เงินสดต่างกับลูกหนี้การค้าอย่างไร

ถ้าเราไปนั่งอ่านงบแสดงฐานะทางการเงินของบริษัทก็อาจจะมีคำถามไม่น้อยว่า “ลูกหนี้การค้า” คืออะไรฟ่ะ!! พอไปเปิดภาษาอังกฤษดูงงไปใหญ่คือ “Account Receivable” ซึ่งจริงๆแล้วเขาก็บอกว่ามันเป็นทรัพย์สินหมุนเวียนอย่างหนึ่งที่จะแปลงร่างเป็นเงินสดในภายหลังได้ ถ้าเราจะพูดในมุมความเป็นจริงของการทำกิจการ มันก็คือการ “ติดไว้ก่อน เดี๋ยวเอามาจ่าย” เช่นพวกธุรกิจขายส่งให้กับร้านค้า หรือการผลิตสินค้าล็อตใหญ่ๆที่ต้องให้เครดิตกับคู่ค้าตามเวลาที่กำหนดแล้วค่อยเอามาคืนในภายหลัง ในส่วนของ “เงินสด” ก็คือเงินที่ได้มาทันทีจากลูกค้า

ถ้าตอบแค่ความแตกต่างแค่นี้ ก็ไม่รู้จะเขียนมาทำไมนะ เรามาดูมุมมองอื่นๆของเรื่องนี้กัน

ความเสี่ยง

ใครๆก็อยากได้รับเงินสด และแน่นอนว่าความเสี่ยงของเงินสดย่อมน้อยกว่าลูกหนี้การค้าแน่นอนเพราะเราได้เงินมาสดๆแล้วก็มักจะไม่รับคืนสินค้าหรอก ในส่วนของธุรกิจที่ได้เงินเชื่อแบบว่าติดไว้ก่อนมันย่อมมีความเสี่ยงเสมอ การติดไว้ก่อนเราจะมีฐานะกลายเป็นเจ้าหนี้ และ ผู้ที่ติดเงินเราก็จะมีฐานะเป็นลูกหนี้ โดยส่วนใหญ่เวลามีลูกหนี้มันก็มักจะเป็นระยะสั้น หากครบกำหนดแล้วไม่ได้เอาเงินมาคืนนั่นก็แปลว่า “เขาอาจจะหนีไปแล้ววววววว” แรกๆเขาติดไว้ก่อน ต่อมาเราควรจะได้รับเงินเป็นเงินสด ก็อาจจะกลายเป็นการขาดทุนไปเนื่องจากต้นทุนที่ทำงานได้เสียไปแล้วและไม่ได้รับเงินสดจากการขาย

อะไรทำให้ธุรกิจจ่ายเงินสดหรือเงินเชื่อ

ธุรกิจต่างๆมันก็มีทั้งการจ่ายเงินสดและเงินเชื่อ ซึ่งแน่นอนว่าหากเราเป็นนักลงทุนเราก็ย่อมอยากได้ธุรกิจที่ลูกค้าจ่ายเงินสดอยู่แล้ว แต่มันก็ขึ้นอยู่กับหลายๆอย่างดังนี้

ธรรมชาติของธุรกิจและการดำเนินงาน

ของบางอย่างมันจ่ายเงินสดได้และคงไม่มีใครยอมให้ลูกค้าจ่ายเงินเชื่อเช่น ร้านไอติมในสวนสาธารณะ ร้านขายลูกชิ้นในตลาด แน่นอนว่าสินค้าพวกนี้พอค้ารับเงินสดอยู่แล้ว หากเราไปบอกเขาว่าเราจะมาจ่ายที่หลังเขาก็อาจจะไม่ขายเรา แต่ธุรกิจบางอย่างก็ต้องขายเป็นเงินเชื่อ เช่น ของมูลค่าสูงๆที่การจะควักเงินสดนั้นทำได้ยาก เช่น สั่งของมูลค่า 100 ล้าน แล้วโดนสั่งว่าโปรดวางเงินสดก่อนการผลิต อันนี้ก็ทำให้การทำธุรกิจยากกันไปนิดหนึ่งและสภาพคล่องทางการเงินของฝั่งที่สั่งของอาจจะพบกับความเสี่ยงไม่ใช่น้อย หรือธุรกิจบางอย่างอาจจะต้องการหมุนเร็วเช่น สินค้าแฟชั่น ไม่งั้นตกรุ่นก็รีบทำรีบขายรีบจ่าย

อำนาจการต่อรองระหว่างคู่ค้า

บางครั้งเราจะเห็นได้ว่า บริษัทยักษ์ใหญ่คิดจะควักเงินเยอะๆเขาก็ทำได้แต่ในเรื่องของอำนาจการต่อรองระหว่างคู่ค้าเนี่ยก็สำคัญ โดยปกติแล้วหากใครมีอำนาจต่อรองที่สูงกว่าก็ย่อมได้เปรียบในการเลือกใช้วิธีการที่ตัวเองต้องการ หากเราเป็นธุรกิจเล็กๆต้องการขายของในเข้าห้างก็ต้องยอมให้ห้างนำสินค้าไปขายได้ก่อนและค่อยรับชำระเงินในภายหลัง อาจจะเป็น 3 เดือน 6 เดือนก็แล้วแต่ตกลง แต่ถ้าเกิดบริษัทที่ผลิตสินค้าเป็นรายใหญ่และเราเปิดร้านค้าเล็กๆ แน่นอนว่าเขาก็คงมีอำนาจต่อรองว่าให้เรารีบชำระเขาภายในเวลาเท่าไหร่หรืออาจจะต้องจ่ายสดเลยก็ได้ นอกจากอำนาจต่อรองแล้วก็ยังเป็นเรื่องของความน่าเชื่อถือระหว่างกันด้วย

ธุรกิจที่น่าลงทุนควรเป็นอย่างไร

ทุกคนคงเดาได้ว่าในเมื่อการให้ลูกหนี้การค้ามีความเสี่ยงมากกว่าเงินสด ธุรกิจที่่น่าลงทุนก็คงหนีไม่พ้นธุรกิจที่ขายของไปแล้วได้รับเงินสดทันทีหรืออย่างน้อยได้รับเงินสดอย่างรวดเร็ว และหากธุรกิจนั้นจ่ายเงินสดได้ช้าให้กับเจ้าหนี้ ก็หมายถึงเขาสามารถนำเงินมาหมุนในการทำกิจการได้เรื่อยๆ เช่น

สั่งของมาอีก 6 เดือนจ่ายเจ้าหนี้ เอาไปขายของกับลูกค้าได้เงินสดตอนนั้น

และตำราพิชัยยุทธเขาก็บอกไว้ว่า หากธุรกิจไหนที่ไม่ใช่แค่ซื้อมาขายไป แต่สามารถเพิ่มมูลค้าจากสินค้าที่ซื้อมาและผลิตออกไปจำหน่ายลูกค้าแล้วได้เงินสดทันที อันนี้ล่ะจะเป็นสุดยอดของธุรกิจที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างยอดเยี่ยม เช่น

สั่งไอศครีมมาต้นทุน 5 บาท กล้วยหนึ่งใบ 5 บาท นำไปขายเป็น บานาน่าสปริดราคา 130 บาท ได้รับเงินสดทันทีแล้วค่อยไปจ่ายต้นทุน 10 บาทที่หลังอีก 3 เดือน

รวยเมพๆเลยนะครับ

ธุรกิจที่มีเงินสดระยะสั้น นำเงินสดไปทำอะไรได้

เมื่อเรามีกระแสเงินสดวางไว้กับตัวเองเป็นเวลา 3-6 เดือน หลายคนก็คงถามว่า ทำไมไม่รีบเอาไปจ่ายคู่ค้าละครับ จะเก็บเอาไว้ทำแปะอะไร?

ถ้าผมขาย บานาน่าสริปต้นทุน 10 บาท กำไรขั้นต้น 120 บาท หักต้นทุนทั้งหมดเป็นกำไรแล้วสมมติได้ถ้วยละ 100 บาท ขายได้ซัก 1 แสนถ้วยต่อเดือน (เวอร์ไปไหม?) ผมคงจะมีกำไรประมาณ 10,000,000 บาท ถ้าผมเอาเงินตรงนี้ไปฝากในธนาคารเพื่อรับดอกเบี้ยระยะสั้นๆ เป็นเวลา 3-6 เดือนผมก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น ถ้าผมจะเอาเงินก้อนนี้รีบสร้างสาขาใหม่ให้เสร็จภายใน 1 เดือน เดือนต่อมาผมก็อาจจะมีอีก 1 สาขาช่วยผมสร้างรายได้โดยที่ผมไม่ต้องออกตังลงทุนเองซักบาท แค่ใช้เงินหมุนของคู่ค้าเอานี่ล่ะ พอบอกตัวเลขแบบนี้ก็คงทราบได้เลยใช่ไหมครับว่า เงินสดนั้นถ้าอยู่กับตัวเรานานๆมันจะดีอย่างไร

เอาล่ะ นี่ก็คือเรื่องคร่าวๆของเงินสดและลูกหนี้การค้านะครับ หวังว่าหลายๆคนคงนำกลับไปนั่งดูได้ว่า ธุรกิจไหนที่มันน่าสนใจลงทุนบ้าง!!!! แต่อย่าลืมว่านี่ก็คือวิธีคิดแค่มุมหนึ่ง ต้องมองหลายๆมุมในการเลือกธุรกิจนะคราบ

วิเคราะห์วงจรเงินสด Case Study หุ้นค้าปลีก

มาดูเรื่องวงจรเงินสด กันบ้างดีกว่า ไม่แน่ใจว่ารู้จักกันแล้วใช่ไหมครับ? ผมเคยเขียนบทความในเรื่องนี้ไว้นานมาแล้ว แต่ไม่เป็นไรครับ หากลืมเดียวเท้าความให้ก็ได้ว่ามันคืออะไร! เวลาเราพูดถึงการขายของนะ สิ่งที่เราจะต้องระลึกเสมอเลยก็คือเงินของเราควรจะเก็บจากลูกค้าให้ได้เร็วและเอาเงินไปหมุนก่อนให้เกิดประโยชน์ในระยะสั้น แล้วพอครบกำหนดก็เอาเงินไปคืนเจ้าหนี้ พูดง่ายๆก็คือเก็บเงินเร็วและจ่ายเงินช้านี่คือสุดยอดของการเอาเงินมาหมุนในธุรกิจแล้วทำไมบริษัทควรเก็บเงินสดเร็ว – จ่ายเงินออกช้า

1. เอาเงินไปหมุนได้ เช่น มี 100 ล้าน ต้องไปจ่ายอีก 180 วัน แค่เอาไปลงทุนระยะสั้นก็ได้เงินมาเป็นรายได้เพิ่มแล้ว

2. ยิ่งเก็บเร็วยิ่งลดความเสี่ยงการเบี้ยวหนี้ เก็บช้าเดี๋ยวลูกค้าลืมจ่าย อยู่ๆเกิดไม่มีเงินขึ้นมาแย่เลย

3. การที่ไม่มีเงินหมุนในมือมันจะมีความเสี่ยงเรื่องขาดเงินแล้วอาจจะต้องไปกู้เงินมาเพิ่มใช่ป่ะ กลายเป็นต้นทุนทางการเงินอีก

แล้วบริษัทที่สามารถเก็บเงินเร็ว – จ่ายเงินออกช้าได้จะเป็นใคร?

แน่นอนว่ามันต้องเป็นบริษัทที่ต่อรองได้ อยากคบค้ากับเขา ก็ต้องทำตามเงื่อนไขเขา ใครยิ่งใหญ่กว่าก็ต่อรองได้มากกว่า มาดูใน Case ของจริงกันนะครับว่า บริษัทที่ผมยกตัวอย่างนั้นเป็นอย่างไรบ้าง หน้าตาของใครดูแบบมีอำนาจ มีความได้เปรียบกับคนอื่น งานนี้จะขอยกตัวอย่าง Case ค้าปลีกก่อน

BIGC กับ CPALL

2 เจ้าหนี้เป็นค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งคู่เลย โดยเจ้านึงเป็น Supermarket ขนาดใหญ่ (แต่ตอนหลังก็มาทำขนาดเล็ก) อีกเจ้าคือร้านสะดวกซื้อที่เป็นเจ้าอันดับหนึ่งที่เดินเห็นได้ทุกหัวมุม จนตอนดึกๆมันกลายเป็นป้อมยามตามชุมชนไปแล้วละครับ อ่ะมาดูว่าเงินหมุนของเขาเป็นยังไงบ้าง

จากข้อมูลเรามาดูง่ายๆกันก่อน ผมไม่ได้ดูทุกบรรทัดนะครับ อิอิ ร้านค้าปลีก 2 แห่งเนี่ยเขาให้ลูกค้าจ่ายเงินทันทีเวลาไปซื้อของใช่ไหม? แบบเดินไป หยิบของใส่ตระกล้าหรือหยิบถือมาจ่ายเลย รับซาลาเปาทานเพิ่มไหมค่ะ (ไม่ค่อยเห็นมีถามแล้ว) แน่นอนว่า ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ยของทั้ง BIGC และ CPALL มันต้องต่ำกว่า 1 วันอยู่แล้วล่ะ ไม่มีอารมณ์แบบมาค้ามาบอกว่า “เธอๆๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้มาจ่ายนะคะ ขอเอาไอติมไปกินก่อน” ยกเว้นกรณีเด็กแว้นๆที่เอาปากไปกรอกเครื่องกดน้ำแปปซี่ที่โด่งดังอยู่ใน Clip วิดีโอนั่นล่ะกินก่อน แต่ไม่รู้จ่ายหรือเปล่าเพราะมันจบก่อนเห็นว่าจ่ายหรือไม่จ่ายเงิน ฮ่าๆ

มาดูอันต่อมาคือ จำนวนวันที่ขายสินค้าได้ ประมาณว่าเอาของมาวางไว้แล้วเฉลี่ยว่าของมันจะออกไปในกี่วัน จะเห็นได้ว่าเฉลี่ยๆแล้ว CPALL มันขายออกได้เร็วกว่า อันนี้กระผมมองเล่นๆนะครับว่าปกติแล้วคนเข้าไปซื้อของใน 7-11 สงสัยจะไปซื้อพวกของกินกันซะเยอะ พวกของกินมันก็ขายออกเร็วนั่นล่ะ ไส้กรอก ครัวซอง แซนวิช พวกนี้ออกเร็วแน่ๆ สงสัยมันคงมีค่าเฉลี่ยในการขายของพวกนี้เยอะ แต่อาจจะต้องไปดูรายละเอียดเรื่องสัดส่วนของที่ขายในร้านอีกทีนะครับ แฮร่ (ใครมีเวลาเช็คให้หน่อยน้า 555) ค่าเฉลี่ยมันเลยปล่อยของได้ใน 3 วีคนิดๆ ในส่วนของ BIGC นี่ของมันเป็นแนวๆหลากหลายกว่าของเข้ามาวางเฉลี่ยในร้านออกไปช้ากว่าหน่อยประมาณ 1 เดือน

มาดูในส่วนของการชำระเงินให้กับเจ้าหนี้ดูเหมือน Credit Term ของ BIGC จะมากกว่าใช่ไหม 80-90 วัน นั่นแปลว่าเขาจะไปบอก supplier ว่า เอาของมาวางก่อน อีก 3 เดือนเอาเงินมาจ่าย ส่วน CPALL มันคงผสมๆกันล่ะครับ ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ประมาณ 2 เดือน ถึง 2 เดือนครึ่ง แปลว่าบางอย่างคงต้องจ่ายเร็ว บางอย่างก็จ่ายช้าได้ถ้าเอาให้ชัวร์ ต้องกลับไปดูนโยบายการเรื่อง credit term นะครัช!

วงจรเงินสดของทั้ง 2 ธุรกิจนี้มัน ติดลบ ทั้งคู่ เงินสดอยู่ในเงิน BIGC ตั้งเกือบ 2 เดือนแหนะ ส่วนใน CPALL อยู่ในมือ 1 เดือนถึง 1 เดือนครึ่ง

พออ่านพวกนี้ก็คงจะพอมองภาพออกใช่ไหมครับว่า 2 ธุรกิจนี้มันมีเครดิตเทอมยังไงและดูเหมือนที่ไหนจะขายของหมุนเงินได้เร็วกว่า แต่ดูแล้วทั้ง 2 แห่งนี้ก็ดูมี Power ในการต่อรองสูงเนอะ นักลงทุนอย่างเราๆมองอย่างไรบ้างครับ? มาดูตัวอย่างที่ 2 ค้าปลีกพวกเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับบ้าน

HMPRO กับ GLOBAL

อันนี้ถามกันเยอะ ยกมาให้ดูเลยดีกว่า มีคนชอบถามว่าลงทุนอันไหนดีนะ ผมเอาในส่วนของวงจรเงินสดมาให้ดูสนุกๆทั้ง 2 อันเลยเทียบกันแล้วกันนะ เพื่อจะเป็น Idea ในการไปดูในแง่มุมอื่นๆต่อ

อัตราการเก็บหนี้เฉลี่ย ดูเหมือน HMPRO จะเก็บได้ช้ากว่า GLOBAL นะครับ ประมาณ 1 สัปดาห์ น่าสนใจไหม เวลาผมไปซื้อของที่ HMPRO ผมก็จ่ายสดทั้งนั้นเลยนะ แล้วใครที่ติดหนี้ได้ถึง 1 อาทิตย์ล่ะเนี่ย ห้าห้า ส่วน GLOBAL เป็นร้านค้าปลีกที่จ่ายสด เก็บลูกหนี้ได้ไม่ถึง 1 วัน ชิมิ?  เออแต่มาดูการขายสินค้าโดยเฉลี่ยสิ จะพบว่า HMPRO ขายได้เร็วกว่า GLOBAL เยอะเลย เฉลี่ย 2 เดือนครึ่ง กับ ประมาณ 6 เดือน นี่ถ้าเกิดผมเอาของไปตั้งใน HMPRO คงดีใจขายของได้เร็ว แต่ GLOBAL นี่เหงาแย่เลยเอาไปวางไว้ 6 เดือนถึงขายได้เนี่ย

มาดูอันที่แบบพิฆาตธุรกิจก็คือเรื่องของระยะเวลาการชำระหนี้เจ้าหนี้ HMPRO นี่มีเครดิตเทอมเฉลี่ยประมาณ 120 วัน (4 เดือนแหนะ) ในขณะที่ GLOBAL ได้ประมาณ 2 เดือนเท่านั้น นั่นหมายความว่าพอขายของได้ HMPRO เลยเอาเงินไปหมุนก่อนได้ แต่ GLOBAL นี่ดูสภาพแย่กว่า เพราะของกว่าจะขายได้ก็ต้อง 6 เดือน แต่แค่ 2 เดือนก็ต้องเอาเงินไปจ่ายเจ้าหนี้แล้ว (อารมณ์ของยังไม่ได้ขายเลยเงินก็ต้องไปหาเจ้าหนี้แล้ว) วงจรเงินสดของ HMPRO มันเลยดีกว่าเพราะเงินอยู่ในมืออีก 1 เดือน ในขณะที่ GLOBAL นี่เงินไปอยู่ที่คนอื่นซะส่วนใหญ่ เกือบ 4 เดือนได้ละม้าง แต่ถ้าขายของปล่อยออกได้เร็วก็คงดีกว่านี้ใช่ไหมครับ ตรงนี้น่าจะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการให้ของขายได้เร็วๆแล้วล่ะ อาจจะดูว่า Sell & Marketing Strategy เขาทำอย่างไร ใครถือหุ้นก็ลองไปถามผู้บริหารในวันประชุมผู้ถือหุ้นนะคราบ

พอจะได้คำตอบเพื่อไปศึกษาต่อใน Case ของ HMPRO กับ GLOBAL แล้วใช่ไหมครับ กรณีที่เงินสดมันไม่ได้อยู่ที่เราเยอะ

ลงทุนกองทุนหุ้นจีน กองทุนไหนดี ?

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งกับผม หมอนัท @คลินิกกองทุน นะครับ

คำถามที่ผมมักจะได้รับในช่วง 2-3 เดือนมานี้มักจะมีคำถามถึง กองทุนจีนเข้ามามากว่า “ซื้อได้หรือยัง” หรือ “กองทุนจีนตัวไหนดี”

สาเหตุหนึ่งก็คือ กองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ดีจนน่าตกใจ และเพิ่มความน่าสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ

ดังนั้นในครั้งนี้ผมจะมาเล่าถึงภาพรวมเศรษฐกิจจีน และกองทุนหุ้นจีนให้ฟังกัน เพื่อว่าจะช่วยให้ท่านนักลงทุนเข้าใจถึงการลงทุนกับกองทุนจีนมากขึ้น

เพื่อให้ทุกท่านได้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น  ผมจะขอเล่าย้อนไปเมื่อประมาณเมื่อ 2000 ปีก่อน (มันจะนานไปไหม ตึ่งโป๊ะ !)

ไม่ใช่ครับ ในปี 2008 ก่อนนะครับ ในช่วงเวลานั้นเอง จีนก็ต้องเจอกับเศรษฐกิจที่ตกต่ำเช่นเดียวกับทั่วโลก

ถึงแม้จีนจะเคยมีเศรษฐกิจที่เติบโตในระดับ 10% ขึ้นไป ก็กลายเป็นต้องเติบโตลดลงในระดับ 7-8% มาโดยตลอด ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลงอย่างมาก และส่งผลต่อเนื่องให้กองทุนที่ลงทุนในประเทศจีนโดยตรงอย่าง TMBCHEQ ที่เน้นลงทุนตามดัชนีตลาดหุ้น A-Share นั้นทำผลตอบแทนได้ไม่ค่อยดีเป็นเวลาติดต่อกันค่อนข้างนาน

ด้วยภาวะเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงอย่างมากนั้น ดูเหมือนจะทำให้นักลงทุนกลัวจนไม่กล้าลงทุนกับประเทศจีนยาวนานหลายปี

แต่ว่าในความเป็นจริงแล้ว เศรษฐกิจของจีนไม่ได้แย่และไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะว่าส่วนนึงนั้นเป็น “ความตั้งใจ” ของจีนที่จะสร้างพื้นฐานที่ดีให้กับประเทศในระยะยาวนั่นเอง

โดยการปรับเปลี่ยน หรือที่เราเรียกว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจ เช่น เน้นการควบคุมเศรษฐกิจไม่ให้เกิดหนี้เสียในระบบ มีการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งนโยบายการเงิน นโยบายการคลังจากแรงผลักดันของทางการจีนเอง และที่สำคัญมากคือมีการปราบคอรับชั่นแบบจริงจัง

แต่ที่เพิ่มความน่าสนใจต่อการลงทุนในประเทศจีนยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เนื่องจากมูลค่าหุ้นจีนที่ยังคงมีความน่าสนใจ จากมูลค่าหุ้นที่ต่ำ ขณะที่รายได้บริษัทฯ มีแนวโน้มการเติบโตได้ แถมยังมี สภาพคล่องที่ยังเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากการผ่อนคลายนโยบายการเงินเชิงปริมาณของธนาคารกลางหลักในหลายประเทศ

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประเด็นที่จะลืมไม่ได้ก็คือ Shanghai – Hong Kong Stock Connect เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้าไปลงทุนในหุ้นตลาด Shanghai ได้มากขึ้น ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีการซื้อ-ขายกันไม่มากอย่างที่หลายคนคาดการณ์ไว้ เนื่องจากมีกฏเกณฑ์ค่อนข้างมาก แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในอนาคตที่จะมีการเชื่อมตลาดหุ้นทั้งหมดของจีนเข้าด้วยกัน

ทำให้ตลาดมีศักยภาพมากขึ้นอีกด้วย ถึงแม้ ณ วันนี้ ตลาดหุ้นจีนเองก็เริ่มที่จะมีราคาที่แพงขึ้น จนเรียกว่า “ถูก” ได้ไม่เต็มปากนัก แต่ก็ยังไม่แพงมากเสียจนไม่น่าลงทุนเพระว่าตลาดหุ้นจีน A-Share ยังคงมี ราคาถูก เมื่อดูจาก Forward P/E เทียบกับค่าเฉลี่ยในระยะยาวนั่นเองครับ

คราวนี้เรามาดูถึงกองทุนที่น่าสนใจ ในภาวะการลงทุนในช่วงนี้กันนะครับ

เริ่มต้นจากกองทุน TMBCHEQ ที่ผลตอบแทนปรับตัวดีขึ้นอย่างมากจึงเป็นกองทุนนึงที่น่าสนใจ แต่ความผันผวนของกองทุนนี้ก็ยังค่อนข้างสูงกว่ากองทุนดัชนีของจีนทั่วไปอยู่ เนื่องจากเป็นการลงทุนใน iShares FTSE/Xinhua A50 China Tracker  ที่เป็นการลงทุนในหุ้น 50 ตัวแรกของประเทศจีน

แต่ส่วนกองทุน SCBCHA จะไปลงทุนในดัชนี CSI 300 Index ใน A-Share เช่นกันกับ TMBCHEQ แต่ดูแล้วน่าจะดีกว่าในแง่ของการกระจายความเสี่ยง เพราะว่าลงทุนตามดัชนีหุ้น 300 ตัวแรกของประเทศจีน แต่ถ้าตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น ผลตอบแทนก็อาจจะมีแนวโน้มที่น้อยกว่ากองทุน TMBCHEQ ครับ

ส่วนกองทุนที่เป็นกองทุนแบบ active fund ที่ดูแล้วมีแนวคิดที่น่าสนใจคือ กองทุน K-CHINA เนื่องจากผู้จัดการกองทุนจะเลือกลงทุนในหุ้นรายตัวที่ดูจากพื้นฐานของบริษัท และจัดพอร์ตหุ้นกลุ่มธุรกิจได้ล้อตามรัฐบาลของจีนประกาศว่าจะมีการสนับสนุนอีกด้วย

ซึ่งกองทุนทั้งหมดที่ผมได้กล่าวมามีทั้งข้อดี และข้อเสียที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้คงต้องขึ้นกับแนวคิดและความชอบของนักลงทุนแล้วละครับว่าชอบสไตล์การลงทุนแบบไหนครับ

ดังนั้นสรุปแล้วผมมองว่าตลาดหุ้นในจีนเองยังคงน่าสนใจในการลงทุน ยิ่งถ้าเป็นการลงทุนในระยะยาว ๆ แล้วก็ดูจะยิ่งน่าสนใจมากขึ้น แต่แน่นนอนว่าการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ซึ่งปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญก็คือ ความไม่แน่นอนของ ภาคการเงิน การธนาคาร และ ตลาดอสังหา ฯ ของจีนที่อาจจะยัง “ตะกุกตะกัก” อยู่บ้าง

ดังนั้นผมขอแนะนำว่าให้นักลงทุนศึกษาข้อมูลเศรษฐกิจจีน ตลาดหุ้นจีน และลักษณะเฉพาะของแต่ละกองทุนเพิ่มมากขึ้นก่อนที่จะลงทุน ถ้ามั่นใจแล้วว่าเป็นการลงทุนที่ดี ก็จะได้ลงทุนอย่างสบายใจ ได้ผลตอบแทนที่พอใจอย่างแน่นอน

และ สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุนครับ สวัสดีครับ

เก็บเงินไว้เฉยๆเท่าไหร่จึงพอใช้ในยามเกษียณ

หลายๆครั้งที่ผมไปพูดตามงานสัมมนาต่างๆ ผมมักจะเริ่มถามคำถามว่า 

“ใครเป็นมนุษย์เงินเดือนบ้าง?”

——- จะมีคนยกมือเกิน 80%

แล้วผมจะถามคำถามที่ 2

“มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆมีการวางแผนเกษียณกันบ้างยัง?”

——- จะมีคนยกมือประมาณ 5%

ต่อมาผมจะระดมความคิดกันว่า

“เราอยากจะมีเงินใช้กันเท่าไหร่ในยามเกษียณ”

——- จะมีเสียงตระโกนขึ้นมาบนเวทีเต็มไปหมดเลยครับ

30,000 บาทต่อเดือน

50,000 บาทต่อเดือน

100,000 บาทต่อเดือน

แต่เชื่อผมไหมครับว่าหลายๆคนอาจจะยังไม่รู้ว่า ในความเป็นจริงและสิ่งที่เป็นเป้าหมายนั้นอาจจะค่อนข้างยากอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะหลายๆคนที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการลงทุนมาก่อน กลัวและไม่กล้ารับความเสี่ยงและมองว่าการลงทุนเป็นเรื่องมีโอกาสขาดทุนได้ตลอดเวลา จึงคิดว่าการเก็บเงินออมไว้ใช้ในยามเกษียณนี่แหละจะเป็นทางเลือกที่ดีไม่เสี่ยง

ผมก็เลยลองมาทำตารางดูนะครับว่าถ้าเกิดเราจะเก็บเงินใส่ตุ่มไว้เลยว่าในชีวิตของเราจะต้องเก็บเงินไว้ในยามเกษียณเนี่ย ต้องมีเงินเท่าไหร่กันบ้าง? ตัวอย่างแรกก็คือการเก็บเงินเพื่อให้สามารถใช้ได้เดือนละ 30,000 บาท ไปจนถึงอายุ 80 ปี (อันนี้สมมติว่าตัวเลขนั้นรวมภาวะเงินเฟ้อไปแล้วนะครับ ไม่รู้ว่าจะพอใช้ในเวลานั้นหรือเปล่า มันคือตัวเลขในเวลานั้น ย่อมมีมูลค่าต่ำลงเทียบกับเวลานี้นะครับ) ก็สรุปเป็นตารางออกมาได้ว่า เราอาจจะต้องมีเงินเก็บถึง 7.2 ล้าน ซึ่งถ้าเราเริ่มต้นเร็วก็จะใช้จำนวนเงินเฉลี่ยต่อเดือนที่ต้องเก็บน้อยกว่าคนที่อายุมาก

ดูตัวเลขก็น่าตกใจนะ… อายุ 20 จะเก็บเงินอย่างไรให้ได้เฉลี่ยเดือนละ 15,000 บาทในช่วงเริ่มต้นทำงานดีเนี่ย? ไม่เป็นหนี้บัตรเครดิตก็ดีใจแล้วววววว

แล้วเด็กจบใหม่ได้เงินเดือนไม่ได้เยอะมากด้วยสินะ การเก็บเงินตัวเลขนี้ในช่วงเริ่มต้นของชีวิตนี่ยากเข้าไปใหญ่เลย ลองดูตัวเลขที่ต้องเก็บนะ

สำหรับหลายๆคนที่อยากมีเงินใช้ยามเกษียณถึง 100,000 บาทต่อเดือน ยังไม่ได้ลงทุนอะไรเลยก็ต้องเก็บเงินเฉลี่ยต่อเดือนให้ได้ในตารางข้างล่างแล้วล่ะครับ ผมดูแล้วยิ่งยากเข้าไปใหญ่เลย บางทีถ้าเราทำงานไปจนถึงอายุ 50 ปี ก็ไม่รู้ว่าตอนนั้นจะได้เงินเดือนซัก 5 แสน เพื่อเก็บซัก 4 แสนเหมือนผู้บริหารระดับสูงของหลายๆบริษัทไหม มันก็ยากเหมือนกันนะครับ ลองดูตัวเลขเงินที่ต้องเก็บนะ

บทความนี้ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้หลายๆคนกลัวนะครับ แค่คิดว่ามันเป็นสิ่งหนึ่งในชีวิตที่ต้องเริ่มคิดแล้วล่ะว่าเราจะวางแผนการเงินอย่างไร?

มันไม่ใช่ไม่มีทางออกนะ เพียงแต่เราจะเริ่มเรียนรู้มันอย่างไรกันบ้าง แล้วเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังต่อๆไปนะครับ ^_^

ต้าร์ กวิน สุวรรณตระกูล

เจ้าของผลงานหนังสือ ออมหุ้น ออมความสุข จากเวปไซต์ www.aomstock.com

และ หนังสือรวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน

นักเขียนประจำเว็บไซต์ www.aommoney.com/tarkawin

5 เหตุผลที่คุณควรมีเงินออมฉุกเฉิน

เคยมีหลายๆคนมาปรึกษา @TAXBugnoms ว่า อยากจะเริ่มต้นเก็บเงิน แต่ก็ไม่รู้จะเก็บไปทำไม ทุกวันนี้พอมีพอใช้สบายดีอยู่แล้ว งานที่ทำก็มีรายได้เยอะ ครอบครัวก็ไม่ลำบาก สุขภาพไม่มีปัญหาอะไร ดังนั้นขอใช้ชีวิตให้มีความสุขจะดีกว่าไหมครับพี่หนอม

บอกตรงๆ ณ จุดนี้เลยว่า แนวคิดการใช้ชีวิตแบบนี้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง 100% (เอ๊ะ!! ยังไง)

ที่บอกว่าถูกก็เพราะว่าความสุขในชีวิตของคนเรานั้นแตกต่างกัน แต่เรื่องสำคัญกว่านั้นที่อยากให้คิดคือ

“จงใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท” เพราะอาจจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้

และทั้งหมดนั้นคือที่มาของเหตุผลดีๆว่า ทำไมเราทุกคนควรจะมีเงินออมฉุกเฉิน

 1. เพราะชีวิตคนเราล้วนไม่แน่นอน

ชีวิตเราทุกคนนั้นเกิดมาล้วนต้องตาย แต่ความทุกข์ไม่ใช่เกิดขึ้นเมื่อเราตายไปเท่านั้น แต่มันจะทุกข์สุดๆ ถ้าใช้เงินหมดแล้วดันไม่ตาย อย่าลืมนะครับว่า “ชีวิตคนเรานั้นล้วนไม่แน่นอน” บางครั้งเราอาจจะมีช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่ต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วน ซึ่งถ้าหากไม่เตรียมตัวเผื่อไว้ก่อน เมื่อถึงตอนนั้นก็คงไม่ทันแล้ว

2. ตอนช่วงเวลาสำคัญนั้นต้องใช้เงินเสมอ

ผมเคยได้ปรึกษาแนวคิดว่า “ชีวิตคนเรานั้นเงินไม่ได้สำคัญที่สุด” กับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง แต่ท่านบอกผมว่า “เงินไม่ได้สำคัญที่สุดน่ะ… คิดถูกแล้ว แต่เราต้องไม่ลืมว่าทุกเวลาสำคัญของชีวิตนั้น เราต้องใช้เงินด้วยนะ”  

พอมานั่งๆนึกดูก็ไม่รู้จะโต้เถียงแกยังไงดี ไม่ว่าจะ เรียนต่อ ซื้อบ้านใหม่ ออกรถคันใหญ่ เกิดภัยสุขภาพ ตะขาบยักษ์บุกเข้าบ้าน  ร้านไฟไหม้  น้ำร้อนลวก แผลพุพอง น้องเมียป่วย ฯลฯ ล้วนแต่ต้องใช้เงินทั้งนั้น

3. เราอาจเจอเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศ

บางครั้งประเทศของเราอาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่สงบบางอย่างขึ้นมา (คุ้นๆว่าเห็นอยู่เมื่อไม่นานมานี้นะครับ แหม่.. ) เมื่อเกิดเรื่องแล้ว อาจจะมีเหตุจำเป็นทำให้เราต้องใช้เงินฉุกเฉิน ดังนั้นควรมีเงินออมในส่วนนี้เก็บไว้บ้าง แล้วค่อยไปตบตีแย่งกันตอนกักตุนอาหารอีกทีครับ (อิอิ)

4. ชีวิตอาเพศ ตกงานโดยไม่รู้ตัว

บางคนโชคดี ตกงานแล้วได้เงินค่าตกใจสัก 10 เดือนก็ยังพอไหว แต่ที่เจอมาสำหรับบางคนนั้น  วิกฤตชีวิตชัดๆ เพราะบริษัทพี่แกเล่นปิดหนีลูกน้องเลยจ้า แล้วถ้าเราไม่มีเงินออมฉุกเฉินไว้ จะไปหาเงินที่ไหนมาใช้จ่าย

5. อาจซวยเจอคนชั่วมาขโมยเงิน

ข้อสุดท้ายนี้ เป็นเคราะห์กระหน่ำซัมเมอร์เซล เรียกสั้นๆว่า “ซวย” เพราะเราอาจจะโชคร้ายแบบสุดๆ เจอคนไม่ดีขโมยเงินไปช่วยใช้ แล้วทีนี้ชีวิตตรูจะดำเนินต่อไปยังไงล่ะคร้าบบบบ

อย่างไรก็ตาม.. ผู้เชี่ยวชาญการเงินทั้งหลายมักจะแนะนำว่า  เงินออมฉุกเฉินควรสำรองไว้ 3-6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน เช่น ถ้าหากเราใช้จ่ายเดือนละ 20,000 บาท อย่างน้อยเราควรมีเงินออมฉุกเฉิน 60,000 – 120,000 บาท เพื่อให้อุ่นใจว่าสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ถ้าหากมีเรื่องฉุกเฉินเกิดขึ้นมาจริงๆ สุดท้ายนี้ @TAXBugnoms ขอแนะนำเพิ่มเติมว่า นอกจากการออมเงินฉุกเฉินแล้ว เราควรมีเป้าหมายเงินออมต่อไปในระยะยาวด้วยนะคร้าบ

ป.ล. การมีเงินออมฉุกเฉินไม่มีความเสี่ยง ไม่ต้องศึกษาข้อมูลอะไรนะจ๊ะ ออมได้เลยตั้งแต่วันนี้!!

ผ่อนบ้านอย่างไรให้มีรายได้เพิ่ม

การมีบ้านหรือคอนโดมีเนียมที่น่าอยู่คงเป็นความฝันของใครหลายๆคน แต่เมื่อคิดที่จะซื้อที่อยู่อาศัยซักแห่งคงจะเป็นเรื่องที่ต้องคิดค่อนข้างมากเพราะเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ของชีวิต นอกจากการเลือกซื้อที่อยู่ที่มีคุณภาพแล้วการวางแผนการผ่อนชำระก็มีความสำคัญต่อทุกคนเป็นอย่างมาก ในการซื้อบ้านหรือคอนโดในโครงการซักแห่งสิ่งที่เราควรจะรู้ก็คือ ขั้นตอนในการซื้อ ซึ่งแบ่งเป็น 2 ช่วง ดังนี้

1. ช่วงการจอง ทำสัญญา และผ่อนดาว

เมื่อเราได้สำรวจโครงการต่างๆเพื่อตัดสินใจในการซื้อที่อยู่อาศัยซักแห่งแล้ว เราควรจะเตรียมเงินให้พร้อมสำหรับการชำระเงินในช่วงแรก อันได้แก่

  • ค่าจอง : สำหรับการแสดงความประสงค์ในการซื้อห้องหรือบ้านหลังที่เลือกไว้
  • ค่าทำสัญญา : เพื่อเป็นการทำสัญญากับโครงการว่าเราจะซื้อที่อยู่ในราคาที่ตกลงกัน โดยมีรายละเอียดต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขาย ราคาที่ตกลง สิ่งที่โครงการและเราในฐานะผู้ซื้อต้องปฏิบัติ
  • การผ่อนดาว :  เป็นเงินค่างวดที่เราจะต้องผ่อนกับโครงการตามระยะเวลาที่ตกลงกันก่อนถึงเวลาโอนกรรมสิทธิ์ โดยการผ่อนดาวจะคิดเป็น 10-15% ของราคาบ้านหรือคอนโดมิเนียม โดยแบ่งชำระเป็นงวด เช่น 24 เดือน หรือ 36 เดือน

2. ช่วงการโอนกรรมสิทธิ์ และชำระค่าใช้จ่ายที่เหลือ

หลังจากที่เราได้ผ่อนดาวเป็นที่เรียบร้อย ขั้นตอนต่อมาคือการขอยื่นกู้กับทางธนาคารเพื่อชำระค่าใช้จ่ายและโอนกรรมสิทธิ์ให้เราเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ธนาคารจะพิจารณาความสามารถในการผ่อนชำระของผู้ขอสินเชื่อ หากเรามีสถานะทางการเงินที่ไม่ดี ก็ย่อมยากที่จะกู้ผ่านได้ สิ่งที่เราจะต้องเตรียมพร้อมคือการลดภาระหนี้ที่ไม่จำเป็นอื่นๆเพื่อให้ธนาคารเห็นความสามารถในการชำระหนี้ของเราและพิจารณาในการให้สินเชื่อทั้งนี้ในการผ่อนชำระนอกจากสินเชื่อแล้ว เรายังต้องชำระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้องเช่น ค่าทำประกัน ค่าสมาชิกส่วนกลางและสาธารณูประโภคต่างๆ ก็ต้องกลับมาสำรวจตัวเองว่าเรามีความสามารถในการผ่อนในแต่ละเดือนมากขนาดไหน และควรจะใช้เวลาในการผ่อนชำระเป็นเวลากี่ปี

แน่นอนว่าหลายๆท่านก็คงมองหาแนวทางใหม่ๆในการผ่อนชำระสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย นอกจากการผ่อนชำระหนี้อย่างมีประสิทธิภาพจะทำให้เราสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในเรื่องดอกเบี้ยได้ การมีบ้านเป็นของตัวเองอย่างไรก็ตามถือเป็นทรัพย์สินของเราที่นับวันมูลค่าก็จะเพิ่มสูงขึ้นและที่สำคัญคือเราสามารถนำทรัพย์สินที่เราเป็นเจ้าของนั้นมาใช้ประโยชน์ในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้เรานำเงินสดมาผ่อนชำระหนี้สินได้อีกทางหนึ่งโดยเฉพาะผู้ที่เลือกซื้อบ้านในทำเลที่ดีย่อมได้เปรียบในการนำทรัพย์สินมาแปลงเป็นทุน เช่น

เพิ่มรายได้จากการให้เช่า

หากเรามีบ้านหรือคอนโดที่มีห้องว่าง เราสามารถทำการแบ่งเช่าได้ การให้เช่าเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด โดยปกติแล้วหลายๆคนมักจะนึกถึงการให้เช่าห้องนอนที่พักกับผู้ที่สนใจ โดยเฉพาะหากที่อยู่อาศัยอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยก็สามารถปล่อยเช่าให้กับนักเรียนนักศึกษา ในส่วนที่อยู่ใกล้กับย่านธุรกิจก็สามารถแบ่งเช่าให้กับพนักงานที่ทำงานในบริเวณใกล้เคียงได้ แต่หลายๆท่านอาจจะมีแนวคิดที่เปลี่ยนพื้นที่บ้านส่วนอื่นให้กลายเป็นพื้นที่ใช้สอยให้เช่า พื้นที่บางส่วนเช่นบริเวณที่เป็นห้องนั่งเล่น หรือพื้นที่ที่ที่เป็นสวนของบ้านก็สามารถต่อเติมให้กลายเป็นออฟฟิศให้เช่าสำหรับผู้ประกอบการที่มีธุรกิจขนาดเล็ก มีพนักงานจำนวนไม่สูงมากได้เช่นกัน หรือหากใครที่มีธุรกิจในนามนิติบุคคลที่ต้องตัดค่าใช้จ่ายจากการเช่า และกำลังเช่าที่อื่นอยู่ก็สามารถให้บริษัทเปลี่ยนที่เช่าให้มาเช่ากับตัวเราเองได้ นอกจากจะประหยัดต้นทุนในการดำเนินกิจการมากขึ้นแล้วยังสามารถนำค่าเช่าที่ได้รับไปชำระหนี้สินที่กู้ยืมต่อได้อีกด้วย

โดยปกติแล้วการทำสัญญาเช่าระหว่างเจ้าของที่อยู่อาศัยและผู้เช่า มักจะมีการจ่ายหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือจ่ายค่าห้องล่วงหน้าตามที่ตกลง เราสามารถนำเงินก้อนดังกล่าวไปชำระหนี้สินเงินกู้เพื่อให้เงินต้นและดอกเบี้ยลดลงได้เป็นจำนวนมาก และในส่วนของค่าเช่าที่ได้รับรายเดือนก็สามารถนำมาใช้แบ่งเบาภาระในการผ่อนได้เช่นกัน

นำพื้นที่บ้านมาทำธุรกิจ

สำหรับผู้ที่มีบ้านเป็นของตัวเองจะได้ประโยชน์เป็นอย่างสูงในการทำธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าเช่า ถือเป็นการประหยัดต้นทุนของกิจการของตัวเองได้หลายๆคนอาจจะกำลังทำงานประจำอยู่และมีเวลาว่างวันเสาร์-อาทิตย์ ก็สามารถนำพื้นที่ใช้สอยของบ้านและเวลาที่ว่างของตัวเองนั้นมาประกอบกิจการตามความถนัดของตัวเองหรือชวนเพื่อนที่เชียญชาญมาประกอบกิจกรรมร่วมกัน เช่น การเปิดสอนพิเศษให้กับเด็กๆในหมู่บ้าน การสอนดนตรี ศิลปะต่างๆ หรือหากพื้นที่บ้านค่อนข้างกว้าง ก็สามารถจัดพื้นที่เป็นธุรกิจงานสัมมนา การทำเวิร์คช็อปในบ้าน ในสวนหลังบ้าน สำหรับผู้ที่สนใจในการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาวิชาชีพต่างๆได้ ซึ่งหากทำได้สำเร็จจริงเราอาจจะไม่เชื่อเลยว่ารายได้ที่ได้เพียงแค่ในวันเสาร์-อาทิตย์อาจจะสามารถสร้างได้มากกว่าการผ่อนบ้านทั้งเดือนเลยก็เป็นได้ และนั่นหมายความว่าเราสามารถนำทรัพย์สินของบ้านมาใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด นอกจากจะได้บ้านเป็นของตัวเองแล้วยังสามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับชีวิตได้ด้วย

สรุป

สิ่งที่สำคัญในการผ่อนชำระสินเชื่อก็คือ  “การวางแผนทางการเงินที่ดีในการบริหารหนี้สิน” “การต่อยอดความคิดในการสร้างรายได้” และ “ความมีวินัย”  หากเราสามารถสร้าง 3 สิ่งนี้ได้แน่นอนว่าการซื้อที่อยู่อาศัยก็จะสามารถทำได้ง่ายและชีวิตเราก็จะสบายขึ้นนะครับ

อะไรคือความคุ้มค่า คุ้มราคา คุ้มเวลา

วันนี้กรุจะมาคุยเรื่องความคุ้มค่าให้พวกมรุงฟัง กรุได้ยินหลายคนชอบบ่นว่าอะไรก็ไม่คุ้มค่า ทำไปแล้วจะดีหรอ ทำไปแล้วจะเก๋กู๊ดไหม ทำแล้วจะได้ผลจริงๆหรือ ได้ยินคำพูดพวกนี้ทีไร กรุรู้สึกเหนื่อยหน่ายเสียเต็มทีเลยอยากจะมาไขข้องข้อใจให้มรุงฟังกันแบบอันสต๊อปนอนลิมิต แต่ขอสักนิดทำใจก่อนอ่าน เพราะคราวนี้รับประกันว่าแรงสัสสัส

ผมกัปตันเกรย์แมนจะนำท่านสู่ดินแดนมหัศจรรย์
มานับถอยหลังกันสัส

5 4 3 2 1 Go Go Go ‪#‎Fireinahole‬

เอาล่ะสัสดวก ก่อนอื่นนะกรุต้องบอกพวกมรุงว่า “โลกนี้แม่มไม่มีอะไรคุ้มค่า” เพราะสิ่งที่คุ้มค่านั้น สัตว์มนุษย์ทั้งหลายแม่มวัดกันที่ใจของแม่มล้วนๆไงล่ะดวกส์ บางคนแม่มบอกว่า เกิดมามีอวัยวะครบ 32 ก็คุ้มแล้ว ส่วนบางคนแม่มบอกว่า เกิดมาทำไมมีแต่ปัญหาไม่เคยเจออะไรดีๆสักอย่าง เพราะทั้งหมดนี้แม่มอยู่ที่ ‪‎Mindset‬ ในจิตใจของมรุงเองแหละสัส แต่ถ้าพวกมรุงงง กรุจะยกตัวอย่างให้ฟังสัก 3 เรื่อง

เรื่องแรก ทำนู่นนั่นนี่ไปแล้วได้อะไร

มรุงเคยสงสัยไหมว่าทำไมชีวิตมรุงต้องมีตัวเสือกเข้ามาถามสิ่งที่พวกมรุงทำว่า “ทำแล้วอะไร” ทำแล้วไม่เห็นได้เงิน ทำแล้วไม่เห็นได้ผลตอบแทน ทำแล้วมีความสุขแม่มเป็นแค่อุดมคติสินะ กรุอยากจะบอกว่ามรุงรู้จักทฤษฎี Connect The dot ของพี่สต็อปจีบส์ไหมสัส ‪#‎Stevejob‬

“You can’t connect the dots looking forward; you can only connect them looking backwards. So you have to trust that the dots will somehow connect in your future.” ‪#‎กรุเก่งภาษาอังกฤษไหมละมรุง‬

นั่นคือถ้าสิ่งที่พวกมรุงทำแม้ในวันนี้แม่มจะไร้สาระ แม่มจะห่วยแตก แต่ตัวมรุงนั่นแหละที่รู้ว่าสิ่งที่มรุงทำในปัจจุบันแม่มจะเชื่อมต่ออนาคตได้ไหม ถ้าแม่มเชื่อมต่อได้ มรุงจงทำเพราะสิ่งนั้นแม่มคือสิ่งที่คุ้มค่า เพราะไอ้พวกห่านนั่นมันมองไม่เห็นอนาคตของมรุงได้ดีเท่าตัวมรุง

สรุปก็คือ ความคุ้มค่าแม่มวัดกันที่มรุงให้ราคากับตัวเองหรือเปล่าไงสัส ถ้าสิ่งที่มรุงทำไม่มีราคาต่ออนาคตกรุว่ามรุงไปยกเป็ดมาซดแดรกส์ตายๆไปเหอะสัส

เรื่องสอง ทำธุรกิจกลัวเสียภาษี

อันนี้แม่มก็ตลกสัสๆ คนเราแม่มมีใครไม่เสียภาษีบ้างวะ แต่สิ่งที่พวกมรุงต้องกลัวมากกว่าการเสียภาษี คือธุรกิจห่วยๆของมรุงแม่มจะไปรอดหรือเปล่าต่างหาก สัส บางคนแม่มอยากทำธุรกิจแต่แม่มบ่นกลัวเสียภาษี สรุปแม่มไม่ต้องเสียภาษีสัส เพราะแม่มขาดทุนจนเป็นหนี้ธนาคาร จนใช้ดอกเบี้ยหัวโต กรุล่ะดีใจกับแม่มสัสสัสที่ต้องไม่เสียภาษี ‪#‎สัสกรุเขียมมมมม‬

แล้วไม่ต้องมาโชว์เก๋าอยากจะบอกกรุว่า อุ้ยต้องเลี่ยงภาษี วางแผนภาษี มณีเจ็ดแสงอะไรนะสัส กรุเห็นบ่อยมากในเพจไอ้หนอม แทกบักๆๆๆอะไรนี่แหละ ‪#‎ชื่อเพจแม่มอ่านยากสัส‬ มันเป็นเรื่องของพวกมรุง มรุงถามตัวเองเหอะว่า สิ่งที่มรุงทำวันนี้มันผิดกฎหมายไหมสัส ถ้าผิดกฎหมายมรุงก็รู้จักผิดชอบชั่วดีบ้างเหอะสัส!!

เรื่องสาม ออมหุ้นแต่กลัวคอมมิชชั่นนน

อันนี้ตาร์เพนกวินแม่มถามกรุว่าคิดยังไงกับเรื่องนี้ กรุจะบอกให้นะสัส Mindset เรื่องนี้แม่มก็ไม่ต่างอะไรกับการที่มรุงกลัวเสียภาษี และที่สำคัญมรุงก็กลับไปดูก่อนไหมว่า มรุงออมหุ้นเพื่ออะไร เพื่อผลตอบแทนเท่าไร ไอ้แว่นคลินิกกองทุนแม่มก็เคยเล่าให้ฟังว่า เวลามรุงซื้อกองทุนบางกองแม่มเก็บค่าธรรมเนียมมรุงสูง เพราะว่าเค้ามีผู้จัดการกองทุนที่เก่งไงสัส ‪#‎คนเก่งค่าตัวแพง‬ สรุปคือบางครั้งมรุงจ่ายแพงกว่าเพื่อผลตอบแทนที่ดีกว่า เพื่อความสะดวกที่มากกว่า  ‪#‎โปรแกรมออมหุ้นมันจัดการให้มรุงอัตโนมัตไม่ต้องคอยเสียเวลาสั่งให้โบรกเกอร์ซื้อไงสัส‬

แต่ถ้ามรุงกลัวจะเสียเวลาและความไม่คุ้มค่าในชีวิต กรุแนะนำว่ามรุงเลิกเล่นเน็ตอันลิมิตเพราะมรุงเล่นไม่คุ้มตลอด24ชั่วโมง เลิกขับรถไปทำงานเพราะค่าน้ำมันแม่มเปลืองแถมรถติด เลิกให้หมดทุกอย่างเพราะแม่มไม่คุ้มค่า

อ้อ…สุดท้ายนี้
แต่กรุอยากจะถามมรุงก่อนจากกันสักคำว่ะสัส

มรุงเล่นเฟสบุ๊กทำไรวะ?
กรุไม่เห็นแม่มจะคุ้มค่าเลยสัส

อ้อคงคุ้มสินะ
เพราะวันๆมรุงได้รู้เรื่องชาวบ้าน
ตามสันดานคนอยากรู้อยากเห็น ‪#‎อุ้ย‬

หุ้น กับ กองทุนรวม ต่างกันอย่างไร??

คำถามที่ Fan Page จำนวนมากถามเข้ามาคือ

“จะลงทุนในหุ้นหรือกองทุนดีกว่าค่ะพี่ต้าร์ๆๆๆๆๆๆ”

ก่อนอื่นเรามาอธิบายกันนะครับว่า หุ้น และ กองทุน ต่างกันอย่างไร

หุ้น!!!

สมัยที่เราเป็นเด็ก เราอาจจะอยากได้ของซักเล่นชิ้นหนึ่ง เรามีเงิน 10 บาท ของมันราคา 20 บาท เราอาจจะไปคุยกับน้องเราว่า ซื้อของเล่นมาเล่นด้วยกันไหม? หารกัน คนละ 10 บาท รวมกัน 20 บาท เราจะได้ของชิ้นนี้มา ก็เท่ากับว่า

1. เราเป็นเจ้าของร่วมกันในสิทธิของเล่นก็อยู่ที่ว่าใครจ่ายมากจ่ายน้อยแค่ไหน ถ้าจ่ายมากก็มีสิทธิมาก

2. หากจะกระทำการใดๆกับของเล่น จะต้องถามอีกคนหนึ่งก่อนว่าจะให้ทำได้ไหม เช่น จะขายต่อ จะเอาไปทิ้ง

ง่ายไหม? เรื่องหุ้น….

ในมุมของธุรกิจก็ไม่ได้ต่างกัน เมื่อวันหนึ่งบริษัทแห่งหนึ่งเขามาบอกว่า “ต้องการเงินระดมทุนมาทำธุรกิจ ใครจะมาหุ้นบ้าง?”

เราก็อาจจะสนใจกันว่า จะลงทุนกับธุรกิจนี้ดีไหมนะ เพราะเราต้องเอาเงินไปให้เขา ถ้าธุรกิจดี เจริญๆ มันก็จะโตๆๆๆ เช่น ลงทุนร่วมกับเพื่อนๆ เปิดร้านขายของซัก ร้านหนึ่ง หุ้นกันคนละ 1 แสน จำนวน 5 คน มีเงินทั้งหมด 5 แสนบาท เอาไปเปิดร้านขายของจ้างคนมา ถ้าขายได้กำไรมา ก็เอาเงินกำไรมาแบ่งกัน หรือถ้าจะไม่แบ่งกำไรก็เอาเงินที่ขายได้ไปเปิดร้านใหม่ขยายสาขา แต่ถ้าเกิดเปิดร้านแล้วขาดทุน พวกเราก็ต้องรวมหัวจมท้ายด้วยกันเพราะว่า “ธุรกิจมันเจ๊ง” ขาดทุนร่วมกัน

หุ้นไม่ใช่การฝากเงิน รวยได้ เจ๊งก็ได้

กองทุนรวม++

กองทุนรวม คือ การที่มีใครซักคนบอกว่า “เห้ยยย เอาเงินมารวมกัน เดี๋ยวผมบริหารการลงทุนให้เอง” กองทุนรวมจะมีผู้จัดการกองทุนคอยดูว่าจะเอาเงินไปลงทุนอย่างไรดี ตามนโยบายกองทุน กองทุนเองก็มีหลายประเภทอยู่ที่นโยบาย เราก็ต้องเลือกตามนโยบายว่าอันไหนเหมาะสมกับเรา เช่น

  1. กองทุนนี้จะเอาไปลงทุนในหุ้น (รวมเงินพวกเราแล้วไปลงทุนในหุ้นหลายๆประเภทที่เขาตั้งเป็นนโยบาย เราไม่ต้องซื้อขายหุ้นเอง)
  2. กองทุนนี้จะเอาเงินไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (รวมเงินกันแล้วไปซื้อตึกมาปล่อยเช่ากันเถอะ กำไรเดี๋ยวแบ่งกันระหว่างผู้ถือหน่วยลงทุน)
  3. กองทุนนี้จะเอาเงินไปลงทุนในคนยืมเงิน (เอาไปปล่อยกู้ แล้วพอเข้าใช้เงินเป็นดอกเบี้ยก็จะเอามาแบ่งกัน เช่น การลงทุนในตราสารหนี้ ตลาดเงิน)
  4. กองทุนนี้จะผสมๆ หุ้นบางส่วน ตราสารหนี้บางส่วน อสังหาริมทรัพย์บางส่วน ผสมๆกันไปตามการจัดพอร์ทการลงทุนของกองทุน

กองทุนรวมจะมีนโยบายต่างๆ ซึ่งเราจะต้องดูในรายละเอียดในหนังสือชี้ชวน ซึ่งอยู่ตามเวปไซต์ของ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนต่างๆ ลองเดินไปขอที่ธนาคารดูก็ได้ว่า ธนาคารนั้นๆมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่ให้บริการกองทุนอะไรบ้าง ผลงานเป็นอย่างไร บางกองผลงานเทียบกับกองอื่นก็อาจจะสู้ไม่ได้ บางกองก็ผลตอบแทนดีมาก บางกองก็ขาดทุนได้

กองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน รวยได้ เจ๊งก็ได้

ความแตกต่างระหว่างหุ้นกับกองทุนรวม$$

1. หุ้นเราเป็นเจ้าของธุรกิจ กองทุนรวมเรานำเงินไปให้ผู้บริหารกองทุนที่รวมเงิน จัดการทรัพย์สินให้ การลงทุนในกองทุนหุ้น เราไม่ได้เป็นเจ้าของบริษัทโดยตรง

2. หุ้นเราจะต้องจัดการวิเคราะห์การลงทุนด้วยตัวเองว่าจะลงทุนอะไร กองทุนรวมผู้จัดการกองทุนซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้ดำเนินการทุกอย่างตามนโยบายการลงทุน

3. กองทุนรวมบางอย่างเช่น LTF RMF สามารถได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี (ข้อมูล ณ มิย 2557) หุ้นเองก็มีโอกาสได้รับสิทธิในเรื่องเครดิตภาษีเงินปันผล รายละเอียดต่างๆไว้จะเล่าให้ฟังนะครับ แต่ใครใจร้อนไปอ่านบทความเท่ๆเกี่ยวกับเรื่องภาษี และ กองทุนรวมเพิ่มเติมได้ที่ TaxBugnoms และ คลินิคกองทุนได้ กด Linkได้เลยฮาฟฟฟฟ (ยังไม่จบ อย่าพึ่งกดไปลิงค์คนอื่น)

    คำถามยอดฮิต

    ออมในหุ้นหรือกองทุน อะไรจะให้ผลตอบแทนมากกว่ากัน?

    บอกตรงๆ จากใจ “ไม่รู้จริงๆ 5555”

    หุ้นและกองทุนในประเทศไทยและโลกใบนี้มีเยอะมากๆๆๆ มีตั้งแต่ที่ให้ผลตอบแทนแบบขาดทุน -100% ยันกำไร 10,000% ผมไม่สามารถบอกได้ว่าการลงทุนในหุ้นหรือกองทุนอันไหนที่จะได้ผลตอบแทนสูงกว่ากัน แต่สิ่งที่ผมแนะนำได้คือ เราจะต้องมองการลงทุนให้เป็น เลือกหุ้นให้เป็น เลือกกองทุนให้เป็น และถึงแม้จะเลือกได้ดีแล้ว อนาคตคือสิ่งที่ไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงเสมอ มุมมองวันนี้กับพรุ่งนี้และอีก 10 ปี ก็มีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ ทุกอย่างอยู่ที่นักลงทุนทุกคนว่าจะตัดสินใจอย่างไร ผลตอบแทนคือสิ่งที่เฉลยว่าเราได้วิเคราะห์ (และแถมอาจจะมีโชคจากเหตุการณ์ต่างๆที่ถูกต้องหรือไม่) กับการลงทุนอย่างถูกต้องหรือไม่

    เพราะฉะนั้นแล้วหากคุณเปรียบเทียบกองทุนที่เยี่ยมยอดกับหุ้นสุดหวย คำตอบก็ย่อมต่างจาก การเปรียบเทียบระหว่างหุ้นชั้นเลิศกับกองทุนสุดเหว ใช่ไหมครับ สิ่งที่ทำได้ก็คือเอาสิ่งที่เราต้องการมาลงทุนเปรียบเทียบกัน อาจจะเป็นในเชิงผลตอบแทนว่าอันไหนดีกว่ากัน

    5 ข้อห้ามเพื่อชีวิตที่ปลอดหนี้สิน!

    เข้าสู่ช่วงปลายเดือนทีไร ใครหลายคนมักจะเกิดอาการเหมือนโดนไฟดูดขึ้นมาทันควัน (ช็อตนั่นเอง – -“) และพอไม่มีเงินขึ้นมา สิ่งแรกที่เราคิดนั่นคือ ขอยืมเงินชาวบ้านดีฝ่า (อย่าลืม.. อ่านเคล็ดลับวิธีปฎิเสธเพื่อนยืมเงินประกอบด้วยนะครับ) หรือไม่ก็ตัดสินใจนำเงินอนาคตมาใช้แทน ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด บัตรรถไฟฟ้า เฮ้ย ไม่ใช่แล้ว จนบางครั้งการใช้เงินในอนาคตที่ว่านี้แหละ อาจจะทำให้เราเป็นหนี้โดยที่ไม่รู้ตัวก็ได้ พอรู้ตัวอีกที โอ้ยยยย ตรูไม่มีปัญญาจะจ่ายแล้วววว

    วันนี้ @TAXBugnoms มีเคล็ดลับการใช้ชีวิตดีๆ แบบปลอดหนี้สินมาเล่าสู่กันฟัง รับประกันได้ว่า ถ้าเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ อ่านแล้วปฎิบัติตามได้ ต่อให้หนี้สินมากแค่ไหนก็ไม่อาจมากล้ำกรายได้เลยล่ะจ้าาาา

    ข้อแรก : อย่าใช้เกินกว่าที่หามาได้

    กูรูการเงินทั้งหลายมักจะแนะนำว่า ให้ปรับเปลี่ยนสมการการเงินของตัวเราใหม่ นั่นคือ ได้เงินมาเท่าไรหักออกก่อนด้วยเงินออมแล้วที่เหลือค่อยใช้จ่าย (รายได้ – เงินออม = รายจ่าย) แต่บางคนก็บอกว่าจะให้ออมยังไงไหว ชั้นจะตายอยู่แล้วจ้าาา ดังนั้นถ้าทำตามไม่ไหวจริงๆแล้วล่ะก็ สิ่งแรกที่ควรทำคือสร้างความเชื่อมั่นให้ตัวเองก่อนว่า “ตรูจะไม่ใช้เกินกว่าที่หาได้!!!” เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะอย่างแน่นอนครับ

    ข้อสอง : อย่าสนใจของนอกกายที่ไม่จำเป็น

    ตามจากข้อแรกมาทันควัน ส่วนใหญ่แล้วที่เราใช้จ่ายมากกว่าที่หาได้นั้น สาเหตุมันเกิดจากของนอกกายทั้งหลายที่ไม่ตายแต่ก็อยากได้จริงๆเลยนี่แหละครับ บางคนเห็นเพื่อนเปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่ก็อยากจะเปลี่ยนตาม เห็นคนรอบข้างมีของดีของใช้ทันสมัยทั้งหลาย หรือไลฟ์สไตล์ที่น่าอิจฉา ใจมันก็๋อยากได้ขึ้นมาซะงั้น แต่เราลืมถามตัวเองไปว่า แล้วเราน่ะ “เหมาะสม” กับการใช้จ่ายพวกนั้นหรือไม่

    และเหตุผลอีกข้อหนึ่งนั้นเกิดจาก “กับดักรายจ่าย” เพราะเราไม่เคยรู้ตัวเลยว่า ตัวเราเองนั้นได้จ่ายเงินไปมากขนาดไหน และที่สำคัญเจ้ารายจ่ายที่จ่ายไป เราแบ่งได้หรือยังว่า รายจ่ายไหนคือ “รายจ่ายที่จำเป็น(Need)” หรือ “รายจ่ายที่ต้องการ(Want)” กันแน่!

    รายจ่ายที่จำเป็น คือ รายจ่ายทีต้องใช้ ถ้าไม่ได้จ่ายไปเราก็ตายแน่ๆ
    แต่รายจ่ายที่ต้องการ คือ รายจ่ายที่เราไม่มีก็ไม่ตาย แค่ดิ้นทุรนทุรายไปสักพักเดียวเองจ้าา

    และสุดท้ายก่อนที่จะจ่ายเงินออกไป ลองถามตัวเองก่อนทุกครั้งว่า “ตรูจ่ายไปทำไมฟระ”

    ข้อสาม : อย่าเห็นของลดราคาแล้วตัวสั่น

    ข้อนี้ถือว่าเป็นปัญหาของทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา เพราะแต่ละคนมีความชอบที่แตกต่างกัน บางคนชอบชอปปิ้งเสื้อผ้า เห็นเสื้อผ้า SALE ทีไรก็อดใจไม่ไหว บางคนชอบสินค้าไอที เดินงานคอมมาร์ทที่ไรก็ห้ามใจไม่อยู่ เพราะเราทุกคนล้วนมีความชอบนู่นนี่นั่นแตกต่างกันไป แต่วิธิที่ห้ามใจได้ดีที่สุด นั่นคือ “หยุดมองของลดราคา” แต่ให้ซื้อเมื่อ “จำเป็นจริงๆ” เท่านั้น ไอ้ประเภทที่ซื้อๆไปก่อนเพราะกลัวพลาดของดีราคาถูก บางครั้งกลายเป็นผูกติดหนี้สินโดยที่่ไม่รู้ตัวนะคร้าบบบ

    ข้อสี่ : อย่ากระสันอยากมีเหมือนคนอื่นเขา

    สำหรับข้อนี้ เป็นเรื่องใจล้วนๆ เพราะความอิจฉาริษยาเราต้องดับให้ขาด หากมีเรื่องพวกนี้ตลอดเวลาในใจ เราก็จะกลายเป็นคนที่มัวมองหาเป้าหมายที่จะแข่งขัน เปรียบเทียบ อยากมี อยากเป็น อย่างคนอื่นเขา แต่จริงๆเราเคยถามตัวเองไหมว่า “ชั้นต้องการอะไร” และ @TAXBugnoms เชื่อเลยครับว่า ถ้าเรารู้ตัวเองว่าต้องการอะไร เราจะตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปได้เต็มๆ เลยล่ะครับ

    และเมื่อไม่ต้องใช้จ่าย โอกาสที่จะเป็นหนี้มันก็น้อยลงไปเหมือนเงาตามตัวเลยล่ะคร้าบบบ

    ข้อห้า : อย่าเอาชีวิตไปผูกติดสินค้าเงินผ่อน

    ผ่อน 0% 10 เดือน 20 เดือน 30 เดือน นั้นคือตัวยั่วยวนชั้นดีที่จะทำให้เราตบะแตก ตัดสินใจเป็นหนี้โดยที่คิดว่า ค่อยทยอยๆจ่ายก็ได้น่า ไม่เห็นเป็นไรเลย จากประสบการณ์ที่เคยเห็นมา บางคนมีบัตรเครดิตกี่บัตร พี่ท่านจัดเต็มวงเงินทุกบัตรเลยคร้าบ ทีนี้มันก็เป็นปัญหาตามมาว่า ผ่อนทุกเดือน จ่ายทุกเดือน หนี้เก่าไปหนี้ใหม่มา แต่ตัวคุณพี่น้้นหาอะไรกินไม่ได้เลยเพราะใช้หนี้จนหัวโตกันเลยทีเดียว

    เคล็ดลับทั้ง 5 ข้อนี้ มีไว้เพื่อเตือนใจเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ก่อนจะตัดสินใจเป็นหนี้ แต่หนี้จะเกิดขึ้นได้นั้น มันต้องมาจากความอยากที่จะใช้จ่าย ถ้าหากแก้ปัญหาที่ตรงจุด ลดหนี้สิน เราต้องหยุดตั้งแต่ความคิดที่จะใช้จ่าย ไม่ใช่หยุดความคิดที่จะสร้างหนี้ เพราะถ้ารู้ตัวช้าแบบนั้น บางครั้งอาจจะไม่ทันการณ์นะคร้าบบบบบ

    เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

    Privacy Preferences

    คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

    Allow All
    Manage Consent Preferences
    • Always Active

    Save