นักลงทุนเริ่มคาด ’ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ’ อาจจะไม่เกิด ติดเพียงสถิติที่ผ่านมา นักลงทุนก็คาดผิดมากกว่าถูก
ช่วงที่ผ่านมาเราได้ยินคำว่า “Soft Landing” กันบ่อย ๆ
คำเปรียบเปรยทางการเงินที่ถูกนำมาใช้กับการลงจอดที่สวยงาม ลงนิ่ม ๆ ไม่เจ็บตัว ต้นตอมาจากการลงจอดของยานอวกาศ Apollo 11 ที่ประสบความสำเร็จนั่นแหละ
ความหมายก็คือการลดความร้อนแรงของสภาพเศรษฐกิจในเวลานั้นโดยไม่ทำให้เกิด ‘ภาวะเศรษฐกิจถดถอย’ หรือ Recession ตามมานั่นเอง
แต่ถ้าย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การใช้วลีเปรียบเทียบนี้ครั้งแรกในปี 1973 โดย จอร์จ ชูลท์ซ (George Shultz) ซึ่งเป็นรัฐมนตรีคลังของอเมริกาในสมัยนั้นกลับไม่ค่อยสวยงามสักเท่าไหร่
แผนการลงจอดอย่างนิ่มนวลครั้งนั้นไม่ได้เป็นไปตามที่วางเอาไว้
ไม่นานเศรษฐกิจถดถอยก็ตามมา เงินเฟ้อกระฉูดเป็นสิบปี มาเริ่มดีขึ้นตอนที่ พอล โวล์เกอ (Paul Volcker) ประธานธนาคารกลางสหรัฐเข้ามาทำงาน รับมือกับอัตราเงินเฟ้อระดับ 13% ในปี 1979 และ 1980 ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องจากร้อยละ 11 ไปเป็นร้อยละ 20 ในปลายปี 1980
เศรษฐกิจถดถอยอย่างหนัก ดอกเบี้ยและอัตราการว่างงานสูงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง (อัตราคนว่างงานพุ่งขึ้นแตะร้อยละ 10.8 ในสองเดือนสุดท้ายของปี 1982) คนออกมาประท้วงมากมาย โวล์เกอถูกวิจารณ์อย่างหนัก
แต่สุดท้ายเมื่อทุกอย่างเริ่มสงบลง ดอกเบี้ยค่อย ๆ ลดลงมา ทำให้กลายเป็นรุ่งอรุณครั้งใหม่ของอเมริกาอีกครั้ง
แต่การคาดการณ์ของชูลท์ซที่ผิดพลาดนั้น ‘ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติ’ ไมเคิล แคนโทรวิตซ์ (Michael Kantrowitz) จาก Piper Sandler บริษัทด้านการลงทุนชี้ให้เห็นว่านักลงทุนมักจะคาดเดากันไปเองว่าการลงจอดอย่างนุ่มนวลจะเกิดขึ้นหลังจากเฟดเริ่มหยุดคุมเข้มเรื่องดอกเบี้ย
ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน

ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมาดัชนีราคาหุ้น S&P 500 ของบริษัทขนาดใหญ่ในอเมริกาได้เพิ่มขึ้น 16% ดัชนีราคาพันธบัตรบริษัทระดับการลงทุนที่รวบรวมโดย Bloomberg พุ่งขึ้นไปแล้ว 9%
เหมือนว่าความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยซึ่งก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือนทุกคนจะกลัวและกังวลกันอยู่จะถูกลืมไปแล้ว
อยากชวนกลับไปย้อนดูประวัติศาสตร์สักเล็กน้อย เพราะบางทีเราอาจจะเตรียมงานปาร์ตี้ฉลองเร็วไปสักหน่อย
ไม่ใช่ว่าการลงจอดอย่างนิ่มนวลนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าย้อนกลับไปดูตั้งแต่ช่วง 70’s ธนาคารกลางสหรัฐทำสำเร็จไปสองครั้งในช่วง 1984 และ 1995 ตลาดหุ้นเริ่มพุ่งขึ้นหลังจากที่ดอกเบี้ยไปถึงจุดสูงสุด (ซึ่งสำหรับครั้งปัจจุบันคนก็บอกว่าจะไปหยุดช่วงกลาง ๆ ปี) ใครก็ตามที่ลงทุนช่วงนั้นก็ร่ำรวยกันไป
แต่ในขณะเดียวกันในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา เว็บไซต์ The Economist บอกว่ามันมีอีก 6 ครั้งที่ธนาคารกลางพยายามควบคุมให้เกิด Soft Landing แต่สุดท้ายก็เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยตามมาอยู่ดี (แม้ว่าครั้งที่ 6 จะค่อนข้างซับซ้อนเพราะเกิดในช่วงโควิด-19 ระบาดก็ตาม)
บทเรียนจากตรงนี้ก็คือว่าการลงจอดอย่างนิ่มนวลไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้น แต่มันเกิดขึ้นได้ยาก และการคาดการณ์ของนักลงทุนนั้นก็มักจะผิดตามสถิติแล้ว
ปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนคาดการณ์ผิดอย่างหนึ่งก็เพราะว่าในช่วงแรกของทั้งสองเหตุการณ์ (เกิด Soft Landing หรือไม่) นั้นเริ่มต้นคล้าย ๆ กันนั่นเอง
ก่อนตลาดจะหน้าคว่ำ ตลาดหุ้นจะขยับขึ้นอย่างคึกคัก บางครั้งเป็นปีเลยด้วยซ้ำ แต่เดี๋ยวสักพักทุกอย่างก็จะเริ่มพัง มุมมองด้านบวกในตลาดจะหายไป และหุ้นก็จะเริ่มร่วง
แคนโทรวิตซ์ บอกว่ามันยากมากเลยในช่วงแรก ๆ ที่จะฟันธงว่าอะไรจะเกิดขึ้นเพราะมันเหมือนกันมาก ทั้งสองเหตุการณ์จะมีดอกเบี้ยที่ขยับขึ้นสูง ตลาดเริ่มคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะเริ่มชะลอการขึ้นดอกเบี้ยและอาจจะลดในอนาคต ตลาดหุ้นก็เริ่มไต่ระดับสูงขึ้น (เหมือนตอนนี้) และถ้าเป็น Soft Landing ทุกอย่างก็จบแค่นี้
ปัญหาคือถ้ามันไม่จบแค่นั้น ถ้าหากมีอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น ตามมาด้วยอุตสาหกรรมอสังหาฯที่อ่อนแอ ทีนี้แหละที่นักลงทุนมีโอกาสจะเจ็บตัวอย่างหนักเลยทีเดียว
เพราะฉะนั้นถ้าดูตามสถิติแล้ว ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะออกมาเฉลิมฉลองซะทีเดียว
แม้ โจ ไบเดน (Joe Biden) ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของอเมริกาจะออกมาชี้ให้เห็นว่าตอนนี้ตลาดแรงงานนั้นแข็งแกร่งมาก อัตราการว่างงานระดับ 3.4% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบ 54 ปี ระบุว่าแผนเศรษฐกิจของเขาได้ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของสหรัฐฯ
แต่ก็มีอีกฝ่ายที่มองว่าอัตราดอกเบี้ยยังคงมีสิทธิ์ขึ้นต่อไปเพื่อจะยับยั้งระดับเงินเฟ้อที่ยังไม่ได้ใกล้เป้าหมายที่วางเอาไว้
เอ็ดเวิร์ด โคล (Edward Cole) ผู้จัดการสินทรัพย์จากบริษัท Man Group ออกมาแสดงความกังวลว่าภาวะตึงตัวในตลาดแรงงานและเงินออมในครัวเรือนที่ยังพอมีเหลืออยู่ ซึ่งเป็นผลที่ตามมาของช่วงโควิด-19 ส่งผลให้การคุมเข้มทางการเงินนั้นยังไม่ได้มีผลกระทบในวงกว้างมากนัก แต่มันจะตามมาอย่างแน่นอน
คำตอบจากนักเศรษฐศาสตร์มืออาชีพจำนวน 71 คนที่หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal ได้สอบถามในเดือนมกราคมระบุว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยในอีก 12 เดือนข้างหน้ามีโอกาสจะเกิดขึ้นราว ๆ 61%
เพราะฉะนั้นบางทีการดูแค่ตลาดอย่างเดียวอาจจะไม่พอ เพราะเราเห็นการขยับขึ้นของราคาหลายคนก็อยากวิ่งเข้าไปร่วมวงกับเขาด้วย แต่ถ้าดูตัวบ่งชี้อื่น ๆ อย่างก่อนการ Soft Landing ครั้งก่อนจะมีดอกเบี้ยต่ำและการปล่อยกู้ของธนาคารที่ไม่เข้มงวด (ซึ่งตอนนี้ไม่ใช่เลย)
หรืออีกตัวเลขหนึ่งที่ยังเป็นตัวบ่งชี้ที่ควรติดตามคือช่องว่างระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีและ 3 เดือน โดยทั่วไปแล้วตรงนี้จะเป็นบวก โดยผลตอบแทนระยะยาวจะสูงกว่าผลตอบแทนระยะสั้น (เนื่องจากนักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อล็อกเงินไว้นานขึ้น) แต่ตอนนี้ช่องว่างตรงนี้เป็นลบ (หมายความว่านักลงทุนคาดหวังว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่ใกล้เข้ามาและต่อเนื่อง)
สิ่งนี้เกิดขึ้นเก้าครั้งในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา แปดครั้งตามด้วยภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ส่วนครั้งที่ 9 เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมาและยังมีอยู่ในวันนี้
ขณะที่ธนาคารกลางของสหรัฐฯกำลังพยายามจะลงจอดอย่างนิ่มนวล ดูเหมือนสัญญาณต่าง ๆ จะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ถ้าเป็นหนังก็คงเห็นสัญญาณไฟต่าง ๆ กะพริบสีแดงเต็มหน้าจอ แต่กัปตันกลับบอกว่า ‘ทุกอย่างยังคงโอเค’ แล้วจู่ ๆ ภาพก็ตัดมืดไปเลย
Tagged in
You might also like

กระแสของเล่นแรงไม่หยุด ‘Bloks Groups’ ผู้ผลิตของเล่น...
Forbes รายงาน ‘จู เหว่ยซง (Zhu Weisong)’ ประธานกรรมการและซีอีโอของ Bloks Group กลายเป็น...

‘งบประมาณฐานศูนย์’ หนึ่งใน MOU ของ “รัฐบาลก้าวไกล” ค...
งบประมาณฐานศูนย์’ (zero-based budgeting หรือ ZBB) เป็นกระบวนการตรวจสอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด...

หุ้นปันผล 5 ตัวที่จะสร้างรายได้ 200,000 ล้านให้ ‘วอร...
ในปี 2023 มีการคาดการณ์โดยนิตยสาร Fortune ว่าคุณปู่บัฟเฟตต์จะได้รับปันผลราว ๆ 5,700 ล้า...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

