เกิดมาต้องลั้นลาให้เต็มที่!!
คนเราอายุไม่ได้ยืนค้ำฟ้า แม้ว่าเรามีวันนี้ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะมีวันพรุ่งนี้หรือเปล่า มันก็ต้องใช้ชีวิตให้สุดๆ ไปในแต่ละวันซิ ทำงานหาเงินมาเหนื่อยแล้วก็ต้องใช้ให้สะใจ จะเก็บออมไว้ให้เงินบูดไปทำไมกัน อนาคตจะเกิดอะไรก็เกิด แค่ตอนนี้เรามีความสุขก็เพียงพอแล้ว
แต่แล้วชีวิตก็ถูกกลั่นแกล้งจากเรื่องไม่คาดคิด เช่น
- เกิดอุบัตเหตุรถชนแขนหัก ทำงานไม่ได้หลายเดือน
- ลูกป่วยกะทันหันโดยไม่ทราบสาเหตุ ต้องรีบส่งโรงพยาบาล
- แม่ที่ชราเดินตกบันได ต้องเข้าเฝือกเพราะกระดูกที่ขาแตก เราต้องลางานไปดูแลท่าน
- บริษัทที่ทำอยู่กำลังคัดพนักงานออกเพื่อประหยัดต้นทุน
- บ้านมีรอยร้าวเพราะเกิดแผ่นดินไหว ต้องรีบซ่อมด่วนไม่งั้นบ้านถล่ม ไม่มีบ้านอยู่แน่ๆ
- ลูกค้าแจ้งเลื่อนการชำระเงินไปเดือนหน้า ทำให้ฟรีแลนซ์อย่างเราต้องกินมาม่าไปอีก 1 เดือน
ปาดน้ำตา กำมือสองข้างแล้วตะโกนขึ้นฟ้าว่า “ทำไมเรื่องโชคร้ายมันต้องเกิดขึ้นกับเราด้วย” #นึกว่าเป็นนางเอกมิวสิก แล้วก็พร่ำบ่นน้อยใจในโชคชะตาที่เกิดมาว่ามีไม่เท่าคนอื่น ชีวิตยากลำบากแสนเข็ญ แล้วแต่ละปัญหาก็ต้องใช้เงินทั้งนั้นเลย เงินเก็บก็ไม่มีแล้วจะมีที่ไหนมาจ่ายกันล่ะ โฮ้ววว ชีวิตทำไมมันดราม่าอย่างนี้นะ
แต่เดี๋ยวก่อน!!
ความโชคร้ายที่เข้ามานั้น มันมาจากการที่เราถูกโชคชะตากลั่นแกล้งหรือว่าไม่ได้เตรียมความพร้อมกันแน่ หยุดคร่ำครวญถึงเรื่องที่ผ่านไป แล้วมาเริ่มต้นใหม่ด้วยการวางแผนเตรียมรับความไม่แน่นอนในอนาคตน่าจะดีกว่า โดยกันเงินไว้บางส่วนเพื่อจะได้มีเงินมาหมุนในระยะสั้น เงินส่วนที่ว่านี้ คือ “เงินฉุกเฉิน”
เราควรมีเงินฉุกเฉินเท่าไหร่?
ตามทฤษฎีที่ได้มีการจารึกนั้นกล่าวไว้ว่าควรมี “เงินฉุกเฉิน 3-6 เดือนของค่าใช้จ่าย” เช่น เรามีรายจ่ายเดือนละ 10,000 บาท ก็ควรมีเงินฉุกเฉินสำรองไว้ 30,000 – 60,000 บาท ซึ่งเงินฉุกเฉินมีไว้เผื่อเวลาเกิดเหตุที่ต้องใช้เงินเร่งด่วนจะได้ถอนเงินส่วนนี้ออกมาใช้จ่าย โดยไม่ต้องกู้ยืมเงินที่ต้องเสียดอกเบี้ยสูงปรี๊ดจากบัตรกดเงินสดหรือไปพึ่งแหล่งเงินกู้นอกระบบดอกเบี้ยมหาโหด
แต่ทฤษฎีก็เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น การนำมาใช้จริงจะต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับความจำเป็นของแต่ละคน เช่น มนุษย์เงินเดือนอาจจะตกงานกะทันหัน ก็เตรียมเงินฉุกเฉินไว้ที่ 3-6 เดือนเพื่อรอเวลาหางานใหม่ คนทำงานฟรีแลนซ์ที่มีรายได้ไม่แน่นอนควรกันเงินฉุกเฉินไว้ในช่วงเหตุการณ์ที่โชคร้ายที่สุดในชีวิต เช่น ไม่มีใครจ้างทำงาน 1 ปี เราจะได้นำเงินที่สำรองไว้มาใช้จ่ายได้
แหล่งเงินฉุกเฉิน
เงินออมส่วนตัว
แนวทางนี้ยึดหลัก “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” กินบุญเก่าที่เคยเก็บสะสมไว้ สบายใจแล้วไม่ต้องง้อใครให้รู้สึกไม่สบายใจ ซึ่งเงินฉุกเฉินนั้นจะต้องแยกบัญชีออกมาให้ชัดเจนไม่ปะปนกับบัญชีเงินใช้ส่วนตัวเพราะเราจะเกิดความสับสน แล้วอาจจะไปเผลอถอนออกมาใช้ เงินฉุกเฉินเป็นเงินเก็บระยะสั้น สภาพคล่องสูง ที่สำคัญแหล่งเก็บเงินจะต้องรักษาเงินต้นอีกด้วย
ตัวอย่างแหล่งเก็บเงินฉุกเฉิน
- บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ แม้ว่าดอกเบี้ยต่ำก็จริง แต่ถ้าต้องการใช้เร่งด่วนก็ถอนมาใช้ได้ทันที
- กองทุนรวมตลาดเงิน โดยทำเป็นบัญชีออนไลน์ ผูกติดไว้กับบัญชีเงินเดือน เมื่อต้องการใช้เงินก็ขายกองทุนออกมา ในวันรุ่งขึ้นเงินก็จะกลับเข้าสู่บัญชีเงินเดือน เราก็ถอนเงินมาใช้จ่ายได้ ระหว่างที่เงินอยู่ในกองทุนก็จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนควบคู่ไปด้วย
ยืมเงินคนใกล้ชิด
เงินฉุกเฉินที่ได้มาจากการหยิบยืมเงินจากคนใกล้ตัวนี้จะมีต้นทุนต่ำมากเพราะไม่ต้องเสียดอกเบี้ยหรือถ้าคิดดอกเบี้ยก็จะไม่สูงมาก แต่ก่อนจะยืมเงินก็อาจจะต้องอาศัยความกล้ามากๆเพราะอาจจะเจอคำปฏิเสธหรือคำพูดที่อาจจะทำให้เราไม่สบายใจ จนมีคำพูดขึ้นมาว่า “หากรักกันจริงจะอย่ายืมเงินกัน” เพราะส่วนใหญ่มักไม่ได้เงินคืน ขั้นเลวร้ายที่สุดเลิกคบกันก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ
ดังนั้น หากใครเลือกใช้เงินฉุกเฉินด้วยการยืมเงินคนใกล้ชิดตั้งแต่พ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิท รุ่นพี่ รุ่นน้อง ฯลฯ ก็อาจจะต้องยืมแล้วรักษาเครดิตให้ตัวเองจากการ “ยืมแล้วคืน” เพราะมันไม่คุ้มค่าที่จะนำความสัมพันธ์ ที่ดีมาแลกด้วยเงินไม่กี่บาทนะจ๊ะ
โรงรับจำนำ
เราอาจจะเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับโรงรับจำนำบ่อยๆในช่วยใกล้เปิดเทอม เพราะผู้ปกครองจะนำของมีค่ามาจำนำเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดใช้จ่ายเป็นค่าอุปกรณ์การศึกษาให้ลูก เมื่อผ่านพ้นช่วงเร่งรีบใช้เงินด่วนไปแล้ว ก็ถึงช่วงเวลาเก็บสะสมเงินเพื่อนำไปไถ่ของคืนจากโรงรับจำนำ ซึ่งมีทั้งโรงรับจำนำของรัฐบาลและเอกชน โดยจะมีเงื่อนไขแตกต่างกันเล็กน้อย
สิ่งหนึ่งที่เราเรียนรู้ได้จากโรงรับจำนำ คือ การคิดก่อนซื้อ หากช่วงที่มีรายได้เราซื้อของที่มีค่าเก็บไว้ เมื่อถึงช่วงเวลาฉุกเฉิน สิ่งของที่เราสะสมไว้ก็สามารถนำมาเปลี่ยนเป็นเงินสดมาหมุนใช้ได้ชั่วคราว
โรงรับจำนำแห่งหนึ่งมีวิธีคิดดอกเบี้ย ดังนี้
- สำหรับเงินต้นไม่เกิน 5,000 บาท : 0.25 % ต่อเดือน
- สำหรับเงินต้น 5,001 – 15,000 บาท : 1.00 % ต่อเดือน
- สำหรับเงินต้นเกิน 15,000 บาท : เงินต้น 2,000 บาทแรก 2 % ส่วนที่เกิน 2,000 บาท 1.25 % ต่อเดือน
ตัวอย่าง : เงินต้นและดอกเบี้ยของโรงรับจำนำแห่งหนึ่ง

ที่มา : http://pawnshop.bangkok.go.th/internet.html
บัตรกดเงินสดกับบัตรเครดิตมากดเงินสด
เงินสดที่มาจากสารพัดบัตรต่างๆนั้น ท่องไว้คำเดียวเลยว่า “ดอกเบี้ยโหด” ท่านคิดดอกเบี้ยเราตั้งแต่วันแรกที่กดจนกระทั่งวันที่ชำระคืนเงิน ซึ่งบัตรแต่ละแบบนั้นจะมีวิธีการคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมแตกต่างกัน เราควรอ่านให้เข้าใจเงื่อนไขก่อนกดเงินสดออกมาใช้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง โดยทั่วไปมีเงื่อนไข ดังนี้
- บัตรกดเงินสด คิดดอกเบี้ยแบบรายวัน 28% ต่อปี
- บัตรเครดิตมากดเงินสด มีค่าใช้จ่าย ดังนี้
- คิด&#
เคยรู้ไหม? ประกันแต่ละประเภทมีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง
สวัสดีคร้าบบบบ กลับมาพบกับผม Insuranger กันอีกครั้ง คราวที่แล้วเราได้ทำความเข้าใจเรื่องพื้นฐานของประกันชีวิตกันไปแล้ว ก็อาจจะเกิดคำถามต่อมาว่า “แล้วสรุปแล้วประกันมีชีวิตมีกี่ประเภท? แล้วแต่ละประเภทมีข้อดีข้อเสียยังไง? เหมาะกับจุดประสงค์อะไรบ้าง? ซึ่งเราจะมาหาคำตอบกันต่อในบทนี้กันครับ ^^
ถ้าพูดถึงประกันชีวิต หลายคนคงนึกถึงการฝากเงินระยะยาวที่มีเงินคืนทุกๆปี แล้วมีทุนประกันพ่วงด้วย แบบที่ธนาคารหลายๆแห่งชอบมาตื๊อขายใช่ไหมล่ะครับ? (ถ้าหนักกว่า “ตื๊อ” ก็คงกลายเป็น “หลอก” ขายไปแล้วล่ะ)
ไม่ว่าทางธนาคารเขาจะเรียกว่า “โครงการฝากเงิน”, “เงินออมแบบพิเศษ”, “เงินทุนเพื่อการเกษียณ” หรืออะไรก็แล้วแต่ ยังไงเสียมันก็คือประกันชีวิตประเภทหนึ่งที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์” หรือ “ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์” (Endowment) นั่นแหละครับ (เพราะฉะนั้นถ้าต่อไปนี้ธนาคารเชื้อเชิญให้มาฝากเงินในโครงการ… เมื่อไหร่ ให้ตอบเจ้าหน้าที่เขาไปเลยนะครับว่า “ประกันออมทรัพย์อะไร? ฝากกี่ปี คุ้มครองกี่ปี? จะเสนอขายอะไรก็ว่ามา” เพื่อเป็นการประกาศให้รู้ว่า “ฉันรู้เท่าทันแกนะเฟร้ยยย อย่ามาอ้อมค้อม”
แต่ประกันแบบสะสมทรัพย์ ก็เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของแบบประกันชีวิตที่มีอีกหลายๆแบบ ซึ่งจะมีกี่แบบ แต่ละแบบมีจุดเด่นจุดด้อยยังไง เหมาะกับความต้องการแบบไหน เรามาดูกันเลยดีกว่าครับ
1. ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life)
คือประกันชีวิตประเภทที่เน้นการคุ้มครองระยะยาว โดยเราต้องจ่ายเบี้ยประกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง เช่น 5 ปี 10 ปี 15 ปี หรือ 20 ปี แต่ให้การคุ้มครองเราตลอดชีพ หรือจนถึงอายุ 90 ปี หรือ 99 ปี เป็นต้น โดยที่ตลอดระยะเวลา ส่วนใหญ่จะไม่มีเงินคืน (หรือถ้ามีก็จะมีประเภทตลอดชีพที่จ่ายปันผล ซึ่งปันผลจะได้เท่าไหร่ขึ้นอยู่กับการบริหารการลงทุนของบริษัทประกัน) ข้อดีก็คือ เบี้ยค่อนข้างถูก แถมยังคุ้มครองนานอีกด้วย เหมาะกับผู้ที่มีภาระรับผิดชอบยาวนาน หรือต้องการวางแผนสร้างกองมรดกให้ลูกหลาน แต่ข้อเสียก็คือ ไม่มีเงินคืน หากต้องการเงินคืนเป็นก้อนใหญ่ต้องปิดกรมธรรม์ แล้วเวนคืนมูลค่าเงินสด ทำให้ต้องหยุดการคุ้มครองไปด้วย (อาจจะใช้เมื่อคิดว่าไม่จำเป็นต้องการการคุ้มครองแล้ว) และอาจจะไม่เหมาะกับผู้ที่ไม่ได้ต้องการการคุ้มครองนานถึงตลอดชีพ
2. ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term)
คือประกันชีวิตที่เน้นการคุ้มครองระยะสั้น โดยเราเลือก ช่วงเวลาในการจ่ายเบี้ยและรับการคุ้มครองได้เอง ตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น 5 ปี / 10 ปี / 15 ปี เป็นต้น (อยากคุ้มครองกี่ปีก็จ่ายเบี้ยเท่ากับจำนวนปีนั้นๆ) จุดเด่นก็คือ เลือกระยะเวลาคุ้มครองเองได้ และถือเป็นแบบประกันที่เบี้ยประกันถูกที่สุด แต่ข้อเสียคือ ไม่มีมูลค่าเงินสดกรมธรรม์ เพราะเบี้ยประกันเป็นแบบจ่ายทิ้งปีต่อปี (เหมือนประกันรถยนต์หรือประกันสุขภาพ)
3. ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment)
คือประกันชีวิตที่เน้นการออมเงินในแบบที่เราคุ้นเคยกัน โดยมีทั้งแบบระยะสั้น กลาง ยาว ตั้งแต่ 3-5 ปี ยาวไปจนถึง 25-30 ปีก็มี จุดเด่นก็คือ เป็นการออมที่การันตีเงินเป้าหมาย ปราศจากความเสี่ยง และช่วยสร้างวินัยในการออมให้เราในเชิงบังคับ (เพราะไม่สามารถถอนเงินออกจากกรมธรรม์ได้) แต่ข้อเสียก็คือ ทุนประกันที่ได้ไม่สูง (เมื่อเทียบกับแบบประกันอื่นๆ หากต้องจ่ายเบี้ยประกันที่เท่ากัน) จึงไม่เหมาะกับการทำเพื่อการคุ้มครอง และผลตอบแทนจากการออมก็ไม่สูง เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่น
4. ประกันชีวิตแบบบำนาญ (Annuity)
คือ ประกันชีวิตที่เน้นการออมเงินคล้ายๆกับแบบสะสมทรัพย์ แต่แบบบำนาญจะเป็นการออมเงินเพื่อการเกษียณโดยเฉพาะ โดยจะต้องออมอย่างต่อเนื่องจนถึงอายุเกษียณ (เช่น 55, 60 หรือ 65 ปี แล้วแต่แบบ) แล้วหลังเกษียณจะมีเงินคืนจากแบบประกันทุกๆปี ไปจนกระทั่งอายุ 85 หรือ 90 ปี จุดเด่นจุดด้อยก็เช่นเดียวกับแบบสะสมทรัพย์ แต่แบบบำนาญจะมีผลตอบแทนสูงกว่าเล็กน้อยและมีเงินคืนที่ยาวนาน สำหรับไว้ใช้เพื่อการเกษียณโดยเฉพาะ
5. ประกันชีวิตแบบควบการลงทุน (Unit Link)
คือประกันชีวิตที่นำเบี้ยส่วนหนึ่งของเราไปลงทุนในกองทุนรวม โดยที่เราสามารถเลือกกอง จัดพอร์ตการลงทุนได้เอง และเบี้ยอีกส่วน จะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการทำประกันคุ้มครองชีวิต จุดเด่นก็คือ มีความยืดหยุ่นสูง สามารถกำหนดเบี้ยจ่าย, ทุนประกัน, ระยะเวลาจ่ายเบี้ย และระยะเวลาคุ้มครองเองได้ และมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่าแบบประกันทุกรูปแบบ รวมถึงมีระบบในการบริหารการลงทุนอัตโนมัติ ทั้งการปรับสมดุลพอร์ต และการทำ DCA แต่จุดด้อยก็คือ มีความเสี่ยงจากการลงทุนเพิ่มเข้ามา ทำให้เกิดความไม่แน่นอนของผลตอบแทน และเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ลงทุนอื่น (เช่นกองทุนรวม) จะพบว่า ด้วยระดับความเสี่ยงที่เท่ากัน ผลตอบแทนจากยูนิตลิงค์จะต่ำกว่า (เพราะต้องถูกหักค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการเพิ่ม)
เมื่อทราบลักษณะ และข้อดีข้อเสีย ของแบบประกันชีวิตแต่ละประเภทแล้ว อย่าลืมลองสำรวจตัวเราเองดูนะครับว่า ตกลงแล้วชีวิตเรามีความเหมาะสมหรือความจำเป็นที่จะต้องทำประกันชีวิตประเภทไหน และประกันชีวิตที่เราทำไปแล้ว ตอบโจทย์ชีวิตเราหรือไม่ หากไม่แล้ว ก็อาจจะต้องมาบริหารกรมธรรม์กันใหม่ครับ 😉
แล้วพบกันใหม่ในบทความต่อไปนะคร้าบบบบบ ^^
มีเงินจำกัด ตัดภาษีด้วยอะไรดี : LTF RMF หรือประกันชีวิต
เมื่อมาถึงปลายปีทีไร ใครหลายคนคงคิดถึงฤดูกาลลดภาษีกันทู้กที ว่าแต่คำถามก็คือ แล้วจะซื้ออะไรดีครับพรี่หนอม น้องมีเงินจำกัด ชีวิตก็ขัดสน จะให้ประหยัดภาษีหมดทุกตัวก็คงจะไม่ได้ แบบนี้จะทำยังไงให้ได้ประโยชน์สูงสุดละคร้าบ
ซึ่งค่าลดหย่อนที่ใครหลายคนสนใจนั้น ก็คงไม่พ้นกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และประกันชีวิต นั่นเองคร้าบ แต่ก่อนจะเข้าไปถึงปัญหา ผมอยากแนะนำก่อนว่า ลองกลับไปอ่านบทความเก่าๆ เพื่อปรับทัศนคติให้เข้าใจก่อนว่า สิ่งที่เราต้องการลดหย่อนนั้น มันคืออะไรกันแน่!!
สำหรับปัญหานี้ ขอบอกเลยครับว่า สิ่งแรกที่เราควรคิด คือ ประโยชน์จริงๆที่เราได้รับจากการลงทุนในค่าลดหย่อนแต่ละกลุ่ม มากกว่าการคิดเพื่อลดภาษี #ซื้อๆไปเหอะขอให้ลดภาษี เพราะแต่ละการลงทุนนั้นก็มีข้อจำกัดและวัตถุประสงค์ที่ควรรู้นอกจากสิทธิประโยชน์ในการประหยัดภาษีดังนี้ครับ
- การลงทุนใน LTF คือ การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงสุด เนื่องจากมีสัดส่วนของหุ้นขั้นต่ำ 65%
- การลงทุนใน RMF คือ การลงทุนที่ต้องถือระยะยาวที่สุด เนื่องจากต้องถือไว้ถึงอายุ 55 ปีถึงจะสามารถนำออกมาได้ ซึ่งมีการลงทุนในสินทรัพย์ครบทุกประเภทตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำไปจนถึงความเสี่ยงสูง
- การซื้อประกัน คือ การป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งมีประกันอยู่ 2 ประเภทที่ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี คือ ประกันชีวิตแบบทั่วไปที่มีระยะเวลาความคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไปและประกันชีวิตแบบบำนาญสำหรับการวางแผนเกษียณ
ถ้าสังเกตดีๆ แต่ละการลงทุนนั้นจะมีข้อจำกัดที่แตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์การลงทุน ดังนั้นสิ่งที่เราควรถามตัวเองก็คือ เราต้องการวิธีการลงทุนแบบไหน แล้วค่อยไล่เรียงไปตามความสำคัญของการลงทุนที่เราต้องการตามลำดับครับ เช่น
1. เรามีการลงทุนเพื่อวัยเกษียณหรือยัง
หนึ่งในเป้าหมายการเงินที่สำคัญคือ การเกษียณ ดังนั้นคำถามที่เราควรจะถามตัวเองก็คือ เรามีช่องทางในการวางแผนเกษียณแล้วหรือยัง เช่น เงินออม เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันสังคม และสิ่งที่เรามีนั้นมันเพียงพอหรือไม่ ถ้ายังไม่พอ เราค่อยมาดูแต่ละตัวเลือกดังนี้ครับ
- การลงทุนในกองทุนรวมอย่าง RMF อาจจะเป็นตัวช่วยหนึ่งที่นำมาใช้ในการวางแผนเกษียณ ผ่านการลงทุนต่อเนื่องติดต่อกันเพื่อสร้างวินัยให้กับเราอีกทางหนึ่ง
- การซื้อประกันแบบบำนาญ เพื่อสร้างผลตอบแทนต่อเนื่องทุกเดือนเหมือนการมีบำนาญเมื่อเราเกษียณ และการสร้างรายได้ที่ปลอดภัยให้กับชีวิตเราในช่วงเวลานั้น
2. เรามีการป้องกันความเสี่ยงที่เหมาะสมหรือยัง
เตือนใจตัวเองก่อนว่า “ประกันแบบออมทรัพย์” ไม่ได้เน้นเพื่อการลงทุน แต่มันคือการป้องกันความเสี่ยงควบคู่ไปกับผลตอบแทนเล็กๆน้อยๆให้เป็นเงินคืน ส่วน “ประกันแบบบำนาญ” นั้น ทำหน้าที่ในการป้องกันความเสี่ยงและวางแผนเกษียณไปพร้อมๆ กัน
ถ้าใครที่ยังขาดในเรื่องของการป้องกันความเสี่ยง นี่อาจจะเป็นโอกาสที่ดีของเราครับ
3. เรามีการลงทุนระยะยาวในหุ้นบ้างไหม
การลงทุนในหุ้น คือ การลงทุนอีกประเภทหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนสูง ถ้าหากเรารับความเสี่ยงได้ดีและต้องการเพิ่มผลตอบแทนในการลงทุน วิธีลงทุนใน LTF ก็ถือเป็นอีกทางหนึงในการลงทุนที่ดีให้กับเราได้เช่นเดียวกัน
ถ้าสังเกตให้ดี จาก 3 ข้อที่พูดมานี้ ผมไม่ได้พูดถึงเรื่องของการลดหย่อนภาษีเลยใช่ไหมครับ? อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ต้นครับว่า การลงทุนที่ดีนั้น ต้องสนใจที่วัตถุประสงค์ในการลงทุน และมองผลตอบแทนที่ได้รับจากการประหยัดภาษีเป็นเรื่องรองลงมา ไม่ใช่เรามองหาแต่ การลดภาษี จนลืมไปว่าวัตถุประสงค์ของการลงทุนที่แท้จริงของเราคืออะไร และแบบนั้นคงไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องในการลงทุนอย่างแน่นอนครับ
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเราจะอยากวางแผนภาษี หรือประหยัดภาษีแค่ไหนก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึง คือ การเลือกใช้เครื่องมือในการประหยัดภาษีให้สอดคล้องกับความต้องการของเรา และที่สำคัญคือเราต้องมั่นใจด้วยว่า เราสามารถลงทุนตามวัตถุประสงค์ได้จริง เพื่อไม่ให้มีปัญหาภาษีย้อนหลังนั่นแหละครับ
ส่วนใครที่ไม่แน่ใจว่าแผนที่ตัวเองวางไว้เหมาะกับความต้องการ สภาวะการเงิน และเป้าหมายที่ตั้งใจแล้วหรือยัง สมัยนี้ก็มีตัวช่วย “ที่ปรึกษาการเงิน” ดีๆ มากมายเลยนะครับ อย่างเช่น กรุงเทพประกันชีวิต เพราะสามารถให้คำแนะนำเรื่องวางแผนการเงินรอบด้าน และนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันความเสี่ยงด้วยประกันแบบต่างๆ และการออมการลงทุนผ่านกองทุนรวม LTF RMF สามารถรับคำปรึกษาได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถติดต่อได้ที่ 02-777-8888 หรือ http://www.unitpension.bangkoklife.com/ คร้าบบบบบ
บทความนี้เป็นบทความ Advertorial
ประกันนั้นสำคัญไฉน?
สวัสดีคร้าบบบบ ก่อนอื่นขอแนะนำตัว ในฐานะ Aommoney Guru คนใหม่กันก่อนนะครับ กระผมคือ Insuranger (ชื่อ เอ้ ครับผม ^^) ผู้พิทักษ์ที่จะมาคอยช่วยเหลือให้คำแนะนำในเรื่องการวางแผนประกัน และวางแผนการเงินในองค์รวมแก่คนไทยทั้งประเทศ!! (ว่าไปนั่น)
ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ ^^
เอาล่ะ ในเมื่อผมต้องเขียนเรื่องการวางแผนประกันตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผมจึงขอนำเสนอบทความแรกอันเป็นพื้นฐานที่สุดในเรื่องการทำประกัน เพื่อให้ทุกคนได้เริ่มต้นไปพร้อมๆกัน นั่นก็คือว่า เมื่อพูดถึงคำว่า “ประกัน” แล้ว มันคืออะไรกันแน่? มันมีความสำคัญกับชีวิตเราหรือไม่ ยังไง? แล้วจำเป็นไหม ที่เราต้องทำประกัน?
โดยพื้นฐานแล้ว คำว่า “ประกัน” ก็คือการ “การันตี” หรือการ “รับประกัน” ที่เป็นอะไรที่ “ได้ชัวร์ๆ” หรือ “แน่นอน 100%” ตามชื่อของมันนั่นแหละครับ เพราะฉะนั้นแล้ว แนวคิดของการทำประกันก็คือ คนซื้อต้องการความ “ชัวร์” ว่าจะได้แน่ๆ (ในกรณีประกันชีวิต) หรือเสียหายไม่เกินที่กำหนดไว้แน่ๆ (ในกรณีประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ และประกันทรัพย์สินอื่นๆ)
ยกตัวอย่างเช่น
1. ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment) ที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกันดี ซึ่งเป็นแบบจ่ายเบี้ยแล้วมีเงินคืน นั่นก็คือการออมเงินเพื่อรับประกันว่า ในอนาคตจะมีเงินคืนเป็นจำนวนที่แน่นอน ตายตัว 100% เท่านั้นชัวร์ๆ ไม่มีความเสี่ยงที่จะขาดทุนหรือได้เงินผันแปรไปจากนี้ ดังนั้น ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์หรือแบบบำนาญจึง “ไม่ใช่การลงทุน” เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง แต่การออมทรัพย์ในระบบประกันชีวิตไม่มี (ดังนั้น ถ้ามีตัวแทน หรือเจ้าหน้าที่คนไหนบอกว่าเป็นการ “ลงทุน” ก็เท่ากับว่าคนคนนั้นไม่มีความรู้ความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับประกัน โปรดระมัดระวังกันไว้นะครับ) ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์จึงเป็นสินทรัพย์ประเภทหนึ่งที่เราใช้เพื่อ “การันตีเงินเป้าหมายในอนาคตที่เราต้องการ” มุ่งหวังความแน่นอน มากกว่าเรื่องของผลตอบแทนสูงๆ (เราจึงไม่ควรเอาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ไปเทียบกับการลงทุน แล้วคิดว่าการลงทุนดีกว่า เพราะผลตอบแทนสูงกว่า เนื่องจากจุดประสงค์ของสินทรัพย์แต่ละประเภทนั้นต่างกันครับ ลงทุน = ต้องการผลตอบแทน แต่ประกัน = ต้องการความแน่นอน และเมื่อไม่มีความเสี่ยง ผลตอบแทนก็เลยไม่สูง ตามหลัก low risk low return)
2. ประกันชีวิตแบบบำนาญ (Annuity) ก็เป็นการออมเงินเพื่อการันตีเงินในอนาคตเช่นเดียวกับประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ต่างกันตรงที่แบบบำนาญจะเป็นการ เน้นการการันตีเงินในอนาคต “ตอนเกษียณ” โดยเฉพาะ ว่าหลังเกษียณ (ซึ่งก็สามารถเลือกได้ตั้งแต่อายุ 55, 60 หรือ 65 ปี) ต้องการการันตีว่า อยากมีเงินคืนปีละเท่าไหร่
3. ขณะที่ประกันสะสมทรัพย์หรือประกันบำนาญ มีไว้เพื่อการันตีเงินที่เราต้องการ “ในขณะที่เรามีชีวิตอยู่” ประกันชีวิตแบบเน้นความคุ้มครอง (เช่นแบบตลอดชีพ (Whole Life) หรือแบบชั่วระยะเวลา (Term)) ก็มีไว้เพื่อการันตีเงินที่เราต้องการ “เมื่อเราจากไป” นั่นเอง ดังนั้น การทำประกันชีวิตแบบเน้นความคุ้มครองจึงมีจุดประสงค์เพื่อเป็นการการันตีให้เราแน่ใจว่า ถ้าเราจากไปอย่างกะทันหัน คนที่เรามีภาระรับผิดชอบเลี้ยงดู จะมีเงินทุนที่เพียงพอไว้ใช้ดำเนินชีวิตต่อไปได้เหมือนเดิมอย่างแน่นอน (ส่วนเงินทุนที่เพียงพอ จะควรจะมีเท่าไหร่นั้น เราก็ต้องมาคำนวณการหามูลค่าคุ้มครอง หรือทุนประกันที่เหมาะสมกันต่อไป ซึ่งผมจะสอนวิธีคำนวณให้ภายหลังครับ ^^)
4. ส่วนประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ หรือประกันทรัพย์สินอื่นๆ (เช่นประกันรถยนต์ ประกันอัคคีภัย) ก็มีไว้เพื่อการันตีว่า หากเกิดความเสียหายต่อสุขภาพ ร่างกาย หรือทรัพย์สินขึ้นมา ไม่ว่าความเสียหายทางตัวเงินจะมีมากแค่ไหน คุณก็จะล็อคความเสียหายไว้ไม่เกินแค่เบี้ยประกันที่จ่ายแน่นอน (เช่น ถ้าเราเกิดประสบอุบัติเหตุต้องเสียค่าผ่าตัดและค่ารักษาพยาบาลรวม 1 ล้านบาท แทนที่เราจะต้องจ่าย 1 ล้านบาท เราอาจจะจ่ายแค่ 2 หมื่นบาทจากค่าเบี้ยประกันสุขภาพเท่านั้นเอง)
ซึ่งจุดนี้บางคน (หรืออันที่จริงอาจจะหลายคน) ก็อาจจะคิดว่า เบี้ยประกันประเภทนี้เป็นเบี้ยประกันแบบ “จ่ายทิ้ง” แปลว่า ถ้าปีไหนไม่ได้มีการเคลมหรือเรียกร้องค่าชดเชย ก็เท่ากับว่าเสียค่าเบี้ยประกันทิ้งไปฟรีๆ ฟังดูแล้วอาจจะคิดว่า “ไม่คุ้ม” เอาซะเลย
แน่นอนครับว่า ถ้าเรารู้แน่ๆว่าเราไม่ต้องเคลมประกันเลยตลอดชีวิต มันก็คงจะไม่คุ้มแน่ๆ แต่ในความเป็นจริง จะมีใครมั่นใจได้ 100% ไหมล่ะครับว่า ตลอดชีวิตนี้เราคงจะไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ไม่มีทางเป็นโรคร้ายแรง ไม่มีทางประสบอุบัติเหตุ หรือไม่มีทางเกิดเรื่องร้ายๆกับชีวิตของเราอย่างแน่นอน และหากมันเกิดขึ้น ลองคิดดูว่ามันจะส่งผลกระทบกับการเงินของเราขนาดไหน? เงินเก็บทั้งหมดที่เราสะสมมาจะเหลือเท่าไหร่? ถ้าเงินเก็บไม่พอจะต้องไปขายทรัพย์สินหรือพอร์ตการลงทุนของเราทิ้งเพื่อนำมาเป็นค่าชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นรึเปล่า?
สำหรับการเงินของเราแล้ว เสียหายแค่จุดเดียว ก็อาจส่งผลกระทบลุกลามไปทุกส่วนของชีวิตได้
ดังนั้นแล้ว เราไม่สามารถมองประกันความเสียหายประเภทนี้ในแง่ของความคุ้มค่าของ “ผลที่จะได้” (ได้เงินชดเชยถึงจะคุ้ม) ได้หรอกครับ เพราะมันถูกออกแบบมาเพื่อการการันตี “ผลที่จะเสีย” ให้อยู่ในขอบเขตที่เรารับผิดชอบได้อย่างไม่ลำบาก (ซึ่งก็คือจำนวนเบี้ยประกันที่เราจ่าย) มากกว่า
และอันที่จริง อาจจะไม่มีคำว่า “คุ้มค่า” ในเรื่องของชีวิตและสุขภาพของเราเลยก็ได้ เพราะต่อให้เราได้เงินชดเชยมามากขนาดไหน แต่ถ้าต้องแลกก็ความเจ็บปวดทรมานจากการเจ็บป่วย เราก็คงจะไม่อยากแลกมันหรอก จริงไหมล่ะครับ?
นั่นแหละครับ คือพื้นฐานความหมายที่แท้จริงของคำว่า “ประกัน”
ส่วนถ้าจะถามว่า ประกันสำคัญสำหรับเราขนาดไหน? เราจำเป็นต้องทำประกันรึเปล่า? มันก็ต้องถามตัวเองกลับไปจากการที่เราเข้าใจความหมายของประกันแล้วล่ะครับว่า แล้วตกลง เรามีความจำเป็นหรือต้องการการการันตีในเรื่องอะไรรึเปล่า? เช่น สำหรับคนที่รวยมากๆ มีทรัพย์สินหลาย
ใช้เงินเดือนละ 9,000 บาทยังไงให้มีเงินเหลือเก็บ
เมื่อหลายเดือนก่อนพี่เกรย์รีรันแชร์บทความเรื่อง เงินเดือน 15,000 ก็สร้างอิสรภาพชีวิตได้ แล้วนัง (อดีต) เลขาฝ้ายก็เอาไปแชร์ลงที่เพจออมมันนี่อีกครั้ง และมันก็เป็นอย่างที่พี่เกรย์คิดไว้จริงๆด้วยครับผมครับ ต้องมีพวกปากดีหน้าหมีที่ไม่เคยคิดอะไรมาไฝว้ด้วยคำถามเดิมๆว่า “คิดถึงชีวิตจริงบ้างสิ” “นี่มันทฤษฎี ทำจริงได้ไหม” หรือไม่ก็ “ค่ากินอยู่กูเยอะกว่านั้นมากมึงโปรดเห็นใจ”
พี่เกรย์อ่านแล้วก็ดีใจนะครับที่มีคนแบบนี้ในโลก เพราะพี่เกรย์จะได้ถือโอกาสโบกกลับด้วยบทความสุดโหดสัสตอนนี้ที่มีชื่อสุดน่ารักว่า “ใช้เงินเดือนละ 9,000 ยังไงให้เหลือเก็บ” มามะพี่เกรย์จะพูดสั้นๆอธิบายให้ฟังตามนี้เลยครับผม
เอาแบบนี้ละกัน บทความนี้พี่เกรย์จะแยกจำนวนเงินขั้นต่ำพร้อมกับสกิลสำคัญที่คนมีเงินน้อยต้องทำเพื่อรอดชีวิตนะครับผม โดยแยกออกเป็นสามส่วนครับ คือ ค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายส่วนตัว
1. ค่าที่พัก
เรื่องแรกเลยแม่มสำคัญสุดคือที่อยู่ครับผม งบประมาณส่วนนี้พี่เกรย์กำหนดไว้ที่ (0 – 2,500 บาท) ถ้าใครสามารถเกาะพ่อแม่อยู่ เกาะคู่ เกาะเพื่อน หรือหารค่าห้องกับใครเพื่อใช้ชีวิตต่อไปได้ก็ควรทำอย่างด่วนๆครับ เพราะค่าใช้จ่ายนี้แม่มโคตรสำคัญเลยครับผม จุดเริ่มต้นของค่าใช้จ่ายส่วนเกิน คือ การที่มึงคิดว่าตัวเองต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งที่รายได้ต่ำนี่แหละดวกส์
สกิลที่จำเป็นต้องมี
หน้าด้าน และ อดทนไว้ ใครจะว่าเราโตเป็นควายแล้วเกาะพ่อแม่อยู่ก็อย่าได้ ขอแค่พ่อแม่มึงไม่ด่าก็พอใจ ถ้าทนไม่ไหวก็ตอบพวกแม่มกลับไปสั้นๆละกันว่า “อย่าเสือก”
2. ค่าอาหาร
ท่องไว้แบบนี้นะครับ #วันละร้อยแดกๆไปสัส อย่ากินให้เกินวันละร้อยบาท ไม่ฉะนั้นชีวิตลำบากตายห่านแน่นอนครับผมครับ ทีนี้โจทย์หนักต่อมา อย่าลืมหาแดรกส์อาหารที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตให้ตัวเองสามารถอยู่รอดและมีสุขภาพที่ดีด้วย อย่าเสือกแดรกส์แต่มาม่าเพื่อเก็บเงิน เพราะสุดท้ายค่ารักษาตอนเป็นโรคขาดสารอาหารแม่มแพงกว่าเยอะ จำไว้ท์
สกิลที่จำเป็นต้องมี
จุดนี้ใครแม่มทำอาหารกินเองได้ พี่เกรย์บอกเลยโคตรประหยัดสัสๆ ทำแม่มมันวันละ 3 มื้อเก็บไว้กินเลย เพราะมันจำเป็นโคตรๆเว้ย ทำอาหารกินเองประหยัดได้เยอะมาก ตอนกรุอยู่ LA (ร้อยเอ็ด) กรุทำอาหารไปแดรกส์เองตลอดครับผม ถ้ามึงทำงานออฟฟิศ กรุแนะนำให้ทำเก็บไว้แล้วทุกวันแล้วหอบข้าวกล่องกินตอนกลางวันไปที่ทำงานเลยมึง ใครถามบอกสั้นๆกรุแดรกส์อาหารคลีน ถ้าถามซอกแซกก็ตอบกลับไปว่า หรือมึงจะแดรกส์ตีนกรุแทน
อ้อ จุดนี้ถ้ามึงหอบข้าวกล่อง เช้า กลางวัน เย็น ไปกินที่ทำงานได้จะวิเศษมาก เพราะจะประหยัดน้ำล้างจานได้อีกจุดนึง ตรงนี้คือเคล็ดลับสุดๆนะครับผม
3. ค่าเดินทาง
จุดนี้ถ้าคิดจะขับรถเติมน้ำมัน ทำตัวชิกๆคูลๆ พี่เกรย์ขอแนะนำให้ขายรถเอาเงินก้อนก่อนเลยครับผม เก็บเงินไว้ก่อนจะดีกว่า ไม่งั้นชีวิตเจออุปสรรคแน่ๆครับผม เอางี้.. ค่าเดินทางต่อเดือนกรุให้สูงสุด 1,000 บาท เอาไปแค่นี้ดีสุดแล้ว ไม่ต้องถามนะว่าทำไม ก็เพราะไม่มีตังค์ไงครับผม #คนเจียมตัวก็ได้แต่เจียมใจ
สกิลที่จำเป็นต้องมี
หาที่พักใกล้ที่ทำงาน นั่งรถเมล์ทน (ห้ามนั่งรถไฟฟ้านะมึงตังค์มึงไม่พอหรอก) ยืนนาน เดินเก่ง กล้ามขาแข็งแรง แบบนี้แหละมึงชีวิตดีดี๊ที่ใครใฝ่หา
4. ค่าใช้จ่ายส่วนตัว
อันนี้พี่เกรย์ให้ไว้เพื่อระบายความอยากเลย 1,000 บาทถ้วน จะเอาไปทำอะไรในแต่ละเดือนก็เลือกเอาเอง แต่เลือกที่มันมีประโยชน์กับชีวิตนะมึง ไม่ใช่เอาไปใช้ไร้สาระฟุ่มเฟือยทิ้งขว้าง ท่องไว้นะครับผมว่าเราไม่มีเงินต้องสำเหนียกไว้ท์ครับพี่ครับ
สกิลที่จำเป็นต้องมี
บริหารเงินตัวเองให้เป็น หาความรู้ หัดคิดเองบ้างด้วย
5. เงินเก็บ
จงเก็บเงินให้ได้เดือนละพัน #แค่นั้นย์ ถ้ามีประกันสังคมอีกเดือนละ 450 บาทก็ลองคิดว่าจะไปหักส่วนไหนเองละกันนะครับผมครับ
ช่วงคำถามที่ถามบ่อย
หลักการ 5 ข้อของพี่เกรย์นี่สั้นๆง่ายๆ แต่เชื่อเหอะมันจะมีข้ออ้างตามนี้มาแน่ๆครับ พี่เกรย์จะตอบ FAQ ให้เป็นสั้นๆแบบนี้นะครับผมครับ
ข้อหนึ่ง ใครจะไปทำได้?
ตอบ : คนที่อยากมีชีวิตที่ดี ถ้ามึงทำไม่ได้ก็เรื่องมึงสิครับ ดักดานต่อไปนะ
ข้อสอง ทำไมไม่ให้เงินพ่อแม่?
ตอบ : เรื่องครอบครัวอย่าเสือกครับ เอาเป็นว่าพ่อแม่กรุสบายดีที่มีลูกแบบนี้ มึงไปดูแลพ่อแม่มึงให้ดีละกัน
ข้อสาม แบบนี้อยู่ไม่ได้หรอก ตายดีกว่า
ตอบ : กรัมมอกโซน ราคาไม่แพงครับ
ข้อสี่ จะไม่ให้ใช้เงินหรือไง
ตอบ : มีปัญญาหาได้แค่ไหน ใช้แค่นั้นครับ อย่าลำบากสังคมไปมากกว่านี้
ข้อห้า มึงทำให้กูดูก่อนสิ
ตอบ : มึงเลิกปัญญาอ่อนนะ กูมีชีวิตดีแล้ว กูผ่านมาได้หมดแล้ว ดังนั้นย์กูอยู่ขอกูเฉยๆ แค่แนะนำมึง ถ้าไม่ดีมึงก็ไม่ต้องอ่าน ไอสัส
สรุปทิ้งท้ายตามนายหมีสั่ง
วิธีการทั้งหมดที่พูดมาพี่เกรย์รู้ครับผมครับว่ามันยากและมันลำบากมากมาย เพราะปัญหาที่ยิ่งใหญ๋กว่านั้นคือ การขาดรายได้ ต่างหากครับผม ถ้าใครอ่านดูจะรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ยากมาก (แต่ก็มีบางคนทำได้จริง อันนี้พี่เกรย์คอนเฟิรม์มา) ดังนั้นย์ทางที่ดีที่สุด คือ หาทางเพิ่มรายได้ให้มากขึ้นครับผม ซึ่งก็ต้องมาดูกันต่อครับผมครับว่า การที่รายได้เราแม่มน้อยสัสๆเนี่ย มันเกิดจากตัวเราโง่เง่าไม่มีความสามารถที่จะสร้างรายได้ไม่พัฒนาตัวเองดีพอ ไม่ขวนขวายหาโอกาส หรือวันๆเอาแต่ทำเรื่องไร้สาระประสาทแดรกส์ อันนี้ลองถามตัวเองดูก่อนทำนองว่าตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงา
บทความนี้ ไม่ได้บอกว่าคนจนน่ารังเกียจหรอกครับผม แต่คนที่ยอมแพ้ให้
ซื้อ LTF/RMF อย่างไรให้ถูกใจ ถูกกอง
สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม หมอนัท คลินิกกองทุน กันอีกครั้ง วันนี้ผมมีเคล็ดลับดีๆในการวางแผนซื้อ LTF และ RMF ให้ถูกใจและถูกกองมาฝากกันครับ มาดูกันเลยดีกว่าว่าการเลือกซื้อ LTF และ RMF ให้ถูกวิธีนั้นมีวิธีการอย่างไรบ้างครับ
ปัจจุบัน กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่ทางรัฐสนับสนุนให้คนไทยรู้จักเก็บเงิน สะสมเงินเพื่อความมั่งคั่งในระยะยาว โดยกระตุ้นผ่านทางสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเพื่อจูงใจครับ ซึ่งสำหรับคนที่ยังไม่แน่ใจเรื่องรายละเอียดการลงทุนใน LTF และ RMF นั้น ผมได้สรุปมาให้ฟังสั้น ๆ ตามตารางด้านล่างนี้ครับ
เราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนนะครับ ว่ากองทุนทั้ง 2 กองทุนนี้ มีเป้าหมายไว้เพื่อการลงทุนและการสะสมความมั่งคั่งในระยะยาวทั้งคู่เลยครับ ส่วนการลดหย่อนภาษีนั้นเป็นแค่เรื่องรองเท่านั้นนะครับ อย่าได้เข้าใจผิด แน่นอนว่าถ้าเราตั้งเป้าหมายผิด เราอาจจะพลาดผลประโยชน์ไป
ประมาณว่าสนใจแต่จะลดหย่อนภาษีจนไม่ได้ดูถึงการเลือกกองทุนที่ดีในระยะยาว ก็จะทำให้เราพลาดผลตอบแทนแบบ 2 ต่อไป คือแทนที่จะได้ ผลตอบแทนจากการลงทุน + เงินเหลือจากการลดหย่อนภาษี
ก็กลายเป็นขาดทุนเงินลงทุน และลามไปถึงขาดทุนเงินที่ลดหย่อนภาษี เช่น สมมติว่าประหยัดภาษี 10% แต่ต้องมาขาดทุนเงินต้นจากการลงทุนในกองทุน LTF/RMF 15% ก็คงไม่คุ้มค่าเป็นแน่ครับ !!
และ จากเงื่อนไขที่ว่ามาทั้งหมด ผมอยากแนะนำให้ท่านผู้อ่านศึกษาข้อมูลดีๆนะครับว่า ในการลงทุนนั้น เรามีวัตถุประสงค์ในการลงทุนเป็นอย่างไรบ้าง เพราะข้อนี้คือสิ่งที่เราต้องชัดเจนยิ่งกว่าความต้องการในการประหยัดภาษีเสียอีกครับ เช่น ถ้าหากเรามีเป้าหมายการลงทุนในระยะยาวประมาณ 7-8 ปี แต่ไม่ได้ต้องการลงทุนเพื่อเกษียณ การลงทุนใน LTF อาจจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมมากกว่าในการเลือกลงทุนครับ แต่ก็ต้องระวังเรื่องของความเสี่ยง เพราะว่ากองทุน LTF นั้นเป็นกองทุนหุ้นนะครับ
แต่ถ้าเราคิดว่าเราอยากสะสมเงินเกษียณเพิ่มเติมนอกจากเงินสะสมจากการทำงาน เช่นประกันสังคม หรือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(ถ้ามี) หรือ กบข. (ถ้ามี)
การลงทุนใน RMF เพิ่มเติมก็เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ตรงนี้ได้ครับ
อีกเรื่องที่สำคัญตามมา ผมเห็นว่าเงื่อนไขเรื่องกฎหมายก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดครับ หลังจากเราวางแผนการลงทุนให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์แล้ว สิ่งต่อมาที่เราต้องพิจารณาก็คือ เราต้องทำให้ถูกต้องตามเงื่อนไขทางภาษีที่กำหนดไว้ด้วยครับ เพราะการทำผิดเงื่อนไขภาษี เช่นการขายกองทุนก่อนครบกำหนด หรือ ซื้อเกินกว่าที่กฏหมายกำหนด ก็อาจจะทำให้เรามีปัญหาเรื่องการเสียภาษีเพิ่มเติม หรือ อาจจะมีปัญหากับทางสรรพากรได้เหมือนกันครับ
ดังนั้น ถ้าหากเราสามารถวางแผนการลงทุนได้ชัดเจนและถูกต้องตามเป้าหมาย และใช้การลดหย่อนภาษีเป็นตัวเสริมสิทธิประโยชน์ไปด้วยกัน ผมเชื่อครับว่า การลงทุนของเราจะถูกต้องและประสบความสำเร็จได้อย่างไม่ยากเลยครับ
คราวนี้เรามาดูกันดีกว่าการเลือกกองทุนที่ดีต้องคำนึงถึงอะไรกันบ้าง เพื่อที่จะได้กองทุนที่ถูกใจ และถูกกองทุนด้วย
1. หากองทุนผลตอบแทนดีสม่ำเสมอที่เราพอใจ
แน่นอนว่า ผลตอบแทนของกองทุนนั้น เป็นเรื่องสำคัญ เพราะอย่างที่ผมได้บอกมาก่อนหน้านี้ว่า ถ้าเราได้ผลประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีมา แต่มาขาดทุนผลตอบแทนก็คงไม่คุ้มค่าเป็นแน่ครับ ดังนั้น เราเองก็ต้องพิจารณาผลตอบแทนจากการลงทุนด้วยนะครับ ว่าผลตอบแทนที่ได้ เราพึ่งพอใจกับมันหรือไม่ครับ
2. ลงทุนในความเสี่ยงที่เรารับได้
ความเสี่ยง เป็นของคู่กันกับผลตอบแทน แต่เราไม่ค่อยจะพิจารณามันเสียเท่าไหร่ ซึ่งในความเป็นจริง เราอาจจะต้องนึกถึงเรื่องนี้ก่อนข้อแรกเสียด้วยซ้ำครับ เพราะว่าบางคนไม่ทราบว่าการลงทุนในกองทุน LTF นั้นมีความผันผวนมากพอสมควร เนื่องจากเป็นการลงทุนในหุ้นครับ
ซึ่งถ้าใครรับความเสี่ยงไม่ได้ละก็ ไปลงทุนกับกองทุน RMF ที่เป็นกองทุนตราสารหนี้ หรือ RMF ที่เป็นกองทุนผสมระหว่างตราสารหนี้ กับ หุ้น จะดีกว่าครับ แต่ถ้าใครที่รับความเสี่ยงได้ผมก็แนะนำว่าควรลงทุนทั้ง LTF และ RMF เพื่อความมั่งคั่งในอนาคต
โดย RMF นั้นเราก็เลือกกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นไทย หรือจะผสมหุ้นต่างประเทศ หรือ จะลงทุนในอสังหาฯ ก็ได้ โดยอาจจะมีทองคำผสมเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยประมาณ 5-10% ของเงินลงทุนทั้งหมด ก็น่าจะเหมาะจะเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณครับ
หรือ เราอาจจะใช้กลยุทธ์ หรือ วิธีการลงทุนแบบต่าง ๆ ที่จะช่วยลดความผันผวนได้ เช่น เราอาจจะจัดพอร์ต/จัดสัดส่วนในการลงทุน โดยจัดสรรเงินตามความเสี่ยงที่เรารับได้
หรือจะทยอยลงทุนทุกเดือน ก็สามารถลดความผันผวน ได้เช่นกันครับ ซึ่งผมจะมาเล่าในตอนถัด ๆ ไปครับ
3. ข้อสุดท้ายคือ สไตล์การลงทุน และ แนวทางการจัดการกองทุนของแต่ละ บลจ.
เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญอีกประการที่คนมักจะมองข้าม และไม่รู้ว่าแต่ละ บลจ. นั้นจะมี นโยบายการลงทุน การจัดการความเสี่ยงที่ไม่เหมือนกันเลย มีหลากหลายสไตล์
ซึ่งเราเองก็ต้องเลือกให้เหมาะกับนิสัย หรือ ความชอบของนักลงทุนด้วย เพราะว่าจะทำให้เราลงทุนกับกองทุนแล้วสบายใจ เวลาลงทุนไปแล้วจะได้ไม่เครียด นอนหลับได้สบายใจมากขึ้น โดยไม่ต้องไปทะเลาะกับผู้จัดการกองทุนภายหลังว่าทำไม ไม่ขายตัวนั้น ตัวนี้ หรือ ซื้อหุ้นตัวนั้นที่กำลังขึ้นสิ
นักลงทุนที่ชอบความหวือหวา ก็อาจจะเลือกกองทุนที่เน้นเทคนิค ซื้อมา-ขายไปอย่างรวดเร็ว หรือ บางคนอาจจะชอบกองทุนที่เลือกหุ้นสไตล์พื้นฐานดี ถือกันไปนาน ๆ หรือ บางคนอาจจะชอบกองทุนที่มีการจัดการกองทุนที่เป็นระบบ โปร่งใส ทำให้มีความเสี่ยงต่ำ ก็สามารถเลือกกันได้ตามใจเลยครับ
สุดท้ายนี้ ผมเชื่อว่าถ้าเราเลือกกองทุน LTF/RMF ตามที่ผมบอกมาแล้วละก็รับรอง
การค้นหาตัวเอง และ มีความสุขในชีวิต (ตอนที่ 1)
เหวยๆๆๆ เฮลโล้วสวัสดีอ่ะวันนี้พี่เกรย์จะมาบอกว่าวันนี้มีบทความใหม่ครับผมครับ #มีทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ บทความนี้พี่เกรย์เขียนเพราะมีแควนเพจหลายคนเรียกร้องกระจองงอแงถามมาทางกล่องข้อฟามตลอดเลยครับว่า “พี่ๆๆๆหนูอยากรู้ว่าหนูชอบอะไร” กับ “พี่ๆๆๆทำไมชีวิตหนูไม่มีความสุข” พี่เกรย์เลยจะเขียนมาตอบให้ในสไตล์ประสบการณ์จริงไม่อิงนิยายครับผม
พี่เกรย์ขอตั้งสติวางถุงกาวให้น้องๆ เริ่มจากคำถามแรกก่อนนะครับผมว่า “การค้นหาตัวเอง” คืออะไร พี่เกรย์อยากนิยามเรื่องนี้สั้นๆว่า การค้นหาตัวเองที่ถูกต้องนั้น ต้องได้ผลลัพธ์เป็น “การทำอะไรที่มีแดรกส์” และ “มีความสุข” ไปด้วยกัน #จูนสมองกันก่อนนะ
โลกนี้แม่มมีคนบอกให้มึงทำตามความฝันเยอะครับผม แต่ประเด็นคือถ้าความฝันมึงล้มเหลวแล้วมีใครบ้างไหมสักตัวที่จะออกมาช่วยเหลือมึง #นอกจากขายคอร์สแอดวานซ์ต่ออีกสักคอร์ส #กร้ากก อย่างดีที่สุดมึงจะเจอคนที่ให้กำลังใจปลอบมึง หรือไม่ก็ด่ามึงแรงๆ ว่ามึงฝันผิดทางแล้วไงสัส
พอมึงได้ยินแบบนั้นแล้วยังไงวะ มึงก็ก้มหน้าก้มตาทำตามความฝันต่อไป มีคนดังทั้งหลายเป็นกำลังใจ ทั้งสติฟจอบส์ บิลเกตส์ มาร์กซักเกอร์ แจ๊คหม่า เจฟเบซอส หรือคนอื่นๆอีกมากมายที่แม่มประสบความสำเร็จ แต่ประเด็นคือ มึงเคยหันหน้ามามองความล้มเหลวของคนที่ไม่สำเร็จบ้างไหม แน่ละไอสัสมึงต้องถามในใจว่าจะมองให้เสียกำลังใจทำไม แต่กรุจะบอกให้เว้ยว่า มึงอาจจะเดินมาผิดทางจริงๆก็ได้นะ #ฮั่นแน่เริ่มลังเลแล้วใช่ไหม #นั่นไงมึงผิดทางชัวร์
ที่กรุกล้าพูดแบบนี้.. เพราะความสำเร็จคนๆหนึ่งมันมีเวลากำหนดครับผม ถ้ามึงทำไม่ได้ภายในเวลาที่จำกัด มึงก็ต้องวิ่งตามความฝันไปตลอดชีวิต เป็นภาระของสังคมเหมือนหิดที่ไม่มีวันหาย และตายไปโดยที่ครอบครัวมึงลำบากอยู่แบบนี้แหละดวกส์ #ดราม่าไหมจ๊ะ
พี่เกรย์จึงอยากจะให้รีเซ็ตคำนิยามดีๆก่อนไงว่า “มึงต้องการอะไร” ถ้าค้นหาตัวเองไม่ถูกแล้ว มึงก็ต้องค้นมันไปตลอดชีวิต ดังนั้นถามตัวเองก่อนว่า จากประสบการณ์ที่เรามีทำยังไงให้เรามีแดรกส์แบบไม่ลำบาก #อะไรนะมึงทำอะไรไม่เป็นนอกจากฝัน
ทีนี้ประเด็นค้นหาตัวเองมันจะค้นยังไงละวะให้มีแดรกส์และมีความสุข ใครหลายคนแม่มต้องถามพี่เกรย์อยู่ในใจแน่ๆ เอางี้ละกัน พีเกรย์แนะนำสเต๊ปเทพสั้นๆในการค้นหาตัวเองแบบวางถุงกาวให้ฟัง
ทุกวันนี้มึงทำอะไรอยู่ และ มึงมีความสุขไหม
ถ้าคำตอบมันถูกต้องตรงกัน
โอเค มึงจงทำต่อไป แต่ถ้าไม่ใช่ มึงถามต่ออีก 4 ข้อนี้
- รู้ยังว่าทำอะไรมีความสุข
- ถ้ารู้แล้วก็ไปทำไอสัส
- ถ้าไม่รู้รู้ยังว่าทำอะไรไม่มีความสุข
- ถ้ารู้ก็อย่าไปทำสิวะดวกส์
ชีวิตมึงอ่ะ มึงต้องวิ่งวน step นี้เข้าไปให้มากที่สุดไงสัส ถามตัวเองทุกวัน ทำแล้วมีความสุขไหม ถ้าไม่ก็เลิกทำ หาสิ่งใหม่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบตัวเอง กร้ากกก
แต่จุดอ่อนวิธีนี้คืออะไรรู้ไหมไอสัส นี่คือหนูติดจั่นอยู่กับโลกความฝันไงดวกส์ มึงหาไปเหอะกรุเชื่อเลยว่าแม่มมีคนไม่ถึง 10% ที่มันเจอสิ่งที่มันอยากทำจริงๆ ส่วนบางคนแม่มก็จะพบว่าสิ่งที่แม่มอยากทำจริงๆคือการนอนทั้งวัน และอีกหลายคนแม่มก็จะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแล้วไม่รู้จะทำห่านอะไร สุดท้ายชีวิตพวกมึงก็ไม่ไปไหนสักที
สำหรับพี่เกรย์เองกรุขอตั้งต้นที่มีแดรกส์ก่อนครับผม ทำอะไรก็ได้ให้กรุอยู่ได้ก่อน พอกรุอยู่ได้กรุเริ่มไปทำงานสิ่งที่กรุสนใจควบคู่ไปด้วย ทำซ้ำๆจนมันหาทางออกกับชีวิตได้ว่าตกลงมึงจะเอาอะไรกันแน่ ถ้ากรุทำสิ่งที่กรุสนใจได้ดีอยู่ตัวได้ กรุค่อยสละเรือลำเก่าไปลำใหม่เติมเชื้อไฟให้กับชีวิต
การมีความฝันแม่มดีสัสๆเว้ย กรุยอมรับ แต่การค้นหาตัวเองที่ว่ากับความฝันแม่มก็คนละเรื่องกันวะ มึงต้องดูกำลังตัวเองด้วย ดูหนทางใช้ชีวิตของตัวเองด้วย ถ้าวันนี้มึงเป็นลุงอายุ 50 กว่าๆแล้วมึงจะไปทำสูตรไก่ขายเหมือนผู้พันแซนเดอร์ KFC ได้ไหม มันมี่กี่คนทำได้ และมันมีกี่คนทำไม่ได้ ความฝันมันมีอายุนะมึง แต่ถ้ามึงไม่มีแดรกส์มึงหมดอายุแน่ๆสัส
จำไว้ท์ เริ่มต้นจากมีแดรกส์ แล้วค่อยหาสิ่งที่ตัวเองสนใจ แม้ว่ามันจะเหนื่อยหน่อยและเหนื่อยมาก ตามมา แต่ความฝันที่ดีย่อมต้องการความพยายามเป็นแรงขับเคลื่อน มากกว่าฝันอยู่เฉยๆแล้วให้มันลอยมาเข้าปากใช่ไหมละดวกส์
มึงอยากเป็นนายตัวเองกรุไม่ว่า มึงอยากจะงานไม่ประจำทำเงินตายห่านกรุไม่สน ที่กรุสนคือคุณภาพคนอย่างมึงกับชีวิตคนรอบตัวมึงที่ต้องมาโอบอุ้มให้มึงเดินต่อ คิดถึงหน้าพ่อแม่ปู่ย่าตายายเมียจ๋าชั้นมาแล้วจ๊ะไว้ท์ ว่าคนพวกนี้ลำบากแค่ไหนในการที่เลี้ยงดูมึงมาจนถึงวันนี้ กรุถึงพูดเสมอไงเรื่องเงินฉุกเฉิน ถ้ามึงมีเงินฉุกเฉินไว้ใช้จะลำบากแค่ไหนไม่ว่า แต่ถ้าไม่มีแล้วยังเสนอหน้า กรุบอกเลยมึงบ้าๆแน่ๆสัส
ความฝันเป็นเรื่องที่ดี ความสำเร็จเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ความต้องการที่แรงไกลแม่มโคตรสำคัญ แต่มึงกรุณาถามตัวเองอย่างตั้งมั่นหน่อยนะ ว่าอะไรที่ทำให้ชีวิตมึงสำเร็จได้จริงๆ คิดบวก แชร์คำคม สัมมนา หรือ นั่งบ้าหาแรงบันดาลใจในเฟสไปวันๆ มึงคงสำเร็จได้มั้งไอสัส
สุดท้ายนะดวกส์ ความฝันกับความจริงแม่มคนละเรืองกัน ความจริงของมึงกับความจริงของคนอื่นก็คนละเรื่องกัน มึงจงตั้งสติให้มั่นว่ามึงอยากจะทำอะไรให้ชีวิตมึงมีความสุขและมีแดรกส์ไปพร้อมๆกัน และที่สำคัญมึงต้องทำมันได้จริงทั้งสองอย่าง ไม่ใช้อ้างว้างแล้วเพ้อเจ้อกับความฝันลมๆแล้งเว้ย #จบนะ
ระหว่าง “ชีวิตที่ร่ำรวย” กับ “ชีวิตที่มีความสุข” คุณควรเลือกแบบไหน?
หัวข้อวันนี้เกิดจากที่พี่เกรย์ได้เดินทางพบปะชาวบ้านเป็นประจำ จนมีป้าขายกระเป๋าตังค์ราคาถูกเซิ่นเจิ้นตั้งคำถามว่า “ระหว่างชีวิตที่ร่ำรวย กับ ชีวิตที่มีความสุข ควรเลือกแบบไหนดีจ๊ะ สุดหล่อ“ พี่เกรย์ฟังแล้วอึ้งไปพร้อมกับคิดในใจว่า เฮ้ย สงสัยป้าจะอยากมีผัวแน่ๆ ถึงมาถามคำถามแนวธรรมะแบบนี้กับพี่เกรย์ไงครับผม
ถ้าปูคำถามมาแบบนี้ … พี่เกรย์เลยอยากตั้งคำถามกลับไปสองคำถามครับผมครับว่า “ความรวย” คืออะไร? และ “ความสุข” คืออะไร? เพราะถ้ามึงไม่นิยามความหมายของสองคำนี้ด้วยตัวเอง มึงแม่มจะไม่มีทั้งความรวยและความสุขไงจ๊ะ เบบี๋
พีเกรย์เห็นคนหลายคนครับ มีเงินทองมากมายแต่ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองรวย เพราะเค้าไม่มีเป้าหมายที่รู้ว่า ความรวยของตัวเองนั้นต้องมีจำนวนเท่าไร และเมื่อเค้าไม่รู้จักคำว่ารวย มันคงยากครับที่จะรู้จักคำว่าพอ #ส่วนบางคนไม่มีแดรกส์มึงก็อย่าหล่อให้มากนะจ๊ะ
เช่นเดียวกันครับผมครับ คนบางคนไม่รู้จักคำว่า “ความสุข” เพราะว่าแม่มเสือกเอาสิ่งที่ตัวเองมีไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เมื่อมีมากกว่าก็รู้สึก “สุข” ขึ้นมาได้สักพัก แต่พอเจอคนที่มีมากกว่าตัวเองบ้าง ความสุขนั้นก็มหายจางหายไปคล้ายกับหมอกในยามเช้าเลยสัส
พอนิยามในแบบของตัวเองได้แล้ว สิ่งต่อมาคือการตั้งคำถามครับผมครับ ว่าเฮ้ยๆๆๆ ไอ้ชีวิตที่อยากจะมีความสุขนั้นมันต้องมีเงินเป็นองค์ประกอบมากน้อยแค่ไหน และมัน Matching จิงกะเบลกับคำว่ารวยเมื่อกี้ดีแค่ไหน
ตัวอย่างเช่น ถ้าคิดว่ามีเงิน 10 ล้านบาทแล้วรวย ล้วงกระเป๋าดูก่อนไหมว่าตอนนี้มีเงินเท่าไร และคิดสิคิดว่าจะทำยังไงให้มีเงิน 10 ล้านเพื่อความรวยได้บ้าง เมื่อคิดแล้วมาถามตัวเองต่อว่า ระหว่างทางที่หาเงินจำนวน 10 ล้านน่ะ จะทำให้เราได้มีความสุขบ้างไหม
ถ้าคำตอบ คือ การหาเงินจำนวน 10 ล้านมันสำคัญกว่าความสุข ก็จงทำไปมุ่งมั่นเข้าสู่เส้นชัยอย่างที่ฝัน หรือถ้าความสุขในวันนี้สำคัญกว่าเงินที่ต้องการ ก็ตัดสินใจมีเงินน้อยหน่อยแล้วค่อยๆสร้างมันไปจนถึงปลายทาง แต่ถ้าคำตอบเป็นว่า ความสุขระหว่างทางมันสำคัญและเติบโตไปพร้อมๆกันกับเงินที่ต้องการ นั่นแหละคุณแม่มโคตรโชคดีเลยครับผมครับ
แต่ด้วยเวปนี้เป็นเวปไซด์การเงินอันดับหนึ่งของประเทศไทย #ที่ไม่รู้ว่าใครคืออันดับสอง แถมยังจัดอันดับเองโดยพี่เกรย์ ขอเตือนไว้ท์สักเล็กน้อย คุณต้องมีเงินออมฉุกเฉินเพื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่จะเกิดขึ้นมาเพื่อทำลายความสุขในชีวิต รวมถึงการป้องกันความเสี่ยงโดยประกันตามความจำเป็น หรือไม่ก็หัดศึกษาหาข้อมูลความรู้การเงินการลงทุนควบคู่ไป ชีวิตจะได้ดีขึ้นเรื่อยด้วยฐานะการเงินที่ดีอีกด้วยไงจ๊ะเบบี๋
เอาจริงๆนะ ความเห็นของพี่เกรย์ กรุอยากบอกว่าสองเรื่องนี้มันคนละเรื่องกันครับผม ทั้งชีวิตที่ร่ำรวยและชีวิตที่มีความสุขก็แตกต่างกันแล้ว เพราะอะไรรู้ไหมคัรบ เพราะคนเราทุกคนมันโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นคนที่มีลมหายใจยังไงล่ะครับ บางครั้งแค่เป็นหวัดแค่ครั้งเดียว หายใจไม่ออก ปวดท้องโรคกระเพาะจนทำอะไรไม่ได้ ปวดขาฉีดยาชา เป็นไข้ ผ่าฟันคุด ที่ทำให้ร่างกายไม่ปกติ ทุกครั้งที่เป็นแบบนี้ เราทุกคนคิดในใจตลอดครับว่า เราอยากกลับไปมีชีวิตปกติ ก็มีความสุขแล้ว
สุดท้ายความสุขมันไม่ได้อยู่ไหนไกลหรอกครับ มันอยู่ที่คุณจะมองเห็นมันด้วยใจของคุณหรือเปล่า อย่าเฝ้ามองหาบ่นด่าว่าโลกนี้ไม่ยุติธรรม เพราะมันไม่ยุติธรรมอยู่แล้ว มึงจะร้องแรกแหกกระเชิงขึ้นมาแล้วโลกนี้จะยุติธรรมมากขึ้นเหรอวะ
สุดท้ายนะจ๊ะ… ตราบใดที่เราไม่เอาโอกาสที่เรามีไปเปรียบเทียบใคร เราจะเจอความยุติธรรมของชีวิตตลอดไปอย่างแน่นอนครับพี่เกรย์เชื่อเช่นนั้น และหวังให้ทุกคนโชคดีไม่มีความทุกข์
…เพราะแค่นั้นย์มันก็คือความสุขที่เราไม่เคยมองเห็นไงครับผม
รู้อะไรก็ไม่เท่ารู้งี้…… หากวันนึงเราต้องเป็นโรคร้ายแรง
สวัสดีค่ะผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน
มีข้อความหนึ่งส่งถึงเราในแฟจเพจอภินิหารเงินออมว่าเขาเริ่มทำงานเป็นตัวแทนประกันชีวิต ซึ่งรุ่นพี่หลายๆคนแนะนำให้หาลูกค้าอย่างเดียว โดยไม่รู้เป้าหมายที่แท้จริงของการทำประกันชีวิต เมื่อได้อ่านบทความในบล็อกก็ทำให้รู้ว่า แนวคิดหลักของประกันชีวิต คือ “การป้องกันความเสี่ยง” ซึ่งมีความสำคัญในการวางแผนการเงิน ทำให้เขาเข้าใจอาชีพตนเองและใช้ความรู้ช่วยเหลือ ผู้อื่นให้มีการวางแผนการเงินรอบด้านมากขึ้น
บทความนี้ก็จะเป็นความรู้ของประกันชีวิตในอีกแง่มุมหนึ่งที่ใช้ “ป้องกันความเสี่ยงให้สุขภาพ” ผ่านประสบการณ์ชีวิตจริงของผู้เขียนที่เปิดเผยในบทความนี้เป็นครั้งแรกที่นึกถึงทีไรน้ำตา ไหลทุกที เราต้องการให้ผู้อ่านที่ยังมีโอกาสและมีเวลา ได้เตรียมความพร้อมรับกับความ ไม่แน่นอนของชีวิตไว้ล่วงหน้า
เรารู้อะไรเกี่ยวกับโรคร้ายแรงบ้าง?
- รู้ว่า…ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูงมากจนทำให้เกิดหนี้สินได้
- รู้ว่า…สภาพจิตใจย่ำแย่ หดหู่ทั้งผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย
- รู้ว่า…ต้องทำใจเพราะผลของการรักษามีทั้งรักษาได้และรักษาไม่ได้
- รู้ว่า…5 อันดับแรกของโรคร้ายแรง คือ
- โรคมะเร็ง
- โรคหลอดเลือดสมองแตก
- ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง
- โรคปอดระยะสุดท้าย
- ไตวายเรื้อรัง
ที่มา : หนึ่งในสาเหตุการตายสูงสุด 5 อันดับแรกของคนไทย (พ.ศ. 2549 – 2556)
สำนักงานสถิติแห่งชาติ http://service.nso.go.th/nso/web/statseries/statseries09.html
เราจัดการกับโรคร้ายแรงอย่างไร?
ผู้ป่วยที่รู้ว่าตนเองเป็นโรคร้ายแรงการตัดสินใจ 2 แบบ คือ
- กรณีที่ 1 เข้ารับการรักษาโดยจะต่อสู้กับมันจนสุดชีวิต
- กรณีที่ 2 ไม่เข้ารับการรักษาเพราะรู้ตัวว่าจะต้องเสียชีวิตแน่ๆ
ถ้ามีเงินอย่างไม่จำกัดที่ใช้รักษาโรคร้ายแรง เชื่อว่าหลายๆคนก็อยากจะเข้ารับการรักษาให้หายป่วย หรือยื้อเวลาออกไปเพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับคนที่เรารักให้นานขึ้น แต่ในความจริงทุกคนมีข้อจำกัด ซึ่งมีมากน้อยแตกต่างกันไป การเจ็บป่วยก็มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล จากข้อมูล ประมาณค่ารักษาพยาบาลที่เผยแพร่หน้าเว็บไซด์ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ให้ข้อมูล ดังนี้
ค่าใช้จ่ายข้างต้นเป็นเพียงบางส่วนของค่าใช้จ่ายทั้งหมด เพราะจะต้องมีรายจ่ายอื่นๆอีก เช่น ค่าเดินทางที่ผู้ป่วยจะต้องมาเข้ารับการรักษา ญาติผู้ป่วยที่เดินทางมาดูแล แล้วถ้าเป็นการรักษา อย่างต่อเนื่องก็ทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูงขึ้น
ในขณะที่ป่วยนั้นก็จะไม่ได้ทำงาน ทำให้ขาดรายได้ทั้งตัวผู้ป่วยและญาติที่เข้ามาดูแล เมื่อมีรายจ่าย เข้ามาตลอด แล้วไม่มีรายได้เกิดขึ้น ทางออกของหลายๆเลือกที่จะขายทรัพย์สินที่ตั้งใจสร้างมา ทั้งชีวิตเพื่อมารักษาตนเอง ถ้าขายของเก่าหมดแล้วยังไม่เพียงพอกับค่ารักษา ทางเลือกสุดท้าย ก็จะเป็นการกู้ยืมเงินเพื่อใช้จ่ายจนกลายเป็นหนี้สินกองโต
ประสบการณ์จริงเกี่ยวกับโรคร้ายแรง?
รู้จักโรคร้ายแรงกันไปบ้างแล้วว่าจะเกิดผลกระทบอะไรบ้าง ไม่มีใครอยากให้เรื่องราวโชคร้าย เหล่านี้เกิดขึ้นกับเรา แต่ชีวิตจริงเราเลือกไม่ได้และถ้าเกิดขึ้นแล้วจะต้องทำอย่างไรบ้าง ขอให้คำตอบผ่านประสบการณ์ชีวิตของผู้เขียนนะจ๊ะ #ปาดน้ำตาแป๊บ
เรื่องก็มีอยู่ว่า…
เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ในช่วงเดือนตุลาคม 2551 พ่อของเราเป็นคนสุขภาพร่างกายแข็งแรงมาก ออกกำลัง กายเป็นประจำ มีวันหนึ่งพ่อเกิดอาการปวดท้องจนทนไม่ไหวจึงได้ไปหาหมอที่โรงพยาบาล จาก คำวินิจฉัยเบื้องต้นก็พบก้อนเนื้อขนาดใหญ่บริเวณช่องท้อง หมอ (โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัด ลพบุรี) บอกว่าต้องเข้าเครื่องตรวจละเอียดอีกครั้งถึงจะบอกได้ว่าเป็นอะไร
ฟังพ่อพูดจบเราก็รู้สึกมึนๆ ใจลอยๆ ท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด ความคิดที่วนเวียนอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำ มามีแต่คำว่า “อีกไม่กี่เดือนเราจะไม่มีพ่อจริงๆหรอ แล้วเราจะต้องทำอะไรต่อไป” แม้ว่าผลการตรวจ อย่างละเอียดยังไม่ออกมา แต่เราก็คิดล่วงหน้าไปไกลมาก
บรรยากาศภายในบ้านเงียบกว่าทุกวัน….
ตอนนั้นเรากำลังเรียน MBA ที่จุฬาฯปี 1 แล้วกำลังสอบปลายภาคก็จะมีทั้งเรียน ทำรายงาน แล้วก็อ่านหนังสือสอบ ขณะที่เรากำลังนั่งเรียนอยู่แม่ก็โทรเข้ามา ปกติเราจะคุยกันตอนเย็นๆ ถ้าโทรมาตอนกลางวันแบบนี้ต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ แล้วก็เป็นไปตามคาด แม่บอกว่าก้อนเนื้อนั้น คือ มะเร็งขนาด 10 เซนติเมตร มันอยู่บริเวณตับแล้วก็กำลังลามไปที่ปอด #มาทั้งทีจัดหนักกันเลย
พ่อของเราตรวจเจอมะเร็งตับระยะที่ 3!!
เรายืนตัวแข็งคุยโทรศัพท์กับแม่ เสียงสะอื้นจากปลายสายมันเบามากจนแทบไม่ได้ยิน เรารู้สึก จุกท้อง สมองเบลอๆ วิ้งๆเหมือนถูกหมัดน๊อกของเขาทราย คิดว่าแม่น่าจะเจ็บปวดหนักมากกว่าเรา นี่คือบางส่วนของ สภาพจิตใจของญาติผู้ป่วย แล้วพ่อเราที่เป็นคนป่วยหละเป็นอย่างไร
พ่อของเรากำลังคิดจะยิงตัวตาย!!
เพื่อนสนิทของพ่อเล่าให้ฟังว่าทันทีที่พ่อรู้ว่าตนเองเป็นมะเร็งที่คิดว่ายังไงก็ต้องตาย ทำให้คิดจะ ฆ่าตัวตายเพราะไม่อยากเป็นภาระให้คนในครอบครัวต้องมาลำบากดูแลเขา ซึ่งมีสภาพจิตใจ ที่หดหู่ขั้นรุนแรงของผู้ป่วยที่ไม่ต้องการสร้างภาระให้ใคร โชคดีที่พ่อแค่คิดแต่ไม่ลงมือทำจริง
เรากับพ่อเข้าไปฟังสรุปผลการตรวจและวิธีการรักษากับคุณหมอพร้อมกัน วันนี้พ่อผอมลงและ อิดโรยมากจนแทบจำไม่ได้ว่าอดีตเคยเป็นนายทหารที่แข็งแกร่งในสนามรบมาก่อน เสียงดังที่ชอบ ออกคำสั่งกลายมาเป็นเสียงแผ่วเบาจนแทบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ พ่อถามหมอว่า “แล้วผมจะ ต้องทำยังไงต่อไปครับ”
สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดในตอนนั้น คือ ยิ้มใ&
เหตุเกิดจากความรัก ตอน หนี้สินเพราะให้รางวัลชีวิต
วันนี้ยังไม่สิ้นเดือนเลย เงินเดือนมันหายไปไหนหมดว้าาาาาาา!!
เชื่อว่าหลายๆคนอาจจะเคยบ่นประโยคนี้กับตัวเองมาแล้ว (นับครั้งไม่ถ้วน) บางคนบ่นเดือนเว้นเดือน แต่บางคนบ่นแทบทุกเดือน หรือบางคนอาจจะบ่นตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เงินเดือนเข้า #เศร้าใจ
วิธีใช้เงินนั้นเป็นการผสมระหว่างเหตุผลและอารมณ์ ซึ่งแต่ละคนใช้ในการตัดสินใจที่แตกต่างกัน หากใช้เหตุผลก่อนตัดสินใจซื้อ เรียงลำดับความสำคัญว่าอะไรควรซื้อก่อนหลังภายใต้งบอันจำกัด ของตนเอง ก็จะมีเงินเหลือ #ยิ้มเลย
แต่ถ้าใช้อารมณ์เป็นตัวตัดสินใจ ซื้อทุกอย่างตามใจตนเอง อยากได้อะไรก็ซื้อ ใช้เงินแบบไม่ต้อง คิดหน้าคิดหลังให้ดีประหนึ่งว่าวันนี้จะเป็นการจ่ายเงินครั้งสุดท้ายในชีวิต ไม่ต้องไปหาหมอดูก็รู้ว่า วิธีการใช้เงินแบบนี้อีกไม่นานก็เข้าสู่สมาคมรักหนี้ #ยิ้มไม่ออก
เรียนทางลัดจากกระทู้
เรามองว่ากระทู้มันเป็นแหล่งที่บอกเล่าเรื่องราว บางหัวข้อให้ความรู้น่าติดตาม บางหัวข้อเตือนให้คนระวังภัย บางครั้งก็เป็นที่ระบายปัญหาที่ไม่สามารถบอกใครได้ “กระทู้มันมีชีวิตและเรื่องราว” ซึ่งบางเรื่องอาจจะทำให้เราเรียนรู้วิธีแก้ปัญหา โดยที่ไม่ต้องเจอความเจ็บปวดเอง บางคนอาจจะเจอทางออกให้ปัญหาของตนเองได้ในกระทู้แบบบังเอิญก็ได้
แม้ว่าบางครั้งอาจจะนำมาแก้ปัญหาของตนเองไม่ได้ 100% แต่อย่างน้อยมันก็นำมาเป็นส่วนประกอบในการตัดสินใจได้ รวมทั้งทำให้เรารู้ว่าตนเองก็ไม่ได้เจอปัญหานี้คนเดียวบนโลก มีหลายคนเป็นเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกัน หากคนอื่นผ่านมันไปได้ เราก็ต้องทำได้เช่นกัน #ให้กำลังใจตัวเอง
หนี้สินเพราะให้รางวัลชีวิต
วันนี้เราก็มีกระทู้หนึ่งที่น่าสนใจและเป็นตัวอย่างได้ดีกับคนที่ชอบ “ให้รางวัลชีวิต” ตัวเองบ่อยๆ ว่าจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไรในอนาคต หากไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เราควรศึกษาไว้เพื่อเตือนใจตนเองรวมถึงตักเตือนคนรอบข้างให้ลดพฤติกรรม “ให้รางวัลชีวิต” จะได้ไม่บ่นกับตนเองทีหลังว่า “รู้งี้ไม่น่าทำเลย” ก่อนที่จะสายเกินไป

ที่มา :แม่ดื้อรั้น จนหนี้ท่วมหัว เกลียดแม่ครับ
http://m.pantip.com/topic/34400744
จากภาพนี้เป็นตัวสรุปจากเรื่องราวในกระทู้ (ฉบับเต็มตามลิ้งค์ข้างล่างรูปภาพ) เรื่องนี้เกิดขึ้นมาจากการที่ลูกชาย(ผู้เขียนกระทู้) ได้ตักเตือนแม่ถึงวิธีการใช้เงินที่เข้าขั้นอันตรายจากการกู้หนี้ใหม่มาโป๊ะหนี้เดิม จากวิธีการใช้จ่ายในอดีตที่ใช้ชีวิตและใช้จ่ายอย่างสุขสบาย ใช้จ่ายอย่างประมาท อยากเที่ยวที่ไหนก็ไปเพราะมองว่าเป็นการ “ให้รางวัลชีวิต”
เมื่อเจอพิษเศรษฐกิจเข้าไป แล้วยังใช้จ่ายเหมือนเดิมก็หนีไม่พ้นวงจรหนี้ จากหนี้ก้อนเล็กก็ใหญ่ขึ้น เรื่อยๆจนกลายเป็นหนี้ 6 ล้าน!! ปัจจุบันแม่ก็ให้ลูกชาย (ผู้เขียนกระทู้)ที่เพิ่งเริ่มทำงาน ช่วยกันหาเงินมาชำระหนี้สินนี้ด้วย เมื่อเห็นลูกชายมีแฟนก็กำลังจะให้ลูกชายไปยืมเงินแฟนเพื่อมาชำระหนี้ด้วย (อ่านจบแล้วนึกถึงละครหลังข่าวช่อง 7) #ชีวิตจริงอาจจะดราม่ากว่าละคร
5 ข้อคิดที่เราเรียนรู้จากกระทู้
เรื่องที่ 1 การให้รางวัลชีวิต
|
ข้อความหนึ่งในกระทู้ เวลามีแม่ไม่เคย เก็บ แม่ผมสมัย 10 ปีก่อนเฟื่องฟูมาก หาได้เดือนละ 8-9 หมื่น เที่ยวต่างจังหวัดหนักมาก ปีๆ นึงเที่ยวหมดเงินหลายแสน เวลาพ่อบ่น ผมบ่น แม่ก็บอกว่า "กุต้องให้รางวัลชีวิต" |
หลายคนมักใช้คำนี้เป็นข้ออ้างในการใช้จ่ายเพื่อตอบแทนความเหนื่อยยากในการหาเงินให้ตนเอง ถ้าเราใช้คำนี้ในโอกาสพิเศษจริงๆ เช่น ปีใหม่ วันเกิด ครบรอบแต่งงาน มันก็เป็นการให้รางวัลชีวิตที่มีคุณค่ามากๆ น่าจดจำแล้วมีความสุขทุกครั้งที่คิดถึง
หาเงินได้หลักหมื่น ใช้จ่ายหลักแสน จบลงที่หนี้สิน
ในทางตรงกันข้ามถ้าเราใช้คำว่า “ให้รางวัลชีวิต” กับตัวเองบ่อยมากหรือแทบทุกวัน เช่น ฉลองวันศุกร์แห่งชาติ ฉลองเทศกาลวันหยุด ฉลองวันอยากจะกิน เรียกว่าให้รางวัลทุกเทศกาลกันเลยทีเดียว แบบนี้ความพิเศษของมันจะลดลง กลายเป็นเพียงวันธรรมดาวันหนึ่งเท่านั้น และจุดที่อันตรายที่สุด คือ ก่อให้เกิดรายจ่ายจำนวนมหาศาลจนอาจจะกลายเป็นหนี้สินได้อย่างไม่รู้ตัว
เรื่องที่ 2 ความรู้ทางการเงินนั้นไม่ได้มากขึ้นตามอายุ
|
ข้อความหนึ่งในกระทู้ ผมบอกแม่ว่า เลิกกู้หนี้มาโปะหนี้ซักที ไม่มีก็ปล่อย จ่ายเท่าที่มี พยายามโปะทีละก้อน อย่าจ่ายยอดอย่างต่ำเปนเบี้ยหัวแตก แม่ผมหน้าบาง ห่วงหน้าตา กลัวธนาคารโทรจิก เลยละเลียดจ่ายเลี้ยงไข้ ไปเรื่อยๆ จนทุกวันนี้ โดนฟ้องเกือบครบ 10 แบงค์แล้ว เพราะสุดท้ายก็ไม่รอด จ่ายไม่ไหว แถมเจอหนี้นอกระบบเล่นงานอีกจนส่งดอกเดือนๆ นึงแทบไม่รอด |
“ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งมีความรู้ทางการเงินมากขึ้น”
แต่ก่อนเราเคยคิดแบบนี้ คิดว่าเมื่อโตขึ้น เราก็จะเรียนรู้เรื่องบริหารการเงินได้ด้วยตนเองแบบอัตโนมัติ แต่ความจริงมันไม่ใช่ ความรู้ทางการเงินนั้นก็ไม่ต่างกับการเรียนภาษาไทยที่ต้องได้รับการสอนว่าควรฟัง พูด อ่าน เขียนอย่างไร แล้วก็ฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ
ความรู้ทางการเงินนั้นต้องได้รับการสอนและเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะแนวทางการใช้เงินในอดีต ปัจจุบันและอนาคตก็จะแตกต่างกันตามนวัตกรรมทางการเงินที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น
- เรื่องบัตรเครดิต ในอดีตที่ยังไม่มีบัตรเครดิตใช้งาน ก็จะใช้จ่ายกันด้วยเงินสด ต่างกับปัจจุบันที่เต็มไปด้วยบัตรเครดิตที่ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (ยืมเงินในอนาคตของตัวเองมาใช้ก่อน) หากใครหักห้ามใจใช้จ่ายไม่ได้ก็จะเกิดหนี้สินกองโต
- เรื่องเงินแบบออนไลน์ อนาคตก็จะเป็นยุคที่อินเตอร์เน็ตจะเข้าถึงคนส่วนใหญ่มากขึ้น เราอาจจะเห็นแต่ตัวเลขเงินในบัญชีโดยไม่มีสมุดคู่ฝาก การทำธุรกรรมการเงินแบบออนไลน์จะกลายเป็นเรื่องปกติของคนทั่วไปที่ไม่ได้ใช้เงินสดอี&#
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

