กฎข้อที่ 6 คิดการณ์ไกล เพื่อผลตอบแทนในระยะยาว

หากคุณเป็นนักลงทุน ที่ไม่ได้ลงทุนเพื่อการเก็งกำไรในระยะสั้น คุณควรพิจารณาในการลงทุนเพื่อผลตอบแทนในระยะยาวมากกว่า และหลีกเลี่ยงการตกอยู่ในกระแสข่าวรายวันของตลาดหลักทรัพย์ ที่คอยกระตุ้นให้คุณตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา

เรามี 2 เหตุผล ให้ลองพิจารณาดูค่ะ

เหตุผลที่ 1

คุณควรกำหนดระยะเวลาของผลตอบแทนจากเงินลงทุนให้สอดคล้องกับช่วงเวลาการดำเนินการของบริษัทที่คุณจะลงทุน แล้วคุณจะเห็นได้ว่า บริษัทดีๆ ทั้งหมด หรือแม้แต่บางบริษัทที่ดี ต่างก็มีการวางแผนงานและช่วงเวลาการดำเนินงานในระยะยาวทั้งนั้น หากนึกภาพตามไม่ออก  เราขอยกตัวอย่างเช่น หากบริษัทมีการก่อสร้างโรงงานใหม่ ก็เป็นที่คาดการณ์ไว้ว่าโรงงานแห่งใหม่นี้ จะต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีกสิบกว่าปี ถึงจะสามารถสร้างผลตอบแทนให้แก่บริษัทได้ คุณก็ควรจะคาดหวังผลตอบแทนการลงทุนในบริษัทนี้ในช่วงเวลาเดียวกัน คือต้องวางแผนการลงทุน 10 ปี

เหตุผลที่ 2

คือในระยะสั้น ราคาหลักทรัพย์ส่วนใหญ่จะเคลื่อนไหวอย่างไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากมักจะเกี่ยวกับการขาดทุนหรือกำไรที่เกิดขึ้นชั่วคราว สิ่งที่นักลงทุนควรกังวลมากกว่าการเคลื่อนไหวของราคาหลักทรัพย์ในระยะสั้นคือการที่บริษัทขาดทุนอย่างถาวรในระยะยาว ซึ่งก็มาจากความสำคัญในการประเมินแนวโน้มธุรกิจในอนาคตของบริษัทนั่นเอง

หมายเหตุ :
“ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และคู่มือภาษีก่อนตัดสินใจลงทุน”

ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.aberdeen-asset.co.th/10goldenrulesthai

ความแน่นอน คือความไม่แน่นอน จริงหรือไม่?

เราชอบอะไรมากกว่ากันระหว่าง “ความแน่นอนกับความไม่แน่นอน”

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ตอบว่าชอบความแน่นอน เพราะเรารู้ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นและมีการเตรียมความ พร้อมรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ความจริงเรื่องที่มาพร้อมกับความแน่นอน มันคือความไม่แน่นอน ที่เราคาดไม่ถึง ซึ่งอาจจะมีทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย แล้วเจ้าตัวความไม่แน่นอนนี่แหละที่ชอบสร้างปัญหา ให้กับใครหลายๆ คน โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยเตรียมความพร้อม

ความแน่นอน คือความไม่แน่นอน จริงหรือไม่?
ความเสี่ยงที่แก้ไขได้

เมื่อเกิดความไม่แน่นอนที่เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ ถ้ามันเป็นเรื่องดีก็จะทำให้เรามีความสุข แต่ถ้าเป็นเรื่องเลวร้าย มันก็จะกลายเป็นความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความเสียหายในรูปแบบที่เราคาดไม่ถึง ซึ่งความเสี่ยงบางอย่างเราสามารถซ่อมแซมหรือแก้ไขได้  เช่น

  • มือถือตกน้ำเราก็เลือกได้ว่าจะซ่อมหรือซื้อเครื่องใหม่ ถ้าบังเอิญค่าซ่อมราคาใกล้เคียงกับ ราคาเครื่องใหม่ หลายคนก็เลือกที่จะทิ้งเครื่องเก่ามาซื้อของใหม่
  • หากบังเอิญรถยนต์ถูกเฉี่ยวทำให้ประตูฝั่งคนขับเสียหาย เรียกประกันมาตรวจสอบความเสียหาย แล้วก็นำรถไปเข้าอู่ซ่อมให้กลับมาเหมือนเดิมได้
  • เหตุการณ์น้ำท่วม หากบ้านของเราอยู่ในพื้นที่เสี่ยงก็ถูกน้ำท่วมไปด้วย พอน้ำแห้งก็ซ่อมแซมบ้าน ให้กลับมามีสภาพใกล้เคียงของเดิมได้

เราจะเห็นว่าความเสี่ยงส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ มันกลายเป็นความเสี่ยงที่สร้าง ความเสียหายให้แก่ทรัพย์สินของเรา บางครั้งเราเลือกที่จะซ่อมแซมเพื่อให้กลับมามีสภาพใกล้ เคียงของเดิม ในขณะที่บางครั้งค่าใช้จ่ายในการซ่อมกับการซื้อของชิ้นใหม่มีราคาใกล้เคียงกัน เราก็เลือกที่จะซื้อของชิ้นใหม่แทน

ความเสี่ยงที่แก้ไขไม่ได้

แต่ถ้าความเสียหายนั้นเกิดขึ้นกับอวัยวะของเรา เช่น ปอด ตับ ไต หัวใจ ฯลฯ เราจะมีวิธีการดูแลอย่างไร "ซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่?" ถ้าเป็นสิ่งของก็สามารถซ่อมแซมหรือซื้อใหม่ได้ แต่ การซ่อมแซมอวัยวะในร่างกายของเรา ให้สามารถกลับมาใช้งานได้ปกติดังเดิมนั้นทำได้ยาก หากแต่เพียงเพียงทำให้ใกล้เคียงของเดิม โดยมีร่องร่อยหรือความบกพร่องหลงเหลืออยู่บ้าง หรือถ้าจะเปลี่ยนโดยนำอวัยวะของคนอื่นมาใช้กับร่างกายเรานั้นก็หายากมาก ไม่แน่ว่าถ้าหากเปลี่ยนอวัยวะได้ ร่างกายของเราอาจจะไม่เข้ากับอวัยวะชิ้นใหม่ก็ได้ การใช้ชีวิตก็ต้องเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เรารักอะไรมากกว่ากัน

ตอนนี้มีคำถามหนึ่งที่อยากจะให้เราลองถามตนเองว่า “เรารักสิ่งของหรือรักชีวิตมากกว่ากัน” แน่นอนว่า คนส่วนใหญ่ต้องรักชีวิตตนเองมากกว่า แล้วคำถามต่อมา คือ  “เราเลือกปกป้องสิ่งของหรือปกป้องชีวิตของเรามากกว่ากัน” หลายคนเลือกปกป้องสิ่งของก่อนปกป้องชีวิตตนเอง ลองสังเกตุง่าย ๆ ว่าคนส่วนใหญ่ มักเลือกทำประกันภัยให้รถยนต์ แต่ไม่ค่อยทำประกันให้ชีวิตตนเอง…จริงไหม?

ความเสี่ยงที่เราไม่ควรเสี่ยง

หลายคนทำประกันรถยนต์เพราะต้องขับรถไปทำงานทุกวัน กลัวความเสี่ยงว่าจะเกิดอุบัติเหตุ เพราะค่าเสียหายค่อนข้างสูง จึงเลือกที่จะไม่รับความเสี่ยงไว้เอง แต่ใช้วิธีโอนความเสี่ยงให้บริษัทประกันรับผิดชอบ

เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชนอย่างกระทันหัน ตอนนั้นเราอาจจะนั่งมึน ๆ กับเหตุการณ์สักพัก พอสติกลับมาก็โทรเรียกประกันมาเคลียให้ว่าใครผิดและต้องรับผิดชอบความเสียหายอย่างไร โดยที่เราไม่ต้องมานั่งโต้เถียงกับคู่กรณีด้วยตนเอง

ในขณะที่หลายคนเลือกที่จะไม่ทำประกันชีวิต เพราะมองว่าจะต้องส่งหลายปี กลัวบางปีสะดุดขาดสภาพคล่องแล้วจะส่งเบี้ยประกันต่อไม่ได้ บางคนมองว่าเงินจมอยู่กับประกันนาน ๆ ผลตอบแทนต่ำ มันเสียโอกาสในการลงทุน บวกกับตอนนี้สุขภาพแข็งแรงจึงเลือกที่จะดูแลตนเอง และรับความเสี่ยงต่าง ๆ ไว้เอง

เมื่อเกิดอุบัติเหตุต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลกระทันหัน นอกจากความกังวลเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยของตนเองแล้ว ยังต้องมาแบกรับภาระค่ารักษาพยาบาลเองทั้งหมดอีกด้วย ถ้าโชคร้ายว่าการรักษาไม่ได้จบภายในวันเดียว บางคนต้องนอนรอดูอาการและพักฟื้นที่บ้านเกือบเดือนถึงจะสามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ

หากเป็นคนที่ทำงานประจำ ก็อาจจะใช้สิทธิ์วันลาป่วยที่ขอลาหยุดแล้วยังได้รับเงินเดือนเหมือนเดิม (แต่อาจไม่รวมถึงกรณีที่เป็นโรคร้ายเรื้อรัง ก็อาจต้องลาออกจากงานเพื่อไปรักษาตัว) แต่สำหรับคนที่เป็นฟรีแลนซ์ก็จะขาดรายได้ไปเต็ม ๆ เพราะป่วยทำงานไม่ได้ พอไม่ทำงานก็ไม่มีเงิน บางครั้งต้องไปดึงเงินเก็บมาใช้เป็นค่ารักษาตนเอง เพื่อจะได้เห็นภาพที่ชัดขึ้นก็ลองดูตัวอย่างนี้

ตัวอย่าง หนุ่มเป็นพนักงานบริษัทเอกชน อายุ 30 ปี ป่วยเป็นไข้เลือดออก ต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล เป็นเวลาต่อเนื่องกัน 7 วัน รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดเป็นตัวเลขกลม ๆ 70,000 บาท (ตัวอย่างจริงของคนใกล้ตัว)

กรณีที่ 1: ไม่ได้ทำประกันชีวิต ก็จะเสียเงินเองทั้งหมด 70,000 บาท

กรณีที่ 2: ทำประกันชีวิต iProtect 5 (กรุงไทย แอกซ่า) + สัญญาเพิ่มเติม จ่ายค่าเบี้ยประกันปีละประมาณ 38,500 บาท (หรือตกวันละ 105 บาท) ต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 5 ปี สามารถเบิกเงินค่ารักษาพยาบาล (ผู้ป่วยใน) ได้สูงสุด 400,000 บาท/การเข้าพักรักษาตัว 1 ครั้ง และได้ค่าชดเชยรายวัน 1,000 บาท/ วัน

แต่หากโชคดีไม่ได้เจ็บป่วยรุนแรงถึงขั้นต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล เงินที่จ่ายไปทุกปีให้กับค่าเบี้ยประกันก็ไม่ได้สูญเปล่า แต่จะได้คืนเมื่อครบกำหนดอายุสัญญา  ในอัตรา 299.5% (เฉพาะตัวสัญญาหลัก) ของค่าเบี้ยประกันที่ชำระ เท่ากับว่าเราได้นำเงินมาลงทุนในการดูแลสุขภาพชีวิตของตัวเอง นั่นเอง

สรุปว่า…

ชีวิตของเรานั้นมีความเสี่ยงอยู่ในทุกวัน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เราไม่ควรจะต้องเสี่ยง และสามารถโอนความเสี่ยงให้แก่ประกันชีวิต เป็นผู้ช่วยดูแลชี&#xE27

วางถุงกาวในมือลงก่อนสักนิด ก่อนคิดจะซื้อบ้านเพื่อลดหย่อนภาษี

เมื่อไม่นานมานี้ เราจะเห็นข่าวทางคณะรัฐมนตรีมีมติกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์มามากมายครับ ซึ่งในวันนี้ผมได้รวบรวมมาตรการการลดหย่อนภาษีทั้งหมดฃออกมาเป็นตารางง่ายๆสั้นๆในสไตล์ TAXBugnoms พร้อมกับเงื่อนไขดังต่อไปนี้ครับ

โดยเงื่อนไขสำหรับสิทธิประโยชน์เรื่องการลดหย่อนภาษีนั้น 5 ปี ประกอบด้วยรายละเอียดต่อไปนี้ครับ

  1. ต้องเป็นบ้านหลังแรกที่ มูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาท และต้องซื้อภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2559
  2. ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีตั้งแต่ปีภาษี 2559 เป็นต้นไป (เริ่มยื่นแบบภายใน 31 มีนาคม 2560)
  3. ห้ามโอนหรือขายต่อภายในเวลา 5 ปี และต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิในบ้านหลังนั้นด้วย

ซึ่งถ้าพิจารณาเงื่อนไขคร่าวๆ เราจะเห็นว่านโยบายตัวใหม่นี้คลับคล้ายคลับคลากับนโยบายบ้านหลังแรกนั่นเองครับ เพียงแต่เปลี่ยนสิทธิในการยกเว้นภาษีทั้งจำนวน มาหักเป็นค่าลดหย่อนแทน ทีนี้เรามาดูสิทธิในการลดหย่อนภาษีเพื่อความเข้าใจอันดีกันต่อเลยนะครับ

สมมุติว่านายบิ้กจี้ซื้อบ้านหลังแรกของตัวเองในราคา 3 ล้านบาท ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 และคาดว่าจะถือครองครบตามเงื่อนไขที่กำหนด นายบิ๊กจี้จะได้สิทธิลดหย่อนภาษีดังนี้

  1. ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากการซื้อบ้าน มาใช้เป็นค่าลดหย่อนสูงสุดเป็นจำนวน 100,000 บาท
  2. นำมูลค่า 20% ของราคาบ้าน (600,000 บาท) มาใช้สิทธิยกเว้นภาษี (โดยการลดหย่อน) ปีละ 120,000 บาทเป็นเวลา 5 ปีติดต่อกัน

แหม่.. นี่คือตัวอย่างที่ยกมาทำให้เงื่อนไขภาษี และโลกใบนี้สวยงามจนใครหลายคนน่าจะเกือบเผลอใจซื้ออสังหาริมทรัพย์เหลือเกินใช่ไหมล่ะครับ ยิ่งอ่านก็ยิ่งดูดี นโยบายนี้ช่างเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายที่ดี และได้สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นของแถมอีกด้วยครับ

แต่เดี๋ยวก่อน… พักสมองปรับจูนกันสักนิด เพราะสิ่งสำคัญที่เราต้องคิด คือ ถ้าหากเราไม่ได้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสักเท่าไร ลองมาดูกันต่อไปอีกสักหน่อยว่า มาตรการกระตุ้นที่ออกมาใหม่นี้มันมีประโยชน์อะไรกับเรา “จริง” หรือเปล่าครับ

ก่อนที่โฉนดในมือกำลังจะกลายเป็นกระดาษเช็ดน้ำตา และกาวในมืออีกข้างจะทำให้เราสนใจสิทธิในการลดภาษีมากกว่าบ้านที่เราซื้อ เรามาดูตัวอย่างกันต่อดีกว่าครับว่าในโลกแห่งความจริงนายบิ้กจี้ผู้เป็นมนุษย์เงินเดือนจะสามารถใช้สิทธินี้ได้มากแค่ไหน…

สมมุติต่อไปว่า นายบิ้กจี้คนดีศรีสยาม ผู้เป็นหนุ่มโสดตัวเปล่าเล่าเปลือย มีรายได้จากการเป็นมนุษย์เงินเดือน ในอัตรา 30,000 บาทต่อเดือนพอดี๊พอดีที่จะกู้ขั้นต่ำกับทางธนาคารอาคารสงเคราะห์ เพื่อซื้อบ้านตามนโยบายดังกล่าวได้ ทีนี้.. เราลองมาคำนวณภาษีที่นายบิกจี้ต้องเสียกันก่อนที่จะมีมาตรการกระตุ้นอสังหากันดีกว่าครับ

เงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน(360,000 – 60,000 – 30,000) = 270,000 บาท
สรุปว่า.. ภาษีที่นายบิ้กจี้ต้องเสียคือ = 6,000 บาท

เมื่อมีมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์มา นายบิ้กจี้จึงไม่รีรอคว้าโอกาสนี้ไว้ รีบโอนบ้านซื้อใหม่ทันที๊ทันทีสมมุติต่อไปว่า นายบิ๊กจี้ได้สิทธิในการลดหย่อนภาษีจำนวนปีละ 120,000 บาทมา และได้สิทธิในการใช้ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมลดหย่อนภาษีสูงสุดถึง 100,000 บาทต่อปี ถ้าเราลองคำนวณภาษีของนายบิ้กจี้ใหม่ก็จะพบว่า…

เงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน360,000 – 60,000 – 30,000 – 100,000 – 120,000 = 50,000 บาท
ทำให้.. นายบิ้กจี้ไม่ต้องเสียภาษีสักบาท … ชะละล่า
เพราะเงินได้สุทธิได้รับยกเว้นนั่นเอง

เมื่อเรามาถึงจุดนี้ ย่อมแปลว่าสิทธิที่นายบิ้กจี้ได้มานั้น สามารถลดภาษีได้สูงสุดเพียงแค่ 6,000 บาทเท่านั้นครับ แต่สิ่งที่เป็นภาระจริงๆ ที่คนเงินเดือน 30,000 บาทอย่างนายบิ้กจี้ต้องเจอก็คือ… ค่าผ่อนบ้านเดือนละ ……. บาท (กรุณาเติมตัวเลขในช่องว่างตามความต้องการผ่อน) และคำถามสุดท้ายคือนายบิ้กจี้จะสามารถผ่อนไหวหรือไม่ เมื่อเทียบกับรายได้และค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน

เอาล่ะครับ เพื่อให้เข้าใจกับแบบสุดติ่ง ผมอยากจะให้ลองดูอีกตัวอย่างนึงของนายบิ้กตู่ เอ้ย นายบิ้กจ๊ะ ผู้ซึ่งมีรายได้จากการเป็นมนุษย์เงินเดือนในอัตรา 100,000 บาทต่อเดือนกันบ้างครับ โดยกำหนดให้นายบิ๊กจ๊ะมีมีเงื่อนไขเหมือนนายบิ๊กจี้ทุกประการ ถ้าลองคำนวณดูเราจะได้ตัวเลขอีกอย่างนึงที่คุณต้องหลั่งน้ำตากันเลยทีเดียวครับ

เงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน 1,200,000 – 60,000 – 30,000 = 1,110,000.- บาท
ดังนั้น … ภาษีที่นายบิ้กจ๊ะต้องเสียคือ = 142,500 บาท

แต่ถ้าหากเลือกนายบิ้กจ๊ะเลือกใช้มาตรการกระตุ้นเพื่อลดภาษีนี้ขึ้นมาจริงๆ แล้วล่ะก็มันจะเกิดอะไรขึ้นบ้างครับ

เงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน1,200,000 – 60,000 – 30,000 – 100,000 – 120,000 = 890,000.- บาท
ทำให้.. ภาษีที่คำนวณได้ของนายบิ้กจ๊ะคือ =  93,000 บาท
แหม่.. ลดลงไปอีกเพียบ

ถ้าหากคุณเป็นคนที่มีฐานะดี มีรายได้ที่ต้องเสียภาษีเป็นจำนวนมาก และมีความสามารถในการผ่อนชำระ การซื้ออสังหาริมทรัพย์ตามมาตรการกระตุ้นนี้ ถือเป็นเรื่องราวดีๆที่เกิดขึ้นเลยล่ะครับ เพราะคุณจะสามารถใช้สิทธิการลดหย่อนภาษีได้เต็มที่ตามความสามารถในการหารายได้ของคุณ

แต่ถ้าหากคุณเป็นคนที่ตรงข้ามกับที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ขอแนะนำว่า… อย่าลืมตรวจสอบความสามารถในการผ่อนชำระก่อนนะครับว่าไหวหรือเปล่า เพราะภาษีที่ใช้สิทธิลดหย่อนไปนั้นหากทำผิดเงื่อนไขก็แปลว่าเราต้องกลับไปจ่ายเพิ่มพร้อมกับเงินเพิ่มที่ต้องเสีย (1.5% ต่อเดือน) อีกด้วยครับ

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ..คนที่ไม่มีบ้านหลังแรก หรือไม่เคยมีบ้านมาก่อนนั้น น่าจะอยู่ในกลุ่มที่มีเงินเดือนเท่าไร และนโยบายนี้ถ้าออกเป็นกฎหมายชัดเจนออกมาเมื่อไร ใครกันแน่ที่จะได้ประโยชน์จากโครงการนี้ คิดไปคิดมาแล้วปวดหัวซะแล้วครับ เอาเป็นว่าอย่าลืมพิจารณาให้ดีละกันนะคร้าบ

สุดท้ายแล้ว.. นิทาน เอ้ย บทความนี้ตั้งใจจะสอนให้รู้ว่า
ไม่ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆจะดีแค่ไหน

3 เทคนิคลดภาษีแบบเต็มMAX!!!

สวัสดีคร้าบบ เข้าสู่ช่วงปลายปีแบบนี้ ใครหลายคนคงเริ่มต้นสำรวจตัวเองโดยการวางแผนภาษี เตรียมความพร้อมที่จะต้องรับมือกับการขอคืนและตรวจสอบกับพี่ๆสรรพากร และแน่นอนครับว่า สิ่งที่เราต้องการในการลดภาษีนั้น คือ การวางแผนภาษีที่ถูกต้องและไม่มีปัญหาย้อนหลัง จริงไหมครับพี่น้องงงงง (เฮ่)

วันนี้ @TAXBugnoms เลยนำเคล็ดลับลดภาษีให้มากที่สุดมาฝากกันครับ โดยมีชื่อว่า 3 เทคนิคลดภาษีแบบเต็ม MAX!! เอาล่ะไม่ต้องพูดพร่ำให้เสียเวลา เรามาดูเทคนิคกันไปทีละขั้นเลยคร้าบบบ

1. คำนวณภาษีที่เราต้องจ่าย

คำถามแรกที่เราต้องถามตัวเอง เมื่อต้องการลดภาษีให้มากที่สุดคือ ตอนนี้เราจ่ายภาษีไปเท่าไรแล้ว ถึงต้องการจะลดภาษี เพราะปัญหาก็คือ บางทีเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เราอาจจะไม่ต้องเสียภาษีเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นสิ่งสำคัญลำดับแรกคือเราต้องคำนวณภาษีตัวเองออกมาให้ได้ก่อนครับว่าก่อนที่วางแผนนั้น เราต้องเสียภาษีเท่าไร

สำหรับมือใหม่ที่อยากเริ่มต้นคำนวณภาษีเอง ผมแนะนำให้อ่านบทความเพิ่มเติมเรื่องการคำนวณภาษีได้ที่บทความซีรีย์ภาษีง๊ายง่าย (3 ตอนจบ) กันก่อนเลยคร้าบบบ หรือจะใช้ตัวช่วยอย่าง ITAX.in.th ก็ได้เหมือนกันครับ

2. หาตัวช่วยในการลดภาษี

หลังจากที่เรารู้แล้วว่า เรามีภาษีที่ต้องเสียเท่าไร ขั้นตอนต่อไปก็คือ มองหาค่าลดหย่อนที่เรามีว่าควรเพิ่มตัวไหนเข้าไปบ้าง เอามาใส่ให้หมดครับ ใส่เข้าไปเพื่อทำให้เงินได้ที่ต้องมาคำนวณภาษีของเรานั้น ลดน้อยลงที่สุด

เริ่มจากค่าลดหย่อนที่เป็นส่วนตัวทั้งหลาย เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ค่าลดหย่อนคู่สมรส (ไม่มีรายได้) บุตร ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ซึ่งตรงรายการค่าลดหย่อนนี้สามารถตรวจสอบได้ที่บทความ รายการ 14 ค่าลดหย่อนของมนุษย์เงินเดือน ครับ

แต่เคล็ดลับเพิ่มเติมตรงค่าลดหย่อนนี้ ผมอยากให้เน้นที่รายการค่าลดหย่อนสำคัญๆ ที่เป็นตัวช่วยในการออมเงินไปสู่เป้าหมายของเรา เพิ่มเติมนอกเหนือจากการออมภาคบังคับอย่าง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ ประกันสังคม มาลงที่ LTF, RMF และ ประกันชีวิต โดยจัดให้เหมาะสมตามความสามารถที่เรามีในการลงทุน และที่สำคัญอย่าลืมตรวจสอบตามเป้าหมายของตัวเองก่อนที่จะลงทุนเพื่อประหยัดภาษีด้วยนะครับว่าเราต้องการอะไร มา.. เรามาตรวจสอบกันอีกทีดีกว่าว่า 3 ตัวนี้มีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง

1. กองทุนหุ้นระยะยาว (LTF)

คือ กองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทย (สัดส่วนการลงทุนในหุ้นไม่ต่ำกว่า 65%) เหมาะสำหรับคนที่กล้าเสี่ยงเพิ่มอีกสักนิดเพือรับผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากการลงทุนในหุ้นไทยที่มีความผันผวนในขณะนี้

โดยเงื่อนไขของการประหยัดภาษีคือ ซื้อได้ 15% ของรายได้ทีต้องเสียภาษี เป็นจำนวนเงินสูงสุด 500,000 บาท และเมื่อลงทุนแล้วต้องถือกองทุนนี้ไว้อย่างน้อย 5 ปีปฎิทิน 

2. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

คือ กองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์มากมายหลากหลายประเภท ตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำไปจนถึงสูง เหมาะสำหรับคนที่ต้องการวางแผนเกษียณ เพราะมีเงื่อนไขทางภาษีต้องถือไว้อย่างน้อย 5 ปีและถือไปจนถึงอายุ 55 ปีถึงจะขายได้ แถมเราต้องมีวินัยซื้อกองทุน RMF นี้ติดต่อกันทุกปีในจำนวน 3% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษี หรือ 5,000 บาท (แล้วแต่ว่าตัวไหนจะต่ำกว่า)

โดยกองทุน RMF นี้เราก็สามารถซื้อได้ 15% ของรายได้ทีต้องเสียภาษีเป็นจำนวนเงินสูงสุด 500,000 บาท และเมื่อรวมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (กบข. กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน) และประกันแบบบำนาญต้องไม่เกิน 500,000 บาทด้วยครับ

3. ประกันชีวิต

คือ เครื่องมือช่วยป้องกันความเสี่ยงตัวหนึ่งซึ่งได้สิทธิในการลดหย่อนภาษีเช่นเดียวกัน แบ่งออกเป็นสองตัว

– ประกันชีวิตธรรมดา ลดหย่อนภาษีสูงสุดได้ถึง 100,000 บาท
– ประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นประกันชีวิตอีกประเภทหนึ่งที่ให้สิทธิซื้อได้ 15% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษี แต่สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวม RMF และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (กบข. กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน) แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท

3. เปรียบเทียบภาษีที่ประหยัดได้

สุดท้ายเมื่อเราได้เลือกค่าลดหย่อนต่างๆที่เหมาะสมกับตัวเราแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือนำค่าลดหย่อนที่เพิ่มขึ้นนั้นไปลองคำนวณดูครับว่า เราสามารถประหยัดภาษีได้เป็นที่น่าพอใจหรือยัง ซึ่งถ้าสามารถประหยัดได้พอใจแล้ว แค่นี้ก็ถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์ของเราแล้วล่ะคร้าบ แต่สิ่งสำคัญในตรงนี้ที่จะเน้นย้ำก็คือ อย่าคิดเอาแต่ประหยัดภาษี จนลืมวัตถุประสงค์ในการลงทุนของเราไปนะครับ

เป็นไงบ้างครับ กับ 3 เทคนิคการลดภาษีให้เต็ม MAX ในบทความนี้ สุดท้ายแล้วผมหวังว่าเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ จะได้แนวทางและหลักการในการวางแผนลดภาษีอย่างถูกต้อง และเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงในการลดภาษีของตัวเองกันนะคร้าบบบ

ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ LHHOTEL

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ เพื่อน ๆ นักลงทุน ในช่วงนี้ที่ตลาดหุ้นไทยดูผันผวนอยู่ตลอดเวลา (มีช่วงไหนที่ไม่ผันผวนบ้างเนี่ย) ซึ่งการลงทุนในกองทุนหุ้นไทยดูเหมือนว่าจะค่อนข้างเป็นไปได้อย่างยากลำบากเลยทีเดียว

เราลองมาเปลี่ยนบรรยากาศกันสักนิด คราวนี้เรามาดูกองทุนที่ลดความร้อนแรงลงหน่อย ซึ่งไม่ได้มีความผันผวนมากเหมือนกับกองทุนหุ้น แต่ก็เป็นกลุ่มกองทุนที่ให้ผลตอบแทนได้ดีทีเดียวครับ

นั่นก็คือ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) นั่นเองครับ ซึ่งการลงทุนใน REIT นั้นน่าสนใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าต้องการลงทุนระยะยาว ๆ เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วจะให้ผลตอบแทนที่ดีต่อเนื่อง ยกเว้นในปี 2007-2008 ที่มีวิกฤตเศรษฐกิจด้านอสังหาฯ ของสหรัฐฯ ครับ

(ภาพผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ทั่วโลก)

* ข้อมูลจาก JP Morgan Guide to the Market

จากภาพนี้ จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่แล้วผลตอบแทนจากการลงทุนใน REIT นั้น มักจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการทำ Asset allocation ด้วยสินทรัพย์ต่าง ๆ สุดยอดไหมละครับ แถมผลตอบแทนที่ได้ก็มีความผันผวนไม่มากจนเกินไปอีกด้วย ซึ่งผมเชื่อว่าการลงทุนด้านอสังหาฯ ในบ้านเราก็น่าจะมีหน้าตาที่คล้าย ๆ กันครับ

ดังนั้น วันนี้ผมหมอนัท @คลินิกกองทุน จะมาเล่าถึงกอง REIT ที่น่าสนใจกันครับ ซึ่งกอง REIT นี้เหมือนเป็นภาคต่อของกอง LHSC ครับ ถ้าใครจำไม่ได้หรือยังไม่ทราบว่าการลงทุนในกอง REIT คืออะไร ผมแนะนำว่าให้อ่านภาคแรกก่อนนะครับ

สามารถอ่านรายละเอียดเรื่อง REIT ได้ที่นี่ครับ LHSC

แต่ถ้าใครเข้าใจเรื่อง REIT อยู่แล้ว เพื่อให้ไม่เป็นการเสียเวลา เรามาดูกองทุนที่น่าสนใจของเราวันนี้กันครับ นั่นก็คือ

ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ แอล เอช โฮเทล (LH Hotel Real Estate Investment Trust: LHHOTEL)

ภาพรวมทั่วไป

ใครที่ผ่านไปที่ BTS สถานีอโศก หรือว่า MRT สุขุมวิท บ่อย ๆ ก็น่าจะคุ้นเคยกับเทอร์มินอล 21 เป็นแน่ แต่ทราบไหมครับว่ามีโรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เทอร์มินอล 21 อยู่ด้วย (ตึกสูง ๆ ที่โผล่ออกมาจาก เทอร์มินอล 21 นั่นแหละคร้าบ)

เมื่อทำเลดีใจกลางเมืองแบบนี้ที่ติดทั้งห้าง และแหล่งออฟฟิศ รวมถึงเป็นจุดเชื่อมของสถานีรถไฟฟ้าทั้งบนดิน และใต้ดิน ก็ไม่แปลกเลยถ้าจะมีลูกค้านักท่องเที่ยวและนักธุรกิจเข้าพักเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง

โดยทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ แอล เอช โฮเทล นี้จะนำเงินที่ได้จากนักลงทุน ไปลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์และกรรมสิทธิ์ในสังหาริมทรัพย์ของโรงแรมฯ ซึ่งมีพื้นที่ทั้งหมดรวมประมาณ 47,298 ตารางเมตร ประกอบด้วย พื้นที่ให้เช่าประมาณ 21,090 ตารางเมตร พื้นที่ส่วนกลางประมาณ 21,914 ตารางเมตร และพื้นที่จอดรถประมาณ 4,294 ตารางเมตร

โดยอายุสัญญาการเช่านั้น มีระยะเวลาประมาณ 25 ปี จากบริษัท แอล แอนด์ เอช พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)

คราวนี้เรามาดูจุดเด่นกันนะครับ ว่ามีอะไรที่น่าสนใจจนต้องควักกระเป๋าเพื่อลงทุนกับกองทุนนี้กันครับ

จุดเด่น

  1. ทำเลที่มีศักยภาพ LHHOTEL เป็นทรัสต์ที่เข้าลงทุนในทรัพย์สินประเภทโรงแรม ซึ่งอยู่ในบริเวณใจกลางเมืองจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้า BTS และ MRT ซึ่งถือเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูง สามารถเชื่อมต่อกับภาคธุรกิจ การลงทุน การท่องเที่ยว บันเทิง และไลฟ์สไตล์หลากหลายรูปแบบครับ เอาเป็นว่าครบวงจรถ้านักท่องเที่ยว หรือ นักธุรกิจจากต่างชาติมา ที่นี่เป็นที่แรก ๆ ที่จะนึกถึงครับ
  2. ภาพลักษณ์ และความใหม่ โรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เทอร์มินอล 21 นั้นค่อนข้างจะใหม่ เรียกได้ว่า ใหม่ สด สะอาด จึงทำให้มีความสามารถในการแข่งขันกับโรงแรมในระดับเดียวกันที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงได้อย่างไม่ต้องสงสัย
  3. มีการกระจายกลุ่มลูกค้าได้ดี คือ มีทั้งนักท่องเที่ยวที่จองโรงแรมด้วยตนเองจากทาง website ต่าง ๆ ส่วนกลุ่มถัดมาจะเป็นกลุ่มของนักธุรกิจ ถ้าคนไหนที่เคยต้องไปประชุมที่เมืองนอกน่าจะคุ้นกับ การประชุมในโรงแรมได้เป็นอย่างดีว่าเมื่อประชุมเสร็จก็อยากจะเที่ยวในแถบนั้น ๆ ด้วย ซึ่งทำเลที่ดีก็ทำให้กลุ่มนักธุรกิจมาพักกันเยอะเช่นกันครับ และรวมถึงมี ศูนย์ประชุมนานาชาติอยู่ใกล้ ๆ ด้วย เดินทางได้สะดวกมากครับ ส่วนสุดท้ายคือ ทัวร์จากต่างประเทศ ดังนั้นการมีลูกค้ามาจากทั้งสามส่วน จึงทำให้ความผันผวนของรายได้น้อยลงไปด้วย
  4. มีฐานลูกค้าที่อยู่ระยะยาว หรือ อยู่ยาวเป็นเดือน ๆ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 10% ซึ่งก็เป็นอีกตัวช่วยที่ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ผันผวนไปมากอีกเช่นกัน
  5. อัตราการเข้าพักสูง นับจากโรงแรมเปิดให้บริการมากว่า 3 ปี มีอัตราเข้าพักในช่วงปี 2555-2557 เฉลี่ยต่อปีไม่ต่ำกว่า 85% !!! ซึ่งถือว่าหาได้ไม่เยอะนะครับ ที่โรงแรมจะมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยสูงขนาดนี้

หมายเหตุ : (1) ผลการดำเนินงานสำหรับ 5 เดือนสิ้นสุดวันที่ 31 พฤษภาคม 2558

3 ความคิดผิดๆ ที่ทำให้คนไทยอ่อนหัดเรื่องการใช้เงิน

“เงินไม่ใช่ความสุขของชีวิต อย่าไปยึดติดมันมาก” คำกล่าวของหัวหน้าวัย 58 ปีของพี่เกรย์ในวงสุราเมรัย พูดไว้อย่างเลื่อนลอย จนพี่เกรย์ต้องถามกลับว่า “โทษนะครับพี่ ผมรวยแล้ว พี่รวยหรือยัง” #และแล้ววงสนทนาก็เงียบลง #กูโดนปาแก้วใส่หน้าไง

ระหว่างรักษาแผลอยู่ที่ศรีธัญญา พี่เกรย์ก็คิดนะครับว่า เอ๊ะ พอถามถึงเรื่องเงินทีไร คนส่วนใหญ่มักจะอาย มักจะไม่อยากพูดอะไรให้ฟัง จนบางครั้งแม่มเอาไปโยงกับความสุข ความทุกข์ ความพอเพียงต่างๆ พี่เกรย์ก็งงๆนะครับว่า ตกลงมึงเป็นบ้าอะไรกัน #เงินก็คือเงินไอสัส 

วันนี้พี่เกรย์เลยตัดสินใจผ่าวงล้อมของทุกกรอบความเชื่อ ด้วยการแชร์ประสบการณ์ที่ไม่มีใครจะหาอ่านได้ #เพราะกรุเขียนเป็นคนแรกไง ในเรื่องราวของความอ่อนหัดเรื่องเงินของคนไทย มันมาจากความคิดผิดๆดังต่อไปนี้จ้า

1. ไปเสือกเรื่องเงินของคนอื่น

เรื่องแรกแม่มโคตรเจ็บช้ำเลยครับ เพราะคนอย่างเราแม่มชอบเสือกเรื่องเงินของคนอื่นไง ชนิดที่ว่าเผือกเรียกพี่ ไปดูว่าเค้ารวยหรือยัง ไปถามเค้าว่าหาเงินยังไง ไปยุ่งวุ่นวายกับวิธีการของเค้า ดีไม่ดี รวยจริงหรือ รวยจริงเปล่า ได้เงินมาจากไหน อีนี่โกง อีนั่นกร่าง ไม่ชอบแม่มละ คือประเด็นสั้นๆ ที่อยากจะถามก็คือ มึงหาเงินได้และบริหารจัดการเงินตัวเองรอดหรือยังวะดวกส์

ยกตัวอย่างเพื่อนพี่เกรย์คนหนึ่งให้ฟัง บางทีมีคนรอบตัวมาบ่นว่า เฮ้ยเครียดเรื่องเงิน อยากหารายได้เพิ่ม อีนี่แม่มตอบกลับไป “รวยไปก็ไม่มีความสุข” คือฟังจบแล้วอยากจะตบกบาลแม่มสักที คือมึงต้องการอะไรกับชีวิต อีห่านลากรถเข็นผัก

อันนี้พี่เกรย์ไม่ได้จะว่ากูรูการเงินทุกท่านนะครับ คือ การสอนการเงินเป็นเรื่องดีครับ พี่เกรย์ชอบมาก มันทำให้คนไทยตื่นตัวทางเพจ #หมายถึงตื่นตัวเรื่องการติดตามเพจการเงิน นั่นแหละๆ พอเรามีความรู้มาก เราก็อยากจะพัฒนาเรือ่งการเงินของตัวเองกันขึ้นไป ดีจริงๆครับผม ปรบมือแปะๆๆๆ

แต่ก็มีกูรูบางท่านพยายามจะสอนอะไรสักอย่างโดยการด่าคนอื่นแล้วยกตัวเองสูงขึ้น ทำนองว่ากูดีกูเจ๋งวิธีกูดีที่สุด อันนี้ก็อยากจะถามพี่เหมือนกันครับว่าตกลงพี่เมายาอะไรหรือเปล่า #พอก่อนดีกว่าสัสเขียนยาวไปเดี๋ยวแม่มเข้าตัว

2. คิดว่าจะรวยได้ง่ายๆ

อีกหนึ่งปัญหาของคนไทยตรรกกะง่าวๆ คือ ต้องการรวยง่ายรวยเร็วเหมือนรถไฟความเร็วสูงที่กำลังจะสร้าง หาวิธีลัด จัดการทุกปัญหา เอาจริงๆนะจ๊ะ ทางตรงมึงยังเดินไม่ได้เลยครับ กระแดะจะมาเดินทางลัด ตัวเองยังไม่รู้จักจะหาทางของตัวเอง แล้วมันจะง่ายได้ยังไง

อย่าไปเชื่อหนทางรวยง่ายๆ มากนัก ไอ้ทำนองมีเงินล้านใน 1 ปี เผลอแปบเดียวต้องมีร้อยล้าน เมื่อวานเพิ่งสร้างพันล้านมาแหมบๆ #กูปลูกแตงกวาไง #สัสนั่นมันแตงกวาพันล้าน เพราะสิ่งสำคัญกว่านั้นคือการสร้างความคิดที่มีต่อความสำเร็จอย่างถูกต้อง ไม่ใช่ก้มหน้าก้มตาพยายามอย่างไร้ค่า เหมือนหมาที่ใช้ขาหน้าเกาเห็บที่หลังตูด

เอางี้เบบี๋… พี่เกรย์ให้ข้อคิดไว้ 2 ข้อ

  • อยากรวยง่ายๆ รวยเร็ว เตรียมตัวตายแล้วอธิษฐานขอให้เกิดมารวย วิธีนี้ไวสุด #ไฮลี่เรคอมเมน
  • ถ้าอะไรที่ง่ายแล้วมีคนอื่นสอน มันจะหลอกขายคอร์สยาก หรือไม่วิธีการนั้นใช้ไม่ได้แล้ว

3. รอคนในครอบครัวตาย หวังมรดก

วันก่อนพี่เกรย์ได้ยินคำนี้จากปากคนรู้จักคนหนึ่ง แม่มบอกว่า ผมสบายๆรวยง่ายชิกๆคูลๆ เพราะครอบครัวผมรวย ไว้พ่อผมตายเมื่อไร ผมก็ขึ้นมาบริหารไงจ๊ะ แป็บเดียวรวย พี่เกรย์ฟังแล้วอยากจะอวยพรว่า “ไอสัส มึงใช้สมองหรือสองตีนคิดวะ”

ถ้าครอบครัวมึงรวย มึงแม่มโชคดีจะตายแล้วไอสัส มึงต้องรีบไปเรียนรู้วิธีการทำเงินจากเค้า อย่าไปหวังเอาอะไรมาก เพราะความภูมิใจที่ได้มรดกมาไม่เท่ากับการสร้างเอง และที่สำคัญนะ พี่เกรย์อยากจะถามว่า แล้วมึงๆๆๆๆๆมีความสามารถอะไรที่จะบริหารจัดการงานที่คุณจะรับได้ไหม มรดกแม่มเป็นเรื่องใหญ่มากๆ และอย่าเสือกไปฝากความหวังอะไรโง่ๆกับคนอื่น #สองมือมีไว้ทำงานไม่ใช่กราบกรานเหมือนคนเป็นง่อย

ทั้งหมดนี้พี่เกรย์ก็เอามาแชร์ให้ฟังเพราะคิดว่าอ่านแล้วน่าจะชีวิตดีขึ้นสำหรับคนที่กำลังจะพัง แต่ถ้าอ่านแล้วคิดไม่ได้ หรืออยากจะด่าพี่เกรย์ก็ด่าไป พี่เกรย์คงหัวเราะในใจเพราะว่ามันแทงใจดำมึงไงครับผมครับ #กรุขรรม

ตกลงปี 2559 นี้… ผมจะซื้อ LTF, RMF ประกันชีวิตแบบบำนาญ ได้เท่าไรกันแน่คร้าบ?

(บทความนี้ Update ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2559)

สวัสดีกันอีกครั้งคร้าบบบ หลังจากที่ผมเขียนบทความ สรุปทุกเรื่องที่คุณต้องรู้กับเงื่อนไขการต่ออายุ LTFเพื่อสรุปเนื้อหาเรื่องการต่ออายุ LTF ที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2558 กันไปแล้ว ก็มีเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ หลายคนส่งคำถามที่ค้างคาใจมาถามผมในเพจ @TAXBugnoms ว่า ตกลงแล้วเราจะซื้อ LTF ได้จำนวนเท่าไรกันแน่นะคะ/ครับพรี่หนอม เพราะได้ยินมาว่ากฎหมายฉบับใหม่ ได้เปลี่ยนเงื่อนไขในการซื้อจาก “รายได้ปกติ” เป็นคำว่า “รายได้ที่ต้องเสียภาษี” (ภาษากฎหมาย คือ เปลี่ยนจากคำว่า “เงินได้พึงประเมิน” เป็น “เงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้”) โดยผมเองได้เคยเขียนบทความอัพเดทเรื่องนี้ไว้อีกบทความหนึ่งที่มีชื่อว่า อย่าพลาด! การปรับปรุงเงื่อนไข LTF และ RMF ในปี 2558 ครับ

หลังจากนั้นอีกไม่นานก็มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของประกันชีวิตแบบบำนาญเช่นเดียวกัน ครับ ในเงื่อนไขเหมือนกันเลยคือ กฎหมายเปลี่ยนจากคำว่า “เงินได้พึงประเมิน” เป็น “เงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้” ซึ่งผมก็ได้พยายามอธิบายความหมายลงในบทความที่เขียนลงในบล็อกส่วนตัวชื่อว่า เงื่อนไขใหม่ LTF, RMF และประกันแบบบำนาญกับคำว่า เงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้

หมายเหตุ : หากใครยังไม่เข้าใจเรื่องการปรับปรุงและการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขต่างๆ ผมแนะนำให้อ่านบทความทั้งสองบทความก่อน แล้วค่อยอ่านเนื้อหาต่อจากนี้นะครับ เพื่อป้องกันความสับสนและคำถามที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ครับ 🙂

โดยตอนแรกบทความนี้ถูกเขียนขึ้นมานี้ผมตีความตามหลักการของกฎหมายในความเข้าใจของผมเองครับ แต่เมื่อได้ตรวจสอบดูจากข่าวสารทั้งหลาย รวมถึงผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญหลายๆคนที่ส่งต่อข้อมูลทาง LINE  Facebook  หรือ Social Network อื่นๆ ก็พบว่ามีความวุ่นวายหลากหลายมากครับ เพราะมีการตีความแตกต่างกันไป จนสุดท้ายแล้วยังคงไม่เข้าใจว่า “เงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้” นั้น มันหมายความยังไงกันแน่ฟระ! บทความนี้ผมเลยตั้งใจเขียนขึ้นมาอธิบายเหตุผลในการตีความของตัวเอง และเหตุผลที่ไม่สามารถตีความแบบอื่นได้ว่ามันเป็นเพราะอะไรกันแน่ครับ

เอาล่ะครับ เรามาเริ่มดูกันก่อนว่า แนวทางการพิจารณาความหมายของคำว่า เงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ ในตอนนี้ได้แบ่งการตีความหมายออกเป็น 3 ทาง คือ 

1. เงินได้สุทธิก่อนคำนวณภาษี

นั่นคือ เงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แล้วจึงค่อยมาคิด % ที่สามารถซื้อได้ของค่าลดหย่อนทั้ง 3 ตัวนี้ตามลำดับ

2. เงินได้โดยให้หักเงินได้ที่ยกเว้นภาษีออกเสียก่อน

นั่นคือ ให้นำเงินได้ทั้งหมดที่เราได้รับนั้น ไปหัก เงินได้ที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฏากร และกฎกระทรวงฉบับที่ 126 ออกเสียก่อน แล้วค่อยนำมาคิด % ที่สามารถซื้อได้ในท้ายสุด (รายละเอียดเงินได้ที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีนั้นมีอะไรบ้าง คลิกดู เงินได้พึงประเมินอะไรบ้างที่ได้รับยกเว้นภาษี?)

3. เงินได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษี

คือคิดจากเงินได้ที่เราได้รับและต้องนำมาคำนวณภาษีเท่านั้น ตัวไหนที่ได้รับและได้รับยกเว้นการคำนวณภาษี เช่น กำไรจากการขาย LTF ที่ครบกำหนด หรือ เงินปันผลที่ได้รับจากกิจการ BOI ก็ไม่ต้องนำมาคิด % ที่สามารถซื้อรายการเหล่านี้ได้เลยครับ

โดยผมให้ความเห็นของตัวเองไว้เรียบร้อยแล้วครับว่าเป็นกรณีที่ 3 คือ เงินได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษี และชีวิตของพวกเราทุกคนคงไม่เปลี่ยนแปลงและมีผลกระทบใดๆ เพราะรายการยกเว้นเงินได้ที่นำมารวมคำนวณภาษีนั้นมีจำนวนน้อยและไม่เกิดขึ้นบ่อยๆ

ทีนี้ก็มีคำถามว่า เฮ้ย!! หรือว่า มันอาจจะเป็นกรณีที่ 1 และ 2 ก็ได้นะ เพราะว่าคำว่า “เงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้” มันสามารถตีความได้มากมายหลากหลายแบบเหมือนกันนะ ซึ่งจากการตีความของผม ยังคงคิดว่าการตีความตามกรณีที่ 1 และ 2 นั้นไม่สามารถเป็นไปได้เท่าไร เพราะจะติดเงื่อนไขและความซับซ้อนของหลายๆอย่างของกฎหมายดังนี้ครับ

เหตุผลที่ไม่ใช้เงินได้สุทธิที่นำมาคำนวณภาษี

ถ้าหากตีความว่าเป็น เงินได้สุทธิที่นำมาคำนวณภาษี กรณีนี้ก็จะมีปัญหาแน่ๆครับ เพราะว่าเราไม่รู้เลยครับว่า เงินได้สุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนนั้นเป็นเท่าไร และรายการ LTF RMF และประกันแบบบำนาญนั้น ถูกรวมอยู่ในรายการค่าลดหย่อนด้วยน่ะสิ

ลองสมมุติง่ายๆครับว่า ถ้าผมเป็นมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งที่มีรายได้ 600,000 บาทต่อปี และผมต้องการซื้อ LTF เพื่อประหยัดภาษี เงินได้สุทธิของผมก่อนซื้อ LTF คือ = 15% (600,000 – 60,000 – 30,000) หรือ 76,500 บาท

ทีนี้คำถามต่อมาก็คือ แล้วถ้าหากผมซื้อ LTF ไปแล้ว จะมาซื้อ RMF ต่อ ผมต้องคำนวณเงินได้สุทธิใหม่เป็น 15% (600,000 – 60,000 – 106,500) หรือคิดเป็น 65,025 บาท อ้าวว… แบบนี้ก็แปลว่ากลายเป็นผมซื้อ LTF เกินกว่าสิทธิไปแล้วสิคร้าบบ

หรือถ้าเป็นกรณีของบุคคลธรรมดาที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าที่มีอาชีพค้าขาย หรือ มีเงินได้ที่สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรได้ (ตามจริง)  คนในกลุ่มนี้จะไม่สามารถคำนวณรายการลดหย่อนพวกนี้ได้ถูกต้องเต็มจำนวนเลยครับ เพราะจะไม่รู้ว่าค่าใช้จ่ายตามจริงของตัวเองเป็นเท่าไร ซึ่งต้องรวมค่าใช้จ่ายทั้งปีตั้งแต่วัน ที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม แล้วค่อยนำมาคำนวณภาษีทีนี้จะให้ซื้อ LTF RMF และประกันแบบบำนาญในวันสุดท้ายของปีก็คงไม่ใช่ล่ะม้างงงครับ!

เหตุผลที่ไม่ใช้เงินได้โดยให้หักเงินได้ที่ยกเว้นภาษีออกเสียก่อน

ทีนี้เราลองมาดู แนวคิดจากกรณีที่ 2 กันบ้าง เรื่อง เงินได้โดยให้หักเงินได้ที่ยกเว้นภาษีออกเสียก่อน  ซึ่งแยกออกเป็นกรณีย่อยไá

เหตุเกิดจากความรัก ตอน รักมาก…หนี้สินมาก

ความรักทำร้ายการเงินได้จริงหรือไม่?

ความรักเป็นความรู้สึกที่ใช้เหตุผลอธิบายไม่ได้ ในมุมของมนุษย์โลกสวยมักจะมโนว่าความรักเป็นสิ่งสวยงาม ประมาณว่าความรักชนะทุกสิ่ง เอออ หนูจ๊ะในโลกของความจริงมันไม่ได้สีชมพูอบอวลหรือหอมฟุ้งไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์หรอกนะจ๊ะ มันออกจะเป็นสีช้ำเลือดช้ำหนองและเต็มไปด้วยหนาวแหลมคมเต็มไปหมด

ไม่ได้เขียนเพราะอารมณ์อกหัก แล้วมาประกาศว่าความรักนั้นเลวร้าย แต่เรากำลังจะเขียนมุมมอง ของความรักอีกรูปแบบหนึ่งที่กำลังทำร้ายวินัยการเงินของตนเองและลากคนรอบข้างให้จมไปในหลุมดำ ของหนี้สินไปพร้อมๆกัน #เผื่อแผ่หนี้สิน

บางกระทู้เราอ่านเพื่อความบันเทิง อ่านเพื่อเป็นกำลังใจ ในขณะที่บางกระทู้อ่านแล้วสะท้อนตัวเอง ว่าทำไมชีวิตคนตั้งกระทู้นี้มันเหมือนเราจังเลย(วะ) เราก็เลยมีไอเดียขึ้นว่า ไหนๆก็นั่งหลังขดหลังแข็งอ่านกระทู้ อยากรู้อยากเห็นชีวิตคนอื่น ก็น่าจะหากระทู้ที่จะมาวิเคราะห์วิธีใช้เงินเป็นประโยชน์กับแฟนเพจบ้างซิ แล้วเราก็หาเจอแล้ว

ขอขอบคุณเจ้าของกระทู้ที่แบ่งบันเรื่องราวครั้งนี้นะคะ นับว่ามีประโยชน์ในการสอนมุมมองใหม่ๆของความรักที่ทำร้ายการเงินได้ชัดเจนมากเลยทีเดียว

เรามองว่าการศึกษาเรื่องนี้ก็คล้ายๆกับการที่เราอ่านเรื่องของคนที่ประสบความสำเร็จ เราอ่านเพื่อที่จะได้รู้ว่าเขาทำอย่างไรถึงประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกันค่ะ เราอ่านกระทู้(ที่กำลังจะเขียนต่อจากนี้) เพื่อให้รู้ว่ามีหนทางอะไรบ้างที่ทำให้เราล้มเหลว เราจะได้ระมัดระวัง ไม่เดินซ้ำรอยเดิมที่คนอื่นเคยทำพลาดไว้

อ่านเรื่องที่ประสบความสำเร็จ เพื่อรู้วิธีที่เขาทำแล้วสำเร็จ

อ่านเรื่องที่ล้มเหลว เพื่อรู้วิธีที่เคยผิดพลาดแล้วหาวิธีป้องกันตนเอง

เรื่องราวของแต่ละคนก็จะมีความแตกต่างกันออกไป แต่หัวใจสำคัญส่วนใหญ่นั้นเกิดมาจากเรื่องของ “ความรัก” อ่านเรื่องราวในกระทู้นี้กันก่อนดีกว่า แล้วค่อยมานั่งวิเคราะห์กันทีละเรื่องว่า “รักมาก…หนี้สินมาก” นั้นเป็นอย่างไร

เหตุเกิดจากความรัก ตอน รักมาก...หนี้สินมาก

ที่มา : http://pantip.com/topic/34331439

 

สรุปสั้นๆว่า…

เหตุเกิดจากความรัก ตอน รักมาก...หนี้สินมาก

 

4 เรื่องความรักทำลายการเงิน

1. เพราะความรักจึงปิดบังความจริง

เชื่อว่าพ่อแม่หลายท่านต้องการให้ลูกอยู่สบายที่สุด ไม่อยากให้ลูกๆรับรู้ว่าตนเองกำลังลำบาก ไม่อยากให้ ลูกมานั่งกังวลเรื่องเงิน ไม่ต้องหาเงินเพราะต้องการให้ตั้งใจเรียนเป็นเจ้าคนนายคน จึงเลือกที่จะปิดบังความจริงถึงแหล่งที่มาของเงิน คิดว่าเรื่องหนี้สินตนเองแก้ปัญหาได้แล้วมองว่าต่อไปมันคงดีขึ้น แต่สุดท้ายยิ่งแก้ ยิ่งเจ็บ ยิ่งดิ้นไม่หลุด นับวันหนี้สินยิ่งเติบโตขึ้นกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ยาก

เรามองว่าเรื่องของหนี้สินควรนั่งคุยกันตรงๆ แล้วช่วยกันแก้ปัญหา ช่วยให้กำลังใจกันเพื่อจะได้ผ่านวิกฤตไปได้ จำได้ว่าผลกระทบจากวิกฤต้มยำกุ้งปี 40 ครอบครัวเราก็ถูกผลกระทบไปด้วย แม่ของเราก็ใช้วิธีบอกความจริงเกี่ยวกับหนี้สินให้ทุกคนในครอบครัวได้รับรู้เพื่อจะได้ช่วยกันประหยัดและใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น

2.เพราะความรักสบาย ทำให้เกิดหนี้กองโต

ชีวิตขาขึ้นเงินทองมากมายใช้จ่ายอู่ฟู่

ชีวิตขาลงเงินทองขาดมือปรับตัวไม่ได้เกิดปัญหาหนี้สิน

การใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย อยากได้อะไรก็ซื้อ บางครั้งก็เพาะนิสัยจมไม่ลงไว้ใน DNA ได้โดยไม่รู้ตัว ชีวิตคนเรามีทั้งช่วงขาขึ้นและขาลง เมื่อจังหวะชีวิตเป็นขาขึ้น รายได้เข้ามาไม่ขาดสาย มีเงินใช้จ่ายคล่องมือ ก็ใช้ชีวิตอู่ฟู่อยู่สบาย #ชีวิตดี๊ดี

เมื่อมีความสุขก็สุขแต่พอดี อย่าลืมเผื่อใจไว้ให้ความทุกข์ด้วย

แต่พอจังหวะชีวิตเป็นช่วงขาลง เงินทองเริ่มหมด หากปรับตัวได้ใช้เงินเท่าที่มี ประหยัด รู้ว่าอะไรควรจ่ายและอะไรไม่ควรจ่าย เราก็จะผ่านพ้นวิกฤตขาลงไปได้ แต่ถ้าเกิดปรับตัวไม่ได้ ไม่ยอมรับความจริง สุดท้ายไม่พ้นปัญหาการกู้ยืมมาใช้จ่ายเป็นหนี้สินพะรุงพะรัง

3. เพราะความรักจึงช่วยเหลือกันมากเกินไป

คุณย่าที่เป็นญาติผู้ใหญ่ เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ลูกหลาน ใครเดือดร้อนมาก็ช่วยเหลือ จากตัวอย่างข้างบน คุณย่าช่วยเหลือมากเกินไปจนตัวเองกำลังจะเดือดร้อน เรามองว่าหากช่วยเหลือไปครั้งหนึ่งแล้วยังลุกขึ้นเดินด้วยขาของตนเองไม่ได้ แสดงว่าผู้รับความช่วยเหลือไม่กระตือรือร้นและคิดว่าเดือดร้อนก็ต้องมีคุณย่าคอยช่วยทุกครั้ง

บางครั้งโรคเสพติดหนี้สินไม่สามารถทำให้หายขาดได้ด้วยเงิน อาจจะต้องการตัวยาอื่นที่ร้อนแรง เจ็บปวด แต่หายขาดมาใช้ในการรักษาเพื่อให้เกิดการจดจำ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ เปลี่ยนเป็นคนใหม่ที่ยืนและวิ่งได้บนขาของตนเอง

ตัวอย่างใกล้ตัวจากเพื่อนของเราที่เมื่อก่อนรักการใช้บัตรเครดิตเป็นชีวิตจิตใจ เราเตือนเท่าไหร่ก็นิ่ง ไม่รับฟัง รวมทั้งบอกผลร้ายว่าจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่กลัวเพราะคิดว่าตนเองแก้ปัญหาเองได้ สุดท้ายก็เป็นไปตามคาด เป็นหนี้บัตรเครดิตจนไม่มีเงินมาชำระหนี้

มันไม่อยากปรึกษาเรื่องหนี้บัตรเครดิตกับแม่เพราะกลัวถูกด่าก็เลยมาปรึกษาเราแทน เรามองว่าเสียเครดิตกับแม่แล้วถูกด่ายังดีกว่าเป็นหนี้บัตรเครดิตที่แก้ปัญหาไม่ได้ เราแนะนำให้เพื่อนไปยืมเงินแม่มาปิดหนี้บัตรให้หมดแล้ว เลิกใช้บัตรเครดิตไปก่อน ถ้ามีวินัยการเงินมากกว่านี้ค่อยไปสมัครบัตรใหม่ก็ได้ ตอนนี้มันก็ใช้แต่เงินสด ยังไม่ได้ทำบัตรเครดิตใหม่ มันบอกว่ากลัวใจตัวเองที่จะใช้จ่ายสิ้นเปลืองอีก (วิธีการแก้ปัญญานี้ใช้ได้กับบางคนเท่านั้น ไม่ใช่สูตรสำเร็จการชำระหนี้นะจ๊ะ)

4. เพราะความรักทำให้เสียวินัยการเงิน

จากในกระทู้คุณแม่ได้กู้เงินมาเพื่อให้ลูกใช้จ่ายอย่างสบาย จนทำให้ลูกไม่รู้จักคุณค่าของเงิน เพราะลูกรู้ว่ายังไงๆ แม่ก็

เงินเฟ้อมีผลกระทบกับเราอย่างไร

หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่าเงินเฟ้อมาบ้าง แต่ยังไม่ทราบว่าเงินเฟ้อคืออะไร มีผลกระทบกับเราอย่างไร วันนี้เราจะไปทำความเข้าใจเรื่องนี้กันครับ

เงินเฟ้อ คือ ภาวะที่ระดับราคาของสินค้าหรือบริการโดยทั่วไปสูงขึ้นต่อเนื่อง พูดง่ายๆ ก็คือของแพงขึ้นครับ

สาเหตุหลักของเงินเฟ้อ

แบ่งได้เป็น 2 สาเหตุ

  1. ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น อาจเกิดจากค่าจ้างของแรงงานสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต รวมไปถึงการเพิ่มอัตรากำไรของผู้ประกอบการ
  2. ความต้องการซื้อมากกว่าความสามารถในการผลิต  เมื่อผลิตได้น้อยแต่คนต้องการมากก็มีผลทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าได้

ผลกระทบต่อประชาชน

– ในฐานะผู้บริโภค : ในจำนวนเงินเท่าเดิม แต่สามารถซื้อสินค้าได้น้อยลง เช่น ในอดีตเคยซื้อไข่ไก่ได้ 4 ฟอง แต่ปัจจุบันซื้อได้เพียง 2 ฟองเท่านั้น

– ในฐานะผู้ฝากเงิน/นักลงทุน : อัตราดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนที่แท้จริงต่ำกว่าที่ได้รับเป็นตัวเงิน เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารอยู่ที่ 0.25% ต่อปี แต่อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 5% ต่อปี ถ้าเราฝากเงิน 10,000 บาท ครบ 1 ปีเราจะได้ดอกเบี้ยรวมเงินต้นเป็นเงิน 10,025 บาท แต่ในขณะที่ค่าสินค้าเดิม 10,000 บาท ครบ 1 ปีจะซื้อสินค้าเท่าเดิมจะต้องใช้สูงเงินถึง 10,500 บาท

วิธีเอาชนะเงินเฟ้อ

จะเอาชนะเงินเฟ้อได้ก็ต้องฝากเงินหรือลงทุนที่ได้อัตราดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนมากกว่าอัตราเงินเฟ้อ เช่น

– เงินฝากดอกเบี้ยสูง เช่น ฝากประจำ 12 เดือน 36 เดือน ดอกเบี้ย 5% ต่อปี เป็นต้น แต่อย่าลืมหักส่วนที่จะต้องจ่ายภาษีจากดอกเบี้ยที่เราได้รับด้วยนะครับ

– พันธบัตรรัฐบาล ซื้อพันธบัตรในราคาและระยะเวลาที่รัฐบาลกำหนดโดยที่จะได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยรายปีหรือการรับซื้อพันธบัตรคืนในราคาที่สูงขึ้นเมื่อครบกำหนดก็ได้

หุ้น  การลงทุนในตลาดหุ้น จะมีผลตอบแทนจากทั้งส่วนต่างของราคาหุ้น และเงินปันผล แต่ต้องบอกไว้ก่อนนะครับ ว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อความมั่งคั่งอย่างมั่นคงในอนาคตครับ

มีเงิน 1 ล้านบาทใน 5 ปีด้วยกลยุทธ์ PDCA ทำอย่างไร?

ในตอนนี้จะขอนำเสนอวิธีการในการลงทุนแบบผสมสานโดยเอาหลักการเพิ่มประสิทธิภาพมาใช้ในการลงทุนนะครับ หลายๆคนก็อาจจะพึ่งเคยได้ยินคำว่า PDCA ครั้งแรก ก็จะขอเม้าท์ให้ฟังก่อนเลยว่า มันเป็น สุดยอดวิชาของการจัดการชั้นสูง ซึ่งบริษัทใหญ่ๆในโลกนี้เขานำมาใช้กัน แล้วนักลงทุนมือใหม่อย่างเราที่อยากจะเพิ่มความมั่งคั่ง ทำไมไม่ลองใช้มันกันดูบ้างล่ะครับ มาดูกันว่าผมจะนำมาใช้ในลักษณะอย่างไร

ตัวอย่างนี้เป็นตัวอย่างตัวเลขสมมติที่ แต่มีเค้ามาจาก Story จริงของชีวิตในช่วงการทำงานในปีแรกๆ

P = Plan ขั้นตอนการวางแผน

เราจะเอาความคาดหวังของเราเป็นตัวตั้งเลยนะครับ เช่น แผน 1 ปี 5 ปี อย่างผมเองก็จะมีความคาดหวังในการเก็บเงินของตัวเอง ยกตัวอย่างตามตารางนี้นะครับ เราอยากมี 1 ล้านบาท มาดูกันเลยว่า 5 ปีจะต้องมี 1 ล้านบาทจะต้องทำอย่างไร!

เป้าหมายโอเคไหม? เอ้ยยยย ตั้งไปก่อน อย่าไปคิดมากว่าจะทำได้หรือทำไม่ได้ ยังไม่ได้ลองทำเลยจะรู้ได้ไงว่าทำไม่ได้ หากถอดใจตั้งแต่วันแรกแปลว่ามันไม่สำเร็จตั้งแต่คิดแล้ว ถูกป่ะ? มาต่อในขั้นตอนที่ 2 เลยนะครับ

D = Do ขั้นตอนการลงมือทำ

เรามีเป้าหมายให้มีเงินเก็บจำนวนนี้ ก็ลองมาดูว่าเราสามารถสร้างปฏิบัติภาระกิจของเราอย่างไรได้บ้าง อันนี้จะเป็นตัวอย่างของผมนะครับ ผมก็จะบันทึกว่าผมเอาเงินไปเก็บได้ยังไงบ้าง

ซึ่งถ้าเราเอาค่าเฉลี่ยมานั่งดูนะ เราอาจจะต้องเก็บเงินเดือนละ 16,666 บาท จำนวน 5 ปี เพื่อให้ได้ 1,000,000 บาท แต่เอาจริงๆน่ะ ในปีแรกพอทำไปทำมาปุ๊ป บางเดือนก็อาจจะเก็บได้ บางเดือนก็อาจจะเก็บไม่ได้

ผมได้เงินเก็บมาปีแรก 137,000 ยังห่างไกลจากเป้าหมายมากกกก แหนะ เพราะฉะนั้นแล้วในปีที่ 2 จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพ ให้ถึงเป้าหมายได้ผมจะต้องเก็บเงินเพิ่มใช่ป่ะ? โหย ยากฉิบหาย แค่ปีแรกยังทำไม่ได้เลย แล้วปีที่ 2 มันจะทำได้ยังไง ต่อให้เงินเดือนขึ้นก็ตาม แต่มาดูขั้นตอนนี้ต่อไปนะครับว่าผมปรับแผนยังไง

C = Check ขั้นตอนการตรวจสอบ

ขั้นตอนนี้เป็นการเช็คแล้วเอาข้อมูลมาวิเคราะห์ดูนะครับว่าแผนของเราเป็นอย่างไรและแก้ไขได้ไหม ผมเองเป็นคนที่พยายามสูงนะ ผมจะไม่ลดเป้าหมายเด็ดขาด (บางคนเห็นเก็บไม่ได้ก็ลดเป้าจาก 1,000,000 เหลือ 500,000 แต่ชีวิตต้องท้าทายใช่ป่ะ? อย่าพึ่งลด ทำไปก่อน) ยังไงก็ต้องไปให้ถึง ต่อให้เราทำไม่ได้ตามเป้าในปีที่ 5 นะ แต่เรารู้แล้วว่าจะไปในปีที่ 10 – 20 ที่มากกว่า 1 ล้านได้ยังไง

ข้อมูลที่ผมเห็นคืออะไร? มาดูกัน

  • เดือน มกราคมและเมษายน เก็บเงินได้น้อย ผมรู้เลยว่ามันเกิดจากการมีวันหยุดเยอะ ปีใหม่ สงกรานต์ แล้วเอาเงินไปไหนหมด เอาไปเที่ยวครัช!
  • เดือน มีนาคม มีเงินเก็บสูงมาก เนื่องจากผมมีเงินตรงนี้จากโบนัสการทำงานของปีก่อน เย่ๆ
  • เงินขั้นต่ำในการเก็บคือ 5,000 บาท แสดงว่า ยังไงก็ตาม กูเก็บได้แน่จำนวนนี้ เอาไปลงทุนได้
  • ข้อมูลที่ไม่ได้อยู่ในตารางก็คือ ในปีต่อไปมีการขึ้นเงินเดือน ปีหน้าน่าจะเก็บเงินได้มากขึ้น ถ้าผมไม่ได้ใช้จ่ายเปลี่ยนไปและอัตราเงินเฟ้อทำอะไรผมไม่ได้มาก ฮาๆ

A = Act

ผมลองใหม่ด้วยการปรับแผนดังกล่าว เอาสิ่งที่เป็น Learning ปีก่อนหน้า มาปรับรูปแบบการเก็บเงินอย่างงี้ครับ เย่….

เป้าหมายใหม่

  • เงินเก็บขั้นต่ำเพื่อเอาไปออมหุ้น DCA เดือนละ 5,000 ที่เคยได้ + เป้าหมายเพิ่มจากเงินเดือนที่มากขึ้นอีก 1,000 และรู้ว่าเดือน มีนาคมน่าจะมีโบนัสเพิ่ม ก็เอามาเฉลี่ยในการลงทุนเพิ่มอีกซักเดือนละ 2,000 รวมทั้งสิ้นผมจะต้องออมหุ้นและกองทุนรวมจำนวน 8,000 บาท (รับความเสี่ยงได้)
  • ผมใช้กลยุทธ์ออมเงินใหม่คือ “หักออก 8,000 ออกมาเลย ไม่ออมแบบเหลือค่อยเก็บ”
  • เงินเก็บที่เหลือเก็บแบบปกติแล้วเอาไปใส่ในกองทุนรวมที่ได้ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝาก เผื่อมีจังหว่ะดีๆในการซื้อหุ้นจะได้เทททททท มันเลยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

มาดูในปีที่ 2 กันนะครับว่าเป็นอย่างไร (เหมือนเดิม ตัวเลขสมมติเพราะจำตัวเลขจริงไม่ได้ 5555 แต่มาจาก Story จริงของชีวิตผมเอง)

ในปีนี้ผมทำตามแผนละ

  • มกราคม กับ กุมภาพันธ์ นี่จะเป็นช่วงที่กระเบียดกระเสียนค่อนข้างมากเพราะ โบนัสยังไม่ออก แต่ก็ทำได้นะครับแม้ค่าใช้จ่ายจะเยอะก็ต้องบริหารให้ได้
  • ที่ผมดอกจันทร์ไว้เดือนมีนาคม 28,000 บาท ถูกเอามาเฉลี่ยการลงทุนอีกเดือนละ 2,000 บาท เฉลี่ย 10 เดือน ในปลายปีเงินก้อนนี้จะเหลือ 8,000 บาทในปลายปี
  • ในปลายปี เงินที่ลงทุนในหุ้น ผลตอบแทนของปีนั้นจำไม่ได้แล้ว ฮาๆ แต่ขอคิดที่ 3% แล้วกัน นะครับเพราะเป็นตัวเลขที่ไม่เวอร์มากในช่วงปีแรกของการลงทุน (แต่ปีต่อๆไปมันจะเพิ่มนะ)

มาดูความมั่งคั่งที่สร้างขึ้นนะครับ

ตารางนี้บอกอะไร

  1. เราสามารถสร้างเงินทุนสะสมได้มากขึ้น 2.92% เราก็ต้องสร้างเป้าหมายให้ออมได้มากขึ้น เป็น 5% 10% จากการบริหารรายรับที่มากขึ้นกับ รายจ่ายที่ควบคุมได้ ถูกป๊ะ!
  2. เราสามารถเพิ่มมูลค่าความมั่งคั่งในปีนั้นๆจากการลงทุนในหุ้นทำให้ตัวเลขกลายเป็น 5% แต่ตัวเลขนี้เปลี่ยนแปลงได้ตามราคาหุ้นนะครับ ณ จุดนี้เราต้องไปตรวจสอบผลการดำเนินงานของการลงทุนของเราด้วยว่าอัตรามันเพิ่มขึ้นในระยะยาวหรือไม่ ถ้าไม่โอเค หุ้นมันแย่ลงก็ต้องไปดูพื้นฐานมัน ว่ามันลงเพราะราคาลงจากภาวะตลาดหรือลงเพราะการทำกำไรที่แย่ลงแล้วตัดสินใจในการเปลี่ยนแปลงการลงทุนนะครับ

การสร้างประสิทธิภาพและเพิ่มมาตรฐานการเก็บออมและลงทุนโดย PDCA อย่างต่อเนื่อง

เป้าหมายมีแล้ว ลองทำลองปรับแล้ว และเพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้น มาดูตาราง 5 ปีบ้างว่า ถ้าเราสามารถลงทุนประสบความสำเร็จ โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพจากการทำ PDCA เพื่อการลงทุนแบบ DCA แล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง? โดยสมมติผลตอบแทนการลงทุนทั้งหมด 5 ปีนั้นคือ 40% (เฉลี่ยปีละ 8%) ส่วนออมทรัพย์ได้ไม่เยอะมากผมเลยไม่ได้ใส่ดอกเบี้ยนะครับ อิอิ

ตารางข้างล่างจะกำหนดสมมติฐานว่าหากเราเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างต่อเนื่องจากการบริหารเงินในกระเป๋าของเรา โดยที่เราอาจจะพบผลตอบแทนในระยะ 5 ปีจากการลงทุนด้วย จะทำให้เรามีโอกาสไปถึงเป้าหมายของพอร์ตการลงทุน 1 ล้านบาทได้อย่างไร (แค่ตัวอย่างนะครับ)

ทั้งหมดนี้ก็คือการแชร์ไอเดียคร่าวๆ ที่เราสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในการเอาเครื่องมือ PDCA ไปใช้ประโยชน์ในการลงทุนแบบ DCA โดยสร้างเป้าหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุนของตัวเอง อย่างที่บอกตัวเลขที่ผมโชว์มันสมมติขึ้นหลายคนอาจจะได้มากกว่านี้หรือได้น้อยกว่าเพราะมันอยู่ที่ความเหมาะสมในการเก็บออม การรับความเสี่ยง และความสดใสของตลาดหุ้นในช่วงนั้นๆด้วย แต่หลักการนี้ผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกคนในการวางแผนได้อย่างแน่นอนนะครับ

ปล. ชอบก็แชร์ให้เพื่อนๆอ่านหน่อยน้า

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save