3 เรื่องการเงินที่ทำให้คนแตกกัน : ปัญหาการเงินที่ทะเลาะกันไม่จบไม่สิ้นซักที

บทความของพี่เกรย์วันนี้เป็นบทความโหดสัสที่ต้องการจี้ใจดำคนที่คิดว่าเรื่องการเงินเป็นเรื่องง่ายๆสบายๆ แบบไม่ต้องคิดอะไรมาก ใช้ความเชื่อใจ ความรัก และความสวยงามของโลกนี้ เหมือนกำลังวิ่งรี่อยู่ในทุ่งหญ้าสะวันน่า

แต่พี่เกรย์ขอบอกกงๆ ว่า เรื่องเงินเป็นเรื่องยากกว่าที่คิด โดยเฉพาะเรื่องเงินบางเรื่องที่ทำให้คนหลายๆคนต้องเสียอะไรดีๆในชีวิตไป พี่เกรย์เลยจะมายกตัวอย่างให้พวกคุณฟังกัน เอาแบบแทงใจดำกันสุดๆ ดังนั้นถ้าใครดัดจริตชีวิตต้องป๊อบ ขอให้ปิดหน้าจอแล้วกลับไปชอบปิ้งตลาดนัดแถวบ้านให้สบายใจก่อนที่จะกลับมาอ่านนะจ๊ะ เบบี๋

มาๆๆๆ ก่อนที่ไบโพลาร์ของพี่จะขึ้นอีกครั้ง มันมีอยู่ 3 เรื่องสำคัญที่พี่เกรย์คิดว่าชีวิตคนเราแม่มต้องพังเพราะเรื่องพวกนี้ นั่นคือเรื่องต่อไปนี้จ๊ะ

เรื่องแรก : ทำธุรกิจกับเพื่อน

เรื่องนี้แม่มเป็นปัญหาโลกแตกสำหรับใครหลายคนเลย เพราะหลายคนดันเจือกเอาคำว่า “ธุรกิจ” ไปปนกับคำว่า “เพื่อน” ไง คิดว่าเพื่อนกันไม่ทำหรอก เพื่อนกันไม่ซีเรียส เพื่อนกันมันดี #อันนี้ไม่ใช่ แต่จริงๆแล้วพี่เกรย์อยากถามกงๆหน่อยว่า “ธุรกิจต้องการอะไร” ติกต่อกติกต่อก บอกเลย ธุรกิจต้องการกำไรสูงสุดเว้ยเฮ้ย

ถ้าอยากจะทำธุรกิจกับเพื่อน จงเคลียร์ปัญหาให้ชัดเจน จัดเจนในทุกเรื่อง เพราะธุรกิจไม่ต้องการมิตรภาพ อย่าเมากาวเอาอารมณ์ตอนป.2ที่วิ่งไล่จับเล่นแปะแข็ง หรือเอาช่วงเวลาดีที่เพื่อนบอกเราว่า พวกเราคือเพื่อนกัน เพื่อนตายกันตลอดไป หยุดไร้สาระฟรุ้งฟริงกิงก่องแก้วได้แล้ว มองให้ชัดว่า เมื่อมีเงินแล้วทุกอย่างต้องชัดเจน ทุกคนคือหุ้นส่วนและมีสิทธิ์ออกเสียงตามความเหมาะสมที่ได้รับ

ถ้ายังรับกับเรื่องนี้ไม่ได้
กลับไปเก็บมันสำปะหลังขายเหมือนเดิมนะจ๊ะ

ตัวอย่างจากประสบการณ์แควนเพจ

เคยเจอนะ ลงทุนขายเสื้อแฟชั่นกับเพื่อนสนิทคนละ 20,000 บาทที่สยาม แล้วมันบ่นว่ากำไรไม่มีเมื่อไรจะรวย สัสสสสสส วันๆทำห่าไร เอาเงินทอนลูกค้าใช้จ่ายปนเงินส่วนตัว แถมฉันนั่งขายคนเดียว เพื่อนห่าแบบนี้อย่าได้คบต่อเลย ดีนะที่กลับมาเป็นขี้ข้าเงินเดือนตั้งหลักชีวิตก่อน 555+

เรื่องสอง : เรื่องเงินกับครอบครัว

เรื่องต่อมานี้ก็เป็นอีกเรื่องที่เข้าใจผิด หลายคนดัดจริตบ่นว่าไม่อยากได้เงินของคนอื่น แต่สุดท้ายแม่มนี้แหละคิดแต่เรื่องเงินของตัวเอง อยากได้มากที่สุดแต่ไม่อยากทำอะไร บอกไว้แต่เป็นสิทธิ์ที่ควรได้

ใครโชคดีมีคนรักหรือพ่อแม่เลี้ยงก็ดีไป แต่บางคนจัญไรชอบเอาทุกอย่างมาทวงบุญคุณกับเรื่องเงิน ชั้นเป็นพ่อแกนะ ชั้นเป็นคนคลอดแกมา ชั้นเป็นผัว เมีย กิ๊ก เด็กเสี่ย #เพลีย พี่เกรย์อยากถามทุกคนครับว่า เราสมควรได้รับเงินก้อนนั้นหรือเปล่า ในฐานะอะไร และเราทำหน้าที่ตัวเองได้ดีหรือยัง

ถึงแม้พูดแบบนี้ เหมือนพี่เกรย์มองโลกในแง่ร้ายว่า เรื่องเงินไว้ใจใครไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องทำเพื่อความสบายใจ คือ การทำให้เรื่องเงินนั้นเป็นเรื่องที่ชัดเจนกับทุกคน ไม่พ้นแม้แต่คนที่เรารัก เพราะเราไม่รู้หรอกนะจ๊ะว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเราบ้าง

เรื่องสุดท้าย : อายหมาเพราะใช้บริการในราคาพิเศษ

เรื่องนี้แม่มแรงสัส เพราะอยากจะบอกตรงๆกับแนวคิดปัญญาอ่อนของคนที่มีเพื่อนอยู่ในหลากหลายวงการ คือคิดบ้างครับว่า คนอื่นนั้นก็ต้องทำมาหาแดรกส์เหมือนกันกับตัวเรา ต้องกิน ขี้ สปาเกตตี้ และมีชีวิตที่ดีทุกคน อย่าสับสนเห็นแก่ตัวด้วยคำถามชั่วๆว่า “เพื่อนกัน ลดได้ป่ะ” #ถ้ามึงเป็นเพื่อนกูมึงจะไม่พูดคำนี้

คำว่า “เพื่อนกันลดได้ป่ะ” หรือ “ขอราคาพิเศษ” แม่มเป็นคำที่ใช้ได้ในบางโอกาสที่จำเป็น แต่ไม่ใช่ว่าเราจะเห็นว่าทุกเรื่องคือ “ของฟรี” บางคนแม่มพูดซะดูดี ชักแม่น้ำทั้งห้า เพื่อขอใช้บริการฟรี พี่เกรย์อยากบอกตรงๆครับว่า อย่าคิดว่าคนอื่นสันดานหมีเหมือนกับมึง #ชีวิตทุกคนมีต้นทุน #ยกเว้นชีวิตมึง

อันนี้ยังไม่อยากด่าถึงพวกใช้มิตรภาพทำมาหากินนะจ๊ะ พวกที่แม่มเห็นเพื่อนเป็นของตายในการขาย เป็นควายโง่ที่ขายแพงได้กว่าชาวบ้าน คนแบบนี้อย่าว่าแต่เพื่อนเลยครับ แค่เรียกว่าคนรู้จักก็อยากจะอ้วกออกมาแล้วครับผมครับ #อ้าวลืมไปว่าจะไม่ด่า

ก่อนจากกัน พี่เกรย์เลยอยากจะย้ำว่าถึงแม้เรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือความเป็นคนของคุณนะครับ อย่าคิดถึงคนอื่นแค่เพียงเรื่องเงิน เพราะมันคือการแสดงความตื้นเขินของจิตใจไงสัส #จบ

ทำชีวิตให้เป็นเรื่องง่าย ด้วยการซื้อประกันชีวิตแบบ Online เลือกได้เอง จะเมื่อไหร่ ที่ไหนก็ได้

ในช่วงนี้ก็มักจะมีเพื่อนๆ เข้ามาคุยกับผมเรื่องการทำประกันชีวิตค่อนข้างเยอะนะครับ โดยเฉพาะนักลงทุนนั้นก็จะเน้นแนวทางของการทำประกันเพื่อการลดหย่อนภาษี แต่เอาจริงๆ แล้ว ผมว่าความสำคัญของประกันมันมีมากกว่านั้น อย่างตัวผมเองก็มีประกันชีวิตอยู่หลายกรมธรรม์เพื่อป้องกันความเสี่ยงในแต่ละด้านที่เราอาจจะพบในอนาคตแบบคาดไม่ถึงก็ได้ ก็มีอยู่หลายทีที่ป่วยเข้าโรงพยาบาลแล้วประกันจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ ทำให้อย่างน้อยผมก็รู้สึกว่าประกันนั้นช่วยรักษาสถานะทางการเงินของผมไม่ให้เสียไปกับค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดฝัน

ในปัจจุบันผมเองก็มักจะถามตัวเองเสมอว่า อะไรคือสิ่งที่ผมกลัวในชีวิตบ้าง? อะไรที่เป็นความเสี่ยงในชีวิตของผมที่เมื่อเจอแล้วควรจะมีประกันเข้ามาช่วยหาทางออกให้ ซึ่งนั่นจะทำให้ผมรู้ได้ว่าผมจะต้องทำประกันอย่างไร ขอยกตัวอย่างคำถามง่ายๆ นะครับ เช่น

  • กลัวอุบัติเหตุที่ทำให้บาดเจ็บต้องใช้เงินเวลารักษาพยาบาล เดี๋ยวนี้ค่าใช้จ่ายแพงมาก
  • กลัวว่าเราจะเป็นอะไรไป ไม่มีเงินสำรองมาก แล้วครอบครัวจะลำบาก
  • กลัวอายุมากขึ้นแล้วจะไม่มีเงินใช้ในยามเกษียณ ต้องการเงินเป็นหลักประกันของชีวิต

เมื่อรู้แล้วว่าความต้องการของผมคืออะไร ผมก็จะติดต่อช่องทางต่างๆ ที่มีการขายประกัน แต่ในปัจจุบันนี้มันเป็นยุคดิจิตอลแล้ว การซื้อขายประกันก็ง่ายขึ้นมาก สามารถคลิกผ่านทางออนไลน์ได้เลย (ซื้อผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือก็ได้) เพียงแค่ทำ 4 ขั้นตอน ลงทะเบียนกับเว็บไซต์ เลือกแบบประกัน กรอกรายละเอียดใบสมัคร และชำระค่าเบี้ยประกันเท่านั้นเอง

วันนี้ผมเลยนำเอาวิธีการซื้อประกันของเมืองไทยประกันชีวิตมาเป็นตัวอย่างให้ดูนะครับ เมื่อเราลงทะเบียน เข้ามาแล้วจะมีประกันออนไลน์ให้เราเลือก สามารถดูประเภทได้เลยครับว่าเราต้องการประกันลักษณะไหน

  • การทำประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล
  • การทำประกันเพื่อออมทรัพย์
  • การทำประกันเพื่อหลักประกันครอบครัว
  • การทำประกันเพื่อวางแผนเกษียณ

แนวทางหนึ่งที่ผมชอบมากเลยคือการทำประกันชีวิตสะสมทรัพย์นะครับ อย่างตัวผมเองยังอยู่ในวัยที่ทำงานมีรายได้อยู่ บางครั้งผมเองก็จะต้องจัดพอร์ตเงินออมและเงินลงทุน การซื้อประกันสะสมทรัพย์มีข้อดีหลายอย่างเลย ได้แก่

  • ใช้ในการลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาได้หากเป็นประกันที่คุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป และเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
  • ผมมองว่าเราไม่จำเป็นต้องลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมทั้งหมดก็ได้ เราเปลี่ยนเงินออมมาซื้อประกันได้เช่นกัน เงินก็ไม่ได้หายไปไหนครับ หลังจากครบกำหนดสัญญาก็จะได้เงินคืนพร้อมผลตอบแทนขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ของแต่ละแบบประกัน ไม่มีความเสี่ยงเหมือนหุ้นที่ราคาขึ้นๆลงๆ ตลอดเวลา
  • ในระหว่างสัญญาเราก็ได้รับความคุ้มครองด้วยครับ หลายๆ คนทำงานส่งเงินให้ครอบครัว หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันถึงแก่ชีวิต โดยที่เรามีประกันชีวิตอยู่ ประกันก็จะจ่ายเงินให้กับครอบครัวเรา ทำให้เขาไม่ลำบากและมีเวลาตั้งตัวในเรื่องการเงินได้ครับ

นอกจากประกันสะสมทรัพย์แล้ว ที่น่าสนใจในการวางแผนเกษียณก็คือประกันบำนาญเพื่อให้เรามีเงินบำนาญไว้ใช้หลังเกษียณ (เหมาะกับการวางแผนการเงินเลยล่ะ) และ อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลครับ นับว่าคุ้มครองหลายๆ ด้านของคนโสดอย่างผมเลย

ทีนี้มาดูตัวอย่างการซื้อประกันประเภทสะสมทรัพย์กันนะครับ ผมเลือกตัวอย่าง Happy Saving 20/8

กรณีที่เราตัดสินใจซื้อแล้วสามารถทำตามขั้นตอนง่ายๆ ได้เลย  โดยทางระบบจะมีคำถามเล็กๆ น้อยๆ ให้เราตอบ เช่น ซื้อให้ตัวเองหรือคนอื่น อายุเท่าไหร่ เพศอะไร เกิดวันไหน ต้องการทุนประกันเท่าไหร่ เราก็ตอบคำถามตามระบบ และจะมีการคำนวณเบี้ยประกันให้ สุดยอดแห่งความง่ายเลยครับ

พอกรอกเสร็จแล้วก็มีสรุปด้านบนที่เรากรอก อันนี้เป็นตัวอย่างที่ผมทำประกันให้ตัวเอง ผมเพศชาย อายุ 26 ปี (สมมติสิ แหมมม เดี๋ยวรู้อายุหมด) และ ต้องการวงเงินคุ้มครอง 150,000 บาท โดยจ่ายทุกเดือน (จะได้ง่ายต่อการคำนวณเมื่อหักจากรายได้ในแต่ละเดือน)

ทีนี้เราก็สามารถมาดูต่อได้เลยว่า พอคำนวณเบี้ยประกันแล้วต้องจ่ายเท่าไหร่และจะได้รับความคุ้มครองยังไงบ้าง ตามรูปข้างล่างเลยครับ ถ้าเรารู้สึกว่ายอดชำระต่อเดือนสูงเกินไปก็ลองพิจารณาทุนประกันคุ้มครองที่น้อยลงก็ได้นะครับ สามารถปรับเปลี่ยนได้เลย

นอกจากนี้แล้ว ทางระบบจะมีการสรุปให้ดูด้วยว่าผลประโยชน์ที่เราจะได้รับนั้นมีอะไรบ้าง เช่น จำนวนปีในการชำระเบี้ยและคุ้มครอง ผลประโยชน์ที่จะได้รับ

มีรายละเอียดเป็นข้อๆ เลยนะครับ หากเราเสียชีวิตจะได้เงินก้อน 180% หากยังมีชีวิตก็จะมีเงินจ่ายคืนทุก 2 ปี และครบกำหนดสัญญาจะได้เงินคืนอีกเท่าไหร่ รวมถึงเงื่อนไขอื่นๆ ครับ

เมื่อดูรายละเอียดจนเข้าใจแล้ว ก็สามารถกดซื้อประกันผ่าน PC หรือมือถือได้เลย ช่องทางนี้เป็นช่องทางที่สะดวก ง่ายมากๆ ครับ หากใครสนใจการซื้อประกันด้วยตนเองก็เข้าไปดูในเว็บเมืองไทยประกันชีวิตได้เลยนะครับ มีประกันชีวิตหลากหลายรูปแบบมากๆ สามารถเข้าตาม Link นี้ได้เลย https://www.muangthai.co.th:1767/onlinesale

บทความนี้เป็นบทความ Advertorial

ประหยัดภาษี ลดรายจ่ายรายปี…ให้มีเงินเหลือเก็บ

สมัยนี้อะไรๆ ก็แพงขึ้น หลายครอบครัวคงจะประสบปัญหารายจ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่รายได้กลับไม่ได้ปรับตัวขึ้นตามเสียเท่าไหร่ จึงต้องหาวิธีลดค่าใช้จ่ายบางอย่างที่ไม่จำเป็นออกไป แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่ามีค่าใช้จ่าย

ก้อนใหญ่อยู่อย่างหนึ่งที่เราสามารถประหยัดได้ นั่นก็คือ “ภาษี” นั่นเองครับ

จริงๆ แล้ว “ภาษี” นั้น สามารถ “ประหยัด” ได้ ถ้า “เข้าใจ”

ก่อนอื่นเรามาดูกันว่าจะประหยัดภาษีได้อย่างไร โดยปกติแล้ว ทางกฎหมายมี “ค่าลดหย่อน” ให้กับเรา ได้แก่ ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่าเลี้ยงดูบิดามารดา ค่าเลี้ยงดูบุตร ค่าดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวในประเทศ
รวมถึงค่าลดหย่อนอื่นๆ อีกมากมายเลยทีเดียวครับ

แต่ในบรรดาค่าลดหย่อนเหล่านั้น จะมีอยู่บางประเภทที่จะช่วยทำให้เรามีเงินก้อนเก็บไว้ใช้ในยามเกษียณครับ ยกตัวอย่างเช่น เงินสะสม กบข. เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และเงินสะสมกองทุนประกันสังคม เนื่องจากเงินที่เราจ่ายให้กับกองทุนเหล่านี้ กองทุนจะนำเงินของเราไปลงทุนเพื่อให้งอกเงย อีกทั้งเงินที่เราลงทุนไปนั้นจะสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ด้วย ซึ่งผมบอกเลยว่า “ยังมีอีก” ครับ

เรามาดูค่าลดหย่อนส่วนที่น่าสนใจเพิ่มเติมกันดีกว่า

ประกันชีวิต “ประหยัดภาษี เป็นหลักประกันให้ครอบครัว”

ชีวิตมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้เสมอ เรื่องประกันต้องวางแผนให้ดี ช่วยให้เราใช้ชีวิตให้มีความสุขอย่างเต็มที่ เพราะมีประกันชีวิตคุ้มครองดูแล ให้ความคุ้มครองทางการเงินรอบด้าน ทั้งเรื่องการออม การเตรียมพร้อมเพื่อการเกษียณ รวมทั้งสิทธิในการลดหย่อนภาษี โดยทั่วไปแล้วเบี้ยประกันชีวิตที่สามารถลดหย่อนภาษีเงินได้มีอยู่ 2 ประเภทคือ

เบี้ยประกันชีวิตแบบคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท

เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท

หลายคนอาจจะคิดว่าเบี้ยประกันเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น จ่ายทิ้ง ไม่ได้อะไร ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย เพราะประกันชีวิตบางแบบนั้น มีเงินคืนระหว่างสัญญาให้กับผู้ทำประกันด้วย หรือถ้าใครอยากที่จะมีบำนาญเป็นของตนเอง โดยที่ไม่ได้เป็นข้าราชการแต่อย่างใด ก็สามารถสมัครทำประกันชีวิตแบบบำนาญ เพื่อรับเงินบำนาญเป็นงวดๆ หลังจากที่เราเกษียณ ถือเป็นอีกทางเลือกที่ดีนะครับ

กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) “ประหยัดภาษี มีโอกาสรับผลตอบแทนที่ดี”

กองทุนประเภทนี้จะเน้นลงทุนในตลาดหุ้นเป็นหลัก เป็นการลงทุนในระยะยาว 5-7 ปีขึ้นไป เหมาะสำหรับผู้ที่อยากให้เงินลงทุนมีโอกาสงอกเงย สามารถรับความเสี่ยงได้สูง โดยผู้ลงทุนสามารถนำเงินที่ลงทุนในกองทุน LTF ไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท/ปี

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) “ประหยัดภาษี มีเงินใช้ สบายยามเกษียณ”

เป็นกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนให้เลือกหลากหลายประเภท เหมาะสำหรับผู้ที่อยากออมเงินระยะยาวเพื่อไว้ใช้ในยามเกษียณ โดยผู้ลงทุนต้องลงทุนต่อเนื่อง ไม่น้อยกว่า 5 ปี และขายคืนได้เมื่อลงทุนต่อเนื่องจนถึงอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปี การลงทุนในกองทุนประเภทนี้ จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี และได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนด้วย แค่มีเงื่อนไขเพิ่มเติมนิดนึงสำหรับกองทุน RMF คือ

เมื่อรวม เงินลงทุนในกองทุน RMF + เงินสะสมใน กบข. + กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ + เบี้ยประกันแบบบำนาญ + กองทุนสงเคราะห์ตามกฏหมายโรงเรียนเอกชน ทั้งหมดแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท/ปี

นอกจากนี้ เราสามารถจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะกับความเสี่ยงที่สามารถรับได้ และไลฟ์สไตล์ทางการเงินของเรา เช่น

  • ผู้ลงทุนรับความเสี่ยงได้ต่ำ ก็อาจจะมีประกันแบบบำนาญเยอะหน่อย จากนั้นก็ค่อยเลือกกองทุน RMF ประเภทที่มีความเสี่ยงต่ำ และเงินที่เหลือค่อยไปลงทุนกับกองทุน LTF ประเภทที่ลงทุนในหุ้นไม่เกิน 75%  
  • ผู้ลงทุนรับความเสี่ยงได้ปานกลาง เน้นลงทุนกับกองทุน RMF ประเภทที่มีความเสี่ยงระดับปานกลางที่ลงทุนผสมทั้งในหุ้นและในตราสารหนี้ และเงินที่เหลือค่อยไปลงทุนกับกองทุน LTF และก็อาจจะมีประกันแบบบำนาญบ้าง  
  • ผู้ลงทุนรับความเสี่ยงได้สูง เน้นลงทุนกับกองทุน LTF เป็นหลัก เพื่อให้มีโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงมากขึ้น แบ่งบางส่วนไปลงทุนกับกองทุน RMF ที่ลงทุนในหุ้น และประกันแบบบำนาญ

ก่อนจะจากกันไป เรามาอัพเดทหลักเกณฑ์ใหม่เกี่ยวกับการลงทุนใน LTF/RMF ตามที่กรมสรรพากรกำหนดกันครับ

ประเด็นแรก

รายได้ที่จะนำมารวมคำนวณเพื่อซื้อ LTF/RMF นั้น จะต้องเป็นรายได้ที่เสียภาษีเท่านั้น ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่เราสามารถนับรวมรายได้ที่เสียภาษี เช่น เงินเดือน โบนัส โอที ฯลฯ และรายได้ที่ไม่เสียภาษี เช่น กำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุน LTF/RMF หรือเงินที่ได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มาเป็นฐานเพื่อซื้อ LTF/RMF เพิ่มเติมได้ หรือพูดง่ายๆ ว่า “เราไม่สามารถนำเงินที่ลดหย่อนภาษีไปแล้วอย่าง LTF/RMF มาเป็นรายได้เพื่อลดหย่อนเพิ่มเติมได้”

ตัวอย่างการคำนวณ

ตามแบบหลักเกณฑ์เดิม ถ้าเรามีรายได้ 600,000 บาท และมีรายได้จากการขายคืนหน่วยลงทุนกองทุน LTF ที่ครบเงื่อนไข 5 ปี เป็นเงิน 100,000 บาท รวมเป็น 700,000 บาท ดังนั้น เราสามารถซื้อ LTF เพื่อลดหย่อนได้ 15% ของรายได้ทั้งหมด 700,000 หรือเป็นเงิน 105,000 บาท

ตามแบบหลักเกณฑ์ใหม่ ถ้าเรามีรายได้

Review DCA 5 ปีในหุ้นที่ไปร่วมประมูล 4G

วันนี้มา Review หุ้นด้วยการซื้อแบบ DCA กันเถอะ ตามกระแสอ่ะ เห็นเขาประมูลคลื่นกันสนุกและก็ลุ้นกันยิ่งกว่าหวย ก็เลยมานั่งเคาะๆ Back Test เล่นๆดูว่าถ้าเราออมหุ้นแบบอยู่ในกลุ่มผู้ประมูล 4G มาซักระยะนึง สถานการณ์ตอนนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง 

แต่โดยส่วนตัวผมเองไม่ได้ติดตามหุ้นกลุ่มนี้เท่าไหร่หรอก ความรู้สึกจากการมองธุรกิจกลุ่มนี้ในเบื้องต้นนะคือ มันเป็นธุรกิจที่ใครๆก็ใช้ คิดว่าน้อยคนมากจะไม่ใช้มือถือและมันก็มีการเพิ่มเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อยๆ มีบริการใหม่ๆจาก การโทร “ฮัลโหลลลแกอยู่ไหน” มาเป็นการส่งข้อความผ่าน Line กับ Facebook เป็นตัวสติ๊กเกอร์น่ารักจุ๊ฟๆ  

มันเป็นธุรกิจที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันเราไปแล้ว พอเห็นแบบนี้หลายๆคนก็มองว่า มันน่าซื้อหุ้นจัง เพราะวนยี่ห้ออยู่ไม่กี่ยี่ห้อ แต่เอาจริงๆผมเองก็ไม่ได้ลงทุนในธุรกิจนี้เท่าไหร่หรอก เพราะไม่เข้าใจ ภาษาเข้าใจยาก 3G 4G คลื่นความถี่ มันเอาไปทำอะไรบ้าง อีกอย่างคือมันจะมีเรื่องของสัมปทาน ถูกกำหนดด้วยนโยบายรัฐโน้นนี่อีก เป็นความเสี่ยงที่เสี๋ยวว๊าปเลย

ซึ่งพอมีการประมูลคลื่นความที่อะไรทั้งหลายแล้ว หลายคนก็มีความเห็นต่างๆนานา 

  • บ้างก็บอกว่า จ่ายเงินค่าประมูลไปแพงมาก ระวังเรื่อง Valuation นะ ประมูลกันไปได้ยังไงในราคานี้ แอร้ยยยยยย
  • บ้างก็บอว่า พวก 4G มันจะมีเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่ม Value Add อีก มือถือสมัยแรกๆก็เล่นเน็ตไม่ได้ ตอนนี้เล่นกันเต็มบ้านเต็มเมือง เพียงแค่เรายังไม่รู้ว่ามันจะมีอะไร 

ตรงนี้ถ้าใครอยากจะลงทุนจริงๆ ผมเองก็แนะนำว่าก็ควรจะต้องไปข้อมูลเชิงลึกก่อนนะ สำหรับมือใหม่ผมว่ามันซับซ้อนอะ ถ้าลงทุนแค่เหตุผลเพราะเป็นธุรกิจผู้เล่นน้อยราย เราต้องใช้ในชีวิตประจำวัน อันนี้ผมว่ามันยังไม่ใช่เหตุผลมากพอที่จะลงทุนเท่าไหร่

เกริ่นมาซะยาว มาดูสถานนะการณ์ของคน DCA กันในรอบ 5 ปีดีกว่า อันนี้เป็นตารางนะที่จะบอกว่าหุ้นกลุ่มนี้ถ้าเรามาลงทุน เราจะยืนอยู่จุดไหน โดยมีเงื่อนไขดังนี้

  • เป็นการ Back Test นะครับ ระยะเวลา 5 ปี ซื้อทุกวันที่ 5 ข้อมูลมาจากเวปหุ้นปันผล
  • ไม่คิดค่าคอมมิชชั่น ใช้ราคาล่าสุดคือ 15 ธันวาคม 2558 (61 เดือน) 
  • สมมติว่า DCA เดือนละ 10,000 บาท

ข้อสังเกตเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

  • จากตาราง TRUE มีมูลค่าพอร์ตที่ใหญ่ที่สุด แต่… เดิมเป็นบริษัทที่ขาดทุนมาตลอด จำได้ว่าเจอต้นทุนบริหารอะไรทั้งหลายเยอะมาก พึ่งจะมากำไรในปี 2557-2558 นี่เอง เพราะฉะนั้นแล้วมันเป็นไปได้ยากครับที่นักลงทุนแบบออมหุ้นจะได้สร้างผลตอบแทนจนทำให้มูลค่าพอร์ตแบบนี้ได้ถ้าเขาใช้หลักการมองหุ้นที่มีกำไรและการเติบโตชัดเจนตั้งแต่แรก ยกเว้นคนที่ศึกษามาอย่างลึก เห็นอะไรบางอย่าง และยอมรับที่จะลงทุนแบบขาดทุนอย่างต่อเนื่องได้ อันนี้ก็คงได้กำไรแบบนี้ละครับ 
  • หุ้นสื่อสารให้ปันผลเยอะนะครับ JAS ปันผลเยอะสุด แต่… เป็นการปันผลที่เป็นตัวเลขกระโดดมากๆครั้งหนึ่ง ก็เห็นเขาบอกว่าเป็นกำไรพิเศษนะครับ ปันที 16% ซึ่งมันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ถ้าจะมาลงทุนตอนนี้แล้วใช้เหตุผลซื้อเพราะเงินปันผลอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก ลองตัดกำไรพิเศษดูว่ารายได้และผลกำไรจากการทำธุรกิจปกติเป็นยังไง
  • ADVANC กับ DTAC เป็นตัวที่เปรียบเทียบกันมานาน ถ้าไปดูในงบการเงินความสม่ำเสมอของผลกำไรใน ADVANC จะดูดีกว่า DTAC นะครับ อันนี้มันก็สะท้อนออกมาให้เห็นในระยะ 5 ปี ก็ไม่ได้ขาดทุนในธุรกิจแต่กำไรลดลง

มาดูรูปแบบ DCA กันต่อว่า 5 ปี เป็นอย่างไร

ผมทำให้ดู 2 เส้นนะครับ คือเส้น 5 ปี กับ เส้น 2 ปี กรณีถ้าคนใช้ Concept DCA เห็นเขาฟื้นกลับเป็นกำไรแล้วลงทุนมาได้ 2 ปี ก็ขาดทุนอยู่นะครับ

ถ้าจะลงทุนใน Sector นี้ด้วยการใช้ DCA เนี่ย ถ้าเราไปดูไกลๆถึงการเติบโตในรอบ 10 ปี มันก็เป็นเทรนที่เติบโตละครับเพราะยังไงก็ตามมันเป็นธุรกิจมากับชีวิตเราจริงๆ แต่ในช่วงสั้นๆ 1 ปี 5 ปี นี่มันมีความผันผวนในเหตุการณ์และความเสี่ยงที่สูงมาก ตรงนี้ก็อยู่ที่แต่ละคนแล้วว่าจะตัดสินใจในการลงทุนกับ Sector นี้อย่างไร และก็เหมือนเดิมไม่มมีใครรู้อนาคต ไม่รู้ว่าพวกเทคโนโลยีมันจะไปในทิศทางไหนอีก พวกเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบายรัฐจะเป็นอย่างไร ก็ต้องรับความเสี่ยงในการลงทุนตรงนี้นะครับ

สนใจซื้อหนังสือ-คอรฺ์ส ออมหุ้นด้วย DCA >>  คลิ๊กเลย

ปลูกฝังให้ลูกเป็นคนรักการออม

เชื่อว่าพ่อแม่หลายๆท่านก็อยากจะให้สิ่งที่ดีที่สุดกับเทวดาตัวน้อยของเรา โดยการให้ทุกอย่างตาม ที่เขาอยากได้ เพราะต้องการให้เขามีความสุขที่สุด ในขณะที่บางครอบครัวอาจจะเคยมีฐานะไม่ดีมาก่อน เมื่อทำมาหากินจนร่ำรวยก็ให้ลูกทุกอย่างเพราะไม่อยากให้ลูกลำบากเหมือนตนเองในอดีต 

เราทุ่มเทให้ลูกทุกอย่างจนบางครั้งอาจจะกลายเป็นการทำร้ายเขาทางอ้อมแบบ “พ่อแม่รักแกฉัน” โดยเฉพาะเรื่องเงินที่อาจจะทำให้เขาเติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จักคุณค่าของเงินก็ได้ ดังนั้น ก่อนที่จะสายเกินไป เราควรฝึกวินัยให้ลูกตั้งแต่ต้น โดยพ่อแม่ควรทำตัวเป็นแบบอย่างหรือเล่า แบบอย่างที่ดีให้ลูกฟังเพื่อจะได้เห็นภาพชัดเจนขึ้น

ต้นแบบของปวงชนชาวไทยในเรื่องการออมเงิน คือ ในหลวง ซึ่งสมเด็จย่าทรงปลูกฝังในหลวงมาตั้งแต่ยัง ทรงพระเยาว์ คนไทยโชคดีที่มีแบบอย่างที่ดี ซึ่งเราสามารถนำมาเป็นแนวทางปฎิบัติได้ แล้วสิ่งสำคัญ คือ ทำได้จริงอีกด้วย มีแนวคิดการออมอะไรบ้างมาดูกันเลยจ้า (นำข้อมูลบางส่วนมาจากบทความ พระมหากษัตริย์นักออมเงิน https://aommoney.wpenginepowered.com/?p=14069)

 

4 แนวคิดการออมเงินที่ทุกคนทำได้

แนวคิดที่ 1 รู้วิธีบริหารเงินจากเงินค่าขนม

“ในหลวงได้เงินค่าขนมสัปดาห์ละครั้ง”

บางครั้งผู้ปกครองให้ค่าขนมไปโรงเรียนทุกวัน เด็กก็อาจจะใช้หมดเพราะรู้ว่าวันพรุ่งนี้ก็ต้องได้ค่าขนมอยู่ดี ซึ่งวิธีการได้รับเงินสัปดาห์ละครั้งนี้เป็นการฝึกวิธีใช้เงินเบื้องต้น เพื่อให้เด็กรู้จักวิธีแบ่งใช้เงินที่ทำให้ตนเอง มีเงินใช้ตลอดสัปดาห์

ในระยะยาวจะเป็นการฝึกวิธีบริหารเงินในช่วงวัยทำงานด้วย เพราะเราทำงานได้เงินเดือนละ 1 ครั้ง ช่วงสิ้นเดือน หากจัดการอย่างเหมาะสมเราก็จะมีเงินออมเก็บไว้ใช้ตลอดชีวิต แต่ถ้าหากมีความสุข กับการใช้เงินโดยใช้หมดตั้งแต่วันแรกๆ ช่วงสิ้นเดือนก็จะลำบาก รวมทั้งมีความเสี่ยงที่จะก่อหนี้ เพื่อการบริโภค จนกลายเป็นปัญหาหนี้สินท่วมหัวต่อไปในอนาคต #จากค่าขนมส่งผลกระทบต่อ หนี้สินได้กันเลยทีเดียว

ดังนั้น ควรเปลี่ยนวิธีให้เงินค่าขนมจากรายวันเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน เพื่อให้เด็กรู้จักวิธีแบ่งใช้เงิน หากต้องการขอพิเศษเพิ่มก็ต้องนั่งคุยกัน เช่น ทำไมเงินถึงหมดเร็ว นำเงินพิเศษไปใช้อะไร ซึ่งเป็นโอกาส ที่ดีที่จะได้สอนถึงความจำเป็นของสิ่งที่จะซื้อเพิ่มเติมด้วย

 

แนวคิดที่ 2 เก็บสะสมเงินซื้อของเอง

ซื้อหนังสือหรือของเล่นซึ่งของพวกนี้ต้องซื้อเอง
เพราะของเล่นนั้นส่วนมากแล้วแม่(สมเด็จย่า)จะไม่ได้ซื้อให้”

ผู้ปกครองอยากให้ลูกมีความสุข ก็ซื้อของเล่นให้ลูกทุกอย่างตามที่เขาอยากได้ แล้วมันก็เป็นความสุข เพียงชั่วคราว ลูกเล่นไม่กี่ครั้งก็เบื่อ เลิกเล่น แล้วก็ซื้อของเล่นชิ้นใหม่ เมื่ออะไรที่ได้มาอย่างง่าย มันก็จะถูกทิ้งไปง่ายๆเช่นกัน

การให้ลูกเก็บสะสมเงินเพื่อซื้อของเล่นเองจะทำให้เขารู้สึกมีส่วนร่วมกับของเล่น ว่ากว่าจะได้ของเล่นมา แต่ละชิ้นนั้นยากมาก กว่าจะสะสมเงินครบก็ใช้เวลานาน เมื่อใช้เวลารอคอยที่นานมากก็จะเล่นอย่าง ทะนุถนอม

การสร้างนิสัยสะสมเงินก่อนซื้อของนั้น จะเป็นการปลูกฝังแนวความคิดว่าควรซื้อของเมื่อตนเองพร้อม ไม่ใช่การก่อหนี้เพื่อซื้อสิ่งของด้วยอารมณ์อยากได้ โดยใช้บัตรเครดิตที่เป็นการนำเงินในอนาคตมาใช้

 

แนวคิดที่ 3  ให้ของขวัญพิเศษในวันพิเศษ

“ในวันปีใหม่และวันเกิด จะได้ของเล่นที่สำคัญและใหญ่โต
เราอยากได้อะไรก็ขอไป บอกว่าอยากได้ของเล่นพวกนี้
ท่าน(สมเด็จย่า)ก็บอกว่าถึงวันเกิดจะซื้อให้ จะไม่ซื้อพร่ำเพรื่อ

เมื่อทำสำเร็จก็ได้รับรางวัล หรือช่วงเวลาพิเศษก็ได้ของพิเศษ เพื่อให้เด็กรู้ถึงการรอคอยแล้วเห็นคุณค่า ของขวัญนั้นๆ วันพิเศษ เช่น วันปีใหม่ วันเกิด วันจบการศึกษา เป็นต้น ไม่ควรให้ของขวัญพิเศษบ่อยๆ เพราะจะทำให้วันพิเศษกลายเป็นวันธรรมดาไม่มีความสำคัญ

 

แนวคิดที่ 4 การให้ไม่สิ้นสุด

ทรงได้รับการอบรมให้รู้จัก "การให้" โดยสมเด็จย่า
จะทรงตั้งกระป๋องออมสินเรียกว่า "กระป๋องคนจน"
หากทรงนำเงินไปทำกิจกรรมแล้วมีกำไร จะต้องถูก "เก็บภาษี"
หยอดใส่กระปุกนี้ 10% ทุกสิ้นเดือนสมเด็จย่าจะเรียกประชุมเพื่อถามว่า
จะเอาเงินในกระป๋องนี้ไปทำ อะไร เช่น มอบให้โรงเรียนตาบอด
มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน

 

เมื่อสังคมมีผู้รับก็ต้องมีผู้ให้ การสอนเด็กให้รู้จักการให้นั้นจะทำให้เด็กมีจิตใจอ่อนโยน เสียสละ เห็นใจผู้อื่น รู้คุณค่าของสิ่งที่ได้รับ เพื่อที่จะได้เติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบสังคมต่อไป การที่ให้เด็กไป บริจาคด้วยตนเองนั้นจะทำให้เขารู้ว่ายังมีคนอีกมากที่ต้องการความช่วยเหลือ รวมถึงเห็นคุณค่า ของสิ่งที่ตนเองมีอยู่และรักษามันไว้ให้ดีที่สุด

ปลูกฝังให้ลูกเป็นคนรักการออม

 

แนวคำสอนของสมเด็จย่าเพื่อสร้างพระมหากษัตริย์นักออมนั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากๆ เรื่องราวเหล่านี้ ได้ผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่าทำได้จริง ซึ่งปวงชนชาวไทยสามารถนำไปเป็นแนวทางปฎิบัติในชีวิตประจำวัน ได้เป็นอย่างดี เพื่อสร้างอนาคตให้ลูกหลานมีสุขภาพทางการเงินที่แข็งแรงต่อไป

 

เรารักในหลวงด้วย “การลงมือทำ” กันนะจ๊ะ

 

 

 

ปลูกฝังให้ลูกเป็นคนรักการออม

4 วิธีหาหุ้นสไตล์ Hybrid

ปกติจะมีนักลงทุนอยู่ 2 สายที่มักจะพูดจาโจมตีกันตลอดเวลาครับ ฮ่าๆๆๆ สายพื้นฐาน กับ สายเทคนิคนั่นเอง พวกเขา 2 สาย จะมีความเชื่อที่ต่างกัน อย่างนักลงทุนสายพื้นฐาน จะเชื่อใน Value หรือมูลค่าของบริษัท เชื่อในงบการเงินที่ถูกสรุปออกมา หรือเชื่อในผลงานของบริษัทนั้น ส่วนสายเทคนิคครับ เขาเชื่อในผลลัพธ์ของราคาที่แสดงผลออกมา เขาจะวิเคราะห์และตีผลจากราคาที่แสดงออกมาแล้ว การลงทุนทั้งสองสาย มีข้อดี และข้อเสียต่างกันครับ ขึ้นอยู่กับนักลงทุนอย่างพวกเราเป็นคนสไตล์ไหน ลงทุนแบบไหนแล้วสบายใจ ได้เงิน ก็เลือกตามนั้นเลย

แต่ก็แน่นอนครับ มีพวกเราบางคนที่ไม่ยึดทางใดทางหนึ่ง พวกเขาดูทั้ง 2 ทาง ดูทั้งพื้นฐาน และเทคนิค บางท่านบอกว่า เหมือนไม่เอาจริงซักทาง แต่เปล่าเลยครับ พวกเขารู้จริงมากกว่าด้วยซ้ำ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่รู้ทั้ง 2 ฝั่งครับ เจาะลึก และรู้จักหุ้นตัวนั้นจริงๆ ผมเลยขอหยิบหัวข้อที่พวกเขาสนใจ เวลาเลือกหุ้นมาให้ดูครับ ว่าถ้าจะดูทั้ง 2 สาย เขาดูอะไรกันบ้าง

1) กำไรเติบโตจริง

กำไรที่ว่าทั้งกำไรรายไตรมาส และกำไรรายปีครับ อย่างไตรมาสล่าสุดกำไรเพิ่มขึ้นมามาก แล้วกำไรรายปีล่ะ ผลรวมของทั้งปีเพิ่มขึ้นด้วยรึเปล่า หรือเพิ่มแค่ไตรมาสนั้น ไตรมาสเดียว นั่นอาจจะเป็น Season ครับ เพิ่มขึ้นช่วงนี้อยู่แล้วทุกปี ก็ไม่ได้มีนัยสำคัญอะไร

2) เป็นหุ้นผู้นำ

บางท่านชอบมองหาผู้นำครับ เพราะเขามีส่วนแบ่งตลาดเยอะ เมื่อตลาดขาขึ้น หุ้นผู้นำมักจะตอบสนองก่อน และในทางกลับกัน เมื่อหุ้นอยู่ในขาลง หรือ Sideway ไปข้างๆ ตลอด เราก็มักจะเห็น หุ้นผู้ตาม ที่มีส่วนแบ่งตลาดน้อย หรือหุ้นตัวเล็กๆ นั่นละครับ ที่จะสามารถติดเรดาร์ Top 24 MostActiveVal ได้ ก็นั่นล่ะครับ!! ช่วงตลาดไม่ดี หุ้นผู้ตามถึง Perform ออกมาให้เราเห็นได้ แต่ก็จะไม่นานครับ เพราะขนาดหุ้นผู้นำยังทำไม่ได้เลย

3) Price Shows

ราคาของหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญครับ อย่างเช่น มักจะติดเรดาร์ New 52 Week Highs แสดงว่าราคาขึ้นมาสูงที่สุดในรอบ 1 ปีแล้ว หรือติด Crossover Radars ที่แสดงสัญญาณราคากลับทิศขึ้นแล้ว

4) รอจังหวะ คนหยุดขาย

พวกเขาจะสนใจช่วงที่ราคาหุ้นเหวี่ยง หรือช่วงราคา Sideway ช่วงนั้นคนจะแย่งกันซื้อขายมาก จนเทขายกันเยอะ จนคนเริ่มหยุดขาย Volume จังน้อยลง หุ้นมักจะติดเรดาร์ Declining Volume แสดงให้เห็นว่าราคาหยุดเหวี่ยงแล้ว นักลงทุนสาย Hybrid จะจับตามองช่วงนี้ครับ รอคอยวันที่ราคาเลือกข้าง ถ้าขึ้นจริง ไม่หลอก ก็จะตามน้ำไป แต่ถ้าหลอกก็มองผ่าน และหาหุ้นที่แสดงสัญญาณตัวอื่นครับ

นั่นล่ะครับ!! นักลงทุนสาย Hybrid ไม่ได้เลือกข้าง แต่เขาเลือกอาวุธของทั้งสองฝ่ายมาใช้ ยังไงพวกเราก็ลองเก็บไว้เป็นไอเดียหน่อยนะครับ

จะซื้อประกันทั้งที ต้องรู้อะไรบ้าง? (ตอนที่ 2)

สวัสดีคร้าบบบ จากคราวที่แล้วที่เราได้ดูกันไปแล้วในส่วนของแนวทางการเลือกซื้อประกันชีวิต คราวนี้เราจะมาต่อกันที่แนวทางการเลือกซื้อประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุ ที่เหมาะสมกับตัวเราที่สุดกันนะครับ ตามมาอ่านกันได้เลยครับ ^^

หลักในการเลือกซื้อประกันสุขภาพเบื้องต้น

1. สำรวจค่ารักษาและค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลที่เราจะใช้บริการ

ก่อนที่เราจะเลือกทำประกันสุขภาพ เราก็ควรจะต้องมาดูก่อนว่า ค่ารักษาและค่าบริการของโรงพยาบาลที่เราจะใช้บริการมีอัตราอยู่ที่เท่าไหร่ เพื่อที่เราจะได้เลือกซื้อแพคเกจของประกันสุขภาพได้อย่างเหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป โดยค่าใช้จ่ายและค่ารักษาหลักๆที่เราควรพิจารณาคือค่าใช้จ่ายจำพวก ค่าห้อง, ค่ายา, ค่ารักษาและค่าผ่าตัดกรณีเป็นโรคร้ายแรง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจหาได้จากเว็บไซต์ของโรงพยาบาล หรือโทรเข้าไปสอบถามที่โรงพยาบาลก็ได้ครับ

2. เลือกทำประกันสุขภาพในลักษณะของวงเงินเหมาจ่าย

ควรจะเลือกทำประกันสุขภาพในวงเงินเหมาจ่าย ให้ครอบคลุมค่ารักษากรณีเจ็บป่วยร้ายแรงหรือต้องเข้ารับการผ่าตัดจะเหมาะสมกว่าประกันสุขภาพที่แยกประเภทค่าใช้จ่ายในการรักษาครับ เพราะประกันสุขภาพแบบแยกประเภทจะมีวงเงินค่ารักษาที่น้อยกว่า ในกรณีการผ่าตัด หรือรักษาโรคร้ายแรง เพราะเป็นกรณีที่มีค่ารักษาแพงที่สุด เช่น วงเงินค่ารักษากรณีผ่าตัดของแบบแยกประเภทอาจจะอยู่ที่ 100,000 บาท แต่ขณะที่แบบเหมาะจ่ายจะเหมารวมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง (ยกเว้นค่าห้อง) อยู่ที่ 1 ล้านบาทเลย ทำให้ครอบคลุมความเสี่ยงมากกว่าครับ

อย่างไรก็ตาม ประกันสุขภาพแบบแยกประเภท ก็มีข้อได้เปรียบอยู่ที่สามารถจ่ายชดเชยค่าใช้จ่ายบางประเภทได้เรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่กำหนดในการเกิดการเจ็บป่วยขึ้นแต่ละครั้ง ซึ่งก็อาจจะเหมาะสมกว่าสำหรับบางโรค ก็อาจจะต้องลองพิจารณาดูแล้วแต่กรณีครับ แต่โดยรวมแล้ว แบบเหมาจ่ายน่าจะเหมาะสมกับกรณีทั่วไปมากกว่า

ส่วนบางคนอาจจะอยากได้การประกันค่ารักษาที่ครอบคลุมในส่วนของผู้ป่วยนอก (OPD) ด้วย เพื่อที่ว่าเวลาเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆ แบบสามารถไปทำแผลที่โรงพยาบาลแล้วกลับบ้านได้เลย ไม่ต้องพักรักษา อันนี้ก็ต้องพิจารณากันดีๆนะครับ เพราะส่วนใหญ่ ถ้าประกันสุขภาพที่ครอบคลุม OPD ก็มักจะมีราคาแพงกว่าแบบที่ไม่มีค่อนข้างมาก ส่วนตัวผมแนะนำว่า หลักการทำประกันสุขภาพคือ ให้บริษัทประกันมาเป็นคนรับภาระค่าใช้จ่ายด้านค่ารักษาในกรณีที่เจ็บป่วยหนักๆ ต้องเสียค่าใช้จ่ายแพงๆ จนอาจจะกระทบกับความมั่งคั่งของเราได้ ส่วนกรณีเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆอย่าง OPD ไม่น่าจะกระทบต่อเงินในกระเป๋าเรามาก เราก็อาจจะรับความเสี่ยงตรงนี้ไว้เองได้ครับ

3. เลือกทำประกันสุขภาพให้ครอบคลุมทุกความเสี่ยง

ผมเห็นบางคนเลือกทำประกันสุขภาพเฉพาะค่ารักษาพยาบาล ซึ่งที่จริงแล้วก็ยังอาจจะไม่ครอบคลุมความเสี่ยงทั้งหมด เพราะยังมีกรณีสำคัญที่เราควรจะต้องวางแผนไว้ล่วงหน้า คือกรณีที่เราอาจจะประสบภาวะเป็นผู้ “ทุพพลภาพ” (ไม่สามารถทำงานหรือใช้ชีวิตได้ปกติ) ไม่ว่าจะเกิดจากโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง, หลอดเลือดอุดตัน หรือหลอดเลือดในสมองแตก หรือจากอุบัติเหตุ แขนขาด, ขาขาด พิกลพิการ มันจึงเกิดประเด็นว่า ถึงแม้ประกันสุขภาพอาจจะจ่ายค่ารักษาให้เราได้หมด แต่หลังจากนั้น เราอาจจะใช้ชีวิตต่อไปโดยทำงานไม่ได้ ไม่มีรายได้ หรือรายได้ลดลงกว่าเดิม ขณะที่เรายังมีชีวิต ยังต้องกินต้องใช้ เราจึงต้องการ “เงินชดเชย” ก้อนโต เพื่อนำมาเลี้ยงชีวิตตลอดระยะเวลาที่เหลือ มันจึงเป็นสาเหตุที่เราควรจะต้องทำประกันสุขภาพกรณีโรคร้ายแรง และประกันสุขภาพที่ครอบคลุมเรื่องการเจ็บป่วยที่เกิดจากอุบัติเหตุด้วย

ดังนั้น อย่าลืมว่า หากจะเลือกซื้อประกันสุขภาพแล้ว เราจึงควรซื้อประกันเรื่องค่ารักษาพยาบาล, โรคร้ายแรง และอุบัติเหตุ ให้ครบทั้ง 3 ประเภท (ส่วนรายละเอียดของแต่ละประเภทก็ให้พิจารณาเองตามความเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องซื้อให้ครบทุกแบบที่บริษัทประกันมีก็ได้ครับ) จึงจะปิดความเสี่ยงจากการเจ็บป่วยได้อย่างครอบคลุมที่สุดครับ

4. เปรียบเทียบเบี้ยประกันแต่ละบริษัท เลือกบริษัทที่ให้การคุ้มครองไม่แตกต่างจากบริษัทอื่นมากนัก แต่เบี้ยประกันถูกกว่า

ขั้นสุดท้ายเราก็แค่นำเงื่อนไขของประกันสุขภาพของบริษัทประกันแต่ละที่มาเปรียบเทียบกัน แล้วเลือกบริษัทที่คิดเบี้ยประกันที่ถูกกว่า หรือเบี้ยประกันพอๆกัน แต่มีวงเงินคุ้มครองที่สูงกว่า นั่นคือประกันสุขภาพที่คุ้มค่ากับเราที่สุดครับ ^^

(ส่วนถ้าใครที่ดูแล้วว่าถ้าต้องทำประกันสุขภาพให้ครอบคลุมทุกอย่าง แล้วรู้สึกว่าเบี้ยที่จ่ายแพงเกินไป กระทบต่อรายรับรายจ่ายต่อปี ก็อาจจะลดสเป็คลงมาหน่อย ให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมทั้งครอบคลุมความเสี่ยงในระดับหนึ่ง และมีศักยภาพที่พอจ่ายได้ อันนี้ก็ต้องลองพิจารณาดูตามความเหมาะสมของตัวเองครับ)

ส่วน หลักการในการเลือกซื้อประกันอุบัติเหตุ ก็จะเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับประกันสุขภาพครับ หลักๆก็คือ ดูว่าแพคเกจประกันอุบัติเหตุ (PA : Personal Accident) นั้น ชดเชยครอบคลุมกรณีใดบ้าง (เช่น เสียชีวิต, ทุพพลภาพ, พิการ, กระดูกหัก, กรณีถูกลอบทำร้าย, กรณีเกิดอุบัติเหตุในวันหยุดนักขัตฤกษ์, กรณีเกิดจากการจลาจล ฯลฯ) ก็ควรจะเลือกแพคเกจให้คุ้มครองหลายๆกรณี โดยที่เบี้ยที่จ่าย แนะนำว่าไม่ควรเกิน 5% ของรายได้รวมทั้งปีก็พอครับ เนื่องจากประกันอุบัติเหตุก็เปรียบเสมือนประกันสุขภาพแบบย่อมๆ ที่คุ้มครองเฉพาะกรณีเกิดอุบัติเหตุ แต่ไม่คุ้มครองกรณีเป็นโรค และค่ารักษาพยาบาลต่างๆ จึงเหมาะกับการคุ้มครองเบื้องต้นที่อาจจะไม่ครอบคลุมความเสี่ยงทั้งหมด สำหรับคนที่มีรายได้ไม่สูงมาก แต่ต้องการเริ่มปกป้องความเสี่ยงบ้าง แต่สำหรับคนที่มีรายได้พอสมควรแล้ว ผมแนะนำว่าให้ทำประกันสุขภาพอย่างครอบคลุมเลยจะเหมาะสมกว่า

วางแผนการเงิน วางแผนชีวิต

วางแผนการเงิน วางแผนชีวิต

 

     ‘แผนการเงิน’ คือสิ่งที่กูรูด้านการเงินทุกคนบอกว่า นี่คือสิ่งที่ขาดไม่ได้หากต้องการประสบความสำเร็จทางด้านการเงินได้ จึงทำให้เหล่าคน (อยาก) รวยหลายคนหันมาให้ความสนใจกับสิ่งที่เรียกว่าแผนการเงิน หลายคนไม่รู้ว่าจริงๆแล้วถ้าต้องการวางแผนการเงิน ต้องเริ่มจากตรงไหน? แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าแผนที่วางไว้ประสบความสำเร็จหรือตรงตามเป้าหมาย

     การวางแผนการเงิน สิ่งสำคัญคือ สามารถนำไปใช้ได้จริงและตรงตามไลฟ์สไตล์ของเรา ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจเป็นสิ่งแรกก่อนวางแผนการเงินนั่นคือ ตอนนี้คุณอยู่ตรงไหนและเป้าหมายสุดท้ายของแผนคืออะไร จากนั้นทุกคนจึงจะสามารถเลือกการลงทุนที่ดีที่สุดให้สอดคล้องกับแผนที่วางเอาไว้ได้

     ข่าวดีของการวางแผนการลงทุนคือ ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการวางแผน เพื่อทำให้แผนสำเร็จ และเพื่อสร้างเงินสำรองสำหรับในอนาคต การเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องรอให้พร้อม แต่ต้องเริ่มตั้งแต่ตอนนี้!!!และทำต่ออย่างต่อเนื่องไปเรื่อยจะกว่าจะบรรลุเป้าหมาย

     สิ่งสำคัญอันดับแรกของการวางแผนการเงินนั่นคือ ต้องรู้ว่าตัวของเราอยู่ตรงจุดไหน เพื่อเลือกการลงทุนให้เหมาะกับช่วงอายุ หากตอนนี้เรายังอยู่ในช่วงอายุ 20 ปี สามารถเน้นการลงทุนไปที่ค่อนข้างมีความเสี่ยงได้ เช่น ลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมหุ้นที่มีความเสี่ยง แต่หากช่วงอายุยิ่งเข้าใกล้ช่วงเกษียณมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ต้องปรับแผนการลงทุนให้รอบคอบมากขึ้นเช่น เลือกลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหุ้นเป็นหลักเพื่อรักษาเงินต้น เพราะคนในวัยนี้ไม่สามารถรับความเสี่ยงได้มากเท่ากับช่วงวัยหนุ่มสาว

     เมื่อเลือกแผนการลงทุนเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ต้องรู้ต่อมาคือ สถานการณ์ทางการเงินของเราเป็นอย่างไรบ้าง ต้องรู้ว่าเราสามารถลงทุนได้เท่าไหร่จากจำนวนรายได้ทั้งหมดที่มี โดยการตั้งงบรายจ่ายและตัดสินใจว่าจะนำเงินมาลงทุนเท่าไหร่ในแต่ละเดือน และก่อนลงทุนอย่าลืมตรวจเช็คว่าตัวเองมีเงินสำรองฉุกเฉินเตรียมพร้อมอย่างน้อย 3-6 เดือนของรายจ่ายทั้งหมดรึยัง? ถ้าไม่ ควรเริ่มต้นเก็บเงินส่วนนี้ก่อนเริ่มลงทุน

     เมื่อคุณวางแผนการเงิน สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยนั่นก็คือ จัดทำรายการความเสี่ยง เพราะยิ่งรู้ว่าความเสี่ยงของคุณมีอะไรบ้าง ก็ช่วยให้สามารถจัดการกับความเสี่ยงได้ดีมากขึ้น หากคุณเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อย ก็สามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้มาก และยิ่งการลงทุนมีความเสี่ยงมากก็ยิ่งได้ผลตอบแทนมาก นี่คือสิ่งที่นักลงทุนมือโปรทุกคนต่างก็รู้ดี

     หลังจากประเมินตัวเองเรียบร้อย สิ่งที่ต้องทำต่อมาคือ การวางเป้าหมายการลงทุน การวางเป้าหมายนั้นก็เพื่อให้นักลงทุนรู้ว่า ตัวเองจะนำเงินที่ได้จากการลงทุนไปทำอะไร ต้องการเก็บไว้สำหรับการเกษียณเร็ว? ต้องการนำไปซื้อบ้าน? หรือต้องการซื้อรถ? แต่ไม่ว่าเป้าหมายคืออะไรก็ตาม ก็ควรลงทุนให้หลากหลาย อย่าลืมว่าการลงทุนนั้นจะต้องเติบโตยาวนานเพียงพอให้คุณสามารถจ่ายเงินลงทุนเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย แต่ถ้าเป็นเป้าหมายพิเศษและจำเป็นต้องลงทุนในสิ่งที่มีความเสี่ยง ก็เลือกทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดความเสี่ยงและเป็นการสร้างวินัยการลงทุนให้กับตัวเอง

     การวางเป้าหมายการลงทุน นอกจากจะต้องชัดว่าเป้าหมายคืออะไร ก็ต้องชัดเจนในเรื่องการวางเวลาด้วย ตั้งเป้าหมายเลยว่าจะทำให้บรรลุแผนเมื่อไหร่ เพราะนี่คืออีกตัวช่วยที่จะทำให้รู้ว่าการลงทุนแบบไหนที่ใช่เรา

     เมื่อเราวางเป้าหมายและวางเวลาเพื่อการลงทุนแล้วอีกสิ่งที่ต้องนึกถึงคือ สภาพคล่องของการลงทุน หากเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงเช่น หุ้น ย่อมสามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้สะดวกและสามารถใช้เป็นเงินสดยามฉุกเฉินได้ แต่หากเลือกลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ ก็ต้องแบ่งสรรเงินเพื่อใช้สำรองยามฉุกเฉินแยกต่างหาก

     เมื่อรู้ว่าเป้าหมายของการลงทุนคืออะไร ก็มาเริ่มวางแผนได้เลย ก่อนอื่นก็แบ่งสรรเงินว่าจะนำไปลงทุนในอะไรบ้าง จำไว้ว่าการลงทุนเงินทั้งหมดในสินทรัพย์เพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงอย่างมาก สำหรับวัยหนุ่มสาวที่สามารถรับความเสี่ยงได้มากให้เลือกลงทุนซัก 30% ในหุ้น, อีก 30% ในพันธบัตรหรือตราสารหนี้ แล้วเก็บเงินที่เหลืออีก 40% ไว้ในบัญชี แต่หากเรานำเงินทั้งหมดลงทุนในหุ้นทุกๆเดือน เมื่อหุ้นในตลาดราคาตกลง คุณก็จะสูญเสียเงินเกือบทั้งหมด ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือดูว่าความเสี่ยงของการลงทุนอยู่ภายในกรอบที่ตั้งไว้

     แต่หากคุณไม่ชำนาญเรื่องการบริหารความเสี่ยง ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน ผู้เชี่ยวชาญสามารถบอกคุณได้ว่าควรลงทุนกับอะไรและด้วยจำนวนเงินเท่าไหร่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงิน ก่อนปรึกษาผู้เชี่ยวชาญควรตรวจสอบว่าผู้เชี่ยวชาญนั้นได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง

     เมื่อปรึกษาผู้เชี่ยวชาญแล้ว สิ่งต่อมาคือ สืบหาแหล่งลงทุน สำหรับคนที่มีเป้าหมายทางการเงินหลายอย่าง ควรเลือกแหล่งลงทุนให้เหมาะกับเป้าหมายเช่น เปิดบัญชีออมทรัพย์ที่สามารถถอนได้สะดวกที่สุด สำหรับเก็บเงินฉุกเฉินจำนวน 3-6 เดือนของรายจ่ายทั้งหมดเพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด, ลงทุนในกองทุนรวมแบบ LTF เพื่อการเตรียมพร้อมรับมือการเกษียณ, หรือการฝากเงินในบัญชีฝากเงินประจำดอกเบี้ยสูงก็เหมาะสำหรับคนที่วางแผนเรียนต่อ

     เมื่อลงทุนตามแผนแล้ว ก็ต้องหมั่นตรวจสอบว่าผลตอบแทนได้ตรงตามที่คาดไว้หรือไม่ หากไม่ก็จำเป็นต้องปรับแผนทางการเงินใหม่เพื่อให้ลงทุนได้เหมาะสมกับความเสี่ยง หรือแม้แต่การปรับแผนเพื่อให้สอดคล้องกับอายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้รับความเสี่ยงได้น้อยลง&#xE4

ประกันชีวิตตัวไหนน่าซื้อเพื่อลดหย่อนภาษี

สวัสดีครับเข้าใกล้สิ้นปีอีกครั้งแล้ว หลายคนคงกำลังวางแผนเพื่อประหยัดภาษีกันอยู่ และหนึ่งในช่องทางยอดฮิตในการลดภาษี ก็คือ การซื้อประกันชีวิต เพราะนอกจากจะช่วยลดหย่อนภาษีได้แล้ว ยังเป็นรูปแบบหนึ่งของการออมเงินที่แตกต่างจากเงินฝากโดยได้รับผลประโยชน์สูง แถมยังได้รับความคุ้มครองอีกด้วย

ในท้องตลาดมีประกันชีวิตอยู่มากมายหลายรูปแบบแตกต่างกันตาม ผลตอบแทน ระยะเวลาในการจ่ายเบี้ยประกัน และระยะเวลาคุ้มครอง ซึ่งตอบสนองความต้องการของคนที่ทำประกันด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน เราลองมาดูกันครับว่าถ้าต้องการซื้อประกันชีวิตเพื่อการลดหย่อนภาษีเป็นหลัก ควรจะดูอย่างไร

ประกันชีวิตสำหรับคนเน้นเรื่องภาษี

การทำประกันชีวิตมีประโยชน์อย่างมากสำหรับคนที่ต้องการลดหย่อนภาษี  ใครที่มีรายได้ยิ่งมาก ต้องเสียภาษีในฐานที่สูง เบี้ยประกันที่จ่ายก็จะยิ่งช่วยลดหย่อนภาษีได้คุ้มค่ายิ่งขึ้น และใครที่มีความสารถในการชำระเบี้ยประกันได้สูง ก็จะทำให้ใช้สิทธิในการลดหย่อนได้เต็มที่มากยิ่งขึ้น

แนวทางในการเลือกซื้อประกันชีวิตสำหรับคนที่เน้นเรื่องภาษี คือ ควรเลือกรูปแบบประกันชีวิตที่ชำระเบี้ยประกันในระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 2-3 ปี เพื่อความยืดหยุ่นในการชำระเบี้ยประกันในอนาคต การซื้อประกันชีวิตที่ชำระเบี้ยประกันระยะเวลานานหลายปี เราจะต้องมั่นใจว่าจะมีเงินเพื่อชำระเบี้ยประกันตลอดระยะเวลานั้น ๆ ถ้าเราไม่สามารถชำระเบี้ยประกันตามกำหนดผลประโยชน์ได้รับจะไม่คุ้มค่า หรืออาจจะเกิดผลขาดทุนก็เป็นได้

ส่วนด้านระยะเวลาคุ้มครอง หรือระยะเวลากรมธรรม์ ควรเลือกประกันชีวิตที่ ระยะเวลาคุ้มครองสั้น เพื่อให้ได้รับเงินคืน และผลตอบแทนกลับคืนมาเร็ว ซึ่งระยะเวลาที่เหมาะสม คือ 10 ปี เพราะเกณฑ์ในการซื้อประกันชีวิตเพื่อลดหย่อนภาษี จะต้องเป็นประกันชีวิตที่มีระยะเวลาคุ้มครองหรือระยะเวลาของกรมธรรม์ตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป

Make Sure 10/2 และ Make Easy 10/3

ถ้าใครกำลังสนใจทำประกันชีวิตเพื่อลดหย่อนภาษี ตอนนี้ไทยสมุทรประกันชีวิตได้ส่งสองแบบประกันชีวิตสำหรับการลดหย่อนภาษีสุดคุ้ม คือ

  1. Make Sure 10/2
  2. Make Easy 10/3

ซึ่งประกันชีวิตแต่ละแบบมีลักษณะเด่นแตกต่างกัน เราลองมาดูรายละเอียดกันครับว่าแบบไหนน่าจะเหมาะกับเรามากที่สุด

Make Sure 10/2 จ่ายเบี้ยแค่ 2 ปี ลดหย่อนภาษี คุ้ม..ชัวร์

ประกันชีวิต Make Sure 10/2 มีจุดเด่นที่สำคัญ คือ จ่ายเบี้ยประกันสั้นมากแค่เพียง 2 ปี เท่านั้น และระยะเวลากรมธรรม์ก็สั้นอีกด้วยเพียง 10 ปี เหมาะสำหรับวัตถุประสงค์ในการลดหย่อนภาษีเป็นอย่างมาก โดยมีลักษณะคล้ายประกันชีวิตควบคู่ไปกับการออมทรัพย์

ด้านผลตอบแทนแต่ละปีจะมีเงินคืน 3% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยตอนสิ้นปีที่ 1-9 เมื่อพอหมดอายุกรมธรรม์ในปีที่ 10 จะได้รับเงินเท่ากับ 223% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ซึ่งคิดรวมผลประโยชน์ตลอดสัญญา 250% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ในกรณีที่เสียชีวิตจะได้รับความคุ้มครองชีวิตสูงสุดถึง 220% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ถือว่าเป็นผลตอบแทนที่น่าสนใจเลยทีเดียว

ผมได้ลองเข้าไปที่เว็บไซด์ www.oceanlifeonline.com และลองกรอกข้อมูลเพื่อดูรายละเอียดจำนวนเงินที่ต้องชำระเบี้ยประกัน และผลตอบแทนที่จะได้รับในแต่ละปีของ Make Sure 10/2 ในกรณีที่ต้องการเอาเงินประกันภัย 100,0000 บาท ซึ่งผลที่ได้แสดงออกมาตามรูปด้านล่าง

เงื่อนไขสำหรับผู้ที่สามารถทำประกันชีวิต Make Sure คือ  ต้องมีอายุอยู่ระหว่าง 20-60 ปี จำนวนเงินเอาประกันขั้นต่ำ 30,000 บาท และสูงสุดไม่เกิน 5,000,000 บาท กรณีไม่ต้องตรวจสุขภาพ (สำหรับการลดหย่อนภาษีในการซื้อประกันชีวิต จะสามาถลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท)

Make Easy 10/3 รวมทุกความง่าย เพื่อการเริ่มต้นหักลดหย่อนภาษี

สำหรับรูปแบบประกันชีวิต Make Easy มีจุดเด่น คือ ถูกออกแบบมาให้ผู้ที่อยากเริ่มต้นสร้างวินัยในการออมสำหรับคนที่หัดลดหย่อนภาษี สามารถจ่ายเบี้ยน้อย ๆ เป็นแบบรายเดือนได้ ซึ่งเริ่มต้นเพียงเดือนละ 2,000 กว่าบาทเท่านั้น โดยจ่ายเบี้ยประกันสั้นแค่เพียง 3 ปี และมีระยะเวลากรมธรรม์สั้น 10 ปี ใครที่สนใจชำระเบี้ยประกันแบบทยอยจ่ายเป็นรายเดือน รูปแบบ Make Easy 10/3 ถือว่าเป็นรูปแบบที่ตอบโจทย์

ด้านผลตอบแทนแต่ละปีจะมีเงินคืน 2% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยตอนสิ้นปีที่ 1-10 เมื่อพอหมดอายุกรมธรรม์ในปีที่ 10 จะได้รับเงินเท่ากับ 330% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ซึ่งคิดรวมผลประโยชน์ตลอดสัญญา 350% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ในกรณีที่เสียชีวิตจะได้รับความคุ้มครองชีวิตสูงสุดถึง 330% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย

เงื่อนไขสำหรับผู้ที่สามารถทำประกันชีวิต Make Easy คือ  ต้องมีอายุอยู่ระหว่าง 30 วัน – 65 ปี จำนวนเงินเอาประกันขั้นต่ำ 30,000 บาท (สำหรับการลดหย่อนภาษีในการซื้อประกันชีวิต จะสามาถลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท)

จะเห็นได้ว่า เงื่อนไขอายุของผู้ที่สามารถทำประกันชีวิตรูปแบบ Make Easy 10/3 เริ่มต้นที่ 30 วัน จึงไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้แล้วเท่านั้น กลุ่มที่มีอายุน้อยก็สามารถสร้างวินัยในการออมและรับผลตอบแทนที่ดีผ่าน Make Easy 10/3 ได้ด้วยเช่นเดียวกัน

ยุคดิจิตอล ซื้อประกันง่าย ๆ ด้วยปลายนิ้ว

การค้นหาตัวเอง และ มีความสุขในชีวิต (ตอนที่ 2)

สวัสดีครับผมครับ หลังจากที่พี่เกรย์เขียนบทความกระแทกใจให้ชาวไทยได้ค้นหาตัวเองกันไปแล้ว ในตอน การค้นหาตัวเอง และ มีความสุขในชีวิต (ตอนที่ 1) ตอนนี้มาต่อกับเรื่องของความสุขบ้างครับผมครับ พี่เกรย์คิดทฤษฎีความสุขง่ายๆขึ้นมาในชีวิต ชื่อว่า ความสมดุล อยากให้พวกคุณและคุณเท่านั้นมาช่วยกันคิดกันต่อครับผมว่าความสุขในชีวิตคนเราคืออะไรกันแน่

พี่เกรย์บอกเลยนะครับผม ความสุขนั้นเริ่มจากการมีชีวิตที่ดี พี่เกรย์อยากให้จินตนาการถึงวงกลมหนึ่งวงใหญ่ๆ แล้วแบ่งมันออกเป็นแต่ละส่วนเท่ากันดูครับว่า ความสุขของพวกคุณนั้นมีอะไรบ้าง

อย่างพี่เกรย์เองแบ่งวงกลมชีวิตที่ดีของตัวเองออกเป็นสามส่วนครับผม ส่วนแรกคือ ร่างกายที่แข็งแรง จะได้ทำมาหาแดรกส์ได้อย่างมีพลัง ส่วนสองคือ จิตใจที่แข็งแรง เพื่อจะได้มีแรงขับเคลื่อนชีวิตต่อไป และสุดท้ายคือเรื่อง การเงินแข็งแรง เพื่อจะได้แสดงพลังได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีภาระไงครับผม

ทีนี้ใครจะแยกย่อยเรื่องจิตใจ ความรัก ครอบครัว จิตวิญญาณอะไรก็แยกไป แบ่งออกสักประมาณ 5 เรื่องสำคัญที่มึงให้ความสนใจก็พอแล้วสัส ทีนี้มึงมาดูต่อเว้ยว่าแต่ละด้านมึงขาดอะไร มึงก็หาเวลาไปเติมมันซะ โดยบริหารจัดการเวลาที่มีจำกัดไม่ให้ตึงไปหย่อนไป ไม่งั้นชีวิตไฉไลที่มึงฝันจะกลายเป็นบรรลัยจนแม่มพังเพราะมึงเองนี่แหละ

สังเกตดีๆนะสัส วงกลมแต่ละวง ถ้ามันเติมไม่เต็มก็เหมือนล้อรถที่ยางมันแหว่งไปแหว่งมา ทีนี้มันก็วิ่งได้ไม่ไวเท่าที่ใจปราถนาไงสัส มันก็กระต้อกกระแต้กไปเรื่อยเหมือนรถที่ยางเกือบๆแบน ดังนั้นสิ่งสำคัญมันไม่ใช่มึงต้องเติมลมด้านไหนให้เทพที่สุด แต่มึงต้องจัดการให้มันสมดุลพอที่จะไม่ฉุดให้ชีวิตมึงไปช้าหรือถอยหลังต่างหาก

ต่อๆๆ ฟังให้ดีนะสัส การเดินทางของคนเราสู่เป้าหมาย กายพร้อมใจพร้อม มันต้องมีครบทุกด้านที่มึงต้องการ มึงแยกแต่ละด้านออกมามันคือเรื่องง่าย แต่ประเด็นมันคือการจัดการในแต่ละด้านให้สอดคล้องกันต่างหากที่มึงทำไม่ได้

ยกตัวอย่างง่ายๆนะสัส ถ้ามึงอยากมีการเงินที่ดีใช่ไหม มึงจะต้องทำไง ประหยัด หารายได้เพิ่ม ทีนี้เวลาแม่มก็เสียไปไง เวลาที่มึงจะดูแลจิตใจตัวเองและคนรอบข้าง เวลาที่มึงจะเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรงมันก็จะลดหลั่นกันไปตามความกระสันอยากจะมีเงินของมึง สุดท้ายแล้วพอมึงมีเงิน จิตใจมึงก็แย่ ร่างกายมึงก็ระยำ แล้วไปนอนหน้าดำในโรงบาลไงครับผมครับ

อีกอัน ถ้ามึงอยากมีร่างกายแข็งแรง มึงก็ต้องออกกำลังกาย กินอาหารให้เป็นประโยชน์ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ อ้าวสัส ถ้ามึงมัวแต่ทำอย่างนั้น มึงจะมีแดรกส์ไหมล่ะถ้ามึงหาเงินมาไม่ได้มากพอ แล้วจิตใจมึงจะเหลืออะไรล่ะดวกส์

เห็นไหมสัส ความสมบูรณ์ที่แท้จริงแม่มยากสัสหมา ไม่แปลกนะที่คุณหญิงคุณนายอุทิศตัวให้กับการกุศลถึงมีลูกชายดูดปุ๊นทุกวัน ไม่แปลกเลยสัสที่คนประสบความสำเร็จไม่ได้แก่ตายอย่างมีความสุข และคนธรรมดาบางคนก็ตายไปโดยที่ไม่เคยรู้จักความสำเร็จ

ดังนั้นย์ ความสุขที่ดีคือความสมดุลไงจ๊ะ เบบี๋ แต่มึงต้องรู้ด้วยว่ามึงต้องการอะไร เพราะคนบางคนแม่มก็แลกทั้งชีวิตกับการทำงานได้ อันนั้นเราก็ไม่มีสิทธิไปวามันเพราะเป็นทางที่มันเลือก บางคนก็เลือกจะไม่มีแดรกส์แต่ได้อยู่กับคนรัก อันนั้นก็เป็นจิตใจที่สำคัญที่สุดของมัน แต่กรุพูดเพื่อต้องการเตือนสติพวกมึงเฉยๆไงว่าไอ้ที่มึงเลือกทำอยู่ทุกวันนี้มันคือความสุขที่แท้จริงหรือมึงแค่วิ่งตามหาหนทางที่ไม่รู้ว่าสิ้นสุดที่ไหน

สุดท้ายนะสัส สิ่งหนึ่งที่จะช่วยพวกมึงได้ คือ ศาสตร์แห่งการบริหารเวลา มันคือสิ่งที่พวกมึงจะต้องเรียนรู้เพือให้ตัวเองมีความสุขและหมดทุกข์เร็วที่สุด กรุฝากไว้แค่นี้ เวลาไม่มีละ เพราะเมียกรุเรียกถูบ้าน และนี่คือตัวอยางในการออกกำลังกายและบริหารจิตใจพร้อมๆกันไงดวกส์

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save