จัดพอร์ตลงทุน LTF/RMF ตามสไตล์มนุษย์เงินเดือน

สวัสดีคร้าบ ผมหมอนัท ประจำคลินิกกองทุนแห่งนี้ กลับมาคุยเรื่องกองทุนกับทุกท่านอีกครั้งครับ ช่วงปลายปีแบบนี้ ซึ่งกองทุนยอดนิยมเพื่อลดหย่อนภาษีอย่าง LTF/RMF นั้นก็มีหลายคนนำผลตอบแทนย้อนหลังของแต่ละกองทุน มาโพสต์ให้เห็นบนหน้า Facebook ของเพจการลงทุนมากมายเลยทีเดียว แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเน้นไปที่กองทุนที่ติด Top 5 ของผลตอบแทนในแต่ละปีกันทั้งนั้น

นอกจากผลตอบแทนย้อนหลัง 3-5 ปีที่แต่ละกองทุนบริหาร ซึ่งมองฝีมือการบริหารอย่างสม่ำเสมอระยะยาวที่ผมเคยแนะนำมาแล้ว  นักลงทุนเองก็ควรที่จะมองถึงแนวทางการบริหารของกองทุน หรือ อย่างน้อย ๆ ก็ควรที่จะรู้ด้วยว่ากองทุนได้ดำเนินนโยบายการลงทุนอย่างไร ถือหุ้นแบบไหนอยู่ด้วย รวมถึงผลงานการบริหารในช่วงสั้นหรือการบริหารภายในปีนั้นๆ ด้วย โดยเฉพาะในปีที่ผันผวน (อย่างในปีนี้) ถือเป็นอีกจุดหนึ่งที่มองให้เห็นถึงฝีมือการบริหารของผู้จัดการกองทุนในการปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนในแต่ละสถานการณ์ที่ตลาดแกว่งตัว

เลือกกองทุน LTF/RMF ที่ใช่ สไตล์การลงทุนที่ชอบ เหมือนได้คู่ครองที่อยู่กันอีกนาน

ถึงแม้ผลตอบแทนจะดี แต่ถ้าสไตล์การลงทุนไม่เหมาะกับนักลงทุนแล้วละก็ อาจจะทำให้เวลาที่นักลงทุน ลงทุนกับกองทุนไปแล้ว เกิดอาการหงุดหงิดได้ว่า ทำไมผู้จัดการกองทุน จึงไม่ลงทุนตามที่นักลงทุนอยากได้

ดังนั้นเรามาใส่ใจกับการลงทุนอีกสักนิดครับ มารู้จักนโยบาย สไตล์การลงทุน ของกองทุนกันเพิ่มเติม ดังนั้นวันนี้ผมจะมาพาท่านนักลงทุนในกองทุนทั้งหลายมารู้จักกับกองทุนจากค่ายสีแดงแรงฤทธิ์ อย่าง CIMB-Principal กันนะครับ

เริ่มจากกองทุน LTF กันก่อนครับ แน่นอนว่าบลจ. นี้มีกองทุนทั้ง 2 แบบครับคือ LTF ที่มีหุ้น 100% กับ กองทุนที่มีหุ้นอยู่ประมาณ 70 % ส่วนที่เหลือเป็นตราสารหนี้ครับ

1. CIMB Principal LTF

2. CIMB Principal 70 LTF

โดยสไตล์การลงทุนในหุ้นของกองทุน LTF ทั้ง 2 แบบ จาก CIMB-Principal นั้น จะมีการปรับพอร์ตค่อนข้างจะรวดเร็วพอสมควร มีการปรับพอร์ตหุ้นตามสถานการณ์ได้ดี ทำให้ความเสี่ยงของพอร์ตไม่ได้สูงมาก ยิ่งในระยะสั้น ๆ ก็ทำผลตอบแทนได้ดีทีเดียว เอาเป็นว่าชนะดัชนีตลาดหุ้นที่เป็นเกณฑ์มาตรฐานได้ไม่น้อยหน้ากองทุนอื่น ๆ เลยครับ

ในส่วนหุ้นที่เลือกก็จะเป็นหุ้นพื้นฐานดีที่มีการปรับตัวลดลง หรือว่ามีราคาถูกเมื่อเทียบกับมูลค่าพื้นฐานของบริษัทนั้น ๆ แถมเป็นหุ้นที่มีปันผลต่อเนื่อง กองทุนนี้ก็ไม่พลาดครับ เก็บมาไว้ในพอร์ตเรียบร้อย ซึ่งทำให้ระยะยาว ๆ แล้ว กองทุนนี้ก็ถือว่าน่าสนใจเหมือนกันครับ

เรามีดูสไตล์การบริหารพอร์ตหุ้นของ CIMB-Principal  ค่ายนี้มีหลักการลงทุนชัดเจน และเป็นหลักเดียวกันที่ใช้ทั้งกลุ่ม CIMB-Principal Asset Management  (มาตรฐานเป๊ะ) คือ

1) เน้นเลือกหุ้นรายตัว แบบ Bottom-up / Stock selection เน้นเลือกกิจการที่ ‘โตเร็ว’ และ ‘กระแสเงินสดดี’  

2) กล้าที่จะจัดพอร์ตให้มีสัดส่วนการลงทุนต่างจากดัชนีอ้างอิง และ

3) ออกแบบพอร์ตให้สมดุลโดยมุ่งหวังผลตอบแทนเป็น ‘บวก’ แม้ในภาวะตลาดผันผวน

ทั้งหมดนี้ทีมผู้จัดการกองทุนจะต้องทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อทำการวิเคราะห์และเลือกเฟ้นหุ้นลงทุน ความมั่นใจบวกกับความกล้าตัดสินใจลงทุน

ทำไมปีนี้ผลงานหุ้นค่ายนี้ทำได้ดีหล่ะ? จากที่ผมได้พูดคุยกับผู้จัดการกองทุน ปีนี้เค้าวิเคราะห์สถานการณ์การลงทุนได้ค่อนข้างแม่นยำ เช่น ช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ราคาพลังงานผันผวน กลุ่มธนาคารปล่อยกู้น้อยและดอกเบี้ยยังต่ำอยู่ซึ่งส่งผลต่อการทำกำไรของกลุ่มธนาคาร กองทุนได้ทำการ ‘ลดน้ำหนัก’ การลงทุนหุ้นสองกลุ่มนี้ลง แต่ไม่ใช่ไม่ถือเลยนะครับ เค้าก็คัดเลือกหุ้นพลังงานและธนาคารบางตัวที่มั่นใจว่าเป็น กิจการที่จะได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกน้อยที่สุด แล้วไปเพิ่มน้ำหนักกลุ่มรับเหมาก่อนสร้างและวัสดุก่อนสร้าง จากการมองว่าภาครัฐจะเร่งการเปิดประมูลโครงการ Infrastructure  และกลุ่มที่ Defensive ที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและอัตราเงินปันผลสูง เช่น กลุ่มสื่อสารที่จ่ายปันผลดี ทั้งหมดนี้เกิดจากทำการบ้านมาอย่างดี

เมื่อดูที่ผลตอบแทนย้อนหลัง ก็ต้องบอกว่าทำได้ดีเลยทีเดียว โดยเฉพาะในช่วง 3-5 ปีย้อนหลังถือว่าไม่แพ้กองทุนอื่น ๆ และอยู่ในกลุ่มผู้นำของกองทุน LTF อีกด้วย(เอาเป็นว่าติด 1 ใน 10 ได้อย่างสบาย) ส่วนในปีนี้ LTF ทั้งสองกองทุนติดอันดับ 2 และ 3 ของกลุ่มกองทุนหุ้นระยะยาว* (Morningstar 31 ตุลาคม 2558) ที่สำคัญคือ ผลตอบแทนเป็นบวกชนะดัชนีตลาดที่ติดลบด้วยนะครับ (ภายใต้ตลาดผันผวน ยังยืนโต้คลื่นได้อย่างสบาย)

3. CIMB Principal iPROPRMF

แต่ว่าเวลาลงทุนกับกองทุน LTF และ RMF ผมถือว่าเป็นการลงทุนระยะยาว นอกจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว เราควรที่จะนึกถึงการวางแผนจัดพอร์ตการลงทุนด้วย เพราะว่าการที่เราลงทุนกับกองทุน LTF ที่มีความเสี่ยงสูงเพียงอย่างเดียวคงไม่เหมาะแน่ ๆ ครับ

โดยอาจจะแบ่งส่วนการลงทุนมาลงทุนในกองทุนที่มีแนวโน้มว่าจะผลตอบแทนสม่ำเสมอมากขึ้นกว่ากองทุนหุ้นอย่าง LTF เพียงอย่างเดียว หรือ เพิ่มกองทุน RMF เช่น CIMB-PRINCIPAL iPROPRMF เข้าไปอยู่ในพอร์ตการลงทุนด้วยครับ

ที่ผมบอกว่าได้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอก็เพราะว่า รายได้หลักของกองทุน RMF กองทุนนี้มาจากค่าเช่าพื้นที่ในรูปเงินปันผลของกลุ่มกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์, REITs ทั้งกลุ่มธุรกิจศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน ศูนย์แสดงสินค้าและนิทรรศการนานาชาติ  ธุรกิจโรงงานและคลังสินค้า ซึ่งรวมถึงการลงทุนในกองทุนอินฟาสตัคเจอร์ (Infrastructure) ธุรกิจพลังงาน ระบบขนส่งมวลชน เป็นต้น คาดหวังผลตอบแทนจากค่าเช่าเฉลี่ย 6% – 8% ต่อปี  

อยากให้นักลงทุนลองนึกดูคราว ๆ ครับ ว่าถึงแม้เศรษฐกิจจะไม่ดีก็ตาม แต่เราเองก็ยังต้องใช้บริการ เช่นรถไฟฟ้า หรือบางครั้งก็ยังต้องเข้าไปซื้อของในห้างสรรพสินค้า ดังนั้นผมถือว่า รายได้จาก กองทุนแบบนี้ เป็นรายได้สม่ำเสมอพอสมควร แต่ถ้าจะให้เราไปเลือกลงทุนä

3 กับดักชีวิตที่ทำให้คุณไม่ได้ไปต่อ!!

ฮัลโหลเบบี๋ พี่เกรย์สวัสดีอีกครั้งหลังจากเกิดเหตุการณ์ต่างๆกับประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา หลายคนอาจจะเครียด อาจจะเหนื่อย อาจจะท้อ แต่พี่ขอบอกเลยครับผมครับว่า น้องๆ ทั้งหลาย ถ้าไม่ตายพวกมึงก็จงทนต่อไป เพราะชีวิตที่มีปัญหานั่น มันแปลว่าเรากำลังเข้าใกล้ความสำเร็จ #หรือไม่ก็แปลว่ามึงใกล้จะเจ็งนั่นเอง #กร้ากกกก

ประเด็นเด็ดวันนี้ที่พี่เกรย์อยากจะชวนมาคุยกัน เพราะมันมีแควนเพจรุ่นเดอะคิดคำถามมาถามพี่เกรย์ว่า กับดักชีวิตที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อทำลายตัวเอง มันมีอะไรบ้าง พี่เกรย์เห็นว่ามันเป็นคำถามที่ดี เลยขอเอามาเขียนบทความเกรียนๆให้อ่านกันซักทีละกันครับผม

ก่อนอื่นต้องขอโบกเลยว่า.. ไอ้คำว่ากับดักชีวิต คิดให้ดีมันก็เหมือนกับเรานั้นมีชีวิตติดจั่นอยู่ในนั้นถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพหน่อยก็เหมือนหนูตัวหนึ่งที่โดนกาวดักไว้ท์ ทำให้เดินไปต่อไม่ได้ สุดท้ายก็ตายลงไปแบบเศร้าๆในบ้านดักหนูหลังเก่าของเรานั่นเองครับผมครับ

แต่ถ้าเป็นคนปกติอย่างเราๆ นิยามคำว่ากับดักชีวิต พี่เกรย์คิดว่า มันคือสิ่งที่สร้างจากความคิดเพื่อทำลายตัวเราเอง ซึ่งมันก็มีหลายอย่างแตกต่างกันไปใครจะคิดแบบไหน แบบนั้น แบบนู้น แบบนี้ แต่พี่เกรย์ไปรวบรวมมาให้ครับผมว่า ไอ้ความคิดที่ไม่ดีและทำให้ชีวิตเราติดกับดักมันมีอะไรบ้าง มามะ มาฟังกัน ฟังกัน มาซิมา มาฟังกันฟังกัน #พอแล้วสัส

ข้อแรก : ประเมินทุกอย่างเป็นเรื่องเงิน

ความคิดนี้มันไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันคือกับดักชีวิตที่ทำให้จิตเราแม่มคิดแต่เรื่องเงินไงครับผม เมื่อเราคิดถึงแต่เรื่องเงินอย่างเดียว หัวจิตหัวใจของเรามันจะพูดถึงแต่เงินๆๆๆๆๆๆ จนทำให้ลืมความเพลิดเพลินในการใชัชีวิต สัส เงินน้อยอันนี้ไม่ทำ ห่าน ไม่คุ้มอันนี้ไม่สน อุ้ย อันนี้ถูกไปคนรวยอย่างเราไม่เหมาะ สุดท้ายเราเลยอับจนหนทาง แต่พวกมึงลืมไปไงครับผมว่า การทำอะไรบางอย่างวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากเงินนั้นมันอาจจะเป็นการสร้างโอกาสให้กับชีวิตเราก็ได้

ฟังดีๆนะครับผมครับ คนที่คิดแต่เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันอาจจะปิดโอกาสดีๆในชีวิตได้ อย่างพี่เกรย์เองเขียนบทความฟรีให้กับออมมันนี่ ทำให้พี่เกรย์มีโอกาสดีๆมากมาย ทั้งแฟนคลับส่งข้อความมาด่า มีคนหลังไมค์มาบอกให้ไล่ออก เห็นไหมครับชีวิตกูดีขึ้นมากเลย #ถุย

ข้อสอง : คิดว่าตัวเองจะอยู่ไปจนตาย

คนเราทุกคนต้องตาย คนเราทุกคนต้องหายไปจากโลกนี้ มันคือความจริงของชีวิต แต่เราทุกคนแม่มวิปริตชอบคิดว่าเราจะอยู่ไปตลอดกาล คิดว่าคนรัก ครอบครัว หรืองานการที่ทำมันจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง สุขภาพที่ดี ร่างกายเก๋าๆที่เรามีจะอยู่กับเราตลอดไป โถๆๆๆ พีเกรย์บอกให้เลยว่า เหมือนก่อนพี่เกรย์เองก็หล่อหน้าตาดี มีแฟนเยอะ แต่ตอนหลังกลายเป็นลุงแก่ๆเลี้ยงหลานอยูบ้านรอคนงานพม่ามาป้อนข้าวให้ เฮ้ออ พูดแล้วเศร้าใจจุงเบย

คืองี้ครับผม คนเราทุกคนมันต้องมีการเปลี่ยนแปลง การเปิดการ์ดกับดักโดยคิดว่าเราจะไม่ต้องเจออะไรเปลี่ยนแปลงในชีวิตเลย หรือกลัวการเปลี่ยนแปลงจนไม่กล้าทำอะไรเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น พี่เกรย์คิดว่าคุณเหมือนน้ำมันพืชค้างคืนที่รอให้เหม็นหืนแ้ลวเททิ้งนะครับผมครับ

ข้อสาม : คิดแต่ความผิดพลาดในอดีต

ในมิตินี้ ความผิดพลาดในอดีตหมายถึงสองเรื่อง เรื่องแรกคือ ความผิดพลาดของตัวเราเองที่แม่มยังจดจำเหมือนมันยังเกิดขึ้นตลอดเวลา พูดซ้ำพูดย้ำจนคนอื่นเห็นแล้วรู้สึกอิดหนารำคาญใจ ฟังแม่มบ่นเข้าไปจนไม่เข้าใจว่ามึงเป็นอะไรมากหรือเปล่า ดังนั้นย์การลืมความผิดพลาดบ้างก็คือเรื่องที่ดี หรือเอามาเป็นบทเรียนเปลี่ยนตัวเองในวันนี้ ไม่ใช่เอาแต่ทู้ซี้นึกถึงมันจนจิตตกเหมือนคนบ้า ย้ำอยู่นั่นแหละว่าตัวเองพลาด จนกรุอยากจะบอกว่ากรุนี่แหละพลาดที่มีมึงเป็นเพื่อน สัส!

อีกส่วนหนึ่งคือ ความผิดพลาดของคนอื่น เราเห็นไอ้คนนู้นนั้นนี้ทำเรืองผิดพลาด ทำเรื่องชวนให้ปลายประสาทอักเสบ สิ่งหนึ่งที่เราทำได้ ถ้าไม่ร้ายแรงจนเกินงาม มันก็คือการให้อภัยพวกเขาไป ไม่ใช่เอาแต่บอกว่า ไอ้ชั่ว ไอ้เลว พวกมึงมันคนแย่ บ้าที่สุด นี่แนะๆๆๆๆๆ ทำแบบนั้นก็มีแต่ความทุกข์ในใจเท่านั้น คิดแล้วปวดสมองกันตายห่านครับผม

สรุปคือ ไม่มีใครเกิดมาแล้วไม่ทำผิดพลาด แต่คนที่ไม่รู้จักเรียนรู้ความผิดพลาด และเอามาตอกย้ำซ้ำๆตลอดเวลา มีแต่คนอาฆาตกับคนบ้าเท่านั้นแหละสัส

สุดท้าย… ความคิดทั้ง 3 ข้อนี้คือกับดักชีวิตที่เราทุกคนแม่มชอบทำ แล้วสุดท้ายมันก็เป็นสันดานติดตัวเราตลอดไป ผ่านมาสิบปียี่สิบปีก็ยังต้องสงสัยว่าชีวิตเราทำไมไม่ได้ไปต่อ เอาจริงๆแล้วมันคือสิ่งที่เราทำตัวเองหมดแหละครับผม แต่พี่เกรย์เห็นคนส่วนใหญ่นิยมโทษคนอื่น ดังนั้นพวกมึงช่วยลืมตาตื่นมามองโลกความเป็นจริงที่มึงเป็นคนผิดบ้าง จะได้ไม่สร้างความลำบากให้กับสังคมต่อไป #ตามนั้นย์จำไว้ท์ขอตัวไปร้อยมาลัยต่อแพพส์

ตั้งงบรายจ่าย

กิจกรรมตอนเช้าของหลายๆคนลืมตาพร้อมกับคว้ามือถือเปิดอ่านหน้าFeed Facebook เป็นอย่างแรก ดูว่าเอ๊ะ!! มีอะไรเกิดขึ้นบ้างนะ ยิ่งเปิดดูยิ่งรู้สึกจิตตก เพราะ…

 

เห็นเพื่อนอัพรูปนอนอาบแดดอยู่ริมทะเล
เพื่อนอีกคนกำลังเดินช้อปปิ้งกับเพื่อนที่ญี่ปุ่น
เพื่อนสมัยเรียนมัธยมกำลังเปิดธุรกิจส่วนตัว

 

#อ้าว…แล้วเราล่ะ

ยอมรับว่าบางครั้งเราก็แอบอิจฉาเพื่อนอยู่ลึกๆ ว่าทำไมเราไม่เป็นแบบเพื่อนบ้าง ถ้าหักห้ามความรู้สึก อย่างมี อยากเป็นเหมือนคนอื่นได้ เราก็จะใช้ชีวิตเหมือนเดิม ไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร  แต่ถ้าความอยาก เข้าครอบงำ ประมาณว่า “เห็นคนอื่นมีอะไร เราก็ต้องมีด้วย” แบบนี้อาจจะเริ่มเดือดร้อนเงินในกระเป๋า ที่ต้องใช้จ่ายเพื่อจะได้มีรูปภาพสวยๆไปโพสให้เพื่อนดูว่าเราก็มีเหมือนกันนะ สุดท้ายก็เข้าสู่วงจร หนี้สินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะที่ “เราสร้างเงินได้อย่างจำกัด แต่ความต้องการของเรามีไม่จำกัด” สิ่งหนึ่งที่ทำได้ คือ การจัดลำดับ ความสำคัญ โดยรู้ว่าสิ่งไหนจำเป็นควรใช้จ่ายกับสิ่งนั้นก่อน เมื่อมีเงินเหลือค่อยใช้จ่ายกับสิ่งไม่จำเป็นต่อไป โดยแบ่งจัดสัดส่วนเงินไว้ตั้งแต่วันเงินเดือนออก ว่าเงินจะแบ่งไปอยู่ส่วนใดบ้างกี่ %

 

ตั้งงบรายจ่ายจากสมการเงินออม

เราใช้สมการเงินออมในการสร้างงบรายจ่ายได้ คือ 

 

รายได้ – เงินออม – หนี้สิน = รายจ่ายส่วนตัว

 

เมื่อเรามีรายได้เข้ามาแล้วก็นำไปออมทันที จากนั้นไปจ่ายภาระหนี้สินที่ติดค้างไว้ เหลือเงินแล้วค่อย นำมาเป็นเงินใช้จ่ายส่วนตัว สาเหตุที่ต้องจ่ายหนี้สินก่อนเพราะว่าเป็นเงินที่ต้องจ่ายประจำไม่สามารถ หยืดหยุ่นปรับลดลงได้หากไม่จ่ายชีวิตของเราก็จะเดือดร้อน เราควรแบ่งเงินให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพื่อได้เห็นภาพรวมของเงินเดือนว่าไปทางไหนบ้าง

 

ตัวอย่างการแบ่งสัดส่วนเงินเดือน

 

Screen Shot 2015-11-30 at 12.06.23

 

จากภาพนี้เป็นเพียงเงินเดือนตัวอย่างเท่านั้น รายละเอียดของรายจ่ายต่างๆขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละ ครอบครัว เป้าหมายหลักต้องการนำเสนอแนวคิดเขียนการแบ่งสัดส่วนเงินเดือนออกมาเท่านั้น   เพื่อที่เราจะเห็นภาพรวมว่าเงินเดือนของเราไปใช้จ่ายอะไรบ้าง (อ่านรายละเอียดการแบ่งสัดส่วนเงินเดือนอย่างเอียดได้ที่ บทความ 4 ขั้นตอนสร้างบัญชีเงินเดือนขั้นเทพ คลิกที่นี่)

 

จากตัวอย่างนี้เราจะแบ่งเป็นเงินออมจะ 30% ของรายได้ และส่วนของรายจ่ายจะเป็น 70% ของรายได้ หากเรามองแล้วว่าหนี้สินมากเกินไปจนทำให้รายจ่ายส่วนตัวเกิดสภาวะเงินตึงตัวอาจจะต้องใช้จ่ายแบบหนีบ ๆเพราะกลัวเงินไม่พอใช้ถึงสิ้นเดือน 

 

วิธีการปรับปรุงรายจ่าย

 

จากเหตุการณ์นี้ทำให้รู้ว่าตอนนี้ไม่ควรก่อหนี้บัตรเครดิตเพิ่มเพราะจะทำให้ส่วนของหนี้สินมากขึ้น รวมถึง ควรประหยัดรายจ่ายในชีวิตประจำวันว่าไม่ควรสังสรรค์กับเพื่อนมากเกินไป หรือปรับแพ็กเกจมือถือให้ ประหยัดและเหมาะสมกับการใช้งานมากขึ้น

 

ดราฟ 4 ทนาคาน3

 

สรุปว่า…

การที่เราตั้งงบต่างๆชัดเจนว่ามีเงินออมและรายจ่ายกี่ % นั้นจะทำให้เรารู้ว่ามีเงินไว้สำหรับ จ่ายอะไรและเท่าไหร่บ้าง ไม่ใช้จ่ายเรื่อยเปื่อยว่าอยากได้อะไรก็ซื้อ ซึ่งจากภาพสรุปการแบ่งสัดส่วน เงินเดือนนั้นจะทำให้เราติดตามเงินเดือนได้อย่างใกล้ชิด สามารถปรับยืดหยุ่นได้ตามความจำเป็น ของแต่ละครอบครัวนะจ๊ะ

 

300x250-OTS+Rate (1)

[ซีรีย์] ลงทุนแบบนี้… เสียภาษียังไง : ตอนที่ 1

สวัสดีครับ กลับมาพบกับบทความใหม่ประจำสัปดาห์กันอีกครั้งกับพรี่หนอม @TAXBugnoms ครับ วันนี้เป็นเรื่องราวของภาษีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนกันบ้างครับ ที่ได้ไอเดียเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะเมื่อวันก่อนผมได้รับเกียรติให้เป็นแขกรับเชิญในรายการสุดฮิตอย่าง Money Talk มาครับ และคำถามนี้ก็เป็นหนึ่งในหัวข้อการเสวนาวันนั้นด้วยครับ

เมื่อพูดถึงการลงทุน ใครหลายคนจะนึกถึงการลงทุนในหุ้น หรือ กองทุนรวมเป็นหลัก ซึ่งผมเองก็ได้เคยเขียนบทความเรื่องภาษีกับการลงทุนในหุ้นและกองทุนรวมมาหลายครั้งแล้วครับ ทั้งที่มีใน บล็อกภาษีข้างถนน และ Aommoney.com หากใครสนใจสามารถอ่านบทความต่อไปนี้ได้เลยครับ

– 5 Checklist ความเข้าใจเรื่องภาษี “หุ้นและกองทุนรวม”
– 5 เรื่องภาษีน่ารู้ สำหรับนักลงทุนมือใหม่
– ครบทุกความเข้าใจ กำไรจากการขายหุ้น รอลุ้นเครดิตภาษี โดยพี่ @TAXBugnoms
– มีเงินได้สุทธิเท่าไร ถึงไม่ควรใช้เครดิตภาษีเงินปันผล
– 3 ขั้นตอน!! วางแผนภาษีรายได้จากหุ้นและกองทุนรวม

แต่เมื่อพูดถึงคำว่า “ลงทุน” นั้น มันยังไม่จบแค่นี้ครับ เพราะการลงทุนไม่ได้มีแค่การลงทุนในหุ้นและกองทุนรวมเพียงเท่านั้น แต่ยังมีการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นๆอีกมากมายที่ได้รับผลตอบแทน เช่น เงินฝาก หุ้นกู้ ทองคำ สินทรัพย์ทางเลือก หรือแม้แต่อสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นบทความนี้จะมาพูดคุยเรื่องภาษีจากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆเหล่านี้ให้ฟังกันครับ เอาล่ะครับ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับกับรายได้จากการลงทุนในกลุ่มแรก

รายได้กลุ่มดอกเบี้ย

สำหรับรายได้ในกลุ่มแรกนั้น จะเป็นรายได้ในส่วนของดอกเบี้ยครับ ซึ่งทางกฏหมายภาษีหรือประมวลรัษฏากรได้เขียนคำนิยามไว้เป็นเงินได้ประเภทที่ 4 หรือมาตรา 40(4) ดังนี้ครับ

เงินได้ 40(4)(ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออกและจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคาไถ่ถอน รวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่นๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืม หรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิด ไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม

นั่นคือแปลว่า รายได้ในส่วนนี้ ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ยจากอะไร หรือผลต่างจากการไถ่ถอนต่างๆ จะถือว่าเป็นเงินได้ในกลุ่มนี้ตามกฎหมาย และต้องนำมาคำนวณเงินได้เพื่อเสียภาษีครับ

แต่สำหรับรายได้ในกลุ่มดอกเบี้ยนี้ จะมีสองเรื่องที่น่าสนใจครับ เรื่องแรกคือ มีรายได้ดอกเบี้ยบางประเภทที่ได้รับยกเว้นภาษี เช่น ดอกเบี้ยเงินฝากเผื่อเรียก ดอกเบี้ยสหกรณ์ออมทรัพย์ ดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์ส่วนที่ไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี ดอกเบี้ยที่ได้รับจากเงินฝากประจำปลอดภาษี และดอกเบี้ยเงินฝากประจำผู้สูงอายุครับ (อ่านเพิ่มเติมในบทความ คุ้มโคตรๆ!! กับเงินฝาก 5 ประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษี!! )

ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง คือ การเลือกเสียภาษีแบบ Final TAX หรือการยอมให้ถูกหัก ณ ที่จ่ายแล้วไม่ต้องนำมาคำนวณเงินได้เพื่อเสียภาษีอีกทีหนึ่ง (อ่านเพิ่มเติมในบทความ Final [TAX] Destination : เสียภาษีแบบนี้สิดีออกก) ครับ ซึ่งเงินได้จากดอกเบี้ยในกลุ่มนี้ จะเลือกใช้สิทธิเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 48(3) ดังนี้ครับ

มาตรา 48 (3) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้ โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ก็ได้ สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(4) (ก) และ (ช) ดังต่อไปนี้

(ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักร ดอกเบี้ยเงินฝากสหกรณ์ ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงินที่ได้จากบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคลอื่น ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ดอกเบี้ยที่ได้จากสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้น สำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม

(ข) ผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก

(ค) ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนพันธบัตร หุ้นกู้ หรือตั๋วเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก ทั้งนี้ เฉพาะที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน

ซึ่งวิธีการพิจารณาก็ใช้หลักการง่ายๆเลยครับ นั่นคือ ถ้าหากตอนปลายปีเราคำนวณภาษีแล้วพบว่าเสียในฐานภาษีที่ไม่เกิน 15% เราก็สามารถนำรายได้ในส่วนนี้มารวมคำนวณภาษีเพื่อที่จะได้รับภาษีคืนหรือเสียภาษีน้อยลงครับ แต่ถ้าหากคำนวณแล้วพบว่ารายได้ในส่วนนี้เสียภาษีเกินกว่าอัตรา 15% แบบนี้การเลือกยอมถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก็เป็นทางออกที่ดีทีสุดครับ

เป็นไงบ้างครับ จบกันไปแล้วกับหลักการเสียภาษีจากการลงทุนในกลุ่มแรกอย่างกลุ่มของดอกเบี้ย ในตอนต่อๆไปของซีรีย์นี้ จะเป็นเรื่องภาษีของการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ กันบ้างครับ ซึ่งจะเป็นสินทรัพย์อะไรและเสียภาษียังไงบ้างนั้น ฝากอดใจรอสักพักนะคร้าบ

สุดท้ายนี้อย่าลืมกด Like ติดตามบทความด้านการเงินและภาษีได้ที่แฟนเพจ

เคล็ดลับการเงินสำหรับผู้ประกอบการ SMEs

 

ใกล้จะสิ้นปีอีกแล้ว!! เวลามันช่างผ่านไปรวดเร็วจริงๆเผลอแป๊บเดียวก็จะครบปีอีกละ ในช่วงที่ ผ่านมาผู้ประกอบการหลายท่านอาจจะใจตุ้มๆต่อมๆกับยอดขายมาเกือบทั้งปี ตอนนี้ก็ต้องมา เร่งเครื่องเฮือกสุดท้ายกันช่วงปลายปี เพื่อกระตุ้นแรงซื้อ สร้างยอดขายให้งบสิ้นปีนี้ปิดลงอย่าง สวยงาม

เมื่อมีปริมาณการซื้อขายกันมากขึ้นก็จะมีการทำธุรกรรมการเงินที่เป็นการฝาก ถอน โอนกันมากขึ้น สุดท้ายเราก็เสียค่าธรรมเนียมให้ธนาคารมากขึ้นเช่นกัน ลองคิดดูว่ามันน่าเจ็บใจจี๊ดๆแค่ไหนที่เรา โอนเงินใน ธนาคารเดียวกันแท้ๆ แต่ข้ามจังหวัดแค่นี้ก็ยังต้องเสียค่าธรรมเนียม #เศร้าใจยอดขาย ไม่ดียังมีค่าธรรมเนียมอีก

วันนี้เราขอแนะนำบัญชีที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการทำธุรกรรมการเงินง่ายขึ้นและที่สำคัญยังช่วย ให้ประหยัดค่าใช้จ่ายเพื่อมีเงินไปลงทุนขยายกิจการมากขึ้นอีกด้วย บัญชีที่ว่านี้คือ “บัญชี TMB One Bank บัญชีเพื่อธุรกิจ”

 

เคล็ดลับการเงินสำหรับผู้ประกอบการ SMEs

2 เรื่องการเงินช่วยผู้ประกอบการด้วยบัญชี TMB One Bank

เรื่องที่ 1 ง่ายและประหยัดต้นทุน

ทำให้ธุรกรรมการเงินของผู้ประกอบการง่ายขึ้น ประหยัดค่าใช้จ่าย แล้วยังช่วยลดปัญหาเรื่องเช็คเด้งเพื่อเป็นการรักษาเครดิตของผู้ประกอบการได้อีกด้วย

บัญชีนี้ทำอะไรบ้าง…

  • ฝากเช็ครับเต็ม ⇒ เมื่อฝากเช็คข้ามเขตหรือข้ามธนาคาร รับเต็มตามยอดเงินหน้าเช็ค ไม่โดนหัก
  • ประหยัด 50% ⇒ เมื่อซื้อสมุดเช็ค 1 เล่มแถมฟรี 1 เล่ม ไม่มีหมดเขต
  • รักษาเครดิต ⇒ ไม่เสียเครดิตจากปัญหาเรื่องเช็คเด้ง บางครั้งผู้ประกอบการทำงาน จนกระทั่งไม่มีเวลาตรวจสอบ ยอดเงินคงเหลือในบัญชีกระแสรายวันก็อาจจะทำให้เกิด เช็คเด้ง ทางแก้ไข คือ  เมื่อเงินในบัญชีกระแสรายวันไม่พอจ่าย บัญชี TMB One Bank มีบริการโอนเงินอัตโนมัติจากบัญชีออมทรัพย์ ทำให้หมดปัญหาเรื่องเช็คเด้ง
  • ฟรีค่าธรรมเนียมการโอน ⇒ โอนเงินให้คู่ค้าทั่วไทยภายใน TMB ไม่ต้องเสียค่า ธรรมเนียม เหมาะกับธุรกิจที่มีคู่ค้าอยู่ต่างจังหวัดต้องทำธุรกรรมข้ามเขตบ่อยๆ

 

เรื่องที่ 2 เพิ่มเงินลงทุน

เมื่อเราประหยัดก็จะมีเงินไปลงทุนในกิจการเพิ่มขึ้น เช่น ใช้เป็นเงินหมุนเวียนในบริษัท พัฒนาระบบ การขายออนไลน์ พัฒนาฝ่ายการตลาดเพิ่มยอดขาย พัฒนาอุปกรณ์เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตและ อีกสารพัดวิธีที่จะทำให้กิจการได้ประโยชน์จากการประหยัดค่าธรรมเนียมในส่วนนี้

“ถ้าเราประหยัด 10,000 บาทเราก็จะมีเงินเพิ่ม 10,000 บาท”

เราสามารถเปลี่ยนรายจ่ายเป็นเงินลงทุนได้โดยใช้ บัญชี TMB One Bank บัญชีเพื่อธุรกิจ ถ้าผู้ประกอบการใช้งานธุรกรรมการเงินบ่อยๆ จะเสียต้นทุนกี่บาท ถ้าเปลี่ยนมาใช้บัญชีนี้เราจะมี เงินลงทุนเพิ่มขึ้นกี่บาท

ยกตัวอย่าง เราเป็นผู้ประกอบการที่มีธุรกรรมการเงินกับธนาคารคล้ายๆแบบนี้

  • เราโอนเงินให้คู่ค้าต่างจังหวัดเฉลี่ย 50 ครั้งต่อเดือน
  • เราฝากเช็คข้ามเขตเคลียร์ริ่ง 30 ฉบับต่อเดือน
  • ต้องซื้อสมุดเช็ด 2 เล่มต่อเดือน

เราต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรวมกันถึง 49,000 บาทต่อปี!! #ต้นทุนที่เสียไป

แต่ถ้าเรามีบัญชี TMB One Bank เราจ่ายแค่เพียงค่าสมุดเช็ครวมราคา 3,600 บาทต่อปี #ต้นทุนลดลง เราประหยัดเงินไปถึง 45,600 บาทต่อปี!!  #เงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น

แล้วถ้าเรามี ธุรกรรมการเงินที่มากกว่านี้ 10 เท่าหละ จะลดรายจ่ายแล้วเพิ่มเป็นเงินลงทุนได้เป็นแสนเลยนะเนี่ย

ทางเลือกอยู่ในมือผู้ประกอบการแล้วนะคะ

อย่ามองข้ามตัวช่วยที่จะทำให้ธุรกิจของเราง่ายขึ้น

สนใจสอบถามข้อมูล บัญชี TMB One Bank บัญชีเพื่อธุรกิจ ลดต้นทุน ลดความยุ่งยาก ติดต่อที่ ทีเอ็มบีทุกสาขา หรือศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ ทีเอ็มบี เอสเอ็มอี โทร. 02-828-2828 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.00-20.00 น. ยกเว้นวันหยุดธนาคาร

 

 

บทความนี้เป็นบทความ Advertorial

เพราะคุณไม่ซื้อ RMF ไง คุณเลยไม่มีเงินเกษียณ

เห็นผมขึ้นต้นหัวข้อแบบนี้ ใครหลายคนคงกำลังคิดว่าจะมีดราม่าใช่ไหมครับ ขอยอมรับเลยครับว่ามีก็ไม่กลัว (แหะๆ) เพราะประเด็นวันนี้ต้องการจะพูดตรงๆเพื่อให้ใครหลายคนเข้าใจเรื่องการวางแผนภาษีด้วย RMF อีกสักครั้งหนึ่งครับ!!

RMF หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ คือ กองทุนรวมที่ทางรัฐสนับสนุนให้ประชาชนทุกคนมีการวางแผนออมเงินระยะยาว เพื่อจะได้มีเงินใช้หลังเกษียณ โดยมีผลตอบแทนแฝงคือสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ไม่มีการวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณของตัวเองนั่นเองครับ

ยิ่งจากข่าวล่าสุดก็ตอกย้ำประเด็นนี้ให้ชัดเจนจนถึงขนาดท่านนายกเองยังกล่าวเลยครับว่า เป็นห่วงคนไทยเหลือเกินที่ไม่เคยออมเงินไว้ใช้ในยามชรา (ที่มาข่าว คลิก) และผลสำรวจของคณะกรรมการปฏิรูประบบรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ระบุว่าคนไทยร้อยละ 90 ขาดการเตรียมตัวเพื่อการใช้ชีวิตวัยชรา (ที่มาผลสำรวจ)

เชื่อไหมครับว่า ทุกครั้งที่ผมไปบรรยายหรือเสวนาเรื่องภาษี  มักจะพบความจริงว่าคนส่วนใหญ่ให้ความสนใจในการซื้อ “LTF มากกว่า RMF” และคนที่ซื้อ RMF จะเป็นคนที่อายุประมาณ 40 ปลายๆ หรือ 50 ปีขึ้นไป และคิดจำนวนคนที่ซื้อเป็นสัดส่วนที่น้อยมากๆ เมื่อเปรียบเทียบกับ LTF

เมื่อผมถามคำถามต่อไปว่าทำไมถึงซื้อแต่ LTF แต่ไม่ซื้อ RMF ด้วยล่ะ หลายคนมักจะบอกเหตุผลว่า เพราะมันต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี เป็นระยะเวลานาน เงินปันผลก็ไม่มี อยากขายเอาเงินออกมาก็ไม่ได้ ถ้าถือไม่ครบอายุ 55 ปี เนื่องจากเงื่อนไขทางภาษีที่เยอะแยะมากมายดังนี้ครับ

“RMF นั้นมีเงื่อนไขว่า ต้องซื้อติดต่อกันทุกปี โดยซื้อรวมกันทั้งปีแล้วต้องไม่ต่ำกว่า 3% ของรายได้หรือ 5,000 บาท นอกจากนั้นยังต้องถือไว้เกินกว่า 5 ปี และมีอายุเกิน 55 ปี ถึงจะสามารถขายได้โดยไม่ผิดเงื่อนไข”

โอเค… ไม่เป็นไร แต่ต่อให้ทุกคนไม่ซื้อ RMF ก็คงมีการวางแผนเพื่อการเกษียณอยู่แล้วใช่ไหมล่ะครับ เลยไม่จำเป็นต้องสนใจผลประโยชน์ของการประหยัดภาษีเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ แต่คำตอบที่ได้ยินมาส่วนใหญ่ คือ … ไม่มีครับ!!

มาถึงตรงนี้ ผมเลยตั้งใจเขียนบทความเพื่อเตือนสติว่า “เราทุกคนกำลังเข้าใจผิดเรื่อง RMF อยู่หรือเปล่าครับ?” และนี่คือเหตุผล 3 ข้อ ที่เราควรจะทำความเข้าใจ เคลียร์กันให้ชัดเสียก่อนว่า … ทำไม RMF ถึงจำเป็นสำหรับเราครับ

3 เหตุผลที่เราทุกคนควรซื้อ RMF

1. คนทุกคนต้องมีการวางแผนเกษียณ

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญที่สุดของการเงิน คือ การวางแผนเกษียณเพื่อตัวของเราเองครับ และ RMF คือหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ในการวางแผนเกษียณนอกเหนือจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และที่สำคัญถ้าหากเราไม่มีทั้งสองกองทุนนี้ RMF ก็เป็นอีกเครื่องมือที่ดีมากๆ เลยครับ

2. RMF คือการสร้างวินัย

ปัญหาในการออมหรือลงทุนส่วนใหญ่นั้น เกิดจากการขาดวินัยของตัวเองครับ ซึ่งเงื่อนไข RMF ที่ใครหลายคนมองว่ายุ่งและทำได้ยากนั้น ถ้าเรามองกลับกันให้ดี มันคือการสร้างวินัยที่ดีในการลงทุนให้กับเราครับ และเอาเข้าจริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องซื้อเพื่อลดหย่อนภาษีสูงสุดก็ได้ แต่เราควรซื้อตามความเหมาะสมตามที่เราต้องการ ต่อให้ปีไหนไม่ไหวจริงๆ ก็สามารถซื้อเพียงขั้นต่ำ หรือ 5,000 บาทต่อปี หรือหักจาก 3% ของรายได้ ก็ได้ครับ

3. RMF เลือกลงทุนได้เหมือนกองทุนทั่วไป

LTF คือการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงเพราะมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยขั้นต่ำถึง 65% แต่ RMF นั้นมีสินทรัพย์หลายประเภทให้เราเลือกลงทุนเหมือนกองทุนปกติเลยครับ เราสามารถเลือกลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำๆอย่างกองทุนตลาดเงินไปจนถึงกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงอย่างหุ้น หรือแม้แต่สินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆก็มีให้เลือกมากมายครับ

3 ข้อนี้ คือเหตุผลที่คุณควรลงทุนใน RMF แต่เมื่อมาถึงตรงนี้ หลายๆ คนคงมีคำถามว่าแล้วเราควรจะลงทุนในกองทุนรวมแบบไหนดี เพื่อให้มีผลตอบแทนระยะยาวสูงสุด?

ถ้าตอบกันตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อม สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงอย่างหุ้น น่าจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับการลงทุนระยะยาวใน RMF เพื่อวางแผนเกษียณใช่ไหมครับ แต่ความผันผวนของหุ้นก็คงทำให้ใครหลายคนกลัวเหลือเกิน วันนี้ผมเลยมีกองทุนหุ้นที่มีความผันผวนต่ำมาแนะนำให้ฟัง กองทุนนี้ชื่อว่า กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ T-LowBetaRMF นั่นเองครับ

ได้ยินคำว่า Beta หลายคนคงนึกถึงครีมทาสิวฝ้ายี่ห้อดัง หรือว่ากองทุน RMF กองนี้จะลงทุนในหุ้น Beta เอ่อ.. ไม่ใช่นะครับ คำว่า Beta ในที่นี้หมายถึง ตัวเลขเปรียบเทียบระหว่างความสัมพันธ์ของราคาหุ้นกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ โดยค่า Beta ที่เท่ากับ 1 จะหมายถึงหุ้นที่มีค่าความผันผวนเท่ากับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ เช่น ถ้าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวขึ้น 10% หุ้นตัวนี้ก็จะปรับตัวขึ้น 10% เท่ากันครับ ซึ่งค่า Beta เราจะสามารถหาดูได้จากหนังสือพิมพ์ เวปไซด์หุ้นต่างๆ หรือโปรแกรมดูหุ้นมากมาย

ถ้าหากหุ้นที่เราถือมีค่า Beta สูงก็แปลว่าค่าความผันผวนจะสูงมากๆ สมมติว่าหุ้น ABC มีค่า Beta ที่ 2 ถ้าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวขึ้น 10% หุ้นตัวนี้จะปรับตัวขึ้นถึง 20% และในทางกลับกันถ้าตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลง 10% หุ้นตัวนี้จะปรับตัวลงถึง 20% กันเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่เราควรรู้ไว้ก็คือ ค่า beta ของหุ้นแต่ละตัวเป็นการคำนวณจากข้อมูลในอดีตเท่านั้น ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาครับ เมื่อมีปัจจัยที่มีผลกระทบกับราคาหุ้นเปลี่ยนแปลงไป และเพียงค่า Beta อย่างเดียวนั้นคงไม่ใช่ตัวชี้วัดที่จะบอกว่าหุ้นตัวนี้ดีหรือไม่ เราจึงต้องดูข้อมูลอื่นๆเปรียบเทียบเพื่อประกอบการตัดสินใจด้วยครับ

สำหรับกองทุน  T-LowBetaRMF นี้ จะคัดเลือกเฉพาะหุ้นที่มีค่า Beta ต่ำๆ (ต่ำกว่า 1) เท่านั้น ซึ่งออกแบบมาสำหรับคนที่ไม่ต้องการความผันผวนที่สูงมาก หรือนักลงทุนที่ต้องการหลีกเลี

สร้างโอกาสลงทุนที่เวียดนามกับ AMATAV

สวัสดีครับ มาพบกันที่คลินิกกองทุนแห่งนี้อีกครั้ง กับผมหมอนัท คนดีคนเดิม ถ้าใครได้ติดตามผลงานและบทความที่ผ่าน ๆ มาของผม ในช่วงนี้ผมจะพูดคุยและกล่าวถึงกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ค่อนข้างบ่อย และทุกครั้งที่ไปบรรยายที่ไหนก็มักอดไม่ได้ที่จะพูดถึงกองทุนอสังหาฯ เหล่านี้

เนื่องจากว่าการลงทุนในอสังหาฯ หรือธุรกิจการพัฒนาอสังหาฯ นั้น ส่วนใหญ่มักจะให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดีและสม่ำเสมอ เพราะที่ดินหรือพื้นที่นั้นมีราคาแพงขึ้น และส่วนใหญ่ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถ้าอสังหาฯ อยู่ในทำเลที่ดี

จึงไม่แปลกเลยครับ ที่ใคร ๆ ก็อยากจะมีธุรกิจอสังหาฯ อยู่ในมือ เพราะเปรียบเสมือนเสือนอนกินที่รอเก็บค่าเช่าไปเรื่อย ๆ และได้กระแสเงินสดที่ค่อนข้างดีสม่ำเสมอ ยิ่งไปกว่านั้นบางคนก็สามารถเก็งกำไรบนราคาที่ปรับตัวขึ้นของที่ดินหรือสินทรัพย์บนที่ดินนั้น ๆ ได้อีกด้วย

ดังนั้น เราจึงเห็นคนที่เป็นเศรษฐีจากการมีอสังหาฯ ในมือเยอะแยะไปหมด แต่สำหรับคนที่มีเงินไม่มาก แต่อยากสะสมความมั่งคั่งระยะยาวจากอสังหาฯ ก็ดูจะเป็นเรื่องยากหน่อย แต่เชื่อหรือไม่ว่าคนทั่วไปก็สามารถทำได้เช่นกันนะครับ และไม่ได้ยากเกินไปอีกด้วย

จึงเป็นที่มาของบทความวันนี้ครับ ผมขอเปลี่ยนบรรยากาศจากคลินิกกองทุน มาแนะนำให้ท่านรู้จักกับ “หุ้น” ที่มีการดำเนินงานด้านอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งผมว่าน่าสนใจทีเดียว เรามาดูกันไปพร้อม ๆ กันนะครับว่าหุ้นตัวนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง

“AMATAV” เป็นตัวย่อที่ใช้ในการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยของ บริษัท อมตะ วีเอ็น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทผู้พัฒนาและสร้างเมืองอุตสาหกรรมครบวงจรในประเทศเวียดนามครับ โดยได้รับรางวัลต่าง ๆ มากมายจากประเทศเวียดนาม ในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่มีคุณภาพสูงและได้มาตรฐานสากล ประกอบกับแนวคิด “World’s Leading Industrial City Developer” ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างสรรค์เมืองอุตสาหกรรมระดับพรีเมียม ที่พร้อมสรรพด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ และสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรอีกด้วยครับ เรียกได้ว่าเป็นมืออาชีพในด้านนี้เลย

อมตะ วีเอ็น  เป็น Holding Company ซึ่งลงทุนในบริษัทที่มีธุรกิจหลักคือ การพัฒนาและประกอบกิจการนิคมอุตสาหกรรม 2 แห่ง รวมพื้นที่กว่า 12,000 ไร่ ได้แก่ อมตะ ซิตี้ เบียนหัว บนพื้นที่ 4,375 ไร่ (700 เฮกต้าร์) และโครงการนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ซิตี้ ลองถั่น ประเทศเวียดนาม บนพื้นที่ 8,031.25 ไร่(1,285 เฮกตาร์)

โดยมีโครงการพัฒนาพื้นที่พาณิชยกรรม โครงการที่พักอาศัย และอาคารสํานักงานให้เช่า หรือ Amata Commercial Complex บนพื้นที่ประมาณ 19 เฮกต้าร์ หรือประมาณ 118 ไร่  ในนิคมอุตสาหกรรม อมตะ ซิตี้ เบียนหัวอีกด้วยครับ

ลักษณะการประกอบธุรกิจของอมตะ วีเอ็น (ที่ อมตะ วีเอ็น เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่) สามารถแบ่งได้เป็น 5 ธุรกิจหลัก ดังนี้

  1. การให้เช่าที่ดินระยะยาวในเขตนิคมอุตสาหกรรม
  2. การให้บริการเช่าโรงงานสำเร็จรูป (Ready Built Factories)
  3. การให้เช่าที่ดินระยะยาวในเขตพาณิชยกรรมและที่อยู่อาศัย
  4. การให้บริการเช่าอาคารสำนักงาน
  5. การให้บริการสาธารณูปโภค

เรียกได้ว่ามีสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างครบวงจรเลยครับ

ส่วนผู้เช่าในโครงการนี้ก็หลากหลายครับ เช่น ญี่ปุ่น (สัดส่วนมากเกือบครึ่งโครงการเลย) โดยคาดว่าน่าจะย้ายฐานการผลิตจากไทยนี่แหละครับ 555+ (ล้อเล่นนะครับ) เกาหลี ไต้หวัน สหรัฐฯ รวมถึงมีพี่ไทยไปตั้งโรงงานที่นั่นด้วยนะครับ

ทั้งนี้ ก็เพราะในเวียดนามค่าแรงยังถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับประเทศใกล้เคียงในภูมิภาคนี้ และรัฐบาลเองก็สนับสนุนการลงทุนอย่างเต็มที่ มีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน (คล้าย ๆ กับไทยสมัยก่อนนั่นแหละครับ)

ผมค่อนข้างสนใจที่อมตะ วีเอ็น ได้ริเริ่มพัฒนาโครงการ Amata Commercial Complex ขึ้นมา ซึ่งจะช่วยเกื้อหนุนธุรกิจ และยกระดับนิคมอุตสาหกรรมของอมตะให้เป็นเมืองระดับพรีเมียมตามแนวคิด “World’s Leading Industrial City Developer” จริง ๆ

โครงการ Amata Commercial Complex จะประกอบด้วยพื้นที่สำหรับร้านค้า โชว์รูม และร้านอาหาร พื้นที่สำหรับโครงการที่อยู่อาศัย เช่น อพาร์ตเม้นต์และวิลล่าสำหรับผู้บริหาร ตลอดจนอาคารสำนักงาน โรงแรม โรงพยาบาล/ คลินิก โรงเรียน และศูนย์การกีฬาและนันทนาการ ซึ่งมันคือเมืองขนาดย่อม ๆ นั่นเองละคร้าบบบบ

โครงสร้างรายได้

รายได้รวมค่อนข้างจะสม่ำเสมอ โดยในส่วนรายได้จากการเช่าและการให้บริการก็มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นครับ น่าสนใจทีเดียว

นอกจากนี้ ยังมีโครงการในอนาคตในประเทศเวียดนาม ที่บริษัทฯ จะดำเนินการ ได้แก่ โครงการอมตะ ซิตี้ ลองถั่น (High Tech) หลังจากที่รัฐบาลเวียดนามได้อนุมัติการลงทุนอย่างเป็นทางแล้ว เมื่อกลางปี 2558 ที่ผ่านมาครับ ต่อด้วยโครงการ อมตะ เซอร์วิส ซิตี้ ลองถั่น (AMATA Service City Long Thanh) และโครงการอมตะ ทาวน์ชิพ ลองถั่น (Amata Township Long Thanh) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการพัฒนาได้ภายในเร็วๆ นี้เช่นกัน

โครงการในอนาคต

โครงการเพิ่มเติมในอนาคตนั้นค่อนข้างจะสำคัญทีเดียวครับ เนื่องจากเป็นตัวแปรว่าจะทำให้บริษัทฯ มีรายได้ในอนาคตเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ และการขยายก็เปรียบเสมือนการกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในอสังหาฯ ไปอีกทางครับ (เพิ่มทำเลนั่นเอง)

และสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าเป็นข้อได้เปรียบคือ เขตอุตสาหกรรมในอนาคตอย่างอมตะ ซิตี้ ลองถั่น จะมีสินค้าแบบที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการผลิต หรือเป็นกลุ่ม

EP 1 : ซื้อ RMF อย่างไรให้ถูกจังหวะ

“มีวิธีอะไรบ้าง ที่จะช่วยให้ซื้อ  RMF ได้ในจังหวะดีๆ ”

ผมคิดว่าคำถามนี้น่าจะเป็นหนึ่งในคำถามยอดฮิตสำหรับคนที่อยากจะลงทุนใน RMF เพราะ การซื้อ  RMF ได้ในจังหวะที่ดี จะทำให้ได้ต้นทุนที่ถูกและได้ผลตอบแทน 2 เด้ง คือ ได้ประหยัดภาษี และมีกำไรจากส่วนต่างของราคาอีกด้วย

กลยุทธ์ในการซื้อกองทุนมีอยู่หลายแนวทาง มีทั้งแนวที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการหาจังหวะในการซื้อเลย เช่น DCA (Dollar Cost Average) หรือการวิเคราะห์ด้วยปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) เป็นต้น แต่ถ้าใครมีความต้องการที่จะจับจังหวะในการซื้อกองทุน ก็คงต้องเลือกใช้แนวทางของการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) ซึ่งเป็นวิธีที่ตัดสินใจและหาจังหวะลงมือซื้อขาย โดยการศึกษาพฤติกรรมของคนที่เข้ามาซื้อขายในตลาด ผ่านข้อมูลราคาที่แสดงออกมาในรูปแบบของกราฟ

วันนี้ผม DaddyTrader จะมาแนะนำเทคนิคการจับจังหวะซื้อ RMF ที่ดี ให้ทุกท่านได้ลองกลับไปใช้งานกันครับ โดยโจทย์ที่ผมตั้งขึ้นสำหรับบทความนี้ คือ วิธีที่จะแนะนำต้องเป็นเทคนิคง่ายๆ เรียนรู้ได้ทันที และใช้ได้จริง แถมยังเป็นวิธีที่แม้แต่นักเทคนิคมืออาชีพก็ใช้กัน มาดูกันครับว่าวิธีการที่ว่ามีรายละเอียดเป็นอย่างไร

แนวคิดในการจับจังหวะ  RMF

อันดับแรกเราต้องทำความเข้าใจลักษณะสำคัญและข้อจำกัดของกองทุน RMF กันก่อนครับว่ามีอะไรบ้าง เพื่อเป็นข้อมูลในการกำหนดแนวทางกว้างๆ ว่าจะใช้เทคนิคอะไรกับกองทุนแต่ละประเภทได้บ้าง

RMF มีนโยบายลงทุนที่เปิดกว้างกว่า LTF ที่หลายๆคนชอบลงทุนกัน เพราะ RMF สามารถลงทุนในสินทรัพย์ได้หลายประเภท เช่น หุ้นในประเทศ หุ้นต่างประเทศ ทองคำ และ ตราสารหนี้ แต่ต้องถือกองทุนจนกระทั่งอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และต้องถือไม่น้อยกว่า 5 ปี (นับแบบวันชนวัน) ยกตัวอย่างกองทุนดังนี้ครับ

ตัวอย่างกองทุน RMF ที่ออกโดย บลจ.กสิกรไทยที่มีนโยบายแตกต่างกัน
ซึ่งมีการลงทุนสินทรัพย์หลากหลายประเภทตามระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน

แนวคิดในการจับจังหวะ RMF

จากลักษณะสำคัญและตารางตัวอย่างนโยบายการลงทุนของ RMF ข้างต้น การจับจังหวะซื้อ RMF และการเลือกสับเปลี่ยนกอง RMF จะมีการเลือกประเภทสินทรัพย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยสามารถเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่น่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า และการสับเปลี่ยนกอง RMF ก็สามารถเปลี่ยนข้ามประเภทสินทรัพย์จากสินทรัพย์ที่แนวโน้มราคาไม่ดี ไปยังสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มราคาที่ดีกว่าได้ โดยถ้าเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุน้อยๆ คุณก็จะมีเวลาในการถือ RMF และสับเปลี่ยนเพื่อหาโอกาสทำกำไรได้จนถึงอายุ 55 ปี

จังหวะซื้อ RMF ที่ดีเป็นอย่างไร

วิธีง่ายๆ และทรงประสิทธิภาพมากที่สุด ที่นักเทคนิคใช้ในการตัดสินใจหาจังหวะลงทุน คือ ให้ตัดสินใจอยู่ฝั่งซื้อหรือขายตามทิศทางแนวโน้มของราคาสินทรัพย์ที่สนใจลงทุน โดยมีข้อแนะนำว่า 

  1. ถ้าราคาของสินทรัพย์ใดกำลังอยู่ในทิศทางแนวโน้มที่เป็นขาขึ้น ก็ให้ซื้อ RMF ที่มีนโยบายการลงทุนในสินทรัพย์นั้นๆ ได้เลย ตราบที่ทิศทางยังไม่เปลี่ยนแปลงเป็นทิศทางขาลง หรือถ้าราคากำลังอยู่ในช่วงปรับตัวลดลงเป็นการพักฐาน แต่ยังไม่เป็นทิศทางของแนวโน้มขาลง ก็ยิ่งเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าซื้อ RMF
  2. แต่ถ้าราคาสินทรัพย์ใดกำลังอยู่ในทิศทางแนวโน้มที่เป็นขาลง ก็ควรหลีกเลี่ยงการซื้อ RMF ที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์นั้น เพราะยังไม่ใช่จังหวะในการลงทุนที่ดี หรือให้เปลี่ยนไปลงทุนในทรัพย์สินอื่นที่มีทิศทางแนวโน้มราคาที่เป็นขาขึ้นแทน เนื่องจากเราไม่รู้ว่าราคาสินทรัพย์นั้น ๆ จะลงไปต่ำสุดที่ราคาเท่าไร

การตัดสินใจลงมือซื้อขายตามทิศทางของแนวโน้ม จะไม่พยายามคาดการณ์ว่าทิศทางแนวโน้มขาขึ้น หรือทิศทางแนวโน้มขาลงจะจบลงเมื่อไหร่ เนื่องจากไม่มีวิธีที่สามารถวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำ 100 % แต่เราจะรู้ได้เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว และกราฟราคาสินทรัพย์นั้นๆ มีสัญญาณแสดงให้เห็นการเปลี่ยนทิศทางของแนวโน้มแล้ว ดังนั้นวิธีการซื้อขายตามทิศทางของแนวโน้มจะระบุว่าปัจจุบันมีทิศทางเป็นอย่างไร แล้วตัดสินใจลงมือตามทิศทางที่เกิดขึ้นเป็นอยู่

โดยสรุปของเทคนิคในการหาจังหวะซื้อจากการวิเคราะห์ทิศทางแนวโน้มของราคา คือ ถ้าทิศทางแนวโน้มของราคายังเป็นทิศทางขาลงอยู่ ก็ใจเย็น ๆ อย่าเพิ่งรีบร้อนเข้าไปช้อนซื้อครับ ให้รอสัญญาณที่แสดงชัดเจนว่าทิศทางเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาขึ้นก่อนแล้วจึงค่อยลงมือ

การวิเคราะห์ทิศทางของแนวโน้มทำอย่างไร

การวิเคราะห์ทิศทางของแนวโน้มสามารถทำได้ง่ายมาก ๆ ซึ่งในบทความนี้ผมจะยกตัวอย่าง 2 วิธีที่นักเทคนิคนิยมใช้กัน ได้แก่ 1) การพิจารณาจุดสูงสุดและจุดต่ำสุด 2) การใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average)

การพิจารณาจุดสูงสุดต่ำสุด

ในช่วงที่แนวโน้มมีทิศทางเป็นขาขึ้นจุดสูงสุดของกราฟจะสูงขึ้นเรื่อยๆ และ จุดต่ำสุดของกราฟก็จะสูงขึ้นด้วย ส่วนในช่วงที่แนวโน้มมีทิศทางขาลงจุดสูงสุดของกราฟจะต่ำลง และจุดต่ำสุดของกราฟก็จะต่ำลง

จากตัวอย่างของกราฟดัชนีหุ้นไทย (SET) ตั้งแต่ต้นปี 2558 จะเห็นได้ว่าด้วยหลักการง่ายๆ โดยการระบุทิศทางของแนวโน้มจากพฤติกรรมของจุดสูงสุดต่ำและจุดต่ำสุด สรุปได้ว่าตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2558 เป็นต้นมาจนถึงช่วงเดือนตุลาคม 2558 ทิศทางแนวโน้มของดัชนี SET เป็นขาลง เนื่องจากจุดสูงสุดของกราฟและจุดต่ำสุดของกราฟปรับตัวลดต่ำลง จึงไม่ใช่จังหวะที่ดีในการเข้าซื้อ   หรือ RMF ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นไทย

ในช่วงเวลานั้น ถ้ามีใครมาถามผมว่าควรลงมือซื้อ    RMF ได้หรือยัง ผมก็จะให้ความเห็นว่า จากแนวโน้มของกราฟ ให้ข้อมูลว่ายังไม่ใช่จังหวะที่ดีในการซื้อ แต่หลังจากเดือนตุลาคม 2558 เป็นต้นไปกราฟดัชนี SET ให้ข้อมูลว่าน่าจะจบแนวโน้มขาลงแล้ว จากการที่จุดต่ำสุดยกตัวสูงขึ้น และดัชนีสูงกว่าจุดสูงสุดเดิม จึงเป็นจังหวะที่ดีในการเริ่มซื้อ RMF ที่มีนโยบายในการลงá

ความเชื่อที่อาจทำให้การออมหุ้นแบบ DCA ไม่ประสบความสำเร็จ

พอดีได้คุยกับน้องๆที่ได้ศึกษาแนวทางการออมหุ้นครับ เห็นว่าบางท่านเคยได้อ่านหนังสือ-ของผมจากเวป www.aomstock.com แล้ว แต่อาจจะยังมี Mindset ในการลงทุนในรูปแบบอื่นอยู่ก็เลยมีการผสมผสาน Concept ซึ่งถ้าผสมผสานแล้วเป็นแนวทางที่ทำให้เกิดความสำเร็จก็ดีนะ แต่สิ่งที่กลัวคือการผสมผสานแล้วหาแนวทางหลักไม่เจอแล้วเกิดผลกระทบต่อการลงทุน อันนี้แย่เลยครับ

ถ้ากลับมา Back to Basic ของหลักการออมหุ้นแบบ DCA แล้วการใช้เครื่องมือนี้ในการลงทุนโดยผสมผสานกับวิธีการอื่นๆแล้ว ผมพอเห็นความเสี่ยงในการลงทุนได้ ดังนี้ครับ

1. ถือยาวๆ ดีทุกตัว

ความเชื่อที่ว่าถือยาวๆดีทุกตัวนั้นอาจจะไม่ถูกต้องนะครับ ผมว่าอาจจะเกิดจากการศึกษากองทุนรวมที่เขามีนโยบายสร้างผลตอบแทนให้มากขึ้นระยะยาว หรือ อาจจะไปมองความสำเร็จที่เป็น Best Practice ของหุ้นที่มีการเติบโต เลยมีความเข้าใจว่าสามารถลงทุนในหุ้นตัวไหนก็ได้ 

อันที่จริงแล้วการเลือกหุ้นเป็นเรื่องสำคัญมากและที่สำคัญกว่านั้นคือการ Monitor ผลการดำเนินงานของกิจการ หุ้นแต่ละตัวมีธรรมชาติไม่เหมือนกัน บางตัวอยู่ในสภาวะเติบโตเพราะ Trend ของธุรกิจกำลังมา บางตัวอาจจะกำลังอยู่ในช่วงตะวันตกดิน และบางตัวก็เป็น Cycle ที่เปลี่ยนไปมา เพราะฉะนั้นแล้วการออมหุ้นมันออมทุกตัวแล้วจะดีก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ การเลือกหุ้นจึงสำคัญ

รถม้าใช้กันมาเป็น 100 ปี อยู่ๆก็ยังถูกแทนที่ด้วยรถยนต์ได้เลย

2. ช่วงลงอย่าซื้อ ซื้อแค่ตอนขึ้น

บางคนออมหุ้นไปแล้วคิดว่าช่วงหุ้นลงไม่เอาดีกว่า หยุดซื้อ ไม่ชอบ กลัวลงไปอีก รอมันลงต่ำๆๆๆ แล้วค่อยมาซื้อตอนที่หุ้นเป็นขาขึ้น ตรงนี้ผมว่าถ้าวัตถุประสงค์ของเราคือการสร้างความมั่งคั่งระยะยาว การลงทุนที่ในหุ้นดีที่อยู่ในช่วงที่ราคาลง นั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก หากพื้นฐานดี มีกำไร อาจจะสะดุดบ้างตามเศรษฐกิจที่ดีบ้างไม่ดีบ้าง แล้วเราได้มีโอกาสลงทุน มันจะเฉลี่ยต้นทุนได้เยอะขึ้น และซื้อหุ้นได้จำนวนมากขึ้นในจำนวนเงินเท่าเดิมครับครับ แน่นอนเราจะไม่เสียดายที่ เมื่อราคาขึ้นจะไม่บ่นว่า “รู้งี้… ซื้อตอนหุ้นลงเยอะๆก็ดี”

(แต่ต้องมั่นใจในพื้นฐานนะครับ บางคนหุ้นลงเรื่อยๆไม่ดูพื้นฐานก็เจ๊งได้)

3. การเฉลี่ยต้นทุนทำให้เกิดกำไรเวลาหุ้นเด้ง

พูดถึงข้อสองที่ว่าไป ข้อนี้ก็คงจะเห็นภาพได้ชัด มีเพื่อนๆผมหลายคนที่ใช้การวิเคราะห์เชิงเทคนิคและไม่ได้ Cut Loss เมื่อมีสัญญาณขาย และใช้กลยุทธ์ DCA เข้าไปผสมผสานและถัวหุ้นเข้าไป โดยมองว่าหากหุ้นลงไปอีกจะทำให้ต้นทุนเฉลี่ยต่ำลง สามารถปล่อยหุ้นได้เมื่อเกิดการเด้งขึ้นของราคา ไม่รู้ว่ามันทำได้หรือเปล่านะครับ แต่โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่ามันเป็นวิธีการที่มีความเสี่ยง หลายๆคนยิ่งถัวก็ยิ่งติดหุ้นและถ้าราคาหุ้นลงเรื่อยๆ แต่ละไม้ที่ลงทุนไปจะต้องใช้เงินจำนวนมากขึ้นเพื่อดึงราคาเฉลี่ยลงไป 

แน่นอนว่าการเล่นหุ้นด้วยเทคนิคอาจจะไม่ได้ดูในเรื่องของพื้นฐานธุรกิจมากนัก หากเราโชคดี หุ้นที่เก็งกำไรอยู่ในพื้นฐานที่ดี ติดหุ้นมันก็อาจจะมี Trend มารับได้ แต่หากเราไปถัวหุ้นในหุ้นพื้นฐานที่ไม่ดีนักบางทีเราอาจจะเสียเงินไปทั้งหมดเลยก็เป็นไปได้นะครับ เลยอยากจะแนะนำว่าถ้าจะใช้เทคนิคในการจัดการพอร์ต อย่าเปลี่ยนใจมาถัวเฉลี่ยหุ้นที่หลังนะ มีความเสี่ยง

อันนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ผมเจอมาแล้วพบว่าการออมหุ้นก็มีการนำไปประยุกต์ใช้ในอีกหลายมุมมอง แต่ผมว่าบางอย่างมันก็มีความเสี่ยงและอาจจะทำให้ไม่เกิดประสิทธิภาพในการสร้างพอร์ตได้ครับ บทความนี้เสนอเพียงแค่มุมมองที่อาจจะไม่ประสบความสำเร็จเท่านั้น แต่ไม่ใช่ว่าประยุกต์ไม่ได้ ก็มีหลายคนที่ออมหุ้นไปแล้วมองว่าในช่วงที่ราคาขึ้นหรือลงผิดปกติก็สามารถขยับ Port ด้วยการใช้ Value Average กับ Market Timing ประกอบกันในการซื้อขายได้ (เป็น DCA ระดับ Advance) 

ต้องลองดูนะครับ อิอิ

[สรุป] เคล็ดลับภาษีสำหรับฟรีแลนซ์ จากงานเสวนา ฟรีแลนซ์…ยังไง?

สวัสดีครับ กลับมาอีกครั้งกับการอัพเดทบทความประจำสัปดาห์ ต้องบอกตรงๆครับว่า เข้าใกล้ช่วงปลายปีแบบนี้ทีไร สิ่งหนึ่งที่น่าดีใจสำหรับผม คือการตื่นตัวในเรื่องการวางแผนภาษีของแต่ละคนครับ ดูได้จากคำถามที่สอบถามเข้ามาทางหลังไมค์เพจ @TAXBugnoms และจากที่ได้พูดคุยกับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ในงานเสวนาหลายๆแห่งครับ

และจากงานเสวนาล่าสุดที่ได้ไปมา คือ งานที่มีชื่อว่า ฟรีแลนซ์…ยังไง? ครั้งที่ 3 ตอน “ภาษี ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย ที่ทางผู้จัดคือ Co-Working Space ชื่อดังอย่าง HUBBA Thailand ได้ให้ผมมาเป็นแขกรับเชิญ แถมยังได้คุณปิ๊บโป้ เจ้าของ Startup ชื่อดังอย่าง Storylog มาเป็นพิธีกรให้ด้วยอีกต่างหากครับ

บทความวันนี้ของผมเลยถือโอกาสสรุปแนวคิดและเคล็ดลับง่ายๆเรื่องภาษีที่แชร์ไปในงานเสวนาครั้งนี้ ให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ อ่านอีกทีใน Aommoney ครับ เอาล่ะ.. เรามาดูกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

1. เรื่องที่เข้าใจผิดเรื่องแรก คือ การที่เราถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้นั้น ไม่ได้แปลว่าเราจ่ายภาษีเรียบร้อยแล้ว ฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดในเรื่องนี้ จึงไม่ได้นำส่งภาษีไว้ครบถ้วน และทำให้เกิดปัญหาภาษีย้อนหลังตามมาอีกมากมายครับ 

ดังนั้นการที่เราถูกหัก ภาษี ณ ที่จ่ายไว้นั้น มันแปลว่าเรามีรายได้และพี่สรรพากรได้รับทราบไว้เรียบร้อยแล้ว  โดยรายได้ทั้งหมดที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในปีนี้ เรามีหน้าที่ต้องนำมายื่นแบบแสดงรายการภาษีสิ้นปีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 มีนาคม ของปีถัดไปครับ 

สำหรับวิธีการคำนวณภาษีจะมีอยู่ 2 วิธีการ คือ คำนวณตามเงินได้สุทธิ และ เงินได้พึงประเมิน โดยถ้าหากเรามีรายได้จากงานฟรีแลนซ์เกินกว่า 1 ล้านบาทต่อปี ต้องคำนวณทั้งสองวิธีแล้วเปรียบเทียบโดยเลือกวิธีที่สูงกว่ามีชำระภาษีครับ

แนะนำให้อ่านเพิ่มเติมเรื่องวิธีการคำนวณภาษี จาก [ซีรีย์] ภาษีง๊ายง่าย [1] : เงินได้ของเราต้องเสียภาษีไหม? คร้าบบบ

แต่อย่างไรก็ตาม มีภาษีบางประเภทที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้แล้ว และเราสามารถเลือกไม่ต้องเอามารวมคำนวณภาษีสิ้นปี เราจะเรียกวิธีการเสียภาษีที่ถูกหักกลุ่มนี้ว่า Final TAX ครับ เช่น ดอกเบี้ย (ถูกหักภาษีไว้ 15%) เงินปันผล (ถูกหักภาษีไว้ 10%) เป็นต้นครับ

อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ : ฟรีแลนซ์ ห้ามหยุด ห้ามพัก ห้ามหัก ณ ที่จ่าย? : 3 เรื่องภาษีที่ฟรีแลนซ์ต้องรู้

2. สิ่งแรกที่ฟรีแลนซ์หรือผู้เสียภาษีทุกคนควรทำ คือ คำนวณภาษีตัวเองให้เป็นก่อน หรืออย่างน้อยให้ใช้โปรแกรมต่างๆที่มีในอินเตอร์เน็ต (เช่น ITAX) คำนวณออกมาว่า เราต้องเสียภาษีในอัตราเท่าไร แล้วค่อยพิจารณาเรื่องการลดภาษี

เพราะหลายๆคนมักจะผิดพลาดจากการพยายามที่จะลดภาษี โดยไม่รู้ว่าตัวเองเสียภาษีในฐานเท่าไร ซึ่งบางคนเสียภาษีในฐานที่ค่อนข้างต่ำเพียงแค่ 5% หรือไม่เสียภาษี ซึ่งบางทีแล้วทำให้ผลที่ได้รับกลับมาไม่คุ้มค่าอีกต่างหากครับ

3. วิธีการที่ฟรีแลนซ์ควรทำเพื่อประหยัดภาษี คือ การจัดประเภทรายได้ให้อยู่ในกลุ่มที่เหมาะสมเพื่อที่จะได้หักค่าใช้จ่ายในอัตราส่วนมากขึ้นหรือหักได้ตามจริง (ตามจำเป็นและสมควร) เพราะเดิมรายได้จากฟรีแลนซ์นั่นถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 2 ตามกฎหมายซึ่งหักค่าใช้จ่ายตามกฎหมายได้เพียง 40% และสูงสุดคือ 60,000 บาทเท่านั้นเอง ดังนั้นหนทางในการจัดประเภทรายได้คือ

1) ย้ายไปอยู่เงินได้ประเภทที่ 6 (อินดี้ – วิชาชีพอิสระ) หากสิ่งที่เราทำนั้นเข้าเงื่อนไขประเภทที่ว่านี้ ได้แก่ ประกอบโรคศิลป์ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม บัญชี ทนาย ประณีตศิลป์ 

2) ย้ายไปอยู่เงินได้ประเภทที่ 7 ในกรณีที่เป็นงานที่เข้าลักษณะรับเหมา 

3) ย้ายไปอยู่เงินได้ประเภทที่ 8 ในกรณีที่เป็นงานที่มีหน้าร้านชัดเจน ในรูปแบบพาณิชยกรรม (ซึ่งลักษณะบางประเภทนั้นสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ตามจริงเพียงอย่างเดียวครับ และข้อมูลตรงนี้ต้องเช็คให้ดีอีกครั้งหนึ่งครับ)

ถ้าหากสามารถทำได้ตามที่ว่านี้ ก็จะสามารถประหยัดภาษีได้มากขึ้น เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่หักได้สูงขึ้นนั่นเองครับ และสุดท้ายถ้ามีรายได้มากถึงจุดหนึ่งก็อาจจะถึงเวลาต้องพิจารณาเรื่องการจดทะเบียนในรูปแบบนิติบุคคลอีกทางหนึ่ง ซึ่งจะประหยัดภาษีได้มากกว่าครับ

แนะนำให้อ่านเพิ่มเติมที่บทความ : ทำธุรกิจยังไงให้ประหยัดภาษีสูงสุด : 3 เคล็ดลับวางแผนภาษีธุรกิจ

4. ถ้ามีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย เรื่องที่ผิดพลาดอีกเรื่องหนึ่งสำหรับฟรีแลนซ์ที่แตกต่างจากมนุษย์เงินเดือนก็คือ ถ้าหากมีรายได้ต่อปีมากกว่า 1.8 ล้านบาท ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยยื่นขอจดภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทนั่นเองครับ

5. เลือกใช้ค่าลดหย่อนให้เหมาะสมกับความต้องการ ตรงนี้ผมมักจะพูดย้ำหลายๆครั้งในทุกบทความและงานเสวนาว่า เป้าหมายที่ดีที่สุดนั้นไม่ใช่การประหยัดภาษี แต่เป็นประหยัดค่าใช้จ่ายโดยรวมให้มากที่สุดต่างหากครับ ดังนั้นอย่าพยายามที่จะจัดค่าลดหย่อนให้เต็มที่เพือประหยัดภาษี แต่ให้ดูเรื่องกระแสเงินสดและวัตถุประสงค์ที่เราต้องการเป็นหลักก่อนครับ

ผมแนะนำให้อ่านบทความเพิ่มเติม 14 รายการลดหย่อนภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือน เพื่อที่จะได้เข้าใจเรื่องของค่าลดหย่อนมากขึ้นครับ

สุดท้ายนี้… บทความในตอนนี้เป็นการสรุปประเด็นสำคัญๆที่เกิดขึ้นในการเสวนาในงาน ฟรีแลนซ์…ยังไง? ครั้งที่ 3 ตอน “ภาษี ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของผมที่มาเป็นส่วนหนึ่งของงานนี้ครับ สำหรับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆฟรีแลนซ์ที่ได้อ่านบทความนี้ และสนใจพบปะเพื่อนๆชาวฟรีä

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save