วิธีจองตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวอย่างคุ้มค่า

เรื่องของเรื่องนะ คือช่วงนี้ก็ใกล้จะปีใหม่แล้วใช่มะ เทศกาลเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลกก็กำลังจะเกิดขึ้น เจ๊ก็ไม่รู้ว่าทำไมคนชอบไปกันช่วงปีใหม่ คนก็เย๊อะเยอะ แต่ก็อย่างว่าแหละค่ะ ปีใหม่เนาะ อากาศหนาว แฟชั่นเกร๋ๆ ก็ดูเป็นบรรยากาศที่ดี จะบอกให้ว่าเจ๊เป็นพวกจะทำ จะซื้ออะไรก็ต้องคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป วันนี้เลยมีเรื่องมาเล่าและเทคนิคเกี่ยวกับการจองตั๋วเครื่องบิน

วันก่อนเจ๊เกือบตบกับผัวเรื่องการจองตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวต่างประเทศค่ะ คือผัวเจ๊นางแบบไม่คิดไรมากเลย นางโทรไปบอกเพื่อนว่าจะซื้อตั๋ว 2 ใบ ไม่เช็คอะไรเลยหล่อน แล้วเพื่อนนางก็โค้ดราคามาให้ เจ๊แทบตบค่ะ เอาทั้งตั๋วเปิดมาให้ ไปกันแค่ 5 วัน ล่อเอาตั๋วเปิดไปเป็นชาติ ดีนะคะมันไม่เอา Business Class มาให้จ่ายด้วย เจ๊ก็เลยต้องโทรไปแคนเซิล ณ บัดนาวก่อนที่นังผัวตัวดีมันจะจ่ายตังไปอย่างไม่มีวันกลับ แล้วเจ๊คงจะไปเที่ยวแล้วไม่สนุกอย่างแน่แท้ เวลาหล่อนจองตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวหล่อนควรจะดูหลายๆอย่างนะยะ ส่วนเจ๊นี่วางแผนตั้งแต่ก่อนจองเลยค่ะว่าจะต้องทำยังไงบ้าง

1. ตั้งงบประมาณ

เจ๊ไว้ก่อนเลยค่ะว่า เราจะใช้เงินไปเที่ยวเท่าไหร่ นังผัวบอกเที่ยวๆไปเธอเดี๋ยวจ่าย เจ๊ตบเลยค่ะ บร้า! ไม่มีเงินจะไปเที่ยวได้ไง เดี๋ยวต้องมานั่งผ่อนบัตรเครดิตอีก เราควรจะดูในเรื่องของรายรับรายจ่ายเงินออมแล้วดูว่าช่วงไหนที่เราพอมีเงินออมเหลืออยู่บ้างเพื่อจะใช้ไปในการสร้างความสุข เราก็แบ่งมันออกมาค่ะ แล้วก็มาดูว่าจะใช้เงินไปกับส่วนไหนบ้าง ไม่ว่าจะเปป็นตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าเที่ยว พวกหล่อนควรศึกษาก่อนนะยะว่าจะไปที่ไหนอย่างไรต้องใช้เงินประมาณเท่าไหร่และแล้วก็เลือกเป้าหมายค่ะ ตัดสินใจค่ะว่าจะไปเที่ยวไหน

2. พิจารณาสายการบินที่ดูแล้วคุ้มค่าที่สุด

เวลาหล่อนไปเที่ยวไกลๆแล้วต้องนั่งเครื่องบินเพราะขี้เกียจเมื่อยตุ้มเวลานั่งรถไฟสายด่วนพิเศษหวานเย็น หล่อนต้องสำรวจก่อนนะค่ะว่าสายการบินไหนจะให้ offer หล่อนดีที่สุด คำว่าดีที่สุดของเจ๊ไม่ได้หมายความว่าหล่อนต้องใช้ราคาถูกที่สุด โดยหล่อนต้องเปรียบเทียบค่ะว่า ช่วงเวลาที่หล่อนไป สายการบินไหนราคาเท่าไหร่ อย่าเอาโลว์คอสไปเทียบกับสายการบินเลิศๆนะคะ แต่ถ้าสายการบินเลิศๆมันแพงกว่าไม่มากเพราะมันมี offer Promotion บางอย่าง การเพิ่มเงินไปนิดหน่อยก็เป็นเรื่องที่เก๋ๆ ดูให้รอบก่อนอย่าพึ่งจองจ่ายเงินอะไรจนกว่าหล่อนจะแน่ใจค่ะ แล้วหล่อนก็ควรคิดเผื่อเวลาเดินทางไปสนามบินด้วยนะคะ กรณีที่หล่อนอยู่ในกรุงเทพ มันมีอยู่ 2 สนามบิน หล่อนก็ต้องเลือกดีๆ ไม่ใช่บ้านหล่อนอยู่แถวรังสิต แล้วเห็นว่าขึ้นเครื่องที่สุวรรณภูมิถูกว่าดอนเมือง 200 บาท หล่อนก็ตีแท็คซี่ไป 800 บาท ขากลับอีก 800 งี้ไปขึ้นดอนเมืองดีกว่านะคะ

3. พิจารณาสินค้าต่อเนื่อง

บางทีหล่อนก็อาจจะต้องการจองโรงแรมบ้าง รถยนต์บ้าง หรืออะไรต่างๆนานา ที่มันจะเป็น Package  ให้หล่อนมีความสุขในการไปเที่ยวได้ หล่อนก็ต้องนำพวกนี้มาพิจารณาด้วยนะคะว่า จะแยกจองสายการบินทีแล้วค่อยไปจองโรงแรมอีกเวป หรือ จะจองรอบยอดเลยในเวปเดียว เรื่องพวกนี้มันขึ้นอยู่กับว่าหล่อนได้เห็นราคายังไง ต้องเช็คดีๆนะค่ะบางทีมันได้ถูกกว่ากันเยอะเลย ขึ้นอยู่กับจังหว่ะของหล่อนด้วย แต่บางทีมันมีอารมณ์โปรโมชั่นแบบจองตั๋วแถมโรงแรมด้วยนะคะ แต่ก็เอาแบบที่หล่อนสะดวกและถูกใจที่สุดค่ะ ส่วนพวกเรื่องประกันอุบัติเหตุแนะนำให้หล่อนทำไว้ค่ะ แต่ก็พิจารณาว่าจะทำกับสายการบินหรือทำแยก พวกนี้สำคัญนะคะ บางทีหล่อนมีเหตุจำเป็นต้องใช้ประกันขึ้นมาจะได้ไม่ต้องเก็กซิมค่ะ

4. พิจารณาวิธีการชำระเงิน

การชำระเงินมีหลายแบบ ผ่านเอเจนซี่ก็โอนเงินบ้าง แต่เดี๋ยวนี้ก็มีให้จ่ายผ่านบัตรเครดิตได้ จ่ายผ่านเค้าเตอร์เซอร์วิสได้ พวกนี้หล่อนต้องมานั่งคิดๆอีกทีนะคะว่าวิธีให้จ่ายแล้วคุ้ม เพราะเขาอาจจะเรียกเก็บค่าโน้นนี่เวลาจ่ายตังอีก แต่ละวิธีก็ราคาแตกต่างกันไป แต่บางทีมันก็มีอะไรพิเศษนะคะ เช่นหล่อนรูดบัตรเครดิตเขาอาจจะแถมประกันให้กับคนถือบัตรก็ได้ ถามพนักงานก่อนก็ดีค่ะ ว่าจ่ายด้วยแบบไหนได้บ้าง ถ้าเป็นบัตรเครดิตรูดอันไหนมีโปรโมชั่นอะไร พนักงงานเขาก็จะเล่าให้หล่อนตัดสินใจเองค่ะ รูดบัตรได้แต้มด้วย เก๋ๆ

เอาล่ะค่ะ วันนี้เจ๊ก็มาเล่าให้ฟังค่ะว่าหล่อนจะใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าได้อย่างไร เวลาไปเที่ยวจะได้ไม่ต้องตบกับผัวแบบเจ๊ แล้วก็ขอให้มีความสุขกันนะคะ เดี๋ยวเจ๊จะแอบไปเที่ยวดาวอังคารก่อนนะคะ ขอบคุณค่ะ สวัสดีค่ะ

8/27 วิธีปรับพฤติกรรมรับภาระหนี้ [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน]

เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมเวลาเราไปยืมเงินใครที่ไหนอย่างไรมันจะต้องมีเรื่อง “ดอกเบี้ย” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย? ขอยืมฟรีๆไม่ได้หรอ? ก็คงจะมีบ้างในบางโอกาสนะครับ เช่น การยืมเพื่อนสนิทหรือครอบครัว แต่ในเบื้องหลังความเป็นจริงทั้งหมดเนี่ยเราต้องเข้าใจว่า การยืมตังจากธนาคารหรือสถาบันการเงินยังไงมันต้องเสียเงินอยู่แล้วเพราะ

  • การทำธุรกิจการเงิน มันมีการแสวงหากำไร การให้เงินกู้ก็ต้องมีเรื่องดอกเบี้ย หากไม่เก็บดอกเบี้ย ธุรกิจก็อยู่ไม่ได้ครับ
  • มีเรื่องความเสี่ยงเข้ามาเกี่ยวข้อง การที่ให้คนอื่นยืมมีความเสี่ยงเสมอ ก็ต้องชดเชยความเสี่ยงที่ผลตอบแทน (เงินหายทีล่ะแย่เลย)
  • ถ้าผู้ให้ยืมเก็บเงินไว้กับตัวเขาก็จะได้ดอกเบี้ยเงินฝากหรือผลตอบแทนการลงทุน ใครมายืมเงินเขาก็จะเสียโอกาสการลงทุนก็ต้องชดเชยเป็นธรรมดา

เห็นอย่างงี้แล้วก็รู้ได้ทันทีเลยนะครับว่า โลกนี้มันไม่ได้ใจดีขนาดนั้น แต่หากเราต้องเป็นหนี้ จะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองอย่างไร

หนี้สินเกิดจากอะไร?

หนี้สินไม่ได้อยู่ดีๆก็เกิดได้ มันต้องมีคนทำให้เกิดเสมอ (ถ้าเราเกิดมาแล้วเป็นหนี้จากคนอื่นก็เรื่องหนึ่ง) แต่ส่วนใหญ่ที่ผมพบเจอก็คือมันมักจะเกิดขึ้นเพราะตัวเองนี่แหล่ะ นั่นก็คือการสร้างรายจ่ายที่เกินตัว มี 10,000 ใช้ 100,000 ต้องนำเงินในอนาคตออกมาใช้พร้อมๆกับการยอมรับภาระดอกเบี้ยไปโดยปริยาย แล้วอัตราดอกเบี้ยสมัยก็ไม่ใช่เล่นๆนะครับ ลองดูบัตรเครดิตกับบัตรกดเงินสดดูสิ เจอต้องจ่ายดอกเบี้ยที ผมนี่ กระเป๋าตังร้อนระอุไปเลยครับ

เอาล่ะ… อย่าท้อใจไปเลยนะครับ มาดูกันว่าเราจะปรับพฤติกรรมในการชำระหนี้อย่างไรกันได้บ้างดีกว่า

วิธีการปรับพฤติกรรมรับภาระหนี้

ถ้าเรารู้ตัวว่าเรากำลังเป็นหนี้อยู่และรู้ว่ามันมีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องอย่าลืมนะครับว่าการเก็บหอมรอมริบและการบริหารจัดการเงินทองของเรามันเป็เนื่องที่สำคัญมาก ไม่ได้ต่างกับการบริหารรายจ่ายที่ต้องทำควบคู่กันไป เป็นการปรับพฤติกรรมของชีวิตในการใช้จ่ายเพื่อให้สอดคล้องกับภาระหนี้ที่มีอยู่นั่นล่ะครับ มาลองดูว่าจะทำอย่างได้กันบ้าง

1. ให้ความสำคัญกับเงินจำนวนน้อยๆ

หลายๆครั้งที่เราใช้จ่ายอะไรขึ้นมาเราอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับเงินเล็กเงินน้อย คิดว่ามันไม่กี่บาท แต่ถ้าหลายๆครั้งมันก็เงินเยอะไม่น้อยเลยนะครับ การที่เราเก็บเล็กผสมน้อย 20 บาท จำนวน 10 ครั้งก็ 200 บาทแล้วล่ะ หากเราไม่ได้ใส่ใจกับมันก็อาจจะกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่เราใช้ไปอย่างไม่รู้ตัวก็ได้ เพราะฉะนั้นลองสำรวจเงินที่มันน้อยๆดูนะครับว่าเราสามารถเก็บมันมากขึ้นได้ขนาดไหน

2. ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและไลฟ์สไตล์ของตัวเอง

การปรับไลฟ์สไตล์สามารถทำให้คุณมีเงินมากขึ้นได้ ไม่ใช่ว่าเราจะต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตเราไปเลย อย่างเช่นถ้าคุณชอบออกกำลังกาย จากเดิมที่เราเคยจ่ายค่าฟิตเนสรายเดือนเยอะๆ เราก็สามารถตัดรายจ่ายระยะยาวที่ทำให้เรามีโอกาสเกิดหนี้ได้เช่นกัน และเปลี่ยนมาวิ่งตามสวนสาธารณะแทน ซึ่งในแง่ของการได้ออกกำลังกายก็ยังคงทำได้เหมือนเดิมครับ

3. ปรับเปลี่ยนวิถีการจับจ่ายเพื่อให้มีเงินเหลือใช้

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้เงินเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้เราสามารถลดหนี้สินได้ หลายๆคนอาจจะชอบช็อปปิ้ง ทานอาหารตามภัตตาคาร ถ้าหากเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงที่จะก่อหนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ก็อาจจะต้องลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มากขึ้น อาจจะเปลี่ยนเป็น นานๆที ลองหาอะไรที่มันทดแทนได้ เช่นปกติ เราอาจจะชอบทานกาแฟราคาแพงตอนเช้าๆ ก็ลองเปลี่ยนเป็นกาแฟชงเองที่มีราคาถูกลงได้

หลายๆครั้งผมจะชอบคิดเสมอเลยนะครับว่า หากเราเป็นหนี้และเราก่อหนี้เพิ่มขึ้น ลองคำนวณเล่นๆดูก็จะรู้ครับว่าเราจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกมากเท่าไหร่ และในกรณีที่เราลองคิดอีกแบบดูว่า เงินที่จ่ายไปนั้นมันสามารถสร้างความมั่งคั่งได้มากขนาดไหน เราอาจจะเปลี่ยนวิถีคิดในการใช้ชีวิตและสร้างแนวทางให้สามารถใช้จ่ายอย่างรอบคอบมากขึ้น หรืออย่างน้อยก็ไม่ใช้เงินเกินตัวล่ะครับ แน่นอนว่าถ้าคุณไม่ใช้เงินเกินตัว จะมีเงินออมไปใช้หนี้ได้ (หากมีหนี้สินอยู่) และสามารถต่อยอดการลงทุนได้เช่นเดียวกัน

ต้าร์ กวิน สุวรรณตระกูล
ผู้แต่งหนังสือ รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน

เคล็ดลับการออม สไตล์ TAXBugnoms

สวัสดีครับ วันนี้ @TAXBugnoms ขอมาเล่าประสบการณ์การออมของตัวเองให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆฟัง เนื่องในโอกาสที่วันที่ 31 ตุลาคมของทุกปี นอกจากจะเป็นวันฮาโลวีนแล้ว ยังเป็นวันออมแห่งชาติอีกด้วยคร้าบบบ (ฮั่นแน่!!! หลายๆคนไม่รู้ละสิ)

ก่อนอื่น … ขอเริ่มต้นเล่าก่อนว่า จากเดิมที่ตัวผมเองเป็นคนที่ไม่รู้จักออมเลยแม้แต่น้อย (การออมเงินนะครับ ไม่ใช่น้องออม แหม่…) แต่แล้วชีวิตก็ค่อยๆพลิกผันทำให้เห็นความสำคัญของการออมและการลงทุนขึ้นมาจนได้เสียที (ติดตามเนื้อหาต่อได้ที่หนังสือ “ซวยจนรู้ .. สู้จนรวย” นะครับ)

ผมเชื่อเหลือเกินว่า สิ่งสำคัญของการออมเงินนั้นอยู่ที่การ “เริ่มต้น” ในครั้งแรก แต่อย่างไรก็ตามสำหรับคนที่มีรายได้น้อยบางคน เรามักจะได้ยินคำกล่าวโทษบอกตัวเองเสมอๆว่า “ชีวิตนี้ (ตรู) เก็บเงินไม่ได้หรอก” หรือไม่ก็ “แค่ใช้จ่ายก็ไม่พอแล้ว”

เอาแบบนี้ดีกว่า ถ้าหากตอนนี้เรามีรายได้ 9,000 บาทต่อเดือน ลองถามตัวเองดูคำแรกก่อนครับว่า ในแต่ละเดือนที่มีรายได้นั้น “เราสามารถออมเงินเดือนละ 100 บาท” ได้หรือไม่!! และแค่เงิน 100 บาทแค่นี้ มันจะกระทบชีวิตเราขนาดไหน ซึ่งผมเชื่อเหลือเกินครับว่า 99.999% ต้องตอบว่า “ได้”  และนั่นแปลว่า.. คุณสามารถเก็บเงินได้แล้วใช่ไหมครับ (แฮร๋)

ดังนั้นเราเปลี่ยนความคิดก่อนดีกว่าไหมครับว่า จุดเริ่มต้นของการออมเงินนั้น ไม่ได้อยู่ที่ “จำนวนเงิน” แต่มันอยู่ที่ “จำนวนครั้ง” ที่เราตั้งใจทำมันซ้ำๆ ในตอนแรกเริ่มจำนวนเงินอาจจะไม่ต้องมาก แต่ขอให้เริ่มต้นจากเงินที่คิดว่า “ออมไหว”

แน่นอนล่ะว่า… บางคนอาจจะเกิดความสงสัยว่า เงินน้อยๆแบบนี้จะเก็บไปทำไม แต่ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้าง “วินัย” ให้ตัวเองเสียก่อน และสร้างวินัยได้แล้วนั่นแหละครับ ต่อจากนั้นเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลโดยที่ไม่รู้ตัว

จากประสบการณ์ตรงของผม… ผมเริ่มต้นจากออมเงินเดือนละ 1,000 บาท มาเป็นอาทิตย์ละ 1,000 บาท มาเป็นเดือนละ 5,000 บาท เพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามจำนวนรายได้ที่มากขึ้น แต่สิ่งที่ผมนึกถึงตลอดก็คือ.. ถ้าไม่มีวันแรกที่เริ่มเก็บเงินเดือนละ 1,000 บาท ผมคงไม่มีวันนี้ที่สามารถเก็บเงินได้มากขึ้นขนาดนี้

โดยทุกวันนี้ผมแบ่งสัดส่วนการออมเงินและการลงทุนสำหรับเงิน 100% ในทุกๆเดือน ดังนี้ครับ

  • เงินฝากธนาคาร 15%
  • ทองคำ 10%
  • หุ้น (ออมหุ้น) 25%
  • กองทุนรวม 50% (รวมถึงกองทุน LTF และ RMF เพื่อประหยัดภาษี)

 และในส่วนนี้ผมได้สำรองเงินออมในกรณีฉุกเฉินไว้ 3 เท่าของรายจ่ายต่อเดือนไว้เรียบร้อยแล้วด้วยครับ

เรียกได้ว่า… แผนการลงทุนของผมค่อนข้างง่ายและเรียบร้อย โดยทุกอย่างจะถูกจัดการแบบอัตโนมัติในบัญชีเดียว โดยเริ่มต้นจากนำเงินฝากบัญชีธนาคารเพื่อการออม และหลังจากนั้นก็ปล่อยให้ หุ้น ทอง กองทุนรวมตัดบัญชีธนาคารไปอย่างอัตโนมัติตามวันและเวลาทีตั้งไว้ ส่วนที่เหลือก็ปล่อยไว้เป็นเงินฝากธนาคาร เผื่อว่าจะมีเรื่องต้องใช้เงินต่างหาก ก็จะนำส่วนนี้มาใช้เช่นเดียวกันครับ

สุดท้าย สำหรับโอกาสในวันออมแห่งชาติแบบนี้ ผมอยากจะขอย้ำเตือนให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆทุกคน ใช้วันนี้เป็นโอกาสที่ดีในการเริ่มต้นออมเงิน ลงทุน หรือวางแผนการเงินของตัวเองด้วยนะคร้าบบบบ

7/27 ทางเลือกสู่อิสรภาพทางการเงินระหว่างหนี้และเงินออม [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน]

ชีวิตของเราหลายๆคนก็อาจจะพบตัวอย่างของเพื่อนๆ คนใกล้ตัว หรือแม้แต่ตัวเราเองก็ตาม บางเวลาจะต้องมีการตัดสินใจบางอย่างที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเงิน อย่างเช่น เราอาจจะพบกับของที่อยากได้ ซึ่งเป็นของที่เราอาจจะมีอยู่แล้ว เช่น พอมีเวอร์ชั่นใหม่ออกมาเท่านั้นล่ะ เราก็เริ่มมีปัญหากับเครื่องเก่าทันที โดยให้ข้ออ้างว่าเครื่องเก่ากำลังจะเสีย เครื่องเก่าช้าแล้ว ใช้งานได้ไม่ทันใจ จะต้องซื้อเครื่องใหม่แล้ว การตัดสินใจแต่ละครั้งเนี่ยมันต้องใช้เงินทั้งนั้น แต่ถ้าการใช้เงินนั้นมันมากเกินกว่าเงินที่เรามีอยู่ จนต้องพึ่งเงินอนาคตจากการผ่อนชำระเป็นรายงวด ซึ่งอาจจะมีดอกเบี้ยเข้ามาเกี่ยวข้องที่ทำให้เราต้องจ่ายเงินมากกว่าเดิม

แต่มันไม่ใช่แค่นั้นหรอกนะครับ การตัดสินใจระหว่างการออมเงินกับการเป็นหนี้มันมีเส้นบางๆ บางอย่างที่ทำให้ใครหลายๆคนเปลี่ยนสถานะทางการเงินไปเลยก็มี ผมขอยกตัวอย่างคน 2 คนให้เห็นภาพมากขึ้น สมมติว่าทั้ง 2 คนต้องการสิ่งของที่อยากได้เหมือนๆกัน ซึ่งเป็นของจิปาทะทั่วไป  ไม่ได้เป็นของสำคัญที่จะต้องใช้ ทั้ง 2 คนมีเงินเดือน 1 หมื่นบาทเท่ากัน เขามีความคิดต่างกัน ดังนี้

  • คนที่ 1 บอกว่า “ผมอยากได้ของชิ้นหนึ่งมานานแล้ว ราคา 24,000 บาท ขอผ่อนเดือนละ 2,000 บาท จำนวน 1 ปี” เพื่อให้ได้ของชิ้นนั้นมา
  • คนที่ 2 บอกว่า “ผมก็อยากได้ครับ แต่ผมคิดว่าผมอยากจะเก็บเงินเดือนละ 2,000 บาท จำนวน 1 ปี” แล้วพอเก็บเงินครบก็จะซื้อของชิ้นนั้นดีกว่า

ด้วยเงิน 2,000 เท่ากัน คุณว่าอะไรที่แตกต่างกัน?

ผมจะบอกให้ก็ได้นะครับว่า มันต่างกันที่ “คนหนึ่งเกิดภาระทางการเงิน” และ “อีกคนหนึ่งพบโอกาสเติบโตทางการเงิน” อย่างละ 20% ต่อเดือนได้เลย

การเกิดภาระทางการเงิน

ผู้ที่เกิดภาระทางการเงิน เขามีหน้าที่จะต้องหาเงินมาจ่ายสิ่งที่เขาอยากได้ในราคา 24,000 บาท นั่นก็หมายความว่าอยู่ๆ เงินก็หายไปจากกระเป๋าเขาจำนวนมากระดับนึง หากเขามีเงินเดือนเพียงเดือนละ 20,000 บาท เท่ากับว่าเขาได้ทำเงินเดือนหายไปมากกว่า 1 เดือน นั่นก็คือการเสียโอกาสทางการออมเงินนะครับ และเสียโอกาสในการต่อยอดในการลงทุนด้วย นอกจากนั้นแล้วเขาอาจจะเจอแจ็คพอตอีกเด้งที่ทำให้เสียโอกาสเข้าไปใหญ่ก็คือ หากเขาผิดนัดชำระสินค้าอาจจะพบกับการ “เสียดอกเบี้ยให้กับเจ้าหนี้” กลายเป็นว่าแทนที่จะเสียเงินแค่ 24,000 บาท อาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายอื่นๆเพิ่มเติมอีก นับว่ายิ่งปล่อยเวลาให้เสียไปกับการเป็นหนี้ยิ่งทำให้เราเดินก้าวช้าวกว่าคนอื่นไปอีกหลายก้าวเลยนะครับ

การพบโอกาสทางการเงิน

ผู้ที่เก็บเงินไว้ ไม่ได้เอาไปใช้จ่าย จะอยู่ในสถานการณ์ที่ตรงกันข้ามกัน นั่นก็คือเขามีเงินเก็บ ไม่มีความเสี่ยงที่จะต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตาม และแน่นอนว่าเขาจะนำเงินไปเก็บไว้ด้วยรูปแบบไหนก็ได้ แค่นำไปฝากในบัญชีเงินธนาคารก็ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากแล้ว หรือถ้าเขาจะเพิ่มความเสี่ยงด้วยการนำไปต่อยอดเป็นการลงทุนก็อาจจะทำให้เขาสามารถเพิ่มความมั่งคั่งเข้าไปได้อีกมาก แต่อย่างไรก็ตามการที่เราจะพบกับโอกาสทางการเงินได้ ก็ต้องศึกษาในเรื่องการลงทุนให้มากจนเข้าใจให้ได้ก่อน เพราะมันเป็นสิ่งที่มีความเสี่ยง หากเกิดความผิดพลาดขึ้นมาจะเสียดายมากเลยนะครับ และเชื่อไหมครับว่าหลายๆคนสามารถนำเงินไปสร้างความมั่งคั่งจนสามารถซื้อของที่เขาอยากได้โดยไม่ต้องผ่อนในภายหลังได้ด้วยล่ะ นั่นคือเขาสามารถใช้ต้นทุนทางการเงินที่ต่ำกว่าโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยเพียงแต่อาจจะใช้เวลาในการรอคอยมากหน่อยแค่นั้น

ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า การที่เราจะมีอิสรภาพทางการเงินได้มันเริ่มจากจุดเล็กๆจุดนี้ ทางเลือกระหว่างว่าเราจะเป็นหนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของเราอย่างเร่งด่วนแต่แลกกับการใช้ต้นทุนทางการเงินที่สูงมากในการใช้ชีวิตในอนาคต หรือ เราจะเก็บเล็กผสมน้อยเอาเพื่อนำมาแสวงหาโอกาสทางการเงินนะครับ

แต่… เดี๋ยวก่อนนะ…

ผมอยากจะเสนอว่าเวลาเราจะทำอะไรก็ตาม ต้องทำบนความสุขนะครับ ไม่รัดเข็มขัดมากเกินไป บางคนเก็บออมๆอย่างเดียวเลย ไม่ใช้เงินจนไม่มีความสุขก็มี แต่อยากให้ทุกคนบริหารเงินทองอย่างเหมาะสม อย่าเป็นหนี้มากจนเกินไปโดยเฉพาะหนี้ที่เกิดจากการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และก็อย่าลืมสร้างความมั่งคั่งจากการต่อยอดจากเงินออมและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขนะครับ จะได้มีอิสรภาพทางการเงิน อย่างสมบูรณ์

ต้าร์ กวิน สุวรรณตระกูล
ผู้แต่งหนังสือ รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน

3 ความเชื่อผิดๆเรื่องงานไม่ประจำ

ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไร มีแต่คนแม่มกระสันอยากจะออกมาเป็นเจ้าของธุรกิจแบบเท่ห์ๆ มีชีวิตเสเพล ตอนเช้าว่าง บ่ายดูหนัง เย็นนั่งฟังเพลง รอมองเห็นโอกาสในอากาศ วางแผนการเงินอย่างชาญฉลาด กระดิกปลายเท้ารอลงทุน กรุเห็นแล้วเริ่มรำคาญ เลยสละเวลาว่างระหว่างรอดูหนังที่ธิเบต (เซ็นทรัลรัตนาธิเบต) มาเขียนบทความเรื่องนี้ให้พวกมรุงอ่าน แต่ถ้ามรุงอ่านแล้วแทงใจดำกรุก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เพราะมรุงแม่มเป็นคนใจดำอยู่แล้วไงสัส

1. งานไม่ประจำ : เป็นนายตัวเองดีกว่า /
งานประจำ : เป็นลูกจ้างคนอื่นไปตลอดชีวิต

กรุเห็นวลีนี้แล้วแม่มโคตรคลื่นไส้เลยว่ะ อยากจะถามหน่อยว่า “อะไรคือคำว่าเป็นนายตัวเองวะสัส” ปกติชีวิตพวกมรุงนี่แม่มไม่ได้เป็นนายตัวเองหรอวะ มีใครสั่งให้มรุงตายแล้วมรุงจะต้องรีบไปกระโดดตึกตายหรือไงวะดวกส์

โถๆๆๆๆ กรุจะบอกให้นะ มรุงเป็นเจ้าของกิจการ มรุงขายของ มรุงก็ต้องง้อเค้า มรุงขายบริการ มรุงก็ต้องทำตามความต้องการลูกค้า มรุงขายของในเน็ต ความรู้ Knowledge ต่างๆ มรุงก็ต้องทำให้เค้าพอใจกับเนื้อหา สรุปว่าตรงไหนบ้างว่ะที่พวกมรุงเป็นนายตัวเอง ยกเว้นแต่มรุงจะรวยจนมีเงินล้นฟ้า นั่นแหละสัส คนเค้าจะฟังมรุงเองดวกส์

กรุบอกเลยนะ มนุษย์ทุกคนถูกกำหนดให้ใช้ชีวิตแบบพึ่งพาคนอื่นอยู่แล้วสัส แต่การที่มรุงคิดว่าอิสรภาพที่มรุงมีคือการหลุดออกจากกรงที่เรียกว่ามนุษย์เงินเดือน แต่มรุงจะต้องเจอกรงใหญ่ที่เรียกว่า โลกของธุรกิจต่อไงสัส มันก็แค่ออกจากกรงนกมาอยู่กรงสิงโต โอเคนะคะ นะคะ #ไม่ต้องร้องต่อสัส

2. Passive Income ของงานไม่ประจำ คือ คำตอบของชีวิต /
Active Income ของงานประจำคือ คำสาป

คำตอบของชีวิตมรุงคืออะไรกันแน่วะดวกส์ คำตอบของชีวิตคือมรุงต้องได้จาก Passive Income อย่างเดียวเลยสินะ แล้วที่พ่อแม่มมรุงทำงานแบบ Active มาให้มรุงกินมรุงใช้นี่พ่อแม่มมรุงโดนคำสาปหรอวะ เออ สงสัยแม่มโดนสาปที่มีลูกระยำอย่างมรุงไงดวกส์

กรุเบื่อมากเลยสัส ไอ้พวกที่ชอบพูดว่า Passive Income ปีละกี่หมื่นกี่แสนต่อเดือน โถสัส มรุงรู้ไหมผู้บริหารบางคนแม่มได้เงินเดือนเดือนละเป็นล้านไงดวกส์ ดังนั้นอย่าเสือกดูถูกงาน Active แล้วก็ไม่ต้องมาปากดีขี้โม้ว่า Passive Income ของมรุงมาจากการที่มรุงไม่ต้องทำงานนะสัส มรุงแค่ทำงานน้อยกว่าคนอื่น แล้วทะลึ่งมาปากดีด่าคนที่เก่งกว่ามรุงไงสัส

ไม่ว่าจะอาชีพไหนก็ตาม Active Passive หรือน่าถีบ มันก็มีเกียรติและศักดิ์ศรีของคนที่ทำงานอยู่ในนั้น มรุงลองคิดสิว่าถ้าคนทุกคนออกมาทำงานไม่ประจำกันหมด แล้วใครจะทำงานให้ระบบฟันเฟืองของแต่ละธุรกิจมันเคลื่อนไหว ส่วนไอ้พวกที่ยุมากๆ ดูถูกคนที่ทำงานประจำมากๆ กรุขอให้มรุงเปิดบริษัทมีลูกจ้างแล้วแม่มลาออกไปทำธุรกิจแข่งกับมรุงให้หมดเลยสัส

3. งานประจำไม่มีวันรวย

คนจะรวยหรือไม่รวยมันอยู่ที่ทัศนคติกับการเก็บออมเงินและวางแผนการเงิน ไม่ใช่รวยจากประเภทของงาน กรุเห็นพวกมรุงชอบถ่ายรูปกับรถหรูซุปเปอร์คาร์ แล้วมรุงก็ไปพล่ามบอกคนอื่นว่า ทำงานประจำ เป็นมนุษย์เงินเดือนไม่มีวันซื้อได้ แล้วไงวะสัส แล้วมรุงคิดว่าทำธุรกิจมี Passive แม่มจะซื้อได้หมดทุกคนไหมละดวกส์ อย่าตอแหลเอาแต่ด้านดีมาคอยบอกคนอื่นให้ทำ เพราะสุดท้ายพวกมรุงแม่มก็เอาแต่จัดสัมมนาหาเงินกับคนที่อยากได้เงินเท่านั้นแหละสัส กรากก

เอ๊ะ… ว่าแต่จัดสัมมนานี่มันเป็น Active หรือ Passive วะสัส #กรุแม่มขรรมจนไส้ไหล

ไปเที่ยวทั้งที มาลดหย่อนภาษีกันดีกว่า

วันนี้ขอ Update เรื่องราวการลดหย่อนภาษีสำหรับคนชอบเที่ยวกันบ้างครับ แหม่.. พูดแบบนี้หลายๆคนคิดไปถึงเสียงยามราตรี ตึง ตึก ตึก โป๊ะ กันแน่เลย แต่ไม่ใช่ครับ เพราะมันคือการท่องเที่ยวไทย ไม่ไปไม่รู้ต่างหากคร้าบบบ

จากข่าวล่ามาเร็วเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2557 นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่าง พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร และร่างกฎกระทรวงที่ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ซึ่งเป็นมาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวและจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ และช่วยฟื้นฟูการท่องเที่ยว

ซึ่งสำหรับส่วนที่เกี่ยวข้องกับบุคคลธรรมดาอย่างเรานั้น กฎหมายระบุไว้ว่าจะยกเว้นเงินได้ในส่วนที่เป็น “ค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ หรือที่ได้จ่ายเป็นค่าที่พักในโรงแรมให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม” สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ สามารถนำมาลดหย่อนภาษีตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่รวมกันแล้วไม่เกิน 15,000 บาท และจะมีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558 

โดยสำหรับการลดหย่อนภาษีในการท่องเที่ยวนี้ เคยมีใช้มาแล้วในปี 2553 ซึ่งมี วัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง และสำหรับกฎหมายฉบับล่าสุดได้คลอดออกมาเรียบร้อยแล้วเป็น “กฎกระทรวงฉบับที่ 305)” โดยมีเนื้อหาดังนี้ครับ

กำหนดให้เงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็น ค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วย ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ หรือที่ได้จ่ายเป็น ค่าที่พักในโรงแรมให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันทั้งหมดแล้วไม่เกินหนึ่งหมื่นห้าพันบาท เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวม คำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทั้งนี้ เฉพาะค่าบริการหรือค่าที่พักที่ได้จ่ายไปตั้งแต่วันที่ กฎกระทรวงนี้มีผลใช้บังคับถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558 

โดยเหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ ต้องการส่งเสริมและสนับสนุน การท่องเที่ยวภายในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ และให้ความช่วยเหลือ ผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว นั่นเองคร้าบบบ ทีนี้เรามาดูทีละประเด็นกันดีกว่าครับว่า กฎหมายฉบับนี้ให้สิทธิอะไรเราบ้างงงงง

1. ผู้รับเงินคือใคร คือ  “ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว” ที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ หรือ “ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม” ที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม 

2. ค่าใช้จ่ายแบบไหน ต้องเป็นการจ่าย “ค่าบริการ” ให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือที่ได้จ่ายเป็น “ค่าที่พักในโรงแรม” ให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมสำหรับ การเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศเท่านั้นนนน  นั่นแปลว่า ค่าเดินทาง เช่น น้ำมันรถ ค่าตั๋วรถทัวร์ ค่าตั๋วเครื่องบิน หมดสิทธิครับผม (TwT)

3. จำนวนเงินเท่าไร  ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่สูงสุดแล้วรวมกัน ไม่เกิน 15,000 บาท

4. เริ่มใช้ตั้งแต่วันไหน วันที่กฎกระทรวงนี้มีผลใช้บังคับ (วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา) คือ ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2557 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558  แต่ยังไงก็ตามต้องรอหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกําหนด ซึ่งจะออกมาเป็น “ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้” อีกทีหนึ่งครับ  ซึ่งอาจจะมีการขยายระยะเวลาย้อนหลังเพิ่มเติมสำหรับปี 2557 หรือไม่ยังไงนั้น รอติดตามตอนต่อไปครับผม 

และที่สำคัญ… อย่าลืม หลักฐานการรับเงิน โดยระบุชื่อของเรา (ผู้ที่ต้องการนำรายจ่ายส่วนนี้มาใช้ลดภาษี) พร้อมทั้งระบุ จำนวนเงิน วัน เดือน ปี ที่จ่ายเงินให้ชัดเจน เช่น ใบกำกับภาษี หรือ ใบเสร็จรับเงิน  

สำหรับหลายๆคนกังวลว่าเอกสารจากตัวแทนรับจองโรงแรมต่างๆ เช่น Agoda, Booking.com หรือเจ้าอื่นๆ จะสามารถนำมาใช้ได้หรือไม่นั้น ถ้าหากอ้างอิงตามกฎหมายเดิมแล้ว จะพิจารณาจากเจ้าของธุรกิจที่จดทะเบียนกิจการในประเทศไทยเป็นหลักครับ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากเวปไซด์กรมสรรพากรในหัวข้อ รายชื่อผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ที่ผู้มีเงินได้มีสิทธิขอหักลดหย่อนค่าเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ  และ  ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ที่ผู้มีเงินได้มีสิทธิขอหักลดหย่อนค่าเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ (ยังไงขอแนะนำว่าให้รอ Update รายชื่ออีกทีนะคร้าบบ)

ทีนี้… ลองคิดดูง่ายๆครับว่า ถ้าในปีนี้เราจ่ายค่าท่องเที่ยวไปเต็มที่ 15,000 บาท นั่นแปลว่าเราสามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุดตามอัตราภาษีที่เราเสีย ตั้งแต่ 750 บาท (สำหรับฐานภาษีต่ำสุด 5%) ไปจนถึง 5,250 บาท (สำหรับฐานภาษีสูงสุด 35%) กันเลยทีเดียว ได้เที่ยวแล้วยังได้ประหยัดภาษีอีกด้วย คุ้มจริงๆ ^^

ดังนั้นขอฝากไว้ก่อนจะจากกันสั้นๆว่า อย่าลืมออกเที่ยวกันเยอะๆเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย และเก็บใบเสร็จไว้เพื่อลดหย่อนภาษีที่ต้องจ่ายอีกทอดหนึ่งด้วยนะคร้าบบบบ

5 ลักษณะสำคัญของธุรกิจที่มือใหม่ควรเลือกออมหุ้น

พูดกันถึงเรื่องออมหุ้นเกี่ยวกับตัวเนื้อหาการประกอบกิจการที่เป็นตัวเลขบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการดูพวกงบการเงินต่างๆที่บอกว่าธุรกิจมีกำไรไหม มีกระแสเงินสดเป็นอย่างไร มีลักษณะการเติบโตอะเปล่า ตลอดจนมีการกู้หนี้ยืมสินหรือแจกจ่ายเงินปันผลต่อผู้ถือหุ้นยังไงบ้าง เบื่อกันแล้วยังครับตอนนี้ ฮาๆ ผมคิดว่าหลายๆคนก็คงเบื่อแล้วล่ะม้าง มันน่าจะมีอะไรที่มันสนุกกว่านี้ในเชิงของคุณภาพบ้างวันนี้เดี๋ยวเอามาถกกันนะครับ

ปกติแล้วเวลาเราจะดูในเรื่องของการเลือกหุ้นมาลงทุนซักตัวเนี่ย หลักการมันมีอยู่ 2 อย่างคือ การมองในมิติของคุณภาพและปริมาณ วันนี้เราจะมาดูในเชิงของคุณภาพนะครับว่ามีอะไรที่เราจะต้องดูกันบ้าง ไม่เอาพวกตัวเลขล่ะวันนี้ มาดูกันนะครับว่า 5 ข้อนั้นมีอะไรบ้าง

1. ผู้บริหาร

ว่ากันว่า…. (ว่ากันไปละนะ)….

ถ้าผู้บริหารดีมีชัยไปกว่าครึ่ง!

ถ้าเราลงทุนในบริษัทที่ผู้บริหารเก่ง มีคุณธรรม มีความสามารถ ไม่คดโกงคู่ค้า ไม่เบี้ยวเจ้าหนี้ เกรงใจเงินของผู้ถือหุ้น มันก็คงเป็นเรื่องที่ Perfect มากๆเลยนะครับ การลงทุนนั้นเราต้องดูคณะผู้บริหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญเช่นกัน ยิ่งเป็นเรื่องการลงทุนระยะยาว ผู้บริหารนี่ยิ่งสำคัญเลยนะครับ ถ้ากะลงทุนเอากำไรสั้นๆ เรื่องอื่นชั่งมันใครก็ไม่รู้บริหารแต่ขอหุ้นขึ้นก็พอ อย่างงี้พลาดทีแย่เลยนะครับ เราลองคิดง่ายๆก่อนว่าถ้าเรามีเพื่อนซัก 10 คนมาชวนเราไปร่วมลงทุนกับเขาโดยที่เขาเป็นผู้บริหาร จะต้องมีบางคนแน่นอนที่ให้ตายยังไงเราก็จะไม่ไปร่วมด้วยเพราะเราอาจจะไม่ไว้ใจเขาว่าเขาจะเอาเงินของเราไปใช้ให้เกิดประโยชน์จริงไหม การเลือกหุ้นเลือกธุรกิจก็เช่นกันนะครับ เหตุผลเดียวกันนั่นเลยล่ะ

2. ขนาดของบริษัท

ชอบบริษัทใหญ่ๆหรือเล็กๆล่ะ?

บริษัทเล็กใหญ่มันก็มีความแตกต่างกันนะครับ บางคนชอบลงทุนในบริษัทใหญ่ๆเพราะหลายๆอย่างมันมีความได้เปรียบในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความได้เปรียบในการผลิต อำนาจต่อรองทางธุรกิจ รวมไปถึงสามารถนำบุคคลากรที่มีคุณภาพเข้ามาร่วมทีมงานได้อย่างไม่ยาก อย่างว่านะครับ บริษัทที่สามารถต่อรองได้ อะไรก็สบาย จะขอเครดิตก็ง่าย จะขอส่วนลดเจรจาการค้าได้มากกว่าอะไร แถมใครๆก็อยากจะมาร่วมทำธุรกิจด้วยเต็มไปหมด

อย่างไรก็ตามแต่ บริษัทเล็กๆก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ดี หลายๆครั้งบริษัทเล็กๆก็มีความคล่องตัวในการบริหารงาน บางบริษัทสามารถสร้างกำไรแบบก้าวกระโดดได้ บริษัทเล็กๆหลายอย่างแม้จะไม่สามารถแข่งขันกับรายใหญ่ได้ แต่อาจจะมี Know How และเทคนิคต่างๆที่เป็นแบบเฉพาะตัว สามารถสร้างผลกำไรในตลาดที่ตัวเองเชี่ยวชาญได้นะครับ

3. ลักษณะของสินค้าและบริการ

สินค้าอะไรที่ลูกค้าจะซื้อล่ะ?

ถ้าของในโลกนี้มันเหมือนกันหมด คนที่ขายได้ในราคาถูกก็คงได้เปรียบใช่ไหมครับและคนก็คงเบื่อแย่เลยที่มีแต่สินค้าซ้ำๆกันเต็มไปหมด แน่นอนว่าในปัจจุบันนี้เรื่องของการสร้างแบรนด์ ยี่ห้อ ลักษณะเฉพาะตัวของสินค้ามีความสำคัญมากๆ บางครั้งเราก็อาจจะดูว่าบริษัทไหนมีกลยุทธ์ในการสร้างสรรสินค้าและบริการอย่างไร เพื่อดูแนวโน้มการเติบโตในอนาคตซึ่งจะสร้างแนวทางเพื่อตัดสินใจในการลงทุนได้ ไม่ว่าจะเป็น

  • มีสินค้าที่เป็นแบรนด์เฉพาะตัวและมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน
  • สินค้ามีหลากหลายให้เลือกสรรและมีการพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการเรื่อยๆ
  • มีนวัตกรรมใหม่ๆไม่มีใครเหมือน อาจจะเป็นผู้นำในการคิดค้นสินค้าใหม่ๆที่ไม่มีคู่แข่ง

เราลองสำรวจพฤติกรรมของตัวเองก็ได้ว่า ในปัจจุบันเราชอบทำอะไร ชอบกินอะไร ชอบใช้อะไร ชอบซื้ออะไร ลองไปคุยกับเพื่อนๆดูว่าสิ่งใดที่พวกเราซื้อใช้กันบ้าง ถ้าบริษัทขายของจนเป็นที่นิยมได้ ลองไปส่องผลกำไรของเขาดูก็เป็นแนวคิดที่ไม่เลวเลยนะครับ

4. แหล่งที่มาของเงินทุน

ในการทำกิจการเจ้าของเขาก็จะระดมทุนมา 2 แหล่งเสมอคือ

  • เงินจากการกู้ยืม : ยืมคนนั้นคนนี้ ยืมธนาคาร ยืมนักลงทุน แล้วก็จะคืนเป็นเงินต้นกับดอกเบี้ย
  • เงินจากการลงทุน : เอาเงินมาลงทุนเอง ชวนคนอื่นมาร่วมลงทุน รวยด้วยกัน เจ๊งด้วยกัน เติบโตด้วยกันแจกเงินปันผลเมื่อมีกำไร

การที่เราเป็นนักลงทุนในหุ้นนั้นก็ย่อมจะคาดหวังว่าเราจะเอาเงินไปลงทุนและได้ได้รับผลกำไรจากการลงทุน แต่ถ้าบริษัทที่เราลงทุนอยู่นั้นใช้เงินทุนจากการกู้หนี้ยืมสินก็ย่อมทำให้เกิดภาระต้นทุนทางการเงินที่มาก ซึ่งมีผลต่อความได้เปรียบในการแข่งขันได้ อีกทั้งเมื่อมีภาระหนี้เกิดขึ้นการลงทุนก็อาจจะมีความเสี่ยงต่อการลงทุนของบรรดาเจ้าของก็ได้นะครับ อย่าลืมว่าเจ้าหนี้ยอมได้เงินก่อนเจ้าของเสมอ

5. Trend ของการเติบโต

สิ่งที่จะเอื้ออำนวยการเติบโตของธุรกิจนั้นก็มีทั้งในปัจจัยของ

  • ผู้บริโภคที่กำลังต้องการสินค้าและบริการ
  • เศรษฐกิจดีที่จะอำนวยความสะดวกให้เกิดการใช้จ่าย
  • Trend และ กระแสต่างๆจะต้องมาในทิศทางที่ดี

แน่นอนครับการที่เราจะไปลงทุนในกิจการใดๆหากเราไปลงไม่ถูกที่ถูกทางก็อาจจะทำให้เราไม่ได้รับผลดีในการลงทุนก็ได้ ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆก็คือ ในสมัยที่โลกเราเขาใช้โทรศัพท์มือถือในการติดต่อสื่อสารกันไปแล้ว หากเรายังมานั่งลงทุนกับโทรเลข ใครจะมาใช้บริการล่ะ การจับกระแสเทรนก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่สามารถทำให้เราสามารถคาดเดาได้ว่าอะไรจะเติบโต เมื่อเรามาศึกษาข้อมูลที่มากขึ้นเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค สินค้าและบริการนั้นๆอยู่ในกลุ่มที่กำลังมาแรง นั่นก็เป็นโอกาสดีที่น่าลงทุนนะครับ

5 ข้อนี้ก็เป็นหลักคิดง่ายๆในเบื้องต้นสำหรับมือใหม่ในการนำไปพิจารณาเลือกหุ้นเพื่อลงทุนนะครับ ขอให้โชคดีต่อการลงทุนนะครับ

Reference : www.set.or.th

3 เรื่องที่ทำแล้วมีเงินเพิ่มแบบทันใจสุดๆ

สวัสดีพวกมรุงชาวกำแพงเมืองเกรย์อีกครั้ง กรุเห็นหลายคนชอบมาบ่นเรื่องไม่มีเงินใช้ ไม่มีอะไรจะกิน แค่จ่ายหนี้ก็หมดแล้ว คงไม่แคล้วต้องถูกยึดทรัพย์ ฟังไปฟังมาเริ่มชักสงสัยว่าทำไมชีวิตพวกมรุงมันถึงลำบากกันขนาดนี้ มันน่าจะมีวิธีที่หาเงินเพิ่มได้ทันทีโดยทีไม่รู้ตัว

กรุเลยไปรวบรวมวิธีที่จะทำให้พวกมรุงมีเงินใช้ทันใจโดยที่ไม่ต้องรออีกต่อไป และหวังว่าพวกมรุงจะไม่มาบ่นให้กรุฟังอีกนะ เพราะถ้ามรุงทำได้ตามนี้แล้วยังไม่มีเงินใช้ กรุก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้วว่ะ

วิธีที่หนึ่ง : หางานทำเพิ่มสิดวกส์ (ทำโอที , งานเสริม, เพิ่มกะ)

วิธีที่เร็วที่สุดแน่ๆ คือ การหางานหาการทำเพิ่ม มรุงชอบบอกว่าไม่มีเงินใช้ แต่มรุงเคยคิดไหมว่ามรุงมีเวลาบ้างหรือเปล่า ถ้ามีมรุงจงไปหางานทำ แต่ถ้าไม่มีเวลาให้ทำงานเพิ่ม ก็แปลว่าความสามารถมรุงมาแค่นั้น ดังนั้น จงหางานใหม่ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มความสามารถ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็แปลว่าคนอย่างมรุงไร้ความสามารถ แค่นั้นย์

กรุเห็นหลายคนบ่นว่าชีวิตตัวเองแย่ แต่พวกมรุงก็ไม่เคยหางานหาการทำเพิ่ม เลิกงานกลับบ้าน อาบน้ำประแป้ง เตรียมดูละครหรือไม่ก็ซีรีย์เกาหลี (แผ่นก็อปเพราะไม่มีตังค์ซื้อ) เล่นเน็ตเช็ตเฟสเสพดราม่าเรื่องชาวบ้านเม้าท์กันสนุกปาก โดยไม่เสียดายเวลาทีผ่านไปโดยเปล่าๆ กรุแนะนำมรุงเปลี่ยนตัวเองใหม่ ไปหาอะไรที่สร้างสรรค์ที่สร้างรายได้แบบยั่งยืนให้ดีกว่านะจ๊ะ

วิธีที่สอง : ขายของทั้งหมดที่มี

อีกวิธีที่กรุอยากจะแนะนำ นั่นคือขายของที่มรุงมีแต่ไม่ได้ใช้ หรือของใช้ที่มรุงซื้อมาแล้วทิ้ง บางคนแม่มซื้อเสื้อผ้าเป็นพันตัว มรุงกะจะใส่จนแซยิดเลยหรือไงวะ แถมแม่มอ้วนจนใส่ไม่ได้ก็ขายๆไปเหอะ กรุเห็นแม่มบอกจะรอผอมๆๆๆๆ สุดท้ายยังไงแม่มซื้อใหม่ตัวใหญ่กว่าเดิม กรุจะบ้า

ส่วนไอ้พวกผู้ชายก็ของ Gagget สุด Geek ทั้งหลายนะสัส มรุงจะเป็น Ironman สะสมแต่ของอิเล็กทรอนิคส์หรือไง อะไรที่ไม่ได้ใช้ก็ขายๆออกไปบ้าง อย่าเอาแต่เก็บไว้ บ้านไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ โดยเฉพาะวันที่มรุงไม่มีเงิน ตัดใจขายไปดีกว่าอดตาย เพราะมรุงแดรกส์ของพวกนี้เข้าไปได้ไหมล่ะ

เดี๋ยวนี้ขายในเน็ตแม่มก็มีเยอะแยะ เวปไซด์ โลกออนไลน์ต่างๆ เข้าไปศึกษาหาความรู้แล้วก็ขายๆมันไปให้หมด จะได้มีเงินใช้ และสิ่งสำคัญคือมรุงจะรู้ว่าอะไรไม่จำเป็นกับชีวิตบ้าง เอาไว้เท่าที่มีก็พอ บางครั้งความสุขแม่มไม่ได้อยู่ที่มีของเยอะ แต่มันอยู่ที่มรุงมีชีวิตรอดหรือเปล่านะจ๊ะ

วิธีที่สาม : ประหยัดทุกวิถีทาง

วิธีสุดท้ายถึงแม้มันไม่ได้เงินกลับมา แต่มันได้เงินเพิ่มเข้ามาในอนาคต จากการที่มรุงรู้จักประหยัดรายจ่าย สร้างวินัยให้เป็นเด็กดีรู้จักอดออม ตัวอย่างง่ายๆ เช่น แดรกส์ข้าวบ้าน ห่อปิ่นโตไปกินที่ทำงาน งดซื้องดช้อปงดเที่ยวงดเปรี่ยวซ่านอกสถานที่ กรุรับประกันเลยว่ารายจ่ายพวกนี่้แม่มทำให้คนอย่างมรุงมีเงินเพิ่มแบบไวสัสๆ

ทั้งหมดที่พูดมานี้ แม่มเป็นวิธีที่รู้อยู่แล้ว กรุรู้ต้องมีพวกองุ่นเปรี้ยวมาโชว์เก๋าว่า ไม่เห็นจะมีอะไรเลย แต่คำถามที่กรุอยากจะฝากก่อนจากกันคือ มรุงแม่มรู้ทุกวิธี แต่ทำไมชีวิตมรุงไม่เคยดีขึ้นเลยวะ หรือเพราะว่ามรุงรู้แล้วมรุงไม่ทำ อันนั้นลองตอบตัวเองดูนะจ๊ะ

สุดท้ายขอฝากเอาไว้ให้คิด
ชีวิตที่ดีขึ้นคือชีวิตที่มรุงลงมือทำ
แต่ชีวิตระยำคือชีวิตที่ชอบยุ่งกับบทความกรุแล้วไม่เคยดูว่าตัวเองทำอะไรผิด

4 กับดักความคิดของคนชอบหุ้นราคาถูก

ใครๆก็ชอบของถูกใช่ไหมครับ แต่วิธีการดูหุ้นราคาถูกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนดูที่ตัวราคา เห็นหุ้น 1 บาท หุ้น 0.01 บาท เห็นแล้วชอบ ดูแล้วเวลาซื้อได้เยอะดี แต่โดยปกติแล้วเวลาคนที่เขาดูหุ้นเป็นเขาจะวิเคราะห์ว่าหุ้นมันเป็นอย่างไร ราคาที่ขายในท้องตลาดเทียบกับราคาที่มันควรจะเป็นนั้นสมเหตุสมผลไหม และในกรณีที่หุ้นมันมีการเติบโตด้วย การซื้อวันนี้มันจะคุ้มค่าในอนาคตด้วยหรือเปล่า? แต่อย่างไรก็ตามนะครับ เท่าที่ผมได้สัมภาษณ์นักลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนมาก จะมีเหตุผลในการชอบหุ้นถูกโดยสรุปเป็นข้อๆได้ดังนี้ครับ

1. การซื้อหุ้นราคาถูกจะได้หุ้นจำนวนมากกว่าราคาแพง

ถ้าเราลงเงินจำนวน 10,000 บาท ในหุ้น ราคา 0.01 บาท 0.1 บาท 1 บาท 10 บาท และ 100 บาท จำนวนหุ้นที่จะไดด้รับคือ 0.01 บาท = 1,000,000 หุ้น 0.1 บาท = 100,000 หุ้น 1 บาท = 10,000 หุ้น 10 บาท = 1,000 หุ้น 100 บาท = 100 หุ้น

ความเข้าใจผิดของนักลงทุนจำนวนมาก คือ

หากเขาซื้อหุ้นในราคาที่ถูกจะทำให้เขาได้รับจำนวนหุ้นที่เยอะมาก ซึ่งจะสร้างความมั่งคั่งให้กับเขาในระยะยาวได้

ป๊าด!! การมีหุ้นเยอะๆมันไม่ได้บอกอะไรนะครับ หากหุ้นไม่เติบโต ไม่สร้างผลกำไรนี่จบเลย เราก็จะถือหุ้นในราคานั้นไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเราลงทุนในหุ้นที่มีการเติบโตดีนะ จะหุ้นเล็กหุ้นใหญ่มันก็สามารถสร้างผลตอบแทนทางการลงทุนได้

2. การซื้อหุ้นถูกๆจะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำกว่าในระยะเวลาสั้นๆ

นักลงทุนหลายๆคนต้องการออมหุ้นไปเรื่อยๆเพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว แต่การซื้อหุ้นถูกนั้น แม้ว่าจะได้จำนวนมากและเมื่อราคาหุ้นขึ้นเพียงแค่เล็กน้อยก็สามารถสร้างผลกำไรให้กับพอร์ตการลงทุนได้เป็น 100 เป็น 1,000% ก็อาจจะเป็นการขึ้นในระยะสั้นในมุมมองของราคาหุ้นที่เคลื่อนไหว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผลกำไรที่แท้จริงของบริษัท หุ้นที่มีขนาดเล็ก มีราคาไม่แพง มีความเสี่ยงต่อการทำราคาได้ง่ายกว่าหุ้นที่มีราคาแพง และเมื่อมีการทำราคาขึ้นไปที่เกินมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทแล้วย่อมทำให้เกิดความเสี่ยงต่อนักลงทุนได้ นักลงทุนหลายๆคนชอบที่จะเล่นหุ้นราคาถูกเพื่อได้รับส่วนต่างในการทำกำไร แต่โอกาสที่หุ้นจะปรับตัวลงจากราคาที่ซื้อนั้นก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน การที่หุ้นราคาขึ้นจาก 0.02 บาทไปยัง 0.03 บาทย่อมทำให้ผลตอบแทนสูงมาก แต่ก็ไม่มีอะไรยืนยันได้หรอกครับว่าหุ้นมันจะไปที่ราคา 0.03 มันอาจจะนิ่งไปอีกเป็นปีๆก็ได้หรืออาจจะลดลงเหลือ 0.02 ก็ได้

3. สสารไม่หายไปไหนมันไม่ควรลงมากกว่าจุดต่ำสุด

ผมเคยคุยกับนักลงทุนรุ่นน้องคนหนึ่งที่เข้ามาในตลาดใหม่ๆ เขาบอกว่าให้หาหุ้นราคา 0.01 บาท เพราะยังไงมันก็ไม่ลงไปกว่านี้ เพราะเขาไม่เคยเจอหุ้นราคา 0.00 ก็ให้ซื้อในราคา 0.01 แล้วไปขายที่ 0.02 มันจะได้กำไร 100% ความเชื่อว่าสสารไม่หายไปไหนมันจะต้องอยู่ในราคานั้น โดยที่นักลงทุนอาจจะไม่ได้สนใจว่าหุ้นมันอาจจะกำลังมีปัญหาแค่ขอทำกำไรจากการขึ้นลงของราคาก็รวยได้ ซึ่งมันจะกลายเป็นความเสี่ยงของนักลงทุนเช่นกันเพราะเนื่องจาก ตลาดหลักทรัพย์มีสิทธิที่จะเอาหุ้นที่มีปัญหาในเรื่องต่างๆตามข้อกำหนดในการจดทะเบียนเพิกถอนหุ้นให้ออกจากตลาดหลักทรัพย์ไปก็ได้ ซึ่งเราอาจจะต้องติดหุ้นไปอยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ซึ่งอาจจะซื้อขายยากขึ้นในอนาคตหากไม่ได้นำกลับมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อีกครั้ง หรือบางคนก็อาจจะชอบที่จะซื้อขายหุ้นกันนอกตลาดก็ได้นะครับ เอ่… แต่ผมเองก็ไม่ทราบหรอกว่าเขาทำกันอย่างไร

4. การซื้อของราคาถูกมากคือการซื้อหุ้น Turnaround

“มันจะ Turnaround!!” หลายๆคนชอบหุ้นเล็กๆเพราะเชื่อว่ามันมีโอกาสพลิกฟื้นกลับตัวสร้างผลกำไรในอนาคตได้อย่างดีเยี่ยม เปรียบคล้ายกับการที่เราเคยลงทุนในร้านค้าซักแห่งที่มีสาขามากมายแต่สินค้าขายไม่ออก ขายทุนจนเกือบล้มละลาย แต่เมื่อผู้บริหารได้เปลี่ยนแนวทางทำธุรกิจโดยยกเครื่องเปลี่ยนสินค้าและทำตลาดใหม่แล้วธุรกิจกลับกลายไปมีกำไรเยอะมาก ก็ทำให้คนที่แอบซื้อหุ้นระหว่างทางช่วงธุรกิจกำลังแย่สามารถสร้างผลกำไรในการลงทุนได้มากกว่าคนอื่น

แต่…. นักลงทุนมือใหม่จำนวนไม่น้อยก็คาดหวังในการลงทุนว่าจะซื้อธุรกิจเล็กๆย่ำแย่อยู่มีโอกาส Turnaround ได้ โดยเพียงแค่เชื่อข่าวที่เป็นกระแสว่ามันจะฟื้น โดยที่ไม่ได้ตรวจสอบความเป็นจริงในเรื่องสถานะทางการเงินของบริษัทว่า “มันอาจจะยังแย่เหมือนเดิม” หรือ “มันอาจจะแย่กว่าเดิม” ก็เป็นได้ พอเป็นเช่นนี้แล้วก็ไม่พ้นกับการพบความเสี่ยงในการลงทุนเช่นกัน อันนี้ก็เป็นกับดักความคิดที่ผมเคยสอบถามนักลงทุนมือใหม่ที่มีความเข้าใจในเรื่องของการซื้อหุ้นถูกๆว่าเขามองอย่างไรในการลงทุนนะครับ สิ่งนี้ต้องระวังเป็นอย่างยิ่ง การลงทุนที่ง่ายที่สุดอาจจะเป็นการลงทุนในหุ้นที่เราเห็นชัดๆว่ามันมีการเติบโตจากการศึกษาและวิเคราะห์ก่อนการลงทุน ส่วนในเรื่องของราคาถูกนั้นอาจจะต้องมองให้ลึกว่าที่มันถูกเพราะอะไร ถ้ามันถูกเพราะมันไม่ดีเราควรจะลงทุนกับมันเมื่อไหร่ เมื่อเราค้นพบคำตอบแล้วการลงทุนของเราจะพบกับความเสี่ยงที่น้อยลงครับ

คำถามต้องห้าม หากจะเรียนรู้หุ้นเทคนิค

เวลาที่เราวางแผนในการทำงานอะไรสักอย่าง เราควรจะต้องตอบคำถามให้ได้ว่าเงื่อนไขอะไร หรือปัจจัยอะไรที่มีความสำคัญที่จะทำให้งานชิ้นนั้นประสบความสำเร็จ ในการวิเคราะห์ทางเทคนิคก็เช่นเดียวกัน จะมีคำถามที่สำคัญที่เราจะต้องตอบก่อนการตัดสินใจลงมือซื้อขายแต่ละครั้ง ซึ่งคุณผู้อ่านสามารถหาอ่านได้ในบทความของผมตอนอื่นๆครับ

สำหรับบทความนี้ผมมาแนะนำเกี่ยวกับคำถามที่ผมมักจะถูกนักเรียนหรือนักลงทุนถามอยู่บ่อยๆ แต่ว่าคำถามเหล่านั้นเป็นคำถามที่ไม่มีความสำคัญใดๆเลยในมุมมองของเซียนหรือกูรูนักวิเคราะห์ทางเทคนิค เนื่องจากมันเป็นคำถามที่มีไม่มีใครที่รู้จริง ถ้าจะมีก็คงจะมีแต่พระเจ้าเท่านั้นครับที่รู้คำตอบของคำถามเหล่านั้น

คำถามแรกสุดคลาสสิกก็คือ คำถามประเภทที่ถามว่าอนาคตราคาจะเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น

“จารย์ครับ จารย์คิดว่าพรุ่งนี้ราคาจะขึ้นต่อไหมครับ หรือว่าแพงเกินไปแล้ว ราคาน่าจะลง”  หรือ “ตะเอง ถามหน่อยดิ๊ ราคาลงมาเยอะแล้ว ตรงนี้ซื้อได้หรือยัง หรือพรุ่งนี้จะลงไปกว่านี้อีก” หรือไม่ก็ “ เฮ้ยไอ้กิจ มรุงคิดว่ารอบนี้ราคาจะขึ้นไปถึงเท่าไหร่วะ”

ซึ่งคำถามประเภทนี้ผมเจอทุกวันครับ และคำตอบที่ผมมักจะตอบแบบจริงใจ ไม่ได้กวนตีนเลยก็คือ “ไม่รู้ครัช ถ้าราคามันกำลังจะขึ้นมันก็จะขึ้นไปเรื่อยๆ เดี๋ยวหยุดขึ้นเมื่อไหร่ มันก็จะลงให้เห็นเอง งับๆ”  เพราะว่าไม่มีใครรู้จริงๆครับว่าอนาคตราคาจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครสามารถทำนายได้ถูกต้องทุกครั้ง ผมจึงขอสรุปนะครับว่า ไม่มีใครรู้จริงว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น เพราะถ้าใครรู้จริง แน่จริง ต้องขายบ้าน ขายรถ กู้เงิน มาลงทุนครับ

ดังนั้นหลักของการวิเคราะห์ทางเทคนิคก็ไม่ได้สนใจตอบคำถามว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่นักวิเคราะห์ทางเทคนิคสนใจคือ อตีดที่ผ่านมาและปัจจุบันการเคลื่อนที่ของราคาที่เกิดขึ้นแล้วให้ข้อมูลของแรงซื้อแรงขายกับเราอย่างไร และเราควรจะตัดสินใจลงมือซื้อขายอย่างไรให้ได้โอกาสที่จะกำไรมากว่าโอกาสที่จะขาดทุน

คำถามถัดมาคือประเภท “…จะเอาอยู่ไหม?” เช่น

“แนวรับจะเอาอยู่ไหม?” “แนวต้านจะเอาอยู่หรือเปล่า?” “Trend Line จะรับไหวไหม?”

คำตอบของผมก็คงเหมือนเดิม คือ “ไม่รู้ครัช” เพราะถ้าแนวรับ รับอยู่เวลาราคาลดลงมาถึงแนวรับก็จะเด้งกลับขึ้นไปให้เราเห็นแล้วเราค่อยซื้อตาม ถ้าแนวรับ รับไม่อยู่เวลาราคาลดลงมาถึงแนวรับมันก็จะทะลุแนวรับเราก็ไม่ต้องซื้อ  หรือถ้าราคาขึ้นไปถึงแนวต้าน ถ้าแนวต้านมันต้านไหวราคาก็จะลดลงให้เราเห็นเราก็ค่อยขาย ถ้าราคาขึ้นไปถึงแนวต้านแล้วราคาทะลุแนวต้านขึ้นไปได้เราก็ถือหุ้นต่อไป

จากคำถามที่ไม่สำคัญเหล่านี้ผมขอสรุปว่า เวลาที่เราวิเคราะห์ทางเทคนิคเราจะได้ระดับราคาที่เป็นระดับราคาที่น่าสนใจเป็นพิเศษ ระดับราคาตรงนั้นไม่ใช่ระดับราคาที่เราต้องจะต้องลงมือซื้อขายในทันที สิ่งที่เราต้องทำคือ เมื่อราคามาถึงระดับราคาบริเวณที่เราสนใจเป็นพิเศษ เราก็เฝ้าดูแรงซื้อแรงขายบริเวณนั้นต่อสู้กันเพื่อพิสูจน์ตัวเองก่อนว่าใครมีแรงมากกว่ากัน หลังจากที่แรงซื้อแรงขายได้ต่อสู้กันรู้ผลแพ้ชนะแล้ว เราจึงค่อยเข้าไปร่วมกับฝั่งที่ชนะ เราก็จะได้โอกาสที่จะได้กำไรมากว่าโอกาสที่จะขาดทุน เช่น ถ้าราคาลงมาถึงแนวรับแล้วเกิดอาการเด้งขึ้นเราก็สรุปได้ว่าแรงซื้อชนะแรงขายเราก็ค่อยตัดสินใจลงมือซื้อ แต่ถ้าราคาลดลงมาถึงแนวรับแล้วไม่เด้งและลงต่อเราก็สรุปได้ว่าแรงขายมีมากกว่าเราก็ตัดสินใจไม่ซื้อ

สุดท้ายเป็นคำถามเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้ราคาขึ้นหรือลง เช่น

“ตะเองทำไมวันนี้ราคาขึ้นเยอะจังเพราะสาเหตุอะไรหรอ แล้วเชื่อมั๊ย ?”

คำตอบของผมก็ยังคงเป็นเช่นเดิมคือ “ไม่รู้หง่ะ ไม่เห็นอยากรู้แลย และก็ไม่จำเป็นต้องรู้ด้วย มันไม่มีประโยชน์จิงๆนะ ตะเอง T_T ”

ที่ผมต้องตอบแบบจริงใจอย่างนี้อีกครั้งก็เพราะว่า ปัจจัยทุกอย่างได้สะท้อนอยู่ในราคาที่ซื้อขายทั้งหมดแล้ว ดังนั้นนักวิเคราะห์ทางเทคนิคจะรู้แค่ว่ามันมีปัจจัยที่ทำให้ราคาเคลื่อนที่ขึ้นหรือลง แต่ไม่รู้ว่าสาเหตุหลักๆที่ทำให้ราคาขึ้นลงคืออะไรกันแน่ แต่ถ้าราคาขึ้นมันแปลความหมายได้ทันทีว่าปัจจัยบวกมากกว่าปัจจัยลบทำให้มีคนอยากซื้อมากกว่าคนอยากขาย ถ้าราคาลงก็แปลว่าปัจจัยลบมากกว่าปัจจัยบวกทำให้คนอยากขายมากกว่าคนอยากซื้อ เพราะทุกคนที่เข้ามาซื้อขายในตลาดย่อมมีเหตุผลของตัวเอง แต่ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นนักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานได้อย่างชำนาญ เจ้าของบริษัท ผู้บริหาร พนักงาน คนที่รู้ข่าวสารหรือข้อมูลวงในได้อย่างรวดเร็ว เจ้ามือปั่นหุ้น  เวลาที่คนเหล่านั้นจะลงมือทำอะไรเราจะไม่ทันได้รู้ว่าเหตุผลคืออะไร แต่แรงซื้อหรือแรงขายของกลุ่มคนเหล่านั้นมันก็จะสะท้อนให้เราเห็นได้ทันทีในราคาที่เราเห็นจากกราฟ และหลายครั้งเมื่อเรารู้ว่าเหตุผลคืออะไรก็ไม่ใช่จังหวะในการซื้อขายทีดีซะแล้ว

จากคำถามทั้งหมดที่ถามมาก็สรุปได้ว่า การเป็นนักวิเคราะห์ทางเทคนิคไม่จำเป็นต้องรู้อะไรเลยเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หรือแม้กระทั่งสาเหตุที่ทำให้ราคาเคลื่อนที่ขึ้นหรือลงครับ นักวิเคราะห์ทางเทคนคิจะอยู่กับปัจจุบันแล้วเฝ้ามองว่าการเคลื่อนที่ของราคาบอกข้อมูลเกี่ยวกับแรงซื้อแรงขายให้เราอย่างไร แล้วเราจะทำอะไรให้อยู่ในฝั่งที่ได้เปรียบมีโอกาสกำไรมากกว่าโอกาสขาดทุน เราก็ตัดสินใจซื้อขายตามข้อมูลที่เกิดขึ้นแล้วจริงๆ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save