Review Application : KS Super Stock

วันนี้ผมมี Application ที่น่าสนใจมานำเสนอเพื่อนๆนักลงทุนทุกท่านครับ เป็น App ของ KSecurities ชื่อว่า KS Super Stock จากหลักทรัพย์กสิกรไทยนะครับ สำหรับนักลงทุนที่ยังไม่ได้เป็นลูกค้าของทางของ บล.กสิกรไทย สามารถเข้าไปทดลองสมัครใช้งานได้ในส่วนของ Free Trial นะครับ ในส่วนของคนที่เป็นลูกค้าอยู่แล้วก็สามารถสมัครใช้งานได้ง่ายแถมยังมี Feature ใช้งานที่น่าสนใจเยอะมากครับ เราสามารถนำมาใช้วิเคราะห์ได้ทั้งในมุมของ Technical และ Fundamental ได้ด้วย เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังที่ละส่วนเลย

หน้าจอ Login หน้าแรกจะหน้าตาลักษณะนี้ครับ

พอ Login เข้ามาแล้ว ลองสังเกตแถบเมนูสีสรรสวยงามด้านล่างนะครับ จะเป็นแถบที่เราจะใช้กันในการเลือกเมนูต่างๆ โดยหน้าแรกจะเป็นเมนู Feed ครับ

Feed

เราจะพบหน้า Feed หน้าแรกหลังจากการ Sign in เข้ามา เป็นหน้าของข้อมูลข่าวสารและบทความวิเคราะห์ต่างๆ สังเกตดูด้านบนจะมี Research และ News

ในส่วนของ Research เริ่มตั้งแต่ด้านบนจะมีหุ้นแนะนำในแต่ละวัน เป้าหมายระยะสั้น จุดตัดขาดทุน มีคลิปวีดีโอกลยุทธ์ภาคเช้าและภาคบ่าย และสรุปข่าวสารต่างๆ ให้อ่านให้ชมด้วยนะครับ นับว่าเป็นสิ่งที่ทาง บล.กสิกรไทย เต็มที่ในการให้ข้อมูลกับลูกค้ามากๆเลยนะครับ

ด้านล่างจะมีบทวิเคราะห์ต่างๆหลายประเภท ใครที่เป็นนักลงทุนแนวพื้นฐานก็สามารถอ่านบทวิเคราะห์การลงทุนรายบริษัท อุตสาหกรรม ส่วนใครที่เป็นนักลงทุนสายเทคนิคอล เขาก็มีข้อมูลบทวิเคราะห์ทางเทคนิค และร่วมถึงบทวิเคราะห์อื่นๆที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์การลงทุน สินค้าโภคภัณฑ์และตราสารอนุพันธ์ครับ

ผมลองเข้าไปเลือกบทวิเคราะห์การลงทุนรายบริษัท ก็จะมีข้อมูลของหุ้นในแต่ละวันขึ้นมาโดย หลักทรัพย์กสิกร สามารถกดคลิ๊กเข้าไปอ่านได้ ก็จะมีข้อมูลครับว่านักวิเคราะห์เขามองอย่างไรกับปัจจัยต่างๆ สรุปสิ่งที่เกิดขึ้นและมีข้อแนะนำในการลงทุนให้เราพิจารณาประกอบการตัดสินใจในการลงทุนด้วยครับ

ในส่วนของข่าวสารเราสามารถเข้าไปติดตามได้จากหลายแหล่งข่าวเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นทาง Infoquest แหล่งข่าวๆต่างๆที่โพสในหน้า Facebook Fan Page รวมถึงข่าวจากทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครับ

Market

หน้านี้จะเป็นหน้าที่เราบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นที่เราสนใจ รวมถึงดูข้อมูลหุ้นอื่นๆเช่น ตลาดในต่างประเทศ ดูข้อมูลดัชนีรายอุตสาหกรรม รวมถึงอันดับข้อหุ้นที่มีการเปลี่ยนแปลงมูลค่าและการซื้อขายสูงสุดได้ครับ

โดยปกติแล้วผมเองก็จะมีหุ้นในใจอยู่เหมือนกันนะครับ ผมก็จะบันทึกใน Favorite ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 5 กลุ่ม สามารถบันทึกได้กลุ่มละ 20 ตัว และมีกลุ่มพิเศษที่เราสามารถตั้ง Alert ข่าวสารต่างๆได้ด้วยนะครับ การบันทึกก็ไม่ยากเลยแค่กดค้นหาหุ้นที่ต้องการแล้ว save ลงในกลุ่มที่เราต้องการ นี่ก็เป็นตัวอย่างของหุ้นที่ผมบันทึกไว้ดูนะครับ (แหม….. อย่าลอกหุ้นโดยไม่ได้ศึกษาเพิ่มเติมนะครับ)

เมื่อเราบันทึกหุ้นที่เราสนใจแล้วเราสามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้นะครับ ตัวอย่างนี้ผมเลือกหุ้นดูซักตัวหนึ่ง เราสามารถใช้วิธีการ Swipe เพื่อดูข้อมูลพื้นฐาน ข้อมูลทางเทคนิค ข้อแนะนำของทาง บล กสิกรไทย ราคาซื้อขายในปัจจุบัน มีอัตราเติบโตของกำไรและการเปรียบเทียบ Performance ของหุ้นกับกลุ่มอุตสาหกรรมและตลาดด้วยครับ

นอกจากข้อมูลที่แสดงให้ดู เราสามารถกดแถบด้านบนที่เป็นข่าวและข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพื้นฐานของธุรกิจนะครับ นักลงทุนแนวพื้นฐานคงจะชอบ Feature นี้ เพราะมีการ update ตลอดเวลาในเรื่อง ข้อมูลงบการเงินต่างๆ อัตราส่วนทางการเงินแสดงเป็น Infographic  งบการเงินต่างๆตั้งแต่งบแสดงฐานะทางการเงิน งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด ขวมถึงข้อมูลผู้ถือหุ้น การซื้อขายของกรรมการ และปฏิทินหุ้นครับ

อยากรู้เรื่องไหน คลิ๊กเลือกได้เลยครับ

ตัวอย่างข้อมูลปัจจัยพื้นฐานของบริษัทนะครับ ต่อไปหากต้องการรู้เรื่องงบการเงินก็มาเปิดได้ที่นี่ครับ

พูดถึงพื้นฐานกันไปแล้วจะไม่พูดเรื่องเทคนิคอลก็ไม่ได้นะครับ ใน App นี้หากเราใช้ในแนวนอนจากการกดรูปมือถือตรงมุมซ้ายด้านบนนี้

ในเชิงเทคนิคเราสามารถดูกราฟแท่งเทียนได้ตามเวลาต่างๆ ระยะสั้นระยะยาวได้หมดเลยครับ แถมยังนำพวก Indicator ต่างๆมาดูประกอบได้เช่นกันนะครับ สามารถเลือกได้จากคำสั่งสัญญลักษณะต่างๆทางด้านขวามือ

สามารถเลือก Indicator ประกอบเพื่อนำไปวิเคราะห์หุ้นได้ครับ

นอกจากนี้แล้วเรายังสามารถตีกราฟได้ด้วย หากใครมีความเชี่ยวชาญในการตีกราฟ ไม่ควรพลาดนะครับ

Portfolio

ข้อดีของการใช้ App KS Super Stock อีกอย่างหนึ่งที่ผมชอบมากคือ ทางธนาคารกสิกรเขาจะเชื่อมข้อมูลหุ้นในพอร์ตของเราให้มาดูและวิเคราะห์ได้ใน Application นี้นะครับ ข้อมูลจะบอกเลยว่าตอนนี้เรามีมูลค่าพอร์ตเท่าไหร่เป็นกำไรเท่าไหร่ แบ่งแยกเป็นประเภทบัญชีมีกำไรขาดทุนอย่างไร จะดูเป็นมูลค่าพอร์ต ดูเป็นวงเงินที่เรามีอยู่ก็ได้

เจาะลึกเข้าไปก็สามารถเลือกดูเป็นข้อมูลรายหุ้นได้ด้วยนะครับ ระบบสามารถจับข้อมูลในพอร์ตเราเชื่อมโยงกับสถานะและมูลค่าของตลาดในปัจจุบันได้ว่าตอนนี้หุ้นแต่ละตัวมูลค่า

วิธีใช้ของให้คุ้มค่า

เชื่อว่าหลายๆคนรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งเวลาได้ของชิ้นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ใส่แล้วรู้เลยว่า เป็นเจ้าแม่แฟชั่น รองเท้าคู่ใหม่ใส่แล้วสบายเท้าสุดๆ เครื่องสำอางเซทใหม่ที่ใช้แล้วสวยขึ้นทันตาเห็น รถยนต์คันใหม่ที่คันใหญ่กว่าเดิม ของใหม่อะไรๆมันก็ดูดี

เมื่อเราได้ของชิ้นใหม่แล้วก็อาจจะทำให้ของชิ้นเก่าตกกระป๋องไป หลายครั้งกลายเป็นของเก่าเก็บ อย่างเช่นเครื่องสำอาง บางชิ้นซื้อมายังไม่ทันได้ใช้งานก็ชิงหมดอายุไปก่อน เพราะตอนซื้อเห็นว่าลดราคา ซื้อตุนไว้เยอะเกินไป นำออกมาใช้ไม่ทัน บางคนเบื่อใส่เสื้อผ้าชุดเดิมๆและกังวลว่าคนอื่นจำได้ว่าใส่ชุดซ้ำ หลายครั้งที่ความกังวลแบบแปลกๆทำให้เราเสียเงินมากเกินความจำเป็น

 

ลองตอบตนเองดูว่า…

 

การหาเงินเพิ่ม 100 บาทกับการประหยัดเงิน 100 บาท แบบไหนทำได้เร็วที่สุด?

แหม… ถามได้ก็ต้องประหยัดเงิน 100 บาทซิจ๊ะ เพราะทำได้ทันทีแล้วเห็นผลเร็วด้วย แค่ไม่จ่ายเงินออก จากกระเป๋าก็ถือว่าเป็นการประหยัดแล้ว แต่ว่าก็ยังมีหนทางที่ประหยัดได้เร็วกว่านั้นอีกนะจ๊ะ หลายคนคงพอ เดาได้แล้วจากชื่อบทความ “การใช้ของให้คุ้มค่า” นั่นเอง

เริ่มต้นง่ายๆจากสิ่งของรอบตัว จากกิจวัตรประจำวันของเรา โดยการใช้ของให้คุ้มตามคุณค่าของมัน หรือเรียกง่ายๆ ว่า “ใช้งานมันจนใช้ต่อไม่ได้” นั่นเอง ถ้าอธิบายเป็นคำพูดอาจจะยังนึกภาพไม่ออก เราก็มีตัวอย่างวิธีใช้ของให้คุ้มค่าแบบสุดๆมาให้ดู

 

2  วิธีใช้ของให้คุ้มค่า

วิธีที่ 1 ใช้ของให้หมด

ตัวอย่าง

“หลอดยาสีพระทนต์ ทรงใช้จนแบนราบเรียบคล้ายแผ่นกระดาษ โดยเฉพาะบริเวณคอหลอดยังปรากฎ รอยบุ๋มลึกลงไปจนถึงเกลียวหลอด ซึ่งเป็นผลจากการกดใช้ด้ามแปรงสีพระทนต์ช่วยรีดและกดเป็นรอยบุ๋ม”

วิธีใช้ของให้คุ้มค่า

ที่มา http://www.oknation.net/blog/chai/2007/11/08/entry-1

 

“ปีหนึ่งๆ ในหลวงทรงเบิกดินสอแค่ 12 แท่ง ใช้เดือนละแท่งจนกระทั่งกุด”

วิธีใช้ของให้คุ้มค่า

ที่มา http://www.vcharkarn.com/varticle/39675

เราจะเห็นว่าในหลวงทรงใช้สิ่งของได้คุ้มค่า ใช้งานจนกระทั่งใช้งานต่อไปไม่ได้ หากจะนำมาดัดแปลงใช้ใน ชีวิตประจำวันของเรา เช่น

  • สมาร์ทโฟน – หลายคนเปลี่ยนบ่อยมาก เพราะเห็นว่ารุ่นใหม่มีการใช้งานที่หลากหลายกว่ารุ่นเก่า คิดไว้ว่าเผื่อจะได้ใช้งานในอนาคต แต่ก็ยังไม่ทันได้ใช้ครบทุกออปชั่นก็เปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ อยู่เรื่อยๆ ใช้ของไม่คุ้มค่าแบบนี้ก็เปลืองเงินซิจ๊ะ
    • ทางแก้ คือ เลือกซื้อสมาร์ทโฟนให้เหมาะสมกับงานของเรา เช่น หากเราใช้เพียง 3 อย่าง คือ แชทเล็กน้อย โทรเข้าและโทรออกเป็นส่วนใหญ่ ก็เลือกรุ่นทั่วไปที่ราคาย่อมเยา ไม่ควรเลือกรุ่นที่มีกล้องหน้าถ่ายชัดขั้นเทพ ใช้งานได้ครอบจักรวาลรวมถึงเลือกแพ็กเกจ อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงสุด ซึ่งไม่ตรงกับการใช้งานของเราที่เน้นการโทรเข้าโทรออก ทำให้เราจ่ายเงินแพงเกินความจำเป็น
  • เครืองสำอาง – ป้ายลดราคาทำให้เราเกิดอาการคันมือเพราะต้องซื้อ เห็นว่าคุ้มค่า ซื้อเยอะๆตุน ไว้เผื่อว่าจะได้ใช้งาน แต่สุดท้ายก็ใช้ไม่ทัน เพราะมีรุ่นใหม่ที่ดีกว่าเดิมลดราคาอยู่เรื่อยๆ บางครั้งนำค่าเครืองสำอางที่ไม่ได้ใช้มาบวกรวมกันก็อาจจจะได้ค่าอาหารกลางวันทั้งเดือน
    • ทางแก้ คือ ใช้ของให้หมดทีละอย่างหรือซื้อของเมื่อใกล้จะหมดเท่านั้น แล้วพยายาม เตือนสติตนเองทุกครั้งเวลาเดินผ่าน ป้ายลดราคาว่าถ้าไม่จำเป็นต้องซื้อก็ให้รีบเดินผ่านไป ห้ามแวะดูเล่นๆเด็ดขาด เพราะส่วน ใหญ่ดูเล่นๆแต่เสียเงินอย่างจริงจัง

 

วิธีที่ 2 รู้จักซ่อมแซมของเก่า

“ฉลองพระบาทเป็นรองเท้าหนังสีดำ มีสภาพชำรุดทรุดโทรมจากการใช้งานมาหลายสิบปี  ภายในรองเท้าผุกร่อนหลุดลอกหลายแห่ง  ซึ่งถ้าเป็นคนทั่วไปก็อาจจะทิ้งไปแล้ว แต่พระองค์ท่านกลับทรงให้เจ้าหน้าที่นำมาซ่อมเพื่อใช้งานต่อ”

วิธีใช้ของให้คุ้มค่า

พื้นด้านล่างฉลองพระบาท 'ในหลวง' ที่ทรงโปรดให้ซ่อมแล้วซ่อมอีก

ที่มา http://www.oknation.net/blog/babymind/2007/11/29/entry-3

เราลองนั่งนึกดูซิว่าเคยใส่รองเท้าจนกระทั่งพังไปแล้วกี่คู่ เคยซ่อมรองเท้าคู่ที่พังแล้วมาใช้งานต่อหรือไม่ หลายครั้งที่เราซื้อรองเท้ามาหลายคู่มากเกินไปจนใส่ไม่ทัน เก่าเก็บแล้วพังไปเองตามกาลเวลา หากใครเคยมีพฤติกรรมแบบนี้อาจจะลองปรับใหม่ก่อนที่จะสิ้นเปลืองเงินไปมากกว่านี้

ทางแก้ คือ ซื้อรองเท้าให้เข้ากับได้ทุกชุด ดูที่ความทนทานใส่ได้นาน ไม่ใช่รองเท้าแฟชั่นที่ใส่ไม่กี่ครั้ง ก็ขาด บางครั้งมีรองเท้าเยอะมากก็อาจจะโละคู่เก่ามาขาย หมุนกลับมาเป็นเงิน หรืออาจจะบริจาคก็ได้

วิธีใช้ของให้คุ้มค่า

สรุปว่า…
การใช้ของให้คุ้มค่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของการประหยัดที่ทำให้เรามีเงินออมเพิ่มขึ้นได้ง่ายมากแล้วยังเริ่มทำ ได้ทันทีอีกด้วย โดยใช้จ่ายเงินอย่างรู้คุณค่าและใช้ของให้คุ้มค่าเต็มตามศักยภาพที่สิ่งของนั้นๆจะทำได้  นอกจากทำให้เราประหยัดเงินในกระเป๋าแล้วยังเป็นการช่วยสิ่งแวดล้อมไม่ให้มีขยะล้นโลกอีกด้วย

 

 

 

วิธีใช้ของให้คุ้มค่า

เทคนิคการหาหุ้นที่ราคาขึ้นเร็วแต่ลงช้า ตอนที่ 2

สวัสดีคร๊าบบบ …ในบทความตอนที่แล้วเรื่อง เทคนิคการหาหุ้นที่ราคาขึ้นเร็วแต่ลงช้า ตอนที่ 1 ผมได้เกริ่นนำให้รู้จักกับความหมาย ที่มา และลักษณะของหุ้นที่ขึ้นเร็วลงช้า หรือหุ้นที่มี Relative Strength ซึ่งเป็นหุ้นที่น่าจะซื้อเข้ามาอยู่ในพอร์ท เนื่องจากจะทำให้มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าซื้อหุ้นที่ขึ้นช้าลงเร็ว หรือหุ้นที่มี Relative Weakness

ในตอนที่ 2 นี้ ผมจะมาแนะนำเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์เพื่อดูว่าหุ้นตัวไหนเป็นหุ้นที่มี relative Strength และเทคนิคในการเทรดหุ้นด้วย Relative Strength เราลองมาดูรายละเอียดกันครับ ผมรับรองว่าเด็ดชัวร์!!!

เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ Relative Strength

เครื่องมือที่นิยมในการใช้วิเคราะห์ Relative Strength มีอยู่ หลายตัวครับ เช่น Price Ratio , Comparative Relative Strength , % Change , Rate of Change

ในบทความตอนที่ 2 ผมจะแนะนำให้รู้จักกับ Price Ratio และวิธีการวิเคราะห์ Relative Strength ด้วย Price Ratio ส่วนบทความตอนที่ 3 ผมจะแนะนำให้รู้จักกับเครื่องมืออีกตัว คือ Comparative Relative Strength ครับ

Price Ratio

Price Ratio เป็นเครื่องมือตัวหนึ่งในการวิเคราะห์ Relative Strength โดยการเอาราคาหุ้นที่เราสนใจหารด้วยดัชนีที่ใช้อ้างอิง ซึ่งถ้าเราจะวัดความแข็งแกร่งของหุ้นไทยก็จะใช้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์เป็นตัวอ้างอิง  ดังนั้นเวลาคำนวณ Price Ratio ของหุ้นไทยจะใช้สูตร

Price Ratio = ราคาหุ้นที่สนใจ / ดัชนีตลาดหลักทรัพย์

ค่า Price Ratio เพียงค่าเดียวไม่สามารถให้ข้อมูลที่นำไปใช้ประโยชน์ได้เลย แต่วิธีการใช้งาน Price Ratio เราจะดูการเปลี่ยนแปลงของค่า Price Ratio เปรียบเทียบกับค่าของ Price Ratio ในอดีต

ลองมาดูตัวอย่างตารางด้านล่างกันครับผมได้ทดลองคำนวณ Price Ratio ของหุ้น INTUCH และ หาค่าการเปลี่ยนแปลงของ Price Ratio เมื่อเทียบกับ Price Ratio ของเมื่อวานด้วย (วันที่เริ่มต้นอยู่ด้านล่างของตารางคือวันที่ 25 ธันวาคม 2014 ) ซึ่งได้ข้อมูลดังต่อไปนี้ครับ

จากตารางจะเห็นได้ว่าในวันที่ 1)  INTUCH ราคาขึ้นมากกว่า SET  2) INTUCH ราคาลงน้อยกว่า SET  และ3) INTUCH ราคาขึ้น แต่ SET ปรับตัวลง ซึ่งแปลความหมายได้ว่า INTUCH มีความแข็งแกร่งมากกว่า SET ค่าของ Price Ratio จะเพิ่มขึ้น

แต่ในวันที่ 1)  INTUCH ราคาขึ้นน้อยกว่า SET  2) INTUCH ราคาลงมากกว่า SET  และ3) INTUCH ราคาลง แต่ SET ปรับตัวขึ้น ซึ่งแปลความหมายได้ว่า INTUCH มีความแข็งแกร่งน้อยกว่า SET ค่าของ Price Ratio จะลดขึ้น

ข้อสังเกตจากตารางอีกอย่างหนึ่ง คือ Price Ratio มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงแบบสุ่ม สลับกันไปในแต่ละวัน ซึ่งแปลความหมายได้ว่า บางวัน INTUCH ก็แข็งแกร่งกว่า SET บางวัน INTUCH ก็อ่อนแอกว่า SET ทำให้การวิเคราะห์ Price Ratio แบบวันต่อวันไม่สามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการพิจารณา Relative Strength แนวทางในการแก้ไขปัญหาจึงใช้วิธี วิเคราะห์ทิศทางแนวโน้มของกราฟ Price Ratio แทน เพื่อให้มองเห็นภาพของ Relative Strength ในระยะที่ยาวขึ้น

การวิเคราะห์ Relative Strength จากกราฟ Price Ratio

การวิเคราะห์กราฟ Price Ratio สิ่งที่เราจะให้ความสำคัญ คือ ทิศทางแนวโน้มของกราฟ Price Ratio ซึ่งมีสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจอันดับแรกก่อน คือ ทิศทางแนวโน้มของกราฟ Price Ratio ไม่ได้บอกถึงทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้น แต่จะให้ข้อมูลความแข็งแกร่งเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงช้ากว่าดัชนี SET ทิศทางแนวโน้มของกราฟ Price Ratio ก็จะมีทิศทางเป็นขาขึ้น

ส่วนแนวทางในการแปลความหมายของกราฟ Price Ratio มีวิธีดังต่อไปนี้ครับ

1) ทิศทางแนวโน้มของ Price Ratio เป็นขาขึ้น แปลความหมายได้ว่า หุ้นตัวนั้น เวลาที่ราคาขึ้น จะขึ้นเร็วกว่าตลาด และเวลาที่ราคาปรับตัวลดลง จะลงช้ากว่าตลาด ซึ่งเป็นลักษณะของหุ้นที่มี Relative Strength

2)  ทิศทางแนวโน้มของ Price Ratio เป็นขาลง แปลความหมายได้ว่า หุ้นตัวนั้น เวลาที่ราคาขึ้น จะขึ้นช้ากว่าตลาด และเวลาที่ราคาปรับตัวลดลง จะลงเร็วกว่าตลาด  ซึ่งเป็นลักษณะของหุ้นที่มี Relative Weakness

3) ทิศทางแนวโน้มของ Price Ratio เป็น Sideways หรือเป็นแนวราบ แปลความหมายได้ว่า หุ้นตัวนั้น เวลาที่ราคาขึ้นหรือลงจะขึ้นลงใกล้เคียงกับตลาด

อย่างไรก็ตามมีสิ่งสำคัญที่ผมอยากจะเน้นเกี่ยวกับการวิเคราะห์ Price Ratio คือ การวิเคราะห์ทิศทางแนวโน้มของกราฟ Price Ratrio  เป็นกระบวนการเพื่อใช้ในการเลือกหุ้นที่น่าสนใจเท่านั้น ไม่สามารถให้จังหวะในการซื้อขายได้  ดังนั้นต้องวิเคราะห์กราฟราคาทางเทคนิคของหุ้นตัวนั้น ๆ ก่อนลงมือซื้อขายทุกครั้ง

เทคนิคในการวิเคราะห์กราฟ Price Ratio

จากทิศทางแนวโน้มของกราฟ Price Ratio ที่สามารถเป็นไปได้ทั้งหมด ทั้ง 3 แบบ ถ้าเราต้องการเลือกซื้อหุ้นที่มี Relative Strength เราควรจะเลือกหุ้นที่มีทิศทางของกราฟ Price Ratio เป็นขาขึ้น และหลีกเลี่ยงหุ้นที่มีทิศทางของกราฟ Price Ratio เป็นขาลง

นอกจากนั้นยังมีเทคนิคเพิ่มเติมสำหรับการสร้างความมั่นใจว่า หุ้นที่สนใจมีแนวโน้มราคาอยู่ในทิศทางแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่ง  โดยดูได้จากขณะที่ราคาหุ้นมีการปรับฐาน แต่กราฟของ Price Ratio ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อ ซึ่งแปลว่า ขณะที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลง แต่หุ้นตัวนี้ปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาด แสดงให้เห็นว่าหุ้นตัวนี้ไม่ค่อยมีแรงขาย

ดังนั้นจึงแนะนำให้สามารถหาจังหวะซื้อหุ้นตัวนี้ขณะที่ราคาปรับตัวลดลง โดยเชื่อว่าการลดลงของราคาเป็นแค่การปรับฐาน ไม่ใช่การเปลี่ยนทิศทางของแนวโน้มจากขาขึ้นเป็นขาลง

ข้อควรระวัง

ข้อควรรระวังในการใช้งานซื้อหุ้นที่มี Relative Strength คือ หุ้นที่แข็งแกร่ง ที่ราคามีการปรับตัวขึ้นมานาน เนื่องจากการเคลื่อนที่ของราคาหุ้นมีลักษณะเป็นวัฏจักรขึ้นและลงสลับกันไป ไม่มีหุ้นตัวไหนที่ราคาขึ้นตล&#

รู้หรือไม่!! บริษัทให้อะไรเรามา ก็ต้องเสียภาษีด้วยนะเนี่ยยยยย

สวัสดีครับ กลับมาเจอกันกับ @TAXBugnoms บ่อยๆในช่วงนี้ (อิอิ) หลังจากที่ผมได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์เงินเดือนและการวางแผน “ภาษี” ไปหลายรอบ ก็ยิ่งพบว่ามีคำถามตอบกลับมามากมายเต็มไปหมดครับ และหนึ่งในคำถามที่หลายคนสงสัยว่า “สิ่งที่ได้รับนอกเหนือจากเงินเดือน” เช่น สวัสดิการ สิทธิและประโยชน์ต่างๆนั้น มันต้องเสียภาษีด้วยหรือเปล่านะ!

เอาแบบนี้ดีกว่าครับ ผมขอแยกสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากการทำงานออกเป็นสองกลุ่มก่อนละกันครับ ระหว่าง กลุ่มแรกคือ รายได้เนื้อเน้นๆ ที่ได้รับนอกเหนือจากการทำงานตามปกติ กับอีกกลุ่มหนึ่ง คือ สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมที่บริษัทมอบให้ เรามาไล่ดูกันไปทีละตัวละกันนะครับผม

กลุ่มแรก : รายได้เสริมที่ได้รับจากการทำงาน

สำหรับเรื่องนี้ต้องบอกเลยว่า รายได้เสริมที่ได้รับจากการทำงานนั้น ต้องถือเป็นเงินได้ตามประมวลรัษฏากรอย่างแน่นอนครับ แต่จะถือเป็นเงินได้ประเภทไหนนั้น ผมขอแยกแนวคิดสั้นๆให้พิจารณากันตามนี้ครับ

1. กรณีที่ได้รับรายได้เพิ่มจากการทำงานในที่เดิม

เช่น มนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งได้รับเงินเดือนเป็นประจำ แล้วนายจ้างมีสั่งทำโปรเจคพิเศษของบริษัท นอกเหนือจากเงินเดือนปกติ แบบนี้จะยังถือเป็นส่วนหนึ่งของเงินเดือน (เงินได้ประเภทที่ 1) อยู่ดีครับ

ดังนั้นต่อให้มีกี่งาน หรือเยอะแค่ไหน แต่ถ้าได้จากนายจ้างคนเดียวกันแล้วละก็ ถือเป็นเงินได้ประเภทเดิมตลอดแหละคร้าบ

2. กรณีที่ได้รับรายได้จากการทำงานในที่ใหม่

แหม่ บางทีรายได้มันขาดมือ ทำงานที่เดียวไม่พอใช้ เลยต้องไปหางานทำเพิ่ม เช่น มนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งทำงานให้กับบริษัท ออมมันนี่ และต่อมาไปรับงานเพิ่มจากบริษัท ออมมันนู่น (ที่มีรูปแบบคล้ายๆออมมันนี่เป๊ะ) ได้จ้างไปเป็นฟรีแลนซ์ แบบนี้จะถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 2 ทันทีครับ เพราะว่าเป็นการทำงานกับนายจ้างใหม่ซึ่งไม่ได้ผูกพันกับการทำงานเดิม

โดยกรณีนี้มีสิ่งหนึ่งที่น่าเศร้าแบบสุดๆ สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีเงินได้ทั้งประเภทที่ 1 และประเภทที่ 2 แบบนี้คือ การหักค่าใช้จ่ายที่กฎหมายกำหนดไว้ให้นั้น จะให้สิทธิหักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้ 2 ประเภทนี้ รวมกันสูงสุดเพียง 60,000 บาทเท่านั้น (วิธีคำนวณค่าใช้จ่าย หมายถึง 40% ของเงินได้สูงสุดไม่เกิน 60,000 บาท)

และนอกจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว สิ่งที่ควรระวังอีกเรื่องสำหรับคนที่มีเงินได้ประเภทที่ 2 มากๆก็คือเรื่องของ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” ครับ ดังนั้นตรงนี้ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ฟรีแลนซ์ทั้งหลายต้องระวังให้ดีนะครับ ถ้ามีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีเมื่อไร และไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วล่ะก็ ระวังพี่สรรพากรจะมาหาโดยไวนะคร้าบ

กลุ่มที่สอง : ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการทำงาน

สำหรับประเภทที่ 2 นั้น เรามาต่อกันที่ผลประโยชน์ของมนุษย์เงินเดือนได้รับจากการทำงานบ้างครับ ดูๆแล้วก็เห็นทีจะไม่พ้นเรื่องของสวัสดิการต่างๆที่ทางนายจ้างของเรามีให้ เอ๊ะนั่นน่ะสิ! แบบนี้จะต้องเสียภาษีหรือเปล่านะ เอ้า เรามาดูกันต่อเลยครับ

1. สวัสดิการรถรับส่งพนักงานฟรี

พนักงานได้รถรับส่งพนักงานฟรีตามวันเวลาที่ตกลงกันไว้ แบบนี้ไม่เข้าข่ายเป็นประโยชน์ส่วนเพิ่มของพนักงาน แต่ถือว่าเป็นประโยชน์ส่วนเพิ่มของกิจการแทน ดังนั้นไม่ต้องถือเป็นเงินได้และนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครับ

2. ได้อยู่บ้านนายจ้างฟรี

เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าการอยู่บ้านนายจ้างฟรีๆนั้น ถือเป็นเงินได้จากประโยชน์ส่วนเพิ่มในการทำงาน (มาตรา 39) แต่การอยู่บ้านนายจ้างฟรีๆนั้น ฟังเผินแล้วเหมือนจะไม่ใช่เงินได้ (เพราะไม่ต้องเสียอะไร) แต่กฎหมายได้กำหนดไว้ตาม ป.23/2533 เลยครับว่าให้คิดมูลค่าของสิทธิประโยชน์ตรงนี้ใน อัตรา 20% ของเงินเดือนที่ไม่รวมโบนัส นั่นแน่! อย่าคิดว่าจะรอดนะคร้าบ

3. ทานอาหารฟรีๆ

การทานอาหารฟรีๆในแต่ละมื้อนั้น ถือเป็นประโยชน์ส่วนเพิ่มของการทำงานเช่นกันครับ (มาตรา 39) แต่วิธีการคำนวณกฎหมายบอกเลยครับว่า ให้นำเงินค่าจ้างอาหารทั้งหมดมาหารด้วยจำนวนพนักงาน แหม่.. แบบนี้คิดแล้วเพลียใจจริงๆเลย

แต่มีบางกรณีที่จะต้องไม่ถือเป็นเงินได้ก็มีเหมือนกันครับ เช่น ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางที่เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมายอย่าง ป. 59/2538 ซึ่งมีเงื่อนไขดังนี้ครับ

ข้อ 1 ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางที่ลูกจ้างหรือผู้มีหน้าที่หรือตำแหน่งงาน หรือผู้รับทำงานให้ ได้รับเนื่องจากการเดินทางไปปฏิบัติงานตามหน้าที่ในประเทศหรือต่างประเทศเป็นครั้งคราว ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต้องเข้าลักษณะดังนี้

(1) ต้องเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงซึ่งบุคคลดังกล่าวได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่จะต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น

(2) ในกรณีบุคคลดังกล่าวได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงในอัตราไม่เกินอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงสูงสุดที่ทางราชการกำหนดจ่ายให้แก่ข้าราชการ ตามพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วย ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ในประเทศหรือต่างประเทศ แล้วแต่กรณี ตามหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายในลักษณะเหมาจ่าย ให้ถือว่าค่าเบี้ยเลี้ยงดังกล่าว เป็นค่าเบี้ยเลี้ยงซึ่งบุคคลดังกล่าวได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น โดยไม่ต้องมีหลักฐานการจ่ายเงินมาพิสูจน์

(3) ในกรณีบุคคลดังกล่าวได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงในอัตราเกินกว่าอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงตาม (2) และบุคคลดังกล่าวไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์ว่าได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมด

[Review] ITAX Pro : Application วางแผนภาษีระดับมืออาชีพ!

สวัสดีครับ กลับมาอีกครั้งกับบทความใหม่ของผม @TAXBugnoms ครับ ซึ่งบทความในวันนี้จะเปลี่ยนจากเรื่องราวของภาษี มาเป็นการรีวิว Application ที่จะทำให้คุณกลายเป็นมืออาชีพด้านภาษีได้แบบฟรีๆ รวมถึงช่วยจัดการให้การวางแผนภาษีของเราทุกคนนั้นมีทางออกครับ

เชื่อไหมครับว่า ตั้งแต่ผมทำเพจที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับภาษีมาร่วม 5 ปีกว่าๆ ผมพบว่าปัญหาหลักๆ ของการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น มีอยู่ 2 ข้อครับ คือ

1. คำนวณภาษีไม่เป็น

ข้อแรกนี้ไม่รู้ว่าตัวเองต้องคำนวณภาษียังไง และไม่รู้ว่าตัวเองต้องวางแผนภาษีแบบไหน อย่างไร เนื่องจากสาเหตุใหญ่ๆ คือ เราไม่เคยเรียนเรื่องภาษีกันมาตั้งแต่สมัยเรียนใช่ไหมล่ะครับ ซึ่งปัญหานี้ก็ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่อีกข้อหนึ่งครับ

2. รู้สึกว่าวางแผนภาษีลำบาก

ข้อที่สองนี้ จะเป็นอีกกลุ่มที่เก่งขึ้นมาหน่อยแล้วครับ ซึ่งมีความสามารถคำนวณภาษีเองได้ แต่รู้สึกว่ามันเสียเวลาในการคำนวณภาษี จะวางแผนทั้งทีก็ต้องมากดหาโปรแกรม จดรายได้ คำนวณค่าลดหย่อน ปรับปรุงรายการต่างๆ ให้มันวุ่นวายเต็มไปหมด

ซึ่งปัญหาทั้งสองข้อที่ว่ามานี้ ตัวผมเองก็ไม่สามารถที่จะเขียนโปรแกรมขึ้นมาช่วยเหลือเพื่อนๆพี่ๆน้องๆได้ครับ ได้แต่เขียนบทความให้ความรู้ในเพจกันต่อไป แต่แล้วเมื่อ 2 ปีก่อนอยู่ดีๆโชคก็เข้าข้างให้ผมได้มีโอกาสไปช่วยพัฒนาโปรแกรมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากับทางผู้สร้างเวปไซด์ ITAX.in.th มาครับ และมีผลช่วยเปลี่ยนแปลงให้การคำนวณภาษีได้ง่ายและสะดวกขึ้น

โดยผมได้รีวิวประสบการณ์ไว้ในบล็อคภาษีข้างถนนทั้งสองบทความ คือ บทความ iTAX.IN.TH : เมื่อภาษีเป็นเรื่องที่ง่าย…ได้อีกนะเธอว์  โดยเพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่คิดว่าตัวเองยังคำนวณภาษีไม่เป็นก็สามารถเข้าไปที่เวปไซด์ ITAX.in.th หรือโหลด App iTAX เข้ามาใช้งานใน Smartphone เพื่อทดลองคำนวณภาษีได้เลยครับ

อย่างไรก็ตาม ผลของการที่ได้เข้าร่วมกับทาง ITAX นั้น ผมคิดว่าตัวโปรแกรมและ Application คำนวณภาษีของ iTAX นั้นตอบสนองได้เพียงคนกลุ่มแรก คือ คนที่คำนวณภาษีไม่เป็นเท่านั้นครับ เพราะคนที่คำนวณภาษีเป็น (อย่างผมเอง) ค่อนข้างมีความรู้สึกเสียเวลาที่จะต้องมาไล่กรอกรายการทีละรายการตามขั้นตอนต่างๆ ไปเรื่อยๆ แทนที่จะกรอกข้อมูลเองทีเดียวเลย นั่นแปลว่ากลุ่มคนที่มีความรู้สึกว่าการคำนวณภาษีเป็นเรื่องลำบาก ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอยู่ดีครับ

แต่แล้วโชคก็เข้าข้างอีกครั้ง (ฮ่าๆๆ) เพราะเมื่อไม่นานมานี้ ทางทีมงาน iTAX ได้พัฒนา Application ออกมาใหม่ที่มีชื่อว่า iTAX Pro และทางผู้พัฒนาเองก็แจ้งให้ผมทราบครับว่า App ตัวนี้สามารถเติมเต็มความต้องการของผู้ที่มีปัญหาในการคำนวณภาษีระดับ Advance กับเค้าบ้าง ซึ่งวันนี้การรีวิวของเราจะเน้นไปที่วิธีทดสอบการใช้งานจริงครับ เอาล่ะเรามาดูกันเลยว่ามันทำงานยังไงอะไรบ้าง

เมื่อเข้าสู่หน้าแรกของ iTAX Pro ระบบให้เรากรอกข้อมูลต่างๆ เพื่อลงทะเบียนการใช้งานครับ หรือจะเลือกลงทะเบียนผ่าน Facebook Account ก็ได้ครับ

โดยหลังจากเราที่เข้าสู่ระบบและกรอกข้อมูลส่วนตัวต่างๆเรียบร้อยแล้ว (เมนูรูปคนที่มุมบนซ้าย) พอเข้ามาแล้วจะมี 4 เมนูให้เราดู คือ รายได้ ลดหย่อน วางแผน และ สรุป ซึ่งเมื่อเข้าไปแต่ละเมนูก็จะพบกับข้อมูลต่างๆที่เราต้องกรอกเพื่มเติมเข้าไปเรื่อยๆ ครับ ในส่วนนี้สำหรับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ที่คำนวณภาษีเองเป็นแล้วก็สามารถเลือกกรอกรายการในส่วนของ รายได้ และ ลดหย่อน ต่างๆได้ตามใจกันเลยครับ

ซึ่งจากการใช้งานในเมนูส่วนแรก… ผมพบข้อสังเกตดังนี้ครับ

1. เมนูรายได้สามารถกรอกรายได้ได้ครบทั้ง 8 ประเภทตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมทั้งกดค่าใช้ การจัดเมนูทำได้เป็นระเบียบไม่สับสน โดยเฉพาะหน้ารายได้เงินปันผล ที่สามารถเลือกได้ทันทีว่าจะรวมคำนวณหรือไม่ ทำให้เราสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าควรใช้เครดิตภาษีเงินปันผลดีไหม

2. เมนูค่าลดหย่อนต่างๆนั้น จัดกลุ่มประเภทให้เลือกใช้ได้ง่ายและไม่สับสนในการใช้งานครับ

หลังจากกรอกรายการ รายได้ และ ค่าลดหย่อนเรียบร้อยแล้ว เรามาดูเมนูอีกเมนูหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือ เมนูวางแผน ที่มีโหมดให้เราลองวางแผนภาษีดูว่า ถ้าใช้สิทธิซื้อ LTF, RMF, ประกันชีวิต และบริจาคต่างๆแล้วจำนวนเงินภาษีที่เราต้องเสียจะลดลงมากแค่ไหน ซึ่งมีประโยชน์ในการลองคำนวณคร่าวๆได้เลย โดยลาก Scrollbar ของแต่ละประเภทดูก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของภาษีที่ลดลงครับ

หรือถ้าอยากให้ App ช่วยวางแผนภาษีแบบอัตโนมัติก็สามารถทำได้ครับ ในปัจจุบันมีให้เลือก 3 แบบ คือ

1) ปรับลงขั้นบันได 1 ขั้น
2) ใช้สิทธิลดหย่อนเต็มที่ (ลดภาษีเต็ม MAX)
3) ใช้สิทธิตามความคุ้มค่า

ซึ่งถ้าใครยังไม่มีไอเดียในการวางแผนภาษีก็สามารถใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาข้อมูลต่างๆได้อีกทางหนึ่งครับ โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าค่อนข้างเป็นประโยชน์ครับ แต่สำหรับเมนูความคุ้มค่านั้น ผมยังไม่แน่ใจว่าทาง App มีหลักเกณฑ์อย่างไรบ้าง ซึ่งตรงนี้คงต้องพิจารณากันต่อไปครับ

สุดท้ายคือ เมนูสรุป ที่ทำให้เราเห็นทันทีว่าตอนนี้เราเสียภาษีอยู่ขั้นบันไดของอัตราภาษีเท่าไร และเสียภาษีเป็นกี่ % ของรายได้เรากันแน่ รวมทั้งยังแสดงวิธีการคำนวณให้เห็นแบบเต็มๆ ด้วย เพื่อให้เราเช็คที่มาของข้อมูลทั้งหมดว่าถูกต้องหรือไม่ครับ

จากการทดลองใช้ล่าสุดพบว่า App นี้ยังออกเอกสารการยื่นแบบแสดงรายการภาษีให้เราทันทีไม่ได้ครับ

โดยรวมแล้วผมมองว่า App นี้ เหมาะกับคนที่ใช้ระบบ e-filing  (ยื่นแบบผ่านอินเตอร์เน็ต) ของกรมสรรพากร

ซื้อ LTF แล้วผลตอบแทนไม่ดี ทำแบบนี้ก็ได้นะครับ

เข้าสู่โค้งสุดท้ายช่วงสิ้นปีทีไร ใครหลายคนจะนึกถึงการซื้อ LTF เพื่อลดหย่อนภาษีใช่ไหมล่ะครับ แต่ผมขอย้ำอีกทีนะครับว่า ก่อนจะซื้อ LTF กองไหนก็ตามนั้น สิ่งสำคัญที่ต้องท่องจำให้ขึ้นใจคือ จุดประสงค์ในการลงทุนของเราต้องเป็นเรื่องหลัก และสิทธิประโยชน์ในการประหยัดภาษีเป็นแค่เรื่องรอง

ทำไมผมถึงพูดแบบนี้? ก็เพราะว่าสิ่งที่วัดความสามารถของผู้จัดการกองทุนที่เรานำเงินไปลงทุนด้วยนั้นคือ เรื่องของผลตอบแทนที่ได้รับครับ โดยเฉพาะการลงทุนใน LTF ที่ต้องถือหน่วยลงทุนไว้ขั้นต่ำ 5 ปีปฎิทิน ซึ่งหากเราเลือกกองทุนที่ดี ผลตอบแทนที่ได้บวกสิทธิประโยชน์ทางภาษีก็จะทำให้ชีวิตยิ่งดีไปกันใหญ่ แต่ถ้าหากเราเลือกกองทุนที่ผิด ผลตอบแทนที่ได้รับอาจจะไม่ดี เลยได้แค่สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นเครื่องปลอบใจเท่านั้นครับ

หลายๆครั้งเวลาที่เราได้รับจดหมายอัพเดทพอร์ตจากบลจ. หรือเดินไปอัพบุ๊คกองทันตามธนาคาร เราก็มักจะลุ้นกับยอดรวมของเงินที่เราลงทุนไปว่าเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน (บางครั้งก็ลุ้นว่าขาดทุนหรือไม่) ถ้าบางคนลงทุนไว้หลายแห่ง ก็จะถึงขั้นนำมาพิจารณาเปรียบเทียบกันว่า ที่ลงทุนไปนั้นที่ไหนให้ผลตอบแทนเยอะกว่า ดังนั้นถ้าหากเราเลือกลงทุนในกองทุนที่ถูกต้อง ชีวิตเราก็น่าจะดีและมีความสุขใช่ไหมล่ะครับ!

แต่ปัญหาก็คือ… แล้วถ้าหากกองทุนที่เราเลือกนั้นเป็นกองทุนที่แย่ขึ้นมาล่ะ แหม่ๆ .. ใครจะไปรู้ว่ากองทุนที่เราเลือกนั้นดีไม่ดีกันล่ะ ตอนซื้อ LTF ก็รีบจะตายเพราะมันใกล้ปลายปี แถมยังต้องต่อคิวนานอีกต่างหาก ได้มาลดภาษีก็ดีเท่าไรแล้ว แบบนี้คงต้องปลงกับชีวิตแล้วค่อยเปลี่ยนไปซื้อกองทุนใหม่ในปีหน้าแทนสินะ !!

หยุดก่อนครับ!! อย่าเพิ่งคิดแบบนั้นเลยครับ เพราะการซื้อกองทุน LTF ที่ผิดนั้นมันไม่ได้แปลว่าเราจะต้องอยู่กับมันไปจนครบกำหนดเงื่อนไขทางภาษี แต่เราสามารถเลือกที่จะ “สับเปลียน” กองทุนจากกองทุนเดิมที่ไม่น่าพอใจ ไปยังกองทุนใหม่ที่ไฉไลกว่าได้ครับ ซึ่งการสับเปลี่ยนกองทุนนั้นจะไม่ถือว่าเป็นการขายและไม่ผิดเงื่อนไขทางภาษีอีกด้วยครับ

โดยการสับเปลี่ยนกองทุนนั้น จะทำได้โดยแยกออกเป็นสองกรณีคือ

  1. สับเปลี่ยนกองทุน LTF ใหม่ในบลจ.เดิม (ไม่เสียค่าธรรมเนียม)
  2. สับเปลี่ยนกองทุน LTF ใหม่ไปยังบลจ.ใหม่ (มีค่าธรรมเนียมขึ้นอยู่กับแต่ละบลจ.)

ขอเน้นย้ำตรงนี้นะครับว่า การสับเปลี่ยนกองทุนที่ไม่ถือเป็นการขายนั้น ต้องสับเปลี่ยนกองทุนประเภทเดียวกันเท่านั้น คือ LTF ไป LTF หรือ RMF ไปยัง RMF ห้ามสับเปลี่ยนกองทุนโดยข้ามประเภทกันโดยเด็ดขาดครับ

เอาล่ะ เรามาดูตัวอย่างกันดีกว่าครับ สมมุติว่า… ผมลงทุนในกองทุน XYZ-LTF ซึ่งผลตอบแทนต่ำเตี้ยเรี่ยติดดินมาก ผมไม่พอใจเลยขอเปลี่ยนไปลงทุนใหม่ในกองทุน ABLTF ของทาง Aberdeen ซึ่งมีผลตอบแทนทีดีกว่า (ในขณะนั้น) โดยสิ่งที่ต้องทำมีดังนี้ครับ

  1. เปิดบัญชีกับทาง บลจ. ใหม่ (Aberdeen) ให้เรียบร้อยเสียก่อน และบอกว่าเดี๋ยวจะย้ายเข้ามาแล้วนะ หรือถ้ามีบัญชีอยู่แล้วก็ไม่ต้องเปิดใหม่ครับ
  2. เดินไปบอกทาง บลจ. เดิม (กองทุน XYZ-LTF) พร้อมตีหน้าเศร้าบอกว่า โทษทีเราอยู่ร่วมกันไม่ได้ขอลาไปก่อนละกัน ดังนั้นชั้นจะขอสับเปลี่ยนกองทุนไปจากเธอ
  3. ระบุให้ชัดเจนว่าจะสับเปลี่ยนไปทาง บลจ.ใหม่ (กองทุน ABLTF) พร้อมกรอกฟอร์มให้เรียบร้อย
  4. บลจ.ทั้งสองจะติดต่อหากันและยืนยันข้อมูลในระบบ หลังจากหน่วยลงทุนของเราจะถูกสับเปลี่ยนไปยังกองทุนใหม่ภายในระยะเวลาประมาณ 5 วันทำการ

ทีนี้การสับเปลี่ยนกองทุนนั้น จะมีค่าธรรมเนียมอยู่ 2 ส่วน คือ ค่าธรรมเนียมในการสับเปลี่ยนออกจากกองทุนเดิม และ ค่าธรรมเนียมในการสับเปลี่ยนเข้ากองทุนใหม่ ซึ่งจากตัวอย่างที่ยกมานี้ การสับเปลี่ยนไปยังกองทุน ABLTF จะไม่เสียค่าธรรมเนียมในการสับเปลี่ยนเข้าครับ ส่วนค่าธรรมเนียมในการสับเปลี่ยนออกต้องสอบถามทางบลจ.ที่เป็นผู้ดูแลกองทุนเดิมของเราครับ

เห็นไหมครับว่า การสับเปลี่ยนกองทุนนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย เพียงแต่สิ่งทีต้องพิจารณาเปรียบเทียบกันคือ “ค่าธรรมเนียม” ในการสับเปลี่ยนที่เราต้องเสียไป (ขึ้นอยู่กับแต่ละ บลจ.) กับผลตอบแทนของกองทุน LTF ตัวใหม่ที่คาดหวังว่าจะได้รับครับว่า มันคุ้มกันหรือเปล่า ซึ่งตรงนี้ผมขอแนะนำว่า เราคงต้องพิจารณาถึงผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน ทั้งความสม่ำเสมอ และความน่าเชื่อถือต่างๆที่ได้รับด้วยครับ เช่น การได้รับรางวัลจาก MorningStar หรือความน่าเชื่อของทาง บลจ. ประกอบกันครับ

สุดท้ายแล้ว.. ผมอยากแนะนำว่าทางที่ดีที่สุดคือการเลือกซื้อ LTF ตามวัตถุประสงค์ในการลงทุนของเรา เลือกกองทุนที่ผลตอบแทนดีและสอดคล้องกับสิ่งที่เราต้องการเป็นสาเหตุหลัก และมีประโยชน์ทางด้านภาษีเป็นเรื่องรอง แต่ถ้าหากทำพลาดไปแล้ว การสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนก็เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งทางออกที่ช่วยให้เราบริหารจัดการผลตอบแทนของเราให้เกิดประโยชน์มากที่สุดครับ

หมายเหตุ : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนข้อมูลโดย บลจ. Aberdeen และสำหรับผู้ที่สนใจซื้อ หรือสับเปลี่ยนหน่วยไปยังกองทุนของ บลจ. Aberdeen สามารถติดต่อได้ที่ผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุนทั่วประเทศ ตามรายละเอียดในลิงค์นี้ครับ www.aberdeen-asset.co.th/LTF-RMF

ผลการดำเนินงานในอดีต/ ผลการเปรียบเทียบ ผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ติดต่อขอรับหนังสือชี้ชวนได้ทุกวันทำการที่ บลจ.อเบอร์ดีน หรือผู้สนับสนุนการขายทุกราย หรือดาวน์โหลดผ่านทางเว็บไซต์ของบลจ. การลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งอาจทำให้ได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรก ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และคู่มือภาษีก่อนตัดสินใจลงทุน

บทความนี้เป็นบทความ Advertorial

เทคนิคการหาหุ้นที่ขึ้นเร็วแต่ลงช้า(ตอนที่1)

ผมเชื่อว่า สุดยอดคุณสมบัติของหุ้นที่ทุกคนปรารถนาอยากได้มาอยู่ในพอร์ท คือ หุ้นที่เวลาราคาขึ้นจะขึ้นเร็ว แต่เวลาลงปรับตัวลงช้า เชื่อไหมครับว่า มีเทคนิคในการหาหุ้นที่มีลักษณะแบบนี้อยู่จริงครับ บทความนี้ผมจะมาแนะนำวิธีที่นักวิเคราะห์ทางเทคนิคใช้หาหุ้นที่ราคาขึ้นเร็วแต่ลงช้า ลำดับแรกเรามารู้จักความหมายกันก่อนว่า “ขึ้นเร็วลงช้า” มันคืออะไร

ขึ้นเร็ว ลงช้า คืออะไร

มาทำความเข้าใจกันก่อนครับว่า ความหมายของคำว่า “ขึ้นเร็ว” กับ “ลงช้า” ในบทความนี้จะหมายถึง ความเร็วในการขึ้นลงของราคาเชิงสัมพัทธ์ โดยเปรียบเทียบการขึ้นหรือลงของราคาหุ้น  กับ การขึ้นหรือลงของตลาดรวม (ในประเทศไทยตลาดรวมที่เอาไว้ใช้เปรียบเทียบหรืออ้างอิง คือ ดัชนี SET)

หุ้นที่ขึ้นเร็วแต่ลงช้า จึงหมายถึง หุ้นที่เวลาดัชนี SET ปรับตัวเพิ่มขึ้น หุ้นตัวนี้ราคาจะเพิ่มขึ้นด้วยเปอร์เซนต์ที่สูงกว่าดัชนี SET แต่ถ้าดัชนี SET ปรับตัวลดลง หุ้นตัวนี้จะปรับตัวลดลงเป็นเปอร์เซนต์ที่น้อยกว่า SET (ไม่ได้หมายความว่าหุ้นตัวนี้ราคาจะขึ้นอย่างเดียวไม่มีลงนะครับ)

มีคำศัพท์เฉพาะที่ใช้เรียกหุ้นที่มีลักษณะแบบนี้ว่า หุ้นที่มีความแข็งแกร่งสัมพัทธ์ (Relative Strength) หรือหุ้นที่แข็งแกร่งกว่าตลาด ส่วนหุ้นที่ราคาขึ้นช้ากว่าตลาดและปรับตัวลดลงเร็วกว่าตลาด ซึ่งเป็นหุ้นที่ไม่มีใครชอบ เราจะเรียกว่าเป็นหุ้นที่มีความอ่อนแอสัมพัทธ์ (Relative Weakness) หรือหุ้นที่อ่อนแอกว่าตลาด

Relative Strength

มีสมมุติฐานในการวิเคราะห์ทางเทคนิคข้อหนึ่งบอกว่า ราคาและปริมาณการซื้อขาย สะท้อนถึงความต้องการซื้อและความต้องการขายของคนในตลาด ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยทุกอย่างที่มากระทบกับหุ้นตัวนั้น ๆ เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นหุ้นที่มี relative Strength ราคาขึ้นเร็วกว่าตลาด และราคาปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาด  แสดงว่า มีคนอยากซื้อหุ้นตัวนี้มาก (Demand สูง) และ มีคนอยากขายหุ้นตัวนี้น้อย (Supply ต่ำ) นั่นเอง

มีการทดลองเกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคจำนวนมาก ที่ได้ข้อสรุปออกมา ว่า หุ้นที่แข็งแกร่งกว่าตลาดก็มักจะมีแนวโน้มที่จะคงความแข็งแกร่งนั้นไปเรื่อย ๆ ส่วนหุ้นอ่อนแอกว่าตลาดก็มีแนวโน้มที่จะอ่อนแออยู่อย่างนั้น จนกว่าจะมีปัจจัยเข้ามากระทบและทำให้ความแข็งแกร่งนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยพฤติกรรมของผู้ซื้อผู้ขายจะแสดงให้เราเห็นเองผ่านราคาที่ซื้อขายกันในตลาดว่าความแข็งแกร่งได้มีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว

ในสถานการณ์จริงที่พบเห็นได้บ่อยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ คือ เวลาที่ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้น หลายคนที่ตกรถซื้อหุ้นไม่ทัน มักจะมองหาซื้อหุ้นที่ราคายังไม่ปรับตัวขึ้น หรือราคาปรับตัวขึ้นช้ากว่าตัวอื่น โดยหวังว่าหุ้นที่ราคายังไม่ปรับตัวขึ้นเหล่านั้นจะขยับขึ้นตามหุ้นที่ราคาขึ้นไปเร็วกว่า แต่ก็มักจะผิดหวัง เพราะหุ้นที่ราคาไม่ยอมขึ้น หรือราคาขึ้นช้ากว่าหุ้นตัวอื่น ๆ เมื่อซื้อไปแล้ว ราคาก็ยังไม่ยอมขึ้นอยู่อย่างนั้น ส่วนหุ้นตัวที่ราคาขึ้นไปเร็วกว่า กลับมีราคาเพิ่มสูงเร็วขึ้นไปอีก 

หรือในสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลง หลายคนก็มักจะมองหาซื้อหุ้นที่มีราคาปรับตัวลดลงมากกว่าตัวอื่น ๆ เพราะเชื่อว่าหุ้นที่ปรับตัวลดลงมาก เวลาที่ตลาดหุ้นเริ่มกลับตัวเป็นขาขึ้น น่าจะปรับตัวขึ้นได้มากกว่าตัวอื่นๆ ซึ่งผลที่ออกมาส่วนใหญ่ หุ้นที่ลงไปเยอะ เวลาตลาดหุ้นเริ่มกลับตัวเป็นขาขึ้น ดันไม่ยอมปรับตัวขึ้นตามตลาดหุ้น หรือปรับตัวขึ้นก็ขึ้นช้ากว่าตลาด ส่วนหุ้นที่ปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาด เวลาที่ตลาดเริ่มกลับตัว หุ้นเหล่านี้ส่วนมากจะปรับตัวขึ้นได้เร็วกว่า

นักเทคนิคไม่รู้หรอกว่าทำไมหุ้นถึงขึ้นเร็ว และลงช้า แต่รู้ว่ามันต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่างที่ทำให้มันมีลักษณะแบบนั้น โดยไม่จำเป็นต้องสนใจว่าเหตุผลคืออะไร แต่ลักษณะของหุ้นที่ขึ้นเร็วลงช้า คือ หุ้นที่มีคนอยากซื้อมาก และมีคนอยากขายน้อย นั่นเอง

ผลสรุปของการทดลองเกี่ยวกับ Relative Strength จำนวนมากจึงมีข้อแนะนำว่า  หุ้นที่น่าสนใจซื้อ คือ หุ้นที่แกร่งกว่าตลาด เพราะให้เราซื้อและถือหุ้นที่มีคนอยากซื้อมาก และมีคนขายน้อย และควรหลีกเลี่ยงหุ้นที่อ่อนแอกว่าตลาด

หมายเหตุ :  Relative Strength ไม่ใช่ RSI หรือ Relative Strength Index ที่เป็น Indicator ตัวหนึ่งในการวิเคราะห์ Momentum นะครับ เป็นคนละตัวกัน

การทดลองเกี่ยวกับ Relative Strength

ผมได้ทำการทดลองแบบเล่น ๆ โดยเปรียบเทียบมูลค่าของพอร์ท 3 ประเภทระหว่าง

1. พอร์ทที่ซื้อหุ้นแข็งแกร่งกว่าตลาด

2. พอร์ทที่ซื้อหุ้นอ่อนแอกว่าตลาด

3. พอร์ทที่ถือหุ้นทุกตัวในตลาด (ในการทดลองนี้ ใช้หุ้นในกลุ่ม SET50 เป็นตลาดรวม)  

โดยดูว่าพอร์ททั้ง 3 ประเภทนี้พอร์ทไหนจะทำให้ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่ากัน

พอร์ทที่ซื้อหุ้นแข็งแกร่งกว่าตลาด 10 ตัว

ใช้เงินเริ่มต้นที่ 1,000,000 บาท จะซื้อหุ้นทั้งหมด 10 ตัว จากหุ้นในกลุ่ม SET 50 จำนวน 50 ตัว โดยการซื้อหุ้นตอนต้นเดือน และถือเอาไว้เป็นระยะเวลา 1 เดือน เมื่อถึงสิ้นเดือนจะขายหุ้นทุกตัวในพอร์ทออกไป

พอขึ้นวันแรกของเดือนใหม่ จะซื้อหุ้นเข้ามาใหม่ 10 ตัว โดยดูว่าในเดือนที่แล้วหุ้นตัวไหนที่มีความแข็งแกร่งมากที่สุด (วัดจาก % การเปลี่ยนแปลงของราคา) เรียงตามลำดับ 10 อันดับแรก และถือไว้ 1 เดือน

ทำการซื้อขายหุ้นด้วยวิธีการนี้ซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มตั้งแต่ เดือนมกราคม 2009 ไปสิ้นสุด เดือนธันวาคม 2014 (ระยะเวลา 6 ปี)

ผลการทดลองเมื่อสิ้นสุดปีที่ 6 พบว่า พอร์ที่ถือหุ้นที่แข็งแกร่งกว่าตลาด 10 ตัว มีมูลค่าของพอร์ทรวมสูงกว่า พอร์ทที่ถือหุ้นทุกต้วใน SET 50

พอร์ทที่ซื้อหุ้นแข็งแกร่งกว่าตลาด 5 ตัว

ใช้เงินเริ่มต้นที่ 1,000,000 บาท จะซื้อหุ้นทั้งหมด 5 ตัว จากหุ้นในกลุ่ม SET 50 จำนวน 50 ตัว โดยการซื้อหุ้นตอนต้นเดือน และถือเอาไว้เป็นระยะเวลา 1 เดือน เมื่อถึงสิ้นเดือนจะขายหุ้นทุกตัวในพอ&

4 ขั้นตอนสร้างบัญชีเงินเดือนขั้นเทพ!!

บทความหลายๆหัวข้อนั้นมาจากการตั้งคำถามเพื่อหาวิธีให้แฟนเพจเริ่มออมเงินได้ ครั้งนี้ก็เช่นกันที่คิดว่าจะทำอย่างไรให้เรารู้ว่าเงินเดือนของตนเองไปอยู่ที่ไหนบ้าง ส่วนใหญ่ก็จะแนะนำให้จดบัญชีรายรับรายจ่าย เราคิดว่าแบบเดิมก็ดีอยู่แล้ว แต่มันน่าจะพัฒนาต่อยอดไปที่วิธีอื่นๆได้

 

คนส่วนใหญ่มักละเลยเรื่องใกล้ตัว ตัวเราก็เช่นกัน วันหนึ่งเราก็คิดว่าทำไมไม่นำวิธีที่เราใช้มาเขียนล่ะ แม้ว่าจะใช้ไม่ได้ผลกับทุกคน แต่ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่อาจจะทำให้คนอื่นนำมาต่อยอดเป็นแบบอื่นๆได้ โดยแนวคิดนี้มีหลักการว่า “กระดาษแผ่นเดียวเห็นภาพรวมของเงินทั้งเดือน”

วิธีของเราไม่ใช่สูตรสำเร็จที่ต้องทำตามเป๊ะๆ มันจะต้องนำมาดัดแปลงให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตนเอง เพราะเราเขียนในฐานะคนโสดที่ต้องดูแลตัวเอง ก็จะแตกต่างกับคนที่มีครอบครัวแล้ว แต่หลักการนี้ คนที่มีครอบครัวไม่มีลูกหรือมีลูกหลายคน คนกำลังจะแต่งงาน คนที่มีปัญหาหนี้สินพะรุงพะรัง ก็สามารถนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้ได้

 

ทำไมต้องจัดระบบบัญชีเงินเดือน?

 

ถ้าเราอยากเห็นวิวสวยๆบนยอดเขาก็ต้องเดินขึ้นไปบนยอดเขา เพื่อจะได้เห็นภาพมุมกว้างได้รอบทิศทาง การจัดระบบบัญชีเงินเดือนก็เช่นกัน หากเราต้องการรู้ว่าเงินเดือนของเราไปอยู่ที่ไหนบ้างในแต่ละเดือน เราก็จดทุกอย่างไว้ในที่เดียวกันเพื่อจะได้มองเห็นภาพรวมของเงินเดือนได้ง่ายมากขึ้น รวมถึงการปรับตัวได้ทันสถานการณ์ เช่น หากตอนนี้มีหนี้เยอะ ก็จะต้องปรับพฤติกรรมการใช้เงินให้เข้มงวดมากขึ้น

 

“ถ้าเราจัดการเงินจำนวนน้อยได้ดีแล้ว 

เราก็จัดการเงินจำนวนมากได้เช่นกัน” 

 

ไม่ควรประวิงเวลาในการดูแลเงินของตนเอง ด้วยข้ออ้างว่าจะต้องมีเงินมากกว่านี้ก่อนหรือต้องทำให้หนี้สินหมดก่อนถึงจะเริ่มออมเงิน รับรองได้ว่าสุดท้ายเราก็ไม่ได้ออมเงินแน่นอน สำหรับผู้ที่สงสัยว่ามีหนี้จะออมเงินได้หรือไม่ อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ “มีหนี้ก็มีเงินออมได้ https://aommoney.wpenginepowered.com/?p=5176”

 

เริ่มเลย…กับ 4 ขั้นตอนสร้างบัญชีเงินเดือนขั้นเทพ!!

 

ขั้นตอนที่ 1 แยกบัญชีเงินเดือนออกเป็น 3 บัญชี

 

จัดการเงินเดือน1    

สมการเงินออมของเดิม

รายได้ – เงินออม = รายจ่าย

 

ส่วนตัวมองว่ารายจ่ายหนึ่งที่ต้องเข้มงวดมากๆ คือ หนี้สิน ที่จำเป็นต้องจ่ายก่อนไปใช้จ่ายส่วนตัว หากนำมาผสมกันก็อาจจะทำให้สับสน นำเงินที่ต้องชำระหนี้มาใช้จ่ายส่วนตัวจนไม่มีเงินไปชำระหนี้ก็ได้ เราจึงแบ่งรายจ่ายออกมาเป็นสมการเงินออมอีกแบบหนึ่ง คือ

 

รายได้ – เงินออม – รายจ่ายหนี้สิน = รายจ่ายส่วนตัว

 

แนวคิดจากสมการเงินออม : เมื่อมีรายได้แล้วควรนำไปออมก่อน จากนั้นก็หักหนี้สินที่ต้องจ่ายออกไป สุดท้ายก็เหลือไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน คือ รายจ่ายส่วนตัว โดยการแยกบัญชีเงินออมและรายจ่ายให้ชัดเจน ไม่ควรรวมไว้ในบัญชีเงินเดือนเพียงบัญชีเดียวเพราะเราจะสับสน อาจจะเผลอหยิบเงินออมมาใช้จ่ายนะจ๊ะ

 

เราแบ่งรายจ่ายเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้

 

จัดการเงินเดือน2

 

เราควรแบ่งบัญชีรายจ่ายให้ชัดเจน เพื่อจะได้รู้ว่าขณะนี้ตนเองมีหนี้สินเท่าไหร่ ถ้ามีมากกว่าที่หาได้ก็ต้อง เริ่มระมัดระวังปรับพฤติกรรมการใช้เงินของตนเอง คือ ไม่ควรสร้างหนี้เพิ่มขึ้นหรือปรับลดรายจ่ายส่วนตัวให้น้อยลง

 

เราสามารถแบ่งสัดส่วนเงินเพื่อจะได้เห็นภาพของรวมเงินเดือน ซึ่ง “ตัวอย่างวิธีจัดระบบเงินเดือน” ภาพข้างล่างนี้ เราสามารถเพิ่มหรือลดสัดส่วนของเงินออม รายจ่ายหนี้สินและรายจ่ายส่วนตัวได้ตามกรอบเงินเดือนของตนเองที่ได้รับในแต่ละเดือน ภาพตัวอย่างนี้เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้เป๊ะ เพราะแต่ละคนมีไลฟ์สไตล์แตกต่างกัน แต่ที่สำคัญควรมีเงินออมขั้นต่ำ 10% ของเงินเดือน

 

จัดการเงินเดือน3

 

ขั้นตอนที่ 2 จัดระบบบัญชีเงินออม

 

ขั้นตอนนี้จะเป็นการจับคู่ระหว่างเป้าหมายของเงินออมและแหล่งเก็บเงินตามระยะเวลา โดยเริ่มต้นที่เขียนเป้าหมายการเงินของตนเองออกมาก่อน โดยเริ่มจากคำว่า “อะไร เท่าไหร่ เมื่อไหร่” ตามระยะเวลาสั้น กลางและยาว แล้วเลือกแหล่งเก็บเงินตามเป้าหมายในระยะสั้น กลางและยาวเช่นกัน โดยขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้

 

ตัวอย่างการตั้งเป้าหมาย : เก็บเงินแต่งงาน 300,000 บาทในอีก 2 ปีข้างหน้า

 

จัดการเงินเดือน4

 

แหล่งเก็บเงินตามระยะเวลา

 

  1. ระยะสั้น คือ ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ไว้ใช้เพื่อปรับสภาพคล่องให้ตนเองในยามฉุกเฉิน โดยทั่วไปมนุษย์เงินเดือนจะเก็บไว้ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่าย แต่ถ้าเป็นฟรีแลนซ์อาจจะเก็บถึง 12 เท่าของค่าใช้จ่าย (เก็บไว้เผื่อบางช่วงงานไม่มี)
    • การเก็บเงินระยะสั้นนี้ควรเก็บไว้ที่ความเสี่ยงต่ำสุด โดยเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วที่สุด เช่น การฝากออมทรัพย์ กองทุนรวมตลาดเงิน ทองรูปพรรณ (บางคนชอบทองคำก็นำมา ใช้เวลาฉุกเฉินเพราะเข้าโรงรับจำนำได้)
  2. ระยะปานกลาง คือ เวลา 1 ปีขึ้นไปแต่ไม่เกิน 5 ปี เป็นเป้าหมายใกล้ๆ เช่น เรียนต่อโท การศึกษาลูก แต่งงาน ซื้อบ้าน ซื้อรถ ฯลฯ
    • การเก็บเงินระยะปานกลาง สามารถเลือกความเสี่ยงที่สูงขึ้นเพื่อมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเรารับ ได้มากแค่ไหนด้วยนะจ๊ะ สามารถเก็บไว้ได้หลายรูปแบบ เช่น ฝากประจำ ตราสารหนี้ กองทุนรวมหุ้น กองทุนรวมผสม ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ LTF
  3. ระยะยาว คือ เวลาเกิน 5 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นเป้าหมายเก็บเงินไว้ใช้ในช่วงเกษียณ
    • แหล่งเก็บเงิน เช่น หุ้นปันผลสูง RMF พันธบัตรรัฐบาล ประกันชีวิตแบบบำนาญ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(บริษัทเอกชน) กบข.(ข้าราชการ)

 

ขั้นตอนที่ 3 จัดระบบบัญชีรายจ่าย

 

รายจ่ายส่วนหนี้สินก็รู้อยู่แล้วว่ามีอะไรบ้าง เพราะจะมีใบเรียกชำระหนี้ส่งมาที่บ้าน เราก็จะรู้ว่าต้องชำระหนี้อะไรบ้าง ส่วนนี้ค่อนข้างสำคัญเพราะเราควรเขียนออกมาว่ามีรายจ่ายหนี้สินอะไรและเท่าไหร่ เมื่อหักเงินส่วนหนี้ออกไปแล้วก็จะรู้ว่าตนเองเหลือเงินใช้ในชีวิตประจำวันเท่าไหร่

 

รายการส่วนของรายจ่ายนี้ของแต่ละคนก็จะแตกต่างกัน แนวคิดหลักเพียงต้องการให้เราเขียนแยกรายละเอียดให้ตนเองเข้าใจและเห็นภาพรวมของรายจ่ายแต่ละเดือนง่ายขึ้น  

 

จัดการเงินเดือน5

 

ขั้นตอนที่ 4 ลงมือทำทำที!!

 

เน้นว่า…ทันที!!

 

การสร้างบัญชีเงินเดือนขั้นเทพนี้จะสำเร็จได้ก็ต้องใช้การลงมือทำ ลำพังแค่นั่งมโนคิดอย่างเดียวก็ไม่มีทางทำสำเร็จได้ อย่าพึ่งคิดว่าทำไม่ได้หากยังไม่ได้ลองทำนะจ๊ะ แล้วไม่ควรคิดว่า “เดี๋ยวค่อยทำ” เพราะส่วนใหญ่จะไม่ได้ทำเลย

 

จัดการเงินเดือน6

 

สรุปภาพรวมเงินเดือนได้ว่า…

 

บัญชีเงินออม ==> ตั้งเป้าหมายการออมโดยเลือกแหล่งเก็บเงินออมที่เรายอมรับความเสี่ยงได้และเข้าใจว่าลงทุนอย่างไร สร้างระบบแล้วทำอัตโนมัติทุกเดือน อ่านเพิ่มเติมวิธีสร้างระบบเงินออมอัตโนมัติได้ที่ วิธีจัดการเงินเดือนในยุคออนไลน์ คลิกที่นี่ได้เลยจ้า 

 

รายจ่าย ==> เขียนรายจ่ายแต่ละเดือนของตนเองออกมา เพื่อจะได้รู้ว่าเดือนนี้ควรทำอย่างไร เช่น หากมีหนี้บัตรเยอะเกินไป แสดงว่าเดือนนี้ควรงดรูดบัตรเครดิตสร้างหนี้เพิ่ม หรือลดการสังสรรค์กับเพื่อนลงเพื่อจะได้ประหยัดมากขึ้น

 

แนวคิดหลักของบทความนี้ คือ รู้จักเงินเดือนของเราได้ในกระดาษแผ่นเดียว เน้นว่าไม่จำเป็นต้องทำตามแบบนี้เป๊ะเพราะมันไม่ใช่สูตรสำเร็จ เราเขียนจากสิ่งที่ใช้กับตนเองเพื่อแบ่งปันให้คนอื่นนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตนเอง

 

เริ่มสร้างบัญชีเงินเดือนขั้นเทพกันเลยยยยย ^_^

 

เล่นหุ้นอย่างไรไม่มีเจ๊ง

ในตลาดหุ้นเค้าว่ากันว่า 100 คน มีคนขาดทุน 80 คน คนเท่าทุน 15 คน คนกำไร 5 คน (อยากรู้จังว่าไอ้ “เค้า” เนี่ยมันเป็นใคร ^_^”) ข้อความนี้เป็นจริงหรือเปล่าผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่มีอยู่อย่างนึงที่ผมแน่ใจสุด ๆ คือ คนที่ขาดทุนมีจำนวนเยอะกว่าคนที่มีกำไร

ในเมื่อคนที่เล่นหุ้นแล้วเจ๊งเป็นคนส่วนใหญ่ของตลาด ดังนั้นผมคิดว่าเป้าหมายแรกของนักลงทุนหน้าใหม่ คงไม่ใช่การพยายามเล่นหุ้นให้ได้กำไรเสียแล้ว แต่น่าจะเป็นการพยายามเล่นหุ้นยังไงไม่ให้เจ๊งมากกว่า

จากประสบการณ์ในการให้คำแนะนำกับเพื่อน ๆ นักลงทุน พบว่าคนส่วนใหญ่เวลาที่จะซื้อหุ้นมักให้ความสำคัญผลกำไรที่คาดว่าจะได้ โดยการตั้งคำถามว่า “ซื้อหุ้นตัวนี้แล้วราคาเป้าหมายน่าจะไปที่เท่าไหร่ แล้วจะได้กำไรเท่าไหร่” แต่ในทางตรงกันข้ามเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ ในการเทรดแต่ละครั้งจะให้ความสำคัญไปที่ความเสี่ยง และผลขาดทุนก่อนเสมอ เพื่อกำหนดว่าในการเทรดครั้งนี้จะซื้อจำนวนกี่หุ้นดี  

ดังนั้นถ้าจะให้ผมแนะนำมือใหม่ว่า จะเล่นหุ้นอย่างไรให้ได้กำไร ผมจะบอกว่า “การเล่นหุ้นให้ได้กำไร ต้องคิดว่าจะเล่นหุ้นอย่างไรไม่ให้เจ๊ง”  แล้วสุดท้ายผลกำไรจะตามมาเอง ซึ่งความรู้ที่นักลงทุนต้องศึกษาเอาไว้ เพื่อนำมาสร้างกลยุทธ์ในการเอาตัวรอดในตลาดนั้น ก็คือ การบริหารความเสี่ยงและเงินลงทุน หรือ Money Management นั่นเอง ซึ่งผมจะแนะนำให้รู้จักกันในบทความนี้ครับ

Money Management

หลังจากที่เราวิเคราะห์กราฟทางเทคนิค เพื่อให้ได้จังหวะในการซื้อหุ้นที่ดีแล้ว เราเคยตอบคำถามเหล่านี้ต่อไปนี้กันไหมครับ

1 จะเสี่ยงขาดทุนในการซื้อหุ้นครั้งนี้กี่บาท เพราะอะไร ?  

2 จะซื้อกี่หุ้น เพราะอะไร ?

3 จะใช้เงินในการซื้อขายกี่บาท เพราะอะไร ?

ถ้ายังไม่เคยผมเชื่อว่าหลังจากที่อ่านบทความนี้จบแล้วทุกคนจะเห็นถึงความสำคัญของคำถามเล่านี้ทันที เพราะคำถามเหล่านี้จะช่วยให้เราเอาตัวรอดในตลาดได้ และทำให้เล่นหุ้นแล้วไม่เจ๊งนั่นเอง

ทำไม Money Management จึงสำคัญ

การบริหารความเสี่ยงและเงินลงทุนในการซื้อขายหุ้นแต่ละครั้ง หรือ Money Management มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากการเทรดหุ้นมีข้อจำกัดและความไม่แน่นอนหลายอย่างที่นักลงทุนจะต้องเจอ กระบวนการของ Money Management จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมพร้อมรองรับกับความไม่แน่นอนต่าง ๆ เหล่านี้ เช่น

1)  ไม่รู้ว่าผลการซื้อขายในแต่ละครั้ง ครั้งไหนจะออกมาเป็นกำไร ครั้งไหนผลการซื้อขายจะออกมาเป็นขาดทุน และไม่รู้ว่าจะมีผลการซื้อขายที่ขาดทุนติดต่อกันกี่ครั้ง ดังนั้น จึงต้องมีการจำกัดความเสี่ยงโดยกำหนดผลขาดทุนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในแต่ละครั้ง ถ้าการเทรดหุ้นมีผลขาดทุนครั้งละมาก ๆ และติดต่อกันหลายครั้ง โอกาสที่จะได้ทุนคืนยิ่งยากมากขึ้น และโอกาสหมดตัวสูงขึ้น

2) การตัดสินใจเลือกเทรดหุ้นแต่ละตัว มีโอกาสไม่เป็นไปตามที่คิดได้เสมอ เพราะเราไม่รู้ว่า หุ้นตัวไหนราคาจะขึ้นหรือลง หุ้นตัวไหนจะขึ้นช้าหรือขึ้นเร็ว ผลการเทรดหุ้นตัวไหนจะออกมาเป็นกำไรหรือขาดทุน หุ้นตัวไหนจะทำให้ได้กำไรมากหรือน้อย ดังนั้น เราจึงต้องกระจายความเสี่ยงโดยการเทรดหุ้นหลายตัว และหลีกเลี่ยงการซื้อหุ้นที่ราคามีความสัมพันธ์กันพร้อม ๆ กัน (ขึ้นก็ขึ้นเหมือนกัน ลงก็ลงเหมือนกัน) เพราะถ้าเราทุ่มเงินทั้งหมดเพื่อเทรดหุ้นเพียง 1-2 ตัวแล้วไม่เป็นไปตามที่เราคิดไว้ ก็จะเกิดผลเสียหายอย่างมาก

3) ทุกคนมีเงินทุนที่จำกัด ดังนั้น จึงจำเป็นต้องจัดสรรเงินที่จะเทรดในแต่ละครั้ง เพื่อให้ซื้อหุ้นได้หลายตัวในเวลาเดียวกัน ถ้าไม่จำกัดเงินทุนในการเทรดแต่ละครั้ง เมื่อมีโอกาสใหม่เข้ามาเราก็จะไม่สามารถคว้าโอกาสนั้นไว้ได้

“ เป้าหมายของ Money Management ต้องการให้ผู้ลงทุนสามารถเทรดหุ้นได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว คนที่มีความรู้ในการอ่านกราฟ แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการเทรดเพราะไม่มี Money Management ”

ตารางกำไร-ขาดทุน-เท่าทุน

ผมอยากแนะนำให้เพื่อน ๆ นักลงทุนมือใหม่รู้จักกับตารางแสดงผลกำไรขาดทุนกันครับ เพื่อเป็นการย้ำอีกรอบว่า เวลาเทรดหุ้นเราควรให้ความสำคัญกับผลขาดทุนก่อนเป็นลำดับแรก ก่อนที่จะคิดถึงเรื่องผลกำไร

ตัวเลขในตารางมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เห็นว่าการที่นักลงทุนยอมปล่อยให้เกิดผลขาดทุนมาขึ้นเท่าไหร่ ในการเทรดครั้งถัดไปจะยิ่งต้องการกำไรมากขึ้นเพื่อให้เงินกลับมาเท่าทุน!!! เน้นครับว่า แค่เท่าทุนเท่านั้นนะครับ ยังไม่ได้กำไรเลย

ตัวอย่างจากตารางจะเห็นได้ว่า ถ้าเราเทรดหุ้นแล้วเราปล่อยให้เกิดผลขาดทุนถึง 50 % กว่าที่เราจะทำให้เงินทุนกลับมาเท่าเดิม ในครั้งถัดมาเราจะต้องทำกำไรให้ได้ 100% จากเงินที่เหลือ เห็นไหมครับว่าเป็นเรื่องไม่ง่ายเลยที่จะทำกำไรได้มากขนาดนั้น ดังนั้นในการเทรดหุ้น สิ่งสำคัญที่จะทำให้เทรดหุ้นแล้วไม่เจ๊ง คือ ห้ามขาดทุนเยอะเด็ดขาด ซึ่ง Money Management จะเป็นกระบวนการที่ช่วยให้เราไม่ตกอยู่ในสภาวะขาดทุนมากนั่นเอง

เล่นหุ้นอย่างไรไม่มีเจ๊ง

ในบทความนี้มีคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับ Money Management ที่ผมอยากจะแนะนำให้รู้จักกัน คือ Risk of Ruin หรือ ความน่าจะเป็นที่จะเจ๊ง(เจ๊ง = หมดตัว) ตัวเลขตัวนี้จะบอกว่าวิธีการเทรดหุ้นของเราในปัจจุบันมีความเสี่ยงในการซื้อขายหุ้นแล้วจะเจ๊งมากน้อยขนาดไหน

ปัจจัยที่มีผลกับ Risk of Ruin (ROR)

เราจะรู้ว่ามีตัวเองมีความน่าจะเป็นที่เทรดหุ้นแล้วเจ๊งมากน้อยขนาดไหน เราจะขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 อย่าง คือ

1) % Win Ratio (กำไรบ่อยไหม) คำนวณจาก จำนวนครั้งที่กำไร หาร จำนวนครั้งที่ซื้อขายทั้งหมด เป็นค่าที่บอกว่าครั้งที่ผลการเทรดออมาเป็นกำไร คิดเป็นกี่เปอร์เซนต์ของจำนวนครั้งที่เทรดทั้งหมด

2) Payoff Ratio

ใกล้สิ้นปีแบบนี้ ซื้อ LTF กองไหนดี บทความนี้มีคำตอบจ้า

สวัสดีครับ ยิ่งเข้าใกล้ปลายปีมากแค่ไหน คำถามสุดฮอตฮิตติดลมบนคงไม่พ้นกับคำถามสั้นๆ ง่ายๆ (แต่ตอบยาก) ว่า ซื้อ LTF กองไหนดี? เอาแบบที่ลดภาษีได้เยอะๆ และได้ผลตอบแทนดีๆ อะแฮ่ม ถ้ากล้าถามแบบนี้ วันนี้ก็มีคำตอบให้ชัดๆ กันไปเลยครับ

แต่ก่อนที่จะตอบว่า ซื้อ LTF กองไหนดี ผมขอแนะนำแบบนี้ให้ทราบกันก่อนนะครับว่าในการซื้อ LTF นั้นควรมีข้อระวังดังต่อไปนี้

1. คำนวณภาษีให้เป็น

ข้อนี้ผมเน้นทุกบทความจนแทบจะละเมอทุกครั้งที่มีคนถามแล้วครับ เพราะคำถามแรกที่เราต้องถามตัวเองก็คือ เราต้องเสียภาษีหรือเปล่า? ถ้าเราไม่ต้องเสียภาษี เราไม่จำเป็นต้องซื้อ LTF แต่ควรไปซื้อกองทุนอื่นๆ ที่ไม่ติดเงื่อนไขจะดีกว่า เนื่องจากถ้าหากไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ทำให้เราอาจจะต้องเสียภาษีในส่วนของกำไรจากการขายได้ครับ

2. เข้าใจทรัพย์สินที่ลงทุน

ก่อนจะตัดสินใจซื้อ LTF ควรต้องทราบก่อนว่า LTF นั้นลงทุนในอะไร ใช่ครับผม LTF คือกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นอย่างน้อยเป็นสัดส่วนถึง 65% ของสินทรัพย์ทั้งหมดในกองทุนนั้นๆ ซึ่งมันแปลว่าเราจะมีความเสี่ยงจากการลงทุนตามมาด้วยนะคร้าบ

3. อย่าวุ่นกับเงื่อนไขภาษี

อีกเรื่องหนึ่งทีต้องรู้ คือ เงื่อนไขในการลดหย่อนภาษี อย่างการซื้อได้สูงสุด 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ในจำนวนสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาทและต้องถือครองไว้อย่างน้อย 5 ปีปฏิทินด้วยครับ

เอาล่ะ… ถ้าหากเข้าใจและผ่านเงื่อนไขทั้งสามข้อแล้ว เราก็สบายใจหายห่วงกับเงื่อนไขในการลดภาษี แถมกำไรจากการขายก็ยังได้รับยกเว้นภาษีอีกด้วย ทีนี้เราลองมาตอบคำถามกันดีกว่าครับว่า เราควรจะซื้อ LTF กองไหนดี วันนี้เลยขออนุญาตหยิบกองทุน LTF ฮอตฮิตทั้ง 4 กองมาวิเคราะห์ให้ฟังในสไตล์ของตัวเองครับ ซึ่งได้แก่ กองทุน CG-LTF, MS-CORE LTF, VALUE-D LTF และ ABLTF

ที่มา : ผลการดำเนินงานย้อนหลังจากสมาคมบริษัทจัดการลงทุน  AIMC ณ วันที่ 6 ต.ค. 58

ซี่งจากตารางนี้ก็จะเห็นว่าแต่ละกองทุนนั้นมีนโยบายการลงทุนและสัดส่วนการลงทุนที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งทำให้ผลตอบแทนที่ได้รับนั้นแตกต่างกันอีกด้วยครับ โดยหลักการพิจารณาของผม ก็จะพิจารณาโดยตอบคำถามตัวเองดังนี้ครับว่า

  1. เรารับความเสี่ยงได้แค่ไหน … ถ้ารับความเสี่ยงได้มากและไม่กลัวความผันผวนก็เลือกลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในหุ้น 100% ได้เลยครับ
  2. เราชอบนโยบายการลงทุนแบบไหน … สไตล์หุ้นที่เลือกลงทุนของแต่ละกองทุนที่แตกต่างกันนั้น ทำให้เราพิจารณาว่า เราชอบแบบไหน และหุ้นแบบไหนที่ถูกกับจริตในการลงทุนของเราครับ และถ้าอยากดูนโยบายการลงทุนที่ละเอียดกว่านี้ ผมแนะนำให้ดูเพิ่มในหนังสือชี้ชวนหรือ Fund Fact Sheet เพิ่มเติมด้วยครับ
  3. เราอยากได้เงินปันผลไหม .. กระแสเงินสดจากการลงทุนจำเป็นกับเราหรือเปล่า หรือเราต้องการสร้างโอกาสเพิ่มในการลงทุนให้กับตัวเอง นี่ก็เป็นคำตอบอีกทางหนึ่งเหมือนกันครับ
  4. ผลตอบแทนที่ผ่านมาสม่ำเสมอไหม ถึงแม้ว่าผลตอบแทนในอดีตจะไม่ได้การันตีถึงความสำเร็จในปัจจุบัน แต่มันก็เป็นหนึ่งช่องทางในการพิจารณาถึงฝีมือในอดีตของแต่ละกองทุนครับ
  5. ค่าธรรมเนียม จำนวนเงินขั้นต่ำ สิ่งเหล่านี้ก็ต้องพิจารณาด้วยครับว่า ลักษณะการลงทุนของเราเป็นแบบไหน ถ้าชอบซื้อเฉลี่ยโดยที่เงินไม่มากนัก อาจจะต้องเลือกซื้อกองทุนที่ซื้อขั้นต่ำจำนวนน้อยๆ หรือถ้าไม่ชอบค่าธรรมเนียมแพงๆ ก็อาจจะต้องดูกองทุนที่ไม่เก็บค่าธรรมเนียมในการซื้อ อะไรแบบนี้คร้าบ

ดังนั้น คำตอบสุดท้ายสำหรับคำถามที่ว่า “ซื้อกองทุนไหนดี” คงไม่สามารถที่จะตอบได้หรอกครับว่า “กองนี้ดี” หรือ “กองนั้นโดน” ตราบใดที่เรายังไม่รู้ความต้องการของตัวเอง ต่อให้กูรูเทพแค่ไหนมาเลือกให้ มันก็คงไม่ใช่กองทุนที่ “ดี” และ “ถูกใจ” หรอก จริงไหมคร้าบบบ

สุดท้ายนี้ ผมมั่นใจครับว่าต้องมีคนถามแน่ๆ ว่า แล้วจะไปซื้อกองทุนที่ว่า 4 กองนี้ได้ที่ไหน คำตอบอันนี้ตอบได้ทันทีเลยครับว่า สามารถไปซื้อได้ที่ TMB ทุกสาขา โดยทาง TMB มีบริการที่เรียกว่า TMB OPEN ARCHITECHTURE ที่ช่วยคัดเลือกกองทุน LTF และ RMF ดีๆ จากทาง บลจ. ชั้นนำให้เราเลือกซื้อได้อย่างสะดวกสบายจาก 450 สาขาทั่วประเทศคร้าบ หากใครสนใจก็สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://bit.ly/TMBOA114

บทความนี้เป็นบทความ advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save