5 เรื่องภาษีน่ารู้ สำหรับนักลงทุนมือใหม่

“เราทุกคนล้วนเกิดมาเพื่อการลงทุน แต่ไม่ได้เกิดมาเพื่อติดดอย” มิตรสหายท่านหนึ่งกล่าวไว้แบบเบาๆ ในวันที่เขาติดตอยหุ้นชนิดที่เรียกได้ว่าไม่ทันตั้งตัว นั่นเป็นเพราะทัศนคติที่ว่า “การลงทุนมันเป็นเรื่องง่าย ใครๆก็ทำได้ กำไรสบายๆ” แต่โลกความจริงมันช่างโหดร้ายยิ่งนัก เลยต้องเจ็บหนักไม่พ้นดอยอย่างทุกวันนี้ แต่นอกจากเรื่องการลงทุนที่เราต้องศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจ ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะเน้นย้ำว่า นักลงทุนมือใหม่ มักจะลืมศึกษา นั่นคือเรื่องราวของ “ภาษีกับการลงทุน” และวันนี้ @TAXBugnoms จะมาพูดคุยให้ฟังถึง 5 เรื่องภาษีน่ารู้สำหรับนักลงทุนมือใหม่

1. เล่นหุ้นอย่าลืมศึกษา “เครดิตเงินปันผล”

เมื่อเราลงทุนในหุ้นที่ดี กิจการมีผลตอบแทน แน่นอนว่าผู้ถือหุ้นอย่างเราๆต้องได้รับเงินปันผลจากที่ทางกิจการแบ่งกำไรให้ และเมื่อได้รับเงินปันผลมาแล้ว เราจะมีทางเลือก 2 ทาง ในการคำนวณภาษี นั่นคือ

  • ยอมถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ให้จบๆไป และไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  • นำเงินปันผลดังกล่าวมารวมคำนวณภาษี และได้รับสิทธิในการใช้ “เครดิตภาษีเงินปันผล”

เครดิตเงินปันผล หมายถึง

ภาษีที่จ่ายจากกำไรสุทธิไปแล้วครั้งหนึ่งในรูปแบบของภาษีเงินได้นิติบุคคล และจ่ายก่อนที่บริษัทจะนำกำไรสุทธิส่วนที่เหลือมาจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น เมื่อทางผู้ถือหุ้นได้รับเงินปันผล ยังต้องนำเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งกำไรดังกล่าวมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีกครั้ง ซึ่งเข้าข่ายเป็นการเสียภาษีซ้ำซ้อนจากกำไรก้อนเดียวกันนั่นเอง!!!!

ดังนั้นกฎหมายจึงให้สิทธิที่จะนำเงินภาษีส่วนที่บริษัทได้จ่ายไปแล้วนั้นกลับคืนมาได้ จึงเป็นที่มาของคำว่า “ขอภาษีคืน” หรือ “เครดิตภาษี”

โดยสูตรการคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผล คือ
เงินปันผล x อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล / 100 -อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล

โดยเมื่อคำนวณแล้วต้องนำเครดิตภาษีเงินปันผลที่ได้รับมารวมเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีและนำมารวมเป็นภาษีหัก ณ ที่จ่าย ออกจากภาษีที่ต้องเสีย โดย

เครดิตภาษีที่คำนวณได้ + เงินปันผล = ถือเป็นรายได้ในการคำนวณภาษี
เครดิตภาษีที่คำนวณได้ + ภาษีหัก ณ ที่จ่าย = ถือเป็นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ถ้าเพื่อนๆพี่ๆน้องๆยังสงสัย ขอแนะนำให้อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่คร้าบบ
“ครบทุกความเข้าใจ กำไรจากการขายหุ้น รอลุ้นเครดิตภาษี โดยพี่ @TAXBugnoms

2. กองทุนรวมให้ดูเรื่อง “รวมคำนวณรายได้”

สำหรับคนที่ลงทุนในกองทุนรวมที่มีการจ่ายเงินปันผลนั้น เมื่อได้รับเงินปันผลมาแล้ว เงินปันผลนี้จะถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ซึ่งนักลงทุนสามารถใช้สิทธิเลือกที่จะหัก ณ ที่จ่าย 10% ไว้ได้เลย และไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้ตอนปลายปีอีกครั้ง ซึ่งสำหรับผู้ที่เสียภาษีในอัตราสูงกว่า 10% การเลือกไม่นำเงินได้ส่วนนี้มารวมคำนวณจะทำให้ประหยัดภาษีได้มากกว่า

อย่างไรก็ตาม อย่าลืมลองคำนวณเปรียบเทียบระหว่างการเลือกหักภาษี ณ ที่จ่ายไปเลย หรือ การนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้นั้น วิธีไหนจะช่วยให้เราสามารถประหยัดภาษีได้มากกว่ากัน เพราะบางครั้ง รวมคำนวณภาษีเงินได้ตอนปลายปี อาจจะทำให้เราเสียภาษีในจำนวนที่น้อยกว่าก็ได้นะครับ

3. รายจ่ายในการลงทุนหักภาษีไม่ได้นะครัช

“กำไรจากการขายหุ้นและกองทุนรวม” นั้น ณ ปัจจุบันยังคงได้รับสิทธิยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ แม้ว่าจะมีข่าวลือว่าจะเก็บภาษีบ้าง แต่ข่าวลือทีว่าก็ยังไม่เป็นเรื่องจริง ดังนั้นเรายังได้รับสิทธิยกเว้นภาษีกันต่อไป แต่ถ้าใครขายหุ้นหรือกองทุนรวมแล้วขาดทุน อันนี้ไม่สามารถนำมาเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีได้นะคร้าบบบบ

4. จัดเก็บเอกสารหัก ณ ที่จ่ายที่ได้รับมาให้ครบถ้วน

โดยปกติแล้ว เมื่อเรายื่นแบบแสดงรายการภาษี หากพี่ๆสรรพากรเค้าสงสัยอยากจะได้เอกสารเพิ่ม เราต้องคอยตรวจสอบเอกสารที่ต้องการและจัดส่งไปให้ทันควัน เพื่อที่จะให้พี่ๆเค้าตรวจสอบได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะกรณ๊ทีต้องการขอคืนภาษีจากเงินลงทุนทั้งหลาย เอกสารการหักภาษี ณ ที่จ่ายในการลงทุนต่างๆ ต้องครบถ้วนถูกต้องสมบูรณ์ ถ้าเราเก็บเอกสารหลักฐานต่างๆไม่ดี เกิดไม่ได้ภาษีคืนขึ้นมาไม่รู้ด้วยนะคร้าบบ

5. คำนวณภาษีง่ายๆ เพียงแค่ยื่นแบบผ่านเน็ต

สุดท้ายสำหรับคนที่จะลองคำนวณภาษีแต่รู้สึกว่ามันยุ่งยากในการคำนวณ วิธีนี้สามารถแก้ไขปัญหาได้ง่ายๆ โดยการยื่นแบบแสดงรายการผ่านอินเตอร์เน็ต ลองกรอกรายการเปรียบเทียบกันว่าต้องเสียภาษีเท่าไร อันไหนรวมคำนวณแล้วเสียภาษีเพิ่มหรือลดลง สามารถลองคำนวณได้ตามใจชอบเลยครับ ระบบของทางกรมสรรพากรจะคำนวณภาษีให้เราอัตโนมัติเลย แต่อย่าเผลอตัวกดปุ่มยื่นแบบไปละกันคร้าบ เดี่ยวจะกลายเป็นยื่นโดยไม่ได้ตั้งใจไปซะงั้น

เคยมีมิตรสหายท่านหนึ่งดีใจที่ได้คืนภาษี รีบกดปุ่มส่งแบบแสดงรายการทันที แต่ดันกรอกรายการไม่ครบ คราวนี้ก็ต้องมายื่นแบบแสดงรายการเพิ่มเติมใหม่อีกครั้ง (ฮาาา)

ทั้งหมดนี้คือเคล็ดลับการวางแผนภาษีสำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ควรรู้ เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาภาษีย้อนหลัง เดี๋ยวชีวิตเราจะพังโดยที่ไม่รู้ตัว และสุดท้ายนี้ถ้าหากใครสงสัยหรือไม่เข้าใจข้อไหน สามารถติดต่อสอบถามมาได้ที่แฟนเพจ @TAXBugnoms หรือ @Aommoney ได้ตลอด 24 ชั่วโมงคร้าบบบบบบบ

สาเหตุที่ทำให้คนส่วนใหญ่เกษียณ ไม่ได้สักที ตอนที่ 2 ” ขอใช้เงินก่อน เหลือค่อยมาเก็บ “

วันนี้จะมาบอกว่า สาเหตุที่ทำให้คนส่วนใหญ่เกษียณ ไม่ได้สักที ตอนที่ 2 เรื่อง ” ขอใช้เงินก่อน เหลือค่อยมาเก็บ “

ซึ่งจากประสบการณ์ของผมเอง ที่พบบ่อยๆ ก็เช่น

1. ตอนนี้รายได้ก็น้อยอยู่แล้ว ใช้จ่ายอย่างเดียวยังไม่พอเลย แล้วจะไปคิดถึงเรื่องจะมาออมเงินให้ตัวเองทำไม

2. ขอซื้อของนั่นนี่ที่ตัวเองอยากได้ก่อน เพราะ อาจจะช่วยให้เราสบายขึ้น เช่นซื้อเครื่องซักผ้าใหม่ จะได้เหนื่อยน้อยลง เป็นต้น

ซึ่งอยากบอกตรงๆว่า ถ้าวันนี้เราคิดกันแบบนี้ แน่นอนว่ายังไงเราก็จะไม่มีเงินเก็บแน่นอน เพราะ มันคือข้ออ้างทั้งนั้นครับ

โดยผมเคยติดตามข่าวของ “คุณอภิรักษ์ แซ่ฮ้อ” ที่เคยมาออกรายการตีสิบ (ลองไป search ดูนะครับ) ซึ่งรายได้เค้าก็ไม่ได้มีรายได้สูงสักเท่าไหร่กับอาชีพเก็บขยะของเก่าขาย

แต่ที่ต้องชื่อชมคือ ความมีวินัยในการฝากเงินวันละ 20 บาท ติดต่อกัน 16 ปี เป็นต้น

ดังนั้นการจะเก็บเงินนั้นไม่เกี่ยวกับการมีรายได้มากหรือน้อย แต่มันอยู่ที่ว่าเราคิดว่าเราจะเกษียณแบบมีความสุข และมีอิสรภาพทางการเงินหรือไม่

วันนี้ผมจึงอยากให้ทุกๆท่านลองเปลี่ยนพฤติกรรมจากเดิม “ใช้ก่อนเก็บ” มาเป็นไอเดีย “เก็บก่อนใช้ “ กันนะครับ โดยอาจจะเริ่มง่ายๆ โดยตามหลักสากล ก็จะเก็บแค่ 5-10% ของรายได้ต่อเดือน

เช่น ถ้ามีรายได้ 30,000 บาทต่อเดือน ก็กันเงินสัก 2,000-3,000 บาท ออกมาอีกฝากอีกบัญชีนึงทุกเดือน เป็นต้น หรือให้คิดง่ายๆ ว่า พอเงินเดือนออก ก็ รีบหักเงินเก็บออกไปก่อนเลย

ก็เปรียบเสมือนว่า เราเอาคนแก่คนนั้นที่หน้าตาคล้ายๆเรา แต่อาวุโสกว่าสัก 20 ปี ซึ่งจากเดิมที่อยู่ท้ายแถวมาตลอดเลย แต่ให้เปลี่ยนเป็นว่า พอเวลาเงินเดือนออก ก็ให้เอาเค้า (คนแก่คนนั้นที่หน้าตาคล้ายๆเราแต่อาวุโสกว่า) มาไว้หน้าสุดแทน พอเงินเดือนออกมาก็จ่ายให้คนแก่คนนั้นไปก่อนเลย

หลังจากนั้นค่อยเอาไปจ่ายสิ่งอื่นๆ ถ้าทำแค่นี้ เราก็จะมีเงินเก็บทุกเดือนแล้วครับ ซึ่งถ้าเราเคยชินกับระบบ “เก็บก่อนใช้” เมื่อไหร่ แสดงว่าเรากำลังจะเริ่มมีเงินเก็บเพื่อวัยเกษียณแล้ว

หวังว่าทุกๆท่านจะลองไปทำดูนะครับ

By
สุรกิจ พิทักษ์ภากร
นักวางแผนการเงิน CFP
‪#‎wealthplanner‬‬

*** มุ่งให้คนไทยมีสุขภาพการเงินที่ดี ***

www.surakit.com

รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน ตอนที่ 2 : รู้จักเงินปัจจุบันกับเงินอนาคต

ชีวิตที่เป็นวัฎจักรอย่างที่เราได้คุยกันไปก็จะทำให้เราได้เห็นว่า มนุษย์เงินเดือน หลายๆคนนั้นมีวิถีทางในการดำรงชีวิตที่วนเวียนอยู่กับเรื่องของเงินเดือนเข้า ใช้จ่าย เงินเดือนหาย ยืมเงินมาให้ เป็นหนี้ แล้วก็รอวันเวลาที่จะทำให้ตัวเองมีชีวิตที่สดใสอีกครั้งจากการหยอดน้ำมันด้วยเงินเดือนจากนายจ้างมันก็ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นอย่างงี้หรอก มันก็มีบางคนที่เก็บเงินอยู่ได้เหมือนกัน ปัญหาเหล่านี้เกิดได้กับทุกที่นะครับและผมเองก็อยากจะนำเสนอให้ “นายจ้าง หรือ ฝ่ายบุคคล” ให้ความสำคัญในการสนับสนุนการให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารเงินกับพนักงานด้วยก็ดีนะ เพราะหากพนักงานของท่านเป็นหนี้เป็นสิน วันๆเขาก็จะไม่ได้มีกระจิตกระใจในการทำงานหรอกเพราะต้องหาเงินรายวันมาใช้หนี้ก็เป็นได้ นอกจากนั้นมันก็อาจจะทำให้พนักงานต้องหาความมั่นคงและเงินเดือนที่มากขึ้นในบริษัทใหม่ๆที่จะทำให้เขาสามารถใช้จ่ายเงินได้มากขึ้น บริษัทอาจจะสูญเสียพนักงานที่มีความสามารถ (แต่มีปัญหาทางการเงิน) ไปจากบริษัทก็ได้นะครับ

แต่ปัญหาที่น่าหนักใจของชาวพนักงานประจำนั้นก็คือ แม้บางคนรู้แล้วว่าตัวเองมีเงินเท่าไหร่ แต่การที่จะจัดสรรเงินให้ใช้ได้ในแต่ละเดือนอย่างเพียงพอนั้นอาจจะทำไม่ได้ก็ได้ คำว่าเพียงพอของผมคือ รายรับต่อเดือนเท่าไหร่ก็ต้องแบ่งเป็นรายจ่ายและเงินออมให้สามารถได้ใช้ตามนั้น แต่หลายๆคนกลับมองว่าพอของเขาคือการมีเงินใช้จ่ายได้อย่างไม่จำกัดตราบที่เงินนั้นสามารถถูกดึงนำมาใช้ได้ไม่ว่ากรณีใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการนำเงินเก็บเดิมๆที่เคยสะสมไว้มาใช้ หรือ การนำเงินที่สามารถเบิกล่วงหน้าได้มาใช้ก่อน ซึ่งก็ไม่พ้นกับเรื่อง เงินกู้ยืม การติดเงินไว้จ่ายที่หลัง เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งที่เราจะต้องเข้าใจก่อนเป็นอันดับแรกก็คือ เงินนั้นมันมี 2 ส่วน คือ เงินปัจจุบันและเงินในอนาคต

เงินปัจจุบัน : เงินที่คุณมีอยู่ใช้จ่ายจากเงินเดือนที่มี รวมถึงบรรดาเงินที่ออมที่คุณเก็บไว้ใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นในยามฉุกเฉิน หรือเมื่อคุณต้องการใช้เงิน มันเป็นเงินทองที่ทำให้คุณอุ่นใจว่าคุณจะไม่ลำบากเมื่อหลายๆอย่างทำให้คุณต้องการใช้เงิน

เงินในอนาคต : เงินที่คุณจะเบิกมาใช้ก่อนล่วงหน้าและคุณก็ต้องคืนเงินก้อนนั้นเมื่อถึงเวลาที่กำหนด คุณจะสามารถจับต้องเงินนี้เมื่อคุณมีความอยากจะได้อะไรที่เงินในปัจจุบันให้กับคุณไม่ได้

สาเหตุสำคัญที่ทำให้มนุษย์เงินเดือนจำนวนไม่น้อยใช้เงินในอนาคตรู้ไหม?

1. การไม่ได้เตรียมพร้อมรับความเสี่ยงต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าเราจะมองว่าเราไม่ได้ใช้เงินเกินตัว แต่บางทีเราใช้เงินจนหมดก็สามารถทำให้เราเกิดความเสี่ยงได้ ไม่มีใครรู้หรอกว่าอยู่ๆเราจะต้องใช้เงินด้วยความจำเป็นเมื่อไหร่และเมื่อเราเกิดจำเป็นต้องใช้เงินขึ้นมา นั่นก็เป็นสาเหตุแรกที่เราจะต้องพึ่งเงินในอนาคต

2. ก็เงินเดือนมันน้อยอ่ะ (รู้สึกไปเองบ้าง บางที ฮาๆ) หลายๆครั้งเราเองนั่นล่ะที่จงใจใช้เงินในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้มุมมองที่ตัดสินว่าเงินในปัจจุบันเองไม่ได้ทำให้ชีวิตของเรานั้นดีขึ้นได้อย่างรวดเร็วจึงควรใช้เงินในอนาคตมาใช้ก่อน ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับ Lifestyle ของเราไม่ว่าจะเป็นการใช้เงินเกินตัวไปกับสิ่งต่างๆที่เกินความจำเป็นต่อชีวิตเรา แน่นอนครับว่า เงินปัจจุบันมันช่างน่ารำคาญใจที่จะเก็บออมเพื่อจะจ่ายในสิ่งที่อยากได้ ต้องใช้เวลานาน แต่เงินในอนาคตพอมันหยิบยื่นมาทีเดียว โห้ เสกได้ทุกอย่างตามที่ฝันเลยทีเดียว

เงินอนาคตนั้นส่วนใหญ่ที่เราสามารถหยิบยืมมาได้ อาจจะไม่ใช่รูปแบบของตัวเงินสะทีเดียว แค่การติดเงินไว้ก่อนนั่นก็คือเราติดหนี้แล้ว และสิ่งที่จะทำให้เราสามารถใช้จ่ายเงินในอนาคตได้อย่างคล่องมือก็คือ “ความน่าเชื่อถือที่เรามี” ในภาษาอังกฤษเขาก็เรียกกันสั้นๆว่า มีเครดิต ซึ่งมันอาจจะสะท้อนออกมาเป็นรูปแบบของจำนวนเงินที่เขาจะอนุญาตให้เราใช้เงินอนาคตได้ เมื่อเราใช้เงินคล่องมือ ใช้เงินรัวๆ รูดๆจ่ายไปเป็นระวิงๆ มันก็สามารถทำให้เงินในอนาคตเราหมดได้เช่นกัน ซึ่งนั่นจะเป็นเรื่องที่แย่ยิ่งกว่าเดิมเพราะเราจะไม่มีทั้งเงินในปัจจุบันที่เป็นของเราหลงเหลืออยู่เลยก็ได้ มันต้องคืนในอนาคตทั้งหมด รวมถึงมีค่าใช้จ่ายต่างๆที่อาจจะเดินหน้าเช็คบิลชีวิตเราในอนาคตอีกนานับประการ ซึ่งผมว่าคนที่เคยเจอเหตุการณ์อย่างนี้ก็มีเยอะและจะรู้สึกเครียด มีปัญหา ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร

ผมก็ไม่รู้ว่าจริงๆเงินในอนาคตมันดีหรือเปล่านะ? ทำไมหลายๆคนจึงให้เงินในอนาคตมาทำร้ายเงินในปัจจุบันได้???

และทำไมเราไม่ลองคิดในอีกแง่ว่า จะทำอย่างไรให้เงินในปัจจุบันมันสร้างเงินในอนาคตอย่างงอกเงยให้เราได้ใช้???

ตรงนี้ก็อยู่ที่ทางเลือกของเราแต่ละคนแล้วครับ…

เงินบนโลกนี้เพิ่มขึ้นมาได้อย่างไร

เราเคยสงสัยไหมว่า ทำไมบริษัทที่เราทำงานอยู่จึงมียอดขายเพิ่มขึ้น
ทำไมเราถึงมีเงินเดือน มีรายได้มากขึ้น
ทำไมถึงมีเงินหมุนเวียนในตลาดหุ้นมากมาย
ทำไมถึงมีเงินมากมายบนโลกจนเรานึกจินตนาการไม่ไหวว่าจะใช้เงินหมดได้ยังไงในชาตินี้
ทำไมเงินถึงเพิ่มขึ้นมาบนโลกนี้
เงินมาจากไหนกันนะ

เงินมีพัฒนาการมายาวนานมากแล้วตั้งแต่เรายังไม่ค่อยรู้ด้วยซ้ำว่าเงินเอาไว้ทำอะไรได้บ้าง
เงินเคยเป็นตัวแทนใช้แลกเปลี่ยนแทนสิ่งของมีค่าระหว่างกัน
เงินเคยถูกสร้างเป็นตัวแทนทองคำ
ปัจจุบัน เงินถูกสร้างขึ้นมาผ่านกลไกที่แทบเรียกได้ว่า มหัศจรรย์อย่างไม่น่าเชื่อ!

จะขอเล่าเป็นภาพง่ายๆ ถึงกลไกนั้น

ธนาคารเป็นที่รับฝากเงิน

เมื่อธนาคารรับฝากเงินได้สักก้อนหนึ่งไปสักระยะ สมมุติรับฝากเงินจากลูกค้ามาได้ 1 ล้านบาท
Business Model ของธุรกิจธนาคารคืออะไร

ธนาคารมีกำไรมาจากดอกเบี้ยที่เขาปล่อยเงินกู้ให้ลูกค้าน คำถามต่อมาถามว่า ทำอย่างไรธนาคารจึงจะมีรายได้มากขึ้น

คำตอบคือ ธนาคารปล่อยเงินกู้ให้ลูกค้ามาขอยืมเงินไปใช้ก่อนแล้วคิดดอกเบี้ย ดอกเบี้ยคือรายได้ของธนาคาร

ธนาคารเอาเงินจากไหนมาปล่อยกู้

ธนาคารก็เอามาจากเงิน 1 ล้านบาทที่ลูกค้าฝาก

มีกฎเกณฑ์บอกไว้ว่าธนาคารสามารถกันเงินเพียง1ใน10ส่วนของที่มีจริงเก็บสำรองไว้ในธนาคารก็พอแล้ว

ที่เหลืออีก9ใน10ส่วนสามารถเอาออกมาปล่อยให้คนอื่นมากู้ยืมเงินไปใช้ได้

คนกู้เงินไปทำอะไรบ้าง

คนกลุ่มแรกกู้เงินไปทำธุรกิจ ลงทุนเพิ่มให้เกิดผลผลิตเพื่อเอาไปขาย ได้กำไร แล้วก็แบ่งสันปันส่วนกำไรให้ลูกจ้างมาในรูปแบบเงินเดือนค่าจ้าง

คนอีกกลุ่มหนึ่ง กู้ยืมเงินเช่นผ่านระบบบัตรเครดิต สินเชื่อบ้านรถ เอาเงินไปซื้อของที่คนกลุ่มแรกขาย

มีกฎเกณฑ์กล่าวว่า คนทั้งสองกลุ่มนี้ก็ต้องทำงานหาเงินมาใช้ “หนี้สิน” ที่ก่อไว้ให้ครบ ห้ามเบี้ยว

ดังนั้นบางคนอาจจะไปกู้ยืมเงินมาอีกเพื่อลงทุนหารายได้เพิ่มมาจ่ายหนี้ให้ครบ
กู้ ลงทุน มีรายได้ ใช้หนี้ มีเงิน
ปล่อยกู้ ใช้หนี้ มีเงิน
ปล่อยกู้ ใช้หนี้ มีเงิน
ปล่อยกู้ ใช้หนี้ มีเงิน วนแบบนี้ไปเรื่อยๆ
เราคงจะมองเห็นภาพวงจรที่หมุนเป็นวงกลมของการเพิ่มเงินในโลกนี้แล้วบ้าง

ปัจจุบัน เงินไม่ได้มาจากการมีสำรองทองคำ
เงินไม่ได้มาจากสิ่งมีค่าจริงๆ
แต่เงินมาจาก “หนี้”

“หนี้” ก่อให้เกิดเงิน

และกลไกนี้ กำลังจะมีปัญหา…อาจเป็นเพราะเงินนี้เพิ่มขึ้นมาด้วยเหตุจากกิเลสและความโลภมากเกินไป

Star Wars : Secret of the Empire จาก Disney ครบทุกอย่างที่คอเกมต้องการ

ภายในสิ้นปีนี้ Disney จะมอบโอกาสครั้งใหม่ให้คุณก้าวเข้าสู่ “กาแลกซี่อันไกลแสนไกล” ที่น่าจดจำมากกว่าที่เคย ด้วย Virtual Reality ที่สามารถ “สัมผัส” ได้ถึงจักรวาลสตาร์วอร์

Star Wars : Secrets of the Empire ถูกพัฒนาโดย Lucasfilm entertainment division ILMxLAB และผู้สร้าง Virtual Reality อย่าง The Void โดยมีกำหนดการเปิดให้ประชาชนเข้าชมในช่วง ฤดูกาลวันหยุดยาวนี้ที่ Downtown Disney Disneyland Resort ใน California รวมไปถึง Disney Springs ที่ Walt Disney World Resort ใน Florida

“ประสบการณ์ที่เปลี่ยนไปนั้นมากกว่าสิ่งที่คุณเห็นได้ด้วยตา มันคือสิ่งที่สามารถสัมผัสได้ รู้สึกได้ กระทั่งได้กลิ่น” Curtis Hickman ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าฝ่ายครีเอทีฟของ The void อธิบาย

“ผู้ก้าวเข้ามาร่วมใน Star Wars : Secret of the Empire จะไม่เพียงเห็นโลก แต่พวกเขาจะรับรู้ว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่น่าอัศจรรย์ด้วย”

เช่นเดียวกันกับ ILMxLAB Executive Vicki Dobbs Beck ที่อธิบายว่าประสบการณ์ครั้งนี้จะปลุก “ประสาทสัมผัสทั้งหมด” กล่าวอีกนัยหนึ่งคือถ้าคุณสงสัยว่าจักรวาลสตาร์วอร์จะมีกลิ่นเช่นไร คุณจะได้พบเร็วๆนี้

ตามข่าวที่ออกมา “ผู้เล่นจะสามารถเดินไปมาได้อย่างอิสระโดยไม่มีสิ่งใดผูกมัด พูดคุย และรู้สึกได้ Star Wars : Secret of the Empire Experience จะช่วยให้พวกเขามีปฏิสัมพันธ์และมีส่วนร่วมกับเพื่อนและครอบครัวและตัวละครของ Star Wars “ผู้เล่นจะกลายเป็นหนึ่งในผู้รับรู้เรื่องราวที่ไม่ได้ถูกเล่าขาน” Beck กล่าว

Source :

https://www.pcmag.com/news/355435/what-does-the-star-wars-universe-smell-like-head-to-disney

http://www.starwars.com/news/star-wars-secrets-of-the-empire-hyper-reality-experience-coming-this-holiday-season

[แถลงการณ์] คำขอโทษจาก Mr.Grayman

สวัสดีครับ ผมนายเกรย์เจ้าของเพจ Mr.Grayman V2 เองครับ

วันนี้ผมตั้งใจเขียนบทความเพื่อมาชี้แจงเรื่องคำพูดที่ไม่สุภาพของผมในเวปไซด์ออมมันนี่

รวมถึงขอโทษทุกคนที่ผมเขียนข้อความทำให้หลายๆคนไม่พอใจครับ

ผมเห็นหลายคนต่อว่ามาทั้งทางเฟสบุ๊ก แฟนเพจ หรือแม้แต่ทาง sms

ว่าผมใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ ด่าคนอื่นด้วยข้อความหยาบคายต่างๆ

ผมเข้าใจดีครับ และน้อมรับมันด้วยความเต็มใจ แต่อย่างไรก็ตามผมจะพยายามปรับปรุงตัวให้ดีกว่าเดิมนะครับ

เอาล่ะครับ
ผมขออธิบายตามนี้ละกันนะครับ ตั้งใจอ่านให้ดีนะครับ

กรุที่ผมใช้นั้นต้องการเลี่ยงคำว่า “กู” เพื่อให้ไม่หยาบ ต้องขอโทษด้วยครับ
จะปรับปรุงตัวในจุดนี้ อาจจะพยายามใช้ให้น้อยลง

ส่วนคนที่ไปบอกหัวหน้าผมว่า ให้ไล่ผมออก หรือแม้ใครก็ตามที่ต่อว่ามา

ผมขอบอกว่า คนเราทุกคนล้วนเคยทำผิดพลาด

แต่คนที่รู้ตัวว่าผิด ควรให้อภัยใช่ไหมครับ

ต่อไปนี้ผมจะยกตัวอย่างประกอบในบทความให้ชัดเจนขึ้น

แต่สำหรับพวกแฟนคลับไม่ต้องกลัวว่าจะเปลี่ยนสไตล์

ผมขอยังใช้คำว่า กรุ และมรุงอยู่บ้างนะครับ เพื่อเป็นสีสันในบทความ

ผมรู้ว่าหลายๆคนอาจจะไม่เชื่อก็คงต้องแล้วแต่ว่าจะมองกันอย่างไร

ผมจะพยายามปรับตัวเป็นคนที่ดีให้ได้ครับ อาจจะช้าหน่อย นานไปนิด กว่าที่จะคิดได้
แต่ขอรับรองว่าต่อไปจะดีขึ้นอย่างแน่นอน

ขอบคุณคำต่อว่าด่าทอต่างๆที่ให้มาโดยตลอดนะครับ

ถึงแม้คนจะเกลียด หรือไม่ชอบ แต่มันก็มีมุมมองอื่นให้เราได้เลือกมองเช่นเดียวกันครับ

เพียงแต่เราต้องรู้นะครับว่าเราทำอะไรอยู่ ไม่ทำร้ายใคร

และแม้ว่าจะเคยผิดพลาดมาแค่ไหน

ก็อย่าลืมมองประสบการณ์ที่ผ่านมา เพื่อพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น เรามาช่วยๆกันนะครับ

ขอบคุณอีกครั้งจากใจ
Mr.Grayman V2

งานอดิเรก สร้างเงิน

สำหรับคนที่รักการทำงานอดิเรก ทำสนุกๆ ฆ่าเวลา มาเปลี่ยนงานอดิเรกให้เป็นเงินกันเถอะ

  1. เลือกทำสิ่งที่เรารัก พอเราได้ทำในสิ่งที่เรารัก เรามักจะไม่เบื่อ และทำได้เรื่อย มีหลายอย่างมากมาย เช่น รักการเล่นกีตาร์ เล่นเก่งมาก ก็สามารถเปิดสอนกีตาร์ได้ รักการประดิษฐ์ งานฝีมือ ทำมาก็นำไปขายได้ ลองเลือกดูว่าเราชอบที่จะทำอะไร
  2. ศึกษาการตลาด สิ่งที่คุณทำอยู่จะขายได้ดีในตลาดแบบไหน มันควรจะมีอะไร แล้วเราจะพัฒนาสินค้าเราได้อย่างไรบ้าง
  3. มองโอกาส จากการทำเราเปิดตลาดเล็ก มีโอกาสที่จะพัฒนาไปเป็น SMEs ได้บ้างไหม
  4. พัฒนาทักษะของตัวเองอยู่เสมอ ไม่เพียงแค่ในงานอดิเรก แต่สามารถนำมาปรับใช้ในงานประจำได้ด้วย

ลองกลับไปมองหาสิ่งที่ตัวเองทำแล้วมีความสุข สามารถทำเป็นงานอดิเรกได้ เพียงเท่านี้คุณก็จะมีรายรับเพิ่มขึ้นอีก 1 ทาง เก็บเงินล้านด้วยตัวเองไม่ยากอีกต่อไป

[ออมหุ้น] ตอนที่ 10 ความเข้าใจในเงินปันผล

ช่วงนี้ผมค่อนข้างยุ่งมากๆเลยไม่ได้มาเขียนอย่างต่อเนื่องเลย

แต่จะมาเล่าการออมหุ้นเรื่อยๆนะครับ อยากเล่าซัก 100 ตอนเนอะ

ตอนที่ 9 ผมเล่าให้ฟังว่าการตั้งคำถามในการซื้อหุ้นโดยเริ่มคำว่า ออมหุ้นอะไรได้เงินปันผลสูง” 

ถ้าเราโชคดีเราได้หุ้นดีปันผลสูงตลอดก็ดีไป แต่ถ้าโชคไม่ดี เจอปันผลสูงแค่ทีเดียวแล้วเจ๊ง มันก็มีให้เห็นได้ สิ่งที่เราจะต้องเริ่มคิดตั้งแต่แรกก็คือ

“เราจะหาหุ้นดีได้อย่างไร?” และ…..

“เราจะสะสมมันอย่างต่อเนื่องด้วยวิธีไหน”

สิ่งที่คุณควรจะต้องรู้เกี่ยวกับการปันผลในหุ้นดีๆ

ผมสมมตินะ ถ้าโลกนี้มีหุ้นอยู่ 2 ตัว….. คือ หุ้น A กับ หุ้น B

หุ้น A และ B มีลักษณะเหมือนคล้ายกันมากในทุกๆเรื่อง……

ต่อมา…. คนในตลาดให้ความสนใจกับเงินปันผลมากๆ

หุ้น A ราคา 100 บาท ประกาศปันผลที่ 2 บาท !!! ประมาณ 2%

หุ้น  B ราคา 100 บาท ประกาศปันผลที่ 4 บาท!!! ประมาณ 4%

คุณคิดว่า หุ้นไหนที่คนจะซื้อล่ะ?????

แน่นอน หุ้น B ใช่ไหม?

เมื่อคนแห่กันไปซื้อ ราคาหุ้น B จะปรับตัวสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

จาก 100 บาท ปันผล 4 บาท (ปันผล 4%)

ต่อมากลายเป็น 120 บาท มันจะกลายเป็น ปันผล 3.3% (เทียบ A ก็ยังได้ปันผลเยอะกว่า)

ต่อมากลายเป็น 160 บาท มันจะกลายเป็น ปันผล 2.5% (เทียบ A ก็ยังได้ปันผลเยอะกว่า)

ต่อมากลายเป็น 200 บาท มันจะกลายเป็น ปันผล 2% (เทียบ A ก็ยังได้ปันผลเท่ากันเลย)

และเชื่อไหมว่า เราจะไม่มีทางได้ซื้อที่ 120 บาทหรอก มันจะเปิดโดดมา 200 บาททันที

(อันนี้มองแค่หลักการนะครับ ไม่ได้มองว่ามี Floor – Ceiling ใดๆ)

แต่พอมันราคา 200 บาทแล้ว คงยากที่จะมีใครซื้อที่แพงกว่านี้ เพราะถ้าราคาเกินไปอีก

เขาก็จะบอกกันว่า งั้นไปซื้อหุ้น A แทนดีกว่า! 

เรื่องนี้ไม่ได้เกิดกับแค่หุ้นหรอก มันเกิดในอีกหลายสรรพสิ่ง 

อย่างพวกตลาดดอกเบี้ยก็เกิดเช่นกัน เมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง

ราคาหน้าตัวมันก็จะแพงขึ้นเทียบกับผลตอบแทนที่ลดลงในตลาด

อะไรอย่างเง้ๆๆๆๆๆๆๆๆ

จากสมมติฐานดังกล่าว

ถ้าในตลาดมีหุ้นแค่ 2 ตัว และปันผลเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกลงทุน

เชื่อป่ะว่าคุณจะไม่มีวันหาหุ้นที่ปันผลโดดกว่าชาวบ้านได้เลยถ้าหุ้นมีความใกล้เคียงกัน

เพราะตลาดมันจะกำหนดผลตอบแทนให้คุณซื้อขายกันนั่นแหระ

อะไรที่กระโดดเกินตลาด ตลาดก็จะสร้างสมดุลให้มันอยู่ในกรอบของตลาดที่เป็นอยู่เอง

การที่คุณไปนั่งจิ้มหาหุ้นดีๆและปันผลสูงๆ มันยากมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

แต่ที่เราเจอๆปันผลสูงแบบโดดๆขึ้นมา มันอาจจะเป็นเพราะ มันคงมีอะไรต่างจากตลาดที่เป็นอยู่

(ก็เป็นวิธีคิดของผมเองนะครับ ท่านอื่นๆมีความคิดเห็นยังไงบ้าง?)

แต่มันก็มีอีกวิธีก็คือ…………..

“ซื้อแล้วถือไว้ เพื่อให้ได้รับปันผลในอัตราส่วนเทียบกับทุนที่มากขึ้น”

เดี๋ยวจะมาขยายความกันต่อในตอนที่ 11 ครับ

ต้าร์ กวิน สุวรรณตระกูล

เจ้าของผลงานหนังสือ ออมหุ้น ออมความสุข จากเวปไซต์ www.aomstock.com

และ หนังสือรวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน

นักเขียนประจำเวปไซต์ www.aommoney.com/tarkawin

3 วิธีสอนลูกให้รู้เรื่อง “การออมกับกองทุนรวม”

เผอิญว่าเมื่อ 3-4 วันก่อน ระหว่างที่ผมกำลังนอนอยู่บนเตียงนิ่ม ๆ อย่าง เพลิดเพลินอยู่ ทันใดนั้นหลานสาวตัวแสบของผมก็ส่งเสียงอ้อน คุณแม่(พี่สาวของผม) ว่าไม่อยากให้คุณแม่จะต้องไปทำงาน เพราะว่าต้องการที่จะให้อยู่เล่นด้วย  ด้วยความที่พี่สาวของผมพอจะรู้ว่าจะต้องพูดคุยอย่างไรกับเจ้าตัวเล็กนี้ให้เข้าใจถึงเหตุผลที่ดีในการไปทำงาน จึงบอกกับหลานตัวแสบผมว่า

“แม่จะไปทำงาน จะได้เอาเงินมาให้คะน้าไง(หลานผมชื่อคะน้า) เอาไว้กินขนม หรือ กินข้าว ถ้าเราไม่ทำงานละก็อาจจะไม่มีข้าวกินก็ได้นะ คะน้าอาจจะอดไปเที่ยวกับพ่อและแม่ด้วย” 

ผมที่นอนอยู่ก็รู้สึกว่า เป็นเรื่องจริงและ ถูกต้องเหมือนกัน แต่ก็อยากจะเพิ่มความรู้สึกดี ๆ ให้กับหลานตัวเล็กของผมด้วยจึงลุกจากที่นอน และเดินไปบอกกับไอ้ตัวแสบว่า 

“คุณแม่เราน่ะ ทำงานเก่งมาก และรักงานที่ทำมาก ๆ ด้วย ที่สำคัญ ที่ทำงานมีเพื่อน ๆ เยอะแยะเลย ทำงานน่ะสนุกมากเลยนะ ทำไปมีความสุขไป” 

ไอ้ตัวเล็กก็เหมือนจะตื่นเต้นไปด้วย เพราะไอ้คำว่า “สนุก” นี่แหละครับ กลายเป็นทำให้ไอ้ตัวเล้ก อยากไปทำงานกะพี่สาวผมซะงั้น 55+ แต่ก็ไม่ได้ไปนะครับ สุดท้ายก็เหมือนไอ้ตัวเล็กก็ยอมอยู่บ้านแต่โดยดี

จึงเป็นที่มาของหัวข้อวันนี้ครับ ผมเองก็อยากสอนเด็ก ๆ ให้รู้จักออมเงิน และเริ่มเข้าใจเรื่องคุณค่าของเงิน รวมถึงถ้าเด็กเหล่านี้ได้เริ่มเข้าใจการลงทุนก็น่าจะดีไม่น้อยครับ

เรามาเริ่มกันเลยนะครับ

1. กำหนดเป้าหมายง่าย ๆ ให้รู้จักเก็บออม

วัยเด็ก (ก่อนอายุ 12 ปี) – วัยนี้ “คำชม” เป็นเรื่องสำคัญ “การให้รางวัล”เป็นเรื่องใหญ่ และพ่อแม่ “ต้องให้ความร่วมมือ”

การให้เด็กในวัยนี้รู้จัก เรื่องการออมเป็นเรื่องง่ายมากครับ เพียงแค่ ตั้งเป้าหมายร่วมกันในการออม โดยมีกระปุกออมสินใบใหญ่อยู่กลางบ้าน พ่อแม่ ต้องช่วยกันออมเงินให้ลูกเห็นทุกวัน และที่สำคัญเมื่อลูกของท่านได้หยอดกระปุกด้วยตนเอง อย่าลืมกล่าวคำชื่นชม หรือ ให้”ดาว”กันด้วยนะครับ ดาวอาจจะไร้สาระสำหรับพวกเราที่เป็นผู้ใหญ่ครับ แต่สำหรับเด็ก ๆ มันคือ “สัญลักษณ์” ที่บ่งบอกถึงความภูมิใจของเด็ก ๆ นะครับ อย่าทำเป็นไม่เห็นความภูมิใจ และ เชื่อมั่นของเด็ก ๆ เพราะว่า มันจะลดทอนความเชื่อมั่นแบบลึก ๆ ในตอนที่เขากลายเป็นผู้ใหญ่ครับ จากนั้นพอได้ดาวครบ หรือ ได้เงินตามที่ต้องการก็พาเด็ก ๆ ไปเที่ยวที่ที่ พวกเขาชอบครับ เป็นการบอกว่าการออมในระยะยาวนั้น นำมาซึ่งความสุขได้ครับ(ลำบากก่อน สบายทีหลัง และรู้จักรอคอย)

วัยรุ่น (หลัง 12 ปี)  – วัยนี้ “ตัวตน” เป็นเรื่องสำคัญ “ความหล่อและสวย”เป็นเรื่องใหญ่ และพ่อแม่ “ต้องแชร์ความสำเร็จ”

เนื่องจากเด็กในช่วงนี้ ต้องได้รับการยอมรับ และต้องการมีเพื่อน ถ้าลูก ๆ ของคุณ อยากได้อะไรที่มันดูดีในกลุ่มเพื่อน ๆ เช่น ต้องการเอาเงินไปรักษาสิว หรือ เอาเงินไปซื้อกีต้าร์มาเล่น ก็ลองให้เค้าเริ่มเก็บออมดูครับ แต่การเก็บออมต้องมีความเป็นไปได้ด้วยนะครับ เช่นอยากได้ของราคา 15000 บาท ให้เก็บวันละ 100 บาท 150 วัน อาจจะดูยากไปนิดครับ เนื่องจากเด็กวัยนี้อาจจะได้รายได้ต่อวันไม่เยอะ ดังนั้นคุณพ่อ คุณแม่ อาจจะช่วยสนับสนุนด้วยส่วนนึงครับ เช่นเก็บออมช่วยกันคนละครึ่งก็ได้ และจะได้มีกิจกรรมร่วมกัน ประโยชน์อีกอย่างของการเก็บออมร่วมกันคือ ได้คอยให้คำแนะนำการแบ่งเงินให้กับลูก ๆ ได้ด้วยครับ

2. บอกข้อดีของการลงทุน และข้อดีของกองทุนรวม

อันนี้ต้องบอกก่อนว่า เด็กทั้ง 2 วัยนี้เริ่มที่จะเข้าใจเหตุ และ ผล ได้แล้วนะครับ ถ้าเรามีเวลาในการพูดคุยกับลูก ๆ ครับ ดังนั้น วิธีการที่จะบอกว่า การลงทุนมันดีอย่างไร และ กองทุนรวมคืออะไรก็ไม่ยากครับ คือ บอกไปตรง ๆ ครับ

วัยเด็ก (ก่อนอายุ 12 ปีแต่ไม่ต่ำกว่า 5  ปี)

ถ้าเอาไปลงทุนจะได้ ดาวคูณ 2 หรือ ได้ไปเที่ยวเร็วขึ้นนะ

วัยรุ่น (หลัง 12 ปี)

การลงทุนอาจจะทำให้เราได้กีต้าร์ 2 ตัว หรือ อาจจะได้กีต้าร์เร็วขึ้นกว่าที่คิดนะ

+ ข้อดีของกองทุนคือ เราไม่ต้องบริหารเงินเอง มีคนมาบริหารเงินให้ แถมเงินที่เก็บมาก็เพิ่มมากขึ้นด้วย จากนั้นก็พาไปธนาคารกันครับ

3. พาลูกไปซื้อกองทุนรวมด้วยกัน

หรือที่เรามักจะเรียกว่า ” ตัวอย่างที่ดีมีค่ามากกว่าคำสอนครับ “

ผมแนะนำว่าให้พ่อและแม่ พาลูก ๆ เข้าธนาคารด้วยกัน และทำการซื้อกองทุนรวม กับพนักงานธนาคาร เพื่อสร้างความเคยชิน และคุ้นเคยให้กับเด็ก ๆ ในการลงทุนครับ และถ้าจะให้ดีละก็ ให้เด็ก ๆ มีโอกาสสอบถามพนักงานถึงเรื่อง ความเสี่ยงของกองทุน, ผลตอบแทน, ค่าธรรมเนียม เรียกได้ว่าให้เด็ก ๆ ชวนคุยกับพนักงานธนาคารดูครับ ผมมั่นใจว่าเด็ก ๆ ไม่รู้เรื่องที่เค้าจะถามซักเท่าไหร่หรอกครับ แต่ว่า !! มันเป็นการเสริมสร้างนิสัย และ ความเคยชินในการลงทุน รวมถึง การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นไปด้วย และคำถามเหล่านี้จะฝังอยู่ในความคิดของเด็ก ๆ แน่นอนว่าประโยชน์ที่ได้มันไม่ได้เกิดภายในวันนี้ครับ แต่โตไปเค้าจะเข้าใจได้อย่างดี และ เร็วกว่าคนอื่น ๆ อย่างแน่นอนครับ

จุดสำคัญครับ !! ถ้า พ่อซื้อกองทุน แม่ต้องชมพ่อ // ถ้าแม่ซื้อกองทุน พ่อต้องชมแม่ **** 

เพราะอะไรหรือครับ ??

เพราะว่าเด็ก ๆ จะเห็นถึงการชื่นชมกันเอง และความรักในครอบครัว เขาจะเลียนแบบครับ เพื่อให้ได้รับคำชมเช่นกัน เหมือนดูแล้วไม่มีอะไร แต่ในจิตใต้สำนึกของเด็ก ๆ จะทำงานและเรียนรู้ถึงการชื่นชมคนอื่น และเป็นที่ชื่นชมไปด้วย การทำความดีจะทำให้เราได้รับความสุข ความรักของคนในครอบครัวมันจะเติมเต็มจิตใจของเด็กให้มีความอบอุ่น และเมื่อเด็ก ๆ เหล่านี้เติบโตไปมีครอบครัวก็จะเลียนแบบท่าน เค้าก็จะสอนสิ่งเหล่านี้ให้กับหลานของท่านต่อไปด้วยครับ

ผมว่าเด็ก ๆ เป็นอะไรที่สอนง่าย และจดจำคำสอนของเราได้ดีมาก ๆ ครับ แต่เพื่อทำให้เด็ก ๆ เหล่านี้รู้จักคุณค่าของเงิน ด้วยหัวใจ มิใช่เพียงแค่มูลค่าของมัน

5 Checklist ความเข้าใจเรื่องภาษี “หุ้นและกองทุนรวม”

หลังจากที่ @TAXBugnoms เขียนบทความเรื่องภาษีกับการลงทุน “5 เรื่องภาษีน่ารู้ สำหรับนักลงทุนมือใหม่” ก็มีหลายๆคนสงสัยว่า ถ้าหากมีรายได้จากการลงทุนจากหุ้นและกองทุนรวมจะต้องเสียภาษีอย่างไร วันนี้เลยจะมาสรุปความเข้าใจแบบสั้นๆ ง่ายๆให้ฟังกันครับ

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่ารายได้ที่ได้รับจากการลงทุนสำหรับหุ้นและกองทุนรวม นั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ กำไรจากการขาย และ รายได้เงินปันผล โดยสำหรับ หุ้นและกองทุนรวมนั้น จะแตกต่างกันดังนี้ครับ

ความเข้าใจภาษีสำหรับคนลงทุนในหุ้น

1. กำไรจากการขาย : ไม่ต้องเสียภาษี
2. รายได้เงินปันผล

  • ถือเป็นรายได้ประเภท 40(4) ตามประมวลรัษฎากร
  • เมื่อได้รับเงินปันผลจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายทันที 10%
  • เมื่อถูกหักภาษีแล้ว เลือกที่จะไม่รวมคำนวณภาษีตอนปลายปีได้
  • ถ้ารวมคำนวณสามารถใช้สิทธิ เครดิตเงินปันผล
  • อย่าลืมเอาภาษีที่ถูกหักไว้ 10% มาหักออกจากภาษีที่ต้องเสีย

สำหรับคนที่สงสัยเรื่องเครดิตภาษี อ่านเพิ่มได้ที่บทความนี้ครับ

ความเข้าใจภาษีสำหรับคนลงทุนกองทุนรวม

1. กำไรจากการขาย : ไม่ต้องเสียภาษี
2. รายได้เงินปันผล

  • ถือเป็นรายได้ประเภท 40(8) ตามประมวลรัษฎากร
  • เมื่อได้รับเงินปันผลจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายทันที 10%
  • แต่สามารถเลือกที่จะไม่ให้กองทุนรวมหักภาษีก็ได้ (ติดต่อ บลจ.)
  • เมื่อถูกหักภาษีแล้ว เลือกที่จะไม่รวมคำนวณภาษีตอนปลายปีได้
  • ถ้ารวมคำนวณไม่สามารถใช้สิทธิ เครดิตเงินปันผล
  • อย่าลืมเอาภาษีที่ถูกหักไว้ 10% มาหักออกจากภาษีที่ต้องเสีย

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save