้ให้ลุงหน่อยซิ”

 

เราก็งงว่าคุณลุงแก่ขนาดนี้จะซื้อประกันชีวิตไปทำไม เหมือนคุณลุงรู้ว่าเราคิดอะไรอยู่ เขาก็ตอบกลับมาว่า “กลัวลุงจะจ่ายประกันชีวิตไม่ครบใช่มั้ย” เราก็ยิ้มๆแล้วนั่งฟังเขาเล่าเรื่อง…

 

เป้าหมายการทำประกันชีวิตของคุณลุง

 

เป้าหมายหลักของประกันชีวิตนั้นใช้ปกป้องชีวิต แต่การซื้อประกันชีวิตของคุณลุงนั้นแตกต่างกับคนอื่นๆ คุณลุงต้องการทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่มีเงินคืนรายปี เพื่อนำเงินคืนจากประกันชีวิตมาช่วยเหลือลูกเวลาตกงานกระทันหันจะได้มีเงินมาใช้จ่ายแล้วจะได้ไม่เข้ามายุ่งกับเงินส่วนของคุณลุง

 

ทำไมคุณลุงเลือกใช้ประกันชีวิตจ่าย “เงินคืน” ให้ลูก

 

คุณลุงคิดแล้วว่า ถ้าเวลาลูกเดือดร้อนแล้วช่วยเหลือด้วยการให้เงินเป็นก้อนครั้งเดียวเกรงว่าลูกจะใช้หมดเร็ว ถ้าจะให้เงินช่วยเหลือหมดช้าลงก็ควรใช้ประกันชีวิตเข้ามาจ่ายให้ในรูปแบบ “เงินคืน” รายปีน่าจะดีกว่า 

 

โจทย์ตอนนี้ของคุณลุง คือ ค้นหาแบบประกันชีวิตสะสมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ ซึ่งส่วนใหญ่ในตลาดจะให้ผลตอบแทน 2-3% ต่อปี ตอนแรกจะแนะนำประกันชีวิตควบการลงทุนที่มีความเสี่ยงปานกลางถึงสูงและได้รับผลตอบแทนสูง แต่จากการสอบถามแล้วคุณลุงรับความเสี่ยงได้ต่ำมากก็เลยไม่ได้แนะนำ

 

อย่าเชื่อคำโฆษณา

 

ภาพข้างล่างนี้ คือ ใบปลิว ที่คุณลุงเดินไปสอบถามกับพนักงานบริษัทประกันแห่งหนึ่ง แล้วมาให้เราช่วยดูให้ ลุงถามว่า "ผลตอบแทน 7% อันนี้น่าสนใจไหม" ส่วนตัวก็ตอบกลับไปว่า ผลตอบแทนที่แท้จริงมันไม่น่าจะใช่ 7% แผ่นพับนี้น่าจะเป็นการโฆษณาเพื่อให้ดูน่าสนใจเท่านั้น แล้วเราก็อธิบายให้ฟังว่าเพราะอะไร?

 

แบบประกันชีวต

ภาพแบบประกันที่คุณลุงนำมาให้ช่วยดูให้

 

ผลตอบแทนจาก “เงินคืน” ของประกันชีวิตนั้นไม่ได้สูงมากอย่างคำโฆษณา เพราะค่าของเงินที่เรารับและจ่ายในแต่ละช่วงเวลานั้นมีมูลค่าที่แตกต่างกัน วิธีการคำนวณก็จะต้องใช้เครื่องคิดเลขทางการเงินจึงจะได้ผลตอบแทนที่แท้จริงหรือที่เราเรียกตามศัพท์การเงินว่า IRR (Internal Rate of Return) นั่นเอง เราอาจจะต้องมานั่งคำนวนเองนะจ๊ะ

 

เงิน 100 บาทมีค่าไม่เท่ากัน เพราะ…

 

มูลค่าเงินของแต่ละช่วงเวลาไม่เท่ากันเพราะสาเหตุจากเงินเฟ้อ สังเกตุได้จากสิ่งใกล้ตัว เช่น เมื่อสมัย 20 ปีที่แล้วข้าวแกงจานละไม่กี่ 10 บาท ตอนนี้ราคาจานละเกือบครึ่งร้อย แสดงว่าเงิน 100 บาทในสมัยก่อนซื้อข้าวแกงได้มากกว่าตอนนี้ ดังนั้น เมื่อเวลาเปลี่ยนไป มูลค่าของเงินก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย (มูลค่าของเงินจะลดลงไปเรื่อยๆตามเวลาที่มากขึ้น)  

 

เนื้อหาโฆษณา

 

จากภาพนี้โฆษณาว่าได้รับผลตอบแทนรายปี 7% แล้วจะมากขึ้นเรื่อยๆจนถึง 9% ในปีที่ 8 เป็นต้นไป ซึ่งตัวเลข 7% นั้นมาจากนำเงินคืน 3,500 บาทหารด้วยเงินที่เราจ่ายคือ 48,500 บาท ก็จะคิดได้ว่าผลตอบแทน 3,500 / 48,500 = 7.21% โดยเป็นเลขกลมๆจำง่ายๆที่ 7% แล้วในปีที่ท้ายๆเราจะเห็นว่าได้รับ 9% ซึ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้ามองผิวเผินดูเหมือนจะสูง แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เพราะอะไรเรามาลองคำนวณกัน

 

ผลตอบแทนที่แท้จริงไม่ใช่ 7%

 

การคำนวณตัวเลขมูลค่าเงินตามเวลานั้นจะต้องใช้เครื่องคิดเลขทางการเงินเข้ามาช่วยคำนวณ ซึ่งแบบประกันชีวิตสะสมทรัพย์นี้ได้ผลตอบแทนที่แท้จริง คือ 2.42%

 

วิธีคำนวณ

 

เราเคยเขียนวิธีคำนวณผลตอบแทนที่แท้จริง (IRR) ไว้แล้วที่บทความ "คำนวณผลตอบแทนจากการซื้อประกันแบบมืออาชีพ Link : https://aommoney.wpenginepowered.com/?p=8089" ก็เลยไม่อยากเขียนซ้ำให้ยืดยาว จึงรวบรัดตัดตอนนำวิธีคำนวณมาให้ดูว่าได้คำตอบอย่างไร ซึ่งเว็ปที่เราใช้คำนวณก็มีลิงค์อยู่ใต้ตารางลองกดเข้าไปใช้กันได้ ฟรี!!

1IRR

เว็บใช้ที่ช่วยคำนวณสูตรคำนวณ IRR 

http://tools.financial-projections.com/IRRInternalRateOfReturn.shtml

 

เครื่องมือทางการเงินแต่ละแบบมีหน้าที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับเป้าหมายของตนเอง ซึ่งตามหลักแล้วประกันชีวิตนั้นมีเป้าหมายเพื่อใช้ปกป้องชีวิต

 

แต่ถ้าใครมีเป้าหมายอื่น เช่น นำผลตอบแทนมาให้ลูกหรือคนที่รัก โดยดูผลตอบแทนเหมือนคุณลุงท่านนี้ก็อย่าพึ่งเชื่อคำโฆษณา เพราะจะต้องมานั่งคำนวณเอง โดยใช้เครื่องคิดเลขทางการเงิน สรุปว่าแผ่นพับโฆษณาประกันชีวิตสะสมทรัพย์แผ่นนี้มองดูคร่าวๆแล้วให้ 7-9% แต่ความจริงให้ผลตอบแทนที่แท้จริงคือ 2.42% ต่อปีเท่านั้น

 

ข้อคิดจากเรื่องของคุณลุง

  1. ความรักของพ่อแม่ยิ่งใหญ่และไม่มีที่สิ้นสุด เป็นรักแท้ไม่มีเงื่อนไข หาข้อมูล เตรียมพร้อมให้ลูกเสมอเพื่อไม่ให้ลูกลำบาก แม้ว่าลูกจะเติบโตจนกระทั่งทำงานเลี้ยงตนเองได้แล้วก็ยังคอยห่วงใยตลอดเวลา
  2. คุณลุงมีเป้าหมายในการซื้อประกันชีวิตที่ชัดเจน ศึกษาและสอบถามข้อมูลให้เข้าใจ โดยไม่รีบด่วนตัดสินใจจากคำโฆษณาชวนเชื่อที่เป็นผลตอบแทนหลายร้อย %
  3. แนวทางการให้เงินช่วยเหลือลูกโดยการซื้อประกันเพื่อรับผลตอบแทนเป็น “เงินคืน” รายปีนั้นเป็นอีกหนึ่งไอเดียที่น่าสนใจ ผู้อ่านน่าจะลองนำไปประยุกต&#

คุ้มไหม? ถ้าจะซื้อประกัน(แค่)เพื่อลดหย่อนภาษี

พอเข้าสู่ช่วงปลายปีทีไร คนส่วนใหญ่ก็มักจะเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องการลดหย่อนภาษีกันมากขึ้น (ทั้งๆที่จริงๆแล้วสามารถซื้อกันตอนไหนก็ได้ อารมณ์เหมือนคนไฟลนก้นที่เพิ่งมาเริ่มอ่านหนังสือในคืนก่อนสอบ) และที่เรามักจะได้ยินกันก็คือ “จะซื้อประกันตัวไหนดี?” “จะซื้อ LTF หรือ RMF ตัวไหนดี?” หรือ“จะซื้ออะไรดีระหว่าง LTF RMF หรือประกัน?”

ซึ่งสุดท้าย ถ้าเป็นเรื่องประกัน สิ่งที่เราชอบทำกันก็คือ หา “ประกันที่คิดว่าคุ้มค่าที่สุด” ด้วยการนำประกันของเจ้าโน้นเจ้านี้มาเทียบกัน ว่าตัวไหนมีเงินคืนมากกว่า ตัวไหนจ่ายเบี้ยประกันสั้นกว่า เราก็มักจะเลือกตัวนั้น และเราก็รู้สึกกับตัวเองด้วยความภาคภูมิใจว่า “เยส! ฉันได้ประกันที่ดีที่สุดแล้ว ได้ลดหย่อนภาษีด้วย ได้ผลตอบแทนที่ดีด้วย คุ้มค่าฝุดๆ”

คำถามก็คือ อ๊ะๆๆ แน่ใจหรือไม่? ว่าการเลือกซื้อประกันแบบนี้น่ะ มันคุ้มค่าที่สุดแล้ว

“อ่าว แน่ใจสิ ก็ฉันจ่ายเงินซื้อประกันทีนึง ได้ทั้งภาษีคืน ได้ทั้งผลตอบแทนจากประกันที่ดี ทำไมจะไม่คุ้มล่ะ”

ถ้าคิดแบบนี้ ลองถามตัวเองดูอีกซักคำถามซิครับว่า ถ้าอยากได้อะไรที่ผลตอบแทนที่ดี ทำไมมาซื้อประกัน? ไม่ไปซื้อ LTF หรือ RMF ล่ะ ผลตอบแทนสูงว่าประกันอีก!

โถ่! ประกันน่ะ ซื้อไป จ่ายเงินก็ตั้งหลายปี เงินคืนแต่ละปีก็ไม่ได้มากมายอะไร ถึงครบอายุได้เงินก้อนใหญ่คืน แต่คิดเป็นผลตอบแทนออกมาแล้ว ตกแค่ 2% กว่าๆต่อปีเท่านั้นเอง ถ้าแค่นั้นเอาเงินไปซื้อ LTF ซะยังจะดีกว่า ตลาดจะขึ้นจะลงยังไง อย่างน้อยลงทุนซัก 5-7 ปี ก็น่าจะมีโอกาสได้ผลตอบแทนมากกว่า 2% ค่อนข้างสูงอยู่แล้ว จะมาซื้อทำไมประกัน

ผมตอบได้เลยครับว่า ถ้าคุณคิดจะมาซื้อประกันโดยมองความคุ้มค่าในแง่ “ผลตอบแทน” เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นจากภาษีคืนหรือเงินคืนก็ตาม ไม่คุ้มหรอกครับ ไปซื้อ LTF หรือ RMF ดีกว่า ผลตอบแทนสูงกว่าเห็นๆ

ทำไมซื้อแบบนี้ถึงไม่คุ้ม? ก็เพราะคนเราส่วนใหญ่ไม่เข้าใจถึงคุณค่าที่แท้จริงของประกันชีวิตไงครับ ไปมองประกันชีวิตในแง่ของผลตอบแทน ทั้งๆที่จุดมุ่งหมายของประกันชีวิตมันคือ “การป้องกันความเสี่ยง” และ “ความแน่นอน” ของเงินที่จะได้ในอนาคตเป็นหลักต่างหาก

การป้องกันความเสี่ยง ก็คือ การที่ถ้าเราจากไปอย่างกะทันหัน แล้วคนที่เรารับผิดชอบเลี้ยงดู (เช่น ลูกเมีย) อาจจะมีความเดือดร้อน (จากภาระค่าใช้จ่าย ค่าเล่าเรียน หรือภาระหนี้สินที่มีอยู่) เราจึงต้องทำประกันชีวิตในวงเงินที่ครอบคลุมภาระดังกล่าว ไว้เคลียร์หนี้ ไว้ให้ลูกเมียเราใช้กินอยู่ได้สบายเมื่อเราจากไป

ความแน่นอน ก็คือ การการันตีเงินที่จะได้ในอนาคต ถ้าเป็นช่วงระยะเวลา (เช่นอีก 10 ปี ข้างหน้า) ก็คือการใช้ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ส่วนการันตีเงินที่จะได้หลังเกษียณ ก็คือการใช้ประกันชีวิตแบบบำนาญ (ซึ่งการเปรียบประกันแต่ละที่โดยเทียบผลตอบแทน ก็จะตกอยู่ในกรณีนี้ แต่จะมีจุดประสงค์เพื่อต้องการความแน่นอน ไม่ใช่เพื่อเน้นผลตอบแทนสูงๆ)

(แนะนำให้อ่าน ประกันนั้นสำคัญไฉน? เพิ่มเติม)

ดังนั้น ถ้าเราต้องการทำประกันชีวิตเพื่อให้คุ้มค่าจริงๆ มันจึงเป็นการทำเพื่อ “ตอบโจทย์ความจำเป็นของชีวิต” เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุ้มครองความเสี่ยงหรือการการันตีเงินได้ ไม่ใช่มาทำเพื่อต้องการแค่เงินภาษีคืน หรือไม่ก็ดันไปเน้นที่เรื่องของผลตอบแทน ทั้งๆที่มันไม่ใช่หน้าที่ของประกันชีวิตเลย

เช่น กรณีสมมติว่า เราเป็นหัวหน้าครอบครัวอายุ 40 ต้องเลี้ยงดูลูกเมีย แถมมีหนี้อีกก้อน แต่เรากลับไปซื้อประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ดูเรื่องผลตอบแทน ทำเพื่ออยากลดหย่อนภาษี จ่ายเบี้ยปีละ 50,000 แต่ได้ทุนประกันคุ้มครองชีวิตแค่ 200,000 บาท ทั้งๆที่ถ้าไปซื้อแบบเน้นคุ้มครองชีวิตแบบตลอดชีพ โดยจ่ายเบี้ย 50,000 เท่ากัน แต่จะได้ทุนประกันถึง 2,000,000 บาท ซึ่งคุ้มค่ากว่ามาก เพราะทำได้ตรงกับความจำเป็นของชีวิตจริงๆ

ต่อแต่นี้ไป ทุกครั้งก่อนคิดจะซื้อประกันชีวิต ลองถามตัวเองดูก่อนดีกว่าครับว่า “เรามีความจำเป็นอะไรที่ต้องใช้ประกันชีวิตแต่ละแบบไหม?” เพื่อให้ซื้อประกันได้คุ้มค่าและตอบโจทย์ชีวิตจริงๆ ส่วนเรื่องการลดหย่อนภาษีก็ถือเป็นของแถมไปดีกว่าครับ ^^

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save