5 เรื่องรายจ่ายที่ควรถามตัวเองทุกครั้ง

เขียนเรื่องเคล็ดลับการเงินในส่วนของเงินออมและรายได้ให้กับทาง aommoney.com มาตั้งหลายตอน คราวนี้ก็มาถึงตอนของ “รายจ่าย” กันบ้างครับ เพราะหลายๆคนนั้นกำลังติด “กับดักรายจ่าย” จนไม่เคยรู้ตัวเลยว่า ตัวเองนั้นได้จ่ายเงินไปมากขนาดไหน เพราะแยกไม่ออกเลยว่าอันไหนคือ “รายจ่ายที่จำเป็น(Need)” หรือ “รายจ่ายที่ต้องการ(Want)”

รายจ่ายที่จำเป็น คือ รายจ่ายทีต้องใช้ ถ้าไม่ได้จ่ายไปเราก็ตายแน่ๆ
แต่รายจ่ายที่ต้องการ คือ รายจ่ายที่เราไม่มีก็ไม่ตาย แค่ดิ้นทุรนทุรายไปสักพักเดียวเองจ้าา

แต่ถ้าหากยังแยกไม่ออกแล้วล่ะก็ @TAXBugnoms ขอแนะนำ CheckList 5 ข้อเพื่อถามตัวเองว่ารายจ่ายของเรานั้น จ่ายแล้ว…ไปไหน

ข้อแรก … เราใช้จ่ายไปกับอะไร

เมื่อจ่ายเงินไป เราต้องได้ของกลับมา แต่ของที่ได้กลับมานั้นได้ใช้ประโยชน์จริงๆหรือไม่ บางคนจ่ายเงินไปเพื่อพัฒนาตัวเอง ค่าหนังสือ ค่าฟิตเนส ค่าอาหารเสริมต่างๆ หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ตัวเอง แต่ท้ายที่สุดแล้ว หนังสือก็ไม่ได้อ่าน ฟิตเนสก็ไม่ได้ไป อาหารเสริมก็กินไปงั้นๆ แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าเรารู้ว่าจ่ายไปแล้วไม่มีประโยชน์ จริงไหมครับ?

ข้อสอง … เราใช้จ่ายไปทำไม

เช่นเดียวกัน เมื่อได้ของมา เราเคยถามตัวเองไหมครับว่า เราจ่ายไปทำไม เพียงเพื่อสนองความอยากได้ หรือจ่ายเพราะอารมณ์เฉยๆ เพราะถ้าเป็นแบบนั้น มันน่าจะเป็นรายจ่ายที่ต้องการเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่ไม่ได้มีความหมายอะไรกับเรา แล้วเราจะจ่ายไปทำไมล่ะคร้าบบ

ข้อสาม … เราใช้จ่ายไปเพื่อใคร

นั่นน่ะซิ เราจ่ายเพื่อใคร เพื่อให้ตัวเองมีความสุข เพื่อให้คนที่เรารักมีความสุข หรือจ่ายไปทั้งๆที่ไม่รู้ว่าความสุขคืออะไร บางทีใช้จ่ายไปแล้วกลับต้องเป็นหนี้ทุรนทุราย คอยจ่ายทั้งต้นและดอกจนเหนื่อย ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ คงต้องกลับมาคิดให้ดีว่า “ตรูจ่ายไปเพื่ออะไรฟระ!!!”

ข้อสี่ … เราใช้จ่ายไปเท่าไร

รายจ่ายที่ดีนั้นไม่ควรก่อให้เกิดหนี้สินเพิ่มขึ้น หรือทำให้เรามีเงินไม่พอใช้ในอนาคต ดังนั้นก่อนจะจ่ายทุกครั้ง กรุณาคลำดูตังค์ในกระเป๋า พร้อมกับคาดเดาก่อนว่า การที่จ่ายไปจำนวนเท่านี้ มันเกินตัวหรือไม่

ข้อห้า … เราใช้จ่ายด้วยสิ่งไหน

อันนี้สำคัญที่สุด เพราะเป็นบ่อเกิดของการเป็นหนี้ทันทีที่ใช้จ่าย การใช้จ่ายผ่านสิ่งที่ไม่ใช่เงินนั้น อาจจะมีผลเสียตามมาโดยที่ไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินค้าเงินผ่อน เอาสินทรัพย์ไปแลก ซึ่งผลเสียที่เห็นแรกๆก็คือ “วินัยการเงิน” ของเราที่ย่ำแย่ หากไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามเวลาที่กำหนด

ส่วนผลเสียอีกอย่างนั้นที่ตามมาติดๆกัน คือ “ดอกเบี้ย” และบางครั้งอาจจะไม่เสียแค่ดอกเดียว แต่อาจจะตามมาด้วยค่าธรรมเนียม ความวุ่นวาย และสุดท้ายอาจจะล้มละลายโดยไม่รู้ตัว เฮ้ออออ

CheckList ทั้ง 5 ข้อนี้ มีไว้เพื่อเตือนใจเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ก่อนจะใช้จ่าย เพื่อให้เรานั้นไม่ติดกับดักรายจ่าย เอาแต่ใช้เงินไปวันๆโดยที่ไม่รู้ว่าจ่ายแล้วไปไหน.. และจะได้ไม่เสียใจทีหลังไงคร้าบบบบ

ความสำเร็จ 4 ข้อที่เราควรมีเมื่ออายุ 30

ผมมักจะได้พบเจอคนพูดคุยกันทั้งในเชิงของการตั้งเป้าของชีวีตการสร้างแรงบันดาลใจมากขึ้นในช่วงหลังซึ่งคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีมากเลยนะครับ ในขณะเดียวกันก็จะมีเพื่อนๆบางคนที่เบื่อและเหนื่อยหน่ายกับชีวิตจนตัดพ้อออกมาว่า

อายุ 30 แล้วยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย

พอไปคุยว่าความเป็นชิ้นเป็นอันในความหมายของเขาคืออะไร ก็ยังมีคำตอบที่ไม่แน่ชัดเท่าไหร่ บอกแค่ว่าเห็นเพื่อนคนนั้นมีบ้าน คนนี้มีรถ คนนั้นคนนี้ทำนั่นทำนี่ มันทำให้เรารู้สึกว่าเราสู้เขาไม่ได้ โดยส่วนตัวผมว่าเราทุกคนมีความแตกต่างกันนะครับ ไม่มีใครเหมือนกันหรอก จะเปรียบเทียบกันก็อาจจะดีกว่าหรือแย่กว่าก็ได้ แต่ถ้าเราจะเปรียบเทียบกับตัวเองอย่างง่ายๆว่าอายุ 30 นั้น เรามีความเป็นชิ้นเป็นอันแล้วยัง มาดู Check List ตามนี้เลยนะครับ

มีหน้าที่การงานหรืออาชีพ

เชื่อว่าหลายๆคนเมื่อเรียนจบมาใหม่ๆ อาจจะอยากทำตามความฝันก่อนก็เลยทดลองทำโน้นทำนี่ ลองงานหลายๆ ไปหาประสบการณ์จากการท่องเที่ยว แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งผมว่าเราก็ต้องมีหน้าที่การงานหรือมีอาชีพที่จะทำให้เราหาเลี้ยงชีพได้ในระยะยาวนะครับ เพราะอายุเราจะมากขึ้นเรื่อยๆ หากเราเริ่มงานช้า ประสบการณ์ในการทำงานที่จะก้าวหน้าก็อาจจะช้ากว่าคนอื่นได้ ถ้าอายุ 30 แล้วมีหน้าที่การงาน มีอาชีพที่เชียวชาญก็สามารถทำให้เราดำรงชีวิตได้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับที่เหมาะสมละครับ

มีเงินเก็บจำนวนหนึ่ง

เมื่ออายุมากขึ้นนั่นก็หมายความว่าเราอาจจะมีเวลาในการหาเงินน้อยลง ทุกๆวันเราจะเดินเข้าไปสู่วัยเกษียณมากขึ้นๆ ถ้าเราเริ่มมีเงินเก็บจำนวนหนึ่ง ซึ่งอาจจะรวมถึงการนำเงินไปลงทุนต่างๆเพื่อสะสมเป็นความมั่งคั่ง สามารถคำนวณได้ว่าอนาคตจะนำไปต่อยอดให้เราสามารถใช้ได้ในยามเกษียณ ก็ถือเป็นอีกจุดหนึ่งที่เราประสบความสำเร็จไปอีกขั้นแล้วนะครับ เห็นหลายคนตั้งเป้าล้านบาทแรกก่อนอายุ 30 ก็มีหลายคนที่ทำได้ สู้ๆนะครับ

มีที่อยู่อาศัย มีรถได้ถ้าจำเป็น

ที่อยู่อาศัยเป็นหนึ่งในความต้องการของคนตั้งแต่สมัยไหนต่อไหนแล้วครับ และแน่นอนว่าใครๆก็คงอยากจะมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง เพราะถ้าหากเราเช่าบ้านอยู่ไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงวัยเกษียณ เราอาจจะประสบความยากลำบากในการหาเงินจ่ายค่าเช่าบ้านก็ได้นะครับ หากเราเดินทางมาถึงอายุในช่วง 30 และสามารถมีบ้านเป็นของตัวเองได้แล้ว (ถึงแม้กำลังผ่อนอยู่ก็ตาม) ก็เป็นจุดที่ประสบความสำเร็จได้อย่างดีเลยนะครับ รถยนต์ก็เช่นกันถ้าจำเป็นและสามารถมีได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีของเรานะครับ

ตั้งหลักตั้งฐานเลี้ยงดูครอบครัวได้

ที่สำคัญที่สุดที่สามารถบอกได้ว่าเรามาถึงอายุ 30 แล้ว เราประสบความสำเร็จมากขนาดไหนแล้วก็ยังมีในเรื่องของการเลี้ยงดูครอบครัว หากเรามีงานทำ มีเงินเดือน มีเงินเก็บและทรัพย์สินที่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวและสามารถเป็นเสาหลักของบ้านได้ (ในยามที่ครอบครัวต้องการ) ก็นับว่าเป็นความสำเร็จที่เป็นชิ้นเป็นอันของคนอายุวัย 30 เช่นกันนะครับ

ผมเชื่อว่าหลายๆคนที่กำลังตั้งคำถามให้กับตัวเองอยู่ว่าเรานั้นมาถึงจุดไหนของความสำเร็จในชีวิตแล้ว ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ได้ โดยประเมินสิ่งที่ตัวเองกำลังเป็นอยู่และพบว่าผ่านทุกข้อแล้ว นั่นก็คือเราประสบความสำเร็จในวัยที่เราสามารถเป็นได้ในเบื้องต้นแล้วนะครับ ส่วนใครที่กำลังพยายามสร้างความฝันให้ต่อยอดกับสิ่งที่เป็นอยู่ให้ดีกว่านี้อีก ก็ถือเป็นสิ่งที่เยี่ยมยอดของชีวิตเลยล่ะครับ

ซื้อ LTF อย่างไร ไม่ผิดหวัง

จากครั้งที่แล้ว หลังจากได้รู้แล้วว่าการซื้อ LTF/RMF อย่างไรเพื่อที่จะได้ความเสี่ยงไม่สูงจนเกินไป และสบายใจมากขึ้น และการซื้อ RMF ก่อน LTF นั้นก็เป็นข้อดีของการวางแผนเพื่อการเกษียณ รวมถึงยังสามารถเลือกรูปแบบกองทุน RMF ที่มีความเสี่ยงที่เหมาะสมกับเราได้

ดังนั้นถ้าใครมีเงินก้อน แล้วอยากลงทุนครั้งเดียว ในช่วงปลายปีที่ต้องการลดภาษีแบบเร่งด่วนแบบนี้แล้ว ก็ควรที่จะมีการจัดพอร์ตการลงทุนตามบทความครั้งที่แล้วได้เลย (คลิกที่นี่ครับ) จะได้มีพอร์ตการลงทุนที่ไม่เสี่ยงจนเกินไปครับ

แต่นอกจากวิธีการผสมสัดส่วนกองทุน LTF/RMF ที่เหมาะสมแล้ว วิธีการแบ่งเงินลงทุนก็มีผลเหมือนกันครับ ที่จะช่วยจะทำให้เราได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจได้ แต่ถ้าซื้อผิดวิธีก็อาจจะต้องขาดทุน หรือลงทุนนานกว่าที่คิดไว้ เพราะว่ามีโอกาสติดดอยกองทุนเหมือนกัน

ดังนั้นในครั้งนี้ ผม หมอนัทแห่งคลินิกกองทุนจะมาชวนท่านนักลงทุนทั้งหลายมาดูกันว่า วิธีการลงทุนด้วยวิธี “DCA” (Dollar cost averging) หรือวิธีการซื้อกองทุนแบบถัวเฉลี่ยนั้น กับการซื้อกองทุนปลายปีสุดคลาสสิกที่ทำกันมาทุกปีนั้น อย่างไหนจะดีกว่ากัน

เมื่อเข้าใกล้ช่วงสิ้นปีก็จะมีกระแสการลงทุนลดหย่อนภาษีเกิดขึ้นเสมอๆ ทำให้หลายท่านตื่นตัว…..เอ้ย! ตื่นเต้น !! ในช่วงนี้  จากนั้นก็กลับมานั่งคำนวณว่าจากรายได้ทั้งปีนี้มีแนวโน้มว่าจะต้องเสียภาษีเท่าไหร่ แล้วควรจะซื้อ LTF เท่าไหร่ ซึ่งในปีที่ผ่าน ๆ มาคนส่วนใหญ่ก็จะเห็นว่าราคาหน่วยลงทุนในช่วงปลายปีนั้นจะลดลงมาให้เห็นอยู่บ่อย ๆ

ดังนั้นคนส่วนใหญ่ก็จะซื้อกองทุนกันปลายปี และบางคนก็ถึงขนาด “แช่ง” ให้ปลายปีดัชนีหุ้นร่วงลงมาเพื่อที่จะได้ ซื้อกองทุน LTF จะได้ราคาที่ถูกกันเลยทีเดียว….ผมก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น #ทีมแช่ง

หรือจริง ๆ แล้ว จะไม่ใช่กันแน่นะ เพราะว่าบางคนก็บอกว่าให้ทยอยซื้อจะดีกว่า เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งปัญหาสำคัญที่หลายคนอาจจะคิดไม่ตกเสียที คือ จะซื้ออย่างไร?

“การทยอยซื้อทุกเดือนหรือซื้อครั้งเดียวช่วงสิ้นปี”

ดังนั้นเรามาดูตัวอย่างกันดีกว่าครับ เพื่อที่จะได้เห็นภาพกันมากขึ้น

จากเงื่อนไขการลงทุน LTF นั้นต้องถือหน่วยลงทุนครบ 5 ปีจึงจะขายออกได้ ผมจึงทำกราฟมูลค่า หน่วยลงทุน (NAV) ย้อนหลัง 5 ปีของ LTF กองทุนหนึ่ง ตั้งแต่ปี 2010 – 2014  เพื่อจะได้เห็นภาพความ ผันผวนขึ้นลงจากการลงทุนที่ชัดเจนมากขึ้น

หมายเหตุ : ตัวอย่างกราฟเป็น NAV ของกองทุนเปิดเค 20 ซีเล็คท์หุ้นระยะยาวปันผล (K20SLTF) 

จากภาพจะเห็นว่าแต่ละปี NAV มีการปรับตัวขึ้นลงตลอดเวลา ถ้าเราไม่ได้มีเวลาในการดูข้อมูลการลงทุน ก็จะทำให้เราจับจังหวะการลงทุนไม่ถูกว่า ช่วงนี้เราควรจะซื้อ LTF ได้แล้วรึยัง เพราะกลัวว่าจะซื้อของแพงไป แต่เมื่อราคาลดลงก็ไม่กล้าซื้อเพราะ กลัวราคาจะลงไปอีก สุดท้ายก็ยังตัดสินใจไม่ได้ทำให้ต้องมาซื้อกองทุนที่สิ้นปีทุกครั้ง

ซึ่งจากสถิติ การซื้อกองทุน LTF ปลายปีนั้น ส่วนใหญ่จะได้ราคาหน่วยที่ราคาแพงครับ มีเพียง 2 ปี จากระยะเวลา 5 ปี เท่านั้น ที่ได้ราคาหน่วยลงทุนที่ถูกกว่าการซื้อต้นปี หรือ ในเดือนอื่น ๆ และถ้าติดตามย้อนหลังไปถึง 10 ปี จะมีเพียง 3 ปีเท่านั้นครับ ที่ซื้อกองทุน LTF ณ สิ้นปีแล้วจะได้ราคาหน่วยลงทุนที่ราคาถูกกว่าการซื้อต้นปี ส่วนการซื้อแบบถัวเฉลี่ยทุกเดือนนั้น ก็น่าจะได้ราคาหน่วยลงทุนเฉลี่ยที่ถูกกว่าการซื้อที่ปลายปีเพียงอย่างเดียวครับ

ดังนั้นไม่แปลกเลยที่เราจะพบคนชอบบ่นว่า ซื้อกองทุน LTF ทีไรขาดทุนทุกที เพราะเราไปซื้อกองทุนกันปลายปีนี่แหละครับ

แถมการซื้อด้วยเงินก้อนนั้น บางครั้งเราก็อาจจะรู้สึกเสียดายครับ ที่ต้องจ่ายเงินก้อนออกไป แต่เมื่อไม่อยากเสียภาษีสูง ก็ต้องยอม ซึ่งค่อนข้างจะบั่นทอนความรู้สึกเหมือนกันที่ต้องจ่ายเงินเยอะ ๆ เพื่อซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี

ดังนั้นถ้าเราแบ่งเงินเป็นก้อน ๆ หรือ จากหลักการของการออมเงิน คือ รายได้ – เงินออม = รายจ่าย นั้นสามารถนำมาดัดแปลงใช้กับการซื้อ LTF ได้เช่นกัน โดยการสร้างวินัยในการออมเงินที่เก็บก่อนใช้จ่าย ซึ่งการซื้อสะสมทีละนิดนั้นจะทำให้เรามีกำลังใจมากกว่าการซื้อด้วยเงินก้อนโตเพียงครั้งเดียว

ข้อดีของการทยอยซื้อ LTF

  • มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
  • ลดความผันผวนจากการลงทุนในกองทุนหุ้น
  • ไม่ต้องมานั่งกังวลหาจังหวะการลงทุน
  • สร้างนิสัยการออม และความมีวินัยในการลงทุน

เพื่อที่จะได้เห็นภาพชัดเจนขึ้นไปอีก ผมขออนุญาตนำตัวอย่างมูลค่า หน่วยลงทุน (NAV) ของกองทุน LTF กองหนึ่ง มาคำนวณเปรียบเทียบวิธีการซื้อ 2 แบบว่า การทยอยซื้อทุกเดือนนั้นได้รับผลตอบแทน แตกต่างจากการซื้อครั้งเดียว ในช่วงสิ้นปีได้อย่างไร ซึ่งจะมีวิธีการซื้อ  2 รูปแบบ ดังนี้

  1. วิธีการซื้อแบบ DCA คือ การแบ่งจำนวนเงินที่เท่ากันซื้อหน่วยลงทุนทุกเดือนหรือ ที่เราเรียกทั่วไปว่า “ซื้อแบบเฉลี่ยต้นทุน” จากตัวอย่างจะซื้อทุกต้นเดือนเป็นเวลา 5 ปี รวมทั้งหมด 60 ครั้ง  
  2. การซื้อครั้งเดียวช่วงสิ้นปี จากตัวอย่างจะเป็นการซื้อวันแรกของเดือนธันวาคม รวมทั้งหมด 5 ครั้ง

หมายเหตุ : ตัวอย่างกราฟเป็น NAV ของกองทุนเปิดเค 20 ซีเล็คท์หุ้นระยะยาวปันผล (K20SLTF)

จากการซื้อแบบ DCA นั้น หากเดือนไหน NAV มีราคาสูงขึ้นเราก็จะซื้อหน่วยลงทุนได้น้อยลง แต่ถ้าเดือนไหน NAV ราคาลดลง เราก็จะซื้อหน่วยลงทุนได้จำนวนที่มากขึ้น จากภาพอาจจะมีบางปีที่ การซื้อแบบ DCA จะได้หน่วยลงทุนน้อยกว่าวิธีการซื้อครั้งเดียวต่อปี แต่สุดท้ายแล้ว เมื่อครบกำหนด 5 ปี วิธีการซื้อแบบ DCA ก็ยังได้รับหน่วย

ปฎิบัติการ Work-Life Balance

ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่หลายคนเมื่อมีโอกาสได้ทำงานที่ดี หรือเริ่มมีกิจการเป็นของตัวเอง ก็พยายามสร้างเนื้อ สร้างตัว สร้างธุรกิจ เพื่อทำให้เงินงอกเงย หรือเพิ่มรายได้ เพื่อให้ร่ำรวยมากขึ้น หรือบางคนก็ทำเพื่อที่อยากจะมี Passive Income ให้มีรายได้เข้ามาเรื่อยๆ โดยไม่ต้องทำงานหนักอีก แน่นอนว่า เมื่อตั้งใจมาก ก็ทำให้ทำงานหนักจนลืมตัว และชีวิตก็อาจจะเริ่มไม่มีความสมดุล ดังนั้น ถ้าเราอยากมีคุณภาพชีวิตที่ดี ต้องรู้จักที่จะปรับแนวคิดสำหรับชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานให้สมดุลกัน 

1. ให้ความสำคัญกับการบริหารเวลา

หลายคนพยายามทำงานให้หนัก ให้เยอะ แต่ขาดการวางแผนและเป้าหมายที่ชัดเจน ทำให้เสียเวลาไปกับการทำงานเยอะมาก แต่ผลที่ได้กลับตรงกันข้าม หรือไม่ประสบผลสำเร็จ “เวลา” เป็นหนึ่งในทรัพยากรที่มีค่า เราต้องเข้มงวดต่อการใช้เวลาของตัวเอง หากเราปล่อยปละละเลยเสียเวลาไปเปล่าๆ ทั้งในการทำงานหรือภารกิจต่างๆ สิ่งที่เราตั้งใจก็จะไม่สำเร็จตามเป้าหมาย สุดท้ายแล้วมักจบลงด้วยการทำงานล่วงเวลาหรือต้องแบกงานกลับไปทำที่บ้าน ทำให้เวลาสำหรับการพักผ่อนหรืออยู่กับครอบครัวที่มีน้อยอยู่แล้วยิ่งน้อยลงไปอีก หากเรารู้จักบริหารเวลาให้ดี ก็จะทำให้มีเวลาเพิ่มขึ้นเพื่อทำเรื่องอื่นๆ ในชีวิตได้อีกเยอะ

2. ครอบครัวดี ช่วยสร้างแรงใจ

การได้ดูแลคนที่เรารักนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดและเป็นช่วงเวลาที่จำเป็น เพราะว่ามันไม่อาจชดเชยได้ด้วยเงินที่เราหามาได้ ดังนั้น เมื่อมีเวลามากขึ้นจากการบริหารงานได้ดีแล้ว แน่นอนว่า เรื่องครอบครัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญ หากการงานสำเร็จ แต่ไม่มีใครอยู่ร่วมชื่นชม ก็คงไม่ใช่ชีวิตที่สมบูรณ์ การทำให้ชีวิตครอบครัวดี แค่เริ่มกิจกรรมกับครอบครัวง่ายๆ เช่น นั่งทานข้าวด้วยกัน พากันไปเที่ยวบ้าง ไปวัดทำบุญ หรือหากิจกรรมต่างๆ ทำร่วมกัน แค่นี้ครอบครัวก็มีความสุขขึ้นมาแล้ว เมื่อมีความสุข กำลังใจก็เต็มร้อย พร้อมให้เราทำงานได้อย่างมีความสุข และฟันฝ่าอุปสรรคให้ผ่านพ้นไปได้ 

3. ร่างกายห้ามละเลย สุขภาพต้องใส่ใจ

คงไม่ดีแน่ ถ้าเงินที่เราได้มาจากการทำงานต้องหมดไปกับการจ่ายค่าหมอ ท่องไว้ว่าอย่าลืมให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพของตัวเราเอง แค่ออกกำลังกาย ทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ มีเวลาเพียง 30-60 นาที ก็สามารถออกกำลังกายได้ ซึ่งถ้าทำได้ รับรองว่าทั้งประหยัดเงินพร้อมได้สุขภาพที่ดีกลับมา แต่ความแน่นอนก็คือความไม่แน่นอน เราคงจะเคยเห็นคนที่หมั่นดูแลรักษาสุขภาพ แต่ก็ยังป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล เราก็อาจจะพิจารณาทำประกันสุขภาพเพิ่มเติม โดยเลือกแบบประกันที่เหมาะสมหรือใกล้เคียงกับความต้องการของตัวเรา เช่น ค่าเบี้ยประกัน

ไม่แพงเกินไป ให้ความคุ้มครองดูแลค่าใช้จ่ายทั้งกรณีผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก ดังนั้น นอกจากการรักษาสุขภาพแล้ว การวางแผนประกันเองก็มีส่วนช่วยเช่นเดียวกัน

4. การเงิน ต้องรู้จักทำให้งอกเงย

การเงินก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะทุกๆ เป้าหมายของชีวิตมีเงินเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย หากขาดการวางแผนการเงินที่ดี อาจจะทำให้เราลำบาก ถ้าอดออมอย่างเดียว ไม่คิดที่จะลงทุนเพิ่ม ก็อาจจะทำให้เรามีเงินเก็บไม่เพียงพอต่อการเกษียณ เราควรจะให้เงินทำงานให้บ้างก็น่าจะดีกว่า โดยนำไปลงทุนต่อยอดให้งอกเงย แต่ก่อนจะลงทุนนั้น เราก็ควรที่จะต้องมีเงินฉุกเฉินเตรียมไว้ เพราะถ้าไม่มีเงินสำรองเตรียมไว้เลย เวลาป่วยขึ้นมา ก็ต้องถอนเงินลงทุนออกมา

ก่อนกำหนดเพื่อนำมาใช้ ซึ่งทำให้เงินไม่สามารถงอกเงยได้ต่อเนื่องนั่นเอง

ดังนั้น นอกจากการทำงาน หรือทำธุรกิจแล้ว เราก็อย่าลืมแบ่งเวลาไปให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นๆ ด้วย ใส่ใจตนเองและครอบครัว ดูแลสุขภาพ และรู้จักวางแผนการเงิน เพื่อให้ Work-Life Balance เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ไหลลื่น และหมดกังวล ออกไปลุยทำสิ่งต้องการจะทำได้

ตั้งใจทำงานหาเงินอย่างเดียวก็ไม่มีความสุข ถ้าไม่รู้จักสร้างสมดุลให้ชีวิต “Work-Life balance”

สามารถติดตามอ่านบทความได้ ที่นี่

ศูนย์รวมเคล็ดลับทางการเงินดีๆ

www.bangkokbank.com/moneytutor

5 วิธีเร่งหาเงินเข้ากระเป๋าภรรยาให้ภรรยารัก ภรรยาหลง ซึ้งจนน้ำตาไหล (สำหรับพ่อบ้าน)

คนมีครอบครัวย่อมมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าคนโสดอยู่แล้ว เพราะเรามีหลายสิ่งหลายเรื่องต้องกินต้องใช้ ไหนจะค่าบ้าน ค่ากิน ค่ารักษาป่วย ค่าเรียนลูก ฯลฯ คุณพ่อบ้านอาจได้รับพระบัญชาจากพระมเหสีแห่งเคหาสน์ให้ทำการหารายได้เข้าท้องพระคลังเพิ่ม

ในฐานะพ่อบ้านที่ดีจะต้องทำตามบัญชาภรรยา เพราะหากมิทำตามอาจมีบทลงโทษถึงแก่ชีวิต วันนี้ผู้เขียนมีแนวคิดวิธีหาเงินเพิ่มแสนสร้างสรรค์มาเอาใจเหล่าพ่อบ้านทุกคน

1. หาเงินจากงานที่ทำอยู่แล้ว

วิธีแรกเริ่มง่ายสุดครับ เพราะเราแค่เอาความรู้ความสามารถในปัจจุบัน แล้วรับงานเสริมนอกเหนือจากงานประจำ แค่นี้รายรับใหม่ๆ ก็เข้ามาแล้ว เช่น พ่อบ้านเป็นเซลส์ให้กับบริษัทหนึ่งอยู่แล้ว มีสกิลงานขายติดตัว เราก็แค่รับของจากบริษัทอื่นๆ ที่ไม่ใช่วงการเดียวกันกับธุรกิจเดิม มาขายเพิ่ม แค่นี้ก็มีรายได้แล้ว เงินเพิ่มแบบนี้ภรรยาชอบอยู่แล้ว ทำไปเถอะครับ

2. หาเงินจากสมาคมพ่อบ้านพารวย

เพื่อนพ่อบ้านย่อมมีหลายสาย สายเพื่อนกินวางไว้ก่อน ให้เลือกคบพ่อบ้านสายพารวยดีกว่าครับ เราควรจะนัดประชุมสมาคมพ่อบ้านแข็งข้อภรรยา เอ้ย สมาคมพ่อบ้านแข็งขันหมั่นหาเงินทุกสัปดาห์ คุยกันว่าใครทำอะไรบ้าง แล้วจะทำงานอะไรร่วมกัน สร้างธุรกิจลงขันร่วมกันยังไงได้บ้าง
เมื่อคนที่มีเป้าหมายคล้ายกันมาอยู่ร่วมกันแล้ว สิ่งใหม่ๆ และรายได้ก็เกิดไม่ยาก ช่วยกันทำมาหากินแบบนี้ ภรรยาปลื้มครับ

3. หาเงินจากการฝึกวิทยายุทธ์ใหม่

ถ้าพ่อบ้านรู้สึกตื้อๆ ตันๆ คิดไม่ออกว่าจะหาเงินเพิ่มยังไงดี ลองหาเวลาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพิ่มเติมสิครับ เช่น ฝึกหัดเขียน ฝึกหัดทำขนม ฝึกหัดปั่นจักรยาน ฝึกหัดแต่งรถ  ฝึกหัดการตลาดออนไลน์ ฝึกทำสิ่งใหม่ๆ แล้วพยายามใส่ไอเดียหาเงินเข้าไปด้วย อย่าเป็นแต่ผู้บริโภค ให้อัพสกิลของตนเองเป็นผู้ค้าขายด้วย เช่นเราฝึกทักษะแต่งรถจนชำนาญก็รับจ้างแต่งรถเลย จะขายอุปกรณ์ จะสร้างสรรค์ศิลปะการแต่งรถแบบใหม่ก็ได้ ทำอะไรทำให้จริงจังครับ

4. หาเงินจากเพื่อนภรรยา

วันไหนว่างๆ ก็อาสาไปเดินตามภรรยา ดูแลภรรยาระหว่างที่นางนัดเที่ยวชอปปิงกับเพื่อนๆ ของนางก็ดีครับ ไปเดินตาม นั่งคุย คุณสามีจะรู้ว่าเทรนด์ลูกค้าสมัยนี้เป็นอย่างไร ผู้หญิงเขาซื้ออะไรกัน what women want ยิ่งรู้มาก ยิ่งเป็นโอกาสในการทำเงินมาก เพราะความจริงในโลกนี้คือ ผู้หญิงเป็นคนที่ใช้เงินมากกว่าผู้ชาย จริงไหมครับ แล้วทำไมเราถึงจะไม่ฟังความเห็นของพวกเธอเล่า

ไอเดียทำเงิน เช่น ช่วงนี้เค้าฮิตอาหารสุขภาพ คุณสามีก็อาจจะคิดทำสลัดครีมแบบไขมันต่ำขายก็ได้ ช่วงนี้ฮิตทาคิ้ว ก็แสวงหาดินสอเขียนคิ้วมาขายก็ได้

ไม่ต้องกลัวว่าค้าขายกับผู้หญิงจะดูไม่แมน เพราะแค่เงินเข้ากระเป๋าภรรยา แค่นี้ก็โคตรแมนแล้วละครับ

5. หาเงินจากไอเดียภรรยา

ถ้ามองไปทางไหน ก็ยังหาไอเดียหาเงินไม่ได้สักที ให้หันไปมองภรรยาครับ ถามไอเดียจากภรรยา แล้วก็ทำตามคำสั่งภรรยา แค่นี้ชีวิตก็ง่าย จบ ไม่ต้องคิดมาก มีพระมเหสีช่วยบัญชาแบบนี้สบายเลย เราก็ทำๆๆๆๆ เดี๋ยวเงินก็มาครับ

ขอให้พ่อบ้านทุกท่าน หาเงินเพิ่มให้ได้ตามเป้าหมายที่ภรรยากำหนดไว้นะครับ เอาใจช่วย

เผยเทคนิคแบ่งออมตามความฝัน

เรามีความฝันอยากทำอะไรบ้าง….

อยากทำงานในบริษัทใหญ่ที่มั่นคง
อยากซื้อบ้านให้ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้า
อยากทำร้านกาแฟบรรยากาศอบอุ่น
อยากทำรีสอร์ทสไตล์ใกล้ชิดธรรมชาติ
อยากเป็นบล็อกเกอร์เขียนงานออนไลน์
อยากมีชีวิตที่สุขภาพแข็งแรงในวัยเกษียณ

……ฯลฯ…..

ทุกคนล้วนมีความฝัน บางคนก็มีหนึ่งความฝันพอทำสำเร็จก็มีความฝันใหม่ที่ใหญ่ขึ้น บ้างก็มีหลาย ความฝัน บางคนวางแผนทำตามฝันในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ขณะที่บางคนขอแค่มีสุขภาพดีในวัย เกษียณ การมีความฝันเป็นเรื่องดีเพราะมีเป้าหมายชีวิต แต่ความฝันที่ดีก็ต้องลงมือทำ ไม่อย่างนั้น มันก็จะเป็นเพียงความเพ้อฝันนะจ๊ะ


เริ่มทำตามความฝันจะต้องทำยังไงดีหละ?


หากเรานำความฝันทั้งหมดมากองรวมกันแล้วลงมือทำตอนนี้พร้อมกัน ก็ยากที่จะทำสำเร็จ เพราะเราจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะเริ่มทำอะไรก่อนหลัง แนวคิดง่ายๆ คือ เริ่มทำสิ่ง ที่จำเป็นที่สุดก่อน โดยจัดลำดับความสำคัญจากสิ่งที่ต้องทำทันที หากไม่ทำชีวิตเดือดร้อนแน่ๆ เช่น การชำระหนี้ การมีเงินฉุกเฉิน การทำงานสร้างรายได้ แล้วค่อยทำสิ่งที่รอได้ในอนาคต เช่น การพักผ่อนท่องเที่ยวในต่างประเทศ


ความฝันของเราเริ่มจากสำรวจว่าขณะนี้เรามีเงินฉุกเฉินแล้วรึยัง บางครั้งเราวางแผนเก็บเงิน เพื่ออนาคตในอีก 5 ปีข้างหน้ามากเกินไป จนกระทั่งขาดสภาพคล่องในปัจจุบัน ทำเกิดอุบัติ ทางการเงินในช่วงที่ต้องรีบใช้เงินเร่งด่วน เช่น ตกงาน อุบัติเหตุ เจ็บป่วย เราควรกันเงิน ไว้ในเงินฉุกเฉิน 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายก่อน หากมีครบแล้วค่อยเก็บเงินเพื่อความฝันอื่นๆต่อไป

 

เผยเทคนิคแบ่งออมตามความฝัน

 

ในชีวิตจริงเราอาจจะแบ่งกระปุกเงินออมมากกว่าหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ขึ้นอยู่กับสไตล์ของแต่ละคน โดยเฉลี่ยควรมีให้รอบด้านทั้งเรื่องส่วนตัวจากการพัฒนาตนเองและสังคมเพื่อรู้จักคนอื่นเปิด รับโอกาสใหม่ๆวิธีการที่จะทำให้ความฝันเป็นจริงนั้น เราควรเขียนมันออกมาให้ชัดเจน เป็นรูปธรรม ที่จับต้องได้ โดยใช้ 3 คำ คือ “อะไร เท่าไหร่ เมือไหร่”

เมื่อเรารู้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหน เราก็จะวางแผนการเดินทางได้ถูกต้อง การวางแผนการเงินก็เช่นกัน การตั้งเป้าหมายที่ถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรกจะทำให้เราไปถึงจุดหมายที่ตั้งไว้


ตัวอย่าง

  • อีกครึ่งปีจะเปิดร้านค้าขายเสื้อผ้าออนไลน์ใช้เงินลงทุน 1 แสนบาท
  • เก็บเงิน 1 ปีเป็นเงินดาวน์รถยนต์ไว้ส่งของ จำนวน 1 แสนบาท
  • เราวางแผนซื้อบ้านให้แม่ราคา 3 ล้านบาทในอีก 5 ปีข้างหน้า


การแบ่งออมตามฝันนั้นไม่ใช่การออมเงินที่สะสมเงินไปเรื่อยๆ เพราะเราไม่รู้ว่าจุดหมายอยู่ที่ไหน เมื่อไม่มีแรงจูงใจ สุดท้ายเราก็จะขี้เกียจทำ การเขียนเป้าหมายของความฝันออกมาแล้วแปะไว้ใน ที่ที่เราต้องเดินผ่านทุกวัน (อาจจะเป็นข้อความหรือรูปภาพ) มันจะเป็นการตอกย้ำว่าเราต้องทำให้ได้


จะรออะไรอีกล่ะ เริ่มกันเลย…

 

 

 

เผยเทคนิคแบ่งออมตามความฝัน

รู้หรือยัง?? เหตุผลที่ไม่มีเงินเก็บเพราะค่าใช้จ่ายคงที่มากไป

เนื่องจากช่วงหลังๆมีคนพูดกันเยอะครับว่า เศรษฐกิจไม่ค่อยจะดีสักเท่าไร แถมยังมีคนหลังไมค์มาปรึกษาทางเพจ @TAXBugnoms บอกว่าให้พรี่หนอมช่วยแนะนำวิธีการประหยัดค่าใช้จ่ายในสไตล์ตัวเองให้ฟังหน่อย วันนี้ถือโอกาสอันดีหยุดพักจากการเขียนเรื่องภาษีมาอธิบายเรื่องการวางแผนการเงินของตัวเองให้อ่านกันบ้างครับ

ก่อนอื่นขอเกริ่นให้ฟังสักนิดว่า ตัวผมเองเป็นคนที่ค่อนข้างใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่พอเริ่มมารู้จักการวางแผนการเงิน เริ่มต้นทำบัญชีรายรับรายจ่าย และสำรวจตัวเอง ก็พบวิธีง่ายๆที่ใครๆก็ทำได้ นั่นคือการออมก่อนใช้ มีเงินเท่าไร รีบเอาไปฝากหรือเอาไปลงทุนแบบให้โลกลืมกันไปเลยคร้าบ ด้วยเหตุผลง่ายๆก็คือ ไม่เห็นเงิน เราก็ไม่ใช้มัน เคล็ดลับดีๆมันมีแค่นี้เองคร้าบ

แต่พอเริ่มออมและลงทุนได้สักพัก ผมก็เริ่มมีความคิดที่อยากจะมีเงินลงทุนมาให้มากขึ้น แถมบางครั้งก็อยากจะเพิ่มค่าใช้จ่ายในบางเรื่องมากขึ้นเหมือนกัน ทีนี้คิดไปคิดมาจะทำยังไงดีล่ะ จะเพิ่มรายได้ก็ไม่ใช่ว่าจะเพิ่มได้ภายในวันสองวัน ดังนั้นมันก็ต้องหันกลับมามองตัวเองแล้วล่ะครับว่าจะเอายังไงดี

โดยวิธีการหันมามองดูตัวเองแบบง่ายๆ คือ การไปค้นๆดูจากบัญชีรายรับรายจ่ายที่เราทำไว้ สำหรับใครที่ยังไม่เคยทำบัญชีรายรับรายจ่าย และบ่นว่าตัวเองไม่มีเงินเก็บ ผมขอบอกเลยครับว่านี่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งนะครับ เพราะผมก็พบความจริงอันน่าจะทึ่งจนหลั่งน้ำตาว่า “ที่ตรูไม่มีเงินเก็บเพิ่มขึ้นก็เพราะมีค่าใช้จ่ายคงที่มากเกินไปนั่นเองงง” (ใครที่ทำบัญชีรายรับรายจ่ายไม่เป็นอ่านบทความนี้ได้เลยครับ : [DIY] มาทําบัญชีรายรับรายจ่ายส่วนตัวกันเถอะ)

คำว่า “ค่าใช้จ่ายคงที่” ในที่นี้หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่่เราทุกคนจ่ายเป็นประจำในทุกๆเดือนโดยที่ไม่มีเปลี่ยนแปลงนะครับ ซึ่งลองมาทบทวนกันครับว่า ตอนนี้คุณมีค่าใช้จ่ายเหล่านี้อยู่หรือไม่

– ค่าเช่าที่พักหรูหราโออ่าไฮโซ
– ค่าโทรศัพท์รายเดือน
– ค่าสมัครสมาชิกต่างๆ ออนไลน์
– ค่าใช้จ่ายฟิตเนสแต่ละเดือน
– ผ่อนจ่ายบัตรเครดิต 0% อีกมากมาย

ฯลฯ

หลังจากที่ดูบัญชีรายรับรายจ่ายเรียบร้อยก็รู้เลยครับว่า ตัวผมเองนั้นมีค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 5 พันบาท ทั้งค่าโทรศัพท์เอย ค่าโปรแกรมออนไลน์ต่างๆ Office365, Photoshop, iTunes และอื่นๆอีกมากมายที่จ่ายไปอย่างเมามันส์ เพราะคิดว่าเงินพวกนั้นมันเป็นจำนวนน้อย ซึ่งมันก็เป็นความจริงครับว่า ค่าใช้จ่ายแต่ละตัวคิดรายจ่ายน้อยที่มากๆครับ (ถ้าแยกกันอยู่) แต่พอเอามารวมกันหลายตัวเข้ามันก็เป็นเงินจำนวนมากกันเลยทีเดียว

ดังนั้น เราต้องคอยสำรวจตัวเองด้วยครับว่า ตัวเรานั้นมีค่าใช้จ่ายพวกนี้มากแค่ไหน และอะไรที่เราจำเป็นจริงๆสำหรับชีวิตตัวเอง บางคนสมัครฟิตเนสไปเดือนละหลายพัน แต่ไปเล่นเดือนละครั้งสองครั้ง แบบนี้จ่ายเป็นรายวันอาจจะดีกว่า (อ่านเพิ่มที่บทความ เล่นฟิตเนสยังไงให้รวย) ค่าโทรศัพท์ที่ใช้ไม่คุ้มเพราะทุกวันนี้ใช้แต่เน็ต แถมที่ทำงานก็มีไวไฟ แบบนี้จะปรับลดยังไงได้ไหม รวมถึงโปรแกรมต่างๆที่เราจ่ายรายเดือนไว้ บางทีมันก็ไม่ได้ใช้แต่สมัครไว้ทิ้งขว้างซะงั้นแหละ

ประสบการณ์เรื่องนี้ที่นำมาแชร์ ผมไม่ได้บอกนะครับว่า เราทุกคนต้องตัดรายจ่ายทุกอย่างออกจากชีวิต เพราะแบบนั้นชีวิตของเราคงมีปัญหาแน่ๆครับ แต่แค่อยากจะให้ลองสำรวจตัวเองก่อนครับว่า เหตุผลที่เราไม่มีเงินเก็บนั้น บางทีมันอาจจะฝังอยู่ในรายจ่ายคงที่เหล่านี้ที่เราต้องจ่ายไป โดยที่คิดว่ามันเป็นเงินเล็กๆน้อยๆ แต่สุดท้ายมันเป็นตัวที่คอยมาดึงไว้ไม่ให้เรามีเงินเก็บนั่นเองครับ

สุดท้ายนี้อยากจะเน้นอีกทีว่า เคล็ดลับสำคัญคือการทำบัญชีรายรับรายจ่าย และคอยสำรวจการใช้จ่ายของตัวเองอยู่เสมอด้วยนะครับ ถ้าเราสามารถควบคุมตัวเองได้ เงินในกระเป๋าของเราก็เพิ่มได้อย่างแน่นอนคร้าบบ

เคล็ดลับสร้างเงินออมอัตโนมัติพร้อมประหยัดภาษี วิธีนี้เวิร์คชัวร์!!

เชื่อไหมครับว่า… คำถามที่ได้รับทุกๆครั้งเมื่อเข้าร่วมเสวนาการเงินทุกที่ ทุกแห่ง มักจะเริ่มต้นด้วยว่า “จะให้ออมเงินได้ยังไง ทุกวันนี้ก็ไม่มีเงินพอใช้ โลกความจริงมันไม่ได้ง่ายเหมือนอย่างที่พูดหรอกนะ!” #ผู้เข้าร่วมสัมมนาหลายท่านว่าไว้

และปัญหา “การออมเงิน” นี่แหละครับ ถือเป็นปัญหาหลักของสังคมไทย ซึ่งถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤตกันเลยทีเดียว โดยส่วนหนึ่งเป็นปัญหาที่มาจากหนี้ต่างๆที่เบียดบังไม่ให้มีความสามารถในการออม (ที่มา : วิกฤติการออมของชาติ ส่งสัญญาณ “ช่องว่างการออมและการลงทุน” 5 ปี เงินออมครัวเรือนหาย 2 แสนล้าน – ลงทุนเพิ่ม 8.3 แสนล้านบาท) และอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญกว่านั้นมาจาก วินัยในการออม

ถ้ามองออกไปในสังคมไทย เราจะเห็นคนมากมายหลากหลายประเภท ทั้งคนที่มีปัญหาเรื่องการออม คนที่มีปัญหาเรื่องหนี้ คนที่มีปัญหาเรื่องการวางแผนการเงินต่างๆ มากมายเต็มไปหมด แต่ถ้าเราย้อนมองกลับดูตัวเองบ้างล่ะครับ เราเคยรู้เหตุผลจริงๆหรือไม่ว่า ปัญหาการออมเงินของเรานั้น มันมาจากไหนกันแน่!!

ผมเองก็เคยเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยเริ่มต้นออมเงิน ไม่เคยเห็นความสำคัญของการออมเงิน อารมณ์ประมาณว่า ไม่มีทางหรอกนะ!! ที่จะให้เสียสละความสุขจากการใช้เงินในวันนี้ เพื่อความสุขสบายในการใช้เงินในวันหน้า แต่สิ่งที่ผมคิดในวันนั้น มันทำให้ผมพบความจริงว่า ยิ่งเริ่มต้นออมเงินยิ่งช้าเท่าไร ยิ่งทำให้เรามีปัญหาชีวิตมากกว่าเดิมอีกต่างหาก!!

ในช่วง 3 ปีแรกที่ผมทำงาน ผมไม่สามารถเก็บเงินได้เลยแม้แต่บาทเดียว ขณะที่เพื่อนรุ่นเดียวกันมีเงินเก็บหลักแสนต้นๆ ไปจนถึงแสนกลางๆ คิดดูสิครับว่า แค่เริ่มต้นช้าไป 3 ปี ความแตกต่างยังมีผลมากมายถึงเพียงนี้และล่ะครับ

ผมไปนั่งคิด นั่งค้น นั่งหาอยู่ตั้งนานว่า เอ๊ะ! แล้วปัญหาที่แท้จริงของตัวเราคืออะไร ในที่สุดผมก็พบว่า มันเกิดจากนิสัยประจำตัวที่อดใจไม่ได้ พอเห็นเงินแล้วต้องใช้ มันหยุดไม่ได้สักที ซึ่งวิธีแก้ไขง่ายๆก็คือการออมก่อนใช้นั่นเองครับ!

ถ้าเห็นเงินแล้วต้องใช้
ดังนั้นวิธีง่ายที่สุดก็คือไม่ต้องเห็นมันน่ะสิ!

โดยวิธีที่ผมเลือกใช้ในตอนนั้นคือ เงินฝากประจำปลอดภาษี ที่ช่วยทั้งประหยัดภาษี และยังสร้างวินัยในการออมที่ดีให้กับเราไปพร้อมๆกันในขั้นตอนเดียว

เงินฝากประจำปลอดภาษี คือ ประเภทของเงินฝากประเภทหนึ่งที่กำหนดให้เราฝากประจำทุกๆเดือนในจำนวนที่เท่าๆกัน เช่น เดือนละ 1,000 บาท ติดต่อกันตามเวลาที่กำหนด โดยเราจะได้สิทธิพิเศษคือดอกเบี้ยของเราและไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% เหมือนกับเงินฝากประจำทั่วๆไปอีกด้วย โดยผมบังคับให้ทางธนาคารตัดบัญชีอัตโนมัติทันทีในวันที่เงินเดือนเข้า เอาชนิดที่เรียกว่ากด ATM ออกมาใช้กันไม่ทันเลยทีเดียวล่ะครับ!!

โดยปกติแล้ว เงินฝากประจำปลอดภาษีจะมีวงเงินสูงสุดไม่เกิน 600,000 บาทต่อระยะเวลาการฝากในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น ฝากเดือนละ 25,000 บาท ได้นานที่สุด คือ 24 เดือน หรือจะฝากเดือนละ 12,500 บาท ในระยะเวลา 48 เดือน ซึ่งเงื่อนไขต่างๆเหล่านี้เราสามารถเช็คดูได้ที่ธนาคารต่างๆที่มีโปรโมชั่นเงินฝากเหล่านี้ครับ

เพื่อให้เห็นภาพของเงินฝากประจำปลอดภาษีที่ชัดเจนขึ้น ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเงินฝากประจำปลอดภาษีของทางธนาคารกรุงไทย KTB Zero TAX MAX ดังนี้ครับ

ในตอนแรกที่เริ่มต้นออมเงิน ผมใช้วิธีฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากประจำปลอดภาษีเพียงเดือนละหนึ่งพันบาทเท่านั้นเองครับ แต่สิ่งที่ผมได้กลับมาและผมคิดว่ามันเป็นประโยชน์มากๆ คือ การสร้างวินัยที่ทำให้ผมสามารถออมเงินได้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน และเชื่อไหมครับว่า พอออมเงินครบระยะเวลาตามที่ทางธนาคารกำหนด และได้เห็นเงินก้อนแรกที่เราสามารถทำได้ด้วยตัวเองจริงๆ เพียงแค่นี้ก็สร้างกำลังใจในการออมเงินได้มากมายเลยคร้าบ #น้ำตาจะไหล

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่าหลายๆคนอาจจะนึกสงสัยตัวเองว่า แล้วชั้นจะทำได้เหรอ จะทำได้จริงหรือเปล่า ผมบอกเลยครับว่า ไม่มีอะไรเกินความสามารถของคนทุกคนถ้าหากมีความตั้งใจจริง และขนาดผมเองยังทำได้ ผมก็เชื่อว่าทุกๆคนสามารถทำได้เช่นเดียวกันคร้าบบ

ถ้าหากวันนี้เราเริ่มต้นเก็บเงิน 1 พันบาทต่อเดือนได้

เงินที่มากกว่านั้นเราก็สามารถเก็บได้เหมือนกันครับ!

ก่อนจากกัน ผมขอฝากข้อคิดไว้สักเล็กน้อยครับว่า การจะประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงานนั้น (ไม่ว่าทำงานในตำแหน่งอะไรก็ตาม) นอกจากการ ‘ทำงานดี’ ที่ส่งเสริมให้เกิดความก้าวหน้าในหน้าที่การงานแล้ว เราต้องเป็นคน ‘ทำงานเป็น’ ด้วย (Smart Worker) นั่นหมายความว่า เราต้องรู้จักตัวเอง ประมาณตน มีวินัยและวางแผนอนาคตตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่จะละเลยไม่ได้ก็คือการออมเงินอย่างมีวินัยเพือสร้างความมั่งคั่งให้กับชีวิตของเรานั่นเองครับ

เริ่มวันนี้ก่อนที่ในวันข้างหน้าจะพูดว่า “รู้งี้…” และถือโอกาสออมเงินหรือลงทุนส่งท้ายปีเป็นของขวัญเพื่ออนาคตที่ดีให้กับตัวเรากันดีไหมครับ

ถ้าใครสนใจมองหาเงินฝากประจำปลอดภาษี ก็ลองเปรียบเทียบเงื่อนไขและดอกเบี้ยของหลาย ๆ ธนาคารดูได้เลยครับ เลือกที่ใช่ ออมที่ชอบกันตามอัธยาศัย แต่ตอนนี้ธนาคารกรุงไทยมีโปรโมชั่นพิเศษรับช่วง เทศกาลการลงทุน ซึ่งมีทั้งเงินฝากปลอดภาษี กองทุนรวม LTF/RMF และกรมธรรม์ประกันชีวิต สำหรับใครที่กำลังวางแผนลงทุนเพื่อการลดหย่อนภาษี ดูรายละเอียดได้ที่ http://goo.gl/4jwgyc หรือติดต่อขอรับข้อมูลได้ที่ธนาคารกรุงไทย ทุกสาขาทั่วประเทศ ถึงวันที่ 30 ธันวาคม นี้คร้าบบ

บทความนี้เป็นบทความ Advertorial

คนรวยก็มีปัญหา : 6 สัญญาณว่าคุณเริ่มมีปัญหาแบบ “คนรวย”

เนื่องจากผมได้เข้าไปร่วมวงสนทนาเพื่อนๆที่มีเงินรายได้และเงินเก็บกันมากๆ บทสนทนาทางการเงินขอคนรวยนี่มันมีอะไรที่น่าสนใจมากเลยนะครับ คนรวยก็มีปัญหากันได้เหมือนกัน ก็เลยเอามาเล่าแชร์ให้ฟังว่า เพื่อนๆได้เจอปัญหาเหล่านี้กันบ้างหรือเปล่า จะได้ทดสอบกันเลยว่าเนี่ยเป็นคนรวยกันแล้ว ฮาๆ

1. กลัวการจ่ายภาษีสุดๆ

ปัญหา Classic มากๆเลยนะครับ เวลาคุยกับเพื่อนที่เงินเดือนเยอะๆหลักแสนบาทขึ้นไป ทุกคนจะต้องปวดหัวกับรายจ่ายในเรื่องของภาษีที่หนีไม่พ้นพอๆกับความตาย อย่างที่เราทราบกันนะครับว่าคนที่มีรายได้เยอะก็จะต้องเสียภาษีเยอะ เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งที่เขาจะคิดเสมอก็คือ จะเอาเงินไปลดหย่อนภาษีให้ได้มากที่สุดอย่างไร ก็จะเริ่มมีการพูดถึงการซื้อ LTF RMF ประกันชีวิต บางคนซื้อจนเต็มก็ยังต้องจ่ายภาษีหนักมาก แต่อย่างว่านะครับใครๆก็อยากจะมีเงินเดือนเยอะ แต่ถ้ามีเยอะก็ต้องจ่ายภาษีเป็นเรื่องธรรมดาใช่ไหมครับ (หรือไม่งั้นก็ต้องไปลดรายได้ตัวเองไง ซึ่งไม่มีใครเอาหรอก ฮาๆ)

2. ไม่รู้จะเก็บเงินหรือลงทุนอะไรต่อดี

เห็นบางคนมีเงินเยอะมาก อยู่ในธนาคารเพียบเป็นหลายๆล้าน บางทีพอได้สนทนากันก็ถามว่าได้เอาเงินไปลงทุนในเรื่องอื่นๆบ้างหรือเปล่า แทบเงิบเลยครับว่า บัญชีเงินฝากหลายๆล้านเนี่ยเป็นแค่ส่วนหนึ่ง เพราะบางคนลงทั้งหุ้นจนจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ได้แล้ว มีซื้อกองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจต่างๆเต็มไปหมดแล้ว ตอนนี้มาอยู่ที่ว่า พอได้เงินมาก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรต่อดี? หลายคนก็เลยนำไปมอบให้สาธารณะเพื่อเป็นการกุศล  จะให้เอาไปเที่ยว ไปซื้อของ บางทีก็ได้สิ่งที่อยากได้มาหมดแล้ว ก็ไม่รู้จะเอาเงินไปทำไร ปัญหาคนรวยแท้ๆ

3. มีคนโทรมาเรียนเชิญสิทธิพิเศษเพียบ

การเป็นคนรวย อย่าคิดว่าเงียบได้นะครับเพราะบริษัทต่างๆเขารู้นะจ๊ะ ตั้งแต่ธนาคาร ห้างสรรพสินค้า โรงแรม ภัตตาคาร เขาก็รู้กันว่าใครรวย แล้วบางทีอยู่ๆก็จะมีคนโทรศัพท์มาหา “สวัสดีค๊าาาาาา วันนี้เรามีสิทธิพิเศษส่วนลดมูลค่ากว่าแสนบาทให้คุณ ถ้าคุณซื้อของเป็นล้านบาทขึ้นไป” แหม… ก็จะมีคนชวนไปใช้จ่ายเรื่อยๆแบบนี้ล่ะครับ ก็อยู่ที่เราละเนอะว่าเราจะใช้จ่ายกับสิ่งที่เขาเสนอมาหรือเปล่า ถ้าเรามีเงินและสามารถสร้างความสุขได้ก็ใช้จ่ายเพื่อสร้างความสุขก็ดีนะ ตอนนี้เพื่อนๆมีคนโทรหาแบบนี้เยอะแล้วยังเอ่ย

4. มีคนมาขอยืมเงินเต็มไปหมด

แน่นอนว่าเมื่อเราได้ดิบได้ดีแล้วมันไม่แปลกเลยที่จะมีคนพยายามเข้ามาขอความช่วยเหลือต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องการเงิน ต้องอย่าลืมนะครับว่าคนในสังคมนั้น คนรวยมีน้อยกว่าคนไม่รวย และทุกคนก็อยากเป็นคนรวย อยากมีโอกาส เมื่อเรามีเงินมากขึ้นก็ย่อมทำให้หลายๆคนยินดี อยากรู้จัก เพื่อนฝูงญาติพี่น้อง ที่ลำบากกว่าเราก็อาจจะจะเข้าหาเพื่อหยิบยืมหรือขอเงิน ทั้งนี้ก็อยู่ที่เราแล้วล่ะครับว่าจะสนับสนับสนุนเรื่องเงินทองของเราให้กับคนอื่นอย่างไร การให้ยืม (แล้วเขาไม่คืน) หรือไม่ให้ยืม (แล้วเขาก็ด่าเรา) ก็อาจจะส่งผลทำให้ความสัมพันธ์แย่ลงก็ได้นะครับ อันนี้ก็เลยกลายเป็นปัญหาของคนรวยได้เช่นกัน

5. กลัวไม่รวยแบบเดิม

จากที่ผมสังเกตมาหลายๆคนที่เป็นคนรวยเขาค่อนข้างจะมี mission ในชีวิตกันเยอะนะครับ อยากหาเงิน เก็บเงินและรวยขึ้น เพราะฉะนั้นแล้วอะไรที่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้เขาสูญเสียความมั่งคั่งได้ง่ายๆเขาจะค่อนข้างกลัวเลยทีเดียว บางคนลงทุนในหุ้นไป จากการเริ่มต้นด้วยเงิน 1 ล้านบาท กลายเป็น 10 ล้านบาท อยู่ๆหุ้นตก…. เหลือมูลค่า 5 ล้านบาท!  อู้ยยย บ่นกันแทบตาย รู้อย่างงี้ขายหุ้นไปก่อนก็ดี แต่เอาจริงๆแล้ว เขารวยขึ้นกว่าเดิมเยอะแล้วนะ จาก 1 ล้านเป็น 5 ล้านก็รวยกว่าเดิมเยอะแล้ว การที่มูลค่าพอร์ตลงมาจาก 10 เป็น 5 ล้าน คือการสูญเสียความมั่งคั่งที่ทำให้รู้สึกแย่กันไม่น้อยเลยเช่นกัน ก็นี่แหระเขาเรียกว่าไม่รวยเหมือนเดิม

6. ปวดหัวกับปัญหามรดก

ปัญหาโลกแตกของคนรวยจริงๆเลยนะครับ คือมีเงินเยอะอ่ะ เวลาชีวิตจะจากไปจากโลกก็กลัวปัญหาเรื่องมรดก และคิดว่าสิ่งที่สร้างเอาไว้จะถูกนำไปใช้อย่างไรเมื่อเขาตายไป พี่น้อง ลูกหลานจะทะเลาะกันเรื่องทรัพย์สมบัติไหมแล้วใครจะรักษาของสะสมมีค่าต่างๆที่เขารักต่อไป ถ้ามีการแบ่งมรดกแจกไปหมดตั้งแต่แรกแล้วใครจะดูแลเขาหลังจากที่ทุกคนได้ทรัพย์สมบัติไปแล้ว เรื่องนี้เห็นประจำเลยนะครับ ก็เห็นแต่ละท่านก็เลยต้องปล่อยวางกันไป อันนี้ก็เป็นปัญหาของคนรวยที่เคยพบเจอและพูดคุยมา

แหม… อันนี้ก็เลยเอามาเล่าสู่กันฟังนะครับ บางคนอาจจะไม่เป็นก็ได้ แต่เผื่อใครมีโอกาสได้เป็นคนที่รวยมากๆจะได้เริ่มวางแผนกันว่าเราจะจัดการอนาคต การวางแผนตัวเรา วางแผนทรัพย์สิน การช่วยเหลือต่างๆและการสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง รวมถึงการจัดการมรดก ให้เราสามารถคนรวยที่พร้อมรับปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้นได้นะครับ

ถึงตรงนี้ ใครพบอาการของการเป็นคนรวยแล้วบ้างครับ?

ซื้อ LTF ก่อนจะสาย: 3ขั้นตอน เลือกยังไงให้โดนใจเรา

ณ ชั่วโมงนี้ คุณหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ LTF จากไหนครับ?

ไม่น่าแปลกใจถ้าคนส่วนใหญ่บอกว่า ไม่ได้หาข้อมูลอะไรมากมาย เอาที่ง่ายๆ สะดวก แล้วก็ซื้อมันซะตอนปลายปี แค่นี้ก็น่าจะพอ

แล้วมันพอจริงๆไหม?

ผมลองตั้งคำถามแบบนี้แล้วกันครับ สมมติว่า

กรณีแรก คุณลงทุนใน LTF ด้วยเงินลงทุน 100,000 บาท ตัดสินลงทุนด้วยการคิดว่า เอาที่ง่ายๆ สะดวก แล้วก็ซื้อมันซะตอนปลายปี ผ่านไป 5 ปีปฎิทิน เงินลงทุนได้ผลตอบแทนขึ้นมาเป็น 133,100 บาท หรือคิดเป็นผลตอบแทน 10% ต่อปี ดูแบบนี้เหมือนจะดีนะครับ

กรณีที่สอง คุณลงทุนใน LTF ด้วยเงินลงทุน 100,000 บาท เหมือนเดิม แต่เพิ่มความเข้มข้นในการหาข้อมูลอย่างจริงจัง หวังจะได้กองทุน LTF ที่เหมาะกับเราและสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่ากองอื่นๆ ผ่านไป 5 ปีปฎิทิน เงินลงทุนได้ผลตอบแทนขึ้นมาเป็น 148,154 บาท หรือคิดเป็นผลตอบแทน 14% ต่อปี

จะเห็นว่า กรณีที่สองได้ผลตอบแทนมากกว่ากรณีแรก 15,000 บาทผมไม่รู้ว่า สำหรับคุณมันต่างไหม แต่สำหรับผมเนี่ย ต่างนะครับ แค่ผลตอบแทนต่อปีวิ่งขึ้นมาอีก 4%

 

จะไปหาข้อมูลยังไง เสียเวลานะครับ กว่าจะเดินเข้าไปขอรายละเอียดมาเปรียบเทียบให้ครบทุก บลจ.

พอได้ข้อมูลมา ก็ต้องมานั่งเปรียบเทียบเองตามที่ตัวเองเข้าใจ ซึ่งอาจจะใช่หรือไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องเราก็ไม่รู้

ผมมีหลักการเลือก LTF ที่คุณควรรู้ตามนี้ครับ

1. ผลตอบแทนต้องดีทั้งในระยะสั้น (ต่ำกว่า 1 ปี) และในระยะยาว (3 ปี 5 ปี) ถ้าจะถามว่า ต้องดูผลการดำเนินงานย้อนหลังนานเท่าไหร่ถึงจะดี? ผมมองว่า ดูมันทั้งระยะสั้น และระยะยาว แต่ระยะยาวสำคัญกว่า เนื่องจาก LTF มีระยะเวลาการถือครองขั้นต่ำคือ 5 ปีปฏิทิน หรือใครซื้อปีแรกที่ปลายปี ก็มีสิทธิเมื่อเวลาผ่านไป 3 ปี ดังนั้น การดูผลการดำนเนิงานย้อนหลัง 3 ปีขึ้นไป เป็นสิ่งที่จะทำให้เราเห็นว่า กองทุนนั้น ในระยะยาวแล้วผู้จัดการกองทุนเก่งขนาดไหนกันแน่ แล้วก็ไปดูไกลๆที่ 5 ปีด้วย นะครับ เผื่อกรณีบางคนลงทุนโดยใช้วิธี Dollar Cost Averaging แน่นอนว่า ระยะเวลาการลงทุนมันจะนานกว่าคนซื้อปลายปีก้อนเดียวอยู่แล้ว

2. ค่าความผันผวน (Standard Deviation) วิธีดู ก็ดู S.D. ยาวๆไปเลยครับซัก 3 ปี ยิ่งตัวเลข S.D. ยิ่งเยอะ แสดงว่า กองทุนนั้นมีความผันผวนสูงกว่าอีกกองโดยเปรียบเทียบ กองทุนที่ดี บริหารความเสี่ยงเก่งๆ ควรจะมีค่า S.D. ต่ำๆไว้ก่อน ใครที่ชอบกองทุนที่ไม่หวือหวา ไม่เสี่ยงมาก ผมแนะนำให้หากองทุนที่มีค่า S.D. ต่ำๆไว้ครับ เอาจริงๆ ถึงแม้คุณจะเป็นคนนักความเสี่ยง ผมก็ยังอยากแนะนำให้เลือกกองทุนที่มีค่า S.D. ต่ำๆอยู่ดี เพราะอีก 5 ปีข้างหน้า ตอนเราขายกองทุน ไม่มีใครรู้หรอกครับว่า ตลาดมันจะผันผวน หรือเป็นอย่างไร ดังนั้นเอาที่มันไม่หวือหวามากจนเกินไปน่าจะตอบโจทย์การลงทุนในระยะยาวมากกว่า

3. Sharpe Ratio อธิบายแบบเข้าใจง่ายก็คือ อัตราส่วนผลตอบแทนเปรียบเทียบกับความเสี่ยง ยิ่งค่า Sharpe Ratio สูง ก็แปลว่า กองทุนนั้นผลการดำเนินงาน เมื่อเปรียบเทียบความผันผวนของตัวเอง ดีกว่ากองทุนอื่นโดยเปรียบเทียบ ด้วยเหตุนี้เอง วิธีการดูค่า Sharpe Ratio ก็ง่ายมากครับ กองทุนไหนค่า Sharpe Ratio สูงๆ แปลว่าดี

แล้วจะไปหาข้อมูลทั้ง 3 ข้อนี่จากไหน?

ผมใช้ Step นี้ครับ

วิธีเลือกลงทุนใน LTF/RMF ให้โดนใจ

Edit2 Infographic Nomura iFund -01

ขั้นที่ 1 กางดู Fund Performance ของ LTF ทั้งตลาด

Screen Shot 2558-11-04 at 15.51.11

ตัดมาเฉพาะ 20 กองทุนแรกที่ให้ค่า Sharpe Ratio สูงสุด

ขั้นที่ 2 เลือกกองทุนผลตอบแทนสม่ำเสมอ , S.D. ต่ำ และค่า Sharpe Ratio สูง

จากตารางแรก ผมเลือก CG-LTF เพราะผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปีดีมาก และ Sharpe Ratio ดีที่สุด เลือก EP-LTF เพราะดีรองลงมา และถ้าดูย้อนหลัง 1 ปี เป็นกองที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกอยู่กองเดียวจาก Top 20 ที่เปรียบเทียบ และเลือก B-LTF เนื่องจากผลตอบแทน 5 ปีย้อนหลังดีที่สุดในตลาด และให้ค่า S.D. ต่ำกว่าอีกสองกองที่เลือกมา

ขั้นที่ 3 เอากองที่เราสนใจไปลองเปรียบเทียบรายละเอียดมากขึ้น

ใส่ชื่อทั้ง 3 กองทุนที่เลือกมา เพื่อดูเปรียบเทียบรายละเอียดของกองทุนที่ลึกขึ้นมาอีกหน่อย

Screen Shot 2558-11-04 at 15.50.53

อย่างเช่นหน้าจอที่ผม Capture มาให้ดู (ใช้ Nomura iFund ในการวิเคราะห์นะครับ) จะเห็น P/E, P/CF, P/BV ของกองทุน ซึ่งสะท้อนนโยบายการลงทุนที่แตกต่าง อย่าง CG-LTF เลือกหุ้นที่เป็น Growth Stocks เพราะ P/E แพง และ P/BV สูงกว่าอีกสองกองทุน ผมชอบหุ้นแนว Growth Stocks และไม่อยากลงทุนในกองทุนที่มีขนาดใหญ่เกินไป เพราะไม่งั้น กองทุนเหล่านั้นจะเลือกลงทุนในหุ้นขนาดเล็กลำบาก แค่นี้ผมก็ได้แล้วครับว่า CG-LTF คือกองทุนที่น่าสนใจสำหรับผมสำหรับการซื้อ LTF เพื่อลดหย่อนภาษีในปีนี้

ที่เหลือก็คือ การติดตามข่าวสาร จับจังหวะการลงทุน  ซึ่งสามารถหาอ่านบทวิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนได้ทุกสัปดาห์ในหลายๆ ช่องทาง ซึ่ง Nomura เองก็มีบทวิเคราะห์กองทุนรวมรายสัปดาห์เหมือนกัน (สามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เลยครับ http://www.nomuradirect.com/e_learning/ltf_rmf_nomura.aspx )

เอ้า!! เลือกง่ายๆ มีประสิทธิภาพขนาดนี้ จะรออะไรกันอยู่ละครับ !!

เปิดบัญชีออนไลน์กับโนมูระ คลิก!

 

บทความนี้เป็นบทความ Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save