หนี้เยอะ ภาระหนัก กลับมายิ้มได้ เคลียร์หนี้สบาย ด้วยสินเชื่อบ้านแลกเงิน ทีทีบี เคลียร์หนี้ 

ทุกวันนี้.. เราต้องจ่ายหนี้กี่ก้อน? ผ่อนกี่อย่าง? เดือนนึงต้องจ่ายกี่บิล?

หากมานั่งนับกันจริงๆ หลายคนมีภาระจ่ายหนี้เยอะมากๆ

เยอะทั้งจำนวนราย เยอะทั้งจำนวนเงิน.. จ่ายหนี้จนเครียด ยิ้มไม่ออก เพราะภาระหนักอึ้ง

ไหนจะหนี้ส่วนตัว อย่างเช่น หนี้บ้าน หนี้รถ หนี้บัตรเครดิต หนี้บัตรกดเงินสด หนี้สหกรณ์ หนี้ญาติ หนี้เพื่อน หรือหนี้จากการทำธุรกิจ โดยเฉพาะช่วงได้รับผลกระทบจากโควิด บางคนมีหนี้นอกระบบอีกต่างหาก จึงไม่แปลกที่หลายคนจะรู้สึกเหนื่อยกับภาระหนักและความวุ่นวาย รับรายได้มาเท่าไหร่ ก็ต้องจ่ายออกไปแทบหมด 

ทางออกของหลายคน คือการไปก่อหนี้เพิ่ม หมุนเงินจนเหน็ดเหนื่อย ยอมจ่ายดอกเบี้ยสูงกว่าเดิมเพียงเพื่อให้ “ผ่านไปได้” ในแต่ละเดือน แต่ปัญหาไม่หายไป

การแก้ปัญหาถาวร คือ การเพิ่มรายได้ จัดการรายจ่าย และต่อรองจัดการวางแผนชำระหนี้ใหม่ทั้งหมด

เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ให้เงินที่ต้องจ่ายออกต่อเดือน น้อยกว่าเงินรับนั่นเอง

ทางเลือกหนึ่งที่มาดามคิดว่าน่าสนใจและช่วยได้จริง คือการ “รวบหนี้” ทุกก้อนแล้วมาผ่อนที่เดียว

ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ขยายระยะเวลาออกไป กำหนดจำนวนเงินผ่อนต่อเดือนใหม่ให้เป็นจำนวนที่จ่ายไหว แบบที่ยังมีเงินสดเหลือพอไว้ใช้จ่าย และเก็บสำรองให้กับชีวิตค่ะ

หากเราตัดสินใจที่จะแก้ปัญหาเรื่องภาระหนี้สินจริงๆ เพื่อคืนความสุข ความสบายใจให้ชีวิต ลองทำตามนี้ดูค่ะ

แต่มาดามต้องย้ำก่อนนะคะ.. ว่าแผนนี้เหมาะกับคนเอาจริงเท่านั้น

เริ่มจากสรุปข้อมูลเงินรับเงินจ่ายต่อเดือน รวบรวมข้อมูลหนี้ทั้งหมดทุกก้อน และอัตราดอกเบี้ยของหนี้แต่ละก้อน แล้วสัญญากับตัวเองอย่างมั่นใจ ว่าจากนี้ไป เราจะมีสติ มีวินัย ดูแลเรื่องการเงินของเราอย่างดี

จากนั้นก็หา “ตัวช่วย” อย่างเช่น สินเชื่อประเภท “บ้านแลกเงิน” ซึ่งเป็นการนำสินทรัพย์ที่เรามีอยู่คือ “บ้าน” ไปทำการขอวงเงินสินเชื่อ ซึ่งมีข้อดีก็คือ

  • ได้วงเงินสูง
  • อัตราดอกเบี้ยต่ำ
  • จำนวนเงินผ่อนต่อเดือนน้อยลง เพราะระยะเวลาผ่อนนานขึ้น
  • หากเราผ่อนจ่ายอย่างมีวินัย บ้านก็ยังอยู่กับเรา

วงเงินที่ได้จากสินเชื่อประเภทนี้ ส่วนใหญ่จะสูงพอที่จะครอบคลุมหนี้สินหลายก้อนที่เรามีอยู่ เราก็นำเงินที่ได้จากสินเชื่อบ้านแลกเงินนี้ไปชำระหนี้ทุกก้อนที่มีอยู่ ก็จะเหลือผ่อนหนี้แค่ก้อนเดียว คือก้อนนี้ 

ข้อดี คือ เราจะได้ความสุข ความสบายใจคืนมาให้กับชีวิต ได้มีกำลังมีสติที่จะคิดหาทางสร้างรายได้เพิ่มหรือทางเลือกอื่นๆ แทนที่จะต้องหมดแรง เวลา และพลังงานไปกับการหมุนเงินและจ่ายหนี้หลายๆ ก้อนค่ะ

จากเดิมที่ต้องใช้ชีวิตเหมือนมีหนี้เป็นเจ้านาย จ่ายหนี้เป็น 10 ราย จนหัวหมุน เมื่อใช้สินเชื่อบ้านแลกเงิน เราจะเหลือเจ้าหนี้แค่ 1 ราย เมื่อผ่อนจ่ายอย่างมีวินัย วางแผนและใช้เงินอย่างมีสติ เราจะกลับมาเป็นเจ้านายชีวิตตัวเองได้เหมือนเดิม เพราะจัดการภาระให้เบาลงได้ ชีวิตเดินต่อได้ ธุรกิจเดินต่อได้

ย้ำว่าแผนเคลียร์หนี้นี้ เหมาะกับคนเอาจริงเท่านั้น เพราะเราใช้บ้านที่เรารักมาช่วยแก้ปัญหา ต้องรักษาวินัย รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเองดีๆ นะ

ถ้าเอาจริง ตัดสินใจแล้ว ตอนนี้ ทีทีบี มีสินเชื่อ “บ้านแลกเงิน เคลียร์หนี้” อยู่ค่ะ

จุดเด่น ก็คือ ..

-ดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 3 เดือนแรก เฉลี่ย 3 ปีแรก 5.15%ต่อปี (ดอกเบี้ยต่ำกว่าเรากู้สินเชื่อบุคคล)

-ให้วงเงินสูง ตั้งแต่ 5 แสนบาท – 10 ล้านบาท (หรือสูงสุด 90% ของมูลค่าบ้าน )

-ผ่อนต่อเดือนสบายๆ (เพราะผ่อนได้นานสูงสุด 30 ปี)

-ไม่คิดภาระรายจ่ายของหนี้ที่ต้องการรวบ

-ปิดหนี้หมด เงินยังมีเหลือใช้ (เผื่อต้องการเก็บเป็นเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน)

-รับเงินสด เคลียร์หนี้ ก็อุ่นใจ บ้านยังมีอยู่

-ฟรี! ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ และ ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย

สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม หรือลองคำนวณภาระหนี้ได้ง่ายๆ คลิก 

https://www.ttbbank.com/cyh-debt-moneymorefin

เงื่อนไขตามที่ธนาคารกำหนด

#มาดามฟินนี่ #aomMONEY

#ttbhomeloan #CashYourHome

#บ้านแลกเงินทีทีบีเคลียร์หนี้

#ทีเอ็มบีและธนชาตเปลี่ยนเป็นทีทีบี

#เปลี่ยนเพื่อให้ชีวิตคุณดีขึ้น

#TMBThanachartBank 

#ttb #MakeREALChange

บทความนี้เป็น Advertorial

ทันทุกสถานการณ์การลงทุนด้วย KFCORE

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน ในช่วงปี 2019-2021 ที่ผ่านมานี้ การระบาดของ COVID-19 ได้เปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบของเราไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจ และการลงทุนทั่วโลก เนื่องจากการระบาดของโรค COIVD-19 นั้น ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก สหรัฐ ฯ จึงได้ตัดสินใจทำ QE อีกครั้ง และ เป็นครั้งที่ใหญ่ที่สุดแบบไม่มีลิมิตวงเงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ COVID-19 ได้มีการระบาดอย่างรุนแรง

แต่พอสถานการณ์ COVID-19 ในสหรัฐ ฯ เองก็เริ่มดีขึ้น เนื่องจากมีการเร่งฉีดวัคซีน และ มีนโยบายการควบคุมโรคที่ดีมากขึ้น ก็ทำให้คนในสหรัฐ ฯ รวมไปถึงประเทศอื่น ๆ ก็เริ่มที่จะกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้แล้ว ราคาสินค้าต่าง ๆ ก็เริ่มปรับตัวสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคารถยนต์มือสอง ราคาบ้านมือสอง รวมไปถึงสินค้าอื่น ๆ ก็มีแนวโน้มที่ดีมากขึ้น ดังนั้นจึงทำให้เกิด ภาวะเงินเฟ้อ  เริ่มปรับตัวสูงมากขึ้น ซึ่งมากขึ้นเกินกว่าในระดับที่ทางธนาคารกลางสหรัฐ ฯ หรือ FED ได้คาดการณ์ไว้ในตอนแรก

เมื่อทุกอย่างเริ่มกลับมาเป็นปกติ และมีเงินเฟ้อที่มากขึ้น ก็ทำให้ทาง FED เริ่มมีมุมมองที่จะปรับลดปริมาณ QE ลง รวมถึงมีแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกด้วยครับ

ในส่วนของการลงทุน เราก็จะเห็นได้ว่าหุ้นในสหรัฐ ฯ เองก็ได้ประโยชน์จากการทำ QE มาก่อนหน้า ทำให้ราคาหุ้นโดยเฉพาะใน S&P500 นั้น ทำ All Time High หลายรอบในช่วงที่เกิด COVID-19 ขึ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่ม Healthcare ที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ราคาหุ้นถือว่าปรับตัวขึ้นสูงมาก และมีราคาที่แพง รวมไปถึงตราสารหนี้ด้วย

คราวนี้เรามาดูในฝั่งของประเทศจีนกันบ้าง ซึ่งจีนนั้นเป็นประเทศแรกที่พบการระบาดของโรค COVID-19 แต่ก็เป็นประเทศแรกๆ ของโลกที่ควบคุม COVID-19 ได้เช่นกัน ทำให้กลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้เร็ว

แต่มาเจอแรงกดดันจากรัฐบาลจีนที่ออกนโยบายควบคุมเศรษฐกิจ และมาตรการต่างๆ ที่เข้มงวดมากขึ้นทำให้ช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นจีนตกลงมาเยอะพอสมควร  ซึ่งมาตรการต่างๆ ที่รัฐออกมานี้ จะช่วยควบคุมเศรษฐกิจไม่ให้ร้อนแรงจนเกินไป รวมถึงการเข้ามาดูแลการผูกขาดทางการค้าของ Platform ต่าง ๆ ในประเทศอีกด้วย ทำให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวผันผวนในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี แต่ถึงกระนั้นแนวโน้มการเติบโตระยะยาวก็ยังคงมีอยู่

ในส่วนของกลุ่มประเทศยุโรปเอง ถึงแม้ว่าแนวโน้มการฟื้นตัวเริ่มมีให้เราเห็นได้บ้าง แต่ก็ยังคงเป็นไปอย่างช้า ๆ เนื่องจากมีหลายประเทศในกลุ่มที่ยังฉีดวัคซีนได้ไม่ครบ หรือไม่ทั่วถึง ทำให้เศรษฐกิจที่ฟื้นนั้นก็ยังตามหลังประเทศอื่น ๆ อยู่อีกมาก แต่ก็ทำให้มีโอกาสในการลงทุน เนื่องจากตัวดัชนีหุ้นเองยังไม่สูงมากนัก และมีโอกาสเติบโตขึ้นได้อีก รวมถึงแนวโน้มของเงินเฟ้อเองก็เริ่มมีให้เห็นในรอบหลาย ๆ ปีอีกด้วยครับ

โดยสรุปแล้ว ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังมีภาวะเศรษฐกิจที่แตกต่างกันอย่างมาก ตามการควบคุมโรค และอัตราการฉีดวัคซีนนั่นเองครับ

การฟื้นตัวในการดำเนินเศรษฐกิจของแต่ละประเทศก็มีความไม่แน่นอนสูงมากขึ้น บางประเทศราคาสินทรัพย์ก็เริ่มที่จะไม่ปรับตัวสูงขึ้นตามเงินเฟ้อสักเท่าไหร่ หรืออาจจะเพิ่งเริ่มมีเงินเฟ้อเกิดขึ้น จึงเป็นจุดที่น่าจะมีความผันผวนเกิดขึ้นได้มาก โดยเฉพาะกับเรื่องอัตราดอกเบี้ย ที่มีผลกระทบต่อตราสารหนี้ และ หุ้นอย่างมากครับ

ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือ การบริหารความเสี่ยง และ หาสินทรัพย์ลงทุนที่เติบโตได้ในช่วงเวลาแบบนี้ กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือการทำ Asset Allocation และต้องปรับพอร์ตให้ทันต่อสถานการณ์การลงทุน หรือที่เราเรียกกันว่า Tactical Asset Allocation นั่นเองครับ โดยสินทรัพย์ที่น่าสนใจในช่วงเวลาแบบนี้ก็อาจจะเป็น ตราสารหนี้ที่ปรับดอกเบี้ยขึ้นลงตามเงินเฟ้อได้ หรือ อาจจะเป็นอสังหาฯ ที่เริ่มฟื้นตัว และได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สม่ำเสมอ หรือาจจะเป็นหุ้นในกลุ่มที่เป็น Platform ใหม่ ๆ มีโอกาสเติบโตได้สูง

แต่ถ้าเราเองอาจจะมีเวลาไม่มากในการปรับพอร์ตตามสถานการณ์แล้วละก็ การลงทุนในกองทุนผสม ที่มีสินทรัพย์หลากหลายกระจายความเสี่ยงไปพร้อมๆ กัน โดยมีผู้จัดการกองทุนคอยดูแลและปรับสัดส่วนการลงทุน ให้เราอย่างทันท่วงที ตามสถานการณ์ทั่วโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

ดังนั้นวันนี้ผมจะพาทุกท่านไปรู้จักกองทุนผสม ที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างดีและมีผู้จัดการกองทุนระดับโลก คอยปรับสัดส่วนการลงทุนให้กับเรา ด้วยกลยุทธ์ที่เรียกว่า Tactical Asset Allocation ครับ นั่นก็คือ

กองทุน KFCORE

กองทุนนี้เป็นกองทุนแบบ Fund of Funds (กองทุนรวมที่กระจายลงทุนในกองทุนรวมอีกที) ที่มีนโยบายการลงทุนในกองทุนรวม และ กองทุน ETF มากกว่า 2 กองทุนขึ้นไป โดยกองทุนนี้ได้มอบหมายให้ BlackRock ทำหน้าที่เป็นผู้รับดำเนินการงานการลงทุนในต่างประเทศของกองทุน (outsource) ทั้งนี้ BlackRock นับเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการอยู่ที่ 9.4 Trillion USD หรือ ประมาณ 30 ล้านล้านบาท โดยมีทั้งกองทุนรวม และ กองทุน ETFs ให้เลือกมากกกว่า 2,000 กว่ากองทุนอีกด้วยครับ

กองทุน KFCORE นี้จัดตั้งขึ้นสำหรับลูกค้ากรุงศรี เพื่อให้ทาง BlackRock บริหารให้โดยเฉพาะ โดยเน้นการปรับพอร์ตอย่างรวดเร็วตามสถานการณ์ตลาด ผ่านการคัดเลือกกองทุน ETF และ กองทุนรวมที่ดีที่สุดมารวมกัน จึงครอบคลุมทั้งสินทรัพย์เสี่ยง ที่มีโอกาสผลตอบแทนสูงอย่างหุ้น และสินทรัพย์เสี่ยงต่ำอย่างตราสารหนี้ เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่ดีในแต่ละช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไป  ภายใต้ระดับความเสี่ยงและความผันผวนไม่มากจนเกินไป

เป้าหมายที่ชัดเจนของกองทุนอยู่ที่การสร้างผลตอบแทนที่ดีสม่ำเสมอ ซึ่งมาจากส่วนแรกคือการกระจายความเสี่ยงให้กับผู้ลงทุน เนื่องจากกองทุนของ BlackRock เองมีสินทรัพย์ลงทุนที่หลากหลายทั่วโลก อีกส่วนหนึ่งคือฝีมือการบริหารของ  BlackRockที่มีการปรับพอร์ตรวดเร็ว ทำให้กองทุนมีความยืดหยุ่น สร้างผลตอบแทนที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ

โดยในเดือน ส.ค. BlackRock ได้บริหาร KFCORE โดยลงทุนแบบ Fund of Funds อยู่ประมาณ 18 กองทุนย่อย มีทั้งกองทุนรวม และกองทุน ETF ดังนั้นสินทรัพย์จะถูกกระจายออกไปอีกมากมาย เพราะว่า 1 กองทุน ETF ก็มีสินทรัพย์ที่กระจายความเสี่ยงอยู่มากมายแล้วนั่นเองครับ

ส่วนการปรับพอร์ตของกองทุนที่เราเรียกว่าเป็น Tactical Asset Allocation จะเน้นการปรับพอร์ตอย่างรวดเร็วเพื่อหาโอกาสในแต่ละสถานการณ์ โดยให้ความสำคัญกับปัจจัยเชิงมหภาค และใช้มุมมองการลงทุนระยะสั้นประมาณ 3 เดือน – 1 ปี ยกตัวอย่างการปรับพอร์ตที่รวดเร็วทันกับสถานการณ์  เช่น ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรของสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ราคาตราสารหนี้ปรับตัวลดลง  ทางกองทุน KFCORE ได้มีการปรับลด duration ของตราสารหนี้จาก 11 ปี ให้เหลือ 5 ปีภายในระยะเวลาเพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น  และในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมากองทุน KFCORE มีการปรับพอร์ตโดยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นจาก 31 เป็น 39 % จากมุมมองภาพเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น

จึงไม่แปลกเลย ถ้าจะนำกองทุนนี้ไปเป็นหัวใจหลักของการลงทุนในพอร์ตของเรา คือสามารถลงทุนได้ ในสัดส่วนที่เยอะ หรือที่เรียกว่าเป็น Core Portfolio นั่นเองครับ ซึ่งการทำแบบนี้ ก็จะลดความผันผวนให้กับการลงทุนของเราได้ครับ

กระบวนการวิเคราะห์สินทรัพย์เพื่อการลงทุนค่อนข้างน่าสนใจมากครับ เนื่องจากมีการใช้เทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence) แบบ Natural Language Processing หรือ NLP เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ ตัดคำ ตีความ ในงานวิจัยต่างๆ เช่น คำพูด แถลงการณ์ของ FED เพื่อหาแนวโน้มของการออกนโยบายต่อจากนี้ ทำให้เกิดความแม่นยำในการปรับพอร์ต การลงทุนมากขึ้นอีกด้วยครับ ถือว่าน่าสนใจมาก ๆ ครับ

ด้วยวิธีการบริหารงานแบบให้เทคโนโลยีที่ทันสมัยแบบนี้ ก็ทำให้นักลงทุนสถาบัน เช่น แบงค์ชาติในต่างประเทศ หรือธนาคารระดับโลกซึ่งจริง ๆ แล้วก็สามารถลงทุนเองได้ แต่ก็นำเงินมาลงทุนกับ BlackRock ในการบริหารจัดการ แบบนี้ด้วย

โดยสรุปแล้ว ผมคิดว่ากองทุนนี้เป็นอีก 1 กองทุนที่นักลงทุนเองก็น่าจะเอามาทำเป็น Core Port ด้วยลักษณะที่เป็น Multi Asset Class ที่จะช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดี และมีการปรับพอร์ตที่เร็วทันกับสถานการณ์ ในปัจจุบัน ที่มีความผันผวนเกิดขึ้นทั่วโลกจากเศรษฐกิจที่เติบโตไม่เหมือนกัน KFCORE จัดตั้งเมื่อปลายเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่งถ้าดูการเติบโตของ NAV ถึงแม้จะมีช่วงลดลงบ้างจากการที่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรของอเมริกาปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นทำให้ราคาตราสารหนี้ปรับตัวลดลง แต่ผู้จัดการกองทุนก็ได้มีการปรับพอร์ตการลงทุนอย่างรวดเร็วตามสถานการณ์ตลาด จนทำให้มีการเติบโตที่น่าสนใจสำหรับกองทุนผสมแบบนี้

ในส่วนของค่าธรรมเนียมเอง จะมีการเก็บค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วย หรือ Front-End-fee ที่ 1.5% ค่าธรรมเนียมการจัดการ1.33 % และ Total expense ratio หรือ TER อยู่ที่  1.54% ต่อปี ผมต้องบอกว่าถือว่าถูกมากเนื่องจากค่าธรรมเนียมนี้ ได้รวมค่าธรรมเนียมของทั้งไทยและต่างประเทศเข้ามาแล้วด้วยครับ ซึ่งน่าจะเกิดจากการที่หยิบกองทุน ETFs มาบริหารจัดการจึงทำให้ค่าธรรมเนียมทั้งหมดนั้นถูกกว่ากองทุนผสมแบบทั่วไป นั่นเองครับ

โดยสรุปผมคิดว่ากองทุน KFCOREนี้ เป็นกองทุนที่นักลงทุนสามารถลงทุนได้อย่างสบายใจ กองทุนหนี่งเลย และไม่ต้องคิดมากเวลาที่จะใส่เงินลงทุนในกองทุนนี้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากกองทุนนี้มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี ปรับพอร์ตอย่างรวดเร็ว ค่าธรรมเนียมไม่แพง จึงสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างสม่ำเสมอมากขึ้นในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนแบบนี้ได้

เมื่อมีกองทุนนี้เป็น Core Port การลงทุนของเราแล้ว นักลงทุนเองก็ยังสามารถไปคัดเลือกกองทุนอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่นกองทุนหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่าง กองทุนเทคโนโลยี กองทุนกลุ่ม Healthcare ก็สามารถทำได้อย่างสบายใจ เพราะว่าอย่างน้อย ๆ ก็ได้ความสม่ำเสมอจากกองทุน KFCORE ที่ลงทุนไปแล้วมาช่วยเพิ่มความมั่นใจครับ

ก่อนจากกันไป ผมต้องบอกนักลงทุนทุกท่านว่าโดยปกติแล้วเวลาผมแนะนำการลงทุนให้กับนักลงทุนทั่วไป ผมจะเน้นไปที่การจัดพอร์ตที่มีสินทรัพย์ที่หลากหลาย เพื่อกระจายความเสี่ยง เพื่อให้เงินของเรานั้นไปถึงเป้าหมาย ได้อย่างปลอดภัย

แต่การลงทุนด้วยการจัดพอร์ตให้เหมาะกับเรา และเป้าหมายนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต้องใช้กองทุน ที่หลากหลายพอ และก็ต้องมีการแบ่งเงินไปลงทุนในกองทุนที่มีโอกาสในการเติบโตมากขึ้นไปอีกทางด้วย ทำให้วุ่นวายพอสมควรครับ

ซึ่งการลงทุนผ่านกองทุน KFCOREนี้ จึงเป็นอีกทางเลือกที่จะช่วยให้นักลงทุนต้องไม่สับสนวุ่นวาย กับการจัดพอร์ตการลงทุน และสร้างความสบายใจให้กับเราได้ตลอดการลงทุนครับ

กองทุนนี้เป็นเอกสิทธิ์สำหรับลูกค้ากลุ่มกรุงศรีเท่านั้น ดังนั้นใครที่กำลังมองหากองทุนหลักในพอร์ตที่จะลงทุนยาวๆ อย่างมั่นใจ และสนใจ KFCORE สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด โทร. 02-657-5757 หรือเว็บไซต์ www.krungsriasset.com  หรือ ติดต่อธนาคารกรุงศรีอยุธยาทุกสาขา https://bit.ly/3nvApBE

วันนี้ผมคงต้องลาไปก่อน ครั้งหน้าพบกันผมจะนำกองทุนที่น่าสนใจแบบนี้มาพูดคุยให้ฟังกันอีกแน่นอนครับ ขอให้โชคดีกับการลงทุนนะครับ สวัสดีครับ

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า  เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง ก่อนการตัดสินใจลงทุน

KFCORE ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ และ/หรือกองทุนรวม ETF ต่างประเทศที่ลงทุนในตราสารทุน เงินฝากธนาคาร ตราสารหนี้ ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน สินค้าโภคภัณฑ์ ทรัพย์สินทางเลือก กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ REITs และ Infra funds ต่างประเทศ I ระดับความเสี่ยง: 5 – เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง I กองทุนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

บทความนี้เป็น Advertorial

จับตา ‘PROSPECT’ REIT ที่มีทรัพย์สินเชิงยุทธศาสตร์รับกระแสเปิดประเทศ

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน กลับมาพบกับผมหมอนัท คลินิกกองทุนกันอีกครั้งนะครับ ในช่วงหลังโควิดระบาดแบบนี้ ผมคิดว่านักลงทุนส่วนใหญ่กำลังมองหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกันอยู่ใช่ไหมครับ ซึ่งส่วนใหญ่ก็น่าจะไปลงทุนในต่างประเทศกัน หรืออาจจะลงทุนในกองทุนที่เป็นธีมต่าง ๆ มากมาย เช่นเทคโนโลยี และ สุขภาพ กันเสียเป็นส่วนใหญ่

แต่จริง ๆ แล้วมีอีกธีมการลงทุนที่นักลงทุนมองข้ามในช่วงที่ผ่านมา และผมคิดว่าเป็นธีมที่เราสามารถลงทุนระยะยาว ๆ ได้อย่างสบายใจ ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ และเป็นธีมที่ผมค่อนข้างชอบลงทุนมานาน นั่นก็คือ การลงทุนในกองทุนอสังหาฯ และกอง REIT นั่นเองครับ

กอง REIT ถือว่าเป็นสินทรัพย์หนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากผลตอบแทนที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้เกิดจากการเก็งกำไรเพื่อหาส่วนต่างของราคาสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่รายได้ส่วนใหญ่ที่ได้รับเป็นเงินปันผลที่จะเกิดจากค่าเช่า และ การจ่ายค่าบริการ ในการใช้บริการของสถานที่นั้น ๆ เรียกได้ว่าตราบใดที่ผู้เช่ายังอยู่ตราบนั้นเรายังคงมีรายได้ครับ ดังนั้นหากใครที่อยากได้ Passive income คงต้องหากอง REIT มาลงทุนแล้วละครับ

แล้วกอง REIT แบบไหนละที่เหมาะสมกับช่วงเวลาแบบนี้ โดยส่วนตัวคิดว่าหลังจากนี้ ที่ประเทศไทยเริ่มมีการเปิดเมือง และเริ่มกลับมาใช้ชีวิตตามปกติกันนั้น ก็น่าจะเป็นธุรกิจที่เกี่ยงข้องกับการผลิตสินค้าต่าง ๆ รวมไปถึงกลุ่มโกดังสินค้าที่อำนวยความสะดวกในเรื่องของการขนส่งต่าง ๆ ซึ่งจริง ๆ ในช่วงโควิดที่ผ่านมาก็ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งทั้งผู้เช่าต่างชาติ และ ผู้เช่าในประเทศเนื่องจากว่ามีการสั่งของออนไลน์กันมากขึ้น ทำให้กลุ่มนี้ได้รับประโยชน์ไปด้วยนั่นเองครับ

คราวนี้เรามาดูกอง REIT ที่น่าสนใจ และได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้กันบ้างครับ นั่นก็คือ

ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์พรอสเพค โลจิสติกส์และอินดัสเทรียล (PROSPECT)

ซึ่งความน่าสนใจของ PROSPECT REIT ก็คือ เป็นกอง REIT ที่เน้นลงทุนในทรัพย์สินในกลุ่มโลจิสติกส์ โรงงาน และคลังสินค้า ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงได้รับอานิสงค์จากโยบายของภาครัฐ ก็คือการ“เปิดประเทศ” ซึ่งเป็นนโยบายที่ทำขึ้นเพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนชาวต่างประเทศ ให้หันมาลงทุนทำธุรกิจในประเทศไทย

โดยส่งผลบวกต่อ PROSPECT REIT โดยตรง และ ประกอบกับการบริโภคของคนไทยที่เริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

จุดที่น่าสนใจ และผมคิดว่าทำให้ PROSPECT REIT นี้น่าจะได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวคือ มีโอกาสเติบโตขึ้นได้อีกเพราะว่า PROSPECT REIT มีเป้าหมายในการขยายมูลค่าสินทรัพย์ที่ 10,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี เรียกได้ว่ามีแผนงานรองรับการเติบโต โดย PROSPECT REIT จะมุ่งเน้นหาทรัพย์สินใหม่เข้ามาเพิ่มเติมเรื่อย ๆ โดยเป็นทรัพย์สินคุณภาพดี

คราวนี้เรามาดูจุดเด่นของทรัพย์สิน โครงการบางกอกฟรีเทรดโซน (Bangkok Free Trade Zone หรือ “BFTZ”)  ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ดีมีคุณภาพ ได้รับการดูแลอย่างดีมาตลอด พร้อมระบบสาธารณูปโภคที่ครบครัน

ทำเลค่อนข้างดี โดยตั้งอยู่บนถนนบางนา-ตราด กม.23 เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของภาคอุตสาหกรรมและ
โลจิสติกส์ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ใกล้นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงโครงการเขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) หรือ EEC

ทรัพย์สินที่ PROSPECT REIT เข้าลงทุนครั้งแรก คือ สิทธิการเช่าช่วงที่ดินและอาคารบางส่วนในโครงการบางกอกฟรีเทรดโซน ประกอบด้วยพื้นที่เขตประกอบการอุตสาหกรรมเขตประกอบการทั่วไป (General Zone) และเขตปลอดอากร (Free Zone) ประกอบด้วยอาคารจำนวน 63 หลัง 185 Unit แบ่งเป็น อาคารคลังสินค้า 121,227.00 ตารางเมตร (55%) อาคารโรงงาน 97,889.00 ตารางเมตร (45%)

ซึ่งพื้นที่ Free Zone ถือว่าเป็นจุดเด่น เพราะว่าสามารถอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าได้หลากหลายธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการส่งออก หรือ นำเข้า

และ มี Service ที่ดี สามารถให้ความช่วยเหลือและดูแลผู้เช่าได้เป็นอย่างดี ช่วยดำเนินการประสานงานด้านใบอนุญาตของทางราชการทั้งหมดให้ลูกค้าด้วย และในช่วงที่สถานการณ์ไม่ปกติ อย่างในช่วงโควิด-19 ก็เข้าไปดูแลประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ให้แก่ผู้เช่า

โดยอัตราการเช่าก็สูงมากครับ คือ 98% !!! เลยทีเดียวครับ

(ข้อมูล ณ ไตรมาส 3 ปี 2564)

นอกจากอัตราการเช่าที่สูงแล้ว กอง REIT นี้ก็สามารถที่จะเก็บค่าเช่าเพิ่มขึ้นได้ ตามแต่ละสัญญา โดยหากเป็นสัญญาระยะยาวจะมีการกำหนดอัตราการขึ้นค่าเช่าไว้ชัดเจนว่าเป็นเท่าไหร่ โดยหากเป็นผู้เช่าคลัง built-to-suit (ซึ่งจะมีขนาดใหญ่กว่าคลังสำเร็จรูป) ส่วนใหญ่จะเป็นสัญญาเช่าระยะยาว บางบริษัท อาจจะมีอายุสัญญาเช่ามากกว่า 10 ปี ก็เป็นไปได้ครับ (ไม่งั้นไม่คุ้มที่ลงทุนไป)

แถมผู้เช่าก็มีธุรกิจที่แข็งแกร่ง ด้วยตัวโครงการ BFTZ ที่วาง Position ของตัวเองไว้ในระดับพรีเมี่ยม ผู้เช่าส่วนใหญ่จึงเป็นระดับพรีเมี่ยม และมีการเอื้ออำนวยในการดึงประเภทของกลุ่มผู้เช่าที่อยู่ในไลน์การผลิตกลุ่มเดียวกันมาอยู่ใกล้กัน ซึ่งเริ่มต้นมาจากความมืออาชีพของทีมบริหารอสังหาริมทรัพย์ในการสรรหา คัดเลือกผู้เช่าที่ดีเข้ามาอยู่ในโครงการ

การบริหาร REIT แบบชัดเจนและเป็นมืออาชีพ ของ พรอสเพค รีท แมเนจเม้นท์ (REIT Manager) ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้กอง REIT นี้เติบโต REIT Manager ให้ความสำคัญตั้งแต่การคัดเลือกทรัพย์สินที่จะเข้าลงทุน การบริหารทรัพย์สินที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงทรัพย์สินที่จะเข้าลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต

จุดเด่นที่สุดอย่างหนึ่งของความเป็นมืออาชีพของ REIT Manager คือ การให้คำปรึกษาทั้งในฝั่งผู้สนใจลงทุนใน PROSPECT REIT และในฝั่งผู้พัฒนาทรัพย์สินที่ต้องการนำทรัพย์สินเข้ามาใน REIT ด้วยครับ

รวมถึงการมีนโยบายการลงทุนได้อย่างอิสระ ถึงแม้ PROSPECT REIT จะเริ่มจัดตั้งโดย Sponsor ที่เป็นผู้เสนอขายทรัพย์สินที่ PROSPECT REIT ลงทุนครั้งแรก แต่ PROSPECT REIT สามารถที่จะลงทุนเพิ่มเติมในทรัพย์สินของผู้พัฒนารายอื่นได้เช่นกัน เรียกได้ว่ากองนี้จะขยายเติบโตขึ้นได้เรื่อย ๆ ครับ

และเรื่องที่นักลงทุนต้องทราบ และ พลาดไม่ได้คือ อัตราผลตอบแทนระยะยาว (IRR) อยู่ที่ประมาณ 9% เลยทีเดียวครับ ถือว่าสูงพอสมควร ซึ่งเงินที่จ่ายผู้ถือหน่วยจริงที่ผ่านมาอยู่ในตารางด้านล่างนี้ครับ

ผมคิดว่า กอง REIT นี้ค่อนข้างน่าสนใจ เนื่องจากอยู่ในธีมของการเติบโตจากนโยบาย และมีผู้บริหารกองที่มีความเชี่ยวชาญ รวมถึงอัตราการเช่าที่สูง ทำเลที่ตั้งดี และมีโอกาสเติบโตอีกมาก ถึงแม้ในช่วงสถานการณ์ COVID -19 ที่ผ่านมา สามารถทำอัตราการเช่าได้ 98% กับรายได้ที่เติบโตขึ้นถือว่าไม่ธรรมดา

สรุปในเรื่องของจุดเด่นของ PROSPECT REIT

1. มีอัตราการเช่าที่สูง อยู่ที่ประมาณ 98%

2. ทำเลอยู่ในโซนอุตสาหกรรม และสะดวกในการขนส่ง

3. ผู้เช่าเป็นบริษัทที่ธุรกิจกำลังเติบโต

4. มีการบริการที่ดี อำนวยความสะดวกให้กับธุรกิจผู้เช่า

5. การคาดการณ์ผลตอบแทนระยะยาว (IRR) อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ประมาณ 9%

6. มีโอกาสเติบโตขยายได้อีกมาก จากนโยบายที่ชัดเจน และความมืออาชีพของ REIT Manager

สุดท้ายก่อนจากกันไป ผมคิดว่า REIT ในกลุ่มโรงงานและคลังสินค้านั้นมีความน่าสนใจมาก เติบโตไปพร้อม ๆ กับแนวโน้มทางเศรษฐกิจของไทยที่ E-Commerce กำลังเติบโตครับ

แต่ผมมักจะย้ำเสมอว่านักลงทุนควรมีการกระจายการลงทุนไปยัง REIT หลาย ๆ ประเภทด้วย เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่มักจะชอบลงทุนในกอง REIT กองเดี่ยว ๆ ซึ่งถ้าเราคาดการณ์ผิด อาจจะทำให้เราขาดทุนกับกอง REIT ที่ไม่สามารถจ่ายเงินปันผลกลับเข้ามาได้ หรือ ไม่สามารถที่จะเก็บค่าเช่าได้ตามที่คาดคิดไว้ ดังนั้นการกระจายไปหลาย ๆ กอง น่าจะให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอมากขึ้น โดยนักลงทุนอาจจะลงทุนใน ห้างสรรพสินค้า ออฟฟิศเช่า สำนักงานเช่า สนามบิน โรงไฟฟ้า เสาสัญญาณ และ โรงงานและคลังสินค้าให้เช่า ถ้ากระจายได้แบบนี้ ความเสี่ยงที่ต้องเจอก็จะลดลงไปด้วย เพราะคงไม่มีอสังหา ฯ ใดที่จะดีไปได้ตลอด การที่เราได้กระจายความเสี่ยงไปลงทุนในกอง REIT อื่น ๆ ด้วย ก็จะทำให้เราได้รายได้ไม่สะดุดครับ

ซึ่งถ้าใครที่มองหากอง REIT ที่ลงทุนในกลุ่มธุรกิจโรงงานและคลังสินค้าให้เช่ามาเข้าพอร์ตการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง เพื่อสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ และเป็น Passive income แบบนี้แล้วละก็ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์พรอสเพค โลจิสติกส์และอินดัสเทรียล (PROSPECT) หรือ PROSPECT REIT ซึ่งถือว่าเป็นกองที่ต้องอยู่ใน List ของนักลงทุนเลยครับ

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท พรอสเพค รีท แมเนจเมนท์ จำกัด

โทร. 02-6973788, เว็บไซต์ : https://www.prospectreit.com/  หรือทาง Facebook Page : Prospect REIT Management

วันนี้ผมต้องลาไปก่อน ขอให้นักลงทุนทุกท่านโชคดีในการลงทุนครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

OCEAN เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ALPHAX พร้อมเป็นผู้นำในทุกธุรกิจ

หากใครเคยได้ซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ก็คงจะเคยได้เห็นหุ้น OCEAN หรือ บริษัท โอเชี่ยน คอมเมิรช จำกัด (มหาชน) กันมาบ้างแล้ว เพราะเป็นหุ้นยอดฮิตที่นักลงทุนหลาย ๆ คนได้เคยติดตามกัน

ต่อมาบริษัทได้มีการปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของรายได้ โดยเน้นทำธุรกิจที่สร้างผลกำไรและหาธุรกิจที่มีอนาคตมาเสริมทัพเพื่อผลักดันรายได้ของบริษัทให้มีกำไรเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ในปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท อัลฟ่า ดิวิชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ALPHAX ซึ่งคำว่า อัลฟ่านั้นก็หมายถึงการเป็นผู้นำและดิวิชั่นส์ ก็หมายถึงในทุกอุตสาหกรรม นอกจากนี้บริษัทได้มีการล้างขาดทุนสะสม พร้อมเปลี่ยนตัวเองเป็นบริษัทที่จะ Turnaround โดยเน้นในการประกอบกิจการในอุตสาหกรรม ดังนี้

1. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ALPHAX มีโครงการอสังหาริมทรัพย์อยู่ 5 โครงการ ทั้งในรูปแบบบ้านเดี่ยว คอนโด และสำนักงาน บริษัทมีแผนรองรับการเติบโตในช่วง 3 ปี ตั้งแต่ปี 2565 – 2568 มีมูลค่าโครงการรวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท ดังนี้

  • IKON SUKHUMVIT 77 มูลค่า 1,170 ล้านบาท อยู่ในย่านอ่อนนุชที่เจาะกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ คาดว่าจะปิดโครงการได้ภายในปี 2565
  • IKON UDOMSUK มูลค่า 600 ล้านบาท เป็นคอนโดดีไซน์ที่แตกต่าง ใช้วัสดุแบบพรีเมียม จะมีการทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2565 – 2566
  • THE VALOR มูลค่า 480 ล้านบาท เป็นโครงการบ้านเดียวเพียง 25 หลัง เน้นลูกค้าระดับไฮเอนด์ย่านรามอินทราจะเริ่มโอนในปี 2565
  • V Tower Office Building มูลค่า 5,500 ล้านบาท มีพื้นที่ให้เช่า 12,500 ตร.ม. ติดอยู่กับสถานีรถไฟฟ้าพระโขนง ซึ่งต่อไปจะกลายเป็น Interchange ระหว่างสายสีเทาและสายสีเขียว จะเริ่มดำเนินกิจการในปี 2566
  • The Sukhumvit 38 มูลค่าโครงการ 1,050 ล้านบาท อยู่ในย่านทองหล่อ ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าทองหล่อเพียง 750 เมตร มีเพียง 95 ยูนิตเท่านั้น จะรับรู้รายได้ในปี 2567

2. ธุรกิจกัญชง กัญชา

ปัจจุบันกัญชงและกัญชากำลังเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตในประเทศไทยและจะกลายเป็น New S-Curve ในอนาคต ทาง ALPHAX จึงมีการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ ผ่าน บริษัท เคทีดีเอ็ม จำกัด

ซึ่งปัจจุบันบริษัทได้ติดตั้งเครื่องจักรในการผลิตที่มีศักยภาพในการป้อนวัตถุดิบ 300 กิโลกรัมต่อเดือนในโรงงานเภสัชกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ด้วยมาตรฐานในการผลิตในระดับโลก

เครื่องจักรดังกล่าวสามารถแยกสารสกัด CBD ได้ 6 ประเภท สารสกัดมีความเข้มข้น ละลายน้ำได้ จึงสามารถนำไปผสมเครื่องดื่มและอาหารได้ทันทีโดยไม่ต้องวิจัยและพัฒนาเพิ่ม ซึ่งยังไม่มีคู่แข่งรายใดที่ทำได้ในตอนนี้

ทั้งนี้ ทาง ALPHAX ได้มีการสั่งเครื่องจักรมาเพิ่มเติมอีก เพื่อให้สามารถป้อนวัตถุดิบเพิ่มได้ถึง 30,000 กิโลกรัมหรือ 30 ตันต่อเดือน พร้อมติดตั้งและผลิตภายในไตรมาส 3 ของปี 2565 ซึ่งจะทำให้ทางบริษัทสามารถรองรับลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะสร้างผลกำไรได้ในอนาคต

3. ธุรกิจ Leasing

ล่าสุดทาง ALPHAX ได้เข้าไปบุกตลาดสินเชื่อจักรยานยนต์ด้วยการลงทุนในบริษัทมะหะทุน เช่า สินเชื่อ มหาชน ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ประเทศลาว บริษัทนี้เป็นผู้นำด้านธุรกิจสินเชื่อรถจักรยานยนต์ ครองส่วนแบ่งการตลาดที่ใหญ่ที่สุดในนครเวียงจันทน์ และสะหวันนะเขต รวมพอร์ตสินเชื่อทั้งหมดประมาณ 350 ล้านบาท

ธุรกิจของมะหะทุน เช่า สินเชื่อ ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ สินเชื่อรถใหม่ สินเชื่อรถมือสอง และสินเชื่อรถเปลี่ยนเงิน ซึ่งจักรยานยนต์แบรนด์สัญชาติญี่ปุ่นนั้นมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นจาก 40% ในปี 2557 เป็น 90% ในปี 2563 โดยฮอนด้าครองส่วนแบ่งตลาดรวมกว่า 85% ทำให้เห็นได้ว่าตลาดเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ญี่ปุ่นยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในประเทศลาว

จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ALPHAX มีความน่าสนใจอยู่หลายประการและเป็นอีกบริษัทที่มีความน่าสนใจในการลงทุนด้วยเหตุผล ดังนี้

  • บริษัทมีการล้างขาดทุนสะสมแล้วและเริ่มทยอยรับรู้กำไรอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมที่เข้าไปลงทุน
  • การรับรู้กำไรในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้นจะเริ่มรับรู้กำไรในปี 2565 และต่อเนื่องไปถึงปี 2568 ในโครงการที่มีการกระจายความเสี่ยงที่หลากหลาย ทั้งบ้าน คอนโด และอาคารสำนักงาน
  • ธุรกิจกัญชงและกัญชานั้นจะเติบโตมากขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปี 2565 จากการที่ ALPHAX ได้ขยายกำลังการผลิตของเครื่องจักรในการผลิตจาก 300 กก.ต่อเดือนเป็น 30,000 กก.ต่อเดือน ซึ่งหลังจากนี้จะเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดด
  • มีการลงทุนในธุรกิจสินเชื่อรถจักรยานยนต์ในประเทศลาว ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต

การลงทุนในตราสารทุนหรือหุ้นเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง เหมาะกับบนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงสูงได้ โปรดศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุนเสมอ

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลของบริษัทเพิ่มเติมได้ที่ http://www.alphadivisions.com

บทความนี้เป็น Advertorial

วิธีซื้อประกันลดหย่อนภาษีแบบคนมีครอบครัว

อัศวินเชื่อว่าอาจจะมีเพื่อนๆ หลายๆ คนที่กำลังทำหน้าที่เป็นเสาหลักของครอบครัวอยู่ในตอนนี้ ที่ในแต่ละวันเราจะต้องทำงานหารายได้เพื่อสร้างชีวิตให้ตัวเองมั่นคง มีลูกน้อยที่ต้องดูแลให้เติบโต และยังคงมีพ่อแม่ที่อยู่ในวัยเกษียณที่จะต้องดูแล ซึ่งถ้าหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันในชีวิตของเราก็คงแย่แน่ ๆ เพราะจะทำให้คนในครอบครัวเจอผลกระทบทางการเงินไปตาม ๆ กัน

การซื้อประกันก็จะช่วยลดความเสี่ยงได้นะครับ ที่สำคัญในช่วงเวลานี้ก็คือเราสามารถนำค่าเบี้ยประกันไปลดหย่อนภาษีได้ด้วย อัศวินคิดว่าถ้าเพื่อนๆ อยู่ในวัยนี้ก็อย่าลืมวางแผนซื้อประกันลดหย่อนภาษีแบบคนมีครอบครัวนะครับ มาดูกันว่าประกันที่ควรทำสำหรับคนวัยนี้มีอะไรบ้าง โดยข้อมูลที่อัศวินนำมาเล่าให้ฟังนั้น มีที่มาจากทางเว็ปไซต์ itax และกรมสรรพากรนะครับ

1. ประกันสุขภาพพ่อแม่

หากพ่อแม่เรามีรายได้ทั้งปีไม่ถึง 30,000 บาท แล้วเราทำประกันสุขภาพให้กับพ่อแม่ เราก็จะสามารถนำเบี้ยประกันมาลดหย่อนภาษีได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาทนะครับ แต่ต้องเป็นพ่อแม่แท้ ๆ ของเรานะ พ่อแม่บุญธรรมไม่ได้นะครับ การทำประกันสุขภาพให้กับพ่อแม่ก็มีข้อดีเยอะมากๆ เลยนะครับ อย่างน้อยเราจะได้ไม่ต้องกังวลในเรื่องค่าใช้จ่ายหากเกิดเหตุไม่คาดฝันที่ทำให้พ่อแม่เราป่วยหรือเป็นโรคร้ายแรงเพราะประกันช่วยดูแลให้เราครับ

2. ประกันบำนาญเพื่ออนาคต

ในส่วนของประกันบำนาญนั้น สามารถนำเบี้ยมาลดหย่อนภาษีได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 15% ของรายได้ และต้องไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี ประกันบำนาญเป็นประกันที่เราจ่ายในวันนี้เพื่อรับเงินบำนาญเมื่อเราอายุ 55 ปีขึ้นไป และทางบริษัทประกันเขาจะจ่ายให้กับเราตลอดอายุสัญญากรมธรรม์ ถือว่าเป็นรายได้ให้กับเราอีกทางหนึ่งที่มั่นคงมาก ๆ ในวันที่เราเกษียณเลยนะครับ อย่าลืมซื้อประกันบำนาญเพื่อนำไปใช้ในการวางแผนการเกษียณของเราควบคู่กับการลงทุนในรูปแบบอื่น ๆ นะครับ

3. ประกันชีวิตเพื่อคนข้างหลัง

เบี้ยประกันชีวิตที่เราทำไว้นั้นก็สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท แต่ต้องเป็นแบบที่รับเงินคืนไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันชีวิตรายปีหรือเบี้ยประกันสะสมแต่ในแต่ละช่วงระยะเวลานะครับ เบี้ยประกันชีวิตเป็นสิ่งที่สร้างหลักประกันให้กับคนในครอบครัวของเรา หากเราเป็นอะไรขึ้นมาทำให้ไม่สามารถหารายได้ได้ บริษัทประกันก็จะจ่ายผลประโยชน์มาให้คนข้างหลังเรา พ่อแม่หรือคู่สมรสเรา ก็จะได้เงินมาเตรียมตัวในเรื่องความเปลี่ยนแปลงของชีวิต ส่วนลูก ๆ เรา ก็จะได้เงินมาใช้ในเรื่องการศึกษาได้ครับ

4. ประกันสุขภาพตัวเรา

เราสามารถนำเบี้ยประกันสุขภาพของเราไปลดหย่อนภาษีได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 25,000 บาท และเมื่อรวมกับประกันชีวิตทั่วไป หรือเงินฝากแบบมีประกันชีวิต จะต้องไม่เกิน 100,000 บาทนะครับ อัศวินคิดว่าเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องใส่ใจนะครับ

เพราะเดี๋ยวนี้เวลาป่วยแล้วไปหาหมอแต่ละครั้ง ก็จะพบว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลก็สูง โดยเฉพาะโรคร้ายแรงที่ต้องใช้เงินรักษาสูงมาก

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรมีประกันสุขภาพติดตัวไว้  ซึ่งเราสามารถเริ่มต้นวางแผนได้เลยตั้งแต่วันนี้! เพื่อความอุ่นใจและดูแลเรายามเจ็บป่วยด้วย iHealthy Ultra จากกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต มาตรฐานใหม่ของการวางแผนเรื่องสุขภาพ เพราะเป็นประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย ที่มีแผนความคุ้มครองที่ให้วงเงินสูงสุดถึง 100 ล้านบาทต่อปี จะช่วยให้คุณสามารถวางแผนรับมือกับค่าใช้จ่ายเรื่องสุขภาพที่ยากเกินจะคาดเดา แต่ไม่ยากเกินจะรับมือ และยังสามารถนำไปใช้ในการลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย สนใจติดต่อสอบถามที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ได้ที่ โทร 1159 หรือทางเว็ปไซต์ https://ktaxa.live/iHealthyUltra-cs

บทความนี้เป็น Advertorial

บัญชี ทีทีบี เงินฝากประจำ อัพ แอนด์ อัพ บัญชีสำหรับสายออมเงิน

รับดอกเบี้ยสูง ผลตอบแทนแน่นอน กับบัญชี ทีทีบี เงินฝากประจำ อัพ แอนด์ อัพ บัญชีเงินฝากสำหรับสายออมเงิน ที่ไม่ชอบความเสี่ยง

การลงทุนมีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน ว่าสามารถรับความเสี่ยงได้แค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้น หุ้นกู้ กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ หรือแม้กระทั่งการออมเงิน เป็นต้น ก็ล้วนเป็นการลงทุน ที่มีวัตถุประสงค์หลักคือ ทำให้เงินของเรางอกเงย และได้ผลตอบแทนสูงนั่นเอง

สำหรับวันนี้จะขอแนะนำการลงทุนในรูปแบบการออมเงิน สำหรับคนที่ไม่ชอบความเสี่ยง ซึ่งนักออมเงินตัวยง ก็ย่อมมองหาที่เก็บเงินที่ได้ดอกเบี้ยสูงๆ แต่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เมื่อเราต้องพบกับการแพร่ระบาดของเชื้อ Covid-19 ทำให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกเป็นวงกว้าง ดอกเบี้ยก็ปรับลดลงหรือไม่ก็นิ่งมาเป็นเวลานาน เรียกได้ว่าแทบจะหาบัญชีที่ให้ดอกเบี้ยสูงไม่ได้เลย และไม่รู้ว่าดอกเบี้ยจะถูกปรับลดลงอีกเมื่อไหร่ เพราะการปรับขึ้นดอกเบี้ยก็ไม่ใช่ทางออกที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวแน่ๆ แล้วแบบนี้จะทำอย่างไร จะหันไปหาการออมเงินหรือลงทุนรูปแบบอื่นๆ ด้วยแล้ว ยิ่งไม่มั่นใจ

ดังนั้นยังมีทางเลือกสำหรับนักออมเงินในบัญชีเงินฝาก กับบัญชี ทีทีบี เงินฝากประจำ อัพ แอนด์ อัพ เป็นบัญชีฝากประจำที่ให้ดอกเบี้ยสูง การันตีดอกเบี้ย พร้อมความพิเศษที่ให้ความคล่องตัว ไม่เหมือนกับบัญชีเงินฝากประจำทั่วไป ลองไปดูความพิเศษกว่าบัญชีเงินฝากประจำทั่วไป ดังนี้

1. รับผลตอบแทนที่แน่นอน

โดยปกติแล้วอัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ แต่สำหรับการฝากบัญชีนี้ ไม่ต้องห่วงเลย เพราะบัญชี ทีทีบี เงินฝากประจำ อัพ แอนด์ อัพ ให้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 24 เดือน อยู่ที่ 1.25% ต่อปี รับอัตราดอกเบี้ยนี้ไปตลอดจนครบระยะเวลาที่ฝาก

2. ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นทุก 6 เดือน

ยิ่งฝากยาวยิ่งได้ผลตอบแทนสูง โดยอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่จะได้รับในเดือนที่ 19-24 อยู่ที่ 1.60% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงกว่าในตลาด

3. รับดอกเบี้ยทุก 3 เดือน

ไม่ต้องรอรับดอกเบี้ยที่นานเกินไป เพราะธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ยทุก ๆ 3 เดือน ทำให้เราสามารถนำเงินส่วนนี้ไปใช้ตามความต้องการได้ทันทีที่ต้องการ

4. ถอนช่วงไหน ได้รับดอกเบี้ยช่วงนั้น

ส่วนมากเวลาที่ฝากเงินในบัญชีเงินฝากประจำทั่วไปแล้วถอนก่อน 3 เดือนจะไม่ได้รับดอกเบี้ย หรือถอนก่อนครบกำหนด ธนาคารจะจ่ายอัตราดอกเบี้ยเท่ากับบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ แต่บัญชีนี้พิเศษกว่าเพราะถอนช่วงไหนก็ได้อัตราดอกเบี้ยช่วงนั้น ไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย

ระยะเวลาฝากตามเดือนที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับ (ต่อปี)
เดือนที่ 1 – 60.65%
เดือนที่ 7 – 121.35%
เดือนที่ 13 – 181.40%
เดือนที่ 19 – 241.60%

การเปิดบัญชี ทีทีบี เงินฝากประจำ อัพ แอนด์ อัพ ครั้งแรกเพียงฝากเงินขั้นต่ำ 100,000 บาท และสามารถฝากเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ เพียงฝากตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป โดยถือเป็นรายการใหม่ และเริ่มนับเวลาการฝากใหม่ นับว่าเหมาะกับผู้ที่มีเงินเย็น เอาไว้ฝากยาวๆ ไม่ต้องการนำเงินไปรับความเสี่ยงแต่ยังได้รับดอกเบี้ยในอัตราที่สูง ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ต้องการสร้างความมั่นคงให้กับตัวเองและครอบครัว หรือ ผู้ที่ต้องการต่อยอดความมั่งคั่งให้กับคนที่เรารัก

ตัวอย่างเช่น หากใครอายุ 30 – 40 ปี ที่กำลังสร้างครอบครัวและเริ่มวางแผนเกษียณอย่างจริงจังเพื่ออนาคตของตัวเอง การนำเงินมาฝากไว้ในบัญชี ทีทีบี เงินฝากประจำ อัพ แอนด์ อัพ ก็ช่วยให้เราเก็บเงินตามเป้าหมายได้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความเสี่ยง และยังได้รับผลตอบแทนที่ดี ทำให้สามารถใช้ชีวิตได้แบบไม่ต้องกังวล และยังมีเวลาให้กับครอบครัว ทำให้มีความสุขในทุกๆ วันด้วยครับ

พิเศษสุดสำหรับผู้ที่มีเงินฝาก เงินลงทุน และประกันชีวิตรวมกันตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ทางธนาคารขอเรียนเชิญถือบัตร ttb reserve เพื่อรับเอกสิทธิ์ขั้นสุดจากทีทีบี พร้อมความโดดเด่นของฟีเจอร์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเน้นการต่อยอดความมั่งคั่งแบบไม่มีที่สิ้นสุด

ภายใต้แนวคิด “Earn Fast – Burn Smart” รับคะแนนได้เร็วเหนือใคร ด้วยการรับคะแนนสะสมพิเศษรายปีสูงสุด 180,000 คะแนนแม้ยังไม่ได้ใช้จ่าย การรับคะแนนสะสมเพิ่มขึ้นจากทุกการใช้จ่ายเพียง 10 บาท รับ 1 คะแนนทุกหมวด หมวดโรงพยาบาลและช้อปออนไลน์ รับคะแนน 2 เท่า, การแลกคะแนนสะสมอย่างคุ้มค่าตอบโจทย์ด้านการเงิน การลงทุน ไม่ว่าจะเป็นรับเครดิตเงินคืน 1,000 บาท เพียงใช้ 10,000 คะแนน หรือคุ้มค่ายิ่งขึ้นแลกรับเครดิตเงินคืนเข้าบัญชีบัตรเครดิต 1,200 บาทเมื่อซื้อกองทุน และตอบโจทย์ด้านไลฟ์สไตล์ที่สามารถเลือกสิทธิประโยชน์ได้ตามความสนใจ พร้อมความคุ้มค่าที่มาพร้อมบัตร ttb reserve และต่อยอดความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนด้วยบริการที่ปรึกษาทางการเงินและการลงทุนส่วนบุคคล ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ https://www.ttbbank.com/th/ttb-reserve

เปิดบัญชีได้ตั้งแต่วันนี้ หรือหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ทีทีบีทุกสาขา
หรือ โทร ทีทีบี คอนแทค เซ็นเตอร์ 1428 และช่องทางเว็บไซต์ https://www.ttbbank.com/td-upaom

บทความนี้เป็น Advertorial

ช้อปของขวัญปีใหม่ ผ่อน 0% ทุกชิ้น ทั้งห้าง ด้วย “บัตรเครดิตโลตัส”

เทศกาลปีใหม่มาถึงอีกครั้ง หลายคนตั้งตารอปาร์ตี้สนุก ๆ กับครอบครัวหรือแก๊งเพื่อน ซึ่งกิจกรรมยอดฮิตคือการแลกของขวัญให้กันและกัน เพื่อส่งต่อกำลังใจ หรือการทำบุญปีใหม่บริจาคของอุปโภค-บริโภคให้ผู้ยากไร้ สร้างความอิ่มเอมใจ เตรียมเปิดรับชีวิตดี ๆ ในปีหน้า

ทีนี้ก็ถึงเวลาเลือกซื้อของขวัญ หรือของกิน-ของใช้ จัดหนักจัดเต็มแค่ไหนก็ย่อมได้ ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็มีโปรโมชั่นให้เลือกช้อปกันเพลิน ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผ่อน 0%*” ที่ถูกใจขาช้อป เพราะสามารถซื้อของชิ้นใหญ่ ๆ ได้ในราคาผ่อนจ่ายสบายกระเป๋า แถมยังไม่ต้องเสียดอกเบี้ยอีกด้วย

ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว โปรโมชั่นผ่อน 0%* ตามห้างสรรพสินค้านั้น มักจะพบในสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือของที่มีราคาสูง แต่ไม่ค่อยพบในสินค้าอุปโภค-บริโภค อย่างอาหาร เครื่องปรุงต่างๆ หรือของใช้ในชีวิตประจำวัน

จะดีกว่าไหม? ถ้าเราสามารถผ่อน 0%* ได้โดยไม่มีข้อจำกัด เพียงแค่มี บัตรเครดิตโลตัส ก็ช้อปได้อย่างสบายใจ

บัตรเครดิตโลตัส ผ่อนอะไรได้บ้าง

บัตรเครดิตโลตัส มีโปรโมชั่น “ผ่อนจัดให้ 0%* นาน 3 เดือน ทุกชิ้น ทั้งห้าง รูดก่อน เลือกผ่อนทีหลัง” ไม่ว่าเราจะซื้อสินค้าประเภทอุปโภค-บริโภค อาทิ ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ไข่ไก่ ขนมขบเคี้ยว สบู่ แชมพู ของใช้ในบ้าน ฯลฯ โดยมีเงื่อนไขดังนี้

  • บัตรเครดิตโลตัส ผ่อนอะไรได้บ้าง : สามารถเลือกจ่ายแบบผ่อนทุกชิ้น ทั้งห้าง 0%* นาน 3 เดือน เมื่อมียอดใช้จ่ายตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไปต่อรายการ และยอดรวมต้องไม่น้อยกว่า 3,000 บาทต่อครั้ง โดยขอสงวนสิทธิ์ยอดรวมสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาทต่อรอบบัญชี เมื่อมีประวัติชำระเงินตามเงื่อนไขของบริษัทฯ
  • ยกเว้นสินค้าประเภทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และนมผงเด็กสูตร 1
  • สามารถใช้ บัตรเครดิตโลตัส โปรโมชั่นผ่อน 0%* เมื่อช้อปที่เทสโก้โลตัสทุกสาขา และเทสโก้โลตัส ช้อป ออนไลน์ เท่านั้น ยกเว้นร้านค้าเช่า เพาเวอร์บาย และสินค้าที่ไม่ร่วมรายการ

วิธีเข้าร่วมโปรโมชั่น บัตรเครดิตโลตัส ก็ทำได้ง่าย ๆ สะดวกสบาย ตอบโจทย์ชีวิตยุคดิจิทัล เพียงแค่ทำรายการผ่านแอปพลิเคชัน UCHOOSE โดยเลือก “โปรแกรมแบ่งชำระรายเดือน” จากนั้นก็ทำตามขั้นตอนได้เลย หรือจะเลือกทำรายการผ่านศูนย์บริการลูกค้า โทร. 1712 ก็ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ บัตรเครดิตโลตัส ยังมีสิทธิประโยชน์อื่น ๆ มากมาย อาทิ

  • สามารถเลือกรับคูปองเงินสดโลตัสสูงสุด 3.5%* จากยอดใช้จ่าย แทนโปรโมชั่นผ่อน 0%* นาน 3 เดือน
  • รับคูปองเงินสดโลตัส 0.5%* จากยอดใช้จ่าย ทุกที่ ทั่วโลก และการช้อปปิ้งออนไลน์
  • รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 3%* เมื่อเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันเอสโซ่ ทั่วประเทศ โดยไม่กำหนดยอดใช้จ่ายขั้นต่ำ ไม่ต้องแลกคะแนน ไม่ต้องลงทะเบียน
  • ผ่อนประกันภัย 0%* นานสูงสุด 10 เดือน และมียอดผ่อนชำระขั้นต่ำ 300 บาทต่อเดือน
  • ประกันภัยคุ้มครองการซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ วงเงินคุ้มครองสูงสุด 15,000 บาท
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง*
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉินเกี่ยวกับที่พักอาศัยตลอด 24 ชั่วโมง*

นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของสิทธิประโยชน์ดี ๆ ซึ่งยังมีความคุ้มค่าอื่น ๆ อีกมากมาย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ครบครัน เอกสิทธิ์เฉพาะผู้ถือ บัตรเครดิตโลตัส เท่านั้น

ใครที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่

Facebook : @lotussmoney

หรือถ้าต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับสินค้าและบริการ สามารถโทร.1712

หรือคลิกดู ช่องทางติดต่อโลตัสมันนี่ อื่นๆ ได้เลย

บทความนี้เป็น Advertorial

จริงไหม? ที่การลงทุนในอนาคต ต้องคอยปรับเปลี่ยน เพราะเราไม่รู้ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแบบไหน?

โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปแบบไม่คาดคิด จากผลกระทบของโควิดที่ผ่านมาทำให้เรารู้เลยว่าอะไรไม่แน่นอนเลย ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป หลายคนต้องปรับมาทำงานแบบ Work From Home เป็นหลัก บางคนไม่คิดจะกลับไปออฟฟิศ ไปจนถึงบางคนต้องเปลี่ยนอาชีพและชีวิตไปเลย

ซึ่งจากการเปลี่ยนแปลงทำให้รู้ว่า ในมุมของการงาน ชีวิตต่าง ๆ เราต้องมีแผนการปรับตัวกันมากมาย เพื่อให้ตัวเองอยู่รอดในช่วงการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมา และเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงข้างหน้าที่จะมาถึง

แต่ในมุมของการลงทุน เราอาจจะต้องปรับตัวตามสถานการณ์ให้ได้ด้วยเช่นกัน แต่ปัญหาที่หลายคนเจอในเรื่องนี้ ก็คือ แล้วจะปรับยังไงดี เพราะตอนนี้ก็เหนื่อยกับชีวิตเหมือนกัน ถ้าจะให้เราลงทุนแบบเรียนรู้ ติดตามทุกอย่าง จับตาสถานการณ์ทุกด้านอาจจะไม่ไหว

ดังนั้นสิ่งที่ต้องมองให้ออก คือ แนวโน้มของโลกอนาคตที่เปลี่ยนแปลงไป

ถ้าถามต่อว่า แล้วแนวโน้มอะไรที่กำลังจะมาในอนาคตบ้าง หลายคนอาจจะได้รับคำตอบแตกต่างกันไป แต่อย่างไรก็ดี ในช่วงนี้มักจะมีสิ่งที่หลายคนสังเกตเห็นร่วม ๆ กัน ว่าการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มนี้น่าจะเกิดขึ้น ซึ่งได้แก่

  • ธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) เพราะในอนาคตสิ่งแวดล้อมหรือธรรมาภิบาลจะเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องการรักษา รวมทั้งกิจการที่ดีที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ก็จะถูกจับตา เพราะมาจากแนวคิดร่วมกันของบรรดาประชาคมโลก
  • ธุรกิจที่เป็นเทคโนโลยีและสุขภาพ อันนี้ก็คิดว่าเห็นกันแน่นอน จากโควิดที่ผ่านมา เทคโนโลยีกับสุขภาพมาคู่กันแน่ ๆ การเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่หลายอย่างเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ และยังมีโอกาสในการเติบโตระยะยาว
  • ธุรกิจที่เป็นมีพื้นฐานที่ดีและมีความแข็งแกร่ง เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในทุกอุปสรรค และพร้อมรับการเติบโตในทุกโอกาส

หลายคนอาจจะนึกในใจว่า จะเปลี่ยนแปลงการลงทุนอะไรกันตลอด เหนื่อยเกินไปไหม แต่ถ้าเราลองจับ   เทรนด์ที่มีการเปลี่ยนแปลงในอนาคตที่คิดว่ามาแน่ ๆ และอยู่กับมันไปจนถึงเวลาที่สมควร และถ้าหากมีตัวช่วยอย่างการลดหย่อนภาษีไปด้วยกัน มันก็คงจะดีไม่ใช่น้อย เพราะได้ตั้งแต่การลงทุน ผลตอบแทน และสิทธิประโยชน์ทางภาษีครบจบในตัวของมันเอง

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรารู้ว่าเราต้องวางแผนเกษียณเป็นแผนหลักในชีวิต และเรารู้แน่ ๆ ว่า วันเกษียณยังไงก็ต้องมาถึง วินัยในการเก็บเงินก็ต้องมี ถ้าอยากวางแผนลดหย่อนภาษีด้วย ก็ต้องนี่เลย กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

แต่สิ่งที่จำเป็นต้องตอบต่อ คือ แล้วแผนการลงทุนของเราเป็นแบบไหน ถ้าหากเราจะพาตัวเองไปให้ถึงเป้าหมายและมีเวลาในระยะยาวพอ เราอาจจะหยิบแนวโน้มในอนาคตมาเป็นตัวช่วยในการวางแผนพอร์ตการลงทุนได้

อย่างทาง KTAM เอง เขาก็มีกองทุนที่ยึดตามแนวทางฮิต 3 ทางนี้ (ขอขายของหน่อยนะครับ) โดยจะเห็นว่ามีทั้ง กองทุน KT-ESG RMF (ธีมรักษ์โลกแบบยั่งยืนและธรรมาภิบาลที่ดี) กองทุน KT-HEALTHC RMF (ธีมเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ) และ KT-WEQ RMF (ธีมการลงุทุนในหุ้นทั่วโลก) 

ดังนั้นถ้าใครมองว่าแนวโน้มของธุรกิจเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงในอนาคต และอยากการเตรียมแผนการลงทุนเพื่อรองรับการเกษียณไว้ล่วงหน้า เราสามารถเลือกลงทุนในกองทุนกลุ่มนี้ก็ได้ เพื่อตอบโจทย์ในการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

ปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญ : ทั้ง 3 กองทุนดังกล่าวมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุน และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ทั้งนี้ ทั้ง 3 กองทุนมีนโนบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ในกรณีที่กองทุนไม่ได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือจะได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

แต่การลงทุนแบบนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องอยู่ในพอร์ตเดิมพอร์ตเดียวตลอดไป เพราะถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลง อะไรที่เกิดขึ้นต่อจากนี้ เราก็พร้อมรับมือได้ โดยการใช้วิธีสับเปลี่ยนกอง RMF ที่ถืออยู่ เพื่อสร้างโอกาสการรับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นได้เช่นเดียวกัน แต่ถ้าหากใครมั่นใจแนวทางอนาคตแบบนี้เป็นหลัก ก็จัดกันไปยาวๆ ได้เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดี จะเห็นว่าสิ่งสำคัญ คือ การเรียนรู้ และปรับตัวเสมอ แม้ว่าเราจะไม่ใช่ผู้นำการเปลี่ยนแปลง แต่เราก็เตรียมพร้อมได้เช่นกัน โดยการทำความเข้าใจสิ่งที่เรากำลังลงทุน แนวโน้มต่างๆ ของโลกที่เปลี่ยนไป โดยที่ไม่จำเป็นต้องกระโดดไปข้างหน้าให้ไกลกว่า ขอแค่เพียงมุ่งหน้าเดินไปด้วยกันก็พอแล้ว

ใครสนใจกองทุนทั้งหมดนี้ หรือ กองทุนอื่น ๆ ของทาง KTAM สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บลจ.กรุงไทย www.ktam.co.th หรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ผู้สนับสนุนการขาย หรือ บลจ.กรุงไทย โทร 02 686 6100 กด 9

รายละเอียดเพิ่มเติม :

SSF เป็นกองทุนที่ส่งเสริมการออมระยะยาวและ RMF เป็นกองทุนเพื่อการเกษียณอายุ

สิ่งสำคัญที่นักลงทุนทุกท่านต้องทำความเข้าใจเป็นอย่างแรกเลย ก็คือ

  • ความเข้าใจในลักษณะสินค้า
  • เงื่อนไขผลตอบแทน
  • ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีรวมถึงการบริการ ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม / กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และความเสี่ยง ก่อนการตัดสินใจลงทุน

หมายเหตุ :

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม/กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ และความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ หากลงทุนไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด อาจจะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเสียเงินเพิ่ม

ส่วนนักลงทุนท่านไหนที่สนใจ เค้ามีให้ชำระผ่านบัตรเครดิต KTC หรือใช้คะแนน KTC FOREVER ทุกๆ 1,000 คะแนน แทนเงินลงทุน 100 บาท ได้ด้วยนะ โดยเงื่อนไขเป็นไปตามที่ บลจ. กรุงไทยและบัตรเครดิต KTC กำหนด และยังสามารถลงทุนออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชั่น KTAM Smart Trade ง่าย สะดวก ปลอดภัย อีกด้วย

ดาวน์โหลดเลยวันนี้ :

iOS: https://bit.ly/KTAMST

Android: https://bit.ly/KTST

บทความนี้เป็น Advertorial

ลงทุนรอบโลกเพื่อเป้าหมายระยะยาว และควบคุมความเสี่ยงด้วยเทคโนโลยี “StashAway” แพลตฟอร์มแห่งโอกาสในการลงทุนทั่วโลก

เพื่อนๆ เคยเจอปัญหา ‘อยากลงทุน..แต่ไม่รู้จะลงทุนอะไรดี’ กันบ้างรึเปล่าครับ? aomMONEY ก็เคยพบเจอปัญหาเหล่านั้น เนื่องจากในปัจจุบันมีการลงทุนให้เลือกหลากหลาย แถมเศรษฐกิจผันผวนตลอดเวลา ทำให้นักลงทุนต้องคอยตามอัพเดทข่าวสารและวิเคราะห์สถานการณ์สม่ำเสมอ

อย่างสถานการณ์การลงทุนในตอนนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจจะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยก็จริง แต่แนวโน้มของเงินเฟ้อก็เริ่มมาแล้วนะครับ ทำให้นักลงทุนต้องจับตามองกันให้ดีๆ ซึ่งตอนนี้ หลายประเทศก็เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิดมาได้บ้างแล้ว ทำให้บางธุรกิจมีโอกาสเติบโตในการทำกำไรมากขึ้นด้วย

และสำหรับนักลงทุนที่อยากเพิ่มโอกาสการลงทุนให้กับตัวเอง ด้วยการลงทุนหลายๆ ประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยง ก็ไม่ควรพลาด กับ StashAway แพลตฟอร์มบริหารการลงทุนที่ได้รับรางวัล Technology      Pioneer จาก World Economic Forum และ รางวัล Linkedin Top 10 นั่นเองครับ

ซึ่ง StashAway ได้ให้บริการในประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และตอนนี้หลังจากที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์จัดการกองทุนส่วนบุคคล จาก ก.ล.ต. ก็ได้มาเปิดให้บริการในประเทศไทยแล้วครับ! จะน่าสนใจยังไง..เราไปดูกันเลย

StashAway หรือ บลจ.สแทชอเวย์ ประเทศไทย มีความมุ่งมั่นตั้งใจ อยากช่วยให้นักลงทุนไปถึงเป้าหมายทางการเงินในระยะยาวได้ เลยต้องการเพิ่มทางเลือกให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการการลงทุนที่มีคุณภาพได้นั่นเอง โดย aomMONEY ขออธิบายแบบง่ายๆ ดังนี้ครับ

1. StashAway เป็นแพลตฟอร์มบริหารการลงทุนทั่วโลก ในรูปแบบกองทุนส่วนบุคคล

2. ลงทุนใน ETF จากผู้จัดการกองทุนชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น BlackRock, Vanguard หรือ State Street ซึ่งกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลก

3. มีกลยุทธ์การลงทุนระดับ World Class เทียบเท่าสถาบันการเงินระดับโลก

4. ใช้เทคโนโลยีบริหารพอร์ต ตามการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจและตามความเสี่ยงที่เรากำหนด เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารการลงทุน

5. ต้องการรักษาค่าธรรมเนียมให้ต่ำมากๆ เพื่อที่จะได้เพิ่มผลตอบแทนให้นักลงทุน

จุดเด่นและความแตกต่างที่ไม่เหมือนใครของ StashAway

1. ต้องการให้นักลงทุนเข้าถึงการลงทุนในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น

การลงทุนในต่างประเทศมีความซับซ้อนอยู่ค่อนข้างเยอะครับ ในตอนแรกที่เริ่มลงทุนหลายคนยังไม่รู้ว่าควรลงทุนอะไรดี หรือถ้าลงทุนไปได้สักระยะควรปรับพอร์ตยังไงให้เหมาะสม ทาง StashAway เลยต้องการทำให้การลงทุนในต่างประเทศเป็นเรื่องง่าย เพียงแค่เราบอก เป้าหมายการลงทุนคืออะไร? ระดับความเสี่ยงที่รับได้คือเท่าไหร่? ที่เหลือทาง StashAway จะจัดการให้หมดเลยครับ

โดยปัจจุบันทาง StashAway มีทั้งหมด 2 แผนการลงทุนด้วยกัน คือ

General Investing ลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงยในระยะยาว ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่กำหนดได้เอง 12 ระดับด้วยกัน จากนั้น StashAway จะจัดพอร์ตการลงทุน (Asset Allocation) ที่เหมาะสมที่สุดกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ตามความเสี่ยงที่เราเลือกครับ

หรือ Goal-Based Investing ลงทุนเพื่อเป้าหมายในระยะเวลาที่กำหนด โดยมีเป้าหมายให้เลือกทั้งหมด 8 แบบด้วยกัน แล้วที่เหลือทาง StashAway จะคอยเป็นที่ปรึกษาทางการลงทุนให้ครับ โดยจะช่วยคำนวณเงินเป้าหมายให้นักลงทุน เช่น ถ้าเราอยากไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ก็จะช่วยคำนวณให้ว่า เราต้องใช้เงินเท่าไหร่ แนะนำระดับความเสี่ยง คอยจัดพอร์ต และวางแผนการลงทุนในแต่ละเดือนให้เรา และเมื่อใกล้ถึงเป้าหมายระบบจะคอยลดความเสี่ยงให้ เหมือนมีผู้จัดการกองทุนส่วนตัวคอยดูแลอยู่ข้างๆ เลยครับ

2. ช่วยนักลงทุนกำหนดความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ

เพราะเรามีสิ่งที่เรียกว่า StashAway Risk Index (SRI) เป็นค่าความเสี่ยงที่เหมือนกับค่า Value at Risk (VaR) หรือมูลค่าความเสียหายที่เรามีโอกาสเจอจากการลงทุน โดยใช้ระดับความเชื่อมั่น (Confidence Level) 99% หมายความว่า พอร์ตมีโอกาสเพียง 1% เท่านั้นที่จะขาดทุนเกินค่า SRI ที่นักลงทุนเลือกใน 1 ปี

ตัวอย่างเช่น ถ้าเราเลือก SRI ที่ 10% นั่นแปลว่าใน 1 ปี เราจะมีโอกาสเพียงแค่ 1% เท่านั้นที่จะขาดทุนเกิน 10% หรือนักลงทุนสามารถมั่นใจได้ถึง 99% ว่าพอร์ตจะไม่ลงต่ำกว่า 90% ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนเข้าใจความเสี่ยงของการลงทุนอย่างแท้จริง และกำหนดความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำถึง 12 ระดับด้วย

3. เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารพอร์ตด้วยเทคโนโลยี

เนื่องจาก StashAway เป็นบริษัทเทคโนโลยี เลยนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารการลงทุนค่อนข้างเยอะเลยทีเดียวครับ เช่น

การทำ Re-Optimisation เพราะเชื่อว่าเวลาที่เศรษฐกิจเปลี่ยน เราก็ควรปรับพอร์ตให้เหมาะสม ดังนั้น การทำ Re-Optimisation จะเป็นการจัดพอร์ตนักลงทุนให้เหมาะสมตามช่วงเวลานั้นๆ และการทำ Rebalancing เพราะราคาหุ้นจะขึ้น-ลงตลอดเวลา ทำให้พอร์ตขาดบาลานซ์ได้ เราเลยต้องปรับพอร์ตให้ตรงตามที่กำหนดไว้ในตอนแรกอย่างสม่ำเสมอ

โดยทั้ง 2 กลไกนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนและรักษาระดับความเสี่ยงให้ตรงกับค่า SRI ที่กำหนดไว้ครับ และที่สำคัญไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมด้วย ถือว่าคุ้มค่าสุดๆ

4. ดูแลเงินลงทุนโดยผู้รับฝากสินทรัพย์ชั้นนำ

StashAway จะเป็นคนคอยบริหารเงินเท่านั้น แต่ไม่ได้เป็นคนเก็บเงินไว้ เพราะฉะนั้น StashAway เลยเลือกผู้รับฝากสินทรัพย์ชั้นนำนั่นก็คือ ธนาคารกสิกรไทย แล้วหลักทรัพย์ที่ซื้อขายก็จะถูกจัดเก็บอยู่กับ Citibank ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งได้รับใบอนุญาตเป็นผู้รับฝากทรัพย์สินที่ถูกต้องกับ Monetary Authority of Singapore (MAS) หรือองค์การเงินตราแห่งประเทศสิงคโปร์

5. ไม่มีขั้นต่ำ ไม่กำหนดระยะเวลาลงทุน

เพราะเชื่อว่าการลงทุนที่ดี ‘ไม่ควรมีข้อจำกัด’ เลยตั้งใจอยากให้ทุกคนเข้าถึงบริการทางการเงินที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม จึงมีการนำเทคโนโลยี Fractional Shares เข้ามาใช้ โดยเทคโนโลยีจะหาร ETF ออกมา 10,000 หน่วย หรือ 4 จุดทศนิยม เพราะบางที ETF 1 หน่วย อาจจะมีราคาสูงเกินกว่ากำลังซื้อของนักลงทุน การที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยก็จะทำให้เราลงทุนตามแผนได้แม่นยำมากขึ้นด้วยจำนวนเงินเท่าไหร่ก็ได้ครับ

6. ค่าธรรมเนียมต่ำ โปร่งใสทุกขั้นตอน

ในการลงทุน ค่าธรรมเนียมเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆ เพราะจะหักจากผลตอบแทนโดยตรง แล้วการที่ค่าธรรมเนียมสูงก็ไม่ได้หมายความว่าผลตอบแทนจะสูงในระยะยาวเหมือนกัน

ตัวอย่างเช่น ถ้าเราฝากเงินลงทุน 100,000 บาท เป็นระยะเวลา 30 ปี ผลตอบแทนอยู่ที่ 9% ซึ่งกองทุนแรกคิดค่าธรรมเนียม 1% และกองทุนสองคิดค่าธรรมเนียม 2% เมื่อเวลาผ่านไป 30 ปี จะได้ผลตอบแทนจากกองทุนแรก 1 ล้านบาท ส่วนกองทุนที่สองจะได้เงินเพียง 760,000 บาท แม้ค่าธรรมเนียมจะต่างกันเพียง 1% แต่สร้างความแตกต่างของผลตอบแทนมากถึง 33% เลยทีเดียวครับ

StashAway เลยตั้งใจที่จะลดค่าธรรมเนียมให้ต่ำและโปรงใสที่สุด โดยคิดค่าธรรมเนียมที่ 0.2% – 0.8% ตามมูลค่าเงินที่ลงทุน และไม่มีค่าธรรมเนียมแอบแฝงด้วยครับ

StashAway มีกลยุทธ์ในการลงทุนยังไง?

ปกติการบริหารการลงทุนส่วนใหญ่ มักจะใช้ทฤษฎี Modern Portfolio ของ Harry Markowitz ซึ่งช่วงหลังมีงานวิจัยออกมาว่า ทฤษฎีนี้สามารถพัฒนาไปได้อีก ทำให้ StashAway เอากลยุทธ์มาพัฒนาเรื่องปัจจัยทางด้านภาวะเศรษฐกิจ จนเกิดเป็นทฤษฎีที่เรียกว่า ERAA™ หรือ Economic Regime-Based Asset Allocation นั่นเองครับ

ซึ่ง ERAA™ ถูกพัฒนาจากทีมงานที่มีประสบการณ์บริหารจัดการการลงทุน ให้สถาบันการเงินระดับโลกกว่า 50 ปี และยังได้ทำ Stress Test หรือการจำลองสถานการณ์ในการรับมือกับวิกฤต มากกว่า 30,000 ชั่วโมง และในชีวิตของทุกคน คงต้องเจอกับภาวะเศรษฐกิจอีกมากมาย มันจะดีกว่าไหม? ถ้าเราสามารถปรับให้เหมาะสมตามการเปลี่ยนแปลงได้ โดย ERAA™ จะมีทั้งหมด 3 หลักการครับ

หลักการที่ 1

จะคอยจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมตามการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจ อย่างช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ERAA™ ก็ตรวจจับได้ว่ามีสัญญาณเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างสูง เลยมีการปรับพอร์ตให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน อสังหาฯ เป็นต้น

หลักการที่ 2

กลไกบริหารความเสี่ยง คือ ERAA™ จะคอยใช้ Technical Analysis เพื่อจับว่าเมื่อไหร่ที่กำลังจะเกิดภาวะวิกฤต

หลักการที่ 3

การประเมินระหว่างทางราคาและมูลค่า ถ้าเกิดว่าสินทรัพย์ Overvalue หรือราคาตลาดสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง ERAA™ จะค่อยๆ ลดน้ำหนักเพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดฟองสบู่ แต่ถ้าสินทรัพย์ Undervalue หรือราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นก็จะค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักเข้าไปครับ

และถ้าเกิดว่า ERAA™ จับการเปลี่ยนแปลงของ 3 ส่วนนี้ได้ก็จะมีการปรับพอร์ตเพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทน และรักษาระดับความเสี่ยงให้ตรงตามค่า SRI ที่นักลงทุนเลือกไว้ ดังนั้น นักลงทุนไม่ต้องมานั่งกังวลว่า จะเข้าตอนไหนหรือขายเมื่อไหร่ดี อีกต่อไปแล้วครับ

StashAway เหมาะกับใคร?

1. เหมาะกับคนที่ต้องการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ทั่วโลก

2. เหมาะกับคนที่ไม่มีเวลาบริหารพอร์ตด้วยตัวเอง เพราะทาง StashAway จะคอยบริหารให้ด้วยเทคโนโลยีที่มั่นคง

3. เหมาะกับคนที่ต้องการลงทุนระยะยาว เพราะการที่เราสามารถปรับพอร์ตและรักษาความเสี่ยงให้คงที่ได้ จะทำให้นักลงทุน ลงทุนได้ในระยะยาวครับ

4. เหมาะสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ลงทุนและไม่มีประสบการณ์ลงทุน เพราะผู้ที่มีประสบการณ์ส่วนใหญ่จะชอบกลยุทธ์การลงทุน และผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ก็จะชอบเพราะว่าสะดวกและง่ายมากๆ

สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่สนใจ StashAway สามารถดาวน์โหลดได้ทุกระบบปฏิบัติการเลยครับ

iOS : https://apps.apple.com/sg/app/stashaway-invest-and-save/id1229966330

Android : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.awp.stashaway&hl=th&gl=US

หรือจะแสกน QR Code ก็ง่ายมากๆ แต่ถ้าใครอยากอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ https://bit.ly/3rmWWlM ได้เลยครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

วิธีตั้งเป้าหมายเพื่อลดหย่อนภาษีไปพร้อมการสร้างความมั่งคั่ง

อัศวินเชื่อว่าในช่วงนี้เพื่อนๆคงกำลังวางแผนเพื่อเตรียมตัวลดหย่อนภาษีกันอยู่ใช่ไหมครับ วันนี้อัศวินก็เลยอยากจะมาทบทวนกันซักหน่อยว่าขั้นตอนในการวางแผนในการลดหย่อนภาษีจะต้องทำอย่างไร จริงๆแล้วก็ไม่ยากเลยครับ แค่เราต้องรู้ว่าเราจ่ายภาษีในปีนี้อยู่เท่าไหร่ เรามีเป้าหมายในการลดหย่อนภาษีอย่างไร และเราจะซื้ออะไรเพื่อการลดหย่อนภาษี อัศวินจะอธิบายไปทีละขั้นตอนดังนี้นะครับ

1. สำรวจก่อนว่าในปีนี้เราเสียภาษีเท่าไหร่

เริ่มต้นในขั้นตอนแรก เราจะต้องสำรวจกันว่าในปีนี้ทั้งปีเรามีรายได้เท่าไหร่ หากเราทำงานประจำลองนำสลิปเงินเดือนทั้ง 12 เดือนมาตรวจสอบดูนะครับ หรือถ้าใครทำหายไปแล้วลองติดต่อฝ่ายบุคคลของบริษัทถามอีกทีก็ได้นะครับ ส่วนใครเป็นฟรีแลนซ์ลองเอาเอกสารต่างๆที่บริษัทที่เคยจ้างเรามาลองคำนวณดูนะครับว่ารายได้ที่เราได้รับมีเท่าไหร่ หลังจากที่เรารู้รายได้แล้วก็ลองเอาค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนที่เราได้สิทธิมาลองหักดูก่อนนะครับ

ตัวอย่างเช่น รายได้ทั้งปีของเราคือ 400,000 บาท เราสามารถหักค่าใช้จ่ายส่วนตัวจากการทำงานประจำได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท และมีค่าลดหย่อนส่วนตัวอีก 60,000 บาท แต่บางคนอาจจะมีค่าลดหย่อนมากกว่านี้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ลดหย่อนบุตร ลดหย่อนบิดามารดา เป็นต้นครับ พอคำนวณได้แล้วเราจะทราบตัวเลขว่าเราจะต้องเสียภาษีทั้งปีเท่าไหร่ อย่างกรณีตัวอย่างของอัศวินนี่ก็จะเสียภาษีรวมๆแล้ว 4,500 บาทครับ

2. ตั้งเป้าหมายในการลดหย่อนภาษี

เมื่อเราคำนวณได้แล้วว่าภาษีที่เราจ่ายทั้งปีนั้นอยู่ที่เท่าไหร่ ก็ต้องมาตั้งเป้าหมายการลดหย่อนภาษีกันนะครับ ซึ่งในขั้นตอนนี้มีอยู่ 2 เรื่องที่เราต้องพิจารณา ได้แก่

  • เงินภาษีที่เราต้องจ่ายนั้นมากแค่ไหน บางทีพอเราคำนวณแล้วพบว่า เราอยู่ในเกณฑ์ที่จ่ายภาษีน้อยมากๆหรือยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องจ่ายภาษี จะได้นำเงินไปวางแผนในวัตถุประสงค์อื่นๆ แต่ถ้าเราจ่ายภาษีเยอะมากก็สามารถตั้งเป้าหมายในการวางแผนลดหย่อนภาษีได้ครับ
  • เงินออมที่เราจะนำไปวางแผนในการลดหย่อนภาษี เราต้องดูด้วยนะครับว่าเรามีเงินออมเท่าไหร่ ถ้าเราเก็บออมเงินได้มาก ก็สามารถนำมาใช้การวางแผนได้เยอะครับ ตรงนี้ต้องคำนวณดีๆวางแผนให้เหมาะสมกับตัวเองนะครับ เราไม่จำเป็นต้องใช้เงินทั้งหมดที่มีในการลดหย่อนภาษีก็ได้ครับ

สมมติเพื่อนๆคำนวณแล้วว่าจะต้องจ่ายภาษี 10,000 บาท ก็มีความน่าสนใจที่จะนำเงินออมมาวางแผนในการลดหย่อนภาษีใช่ไหมครับ เช่น เราอาจจะเสียภาษีน้อยลงเหลือ 5,000 – 6,000 บาท 

3. รู้จักเครื่องมือลดหย่อนภาษีประเภทการออมและการลงทุน

มาดูเครื่องมือที่ใช้ในการออมและการลงทุนกันครับ ในการลดหย่อนภาษีเราจะต้องออมหรือลงทุนในเครื่องมือที่ทางรัฐบาลกำหนดเท่านั้น จากข้อมูลของทาง iTaxและทางกรมสรรพากร ก็จะมีประกันและกองทุนรวมดังนี้ครับ

ประกันชีวิต

นอกจากความคุ้มครองที่ได้รับแล้ว เพื่อน ๆ สามารถนำไปลดหย่อนภาษีตามที่จ่ายจริงได้นะครับ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ต้องเป็นประกันที่ทำกับบริษัทในประเทศไทย กรมธรรม์มีระยะเวลาความคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป และต้องเป็นประกันที่จ่ายผลตอบแทนไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันรายปีด้วยนะครับ

ประกันชีวิตแบบบำนาญ

หากเราอยากเก็บเงินเกษียณแบบไม่ต้องมีเงินก้อน แต่ทยอยชำระรายปีสามารถมาซื้อประกันบำนาญได้ครับ ประกันประเภทนี้สามารถลดหย่อนได้ตามจริงเช่นกัน ลดหย่อนได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษีและไม่เกิน 200,000 บาท นอกจากนี้หากนำไปรวมกับการลงทุนในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชนแล้วจะต้องไม่เกิน 500,000 บาท

ประกันสุขภาพ

ประกันประเภทนี้ทำไว้เผื่อเราเจ็บป่วยอย่างไม่คาดฝัน ซึ่งเราสามารถนำไปลดหยอ่นภาษีได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 25,000 บาทนะครับ และถ้าไปรวมกับประกันชีวิตทั่วไปด้วยก็จะต้องไม่เกิน 100,000 บาทนะ

อัศวินอยากจะบอกข้อดีของการมีประกันอีกซักนิดคือ หากเราต้องการใช้สิทธิความคุ้มครองก็จะมีตัวแทนประกันคอยช่วยอำนวยความสะดวกให้เรา ไม่ต้องจัดการเอกสารอะไรเอง และประกันบางประเภทก็จะมีการจ่ายผลตอบแทนให้ด้วยและทั้งหมดนี้ บริษัทประกันมีทีมงานที่คอยบริหารจัดการให้ทั้งหมดครับ

RMF

สำหรับการลงทุนใน RMF เพื่อนๆ นำไปลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของเงินที่ได้ต้องเสียภาษีนะครับ และเมื่อนำไปรวมกับการลงทุนในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน ต้องไม่เกิน 500,000 บาท เงื่อนไขในการลงทุนใน RMF คือ ซื้อต่อเนื่องทุกปีหรืออย่างน้อยปีเว้นปี ต้องถือหน่วยลงทุนอย่างน้อย 5 ปี และไม่ขายจนถึงอายุ 55 ด้วยนะครับ

SSF

เพื่อนๆท่านไหนที่ลงทุนกับ SSF สามารถนำไปลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของเงินที่ได้ต้องเสียภาษีนะครับ และไม่เกิน 200,000 บาท เมื่อนำไปรวมกับการลงทุนใน RMF กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชนแล้วจะต้องไม่เกิน 500,000 บาท เงื่อนไขในการลงทุนใน SSF คือ จะต้องลงทุน 10 ปี นับจากวันที่ซื้อนะครับ

โดยสรุปแล้วเมื่อเพื่อนๆทราบแล้วว่า เราต้องจ่ายภาษีเท่าไหร่ เราก็สามารถตั้งเป้าหมายการลดหย่อนภาษีจากเงินออมที่เรามี และในปัจจุบันก็มีเครื่องมือในการออมและการลงทุนให้เราเลือกหลายอย่างตามเป้าหมายทางการเงินของเรานะครับ เราไม่จำเป็นต้องซื้อมากๆจนเกินตัว และควรเลือกซื้อจากผลประโยชน์ที่ได้รับนะครับ

และสุดท้ายนี้ อัศวินก็อยากจะแนะนำว่าการเตรียมความพร้อมป้องกันความเสี่ยงในเรื่องค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพก็ไม่ควรมองข้ามนะครับ เพราะทุกวันนี้เราต้องเผชิญกับโรคต่าง ๆ ที่ไม่อาจคาดคิด เราจึงควรมีประกันสุขภาพติดตัวไว้  เริ่มต้นวางแผนได้เลยตั้งแต่วันนี้! เพื่อความอุ่นใจและดูแลเรายามเจ็บป่วยด้วย iHealthy Ultra จากกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต มาตรฐานใหม่ของการวางแผนเรื่องสุขภาพ เพราะเป็นประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย ที่มีแผนความคุ้มครองที่ให้วงเงินสูงสุดถึง 100 ล้านบาทต่อปี จะช่วยให้คุณสามารถวางแผนรับมือกับค่าใช้จ่ายเรื่องสุขภาพที่ยากเกินจะคาดเดา แต่ไม่ยากเกินจะรับมือ และยังสามารถนำไปใช้ในการลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย สนใจติดต่อสอบถามที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ได้ที่ โทร 1159 หรือทางเว็ปไซต์ https://ktaxa.live/iHealthyUltra-cs

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save