มหาเศรษฐีเป็นผลบวกหรือผลลบต่อสังคมกันแน่?

มหาเศรษฐีเป็นผลบวกหรือผลลบต่อสังคมกันแน่?

มองไปรอบ ๆ ตัวตอนนี้ เราจะเห็นข่าวเกี่ยวกับมหาเศรษฐีพันล้าน (Billionaire - ถ้าของไทยก็ผู้ที่มีทรัพย์สินหลักสามหมื่นล้านบาท) ทำธุรกิจนั้น ลงทุนตรงนี้ อยู่เสมอ ความร่ำรวยเป็นเหมือนแม่เหล็กดึงดูดความสนใจ ใครบ้างจะไม่อยากรู้เกี่ยวกับคนรวย เพราะเชื่อว่าส่วนใหญ่ (รวมทั้งผู้เขียนเองก็ด้วย) ก็อยากจะร่ำรวยเหมือนอย่างคนเหล่านั้นบ้าง

แต่ถ้าถามความเห็นคนส่วนใหญ่ว่าเศรษฐีผู้ร่ำรวยเหล่านี้สร้างผลบวกหรือผลลบต่อสังคมที่อยู่มากขนาดไหน เมื่อก่อนคำตอบที่เราจะได้คือ ‘ไม่ดีไม่แย่’ หรือมองคนร่ำรวยมหาศาลอย่างกลาง ๆ แต่หลังจากช่วงปี 2020 เป็นต้นมา มุมมองเกี่ยวกับคนที่ร่ำรวยมาก ๆ เริ่มเปลี่ยนไปกลายเป็นลบมากยิ่งขึ้น บางคนบอกว่ามหาเศรษฐีนั้นเป็นสิ่งที่ดีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเพราะพวกเขาลงทุนในธุรกิจต่าง ๆ ขับเคลื่อนการเติบโต สร้างงานให้เกิดขึ้น และหลายคนก็บริจาคเงินคืนกับสังคมและมูลนิธิต่าง ๆ ด้วย แต่อีกด้านหนึ่งก็บอกว่า คนที่ร่ำรวยมหาศาลนั้นมีอำนาจในมือมากเกินไป มีอิทธิพลทางด้านกฎหมายและระหว่างทางเพื่อไปสู่ผลกำไรที่มากขึ้นพวกเขาก็สร้างความเสียหายไปด้วยในเวลาเดียวกัน

สถิติ

ในปี 2021 เว็บไซต์ Pew Research Center ได้ทำการสำรวจความเห็นของประชากรชาวอเมริกันราว ๆ 10,221 คน อายุตั้งแต่ 18-65 ปี ทั้งสองฝั่งของด้านการเมือง ผลที่ออกมาคือแม้ว่าส่วนใหญ่ 55% จะยังรู้สึกกลาง ๆ (ไม่ดีไม่แย่) แต่จำนวนคนที่เห็นว่ามหาเศรษฐีพันล้าน (กลุ่มคนที่ร่ำรวยมากๆ)​ นั้นส่งผลทางด้านลบต่อสังคมเพิ่มขึ้นจาก 23% มาเป็น 29% จากปีก่อนหน้า

แม้ว่าการเก็บสถิติครั้งนี้ไม่ได้ลงลึกไปถึงเหตุผลว่าทำไมมุมมองทางด้านลบถึงเติบโตขึ้นกว่า 6% ภายในหนึ่งปี แต่เหตุผลหนึ่งก็อาจจะเป็นเรื่องของภาพลักษณ์และข่าวเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ดูเห็นแก่ตัวเองของเหล่าคนรวย ๆ ที่อยู่ในสังคมนั่นแหละ (ในบทความนี้เราจะไม่พูดถึงคนในบ้านเรา แต่ถ้าผู้อ่านจะคิดถึงใคร อันนี้ห้ามไม่ได้)

ยกตัวอย่างที่สักสองสามคนที่หลายน่าจะรู้จักกันอย่าง อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ซึ่งปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่สำหรับชายผู้ ‘เคย’ เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ซื้อบริษัท Twitter เพราะอยากให้มีพื้นที่สำหรับอิสรภาพทางการพูดแสดงออก แต่ต่อมาก็ปิดกั้นบัญชีของนักข่าวหลายคนจากสื่อใหญ่อย่าง CNN, New York Times และ Washington Post หรืออีกคนอย่าง แซม แบงก์แมน-ฟรีด (Sam Bankman-Fried) อดีตมหาเศรษฐี เจ้าของกระดานเทรดคริปโตฯ FTX ที่ล้มละลายไปเคยบอกว่าเขาจะใช้เงินของตัวเองเพื่อสังคม แต่เบื้องหลังกลับนำเงินของลูกค้าไปใช้ส่วนตัว หรือแม้แต่ครอบครัว Sackler (สำหรับใครที่ไม่รู้จักแนะนำให้ดูซีรีส์เรื่อง “Dopesick” บน Disneys+ ครับสนุกมาก) ผู้ร่ำรวยและสร้างรายได้มหาศาลจากการขายยา “OxyContin” ที่เป็นยาแก้ปวดโอปิออยด์ที่กลายเป็นต้นตอการระบาดของการใช้ยาเสพติดทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา อย่างน้อยที่สุดมีคนเสียชีวิตจากการใช้ยาแก้ปวดโอปิออยด์อย่าง OxyContin ไปแล้วกว่า 5 แสนราย

อีกเหตุผลหนึ่งที่ความรู้สึกในทางลบเติบโตขึ้นอาจจะเกี่ยวข้องกับช่องว่างของความมั่งคั่งที่กว้างขึ้นระหว่างคนที่ร่ำรวยกับคนที่ยากจน ในเว็บไซต์ World Inequality Report 2022 พบว่าเศรษฐีพันล้านทั่วโลกราว ๆ 2,668 คน ซึ่งคิดเป็น 0.00003335% ของประชากรโลกนั้นถือครอง 3% ของมูลค่าทรัพย์สินของโลกเลยทีเดียว เอาง่าย ๆ ในประเทศอเมริกา มีคนเป็นเศรษฐีพันล้านอยู่ 728 คน ในขณะที่มีคนที่ถือว่าอยู่ในฐานะยากจนถึง 38 ล้านคน

10% ของประชากรไทย ถือครองทรัพย์สินภายในประเทศมากกว่า 77% และกลุ่มคน 1% บนสุด ประมาณ 7 แสนคนมีความมั่งคั่งเฉลี่ย 33 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มคนจน 20% แรกถึง 2,500 เท่า

มาดูในบ้านเราสักหน่อย ข้อมูลในประเทศไทยจากเว็บไซต์ Thaipublica.org ในปี 2021 บอกว่า 10% ของประชากรไทย ถือครองทรัพย์สินภายในประเทศมากกว่า 77% และกลุ่มคน 1% บนสุด ประมาณ 7 แสนคนมีความมั่งคั่งเฉลี่ย 33 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มคนจน 20% แรกถึง 2,500 เท่า ไทยกลายเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำรุนแรงและเพิ่มขึ้นรวดเร็วที่สุดระหว่างปี 2008-2018 โดยคน 1% บนสุดถือครองทรัพย์สินเพิ่มขึ้นกว่า 17.5%

มหาเศรษฐีสร้างรายได้จากอะไร?

บางทีถ้าให้นึกภาพเงิน 1,000 ล้านเหรียญ (สำหรับของไทยก็ลองประมาณ 35,000 ล้านบาท) มันอาจจะเห็นภาพไม่ชัดนัก แต่ถ้าบอกว่าคุณสามารถใช้เงินได้วันละ 1,000 เหรียญ/วัน (ประมาณ​ 35,000 บาท) ไปได้เป็นระยะเวลา 2,740 ปีเงินก้อนนั้นถึงจะหมด ภาพจะชัดขึ้นเลยทันที

แล้วพวกเขาร่ำรวยจากอะไร ทำไมคนทั่วไปถึงไปไม่ถึงจุดนั้นสักที

วิธีหนึ่งที่มหาเศรษฐีเหล่านี้ร่ำรวยก็มาจากผลตอบแทนของการลงทุนนั่นแหละ เรียกอีกอย่างว่าให้เงินทำงานแทนตัวเอง สมมุติว่าคุณและเศรษฐีพันล้านลงทุน 1 เหรียญในปี 2004 ตามค่าเฉลี่ยแล้วภายในปี 2015 เงินตรงนั้นของคุณจะกลายเป็น 1.5 เหรียญ ส่วนเงินของเศรษฐีพันล้านจะกลายเป็น 2.4 เหรียญ (หรือมากกว่าคุณถึง 60% เลย) เนื่องจากมีโอกาสในการลงทุนที่มากกว่าและมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลจัดการเงินเหล่านั้นให้งอกเงยมากที่สุดด้วย

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของภาษี ซึ่งหลายคนอาจจะรู้สึกว่าคนรวยต้องเสียภาษีเยอะแน่นอน ซึ่งบางครั้งไม่จริงซะทีเดียว ด้วยความเชี่ยวชาญและมีคนที่คอยจัดการเรื่องเงินให้ บางทีการเสียภาษีของคนรวยก็ไม่ได้เยอะขนาดนั้น อย่างในการสำรวจการยื่นภาษีในอเมริการะหว่างปี 2013-2018 พบว่าคนที่มีรายได้เฉลี่ยปีละ $45,000 เหรียญ (ซึ่งก็มากกว่าค่าเฉลี่ยนิดหน่อย) จ่ายภาษีกว่า 21% ของรายได้ ส่วนเศรษฐีพันล้านจ่ายน้อยมากหรือแทบจะไม่ได้จ่ายเลยเพราะพวกเขาไม่ได้สร้างรายได้จากเงินเดือนเหมือนคนทั่วไป แต่เป็นรายได้จากการลงทุนที่มีกรอบภาษีต่ำกว่าอัตราภาษีเงินเดือนอย่างมาก นอกจากนั้นแล้วยังได้ลดภาษีจากเงินที่บริจาคให้กับมูลนิธิและองค์กรการกุศลต่าง ๆ ด้วย

มหาเศรษฐีเป็นผลดีต่อสังคมยังไง?

ตัวอย่างด้านบนอย่างมัสก์ แบงค์แมน-ฟรีด หรือแม้แต่ครอบครัว Sackler อาจจะไม่ได้เป็นตัวแทนของที่ดีนักของกลุ่มมหาเศรษฐีผู้ร่ำรวย เพราะถ้าให้แฟร์เราก็ต้องมองว่าในสังคมของเราก็ยังมีมหาเศรษฐีคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความโลภ หรือหิวกระหายอำนาจจนหน้ามืดด้วยเช่นกัน อย่างถ้าจะแย้งในกรณีของมัสก์เอง เราสามารถมองว่าเขาก็เป็นคนสำคัญคนหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าที่ทำให้การเป็นกระแสอย่างทุกวันนี้ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ดีต่อสภาพแวดล้อมของโลกโดยรวม (แน่นอนการขุดเหมืองเพื่อมาสร้างแบตเตอรี่ยังคงเป็นปัญหาซึ่งต้องได้รับการแก้ไขต่อไป) เขาและมหาเศรษฐีคนอื่น ๆ ก็ยังเป็นแรงผลักดันช่วยให้นวัตกรรมหลายอย่างเกิดขึ้น

รายงานจากนิตยสาร Forbes ก็บอกว่ามหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยเหล่านี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการจ้างงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก ยกตัวอย่างในอเมริกา เศรษฐีพันล้าน 12 คน เป็นผู้อยู่เบื้องหลังของพนักงานกว่า 2.3 ล้านคนทั่วโลก นอกจากนั้นเราก็เห็นตามหน้าข่าวเสมอว่าบุคคลที่ร่ำรวยทั้งหลายนั้นมักจะบริจาคเงินให้องค์กรการกุศลเสมอ แม้เราอาจจะมองว่าเป็นเพราะเหตุผลทางด้านภาษีก็ตาม

แล้วไม่ดียังไงบ้าง?

ในอีกด้านหนึ่งเราเห็นภาพด้านลบตามหน้าข่าวเกี่ยวกับเรื่องของเศรษฐีพันล้านหลายคนอยู่บ่อย ๆ หลายคนมองว่าความมั่งคั่งในระดับนี้ได้มาจากการเอารัดเอาเปรียบพนักงานตัวเล็ก คนรวยเอาเปรียบคนรายได้น้อย ยกตัวอย่างเช่น เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) ผู้ก่อตั้งและอดีตซีอีโอของ Amazon ที่มีมูลค่าทางทรัพย์สินมากกว่า 108,000 ล้านเหรียญในเดือนมกราคม 2023 สร้างรายได้มากกว่ารายได้เฉลี่ยของพนักงานบริษัทของ Amazon ทั้งปีภายในเวลาไม่ถึง 10 วินาที โดยสื่ออย่าง Business Insider บอกว่าค่าเฉลี่ยอยู่ที่ราว ๆ 29,000 เหรียญ/ปีเท่านั้น (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 31,000 เหรียญ/ปีด้วยซ้ำ)

นอกจากนั้นแล้วเรายังมีเรื่องของอิทธิพลทางด้านการเมืองเกี่ยวกับกฎหมายที่อยู่เบื้องหลัง ในฐานะของมหาเศรษฐีที่มีเงินมากมาย การสนับสนุนการเมืองฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่จะช่วยเอื้อต่อผลประโยชน์ของตัวเองหรือเพื่อนฝูงนั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก พวกเขาสามารถบริจาคเงินให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นแรงหนุนข้างหลังที่ผลักดันประเด็นกฎหมายต่าง ๆ ยกตัวอย่าง ปีเตอร์ ธีล (Peter Thiel) ที่ออกมาสนับสนุนทางรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) อย่างเต็มตัว หรืออย่าง แบงค์แมน-ฟรีด ก่อนที่ FTX จะล้มละลาย ก็เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับนักการเมืองและรัฐบาลอยู่เสมอ เคยมอบเงินเกือบ 40 ล้านเหรียญให้กับนักการเมืองหรือกลุ่มการเมืองในช่วงเลือกตั้งกลางภาคในปี 2022 ด้วย

ซึ่งเงินบริจาคเหล่านี้จะช่วยทำให้เกิดแรงผลักภายใน เป็นมือที่มองไม่เห็น กำหนดทิศทางของกฎหมายไปในทางที่พวกเขาจะได้รับผลประโยชน์สูงสุด ในท้ายที่สุดแทนที่จะเป็นรัฐบาลที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ก็กลายเป็นการปกครองโดยอำนาจของคนมีเงินเพียงไม่กี่คนเพียงเท่านั้น

แล้วยังไงต่อดี?

บางทีปัญหาที่แท้จริงภายใต้คำถามว่ามหาเศรษฐีนั้นสร้างผลบวกหรือผลลบต่อสังคมมากกว่ากันคือโครงสร้างพื้นฐานและกฎหมายที่ยังคงปล่อยให้ช่องว่างของความเหลื่อมล้ำในสังคมดำเนินต่อไปและเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ มากกว่า สิ่งที่ควรเกิดขึ้นไม่ใช่การมานั่งถกว่าคนรวยดีหรือไม่ดีต่อสังคม แต่เป็นการวางกฎหมายให้รัดกุมและใช้มันให้เข้มงวดมากขึ้น การเก็บภาษีจากคนรวยที่ต้องเปลี่ยนแปลง สร้างระบบการศึกษาที่ดีช่วยลดช่องว่างระหว่างเด็กในสังคมเพื่อยกระดับทักษะแรงงานประเทศ แน่นอนว่ามันเปลี่ยนภายในวันเดียวไม่ได้ แต่อย่างน้อย ๆ ถ้าเรารู้ว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน เราก็พอจะเห็นว่ามันยังมีทางแก้ไขได้ แค่จะมีใครหรือกลุ่มคนใดที่จะร่วมมือกันแก้ไขมันรึเปล่าเท่านั้น

========

Pew Research

NPR

Washington Post

The Guardian

Harvard

CNBC

Business Insider

The New York Times

Bloomberg

World Inequality Report

Thaipublica

Forbes

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save