เงินฉุกเฉินไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะเนี่ย จัดเต็มมาทั้งหมด 3 บทความกันเลย จาก 2 บทความที่แล้วเราก็รู้ แล้วว่าเงินฉุกเฉินนั้นสำคัญอย่างไรและวิธีสร้างเงินฉุกเฉินให้ปลอดภัย บทความที่ 3 นี้เป็นหัวใจของเงินฉุกเฉินเลยนะจ๊ะ เพราะเป็นการลงมือทำจริงจากประสบการณ์จริงของผู้เขียนเอง จะเป็นยังไงบ้างอ่านกันได้เลยนะจ๊ะ
สำหรับผู้อ่านที่พึ่งเข้ามาเจอบทความนี้ สามารถอ่านบทความฉุกเฉินย้อนหลังได้ที่
- ชีวิตง่ายไม่มีเงิบกับเงินฉุกเฉิน คลิกที่นี่
- 4 กลเม็ดเคล็ดไม่ลับสร้างเงินฉุกเฉิน คลิกที่นี่
แม้ว่าเงินฉุกเฉินเป็นเงินที่ใช้ระยะสั้น แต่ก็มีเวลาใช้งานที่แตกต่างกัน เช่น เกิดอุบัติเหตุกะทันหันต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล จำเป็นต้องใช้เงินเร่งด่วนที่สุด คือ “เงินฉุกเฉินด่วนจี๋” ก็จะเป็นการเงินสดที่ถอนออกได้ทันทีต้องตอนนี้เท่านั้น!!
แต่ถ้าตกงานแล้วจะต้องมีเงินมาใช้จ่ายช่วงรองานใหม่อีกหลายเดือน ก็จะเป็นเงินฉุกเฉินที่ไม่เร่งด่วนมาก ก็อาจจะแบ่งเก็บไว้ในแหล่งเก็บเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นได้ จะได้ไม่เสียโอกาสการลงทุน

เงินฉุกเฉินก็มีช่วงเวลาการใช้งานของตัวเอง จะภายในวันนี้หรืออีกหลายเดือนข้างหน้าก็มีวิธีการเก็บที่แตกต่างกัน ที่จริงมันก็ไม่ยุ่งยากหากเก็บไว้ในที่เดียว แต่ก็ทำให้ซับซ้อนขึ้นมาอีกนิดเพื่อได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นด้วย มันน่าจะทำให้เรามีเงินฉุกเฉินงอกเงยขึ้นมาได้บ้าง ชอบทางเลือกไหนก็นำไปประยุกต์ใช้กับตัวเองนะจ๊ะ ^_^
3 ทางเลือกสร้างเงินฉุกเฉินขั้นเทพ
ทางเลือกที่ 1 เก็บไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์
ทางเลือกนี้จะเก็บเงินฉุกเฉินทั้งหมดไว้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์มี ATM ถ้าจะให้ดีมากขึ้นควรเปิดใช้บริการธนาคารออนไลน์ (e-banking) แล้วโหลดแอพของธนาคารนั้นๆ มาไว้ที่สมาร์ทโฟนของเราด้วย เพื่อเป็นช่องทางนำเงินออกมาใช้ให้สะดวกสบายมากขึ้น หากเกิดเหตุฉุกเฉินต้องการใช้เงินด่วนจี๋เมื่อไหร่ก็สามารถถอนเงินออกมาใช้งานได้ทันที

เงินฉุกเฉินจากประสบการณ์จริงของผู้เขียน…
ครั้งหนึ่งเคยลืมกระเป๋าสตางค์ไว้ที่บ้าน จะกลับไปเอาก็เข้างานสายแน่ๆ ตอนนั้นก็มีเหรียญนิดหน่อยอยู่ในกระเป๋าใส่เศษสตางค์ ทำให้เอาชีวิตรอดมาถึงที่ทำงานได้ แต่เงินที่มีก็คิดว่าไม่น่าจะอยู่รอดถึงตอนเย็นแน่ๆโชคดีที่โหลดแอพธนาคารออนไลน์มาไว้ที่ไอแพดก็เลยฝากเพื่อนกดเงินออกมาได้ เราใช้วิธีโอนเงินออนไลน์เข้าบัญชีธนาคารของเพื่อน แล้วใช้บัตร ATM ของเพื่อน กดเงินสดออกมาให้เรา เฮ้อ…มีชีวิตรอดไปอีก 1 วัน
แต่ในความสะดวกสบายก็มีข้อควรระมัดระวัง คือ ความปลอดภัยของเงินในบัญชีออนไลน์ เราควรนำเงินเก็บไว้ในบัญชีธนาคารออนไลน์เท่าที่พอใช้ในแต่ละเดือนเท่านั้น ไม่ควรนำเงินทั้งหมดมาไว้ในบัญชีนี้ เพราะหากเกิดข้อผิดพลาดจะเสียหายไม่มาก แล้วควรระวังใจตัวเองที่อาจจะเผลอถอนเงินออกมาใช้ง่ายๆด้วยเช่นกัน
ทางเลือกที่ 2 เงินฝากกับกองทุนรวมตลาดเงิน
ทางเลือกนี้ต่อยอดมาจากทางเลือกแรก แล้วเพิ่มการเปิดบัญชีกองทุนรวมตลาดเงินแบบออนไลน์ และผูกติดไว้กับบัญชีออมทรัพย์ด้วย เวลาซื้อหรือขายกองทุนรวมจะได้สะดวกมากขึ้น โดยเราจะแบ่งสัดส่วนของเงินฉุกเฉินในเงินฝากและกองทุนรวมตลาดเงินตามความจำเป็นของแต่ละคน

เราแบ่งเงินฉุกเฉินเป็น 2 ส่วน คือ
- ทัพหน้า คือ เงินฝาก เป็นส่วนเก็บเงินฉุกเฉินแบบด่วนจี๋และเป็นช่องทางนำเงินออกมาใช้ เพราะมี ATM และเปิดใช้บริการธนาคารออนไลน์
- กองหนุน คือ กองทุนรวมตลาดเงิน เป็นที่สะสมเงินฉุกเฉินที่ไม่เร่งด่วนมาก ให้ผลตอบแทน มากกว่าการฝากออมทรัพย์ มีสภาพคล่องใกล้เคียงเงินสดเพราะส่งคำสั่งขายหน่วยลงทุนวันนี้ได้เงินสดเข้าบัญชีออมทรัพย์ในวันรุ่งขึ้น

ตัวอย่าง เราต้องการเก็บเงินฉุกเฉินไว้ 6 เดือนของค่าใช้จ่าย มีรายจ่ายส่วนตัวเดือนละ 10,000 บาท สรุปว่าเราควรมีเงินฉุกเฉิน 60,000 บาท แบ่งเงินเป็น 2 ส่วน คือ เก็บในบัญชีเงินฝาก 20,000 บาทและเก็บไว้ในกองทุนรวมตลาดเงิน 40,000 บาท
เมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤตชีวิตที่ต้องการใช้เงินด่วนจี๋ เราก็ถอนเงินฝาก (จำนวน 20,000 บาท) ออกมาใช้ก่อน ถ้ามันรุนแรงจนทำให้เงินฝากหมด เราค่อยนำเงินกองหนุนในกองทุนรวมตลาดเงิน (จำนวน 40,000 บาท) ออกมาใช้งาน โดยการส่งคำสั่งขายหน่วยลงทุนวันนี้ ระบบจะขายหน่วยลงทุนนำเงินสดกลับมาที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ในวันรุ่งขึ้น เราก็ถอนเงินออกมาใช้ได้

ข้อดีของวิธีนี้ คือ เราจะไม่เผลอกดเงินฉุกเฉินออกมาใช้ง่ายเกินไปเพราะเงินส่วนใหญ่อยู่ในกอง ทุนรวมตลาดเงิน ทำให้ป้องกันการถอนออกเพราะอารมณ์ได้ระดับหนึ่ง รวมทั้งได้ผลตอบแทนมากกว่าการฝากออมทรัพย์อีกด้วย แต่สิ่งสำคัญวิธีนี้เราควรเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงินก่อนตัดสินใจลงทุนนะจ๊ะ
ทางเลือกที่ 3 ทัพหน้า กองหนุนและกำลังเสริม
ทางเลือกนี้เกิดเพราะความผิดพลาดในการลงทุน อยากจะเขียนเป็นบทเรียนให้ผู้ที่กำลังคิดใช้สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงเป็นที่เก็บเงินฉุกเฉินว่าจะเจอผลกระทบอะไรบ้าง จะได้เตรียมใจไว้ล่วงหน้า (เล่าเรื่องความผิดพลาดไว้ท้ายบทความ) ตอนนี้เราก็ใช้วิธีการนี้ แต่ก็ปรับส่วนที่เป็นสินทรัพย์เสี่ยงให้ลดลง
ทางเลือกที่ 3 เหมาะกันคนที่ศึกษาการลงทุนและรู้จักความเสี่ยงเป็นอย่างดี เราจะแบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วนคือ ทัพหน้า(เงินฝาก), กองหนุน(กองทุนรวมตลาดเงิน), กำลังเสริม (การลงทุนอื่นๆ) เราใช้ทางเลือกนี้เป็นคำตอบให้แฟนเพจที่สอบถามเข้ามาว่าฝากเงินฉุกเฉินไว้ที่การฝากประจำ สลากออมสิน การออมหุ้นว่าสามารถเก็บได้หรือไม่ #เอาที่สบายใจเลยนะจ๊ะ
เราควรแบ่งให้เป็นสัดส่วนชัดเจนว่าเก็บเท่าไหร่ คือ
เง
จะลงทุนกับกองทุนต่างประเทศทั้งที ไปที่ภูมิภาคไหนดี
สวัสดีครับทุกคน ผมกัปตันแมนูไลฟ์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการลงทุนต่
เนื่องจากหลายสาเหตุที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยผันผวนแบบนี้ แต่หลัก ๆ ก็คงเป็นภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่ยังคลุมเครือว่าจะไปทางไหน
ดังนั้น ระหว่างที่เรารอความชัดเจนจากเศรษฐกิจที่ยังฝุ่นตลบแบบนี้ ผมแนะนำว่าให้เราลองมองไปยังต่างประเทศบ้างก็น่าสนใจนะครับ เพื่อหาโอกาสการลงทุนในการเพิ่มผลตอบแทน หรือจะลองกระจายความเสี่ยงเพื่อให้พอร์ตการลงทุนของเราไม่ได้ผันผวนมากไปตามเศรษฐกิจไทยที่เป็นอยู่ในขณะนี้
โดยในช่วงที่ผ่านมา การลงทุนในกองทุนต่างประเทศ หรือ FIF( Foreign Investment Fund) เองก็เป็นที่นิยมมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การเติบโตของสินทรัพย์กองทุนแบบ FIF นั้น มีการเติบโตขึ้นทุก ๆ ปี แสดงว่าคนไทยเองก็เริ่มที่จะลงทุนกับ FIF กันมากขึ้นนั่นเอง และตอนนี้ก็มีสัดส่วนสินทรัพย์ของ FIF ประมาณ 22%* ของกองทุนทั้งหมดในประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่ใหญ่พอสมควร
(*ที่มา: สมาคมบริษัทจัดการลงทุน หรือ AIMC )
แต่ก่อนจะไปลงทุนยังต่างประเทศ เรามาดูภาพรวมเศรษฐกิจโดยรวมของโลกใบนี้กันก่อนดีกว่าว่าที่ไหนน่าลงทุนกันบ้าง ดีหรือไม่ดีอย่างไร จะได้ทราบว่าจะรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นไหวหรือไม่ และไม่ต้องหนีเสือปะจระเข้ คือแทนที่จะได้กำไรจากการลงทุน กลายเป็นว่าขาดทุนหนักกว่าเดิมก็ไม่ไหว ใช่ไหมครับ
ก่อนอื่นเรามารู้จักความแตกต่างของตลาดหุ้นต่างประเทศในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว (Developed Market : DM) กับ กลุ่มประเทศระบบเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market : EM) กันครับ ว่าแต่ละกลุ่มนั้นมีข้อดี ข้อเสียอย่างไร และแบบไหนที่น่าลงทุนในช่วงนี้ครับ
Emerging markets (EM) คือกลุ่มประเทศที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีอัตราการขยายตัวอย่างรวดเร็ว แน่นอนครับว่ามีเป้าหมายที่จะพัฒนาเศรษฐกิจให้ใหญ่ขึ้น เพิ่มรายได้ต่อหัว เพื่อให้มีความเจริญก้าวหน้า ให้ทัดเทียมกับตลาดในกลุ่มที่พัฒนาแล้ว
โดยทั่วไปมีการแบ่งกลุ่มตลาดเกิดใหม่ออกเป็น 4 กลุ่มตามภูมิภาค คือ
- ตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย เช่น จีน อินเดีย ไทย เกาหลีใต้ ไต้หวัน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เป็นต้น
- ตลาดเกิดใหม่ในยุโรปตะวันออก เช่น สาธารณรัฐเชก ฮังการี โปแลนด์ รัสเซีย ตุรกี
- ตลาดเกิดใหม่ในละตินอเมริกา เช่น บราซิล ชิลี อาร์เจนตินา เม็กซิโก โคลัมเบีย เปรู เวเนซูเอลา
- ตลาดเกิดใหม่ในตะวันออกกลาง/แอฟริกา เช่น อิสราเอล จอร์แดน โมร็อคโค อียิปต์ ไนจีเรีย ลิเบีย แอฟริกาใต้
ทั้งนี้ ในกลุ่มประเทศ EM เองก็มีการรวมตัวกันเพื่อประโยชน์ทางการค้าและสร้างอำนาจการต่อรองได้มากขึ้น ได้แก่ กลุ่ม BRICS เป็นอักษรย่อใช้เรียกชื่อกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วอันประกอบด้วย บราซิล (Brazil) รัสเซีย (Russia) อินเดีย (India) จีน (China) และแอฟริกาใต้ (South Africa) โดยสี่ประเทศแรกมีพื้นที่รวมกันก็มากกว่าหนึ่งในสี่ของโลกแล้วครับ เท่ากับว่ามีจำนวนประชากรรวมกันมากกว่า 40% ของประชากรโลก (ร้องว้าวกันเลยทีเดียวมั้ยละครับ)
ซึ่งจุดที่น่าสนใจ รวมถึงข้อดีของการลงทุนในตลาด EM คือ
1. ตลาดมีศักยภาพในการเติบโตสูง ถ้านึกภาพไม่ออก มองภาพไม่ชัดลองดูที่ เกาหลีใต้ก็ได้ครับ ลองคิดถึงเมื่อ 10-20 ปีที่แล้วสิครับ ที่คนเกาหลียังต้องเดินทางมาดูงานในประเทศไทย แล้วลองเทียบกับในปัจจุบันดู จะเห็นว่ามีการพัฒนาไปมากกว่าแต่ก่อนเยอะ เช่นมีการเปลี่ยนแปลงประเทศให้ผลิตสินค้าส่งออก เช่น แผงวงจรต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งผลิตและขาย smart phone ตีตลาดสู้กับ Iphone ได้อย่างไม่น้อยหน้าเลยทีเดียว ส่วนตลาดหุ้นในภูมิภาคนี้ก็น่าสนใจสำหรับนักลงทุนด้วย เช่น ตลาดหุ้นไทยเองก็ทำผลตอบแทนได้ดีเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกเลยนะครับ
2. โครงสร้างประชากรยังเป็นคนหนุ่มสาวมากกว่าตลาดในกลุ่ม DM ทำให้เป็นฐานการผลิตสินค้าต่าง ๆ และมีแรงงานค่อนข้างถูก ส่งผลให้เกิดการลงทุนทางตรงมากกว่าตลาด DM ที่มีค่าแรงสูงรวมทั้งมีแนวโน้มการบริโภคที่สูง เช่น จีน และอินเดีย เป็นต้น
3. ประเทศในกลุ่มเอเชียหลายๆ ประเทศ เช่น จีน อินเดีย เกาหลี ฯลฯ หรือแม้กระทั่งไทยเองก็มีโครงการที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่ว่านั้นมีความสำคัญต่อการรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคตมาก ๆ เลยครับ
พูดถึงข้อดีแล้ว ข้อเสียก็มีเช่นกันครับ ได้แก่
1. ความผันผวนของตลาดหุ้น และการลงทุนมีค่อนข้างสูงครับ เพราะว่าพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ ถ้าหากมีการบริหารเงินในประเทศไม่ดี เวลามี Fund Flow เข้าหรือออกมาก ๆ อาจจะทำให้เกิดปัญหาได้เยอะเลยครับ
2. นอกจากนี้ ความมั่นคงของภาคการเงิน และนโยบายตลาดทุนเองก็สำคัญ ซึ่ง EM จะมีความผันผวนมากกว่า เพราะตลาดยังมีการพัฒนาสินค้าทางการเงินที่ไม่หลากหลายเมื่อเทียบกับ DM ทำให้มีเครื่องมือเพื่อใช้ในการป้องกันความเสี่ยงได้จำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของค่าเงิน
แต่ถ้าพูดถึงการลงทุนในช่วงนี้ กลุ่มที่มีการเติบโตสูงสุดก็ยังคงเป็น EM โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียครับ นักธุรกิจและนักลงทุนบางคนถึงกับบอกว่า อนาคตของโลกนี้คือ “เอเชีย”
จากข้อมูลที่ผมเล่ามาในตอนต้น ๆ ดูเหมือนตลาด EM นั้นจะน่าสนใจไม่ใช่น้อย แต่ตลาดในกลุ่ม DM ก็เป็นอีกตลาดหนึ่งที่ไม่น่ามองข้ามไปเช่นกัน คราวนี้ เรามาลองดูตลาด DM กันครับว่ามีความแตกต่างจากตลาด EM อย่างไรกันบ้าง
ตลาดในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือ Developed Market (DM) เรียกว่า เป็นตลาดคนละขั้วกับ EM เลยก็ว่าได้ครับ เนื่องจาก
กองทุน Trigger ไม่ต้องสน ลงกับกองทุน Passive Fund ก็พอ
สวัสดีครับมาพบกันกับผมหมอนัท ที่คลินิกกองทุนแห่งนี้อีกครั้งครับ หลังจากหายหน้าหายตาไปนาน เนื่องจากภารกิจด้านงานหนังสือ และ งานบรรยาย ที่ค่อนข้างรัดตัวมากครับ มากันไม่ขาดสาย แต่ผมก็ยังไม่จากไปไหนนะครับ กลับมาเขียนบทความมัน ๆ อีกครั้ง
วันนี้ไม่ได้มามือเปล่าแน่นอน เอาสิ่งที่ผม ซุ่มเก็บสถิติมาครับ (จริง ๆ ฝากน้องทีมงานเป็นคนช่วยเก็บ 55+) มาบอกเล่าให้กับทุก ๆ คนกันฟังครับ
ผมเชื่อว่าบางคนที่ลงทุนกับกองทุนมาน่าจะรู้จักกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ (Trigger Fund) กันอยู่บ้าง และบางคนก็ชอบกองทุนแบบนี้เสียด้วย แต่กองทุนทริกเกอร์ฟันด์นั้น จริง ๆ แล้วจะทำผลตอบแทนได้ดีอย่างที่เราคิดกันหรือไม่ เรามาดูกันครับ
Trigger Fund นั้นถ้าใครยังไม่รู้ว่าคือกองทุนแบบไหน ผมจะอธิบายคราว ๆ แบบนี้ครับ กองทุนทริกเกอร์ฟันด์ คือ กองทุนที่มีบริการขายหน่วยลงทุนแบบอัตโนมัติ ถ้าอัตราผลตอบแทนได้ถึงเป้าหมายตามที่กองทุนคาดการณ์ไว้ เช่น กองทุนดอยแดง ถ้าทำผลตอบแทนจากการลงทุนได้ 5% จะทำการปิดกองทุน และขายหน่วยลงทุนพร้อมกับผลตอบแทน 5% ให้กับนักลงทุนทันทีครับ แต่โดยส่วนใหญ่จะมีการกำหนดระยะเวลาด้วย เช่น กองทุนขึ้นดอยหนาว คาดหวังผลตอบแทนที่ 5 % ใน 6 เดือน ถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อนก็จะทำการปิดกองทุน หรือ บางครั้งเมื่อถึงระยะเวลาที่กำหนดแล้วกองทุนยังทำผลตอบแทนไม่ได้ ก็จะเปลี่ยนกลายร่างไปเป็นกองทุนธรรมดาครับ
คนส่วนใหญ่จะชอบกองทุนประเภทนี้มาก เพราะว่าเหมือนกับทาง บลจ. ผู้ออกกองทุนนั้นได้การันตีผลตอบแทนใหักับเรา ซึ่งจริง ๆ ไม่ใช่เลยนะครับ ไม่ได้การันตีผลตอบแทนอะไรเลย และยังมีโอกาสที่จะติดลบได้พอ ๆ หรือมากกว่ากองทุนประเภทอื่น ๆ ครับ
ยิ่งไปกว่านั้น กองทุนประเภทนี้อาจจะทำให้เราเสียโอกาสก็ได้ เนื่องจากว่าถ้าตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนธรรมดาก็มีสิทธิ์ที่จะมากกว่ากองทุนที่จำกัดผลตอบแทนอย่าง Trigger Fund คือ ถ้าเราลงทุนกับกองทุนรวมทั่วไปก็มีโอกาสได้มากกว่า 5% ของกองทุนขึ้นดอยหนาวนั่นเอง
แต่ในทางกลับกัน กองทุนประเภทนี้ไม่ได้จำกัดความเสี่ยงขาลงให้กับเราด้วยนะครับ เราขาดทุนได้ไม่ยั้งเลยครับ แบบนี้เข้าข่าย “Limit Gain แต่ไม่ Limit Loss” นั่นเองคร้าบ
ถึงกระนั้นคนก็ยังชอบ เนื่องจากคนไทยเราอาจจะคุ้นเคยกับเงินฝากครับ คือมีผลตอบแทน หรือ ดอกเบี้ยบอกว่าจะให้กี่ % เลยอยากได้ตามที่กำหนดไว้นั้นเอง
เมื่อเราทราบแล้วว่า กองทุนทริกเกอร์เป็นอย่างไร คราวนี้เรามาดูกันต่อว่า มีอะไรที่มันน่าสนใจ ซึ่งครั้งนี้ผมจะมาทดลองให้เห็นว่าไม่จำเป็นที่เราต้องซื้อกองทุนประเภทนี้ก็ได้ แต่เราจะทำอย่างไรดี เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดี โดยวันนี้ ผมจะทำการทดสอบผลตอบแทนของกองทุนทั้ง 3 แบบครับ คือ
- กองทุน Trigger Fund
- กองทุนแบบ Active Fund ที่ Active โคตร ๆ คือมีการปรับสัดส่วนหุ้นในกองทุนบ่อย ๆ โดยผมกำหนดอัตราส่วน Turnover ratio ของกองทุนที่มากกว่า 600% ที่ผมเลือกกองทุนแบบนี้มาก็เพราะว่า ผมเชื่อว่ากองทุน Trigger Fund เองก็น่าจะมีการปรับสัดส่วนหุ้นในพอร์ตบ่อย ๆ เช่นกันเพื่อทำให้ผลตอบแทนถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น
- กองทุนแบบ Passive Fund
( แต่ถ้าใครไม่รู้ว่า Active Fund กับ Passive Fund คืออะไร ต้องอ่านที่นี่ครับ )
การเปรียบเทียบนั้น ผมเน้นแบบง่าย ๆ ไม่คิดอะไรมากมาย โดยกำหนดเวลาลงทุนในกองทุน Passive และ Active พร้อมกันกับ Trigger Fund ที่ออกมานั่นเอง
และถ้ากองทุนTrigger Fund ปิดกองทุนเพราะว่าถึงเป้าหมายแล้ว ผมก็จะวัดผลครับ ว่าผลตอบแทน ของแต่กองทุนไม่ว่าจะเป็น Active Fund หรือ Passive Fund นั้นเป็นอย่างไรบ้าง
ส่วนกองทุนที่ยังไม่ถึงเป้าหมาย ผมกำหนด วันที่สิ้นสุดการทดลองไว้ 13 ต.ค. ครับ
ซึ่งผลตอบแทนที่ได้นั้น ผมได้หักค่าธรรมเนียมไว้เรียบร้อยแล้วครับ ซึ่งค่าธรรมเนียมเป็นดังนี้ครับ
ส่วนค่าธรรมเนียมรายปี หรือ ค่าบริหารจัดการต่าง ๆ ก็รวมอยู่ใน NAV เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ผมจึงใช้แค่ค่าธรรมเนียมซื้อ และขายเท่านั้นครับ
ผลจากการลงทุนเป็นดังตารางด้านล่างนี้ครับ
จะเห็นได้ว่า Trigger Fund ที่ออกมานั้นมี 1 กองทุน (T2) จาก 4 กองทุน ที่ทำผลตอบแทนได้ดี และสามารถถึงเป้าหมายได้ก่อนกำหนด แต่ผลตอบแทนที่ได้นั้น หลังจากหักค่าธรรมเนียมแล้ว ก็ยังแพ้กองทุนแบบ Passive Fund อยู่ดีครับ
ส่วนกองทุน Active Fund นั้นก็ถือว่าทำผลตอบแทนได้ดี แต่ก็ยังไม่สามารถ เอาชนะกองทุนแบบ Passive Fund ได้เลย ในช่วงระยะเวลาที่ผมได้ทดลองดู
และมีเพียง Trigger Fund อยู่เพียงแค่กองทุนเดียวเท่านั้นที่สามารถทำผลตอบแทนได้ดีกว่า Passive Fund และ Active Fund (แต่ก็ยังไม่ถึงเป้าหมายการลงทุนของทริกเกอร์ฟันด์ได้อยู่ดี)
แต่ในส่วนกองทุน Passive Fund นั้นต่อให้ไม่ถึงเป้าหมาย แต่ในระยะสั้น ๆ ก็ยังได้ผลตอบแทนที่ดี และ กองทุนทริกเกอร์ T1,T2 ที่บริหารงานโดยบลจ. T นั้น ถือว่าทำผลตอบแทนได้ดี รวมถึงจับจังหวะในการลงทุนได้ค่อนข้างกีด้วย แต่ในทางกลับกัน กองทุน S2 นั้น ถึงแม้ว่าจะเลือกจังหวะลงทุนใกล้ ๆ กับ กองทุน T2 แต่ก็ยังได้ผลตอบแทนทีต่ำอยู่ดี แสดงว่าฝีมือในการบริหารงานของกองทุน S2 นั้นสู้กองทุน T2 ไม่ได้
สรุปว่า ถ้าเราอยากจะลงทุนแบบจับจังหวะ หรือ เก็งกำไรระยะสั้น ๆ นั้น อาจจะไม่จำเป็นตัองพึ่งกองทุน ทริกเกอร์ฟันด์ก็ได้ แต่ให้เลือกลงทุนกับกองทุน Passive Fund ธรรมดา โดยให้กำหนดระยะเวลาการลงทุนเท่า ๆ กับกองทุน Trigger Fund นั่นเองครับ
พูดง่าย ๆ ว่า ให้เราซื้อกองทุน Passive Fund ตามจังหวะที่ บลจ. ออกกองทุน Trigger Fund ออกมานั่นเองครับ ซึ่งผมคิดว่าอย่างน้อย ๆ ก็น่าจะทำผลตอบแทนได้ดีอีกด้วย
ดังนั้น เราจะเห็นว่า กองทุนแบบ passive fund นั้น ถ้าใครอาจจะเล่นเก็งกำไรกับกองทุน ก็น่าจะเป็นอะไรที่เหมาะสมมาก ๆ แต่กองทุน Active Fund ทั่วไปไม่เหมาะ (เพราะว่ามีค่าธรรมเนียมที่แพงด้วย) และแทนที่เราจะเอาเวลา เอาเงินไปทุ่มกับ Trigger Fund แล้วละà
แบบทดสอบง่ายๆ คุณเหมาะกับประกันแบบไหน?
สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้ง วันนี้ผมมีคำถามโลกแตกแบบสั้นๆมาถามทุกคนครับว่า “รู้หรือไม่ว่า.. เราควรจะซื้อประกันแบบไหนดี?” และ “ประกันแบบไหนที่เหมาะสมกับเรา” กันแน่
ยิ่งในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีแบบนี้ หลายๆคนคงกำลังวางแผนในการซื้อประกันเพื่อลดความเสี่ยงและใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษี แต่ก็ยังไม่รู้จะเลือกแบบไหน ใช่ไหมครับ?
บทความในตอนนี้ผมมีวิธีง่ายๆ สั้นๆ มานำเสนอให้เพื่อนๆพี่ๆน้องทุกคนทดสอบกันครับว่า ตัวเรานั้นเหมาะกับประกันแบบไหนบ้าง ถ้าหากพร้อมแล้ว เรามาเลือกไปพร้อมๆกันเลยคร้าบ
จากแบบทดสอบสั้นๆข้างต้นนี้ได้แบ่งตามความต้องการแบบคร่าวๆในการทำประกันชีวิต ออกเป็น 4 กลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มนั้นจะมีรายละเอียดดังนี้ครับ
กลุ่ม 1 : เน้นจ่ายเบี้ยสบายๆ โดยกลุ่มนี้จะเน้นความต้องการในการลดความเสี่ยงเป็นหลักครับ ด้วยความคุ้มครองชีวิตในระยะเวลาที่ยาวนาน
กลุ่ม 2 : เน้นความคุ้มค่า คือ ได้ความหลากหลายทั้งเรื่องความคุ้มครองชีวิต สุขภาพ และอุบัติเหตุ เป็นการซื้อประกันชีวิตที่พ่วงประกันสุขภาพและอุบัติเหตุเข้าไปด้วยครับ เพื่อให้ครอบคลุมในทุกๆด้านที่เราต้องการ
กลุ่ม 3 : เน้นออมทรัพย์ คือ ได้รับผลตอบแทนสูงจากการทำประกันชีวิต รวมถึงการได้รับเงินจ่ายคืนตามที่กรมธรรม์กำหนดไว้ เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์จากการทำประกันเป็นระยะๆ
กลุ่ม 4 : ต้องการวางแผนเกษียณ โดยใช้ประกันชีวิตแบบบำนาญเป็นตัวช่วยในการสร้างเงินบำนาญหลังจากที่เราเกษียณอายุนั่นเองครับ
ทีนี้ผมขอสรุปเงื่อนไขในการลดหย่อนภาษีสำหรับการทำประกันชีวิตไว้อีกครั้งหนึ่งตรงนี้ครับว่า ประกันในแต่ละกลุ่มนั้นสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้อย่างไรบ้าง
ประกันชีวิตกลุ่มที่ 1-3 : ถือว่าเป็นประกันชีวิตแบบปกติที่สามารถลดหย่อนเงินได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งสามารถใช้สิทธิได้เฉพาะเบี้ยความคุ้มครองชีวิต แต่เบี้ยความคุ้มครองสุขภาพและอุบัติเหตุไม่สามารถนำมาใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีได้
ประกันชีวิตกลุ่มที่ 4 : คือประกันชีวิตแบบบำนาญที่สามารถนำมาลดหย่อนเงินได้ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี แต่มีจำนวนสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท และประกันแบบบำนาญตัวนี้ เมื่อรวมกับ RMF และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท ทั้งนี้ในกรณีที่ไม่มีเบี้ยประกันชีวิตแบบอื่นใดๆ เบี้ยบำนาญสามารถลดหย่อนได้สูงสุดถึง 300,000 บาท
แต่อย่างไรก็ตาม ผมขอย้ำอีกทีนะครับว่า วิธีการเลือกประกันชีวิตที่ดีนั้น ให้ดูจากความต้องการในการทำประกันชีวิตเป็นลำดับแรก ว่าเรามีความจำเป็นอะไรบ้างที่ต้องทำประกัน เช่น แบ่งเบาภาระของครอบครัวเมื่อเราจากไป ออมเงิน หรือ มีเงินบำนาญที่จะไว้ใช้จ่าย รวมถึงความต้องการด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อคำนวณทุนประกันที่ต้องการร่วมกับความสามารถในการจ่ายชำระเบี้ยประกันของเราครับ
ถ้าหากเรายังไม่รู้ว่าต้องการทำประกันเพื่ออะไรและยังไม่รู้ว่าจะทำไปทำไม คิดแต่จะทำเพื่อใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีเพียงอย่างเดียว ผมอยากแนะนำให้พิจารณาข้อมูลในส่วนนี้ให้ดีเสียก่อนครับ เพราะหน้าที่ที่แท้จริงของประกันชีวิต คือ การบริหารความเสี่ยงจากการสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจากไปก่อนวัยอันควร ทั้งในเรื่องของสุขภาพและอุบัติเหตุ ซึ่งประกันชีวิตนี่แหละถือเป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยในการจัดการวางแผนความเสี่ยงที่ว่านี้ รวมถึงการวางแผนทางการเงิน เพื่อลดภาระและปัญหาทางการเงินแก่คนข้างหลังครับ
อย่าลืมนะครับว่า…
การใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีนั้นเป็นเพียงผลประโยชน์แฝงที่ได้รับจากการทำประกันเท่านั้นครับ
สุดท้ายนี้… ผมหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกคนเลือกประกันได้ถูกใจตามแบบที่ตัวเองต้องการ เลือกทุนประกัน และคำนวณเบี้ยประกันได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสมกับสภาพคล่องของตัวเองกันทุกคนคร้าบ 🙂
หากใครสนใจ เปรียบเทียบข้อมูลประกันชนิดต่างๆ สามารถเข้าไปศึกษาได้ที่ www.muangthai.co.th:1766/product/main/tax-saving เพื่อเลือกประกันที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุดหลังจากการทำแบบทดสอบคร้าบ
บทความนี้เป็นบทความ Advertorial
อยากลงทุนผลตอบแทนมากๆ แต่เงินต้นไม่หาย ทำไงคะ? (จากงาน SET in the City)
สวัสดีครับ ต้องขอขอบคุณเพื่อนๆที่มาเยี่ยมและพูดคุยกันที่ Booth Aommoney นะครับ หลังจากจบงาน SET in the City ก็มีเรื่องเล่ามากมายเลย มีหลายคำถามที่น่าสนใจจากนักลงทุนมือใหม่ ซึ่งจะมาเล่าให้ฟังเรื่อยๆนะครับ เพื่อเป็นความรู้กับเพื่อนๆคนอื่นๆด้วย
มีคำถามหนึ่งที่ถูกถามขึ้นมาจากการพูดคุยคือ
“อยากลงทุนให้ได้ผลตอบแทนมากๆ แต่เงินต้นไม่หาย จะทำอย่างไร?”
คำถามนี้เป็นคำถาม Basic มากสำหรับคนที่ยังไม่เคยลงทุนเลย แต่พอเห็นราคาหุ้นขึ้นลงๆ แล้วเกิดลำบากใจว่า ถ้าเราลงทุนไปแล้วจะขาดทุนไหมนะ?
สำหรับผมเองก็คงจะตอบได้ว่า “ไม่มีการลงทุนแบบไหนที่ไม่เสี่ยงครับ” แม้แต่การฝากเงินไว้ในธนาคารเองยังมีความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อเลย เพราะดอกเบี้ยที่ได้รับมันไม่วิ่งไม่ทันข้าวของที่แพงขึ้นทุกวันๆ ซึ่งผมเองคิดว่ายังไงเรา ถ้าไม่ยอมรับเรื่องความเสี่ยงการลงทุน ก็ต้องวางแผนการลงทุนให้ปลอดภัยจากความเสี่ยงเท่าที่ตัวเองรับได้เข้าไว้
บางคนรับความเสี่ยงไม่ได้จริงๆ ไม่ต้องการลงทุนเลยก็มี
มีเงินสดและไม่ต้องการรับความเสี่ยง จริงๆสิ่งที่ทำให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้นจากเงินฝากออมทรัพย์ก็มี เงินฝากประจำ หรือการย้ายที่ฝากไปยังประกันสะสมทรัพย์นะครับ แต่ตรงนี้มันก็ไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่มาก ซึ่งถ้าคุณคิดว่าจะต้องมีเงินในยามเกษียณให้เพียงพอแล้ว ก็ต้องเก็บเงินให้มากขึ้นกว่าคนอื่นครับ
แต่ก็มีบางท่านมาถามผมเรื่องการลงทุนรูปแบบแปลกๆ มีการอ้างว่าไม่มีความเสี่ยง มีปันผลให้ตลอด หลายคนสนใจกันมากเพราะเป็นคนไม่รับความเสี่ยงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอเจอคำว่า “ไม่เสี่ยง ผลตอบแทนเยอะก็เลยสนใจเป็นพิเศษ” อันนี้ผมอยากให้ลองไปเช็คเพิ่มเติมกับที่ตลาดหลักทรัพย์ฯว่ามีการอนุญาตให้ประกอบกิจการดังกล่าวหรือเปล่า การที่คุณเชื่อว่าไม่เสี่ยงเพราะเขาบอกว่าไม่เสี่ยงแล้วลงเงินไป อันนี้อันตรายมากครับ
ผมยังยืนยันครับว่าการลงทุนมีความเสี่ยง บางทีลงเงินไป 1 ล้านบาท ปันผลทุกเดือนมา 2 แสนบาทแล้ว อยู่ๆ หนีหายไป สรุปเราขาดทุนอยู่ดีครับ เขาได้มา 1 ล้าน คืนเรา 2 แสน เอาไป 8 แสน ไม่คุ้มเลย (นอกจากความเสี่ยงในการลงทุนแล้วยังมีความเสี่ยงเรื่องการโกงนะครับ) แต่ถ้าใครเจอการลงทุนแบบได้เต็มๆแล้วประสบความสำเร็จก็ดีใจด้วยคราบ
บางคนอยากไม่อยากรับความเสี่ยงแต่อยากลองลงทุนดู
มือใหม่หลายคนก็อยากลงทุนนะ อยากได้ผลตอบแทน แต่กล้าๆกลัวๆในการรับความเสี่ยง บางคนบอกว่าอยากซื้อหุ้น ซื้อกองทุนรวม จะเสี่ยงไหม จะเอาเงินไปลงยังไง อันนี้ผมว่ามันแก้ปัญหาได้จากการจัดพอร์ตการลงทุนนะ ผมเลยเสนอไปว่า ถ้าเขาอยากเรียนรู้ ให้ศึกษาเพิ่มเติมไปด้วย และลองจัดพอร์ตการลงทุนดูก่อน ตัวอย่างง่ายๆเลยคือ มีเงินออมเดือนละ 6,000 บาท ลองเอามาซื้อกองทุนรวมหุ้นซัก 1,000 ต่อเดือนก่อน แล้วแบ่งบางส่วนมาลงกองทุนตราสารหนี้ให้รู้ว่าแต่ละอย่างเป็นอย่างไร
ผมว่าเดี๋ยวนี้เราสามารถทดลองลงทุนได้ด้วยเงิน 1,000 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ถ้าเอาไปกินข้าวในห้าง 2 มื้อก็หมดแล้ว ลองแบ่งมาลองลงทุนดูก็ได้ เพราะเงินก้อนใหญ่เราก็ยังสามารถใช้ดำรงชีวิตได้ และเมื่อเราเข้าใจเรื่องการลงทุนมากขึ้น เรารู้ว่าความเสี่ยงคืออะไรและยอมรับความเสี่ยงได้ เราค่อยเพิ่มเงินลงทุนมากขึ้นก็ไม่สายครับ และก็ลองศึกษาเพิ่มเติมดูว่าอะไรที่เหมาะสมกับเรา กองทุนรวม หุ้น ตราสารหนี้ ผมว่าจะมีอยู่จุดหนึ่งที่ทำให้เราลงทุนได้ตามความเสี่ยงที่เรารับได้อยู่นะครับ
ยังไงแล้วผลตอบแทนมันจะมาพร้อมกับความเสี่ยง
มหกรรมการลงทุนแบบครบวงจรแห่งปี SET in the city
กลับมาอีกครั้งกับมหกรรมการลงทุนแบบครบวงจรแห่งปี SET in the city 19 – 22 พฤศจิกายน 2558 รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน ภายใต้แนวความคิด “เปิดเทรนด์ชีวิต พิชิตเทรนด์การลงทุน” งานนี้จัดขึ้นเพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้ทราบถึงแนวโน้มและทิศทางของการลงทุนในปี 2016 ที่กำลังจะมาถึง
นักลงทุนจะพบบริการที่สมบูรณ์แบบ สะดวก ง่าย รวดเร็ว ด้วยบริการออนไลน์ e – Dividend บริการรับเงินปันผลโอนเข้าบัญชี Investor Portal บริการนักลงทุนทางอินเทอร์เน็ตเพื่อง่ายในการตรวจสอบข้อมูลผู้ถือหุ้นและสิทธิ์ประโยชน์ต่างๆของหลักทรัพย์ด้วยตนเอง นอกจากนี้ผู้ร่วมงานมาเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือสังคม กับโครงการ “ปัญหุ้นออมบุญ”
และ ยังได้พบกับเทรนด์การวางแผนการเงินใหม่ล่าสุดกับ โปรแกรม “Dream Catcher ออมพิชิตฝัน” อีกทั้งแฟนคลับ AomMoney ยังสามารถมาร่วมกิจกรรมกระทบไหล่ กูรูการเงินที่จะมานั่งให้คำปรึกษาและช่วยวางแผนทางด้านการเงิน นอกจากนี้ภายในบูทยังพบกับการเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ล่าสุดจากหมอนัท คลีนิคกองทุน “รวยหุ้นได้ โดยไม่ต้องลงทุนเอง” อย่าลืมมาพบ AomMoney ในงาน SET in the City ปี2015
เกาะติดพิชิตทุกเทรนด์ได้ที่บูธฟิลลิปในงาน SET in the City 2015
เป็นประจำทุกปีที่ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะมีการจัดงาน SET in the City และในปีนี้กระแสมาแรงมากในเรื่องของเทรนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งเราก็คุยกันมาตลอดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเทรนผู้สูงอายุของสังคมไทยที่เราจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการสร้างความมั่งคั่งเพื่อใช้ในวัยเกษียณ เราจะลงทุนอย่างไรให้ประสบความสำเร็จโดยวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้อย่างไรได้บ้าง รวมถึงในยุนี้ มีเครื่องมือที่เป็นระบบ Digital ทำให้การลงทุนของพวกเราง่ายขึ้นอย่างไรได้บ้าง
ในงานนี้ก็ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมงานนะครับและผมเองก็อยากจะให้ลองไปแวะชมบูธของ บล. ฟิลลิป กันดูนะเพราะนอกเหนือจากการเปิดบัญชีออมหุ้นที่ทุกคนคงจะรู้จักดี เขาก็ได้เตรียมเครื่องมือรองรับเทรนที่จะเกิดขึ้นมาบริการพวกเราภายใต้ Concept Leading the trend for Investment ผู้นำเทรนด์การลงทุนครบวงจร มาดูกันว่ามีเทรนด์อะไรบ้าง
1. เทรนด์การออมผ่านการลงทุน
อย่างที่ผมเล่าให้ฟังเสมอๆ เลยนะว่า สมัยนี้แล้วการออมผ่านบัญชีเงินฝากนั้นอาจจะไม่สามารถทำให้เราเกิดความมั่งคั่งได้อีกต่อไปเพราะอะไรๆ ก็แพงขึ้นทุกวันๆ แถมขึ้นเร็วกว่าดอกเบี้ยในบัญชีเงินฝากธนาคาร การเก็บเงินไว้ใช้ในยามเกษียณก็ต้องวางแผนเพื่อนำเงินไปต่อยอดด้วยการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างๆ มากขึ้น หลายคนเปิดพอร์ตหุ้นแล้วเห็นราคาหุ้นต่อหน่วยที่อยากได้แพงมาก จะซื้อขั้นต่ำที่ 100 หุ้นก็ดูเหมือนต้องใช้เงินเยอะ จะซื้อรายเดือนเพื่อซื้อหุ้นราคา 200-300 บาท โดยมีการซื้อขั้นต่ำ 100 หุ้น ทุกเดือนก็อาจจะเก็บเงินไม่ไหว
บล. ฟิลลิป นั้นเป็นเจ้าแรกที่ให้บริการ “บัญชีออมหุ้นแบบรายเดือน” โดยที่เราสามารถนำเงินฝากไปออมหุ้นได้ง่ายๆโดยการกำหนดจำนวนเงินแทนการกำหนดจำนวนหุ้น ทุกๆ เดือนทางบริษัทก็จะทำการตัดบัญชีรายเดือนไปซื้อให้เรา เมื่อเราสะสมหุ้นไปเรื่อยๆ แบบประจำอย่างมีวินัย ในระยะยาวก็สามารถทำให้เกิดความมั่งคั่งในยามเกษียณได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือน ฟรีแลนซ์ มีรายได้มาก รายได้น้อย ก็เริ่มออมหุ้นได้โดยเริ่มแค่เพียง 1,000 บาทเท่านั้น ทีนี้จะซื้อหุ้นราคา 200-300 บาทสะสมทีละนิดๆ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ยากอีกต่อไป
นอกจากนี้ถ้าหากเราอยากสะสมกองทุนรวมก็ทำได้เช่นกันนะครับ ทาง บล. ฟิลลิป ก็มีบริการ “ออมกองทุนรายเดือน” ด้วยเช่นกัน โดยเราสามารถเริ่มลงทุนได้ด้วยเงินเริ่มต้นเพียง 3,000 บาท มีกองทุนรวมให้เลือกมากมายหลาย บลจ. ซึ่งกองทุนที่ทาง บล. ฟิลลิป เลือกมานั้นมีนักวิเคราะห์คัดสรรมาให้แล้วว่าเหมาะแก่การลงทุนในระยะยาวครับ
รูป : การจะลงทุนแล้วไปสู่เงินเป้าหมายนั้นขึ้นอยู่กับการเลือกทรัพย์สินที่เราลงทุน หากเราลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง บนความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ ก็มีโอกาสไปถึงเป้าหมายเร็วขึ้นนะครับ ลองมาเปลี่ยนเงินฝากที่ออมไว้ในแต่ละเดือนเป็นการออมในหุ้นหรือกองทุนรวมกันนะครับ
2. เทรนด์ DIY Investment
ผมบอกได้เลยว่าเครื่องมือของ บล. ฟิลลิป มีหลายแบบมากๆและไม่ธรรมดาทั้งในการลงทุนหุ้นและกองทุนรวม มาดูเครื่องมือการลงทุนในแต่ละประเภทกันเลยนะครับ
DIY ในหุ้น
ขอบอกเลยครับว่า บล. ฟิลลิป เป็นผู้นำของระบบเทรดในเมืองไทยเลยเชียวนะ ไม่ได้มีแค่ระบบ POEMS เท่านั้น แต่นักลงทุนสามารถเลือก Trading Platform ได้เอง ไม่ว่าจะเป็นระบบ Streaming และปัจจุบันก็มีแอพพลิชั่น Trade Alliances เป็นแอพที่มีข้อมูลหุ้นรายตัวครบครันมาก น่าลองนำไปใช้ในการวิเคราะห์ซื้อขายหุ้นกันนะครับ
รูปข้างล่างคือ POEMS 2.0 เป็น Platform ที่เราสามารถจัดการเครื่องมือการลงทุนของเราได้เองเลย กำหนด Menu ได้ว่าอยากให้มีอะไรอันนี้เป็นตัวอย่างหน้าจอที่ใช้กัน และสามารถสับเปลี่ยนหน้าจอให้อยู่ในรูปแบบที่เราต้องการได้นะครับ
กรณีที่เราต้องการใช้ระบบ Streaming ในการเทรดหุ้นก็สามารถนำ Account ของทาง บล. ฟิลลิป ไปลงทะเบียนในระบบได้เหมือนกันนะครับ เมื่อลงทะเบียนตามขั้นตอนแล้วก็จะสามารถใช้ระบบในการซื้อขายหุ้นได้ทั้งผ่านคอมพิวเตอร์และหน้าจอมือถือ
DIY ในกองทุนรวม
ปกติเวลาเราจะเปิดบัญชีกองทุนรวมนั้น เมื่อเราเลือกกองทุนที่ต้องการแล้วก็จะติดต่อไปยังธนาคารหรือคนขายกองทุนใช่ไหมครับ ก่อนหน้านี้เวลาผมจะซื้อกองทุนซัก 3 กอง ก็ต้องไปเปิดบัญชี 3 ครั้ง ยิ่งถ้าเป็นกองที่จัดการโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนคนละที่เนี่ย ผมต้องเดินไปเปิด 3 ที่เลย สมุดบัญชีกองทุนรวมก็เลยเต็มบ้านไปหมด ก็เลยพยายามมองหาอะไรที่เป็นเรื่องง่าย พยายามหาว่า “เปิดบัญชีเดียวซื้อกองทุนได้หลายๆที่มีไหม?”
มีสิ! เพราะยุคนี้คือยุค Digital แล้ว บล. ฟิลลิป ก็มีเครื่องมือการลงทุนอันหนึ่งที่น่าสนใจคือ Phillip Fund SuperMart เราสามารถซื้อกองทุนรวมด้วยการเปิดบัญชีเพียงครั้งเดียวและซื้อกองทุนที่ให้บริการได้มากกว่า 20 บลจ. ผ่าน Mobile Application ซึ่งระบบรองรับทั้ง iOS และ Android เลยนะครับ อยากซื้อของที่ไหนก็ซื้อผ่านที่นี่ได้อย่างสะดวกเพียงแค่คลิ๊กหน้าจอเท่านั้น อันนี้จะเป็นตัวอย่างหน้าจอของ Phillip Fund SuperMart นะครับ ว่าสามารถเลือกกองทุนได้จากหลากหลาย บลจ. เลย ล่าสุดแอพนี้รองรับการส่งคำสั่งซื้อ LTF-RMF ได้แล้ว ขณะนี้สามารถซื้อได้ 2 บลจ. คือ บลจ. ฟิลลิป และ บลจ. กรุงศรี ซึ่งทาง บล.ฟิลลิป กระซิบมาว่า จะมีตามมาอีกหลาย บลจ. เร็วๆ นี้
3. เทรนด์การประหยัดภาษี
ในยุคข้อมูลข่าวสารที่มากขึ้นพวกเราเองก็ทราบกันนะครับว่า เราสามารถเปลี่ยนภาษีเป็นเงินออมได้ วิธีการที่ยอดฮิตอย่างหนึ่งก็คือการลงทุนใน LTF และ RMF โดยเฉพาะในช่วงปลายปีนี้ก็เป็นฤดูที่เราต้องรีบซื้อกันแล้วนะครับ ช่วงนี้ก็อย่าลืมคำนวณรายได้ของเราและดูว่าจะลดหย่อนกันมากน้อยแค่ไหน เราสามารถลดหย่อนโดยซื้อ LTF และ RMF ได้อย่างละ 15% ของรายได้เลยนะครับ อย่าลืมใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษีที่ได้ทั้งประโยชน์
ออมหุ้นแทบตาย สุดท้ายจ่ายค่าหมอหมดตัว
ผมได้สนทนากับน้องคนนึงเกี่ยวกับเรื่องการวางแผนทางการเงินและการลงทุน ดูเหมือนว่าน้องๆรุ่นใหม่หลายๆคนก็เริ่มที่จะออมเงินและนำเงินไปลงทุนในหุ้นกันเพื่อที่จะมีอนาคตที่สบาย อันนี้ผมก็รู้สึกดีใจนะครับ แต่หลายๆคนผมก็ได้สอบถามว่านอกจากลงทุนในหุ้นแล้วได้มีการกระจายความเสี่ยงไปซื้ออย่างอื่นอะไรบ้างไหมและได้ซื้อประกันเพื่อป้องกันความเสี่ยงบ้างหรือเปล่า ก็มีจำนวนมากที่ตอบว่าไม่ได้คิดจะป้องกันความเสี่ยงอะไร เพราะรู้สึกว่าประกันผลตอบแทนน้อย จ่ายเงินไปก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรอีกต่างหาก สู้เอาเงินไปลงหุ้น 100% เลยน่าจะดีกว่าเพราะถ้าหุ้นเติบโตในระยะยาวก็สามารถนำเงินก้อนนั้นมารักษาแทนประกันได้
ผมจะให้ดูอะไรบางอย่างจากตารางข้างล่างนี้นะครับ เป็นเรื่องของคน 2 คนที่วางแผนในเรื่องการลงทุนแตกต่างกัน ทั้ง 2 คนสามารถเก็บเงินออมได้ปีละ 120,000 บาท มาดามซูซี่นำเงินแบ่งมาป้องกันความเสี่ยงด้วยการซื้อประกัน ส่วนนายเกรย์แมนซื้อหุ้นอย่างเดียวเลย ดูตาม infographic ด้านล่างเลยครับ
ถ้าถามว่าแบบไหนดีกว่ากัน ผมเชื่อว่าคนที่เน้นลงทุนก็คงจะมองว่า นายเกรย์แมนลงทุนได้ผลตอบแทนมากกว่าตั้ง 400,000 บาท ซึ่งมันไม่ใช่เงินน้อยๆเลย แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับหลายๆคนก็คือ อยู่ๆก็เกิดการเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแรงต้องทำการเข้าโรงพยาบาล ด้วยค่าใช้จ่าย 600,000 บาท ลองดูความมั่งคั่งของ 2 คนนี้นะครับ
เห็นแล้วใช่ไหมครับว่า ถึงแม้นายเกรย์แมนจะลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่ถ้ามีความเสี่ยงในเรื่องโรคภัยไข้เจ็บเข้ามากระทบตัวเขาก็อาจจะทำให้สูญเสียความมั่งคั่ง และผลตอบแทนการลงทุนอาจจะน้อยกว่าคนที่วางแผนการลงทุนพร้อมๆกับวางแผนประกันก็เป็นได้
เรื่องนี้ผมว่าเราประมาทไม่ได้นะครับหลายคนอาจจะมองว่า เขารักษาสุขภาพมาดี กินคลีนมาตลอด เราก็ไม่รู้หรอกครับว่าวันหนึ่งเราอาจจะเจ็บป่วยแบบไม่ได้ตั้งตัวก็ได้ บางคนมองว่าเขาเองสามารถเบิกจ่ายจากสวัสดิการได้ บางครั้งมันอาจจะไม่พอก็ได้นะครับ และโดยเฉพาะถ้าเรายิ่งทำประกันช้า พออายุมากขึ้นเบี้ยก็จะแพงเข้าไปใหญ่ การทำประกันจึงควรวางแผนตั้งแต่เนิ่นๆเช่นกัน โรคภัยไข้เจ็บมีอยู่รอบตัวเราเต็มเลย แนะนำว่าทำไว้ตั้งแต่วัยรุ่นดีกว่าครับ
พูดแล้วจะไม่เชื่อ ผมก็เลยเอาข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขมาให้ดูว่า โรคไหนที่คนเป็นกันเยอะที่สุด เรียงอันดับกันไปเลยนะครับ
นี่แหละครับมันก็เลยเป็นเรื่องที่เราต้องฉุกคิดกันซักหน่อยว่า หากเราไม่ป้องกันความเสี่ยง แล้วเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าซักวันหนึ่งเราจะไม่สูญเสียความมั่งคั่งที่เราอุตส่าห์สร้างขึ้นมา บางทีกลายเป็นว่าออมหุ้นแทบตาย สุดท้ายเอาเงินไปจ่ายค่าหมอหมด แต่ผมก็เชื่อนะครับว่าหลายๆคนอาจจะเสียดายว่าเงินมันอาจจะทิ้งเปล่าถ้าทำประกัน จริงๆมันก็มีประกันอยู่หลายตัวที่เขาจะคืนเงินให้ 100% หลังจากจบสัญญาของกรมธรรม์
อันหนึ่งที่ผมแนะนำให้เพื่อนๆลองไปศึกษาดูคือประกันโรคร้ายได้คุ้ม ของทางอลิอันซ์ อยุธยา ซึ่งจะเน้นในเรื่องของสุขภาพโดยมีเงื่อนไขที่น่าสนใจในการ “เปลี่ยนรายจ่ายค่ารักษาพยาบาลเป็นเงินออม” ไม่ว่าจะเป็นโรคหรือไม่เป็นโรคเราก็จะได้เงินคืนกลับมาครับ และคุ้มครองโรคยอดฮิตในหมู่คนไทยด้วย เงื่อนไขโดยสังเขปมีดังนี้
- กรณีเป็นโรคร้ายแรงที่รักษาได้ เขาจะจ่ายให้ 20% เพื่อไปรักษาครับ และเราไม่ต้องจ่ายเบื้ยประกันอีก แล้วท้ายสุดเมื่อสิ้นสัญญาในกรมธรรม์ เขาก็จะจ่าย 80% ที่เหลือให้
- กรณีเป็นโรคร้ายแรงที่ตายแน่ๆหรือเกิดการเสียชีวิตก่อนจบสัญญา เขาจะจ่ายให้เรา 100% ครับ
- ครบสัญญากรมธรรม์ที่อายุ 85 ปี เขาก็คืนเงิน 100% ตามจำนวนเงินเอาประกันให้ ครับ
โดยสรุปแล้วเท่าที่ผมดูๆก็คือหากเราซื้อประกันมันจะช่วยเราลดความเสี่ยงในหลายๆเรื่องที่จะกระทบกับด้านการเงินของเราได้ เราเองไม่มีทางรู้หรอกว่าเราจะล้มป่วยลงเมื่อไหร่ และเมื่อถึงเวลานั้นการมีประกันก็จะช่วยแบ่งเบาภาระได้ หากสนใจประกันสามารถติดต่อได้ที่ http://goo.gl/k8P4ui นะครับ
บทความนี้เป็นบทความ Advertorial
สร้างกำไรให้ธุรกิจ ด้วยการประหยัดพลังงาน!
สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม TAXBugnoms อีกครั้งกับงานเขียนแบบประจำที่ Aommoney.com สำหรับบทความในวันนี้ไม่ได้มาชวนคุยเรื่องภาษี ไม่ได้คุยเรื่องบัญชี ไม่ได้คุยเรื่องธุรกิจและการลงทุน แต่จะมาชวนคุยอะไรที่มันลึกซึ้งกว่านั้น นั่นคือเรื่องของการ “ประหยัด” นั่นเองครับ
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมพบว่าเจ้าของธุรกิจหลายๆคน มักจะละเลยเรื่องการประหยัด แต่เน้นไปที่การเพิ่มรายได้โดยการสร้างสินค้าหรือบริการตัวเองให้มีมูลค่าสูงๆ กระตุ้นยอดขายให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด จนลืมไปว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่วัดความสามารถในการทำธุรกิจที่แท้จริง มันอยู่ที่บรรทัดสุดท้าย คือ จำนวน “กำไร” ซึ่งสามารถเพิ่มขึ้นได้ด้วยการ “ประหยัด” ค่าใช้จ่าย
และถ้าลองสังเกตดีๆในทุกธุรกิจนั้น มักจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ตัวหนึ่งที่ไม่มีใครสนใจสักเท่าไร เพราะเป็นค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่คนทั้งองค์กรต้องแบกรับด้วยกัน นั่นคือ “ค่าใชจ่ายสำนักงาน” ใช่แล้วครับ เจ้าค่าใช้จ่ายที่ไม่มีใครสนใจอย่าง ค่าหมึกพิมพ์ ค่าพรินเตอร์ ถ่ายเอกสาร พวกนี้แหละ คือสิ่งที่บอกว่าองค์กรของเรานั้นเป็นอย่างไร
มีคำกล่าวว่า “เรื่องราวที่ไม่ยุติธรรมบนโลกนี้มักจะเริ่มจากเรืองเล็กๆน้อยทั้งนั้น” และเรื่องค่าใช้จ่ายสำนักงานก็เช่นกันเดียวกันครับ เพราะเรื่องเล็กๆแบบนี้ มักจะแสดงให้เห็นถึง “วัฒนธรรมในองค์กร” ที่ดีหรือไม่ดีได้เลย
ผมอยากให้ทุกคนลองมองย้อนไปที่กิจการของตัวเอง หรือลองสังเกตวัฒนธรรมในองค์กรครับว่า องค์กรของเรานั้น มีการปลูกฝังให้พนักงาน “ประหยัด” เพื่อส่วนรวมบ้างหรือไม่ ? ยังมีคนที่แอบขโมยใช้เครื่องถ่ายเอกสาร ใช้พรินเตอร์ของออฟฟิศ ทำงานส่วนตัวบ้างอะไรบ้าง หรือมีการปริ้นท์เอกสารที่ไม่จำเป็น ถ่ายเอกสารทิ้งขว้าง ด้วยแนวคิดประมาณว่า ใช้ให้เต็มที่ไปก่อน เพราะมันไม่ใช่ทรัพยากรของเรา!!
ดังนั้น ถ้าหากองค์กรของเราอยากประหยัด “ค่าใช้จ่าย” เหล่านี้ เราต้องเริ่มต้นด้วยการสร้างค่านิยมที่ดีให้กับพนักงานของตัวเอง ให้เห็นคุณค่าของการประหยัดพลังงานที่ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งประโยชน์ของการประหยัดค่าใช้จ่ายของกิจการที่ส่งผลดีต่อกำไรและค่าตอบแทนที่จะที่เพิ่มขึ้นของพวกเขา
ผมเชื่อนะครับว่า องค์กรที่ดีนั้น คือ องค์กรที่ไม่ใช่ใส่ใจแค่การผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพออกสู่ผู้บริโภคเพียงเท่านั้น แต่ต้องเป็นองค์กรที่ดีจากภายในโดยการปลูกฝังค่านิยมเรื่องของการประหยัดพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม และมีจิตสำนึกที่ดีในการอยู่ร่วมกัน
ทีนี้นอกจากการปลูกฝังจิตสำนึกของพนักงานแล้ว อีกหนทางหนึ่งที่อาจจะช่วยให้กิจการประหยัดทรัพยากรและพลังงานอย่างมีคุณภาพ นั่นคือ การเลือกใช้เครื่องถ่ายเอกสาร พรินเตอร์ สแกนเนอร์ ฯลฯ ที่ช่วยในการประหยัดพลังงาน เช่น มีระบบ Power Saving Mode ต่างๆ ทีช่วยให้ค่าไฟลดลงครับ หรือแม้แต่การเลือกใช้อุปกรณ์สำนักงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันครับ
เห็นไหมครับว่า จริงๆแล้วการประหยัดนั้น ประโยชน์ของมันไม่ได้อยู่ที่การลดรายจ่ายในกระเป๋า หรือเพียงแค่การเพิ่มกำไรเพียงเท่านั้น แต่มันยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ต่อยอดไปถึงการประหยัดพลังงาน และการลดการบริโภคทรัพยากรได้อีกด้วย
ออฟฟิตยุคนี้กำลังเปลี่ยนเป็น Eco Office กันมากขึ้น ปัจจุบันก็มีเครื่องใช้สำนักงานแบรนด์ใหญ่ๆ ที่ตอบโจทย์แนวคิดนี้ได้อย่างน่าสนใจ เช่น แคนนอน แบรนด์ชั้นนำระดับโลกที่เน้นเรื่องนี้มาโดยตลอด เริ่มกันตั้งแต่กระบวนการผลิตพรินเตอร์ เครื่องถ่ายเอกสารเลยทีเดียว รู้ไหมครับว่าแคนนอน เค้าดีไซน์ตัวเครื่อง และกล่องบรรจุภัณฑ์ให้มีขนาดที่เล็กลง ช่วยให้ผู้ใช้ไม่เปลืองพื้นที่ใช้สอย และลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และการใช้น้ำมันจากการขนส่งสินค้าได้อย่างน่าทึ่ง หรือการเริ่มใช้พลาสติกชีวภาพ (Bio Based) มาผลิตเป็นแป้นปุ่มกดที่ยืดหยุ่นเหมือนพลาสติกทั่วไป แต่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าแยะ ไปจนถึงการคิดค้นโหมดต่างๆ ในเครื่องที่ทำให้การพิมพ์งานทำได้สะดวก ลดขั้นตอน ลดการพิมพ์เสียทิ้งขว้าง ลดการใช้หมึก/กระดาษ ประหยัดพลังงานไฟฟ้า ปราศจากสารตะกั่ว ฯลฯ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ออฟฟิตประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างมากแล้ว ยังปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้ใช้ด้วย
สุดท้ายนี้ ผมเชื่อว่ากิจการที่ดีควรให้ความสำคัญกับแนวคิด ECOLISM เหล่านี้ไว้ด้วยครับ เพราะการเริ่มต้นด้วยแนวคิดที่ดีนั่น ย่อมจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อสังคมที่เราอยู่ ทั้งการใช้พลังงาน การส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงความพร้อมในการใช้ชีวิตของพนักงานทุกคนด้วยครับ
บทความนี้เป็น Advertorial
รีวิวประสบการณ์ตรงจากการใช้บัญชี ME
เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ผมได้พยายามจะมองหาวิธีการเก็บเงินแบบใหม่ แทนการฝากเงินแบบออมทรัพย์ทั่วๆไป เลยได้มีโอกาสไปเปิดบัญชี ME มาครับ และในฐานะที่ผมได้ใช้งานบัญชี ME มาได้เกือบๆปี เลยขออนุญาตแชร์ข้อมูลให้ฟังสั้นๆ 3 ข้อตามนี้ครับ
1. ดอกเบี้ยสูงกว่าออมทรัพย์ ถึง 5 เท่า
เป็นดอกเบี้ยที่สูงที่สุดในตลาดของบัญชีออมทรัพย์ ณ ขณะนี้เท่าที่ทราบนะครับ สำหรับเพื่อนๆ ที่ยังไม่รู้จักบัญชี ME หรืออาจจะเพิ่งเคยได้ยิน สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ลิงค์นี้ครับ https://www.mebytmb.com/product-successofme
2. สะดวกด้วยระบบออนไลน์ ทำรายการฝาก-ถอนได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ซึ่งการฝาก – ถอนเงินนั้นสามารถทำได้หลากหลายช่องทางครับ ไม่ว่าจะโอนเข้าบัญชีหรือฝากผ่านตู้รับฝากเงิน (ADM) เหมือนกับธนาคารทั่วไป ส่วนการถอนเงินนั้นสามารถถอนผ่านทาง Call Center ของ ME ได้ในกรณีทีเราไม่สะดวกถอนผ่านระบบออนไลน์ครับ
จากการทดลองใช้มาประมาณ 1 ปี ผมพบว่าสามารถใช้งานเบิกโอนรายการผ่านอินเตอร์เน็ตได้ตลอดเวลาตามสะดวกที่ต้องการ และใช้ผูกติดกับบัญชีของเราเพียงคนเดียวเท่านั้น มั่นใจได้สบายหายห่วงครับ แถมในเรื่องความปลอดภัยของระบบออนไลน์ก็ถือว่าโอเคเลยครับ เพราะทุกครั้งที่ทำรายการฝากถอน จะมี SMS แจ้งมาให้ทราบตลอดเวลาครับ
3. มีระบบคำนวณดอกเบี้ยให้ทุกวัน
สามารถรู้ยอดดอกเบี้ยทันใจ ดูเงินเพิ่มขึ้นนิดๆหน่อยๆในแต่ละวัน เห็นแล้วมันก็รู้สึกสบายใจดีเหมือนกันครับ (อิอิ)
โดยส่วนตัวผมใช้บัญชี ME เป็นบัญชีออมเงินฉุกเฉิน และใช้สร้างวินัยในการออมเงินให้กับตัวเองครับ ซึ่งจากการใช้งานมาก็ไม่พบปัญหาในการใช้งานนะครับ ทั้งในเรื่องความปลอดภัย และจะสะดวกยิ่งขึ้นถ้าหากใช้บัญชี ME ผูกติดกับบัญชีธนาคารทหารไทยเพราะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมธนาคารด้วยครับ
สุดท้ายนี้ถ้าหากเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ สนใจเปิดบัญชีเพื่อสร้างวินัยในการออม ใช้เป็นที่พักเงิน หรือใช้เพื่อสร้างออมเงินฉุกเฉินให้กับตัวเอง ผมคิดว่าบัญชี ME ของ ME by TMB ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจและสะดวกในการใช้งานครับ
หากใครสนใจ… สามารถเปิดบัญชี ME ได้ที่นี่เลยคร้าบ
วิธีเปิดบัญชีแบบยืนยันตัว
https://www.mebytmb.com/account
วิธีเปิดบัญชีแบบไม่ยืนยันตัว
https://www.mebytmb.com/account/tmb-internet-banking
หากใครเปิดบัญชี ME ในช่วงนี้ มี promotion เปิดบัญชีได้รับ “ME Solid Perfume” กลิ่นความสำเร็จ ไปเลย! ลองสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Call Center 02-502-0000 ได้นะครับ
ปล. ME Call Center โทรได้เลยไม่ต้องรอสายนะครับ #SUCCESSOFME
บทความนี้เป็นบทความ Advertorial
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

