ตกงานอย่าเพิ่งตกใจ เงินสำรอง ประกันสังคม เงินชดเชย ต้องเตรียมตัวยังไงเมื่อ ‘ถูกเลิกจ้าง’

การแพร่ระบาดของโควิด-19 สงครามรัสเซียยูเครน ภาวะเงินเฟ้อ ปัญหาสิ่งแวดล้อมและอีกปัจจัยมากมายที่เกิดขึ้นตอนนี้ ส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจมีแนวโน้มถดถอยทั่วโลก บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้ง Meta (Facebook), Twitter, Amazon ฯลฯ ตัดสินใจลดจำนวนพนักงานลงเพื่อเตรียมรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น ล่าสุดในวันที่ 19 มกราคม 2023 ทาง Microsoft ก็พิจารณาลดจำนวนพนักงานกว่า 11,000 ตำแหน่ง สร้างความกังวลให้คนทำงานทั่วโลก
มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่ข่าวเรื่องการปลดพนักงานของบริษัทต่าง ๆ จะส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจมนุษย์เงินเดือนอย่างเราทุกคนด้วย (เพราะที่จริงไม่ใช่แค่บริษัทในต่างประเทศเท่านั้นที่ปลดพนักงาน บ้านเราก็มีข่าวไปเยอะเหมือนกันในช่วงก่อน ยกตัวอย่างที่ชัด ๆ ก็มี Shopee หรือ JSL)
แม้เราจะเข้าใจว่าทุกอย่างมันเป็นไปตามกลไกของตลาด ธุรกิจมีขึ้นมีลง แต่สำหรับพนักงานการถูกเลิกจ้างนั้นก็เป็นปัญหาใหญ่ ภาระต่าง ๆ ที่มีอยู่ต้องทำยังไง ถูกเลิกจ้างแล้วจะหางานได้ไหม จะได้รับเงินชดเชยรึเปล่า? มันกลายเป็นคำถามเต็มไปหมดเลย
แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม การวิตกกังวลว่าจะถูกเลิกจ้างก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น สิ่งที่ดีที่สุดคือหาความรู้ใส่ตัวเอาไว้ก่อน เปลี่ยนความกังวลเป็นการเตรียมตัวให้พร้อมเผชิญกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นดีกว่า วันนี้มาหาคำตอบกันว่า เมื่อต้องถูกเลิกจ้างแบบฟ้าผ่า พนักงานอย่างเรา ทำอะไรได้บ้าง
เตรียมตัวรับมือ
สิ่งสำคัญที่ใช้รับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งคือ การมีเงินสำรองกรณีฉุกเฉิน ซึ่งหมายถึง เงินสำรองที่เตรียมเผื่อใช้กรณีฉุกเฉิน เช่น ตกงาน หรือขาดรายได้ เป็นเงินที่มีสภาพคล่องสูง ง่ายต่อการนำมาใช้ อาจอยู่ในบัญชีเงินฝาก สามารถถอนออกมาได้ง่ายเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน
โดยเงินสำรองกรณีฉุกเฉินควรมีอย่างน้อย 6-12 เดือน คำนวณจากค่าใช้จ่ายจำเป็นต่อเดือนของแต่ละคน เช่น ปกติใช้จ่ายเดือนละ 20,000 บาท ก็ควรมีเงินสำรองกรณีฉุกเฉินประมาณ 120,000-240,000 บาท เป็นต้น
หากใครยังไม่มีหรือมีไม่พอ ก็เริ่มเก็บตอนนี้เลย นี่คือสิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างแรก
ทำอย่างไรเมื่อถูกเลิกจ้าง?
สถานการณ์เช่นนี้เป็นเรื่องใหญ่ของชีวิต ดังนั้นสติและกำลังใจเป็นเรื่องสำคัญมาก พยายามจัดการสภาวะอารมณ์และจิตใจให้ได้ ไม่ตื่นตระหนกหรือกังวลมากเกินไป เพราะยังพอมีเวลาจะหาหนทางแก้ไข
แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่พูดง่ายกว่าทำ เพราะฉะนั้นถ้าอยู่ในสถานการณ์นั้นจริง ๆ เราอาจจะสับสนหรือทำตัวไม่ถูกได้ อันนี้เป็นเรื่องปกติ สิ่งสำคัญคืออย่าโกรธหรือโทษตัวเองว่าทำงานไม่ดีจึงโดนปลด ในหลาย ๆ กรณี มันเป็นเพียงกลไกของบริษัทที่พยายามรัดเข็มขัด และงานของคุณไปอยู่ในส่วนที่ไม่ได้เป็นแผนที่บริษัทวางเอาไว้ เพราะฉะนั้นการถูกเลิกจ้างเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยคุณไม่มีอำนาจที่จะควบคุมมันเลยด้วยซ้ำ ตอนนี้ต้องอย่าซ้ำเติมแผลของตัวเองให้เลวร้ายลงไปกว่าเดิม

การจัดการควรเริ่มจาก
ตรวจสอบเงินและทรัพย์สิน ว่ามีมากน้อยเท่าไหร่ หากมีเงินสำรองกรณีฉุกเฉินก็พอเบาใจขึ้นบ้าง หากไม่มีหรือมีไม่มาก ก็ลองคำนวณว่ามีเพียงพอต่อการดำรงชีวิตได้นานแค่ไหน เอามากางดูเลยเพื่อให้วางแผนอนาคตได้ถูก
สื่อสารกับคนในครอบครัว การพูดคุยเป็นเรื่องสำคัญ หากขาดรายได้หรือถูกเลิกจ้าง จำเป็นต้องบอกคนที่บ้านหรือคนที่ต้องดูแลเพื่อช่วยกันปรับแผนการใช้จ่ายภายในครอบครัว ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง หรือช่วยกันคิดหารายได้เพิ่มเติม ปรึกษากันว่า ใครทำอะไรเพิ่มเติมได้บ้าง และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ให้กำลังใจกันและกัน (สำคัญมาก ๆ อย่าซ้ำเติมกัน)
สิทธิตามกฎหมาย เมื่อจัดการจิตใจตนเอง ตั้งสติได้แล้ว เรื่องที่ต้องทำต่อมาคือ ตรวจสอบสิทธิทางกฎหมายว่าเรามีสิทธิ์ได้รับการชดเชยอะไรบ้าง โดยสิ่งที่ลูกจ้างเรียกร้องหรือจะได้เมื่อถูกเลิกจ้างมีดังนี้
1. เงินชดเชยจากนายจ้าง
เป็นเงินชดเชยตามกฎหมายที่นายจ้างต้องชดเชยให้ลูกจ้างกรณีให้ออกจากงานด้วยเหตุผลอื่นที่ไม่ใช่ความผิดของตัวพนักงาน โดยเงินชดเชยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ
-ค่าตกใจ เป็นเงินชดเชยกรณีพนักงานถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า หรือบอกล่วงหน้า 30-60 วัน โดยนายจ้างต้องจ่ายชดเชยพิเศษแทนการบอกล่วงหน้าเท่ากับอัตราจ้างสุดท้าย 30 วัน และจ่ายเท่ากับอัตราจ้าง 60 วันกรณีลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างตามผลงาน
-เงินชดเชยการถูกเลิกจ้าง กฎหมายกำหนดว่า หากให้ลูกจ้างออกจากงานโดยไม่สมัครใจ นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยดังนี้
- ทำงานไม่ถึง 120 วัน นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยได้
- ทำงาน 120 วัน - 1 ปี ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างการทำงาน 30 วัน ในอัตราสุดท้าย
- ทำงาน 1 - 3 ปี ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างการทำงาน 90 วัน ในอัตราสุดท้าย
- ทำงาน 3 - 6 ปี ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างการทำงาน 180 วัน ในอัตราสุดท้าย
- ทำงาน 6 - 10 ปี ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างการทำงาน 240 วัน ในอัตราสุดท้าย
- ทำงาน 10 - 20 ปี ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างการทำงาน 300 วัน ในอัตราสุดท้าย
- ทำงาน 20 ปีขึ้นไป ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างการทำงาน 400 วัน ในอัตราสุดท้าย
2. ชดเชยว่างงานจากประกันสังคม
หากลูกจ้างมีการทำประกันสังคมโดยจ่ายเงินสมทบมากกว่า 6 เดือน ก็สามารถรับเงินช่วยเหลือกรณีว่างงานจากการถูกเลิกจ้าง โดยต้องไปขึ้นทะเบียนคนว่างงานภายใน 30 วันนับตั้งแต่ออกจากงาน และรับเงินชดเชย 50% ของรายได้ (ฐานเงินเดือนจะคิดให้ไม่เกิน 15,000 บาท) เป็นระยะเวลาถึง 6 เดือน (สอบถามเพิ่มเติมโทร. 1506)
3. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ Provident Fund (PVD)
หากบริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ ก็สามารถเบิกออกมาทั้งก้อนเพื่อนำไปใช้จ่ายได้ (มีการหักภาษี) แต่ก็สามารถคงเงินไว้ในกองทุนได้หากต้องการใช้ตอนเกษียณ (แต่จะไม่ได้รับการสมทบจากนายจ้างเดิม) หรือสามารถย้ายเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปยังกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ซึ่งจะต้องเป็น RMF for PVD เพื่อรับผลประโยชน์อื่น ๆ และไม่ต้องเสียภาษี (ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ในส่วนอ้างอิง)
4 สิทธิประโยชน์อื่น ๆ
บางบริษัทอาจมีการยกหุ้นให้ลูกจ้างขณะที่ทำงาน ซึ่งลูกจ้างสามารถขายหุ้นที่มีเพื่อรับเป็นเงินไปใช้ตามความจำเป็นได้
เจรจาหนี้สิน
หลังจากตรวจสอบสิทธิและเรียกร้องผลประโยชน์ต่าง ๆ เรื่องต่อมาที่ต้องจัดการคือหนี้สิน หากคำนวณเงินที่มีแล้วพบว่าไม่พอจะชำระได้ตามปกติ ควรรีบเข้าไปพบเจ้าหนี้ทันที หากเป็นญาติ พี่น้อง เพื่อนฝูง ก็บอกก็ขอกันตามตรง กำหนดระยะเวลาให้แน่ชัดแล้วจัดการตามคำสัญญาที่ให้ไว้ ส่วนเจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน ก็เข้าไปเจรจาประนอมหนี้, ขอพักการจ่าย 6-12 เดือน หรือเจรจาจ่ายตามความสามารถ (แต่ต้องคำนวณตัวเลขให้ชัดเจน ไม่เกิดเป็นภาระมากขึ้นในระยะยาว) เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายในช่วงที่ไม่มีรายได้ และเป็นการรักษาเครดิตทางการเงินไว้ด้วย
หารายได้เสริม
การหางานใหม่จำเป็นต้องใช้ระยะเวลา ระหว่างการรอสัมภาษณ์หรือรอเรียกทำงานใหม่นั้น จะไม่มีรายได้เข้ามา ลองพิจารณาหารายได้ทางอื่นเพิ่มเติมด้วย อาจเป็นงานพิเศษที่ไม่ต้องลงทุนมากมาย หรือใช้ทักษะที่มี เช่น หากเป็นนักบัญชีก็รับทำบัญชีแบบฟรีแลนซ์, มีทักษะภาษาก็อาจรับสอนพิเศษเด็กนักเรียน, ทำอาหารเป็นก็เปิดรับออเดอร์ส่งตามที่ต่าง ๆ ในช่วงเช้าหรือพักเที่ยง เป็นต้น เพื่ออย่างน้อยก็ทำให้มีรายได้เข้ามาบ้างระหว่างรองานใหม่ แต่ในหลายกรณีก็พบว่า อาชีพเสริมเหล่านี้สร้างรายได้จนกลายเป็นงานหลักเลยก็มี
ในช่วงชีวิตของทุกคนจะมีทั้งดีและน่าปวดหัว การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา สิ่งสำคัญคือมีแผนรับมือที่ชัดเจน มีเงินออม เงินสำรองไว้ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินทางการเงินขึ้นจะได้มีเวลาในการวางแผนจัดการได้มากขึ้น รวมถึงต้องคอยพัฒนาทักษะการทำงานให้มากขึ้นอยู่เสมอ สร้างจุดแข็งให้กับตัวเอง เรียนรู้เสริมเพิ่มเติมให้ตัวเองเหมาะกับตำแหน่งงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ไม่มีบริษัทไหนอยากเสียคนเก่งไป
หรือถ้าเกิดตกงานเมื่อไหร่ ก็สมัครงานใหม่ได้ง่ายขึ้นด้วย
อ้างอิง
https://www.moj.go.th/view/56613
Tagged in
You might also like

กระแสของเล่นแรงไม่หยุด ‘Bloks Groups’ ผู้ผลิตของเล่น...
Forbes รายงาน ‘จู เหว่ยซง (Zhu Weisong)’ ประธานกรรมการและซีอีโอของ Bloks Group กลายเป็น...

วางแผนจัดการเงินให้เรามีชีวิตที่ดีในยุคดิจิทัลด้วย F...
เราควรจัดการเงินอย่างไร ถ้าเราตั้งเป้าหมายการเงินชัดเจน รู้ว่าต้องการเก็บเงินแต่ละก้อนไ...

‘งบประมาณฐานศูนย์’ หนึ่งใน MOU ของ “รัฐบาลก้าวไกล” ค...
งบประมาณฐานศูนย์’ (zero-based budgeting หรือ ZBB) เป็นกระบวนการตรวจสอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

