เจาะลึกกองทุนรวมแนว Selective กับ K20SLTF

จากตอนที่ 1 ผมได้เล่าให้ฟังแล้วว่ากองทุนรวม LTF ที่เราลงทุนกันอยู่ก็มีหลากหลายกองให้เลือกนะครับ แต่ละกองก็จะมีแนวทางและ Style การบริหารที่ไม่เหมือนกันและที่เราไม่สามารถลืมได้ก็คือเราจะต้องดูผลตอบแทนระยะสั้นด้วยว่าเขาสามารถทำได้ดีขนาดไหน นอกเหนือจากผลตอบแทนระยะยาว

จากที่ผมเล่าให้ฟังโดยอ้างอิงจากข้อมูลของ Morningstar Thailand ว่าปีนี้มีกองทุนที่ผลประกอบการชนะเกณฑ์มาตรฐานอยู่ 23 กองจาก 53 กอง ซึ่งทามกลางตลาดที่ผันผวนแบบนี้กองที่เป็นแนว Selective เลือกลงทุนในหุ้นที่มีศักยภาพสูงก็มี K20SLTF หรือชื่อเต็มๆว่า กองทุนเปิดเค 20 ซีเล็คท์หุ้นระยะยาวปันผล กองนี้น่าจับตาอยู่นะครับ มาดูรายละเอียดกันว่าเป็นอย่างไร

ผลตอบแทนย้อนหลังของ K20SLTF ทั้งระยะสั้นและระยะยาว

ผลตอบแทนระยะยาว 3 – 5 ปี

จะเห็นได้ว่าทำได้ดีนะครับ เพราะดีกว่าเกณฑ์มาตรฐาน โดยในระยะ 5 ปี เกณฑ์มาตรฐานหรือ ดัชนีหุ้นไทย อยู่ที่ 7.22% กองนี้ทำได้ 8.14% ส่วนผลตอบแทนระยะ 3 ปี ทำได้ 4.27% ในขณะที่เกณฑ์มาตรฐานอยู่ที่ 2.53%

ผลตอบแทนระยะสั้น 1 ปี และ YTD

จุดนี้น่าสนใจมากครับ อย่างที่ทุกคนทราบดีว่าในปีนี้ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูงมากและหากใครลงทุนในหุ้นอยู่ก็จะรู้สึกว่าปีนี้ไม่ใช่ปีที่ดีเท่าไหร่ เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงเอาแน่เอานอนไม่ได้ก็เพราะจากปัจจัยหลายๆอย่าง เศรษฐกิจในไทยและต่างประเทศก็ไม่ได้ดีนัก ดัชนีตลาดหุ้นไทยในรอบ 1 ปีจึงอยู่ที่ -10.89% พูดง่ายๆก็คือ ปีนี้ใครลงทุนมันเป็นขาลง ผลตอบแทนติดลบกันถึง 10% เลยนะครับ แต่ K20SLTF สามารถทำได้ดีกว่าตลาดคือ -1.30% เท่านั้น ถ้ามามองตั้งแต่ต้นปีแบบ YTD ตั้งแต่มกราคมจนถึง 30 ตุลาคม เกณฑ์มาตรฐานก็ยังติดลบอยู่ดีที่ -6.86% แต่กองทุนนี้ มีผลตอบแทน 0.42%

จากข้อมูลผลตอบแทนนี่ล่ะที่ทำให้กองทุน K20SLTF ติด Top 5 LTF ผลตอบแทนสูงสุดตั้งแต่ต้นปี จากการจัดอันดับของ Morningstar Thailand ในปีนี้

กองทุนนี้ลงทุนอะไรบ้าง?

มาดู 5 อันดับแรกของหุ้นที่กองทุนลงทุน ณ วันที่ 30 กันยายน 2558 ซึ่งทางผมไปเจาะลึกกับผู้จัดการกองทุนรวมมานะครับ

  • บริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979     10.78%
  • บริษัทกรุงเทพประกันชีวิต                8.08%
  • บริษัท อนันดาดีเวลลอปเม้นท์          7.99%
  • บริษัท ซีพีออล์                                 7.53%
  • บริษัทท่าอากาศยานไทย                 5.99% 

ถ้าใครติดตามเรื่องหุ้นอยู่แล้วก็คงจะได้เห็นภาพพอร์ตการลงทุนเลยนะครับว่าหุ้นตัวหลักๆที่ลงทุนอยู่เป็นอย่างไร มีทั้งตัวที่เป็นหุ้นที่เติบโตเรื่อยๆ บางตัวเป็นหุ้น Defensive ที่มีความแข็งแกร่งในสินค้าและบริการคนต้องใช้แม้ภาวะทางเศรษฐกิจไม่ดีก็ตาม เห็นหน้าตาแล้วก็พอเห็นบุคลิกลักษณะของตัวกองทุนว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรได้เลยนะครับ

ในเรื่องของวิธีการคัดเลือกหุ้นของทางกองทุนรวมเขาจะมองดูภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยจะมี Investment Committee ช่วยกันคิดวิเคราะห์ ดูกันทั้งปัจจัยเชิงคุณภาพและปริมาณ ดังนี้ครับ

ปัจจัยเชิงคุณภาพ : ลักษณะธุรกิจ ปัจจัยสิ่งแวดล้อม ความได้เปรียบในการแข่งขัน และการบริหารงาน

ปัจจัยเชิงปริมาณ : มีการวิเคราะห์ทั้งแบบ Top-Down / Bottom-up เพื่อหาหุ้นที่น่าสนใจในธีมการลงทุนที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจมหภาคช่วงนั้น มีการหาหุ้นที่มีการเปลี่ยนแปลงปัจจัยไปในเชิงบวก รวมถึงการมองหุ้นที่ undervalued มีเติบโตและสร้างผลตอบแทนได้ดี ทั้งหมดก็เพื่อกลั่นกรองออกมาเป็นหุ้นเพียง 20 ตัวที่ยังไปได้ดีแม้ว่าตลาดหุ้นจะผันผวนแค่ไหนก็ตาม กองนี้มีเงินปันผลด้วยนะครับ โดยตั้งแต่ตั้งกองทุนในปี 2550 จนถึงปีนี้มีการปันผลมาแล้ว 11 ครั้งรวม 4.19 บาท

แน่นอนว่าเขาก็มองว่าในการลงทุนช่วงปีหน้าก็ยังคงผันผวนอยู่ แนวโน้มของการลงทุนก็ยังไม่ได้ทำให้หุ้นไทยปรับตัวขึ้นสูงมาก ประกอบกับสหรัฐอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้เงินไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ รวมถึงบ้านเราด้วย กลยุทธ์ของการเลือกหุ้นแบบ Selective (คัดหุ้นที่เหมาะสมมาใส่พอร์ต) จึงน่าจะเป็นแนวทางการลงทุนที่ดีในช่วงจังหวะนี้นะครับ แต่อย่างไรก็ตามการเลือกหุ้นของกองทุนนี้ไม่ได้ยึดติดกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่งนะครับ ทางผู้จัดการกองทุนก็จะพิจารณาการเลือกหุ้นที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลาให้เหมาะสมกับตลาดในช่วงเวลานั้น และผลตอบแทน 1 ปี ก็ดีขึ้นมาเรื่อยๆระยะหนึ่งแล้วนะครับ

เจาะลึกกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วกับ K20SLTF ใครสนใจลงทุนกับกองทุน Style นี้ก็ลองสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้นะครับ เป็นกองทุน LTF สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ สินใจติดต่อที่ธนาคารกสิกรไทยใกล้บ้านทุกสาขาครับ

หมายเหตุ :

“ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง คู่มือภาษี ก่อนตัดสินใจลงทุน”

บทความนี้เป็นบทความ Advertorial

ถึงเวลาทุบกระปุกออมสินมาลงทุน

อยากประกาศให้โลกรู้ว่า เราออมเงินได้แล้ว!!

 

#ออมเงินได้แล้วยังไงต่อล่ะ

 

การเก็บเงินไว้เฉยๆนั้นมันมีประโยชน์น้อยมากนะจ๊ะ เพราะนับวันมูลค่าของเงินยิ่งลดลงจากเงินเฟ้อ สังเกตง่ายๆจากข้าวแกงที่เราทานเมื่อ 20 ปีที่แล้วกับตอนนี้ราคาห่างกันลิปลิ่ว แล้วอีก 20 ปีข้างหน้าล่ะ จะเป็นข้าวแกงจานละเท่าไหร่ นี่เองที่เป็นสาเหตุที่เราต้องนำเงินมาต่อยอดด้วยการลงทุน

 

จากที่สะสมเดือนละ 10% ของรายได้ กับเศษเหรียญที่หยอดกระปุกทีละนิดกลายเป็นเงินก้อนโต กำลังคิดว่าจะนำเงินก้อนนี้ไปต่อยอดยังไงดีเพื่อให้มันเติบโตไปเรื่อยๆเหมือนที่ ใครๆพูดกันว่า “ให้เงินทำงาน”

 

อืมมมม ให้เงินไปทำงานกับอะไรดีล่ะ?

 

แหล่งที่รักษาเงินออมนั้นเราควรได้รับอะไรติดไม้ติดมือกลับมาด้วย ไหนๆก็เสียโอกาสที่จะใช้เงินตอนนี้เพื่อเก็บไปใช้ในอนาคต ในบทความนี้จะนำเสนอมุมมองการต่อยอดของเงินออมไปลงทุน 2 แนวทาง คือ การลงทุนให้เงินเงินออมเติบโตและการลงทุนปกป้องชีวิตตนเอง

 

เมื่ออ่านจบแล้วก็ลองดูว่าทางเลือกไหนเหมาะกับเป้าหมายของเรา หรืออาจจะนำทั้ง 2 แนวทางมาผสมกันก็ได้ โดยทำให้ตรงกับความต้องการของเรามากที่สุดนะจ๊ะ

 

2 แนวทางนำเงินออมไปต่อยอดด้วยการลงทุน

 

แนวทางที่ 1 คือ การลงทุนให้เงินออมเติบโต

 

ทางเลือกนี้เหมาะสมกับคนที่ต้องการให้เงินเติบโต

 

โดยเลือกตามความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ ซึ่งเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินต่างๆ ในบทความนี้จะแนะนำเบื้องต้น 3 รูปแบบ ดังนี้

 

  1. ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนต่ำ คือ เงินฝากประจำ
  2. ความเสี่ยงปานกลาง ผลตอบแทนปานกลาง คือ ตราสารหนี้ (ที่เรารู้จักกัน เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้)
  3. ความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนสูง คือ ตราสารทุน (ที่เรารู้จักกัน คือ หุ้น)

 

ถ้าไปเจอใครบอกว่าการลงทุนนี้ "ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสูง" ให้ระมัดระวังตัวไว้ ไม่ควรลงทุนเพราะไม่มีการลงทุนอะไรที่ทำได้นอกจากถูกหลอกจากแชร์ลูกโซ่นะจ๊ะ

 

return3

ที่มา : http://oldweb.aimc.or.th/23_infostats_provident_benchmark.php?month=1AND2015&x=69&y=12

 

จากกราฟข้างต้นเราจะเห็นว่าถ้าเรานำเงินออมไปไว้ในที่แตกต่างกันผลลัพธ์ย่อมแตกต่างกัน  โดยมีผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปีเฉลี่ย ดังนี้

 

  • เงินฝากประจำ  เหมาะกับผู้ที่ต้องการเริ่มบังคับตนเองให้ออมเงิน มีผลตอบแทนต่ำแบบคงที่ตลอดระยะเวลา 10 ปี โดยมีผลตอบแทนเฉลี่ย 2.08%
  • ตราสารหนี้  เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการได้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยอย่างสม่ำเสมอ มีผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากประจำ บางปีให้ผลตอบแทนสูงต่ำสลับกับตราสารทุน  โดยมีผลตอบแทนเฉลี่ย 5.37%
  • ตราสารทุน  เหมาะกับผู้ที่ต้องการให้เงินเติบโต รับความเสี่ยงได้สูงมาก มีความผันผวนสูงดูได้จากการขึ้นลงเร็วของกราฟแบบฟันปลา โดยมีผลตอบแทนเฉลี่ย 13.26%

 

การคำนวณผลตอบแทน

การคำนวณผลตอบแทนจากการลงทุนนั้นจะต้องใช้เครื่องคิดเลขทางการเงิน ถ้าใครไม่ถนัดคำนวณเองก็โหลดแอพเครื่องคิดเลขมาใข้ได้ มีตัวอย่างการใช้แอพเครื่องคิดเลขทางการเงินที่บทความสร้าง 1 ล้านแรกกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ https://aommoney.wpenginepowered.com/?p=14731

 

ผลตอบแทนจากการฝากเงินครั้งเดียว

 

ตัวอย่าง ฝากเงินครั้งเดียว 1,000 บาท ผ่านไป 10 ปีจะเติบโตเป็นกี่บาท?

 

  • ไม่นำเงินออมไปลงทุน เก็บไว้เองจะเป็นจำนวนเงิน 1,000 บาท
  • เงินฝากประจำ เงินออมเติบโตเป็น 1,228.58 บาท
  • ตราสารหนี้ เงินออมเติบโตเป็น 1,687.21 บาท
  • ตราสารทุน เงินออมเติบโตเป็น 3,473.48 บาท

 

ผลตอบแทนจากการฝากเงินรายเดือน

 

ตัวอย่าง ฝากเงินเดือนละ 1,000 บาท ผ่านไป 10 ปีจะเติบโตเป็นกี่บาท?

 

  • ไม่นำเงินออมไปลงทุน เก็บไว้เองจะเป็นจำนวนเงิน 120,000 บาท
  • เงินฝากประจำ เงินออมเติบโตเป็น 133,264.33 บาท
  • ตราสารหนี้ เงินออมเติบโตเป็น 158,395.13 บาท
  • ตราสารทุน เงินออมเติบโตเป็น 247,842.57  บาท

 

ภาพนี้ชัดเจนมากมาย…

 

ตัวอย่างผลตอบแทน

 

แนวทางที่ 2 คือ การลงทุนปกป้องชีวิตตนเอง

 

ทางเลือกนี้เหมาะสมกับผู้ที่ต้องการเก็บเงินซื้อประกันชีวิต

 

การลงทุนที่สำคัญที่สุด คือ การปกป้องชีวิตตนเอง ชีวิตจะดราม่าหากเราจบชีวิตลงแล้วยังเหลือภาระให้คนข้างหลังลำบาก เช่น หนี้สินจากการผ่อนต่างๆ ค่าใช้จ่ายภายในบ้าน เงินเลี้ยงดูพ่อแม่ ค่าเล่าเรียนของลูก และรายจ่ายอื่นๆจิปาถะ หากทำประกันชีวิตไว้ก็จะบรรเทาปัญหาทางการเงินได้บางส่วน

 

อ่านเพิ่มเติม : ประเภทของประกันชีวิตได้ที่ https://aommoney.wpenginepowered.com/?p=11005

 

หลายครั้งที่เบี้ยประกันแล้วบอกว่าตนเองเก็บเงินไม่ได้ เราควรจ่ายเบี้ยตามกำลังที่เราทำได้ โดยจัดระบบเงินออมแบบอัตโนมัติจากการเก็บสะสมรายเดือน โดยแบ่งออกมาว่าควรเก็บต่อเดือนเท่าไหร่ เมื่อครบปีแล้วจึงถอนเงินออกไปจ่ายเบี้ยประกันชีวิต

 

ตัวอย่าง การหยอดกระปุกออมสินจ่ายเบี้ยประกัน

 

หยอดกระปุกจ่ายประกัน

ขอบคุณภาพจากแฟนเพจอภินิหารเงินออม

 

ตัวอย่าง การเก็บเงินแบบอัตโนมัติทุนเดือน

หากใครไม่ถนัดวิธีหยอดกระปุกออมสินก็สามารถใช้ "ระบบการออมรายเดือน" โดยตัดเงินอัตโนมัติ จากบัญชีเงินเดือนเพื่อรวมไว้ในบัญชีเพื่อจ่ายเงินประกันชีวิตโดยเฉพาะ เช่น การฝากออมทรัพย์ กองทุนรวมตลาดเงิน เมื่อครบกำหนด 1 ปีแล้วก็ถอนออกมาจ่ายค่าเบี้ยประกัน วิธีนี้เราก็ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนติดไม้ติดมือมาด้วยเล็กน้อย

 

p5

 

สรุปว่า…

 

เงินออมไม่ควรเก็บไว้เฉยๆเพราะมันไม่เติบโต การเก็บเงินไว้ 100 บาท ผ่านไป 10 ปี แม้ว่าจะมีเป็นเงิน 100 บาทเหมือนเดิม แต่มูลค่าของเงินลดลง เราซื้อของได้น้อยลง นี่แหละจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรนำเงินมาต่อยอดด้วยการลงทุน ในเบื้องต้นอาจจะเลือกว่าจะเป็นการลงทุนเพื่อให้เงินเติบโตในเงินฝากประจำ ตราสารหนี้ ตราสารทุนหรือเป็นการลงทุนเพื่อปกป้องชีวิตตนเองโดยใช้ประกันชีวิต

 

ขอให้นักออมเงินทุกท่านโชคดีในการลงทุนนะจ๊ะ จุ๊บๆ

พนักงานประจำ VS ฟรีแลนซ์ รายได้แบบไหนที่คุณต้องการ

สบายๆปลายปีแล้วก็คงจะเป็นช่วงที่หลายๆคนกำลังคิดกันแล้วว่าปีหน้าจะทำอะไร คิดถึงตัวเองในวันอดีตที่กำลังเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อชีวิตมาก ตอนนั้นคิดอยู่ว่าจะเอายังไงกับชีวิต ได้โบนัสแล้วจะย้ายงานไหม หรือลาออกจากงานประจำไปทำงานอิสระดีเพราะรายได้และวิถีชีวิตมันมีความแตกต่างกันอยู่มาก

วันนี้ก็เลยมาเล่าประสบการณ์ให้ฟังนะครับว่ารายได้แบบงานประจำของมนุษย์เงินเดือนกับรายได้แบบฟรีแลนซ์มันมีข้อแตกต่างอย่างไร เผื่อจะไปเอาพิจารณากันดูว่าแบบไหนที่ชอบนะครับ

รายได้พนักงานประจำ

รายได้ที่มีการตกลงกับผู้ว่าจ้างว่าจะได้เงินเดือนทุกเดือน มีโบนัสและสวัสดิการ ป่วยเบิกได้ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันสังคม มีวันหยุดจำกัดตามกติกา ฯลฯ 

รายได้แบบฟรีแลนซ์

รายได้ที่เราทำงานตามที่ตกลงกับผู้ว่าจ้างเป็นงานๆไป งานจบจ่ายเงิน ไม่มีโบนัส ไม่มีสวัสดิการ เราจะต้องบริหารจัดการเอง อยากหยุดวันไหนก็หยุด อยู่บ้านทำงานก็ได้

ชีวิตทั้ง 2 แบบมันมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันเยอะเหมือนกันนะครับ เชื่อว่าหลายคนอยากออกจากงานประจำเพราะอิสระดี รายได้เยอะ แต่หลายคนที่ทำฟรีแลนซ์ก็มองว่าการทำงานประจำมีเงินเดือนให้ตลอด ไม่ต้องมาไล่หาเงินรายวันอย่างเหนื่อยเลย เดี๋ยวผมจะเปรียบเทียบมิติต่างๆให้อ่านนะครับ

จำนวนและความสม่ำเสมอของรายได้

โดยส่วนใหญ่แล้วเราพูดกันตรงๆได้เลยว่าการทำงานประจำมันคล้ายๆการเหมาจ่ายเป็นเดือนไปตามข้อตกลงในงาน จะทำมากทำน้อยเงินเดือนก็อยู่เท่านั้นล่ะ แต่ก็จะดีที่มีโบนัสและการขึ้นเงินเดือนให้ในปีต่อไป แต่นี่ก็เป็นข้อดีของคนทำงานประจำนะ เพราะหากเรามีภาระทางการเงิน ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ มันก็ยังมีเงินเข้ามาให้เราอย่างมั่นคงและสม่ำเสมอ สามารถวางแผนได้ง่าย

แต่ในขณะเดียวกันคนที่ทำงานฟรีแลนซ์จะไม่ถูกกำหนดอยู่ในกรอบของรายได้ รับงานมาทำมาก รายได้ก็มาก รับงานมาชิวๆขี้เกียจเงินก็จะน้อยตามไป ไม่มีกรอบของรายได้อาจจะแปลว่าไม่มีรายได้ก็ได้ แต่ถ้าเดือนไหนขยันๆก็เห็นหลายคนมีรายได้กันเป็นแสนเป็นล้านได้อยู่เหมือนกัน ต้องรับผิดชอบตัวเองล้วนๆเพราะไม่มีการตอกบัตรเข้าทำงาน ซึ่งในจุดนี้หากพนักงานประจำต้องการจะก้าวไปสู่เงินเดือนหลักแสนหลักล้านก็ต้องทำงานให้ไปอยู่ในระดับผู้บริหารจึงมีโอกาสจะได้เงินเดือนในอัตรานี้ได้

นอกจากนี้แล้วความสม่ำเสมอของรายได้เนี่ยที่สร้างความได้เปรียบให้พนักงานประจำในการขอเงินกู้เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ เปิดวงเงินบัตรเครดิต ในขณะที่พนักงานฟรีแลนซ์บางทีรายได้เยอะแต่เขามองว่ามันไม่สม่ำเสมออาจจะมีความเสี่ยงต่อคนปล่อยเงินกู้ได้ ยกเว้นคุณจะมีเงินเยอะๆฝากไว้ในธนาคารเลยก็จะทำให้เรื่องทุกอย่างง่ายขึ้น (แต่ถ้ามีเงินเยอะๆแล้วจะกู้เงินทำไมนะสิ)

การวางแผนการเงินและวิธีการออมเงิน

คล้ายๆกับข้อแรกครับ พนักงานประจำนั้นสามารถวางแผนได้ง่ายกว่า เมื่อเงินเดือนออกก็รู้เลยว่าจะเก็บเงินเท่าไหร่เอาไว้ทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่าย การผ่อนหนี้ การลงทุน ส่วนคนที่ทำงานฟรีแลนซ์อาจจะต้องวางแผนการเงินในอนาคตที่เคร่งครัดกว่า บางครั้งได้เงินมาจากการทำงาน 1 แสน แต่ไม่มีงานเลย 3 เดือน บางเดือนผมรายได้เป็น 0 ก็มี ก็ต้องจัดการดีๆว่าเงินก้อนนี้จะอยู่อย่างไรให้ได้พร้อมมีเงินเก็บ การใช้จ่ายก็ควรจะระมัดระวังกว่า

โดยปกติในฐานะที่ผมทำฟรีแลนซ์ผมเองก็จะมีเป้าหมายว่าจะต้องมีรายได้เท่าไหร่ โดยสำรวจรายจ่ายของตัวเอง และต้องมีงานให้ได้ครอบคลุมค่าใช้จ่าย ส่วนที่เพิ่มขึ้นมาก็คือเงินเก็บที่ต้องสำรองไว้เผื่อไม่มีงานในอนาคต เช่นการกันเงินสำรองเอาไว้เผื่อใช้ในเดือนต่อๆไป แต่เมื่อเก็บเงินได้มากก็จะต้องนำไปลงทุนเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน 

เรื่องการลงทุน Style ฟรีแลนซ์ลองอ่านเรื่องนี้ดูนะ การออมหุ้นแบบฟรีแลนซ์ทำง่ายๆได้อย่างไร!

การบริหารเงินในส่วนของภาษี

สำหรับคนที่ทำงานประจำแล้วเรื่องภาษีเป็นเรื่องที่ง่ายมากเพราะมีฝ่ายบัญชีของบริษัทคอยติดตามให้ และการคำนวณฐานเงินเดือนก็จะมีการหักภาษีตามฐานจากการคำนวณอัตราเงินเดือน สามารถคำนวณได้ว่าจะต้องลดหย่อนภาษีอย่างไรและจะเอาเงินส่วนไหนมาซื้อ LTF RMF ประกัน โดยส่วนใหญ่แล้วตอนยื่นแบบแสดงรายได้จะยื่นไม่ยากครับ ตอนสมัยผมทำงานประจำแทบจะไม่ต้องจ่ายภาษีเพิ่มเลยเพราะถูกหักไปตามฐานแล้ว

ส่วนตอนเป็นฟรีแลนซ์เวลารับรายได้นั้นคำนวณภาษีค่อนข้างยากหน่อยเพราะรายได้แต่ละเดือนไม่เท่ากัน จะซื้อ LTF แบบ DCA รายเดือนก็เกรงว่าหากปลายปีไม่มีงานจะกลายเป็นซื้อเกินเข้าไปอีก ลักษณะของภาษีที่หักนั้น ฟรีแลนซ์ก็ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเช่นกัน โดนในอัตรา 3% บ้าง (ค่าจ้าง ค่าบริการ) 5% บ้าง (ออกทีวี บางทีก็ต้องเป็นดราคา ค่าลิขสิทธิ์จากการเขียนหนังสือ) ฯลฯ บางคนถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไปก็เข้าใจผิดคิดว่าเป็นการจ่ายภาษีทั้งหมดแล้ว แต่สุดท้ายเราต้องเอาทุกอย่างมาคำนวณว่ามีรายได้จากตรงไหนบ้างและต้องเสียภาษีในอัตราเท่าไหร่ พูดง่ายๆก็คือ ถ้าเราต้องจ่ายภาษี 10% เราโดนหักไป 3% มันไม่จบนะ มันต้องบริหารเงินเพื่อเอามาจ่ายเพิ่มอีกในส่วนที่เหลือ เป็นฟรีแลนซ์แล้วบริหารเงินไม่ดีก็โดนเรื่องภาษีได้ง่ายๆเลย บางทียื่นไม่ครบก็โดนปรับได้ด้วยครับ

จากที่เล่าเรื่องการเงินของมนุษย์เงินเดือนกับฟรีแลนซ์แล้ว หลายคนก็คงมองว่ามนุษย์เงินเดือนดูจะมั่นคงกว่า (ในเชิงของความสม่ำเสมอ) แต่สำหรับฟรีแลนซ์หลายๆคนก็มองว่าหากเขาขยันมันก็จะกลายเป็นรายได้ที่สม่ำเสมอแบบก้อนใหญ่ๆได้เช่นกันนะครับ ตรงนี้มันอยู่ที่ว่าเราอยากจะเป็นแบบไหน เรายอมรับความเสี่ยงต่อการเงินได้หรือเปล่าเพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำหรือฟรีแลนซ์หากเราไม่ขยันทำงาน สุดท้ายก็ไม่สามารถอยู่รอดได้ในการแข่งขันอยู่ดีครับ เดี๋ยวนี้ใครๆก็มีความเสี่ยงเรื่องไม่มีงานและโดนไล่ออกได้ครับ

Theme การลงทุนปี 2559 : กลุ่มท่องเที่ยว ตอนที่ 2 สนามบิน

Theme การลงทุนปี 2559 : กลุ่มท่องเที่ยว ตอนที่ 2

จากตอนแรกที่เราคุยกันถึงตัวเลขนักท่องเที่ยวที่น่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าโดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นอย่างถล่มทลายของตัวเลขนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งโดยส่วนตัวผมคิดว่าน่าสนใจมากและคิดว่าในปี 2559 ก็น่าจะเป็นหนึ่งใน Theme ที่น่าลงทุน แต่ผมก็พูดบนเงื่อนไขกับสิ่งที่เห็นในเวลานี้นะครับ ความเสี่ยงก็เล่าให้ฟังไปแล้วว่ามันก็อยู่ที่ว่าเมืองไทยมีปัญหาการเมืองไหม และเศรษฐกิจจีน ค่าเงินต่างๆ มีโอกาสหดตัวจนทำให้ส่งผลกระทบต่อการมาท่องเที่ยวบ้านเราหรือเปล่า

ในตอนนี้เราก็จะมานั่งจินตนาการแบบนักลงทุนสายมโนกันก่อนที่จะไปดูข้อมูลครับว่า เมื่อนักท่องเที่ยวมาเราจะดูข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อเราสำหรับการลงทุนได้บ้าง ผมก็จะคิดๆนะครับว่าในการท่องเที่ยวครั้งหนึ่งมันจะเกิดอะไรขึ้นที่ทำให้เกิดการจ่ายเงิน

  1. ขึ้นเครื่องบิน / นั่งรถยนต์ : เครื่องบิน มีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
  2. ลงสนามบิน / ข้ามชายแดน : สนามบิน มีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
  3. นอนโรงแรมเข้าที่พัก : โรงแรม มีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
  4. โดยสารยานพาหนะในประเทศ
  5. ไปเดินเที่ยวตามที่เที่ยว
  6. ซื้อของฝากกลับบ้าน

มันก็มีกิจกรรมทำประมาณนี้แหละ จากต้นน้ำถึงปลายน้ำของการเดินทาง เราก็ต้องมานั่งคิดๆกันว่า หุ้นตัวไหนน่าจะได้รับอนิสงค์บ้าง ตอนที่ 2 เดี๋ยวผมจะพูดในสิ่งที่น่าจะเห็นชัดๆอย่างการเดินทางเข้าประเทศนะครับ ก็มาตัวอย่างของสถิตินักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านสนามบินสุวรรณภูมิกัน อันนี้ชัดเจนมากเพราะเป็นธุรกิจที่ผูกขาด แต่ในส่วนของสายการบินนั้นไม่ได้ผูกขาด คนต่างชาติไม่จำเป็นต้องเดินทางด้วยสายการบินสัญชาติไทย แต่ยังไงเครื่องต้องลงจอดที่ท่าอากาศยานอยู่แล้ว

อันนี้เป็นยอดนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านสนามบินสุวรรณภูมินะครับ อ้างอิงจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จะเห็นได้ว่าปี 2011 – 2013 เป็นช่วงที่มีอัตราของการเดินทางเข้าสนามบินที่เป็นขาขึ้น ก็มีปี 2014 ที่ตกลงมาพอๆกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ซึ่งนำเสนอให้ดูแล้วในตอนที่ 1 แต่ในส่วนของสถิติปี 2015 มีแค่ระหว่าง มกราคม – กรกฎาคมนะครับ ถ้าตัวเลขมันแปรผันตามจำนวนนักท่องเที่ยวก็มีโอกาสจะฟื้นตัวจากปี 2014 ได้ ลองดูเป็นกราฟซิ

นี่ก็แสดงว่าโอกาสการเติบโตของสนามบินสุวรรณภูมิสูงขึ้นด้วยใช่ไหมครับ?

เพราะถ้าคนมามากขึ้น สนามบินจะต้องรองรับเครื่องบินขึ้นลงมากขึ้นและสามารถสร้างรายได้ที่มากขึ้นด้วย แหม… มองสนามบินสุวรรณภูมิแล้วผมก็อยากจะลองดูสนามบินที่อื่นบ้างว่าสถานะการณ์เป็นอย่างไร

แต่ในเวปของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยไม่มีข้อมูลผู้โดยสารในสนามบินต่างจังหวัด ผมเลยลองเข้าเวปของสนามบินนานาชาติภูเก็ตแล้วก็ลองดูว่ามาเที่ยวบินขาเข้ามาจากที่ไหนบ้าง เจอชื่อสายการบินไม่คุ้นหูแต่รู้ว่าภาษาอะไร ตามตารางนี้เลยครับ http://phuketairportthai.com/th/1133-passenger-arrivals ที่บินกันมาเยอะๆก็มาจาก ดอนเมือง กับ เมืองจีน (ปักกิ่ง เซินเจิ้น เซียงไฮ้ เฉินตู)

ส่วนของเชียงใหม่ http://chiangmaiairportthai.com/th/278-passenger-arrivals ลองเข้าไปดูตารางบินเที่ยวบินส่วนมากจะมาจากกรุงเทพ มีบินตรงมาจากเมืองจีน สิงคโปร์ มาเลย์เซียบ้าง ดูเหมือนถ้าบินตรงคนจะไปลงที่ภูเก็ตมากกว่านะครับ ตรงนี้ผมแนะนำให้อ่าน 56-1 ซึ่งก็จะมันก็เป็นประมาณที่บอกนั้นแหระ

โอเค! เมื่อมีผู้โดยสารเข้ามาเยอะขึ้นก็ต้องดูว่ารายได้มันเกิดขึ้นในธุรกิจหรือเปล่า บางทีรายได้เข้าแต่ขาดทุนก็มีนะครับเพราะค่าใช้จ่ายเยอะกว่า ฮาๆ แต่ถ้าใครอ่านข่าวและติดตามข้อมูลผลประกอบการก็จะรู้ว่าสนามบินนี่กำไรเยอะ

หากเราไปดูโครงสร้างรายได้ขอกิจการแล้วจะเห็นได้ว่ารายได้หลักๆของสนามบินมาจาก

  1. รายได้ที่เกี่ยวกับการบิน : ค่าขึ้นลง ค่าจอด ค่าธรรมเนียมผู้โดยสาร
  2. รายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบิน : รายได้อื่นๆจากการแบ่งผลประโยชน์ ค่าเช่าสำนักงาน

ด้วยเหตุผลตรงนี้ก็พอที่จะยืนยันได้ว่า รายได้ของธุรกิจสนามบินที่เกิดขึ้น มันก็มาจากตัวเลขนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มมากขึ้นจากตารางข้างล่างนี้ แต่อย่างที่เราได้คุยกันแล้วว่านักท่องเที่ยวมียอดลดลงในปี 2014 ซึ่งในงบการเงินก็แสดงให้เห็นแนวโน้มแบบเดียวกัน

AOT (Key Statistics) ข้อมูลจาก App Market Anyware

ข้อมูลที่ผมดูในปี 2015 จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ วันที่เขียนบทความนี้ก็เห็นมีตัวเลขให้ดู 3 ไตรมาส ซึ่งมีรายได้รวม 45,773.37 และกำไรสุทธิ 18,728.65 ซึ่งน่าแปลกใจมากนะครับที่แม้ตัวเลขของนักท่องเที่ยวยังไม่ครบปีเลย แต่สามารถสร้างรายได้ Hit ปี 2013 ได้แล้ว แสดงว่ามันต้องมีอะไรให้ค้นในงบการเงิน ตรงนี้ผมให้ดูข้อมูลเป็น Overview เป็นหลักนะครับ ที่เหลือลองไปค้นต่อเองละกันโน๊ะ

ข้อมูลราคาจาก App Market Anyware

ข้อมูลราคานี่จะเห็นได้ว่าเป็นขาขึ้นในรอบ 3 ปีอยู่จะขึ้นต่อหรือเปล่าก็อยู่ที่ปัจจัยที่คุยกันในเรื่องของการสร้างผลกำไรนะครับ แต่อย่าถามเลย “จะขึ้นอีกไหมคะ?” ก็จะบอกว่า “ตอบไม่ได้ครับ ไม่ทราบอนาคต” การลงทุนคือเรื่องของความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องรับเอง

ดูจากข้อมูลย้านหลังแล้ว ช่วงก่อนปี 2013 มีรูปแบบของกราฟที่ขึ้นแต่ P/E หักลง แสดงว่าเกิด P/E Divergence (อัตราการโตของกำไรมากกว่าราคาที่ซื้อขายในตลาด ทำให้ค่า P/E ลดลง) และในช่วงระหว่างปี 2013 – 2014 เลยมาถึง 2014 จะเห็นได้ว่าเกิด Divergence เช่นกัน

P/E เดือนมกราคม 2014 ต่ำกว่ามกราคม 2013 แต่… ราคาขยับจากหลักสิบไปเป็นหลักร้อยแหระ แต่หลังจากนั้นก็จะเห็นว่า P/E มันไปตามราคาแล้วและแพงขึ้นเรื่อยๆ สงสัยนักลงทุนจะเริ่มสนใจการเติบโตมากขึ้นของหุ้นตัวนี้ละมั้งนะครับ ถ้ามอง P/E ในปัจจุบันก็พบได้ว่ามันไม่ถูกแบบเดิมแล้ว ก็แอบสงสัยเหมือนกันครับว่า Cycle มันเปลี่ยนจากการเป็น Value Stock เป็น Growth Stock หรือ

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 27-31 มีนาคม 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]
สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 27-31 มีนาคม 2560

สวัสดีครับ กลับมาอีกแล้วครับผม กับ “อัศวินกองทุน” และ Weekly Outlook ในตอนที่ 8 กันอีกแล้วครับ เป็นตอนสุดท้ายของเดือนมีนาคมนี้ ใครที่ติดตามกันมาใน 7 ตอนก่อนหน้านี้ ผมหวังว่าคงจะเริ่มมีกำไรและเห็นอะไรๆในพอร์ทของตัวเองบ้างแล้วนะครับ ฮ่าๆ อย่าลืมติดตามกันต่อๆไปในทุกสัปดาห์ด้วยนะครับ

เอาล่ะ เรามาดูกันดีกว่าว่ามีตลาดในสัปดาห์นี้มีอะไรที่น่าสนใจบ้างครับ

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

ภาพรวมของตลาด

ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดโลกยังคงมีมุมมองเป็นบวกต่อการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่เอเชียเพิ่มขึ้น หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่ได้ส่งสัญญาณรีบขึ้นดอกเบี้ย ทำให้เงินดอลลาร์ขาดปัจจัยสนับสนุนให้แข็งค่า และลดแรงกดดันต่อการลงทุนในตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียลงครับ

แต่อย่างไรก็ตาม ผมแนะนำว่าอย่าเพิ่งชะล่าใจกันไปครับ เพราะความไม่แน่นอนจากนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯก็ยังมีอยู่เช่นกัน ทำให้เกิดความผันผวนในตลาดหุ้นโลกที่ปรับขึ้นมามาก ตั้งแต่ ประธานาธิบดี ทรัมป์ ได้รับการเลือกตั้ง ทำให้เกิดแรงเทขายทำกำไรระยะสั้นอยู่เรื่อยๆครับผม

เอาล่ะครับ เมื่อทิศทางภาพรวมที่ผ่านมาเป็นแบบนี้ เรามาดูกันต่อครับว่า กลยุทธ์การลงทุนในสัปดาห์นี้จะเป็นอย่างไรบ้างครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงจากความกังวลของนโยบายของประธานาธิบดี ทรัมป์ ที่อาจจะไม่สามารถทำตามนโยบายที่เคยประกาศไว้ได้อย่างรวดเร็วตามที่คาด  ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเกิดความผันผวน การประชุมธนาคารกลางของสหรัฐที่ปรับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามที่ตลาดคาดการณ์ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ต่างๆ ดังนี้ครับ
  • ตลาดหุ้นไทย ทางฝั่งหุ้นไทยยังคงมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว ขณะที่ภาพเศรษฐกิจไทยและผลประกอบการบริษัทยังมีแนวโน้มขยายตัวดี เป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุน ผมแนะนำให้ทยอยสะสมต่อไปก่อนครับ
  • ตลาดหุ้นจีน ทั้งตลาด H-SHARE และ A-SHARE มีภาพปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะดัชนีราคาผู้ผลิตที่ขยายตัวในระดับสูงหลายเดือนติดต่อกัน อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าทางตลาด H-SHARE ยังคงได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดหุ้นโลกอยู่ ซึ่งแนะนำให้ทยอยสะสมไปได้ทั้งสองตลาดครับ เพียงแต่ต้องระวัง H-SHARE สักหน่อย สำหรับคนที่ใจไม่ดีเวลาเห็นตลาดหุ้นผันผวนครับ ฮ่าๆ
  • ตลาดหุ้นเกาหลี จากผลของการส่งออกที่มีแนวโน้มดีขึ้นตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ และจีนที่ออกมาดีต่อเนื่อง ทำให้ตลาดเกาหลีน่าสนใจครับ แต่อย่างไรก็ตามตลาดอาจมีความผันผวนในช่วงนี้จากความไม่แน่นอนทางการเมืองระหว่างเกาหลีใต้และเกาหลีเหนือ หลังจากที่เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธ แต่ภาพรวมแล้วน่าจะมีผลดี ผมคิดว่าสะสมต่อไปได้อยู่ครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้ : ผมแนะนำให้ทยอยสะสมตลาดหุ้นไทย, ตลาดหุ้นเกาหลี , ตลาดหุ้น H-SHARE และตลาดหุ้น A-SHARE แต่ชะลอการลงทุนในตลาดอินเดียครับ  ส่วนใครที่ชอบตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว สามารถทยอยเข้าสะสมหุ้นสหรัฐฯ แต่แนะนำชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรป, ญี่ปุ่นครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ คณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ มีมติ 9-1 ให้ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เป็น 0.75%-1.0% ตามตลาดคาด ขณะที่คาดการณ์ดอกเบี้ยในปี 2017 ยังไม่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง ขณะที่ความเสี่ยงด้านการเมืองยุโรปเริ่มสูงขึ้น ทำให้ความต้องการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเหมือนเดิมอยู่ครับ
  • พันธบัตรรัฐบาลไทย ตราสารหนี้ระยะกลางถึงยาวเคลื่อนไหวในกรอบอยู่ เนื่องจากได้รับปัจจัยหนุนจากการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย และอัตราดอกเบี้ยระยะยาวสหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบ ขณะที่ค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าครับ ดังนั้น ควรเพิ่มอายุเฉลี่ยของพอร์ทขึ้นเพื่อรับผลตอบแทนครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้ : ยังเป็นเช่นเดียวกันกับสัปดาห์ก่อนครับ ผมอยากแนะนำให้เริ่มปรับพอร์ทโดยเพิ่มอายุเฉลี่ยของพอร์ตขึ้น เพื่อเพิ่มผลตอบแทนที่สูงขึ้นต่อไปครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำ ยังคงแนะนำให้ทยอยสะสมทองคำต่อไปเหมือนสัปดาห์ก่อนครับ จากผลของการที่ Fed ไม่ได้ส่งสัญญาณรีบขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ค่าเงินดอลลาร์ขาดปัจจัยสนับสนุนให้แข็งค่าขึ้น และการลงทุนในทองคำนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากนโยบายกีดกันการค้าสหรัฐฯ และการเลือกตั้งในยุโรปครับ ประกอบกับการลงทุนสะสมในสัญญาล่วงหน้าทองคำของนักเก็งกำไรยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ราคาทองคำมีโอกาสปรับขึ้นต่อได้ครับ
  • น้ำมัน แนะนำให้ทยอยซื้อสะสมน้ำมันหลังจากราคาปรับตัวลงมากว่า 10% เนื่องจากผมมองว่าตอนนี้นักลงทุนมีความกังวลกับปริมาณสำรองน้ำมันสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นมากเกินไป โดยการเพิ่มขึ้นของปริมาณสำรองเนื่องจากเป็นฤดูปิดซ่อมของโรงกลั่นในสหรัฐฯ ทำให้ความต้องการน้ำมันดิบลดลงชั่วคราว ขณะที่การประชุมระหว่างประเทศผู้ผลิตน้ำมันช่วงปลายเดือน มี.ค. จะช่วยเพิ่มความมั่นใจของนักลงทุนในตลาดน้ำมัน ดังนั้นตรงนี้มีโอกาสอยู่ครับผม

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้ : เหมือนกันกับสัปดาห์ก่อนครับ นั่นคือทยอยซื้อสะสมน้ำมันหลังจากราคาปรับตัวลงมากว่า 10% รวมทั้งทยอยสะสมทองคำเหมือนเดิมเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นครับ

แม้กลยุทธ์การลงทุนในสัปดาห์นี้จะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก แต่ผมอยากแนะนำให้

ความสำเร็จ การคิดบวก และความร่ำรวย ที่ไม่เคยมีใครเข้าใจ

สวัสดีเบบี๋ โทษทีที่สองสามสี่ห้าวันนี้หายไปไม่ได้บอกกล่าว พอดีพี่เกรย์กลับมาจากวิปัสสนากำมะถันแล้ว เลยมีข้อคิดดีๆอยากจะฝากไว้ท์ให้พวกเธอทั้งหลายได้คิด เพราะตอนนี้บอกกงๆว่าหลายคนชีวิตมีปัญหา ดูจากข่าวหนังสือพิมพ์ จากข่าวออนไลน์ จากโซเชี่ยนเน็ตเวิร์กหลากที่หลายแห่งก็พอจะพบความจริงว่า คนเราทุกวันนี้แม่มป่วยสัสๆ กับความคิดที่วิปริตผิดมนุษย์เรื่องต่างๆ

ทีนี้พี่เกรย์ก็สงสัยไงว่าทำไมคนเดี๋ยวนี้แม่มป่วยจัง #คือบางทีพี่เกรย์ก็ป่วยด้วยนะ คิดไปคิดมาหาข้อมูลมาก็พบความจริงว่า เฮ้ย มันมีบางอย่างที่มาชี้นำความคิดที่ทำให้ชีวิตคนหลายคนไม่ได้ไปต่อ ด้วยคำ 3 คำที่ทำให้พวกเธอทั้งหลายงงกับการใช้ชีวิต มาๆๆ พี่เกรย์จะเล่าให้ฟัง

1. ความสำเร็จ

โลกทุกวันนี้แม่มเจือปนไปด้วยกลิ่นของความสำเร็จอันหอมหวาน ถ้าพวกมึงอยากรู้ลองเปิด Facebook ดูก็ได้นะ รับรองว่าต้องเห็น คนที่ไปเที่ยวต่างประเทศอย่างมีความสุข คนที่ถ่ายรูปแฟน คนรัก ครอบครัว อย่างสวยงาม คนที่โพสคำคมเต็มไปหมด โพสความเก่ง ความเด่น ความดัง และความหลังอันน่าทึ่ง กับคนอีกพวกหนึ่งที่โพสแต่ความเศร้าหมองโชคร้าย เหมือนโลกทั้งใบให้นายคนเดียวมันจะแตกเป็นเสี่ยงๆ #เราไม่ได้รักใครง่ายๆอย่างที่นายคิดนะ

เพราะอะไรรู้ไหมจ๊ะเบบี๋ เพราะเรื่องธรรมดาบนโลกนี้แม่มไม่มีใครคิดจะจดจำแล้วไงล่ะ มันมีแต่คนที่อยากจะทำตัวประสบความสำเร็จอย่างมากๆ กับคนที่อยากฝากความพ่ายแพ้ให้ไว้บนโลกนี้จดจำ เพราะการที่เป็นคนที่โลกจดจำในแง่ไหนก็ตามมันก็ดีกว่าโลกนี้ลืมเราไงจ๊ะดวกส์

คำถามที่พี่เกรย์อยากจะเอามาจูนสติก็คือ “คำว่าความสำเร็จ” คืออะไร และใครนิยามมันไว้ว่ายังไงกันบ้าง ไม่ใช่สักแต่บอกว่าอยากจะสำเร็จๆๆๆ แต่ยังไม่รู้เลยว่าอะไรคือความสำเร็จ เงินทอง ชื่อเสียง สังคม จิตวิญญาณ เป้าหมาย หรือเธอต้องการอะไรกันแน่ในชีวิต

อ้อ.. คนประสบความสำเร็จจริง เค้าไม่มีเวลามานั่งเล่นเฟสบุ๊ก เสพข่าวโซเชี่ยว นั่งเม้าเรื่องชาวบ้านแล้วโม้บอกคนอื่นว่าเราสำเร็จๆๆๆๆ คนที่ทำแบบนั้นทั้งวันมันคนบ้าต่างหากครับผมครับ

2. ความร่ำรวย

ใครๆแม่มก็อยากจะรวยเว้ย แต่มันก็เหมือนกับนิยามของคำว่าสำเร็จนั่นแหละ คือรู้หรือยังว่าจะรวยไปทำไม จะมีเงินเท่าไรถึงจะพอใช้ตอนเกษียณ จะมีชีวิตยังไงใช้เงินเท่าไรต่อเดือน งบรายรับรายจ่ายทำเป็นไหม วางแผนการลงทุนไว้อย่างไรดี และสุดท้ายจะหาเงินมาให้ร่ำรวยด้วยวิธีไหน

ไม่มีใครแม่มตอบได้เหมือนกันครับ มีแต่คำบ่นพร่ำเพร้อบอกว่า เฮ้ยๆๆๆๆ กูอยากรวย เฮ้ยๆๆ กูอยากปลดหนี้ แต่มึงไม่เคยตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาเลยว่า ไอ้คนที่เราอยากจะเป็นในอนาคตนั้นมันคือใคร แล้วเราจะทำยังไงให้เราไปถึงตรงนั้นได้ เอาแต่บ่นๆๆๆ โทษนู่นนั่นนี่ แล้วสุดท้ายก็ไปเล่นหวยหรือรอฟังคำใบ้หุ้นโดยที่หวังจะรวยเร็วๆ สุดท้ายแม่มจนยิ่งกว่าเดิมไอสัส

อ้อ.. คนรวยจริงไม่มีฟลุ๊กนะครับ
ส่วนคนรวยแบบฟลุ๊กๆ ชีวิตมักไม่สนุกตอนสุดท้ายไงจ๊ะ

3. คิดบวก

จริงๆพี่เกรย์เคยด่าพวกกูรูคิดบวกทั้งหลายไว้บ่อยแล้ว แต่วันนี้จะบอกอีกทีว่าการคิดบวกแม่มไม่ใช่ไม่ดี แต่มันต้องคิดบวกแบบมีสมองเว้ย ลองฟังเรื่องการคิดบวกแบบผิดๆ ของเมืองนอกดูบ้าง อย่างเวปไซด์ทั้งหลายทีสอนให้คิดบวก ให้มีความสุข ให้ดีขึ้นทันตาเห็น แบบมองโลกเปลี่ยนไปแล้วหัวใจเราเปลี่ยนแปลง คือบางทีต้องคิดก่อนนะว่า คนอย่างเราแม่มมีทางเลือกในชีวิตพอไหม คือ ถ้าคนบางคนแม่มพรุ่งนี้ยังไม่รู้จะแดรกส์อะไร มึงจะให้มันไปออกกำลังกายสร้างสารเคมีในสมองไหมล่ะจ๊ะ

คือมึงต้องเข้าใจก่อนว่าบางตัวอย่างแม่งก็ไม่สามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์ อย่าคิดว่า แค่คิดบวกแล้วจะสำเร็จ เพราะบางทีแม่มเป็นได้แค่การปลอบใจของคนขี้แพ้ที่อยากทำมาหาแดรกส์กับสังคมก็ได้ครับผม

ลองย้อนกลับไปดูก่อนนะครับผมว่าชีวิตของพวกเรานั้นแม่มไม่มีใครเข้าใจถึงความแตกต่างที่เกิดขึ้นมากมาย ความเหลื่อมล้ำของสังคมเอย เพราะความงี่เง่าของโลกใบนี้มันกำลังบิดเบี้ยวให้ตัวเราอยากกระสันแดกดันจะประสบความสำเร็จ อยากจะร่ำรวย และคิดบวกให้ชีวิตมีสุข

แต่มันน่าเศร้าตรงไหนรู้ไหมครับสัส
มันเศร้าตรงที่พวกเธอทำไปโดยที่ไม่รู้เลยว่ามันทำไปเพื่ออะไร

และสุดท้าย
เราทุกคนแม่มกลายเป็นฟันเฟืองแห่งความโศกเศร้า
ที่ถูกทำลายด้วยรากเหง้าของสังคมจอมปลอมไงล่ะมึงงงง

ช็อปปิ้งด้วยบัตรเครดิต อย่างไรให้คุ้มค่ามากที่สุด

ในชีวิตคนหนึ่งคน ควรมีบัตรเครดิตกี่ใบถึงจะดี?

คำถามโลกแตกแบบนี้ บอกตรงๆ เลยครับว่าตอบยากมาก เพราะบางคนก็ให้เหตุผลว่า การมีบัตรเครดิตหลายๆใบเป็นเรื่องที่ดี๊ดี เผื่อมีโปรโมชั่นลดนู่นนั่นนี่จะได้ใช้สิทธิให้คุ้มค่า แต่บางคนกลับบอกว่า เฮ้ย!! คนเรามีบัตรเครดิตแค่ใบเดียวก็พอแล้ว มากไปเดี๋ยวเป็นหนี้ชีวิตจะลำบาก!!!

พูดไปพูดมาก็เถียงกันไม่จบ วันนี้ผมเลยอยากจะแชร์ประสบการณ์ใช้บัตรเครดิตของตัวเองให้เพื่อนๆ พี่ๆน้องๆ ฟังกันครับว่า วิธีการใช้บัตรเครดิตให้คุ้มค่านั้น เริ่มต้นง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน ที่ใครๆ ก็ทำได้ เพียงแค่

  1. สังเกตการใช้จ่าย ลำดับแรก คือ เริ่มต้นสังเกตก่อนครับว่าตัวเราเองนั้นมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง และเราชอบใช้จ่ายแบบไหน เช่น ค่าอาหาร ค่าท่องเที่ยว ค่าช้อปปิ้ง ค่าใช้จ่ายเดินทาง ต่างๆ หรือถ้าคิดไม่ออกว่าตัวเราเองมีไลฟ์สไตล์แบบไหน ผมขอแนะนำให้เริ่มจากการทำบัญชีรายรับรายจ่าย สัก 1-2 เดือน คราวนี้จะได้เห็นภาพการใช้จ่ายคร่าวๆ ของตัวเองแล้วละครับ
  2. เลือกบัตรให้เหมาะสม หลังจากรู้แล้วว่าตัวเราชอบใช้จ่ายอะไร ทีนี้เราก็มามองหาบัตรเครดิตที่สอดคล้องกับการใช้จ่ายของเราที่จะช่วยให้เราประหยัดได้มากขึ้น เช่น ถ้าหากเราเป็นคนที่ชอบช้อปปิ้งซื้อสินค้าอยู่เป็นประจำ เราก็ควรทำบัตรเครดิตของห้างสรรพสินค้าที่เราซื้อบ่อยๆ เพื่อความสะดวก
  3. จ่ายหนี้ให้ครบ และเลิกใช้บัตรที่ไม่ได้เพิ่มมูลค่า สำหรับข้อสุดท้ายนี้ คือการตรวจสอบการใช้จ่ายและวินัยการเงินของเราครับ ไม่ว่าคุณจะมีบัตรเครดิตกี่ใบก็ตาม สิ่งสำคัญคือการจ่ายชำระหนี้บัตรเครดิตเต็มจำนวนตามเวลาที่กำหนด รวมถึงปิดบัตรเครดิตที่ไม่จำเป็นทิ้งไปบ้างก็ดีครับ

อย่างตัวผมเอง แบ่งค่าใช้จ่ายหลักๆของตัวเองออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ค่าอาหาร ค่าน้ำมัน และค่าช้อปปิ้งข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ตามประสาพ่อบ้านใจกล้า และผมเองเลือกที่จะมีบัตรเครดิตหลายใบไว้ใช้จ่ายตามใจชอบ เรียกว่า บัตรไหนลด เราก็หยิบมารูดซะงั้น ( – -”)

แต่เมื่อได้ลองดูการใช้บัตรเครดิตของตัวเองแล้ว ก็พบความจริงว่า ไอ้พรี่หนอม!! แกรูดบัตรสะเปะสะปะไม่ได้เป็นไปตามโปรโมชั่นเลยนี่หว่า บางทีเอาบัตรเครดิตที่มีส่วนลดค่าน้ำมันไปรูดซื้อของ ส่วนบัตรที่ได้โปรโมชั่นร้านอาหารก็เอาไปผ่อน 0% ซะงั้น แหม่… คิดแล้วมันน่าเจ็บใจจริงๆ ครับ!!

โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เป็นการซื้อของใช้ทั้งหลายที่จำเป็นกับการใช้ชีวิต ซึ่งผมเองก็เข้าๆ ออกๆ ซุปเปอร์มาร์เก็ตทุกเดือน และก็สังเกตเห็นว่าบางแห่งมีโปรโมชั่นบัตรเครดิตที่ดูคุ้มค่ากับการใช้จ่ายของพ่อบ้านอย่างเรา ผมขอยกตัวอย่างการใช้จ่ายของผมให้ดูตามนี้ครับ

สูตรการคำนวณเงินคืน 3.5% คูปองเงินสด คลับการ์ด เมื่อช้อปที่ เทสโก้ โลตัสด้วยบัตรเครดิต เทสโก้ โลตัส วีซ่า แพลทินัม

คิดได้ตามนี้เลยครับ คือ ทุกยอดใช้จ่าย 20 บาท ได้ 70 คะแนนสะสม หารด้วย 2,500 x 25

จากการยกตัวอย่างด้านบนนั้นเราจะเห็นว่า เราจะได้รับเครดิตเงินคืน 210 บาท จากการเติมน้ำมันที่ปั๊มเอสโซ่ 7000 บาท โดยได้คืน 3% ตั้งแต่บาทแรก และได้คูปองเงินสด 155 บาท จากการช้อปปิ้งที่เทสโก้ โลตัส 3,000 บาท โดยได้คืน 3.5%คูปองเงินสดคลับการ์ด เพื่อไปช้อปปิ้งของเข้าบ้านรอบต่อไปได้อีก

นอกจากเงินคืนที่ได้รับจากการช้อปปิ้งที่โลตัส และเติมน้ำมันที่ปั้มเอสโซ่แล้ว บัตรใบนี้ยังมีโปรโมชั่นลดราคากับร้านค้าชั้นนำมากมาย แถมยังได้รับคืนสูงสุด 0.5% ของการใช้จ่ายเป็นคูปองเงินสดคลับการ์ด ในทุกๆ ครั้งที่มีการใช้จ่ายตามเงื่อนไขของบัตรเครดิต ยกเว้นบางรายการที่อาจจะไม่ได้สิทธิ* โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.tescolotusfs.com

เพราะส่วนลดที่ได้กลับมาเพิ่มขึ้นนั้น ย่อมมากกว่ากับการจ่ายเงินสดธรรมดาแน่ๆ รวมถึงประโยชน์อีกข้อหนึ่งก็คือโปรโมชั่นที่ว่านี้มีให้เราสามารถใช้ได้ตลอดปี โดยที่ไม่ต้องรอช่วงลดราคา หรือช่วงจัดโปรโมชั่นเป็นพักๆ  ดังนั้นบัตรเครดิตใบนี้จะเหมาะมากๆ ถ้าหากเรารู้ตัวดีว่าชีวิตตัวเองนั้นมีไลฟ์สไตล์ที่ต้องผูกพันกับทางโลตัส มีการจับจ่ายใช้สอยตามร้านค้าต่างๆ และมีการเติมน้ำมันที่ปั้มเอสโซ่อยู่เสมอ

ถ้าหากใครสนใจก็สามารถสมัครบัตรเครดิตเทสโก้ โลตัส ช่องทางออนไลน์ วันนี้ ได้ที่ http://bit.ly/1O4muLg

รับฟรี! บัตรของขวัญเทสโก้ โลตัส มูลค่า 500 บาท เมื่อมียอดใช้จ่ายสะสมครบ 3,000 บาท ขึ้นไป ภายใน 30 วันหลังจากบัตรอนุมัติ**หรือกระเป๋าเดินทาง รุ่น iCool ขนาด 20 นิ้วมูลค่า 4,490 บาท เมื่อมียอดใช้จ่ายสะสมครบเพียง 8,000 บาทขึ้นไป ภายใน 45 วันหลังจากบัตรอนุมัติ* ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2558

สุดท้ายนี้ อย่าลืมนะครับว่า สิ่งสำคัญในการใช้บัตรเครดิต คือ วินัยในการจ่ายชำระเงินเต็มจำนวน ร่วมกับการบริหารด้วยเคล็ดลับที่ผมฝากไว้ รับประกันได้เลยครับว่าการใช้บัตรเครดิตที่ถูกวิธีจะทำให้ชีวิตคุณเปลี่ยนไปอย่างแน่นอนครับ

บทความนี้เป็นบทความ Advertorial

เทคนิคพักเงินเพิ่มมูลค่า ของเซียนหุ้นเทคนิค

วัตถุประสงค์หลักที่เทรดเดอร์ซื้อขายหุ้นก็คือ ต้องการสร้างผลกำไรจากเงินลงทุน แต่นอกเหนือจากการนั่งวิเคราะห์กราฟเพื่อหาจังหวะเทรดหุ้นให้ได้กำไรแล้ว วันนี้ DaddyTrader มีเคล็ดลับง่าย ๆ ที่ทำให้ผลกำไรของพอร์ทเพิ่มยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นวิธีที่ใครก็ทำได้มาแนะนำ นั่นคือ การลดค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหุ้น และ เลือกที่พักเงินที่ยังไม่ได้เอาไปซื้อให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีที่สุด

วิธีที่แรก ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อหุ้น

วิธีลดค่าใช้จ่ายเป็นวิธีที่ผมอยากแนะนำ และเป็นวิธีที่ผมใช้อยู่โดย  เลือกซื้อขายหุ้นผ่านช่องทาง Internet  ถ้าเราส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นผ่านเจ้าหน้าที่ของโบรกเกอร์ค่าคอมมิชชั่นจะอยู่ที่ 0.2578 % ของมูลค่าการซื้อขาย แต่ถ้าเราส่งคำสั่งซื้อขายผ่านช่องทาง Internet ด้วยตัวเอง ค่าคอมมิชชั่นจะลดลงเหลือ 0.2078% สำหรับการซื้อขายด้วยบัญชีเงินสด (ATS) หรือ 0.1578 % สำหรับการซื้อขายด้วยบัญชีวางเงินฝากล่วงหน้า (Cash Balance) จะเห็นได้ว่าการซื้อขายผ่าน Internet จะทำให้ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลดลงถึง 0.05 – 0.10 % เลยทีเดียว ยิ่งถ้าใครเทรดหุ้นบ่อย การลดค่าใช้จ่ายก็ถือว่าเป็นการเพิ่มกำไรได้อีกทางหนึ่ง

วิธีที่สอง เลือกที่พักเงินที่ให้ได้ผลตอบแทนที่ดี

วิธีเพิ่มผลกำไรอย่างง่าย ๆ และได้ผลตอบแทนแน่ ๆ คือ การเลือกที่พักเงินเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนสูง เพราะในการเทรดหุ้นสไตล์เทคนิคจะต้องมีจังหวะที่พอร์ทมีสัดส่วนที่เป็นเงินสดอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเกิดจากการขายหุ้นออกไปแล้วรอจังหวะเพื่อซื้อหุ้นใหม่ หรือการถือเงินสดในช่วงที่หุ้นมีแนวโน้มเป็นขาลง

อย่างไรก็ตามที่พักเงินสำหรับการเล่นหุ้นนั้นอาจจะมีทางเลือกได้ไม่มากนัก เนื่องจากเงินก้อนนี้จะต้องเป็นเงินที่มีสภาพคล่องสูง และต้องพร้อมที่จะนำมาใช้ได้ทันทีที่ต้องการ ดังนั้น การเลือกนำเงินไปพักไว้ที่บัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูง ฝากถอนเมื่อไหร่ก็ได้ พร้อมที่จะโยกเงินเข้าพอร์ตได้ตลอดเวลา จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับวัตถุประสงค์ของเงินก้อนนี้

ผมเชื่อว่า ME by TMB จะเป็นตัวเลือกแรกที่หลายคนคิดถึงให้เป็นที่พักเงินส่วนที่เหลือจากการซื้อหุ้น เพื่อให้ได้ผลตอบแทนของพอร์ทที่เพิ่มมากขึ้น และจากรูปข้างต้นเราจะเห็นว่า.. อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของบัญชี ME นั้นสูงถึง 2.00 % ต่อปี (ข้อมูลเดือนสิงหาคม 2558) และมีโอกาสรับดอกเบี้ยสูงถึง 2.55% ถ้ามียอดฝากมากกว่าถอนในแต่ละเดือน เมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ของธนาคารทั่วไปที่ 0.5% ซึ่งถือว่าเป็นส่วนต่างของดอกเบี้ยที่สูงถึง 1.50% – 2.05% ต่อปี ก็ประมาณ 5 เท่าของดอกเบี้ยออมทรัพย์ทั่วไป สำหรับกรณีที่เงินสดที่ถือเพื่อรอซื้อหุ้นไม่มากกว่า 10 ล้านบาท เพราะส่วนของเงินที่เกิน 10 ล้านบาทจะได้รับดอกเบี้ยเพียง 0.5% เท่ากับบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป

ลองมาดูตารางด้านล่างกันครับว่าความต่างของดอกเบี้ยที่จะได้รับเมื่อนำเงินไปพักไว้ที่บัญชี ME กับบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป ในแต่ละปีจะเป็นเท่าไหร่ ถ้าผมทำตามเงื่อนไขฝากมากกว่าถอนทุกเดือนเพื่อจะได้ดอกเบี้ย 2.55% ต่อปี โดยคำนวณจากค่าเฉลี่ยของส่วนที่เป็นเงินสดเพื่อรอซื้อหุ้นในแต่ละปีที่แตกต่างกัน

*หมายเหตุ : อัตราดอกเบี้ยที่ระบุข้างต้นเป็นอัตราดอกเบี้ยประมาณการ

หมายเหตุ : ตัวเลขในตารางยังไม่ได้คำนวณภาษี ณ ที่จ่าย 15% ซึ่งอาจขอคืนได้ตามฐานภาษีของแต่ละบุคคล

เราจะเห็นได้ว่าถ้าส่วนของเงินสดเพื่อรอซื้อหุ้นของเรายิ่งมากเท่าไหร่ การนำเงินมาฝากไว้ที่บัญชี ME จะยิ่งเพิ่มผลตอบแทนให้เรามากขึ้นเท่านั้น ซึ่งบางทีผมก็คิดนะครับว่า การที่เรายอมรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการเอาเงินไปลงทุนซื้อหุ้นก็เพราะว่าเราต้องการผลตอบแทนที่ดีกว่าผลตอบแทนสินทรัพย์อื่น แต่เมื่อมีวิธีการบริหารเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพที่ไม่ต้องรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเลย และยังช่วยให้ผลตอบแทนของพอร์ทที่ดีขึ้นอีกด้วย ทำไมเราถึงจะไม่ทำ!! เพราะแค่เราเลือกนำส่วนที่เป็นเงินสดที่รอกำลังจะซื้อหุ้นไปวางไว้ในที่ทีทำให้ดอกเบี้ยที่สูงกว่า เพียงเท่านี้ก็จะทำให้เงินของเราทำงานได้เร็วขึ้น เราก็ได้ผลตอบแทนที่เพิ่มมากขึ้นทันที

นอกจากนั้น บัญชี ME ไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่เป็นที่พักเงินสำหรับการเล่นหุ้นแต่เพียงอย่างเดียว สำหรับเงินก้อนอื่นๆ ที่มีความจำเป็นต้องเก็บไว้ใช้ในอนาคต เช่น ค่าใช้จ่ายทั่วไป ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าประกันชีวิต เงินที่เตรียมไว้สำหรับซื้อ LTF RMF ผมก็เลือกเก็บไว้ใน ME เช่นเดียวกัน โดยรายรับที่ได้มาของผมจะถูกนำไปกองรวมไว้ที่บัญชีนี้ก่อน จากนั้นค่อยจัดสรรเข้าบัญชีอื่นๆ เมื่อถึงเวลาที่ต้องการใช้เงิน

อยากจะแนะนำถึงข้อดีของบัญชี ME สักหน่อยครับ เพราะว่าระบบความปลอดภัยนั้นสูงมาก เพราะเวลาเงินเข้า หรือ ออก จะมี SMS เตือนมาที่เบอร์โทรศัพท์ของเราทุกครั้ง และสามารถโอนออกไปได้แค่บัญชีชื่อของตัวเองเท่านั้น!

เตรียมตัวใช้งานบัญชี ME

สำหรับวัตถุประสงค์การใช้งานบัญชี ME เหมาะที่จะเป็นบัญชีสำหรับพักเงิน ผมแนะนำให้เปิด ME คู่กับบัญชีของธนาคารทหารไทย (TMB) ธุรกรรมทำฟรีจะเวิร์คมากๆ ครับ เพราะจะสามารถโอนเงินออกจากบัญชี ME เข้าบัญชีธนาคารทหารไทย (TMB) แบบทันทีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีก็ทันสมัยการทำธุรกรรมสามารถดำเนินการได้อย่างสะดวก ผ่านมือถือหรือแท็บเล็ตได้ทุกที่ ขอบอกว่าสะดวก และง่ายสุดๆครับ ในกรณีฉุกเฉินไม่มีสัญญาณ internet แต่ต้องการใช้เงินก็สามารถสั่งโอนเงินผ่านระบบ call center ได้เลยที่เบอร์ 02-502-0000

วิธีเปิดบัญชี ME มีแค่เพียง 3 ขั้นตอน คือ ลงทะเบียนผ่านหน้าเว็บไซต์ เตรียมเอกสารเปิดบัญชี และไปยืนยันตัวตนที่ ME Place (ดูที่ตั้งสาขา หรือ ต้องการเปิดบัญชี คลิ๊ก)

แต่ถ้าเราใช้บริการ TMB Internet Banking อยู่แล้วชีวิตก็จะยิ่งง่ายขึ้นอีก โดยสามารถปิดบัญชี M

ทำไมซื้อหุ้นต้องดู Free Float

ค่า Free Float แสดงถึง จำนวนหุ้นที่ผู้ลงทุนทั่วไปสามารถเข้าถึงเพื่อการซื้อขายได้ปกติ โดยหลักการคือหุ้นที่ไม่ได้ถือโดยนักลงทุนกลุ่ม strategic shareholder และไม่ได้เป็นหุ้นที่ซื้อคืน

โดยที่ strategic shareholder หมายถึง ผู้ลงทุนที่ถือหุ้นเพื่อการมีส่วนร่วมในการบริหารหรือเพื่อเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจ ในที่นี้รวมผู้ถือหุ้นกลุ่มต่อไปนี้

1) รัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ

2) กรรมการ ผู้จัดการ และผู้บริหาร 4 ระดับแรกนับต่อจากผู้จัดการลงมา รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง และบุคคลที่มีความสัมพันธ์

3) ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้น > 5% โดยนับรวมผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ยกเว้นผู้ถือหุ้นกลุ่มดังต่อไปนี้คือ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันภัย กองทุนรวม และกองทุนที่ออมแบบมีภาระผูกพัน

4) ผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุม

5) ผู้ถือหุ้นที่มีข้อตกลงในการห้ามขายหุ้นภายในเวลาที่กำหนด

แต่รู้มั้ย ทำไมนักลงทุนบางท่าน ก่อนซื้อหุ้นเขาถึงดู Free Float มาหาคำตอบกันครับ!

1) บริษัทซื้อหุ้นคืน รู้รึเปล่า?

ปกติเราก็จะซื้อขายหุ้นโดยที่ไม่รู้ว่า จำนวนหุ้นที่ปล่อยอยู่ มีบางคนกำลังค่อยๆ เก็บอยู่ อ่ะ!! บางคนบอกดู Volume ก็รู้แล้ว แต่ก็รู้แค่จำนวนครับ ว่าซื้อไปมากเท่าไหร่ เราก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าใคร บางท่านบอก อ๋อ!! ดูเรดาร์ Insider Trading ไง ….ครับ!!! รู้ได้ว่าใคร แต่ถ้าไม่ใช่คนล่ะ…. ฮ่าๆๆ ไม่ใช่เรื่องลี้ลับครับ นั่นอาจจะเป็นบริษัทเองนั่นล่ะ ที่เค้ามาซื้อหุ้นคืน ซึ่งเราสามารถดูได้ที่เรดาร์ “Company Buyback” บางครั้งเค้าบอก ซื้อเพื่อบริหารการเงิน แต่!! พวกเรารายย่อย มักจะวิเคราะห์กันว่า อ๋อ! เงินเหลือ หรือ อ๋อ! หุ้นจะขึ้น เค้าเลยมาเก็บ ฮ่าๆๆๆ ตรงนี้ก็แล้วแต่เราจะมองเลยครับ

2) หุ้นเยอะ ก็มีผลกับราคานะ

เปอร์เซ็นต์ของหุ้นที่ถูกปล่อยให้พวกเราซื้อขาย มีเยอะมาก การที่พวกเราจะมองเหมือนกันว่าหุ้นดี แล้วกดซื้อที่ราคาใกล้ๆกัน มันค่อนข้างยากเลยล่ะครับ ทำให้หุ้นตัวใหญ่ ที่มีหุ้นมากตัว มักจะใช้เวลาช่วงขึ้นช้ามาก ก็นั่นล่ะครับ หุ้นเยอะมาก ขึ้นช้ากว่า ก็ย่อมใช้เวลามากกว่า

3) หวือหวา ตามสไตล์

เวลาเราเห็น หุ้นเล็ก ส่วนใหญ่จะขึ้นลงวูบวาบ เราก็มักจะเหมารวมไปว่าเค้าปั่น แต่ลองมองอีกมุมสิครับ หุ้นที่ปล่อยอยู่มีน้อย บางทีคนไม่กี่คนซื้อพร้อมๆ กัน ไม้ใหญ่ๆ ไม่กี่ไม้ ราคาก็กระโดดขึ้นไปได้แล้ว แต่ถ้าเราเห็นว่าหุ้นเค้าดี อยากซื้อ แต่กลัวอันตราย ก็ลองมองต่ออีกหน่อยครับ อย่างตอนขึ้น เค้าขึ้นมาเยอะ แล้วใช้เวลานานรึเปล่า ถ้าขึ้น 8 วันหยุดพักกี่วันครับ ถ้าตอนพัก ราคาลบน้อยแล้วยังใช้เวลาน้อยกว่าขึ้นอีก ก็เหมือนเค้าขึ้นเร็วกว่าลงแล้ว บางท่านก็จะสนใจหุ้นแบบนี้ครับ ถึงจะวูบวาบ แต่ก็คุ้มที่จะเสี่ยง

นั่นล่ะครับ!! การลงทุนก็เหมือนรำดาบครับ ที่ไม่มีท่าเฉพาะ อย่างบางคนท่าน้อย แต่ไม้สุดท้ายเจ็บ หรือท่ามาก หลบหลอกได้ ก็จัดไม้เดียวจบ แต่ละท่านก็มีท่าของตัวเองอยู่แล้ว แค่มองรอบๆ ด้าน แล้วประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับตัวเองครับ 

กฎข้อที่ 8 มองหาประโยชน์จากพฤติกรรมที่ไร้เหตุผลในตลาดหลักทรัพย์

เราไม่เชื่อในแนวคิดที่ว่าตลาดหลักทรัพย์มีประสิทธิภาพ เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์ขับเคลื่อนโดยมนุษย์ และมนุษย์มีความไร้เหตุผล ดังนั้นตลาดหลักทรัพย์จึงมีความไร้เหตุผล

ความไร้เหตุผลในที่นี้หมายถึง การใช้อารมณ์ในการตัดสินใจลงทุนในบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เช่น หากบริษัทนั้นมีกำไรที่ดี เราก็ตัดสินใจซื้อหุ้น และลงทุนในทันที และเมื่อบริษัทนั้นตกอยู่ในสถานการณ์ที่ขาดทุน เราก็ตัดสินใจขายหุ้นจากบริษัทนั้น โดยไม่พิจารณาจากพื้นฐานของบริษัท ทั้งที่อัตราการเติบโตในอนาคตนั้นยังมั่นคง

นักลงทุนทุกคนควรใช้ประโยชน์จากเหตุการณ์เหล่านี้ในการพิจารณาการลงทุน (แต่หากว่าคุณกำลังรีบหาทางออกเพื่อความปลอดภัยก็ควรจะออกไปเป็นคนแรกๆ) ให้คุณคิดถึงราคาหลักทรัพย์ที่ปรับตัวลง 20% เสมือนว่าเป็นการเห็นสินค้าในห้างสรรพสินค้าที่ลดราคา 20% มันเป็นโอกาสในการซื้อสินค้าในราคาที่ถูกลง

หมายเหตุ :
“ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และคู่มือภาษีก่อนตัดสินใจลงทุน”

ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.aberdeen-asset.co.th/10goldenrulesthai

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save