คุ้มยิ่งกว่า!! ถ้าซื้อประกันภัยรถยนต์ผ่านโบรคเกอร์นะ รู้ยัง!!!

“รถ” คือ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ถึงแม้ต้องแลกกับเงินที่จ่ายไปเพื่อให้ได้มา แต่ใครหลายคนก็มองว่ามันช่างคุ้มค่าเสียเหลือเกิน

แต่.. ค่าใช้จ่ายสำหรับรถหนึ่งคัน ไม่ได้จบแค่ค่าน้ำมันเพียงอย่างเดียว มันยังมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา ซ่อมแซม ค่าต่อ พ.ร.บ. และค่าใช้จ่ายสำคัญที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงให้รถของเราอย่าง “ค่าประกันภัยรถยนต์” อีกด้วย

ทุกวันนี้ .. หลายๆ คนไม่เคยรู้เลยว่า รถของตัวเองนั้นต้องดูแลรักษาอย่างไร ส่วนหนึ่งมาจากเทคโนโลยีต่างๆ ที่เข้ามาช่วยเหลือในการจัดการ เช่น ระบบควบคุมการแจ้งเตือนต่างๆ ที่ติดตั้งมาให้ในรถยนต์ ซึ่งทำให้ชีวิตของเราสะดวกสบายขึ้น

แต่สิ่งหนึ่งที่เทคโนโลยีช่วยเราไม่ได้ คือ การป้องกันอุบัติเหตุ หรือ เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับรถของเราและตัวเรา ทำให้เราเลือกทำประกันภัยรถยนต์เพื่อลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียทางการเงินที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันหรือไม่ได้มีแผนสำรองไว้ แต่คำถามก็คือ ทุกวันนี้เราใส่ใจในการเลือกทำประกันภัยรถยนต์เพียงพอแล้วหรือยัง

ดังนั้นบทความนี้เลยอยากจะพูดถึงแนวคิดดีๆ ในการเลือกประกันภัยรถยนต์ว่า ทุกวันนี้เราได้เลือกทำประกันภัยให้รถสุดรักของเราอย่างเหมาะสมแล้วหรือยัง?

1. ความคุ้มค่าและคุ้มครองครอบคลุมครบถ้วน

คำว่าคุ้มค่า คือ ค่าเบี้ยที่เหมาะสมกับเงินที่เราจ่าย ค่าเบี้ยประกันภัยไป บางบริษัทเราสามารถจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเริ่มต้นไม่ถึงหมื่นบาท หรือมีโปรโมชั่นที่สามารถเลือกผ่อนได้ 0% อนึ่งที่สำคัญคือต้องคุ้มครองได้ครอบคลุมครบทุกเรื่องที่เราต้องการ

2. ความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงของบริษัทประกันภัย

การทำประกันภัยรถยนต์ทุกครั้งเราต้องดูว่าบริษัทประกันภัยนั้น มีความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงอย่างไรบ้าง หรืออย่างน้อยต้องมีอะไรที่ทำให้เรามั่นใจได้ว่ารถของเราสามารถฝากให้เขาดูแลได้แน่นอน รวมถึงมีอู่ซ่อมรถในเครือตั้งอยู่ใกล้ที่พักอาศัย หรือสะดวกในการเดินทางไปในกรณีต้องการซ่อมหรือไม่

3. ความสะดวกสบาย

เริ่มตั้งแต่การให้คำปรึกษา ไปจนถึงการการติดต่อซื้อประกันภัย อำนวยความสะดวกต่างๆ  เคลมประกันภัย และการต่ออายุ ซึ่งเราต้องมองให้ครบทุกด้านที่เราต้องการเช่นกันครับ ยิ่งมีเคาน์เตอร์บริการสาขาใกล้บ้านยิ่งดี

ปัจจุบันการทำประกันภัยรถยนต์สามารถทำผ่านนายหน้าประกันภัยที่เรียกว่า โบรคเกอร์ ซึ่งมีหน้าที่ให้บริการทางด้านการแนะนำผลิตภัณฑ์และติดต่อกับบริษัทประกันภัยแทนลูกค้า โดยการทำผ่านโบรคเกอร์นั้นจะมีข้อดีตรงที่เราจะได้รับความสะดวกสบาย สิทธิประโยชน์บางอย่าง รวมถึงความคุ้มค่ามากกว่าทำประกันภัยผ่านบริษัทประกันภัยโดยตรง

โดยปกติแล้วโบรคเกอร์ที่ดี ควรจะเป็นนายหน้าที่มีกรมธรรม์ที่หลากหลายของบริษัทประกันภัยชั้นนำหลายๆแห่ง และทำหน้าที่แนะนำข้อดีและข้อด้อยของกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ไว้ให้เราเปรียบเทียบได้ทั้งในเรื่องค่าเบี้ยประกันภัย ความคุ้มครอง และข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยที่เราเองจะไม่ต้องไปเสียเวลาโทรถามบริษัทประกันภัยหลายๆ ที่ให้วุ่นวายอีกต่อไป

อย่าลืมนะครับว่าค่าใช้จ่ายประกันภัยรถยนต์นั้นถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เราต้องพิจารณาให้ดีก่อนที่จะจ่าย เพราะถ้าหากเราเลือกทำประกันภัยรถยนต์ที่เหมาะสมและคุ้มค่า มันแปลว่าเราจะยิ่งเหลือเงินในกระเป๋ามากขึ้นเพื่อจับจ่ายใช้สอยหรือเก็บออมเพิ่มเติมได้มากขึ้นอีก จริงไหมครับ?

สุดท้ายนี้ขอให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคนเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์ได้อย่างถูกใจ และถ้าหากสนใจซื้อหรือต่อประกันภัยรถยนต์ ก็สามารถติดต่อได้ที่เคาน์เตอร์บริการด้านการเงินและโบรคเกอร์ประกันภัย ที่เทสโก้ โลตัส 170 สาขาทั่วประเทศ หรือโทร. 1712 คร้าบบบ ครบ คุ้ม ใกล้ ต้องที่เทสโก้ โลตัส โบรคเกอร์ประกันภัย

Link website เพิ่มเติม http://goo.gl/cNZlHe

บริษัทที่ดี ผู้ถือหุ้นใหญ่จะไม่ขายหุ้นบ่อยๆ

ผู้ก่อตั้งบริษัทหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ถือเป็นบุคคลสำคัญที่เปรียบเสมือนตัวแทนของกิจการ ถ้าผู้ถือหุ้นใหญ่ทยอยขายหุ้นที่ถืออยู่ออกไปเรื่อยๆ พวกเราก็ควรมาวิเคราะห์ต่อแล้วครับ ว่านั่นอาจจะหมายถึงเขาต้องการถือเงินสดเมื่อราคาถึงเป้าหมายจึงขายออกเพื่อรอราคาต่ำลงจึงทยอยซื้อใหม่ หรือในอีกมุมมองหนึ่ง กิจการอาจจะมีความไม่มั่นคง (บรื๋อออออ!!)

การถือหุ้นในกิจการที่เติบโตจะยิ่งช่วยให้ความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นมีมูลค่ามากขึ้น แต่หากกิจการไม่เติบโต ย่อมเป็นไปได้ว่าเจ้าของอาจจะอยากลดการถือหุ้นลง

หุ้นหลายตัวในตลาดฯ อาจจะตกเป็นเป้าหมายของการเทคโอเวอร์ทั้งแบบเป็นมิตรและไม่เป็นมิตร (Hostile Takeover) โดยเฉพาะหุ้นที่สัดส่วนการถือครองหุ้นของผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ในระดับที่ต่ำและมีจำนวนหุ้นที่หมุนเวียนซื้อขายในตลาด (Free Float) สูงเกินไป อาจเป็นเป้าหมายของกลุ่มที่หวังจะเข้ามาเทคโอเวอร์ได้ เนื่องจากสามารถใช้เงินจำนวนไม่มากก็สามารถเก็บหุ้นในกระดานได้ง่าย

ในช่วงที่บริษัทมีปัญหา ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ไม่ได้ขายหุ้นออกไปแต่กลับซื้อหุ้นของตัวเองเพิ่มในกระดาน ยังเป็นการเรียกความเชื่อมั่นให้กับผู้ถือหุ้นและนักลงทุนได้อีกด้วย

หุ้นหลายตัวในตลาดหุ้น ผู้ถือหุ้นใหญ่ ไม่เคยขายหุ้นออกไปแม้แต่ครั้งเดียวแม้เศรษฐกิจหรือตลาดฯจะแย่เพียงใด ตัวอย่างเช่น ทองมา วิจิตรพงศ์พันธ์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) ที่ยังคงถือหุ้นบริษัทตัวเองกว่า 54.59% รวมมูลค่า 41,579.50 ล้านบาท เป็นเศรษฐีหุ้นอันดับที่สองของประเทศ พฤกษา เรียลเอสเตท ยังเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มียอดขายอันดับต้นๆของประเทศและเป็นหนึ่งในหุ้นที่ผลประกอบการเติบโตต่อเนื่องทุกปี แสดงให้เห็นว่ากิจการที่ดี ผู้ถือหุ้นใหญ่จะไม่มีการขายหุ้นตัวเองบ่อยครั้ง

ครับ!! และตอนนี้ StockRadars มีฟังชั่นติดตามพอร์ตของนักลงทุนรายใหญ่และผู้ถือหุ้นใหญ่แล้ว ชื่อเมนูว่า “Top Shareholder” ใครมีแอปอยู่แล้ว แค่ไปกดอัพเดตที่ App Store หรือ Google Play Store หรือถ้าใครยังไม่มีก็ไปโหลดได้เลยฮ้าบบบบบ จะได้ติดตามพอร์ตของรายใหญ่ได้ที่เราเป็นแฟนคลับได้ อิอิ 

ราคาหุ้นตก ทุ่มสุดตัวซื้อเลยดีไหม

มีคำถามเยอะมากจากนักออมหุ้น DCA มือใหม่ที่กำลังผจญภัยในแดนหุ้นสนทยาแล้วพบวิกฤตในใจ เมื่อหุ้นที่เราเลือกลงทุนนั้น ขึ้นอยู่ดีๆแล้วก็ลงถล่มทลายแบบอุ้ยตายว้ายกรี๊ด จากข่าวอันน่าตกใจทั้งหลายในโลกนี้จนหุ้นมันปรับตัวแบบลงมา 10% – 20% ภายใน 1 วัน จะทำอย่างไรดี?

แน่นอนว่าถ้ามาจากสำนักออมหุ้น DCA กับพี่ต้าร์ เจ้าสำนักก็จะแนะนำว่า ก็อย่าไปสนใจราคาหุ้นมันมาก ให้ดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกระทบในแง่มุมฐานของธุรกิจขนาดไหน ถ้าไม่ได้มีอะไรก็ได้ซื้อหุ้นถูกโดยการทำตามวินัยการลงทุนไป ยกตัวอย่างง่ายๆว่าหากอยู่ๆหุ้น Apple จากฝั่งอเมริกาตกจนเป็นเหตุทำให้ หุ้นในประเทศไทยตกกันยกแผง ก็ต้องมานั่งถามตัวเองว่า ถ้าหุ้น Apple ตกนี่มันจะทำให้ คนไม่เข้าไปซื้อไส้กรอกหรือมาม่าในเซเว่น อิเลฟเว่นเลยหรา? การปรับตัวลงของราคาแบบนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับพื้นฐานหุ้นที่เราลงทุนซักหน่อย

ทีนี้ถ้าเรามองว่าพื้นฐานของหุ้นที่เราลงทุนอยู่นี่มันดีโครตๆอยู่แล้ว หุ้นก็ตกแบบฟ้าจรดทราย ปกติลงทุนเดือนละ 5,000 บาท แต่เรามีเงินก้อนอยู่ 50,000 เราจะเอาเงินเก็บของเรามาลงทุนเพิ่มแบบตู้มเดียวให้แบบพอขึ้นแล้วรวยกันฉิบหายกันเลยดีไหม?

ณ จุดที่เรากำลังตัดสินใจมันก็คือช่วยที่เราไม่รู้อยู่ดีว่าหุ้นมันจะขึ้นหรือจะลงต่อ บางครั้งเรามองว่ามันลงมาเยอะแล้ว มันก็อาจจะลงได้อีกก็ได้ แต่ถ้าเหตุการณ์และมุมมองความเลวร้ายมันจบลงไปอย่างรวดเร็วและเกิดแง่มุมดีๆขึ้นมา นักลงทุนก็อาจจะแห่กันซื้อหุ้นกันอย่างบ้าคลั่งจนหุ้นขึ้นมามากกว่าเดิมก็ได้ ทั้งหมดนั้นไม่มีใครคาดการได้หรอกนะครับ ถ้าหากเราตัดสินใจถูกก็ดีไป ตัดสินใจผิดก็ โอ้ยย รู้งี้…. กันทั้งนั้น

กรณีที่หุ้นปรับตัวกลับมาเร็ว

แน่นอนว่าหากเราเจอสถานการณ์หุ้นตกที่มันไม่ได้รุนแรง เกิดในระยะสั้นเท่านั้น แล้วตัดสินใจซื้อด้วยตรงนั้นเป็นจังหว่ะที่ถูกต้อง หุ้นมีการปรับตัวกลับไปในระยะเวลาต่อมาอันสั้น

  • คนที่ซื้อจะบอกว่า : “เป็นไงล่ะ!!!!! ตอนนี้กำไรเพียบ ตัดสินใจถูกแล้ว”
  • คนที่ไม่ได้ซื้อจะบอกว่า : “รู้งี้น่าเอาเงินมาลงช่วงที่มันลงมาเยอะๆ ไม่น่า DCA อย่างเดียวเลย”

กรณีที่หุ้นปรับตัวลงต่อและใช้เวลาในการฟื้นตัว

อย่างว่า พอเราไม่รู้อนาคต ใครจะไปรู้ว่าหุ้นจะปรับตัวลงอีกได้ขนาดไหน มันอาจจะลงซึมยาวเลยก็ได้ บางทีคิดว่าเรื่องเล็กๆ ไปๆมาๆกลายเป็นวิกฤติเลย ถ้าวิกฤตเบาๆก็เป็นปี วิกฤตหนักๆก็หลายปี และเราไม่สามารถเดาได้อยู่แล้วว่าจุดไหนเป็นจุดที่แย่ที่ดี4

  • คนที่ซื้อจะบอกว่า : “รู้งี้ไม่น่าทุมเงินลงไปเลย เสียโอกาสในการซื้อของถูก”
  • คนที่ไม่ได้ซื้อจะบอกว่า : “เรา DCA รายเดือนเลยได้ซื้อหุ้นที่เฉลี่ยตำลงดีกว่าซื้อครั้งเดียว ดีใจที่สุด”

เอาล่ะแล้วซื้อแบบไหนดีที่สุดละเนี่ย?

คำถามนี้ ผมเชื่อว่าเกิดจากความคิดของนักออมหุ้นอยากหาวิธีการสร้างผลตอบแทนสูงสุด แต่สำหรับผมเองก็มีคำตอบในใจคือ

“ไม่รู้… ไม่มีใครรู้อนาคต มันอยู่ที่คุณเองว่าคุณจะบริหารความเสี่ยงอย่างไร”

ลึกๆแล้วผมเชื่อว่าการหากำไรสูงสุดนั้นมันทำได้ยาก แต่ถ้าเราบริหารความเสี่ยงเป็น กำไรอาจจะไม่ได้เยอะเท่ากำไรสูงสุด แต่ก็ประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน ซึ่งทั้งหมดก็ต้องกลับมาวางแผนกลยุทธ์ในการลงทุนของตัวเอง หลักๆก็คือ

  1. สร้างวินัยการลงทุน : เป้าหมายเราคือการออมหุ้น ไม่ว่าหุ้นจะขึ้นจะลงก็ควรซื้อตามแผน
  2. รักษากระแสเงินสดให้มีตลอด : หากทุ่มเงินไปกระแสเงินสดไม่มีก็อาจจะเสียโอกาสการลงทุนในอนาคตก็ได้

ต้องอย่าลืมนะครับว่า การไม่ได้ซื้อหุ้นช่วงลงและหุ้นปรับตัวขึ้นกลับมาที่เดิมในระยะสั้น มันก็แค่เสียดาย แต่ไม่ใจเสียนาน ในขณะที่หุ้นลงซึมระยะเวลายาวแล้วเราดันทุ่มเงินจนขาดโอกาสมาลงทุนเพิ่มช่วงหุ้นลง อันนี้ใจเสียมากกว่าอีก

แต่ถ้าอยากออมหุ้นแบบ DCA เพิ่มจะทำอย่างไร?

ถ้าจะถามเจ้าสำนักในเรื่องของการอยากลงทุนเพิ่มด้วยวิถีการออมหุ้นเพราะพอหุ้นลงแล้วมันคันไม้คันมือจริงๆ ก็อาจจะทยอยลงทุนในอัตราที่เพิ่มขึ้นก็ได้ เช่น ปกติลงทุนเดือนละ 5,000 ก็เอาเงินที่เก็บไว้มาทยอยลงทุนเพิ่มเติมก็ได้เป็น 6,000 – 7,000 หากหุ้นลงไปอีกจะได้ไม่เสียโอกาสในการลงทุนไง

อันนี้ก็เป็นเทคนิคส่วนตัวที่มานำเสนอนะครับ หลายๆคนอาจจะเอาไปผสมผสานกับแนวทางอื่นๆได้ ก็แล้วแต่วิธีการของตัวเองเลย ขอแค่วิธีการนั้นเราใช้ได้ผลและสามารถสร้างความสำเร็จในการลงทุนได้ ก็เลิศเสมอ

เพิ่มพลัง “เงินออม” ยังไง? ให้ชนะทุกเป้าหมายที่ต้องการ

เงินออม

 

เราจะมาเพิ่มพลัง “เงินออม” ให้ฟิตปั๋งกับวิธีออมเงินง๊ายง่ายกันนะคะ เพื่อจะทำให้เรามีเงินเก็บไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉิน มีเงินทุนไปต่อยอดกับธุรกิจในฝัน มีเงินเก็บไว้รักษาพยาบาล มีเงินเก็บไว้ใช้หลังเกษียณ ฯลฯ ถ้าอ่านจบแล้วลงมือทำตาม เงินออมของเราฟิตปั๋งแน่นอนจ้า

 

2 ขั้นตอนเพิ่มพลัง “เงินออม” ให้ชนะทุกเป้าหมายที่ต้องการ

 

ขั้นตอนที่ 1 เริ่มต้นที่การสร้างเป้าหมาย

 

ออมเงิน

 

ถ้าเราตัดสินใจลดความอ้วน เราก็รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้ตนเองผอมลง เช่น ควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย เรื่องการออมก็เหมือนกันนะจ๊ะ ถ้าเรามีเป้าหมายไว้ในใจว่าต้องการ “อะไร” อย่างชัดเจนแล้ว ก็จะรู้ว่าต้อง “ทำอย่างไร” ถึงจะสำเร็จตามเป้าหมายนั้น เป็นวิธีสร้างแรงจูงใจให้เราอยากออมเงินและในวันหนึ่งที่เราเดินหลงทาง ก็จะได้รู้ว่าควรก้าวไปทิศทางไหนต่อไป

 

ตัวอย่าง การสร้างเป้าหมาย

  • ภาพฝันที่เป็นจริง เป็นการสร้างเป้าหมายโดยการแปะรูปภาพความฝันของเราไว้บนกระปุกออมสิน เช่น  ภาพรอยยิ้มของคนในครอบครัว ภาพบ้าน ภาพรถ ภาพแหล่งท่องเที่ยวที่อยากไป เป็นต้น ทุกครั้งที่เราเห็นภาพนี้ก็จะมีแรงกระตุ้น ทำให้อยากหยอดกระปุกออมสินมากขึ้น รู้ว่าจะต้องออมเงินไปเพื่อใครและเพื่ออะไร
  • ทำเป้าหมายให้ชัดเจน ด้วยคำว่า “อะไร เท่าไหร่ เมื่อไหร่” จากนั้นเราก็จะมาเลือกช่องทางการเก็บรักษาเงินที่เหมาะสมกับระยะเวลาของเป้าหมายและความเสี่ยงของตัวเอง เพื่อจะได้สำเร็จตามไปเป้าหมายที่เราวางแผนไว้ เช่น

 

เงินออม

 

หลังจากที่เราเลือกแล้วว่าจะใช้ช่องทางไหนในการเก็บรักษาเงินของเรา ถ้าเรากลัวลืมและต้องการสร้างกำลังใจในการออมเงินให้ตัวเอง อาจจะเขียนข้อความหรือแปะภาพไว้บนสมุดบัญชีก็ได้ เช่น

  • สมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง : เงินฉุกเฉิน
  • สมุดบัญชีฝากประจำ : เงินดาวน์บ้าน
  • ประกันชีวิตแบบบำนาญ , RMF  : เงินเกษียณ

 

ขั้นตอนที่ 2 เริ่มออมเงินทันที

 

ออมเงิน2

 

เมื่อเราสร้างเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็จะต้องลงมือทำทันที “เคล็ดลับของการออม คือ การทำบ่อยๆจนกลายเป็นนิสัย  โดยเริ่มทำจากออมเงินก้อนเล็กๆหลักสิบ หลักร้อย เมื่อเราเห็นเงินมากขึ้นก็จะรู้สึกภูมิใจว่าตนเองก็ทำได้ จากนั้นเราก็อยากจะออมเงินมากขึ้นๆ และอยากเห็นเงินเติบโตไปเรื่อยๆ

 

ตัวอย่าง 6 วิธีออมเงินง๊ายง่าย

 

1.เพิ่มเงินออมในที่ทำงาน

สวัสดิการส่งเสริมเรื่องการออมเงินในที่ทำงานเพื่อเก็บเงินไว้ใช้หลังเกษียณของแต่ละที่ก็จะแตกต่างกัน หากใครทำงานข้าราชการก็จะมี กบข. ส่วนคนที่ทำงานเอกชนก็จะมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและประกันสังคม ซึ่งเราสามารถเพิ่มเงินออมต่อเดือนได้สูงสุดถึง 15% ของรายได้ แล้วยังสามารถเลือกนโยบายการลงทุนได้อีกด้วยว่าต้องการผลตอบแทนต่ำ ปานกลางหรือว่าสูง ถ้าต้องการรู้รายละเอียดว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง สอบถามได้ที่แผนกทรัพยากรบุคคลในที่ทำงานของเรานะจ๊ะ

 

2.ตั้งกลุ่มออมเงิน

เป็นการสร้างบรรยากาศ สร้างกำลังใจและแรงกระตุ้นให้แต่ละคนอยากออมเงิน เริ่มด้วยการชวนคนในครอบครัวหรือชวนเพื่อนที่ทำงานมาออมเงินไปด้วยกัน อาจจะเพิ่มความสนุกให้มากขึ้น ด้วยการสร้างธีมในการออม เช่น ทำตารางออมเงินรายสัปดาห์ , หยอดเงิน 50% ของราคากาแฟหรือค่าขนม , การเก็บแบงค์ 50 , เก็บเศษเหรียญ , ออมเงินวันละ 20 บาท เป็นต้น

 

ตัวอย่าง แก๊งออมเงินในที่ทำงานผลงานของแก๊งอื่นดูได้ที่ลิงค์ใต้ภาพนะจ๊ะ

แก๊งออมเงิน

ดูผลงานของแก๊งอื่นได้ที่ https://goo.gl/hjLTho

 

3.เปลี่ยนหวยเป็นเงินออม

เหมาะกับคนที่ชอบลุ้นเลข แล้วเงินต้นอยู่ครบ และถ้าไม่ถูกรางวัล ครบ 3 ปีก็ยังได้รับดอกเบี้ย ปัจจุบันมี 2 ทางเลือก คือ

  • สลากออมทรัพย์ ธกส. ราคาหน่วยละ 100 บาท  ระยะเวลา 3 ปี เปิดขายเป็นช่วงๆ
  • สลากออมสิน ราคาหน่วยละ 50 บาท ระยะเวลา 3 ปี เปิดขายตลอดเวลา

 

4.การฝากประจำปลอดภาษี

เป็นการสร้างวินัยการออมเงินด้วยวิธีฝากอัตโนมัติ “ออมก่อนใช้จ่าย”  เมื่อเงินเดือนเข้าบัญชีปุ๊บ เราก็จะแบ่งเงินออกมาเก็บไว้ที่บัญชีฝากประจำทันที ด้วยจำนวนเงินเท่าๆกันทุกเดือน เมื่อฝากจนครบกำหนด  เราก็จะได้รับเงินก้อน ที่สำคัญยังได้รับดอกเบี้ยสูงกว่าการฝากทั่วไปอีกด้วย

 

ตัวอย่าง การฝากประจำทำทุกเดือน

เงินออม

ตัวอย่างการออมเงินทั้งหมดได้ที่ https://goo.gl/WiyG3C

 

5.เงินออมน้อยก็เริ่มลงทุนได้

ถ้าเราต้องการหาช่องทางเก็บเงินให้เติบโตด้วยการลงทุน เริ่มต้นง่ายๆที่ “กองทุนรวม” เพราะเงินน้อยหลักร้อยก็เริ่มลงทุนได้ โดยมีผู้จัดการกองทุนรวมที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยดูแลเรื่องการลงทุน แต่ก่อนจะเริ่มลงทุน นอกจากหาความรู้แล้วยังต้องทำแบบทดสอบความเสี่ยง เพื่อจะได้เลือกกองทุนรวมให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้

 

6.มีหนี้ก็มีเงินออมได้

คนที่มีหนี้สินก็ออมเงินได้นะจ๊ะ แต่ก็ต้องดูว่าหนี้ของเราอยู่ในระดับไหน เริ่มจากแบ่งเงินรายได้ออกเป็น 3 ส่วน คือ เงินออม หนี้สิน และรายจ่ายส่วนตัว ว่าแต่ละส่วนนั้นมีเท่าไหร่ เพื่อจะได้รู้ว่าปัจจุบันตนเองมีสถานะการเงินเป็นบวกหรือว่าติดลบ พร้อมทั้งหา

เคล็ดลับพักเงินออมหุ้นที่คุ้มค่าที่สุด ของต้าร์ กวิน

วันนี้ผมมีเทคนิคที่จะเพิ่มความมั่งคั่งจากการลงทุนมาฝากนะครับ เป็นเคล็ดลับส่วนตัวที่ไม่เคยบอกใคร เชื่อไหมครับว่าทุกๆ คนสามารถใช้ให้เป็นประโยชน์ในการออมหุ้นได้เช่นกัน

สงสัยแล้วใช่ไหมครับว่าจะทำได้อย่างไร? มาดูกันเลยครับ ไม่ยากอย่างที่คิดแน่นอน เพราะความลับมันอยู่ที่ “การบริหารเงินออมครับ” ต่อให้เราจะออมหุ้นเท่าไร แต่สิ่งสำคัญที่เราใส่ใจคือการบริหารเงินออมให้ได้ผลตอบแทนสูงเช่นเดียวกัน

ทีนี้..เรามาเริ่มจาก Model ของการบริหารเงินกันก่อนนะครับ

ลำดับแรกเลย ทุกคนมี รายรับ แน่นอนล่ะว่าเราจะต้องแบ่งรายรับส่วนหนึ่งออกมาเป็นเงินออม ซึ่งบางส่วนของเงินออมนั้น สำหรับตัวผมเองจะนำไปใช้ในออมหุ้นในทุกๆ เดือน

ส่วนที่เหลือจากการออม เหลือเท่าไรก็นำไปใช้เป็นรายจ่ายได้ ซึ่งหลักการตรงนี้เราสามารถต่อยอดเพื่อเพิ่มความมั่งคั่งในการบริหารเงินได้เช่นเดียวกันครับ

แต่ความลับที่ผมจะบอกก็คือ

เราจะต้องตั้งโจทย์ให้ตัวเองก่อนว่า เราจะเอาเงินที่อยู่ในกระเป๋าเราไปไว้ที่ไหน ก่อนที่ใช้จ่ายออกไปตามเวลาที่กำหนด?

และคำตอบก็คือ “ก็เอาไปไว้ที่แหล่งพักเงินที่ให้ผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงต่ำยังไงล่ะ!” และที่สำคัญ แหล่งพักเงินที่เราเลือกนั้นจะต้องเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุด เพราะเราต้องสามารถนำเงินออกมาจากแหล่งพักเงินเมื่อไหร่ก็ได้ และต้องได้คืนครบทั้งจำนวนเมื่อต้องการนำมาใช้ เช่น เงินฝากออมทรัพย์ กองทุนตลาดเงิน หรือ กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น และถ้าเป็นเงินฝากออมทรัพย์ ตัวผมเองนั้นตัดสินเลือกที่ บัญชี ME โดยไม่ต้องคิดมากอะไร เพราะมีโอกาสได้ดอกเบี้ยสูงสุดถึง 2.55% ต่อปี หากเราฝากมากกว่าถอนในแต่ละเดือน  และข้อดีของบัญชี ME คือความสะดวกสบายที่เราสามารถทำธุรกรรมผ่านเว็บไซต์ หรือสั่งทำธุรกรรมตลอด 24 ชั่วโมง ทาง Call center ได้

ต่อมา เรามาย้ำแผนการบริหารเงินออมของเราอีกสักครั้งนะครับ

เงินออม : วางไว้แล้วได้ดอกเบี้ยสูงสุด สามารถเรียกใช้เมื่อไหร่ก็ได้

เงินลงทุน : ก่อนหน้าเราจะลงทุนก็สามารถนำไปพักในที่ๆ ให้ผลตอบแทนสูงก่อนได้

ค่าใช้จ่าย : เราอาจจะรูดบัตรเครดิตไปก่อน แล้วเอาเงินที่รอชำระไปฝากไว้แล้วค่อยจ่ายคืนในวันที่ครบกำหนดชำระ

เรามาดูตัวอย่างกันเลยดีกว่า สมมุติว่า เงินเดือนผมออกวันที่ 1 ของทุกเดือน เป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท

ผมจะแบ่งเป็นจำนวนเงินตามนี้

  • เก็บเงินติดกระเป๋าเอาไว้ใช้เป็นค่าใช้จ่ายทั่วไปที่รูดบัตรเครดิตไม่ได้อีก 5,000
  • ผมจะต้องเอาเงินไปลงทุนโดยการออมหุ้นเป็นจำนวนเงิน 30,000 บาทในทุกๆวันที่ 20 ของเดือน
  • และในระหว่างเดือนผมมีค่าใช้จ่ายจิปาถะเป็นจำนวนเงิน 10,000 บาท ซึ่งต้องจ่ายผ่านบัตรเครดิตในวันที่ 30 ของเดือน
  • และเงินที่เหลืออีก 5,000 บาท ออมเอาไว้เผื่อฉุกเฉิน

ทีนี้.. ผมจะวางแผนบริหารเงินออมให้ได้ประโยชน์สูงสุดโดยการนำเงินไปฝากไว้ใน บัญชี ME ซึ่งในกรณีนี้ ผมจะแบ่งเงินออกมาเป็น 2 ส่วน

  • ส่วนที่ติดกระเป๋าเป็นจำนวน 5,000 บาท
  • ส่วนที่ฝากเอาไว้ในบัญชี ME ดังนี้
    • วันที่ 1-20 จะมีเงินใน ME จำนวน 45,000
    • วันที่ 21-30 จะมีเงินใน ME จำนวน 15,000 บาท

ลองมาคำนวณกันดูนะครับว่าผมจะได้ผลตอบแทนต่อเดือนเพิ่มขึ้นมาเท่าไหร่

วิธีการคำนวณดอกเบี้ยของผม คือคำนวณจากเงินที่คงอยู่ในบัญชี ME ดังนี้

  • 45,000 x 2.55% x 20วัน /365 = 62.87
  • 15,000 x 2.55% x 10วัน /365 = 10.48

*หมายเหตุ : ดอกเบี้ยในที่นี้ยังไม่รวมกับเงินออมฉุกเฉิน ที่ออมไว้ทุกเดือน เดือนละ 5,000 บาท

เห็นความแตกต่างบางอย่างไหมครับ? การฝากเงินในบัญชี ME ให้ผลตอบแทนสูงสุดถึง 73.35 บาท!! ต่อเดือน ให้คิดเล่นๆอีกครับว่า ถ้าเงินที่เราฝากไว้ในนั้นมีจำนวนมากพอสมควร แล้วนำมาบวกกับผลตอบแทน 2.55% จะได้ดอกเบี้ยเยอะ  ซึ่งตัวเลขที่ผมให้ดูนั้นเป็นการคำนวณคร่าว ๆ แต่ทุกท่านสามารถเข้าไปดูการเคลื่อนไหวของดอกเบี้ยในบัญชีได้ทุกวัน ๆ เลยนะครับ (ดีตรงนี้ล่ะ) นี่แหละครับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราสามารถนำมาบริหารเงินออมต่อยอดจากการลงทุนได้ เพียงแค่เรารู้ว่าเงินของเราควรจะเอาไปวางไว้ที่ไหน ถ้าไม่มีแผนอะไรก็สามารถวางไว้นานๆ ได้เลยครับ ยิ่งถ้ารู้ว่าเงินจะถูกนำไปใช้ทำอะไรก็วางเท่าไว้ตามเวลาที่เอื้ออำนวย ถึงเวลาก็ถอนไปใช้ อย่างน้อยก็ได้ดอกเบี้ยนะครับ จริงอยู่ที่ว่าแรกๆเราอาจจะเห็นว่าเงินมันน้อยมาก แต่มันก็คือเงินใช่ไหมล่ะครับ? ลองสะสมไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็เพิ่มมากขึ้นเองครับ เผลอๆ ได้มาอีก 1,000 – 2,000 บาทก็เอามาซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นเพิ่มได้อีกด้วย

สุดท้ายนี้ผมจะขอมอบแก้ว 3 ประการเอาไว้ให้ทุกท่านเป็นหลักการในการต่อยอดการบริหารเงินนะครับ

  1. เราจะต้องรักษากระแสเงินสดไว้กับตัวเราให้นานที่สุด
  2. เราจะต้องนำเงินสดที่มีภาระอยู่ไปไว้ในที่ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดบนความเสี่ยงที่ต่ำที่สุดครับ
  3. เราจะต้องจ่ายเงินออกอย่างมีวินัย โดยไม่เสียดอกเบี้ยและลงทุนตามระบบที่วางไว้

ดังนั้น.. อย่าลืมลองนำบัญชี ME ไปปรับใช้ในกลยุทธ์ในการบริหารเงินและการลงทุนของทุกคนนะครับ เพราะแค่เปลี่ยนที่พักเงินไปไว้ในที่ที่ปลอดภัย สะดวกสามารถฝาก-ถอนได้ตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถดูการงอกเงยของดอกเบี้ยได้ทุกวัน เราก็จะสร้างความมั่งคั่งพร้อม ๆ กับความมั่นใจในการบริหารเงินและการลงทุนของเราได้เป็นอย่างดีครับ

บทความนี้เป็นบทความ Advertorial

5 ศาสตร์แห่งการใช้บัตรเครดิต แบบชีวิตจริง!!!

“คุณพรี่หนอมคะ สนใจมีบัตรเครดิตไหมคะ ตอนนี้อนุมัติง่ายมาก แค่มีบัตรประชาชนก็ได้แล้วค่ะ” มิตรสหายขายบัตรเครดิตท่านหนึ่งกล่าวถามผมด้วยคำถามสบายๆ ชวนให้จิตใจไหวหวั่นอยากจะมีบัตรเครดิตกับเค้าสักใบ แต่นับๆดูก็ปาไป 4-5 ใบแล้วนะที่มีเนี่ยยยย

พอเมื่อผมคิดได้แบบนั้น… ก็เลยตัดสินใจทำบัตรเครดิตเพิ่มอีกใบ เพราะของแถมมันล่อตาล่อใจเสียเหลือเกิน (เห้ย!อะไรกันวะเนี่ย) แต่!!! ที่ผมกล้าพูดแบบนี้ เพราะว่าผมมีเคล็ดลับที่ช่วยให้ใช้บัตรเครดิตอย่างมีความสุขได้ง่ายๆ โดยที่ไม่ต้องมองว่ามันเป็นภัยร้ายกลายเป็นหนี้ หรือไปถึงขั้นตัดบัตรทิ้ง (เอ่อ.. พี่ตัดบัตรแล้วพี่จะสมัครทำไมครับ)  เพราะทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากเทคนิคง่ายๆ 5 ข้อ ผมขอรับรองเลยครับว่า ถ้าทำได้ตามนี้… ไม่มีวันที่หนี้บัตรเครดิตจะมาทำร้ายเราได้อย่างแน่นอนครับ

โดยเทคนิคง่ายๆในการใช้บัตรเครดิต 5 ข้อที่ผมจะแชร์ให้ฟังในบทความนี้ มันคือ นับวันดี-อย่าเป็นหนี้-มีให้ครบ-จบให้เป็น-เห็นข้อมูล  เอาล่ะ.. เรามาดูกันทีละข้อดีกว่าว่ามันหมายความว่าอย่างไร

1. นับวันดี คือ การรู้จักวันที่เกี่ยวข้องทั้งหมดของบัตรใบนั้นๆ

ได้แก่ วันตัดบัญชี และ วันกำหนดจ่ายชำระ ซึ่งจะสามารถทำให้เราวางแผนการจ่ายเงินได้ง่ายๆ ตามแต่ละวัน มาทำความรู้จักกันดีกว่าครับว่า มันคือวันอะไรบ้าง?

วันตัดบัญชี คือ วันตัดยอดบัตรเครดิต ซึ่งยอดที่ตัดบัญชีนี้คือยอดที่เราต้องจ่ายในวันกำหนดจ่าย
วันกำหนดจ่าย คือ วันสุดท้ายที่ต้องจ่ายชำระหนี้ มิฉะนั้นจะต้องเสียดอกเบี้ยบัตรเครดิต ชะละล่า

ถ้าหากจัดการวางแผนดีๆ แล้วล่ะก็ เราจะมีระยะเวลาปลอดดอกเบี่ยสูงสุดประมาณ 45-50 วันตามเงื่อนไขของบัตรแต่ละแห่งครับ

ตัวอย่างเช่น บัตรของธนาคาร Aommoney มีวันตัดรอบบัญชีในวันที่ 15 ในทุกเดือนและมีวันกำหนดจ่ายในวันที่ 1 ของุเดือนถัดไป

ถ้าเราใช้บัตรเครดิตในวันที่ 20 สิงหาคม 2558 ยอดนี้จะกลายเป็นยอดที่ต้องจ่ายของรอบเดือนกันยายน (16 สิงหาคม – 15 กันยายน) ที่จะต้องครบกำหนดจ่ายในวันที่ 1 ตุลาคม แต่ถ้าเกิดเราใช้บัตรเครดิตก่อนวันที่ 15 สิงหาคม 2558 ยอดนี้จะถูกเรียกเก็บในวันที่ 1 กันยายน 2558 ทันทีคร้าบ

เห็นไหมล่ะครับว่า ถ้าเรา วางแผนดี อดใจไปอีก 5 วันก็ยืดเวลาการจ่ายชำระได้อีกเดือนกว่าๆ แบบสบายๆ แต่อย่าลืมนะครับว่า ยืดแล้วก็ต้องจ่ายให้ถูกต้องครบทุกงวด เพราะปัญหาของการยืดเวลาบริหารการเงินแบบนี้ ถ้าเป็นหนี้ขึ้นมาจะลำบากมากเลยล่ะคร้าบ และนั่นคือที่มาของเคล็ดลับข้อที่ 2 อย่าเป็นหนี้!

2. อย่าเป็นหนี้ แปลว่า อย่าเป็นหนี้

แหม่แปลได้ตรงตัวเป๊ะๆ เลยครับพรี่หนอม ต่อให้เราจะนับวันดีแค่ไหน แต่ถ้าเราพลาดท่าเป็นหนี้ขึ้นมาเมื่อไร สิ่งที่เราสร้างมาก็จะจบลงทันที

อย่าลืมนะครับว่า บัตรเครดิตนั้นมีไว้เพื่อความสะดวกในการจ่ายชำระเท่านั้น แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะใช้มันได้ฟรีๆโดยไม่มีความเสี่ยงอะไร ดังนั้นท่องเอาไว้ว่า เราต้องจ่ายชำระเต็มจำนวนทุกครั้ง และควบคุมใจให้ดีไม่ให้ใช้จ่ายเกินตัว จะมีปัญหาได้ครับ

เพราะถ้าเกิดเราจ่ายไม่ตรงเวลา หรือจ่ายเพียงแค่ขั้นต่ำ 10% ดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่มีนั้นจะกลายเป็นมหันตภัยร้ายทำลายเรานะครับ เพราะ การคิดดอกเบี้ยไม่ได้คิดจากวันที่ตัดยอด แต่จะคิดตั้งแต่วันแรกที่เรารูดบัตรเพื่อเปิดใช้ และจะคิดไปจนกว่าการจ่ายชำระจะครบถ้วนในรอบต่อไป ขอยกตัวอย่างวิธีการคำนวณง่ายๆ ตามนี้ครับ

นายเกรย์แมน ทำบัตรเครดิตธนาคาร Aommoney มีวันตัดรอบบัญชีในวันที่ 15 ในทุกเดือนและมีวันกำหนดจ่ายในวันที่ 1 ของุเดือนถัดไป โดยมีอัตราดอกเบี้ยจำนวน 20% ต่อปี

วันที่ 1 สิงหาคม นายเกรย์แมนรูดบัตรไปใช้จำนวน 20,000 บาท เพื่อซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ เมื่อวันครบกำหนดชำระ นายเกรย์แมนตัดสินใจจ่ายขั้นต่ำ (10%) คือ 2,000 บาทในวันที่ 1 กันยายน สิ่งที่นายเกรย์แมนจะประสบพบเจอก็คือ

ดอกเบี้ยส่วนแรก:  คิดจากยอดตั้งแต่วันใช้จ่าย (1 สิงหาคม) ไปจนถึงวันสรุปยอดค่าใช้จ่าย (15 สิงหาคม) คึอ 20,000 x ดอกเบี้ย (20%) x 15 วัน / 365 = 164.38 บาท

ดอกเบี้ยส่วนที่สอง: คิดจากยอดค้างชำระ นับตั้งแต่วันที่ชำระขั้นต่ำ (1 กันยายน) ไปจนถึงวันสรุปยอดค่าใช้จ่ายเดือนถัดไป (15 กันยายน) คือ 18,000 x ดอกเบี้ย (20%) x 15 วัน / 365 = 147.94 บาท

ดังนั้น วันที่ 15 กันยายน ยอดที่นายเกรย์แมนเป็นหนี้ คือ 18,000 + 164.38 + 147.94 = 18,312.32 บาท และถ้านายเกรย์แมนยังจ่ายขั้นต่ำต่อไป ดอกเบี้ยก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแบบไวชนิดที่ใจหายเลยล่ะครับ

พูดก็พูดเถอะครับ โชคชะตาคนเรามันก็ย้อนแย้งแกล้งรัก บอกว่าไม่ให้เราใช้จ่ายเกินตัว แต่พี่ๆธนาคารเจ้าของบัตรเครดิตทั้งหลายกลับออกวงเงินให้สูงถึง 3-5 เท่าของรายได้ อยู่ที่ว่ารายได้ใครจะเยอะแค่ไหน แล้วแบบนี้จะไม่ให้ใช้ได้อย่างไรล่ะครับ!! 

ดังนั้น.. วิธีป้องกันการใช้จ่ายเกินตัวง่ายๆที่ผมเลือกใช้ คือ การโอนเงินสดเข้าบัญชีพักไว้ทุกครั้งที่ใช้ เปรียบเสมือนกับการจ่ายเงินล่วงหน้าให้กับค่าบัตรเครดิต ซึ่งวิธีนี้ป้องกันได้ดีมากๆเลยล่ะครับ เพราะถ้าใช้ไม่ดีเงินหมดก็จะลำบากอย่างแน่นอน หรืออีกวิธีหนึ่งก็คือ กำหนดจำนวนเงินใช้จ่ายให้แน่นอนไปเลยครับ เช่น เดือนละ 10,000 บาท แล้วโอนเงินฝากธนาคารรอไว้เลยแบบนี้ก็ตัดปัญหาได้ดีทีเดียวครับ

3. มีให้ครบ

บัตรเครดิตทุกวันนี้มีให้เลิอกหลายเจ้ามากมาย แถมยังมีตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของชีวิต มีหลายคนบอกว่า ให้ใช้บัตรไปเดียวก็พอเพื่อควบคุมการใช้จ่าย ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีและง่ายๆสำหรับคนที่ไม่มีวินัยทางการเงินครับ แต่สำหรับผม จะแยกกันใช้ตามไลฟ์สไตล์ของตัวเองว่า ถ้าเป็นเติมน้ำมันใช้บัตรนี้คุ้ม ถ้าเก็บสะสมไมล์ใช้บัตรนี้เลย หรือถ้ากินเที่ยวก็ใช้อีกบัตร เพื่อสิทธิประโยชน์สูงสุดที่จะได้รับครับ

ประเด็นสำคัญตรงนี้คือ เราต้องรู้ก่อนครับว่า ไลฟ์สไตล์ของเรานั้นเป็นแบบไหน และมีอะไรที่สามารถใช้จ่ายผ่านบัตรได้บ้าง หลังจากนั้นก็แบ่งแยกและ

การออมหุ้นแบบฟรีแลนซ์ทำง่ายๆได้อย่างไร!

มีเพื่อนๆสอบถามมาเยอะมากกว่า วิธีการออมหุ้นแบบ DCA นั้นมันน่าจะเหมาะสมกับกการเป็นพนักงานทำงานประจำที่ได้เงินเดือนอย่างสม่ำเสมอ แต่กรณีของคนที่เป็นคนทำงานไม่ประจำ รายได้ไม่คงที่จะสามารถออมหุ้นได้หรือเปล่า? วันนี้ผมจะมาแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวให้ฟังกันนะครับ

การออมหุ้นแบบ DCA นั้น วิธีการก็คือเราจะหักเงินจำนวนเท่าๆกันในส่วนที่เรากันเงินออมเพื่อนำไปลงทุนแบบประจำ เช่น เดือนละ 5,000 บาท เมื่อเงินเดือนออกก็นำไปซื้อเดือนละครั้งอย่างเป็นวินัย แต่สิ่งที่คนทำงานไม่ประจำก็คือ รายได้จะเข้ามาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ และไม่แน่ใจว่าจะเข้ามาด้วยเงินเท่าไหร่ในแต่ละครั้ง

ตารางนี้เป็นตัวอย่างของรายได้ของมนุษย์เงินเดือนเทียบกับมนุษย์ฟรีแลนซ์นะครับ นี่แหละเลยเป็นข้อสงสัยของเพื่อนๆที่ทำฟรีแลนซ์ว่าแล้วรายได้ไม่เท่ากันจะออมหุ้นเท่าๆกันได้ยังไง?

จากตารางสมมติของผมหลายๆคนอาจจะบอกว่า การเป็นมนุษย์ฟรีแลนซ์เอาแน่เอานอนเรื่องรายได้ยากจัง บางเดือนมีเงินมาออมหุ้น บางเดือนก็ไม่มี แล้วจะทำอย่างไรให้สามารถลงทุนแบบ DCA ได้ล่ะ? จริงๆแล้วประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ “การมีรายได้ประจำ” แต่มันอยู่ที่ “การจัดสภาพคล่องทางการเงินให้เราลงทุนได้รายเดือน” ต่างหากๆๆๆ

เพราะฉะนั้นแล้วการเป็นมนุษย์ฟรีแลนซ์อาจจะต้องจัดการสภาพคล่องทางการเงินของตัวเองมากขึ้นนะครับ โดยปกติผมจะใช้วิธีการประเมินรายได้ของตัวเองในปีที่แล้วและก็คำนวณดูว่ารายได้ของเราพอลงทุนได้ต่อปีเท่าไหร่ คิดเป็นต่อเดือนเท่าไหร่ ส่วนใหญ่คนที่ทำงานไม่ประจำนั้นจะสามารถสร้างรายได้ให้ตัวเองมากขึ้นในแต่ละปีเหมือนมนุษย์เงินเดือนอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น

  • คำนวณดูจากปีที่แล้วมีรายได้ 840,000 บาท
  • คิดว่าสามารถออมหุ้นได้กี่ % ก็สามารถจัดไปเลยที่ตัวเลขนั้นนะครับ เช่น 10% คือ 7,000 บาทต่อเดือน แต่ในตัวอย่างผมจะออมเดือนละ 10,000 บาทเลย แต่ต้องคำนวณให้เหมาะสมกับตัวเราเองนะครับ
  • ตัวเลขต่อเดือนเราสามารถปรับขึ้นลงได้ตามการกะเกณฑ์ของเรานะครับ ขอให้เป็นตัวเลขที่คิดว่าเหมาะสมที่จะสร้างวินัยในการลงทุนได้

วางแผนการลงทุนแบบฟรีแลนซ์ดังนี้นะครับ

  1. คำนวณค่าใช้จ่ายรายเดือนของเราให้ดีว่าเราต้องใช้จ่ายเท่าไหร่บ้าง ในความเป็นจริงในแต่ละเดือนอาจจะไม่เท่ากันตามสมมติฐานที่เราคำนวณไว้ก็ได้นะครับ
  2. เราจะได้เงินออมมาก้อนหนึ่งให้เราเอาไปออมหุ้นตามแผนนะครับ ที่เหลือเอาไปออมสะสมไว้ที่ กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อพักเงินครับ

ตัวอย่างจะเห็นว่า

  • การที่เราสร้างเงินออมสะสมไว้นั้นจะทำให้เราสามารถแก้ปัญหาในเรื่องของทั้ง ค่าใช้จ่าย และ การนำเงินมาออมหุ้นอย่างมีวินัยได้ครับ
  • เดือนกุมภาพันธ์และเดือนเมษาคนแม้เราไม่มีรายได้เลย แต่ก็ยังมีค่าใช้จ่ายเราก็สามารถนำเงินออมสะสมมาใช้จ่ายได้ แถมยังสามารถเอาเงินมาออมหุ้นได้ด้วยนะครับ (เดือนเมษาค่าใช้จ่ายเยอะก็ยังมีจ่ายได้)
  • เมื่อเงินสดสำรองมากขึ้นเราก็สามารถบริหารสภาพคล่องได้และคำนวณได้ว่าเราจะต้องวางแผนการหาเงินภายใต้ระยะเวลาเท่าไหร่ อย่างเช่นในเดือน พฤษภาคมเรามีเงินออมสะสมอยู่ 170,000 บาท ซึ่งเรามีค่าใช้จ่ายและแผนการออมหุ้นรวมแล้วเดือนละ 20,000 บาท แสดงว่าเรามีเงินสดสำรองเพียงพอสำหรับหาเงินเพิ่มได้ประมาณ 8 เดือนครับ
  • ในกรณีที่เรามีเงินสดสำรองมากขึ้นเรื่อยๆ จนเรารู้สึกว่ามันเสียโอกาสในการลงทุนเพิ่มถ้าเงินกองเงินไว้พักเฉยๆ ก็อาจจะพิจารณาในการเพิ่มเงินลงทุนต่อเดือนได้ จาก 10,000 เป็น 15,000 – 20,000 และเพิ่มขึ้นได้ตราบที่เรามองว่าสภาพคล่องทางการเงินของเรายังบริหารได้ดี ไม่ต้องเร่งหาเงินจนเกินไป

นี่ก็เป็นตัวอย่างของการออมหุ้นของผมนะครับในฐานะที่ทำฟรีแลนซ์ด้วย วิธีการนี้ยังสามารถนำไปใช้กับการวางแผนภาษีด้วยนะครับ เช่น การซื้อ LTF & RMF ได้ แต่จะพลิกแพลงวิธีการอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองนะครับ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้เลย ลองดูเลย

เลือกและลงทุนกับกองทุน Health Care อย่างไรให้ได้ผลตอบแทน

สวัสดีครับ มาพบกับผม หมอนัท คลินิกกองทุนกันอีกครั้งครับ ช่วงนี้มีคำถามที่ ถามเข้ามากันบ่อย ๆ เป็นข้อสงสัยที่ต้องการคำตอบ เพราะเป็นเรื่องที่คนกำลังให้ความสนใจกันอยู่ค่อนข้างมากครับ

คำถามที่ว่าคือ

  • กองทุน Health Care ดีไหมครับ/ ดีไหมคะ ?
  • แล้วซื้อกองทุนของที่ไหนดี ?
  • จะซื้ออย่างไหร่ ?  จะซื้อเมื่อไหร่ดี ?
  • ต้องซื้อไปจนถึงเมื่อไหร่ ?
  • ซื้อแล้วจะได้ผลตอบแทนที่ดีไหม ?

ถามกันเกือบทุกครั้งที่ผมไปบรรยาย หรือ ถามทุกครั้งที่เจอกับผม ถามกันเป็นชุด ๆ เหมือนเป็นคำสร้อยที่ต้องมีต่อท้ายประโยค หรือ ถามกันมาเป็นชุด แบบ happy meal !!

แต่ก่อนที่จะไปตอบคำถามเหล่านี้ พร้อมกับข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะในการซื้อกองทุนประเภทนี้จากผม

เรามารู้จัก กองทุน Health Care กันซักนิด เพราะว่าอาจจะมีบางท่านที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน

เนื่องจากอีกประมาณ 30-40 ปีข้างหน้านี้ สังคมผู้สูงอายุเริ่มใกล้เข้ามา แนวโน้มของประชากรผู้สูงอายุทั่วโลกมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่า ในปี 2050  จำนวนประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปี จะเพิ่มขึ้นเป็น 2,000 ล้านคน หรือคิดเป็น 23% ของประชากรโลก คนแก่ประมาณ ⅕ ของโลก!!!

พอจะนึกภาพกันออกใช่ไหมครับว่า ถ้าจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ และยิ่งคนในประเทศที่พัฒนาแล้ว จะยิ่งมีการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อชะลอวัย หรือ ยืดอายุออกไป ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะมีค่าใช้จ่ายทางสุขภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ในแง่ของกำลังซื้อ ประชากรในประเทศพัฒนาแล้ว หรือ ประเทศกำลังพัฒนาในยุคถัดไป หรืออีกประมาณ 30 ปี คนที่ใช้ยา หรือ ต้องการยืดอายุ คนในกลุ่มนี้ยังมีฐานะการเงินค่อนข้างดีอีกด้วย เรียกได้ว่ากลุ่ม HealthCare นี้เป็น Mega Trend อย่างแท้จริงครับ เพราะว่าไม่มีใครหลีกเลี่ยงความแก่ได้เลย และยังต้องใช้เงินเยอะมากขึ้นในการรักษาพยาบาลอีกต่างหาก

ดังนั้น คำถามที่ว่า กองทุน HealthCare ดีไหมนั้น ผมขอตอบสั้น ๆ เลยว่า “ดี”

จึงเป็นที่มาของกองทุน HealthCare ต่าง ๆ มากมาย ที่บลจ.ทั้งหลาย ทยอยกันออกกองทุนมาเรื่อย ๆ ครับ ปัจจุบันน่าจะมีเกิน 8-9 กองทุนแล้ว โดยแต่ละกองทุนเองก็มีจุดเด่นที่ไม่เหมือนกัน เช่น บางกองทุนชอบลงทุนกับบริษัทยา, บางกองทุนเลือกลงทุนกับกลุ่ม Biotech บางกองทุนลงทุนต่อในอีกกองทุน หรือบางกองทุนก็เน้นเลือกหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูง และมีการปรับสัดส่วนที่ค่อนข้างบ่อย

โดยส่วนใหญ่จะเลือกลงทุนกับ sector ย่อย ๆ ในกลุ่ม HealthCare เช่น

  1. Pharmaceuticals – หรือ บริษัทยาต่าง ๆ
  2. Medical Equipment – กลุ่มเครื่องมือแพทย์
  3. Health Care Services – กลุ่มโรงพยาบาลและคลินิก รวมถึงการบริการทางการแพทย์อื่น
  4. Biotech Companies – ค้นคว้าวิจัยเทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น วัคซีนตัวใหม่ หรือ ผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการผลิต

แล้วกองทุนไหนถึงจะตอบโจทย์การลงทุนของเรากันล่ะ ?

ผมขอตอบว่า “เลือกเอาที่สบายใจเลยครับ”

(ฮ่า ๆ ผมไม่ได้ประชดใครนะครับ แต่เป็นแบบนั้นจริง ๆ)

เนื่องจากว่ากองทุนมีความหลากหลายมาก ทำให้เรามีตัวเลือกลงทุนเยอะพอสมควร ใครชอบผลตอบแทนดี ๆ สูง ๆ ก็ลองดูว่ากองทุน Master Fund ที่ไปลงทุนนั้นให้ผลตอบแทนสูง หรือบางคนชอบกองทุนที่เน้นการลงทุนในกลุ่ม Biotech ก็อาจจะต้องทนความหวือหวาให้ได้ เพราะว่าตอนนี้ราคาหุ้นกลุ่มนี้เริ่มแพงขึ้นเรื่อย ๆ ครับ มีโอกาสที่จะปรับตัวลดลงได้เสมอ ดังนั้นจึงเห็นความผันผวนได้มาก แต่มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงเช่นกัน บางคนชอบกระจายความเสี่ยงก็เลือกลงทุนในที่ที่มีหลายกองทุน รวมอยู่ด้วยกันก็เป็นไปได้ แต่อย่างไรก็ตาม กองทุนที่เราเลือกก็ควรที่จะสามารถเอาชนะ Benchmark หรือ MSCI World Healthcare หรือ ดัชนีกลุ่ม Health Care ทั่วโลกนะครับ

ยกตัวอย่างเช่น KF- HEALTHD ที่มีสไตล์เลือกหุ้นจากพื้นฐานที่ดี เน้นบริษัทยาใหญ่ ๆ ที่ถือไว้แล้วอุ่นใจ ซื้อแล้วนอนหลับได้ ไม่ต้องมากังวลว่าเงินที่ลงทุนไปจะขาดทุนได้มาก แต่ก็มีหุ้นกลุ่ม Biotech เป็นสัดส่วนรองลงมา เผื่อว่าจะมีการเติบโตในอนาคตนั่นเอง แถมกองทุนก็บริหารได้ดีกว่าดัชนี MSCI World Healthcare อีกด้วย (จะเห็นได้ว่าดัชนีมีการเติบโตที่มาก แต่กองทุนก็ยังทำผลตอบแทนได้ดีกว่า)

ที่มา: Fund Fact Sheet, J.P. Morgan Asset Management, ข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2558

ดังนั้น รักใครชอบใครก็เลือกแบบที่เป็นตัวเรานะครับ จะได้ถือกองทุนอย่างมีความสุข เอาที่อยู่แล้วสบายใจ

จะซื้อเมื่อไหร่ดี ? จะซื้ออย่างไร ? และต้องซื้อไปจนถึงเมื่อไหร่ ?

เนื่องจากว่าการลงทุนในกลุ่ม HealthCare นั้นต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานครับ ไม่ใช่ค่อนข้างสิ เรียกว่านานมาก หรือ “โคตรนาน” ดีกว่าครับ

ดังนั้นวิธีการลงทุนที่ดีกับกองทุนกลุ่ม HealthCare คือ ทยอยซื้อไปเรื่อย ๆ ครับ หรือจะใช้วิธีการ DCA หรือ Dollar Cost Averaging ก็ได้คือ ซื้อมันทุกเดือน เดือนละเท่า ๆ กัน ซื้อไปเรื่อย ๆ อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาประมาณ 5 ปีขึ้นไป จึงจะเริ่มเห็นว่าราคาหน่วยลงทุนที่เราซื้อไปนั้น ได้ราคาเฉลี่ยที่ถูก และมีการสะสมหน่วยลงทุนที่มากพอ เมื่อเวลาที่บริษัทเริ่มทำกำไร เราจึงจะเห็นว่าผลตอบแทนที่ได้นั้นมากขึ้นครับ หรือ จะซื้อในช่วงที่มีการปรับฐานของหุ้นกลุ่มนี้ก็ได้ครับ แต่ต้องจับจังหวะการลงทุนกันดี ๆ นะครับ

ดังนั้น เราจะเห็นว่าหลาย ๆ บลจ.ที่ออกกองทุนประเภทนี้ออกมานั้น จะมีกองทุนที่เป็น RMF ออกมาด้วย เพราะหวังว่านักลงทุนจะต้องลงทุนยาว ๆ จนถึงเกษียณกับกองทุนนี้ และประโยชน์ที่จะได้รับนั้น ไม่ใช่เพียงผลตอบแทนที่ดี แต่เป็นการลดค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างภาษีไปในตัวด้วยครับ

และ ถ้าถามว่าจะซื้อเมื่อไหร่ ผมคงต้องบอกว่า “ซื้อเลย” ครับ จะรออะไร แต่ต้องถัวเฉลี่ยอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว เพราะว่าเราไม่รู้ว่า หุ้นในกลุ่มนี้จะปรับตัวลดลง หรือเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเราเริ่มลงทุนและทยอยซื้อไปเรื่อย ๆ ผมคิดว่าน่าจ

“ลงทุนให้เงินทำงานแทน” คำพูดที่ดูเท่ แต่คุณเข้าใจมันจริงๆ หรือยัง?

ที่ผ่านมาเราคงทราบแล้วว่าทำไมคนส่วนใหญ่ถึงเกษียณไม่ได้สักที วันนี้ก็จะมาพบกับสาเหตุอีกสาเหตุนึง ที่ทำให้คนส่วนใหญ่เก็บออมไม่ถึงเป้าหมายซะที ก็คือ “การที่คนเราไม่เข้าใจเรื่องการลงทุนให้เงินทำงาน”  นั่นก็คือพื้นฐานของเรื่องอัตราดอกเบี้ยทบต้นนั่นเอง

ซึ่งสมัยก่อนๆ ถ้าย้อนกลับไปสัก 20 ปี คนรุ่นนั้นเค้าไม่ต้องสนใจกับเรื่องอัตราดอกเบี้ยทบต้นกันหรอก เพราะอะไรหรอครับ?

เพราะ คนรุ่นก่อนๆนั้นเค้าฝากธนาคารอย่างเดียวก็ได้ดอกเบี้ยมาใช้สบายๆ เงินต้นก็ยังอยู่ เช่น สมัยก่อนถ้าดอกเบี้ยเป็น 10% มีเงินสัก 1,000,000 บาท ตอนอายุ 60 ปี ก็สบายละ เพราะ จะได้ดอกเบี้ยปีละ 100,000 บาท มาใช้ทุกๆปี แบบนี้ก็เรียกว่า พอเกษียณได้ละ

แต่สมัยนี้ละครับ ต้องบอกว่าหมดสิทธิละครับ เพราะ อัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์เหลือไม่ถึง 1% ถ้าจะมีเงินใช้ปีละ 100,000 บาท ต้องมีเงินต้นเกิน 10 ล้านแล้วครับ

ดังนั้นวันนี้ใครที่ยังขยันทำงานเก็บเงินเก่ง แต่ไม่มีความรู้เรื่องการลงทุน ก็เหนื่อยครับ แถมยากที่จะเกษียณอีกด้วย ดังนั้น วันนี้จึงควรต้องมีคนช่วยเราทำงานให้เราด้วย ก็คือ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน ครับ ซึ่งถ้าเรามีความรู้เรื่องการลงทุนมาก ก็มีโอกาสที่เราจะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนมาก ซึ่งมันก็จะช่วยให้เงินของเรา ทำงานช่วยเราอีกทางหนึ่งด้วย

ซึ่งผมเลยขอยกตัวอย่างตามภาพดังนี้ครับ โดย สมมุติว่าเราต้องการเป้าหมายเงินเก็บเพื่อเกษียณที่ 10,000,000 บาท จะมาได้ยังไง

โดยจากภาพเราต้องการผลลัพธ์ของเงินที่ต้องการคือ Financial Goal  ที่ 10,000,000 บาท

ซึ่งจะมาได้ต้องอาศัย 3 Factor ได้แก่

1. Amount Save = เงินที่เราสามารถออมได้ต่อปี  ซึ่งก็มาจากความสามารถของเราในการทำงานหาเงิน รวมถึงความมีวินัยในการออมด้วย

2. Return = ผลตอบแทนที่หาได้ต่อปี ซึ่งผลตอบแทนจะมากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นกับความรู้ทางการลงทุน บางคนไม่มีความรู้ก็อาจจะสร้างผลตอบแทนได้แค่ 1% ต่อปีก็ได้

3. Time = ระยะเวลาที่สาสารถออมหรือลงทุนได้ ซึ่งถ้าเราอายุยังน้อยเราก็มีเวลาออมเยอะ แต่ถ้าอายุเรามากแล้ว เราก็เหลือเวลาน้อยลง

โดยตัวอย่างจะมีทั้งหมด 5 ทางเลือก ดังนี้

ทางเลือกที่ 1 = เก็บเงินได้เดือนละ 10,000 บาท (ปีละ 120,000 บาท) หาผลตอบแทนได้แค่ 1%ต่อปี ต่อให้มีเวลาออม 20 ปี เราก็จะได้เงินรวมเพียงแค่ 2.6 ล้าน เท่านั้น

ทางเลือกที่ 2 = ถ้าเก็บเงินได้เดือนละ 10,000 บาท เหมือนเดิม หาผลตอบแทนได้แค่ 1%ต่อปีเหมือเดิม แต่ถ้าต้องการเป้าหมาย 10 ล้านจริงๆ ก็ต้องรออีก 65 ปี เลยที่เดียว ซึ่งข้อนี้ก็คงไม่ใช้ทางเลือก

ทางเลือกที่ 3 = ออมได้เดือนละ 10,000 บาทเหมือนกัน มีเวลา20 ปี แต่เกิดสามารถหาความรู้ทางการลงทุนได้ที่  14%ต่อปี ก็จะได้เงิน 10 ล้านเหมือนกัน

ทางเลือกที่ 4 = เกิดเราออมเงินได้เพิ่มเป็นเดือนละ 20,000 บาท และมีเวลาออมเงิน 20 ปี ขอแค่หาผลตอบแทนได้ 8% ต่อปี  ก็จะได้เงินเป้าหมาย 10 ล้านเช่นกัน

และทางเลือกที่ 5 = เกิดเก็บเงินได้เดือนละ 50,000 บาท (600,000 บาท) และหาความรู้ด้านการลงทุนโดยหาได้ที่ผลตอบแทน 8% ต่อปี ก็จะสามารถบรรลุเป้าหมาย 10 ล้านได้ภายในเวลาเพียง 10  ปีนะครับ

ซึ่งจากภาพ 5 ทางเลือก จะเห็นว่าการจะได้เป้าหมายการเงินที่ 10 ล้าน นั้น ถ้าเราไม่มีความรู้การลงทุนเพื่อมาหาผลตอบแทนของการออมการลงทุน ต่อให้มีเวลาก็ยากที่จะเกษียณได้ตามเป้าหมายการเงินของเค้าจริงๆ

ดังนั้นจากนี้ไปทุกคนจึงควรเรียนรู้สินค้าการลงทุนอื่นๆที่หลากหลายเพื่อมาช่วยให้เงินทำงานงอกเงยได้มากขึ้นครับ ซึ่งก็จะทำให้เรามีสิทธิที่จะเกษียณอย่างสบายและมีความสุขยามบั้นปลายได้อย่างแน่นอน

By
สุรกิจ พิทักษ์ภากร
นักวางแผนการเงิน CFP ‪
#‎wealthplanner‬

*** มุ่งให้คนไทยมีสุขภาพการเงินที่ดี ***

วิธีจัดการเงินเดือนในยุคออนไลน์

เคยถามตัวเองไหมว่า “เราจะจัดการเงินเดือนอย่างไรดีน๊าาาาาา”

ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆเราก็จัดการเงินตัวเองไม่ถูกเหมือนกัน อืมมมมนะ ก็มหาลัยสอนแต่วิธีหาเงินนี่หน่า เราทำงานที่แรกในบริษัทญี่ปุ่น การเดินทางก็แสนสบายเพราะมีรถบัสแอร์เย็นฉ่ำมารับส่งตลอดเช้าและเย็น มีชุดพนักงานทำให้ประหยัดไม่ต้องซื้อเสื้อผ้าแต่งตัว

ส่วนรายจ่ายก็มีแค่ค่ากินในแต่ละมื้อเท่านั้น อาหารราคาพนักงานขายถูกเวอร์ๆ แล้วก็มีเงินบางส่วนส่งให้แม่บ้าง เรามีรายจ่ายทั่วไปน้อยมาก เงินที่เหลือในแต่ละเดือนไม่รู้ว่าจะทำยังไงก็เก็บไว้ในบัญชีเงินเดือนนั่นแหละ ช่วงเวลานั้นก็คิดแต่เรื่องงานอย่างเดียว คิดว่าทำงานไปสักพักเดี๋ยวก็คงรู้เองว่าต้องจัดการเงินอย่างไร

หลายปีผ่านไปทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ^^!!

ถ้าปล่อยไว้เรื่อยๆแบบนี้มันคงไม่ดีแน่ๆ เราก็เริ่มถาม Google ว่าควรจะทำยังไงกับรายได้ของเรา จนมารู้จักหลักสูตรนักวางแผนการเงิน (http://tfpa.or.th/2014/index.php) จึงทำให้รู้ว่าการดูแลเงินให้รอบด้านนั้นต้องควรงมีทั้งส่วนการวางแผนภาษี การลงทุน ประกันชีวิต เกษียณและมรดก ถ้าใครสนใจก็ลองเข้าไปอ่านในลิงค์ของสมาคมได้นะจ๊ะ

จากความรู้ที่เรียนมาผสมกับประสบการณ์ตั้งระบบการออมให้ตนเอง เรามองว่าน่าจะพอเป็นประโยชน์ให้ผู้อ่านนำมาปรับใช้ได้

ไอเดียหลัก คือ การออมก่อนใช้ โดยตั้งระบบอัตโนมัติให้เงินไปเก็บตามเป้าหมายทันทีตั้งแต่วันที่เงินเดือนออก สุดท้ายเราก็จะเห็นเพียงยอดเงินที่สามารถใช้ได้ ในแต่ละเดือนเท่านั้น

วิธีจัดการเงินเดือนในยุคออนไลน์

ช่วงเริ่มต้นอาจจะยุ่งยากนิดนึงเพราะต้องจัดการเซ็นเอกสาร หลังจากนั้นก็จะสบายละเพราะเราจะทำทุกอย่างแบบอัตโนมัติและในระบบออนไลน์ การเริ่มต้นแบ่งออกเป็น 3 ส่วนนะจ๊ะ

ส่วนที่ 1 ปักหมุดเป้าหมาย

เริ่มจากรู้จักพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเองในปัจจุบันจากการจดบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อจะได้เห็นภาพการใช้เงินของตนเองชัดเจนมากขึ้นและเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการวางแผนในอนาคตด้วยว่าควรเพิ่มหรือลดเงินในรายการไหน ปัจจุบันมี App ต่างๆช่วยให้เราจดบัญชีรายรับ รายจ่ายง่ายขึ้นมาก โหลดติดไว้ที่มือถือจ่ายปุ๊บจดทันทีไม่ลืมแน่นอน ถ้าบางคนไม่ถนัดอาจจะโหลดเป็น Excel ไว้ที่คอมฯก็ได้จ้า

อ่านถึงตรงนี้ก็อาจจะมีคนขี้เกียจจดทุกวัน เรื่องแบบนี้ยืดหยุ่นกันได้ เราขอให้อดทนจดสัก 2-3 เดือนเพื่อจะได้เห็นภาพรวมที่มาและที่ไปของเงินว่าเป็น "รายได้ เงินออมและรายจ่าย" เท่าไหร่ เพื่อจะได้นำมา "ตั้งงบประมาณ" ให้ตนเองได้ แต่ถ้าจดจนชินแล้วก็ควรจดไปเรื่อยๆจะดีมากเลยนะจ๊ะ

จากนั้นจึงวางแผนอนาคตด้วยการตั้งเป้าหมายว่า “อะไร เท่าไหร่ เมื่อไหร่” เพื่อจะได้รู้ว่าเงินก้อน นี้จะใช้ในช่วงเวลาไหน ในระยะสั้น กลางหรือยาว เช่น อีก 2 ปีจะไปเรียนต่อปริญญาโท 200,000 บาท ถ้าเราวางเป้าหมายไว้ชัดเจนก็จะได้เลือกวิธีการเก็บเงินที่เหมาะสมกับเป้าหมายได้

ส่วนที่ 2 เลือกวิธีเก็บเงิน

โยงแต่ละเป้าหมายของเราว่าจะเก็บไว้ในรูปแบบใด เช่น เงินฝาก ตราสารหนี้ ตราสารทุน กองทุนรวม ฯลฯ เพราะรูปแบบการเก็บเงินและเวลาที่ต้องการใช้เงินจะต้องตรงกัน เช่น

  • เราต้องการเก็บเงินฉุกเฉิน เป็นเงินระยะสั้นที่ต้องถอนออกมาใช้เวลาเร่งด่วน ก็ต้องฝากไว้ในออมทรัพย์หรือกองทุนตลาดเงิน ไม่ควรเก็บเงินฉุกเฉินไว้ในฝากประจำ เพราะถอนเงินออกก่อนครบกำหนดไม่ได้ หรือกองทุนรวมที่มีความผันผวนเพราะถ้าโชคร้ายมูลค่าหน่วยลงทุนลดลงในช่วงที่ต้องรีบใช้เงิน เราก็จะได้เงินคืนมาลดลง  
  • เราต้องการวางแผนเกษียณ เป็นการเก็บเงินระยะยาวไว้ใน RMF หรือว่าประกันชีวิตแบบบำนาญ ไม่ควรเก็บเงินเกษียณไว้ที่ฝากออมทรัพย์เพราะได้ผลตอบแทนต่ำ เราอาจจะเผลอถอนออกมาใช้จนไม่มีเงินเกษียณเลยก็ได้

ส่วนที่ 3 เปิดบริการออนไลน์

ใช้บริการธนาคารออนไลน์ หรือที่เราเรียกสั้นๆว่า E-Banking ซึ่งแต่ละธนาคารก็มีให้บริการอยู่แล้ว เพียงโหลด App มาไว้ในสมาร์ทโฟน เราจะได้เห็นความเคลื่อนไหวของบัญชีอย่างใกล้ชิด รวมถึงทำธุรกรรมต่างๆได้เองทุกที่ ทุกเวลา เช่น โอน ฝาก ถอน ซื้อกองทุนรวม ฯลฯ (ไม่ต้องไปเสี่ยงภัยกับการขายประกันชีวิตที่ธนาคารอีกต่อไป อิอิ)

เปิดบัญชีกองทุนรวมแบบออนไลน์ ตอนนี้มีหลายบริษัทให้บริการขายกองทุนรวม เช่น

  • ธนาคารพาณิชย์
  • บริษัทหลักทรัพย์(ที่เราชอบเรียกว่าโบรกเกอร์)
  • บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.)

ส่วนที่ 1 + ส่วนที่ 2 + ส่วนที่ 3

ตอนนี้เราเริ่มเข้าใจแต่ละส่วนของการตั้งระบบการออมเงินกันไปแล้วว่ามีอะไรบ้าง ต่อไปจะเป็นการนำแต่ละส่วนมาผสมกันเป็นระบบออมอัตโนมัติของเรานะจ๊ะ

เริ่มต้นที่พระเอกของเรา คือ สมการเงินออม

รายได้ – เงินออม = รายจ่าย

แบ่งเงินตัวเองออกเป็น 3 บัญชีหลักๆ คือ บัญชีเงินเดือน บัญชีเงินออมและบัญชีรายจ่าย แยกกันให้ชัดเจน ไม่ควรนำมาผสมกันเพราะเราจะสับสนและใช้จ่ายมั่วกันไปหมด

วิธีจัดการเงินเดือนในยุคออนไลน์

ถ้าเราจะแบ่งให้ละเอียดยิ่งขึ้น…

รายได้ – เงินออม – รายจ่ายห้ามเบี้ยว = รายจ่ายลั้นลา

วิธีจัดการเงินเดือนในยุคออนไลน์

เราจะแยกรายจ่ายให้ชัดเจนว่ารายการไหนเป็นรายจ่ายห้ามเบี้ยว และรายจ่ายลั้นลา เมื่อรายได้เข้ามาปุ๊บ ก็ตัดออกไปออมก่อน แล้วหักรายจ่ายห้ามเบี้ยว สุดท้ายก็จะเป็นรายจ่ายลั้นลาให้เราใช้ในชีวิตประจำวัน

  • รายจ่ายห้ามเบี้ยว คือ รายจ่ายประจำที่ต้องจ่ายคงที่ ถ้าไม่จ่ายก็จะทำให้ครอบครัวเดือดร้อนได้ นั่นคือ ส่วนของหนี้สิ้นที่เราผ่อนจ่ายนั่นเอง เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าผ่อนบัตรเครดิต
  • รายจ่ายลั้นลา คือ รายจ่ายไม่คงที่ เลือกได้ว่าจะจ่ายมากหรือน้อย เป็นรายจ่ายจิปาถะทั่วไป &#x

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save