SET in the City : เปิดเทรนด์ชีวิต พิชิตเทรนด์การลงทุน

สวัสดีคร้าบ แป๊บเดียวนี่ก็จะสิ้นปีกันอีกแล้วนะครับ ปี ๆ หนึ่งเวลาผ่านไปเร็วมาก ไม่รู้ว่าแต่ละท่านได้ลงทุนทั้งปีนี้ได้ผลเป็นอย่างไรกันบ้าง เอามาแชร์ พูดคุยกันได้นะครับ

และผมเชื่อว่าทุกคนที่ได้ลงทุนกันมาซักพัก น่าจะเริ่มมีข้อสงสัยต่าง ๆ นา ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง
การจัดพอร์ตการลงทุน ว่าพอร์ตของตนเองนั้นอยู่ในภาวะไหน ยังพอไปได้หรือไม่ ต้องมีการซื้อหุ้นกลุ่มไหนเพิ่มเติมเข้ามาในพอร์ตอีกหรือไม่

กระทั่งอยากรู้ว่า ตลาดช่วงนี้เป็นอย่างไร หรือ ถ้าตลาดหุ้นไม่ดี และมีอะไรมาทดแทน หรือ ช่วยให้พอร์ตการลงทุนของเรายังไปต่อได้

บางคนก็อยากได้ความรู้เพิ่มเติม หรือ อยากรู้ว่ากองทุนไหนที่น่าสนใจ จะเป็นอย่างไรต่อกับเงื่อนไขการลดหย่อนภาษีจากกองทุน LTF/RMF หรือมีเทรนด์การลงทุนอะไรให้ติดตามบ้าง

หรือบางคนในปีนี้ ชีวิตอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เช่น มีลูกเพิ่มมา มีแฟนคนใหม่
( ฮิ้ววววว ) มีกิ๊กใหม่ หรือ แม้กระทั่งมีคู่ขาใหม่ ( เห้ย!!! ) และคิดว่าการวางแผนการเงินเพื่ออนาคตของครอบครัวเริ่มมีความสำคัญ รวมถึงบางคนเองที่เหลือเวลาไม่กี่ปีจะเกษียณแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าเงิน หรือ สินทรัพย์ที่มีนั้นจะพอใช้ในยามเกษียณหรือไม่

ทั้งหมดนี้ ล้วนแต่เป็นปัญหาทางการเงินที่มีทางแก้ไข หรือมีคำตอบให้แน่นอนเลยครับ ยิ่งใกล้สิ้นปีแบบนี้ งานที่เราจะได้เห็นได้เจอทุกปีก็คือ “งานลอยกระทง” ครับ……เห้ย ไม่ใช่
งาน “ SET in the City ” นั่นเองคร้าบบบบบ

ในปีนี้งานนี้มีเครื่องมือครบเหมือนเดิม และเป็น เครื่องมือตามเทรนด์ต่าง ๆ ที่กำลังมาในทศวรรษนี้ครับ ได้แก่

1. Planning Trend

ในยุคที่การวางแผนการเงินมีบทบาทต่อนักลงทุนมากขึ้น เนื่องจากการวางแผนการเงินที่ดีจะทำให้นักลงทุนได้ลงทุนอย่างมีความสุขมากขึ้น และสามารถมีเงินเกษียณเพียงพอได้อย่างแน่นอน ในงานก็จะมีนักวางแผนการเงินมาให้บริการปรึกษาแผนการเงินแบบ 1 ต่อ 1 เลยทีเดียว และที่สำคัญคือ ฟรีด้วยนะครับ (ปกติวางแผน นักวางแผนการเงินคิดตังค์นะคร้าบ) ดังนั้นอย่ารอช้ามาลงทะเบียน เพื่อให้เรามีคนมาวางแผนการเงินให้แบบเบ็ดเสร็จกันดีกว่าครับ

นอกจากนี้ยังมี หนังสือมากมายมาแจกครับ เช่น Happy Senior ที่จะเตรียมพร้อมก้าวสู่ยุค Aging Society ให้กับนักลงทุนได้เป็นอย่างดี

สร้างแผนมั่งคั่ง วางแผนลงทุน เพื่อชีวิตมั่นคง ผ่าน Mutual Fund หรือกองทุนรวมแบบทันเทรนด์ ตอบโจทย์ทุกวัย ทุกเป้าหมายการลงทุนด้วยกองทุนรวมนั่นเอง

และสุดยอดของสุดยอด คือ พบกับหนังสือเล่มใหม่ของผมเองเป็นหนังสือกองทุนรวมหุ้นชื่อว่า
“ รวยหุ้นได้ไม่ต้องลงทุนเอง ” ที่มีแจกให้ในงานนี้เท่านั้นนะครับ ไปหาซื้อข้างนอกไม่ได้แล้ว (แต่พอหมดงานให้มาซื้อกับผมโดยตรง 555+)

2. Investment Trend

แน่นอนว่าในครั้งนี้ ถ้าใครลงทุนในหุ้นอยู่ละก็ พลาดไม่ได้เช่นกันครับ เนื่องจากว่ามี สินค้าใหม่ ๆ และมีการอัพเดตเทรนด์ของหุ้นในตลาด หรือที่เราเรียกว่า “Stock Mega Trend” ครับ เช่น หุ้นกลุ่มธุรกิจที่เกิดจากการขยายตัวของเมือง หุ้นกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ที่รองรับสังคมผู้สูงอายุ หรือ หุ้นกลุ่มธุรกิจดิจิทัลครับ เรามาดูกันว่า หุ้นกลุ่มไหนที่กำลังจะ “มา” กันนะครับ

ยิ่งไปกว่านั้น พลาดไม่ได้กับ TFEX ที่สามารถเอา Future และ Option มาบริหารพอร์ตการลงทุนให้ทำกำไรได้ทั้งขาขึ้น และขาลง ของตลาดหุ้นครับ น่าสนใจมาก ๆ เลย ผมเองก็มีการใช้ผลิตภัณฑ์แบบนี้มาช่วยปรับพอร์ตอยู่เหมือนกันครับ ใครสนใจพลาดไม่ได้แน่ ๆ

ที่สำคัญคือ มีผู้เชี่ยวชาญมาแนะนำแบบ Step by Step ด้วยครับ เวลาลงทุนจริง ๆ
ไม่ผิดพลาดแน่ ๆ ครับ และยังมี 80 สัมมนาตามหาหุ้นตัวไหน ตรงใจทันเทรนด์

3. Digital Trend

ที่ขน Application ต่าง ๆ มากมาย เพื่อเป็นอุปกรณ์เสริม หรือ อาวุธเสริมให้กับนักลงทุนทำให้ตัดสินใจ หรือ ติดตามข่าวสารได้ดีมากยิ่งขึ้นครับ ซึ่งผมบอกเลยว่า ในอนาคตอันใกล้มีเครื่องมือที่จะมาช่วยนักลงทุนอีกเยอะเลยครับ เข้ามาศึกษากันไว้ รับรองว่าได้เครื่องมือดี ๆ ไปใช้ และไม่ตก
เทรนด์อย่างแน่นอนเลยครับ

และที่กำลังฮอตฮิตกัน คือนวตกรรมการส่งคำสั่งซื้อขายอัตโนมัติ Algorithmic Trading ถ้าใครอยากรู้ว่ามันทำงานอย่างไร ทำกำไรได้ดีขนาดไหน ต้องไปดูที่งานนี้ครับ

สุดท้ายครับทางผู้จัดงานก็ยังมี เวที สัมมนาที่เชิญ ผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ มากมายหลายแขนง มีความเก่งกาจที่ไม่เหมือนกัน มีความรู้เฉพาะด้านที่น่าติดตามเป็นอย่างยิ่งครับ แต่รับรองว่าไม่เครียด เพราะว่าแต่ละคนที่มานั้น นอกจากความรู้แน่นแล้ว ยังพูดคุยได้อย่างสนุกสนานอีกต่างหากครับ ใครสนใจเข้ามาดูตารางสัมมนาได้ที่นี่ครับ

http://www.set.or.th/setinthecity/2015/seminar.html

ปล. ใครอยากรู้เรื่องการลงทุนในหุ้นสไตล์ Value investing และการลงทุนในกองทุนรวม ก็มาพบกับสุดยอดนักลงทุนแบบ Value investing 2 ท่านคือ พี่หมอประมุข วงศ์ธนะเกียรติ กับ คุณชาย มโนภาส และผม หมอนัท คลินิกกองทุนแห่งนี้ ได้ในวันศุกร์ที่ 20 พ.ย. 58 นี้เวลาบ่าย 2 โมงครึ่งนะคร้าบ

และถ้าใคร มาลงทะเบียนก่อนเข้างาน จะได้รับหนังสือ “Trend ชีวิต Trend การลงทุน” ที่เป็นการบอกเล่าเรื่องราวของนักลงทุนระดับตัวท็อปทั้งหลายครับ ( มีจำนวนจำกัดนะครับ )

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดก็คือ งานครั้งนี้มีบริษัทหลักทรัพย์ต่าง ๆ เข้ามาร่วมมากมาย ที่พร้อมจะให้คำแนะนำในการลงทุน หรือ พร้อมที่จะให้บริหารในการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ได้ในงานเลยครับ รวมถึง ธนาคารต่าง ๆ หรือแม้แต่ บริษัทจดทะเบียนในตลาดฯ มาให้ของแจก เอ้ย ให้ข้อมูลกับนักลงทุนโดยตรง นอกจากนี้ยังมี บริษัทประกันภัย สมาคมนักวิเคราะห์ที่มีหนังสือเล่มใหม่มาแจกอีกด้วย (แจกกันไม่ลืมหูลืมตา) ผมแนะนำให้เอารถเข็นเล็ก ๆ ไปรับของแจกกันด้วยนะครับ

ก่อนจากกันไป ปีนี้ตลาดหุ้นอาจจะดูอึดอัด แต่ผมเชื่อว่าถ้าเรามีความรู้ที่มากขึ้น เราจะอยู่กับการลงทุนได้ดี นานขึ้น และสามารถปรับเปลี่ยนแผนการต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง

3 ขั้นตอน!! วางแผนภาษีรายได้จากหุ้นและกองทุนรวม

สวัสดีครับทุกคน วันนี้ผมมีโอกาสได้โฟนอินรายการ “รู้ใช้เข้าใจเงิน” ทางคลื่นความคิด FM 96.5 ในหัวข้อเรื่องภาษีจากการลงทุนในหุ้นและกองทุนรวม (คลิกฟังรายการย้อนหลังได้ “ที่นี่” ครับ) ซึ่งหลังจากพูดคุยเสร็จแล้ว ก็เลยคิดว่าน่าจะสรุปหลักการในออกมาให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่ติดตามแฟนเพจ @TAXBugnoms เผื่อว่าจะใช้เป็นแนวทางในการวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปลายปีกันได้ครับ 

เอาล่ะครับ เข้าเรื่องกันดีกว่า ทุกคนคงทราบดีใช่ไหมครับว่า ผลตอบแทนหลักๆจากหุ้นและกองทุนรวม นั้นมีอยู่ 2 กลุ่มที่เหมือนกัน คือ กำไรจากการขาย (Capital Gain) และ เงินปันผล (Dividend) โดยผมวางแนวทางสั้นๆ แยกออกเป็น 3 ประเด็นดังนี้ครับ

1. กำไรจากการขาย ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

กำไรจากการขายทั้งหุ้นและกองทุนรวมนั้น ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเหมือนกันครับ แต่ต้องเป็นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์และกองทุนรวมตามพรบ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ครับ

2. เงินปันผลสามารถเลือกสิทธิเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% ได้

ทั้งเงินปันผลที่เราได้รับจากหุ้นและกองทุนรวมนั้น สามารถเลือกเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% ได้เลยโดยไม่ต้องรวมมาคำนวณภาษีตอนปลายปีอีกครั้งหนึ่ง (Final TAX) แต่สามารถเลือกนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้ได้เช่นเดียวกัน ถ้าหากเรามองว่าจะได้รับคืน หรือเลือกใช้สิทธิเครดิตเงินปันผลครับ โดยผมขอสรุปเทคนิคสั้นๆดังนี้

กรณีเงินปันผลจากหุ้น

แนะนำว่าให้ดูก่อนครับว่าเงินได้สุทธิที่เราคำนวณได้นั้นอยู่ในฐานภาษีเท่าไร ผมเคยทดสอบสมมุติฐานนี้จากบทความ มีเงินได้สุทธิเท่าไร ถึงไม่ควรใช้เครดิตเงินปันผล? โดยถ้าหากบริษัทที่จ่ายเงินปันผลให้เรานั้นเสียภาษีในอัตรา 20% เงินได้สุทธิที่เราไม่ควรนำมารวมคำนวณก็คือตั้งแต่ประมาณ 2,000,000 บาทขึ้นไป

กรณีเงินปันผลจากกองทุน

กรณีนี้ให้ดูที่เงินได้สุทธิที่ต้องเสียภาษีตรงๆเลยครับ เพราะเงินปันผลจากกองทุนรวมนั้นไม่สามารถใช้สิทธิเครดิตเงินปันผลได้ ถ้าหากเราเงินได้สุทธิของเราอยู่ในฐานภาษีที่เกินกว่า 10% เราไม่ควรนำมารวมคำนวณภาษีครับ

3. การนำมารวมคำนวณภาษีต้องนำรายได้ประเภทนั้นมารวมทั้งหมด

ถ้าหากต้องการเลือกนำเงินได้ประเภทไหนมารวมคำนวณแล้ว (เงินปันผลจากหุ้น หรือ เงินปันผลจากกองทุนรวม) ต้องนำมารวมคำนวณทั้งหมดของประเภทนั้นๆ ไม่สามารถเลือกจะนำมารวมในส่วนที่เป็นประโยชน์ได้ครับ เช่น เลือกมารวมแต่หุ้นที่ได้รับสิทธิในการเครดิตเงินปันผล แต่ไม่เลือกหุ้นที่ไม่ได้รับสิทธิในการเครดิตเงินปันผลมารวมคำนวณ แบบนี้ไม่ได้ครับ

ย้ำอีกทีครับว่า… เงินปันผลจากหุ้นนั้นถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 4 ส่วน เงินปันผลจากกองทุนรวมนั้นถือเป้นเงินได้ประเภทที่ 8 ดังนั้นถ้าเลือกแบบไหนก็ต้องเลือกประเภทนั้นๆทั้งหมด มารวมคำนวณครับ ซึ่งจากตรงนี้เราก็สามารถแยกเลือกเฉพาะเงินปันผลของหุ้นหรือกองทุนรวมอย่างใดอย่างหนึ่งมารวมคำนวณได้นั่นเองครับ

สิ่งที่อยากจะฝากไว้สำหรับเรื่องนี้สำหรับเงินปันผลจากหุ้น คือ การทดลองรวมคำนวณครับ จะใช้วิธีคำนวณตอนยื่นแบบแสดงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตอนปลายปีผ่านระบบยื่นแบบผ่านอินเตอร์เน็ตของกรมสรรพากร หรือจะใช้เครื่องมือช่วยคำนวณภาษีอย่าง ITAX ไปช่วยคำนวณก็ได้เช่นเดียวกันครับ

สุดท้ายนี้… หากใครสนใจเรื่องนี้เพิ่มเติมอย่างละเอียด ผมแนะนำบทความขนาดยาวที่เคยเขียนไว้ในบล็อกภาษีข้างถนน และ Aommoney.com ตามด้านล่างนี้ และถ้าหากใครสงสัยเรื่องนี้ สามารถติดตามสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เพจ @TAXBugnoms ได้ตลอดเวลาคร้าบ

คลิกอ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่

– มีเงินได้สุทธิเท่าไร ถึงไม่ควรใช้เครดิตเงินปันผล?
– [บทความพิเศษ] ครบทุกความเข้าใจ กำไรจากการขายหุ้น รอลุ้นเครดิตภาษี
– ขอคืนภาษีเครดิตภาษีเงินปันผลภายใน 3 วินาที!!

ซื้อประกันกับใคร ปลอดภัยสุด?

เมอรี่คริสต์มาสคร้าบบบทุกคน! โค้งสุดท้ายปลายปีแบบนี้ ใครกำลังมองหาประกันชีวิตที่เหมาะสมมาใช้เพื่อตอบโจทย์เรื่องการบริหารความเสี่ยง แถมยังได้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีด้วย ถ้าได้ศึกษาแนวทางการเลือกซื้อประกันที่เหมาะสม และให้คุ้มค่ามากที่สุด ตามโพสที่ผมเคยเขียนไป

(แนวทางการเลือกซื้อประกันชีวิต อ่าน ที่นี่
แนวคิดเรื่องการซื้อประกันชีวิตเพื่อลดหย่อนภาษี อ่าน ที่นี่) จนเก็ทไอเดียหมดแล้ว

แต่ยังอาจจะเกิดคำถามสุดท้ายขึ้นว่า

“แล้วฉันจะไปซื้อกับใครดี ถึงจะไว้ใจได้มากที่สุด??” 

นั่นน่ะสิ จะซื้อกับใครถึงจะปลอดภัยสุดล่ะ? รู้ๆกันอยู่ว่าทุกวันนี้คนเราก็รู้หน้าไม่รู้ใจ ไว้ใจใครไม่ค่อยจะได้ ยิ่งในวงการประกันยิ่งยาก เจอแต่พวกมาหวังยอดหวังผลประโยชน์ ทริคกี้ พูดไม่หมด หมกเม็ดข้อมูล ไม่ก็ขายเสร็จแล้วก็สะบัดตูดหายต๋อม ไม่รับผิดชอบ จนมีดราม่าเยอะแยะมากมาย แล้วฉันจะวางใจใครได้

ก่อนอื่น เรามาลองดูกันดีกว่าว่า ปัจจุบันช่องทางการซื้อประกันชีวิต มีช่องทางไหนบ้าง และแต่ละช่องทางมีข้อดีข้อเสียอะไร ก่อนที่เราจะตัดสินใจ

1. ผ่านตัวแทนประกัน

ข้อดี

– ถ้าได้ตัวแทนที่ดี ก็จะมีคนดูแลเรื่องประกันไปตลอด ไว้คอยสอบถามเอาความรู้ คอยบริการเวลามีเรื่องต้องเคลม ให้คำแนะนำเรื่องประกันที่เหมาะสมกับเราได้
– มีสินค้าประกันส่วนบุคคลให้เลือกทุกประเภท ทั้งประกันชีวิต(ทุกแบบ) ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ และประกันกลุ่ม

ข้อเสีย

– ถ้าไปหลงเชื่อตัวแทนที่ไม่ดี ก็อาจจะทำประกันไม่เหมาะสม (จ่ายเบี้ยมากไป คุ้มครองน้อยไป จัดให้ไม่ตรงความจำเป็นของชีวิต) ทำให้กระทบการเงินด้านอื่นๆได้
– ตัวแทนอาจจะไม่มีความรับผิดชอบ ขายเสร็จได้ค่าคอมฯแล้วหายต๋อม 
– แนะนำประกันได้แค่เจ้าเดียว คือเฉพาะบริษัทที่ตัวเองสังกัด ซึ่งประกันบางตัวอาจจะสู้เจ้าอื่นไม่ได้

คำแนะนำ

ยังคงเป็นช่องทางที่ดี แต่ต้องใช้ความระมัดระวังค่อนข้างสูง

2. ผ่านธนาคาร

ข้อดี

– ซื้อง่าย สะดวก ตามสาขาธนาคารทั่วไป

ข้อเสีย

– พนักงานขายเป็นพนักงานแบงค์ ไม่ใช่ตัวแทน จึงแทบไม่มีความรู้เรื่องประกันชีวิตหรือหลักการคุ้มครองความเสี่ยง รวมถึงเงื่อนไขต่างๆในการทำประกันเลย (มีหน้าที่อธิบายแบบตามโบรชัวร์อย่างเดียว)
– ประกันที่ขายส่วนใหญ่มักเป็นแบบสะสมทรัพย์ ซึ่งอาจจะไม่ตอบโจทย์เรื่องความคุ้มครองชีวิตหรือด้านอื่นๆ (คือจริงๆมีทุกแบบ แต่พนักงานขายเป็นแต่แบบสะสมทรัพย์)
– ไม่มีที่ปรึกษาหรือคนที่คอยบริการเรื่องประกันเป็นการส่วนตัวเหมือนตัวแทน เพราะคนขายเป็นพนักงานแบงค์ ตามไปดูแลส่วนตัวไม่ได้ (นั่นคือสาเหตุว่าทำไมถึงเน้นขายสะสมทรัพย์ เพราะไม่ต้องดูแล)

คำแนะนำ

เหมาะสำหรับเฉพาะคนที่ตั้งใจเดินไปซื้อแบบสะสมทรัพย์ด้วยตัวเอง

3. ผ่าน tele sale

ข้อดี

– ซื้อง่าย แค่บอกข้อมูลส่วนตัว หรือแจ้งแบบประกันที่ต้องการซื้อ ก็ซื้อได้เลย

ข้อเสีย

– ก็เพราะมันง่ายไปนี่แหละ มันถึงเสี่ยง เพราะอาจได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน ทำให้เกิดความไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิด
– พนักงาน tele sale ไม่ได้เป็นผู้ที่รู้จริงรู้ลึกในเรื่องประกันชีวิต และอาจบอกข้อมูลไม่ครบถ้วน
– ไม่มีคนคอยดูแลและบริการหรือให้คำปรึกษาเรื่องประกันเป็นการส่วนตัว
– ประกันชีวิตบางประเภท ไม่สามารถขายผ่าน tele sale ได้ (และบางประเภทขายเฉพาะ tele sale เช่น ประกันชีวิตของผู้สูงวัย)

คำแนะนำ

เสี่ยงเกินไป ไม่เหมาะกับการซื้อประกันชีวิตในเชิงลึก

4. ผ่านหน้าเว็บไซต์ของบริษัทประกันโดยตรง

ข้อดี

– Non-Bias ไม่มีอคติในการแนะนำประกัน (เพราะเว็บไซต์ไม่ได้ค่าคอมฯ อิอิ)
– ง่าย สะดวก และมีโปรแกรมช่วยคำนวณตัวเลขคร่าวๆ + ช่วยจัดแบบประกันที่เหมาะกับความต้องการได้ระดับหนึ่ง
– ซื้อได้หลายบริษัท สามารถเปรียบเทียบด้วยตัวเองได้ จะซื้อประกันสุขภาพจากบ.A ประกันสะสมทรัพย์จากบ.B ก็ได้

ข้อเสีย

– ประกันบางประเภทซื้อผ่านเว็บไซต์ไม่ได้ (เพราะต้องการข้อมูลเชิงลึก เช่นแบบควบการลงทุน)
– ต้องศึกษาหาข้อมูล ศึกษาเงื่อนไขต่างๆด้วยตัวเอง
– ไม่มีคนคอยดูแลและบริการหรือให้คำปรึกษาเรื่องประกันเป็นการส่วนตัว

คำแนะนำ

ถ้าคิดว่าตัวเองมีความรู้เรื่องประกันดีในระดับหนึ่งก็คลิกเข้าไปซื้อเองได้เลย สบายใจดี

5. ผ่านบริษัทนายหน้าประกันชีวิต

(note : นายหน้าต่างจากตัวแทนคือ ตัวแทน จะทำหน้าที่เสมือนเป็นบ.ประกัน มีความรู้เรื่องประกันในเชิงลึก วางแผน จัดแบบประกันให้ได้ แต่ นายหน้า ส่วนใหญ่จะเหมือนเป็นแค่คนกลาง ในการนำสินค้าประกันของแต่ละที่ มาให้ลูกค้าได้เลือกซื้อเองเฉยๆ)

ข้อดี

– มีประกันให้เลือกหลายที่ จึงปราศจากอคติที่จะแนะนำเฉพาะเจ้าใดเจ้าหนึ่ง
– มีประกันให้เลือกทุกแบบ ไม่เฉพาะแค่ประกันชีวิต
– สามารถแนะนำประกันตัวเด่นๆของแต่เจ้าได้
– บ.นายหน้าบางแห่งก็อาจจะบริการเวลามีเคลมให้เหมือนตัวแทน

ข้อเสีย

– ส่วนใหญ่บ.นายหน้าจะขาดความรู้และหลักการในการวางแผนประกันชีวิตในเชิงลึก
– หายาก มีน้อย คนส่วนใหญ่ไม่รู้ช่องทาง

คำแนะนำ

ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ช่องทางยังน้อยอยู่

6. ผ่านที่ปรึกษาทางการเงิน/นักวางแผนทางการเงินอิสระ

ข้อดี

– ได้ประกันที่ตอบโจทย์ ตรงตามความเหมาะสมกับชีวิตเราจริงๆ และมีการมองภาพรวมทางการเงินไว้ทุกด้าน ทำให้เป็นการบริหารเงินที่มีประสิทธิภาพกว่าช่องทางอื่นๆ
– อาจจะมีความเป็นกลางมากกว่าตัวแทนเพราะต้องวางแผนเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายลูกค้าเป็นหลัก
– มีคนดูแลในระยะยาว เช่นเดียวกับตัวแทน แต่ได้รับการดูแลเรื่องการเงินในด้านอื่นๆด้วย เช่นด้านการลงทุน การบริหารเงินต่างๆ

ข้อเสีย

– จริงๆไม่เชิงเป็นข้อเสีย แต่เป็นข้อพิจารณาหนึ่งมากกว่า คืออาจจะมีการเรียกเก็บค่าที่ปรึกษาหรือค่าทำแผนการเงินด้วย
– หาที่ปรึกษา/นักวางแผน ทางการเงินมืออาชีพจริงๆได้ยาก ส่วนใหญ่ยัง

เป็นหมอ.. เสียภาษีมากกว่าที่คิด : วิธีวางแผนภาษีสำหรับแพทย์

“รายได้มากก็ต้องเสียภาษีมาก มันเป็นเรื่องธรรมชาติของคนรวย” มิตรสหายคุณหมอท่านหนึ่งกล่าวกับผม @TAXBugnoms เมื่อวันก่อน ด้วยน้ำเสียงท้อแท้ปนเสียใจ คล้ายกับต้องยอมรับความจริงที่ว่า โครงสร้างอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของประเทศไทยนั้นเป็นแบบอัตราภาษีก้าวหน้า นั่นแปลว่า ยิ่งมีรายได้สูงแค่ไหน ยิ่งเสียภาษีนั่นเองคร้าบ

โดยเจ้าเงินได้สุทธิที่ว่านี้ คำนวณมาจาก (เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ลดหย่อน) ซึ่งถ้าหากใครยังสงสัยหรือไม่แน่ใจเรื่องการคำนวณภาษีในส่วนนี้ แนะนำให้อ่านเพิ่มที่ซีรีย์ ภาษีง๊ายง่าย ทั้ง 3 ตอนกันก่อนครับ

แต่ถ้าใครได้อ่านบทความเรื่อง ภาษีง้ายง่ายในตอนที่ 2 จบไปแล้วก็จะรู้ว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดของการคำนวณภาษีนั้นคือ การเลือกประเภทของเงินได้ให้ถูกต้อง เพราะกฎหมายนั้นได้อ้างอิงการหักค่าใช้จ่ายตามประเภทของเงินได้นั่นเองครับ

ยิ่งถ้าเจาะลึกลงไปสำหรับอาชีพแพทย์ (คุณหมอ) แล้ว เราจะเห็นว่า รายได้สำหรับคุณหมอนั้นเข้าเกณฑ์ถือเป็นเงินได้ตามกฎหมายถึง 4 ประเภทจากเงินได้ทั้งหมด 8 ประเภทดังนี้ครับ

  1. เงินได้ประเภทที่ 1 หรือ เงินเดือน เช่น พวกเงินเวร เงิน พ.ต.ส. เบี้ยเลี้ยงที่ได้จากทางโรงพยาบาลได้ตกลงจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน
  2. เงินได้ประเภทที่ 2 หรือ เงินได้จากหน้าที่ที่เราได้รับจากผู้ว่าจ้าง เช่น เงินได้จากการเข้าเวรที่โรงพยาบาลอื่นที่ไม่ใช่โรงพยาบาลที่คุณหมอท่านนั้นได้ทำงานประจำอยู่
  3. เงินได้ประเภทที่ 6 หรือ เงินได้จากวิชาชีพอิสระ โดยวิชาแพทย์ถือเป็นการประกอบโรคศิลป์
  4. เงินได้ประเภทที่ 8 หรือ เงินได้อื่น ซึ่งได้จากการประกอบธุรกิจของคุณหมอโดยตรง อย่างการเปิดสถานพยาบาล (คลินิก) เป็นของตัวเองและต้องมีเตียงสำหรับผู้ป่วยเพื่อรับการรักษาพยาบาลค้างคืนด้วยครับ

โดยการหักค่าใช้จ่ายของเงินได้แต่ละประเภทนั้น แตกต่างกันมากกก โดยเงินได้ประเภทที่ 1 และ 2 นั้นต้องนำมารวมกันและหักได้สูงสุดไม่เกิน 60,000 บาทต่อปีเท่านั้นเอง แต่เงินได้ประเภทที่ 6 และ 8 นั้นสามารถเลือกหักแบบเหมาและตามจริง(จำเป็นและสมควร) ได้ โดยประเภทที่ 6 จะเลือกหักเหมาได้ในอัตรา 60% และประเภทที่ 8 หักเหมาในอัตรา 75%

ลองคิดตัวอย่างง่ายๆครับ ถ้าคุณหมอมีรายได้จากวิชาชีพแพทย์ 1 ล้านบาทเท่าๆกัน จะเลือกหักค่าใช้จ่ายหักได้แตกต่างกันตามประเภทของเงินได้ดังนี้ครับ

หมายเหตุ : เงินได้ประเภทที่ 1 และ 2 หักค่าใช้จ่ายรวมกันได้สูงสุดจำนวน 60,000 บาท

จากตารางข้างต้นนี้ เราจะเห็นว่าวิธีการจัดการที่จะช่วยลดเงินได้สุทธิให้ได้ดีที่สุดนั้น มีอยู่ 2 วิธี นั่นคือ การเพิ่มหน่วยภาษี หรือ การจัดประเภทรายได้ นั่นเองครับ

1. การเพิ่มหน่วยภาษี

คือ การกระจายรายได้ไปให้กับบุคคลอื่นแทน โดยแรกเริ่มเดิมทีคุณหมอส่วนใหญ่จะได้รับคำแนะนำให้วางแผนภาษีด้วยวิธีการตั้ง “คณะบุคคล” ขึ้นมา ซึ่งตั้งแต่ 1 มกราคม 2558 เป็นต้นไป คณะบุคคลดังกล่าวจะถูกกฎหมายบังคับให้เลิกใช้โดยปริยาย เนื่องจากมีเรื่องของการเสียภาษีที่ซ้ำซ้อนจากการแบ่งกำไร และจะต้องมีการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายอีกมากมายครับ (หากใครสนใจอ่านได้ที่บทความผมที่เขียนไว้ในบล็อกภาษีข้างถนน คือ บทความ ปรับปรุงภาษีห้างหุ้นส่วนและคณะบุคคล และ บทความ 5 ขั้นตอนควรรู้ก่อนยื่นภาษีห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคล ครับ)

2. การจัดประเภทรายได้

คือ การจัดประเภทรายได้จากเงินได้รูปแบบหนึ่ง ให้กลายเป็นเงินได้อีกรูปแบบหนึ่งตามกฎหมาย เช่น จากงานรับจ้างธรรมดา (ประเภทที่ 2) กลายเป็น การประกอบวิชาชีพ (ประเภทที 6) โดยใช้เทคนิคและวิธีการต่างๆ เช่น

– การตกลงทำสัญญากับโรงพยาบาลเพื่อประกอบโรคศิลป์เป็นการส่วนตัว (เงินได้ประเภทที่ 6) โดยที่ไม่ใช่การว่าจ้างจากโรงพยาบาล

– การเปิดคลินิกพยาบาลในสถานที่ต่างๆ โดยใช้แทนการรับจ้างตรวจ เช่น เปิดคลินิกที่โรงงานเพื่อรับตรวจรักษาให้กับพนักงานในโรงงาน (เงินได้ประเภทที่ 6)

– เปิดเป็นสถานพยาบาลของตัวเอง โดยมีเตียงค้างคืนสำหรับผู้ป่วย (เงินได้ประเภทที่ 8)

และจากตัวอย่างที่ว่ามาทั้งหมดนี้ ขอบอกเลยครับว่า หลักการวางแผนภาษีเรื่องการจัดประเภทรายได้นั้นถือเป็นหลักการที่เหมาะสมและถูกต้องมากกว่าการเพิ่มหน่วยภาษีครับ และเมื่อจัดประเภทรายได้เรียบร้อยแล้ว ก็มาพิจารณาเรื่องของการวางแผนภาษีโดยใช้ค่าลดหย่อนที่มีเพิ่มเติมเข้าไปเพื่อให้สามารถประหยัดภาษีได้สูงสุดอีกต่อหนึ่งครับ

สุดท้ายนี้สิ่งหนึ่งที่อยากจะเน้นย้ำให้ฟังอีกสักครั้งก็คือ หลักการวางแผนภาษีที่ดีนั้น ไม่ใช่วางแผนเพื่อประหยัดภาษีให้มากที่สุด แต่ควรวางแผนโดยยึดความถูกต้องก่อนแล้วจึงค่อยหาทางเลือกในการประหยัดภาษีตามมา เพราะการวางแผนภาษีแบบผิด ๆ ในบางครั้งอาจจะทำให้ชีวิตเรามีปัญหาและถึงขั้นพังได้เลยนะคร้าบบบ

โค้งสุดท้าย เลือก Style ที่ใช่ก่อนตัดสินใจลงทุน LTF & RMF

มาถึงโค้งสุดท้ายของเทศกาลลดหย่อนภาษีในปีนี้ ก็อย่าลืมนะครับว่าการซื้อ LTF & RMF เป็นเรื่องของการลงทุน ส่วนการลดหย่อนภาษีนั้นเป็นประโยชน์ที่ได้รับเพิ่มเติมเท่านั้น เพราะฉะนั้นแล้วหากเราไม่ได้ศึกษาการลงทุนเลยและตั้งหน้าตั้งตาจะลดหย่อนภาษีอย่างเดียวออาจจะทำให้เราเกิดความเสียหายในการลงทุนได้ เช่น ลดหย่อนภาษีมาได้ 10,000 บาท แต่ขาดทุนไป -12,000 บาท และมารู้ที่หลังว่าจริงๆแล้วเป็นคนขี้ตกใจ ไม่อยากรับความเสี่ยงอีกต่างหาก อันนี้ก็คือว่าเป็นความผิดพลาดในการลงทุนนะครับ

การศึกษาข้อมูลกองทุนรวมและการประเมินความเสี่ยงของตัวเราเองนั้นมีความสำคัญมาก หลายๆครั้งผมเห็นมีเพื่อนๆเลือกกองทุนจากอัตราผลตอบแทน 5 ปีย้อนหลังเพียงอย่างเดียวและก็เลือกกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดทันทีและต่อมากลับพบว่าในช่วงเวลาที่หุ้นผันผวนในระยะสั้นนั้น กองทุนที่ให้ผลตอบแทนเคยสูงมาก่อนก็อาจจะมีผลประกอบการที่ติดลบแบบสุดๆก็ได้ ในปีต่อๆมาหลายๆกองก็อาจจะไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่เยอะเหมือนอดีตที่เราเคยเห็นนะครับ

ที่นี้ผมมีอยู่ 3 Style นำเสนอ เผื่อลองไปเป็น Idea ในการลงทุนของแต่ละท่านนะครับ

1. ชอบเสี่ยงต้องดูให้รอบ

อย่างที่เล่าให้ฟังครับว่า เวลาเราลงทุนมในกองทุนรวมนั้นการมองผลตอบแทนย้อนหลังควรจะต้องดูทั้งในระยะยาว 5 ปี และในระยะสั้น 1 ปี ด้วยนะครับว่า กองทุนรวมที่เราลงทุนไปนั้น ผู้บริหารกองทุนมีลักษณะ Style การลงทุนอย่างไร ถ้าระยะยาวผลตอบแทนเยอะมากแต่ระยะสั้นผันผวนสูงจาก Style การลงทุนที่ตื่นเต้น ถ้าเราเป็นคนที่ไม่ชอบความเสี่ยงสูงก็อาจจะไม่เหมาะสมกับเรานะครับเพราะต้องไปนั่งลุ้นอนาคตกันต่อ แต่ถ้าเราพบกองทุนรวมที่คัดเลือกหุ้นและปรับพอร์ตให้เข้าสูาสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นผันผวนมาก ก็อาจจะลองเลือกพิจารณา ดังตัวอย่างที่เคยยกไว้ถึง Style Selective แบบ K20SLTF ครับ

2. ชอบมั่นคงให้ดูโครงสร้างกองทุน

กองทุนรวมนั้นแต่ละกองจะมีเนื้อหาที่แตกกต่างกันนะครับ บางกองเน้นลงทุนในหุ้นอย่างเดียวเลย บางกองทุนเป็นแนวผสมผสานระหว่างตราสารหนี้และตราสารทุน การลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเองนั้นไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องได้กำไรและผลตอบแทนสูงสุด แต่ควรจะเป็นการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเองและทำให้เรามีความสุขที่สุด หลายๆคนไม่เกิดมาเพื่อชอบเสี่ยงแต่ก็อยากเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ผลตอบแทนที่มากขึ้น ตัวอย่างที่ผมเคยได้ยกไว้ก็คือการมองความเสี่ยงของตัวเองและเลือกกองทุนรวมอย่างเหมาะสม เช่น รับความเสี่ยงได้ปานกลาง ก็ลองพิจารณาดูกองทุนรวมแบบผสมดีไหม? เพราะเป็นทางเลือกการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนที่ดีทั้งในส่วนของหุ้นและตราสารหนี้ ไม่ต้องเสี่ยงกับตลาดหุ้นที่ผันผวนเพียงอย่างเดียว ถ้า Style ลักษณะนี้ลองดูกองทุนรวม KGARMF ที่ลงทุนแบบผสมทั้งหุ้นและตราสารหนี้ในต่างประเทศ ไม่เสี่ยงมากจนเกินไปและไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่เบาหวิวจนเกินไปครับ

3. ชอบความปลอดภัยให้เลือกกองทุนความเสี่ยงต่ำ

เมื่อในโลกนี้มีคนชอบรับความเสี่ยงสูงเพื่อเพิ่มโอกาสในการรับผลตอบแทนที่มากขึ้น ก็ย่อมมีอีกหลายๆคนที่ต้องการลงทุนแต่ไม่ต้องการเพิ่มความเสี่ยงมากจนเกินไปแค่รับผลตอบแทนที่มากกว่าเงินฝากได้ก็ดีใจแล้ว กองทุนรวมประเภทตราสารหนี้ก็ย่อมเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ของนักลงทุนกลุ่มนี้ได้เช่นกันนะครับ เพราะความผันผวนของกองทุนรวมประเภทนี้มีไม่สูงก็เหมาะกับนักลงทุนที่ความเสี่ยงไม่ได้มาก อาจจะเป็นเพราะมีอายุใกล้วัยเกษียณแล้ว หรืออาจจะเป็นเพราะตัวเขาไม่ต้องการรับความเสี่ยงในการลงทุน ขอให้ได้เงินต้นกลับมาอย่างปลอดภัยพร้อมผลตอบแทนก็เพียงพอแล้ว

แต่สำหรับบางคนก็มองว่าในการลงทุนระยะยาวนั้น อาจจะนำกองทุนรวมที่มีความปลอดภัยเป็นที่พักเงินเพื่อรอคอยการสับเปลี่ยนกองทุนให้สามารถเพิ่มผลตอบแทนในอนาคตเมื่อมีจังหว่ะและโอกาสที่เอื้ออำนวยมากขึ้น หลังจากที่ความผันผวนผ่านไปและคิดว่าการกลับฟื้นตัวของหุ้นจะเกิดขึ้น เช่น การลงทุนใน KSFRMF เพื่อเป็นที่พักเงินลงทุนในยามที่หุ้นผันผวนและเมื่อพบจังหว่ะดีๆก็สามารถสลับเปลี่ยนกองทุนไปลงในกองทุน RMF ที่เป็นหุ้นเพื่อรับผลตอบแทนที่สูงกว่าในอนาคตได้ครับ

ทั้งหมดนี้ก็จะเห็นได้ว่าการลงทุนนั้นมีหลากหลาย Style ขึ้นอยู่กับนักลงทุนแต่ละคนด้วย เพราะฉะนั้นแล้วอย่าลืมศึกษากองทุนรวมที่เหมาะสมกับแบบฉบับของเรานะครับ เมื่อเลือกกองทุนรวมได้แล้วก็ขอให้ประสบความสำเร็จในกการลงทุนทุกคนครับ

หมายเหตุ :

“ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และคู่มือภาษีก่อนตัดสินใจลงทุน”

บทความนี้เป็นบทความ Advertorial

2 ขั้นตอนการสร้างระบบออมอัตโนมัติ

ใครเคยพูดกับตัวเองแบบนี้บ้าง

“ เดือนนี้เราต้องออมเงินให้ได้ๆๆๆๆๆๆ ”

หลายคนอาจจะเคยอ่านกระทู้ออมเงินจากค่าอาหารกลางวันที่เก็บเงินเพียงไม่กี่เดือน แต่ก็มีเงินออม หลายหมื่นบาท หรืออ่านบทความการออมเงินมาสารพัดรูปแบบ เห็นคนอื่นที่มีเงินเดือนหลักหมื่น แล้วเก็บเงินได้หลักล้าน!!

อ่านซึมซับแรงบันดาลใจไปสักพักใหญ่ๆ จนกระทั่งทำให้เราเริ่มมีแรงฮึดสู้ในใจว่า “ฮึ ฮึ คนอื่นทำได้ เราก็ต้องทำได้เหมือนกัน” พร้อมกับยกมือขวาขึ้น ทำตาเป็นประกาย วิ้งๆ แล้วจินตนาการว่ากำลัง แหวกว่ายอยู่บนเงินกองโต บุ๋ม บุ๋มๆๆๆ

……..หลายเดือนผ่านไป……

ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ใช้จ่ายเงินเหมือนเดิม ไม่มีเงินออมเหมือนเดิม แต่ที่ต่างไปจากเดิมเล็กน้อยก็เริ่ม มีกองทัพหนี้สินเกิดขึ้น เหตุผลส่วนใหญ่ คือ พอเริ่มออมเงินได้เงินมาก้อนนึงก็ต้องมีเหตุบังเอิญใช้เงินทุกที สุดท้ายความตั้งใจที่จะต้องออมเงินให้ได้ก็หายวับไป

“ ถ้าเราบังคับใจตนเองไม่ได้ ก็ต้องใช้ระบบเข้าช่วย ”

การตั้งระบบออมอัตโนมัตินี้จะช่วยทำให้เรื่องการออมเงินนั้นง่ายขึ้น เพราะเราไม่ต้องมาเตือนตัวเอง ทุกเดือนว่าต้องถอนเงินออกจากบัญชีเงินเดือน เพื่อนำไปเก็บในบัญชีออมเงินด้วยตนเองทุกเดือน เพราะบางเดือนเราอาจจะทำงานยุ่งมากจนลืม หรืออาจจะรู้สึกฝืนใจตนเองที่เห็นเงินในบัญชีแล้วไม่ได้ใช้ ซึ่งตอนนี้อุปสรรคในการออมเงินจะหมดไป ถ้าเราทำให้เป็นระบบการออมอัตโนมัตินะจ๊ะ

2 ขั้นตอนการสร้างระบบออมอัตโนมัติ

  1. เปิดบัญชีธนาคารออนไลน์

ตอนนี้ธนาคารส่วนใหญ่ก็มีธนาคารออนไลน์หรือที่เรียกสั้นๆว่า e-banking ให้เราได้ใช้บริการกันแล้ว วิธีการสมัครง่ายมากๆ เช่น สมัครที่เคาน์เตอร์ธนาคาร สมัครที่ตู้ ATM ใช้เวลาไม่นานเราก็สามารถใช้บัญชี ธนาคารออนไลน์ได้แล้ว ซึ่งใช้งานได้ทั้งในคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน

เราสามารถเห็นความเคลื่อนไหวของบัญชีได้ตลอดเวลา จะทำการโอน จ่าย ถอน ที่ไหนและเมื่อไหร่ก็ได้ โดยที่เราไม่ต้องเสี่ยงภัยที่หน้าเคาน์เตอร์ธนาคารว่าจะไปฝากเงิน แต่ได้ประกันชีวิตกลับมาแบบงงๆ รวมถึงเราสามารถตั้งระบบออมเงินรายเดือนได้อีกด้วย

2. เชื่อมต่อธนาคารออนไลน์กับบัญชีเงินออม

สร้างแผนที่การเดินทางของเงินว่าแต่ละเดือนจะให้เงินเดือนของเราไปอยู่ในส่วนใดบ้าง โดยแบ่งหลักๆเป็น 3 บัญชี คือ บัญชีเงินเดือน บัญชีเงินออมและบัญชีรายจ่าย แล้วเขียนว่าแต่ละเดือนจะต้องจ่ายกับส่วนไหน เท่าไหร่บ้างเพื่อจะได้เห็นภาพรวมของเงินได้ดียิ่งขึ้น เช่น

  • หากมีเงินออมระยะสั้นมากเกินไปก็อาจจะสูญเสียโอกาสในการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างผลตอบ แทนให้สูงขึ้น ทำให้เราควรปรับสัดส่วนของเงินให้สมดุลกันทั้งในระยะสั้น กลางและยาว
  • ถ้ามีหนี้สินระยะสั้นจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากเกินไป ก็เป็นการเตือนตัวเองเพื่อที่จะใช้บัตร ให้น้อยลง เพียงพอกับความสามารถในการชำระหนี้ได้

2 ขั้นตอนการสร้างระบบออมอัตโนมัติ

ตัวอย่างการเขียนเส้นทางการเงิน
2 ขั้นตอนการสร้างระบบออมอัตโนมัติ
เราสามารถใช้เทคโนโลยีสร้างระเบียบวินัยการออมและออกแบบระบบการจ่ายเงินให้ตนเองได้ เพื่อที่เราจะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่นมากขึ้น ซึ่งวิธีการต่างๆเหล่านี้อาจจะยุ่งยากบ้างในช่วงแรกๆ แต่ถ้าทุกอย่างเข้าที่ เรามีหน้าที่เพียงตรวจดูภาพรวมว่าทุกอย่างเป็นไปตามเป้าหมายการเก็บเงินหรือไม่ เพื่อจะได้ปรับเปลี่ยนให้ทันต่อสถานการณ์

จะรออะไรอีกจ๊ะ เริ่มจัดระเบียบเงินออมกันเลย ^_^

 

 

 

2 ขั้นตอนการสร้างระบบออมอัตโนมัติ

Review : มีอะไรอยู่ในกองทุน KF-HEALTHD

ปัจจุบันกองทุนกลุ่ม Healthcare นั้นก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมานั้น เราจะเห็นการปรับตัวลดลงของราคาหน่วยลงทุนจากข่าวความไม่แน่นอนเรื่องการเลือกตั้งของสหรัฐ​ฯ

โดย Hillary Clinton ได้หาเสียงไว้ว่าถ้าได้ขึ้นตำแหน่งเป็น ประธานาธิบดีก็จะพยายามปรับราคายา หรือควบมคุมราคาของผลิตภัฑณ์ต่าง ๆ ในกลุ่ม Healthcare นั้น ไม่ให้มีราคาที่สูงเกินไป

(และดูท่าทางก็ได้ผลเสียด้วย เพราะว่าได้รับการสนับสนุนจากคนส่วนใหญ่)

แต่ว่าการปรับตัวลดลงของหุ้นกลุ่มนี้เองก็ยังไม่มาก เรียกได้ว่าเมื่อเทียบกับการปรับตัวลดลงของหุ้นในกลุ่มนี้ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตนั้น การปรับตัวลดลงในครั้งนี้ก็ยังมีการปรับตัวลงที่น้อยกว่า และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เองก็ไม่ได้น่าตกใจอย่างที่หลาย ๆ คนกังวลครับ เพราะว่าหลังจากช่วงที่มีการปรับตัวลดลงนั้นก็มีแรงซื้อหุ้นในกลุ่มนี้กลับเข้ามาบ้างแล้ว

ผมเชื่อว่าคนที่อ่านบทความนี้คงอยากรู้ว่า ทำไมหลาย ๆ คนยังคงลงทุนกับกองทุน Healthcare อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะมีความผันผวนของราคาสูงก็ตามที

ทั้งนี้เป็นเพราะว่าหลายปัจจัยครับ โดยเฉพาะสังคมผู้สูงอายุที่ต้องเกิดขึ้นมาแน่ ๆ ในอีกประมาณ 10 ปีหลังจากนี้ โดยที่ผู้สูงอายุนั้นก็ต้องยอมที่จะจ่ายค่าดูแล หรือค่ารักษาพยาบาล ก็เพื่อที่จะทำให้ตนเองมีสุขภาพที่ดี แถมคนกลุ่มประเทศเกิดใหม่อย่างจีน ไทย และกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านของเรา ก็ยอมจ่ายเงินกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น ก็ถือว่าเป็นปัจจัยบวกระยะยาว ๆ ให้กับกลุ่ม Healthcare นั่นเอง

แต่ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนยังไม่รู้ว่า บริษัทต่าง ๆ ในกลุ่มนี้ทำอะไรบ้าง หรือ กองทุนที่เราถืออยู่นั้น เลือกหุ้นแบบไหนมาอยู่ในกองทุน ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นส่ิงที่นักลงทุนต้องรู้ เพราะว่าเป็นเงินลงทุนของนักลงทุนเอง และถ้าเราไม่รู้ถึงสิ่งที่เราได้ลงทุนไปนั้น คือความเสี่ยงที่สูงที่สุดของการลงทุนครับ

ถ้าเรารู้ดีว่าเรากำลังลงทุนอยู่กับอะไร เข้าใจมันดี รวมถึงคำนึงถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้แล้วละก็ ลงทุนไปรับรองว่าไม่ผิดหวัง และมีความสบายใจมากขึ้น กินอิ่มนอนหลับอย่างแน่นอน

ดังนั้น วันนี้ผม หมอนัท แห่งคลินิกองทุนแห่งนี้ ขอถือโอกาสนำทุกท่านไปทำความรู้จักกองทุน Healthcare จากค่าย บลจ.กรุงศรี ฯ ที่ชื่อว่า KF-HEALTHD กัน

เพื่อที่จะได้เข้าใจมากขึ้นว่า กองทุนที่เราลงทุนไปนั้น เลือกหุ้นแบบไหนมาอยู่ในกองทุน ทั้งนี้ก็เพื่อเสริมความมั่นใจว่าสิ่งที่ท่านถืออยู่นั้นจะทำผลตอบแทนได้อย่างที่เราคาดหวัง แต่ถ้าเห็นแล้วว่าหุ้นที่ถืออยู่ในกองทุนนั้นไม่ถูกใจเอาซะเลย ก็จะได้ทำการเลือกกองทุนอื่นที่ถูกใจแทนครับ

ก่อนอื่นก็มารู้จัก กองทุน Master Fund ที่กองทุนนี้ไปได้ลงทุนอีกต่อหนึ่งกันครับ

กองทุนนี้มีชื่อว่า JPMorgan Fund – Global Healthcare Fund ส่วนรายละเอียดกองทุนนั้น สามารถอ่านได้จากรูปภาพด่านล่างเลยครับ

ท่านไหนที่สนใจจะติดตามการลงทุนของกองทุนนี้ก็สามารถที่จะเอา รหัสการลงทุน หรือ Bloomberg code ไปกรอกใน google ได้เลย ซึ่งจะมีข้อมูลของกองทุนให้ดูอัพเดตกันได้ทุกวันครับ

ส่วนทีมผู้จัดการกองทุนก็มีประสบการณ์การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้มาอย่างยาวนานเลย ขอแอบกระซิบให้กับ นักลงทุนสาว ๆ นะครับ ว่า ผู้จัดการกองทุนคนนี้หน้าตาดีมากครับ

น้อง ๆ นักวิคราะห์หลายคน ที่ผมรู้จัก หลงเสน่ห์ซื้อกองทุนเพราะผู้จัดการกองทุนมาแล้วนะครับ ประมาณว่าหุ้นในกองทุนไม่สนใจ ขอคนที่มาบริหารให้หล่อก็พอครับ 555+

ซึ่งเราจะทำอย่างนั้นไม่ได้ครับ เราจะดูแต่ภายนอกไม่ได้ เรามาดูกันต่ออีกสักหน่อยครับว่า กองทุนนี้มีอะไรดี นอกจาก ผู้จัดการกองทุน

กองทุนนี้จะเน้นการลงทุนไปในกลุ่มประเทศ อเมริกาเหนือ และกลุ่มยุโรป ซึ่งเป็นแหล่งผลิตยา รวมถึงเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ต้องการเทคโนโลยีขั้นสูงครับ

โดยเน้นไปลงทุนในกลุ่ม บริษัทยา-เภสัชกรรม (Pharmaceutical) เป็นหลัก และถัดมาเป็นกลุ่ม ไบโอเทคที่เน้นการวิจัยคิดค้นยาใหม่ ๆ ครับ

แต่พอร์ตปัจจุบันของกองทุนนี้ เริ่มที่จะมีการปรับพอร์ต โดยมีการลดสัดส่วนการลงทุนในกลุ่ม ไบโอเทคลงบ้างครับ และเข้าซื้อหุ้นในกลุ่มของบริษัทยามากขึ้น เนื่องจากกลุ่ม ไบโอเทคนั้นมีราคาที่ค่อนข้างสูงแล้ว ทางกองทุนคิดว่ามีความเสี่ยงที่หุ้นในกลุ่มนี้จะปรับตัวลดลงได้งมากขึ้นจึงมีการปรับออกบ้าง ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาครับ

แต่ถึงแม้ราคาของกลุ่มนี้จะขึ้นไปสูงแล้ว แต่กองทุนเองก็ยังคงถือในสัดส่วนที่เยอะพอสมควร เพราะคิดว่าเป็นการซื้อของที่ระดับพรีเมี่ยม ที่จะให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจในระยะยาว ๆ ครับ

และสาเหตุที่กลุ่มไบโอเทคนี้น่าสนใจกว่ากลุ่มอื่นใน Healthcare sector เพระว่าการรักษาโรคที่มีการพัฒนาการมากขึ้นเรื่อย ๆ นั้น ก็ต้องอาศัยนวัตกรรมที่ดีขึ้นเช่นกันครับ

โดยโรคของผู้สูงอายุที่ส่งผลต่อการเติบโตของกลุ่มธุรกิจนี้ได้แก่

  1. อัลไซเมอร์ >> ใช้ค่ารักษาสูง และการรักษาให้หายขาดก็ยาก
  2. มะเร็ง >> มีเม็ดเงินมหาศาลจากความพยายามในการรักษาโรคนี้
  3. Eye diseases
  4. โรคหัวใจ
  5. โรคเบาหวาน

โดยเฉพาะโรคอัลไซเมอร์ ที่ปัจจุบันยาสำหรับผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์นั้น สามารถช่วยแค่บรรเทาอาการให้ทุเลาลงเท่านั้น ซึ่งคาดการณ์ว่าระดับการใช้จ่ายในการรักษาโรคอัลไซเมอร์ในสหรัฐ ในปี 2558 นั้นอยู่ที่ประมาณ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และจะเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่าตัวในอีก 35 ปี ข้างหน้า ซึ่งสูงกว่างบประมาณทางทหารของสหรัฐในปี 2556 ที่อยู่ประมาณ 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (แหล่งข้อมูล: JPM, Alzheimer Association, มี.ค. 2558)

จะสังเกตได้ว่า โรคส่วนใหญ่เป็นโรคเรื้อรัง ที่ต้องใช้เวลานานในการรักษา และต้องการการดูแลที่ดีตลอดชีวิต หลังจากที่เป็นโรคแล้วครับ

ฝากเงินแบบไหนดี…ให้มีพร้อมใช้ตลอดเวลา

ช่วงใกล้สิ้นปีลมหนาวเริ่มพัดผ่านมาแล้วนะคะ หนาวกายไม่เท่าไหร่แต่ถ้าหนาวใจนี่ต้องรีบหาคนดูแล อิ้ววว แต่ไม่ว่าจะหนาวกายหรือหนาวใจก็ยังดีกว่า “หนาวตลอดชีวิตเพราะเงินหมด” เฮ้อ..ถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่มีใคร มาช่วยเราได้แล้วล่ะ นอกจากเราต้องดูแลเงินในกระเป๋าของตนเอง

ถ้าไม่อยากหนาวเพราะเงินหมดก็ต้องมาสร้างความอบอุ่นให้เงินในกระเป๋าด้วยการ เริ่มต้นวางแผน การใช้เงินกันตั้งแต่ตอนนี้เลย #ยังดีกว่าไม่เริ่ม โดยการเขียนความฝันของเราออกมาให้เป็นรูปธรรม ว่าช่วงนี้และอนาคต เราจะใช้เงินไปทำอะไรบ้าง

เราแบ่งช่วงการใช้เงินออกเป็น 3 ระยะ คือ

  • ระยะสั้น ช่วงเวลา 1-2 ปี เช่น เงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เงินฉุกเฉิน
  • ระยะกลาง ช่วงเวลา 3 – 6 ปี เช่น วางแผนซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ สร้างธุรกิจส่วนตัว วางแผนการศึกษา
  • ระยะยาว ช่วงเวลา 7 ปีขึ้นไป เช่น วางแผนเกษียณ

ช่วงเวลาสั้นหรือยาวว่าจะต้องเป็นเวลากี่ปีนั้น เราสามารถเพิ่มลดกันได้ขึ้นอยู่กับการจัดลำดับความสำคัญ ของแต่ละคน แต่ที่สำคัญ คือ ในแต่ละช่วงเวลาควรแบ่งสัดส่วนการเก็บเงินให้สมดุลกัน บางคนมีเงินสดเพื่อ สภาพคล่องระยะสั้นมากเกินไป จนลืมเก็บเงินเผื่อลงทุนระยะยาวในช่วงเกษียณ ขณะที่บางคนเก็บเงิน เพื่อเกษียณมากเกินไป จนไม่มีสภาพคล่องในระยะสั้ #เดินทางสายกลางซิจ๊ะ

เงินที่ทุกคนควรเก็บให้ครบ

เราควรจัดสรรเรื่องเงินในปัจจุบันกับอนาคตควบคู่กันไป เมื่อเก็บเงินในระยะสั้นครบแล้ว ส่วนที่เหลือก็เก็บ เพื่อเป็นเงินสะสมระยะยาวต่อไป เงินในระยะสั้นที่ควรเก็บให้ครบ คือ เงินฉุกเฉิน ซึ่งเป็นเงินที่เก็บไว้ใช้ ในช่วงที่ชีวิตเกิดวิกฤตจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ตกงาน เกิดอุบัติเหตุ เป็นต้น

ลองนึกภาพตามนะคะ แม้ว่าบางบริษัทไม่เคยเกิดไฟไหม้มาหลายปี แต่ก็ยังต้องมีการซ้อมแผนหนีไฟทุกปี เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมไว้ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์เลวร้ายจะได้รู้ว่าต้องทำอะไรก่อนหลังเพื่อจะได้มี ชีวิตรอดออกมาจากกองไฟได้ มันก็เหมือนกับชีวิตเราที่ต้องมีเงินฉุกเฉินเพื่อนำมาใช้จ่ายในยามคับขันได้

ควรมีเงินฉุกเฉินเท่าไหร่?

“ควรเตรีมเงินฉุกเฉินไว้ 3 – 6 เท่าของค่าใช้จ่าย”

ตัวอย่าง
หากมีรายจ่ายต่อเดือนๆละ 10,000 บาท ก็ต้องมีเงินฉุกเฉิน 30,000 – 60,000 บาท

⇒ หมายความว่า หากเกิดเหตุการณ์เลวร้ายที่ทำให้ตกงานกระทันหัน เรามีเงินเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และหางานใหม่  3-6 เดือน จากเงินฉุกเฉินจำนวน 30,000 – 60,000 บาท

ควรเก็บเงินฉุกเฉินแบบไหน?

“เงินฉุกเฉินต้องพร้อมถอนใช้ตลอดเวลา”

รูปแบบการฝากเงินจึงควรเป็นการฝากระยะสั้น มีความผันผวนต่ำ (ผลตอบแทนต่ำ) โดยเน้นความปลอดภัย ของเงินต้นเป็นหลัก เพราะเงินต้นต้องอยู่ครบในวันที่ต้องการใช้เงิน ลองนึกดูว่าถ้าเราเลือกฝากเงินฉุกเฉิน ไว้ในกองทุนรวมที่ลงทุนหุ้น เพราะผลตอบแทนที่สูงกว่ากองทุนทั่วไป แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องรีบใช้เงินด่วน ในขณะที่หุ้นกำลังตกก็อาจจะต้องยอมขายขาดทุนเพื่อนำเงินมาใช้จ่าย นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากๆ

ดังนั้น ควรเลือกวิธีการฝากที่เหมาะสมกับช่วงเวลา หากต้องการใช้เงินระยะสั้นก็ต้องเก็บในผลิตภัณฑ์ ทางการเงินระยะสั้นด้วยเช่นกัน ซึ่งทางเลือกในการการฝากเงินระยะสั้นที่น่าสนใจ คือ ME By TMB เหมาะกับคนวัยอินดี้ที่ชอบทำอะไรหลายๆอย่างด้วยตนเอง เพราะ……

  • เมื่อไหร่ก็ได้ เพราะฝาก ถอนหรือโอนเงินได้ 24 ชั่วโมง
  • รับดอกเบี้ย 5 เท่าของออมทรัพย์ โดยคำนวณดอกเบี้ยทุกวัน
  • ติดตามความเคลื่อนไหวของดอกเบี้ยและบัญชีได้ตลอดเวลา
  • ระบบความปลอดภัยเทียบเท่ากับมาตรฐานของธนาคารสากล

 

ฝากเงินแบบไหนดี...ให้มีพร้อมใช้ตลอดเวลา

 

การฝากเงินแบบไหนดีนั้นก็ต้องเลือกให้เข้ากับเป้าหมายและไลฟ์สไตล์ของตนเอง หากต้องการหาที่พักเงิน ระยะสั้นที่ได้ดอกเบี้ยสูง พร้อมกับความมีอิสระทางด้านรูปแบบการทำธุรกรรมทางการเงินที่ฝาก ถอน โอนที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ น่าจะลองให้ ME By TMB เป็นหนึ่งในตัวเลือกของคุณนะคะ

ฝากเงินแบบไหนดี...ให้มีพร้อมใช้ตลอดเวลา

บทความนี้เป็น advertorial

30 เรื่องการเงินที่ผมได้เรียนรู้จาก Money Coach

เมื่อเร็วๆนี้ ผมได้รับโอกาสดีๆจาก พี่หนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์ หรือ Money Coach ให้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร “MONEY LITERACY” เพื่อส่งผ่านความรู้การเงินให้กับคนไทยผ่าน Mindset ทางการเงินที่ถูกต้อง ทั้งในเรื่องของ การบริหารสภาพคล่องและหนี้สิน การจัดการความเสี่ยงทางการเงิน การวางแผนภาษีส่วนบุคคล และการวางแผนเกษียณ โดยมีผมรับหน้าที่ในเรื่องของการวางแผนภาษีส่วนบุคคล นอกจากนั้นยังมี น้องเอ ศักดา สรรพปัญญาวงศ์ เจ้าของเว็บไซต์และเพจให้ความรู้เรื่องวางแผนการเงินอย่างละเอียดอย่าง A-Academy มารับผิดชอบในเนื้อหาส่วนของการวางแผนเกษียณอีกด้วยครับ

 

เมื่อที่ผ่านมา ผมเคยสัมภาษณ์พี่หนุ่มไว้ในบทสัมภาษณ์ที่มีชื่อว่า Money Coach” : ผมต้องการส่งต่อความรู้การเงินที่ถูกต้องให้คนไทย [บทสัมภาษณ์] ซึ่งเหตุผลที่ผมติดต่อสัมภาษณ์พี่หนุ่มนั้น มันมาจากการที่ผมได้มีโอกาสไปเรียนหลักสูตร “Money Fitness” ครั้งที่ 20 (รุ่นสุดท้าย) ซึ่งผมคิดว่าหลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรที่เปิดกะโหลกความคิดด้านการเงินของคนไทยหลายๆคนเป็นอย่างมากครับ ดังนั้นวันนี้จึงนำ 30 ข้อคิดการเงินที่ผมได้จากหลักสูตรที่เป็นอมตะนี้มาแบ่งปันให้อ่านอีกสักครั้งหนึ่งครับ 

 

30 เรื่องการเงินที่ผมเรียนรู้จาก Money Coach

 

1. จงรู้ก่อนว่าคุณต้องรู้อะไร (Learn How to Learn)
2. โลกนี้ไม่มีคนโง่ มีแต่คนที่ “รู้” กับ “ไม่รู้”
3. ผลตอบแทนที่สูงสุดไม่มีหรอก มีแต่ผลตอบแทนตามเป้าหมายที่เราต้องการ
4. จงเป็นคนก้าวร้าวนิดๆ และฟังเสียงตัวเองบ้าง
5. เงินเฟ้อประมาณ 3% แต่ถ้าลงทุนผิดนี่หมดตัวเลย
6. สินทรัพย์ที่ดี คือ ถือไว้แล้วได้ตังค์ ขายแล้วได้กำไร ซื้อแล้วได้เงิน
7. ความเชื่อมั่นเกิดจากการลงมือทำไปเรื่อยๆ
8. การออมเป็นสันดานของคนรวย
9. ความสำเร็จ มาจาก ความรู้ + วินัย + ความรับผิดชอบ
10. ต้องมีสภาพคล่องก่อนถึงจะสร้างความมั่งคั่งได้
11. ชีวิตคนเราเกิดมาเพียงครั้งเดียว เลือกเอาว่าจะมีความสุขหรือความทุกข์
12. การ “ถอย” ไม่ใช่การ “ยอมแพ้”
13. สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต คือ ชีวิต
14. การปลดหนี้ที่ดีที่สุดคือ หารายได้เพิ่ม และ สร้างสินทรัพย์
15. ของเล่นที่แพงที่สุดของลูก คือ เวลาของพ่อแม่
16. เมื่อคนเราอายุมากขึ้น มาักจะเขียนความฝันได้น้อยลง
17. การบริหารเวลาที่ดี คือ จัดสรรเวลาให้เต็มที่กับสิ่งทีควรทำ
18. Hero คือ คนที่สร้างตำนานให้กับตัวเอง
19. ไม่มีความสุขไหนเท่ากับการได้อยู่กับคนที่รักเราและคนที่เรารัก
20. อยากรู้อะไร ลองพิมพ์หาใน Google บ้าง
21. มนุษย์มีความสามารถในการเพิ่มรายจ่ายไปเท่ารายได้เสมอ (กฎพาเรโต)
22. 3 พอร์ทที่ต้องทำคือ ออมฉุกเฉิน, เกษียณเร็ว, เกษียณรวย
23. คนยุคใหม่ใช้ Internet หาเงิน
24. อยากเกษียณเร็วต้องมีแผนเกษียณ
25. จัดการรายจ่ายต่อเดือนให้ได้ก่อนคิดจะสร้าง Passive Income
26. อยากทำอะไรให้ลองทำ
27. ถ้าทำแล้วล้มเหลวให้ทำใหม่
28. ฝันที่ไม่เป็นจริง มักมาจากคำพูดว่า “ถ้าวันนึงมีเงิน ฉันจะ…..”
29. Do nothing, Control Everything : ไม่ต้องทำเองทุกอย่าง แต่ควบคุมมันให้ได้
30. คนที่ทำให้เราประสบความสำเร็จได้ มีคนเดียว นั่นคือ ตัวเราเอง

 

สัมนาการเงิน-30ข้อ-01

5 เคล็ดลับปรับชีวิตวัยรุ่นมุ่งสู่พันล้าน!!

อะฮิ่มๆๆ พี่เกรย์ตั้งชื่อบทความสวยหรูเชิดชูเอาใจวัยรุ่นพังร้านวันนี้ เพราะมีแควนเพจ AEC จาก สปป.ลาวมาถามว่า “พี่เกรย์ฮับ อยากให้เขียนวิธีคิดของวัยรุ่นหน่อยครับ” พี่เกรย์อ่านจบแล้วก็นึกสะทกสะท้อนในใจ ไอ้สัสกรุเนี่ยแม่มผ่านชีวิตวัยรุ่นมานานแสนนาน แต่ไม่เป็นไร กรุจะใช้ความเก๋าที่มีโชว์พาวให้ดูว่าต้องทำชีวิตอย่างไรถึงจะเป็นวัยรุ่นที่ประสบความสำเร็จไวๆ มาเลยสัส กรุรู้พวกมึงไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆ กรุจัดให้ไวๆ 5 ข้อเลยครับผมครับ

ข้อแรก : ใช้เงินให้เป็น

มึงเคยวางถุงกาวแล้วตั้งสติไหมว่า พ่อแม่มึงหาเงินมาลำบากแค่ไหน ชอบร้องแรกแหกโวยวายอยากได้มือถือใหม่ เสื้อผ้าแบรนด์เนม รองเท้าอู้ฟู้ ความสวยความงามทั้งหลาย แสดงความหรูหราไฮโซ ไม่รวมที่พวกมึงต้องแดรกส์ตามร้้านชิคๆคูลๆให้ดูดีลงโซเชี่ยลอีกเยอะแยะ เคยสำเหนียกไหมว่าพ่อแม่มึงหาเงินได้เดือนเท่าไร และมึงมีปัญหาเงินเลี้ยงตัวเองได้หรือยังไอสัส เอะอะก็จะใช้ๆๆๆ #ที่ทุกวันนี้พ่อแม่ยังไม่รวยก็เพราะมีลูกเฮงซวยล้างผลาญอย่างมึงไง

คำว่าใช้เงินให้เป็นไม่ใช่ให้มึงไปล้างผลาญอย่างที่สันดานมึงกำลังทำอยู่หรอกนะสัส กรุขอแค่มึงคิดจะประหยัดและมองเห็นหน้าตาพ่อแม่บ้างว่าเค้าลำบากแค่ไหน เสื้อผ้าเก่าๆ ของใช้เดิมๆ มือถือเครื่องที่เน่าคามือ พวกมึงเคยเห็นเค้าร้องขออะไรให้กับตัวเองบ้างไหม หรือที่เค้าร้องขอไม่ได้เพราะมีลูกจัญไรที่เอะอะอะไรก็เบียดเบียนพ่อแม่วะไอสัส

กรุบอกเลยนะ ถ้ามึงอยากรวย มึงรู้จักหางานการทำช่วยเหลือเค้าบ้าง ถ้าไม่มีความสามารถ หางานไม่ได้ก็อย่าแดรกส์เยอะ อย่ากระสันคันมากอยากมีอยากเป็นนักเลยดวกส์ #แม่มลำบากชิบหายไอ้เด็กจัญไร

ข้อสอง : เรียนให้เป็น

มึงรู้ไหมว่าหน้าที่มึงคือเรียน เรียนให้ดีที่สุดเท่าที่มึงจะทำได้อ่ะสัส อย่าง่อยๆแดกดันว่า คนเก่งไม่เก่งไม่ได้ดูที่การเรียน กรุอยากถามนัก เวลามึงไปสมัครงาน มึงมีผลงานอะไรให้เค้าดูบ้างล่ะนอกจากเกรด ถ้ามึงเป็นเด็กกิจกรรม มึงก็โชว์ผลงาน โชว์ความสามารถกันไป แต่มันไม่ใช่เหตุผลที่มึงจะงานดีแต่เกรดห่วยป่ะวะ เพราะถ้ากรุเป็น HR กรุคงเอาคนเรียนดี กิจกรรมเด่นมากกว่าป่ะวะ กร้ากกก

สตีฟจอบส์ บิลเกตส์ มาร์กซัก ยังไม่จบปริญญาเลย มึงกำลังคิดแบบนี้ก็ถูกไอสัส แต่มึงลองคิดว่าถ้า 3 คนนี้แม่มมาเรียนปริญญา มึงจะสู้พวกมันได้ไหมล่ะว้าา ถุยส์ #กรุขรรมกับความคิดคัมคัมของมึงเจงๆ

ข้อสาม : รักให้เป็น

กรุบอกเลยนะ อย่าคลั่งรักมากไอสัส ตัวมึงรักตัวเองให้เป็นก่อนดีกว่าไหม อะไรดีๆเอาเข้าตัวไปบ้าง ความรู้ สุขภาพ ประสบการณ์ อย่ามัวแต่หาความรัก มึงเคยเห็นคนรอบข้างมึงที่รักกันมานานจนแต่งงานกันกี่คู่วะ กรุบอกเลยสัส 10% แม่มยังไม่ถึง แต่มึงก็คงจะฝันหวานคิดว่าเป็นแบบนั้นสินะ ไอสัสทะเลาะกันวันเว้นวัน งอนเรื่องโง่ๆกันอยู่ แล้วมึงจะสู้อนาคตกันไปได้ยังไงครับผม

อีกประเด็นนะ มึงอย่าคิดว่าเมียมึงผัวมึงมันจะอยู่กับมึงตลอดไป เผื่อใจไว้ก่อนเธอยังไม่สาย จำไว้ท์ หน้าตามึงวันนี้ที่คิดว่าหล่อ อีกไม่นานแม่มก็ห่วย ความสามารถก็ไม่มีนอกจากรวยรัก #ชีวิตแม่มหมดอนาคตแน่ๆ

การมีความรักไม่ใช่เรื่องผิดนะสัส สำหรับวัยรุ่น แต่การที่มึงเอาความรักมาทำลายตัวเองจนย่อยยับด้านอื่นๆนี่แม่มผิด และที่สำคัญ แม่มโง่สัสๆ #กรุไม่อยากจะด่าเลยนะเนี่ย

ข้อสี่ :  คบเพื่อนให้เป็น

เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายไปงานศพ กรุบอกเลยมึงควรเลิกคบเพื่อนที่ทำให้ชีวิตมึงอยู่กับที่เดิมๆ วันๆเอาแต่ทำเรื่องไร้สาระแล้วคิดว่าตัวเองเจ๋ง เล่นเกมส์ เดินชอปปิ้ง ไปวันๆ มึงหัดไปหาเพื่อนดีๆ รุ่นพี่ ลุง ป้า น้า อา ที่จะช่วยให้มึงได้ฉลาดเปิดกะโหลกกะลาหน้าหมาออกมาบ้างสัส

ตอนมึงเด็กสิ่งที่มึงมีมากที่สุดคือเวลา มึงจงใช้เวลาให้เป็นก่อนที่จะเป็นผู้ใหญ่ เพราะไม่งั้นมึงก็จะเป็นผู้ใหญ่แบบจัญไรที่ไม่โตเหมือนหลายๆคนที่เป็นอยู่ไงจ๊ะ เบบี๋

ข้อห้า : คิดให้เป็น

การคิดมาจากการสังเกต มึงจงใช้ชีวิตด้วยการตั้งคำถามว่าจะทำยังไงให้ตัวเองดีกว่านี้ อย่าใช้ชีวิตเหมือนขี้ที่รอคนกดลงชักโครกไปวันๆ เพราะทุกอย่างมันเริ่มจากวิธีคิดที่ถูกต้อง ตามด้วยการลงมือทำที่ถุกใจ มันจะทำให้ชีวิตมึงไปได้ไกลกว่าที่มึงฝัน อย่าหยุดที่จะคิด อย่าหยุดที่จะตั้งคำถามของชีวิต เพราะชีวิตของมึงยังต้องเจอคำตอบอีกเยอะครับผม

สุดท้ายนะสัส บทความกรุแม่มอาจจะโดนด่าว่าเป็นบทความดักควายให้เข้ามาอ่านเรื่องความสำเร็จ แต่กรุอยากจะชี้หนทางความสำเร็จที่แท้จริง ที่เริ่มต้นจากการเลิกทำสิ่งผิดๆโง่ๆ เพื่อที่ชีวิตมึงจะได้ไปต่อ และเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแรงไงดวกส์ จำไว้ท์ว่าบทความนี้เขียนมาจากใจลุงอายุ 50 ที่อยากเห็นเด็กอายุ 15 ไปได้ไกลกว่ากรุในวันนี้ #สวัสดีครับผม #ยิ้มอ่อน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save