กว่าจะถูกหวย [แชร์ประสบการณ์จริงจากคนวงใน]

ถูกหวยรวยเป็นล้าน!!

ตอนนี้ก็ประกาศรางวัลสลากกินแบ่งครบทุกรางวัลแล้ว จะมีส่วน(น้อย)ที่ดีใจเพราะถูกหวย พลิกชีวิตกลายเป็นเศรษฐีเงินล้านกับอีกส่วน(มากๆๆๆๆ)ที่ถูกหวยกิน ฮึฮึ วันนี้วันดีเพราะเป็นวันหวยออก เราก็พูดแต่มุมดีๆกันดีกว่า บทความนี้มีตัวอย่างคนโชคดีเรื่องหวย 3 คน ว่า “กว่าจะถูกหวย” ต้องผ่านอะไรมาบ้าง มาดูกันว่าโชคดีอะไรบ้าง มีแหล่งหาเลขเด็ดจากไหนบ้าง ใช้เงินลงทุนไปทั้งหมดเท่าไหร่กว่าจะมีวันนี้ มีประสบการณ์เล่นหวยมากี่ปี พร้อมกับแง่มุมอื่นๆที่น่าสนใจของหวยอีกมากมายที่คนเล่นหวยมือเก่าและมือใหม่ไม่ควรพลาด

“หวย” เป็นเรื่องเกี่ยวกับดวงล้วนๆ

แต่ถ้า “ดวงไม่ใช่ก็อย่าฝืน”

เพราะมันจะลำบากเงินในกระเป๋า

3 ตัวอย่าง “กว่าจะถูกหวย”

ตัวอย่างที่ 1: กว่าจะถูกหวย

คนโชคดีเรื่องหวย ==> “โชคดี” ถูกรางวัลได้รับเงินรางวัล 40 ล้านและ 42 ล้าน

แหล่งหาเลขเด็ด!!

ตัวอย่างที่ 2 : กว่าจะเกือบถูกหวยกิน

คนโชคดีเรื่องหวย ==> “โชคดี” ถูกรางวัลเกือบ 4 แสน แต่ใช้เงินซื้อหวยเกือบ 4 ล้าน!!

ตัวอย่างที่ 3 : กว่าจะถูกหวยกิน

คนโชคดีเรื่องหวย ==> “โชคดี” ที่เลิกเล่นหวย ซึ่งหมดเงินซื้อหวยเป็นล้าน!!

ด้วยรักและเป็นห่วงแฟนเพจทุกท่าน^_^

อภินิหารเงินออม

หมายเหตุ  ขอบคุณที่มาของข้อมูลทั้งหมด

โชคดีมากถูก 40 กับ 42 ล้าน ==> http://www.youtube.com/watch?v=W4r0sy5kLNo

ข่าวคอหวย ปลงตกใช้หวยเป็นวอลเปเปอร์บ้าน ==> http://money.sanook.com/204469

ตุ๊ยตุ่ย เล่นหวยเป็นล้าน ==> http://www.youtube.com/watch?v=f44Xwi8fb_o

ทำยังไงให้คนเห็นค่าในตัวเรา!!

มีแควนเพจคนหนึ่งมาปรึกษากรุว่า “อยากได้วิธีให้กำลังใจตัวเอง อายุขึ้นเลขสามแต่อยากเปลี่ยนสายงานจากที่ทำอยู่ เดิมทำแต่เอกสาร อยากแสดงความสามารถบ้าง ทำยังไงให้เขาเห็นความสามารถเราคะ สมัครงานที่ไหนๆ จะเอาแต่ประสบการณ์ แต่เรามั่นใจว่าเราทำได้ หดหู่มากค่ะ”

กรุคิดว่าคำถามนี้แม่มน่าจะเป็นประโยชน์กับชาวโลกออนไลน์ทั้งหลาย ดังนั้นจึงเอามาขยายความให้พวกมรุงอ่านกันต่อว่า “ทำยังไงให้คนเห็นค่าของมรุง” แบบ Step By Step

ข้อแรก

มรุงจงเห็นคุณค่าในตัวเองเสียก่อน คนส่วนใหญ่ไม่เห็นคุณค่าในตัวเองไงสัส มันมักจะคิดว่าตัวเราไม่มีค่าเกิดมาเดี๋ยวก็ตายห่านกลายเป็นปุ๋ยในไม่ช้า แต่ความเป็นจริงนะสัส กรุบอกเลยว่า คนทุกคนแม่มมีคุณค่า แต่คนที่ไม่เห็นคุณค่าในตัวเองนั่นแหละที่แม่มจะเป็นคนไม่มีค่าเข้าสักวัน เพราะขนาดมรุงยังไม่รู้จักคุณค่าของตัวเอง แล้วหมาที่ไหนจะมามองเห็นวะ และที่สำคัญมันตรงนี้ ถ้ามรุงเห็นคุณค่าตัวเองเมื่อไร มันจะกลายเป็นกำลังใจขึ้นมาในชีวิตมรุงทันทีไงสัส สมมุติมีผู้ชายคนหนึ่งแม่มบอกว่าตัวเองเป็นแค่ไอ้อ้วนปากเหม็นกักขฬะเลวทรามต่ำช้าด่าผู้หญิงแย่งชิงข้าวหมาไปวันๆ หนำซ้ำยังโดนแอนตี้แฟนมาด่าทุกวันทุกคืน คำถามคือมันจะมองเห็นคุณค่าตัวเองได้ไหมถ้าตัวมันเองยังดูถูกตัวเองแบบนี้ และคำถามต่อมาคือมรุงบอกตัวเองแบบนี้แล้วชีวิตมรุงจะดีขึ้นหรือไงวะดวกส์

ข้อสอง

มรุงจงปัดข้ออ้างทั้งหลายทิ้งไป อายุแก่แล้ว ต้องเปลี่ยนสายงาน ต้องปรับตัวมาก โอ้ยชั้นทำไม่ได้หรอก คนไม่เคยมองเห็นเราเป็นคนที่มีความสามารถเลย เราหน้าตาไม่ดี เรามีปัญหาชีวิต เราหงุดหงิดเพราะวัยทอง #สัสสสสสสสสส มรุงพูดแล้วถามว่ามรุงแก้ไขหรือปลอบใจ ถ้ามรุงพูดแล้วแก้ไขจุดอ่อนมรุงจะกลายเป็นคนเก่ง แต่ถ้ามรุงพูดเพื่อปลอบใจบอกได้เลยสัสว่ามรุงมันแค่คนขี้แพ้ #เลือกเอา

ข้อสาม

มรุงจงหาประสบการณ์ สิ่งสำคัญที่สุดคือข้อสุดท้าย ถัามรุงอยากรู้ว่ามรุงมีคุณค่าอะไร มรุงจงถามตัวเองก่อนว่าชอบทำอะไร และถ้ามรุงรู้คำตอบ มรุงจงลงมือทำ หาเวลาว่างทำมันอย่างตั้งใจ นั่นแหละสัสสิ่งที่มรุงสร้างคือประสบการณ์ มรุงอยากมีประสบการณ์มรุงต้องออกไปหา ไปสัมมนา ไปบ่มเพาะความรู้ และที่สำคัญที่สุดประสบการณ์ที่ดีมันจะเกิดขึ้นเมื่อมรุงมีการแบ่งปันให้คนอื่นไงสัส

ทั้งหมดนี้เป็นแนวคิดง่ายๆสบายสไตล์พี่เกรย์ พวกมรุงที่เห็นว่ามีประโยชน์จงเอาไปปรับใช้ ส่วนคนที่ไม่ถูกใจกับบทความกรุ กรุขอบคุณจากใจสำหรับคำด่า แต่กรุเชื่อว่ามันต้องมีคนถูกใจ กรุจะเขียนมันต่อไปแบบนี้ เพราะกรุูรู้ตัวดีว่ากรุกำลังทำสิ่งที่มีคุณค่า นอกจากเอาแต่ด่าคนอื่นไปวันๆไงสัส #อุ๊ย

ระวังหมดตัวเพราะซื้อคอนโด

วันนี้กรุได้ยินน้องจบใหม่ที่ออฟฟิศแม่มคุยกันว่าอยากจะซื้อคอนโดใหม่ กรุฟังแล้วตกใจจนจะล้มทั้งยืนเลยว่ะ แม่มพูดกันเหมือนจะไปซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ยังไงอย่างนั้น พวกมันไม่รู้หรือยังไงว่าคอนโดแม่มผ่อนกันที 20-30 ปีเลยนะสัส แล้วพวกมรุงแม่มเงินเดือนแค่หมื่นห้า บางคนยังไม่ถึงสองหมื่นเลยสัส แต่ยังทำเปรี้ยวซ่าผ่าไปซื้อคอนโด เพราะคำกากๆที่ใครแม่มไม่รู้บอกไว้ว่า “ซื้อไว้สิจ๊ะ มันคึอการสร้างอิสรภาพทางการเงินนะเธอจ๋า” ฟังแล้วอยากถามตรงๆว่ะว่า “มรุงรู้หรือยังว่าอิสรภาพทางการเงินคืออะไร”

แต่คิดไปคิดมาเอาแบบนี้ดีกว่า..

กรุจะบอกให้ว่าถ้ามรุงอยากซื้อคอนโด
มรุงต้องถามคำถามอะไรตัวเองบ้าง
เพื่อเป็นวิทยาทานให้พวกมรุงละกันนะสัส

คำถามแรก : ซื้อคอนโดเพื่ออะไร

ถามตัวเองก่อนเลยนะสัสว่า

มรุงจะซื้อคอนโดไปทำห่านอะไร ระหว่าง “อยู่อาศัย” หรือ “เก็งกำไร”

ส่วนใครที่แม่มง้างปากตอบว่าเพื่ออิสรภาพการเงิน กรุแนะนำเลยว่ามรุงไปแดร๊กส์ยาเม็ดสลายมโนก่อนเหอะสัส ถ้ามรุงอยากมีอิสรภาพมากจนตัวสั่น เชิญไปที่ถนนอิสรภาพก่อนเหอะสัสดวกส์ #ไวดี

ถ้ามรุงคิดจะซื้อเพื่อเก็งกำไร มรุงคิดก่อนเลยว่าเงินที่ใช้นั้นมาจากไหน หรือพูดง่ายๆคือมรุงมีปัญญาในการจ่ายหนี้ที่ตัวเองก่อได้ยังไง ถ้าจะให้ดีลองมองด้วยว่าตัวมรุงเองมีการวางแผนการเงินแบบไหน กรุขอเน้นย้ำเลยสัส จงประเมินความสามารถของตัวเองให้ได้ก่อน แล้วค่อยเก็งกำไร ไม่งั้นถ้าเมื่อไรที่มรุงช็อตเงิน มรุงแม่มลุ้นตัวเกร็งแน่สัส

แต่ถ้ามรุงคิดจะซื้อเพื่ออยู่อาศัย มรุงต้องประเมินให้ดีก่อนว่า ระหว่าง “เช่า” กับ “ซื้อ” แบบไหนคุ้มค่ากว่ากัน เอาไว้กรุจะมาอธิบายเรื่องนี้ทีหลังถ้ามีโอกาส ตอนนี้เอาเป็นว่าอย่าลืมคิดต้นทุนในการดูแลรักษาด้วยนะดวกส์

คำถามต่อมา : เรามีหนี้อยู่กี่เปอร์เซนต์

คำถามต่อมาคือ

ตอนนี้มรุงมีหนี้กี่เปอร์เซนต์แล้ว

เอางี้ดีกว่ามรุงรู้จัก Debt Service Ratio กับ Non-mortgage Service Ratio ไหมล่ะสัส ตามทฤษฎีที่ใครแม่มไม่รู้บอกไว้ มันบอกว่ามรุงต้องมี Debt Service Ratio ไม่เกิน 45% ของรายได้ และ Non-mortgage Service Ratio นั้นมีได้แค่ 20% ของรายได้ เท่านั้น!!

อะไรนะ!!! อ่านไม่เข้าใจ เอางี้ๆๆๆ กรุจะพูดให้ง่ายๆว่า มรุงต้องมีหนี้สินรวมไม่เกิน 45% ของรายได้มรุงในแต่ละเดือน และดูด้วยว่าหนี้ที่ไม่มีหลักประกันตอนนี้มันต้องไม่เกิน 20%

ส่วนคำว่าหลักประกันนั่นแปลว่าอะไรรู้ไหมสัส มันคือหนี้ที่มีการค้ำประกันในทรัพย์สินยังไงล่ะ แปลว่า.. ถ้ามรุงซื้อคอนโด คอนโดนั่นแหละคือหลักประกันมรุงไงดวกส์ เพราะมรุงต้องเอาคอนโดไปค้ำไว้กับธนาคารไงล่ะจ๊ะ โอเคร!!!

แต่ความเห็นกรุนะสัส มรุงควรมีหนี้คอนโดในแต่ละเดือนไม่เกิน 25% ของรายได้ มิฉะนั้นมรุงอาจจะลำบากได้ไงสัส ถ้ามรุงไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย กรุว่ามรุงไปศึกษาเรื่องการเงินก่อนเหอะสัส หัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย วางเป้าหมายการเงินให้ชัดเจน ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเงินสำคัญมากสุดๆ

คำถามสุดท้าย : บริหารจัดการเงินออมเป็นหรือยัง

มรุงมีการบริหารจัดการเงินออมอย่างไร กรุไม่ต้องพูดเรื่องสมการออมอะไรพวกนั้นหรอกสัส เอาเป็นว่าทุกวันนี้มรุงรู้จักเก็บเงินหรือยัง ไอ้พวกเด็กจบใหม่ทั้งหลาย หรือมรุงคิดแต่ใช้ๆๆๆๆๆ พอเงินหมดก็ไปร้องแรกแหกกระเชิงขอพ่อขอแม่ ผู้ซืงเป็นตู้เอทีเอ็มประจำบ้าน เงินสดกดจากพ่อและแม่ไม่ต้องคืน แถมแม่มยังไม่มีดอก #ควิกแคชสัสๆ แม่มเอ้ย พูดแล้วอยากจะด่า กรุเห็นเด็กข้างบ้านกรุอยากจะมีอิสรภาพการเงินจากการซื้อคอนโด ไปๆมาๆ พ่อแม่มกลายเป็นหนี้หัวโตเพราะต้องเอาเงินบำนาญมาผ่อนแทนลูกชั่วๆไงดวกส์

สุดท้ายนะสัส อยากรวยอยากมีอิสรภาพการเงินแม่มไม่ผิด มันเป็นความคิดที่ดี แต่มรุงถามตัวเองก่อนเถอะว่า อิสรภาพที่มรุงอยากมีน่ะ มรุงไปลิดรอนอิสรภาพในการใช้ชีวิตใครหรือเปล่า เพราะ คนที่ลำบากจริงๆตอนที่มรุงไม่มีเงินน่ะ มันคือคนที่เค้ารักมรุงไงสัส แต่กว่าจะถึงวันนั้นมันก็สายเกินไปที่มรุงจะรู้สึกตัวแล้วไงล่ะดวกส์

สุดท้ายของสุดท้าย กรุไม่ได้ห้ามใครซื้อคอนโดนะสัส การซื้อคอนโดมันเป็นสิ่งที่ดี และดีมากถ้ามรุงรู้จักซื้อคอนโดที่มีคุณภาพ ขอความกรุณาอ่านอย่างมีเหตุผลและคิดด้วยสติ แม้ภาษากรุจะหยาบอ่านยาก แต่กรุหวังว่าจิตของมรุงจะไม่หยาบจนคิดไม่ออกว่ากรุจะสื่ออะไรให้มรุงฟังหรอกนะดวกสสส์

ทำไมเงินถึงสำคัญกว่าความดี ?

จากกระแสความคิดของคนไทยปัจจุบันที่มีความเชื่อเอนเอียงนิยมชมชอบในเรื่องทุนนิยมกันมากจนกลายเป็นกระแสความคิดหลักไปแล้ว ใครๆ ก็อยากรวย ใครๆ ก็อยากมีทรัพย์สินมากกว่าคนอื่น ใครๆ ก็อยากทำอะไรก็ได้ที่ได้เงินเยอะๆ แต่เราเคยเอะใจหรือไม่ว่า แท้จริงแล้วเราไม่เคยคิดแบบนี้มาก่อนในอดีต แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับความคิดของเราล่ะ?

ในอดีตเมื่อประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา ความดีงาม การรักษาชื่อเสียง การมีหน้ามีตา การให้ความเคารพต่อคนดีมีคุณธรรมนั้นเป็นค่านิยมหลักของคนไทยในสมัยอดีต จะทำอะไรก็ต้องคำนึงถึงคนรอบข้าง ถ้าทำไม่ดีเดี๋ยวจะไม่มีคนคบ ถูกคนอื่นนินทาว่าร้ายจนทำมาหากินไม่ได้ คนอาชีพต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ พ่อค้าพาณิชย์สมัยก่อนจะแคร์สายตาคนรอบข้างเป็นอย่างมาก นอกจากนี้คนสมัยก่อนที่มีอำนาจมากมักจะสะสมบารมีกับบริวารทั้งหลาย เช่น สนับสนุนเงินทุนการศึกษาให้ผู้น้อย สร้างที่พักอาศัยให้กับบริวารได้อยู่ล้อมรอบตนเอง ให้การอุปการะเลี้ยงดูลูกหลานของบริวาร เป็นต้น ดังนั้นคนไทยในอดีตจึงห่วงเรื่องการรักษาชื่อเสียงและหมั่นสะสมความดีงามเอาไว้อยู่เสมอเพื่อให้ตนเองสามารถมีที่ยืนอยู่บนสังคมได้เสมอ

แต่มาถึงยุคนี้ปีพ.ศ. 2557 กาลเวลาผ่านไปจิตใจคนก็ย่อมเปลี่ยนแปลงตามกฎแห่งธรรมชาติ ค่านิยมของเราเปลี่ยนจากการให้คุณค่ากับความดีงาม มาเป็นให้คุณค่ากับเงินมากกว่า สมัยนี้เรามีค่านิยมว่า “ใครมีเงินมากถือว่าดีเก่งเฮงน่านับถือ” ระดับความรุนแรงของสำนวนที่ว่า “มีเงินนับเป็นน้องมีทองนับเป็นพี่” ซึ่งมีมาตั้งแต่โบราณนั้นยิ่งเพิ่มทวีคูณความสำคัญมากขึ้น” ส่วนค่านิยมต่อความดีก็เปลี่ยนไปเป็น เช่น “ดีอย่างเดียว กินไม่ได้ ไม่เอา” “คนดีไม่มีที่อยู่” “ใครรู้จักทำอะไรด้านมืดๆ บ้างนี่สิถึงจะอยู่รอดได้” ทำไมค่านิยมถึงเปลี่ยนเป็นเช่นนี้ได้?

สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะโครงสร้างทางสังคมไทยเปลี่ยนไป โดยมีเงินเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุดังกล่าวด้วย การที่มีเม็ดเงินแพร่สะพัดเฉพาะในชุมชนใหญ่อย่างในกรุงเทพมหานคร ช่วยเร่งทำให้สังคมเราที่เดิมเป็นสังคมชนบทเปลี่ยนแปลงเป็นสังคมเมืองขนาดใหญ่ เงินได้ถูกโฆษณาว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนควรมีควรหามาเก็บมาใช้ การมีเงินเท่ากับการมีทรัพยากรซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนใฝ่หา ด้วยไอเดียนี้เงินจึงสามารถดึงดูดให้คนต่างถิ่นที่ไม่รู้จักกันจำนวนมากมาอาศัยอยู่ที่เดียวกันเพื่อทำงานหาเงิน การย้ายเข้ามาอยู่รวมกันอย่างรวดเร็วทำให้ความผูกพันธ์และการรู้ภูมิหลังของกันและกันต่อกันมีไม่มาก คนต่างถิ่นไม่รู้จักกัน นานวันเข้าก็ไม่สนใจต่อกันเพราะมีจำนวนมากเกินไป ต่างคนต่างอยู่ ครอบครัวในชนบทจากเดิมที่เป็นครอบครัวขยายเปลี่ยนเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น จนถึงปัจจุบันสังคมคนโสดอยู่แบบเดี่ยวๆ ไม่เกี่ยวกับใครก็เริ่มมีสัดส่วนมากขึ้น

เมื่อผู้คนไม่รู้จักกัน ความใส่ใจ ความแคร์กันย่อมน้อยลง คนมีความสัมพันธ์กันน้อยลง ดังนั้นพฤติกรรมการรักษาชื่อเสียงความดีงามจึงถูกลดความสำคัญลงไป นอกจากนี้การที่มีคนจำนวนมากอยู่รวมกันแต่กระจัดกระจายทางความสัมพันธ์ (มีคนเยอะแต่ไม่ได้รวมกลุ่ม) เป็นตัวช่วยส่งเสริมให้เกิดการทุจริตแล้วไม่ถูกลงโทษทางสังคมมากขึ้น การมีคนจำนวนมากทำให้เกิดการภาวะการกระจายความรับผิดชอบ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ถ้ามีคนหกล้มกลางห้างที่มีคนพลุกพล่านมากๆ ก็จะไม่มีใครสนใจกันและกัน ไม่มีใครจะหยุดช่วยคนหกล้ม เพราะต่างคนต่างคิดว่าเดี๋ยวคนอื่นๆ ก็ไปช่วย ยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงเช่น มิจฉาชีพสามารถใช้ช่องโหว่ของกฎหมายหรือข้อที่มีบทลงโทษอ่อนโดยหลอกลวงเงินจากผู้เสียหาย โดยเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายไปเรื่อยๆ แต่ใช้วิธีเดิมๆ ค่อยๆ ไล่หลอกคนอื่นไปทีละนิดกลายเป็นความเสียหายก้อนใหญ่ได้ กว่าสังคมจะรู้ตัวอีกทีก็เสร็จโจรไปแล้วเรียบร้อย

ในยุคปัจจุบันที่เรามักจะตามหาความดีงามจากคนอื่น แต่ตัวเราก็ยังนิยมในทุนอยู่ เราจะทำอย่างไรเพื่อให้สังคมของเราดีขึ้นอย่างสมดุลได้บ้าง คำตอบคือ ต้องเปลี่ยนแปลงความคิดของเรา เปลี่ยนการกระทำ เปลี่ยนสิ่งที่เรานิยมใหม่ เช่น จากเดิมที่จะคบใครโดยให้ความสำคัญกับเงิน ขอให้เพิ่มเติมพิจารณาเรื่องความดีงามของคนที่เราจะคบเข้าไปด้วย พยายามอยู่กับคนที่มีทั้งเงินและความดีคู่กันไป คบคนที่ทำงานสุจริต ใครทุจริตขอให้ลงโทษเขาด้วยกฎหมายและลงโทษทางสังคมประกอบกันไป

และที่สำคัญคือ อย่านิ่งดูดายต่อความเลวร้าย “เหตุการณ์ร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ไม่ได้เกิดจากคนชั่ว แต่เป็นเพราะมีแต่คนดีที่เงียบเฉยต่างหาก”

สรุปข้อคิดที่ได้จากบทความนี้

1. ความดี ชื่อเสียง การสะสมบารมี เป็นค่านิยมที่ต้องกลับหลังหันมาใส่ใจ

2. ควรนับถือคนมีเงินที่มีคุณธรรมประกอบกันไปด้วย

3. อย่านิ่งเฉยต่อความเลวร้ายในสังคม จงปกป้องสังคมจากความชั่วร้าย

ภารกิจเงินร้อน-เงินเย็น

มีคำถามทุกวันเลยครับว่าจะเอาเงินส่วนไหนมาลงทุนดี บางคนก็คิดไปในระดับ Advance มากๆ มองว่าถ้าตัวเองสามารถหมุนเงินที่มีอยู่ได้แล้วเอาผลกำไรมาใช้ในค่าใช้จ่ายประจำวันแล้วน่าจะเป็นหนทางที่ทำให้เขาสร้างความมั่งคั่งอย่างรวดเร็ว โอ่ะ++!! ผมเลยต้องขอสัมภาษณ์เขาว่าทำอย่างไร วิธีการมันก็ง่ายๆเลยว่า เขามีเงินเดือนอยู่ประมาณ 30,000 บาท เขาก็เอาเงินจำนวนนี้มาเก็งกำไรในหุ้น

ซึ่งแนวทางของเขาก็คือ ถ้าเขาได้ 1%-5% ต่อวัน ก็ตก 300 – 1,500 บาทเลยนะ เล่นหุ้นได้ทุกวันจะได้เงินเดือนเพิ่มเติม 6,600 – 33,000 บาท ได้เลย (22 วัน) ฟังดูมันน่าสนใจมากเลยใช่ไหมครับ มีเงินเดือน 30,000 บาท ได้กำไรวันละ 1,500 ในหนึ่งเดือนได้เงินมากกว่าเงินเดือนอีกแหนะ รวมๆแล้วเขาจะมีเงินเดือนเพิ่มอีกเยอะแยะมากมาย

ผมเองก็อึ้งไปนิด “โอ๊ะ!! คุณพี่ท่านเก่งกว่า วอเล็น บัฟเฟตอีกแหนะ++”  สงสัยเอาเงินมาทบๆต้นเล่นไปเล่นมา 1 ปี เขาจะได้เงินมากขนาดไหน??

แต่ผมก็ลองถามคำถามเขากลับไปนะครับประมาณ 3 ข้อ

1. หุ้นมันจะขึ้นทุกวันให้ได้ 1% เลยหรอ

2. ถ้ามันตกยาวระเนระนาด ไป 3 เดือนล่ะ?

3. แล้วนี่ถ้ามันผิดพลาดจะเอาเงินที่ไหนกินข้าวละเนี่ย?

ดูเหมือนว่าเวลาเราตั้งเป้าหมายอะไรไว้ 

บางครั้งเราก็อาจจะลืมเรื่องความเสี่ยงไปก็ได้นะครับ

ผมเลยมานั่งคิดๆนะ จริงๆเงินของเราที่จับต้องได้มันอาจจะมี 2 ส่วนที่เป็น Subset กันอยู่ในกระเป๋า ได้แก่

1. เงินที่เป็นรายได้ 

2. เงินที่เป็นเงินออม

เงินที่เป็นรายได้

สำหรับผมแล้วมันเป็นเงินที่เหมือนน้ำอุ่นนะ บางส่วนก็เย็นบางส่วนก็ร้อน อันที่จริงแล้วชีวิตเราเมื่อมีรายได้แล้วก็มักจะมีค่าใช้จ่ายเป็นคู่ด้วยเช่นกัน (แต่บางทีค่าใช้จ่ายมันก็ไม่ได้มาเป็นคู่กับรายได้นะ ฮาๆ) การที่เราใช้เงินส่วนที่เป็นรายได้ทั้งก้อนเอาไปลงทุนเนี่ย มันจะมีความเสี่ยงในเรื่องของระยะเวลาในการลงทุน

เพราะแน่นอนว่าเงินบางส่วนของรายได้จะต้องนำไปจ่ายชำระและใช้ประโยชน์ต่างๆตามเวลาสมควรของมัน ซึ่งส่วนนั้นจะเป็นเงินร้อน เงินร้อนจะร้อนขึ้นเรื่อยๆเมื่อใกล้เวลาชำระหนี้ แล้วถ้าเรานำเงินส่วนหนี้ไปลงทุนแล้วขาดทุนล่ะ? เงินร้อนจะกลายเป็นเงินไฟลุกทันที ต้องหาเงินจากส่วนอื่นยืมมาใช้จ่ายเพื่อให้สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ไม่งั้นก็จะต้องโดนการผิดนัด เสียดอกเบี้ยเพิ่มเติม แย่เลย

เงินที่เป็นเงินออม

ในส่วนนี้คือเงินเย็น เงินเย็นไม่ใช่เงินญี่ปุ่น และก็ไม่ใช่ญาติกับเงินหยวนที่แบบเมื่อไหร่จะคืนก็ได้ หยวนๆกัน แต่มันคือเงินที่เราสามารถนำมันวางเฉยๆได้โดยไม่ได้ต้องมีแผนที่จะใช้มัน เงินส่วนนี้สามารถนำไปทำประโยชน์ต่างๆได้ไม่ว่าจะเป็นการออมหุ้น ซื้อกองทุน หรือจะลงทุนในทางเลือกอื่นๆได้อีกมากมาย เงินเย็นจะเป็นเงินที่สามารถสร้างความได้เปรียบทางการลงทุนมากกว่าเงินร้อนเพราะเราสามารถนำมันไปลงทุนในระยะสั้นหรือระยะยาวก็ได้ 

แต่เงินร้อนจะสามารถลงทุนระยะสั้นได้เท่านั้นและก็ต้องถอนทุนคืนเพื่อเอาไปชำระหนี้ และแน่นอนว่าความเสี่ยงของการลงทุนระยะสั้นย่อมสูงกว่าระยะยาวเสมอ เพราะฉะนั้นแล้วการใช้เงินเย็น ผมจะแนะนำให้ลงทุนในระยะยาวมากกว่า

หากเรามีเงินเย็นเป็นรายเดือน เราก็สามารถนำมาฝากเป็นการฝากประจำได้ และอาจจะขยับเพิ่มความเสี่ยงด้วยการนำไปซื้อหุ้นรายเดือนด้วยวิธีการออมหุ้น แน่นอนครับว่าเงินตรงนี้จะช่วยสร้างทรัพย์สินและความมั่งคั่งได้ ตลอดจนคุณสามารถสร้าง Passive income จากเงินปันผลได้จากการสะสมหุ้นที่มากขึ้นทุกเดือนๆเช่นกัน

รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน ตอนที่ 1 : วัฏจักรชีวิตมนุษย์เงินเดือน

ผมว่าหลายๆคนที่อ่าน Website หรือ Facebook Fan Page ผมก็คงมี มนุษย์เงินเดือน จำนวนไม่น้อยเลยล่ะ ผมเองก็เคยเป็นเหมือนกันนะครับ ตอนที่สมัครงานครั้งแรกจำได้ว่า ส่ง email resume ไปหลายๆที่ด้วยเป้าหมายและความหวังที่ว่า “อยากได้เงินเดือนเยอะๆ” แต่พอถึงเวลาที่เขาแจ้งมาว่าได้เงินเดือนตามที่เขากำหนดได้เท่านั้น แทบเป็นลม 555 งานมันหายากใช่มะ ทำอะไรได้ก็ทำไปก่อน เดี๋ยวเงินเดือนก็ขึ้นเองล่ะน่า…. (พอขึ้นทีได้ 5-6% ก็ดีใจตายห่าแล้ว)

แต่ละวันในการใช้ชีวิตการทำงานประจำนั้น ผมก็ไม่รู้ว่าหลายๆคนรู้สึกเหมือนกับผมหรือเปล่านะครับ วันเงินเดือนออกนี่ขีดเส้นใต้ไว้เลย เพราะชีวิตที่เราวนเวียนอยู่ก็ไม่พ้นกับการ รับเงินเดือน มาทำงาน กลับบ้าน ถึงเวลา รับเงินเดือน และเงินเดือนที่มันได้ในแต่ละเดือนก็เท่ากันตลอดเวลา แต่บางทีมันก็ไม่ได้เท่ากันทุกเดือนนะ อะโด่ ไม่ใช่เจ้านายใจดีให้เงินเดือนเพิ่มหรอก แต่มันเป็นเรื่องของ “การหักเงินเดือนเพราะกฎกติกาอะไรเต็มไปหมด เช่น มาสาย ทำของพัง พักนานไปหน่อย ลูกค้าวีน ขายของไม่ได้ตามเป้า” อยากบ่นเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ รันทดเห้ๆ รันทดคอดๆ รันทดสุสุ

วัฎจักรมนุษย์เงินเดือนมันก็ไม่ได้จบอยู่แค่นี้หรอกครับ ปัจจัยเรื่องการเงินเนี่ยมันเป็นเรื่องที่สำคัญมากเรียกได้ว่าเป็นท่าน้ำเลี้ยงของชีวิตเลย คือแบบทำงานเครียดๆมาทั้งเดือนแล้ว ออกจากบ้าน จันทร์ ถึง ศุกร์ มาทำงานกันตั้งแต่เช้า หอบหึดเลือดพล่านกับเหล่าเพื่อนร่วมงานและลูกค้า เย็นๆเจ้านายไม่รู้เป็นบ้าอะไรชอบนัดประชุม 1 ทุ่ม บางทีเสาร์-อาทิตย์ อยากจะพักแต่อยู่ๆก็ต้องโดนเรียกมาทำงานด้วยนิยามความภักดีในองค์กรแบบสุดๆ (รักบริษัทมากกกกกก) ไม่ว่าจะเป็นอยู่ๆก็ต้องมาประชุม ทำงานที่ค้าง เฝ้าบูธออกงาน เวิคช็อปอะไรก็ไม่รู้ และที่น่าดีใจแต่ไม่ค่อยจะอยากดีใจนักก็คือ “ไป Outing เสาร์-อาทิตย์กัน… เราจะไปเที่ยว ค้างโรงแรมพักผ่อน แต่เอาคอมพิวเตอร์มาด้วยน้า จะมีทำงานนอกสถานที่” ฮ่วย…

พอชีวิตมันเครียด เงินเดือนก็น้อย งานก็เยอะ การใช้ตังอย่างมีความสุขมันก็ต้องเกิดขึ้นบ้าง

“เที่ยงนี้กินอะไรดีแก….” 

(คำถามนี้ฮิตทุกออฟฟิศ)

“อะไรก็ได้ ไม่เอาข้าวแกง กับ โรงอาหาร”

(ตอบกันประจำช่วงเงินเดือนออก)

แล้วความสุขเล็กๆของพวกก็จะเริ่มขึ้น ตั้งไม่เยอะหรอก ขอใช้ความสุขก่อนเดี๋ยวปลายเดือน Manage อีกที อาหารฝรั่ง ญี่ปุ่นสุดหรู มาก่อนเลยต้นเดือน กลางเดือนค่อยว่ากันว่าจะเป็นข้าวแกงหรือว่าอะไร ปลายเดือน มาม่าดีไหมครับท่าน? ก็ว่ากันไป ถ้าเราสามารถบริหารเงินได้อย่างดีมันก็ไม่มีอะไรหรอก แต่สิ่งที่มันน่ากลัวกว่านั้นก็คือ บางครั้งเราลืมไปว่า

1. เรามีเวลาทำงานกันเพียงถึงอายุ 60 ปี (เงินเก็บอยู่ไหนฟ่ะตอนนั้น)

2. เราใช้เงินเกินตัวเราอาจจะเป็นหนี้กันขึ้นมาก็ได้ ( 60 ปีแล้วยังนั่งใช้หนี้กันอยู่เลย เบี้ยยั้งชีพไม่พอแหง)

แต่ไม่เป็นไร ชีวิตการทำงานประจำวัยละอ่อนอย่างพวกเราบางทียังไม่ต้องคิดหรอก หาความสุขไป เงินไปพอเราก็มีบัตรเครดิตรูดไปก็สิ้นเรื่อง อยากได้มากเลยกระเป๋าหนังไดโนเสาร์ ใบละ 9 หมื่น ทำจากหนังไทรันโนซอรัสที่มีชีวิตอยู่หลายล้านปีก่อน มันสวยมากๆ เงินเดือนเรา 20,000 เอง รูดๆไปผ่อนชำระได้เดือนละ 5,000 บาท 18 เดือน (โปรโม่ชั่นผ่อนสบาย 18 เดือน ดอกเบี้ย 0.28% เอง) ใช้ 15,000 ลบ ลบ ต่อเดือนสบายๆ มีเงินใช้ มีกระเป๋าน่ารักให้เพื่อนดูได้

บางทีพอเราตัดสินใจผ่อนอะไรไปแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าเราคิดว่ามันจะไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นอีกนะ อาจจะมีอีกก็ได้ อยู่ๆมันก็อยากได้อย่างอื่นเพิ่ม ผ่อนสบายอีก ผ่อนโน้นนี่นั่น แล้วเงินที่เหลือเป็นโควต้าเป็นเงินเดือน 15,000 ก็อาจจะลดน้อยถอยลง ส่วนหนี้สินที่วนเวียนอยู่ในบัตรเครดิตก็มากขึ้นๆๆ ตอนนั้นล่ะ วัฏจักรชีวิตอันน่าปวดหัวของคนเหล่านั้นจะเริ่มเกิดขึ้นแล้ว แทนที่จะทำงานหาเงินออมเพื่อเกษียณ กลับกลายเป็น ต้องทำงานหาเงินจ่ายหนี้ และหลายๆคนก็เป็นอย่างงั้นจริงๆนะ

คุณลองคิดดูแล้วกันว่าชีวิตเราที่กำลังเดินอยู่นั้นเราอยากจะเป็นอย่างไร แล้วลองมาดูใน Series ต่อๆไปเราจะทำยังไงให้เรามั่งคั่งได้บ้าง

5 นิสัยที่ทำให้ชีวิตคุณจมอยู่กับที่

สวัสดีครับ ผมนายเกรย์ คนเสเพลคนเดิมขอเพื่อนๆกลับมาแล้วครับโผม ไหนๆเข้าใกล้ปีใหม่ขาดนี้ พี่เกรย์เลยจะมาแนะนำวิธีคิดพลิกชีวิตสำหรับคนที่กำลังสับสนว่าปีที่ผ่านมากรุทำห่านอะไรอยู่ถึงได้บัดซบขนาดนี้ให้ฟังกันนะกั้บ

พี่เกรย์อยากบอกน้องๆว่า คนเราชีวิตจะดีจะเลวนั้นมันไม่ได้เกี่ยวกับการกระทำเพียงอย่างเดียวแต่มันเกี่ยวกับความคิดที่ฝากเอาไว้ เผื่อวันไหนเธอผ่านมาด้วยน่ะสิ และเมื่อความคิดมารวมกันเข้า มันก็เลยบ่มเอาเป็นนิสัยไงจ๊ะ

คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าการกระทำนั้นทำให้เราผงาดง้ำค้ำโลก แต่จริงๆแล้วความคิดนี้แหละที่ทำให้ชีวิตเรากระทำ ดังนั้นถ้าอยากประสบความสำเร็จ จงเริ่มต้นที่ความคิดนะจ๊ะเบบี๋ เพื่อที่เราจะได้มีนิสัยดีๆสืบต่อไป

แหมๆๆๆ เขียนสุภาพแบบนี้แล้วมันคันปาก เอาเป็นกว่ากรุสรุป 5 นิสัยหญ่ๆมาให้พวกมรุงสำรวจตัวเองดูว่าความคิดพวกนี้ทำให้มรุงจมอยู่กับที่จริงๆหรือเปล่า ลองอ่านแล้วสำรวจตัวเอง ถ้ามรุงเป็นก็เลิกซะนะจ๊ะ

นิสัยแรก : ปากไม่ตรงกับใจ

คนเราแม่มแปลกนะดวกส์ ปากบอกว่าชอบคนตรงๆ แต่พอคนพูดตรงๆเสือกรับไม่ได้ เนี่ยกรุโดนประจำ #และกำลังจะโดนด้วย  แต่สิ่งที่กรุบอกไม่ใช่ให้พวกมรุงพูดทุกอย่างที่ใจคิด เพราะบางที่มันต้องมีกาละเทศะไงละจ๊ะ แต่กรุกำลังจะบอกว่า สิ่งที่พวกมรุงต้องทำก็คือ “จริงใจในคำพูด”

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเพื่อนสนิทมรุงขอให้ช่วยงานทั้งๆที่มรุงงานยุ่งอยู่ หลายคนแม่มเสือกเลือกที่จะพูดว่า “โอเค เดี๋ยวทำให้” ทั้งที่ในใจแม่มคิด “ไอสัส กรุกำลังจะตาย” ถ้าแบบนี้เค้าเรียกว่า มรุงไม่จริงใจในคำพูด แต่มรุงต้องพูดไปเลยว่า “ไม่มีเวลา” หรือ “ขอให้งานนี้เสร็จก่อน” อย่ารับปากใครมัว่ซั่ว เพราะเค้าจะคาดหวังในการกระทำของมรุง ดังนั้นย์ จงจริงใจในคำพูด ถ้ารับปากว่า “ทำ” คือต้องทำอย่างตั้งใจ ถ้าปฎิเสธก็ต้องมีเหตุผลที่เหมาะสม อย่าอ้างนู่นอ้างนี่แล้วสุดท้ายทำอะไรได้ไม่ดีเลยสักอย่างไงล่ะจ๊ะ

นิสัยที่สอง : ทำสิ่งที่ง่ายก่อน

ทุกๆเรื่องในชีวิตที่พวกมรุงทำน่ะ มันมีทั้งเรืองง่ายและเรื่องยาก แต่มรุงเชื่อไหมใครๆแม่มชอบเลือกทำสิ่งที่ง่ายก่อนเพราะมันง่ายไงสัส ทำแล้วสบายใจเหมือนชีวิตประสบความสำเร็จ แต่เปล่าเลยจ๊ะ ยังไงๆมรุงต้องทำส่ิงที่ยากอยู่ดี เพราะยิ่งมันยาก มันยิ่งแปลว่าสำคัญไงล่ะดวกส์ และสิ่งที่สำคัญมันจะทำให้มรุงประสบความสำเร็จในชีวิต

ยกตัวอย่างง่ายๆ ให้มรุงนั่งทำบัญชีรายรับรายจ่ายของตัวเอง เพือที่จะวางแผนการเงิน กับ นั่งเล่นเฟส พวกมรุงก็เลือกที่จะนั่งเล่นเฟสเสพดราม่า แต่ไม่เคยเหลียวมองเลยว่าชีวิตตัวเองจะดีขึ้นได้ยังไง แล้วสุดท้ายมรุงแม่มก็ไปบ่นๆ รนๆ ว่าชีวิตทำไมลำบากแบบนี้ ทั้งๆที่ตัวมรุงเองแม่มทำทั้งนั้นไงสัส

นิสัยที่สาม : พร่ำเพร้อถึงอดีต

นิสัยข้อนี้นี่แม่มสุดๆเลยจ๊ะ กรุเห็นคนอยู่สองกลุ่มที่ชอบพร่ำเพร้อถึงอดีต

คนกลุ่มแรก

คือ คนที่เมื่อก่อนแม่มประสบความสำเร็จเป็นเซเลปชื่อดังแต่ตอนนี้แม่มตกกระป๋องพังๆแบบไม่มีใครเอา แม่มจะพูดว่าเมื่อก่อนตัวเองแสนจะประเสริฐ เก่งโคตรๆ เพ้อเจ้อถึงอดีตอันเก่งกาจ แต่ปัจจับันพวกแม่มนี่กากสัสๆ จนไม่เหลือความภูมิใจ ถ้ามรุงเป็นคนแบบนี้ กรุแนะนำให้ตั้งสติคิดสิ่งที่ตัวเองทำได้ก่อนนะจ๊ะ

คนกลุ่มสอง

คือ คนที่ผิดหวังอะไรสักอย่างจนเกินจะต้านทานไหว เช่นทำธุรกิจแล้วเจ็ง เมียหนีไปมีเมียใหม่ ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ สอบตก รถชน ไฟไหม้ น้ำท่วม ตัวบวมเพราะยาลดความอ้วน ไอ้คนกลุ่มนี้นี่แม่มยิ่งกว่ากลุ่มแรกอีกนะ เพราะคนพวกนี้แม่มมีทัศนคติแบบเห็นแก่ตัวสัสๆ กรุนี่คือคนที่สำคัญที่สุดในโลก กรุคือจักรวาลผู้ยิ่งใหญ่ ปัญหาของกรุคือเรื่องที่สำคัญ แล้วเป็นไงรู้ไหมสัส เมือปัญหาแม่มคือเรื่องที่สำคัญ วันๆแม่มเลยจมอยู่กับปัญหาไม่ทำห่านอะไรให้ชีวิตดีขึ้น แทนที่จะเอาเวลาไปพัฒนาตัวเองแทน เฮ้อ เห็นแล้วเหนื่อยใจ อ้อ.. ไอ้พวกนี้มีนิสัยชอบพร่ำเพร้อลงเฟสด้วยนะ มันกลัวว่าคนจะไม่รู้ว่ามันเล่นเฟสเป็นไงล่ะ #กรุขรรม

นิสัยที่สี่ : ไม่มีมารยาท

ทีนี้บางคนแม่มต้องสงสัยว่า “มารยาท” มันเกี่ยวกับความสำเร็จยังไง กรุบอกให้ฟังนะจ๊ะ มารยาทคือการรู้จักจังหวะที่เหมาะที่ควรในการนำเสนอ ทั้งเสนอตัว ความคิดเห็น และอื่นๆ โดยที่ผู้รับไม่รู้สึกว่าถูกผลักดันหรือบังคับ นั่นแหละคือศาสตร์ที่เรียกว่ามารยาท แต่คนที่ไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จ มันจะไร้มารยาทแบบสัสๆ แถมยังไม่มองว่าตัวเองไร้มารยาทด้วยนะ แม่มเสือกมองว่าเป็น “สิทธิ” ที่จะทำ

ลองดูในเฟสได้เลย ไอ้พวกคนที่ไม่มีมารยาทมันจะเรียกเพื่อน เรียกฝูง เรียกชาวบ้านมาดูสิ่งที่มันทำโดยที่ไม่สนใจว่าสิ่งนั้นเกี่ยวกับมันหรือเปล่า ยกตัวอย่างไอ้พวกขายตรงอกฟูรูฟิตทั้งหลาย แม่ม Tag กันชิบหายจนเฟสบุ๊กแบนไปเลย

อีกพวกหนึ่งก็ไอ้ที่แม่มชอบ Tag เพื่อนๆมาทั้งที่ยังไม่รู้จักตัวจริงไม่เคยคุยกัน แต่ชอบทำเหมือนสนิทไงสัส คนพวกนี้แม่มขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง หรือไม่มันก็เล่นเฟสบุ๊กไม่เป็นมั้ง #น่าสังเวชจุงค่ะ

ส่วนใครที่เห็นแย้งกรุก็ไม่ว่านะสัส แหมจะเอาอะไรกับโลกออนไลน์ แต่กรุบอกเลยไอ้พวกไร้มารยาทในโลกออนไลน์ ชีวิตจริงแม่มยิ่งสันดานหมากว่าอีกว่ะดวกส์

นิสัยที่ห้า : ชอบโทษคนอื่น

ไอ้นิสัยนี้แม่มน่ารังเกียจที่สุดแล้วสัส คนระยำทั้งหลายมักชอบทำโดยโทษคนอื่นไปว่า อุ้ย เพราะคนนั้นว่าอย่างนั้น คนนี้ว่าอย่างนี้ ซื้อหุ้น กองทุน วางแผนการเงิน ตามกูรูเลยติดตอย อ้าวสัส ใครให้มรุงโง่ขนาดเชื่อคนอื่นโดยไม่ผ่านการตรึกตรองบ้างว่ะ แม่ม!

สำหรับคนกลุ่มนี้กรุฝากคำขวัญไว้สั้นๆ
ชีวิตมรุงยังต้องให้คนอื่นดูแล มรุงถึงเป็นได้แค่คนที่ไม่มีใครแคร์ไงละดวกส์

สุดท้ายเมื่อไรถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ กรุบอกเลยว่ากรุหวังดีอยากให้พวกมรุงประสบความสำเร็จ แต่ถ้าพวกมรุงคิดว่ามรุงไม่ถูกจริตในการอ่าน ก็เลิกอ่าน ไม่ต้องบอกให้กรุรับผิดชอบ

Mindset สำคัญของการลงทุนและออมหุ้นแบบ DCA

สิ่งที่นักลงทุนและนักออมหุ้นแบบ DCA จะถูกตั้งคำถามเยอะมากๆก็คือ  “มันได้ผลจริงไหม” และ “ทำอย่างไรเมื่อหุ้นขึ้นแรงๆและหุ้นลงแรงๆ” คำถามเหล่านี้จะถูกถามอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นเวลาใดๆก็ตาม หุ้นขึ้นก็จะถูกถาม หุ้นลงก็จะถูกถาม แต่ถูกถามน้อยหน่อยในช่วงที่หุ้นผันผวนเพราะราคาไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก เราก็จะได้หุ้นที่ไม่ได้ต่างจากเดิม

ตัวอย่างคำถามครับ….

“ช่วงหุ้นตกเยอะๆ สมมติเรากลับไปอยู่ในช่วงต้มย่ำกุ้งมันลงมาจาก 1,700 จุด ทิ้งดิ่งลงมาเหลือแค่ 200 จุด จะทำอย่างไร?”

“ช่วงหุ้นขึ้นเยอะๆ นี่ลองดูจากไม่กี่ปีที่มันขึ้นมาสิ นี่มันมาจาก 300 จุดไปถึง 1,500 จุดแล้วนะ หุ้นมันไม่แพงไปหรอ? แพงจะตาย”

คุณสังเกตไหมว่านักลงทุนส่วนใหญ่ทำไมหุ้นขึ้นก็เป็นทุกข์ หุ้นลงก็เป็นทุกข์ได้? คำตอบก็คือเราเอาตัวเองเข้าไปผูกติดกับราคาซื้อขายในเรื่องของ จำนวนเงินที่จะต้องจ่ายเมื่อเราต้องซื้อหุ้นแพง และ จำนวนเงินที่เราจะต้องเสียและขาดทุนไปเมื่อมูลค่าหุ้นที่เราซื้ออยู่มันลดลง ซึ่งนั่นมันหนีไม่พ้นกับการเล่นกับราคาหุ้น ซึ่งต้องกลับไปพิจารณาเริ่มกันใหม่เลยว่า “คุณลงทุนเพื่ออะไร?” และ “จำกัดความเสี่ยงในเรื่องการลงทุนอย่างไรได้บ้าง?”

การเป็นนักออมหุ้น DCA นั้น เป้าหมายของเราคือการสร้างกำไรสูงสุดหรือไม่? ผมตอบได้เลยว่า มีเครื่องมือที่ดีกว่านั้นคือการซื้อแบบ Technical เพื่อทำกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้นที่ขึ้นลงได้อย่างไม่จำกัด หรือ การลงทุนด้วยการดูพื้นฐานมูลค่าเทียบกับราคาที่ซื้อขายกันในตลาด หากมองว่าแพงก็ขาย หากมองว่าถูกก็ซื้อ แต่ไม่ว่าจะเป็นวิธีใดๆก็ตาม คุณก็ยังหนีไม่พ้นกับการเข้าไปผัวพันในราคาหุ้นที่ขึ้นๆลงๆอยู่ดีโดยที่ตัวเราเองก็ไม่สามารถตอบได้ว่า พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ถ้าเกิดวิกฤตพรุ่งนี้มันจะลงขนาดไหน 1,000 จุดเลยไหม ถ้าไม่ถึงล่ะ ลงไปแค่ 20 จุด เราขายหุ้นไปแล้วงี้ไม่ขายหมูแย่หรือ? ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของนักลงทุนแต่ละคนว่ามีมุมมองอย่างไรและตัดสินใจอย่างไรในการลงทุนของเขา ซึ่งแน่นอนครับว่าคนมีประสบการณ์เยอะๆย่อมมีโอกาสที่จะนิ่งและตัดสินใจได้ดีกว่ามือใหม่ และหลายๆครั้งบางคนทำเปรียบเทียบวิธีการกันแล้วพบว่า ผลตอบแทน DCA กลับมากกว่าการซื้อแบบครั้งเดียวซะอีก

เมื่อหุ้นมีพื้นฐานการเติบโตในตัวกิจการและการทำกำไรมากขึ้น แน่นอนครับคุณลงทุนสะสมมาเรื่อยๆย่อมได้เปรียบ หลายๆครั้งผมมักจะได้ยินคำถามว่า มันแพงไปแล้ว กล้าซื้อได้อย่างไร รอมันตกลงมาก่อนไหม? อันนี้เป็นกรณีที่เกิดขึ้นจริงของหุ้นหลายๆตัวที่เมื่อมีการเติบโตไปแล้ว ต่อให้เกิดวิกฤตอย่างไร มันก็ไม่ลงมาในพื้นฐานเดิมให้คุณพบได้ครับ และคุณจะรู้อย่างไรว่ามันจะตกมาแค่ไหน และคุณจะได้ซื้อในราคาต่ำสุดหรือเปล่า? และถ้าราคาต่ำสุดไม่ได้ลงมาต่ำกว่าต้นทุนที่เราสะสมมาด้วยการทำ DCA ละ สิ่งที่คุณจะได้รับคืออะไร? ผมตอบได้เลยว่ามันคือ “ดอกเบี้ยเงินฝากในการรอคอย” แต่นักลงทุน DCA จะได้รับอย่างต่อเนื่องคือ “การเพิ่มขึ้นของมูลค่าหุ้นตามพื้นฐานพร้อมๆกับเงินปันผลที่ได้รับมากขึ้น” นอกจากคุณจะเห็นตั้งแต่ Day 1 แล้วลงทุนไปเลยโดยไม่ได้สนใจว่ามันแพงไปแล้วหรือไม่ มันก็ทำให้คุณสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า DCA ครับ แต่ในทางปฏิบัติอยู่ที่แต่ละคนจะตัดสินใจ

จากภาพดังกล่าวแน่นอนครับว่าการลงทุนไปเลยในหุ้นที่มีการเติบโตเรื่อยๆ มีสะดุดบ้าง สะดุดซัก 3-4 ปีก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร ทั้งหมดย่อมไม่มีปัญหากับระยะยาวของแผนธุรกิจดังกล่าว หลายๆคนก็เลยตั้งคำถามว่า แล้วถ้ามันแย่เป็น 10-20 ปีจะทำอย่างไร? จริงๆเราสำรวจจากตัวเองได้ครับว่าชีวิตประจำวันเรายังทำมาหากินได้หรือเปล่า ถ้าเรายังเดินเข้าร้านขายของ ของแพงขึ้นเรื่อยๆ เราทำงานมีเงินเดือนมากขึ้นเพื่อใช้จ่าย ไม่ใช่แบบเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 วิกฤตต่างๆ มันย่อมถูกแก้ปัญหาอยู่แล้วทั้งในแง่ของการขับเคลื่อนในนโยบายรัฐบาลและการเอาตัวรอดของภาคเอกชน ยกเว้ยบริษัทที่เราถือมันจะแย่เองไป 10-20 ปีครับ อันนั้นแนะนำให้ไปลงทุนกับธุรกิจอื่น

เพราะฉะนั้นแล้วผมเองมองว่า แนวโน้มตลาดก็เรื่องหนึ่ง พื้นฐานทางธุรกิจก็เรื่องหนึ่ง ผมเชื่อว่าถ้าพูดถึงราคาหุ้น ทุกคนอยากจะซื้อของที่ถูกเสมอและอยากจะขายในจุดที่แพงเสมอ การลงทุนแบบ DCA มันจะมาช่วยตอบโจทย์ตรงนี้ให้ หุ้นถูกก็ซื้อหุ้นแพงก็ซื้อ คิดออกมาเป็นการเฉลี่ยต้นทุนและสุดท้ายมันจะไม่ได้อิงเรื่อง Fund Flow P/BV P/E ใดๆทั้งสิ้น ยังไงในระยะยาหากธุรกิจมันเติบโตไปเราก็จะเติบโตไปกับมันได้

เป้าหมายการลงทุนของคุณคืออะไร?

ถ้าเพื่ออิสรภาพทางการเงิน ผมเชื่อว่าหุ้นที่เติบโตดีและจ่ายเงินปันผลให้เราอย่างสม่ำเสมอและมีอัตราการปันผลมากขึ้นเรื่อยๆก็จะเป็นคำตอบให้กับคุณได้ ซึ่งมันก็กลับมาสู่เรื่องของการเลือกหุ้นนั่นล่ะ วิธีคิดของผมมันก็ไม่ได้ยากอะไร แค่คุณต้องพยามมองให้ออกว่าธุรกิจที่มันจะอยู่ยาวๆและเติบโตดีนั้นเป็นอย่างลักษณะไหน?

1. หุ้นบางตัวเติบโตดีมาก

2. หุ้นบางตัวเติบโตดีและมีความได้เปรียบทางการแข่งขันต่อคู่แข่งอื่นๆ

3. หุ้นบางตัวเติบโตดี มีความได้เปรียบทางการแข่งขัน และตลาดนั้นใหญ่พอที่จะสร้างมูลค่าทางธุรกิจจนผู้ถือหุ้นสามารถมีอิสรภาพทางการเงินได้

4. หุ้นบางตัวไม่ดีเลย แต่นักลงทุนก็ชอบลงทุนเพราะคาดหวังว่ามันจะดีและเราจะรวยเร็วๆแบบ Ceiling 1 เดือนติดทุกวันเลยยยยยยย

เมื่อถือระยะยาวคุณก็ได้ปันผลมากขึ้น อยากได้มากกว่าเดิมก็ต้องลงทุนมากขึ้นและเวลาของการขยายตัวทางกิจการมันจะสร้างผลตอบแทนให้คุณเองครับ แต่ผมมองในแง่ดีอย่างเดียวไม่ได้หรอก ตัวนักลงทุนเองก็ต้องติดตามความเปลี่ยนแปลงไปของธุรกิจที่คุณลงทุนอยู่อย่างต่

7 นิสัยที่ทำให้คุณกลายเป็นเศรษฐีอย่างรวดเร็ว

เรามักจะเห็น เศรษฐี ทั้งหลายมีเงินมากมาย มีชีวิตที่ดี สมบูรณ์พูนสุข จนบางครั้งแอบนึกอิจฉา ส่วนหนึ่งนั้นมาจากหน้าที่การงานที่พวกเขาทำ แต่สิ่งสำคัญกว่านั้น คือ “นิสัย” ต่างหากครับ

ในความเป็นจริงแล้ว ความร่ำรวยนั้นไม่ได้มาจากโชคหรือโอกาส แต่มันมาจากนิสัยบางอย่างที่เราทุกคนทำซ้ำๆในทุกวันของชีวิต และวันนี้ @TAXBugnoms ได้รวบรวมข้อมูลมาให้อ่านกันว่า … นิสัย 7 อย่างที่ว่านั้น มันมีอะไรบ้าง

1. ตั้งเป้าของความสำเร็จไว้ล่วงหน้า

เศรษฐีส่วนใหญ่มักจะมองเห็นเป้าหมายของตัวเองว่า “อยากจะทำอะไร” เราต้องยอมรับความจริงก่อนว่า ความร่ำรวย ที่เกิดขึ้นมานั้นไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่มันเกิดจากการสร้างตามเป้าหมายที่เราวางไว้

ดังนั้นถ้าหากคุณอยากเป็นเศรษฐี ลองถามตัวเองก่อนดีไหมครับว่า “เป้าหมายของเราคืออะไร” และที่สำคัญ ต้องไม่ใช่แค่คำว่า “อยากรวย” “อยากสบาย” “อยากมีเงินใช้” แต่มันต้องเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนและวัดผลได้ต่างหากครับ ตัวอย่างเช่น “ฉันจะมีเงิน 1 ล้านใน 5 ปีต่อจากนี้ โดยวิธีการสร้างรายได้เพิ่มจากการทำธุรกิจออนไลน์”

2. จับจ้องในเป้าหมายทุกๆวัน

เมื่อตั้งเป้าหมายแล้ว สิ่งสำคัญต่อมาคือการจับจ้องหรือ Focus ไปที่เป้าหมาย ใช้พลังและความคิดสร้างสรรค์ที่เรามีเพื่อให้รู้ว่า เราจะไปถึงเป้าหมายได้อย่างไร อย่างเช่น ถ้าเราบอกตัวเองว่าอยากทำธุรกิจออนไลน์ เราต้องรู้ด้วยว่าเราจะทำธุรกิจออนไลน์แบบไหน อย่างไร และทำยังไงบ้าง

สำหรับเรื่องนี้ Brian Tracy นักสร้างแรงบันดาลใจชื่อดังเคยบอกไว้ว่า..

เศรษฐีนั้นไม่ใช่คิดถึงเป้าหมายทุกเดือนหรือทุกวัน
แต่พวกเขาเหล่านั้นคิดถึงเป้าหมายและความก้าวหน้าในทุกๆชั่วโมงเลยทีเดียว

3. ใช้ให้น้อยกว่าที่หาได้

อุปนิสัยที่สำคัญสำหรับเศรษฐีอีกข้อหนึ่งคือ “ใช้ให้น้อยกว่าที่หาได้” และที่สำคัญกว่านั้นคือ “ต้องมีวินัยในการออม” ไปพร้อมๆกัน ไม่ใช่พอมีรายได้เพิ่มขึ้นแล้วจะกลายเป็นหน้าใหญ่ใจโต ซื้อของโก้หรูมาใช้ เปลี่ยนบ้านใหม่ รถใหม่ แต่เราต้องสร้างนิสัยที่ดีเรื่องการเงินไว้ล่วงหน้าต่างหากครับ

4. สร้างคุณค่าในงานที่ทำ

เศรษฐีส่วนใหญ่จะสร้างคุณค่าในงานมากกว่าคนธรรมดาถึง 2-3 เท่า นั่นคือใส่ความตั้งใจลงไปในงานทุกชิ้นที่พวกเขาได้ลงมือทำ รวมถึงทุ่มเททำงานโดยที่ไม่ย่อท้อ และที่สำคัญไปกว่านั้น พวกเขายังเลือกสร้างคุณค่าในตัวเองด้วยการลงทุนในความรู้ตลอดเวลาอีกด้วย

5. ไม่เคยท้อแท้แม้จะไม่ถึงเป้าหมาย

แน่นอนว่าเราทุกคนไม่ใช่มนุษย์ขั้นเทพ ย่อมจะมีสิ่งที่ผิดพลาดและไม่ประสบความสำเร็จในระหว่างทางที่ก้าวเดิน ธุรกิจอาจจะเจ็ง เป้าหมายอาจจะพลาด แต่สำหรับคนที่มีคุณสมบัติเป็นเศรษฐีนั้น เมื่อผิดพลาดและผิดหวังจากสิ่งที่ทำ เขามักจะถามตัวเองเสมอว่า “เราได้เรียนรู้อะไรจากข้อผิดพลาดนั้นบ้าง” เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็อย่าทำพลาดซ้ำสองอีก นี่แหละครับคือเหตุผลที่ทำให้เศรษฐีทั้งหลายไม่ยึดติดกับความผิดหวัง แต่มุ่งเป้าหมายไปยังความสำเร็จตลอดเวลา ชนิดที่เรียกว่า ไม่มีอะไรหยุดยั้งได้!!!

JK Rolling ผู้เขียนหนังสือชื่อดังอย่าง Harry Potter เคยโดนสำนักพิมพ์ปฎิเสธงานถึง 12 ครั้งก่อนที่จะได้รับการตีพิมพ์ แต่เธอไม่หยุดยั้งที่จะสร้างสรรค์ผลงาน เพราะเชื่อว่า…หนังสือเรื่องนี้คือเป้าหมายของชีวิต!!

6. เข้าใจความเสี่ยง

เรามักจะเห็นเศรษฐีหลายคนกล้าทำอะไรที่แหวกแนวกว่าคนอื่น จนบางครั้งอาจจะดูเหมือนกับคนบ้า แต่ที่จริงแล้วความสำเร็จที่ได้จากความบ้า นั้น มันเกิดจากความเข้าใจในเรื่องความเสี่ยงต่างหากครับ เพราะเมื่อไรที่เราเข้าใจความเสี่ยง เราจะมองเห็นภาพชัดเจนทั้งเรื่องของต้นทุนและความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น ถ้าระดับความล้มเหลวเป็นที่ยอมรับได้ นั่นแหละคือสาเหตุที่เค้ากล้า แม้ว่าคนอื่นจะมองว่าบ้าก็ตาม

7. เป็นคนใจกว้าง และไม่เห็นแก่ตัว

หลายคนมักมีความเชื่อผิดๆว่า คนรวยคือคนที่เห็นแก่ตัว เบียดเบียนคนอื่น แต่ทว่าเศรษฐีที่แท้จริงนั้น เขาจะเป็นผู้สร้างคุณค่าให้กับผู้อื่นต่างหากครับ เพราะยิ่งเขามีเงินมากขึ้น เขายิ่งช่วยเหลือโลกนี้ได้มากขึ้น และที่สำคัญการสร้างความร่ำรวยทั้งหลายนั้น คือ การสร้างคุณค่าให้กับคนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นความคิดอันทรงพลัง หรือผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมในวงกว้าง ถึงจะทำให้คนเหล่านั้นกลายเป็นเศรษฐีตัวจริง และที่สำคัญที่สุด คนเหล่านี้ไม่เคยคิดเห็นแก่ตัว … แต่คิดจะให้ผู้อื่นตลอดเวลามากกว่าครับ

สุดท้ายนี้ ผมเชื่อว่านิสัยที่ดีนั้น เราสร้างขึ้นมาได้จากการฝึกฝน
ดังนั้นถ้าหากอยากเป็นเศรษฐี เรามาเริ่มต้นกันตั้งแต่วันนี้ดีไหมคร้าบบบบ

คุณใช้เงินเป็นหรือไม่??

วิชาความรู้ที่เราเรียนอยู่ตอนนี้ส่วนใหญ่จะสอนให้นำไปใช้กับการทำงานในอนาคต เป็นการเรียนเพื่อสร้างงานและความมั่งคั่งให้ตนเอง นำความรู้ไปประกอบวิชาชีพต่างๆ แต่จะมีสักกี่วิชาที่สอดแทรกแนวความคิดว่า “เราควรใช้เงินอย่างไร”  ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตสูงสุด โดยสอนวิธีการใช้เงินว่าโลกแห่งความจริงในชีวิตการทำงานของนักเรียน นักศึกษาที่เรียนจบออกไปนั้นจะเจอกับปัญหาการเงินอะไรบ้าง มีวิธีการแก้ไขปัญหาการเงินแต่ละรูปแบบอย่างไร

การสอนโดยจำลองสถานการณ์ปัญหาการเงินของจริงที่ผู้ใหญ่เจอในวัยทำงานเพื่อให้เด็กช่วยกันคิด ช่วยกันหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา จะได้เป็นความรู้พื้นฐานไว้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ปัญหานั้นเกิดขึ้นหรือหากเกิดปัญหาขึ้นจริงๆจะได้รู้ว่าควรจัดการกับปัญหาการเงินเหล่านั้นอย่างไรให้หลุดพ้นออกมาได้ ซึ่งลักษณะการจำลองสถานการณ์ปัญหาการเงินเหมือนกับทางหนีไฟ ที่เราควรสำรวจทุกครั้งที่ไปพักในที่ที่ไม่คุ้นเคยหรือพักในโรงแรมต่างๆ ที่ต้องสำรวจทางหนีไฟไว้ล่วงหน้า หากเกิดเหตุไฟไหม้เราจะได้รู้ว่าควรวิ่งไปทางไหนเพื่อเอาชีวิตรอด

การสอนโดยจำลองสถานการณ์จะทำให้จดจำได้มากกว่า

สำหรับวัยทำงานอาจจะใช้วิธีการจำลองสถานการณ์ของตนเองว่า “หากเกิดปัญหาการเงินกับตนเองแล้วจะแก้ปัญหาอย่างไร” โดยปัญหาการเงินส่วนใหญ่ของคนวัยทำงาน คือ การออมเงิน เพราะบ่งบอกถึงวิธีจัดสรรเงินได้เป็นอย่างดีว่ารับรายได้มาแล้วจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและมีเงินเหลือออม การออมเงินนั้นขึ้นอยู่กับทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องการออมเงินของแต่ละคนเพราะมันบอกได้ว่า “คุณใช้เงินเป็นหรือไม่” เรามาลองสำรวจตัวเองว่า เรามีทัศนคติเกี่ยวกับการ “ออมเงิน” เป็นอย่างไร? จากแบบทดสอบการออมนี้โดยใส่เครื่องหมายถูกในช่องที่เป็นตัวเองมากที่สุด จะใส่กี่ข้อก็ได้ค่ะ

เริ่มเลย…

แบบทดสอบการออม

นับเครื่องหมายถูกว่าคุณอยู่ในช่องไหน ระหว่าง A หรือช่อง B

เฉลยแบบทดสอบการออม

ถ้าคำตอบทั้งหมดอยู่ในช่อง A ทางด้านซ้าย : ขอแสดงความยินดีด้วย “คุณใช้เงินเป็น”

คุณเห็นความสำคัญของการออมเงินเป็นอย่างมาก รู้จักการวางแผนการเงินว่าควรจัดสรรเงินอย่างไรให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองในปัจจุบันและอนาคตสูงสุด เก่งทางด้านการจัดการความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดฝันเพราะมีแผนสำรองในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน และจะมีความสุข ความมั่งคั่งทางด้านการเงินในระยะยาว

ถ้าคำตอบทั้งหมดอยู่ในช่อง B ทางด้านขวา : ขอแสดงความเสียใจด้วย “คุณใช้เงินไม่เป็น”

คุณจัดสรรเงินไม่เป็น ไม่ให้ความสำคัญกับการออมเงิน เหตุผลต่างๆที่คุณใส่เครื่องหมายถูกนั้นเป็นเพียง “ข้ออ้าง” ของการไม่ออมเงิน รักความสุขสบายระยะสั้นมากกว่าความมั่นคั่งระยะยาว ไม่รู้จักวิธีจัดสรรเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด คุณอาจจะเดือดร้อนมากหากเจอวิกฤตที่ไม่คาดคิด เช่น ตกงานกระทันหัน เจ็บป่วย เกิดอุบัติเหตุ ฯลฯ เพราะไม่มีเงินออมเก็บไว้เลย (แต่ไม่ต้องกังวลเรามีวิธีแก้ไขที่ด้านล่างค่ะ)

แต่ถ้ามีคำตอบทั้ง A และ B เท่าๆกัน 

แสดงว่าคุณเห็นความสำคัญของการออมอยู่บ้าง แต่จะได้ดียิ่งขึ้นควรลดเหตุผลฝั่ง B ลงแล้วคุณจะมีความมั่งคั่งในอนาคตมากขึ้น

วิธีแก้ไข

วิธีย้ายเหตุผลฝั่ง B ไปฝั่ง A โดยหาวิธีแก้ปัญหาจากการจำลองสถานการณ์เหล่านี้

จำลองสถานการณ์ตกงาน

  • หากตอนนี้ถูกให้ออกจากงานกระทันหัน จะมีเงินไว้ใช้ในชีวิตประจำวันกี่วันเพื่อรองานใหม่ เช่น หากไม่ได้รับเงินเดือน 1-6 เดือนจะอยู่ได้ไหม มีรูปแบบการใช้ชีวิตอย่างไรในช่วงตกงาน จะนำเงินส่วนไหนมาจ่ายในชีวิตประจำวันหรือของที่ผ่อนอยู่ตอนนี้

ตัวอย่างคำตอบ ==> เริ่มออมเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉิน หารายได้หลายทางจากอาชีพเสริมต่างๆ

จำลองสถานกาณณ์ไม่คาดฝัน

  • หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน (เกิดเสียชีวิต ได้รับอุบัติเหตุจนพิการช่วยเหลือตัวเองไม่ได้) คนในครอบครัวเราจะมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร มีอะไรบ้างเป็นเครื่องรับประกันว่าคนข้างหลังเราจะอยู่สบาย สำหรับคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัวและหารายได้เข้าบ้านทางเดียวควรคิดถึงตรงนี้ให้มากๆ การคิดแบบนี้ไม่ใช่การแช่งตัวเอง แต่เป็นการเตรียมความพร้อมให้รับได้ทุกสถานการณ์ เราเคยเห็นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเป็นคนโสด อายุ 50 กว่าๆ มีหลายโรครุมเร้า ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีชีวิตอยู่ แต่ท่านได้วางแผนอย่างระมัดระวังโดยการทำพินัยกรรมมอบมรดกให้ลูกหลานหมดทุกคนแล้ว ท่านบอกว่าจะต้องทำให้เรียบร้อยหากวันนึงเกิดเสียชีวิต ลูกหลานจะได้ไม่ต้องมาปวดหัวเรื่องทรัพย์สมบัติ

ตัวอย่างคำตอบ ==>  ทำประกันชีวิตให้ตนเอง นำเงินไปลงทุนเพื่อให้มีดอกผลส่งต่อให้คนในครอบครัว เช่น ซื้อคอนโด (แล้วปล่อยเช่าเพื่อสร้างรายได้) , ลงทุนหุ้นหรือกองทุนรวม (ได้เงินปันผล) , ซื้อตราสารหนี้ (ได้รับดอกเบี้ย)

จำลองสถานการณ์เป็นหนี้ท่วมหัว

  • อ่านเหตุการณ์ในกระทู้คนมีหนี้สินบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสด ว่ามีลักษณะการใช้ชีวิตที่ยากลำบากอย่างไร รู้สึกอย่างไรเมื่อได้รับโทรศัพท์ทวงหนี้หรือเจอกับแก๊งทวงหนี้โหด แล้วคิดว่าหากเป็นตนเองแล้วจะแก้ปัญหาอย่างไร อ่านไอเดียคำแนะนำของคนในกระทู้ว่ามีอะไรบ้าง แม้ว่าสถานการณ์เป็นหนี้ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เจอปัญหาเล็กใหญ่แตกต่างกันออกไป แต่เราเชื่อว่ามีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนเหมือนกัน คือ มีสติ เราอ่านกระทู้ก็อาจจะไม่รู้สึกเท่ากับคนที่เป็นหนี้เอง แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้จากการศึกษากรณีตัวอย่างวิธีแก้ปัญหาหนี้เหล่านี้จะทำให้เรามีเครื่องมือในการแก้ปัญหาและไม่รู้สึกโดดเดี่ยวโดยคิดว่าตัวเองโชคร้ายที่มีปัญหาทางการเงิน เพราะแต่ละคนก็เจอเหมือนกัน คนอื่นที่มีหนี้เยอะกว่าเรายังผ่านมา

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save