การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ของ ALPHAX

ในการทำธุรกิจ หากสภาพธุรกิจหรืออุตสาหกรรมเดิมไม่สามารถไปต่อได้ อาจเป็นเพราะมีคู่แข่งมากขึ้น หรือยิ่งกว่านั้นคืออุตสาหกรรมดังกล่าวไม่สามารถทำกำไรได้ การเปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่นหรือประกอบธุรกิจอื่นเพิ่มเติม ก็เป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดไม่น้อยในยุคที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

ไม่ใช่แต่เฉพาะธุรกิจเล็ก ๆ หรือธุรกิจส่วนตัวของคนทั่วไป กระทั่งบริษัทมหาชนยักษ์ใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ก็มีการเปลี่ยนธุรกิจหลักของบริษัทเพื่อเปิดประตูสู่โอกาสในการเติบโตครั้งใหม่ และ ALPHAX ก็เป็นหนึ่งในบริษัทมหาชนที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น

ALPHAX หรือ บริษัท อัลฟ่า ดิวิชั่นส์ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจสารสกัดกัญชง และธุรกิจเช่าสินเชื่อ แต่เดิมนั้น ALPHAX คือ บริษัท โอเชี่ยน คอมเมิรช จำกัด (มหาชน) แต่ได้เปลี่ยนแปลงการจัดการภายในพร้อมทั้งล้างขาดทุนสะสมเสร็จสิ้นมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2564 เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับโอกาสพลิกฟื้นธุรกิจ

ALPHAX นั้นหมายถึง “ผู้นำ” ด้วยจุดประสงค์ของบริษัทที่ต้องการเป็นผู้นำสู่ความเป็นเลิศทางธุรกิจในอุตสาหกรรม
ทั้งสามด้านที่บริษัทเข้าไปประกอบธุรกิจอยู่ โดยรายละเอียดของทั้งสามธุรกิจนั้นมี ดังนี้

หนึ่ง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของ ALPHAX ปัจจุบันบริษัทมีโครงการในเครือประกอบด้วย IKON 77 เป็นคอนโดมิเนียมแบบ
Low Rise 8 ชั้น 3 อาคาร 442 ยูนิต, โครงการ IKON UDOMSUK คอนโด Low Rise 8 ชั้น 2 อาคาร 334 ยูนิต และโครงการบ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์ย่านรามอินทรา THE VALOR  โดยแต่ละโครงการจะมีจุดเด่นที่สร้างความแตกต่างเมื่อเทียบกับโครงการอื่น ๆ เช่น ทำเลที่ตั้ง การออกแบบ การบริหารส่วนกลาง ที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษแตกต่างกันไปแต่ละโครงการ

นอกจากนี้บริษัทยังเตรียมพัฒนาอาคารสำนักงาน โครงการ V Tower ติด BTS พระโขนง และ โครงการคอนโดมิเนียม The 38 Sukhumvit ในซอยสุขุมวิท 38 เพิ่มเติมอีกในอนาคต สอดคล้องกับเป้าหมายการเติบโตด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม ทั้งลูกค้ากลุ่มที่อยู่อาศัยแบบคอนโดมิเนียม ลูกค้ากลุ่มที่อยู่อาศัยแนวราบ และลูกค้ากลุ่มอาคารสำนักงานให้เช่า

สอง ธุรกิจสารสกัดกัญชง

ธุรกิจสารสกัดกัญชง ดำเนินการผ่านการลงทุนในบริษัทย่อยคือ บริษัท อัลฟ่า ไบโอเทค จำกัด ซึ่งเป็นผู้ควบคุมปัจจัยการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การปลูก การสกัดสาร และการผลิตสินค้าป้อนสู่ตลาด ปัจจุบันบริษัทมีเครื่องจักรที่มีศักยภาพในการป้อนวัตถุดิบ 300 กิโลกรัมต่อเดือน โดยติดตั้งแล้วที่โรงงานของ บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (JP) โดยเครื่องจักรดังกล่าวสามารถแยกสารสกัดกัญชงได้หลากหลายรูปแบบ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม นอกจากนั้น บริษัทยังได้มีการสั่งซื้อเครื่องจักรขนาดใหญ่เพิ่มเติมที่มีศักยภาพในการป้อนวัตถุดิบ 30,000 กิโลกรัม (30 ตัน) ต่อเดือน โดยคาดว่าจะติดตั้งแล้วเสร็จพร้อมรับใบอนุญาตภายในไตรมาส 3 ปี 2565

ในช่วงที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการหลายรายที่เข้ามาลงสนามในธุรกิจสารสกัดกัญชง ทำให้อุตสาหกรรมนี้กลายเป็นที่จับตาในฐานะของคลื่นลูกใหม่แห่งวงการธุรกิจ สำหรับ ALPHAX ล่าสุดมีลูกค้าให้ความสนใจสินค้ากลุ่มสารสกัดกัญชงของบริษัทพร้อมกับเซ็นสัญญาแล้ว 35 ราย โดยเป็นลูกค้าจากกลุ่มธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม อาหารเสริม และสมุนไพรต่าง ๆ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการสินค้าในกลุ่มสารสกัดกัญชงได้เป็นอย่างดี โดยรายได้ในกลุ่มธุรกิจสารสกัดกัญชง และรับรู้รายบาทแรกไปแล้วเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่เดือน มีนาคม 2565

สาม ธุรกิจเช่าสินเชื่อ

ALPHAX ยังมีธุรกิจเช่าสินเชื่อผ่านการเข้าลงทุนใน บริษัท “มหทุนโฮลดิ้ง” เป็นสัดส่วน 76.78% ซึ่งมหทุนโฮลดิ้งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อีกต่อใน บริษัท มะหะทุน เช่าสินเชื่อ มหาชน ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ลาว

มะหะทุนเป็นผู้นำเบอร์ 1 ธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ที่มีส่วนแบ่งการตลาดใหญ่ที่สุดในนครเวียงจันทน์ และสะหวันนะเขต มีพอร์ตสินเชื่อทั้งหมดประมาณ 350 ล้านบาท ธุรกิจของมะหะทุนเช่าสินเชื่อ ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ สินเชื่อรถใหม่ สินเชื่อรถมือสอง และสินเชื่อรถเปลี่ยนเงิน
ในอนาคตมะหะทุนยังวางเป้าหมายเบื้องต้นไว้ว่าจะเข้าไปขยายธุรกิจสินเชื่อในผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น นาโนไฟแนนซ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น

แล้วอนาคตของ ALPHAX จะเป็นอย่างไรต่อไป

ทั้งสามธุรกิจนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นตัวเปลี่ยนเกมที่จะนำพา ALPHAX ไปสู่ความเป็นผู้นำได้อย่างที่บริษัทคาดหวังไว้ แต่ถ้าวิเคราะห์ในมุมมองของนักลงทุน สิ่งที่ต้องวิเคราะห์เพิ่มเติมว่าบริษัทจะสามารถดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้ได้ดีเพียงใด ก็คือการวิเคราะห์จากงบการเงิน ทั้งในส่วนของงบแสดงฐานะการเงิน เพื่อดูว่าบริษัทมีโครงสร้างเงินทุนที่แข็งแกร่งเพียงพอไหม และในส่วนของงบกำไรขาดทุน เพื่อดูว่าบริษัทมีศักยภาพในการเติบโตมากน้อยเพียงใด ต่อไปนี้คือข้อมูลงบการเงินของ ALPHAX

งบการเงินปี 2563

สินทรัพย์ 1,010.83 ล้านบาท
หนี้สิน 344.44 ล้านบาท
ส่วนของผู้ถือหุ้น 666.40 ล้านบาท

รายได้ 627.22 ล้านบาท
ค่าใช้จ่าย 568.79 ล้านบาท
กำไรสุทธิ 58.43 ล้านบาท

งบการเงินปี 2564

สินทรัพย์ 937.24 ล้านบาท
หนี้สิน 266.44 ล้านบาท
ส่วนของผู้ถือหุ้น 670.80 ล้านบาท

รายได้ 508.40 ล้านบาท
ค่าใช้จ่าย 510.03 ล้านบาท
กำไรสุทธิ -1.63 ล้านบาท

ในส่วนของงบแสดงฐานะการเงิน จะเห็นได้ว่าส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ในระดับที่มากกว่าหนี้สินรวมพอสมควร หรือคิดเป็นอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ประมาณ 0.40 เท่า ซึ่งบ่งบอกถึงฐานะการเงินของบริษัทว่ามีส่วนทุนรองรับความเสี่ยงในอนาคต ในส่วนของงบกำไรขาดทุน นักลงทุนอาจเห็นว่าในปีล่าสุดบริษัทมีผลประกอบการที่ขาดทุน แต่ก็นับเป็นการขาดทุนที่ไม่สูงนักหากเทียบกับความยากลำบากในอดีตที่บริษัทเผชิญมา และในจังหวะเปลี่ยนผ่านธุรกิจนี้ย่อมมีความไม่แน่นอนสูง ผลขาดทุนเล็กน้อยในบางเวลาอาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนมีมุมมองต่อความเสี่ยงนี้มากแค่ไหน ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผู้ถือหุ้นของ ALPHAX ได้ใช้สิทธิแปลงสภาพวอแรนต์คิดเป็นเงินมูลค่ากว่า 600 ล้านบาท นั่นเป็นหนึ่งในสัญญาณว่าผู้ถือหุ้นให้ความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มทางธุรกิจของ ALPHAX เป็นอย่างดี และบริษัทเองก็ได้เงินทุนสำหรับไปขยายธุรกิจตามแผนการที่วางไว้ด้วย

ถ้ามองในแง่ธุรกิจ ALPHAX ก็นับเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่กำลังเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้สอดรับกับความต้องการของโลกธุรกิจยุคใหม่อย่างเต็มที่อีกบริษัทหนึ่ง ซึ่งทั้งสามธุรกิจที่ ALPHAX กำลังมุ่งไป ทั้งอสังหาริมทรัพย์ สารสกัดกัญชง และธุรกิจเช่าสินเชื่อ บริษัทก็ตั้งเป้าที่จะเป็นผู้นำในทั้งสามธุรกิจนี้ให้ได้ในเร็ววัน ดั่งคำว่า ALPHAX ที่แปลว่า “ผู้นำ”

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถดูข้อมูลของบริษัทเพิ่มเติมได้ที่ http://www.alphadivisions.com/

บทความนี้เป็น Advertorial

เริ่มต้นลงทุนตั้งแต่ต้นปี วางแผนภาษีด้วยกองทุน SSF และ RMF แบบไหนดี

จากสถานการณ์ที่ผ่านมาในช่วง 2 ปี ตอกย้ำชัดเจนว่า โรคระบาดอย่างโควิดคงยังจะไม่หมดไปจากโลกง่าย ๆ และไม่รู้ว่าเมื่อไรจะหมด มีแต่เราต้องปรับตัวอยู่กับมันให้ได้ เหมือนอย่างที่ใครหลายคนว่าไว้

แต่การปรับตัวที่ว่า จำเป็นต้องมีเรื่องของเงินมาเกี่ยวข้องด้วยครับ เพราะเราคงปฎิเสธไม่ได้ว่าเมื่อเกิดวิกฤติในทุกๆ ครั้ง การมีเงินสำรองและการวางแผนการเงินที่ดี สามารถช่วยให้เรารอดพ้นวิกฤติมาได้อย่างไม่เจ็บตัวมากนัก ดังนั้นสิ่งสำคัญที่เราต้องรู้ นั่นคือ การจัดการการเงินที่ดีเพื่อให้เรามีชีวิตรอดอยู่ในทุกสถานการณ์ที่เข้ามา (แหม่… ฟังแล้วเศร้า แต่มันคือเรื่องจริงครับ)

และการวางแผนการเงินที่ดี หมายรวมถึงการวางแผนภาษีเพื่อคำนวณรายจ่ายอย่างเหมาะสมให้เป็นไปตามเป้าหมายที่เราต้องการอีกด้วย ดังนั้นเพื่อให้เห็นภาพ ลองมาดูตัวอย่างการตั้งเป้าหมายเพื่อมาใช้ในการวางแผนภาษีกันดูครับ เรามีเป้าหมายอะไรที่ใช้ได้บ้าง เท่าที่ผมนึกออก คงเป็นเป้าหมายหลัก ๆ 2 เรื่องนี้ครับ

  • เป้าหมายแรก คือ อีก 10 ปีข้างหน้า เรามีอะไรที่คาดหวังไหม ในการเปลี่ยนไปอีกช่วงของชีวิต สำหรับคนที่เริ่มต้นทำงาน อาจจะวางแผนซื้อบ้าน แต่งงาน สร้างครอบครัว หรือเก็บเงินก้อนหนึ่งไว้ทำตามเป้าหมายที่ฝันไว้
  • เป้าหมายที่สอง คือ การเกษียณ ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร เราต้องวางแผนระยะยาวคิดไว้ในวันที่เราไม่ได้ทำงานแล้วว่า เราจะใช้จ่ายอย่างไร บริหารเงินแบบไหน รวมถึงสะสมไว้เท่าไรดี

ใช่แล้วครับ ! ที่เกริ่นมาแบบนี้ ผมอยากจะบอกว่า การวางแผนที่ดี ร่วมกับการเลือกลงทุนที่ดี จะสามารถทำให้เราไปถึงเป้าหมายนั้นๆ ได้ ซึ่ง “กองทุนรวมแบบ กองทุนรวมเพี่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และ กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)” ก็เป็นตัวช่วยหนึ่งในการวางแผนสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีและยังสามารถเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนให้ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินที่เราตั้งไว้ได้ด้วย

แต่บางคน อาจชะล่าใจ พอคิดว่าเป้าหมายการเงินยังอีกยาวไกล เลยไม่จำเป็นต้องรีบวางแผน หรือบางครั้ง กว่าจะวางแผนจัดการภาษีก็ไปเร่งรีบเอาช่วงปลายปีเสียอย่างนั้น ผมขอบอกครับว่าความคิดแบบนี้ ถือว่าพลาดมาก เพราะการได้เรียนรู้และเริ่มต้นเร็วต่างหาก ที่จะเป็นปัจจัยที่ทำให้คุณถึงเป้าหมายได้เร็วยิ่งขึ้น โดยส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่าการสร้างวินัยการเงินควบคู่กับการวางแผนภาษีเป็นเรื่องที่ดี และควรพิจารณาให้เหมาะสมตั้งแต่ช่วงต้นปีแบบนี้เลยล่ะครับ ไม่ว่าจะเป็นการเช็คผลตอบแทนกองทุนลดหย่อนภาษีที่เราลงทุนผ่านมาว่าเป็นอย่างไรบ้าง พอร์ตการลงทุนตัวไหนควรจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับเป้าหมายการเงินและความเสี่ยงหรือเปล่า ไปจนถึงการเช็คเป้าหมายการเงินของตัวเองในตอนนี้ว่ายังเหมือนเดิมไหม มีอะไรต้องเพิ่มหรือลดลงบ้างหรือเปล่า

หลังจากที่เช็คเป้าหมายและฐานะการเงินของเราเสร็จแล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือวางแผนต่อไป โดยเลือกใช้แผนการลงทุนผ่านกองทุนที่ตอบโจทย์เป้าหมาย และอยู่ในระดับความเสี่ยงที่เรารับได้ไปพร้อม ๆ กัน

และถ้าหากใครกำลังมองหากองทุนอยู่ (เอ้า ขายของสักหน่อย) ทาง KTAM เอง ก็มีกองทุนน่าสนใจที่ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ตามระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน และสามารถลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย โดยกองทุนที่เป็นตัวหลักที่เขาแนะนำอยู่เสมอ นั่นคือ กองทุนในกลุ่ม มั่ง มี ศรี สุข นั่นเองครับ

โดย กองทุนกลุ่มมั่ง-มี-ศรี-สุข (ทั้งแบบ SSF และ RMF) จะมีนโยบายการลงทุนแบบ Asset Allocation โดยจัดสรรให้ตามความเสี่ยงและความต้องการผลตอบแทนในระดับต่าง ๆ ของนักลงทุนที่ต้องการแตกต่างกันไป 4 กลุ่มดังนี้ครับ

*อัตราผลตอบแทนที่ใช้เป็นตัวชี้วัดข้างต้น เป็นเพียงการกําหนดตัวชี้วัดของกองทุนที่เกิดจากการจัดทํา แบบจําลองการลงทุนย้อนหลัง 7 ปี ซึ่งกองทุนมิได้รับประกันผลตอบแทนดังกล่าว ทั้งนี้ มูลค่าของทรัพย์สินที่กองทุนลงทุนอาจมีความเคลื่อนไหวไปตามสภาวะตลาดในขณะนั้น ดังนั้น ผู้ลงทุนอาจได้รับผลตอบแทนน้อยกว่า หรือมากกว่าอัตราผลตอบแทนที่กำหนดเป็นตัวชี้วัดได้ โดยระยะเวลาลงทุนที่เหมาะสมควรเป็นการลงทุนในระยะยาว

ปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญ : ความเสี่ยงทางตลาด ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่องของหลักทรัพย์ ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุน เป็นต้น ทั้งนี้ กองทุนมีนโนบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ในกรณีที่กองทุนไม่ได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือจะได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

นอกจากกองทุนในกลุ่มนี้แล้ว สำหรับคนที่สนใจกองทุนที่ลงทุน ไม่ว่าจะเป็นลงทุนในหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ หรือหุ้นทั่วโลก ก็สามารถดูรายละเอียดได้ที่ บลจ. กรุงไทย www.ktam.co.th หรือติดต่อขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ผู้สนับสนุนการขาย หรือ บลจ.กรุงไทย โทร 02 686 6100  กด 9

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมอยากฝากไว้ในเรื่องของการจัดการการเงิน คือ อย่าลืมวางแผนให้ชัดเจนตามเป้าหมายที่เราตั้งไว้ และเลือกใช้สินทรัพย์ลงทุนที่เหมาะสมกับความต้องการและความเสี่ยงของเราครับ เพราะจะทำให้เรามองเห็นภาพที่ชัดเจน และสร้างวินัยในการลงทุนได้ง่ายขึ้นครับ

โดยเฉพาะการเลือกกองทุน SSF และ RMF นั้น เราควรเลือกสินทรัพย์ให้เหมาะสมกับเป้าหมายที่ต้องการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ และซื้อในจำนวนที่เหมาะสมกับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีที่เรามี เพื่อให้ได้ครบทั้งสิทธิ์ประโยชน์ทางภาษี และผลตอบแทนจากการลงทุนครับ

รายละเอียดเพิ่มเติม :

SSF เป็นกองทุนที่ส่งเสริมการออมระยะยาวและ RMF เป็นกองทุนเพื่อการเกษียณอายุ

สิ่งสำคัญที่นักลงทุนทุกท่านต้องทำความเข้าใจเป็นอย่างแรกเลย ก็คือ

  • ความเข้าใจในลักษณะสินค้า
  • เงื่อนไขผลตอบแทน
  • ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม / กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และความเสี่ยง ก่อนการตัดสินใจลงทุน

หมายเหตุ :

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม/กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ และความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ หากลงทุนไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด อาจจะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเสียเงินเพิ่ม

ส่วนนักลงทุนท่านไหนที่สนใจ เค้ามีให้ชำระผ่านบัตรเครดิต KTC หรือใช้คะแนน KTC FOREVER ทุกๆ 1,000 คะแนน แทนเงินลงทุน 100 บาท ได้ด้วยนะ โดยเงื่อนไขเป็นไปตามที่ บลจ. กรุงไทยและบัตรเครดิต KTC กำหนด และยังสามารถลงทุนออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชั่น KTAM Smart Trade ง่าย สะดวก ปลอดภัย อีกด้วย

ดาวน์โหลดเลยวันนี้ :

iOS: https://bit.ly/KTAMST  

Android: https://bit.ly/KTST_Android

สุดท้าย ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในการลงทุนได้ตามที่วางไว้ และขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดีของทุก ๆ คนครับ

#กองทุนสิทธิลดหย่อนภาษี #กองทุนรวมสิทธิลดหย่อนภาษี #กองทุนรวม #กองทุนไหนดี #กองทุนSSFRMF #กองทุนRMF #กองทุนSSF #กองทุนKTAM #ซื้อกองทุนผ่านบัตรเครดิต #KTAMSMARTTRADE

บทความนี้เป็น Advertorial

ใช้บัตรเครดิต ช่วยออมได้แบบดับเบิ้ลจริงเหรอ ?

หลายคนเมื่อพูดถึง “บัตรเครดิต” จะคิดถึงเรื่องการผ่อนสินค้า ชอปปิงหรือการเป็นหนี้สิน แต่รู้หรือไม่ว่าจริง ๆ แล้ว ถ้าเรารู้จักวิธีการใช้บัตรเครดิตอย่างฉลาด การใช้บัตรเครดิตนอกจากจะไม่เป็นปัญหาแล้ว ยังช่วยให้เราประหยัด
และออมเงินได้มากขึ้นอีกด้วย เพราะบัตรเครดิตถือว่าเป็นช่องทางการจ่ายเงินที่มักจะมีโปรโมชัน สิทธิประโยชน์ และ แต้มสะสม มาเป็นของคู่กันอยู่เสมอเหมือนกะเพราที่มักมาพร้อมกับไข่ดาว วันนี้ aomMONEY ก็อยากจะมาแนะนำ
โปรโมชันดี ๆ จาก Dolfin Wallet สำหรับผู้ที่ถือบัตร SCB Mastercard ที่ไม่เพียงจะทำให้เราจ่ายบัตรเครดิตได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ต้องพกบัตรแล้ว ยังทำให้เราออมได้แบบดับเบิ้ลด้วย

Dolfin Wallet คืออะไรเรามาทำความรู้จักกันก่อน

Dolfin Wallet คือ แอปพลิเคชันกระเป๋าเงินออนไลน์ในเครือเซ็นทรัล ที่สามารถใช้สแกนจ่ายสินค้าและบริการ โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องพกเงินสด เพียงแค่เราเติมเงินเข้าวอลเล็ท หรือผูกบัญชีธนาคาร หรือผูกบัตรเครดิตที่มีอยู่ ก็สามารถใช้จ่ายผ่านแอปฯ ได้เลย นอกจากนี้ยังสามารถสแกนจ่าย QR บัตรเครดิตได้อีกด้วย หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับการสแกนจ่ายด้วย QR ปกติกันอยู่แล้ว แต่อาจจะยังไม่คุ้นกับ QR บัตรเครดิต วันนี้จะมาอธิบายให้ฟังกันครับ

QR บัตรเครดิตคืออะไร?

QR Credit card หรือ QR บัตรเครดิต คือ QR Code ที่มีสัญลักษณ์ Visa หรือ Mastercard ซึ่งสามารถใช้ Dolfin Wallet สแกนจ่ายได้ เพียงแค่ผูกบัตรเครดิตSCB Mastercardกับ Dolfin Wallet ไว้ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ “ไม่ต้องรูดแค่ผูกแล้วสแกนจ่าย” ได้เลย โดยเมื่อสแกน QR บัตรเครดิตแล้ว ยอดจะไปตัดบัตรเครดิตที่ผูกไว้กับแอปพลิเคชัน

สำหรับการสแกนจ่าย QR บัตรเครดิต ในช่วงนี้ Dolfin Wallet มีโปรโมชันดี ๆ สำหรับผู้ถือบัตรเครดิต SCB Mastercard ที่จะช่วยให้การสแกนจ่ายแต่ละครั้งคุ้มค่ามากขึ้นอีก เรามาดูกันว่าความคุ้มจะเป็นแบบไหน

“ดับเบิ้ลฟิน” เพราะได้ “ออมแบบดับเบิ้ล”

โปรโมชันนี้สำหรับท่านที่มีบัตรเครดิต SCB Mastercard เมื่อทำการสแกนจ่ายด้วย QR บัตรเครดิต ผ่าน Dolfin Wallet รับไปเลยทันทีคูปองแทนเงินสดสูงสุดถึง 200 บาท เมื่อใช้จ่ายขั้นต่ำ 500 บาท/ต่อใบเสร็จ ครบ 3 ครั้ง (ระยะเวลาโปรโมชันระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2565 ถึง 31 พฤษภาคม 2565)

• ครั้งที่ 1 :  รับคูปองแทนเงินสด 100 บาท  เมื่อใช้จ่ายขั้นต่ำ 500 บาท/ใบเสร็จ

• ครั้งที่ 2 :  รับคูปองแทนเงินสด 50 บาท เมื่อใช้จ่ายขั้นต่ำ 500 บาท/ใบเสร็จ

• ครั้งที่ 3 :  รับคูปองแทนเงินสด 50 บาท เมื่อใช้จ่ายขั้นต่ำ 500 บาท/ใบเสร็จ

โดยคูปองแทนเงินสดที่ได้สามารถนำไปใช้เป็นส่วนลดในการจ่ายด้วยบัตรเครดิต Mastercard ผ่าน Dolfin Wallet ขั้นต่ำ 100 บาท/ใบเสร็จ ณ ร้านค้าที่มีสัญลักษณ์Dolfin Wallet ในครั้งถัดไปได้เลยทันที

นอกจากจะได้คูปองเงินสดแล้ว ก็ยังสามารถสะสมคะแนนบัตรเครดิตได้เหมือนเดิม เหมือนที่เคยรูดบัตรปกติ เช่นเคย เรียกได้ว่า “ดับเบิ้ลคุ้ม ดับเบิ้ลออม” เลยทีเดียว

สะดวกสบาย ปลอดภัยสองเด้ง

นอกจากจะคุ้มแบบดับเบิ้ลแล้ว Dolfin Wallet ยังทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการลืมกระเป๋าสตางค์อีกต่อไป เพราะเพียงแค่มีโทรศัพท์มือถือ ก็สามารถผูกบัตรแล้วสแกนจ่าย QR บัตรเครดิตได้ง่าย ๆ นอกจากจะสะดวกสบายแล้วยังปลอดภัยสองเด้ง เพราะไม่ต้องเสี่ยงสัมผัสบัตรให้พนักงานรูด หมดความกังวลเรื่องบัตรหายหรือถูกนำไปใช้ให้ปวดหัวอีกต่อไป

“จะออกไปกิน ไปใช้ที่ไหนก็ไปได้ตัวเบา ๆ เงินสดไม่ต้องจับ กระเป๋าตังไม่ต้องพก”

เพียงแค่สังเกตหาสัญลักษณ์ Thai QR Payment ที่มีโลโก้ Visa หรือ Mastercard ก็สามารถสแกนจ่ายด้วยบัตรเครดิตผ่าน Dolfin Wallet ได้เลย ตามร้านค้าชั้นนำมากมาย

ส่วนวิธีการใช้งานนั้นก็แสนง่ายดาย ก่อนอื่นเลย ต้องดาวน์โหลดแอปฯดอลฟิน จากนั้นก็ผูกบัตรเครดิต และ เปิดใช้งาน QR บัตรเครดิต เพียงแค่ เปิด ผูก ใส่ OTP ก็ฟินได้ทันที

วิธีการผูกบัตรเครดิต และเปิดใช้งาน QR บัตรเครดิตสำหรับลูกค้าที่ไม่เคยผูกบัตรเครดิต

1. เลือก “ฉัน” จากนั้น “เลือกบัตรและบัญชีธนาคาร”

2. เลือก “บัตรเครดิต/เดบิต”

3. วางบัตรเครดิตให้ตรงกรอบหรือกรอกข้อมูลเอง

4. เลือกวิธีการยืนยันบัตรด้วยการส่งรหัส OTP แล้วกด  “ยืนยัน”

5. จากนั้นก็กรอกรหัส OTP ที่ได้

6. ผูกบัตรเรียบร้อย และเปิดใช้งาน QR บัตรเครดิตโดยอัตโนมัติ

วิธีเปิดใช้งาน QR บัตรเครดิตสำหรับลูกค้าที่ผูกบัตรเครดิตไว้แล้ว

1. เลือก “ฉัน” จากนั้นเลือก “บัตรและบัญชีธนาคาร”

2. เลือก “กรุณาเปิดใช้งาน QR บัตรเครดิต”

3. เลือก “เปิดใช้ QR บัตรเครดิต”

4. กรอกเลขท้ายบัตร 3 ตัว

5. ยืนยันบัตรอีกครั้งด้วยการกรอกรหัส OTP

6. สามารถใช้งาน QR บัตรเครดิตได้เลย

เมื่อเราเปิดใช้งานและผูกบัตรเครดิตเสร็จเรียบร้อยแล้ว ลำดับสุดท้ายมาดูวิธีการสแกน QR บัตรเครดิต กับร้านค้าชั้นนำที่มี Thai QR Payment เครื่องหมาย VISA และ Mastercard ได้เลย

วิธีสแกน QR บัตรเครดิตผ่าน Dolfin Wallet  

1. มองหาสัญลักษณ์ Thai QR Payment ที่มีโลโก้ Visa หรือ Mastercard

2. เลือก “จ่าย”

3. เลือก “สแกน” เพื่อทำการสแกน QR บัตรเครดิต

4. เลือกบัตรเครดิตที่เปิดใช้งาน QR บัตรเครดิต แล้วเลือก เลือกดีลนี้!

5. เลือกยืนยัน เพื่อทำการจ่าย

6. สแกนจ่ายผ่าน QR บัตรเครดิตเรียบร้อย

ดังนั้น เราจะเห็นว่าบัตรเครดิต ถ้าใช้อย่างฉลาด และมีวินัย นอกจากจะทำให้เรามีสภาพคล่องทางการเงิน
ที่มากขึ้น ก็ยังช่วยให้มีเงินออมเพิ่มขึ้นได้จริง ๆ ผ่านโปรโมชันและสิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่มาพร้อมบัตรเครดิต แต่สำหรับผู้ที่ใช้ Dolfin Wallet ก็มีสิทธิได้รับโปรโมชันพิเศษเพิ่มอีก จะเห็นได้ว่าบัตรเครดิตมีประโยชน์มากมายเพียงแค่เลือกใช้บัตรเครดิตให้ฉลาดและคุ้มค่า ถือเป็นทริคที่คนมีบัตรเครดิตหลายคนมักมองข้าม คงเป็นเรื่องน่าเสียดายทีเดียว ถ้าพลาดโปรโมชันดี ๆ ระหว่าง Dolfin Wallet และ SCB Mastercard ที่นำมาแชร์ในวันนี้ ซึ่งนอกจากจะทำให้การใช้จ่ายของเราสะดวกสบายมากขึ้น ยังช่วยให้เรา “ออมแบบดับเบิ้ล” ด้วยเช่นกัน

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://dolfin.onelink.me/T2xS/qrcreditaommoney

บทความนี้เป็น Advertorial

ประกันภัยในโลก Metaverse เป็นไปได้มั้ย? คุยกับ “คุณสิริสุข แมนเมตตกุล” CEO หญิงไฟแรงแห่งเคเอสเค

ในวันที่เรากำลังก้าวเข้าสู่โลก Metaverse เทคโนโลยีต่าง ๆ มีความอัจฉริยะถึงขีดสุด สามารถวิเคราะห์ข้อมูลและทำงานได้อัตโนมัติใกล้เคียงมนุษย์ ทำให้หลาย ๆ ธุรกิจต้องปรับตัวขนานใหญ่ รวมถึง “ธุรกิจประกันภัย” ด้วยเช่นกัน

ตัวอย่างที่น่าสนใจคือบริษัท เคเอสเค ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ “เคเอสเค” ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยแห่งเดียวในประเทศไทย ที่อยู่ในกลุ่มเครือบริษัท InsurTech ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีการนำเทคโนโลยี AI และ machine learning มาใช้วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อออกแบบประกันภัยให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคน ที่สำคัญคือราคาจับต้องได้

ซึ่งทางเคเอสเค เพิ่งได้ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ไฟแรงเข้ามากุมบังเหียน คือ “คุณสิริสุข แมนเมตตกุล” ผู้มาพร้อมความรู้และประสบการณ์ในแวดวงนี้กว่า 20 ปี และประกาศชัดเจนว่า “ต้องการกำหนดมาตรฐานใหม่ให้ธุรกิจประกันภัย” กลยุทธ์ของเธอน่าสนใจแค่ไหน? aomMONEY ชวนเพื่อน ๆ มาติดตามผ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้กันครับ

Q : สวัสดีครับคุณสิริสุข ทราบมาว่าก่อนที่จะเข้ามาบริหารเคเอสเค คุณสิริสุขเคยทำงานอยู่ในแวดวงนี้มากว่า 20 ปีเลยทีเดียว ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ?

คุณสิริสุข : สวัสดีค่ะ จริง ๆ แล้วต้องบอกว่าดิฉันคลุกคลีอยู่ในวงการนี้มานาน ตั้งแต่ตอนที่เรียนปริญญาตรีด้าน BBA International Program และปริญญาโท MIF Program จากรั้วธรรมศาสตร์ แล้วก็มีโอกาสได้ทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษา และผู้นำด้านการนำเทคโนโลยีและกลยุทธ์ทางดิจิทัล ในฐานะผู้อำนวยการของ PwC บริษัทผู้ตรวจสอบบัญชีรายใหญ่ระดับโลก รวมประสบการณ์แล้วกว่า 20 ปี

นอกจากนี้ก่อนหน้านั้นก็มีโอกาสไปปฏิบัติงาน ณ รัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบกับมีผลงานด้านวิชาการ บทความทางธุรกิจ และเป็นวิทยากรรับเชิญในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ดังนั้น ดิฉันจึงมีความพร้อมและมั่นใจที่จะพาเคเอสเคก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านธุรกิจประกันภัย ที่มาพร้อมนวัตกรรมใหม่ ๆ ค่ะ

Q : ตอนนี้เคเอสเคมีการเติบโตอย่างไร และอยู่ในจุดไหนของธุรกิจประกันภัยครับ?

คุณสิริสุข : เราอยู่ในกลุ่มบริษัทอินชัวร์เทค (InsurTech) หรือกลุ่มธุรกิจประกันภัยที่นำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการดำเนินงานชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และปัจจุบันมีสัดส่วนทางการตลาดในธุรกิจประกันสุขภาพถึง 3% ทั้งที่เพิ่งเข้ามาบุกตลาดด้านนี้เพียงแค่ไม่กี่ปี

ซึ่งการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี จะมีลักษณะเป็นแบบ S-curve คือเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงแรก และก้าวกระโดดเมื่อผู้ใช้คุ้นเคยกับเทคโนโลยี ดังนั้นเชื่อได้ว่าในอนาคตเราจะเติบโตยิ่งขึ้น เมื่อลูกค้าคุ้นเคยกับการซื้อประกันออนไลน์

Q : กลยุทธ์ของเคเอสเคภายใต้การบริหารของคุณสิริสุข จะเป็นอย่างไร?

คุณสิริสุข : ที่ผ่านมาเคเอสเคมีประสบการณ์กว่า 20 ปีในแวดวงธุรกิจประกันวินาศภัยในประเทศไทย ซึ่งในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเราเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์เพื่อขยายส่วนแบ่งทางการตลาดประกันสุขภาพ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาสร้างความแตกต่างในการบริหารจัดการกรมธรรม์ และนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ไม่ซ้ำใคร

เรามีกลยุทธ์ “full-stack” ที่ใช้ข้อได้เปรียบที่เราเป็นเจ้าของระบบการประกันภัยครบวงจร ตั้งแต่การรับประกันภัย ไปจนถึงการจัดจำหน่าย และบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยใช้นวัตกรรมดิจิทัลที่อาศัยข้อมูล AI และเพิ่มประสิทธิภาพโดยการใช้ machine learning เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันภัยส่วนบุคคลได้ตามความต้องการของลูกค้า ด้วยราคาที่สมเหตุสมผล

นอกจากนี้ ยังมีการปรับใช้แพลตฟอร์มการบริหารทรัพยากรบุคคลสำหรับลูกค้าองค์กร และ superapp แอปพลิเคชันที่ครอบคลุมทุกบริการไว้ในที่เดียว เพื่อให้สมาชิกเข้าถึงการดูแล และสามารถจัดการความคุ้มครองของกรมธรรม์

ต่อจากนี้ดิฉันจะใช้จุดแข็งที่เราเป็นผู้นำในการใช้เทคโนโลยีกับธุรกิจประกันภัย มาบริหารจัดการความคุ้มครอง และสร้างบริการให้ลูกค้ามีประสบการณ์ที่แตกต่าง ทั้งนี้แน่นอนว่าการยึดมั่นในคำมั่นสัญญา และการดูแลลูกค้า คือสิ่งที่เราจะยึดมั่นเป็นอันดับแรก

Q : จุดแข็งของเคเอสเคที่เหนือกว่าคู่แข่งคืออะไรครับ?

คุณสิริสุข : สโลแกนของเราคือ “Be smart Be friendly Be jolly” และเราสามารถผนวกเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอให้กับลูกค้า และพร้อมให้บริการตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งความโดดเด่นของการทำประกันภัยกับเคเอสเคคือ

  1. สามารถออกแบบความคุ้มครองได้เอง ทั้งประกันสุขภาพและประกันภัยรถยนต์ โดยใช้ AI และ machine learning เข้าช่วย ภายใต้ราคาที่เข้าถึงได้
  2. สามารถบริหารจัดการความคุ้มครองผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น การจัดการกรมธรรม์ การจัดการสินไหม บริการวิเคราะห์ข้อมูลสินไหมให้กับลูกค้ารายย่อยและลูกค้าองค์กร ผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ InsurTech
  3. มีการร่วมมือกับบริษัท InsurTech และผู้ให้บริการด้านสุขภาพแบบดิจิทัล เพื่อนำเสนอบริการการดูแลเบื้องต้นแบบเสมือนจริงและแบบไร้เงินสด ซึ่งจะรวมถึงการตรวจวินิจฉัยอาการ การให้คำปรึกษาทางไกลเกี่ยวกับสุขภาพ และบริการจัดส่งยา

Q : ทราบมาว่าเคเอสเคได้รับความไว้วางใจอย่างมากจากลูกค้ากลุ่มธุรกิจใช่มั้ยครับ

คุณสิริสุข : ใช่ค่ะ เราได้เสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้ากลุ่มนี้ ปีที่ผ่านมาเราดูแลไปมากกว่า 800 บริษัท โดยสามารถขยายฐานลูกค้า ด้วยผลงานในการให้บริการแก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) รวมถึงองค์กรขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วประเทศ อาทิ ธุรกิจสายการบิน ธุรกิจยานยนต์ ธุรกิจขายส่งและขายปลีก สถาบันการเงิน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจโทรคมนาคม และธุรกิจสื่อและสารสนเทศ ผู้ผลิตและขนส่งสินค้า ฯลฯ ซึ่งเราก็คาดหวังว่าปีนี้จะได้รับการตอบรับมากขึ้น

Q : โปรดักต์ตัวไหนบ้างที่เป็นจุดเด่นของเคเอสเค?

คุณสิริสุข : โปรดักต์ที่เป็นจุดเด่นของเคเอสเคในปัจจุบัน คือประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองสุขภาพและรถยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ “ประกันภัยกลุ่มด้านสุขภาพ” ที่เรามีลูกค้าเป็นกลุ่มธุรกิจ ซึ่งพนักงานสามารถเพิ่มความคุ้มครองกับเราได้ นอกจากนี้การใช้รถยนต์ไฟฟ้าก็เริ่มได้รับความสนใจในบ้านเราแล้ว เคเอสเคจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาโปรดักต์ในอนาคต เพื่อให้ครอบคลุมรถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ

Q : ตอนนี้ธุรกิจหลาย ๆ แบรนด์ต่างก็ตบเท้าเข้าสู่โลก Metaverse ทางเคเอสเคจะเตรียมตัวลุยด้านนี้ด้วยมั้ยครับ?

คุณสิริสุข : ด้วยความที่เราเป็นผู้นำในด้าน InsurTech อยู่แล้ว และให้ความสำคัญกับเรื่องเทคโนโลยีมาตลอด ดังนั้น เรามีศักยภาพเต็มเปี่ยมที่จะเข้าสู่โลก Metaverse ค่ะ ตอนนี้เรามีการศึกษาเพื่อดูความเป็นไปได้ในแง่ของโอกาส ผลกระทบในแง่ของความเสี่ยง รวมถึงความเป็นไปได้ในการทำ customer engagement แต่อย่างไรก็ตาม เราต้องพิจารณาถึงภาพรวมของธุรกิจประกันภัย และข้อจำกัดจากหน่วยงานที่กำกับดูแลด้วยค่ะ

Q : เป้าหมายของเคเอสเคต่อจากนี้คืออะไรครับ?

คุณสิริสุข : เราต้องการกำหนดมาตรฐานใหม่ในอุตสาหกรรมการประกันภัย เพื่อผลักดันให้เคเอสเคก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการประกันภัยที่มาพร้อมนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยความไว้วางใจของลูกค้า และการทำตามคำมั่นสัญญาจะเป็นสิ่งที่สำคัญสูงสุดในการดำเนินธุรกิจของเรา

Q : เมื่อพูดถึงเรื่องความไว้วางใจของลูกค้า ตอนนี้มีคนไทยบางส่วนไม่เชื่อมั่นที่จะซื้อประกันภัย ทางเคเอสเคมีแนวทางอย่างไรเพื่อสร้างความเชื่อมั่นครับ?

คุณสิริสุข : เรามองว่านี่คือโอกาส เพราะปัญหาเรื่องประกันโควิดที่เกิดขึ้นจะเป็นตัวกำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับธุรกิจประกันภัย ซึ่งเคเอสเคและผู้ถือหุ้นมีความยึดมั่นในการปฏิบัติตามสัญญากับผู้ถือกรมธรรม์ ถึงแม้ว่ากรมธรรม์ “เจอ จ่าย จบ” จะทำให้ผลประกอบการบริษัทติดลบในปีที่ผ่านมาก็ตาม แต่นั่นแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการจัดการของเรา ทางบริษัทมีการประเมินความเสี่ยง และเตรียมการเป็นที่เรียบร้อย ดังนั้น ขอให้มั่นใจว่าเราสามารถดูแลผู้ถือกรมธรรม์ได้อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น ผู้ถือหุ้นได้ตัดสินใจเพิ่มทุนในเดือนที่ผ่านมา อัตราส่วนความเพียงพอเงินกองทุนที่เรารักษานั้น มากกว่าที่ คปภ.ต้องการ โดยในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาคือ 330% ในขณะที่ requirements คือ 140% เราตั้งใจที่จะรักษาเสถียรภาพทางด้านการเงิน เพื่อรักษาสัญญาที่เรามีต่อผู้ถือกรมธรรม์

Q : การเป็นบริษัทในเครือ InsurTech ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ทำให้เพิ่มความน่าเชื่อถือให้เคเอสเคด้วยใช่มั้ยครับ?

คุณสิริสุข : ใช่ค่ะ เราเป็นบริษัทประกันภัยแห่งเดียวในประเทศไทย ที่อยู่ในกลุ่มบริษัท Sunday Ins Holdings (กลุ่ม Sunday) ซึ่งเป็นเครือ InsurTech ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนด้านเทคโนโลยีระดับโลก ได้แก่ Vertex Ventures, Quona Capital, Tencent, SCB 10X, LINE Ventures และอื่น ๆ อีกมากมาย

ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนมีแนวทาง และความคาดหวังในการเติบโตที่ก้าวกระโดด องค์กรของเรามีวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้จับกลุ่มตลาดที่ต้องการได้ การขาดทุนระยะสั้นในช่วงเริ่มต้นเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนในอนาคต เป็นสิ่งที่ผู้ถือหุ้นและผู้บริหารคาดการณ์ตั้งแต่ต้น และถือเป็นเรื่องปกติในการขยายตลาด

ทั้งนี้ เราได้รับการสนับสนุนในการเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา และแนวทางการลงทุนของผู้ถือหุ้นยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

Q : สุดท้ายนี้ คุณสิริสุขอยากฝากอะไรถึงคนไทย เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการทำประกันภัยบ้างมั้ยครับ?

คุณสิริสุข : เรามีบทเรียนจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา คือไม่ว่าเราจะเตรียมตัวดีอย่างไรก็ตาม แต่ชีวิตก็จะมีปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้เข้ามากระทบเสมอ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วย “การทำประกัน” จึงเป็นการจัดการกับความเสี่ยง และปกป้องตัวเองจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

คนส่วนใหญ่มักลืมใส่ใจเรื่องประกันสุขภาพ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ความเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลากับทุกคน และถ้าวันนั้นมาถึง หากมีประกันสุขภาพเราก็ไม่ต้องกังวลใจเรื่องค่ารักษาพยาบาล

ดังนั้น การเตรียมตัวล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาเช่นกัน นอกจากนี้ ประกันสุขภาพส่วนบุคคลยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย จะเห็นได้ว่านอกจากจะได้ซื้อความสบายใจให้คุณ และคนที่คุณรักแล้ว ยังเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการลงทุนด้านสุขภาพอีกด้วย

บทความนี้เป็น Advertorial

ประเทศไทยเก็บภาษีอะไรได้มากที่สุด ? เราเอาข้อมูลเหล่านี้ได้จากไหน?

รู้ไหมครับว่า? ประเทศไทยเก็บภาษีอะไรได้มากที่สุด หลายคนคงพอมีคำตอบในใจแล้วใช่ไหมครับ ซึ่งคำตอบก็คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม นั่นเองครับ

โดยในปีงบประมาณ 2564 (1 ตุลาคม 2563 – 30 กันยายน 2564) ประเทศไทยเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้ทั้งหมดประมาณ 793,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นจำนวนที่มากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับภาษีประเภทอื่น ๆ ที่ทางกรมสรรพากรเก็บได้

นอกจากภาษีที่เก็บได้มากที่สุดแล้ว ยังรู้ไหมครับว่า หน่วยงานจัดเก็บภาษีไหนเก็บภาษีได้มากที่สุด แหม่.. ทุกคนก็คงตอบได้ทันที่ว่า คือ กรมสรรพากร ใช่ไหมล่ะครับ ใช่แล้วครับ กรมสรรพากรจัดเก็บภาษีได้ถึง 63.18% ของภาษีทั้งหมดที่จัดเก็บ แต่อย่างไรก็ดี นอกจากสรรพากรแล้ว เรายังมี กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต และหน่วยงานอื่น ๆ ที่ทำหน้าที่จัดเก็บภาษีด้วยเช่นกันครับ

คำตอบทั้งหมดที่เอามาเล่าสู่กันฟัง หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมพรี่หนอมถึงรู้ละเอียดแบบนี้ เพราะทำงานภาษีใช่หรือเปล่า คำตอบ คือ ไม่ใช่ครับ ทุกวันนี้เราสามารถหาข้อมูลพวกนี้ได้ด้วยตัวเองแล้ว แถมยังหาได้ลงลึกถึงรายการต่าง ๆ อีกมากมาย โดยไม่ต้องไปค้นคว้าหรือหาข้อมูลอะไรที่ยุ่งยากเลย เพียงแค่เปิดเว็บไซต์ที่ชื่อว่า ภาษีไปไหน? หรือ https://govspending.data.go.th/dashboard/5 แล้วเลือกปีงบประมาณที่ต้องการรู้ข้อมูล เพียงเท่านี้ก็ได้คำตอบหลายอย่างที่อยากรู้แล้วล่ะครับ

รีวิวสั้น ๆ อีกนิดว่า ภาษีไปไหน เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลการจัดเก็บภาษี งบประมาณ นโยบายจัดซื้อจัดจ้าง ที่เปิดเผยให้ประชาชนอย่างเราเข้าไปค้นหาได้แบบละเอียดเลย ไม่ว่าจะเป็น ภาษีที่เก็บในไทยมีอะไรบ้าง ? ภาษีแต่ละกระทรวงได้งบไปเท่าไร หน่วยงานไหนเก็บภาษีได้มากหรือน้อย ตามแต่ละปีงบประมาณที่เราอยากรู้ เริ่มตั้งแต่ข้อมูลแบบสรุปภาพรวม ไปจนถึงข้อมูลแบบละเอียด อย่างเช่นข้อมูลเรื่องของงบประมาณ ก็จะมีตั้งแต่งบประมาณรวมไปจนถึงกระทรวงและหน่วยงานกันเลยทีเดียว

หรือถ้าเป็นการจัดซื้อจัดจ้าง ก็จะมีตั้งแต่งบประมาณสรุปรวม แยกออกเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณสูงสุด 10 อันดับ หรือลงลึกไปถึงรายละเอียดแต่ละโครงการ (ค้นหาข้อมูลได้) และแยกออกเป็นรายพื้นที่ได้อีกด้วยครับ

โดยหน่วยงานที่พัฒนาเว็บไซต์ “ภาษีไปไหน” คือ “สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล หรือ DGA” ที่ทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล ซึ่งหนึ่งในภารกิจของทาง DGA ก็คือการเปิดเผยข้อมูล (Open Data) และผลักดันให้หน่วยงานรัฐทำการเปิดเผยข้อมูลให้กับประชาชน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการต่อยอดนวัตกรรมต่อไปได้ในอนาคตครับ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานเจ้าของข้อมูลมากมาย เช่น กรมบัญชีกลาง, สำนักงบประมาณ, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นต้น

สำหรับใครที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาษี พรี่หนอมแนะนำลองเข้าไปทดลองเล่นดูได้ที่นี่เลยครับผม คลิก : https://govspending.data.go.th/

บทความนี้เป็น Advertorial

มนุษย์เงินเดือน ต้อง “ซื้อประกันภัยอุบัติเหตุ” อีกไหม? ถ้ามีประกันกลุ่มอยู่แล้ว

ประกันกลุ่ม คือหนึ่งในสวัสดิการพื้นฐานที่มนุษย์เงินเดือนควรได้รับ เพราะเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้วางแผนการเงินได้อย่างมั่นคง หมดห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายหากเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย ซึ่งหลายคนอาจยังไม่ทราบว่า ประกันกลุ่มมีสิทธิประโยชน์แตกต่างจากประกันทั่วไปอย่างไร? แล้วถ้าเรา “ซื้อประกันภัยอุบัติเหตุ” ของตัวเองอีกฉบับ จะซ้ำซ้อนกันไหม? บทความนี้จะพาทุกคนไปหาคำตอบกันครับ

ก่อนอื่นเรามาดูกันว่า ความแตกต่างระหว่างประกันกลุ่ม (Group Insurance) กับการ ซื้อประกันภัยอุบัติเหตุ ส่วนบุคคล หรือที่เรียกว่า ประกัน PA คืออะไร?

ประกันกลุ่ม คือประกันที่ให้ความคุ้มครองกับคนกลุ่มหนึ่ง ภายใต้เงื่อนไขกรมธรรม์ฉบับเดียวกัน ส่วนใหญ่แล้วองค์กรมักจะซื้อประกันกลุ่ม เพื่อเป็นสวัสดิการให้พนักงาน โดยมีนายจ้างเป็นผู้ถือกรมธรรม์ แบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้

1. ประกันชีวิตแบบกลุ่ม

ให้ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ หรือการเจ็บป่วย โดยจะมอบเงินชดเชยให้แก่ผู้รับประโยชน์ ตามที่ผู้เอาประกันระบุไว้ในกรมธรรม์

2. ประกันอุบัติเหตุแบบกลุ่ม

ให้ความคุ้มครองเรื่องค่ารักษาพยาบาล หรือเงินชดเชย เมื่อผู้เอาประกันบาดเจ็บ สูญเสียอวัยวะ หรือเสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุ

3. ประกันทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงแบบกลุ่ม

ให้ความคุ้มครองกรณีทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร เนื่องจากอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย

4. ประกันสุขภาพแบบกลุ่ม

ให้ความคุ้มครองค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เมื่อผู้เอาประกันประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย มีทั้งความคุ้มครองแบบผู้ป่วยใน ผู้ป่วยนอก และแบบทันตกรรม

ส่วนการ ซื้อประกันภัยอุบัติเหตุ ส่วนบุคคล (Personal Accident) หรือ ประกัน PA คือ การให้ความคุ้มครองเพียงบุคคลเดียวเท่านั้น โดยจะได้รับเงินชดเชยในกรณีที่ผู้เอาประกันบาดเจ็บ สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุ แต่ไม่รวมถึงการเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ

การ ซื้อประกันภัยอุบัติเหตุ มีทั้งแบบที่ให้ความคุ้มครองทั่วไป วงเงินไม่สูงมาก เบี้ยประกันรายปีราคาถูก และแบบที่ให้ความคุ้มครองสูง วงเงินและเงื่อนไขครอบคลุมมากขึ้น แต่ก็ต้องจ่ายเบี้ยประกันรายปีสูงขึ้นด้วย

ถ้ามีประกันกลุ่มแล้ว ต้องซื้อประกันภัยอุบัติเหตุอีกไหม?

อย่างที่กล่าวไปว่าประกันกลุ่ม จะเป็นกรมธรรม์ฉบับเดียวที่ให้ความคุ้มครองหลายคน ซึ่งวงเงินและเงื่อนไขต่าง ๆ อาจจะไม่เหมาะกับเราก็ได้ เพราะแต่ละคนใช้ชีวิตแตกต่างกัน

ขณะที่การ ซื้อประกันภัยอุบัติเหตุ ส่วนบุคคล เราสามารถเลือกให้เหมาะกับตัวเองได้ เช่น เป็นคนที่ต้องเดินทางบ่อย ก็เลือกกรมธรรม์ที่ให้ความคุ้มครองสูง หรือถ้าอยากอุ่นใจว่าหากต้องนอนโรงพยาบาล แล้วจะไม่ขาดรายได้ ก็เลือกกรมธรรม์ที่มอบเงินชดเชยรายวันสูง ๆ เป็นต้น

สรุปก็คือถ้าบริษัทมีประกันกลุ่มให้อยู่แล้ว เราก็ยังสามารถ ซื้อประกันภัยอุบัติเหตุ ได้อีก ไม่ถือว่าซ้ำซ้อน แต่เป็นการเพิ่มทางเลือก เพิ่มความคุ้มครองให้ตัวเองอุ่นใจ ถ้าวันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน วงเงินประกันกลุ่มไม่เพียงพอต่อค่ารักษาพยาบาล เราก็สามารถเลือกเบิกเคลมกับประกันอุบัติเหตุแทนได้

ซื้อประกันภัยอุบัติเหตุที่ไหนดี?

พลัสชีวิตดิจิทัล ที่ทุกอย่างสามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงปลายนิ้ว เราขอแนะนำผู้ช่วยดี ๆ อย่างโลตัส มันนี่ พลัส (Lotus’s Money Plus) ผู้นำในการให้บริการด้านโบรกเกอร์ประกันภัย บัตรเครดิต และสินเชื่อ

  • เพียงกรอกข้อมูลเบื้องต้น ผ่านช่องทางออนไลน์ ก็รอรับข้อเสนอพิเศษได้เลย
  • บริการเปรียบเทียบเบี้ยประกันแต่ละแผน ฟรี!
  • สมัครง่าย ไม่ต้องตรวจสุขภาพ หรือตอบคำถามสุขภาพ
  • ไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากอุบัติเหตุ เพียงแสดงบัตร Cigna Care Card ที่โรงพยาบาลในเครือข่าย
  • ซื้อแล้วคุ้มครองทันที

โปรโมชั่นพิเศษ! เฉพาะลูกค้าที่ ซื้อประกันภัยอุบัติเหตุ และประกันภัยโรคร้ายแรงของ Cigna ผ่านเคาน์เตอร์โลตัส มันนี่ พลัส ตั้งแต่วันนี้-30 มิ.ย. 2565 รับกระเป๋า Mini Blue 1 ใบ เมื่อมีเบี้ยประกันภัยทั้งปีของทุกกรมธรรม์ที่ซื้อในวันเดียวกัน ตั้งแต่ 12,000 บาทขึ้นไป* คลิกเลย

สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โลตัส มันนี่ พลัส (Lotus’s Money Plus) เว็บไซต์ คลิกเลย

หรือโทร 02 627 8888 รวมถึงช่องทางออนไลน์เฟซบุ๊กแฟนเพจ : @Lotussmoney

Instagram : @Lotussmoney , Youtube : Lotussmoney

บทความนี้เป็น Advertorial

โค้งสุดท้ายก่อนยื่นภาษี เรามีประกันอะไรบ้าง ตอบทุกคำถามกับ 3 เมนูเด็ดของ Line @OICConnect

ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนยื่นภาษีแบบนี้ เพื่อน ๆ บางคนอาจยังสับสนเรื่องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากยอดเงินค่าประกันอยู่ วันนี้ aomMONEY จะมาอธิบายให้ทุกคนเข้าใจกันมากขึ้นครับ

การนำยอดเงินค่าประกัน มาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีแบบเต็มที่นั้น เราจะสามารถใช้สิทธิได้เฉพาะจากกรมธรรม์ฉบับที่เราแจ้งให้บริษัทประกันภัยส่งข้อมูลแก่สรรพากรไว้แล้วเท่านั้น

ซึ่งหากประกันเล่มไหน เราไม่ได้แจ้งให้ทางบริษัทประกันส่งข้อมูลให้สรรพากร เราไม่สามารถ
ใช้สิทธิกรมธรรม์เล่มนั้นมาลดหย่อนได้นะครับ ถ้าใครยังไม่ได้แจ้งความประสงค์ที่จะส่งข้อมูลให้สรรพากร สามารถแจ้งกับทางบริษัทประกันได้เลย เพื่อที่จะได้ไม่พลาดสิทธิในการลดหย่อนภาษีครับ

อย่างที่ทราบกันดีว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ สำนักงาน คปภ. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ เขามีนวัตกรรม ที่เราไม่ควรพลาดก็คือ Line @OICConnect เป็น Super App ที่ทาง คปภ. สร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัล ทำให้เราสามารถเช็คข้อมูลประกันที่เราเคยซื้อ ไม่ว่าจากบริษัทไหนก็ตามสามารถดูจากที่นี่ได้เลยไม่ต้องไปตรวจสอบแยกกันในหลายแอปฯ รวมถึงมีบริการอื่น ๆ อีกหลากหลาย รวมกันกลายเป็น Super App จะค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ก็สะดวกมาก ไม่ต้องเสียเวลาโทรถามข้อมูลจากตัวแทน หรือบริษัทประกันทีละบริษัทอีกต่อไปแล้ว

สำหรับวิธีการใช้งานนั้นไม่ยากเลย เริ่มจากการ Add Line @OICConnect หรือ กดที่ https://url.oic.or.th/line แล้วทำการลงทะเบียน โดยที่เราไม่ต้องกรอกข้อมูลอะไร เพียงใช้ถ่ายรูปบัตรประชาชนด้านหน้า ด้านหลัง และถ่ายภาพตัวเราถือบัตรประชาชนเพื่อสมัครเข้าใช้งาน เพียงเท่านี้ก็ถือเป็นการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นรออนุมัติไม่นาน ก็สามารถใช้งานได้ฟรีทันทีเลย โดยมี 3 เมนูเด็ด ๆ  ดังนี้

1. กรมธรรม์ของฉัน (My Policy)

เมนูนี้จะรวบรวมข้อมูลกรมธรรม์ทั้งหมดที่เราซื้อไว้กับทุกบริษัทประกัน โดยบอกชื่อประกัน ประเภทของประกัน สถานะความคุ้มครอง วันเริ่มต้นและวันสิ้นสุด ซึ่งเราสามารถคลิกเข้าไปดูรายละเอียดเชิงลึกของประกันได้ด้วยถึงจำนวนเงินความคุ้มครอง สัญญาเพิ่มเติมต่าง ๆ หากใครที่ทำประกันจำนวนมากในหลาย ๆ บริษัทและไม่แน่ใจว่าเรามีกรมธรรม์อะไรบ้าง Line @OICConnect นี้ก็จะช่วยทำให้เราได้ดูข้อมูลกรมธรรม์ของเราได้ง่ายขึ้นมาก ๆ

2. การแชร์กรมธรรม์

เมื่อเราดูข้อมูลกรมธรรม์ของเราแล้ว ในบางครั้งเราอาจจะอยากส่งข้อมูลกรมธรรม์ของเราไปให้คนอื่น เช่น ส่งให้ครอบครัว หรือ ส่งให้ตัวแทนประกันที่ดูแลเราอยู่ จะได้ง่ายต่อการถามข้อมูลที่อยากทราบเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรมธรรม์นั้น หรืออาจจะแชร์ให้กับคนที่เราระบุว่าเป็นผู้รับผลประโยชน์ จะได้ทราบสิทธิต่าง ๆ รวมถึงค่าสินไหมทดแทนที่จะได้รับอย่างถูกต้อง ซึ่งวิธีการแชร์นั้นทำได้ง่ายมากเพียงกดปุ่มแชร์และส่งผ่านทาง Line ได้ทันที และการเปิดข้อมูลกรมธรรม์นั้นจะถูกล็อกด้วย Password เพื่อความปลอดภัยให้ข้อมูลของเราอีกชั้นหนึ่งด้วย ปลอดภัยดีเยี่ยม

3. คำถามที่พบบ่อย

เมนูนี้จะรวบรวมคำถามยอดฮิตของผู้บริโภคเกี่ยวกับประกันภัยในทุกด้าน ที่ทาง คปภ. รวบรวมมาให้กับเรา อย่างในช่วงนี้ก็จะมีคำถามยอดฮิต เช่น เราจะทำอย่างไรถ้าบริษัทถูกเพิกถอนใบอนุญาต คำถามเกี่ยวกับประกันโควิด-19 และ ข้อมูลประกันสุขภาพมาตรฐานใหม่ เป็นต้น ถามได้ตอบได้ตลอด 24 ชม.

จะเห็นได้ว่าข้อมูลจากทั้ง 3 เมนูนั้นมีประโยชน์เป็นอย่างมาก ให้สามารถตรวจสอบและใช้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประกันได้อย่างครบถ้วน สะดวกสบาย ที่สำคัญสามารถใช้ App นี้ได้อย่างสบายใจ และปลอดภัย แถมยังเชื่อถือได้เพราะข้อมูลต่าง ๆ มาจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ของแท้ ไว้ใจได้

แน่นอนว่าของดี ๆ แบบนี้ ทุกคนห้ามพลาดควรต้องมีติดโทรศัพท์มือถือกันไว้เลยครับ นอกจากจะเช็คกรมธรรม์ใช้สิทธิยื่นภาษีให้ครบเต็มตามสิทธิที่ได้แล้ว เผื่อถึงเวลาต้องใช้อย่างเร่งด่วนจะได้ใช้ทันที เช่น อยู่ ๆ ต้องเข้าโรงพยาบาล แต่จำไม่ได้ว่าเรามีประกันอะไรที่จะใช้ได้บ้าง ก็เปิดดูใน @OICConnect ได้ทันที เพราะเขารวมข้อมูลที่สำคัญที่เราต้องรู้มาให้หมดแล้ว ทำให้สะดวกไม่ต้องเสียเวลาติดต่อตัวแทนประกันให้วุ่นวาย ใครยังไม่มี Add Line ได้เลยตั้งแต่วันนี้เพื่อเข้าถึงข้อมูลกรมธรรม์ของเรา ที่ @OICConnect หรือกดที่ลิงก์นี้เพื่อลงทะเบียนกันเลย https://url.oic.or.th/line

บทความนี้เป็น Advertorial

วังจันทร์วัลเลย์ อาณาจักรสตาร์ทอัพของนักลงทุนยุคใหม่กับเทคโนโลยีแห่งอนาคต

เมื่อหลายสิบปีก่อน การเกิดขึ้นของสังคมยุคอุตสาหกรรมได้ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกเจริญเติบโตก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว มีบริษัทมากมายที่เติบโตขึ้นจากบริษัทขนาดเล็กไปเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีรายได้ต่อปีหลักแสนล้านบาท บริษัทเหล่านั้นส่วนมากจะอยู่ในกลุ่มธุรกิจอย่างเช่น ยานยนต์ พลังงาน ธนาคาร เครื่องใช้ไฟฟ้า อสังหาริมทรัพย์ และใช้เวลานับสิบปีกว่าที่จะขยายกิจการจนเติบโตได้ในระดับโลก

แต่ยุคปัจจุบัน สังคมยุคอุตสาหกรรมกำลังก้าวเข้าสู่สังคมยุคเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ เทคโนโลยีได้ขยายไปสู่ทุกอณูของสังคมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง นับตั้งแต่ตื่นนอนที่นาฬิกาอัจฉริยะสามารถบอกได้ว่าเราใช้เวลาไปกับการนอนเท่าไหร่ จากนั้นเช็กข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดีย เดินทางไปทำงานด้วยแอปพลิเคชันเรียกรถ หรือบางคนอาจไม่ต้องเดินทางและทำงานออนไลน์ผ่านระบบออฟฟิศเสมือนจริง สิ่งเหล่านี้ทำให้เศรษฐกิจเติบโตไปด้วยแรงขับเคลื่อนแห่งเทคโนโลยี บริษัทยุคเก่าที่ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่ก็ถูกแทนที่ด้วยบริษัทมากมายซึ่งเป็นเจ้าแห่งนวัตกรรม ที่แม้จะดำเนินธุรกิจมาไม่กี่ปี ก็สามารถมีรายได้ต่อปีนับแสนล้านหรือกระทั่งล้านล้านบาทได้

ดังนั้น ประเทศไหนที่มีสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยี เศรษฐกิจก็ย่อมมีโอกาสไปได้ไกลกว่า สำหรับประเทศไทยเอง หากพิจารณาจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของบริษัทยักษ์ใหญ่อันดับต้น ๆ ในเมืองไทย จะพบว่ายังเป็นบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมเสียส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาทั้งภาครัฐและเอกชนของไทยต่างพยายามสนับสนุนให้เกิดการใช้นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษหรือการนำเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมในการทำธุรกิจ ทำให้ตอนนี้บริษัทจดทะเบียนที่เข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เริ่มมีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยเองก็มีศักยภาพและเอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีจนนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้

และล่าสุด ประเทศไทยกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ก่อให้เกิดโอกาสทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ นั่นคือโครงการพื้นที่พัฒนาวังจันทร์วัลเลย์

โครงการพัฒนาพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ ตั้งอยู่ที่อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง มีพื้นที่รวม 3,454 ไร่ โดยเป็นโครงการที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมมือกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อวางแผนพัฒนาและบริหารพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ขึ้นเป็นฐานที่ตั้งสำคัญของเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) รองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ถ้าจะเรียกง่าย ๆ ก็คือ เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้บริษัทน้อยใหญ่เข้ามาพัฒนาเทคโนโลยีได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น

ภายในโครงการวังจันทร์วัลเลย์ จะแบ่งออกเป็น 3 โซนใหญ่ ได้แก่ Education Zone พื้นที่เพื่อการเรียนรู้, Innovation Zone พื้นที่สำหรับงานวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ และ Community Zone พื้นที่สำหรับการอยู่อาศัยและสันทนาการที่ประชาชนทั่วไปก็สามารถเข้ามาใช้งานได้

แล้วพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์มีความสำคัญอย่างไรเมื่อเทียบกับพื้นที่เศรษฐกิจอื่น?

ในการเลือกพื้นที่เพื่อตั้งกิจการหรือประกอบธุรกิจ ผู้ประกอบการและนักลงทุนจะต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญหลายอย่าง เช่น ใกล้แหล่งวัตถุดิบไหม การคมนาคมสะดวกไหม โครงสร้างพื้นฐานเป็นอย่างไร ฯลฯ สำหรับบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยี จริงอยู่ว่าเทคโนโลยีบางส่วนสามารถใช้งานผ่านระบบออนไลน์ที่ไหนก็ได้ แต่ยังมีเทคโนโลยีอีกไม่น้อยเลยที่ยังไม่สะดวกนักหากจะใช้งานผ่านโครงสร้างพื้นฐานทั่วไปที่มีอยู่ อย่างการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับที่ไม่สามารถทดสอบบนพื้นที่ถนนจริงได้ หรืออินเทอร์เน็ต 5G ความเร็วสูง

แต่สำหรับพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ ที่แห่งนี้เปรียบได้กับเมืองขนาดย่อม ๆ ที่มีโครงสร้างพื้นที่ฐานพร้อมสำหรับบริษัทแห่งเทคโนโลยีโดยเฉพาะ โดยวังจันทร์วัลเลย์จะมีบริการสำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนที่ต้องการเข้าใช้พื้นที่เพื่อประกอบธุรกิจ ด้วยบริการ 2 กลุ่ม ดังต่อไปนี้

กลุ่มแรก คือ บริการด้านสิ่งอำนวยความสะดวก (Facilities) ที่มีภายในวังจันทร์วัลเลย์ ได้แก่

1) บริการพื้นที่ให้เช่าใน Innovation Zone เพื่อรองรับการจัดตั้งสำนักงานต่าง ๆ รวมถึงศูนย์นวัตกรรมหรือสถานที่เพื่อการวิจัยและพัฒนาด้วย นอกจากนั้นยังเป็นแหล่งรวมนักวิจัยชั้นนำมากมายจาก สวทช., ศูนย์วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ปตท.สผ. หรือ PTIC (PTTEP Technology and Innovation Center) และพันธมิตรอื่น ซึ่งสามารถเป็นบุคลากรสำคัญให้กับบริษัทที่อยู่ในวังจันทร์วัลเลย์ได้ในอนาคต

2) บริการ Smart Infrastructure Solution โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่ตอบโจทย์การสร้างสรรค์เทคโนโลยี จากพันธมิตรที่ร่วมพัฒนาโครงการวังจันทร์วัลเลย์ บริการในกลุ่มนี้ประกอบด้วย บริการด้านพลังงานหมุนเวียน บริการด้านระบบไฟฟ้า Smart Grid บริการด้านพลังงาน Energy Storage (ESS) จาก GPSC, ระบบบริหารจัดการน้ำ จาก EAST WATER และระบบบริหารจัดการน้ำเสียจาก WHAUP

3) บริการสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อรองรับบุคลากรและครอบครัวจำนวนมากที่จะเข้าอยู่อาศัยในพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ เช่น ที่อยู่อาศัย พื้นที่ค้าปลีก ร้านค้าชุมชน โรงเรียนนานาชาติ ฯลฯ โดยประชาชนทั่วไปก็สามารถเข้าใช้บริการได้

บริการกลุ่มที่สอง บริการด้านนวัตกรรม (Innovation Services) เพื่อให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนใช้สำหรับพัฒนาเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่

1) บริการประสานงานทางด้านธุรกิจนวัตกรรมใน Innovation Ecosystem ของโครงการ เป็นการแบ่งปันข้อมูลการวิจัยและพัฒนา หรือหาความร่วมมือทางธุรกิจต่าง ๆ ให้สามารถต่อยอดไปได้ไกลขึ้น

2) บริการโครงสร้างพื้นฐานทางด้านการวิจัย และการพัฒนานวัตกรรม (R&D and Innovation Development Service) การพัฒนาเทคโนโลยีให้ได้อย่างไม่มีข้อจำกัดนั้นจำเป็นต้องอาศัยทั้งวัตถุดิบและบุคลากรที่มีความรู้จำนวนมาก ซึ่งภายในพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์มีพันธมิตรที่มีพร้อมทั้งบุคลากร เครื่องมือ อุปกรณ์ทางเทคโนโลยีขั้นสูง โรงงานต้นแบบ ห้องทดลอง ศูนย์ฝึกอบรมและศูนย์จัดแสดง ไว้คอยให้บริการแก่ทุกธุรกิจอยู่เสมอ

3) บริการพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยี Automation Robotics and Intelligence Systems นั่นคือระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติและระบบอัจฉริยะต่าง ๆ ในตอนนี้มีตัวอย่างผู้ให้บริการในพื้นที่ ได้แก่ สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในด้านต่าง ๆ เช่น ระบบการแปลภาษา เทคโนโลยีทางการแพทย์, บริการ SMC Lab จาก สวทช. ที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการในการนำเทคโนโลยี AI ยกระดับธุรกิจ เช่น ระบบการผลิตอัจฉริยะ ระบบเกษตรอัจฉริยะ และระบบ High Performance Computing

4) บริการพัฒนาบุคลากร อาจกล่าวได้ว่าทรัพยากรคนคือสิ่งสำคัญมากสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี ในพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์จึงมีบริการพัฒนาบุคลากรจากสถาบันวิทยสิริเมธี ที่สร้างบัณฑิตระดับปริญญาโท ปริญญาเอก และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อพัฒนาการวิจัยและนวัตกรรม นอกจากนี้ทาง ปตท. ได้ร่วมมือกับพันธมิตรในการจัดให้มีบริการหลักสูตรการเรียนรู้ทักษะใหม่เพื่อต่อยอดทักษะเดิม และถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้ที่สนใจในอนาคต

5) พื้นที่ทดสอบทดลองอากาศยานไร้คนขับ (UAV Regulatory Sandbox) ปัจจุบันโครงการได้ร่วมมือกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) พัฒนาให้เป็นพื้นที่ทดสอบ ทดลองอากาศยานไร้คนขับแห่งแรกของประเทศ

6) บริการโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม อย่างสัญญาณเครือข่าย 5G ที่ครอบคลุมทั้งโครงการเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ เนื่องจากบางเทคโนโลยีจำเป็นต้องอาศัยอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง

7) บริการพื้นที่ทดสอบทดลองยานยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicle) ที่กำลังจะเปิดให้บริการเร็ว ๆ นี้

บริการทั้งหมดนี้เองที่ทำให้พื้นที่วังจันทร์วัลเลย์เป็นพื้นที่พิเศษสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ การเริ่มต้นสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการสร้างสรรค์เทคโนโลยีก็ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ หลาย ๆ ประเทศที่ในอดีตเคยอยู่ในยุคอุตสาหกรรมก็เติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดดหากมีพื้นที่หรือโครงสร้างพื้นฐานที่คอยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ

ในสหรัฐอเมริกา ดินแดนแห่งเทคโนโลยีที่คนทั่วโลกต่างรู้จักซิลิคอนวัลเลย์ ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนียและเป็นแหล่งรวมบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำมากมายตั้งแต่หลายสิบปีก่อน เดิมทีซิลิคอนวัลเลย์ไม่ได้มีธุรกิจเข้าไปก่อตั้งมากนัก แต่เมื่อช่วงต้นของทศวรรษที่ 1910 กองทัพสหรัฐฯ ได้เข้าไปตั้งศูนย์วิทยุกระจายเสียง จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้มีการจ้างงานบุคลากรสายเทคโนโลยีเกิดขึ้น และจากนั้นไม่นานบริษัทคอมพิวเตอร์ยุคแรก ๆ อย่าง HP ก็เริ่มก่อตั้ง ตามมาด้วยบริษัทผลิตทรานซิสเตอร์ที่ต่อมากลายเป็นบริษัท Intel  

เมื่อเวลาผ่านไป ซิลิคอนวัลเลย์จึงมีบริษัทสายเทคโนโลยีเกิดขึ้นมากมาย เนื่องจากบริษัทยักษ์ใหญ่ที่อยู่มาแต่แรกเป็นดั่งแม่เหล็กที่คอยดึงดูดให้ผู้ประกอบการคนอื่น ๆ มาลงทุนเปิดกิจการในพื้นที่แห่งนี้ ยิ่งมีบริษัทเทคโนโลยีอยู่รวมกันมาก การวิจัยและพัฒนาต่าง ๆ ก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็วเพราะมีนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้นทุกวัน ข้อมูลแบ่งปันกันวันต่อวัน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ อย่างระบบไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต หรือสถาบันการศึกษาที่พร้อมพัฒนาบุคลากรด้วย ทำให้ซิลิคอนวัลเลย์มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา

หรือถ้าเป็นในแถบเอเชีย เมื่อก่อนนั้นประเทศจีนอาจไม่ได้มีชื่อเสียงนักในด้านการเป็นเจ้าแห่งนวัตกรรม เป็นเวลานานที่ประเทศจีนเป็นที่รู้จักในฐานะของประเทศผู้ผลิตสินค้าทั่วไปเป็นหลัก แต่เมื่อราว 40 ปีก่อน ผู้นำในเวลานั้นได้ประกาศให้เมืองเสิ่นเจิ้นเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาเปิดกิจการในพื้นที่ พอถึงยุคปัจจุบัน เสิ่นเจิ้นกลายเป็นดินแดนแห่งเทคโนโลยีที่ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์คุณภาพสูง จนได้รับการขนานนามว่าเป็นซิลิคอนวัลเลย์อีกแห่งด้วยซ้ำไป พร้อมกับมูลค่า GDP จากที่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาทเมื่อยุค 40 ปีก่อน กลายมาเป็นมากกว่า 1 ล้านล้านบาทในปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้เอง พื้นที่ที่เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีและจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้ามาลงทุนจึงมีความสำคัญยิ่งในการเปลี่ยนผ่านจากยุคอุตสาหกรรมไปสู่ยุคแห่งเทคโนโลยี ในตอนนี้หลาย ๆ บริษัทเริ่มมีการใช้เทคโนโลยีกับกิจการของตัวเองมากขึ้นแล้ว แต่ลองนึกภาพต่อว่า หากถึงจุดหนึ่งที่บริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยมีบริษัทที่ทำด้านเทคโนโลยีเต็มรูปแบบ เศรษฐกิจไทยจะก้าวกระโดดได้ขนาดไหน

วังจันทร์วัลเลย์จึงเป็นก้าวใหญ่สำหรับประเทศไทยในยุค 4.0 ด้วยความที่วังจันทร์วัลเลย์เปรียบได้กับแหล่งรวมเทคโนโลยีชั้นนำและโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยี นักลงทุนหรือผู้ประกอบการจึงสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมได้สะดวกมากขึ้นเมื่อเทียบกับการลงทุนในพื้นที่อื่น ด้วยบริการต่าง ๆ ทั้งด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการด้านนวัตกรรม เพราะไม่ใช่ทุกที่ที่จะมีโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่พร้อมเหมือนวังจันทร์วัลเลย์

นอกจากนั้น นักลงทุนหรือผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่นี้ จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางธุรกิจมากมาย ได้แก่ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 13 ปี, ยกเว้นภาษีอากรขาเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ, ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาร้อยละ 17, สมาร์ทวีซ่าสำหรับบุคลากรและครอบครัว รวมถึงข้อกำหนดหรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่มีการผ่อนปรนเพื่อเอื้อให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยี

ถ้ามองในมุมของผู้ประกอบการและนักลงทุน การที่ข้อจำกัดเหล่านี้ลดน้อยลงเมื่อเทียบกับพื้นที่เศรษฐกิจอื่นย่อมเป็นการจูงใจให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีได้ดีกว่า เพราะบางครั้งแม้จะพัฒนานวัตกรรมบางอย่างได้ก็ไม่อาจทดสอบได้ในสภาพแวดล้อมแบบทั่วไป แต่สำหรับพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์สามารถทำได้อย่างอิสระบนพื้นที่ที่กำหนดไว้ และหากติดปัญหาเรื่องทรัพยากรคน ที่นี่ก็มีบุคลากรคุณภาพมากมายให้ผู้ประกอบการได้ชักชวนเข้ามาทำงาน นอกจากนี้เรื่องภาษีก็เป็นแรงจูงใจที่สำคัญมาก ในช่วงแรกของการพัฒนาเทคโนโลยี บริษัทนั้นอาจไม่มีกำไร หรือบางทีก็มีกำไรเล็กน้อยมาก ภาษีที่ประหยัดไปจะช่วยให้บริษัทนั้นเดินหน้าสร้างสรรค์เทคโนโลยีต่อไปได้

ในปัจจุบัน วังจันทร์วัลเลย์ได้พัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานส่วนใหญ่เพื่อรองรับผู้ประกอบการไว้พร้อมเกือบหมดแล้ว และเริ่มมีบริษัทที่เข้าไปเช่าพื้นที่ด้วยบางส่วน เช่น ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม, GPSC, WHAUP, EAST WATER อีกทั้งยังมีบริษัทพันธมิตรที่เข้ามาให้บริการในพื้นที่ร่วมกับวังจันทร์วัลเลย์ เช่น ARUNPLUS, AIS, TRUE, DTAC, กรมวิทยาศาสตร์บริการ

สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าลงทุนในพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.wangchanvalley.com , Call Center : 02-140-2424 หรืออีเมล [email protected]

บทความนี้เป็น Advertorial

Thematic Portfolio ลงทุนไปกับเทรนด์ธุรกิจเปลี่ยนโลก

การลงทุนหุ้นในปัจจุบัน แม้จะเลือกลงทุนหุ้นในไทยที่พื้นฐานดีขนาดไหน แต่ก็หนีไม่พ้นการ disrupt ของเทคโนโลยีหรือเทรนด์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก หากนักลงทุนเลือกลงทุนในหุ้นผิดตัว หรือกระจายความเสี่ยงไม่ดีพอ ก็อาจเกิดความเสียหายต่อพอร์ตการลงทุนได้

แต่การจะเข้าไปลงทุนในหุ้นกลุ่มที่เป็นเจ้าแห่งเทคโนโลยีหรือเทรนด์ใหม่ ๆ ก็อาจทำได้ยาก เพราะหุ้นเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในต่างประเทศ ซึ่งการลงทุนในต่างประเทศนั้นอาจมีข้อจำกัดบางประการที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถไปลงทุนได้ เช่น ข้อจำกัดด้านข้อมูลข่าวสาร ความหลากหลายของหลักทรัพย์ที่มีให้เลือกมากมายจนเลือกไม่ถูก หรือควรลงทุนด้วยสัดส่วนเท่าไหร่ ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายและเงินลงทุนขั้นต่ำที่อาจสูงถึงหลายแสนบาท และหากต้องมีพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมแล้ว อาจต้องใช้เงินทุนร่วมนับล้านบาทเลยทีเดียว

แต่ข้อจำกัดนี้กำลังจะหมดไปในไม่ช้า ด้วย Thematic Portfolio ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่จาก StashAway ที่ไม่ว่าใครก็สามารถลงทุนในเทรนด์ธุรกิจเปลี่ยนโลก แบบกำหนดความเสี่ยงในการลงทุนได้เอง และยังไม่มีขั้นต่ำในการลงทุนอีกด้วย

StashAway หรือ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน สแทชอเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นแพลตฟอร์มบริหารการลงทุน (Digital Wealth Management) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสิงคโปร์ ให้บริการบริหารพอร์ตการลงทุนต่างประเทศอัตโนมัติผ่านการลงทุนใน ETF ทั่วโลก ที่ผ่านมา StashAway ได้รับความสนใจจากลูกค้ามากมายที่ไว้วางใจให้บริหารเงินลงทุนให้ โดยล่าสุดในต้นปี 2564 บริษัทมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการมากกว่า 30,000 ล้านบาท และ StashAway ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์จัดการกองทุนส่วนบุคคล จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นที่เรียบร้อย

StashAway เพิ่งเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในชื่อ Thematic Portfolio ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถลงทุนในเทรนด์ที่จะเปลี่ยนแปลงโลก บนระดับความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้ เนื่องจากแต่เดิมนั้น การที่จะเป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์ระดับโลกนี้ นักลงทุนจำเป็นต้องเลือกหุ้นเอง จัดพอร์ตเอง และบริหารจัดการความเสี่ยงเอง แต่ผลิตภัณฑ์ Thematic Portfolio จะเข้ามาช่วยให้การลงทุนเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก เพราะ StashAway จะเป็นคนบริหารจัดการเรื่องนี้ให้แทนทั้งหมด

การลงทุนแบบ Thematic ที่เป็นการลงทุนในกลุ่มธุรกิจหรือนวัตกรรมที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงในระยะยาว แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่สูงกว่าปกติเนื่องจากเป็นการลงทุนที่กระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง และยังเป็นการลงทุนในกลุ่มธุรกิจหรือนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงได้เสมอ ดังนั้นเพื่อความง่ายในการทำความเข้าใจรายละเอียดของ Thematic Portfolio ของทาง StashAway ผมจึงได้รวบรวมและสรุปจุดเด่นมาทั้งหมด 7 ข้อเพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพนวัตกรรมทางการลงทุนนี้มากขึ้น

1) ธีมให้เลือกหลากหลาย

การลงทุนแบบ Thematic ของทาง StashAway จะไม่ได้ลงทุนกับเทรนด์ระยะสั้น แต่จะมองหา “เทรนด์แห่งอนาคต” ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกในระยะยาว ปัจจุบันบริษัทมีธีมหลักให้เลือก 4 ธีม ได้แก่

Technology Enablers

เป็นธีมเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต เช่น AI, บล็อกเชน, โรโบติกส์ บริษัทในกลุ่มนี้คือพื้นฐานหลักให้กับเทคโนโลยีอื่นๆ นำไปต่อยอด ดังนั้น หากเทรนด์ของโลกกำลังเน้นหนักไปในเรื่องของเทคโนโลยี กลุ่มธุรกิจที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานก็จะเติบโตขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

The Future of Consumer Tech

เป็นกลุ่มธุรกิจที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตผู้บริโภค ทั้งการซื้อสินค้า การเงิน การสื่อสาร การเดินทาง ความบันเทิง ซึ่งตอนนี้หลายอย่างก็เริ่มเห็นได้ชัดในประเทศไทยแล้ว อย่างแนวโน้มในการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น, การซื้อของออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ COVID-19, หรือการเลือกชมสินค้าแบบเสมือนจริง (virtual reality) เป็นต้น บริษัทที่ประกอบธุรกิจในกลุ่มนี้จึงมีการเติบโตสูงมากตลอดปีที่ผ่านมา

Healthcare Innovation

กลุ่มธุรกิจนวัตกรรมทางการแพทย์ จากสถานการณ์ COVID-19 ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งกลุ่มบริษัทยา บริษัทถอดรหัสพันธุกรรม (จีโนมิกส์) บริษัทที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ทางการแพทย์ และบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ (ไบโอเทค)

Environment and Cleantech

กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน มีหลายบริษัทที่ทำธุรกิจเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ ทั้งการกำจัดขยะแบบปลอดมลพิษ หรือพลังงานสะอาด เพราะทั้งโลกไม่ได้สนใจเพียงแค่ธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว อีกทั้งภาครัฐของแต่ละประเทศก็ให้ความสำคัญเกี่ยวกับกฎหมายเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม ธุรกิจที่ดีจึงต้องมาพร้อมความรับผิดชอบต่อความยั่งยืนของโลกใบนี้ในระยะยาว ธุรกิจกลุ่มนี้จึงมีความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน

2) กระจายการลงทุนในหลากหลายนวัตกรรมให้พอร์ตเติบโตอย่างยั่งยืน

แต่ละธีมจะลงทุนใน 4-6 กลุ่มธุรกิจที่สำคัญเพื่อบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยในแต่ละกลุ่มธุรกิจจะประกอบด้วยบริษัทหลายร้อยแห่งเพื่อกระจายการลงทุนในบริษัทที่มีศักยภาพการเติบโตสูงจำนวนมาก ซึ่งปกติแล้วการลงทุนเจาะแต่ละกลุ่มธุรกิจอาจมีความเสี่ยงสูง แต่ StashAway ได้คัดสรรกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในธีมเดียวกันมาไว้ในพอร์ต เพื่อให้นักลงทุนไม่ต้องเสี่ยงกับธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งและยังคอยปรับสัดส่วนให้ตามภาวะเศรษฐกิจอีกด้วย

Technology Enablers (เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต)

ประกอบไปด้วยกลุ่มธุรกิจ AI, บล็อกเชน, คลาวด์คอมพิวติ้ง, โรโบติกส์, เซมิคอนดักเตอร์ โดยลงทุนผ่าน ETF 7-11 กอง ซึ่งประกอบด้วยหลักทรัพย์กว่า 450 บริษัท

The Future of Consumer Tech (ธุรกิจที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตผู้บริโภค)

ประกอบไปด้วยกลุ่มธุรกิจ E-commerce, Fintech, เกมมิ่ง, อินเทอร์เน็ต, นวัตกรรมยานยนต์ โดยลงทุนผ่าน ETF 8-10 กอง ซึ่งประกอบด้วยหลักทรัพย์กว่า 1,300 บริษัท

Healthcare Innovation (นวัตกรรมทางการแพทย์)

ประกอบไปด้วยกลุ่มธุรกิจไบโอเทค, จีโนมิกส์, อุปกรณ์การแพทย์, เภสัชกรรม โดยลงทุนผ่าน ETF 7-11 กอง ซึ่งประกอบด้วยหลักทรัพย์กว่า 600 บริษัท

Environment and Cleantech (เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน)

ประกอบไปด้วยกลุ่มธุรกิจพลังงานสะอาด, เทคโนโลยีการจัดการน้ำ, ระบบกักเก็บพลังงาน, การเงินสีเขียว, เทคโนโลยีบำบัดขยะ โดยลงทุนผ่าน ETF 10-13 กอง ซึ่งประกอบด้วยหลักทรัพย์กว่า 1,700 บริษัท

3) ลงทุนใน ETF จากบริษัทจัดการกองทุน Thematic ชั้นนำของโลก

ทีมงานจะคัดเลือกและจัดสรรเงินลงทุนไปใน ETF ที่ได้จากบริษัทจัดการกองทุนที่มีคุณภาพที่สุด ตัวอย่างบริษัทจัดการกองทุนที่ StashAway เข้าไปลงทุนใน ETF ก็อย่างเช่น Ark Invest, iShares by BlackRock, Global X by Mirae Asset, VanEck เป็นต้น

4) ควบคุมระดับความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ

การลงทุนแบบ Thematic อาจมีความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนแบบปกติ โดยทั่วไปแล้วการลงทุนแบบ Thematic นักลงทุนจะควบคุมความเสี่ยงได้ยาก แต่ StashAway ได้สร้างนวัตกรรมที่ทำให้นักลงทุนสามารถเลือกระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โดยมีระดับความเสี่ยงให้เลือกมากถึง 7 ระดับ เรียกว่า StashAway Risk Index (SRI) โดยมีระดับความเสี่ยงตั้งแต่ 20% ถึง 45%  หากนักลงทุนเลือก SRI ที่ 20% มีความหมายว่านักลงทุนจะมีโอกาสเพียง 1% ที่จะขาดทุนเกิน 20% ได้ในแต่ละปี เมื่อนักลงทุนเลือกระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้แล้ว StashAway จะนำเงินไปจัดสรรเพื่อสร้างผลตอบแทน ควบคุมความเสี่ยงตามแผนที่นักลงทุนเลือกไว้ และปรับสมดุลพอร์ต ในแต่ละสินทรัพย์ให้ตรงตามค่า SRI ที่กำหนดไว้อยู่เสมอ (Rebalancing)

5) บริหารพอร์ตอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีการลงทุนระดับโลก

StashAway นำเทคโนโลยี ERAA™ มาช่วยออกแบบสัดส่วนของ Thematic Portfolio ที่ลงตัวที่สุดพร้อมทั้งปรับพอร์ต (re-optimization) ตามการเปลี่ยนแปลงของสภาวะเศรษฐกิจ เช่น หาก ERAATM วิเคราะห์แล้วว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันอยู่ในช่วงที่ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังเติบโต ก็อาจเพิ่มสัดส่วนในสินทรัพย์กลุ่มตราสารทุนตามธีมที่เลือก และลดสัดส่วนในสินทรัพย์ปรับสมดุล (พันธบัตร หุ้นกู้ ทองคำ หรืออื่นๆ) เป็นต้น

โดยที่ ERAA™ จะปรับพอร์ตโดยอิงอยู่กับหลักการ 3 ข้อสำคัญคือ ภาวะเศรษฐกิจ, กลไกป้องกันความเสี่ยง, ช่องว่างของมูลค่า (Valuation) และถูกประมวลผลจากข้อมูลย้อนหลังมหาศาลเพื่อมาช่วยในการตัดสินใจ ให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้อคติจากการตัดสินใจของมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องน้อยที่สุด

6) ค่าธรรมเนียมต่ำ

ที่ StashAway ค่าธรรมเนียมของบริการ Thematic Portfolio ทั้งหมดนี้อยู่ที่เพียง 0.2% – 0.8% ต่อปีเท่านั้น ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝงอื่นเพิ่มเติม

หากเทียบกับการซื้อขายหุ้นด้วยตัวเองแล้ว ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายต่อครั้งอาจอยู่ที่ 0.25% การซื้อขาย 10 ครั้งก็จะทำให้นักลงทุนเสียค่าธรรมเนียมแล้วอย่างน้อย 2.50% รวมถึงยังอาจมีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำในการซื้อขายด้วย แต่การลงทุนใน Thematic Portfolio ของ StashAway แม้จะมีการปรับพอร์ต (re-optimisation) บ่อยแค่ไหนค่าธรรมเนียมก็อยู่ที่เพียง 0.2%-0.8% ต่อปี เพียงเท่านี้ก็ทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้นจากค่าธรรมเนียมที่ต่ำนั่นเอง    

7) เริ่มต้นลงทุนเท่าไหร่ก็ได้

เพราะ StashAway ต้องการให้โลกการลงทุน ต่างประเทศเป็นของทุกคน จึงไม่มีข้อกำหนดในการลงทุนขั้นต่ำ คนที่สนใจจึงสามารถเริ่มต้นด้วยเงินเพียงไม่กี่ร้อยก็ได้ อีกทั้งยังสามารถมีพอร์ตที่กระจายการลงทุนใน ETF ต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ถูกจำกัดว่าการลงทุนต่างประเทศต้องเริ่มต้นด้วยเงินเยอะ หรือต้องมีเงินเยอะเท่านั้นจึงจะกระจายความเสี่ยงได้

นับว่าเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่น่าสนใจทีเดียวสำหรับโลกการลงทุน เพราะด้วยข้อได้เปรียบทั้ง 7 ข้อที่กล่าวมานี้ ทำให้ผลิตภัณฑ์ Thematic Portfolio ของ StashAway ทลายข้อจำกัดการลงทุน Thematic และเพิ่มประสิทธิภาพได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจไว้ก็คือทุกการลงทุนนั้นมีความเสี่ยง นักลงทุนควรเลือกระดับความเสี่ยงที่เหมาะกับตนอย่างแท้จริง เพื่อให้สามารถทนกับความผันผวนในระยะสั้นที่อาจเกิดขึ้น ถ้าสามารถอดทนต่อความผันผวนในระยะสั้นได้ ระยะยาวนักลงทุนก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมไปกับเทรนด์ธุรกิจเปลี่ยนโลกเหล่านี้

Thematic Portfolio จาก StashAway ทำให้ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนในบริษัทชั้นนำระดับโลก ด้วยความเสี่ยงที่กำหนดได้เอง ด้วยค่าธรรมเนียมที่ต่ำ และด้วยเงินทุนเท่าไหร่ก็ได้

สำหรับใครที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษาข้อมูลต่อได้ที่ www.stashaway.co.th

บทความนี้เป็น Advertorial

ในโลกดิจิทัลที่เติบโต ธุรกิจ Cyber Security เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลยิ่งเติบโต

ในปัจจุบัน หนึ่งในธุรกิจที่มีการเติบโตสูง คือ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี จากข้อมูลพบว่ากว่า 7.83 พันล้านคนทั่วโลก มีการเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเราทุกคนที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ด้วย

นอกจากเทคโนโลยีจะเติบโตแล้ว อาชญากรรมไซเบอร์ก็เติบโตไม่แพ้กัน และเป็นหนึ่งในความเสี่ยงหลักของโลกในปัจจุบัน ทั้งการละเมิดข้อมูลต่าง ๆ การเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความเป็นส่วนตัว การปลอมแปลงข้อมูล การเรียกค่าไถ่เพื่อแลกกับไฟล์ข้อมูล รวมถึงการไม่ชำระเงิน หรือการไม่ส่งมอบสินค้า  ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเสียหายทั้งชื่อเสียงและความเสียหายด้านการเงินมากมาย ทั้งในส่วนของบุคคลทั่วไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่  และจากสถิติที่ผ่านมาจะพบว่ามีการละเมิดข้อมูลกว่าหนึ่งพันครั้งในแต่ละปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย

จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมไซเบอร์ที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อธุรกิจที่เกี่ยวกับ Cyber Security เช่นเดียวกัน เนื่องจากการใช้ชีวิตของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป มีการใช้เวลาในโลกออนไลน์มากขึ้นทำงานนอกออฟฟิศมากขึ้น นำมาซึ่งความท้าทายในการจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้มีการใช้ Cloud ในรับส่งข้อมูลหรือจัดเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และถือเป็นปัจจัยสนับสนุนในระยะยาวสำหรับการลงทุนเพื่อความมั่งคงปลอดภัยทางไซเบอร์  แม้ว่าปัจจุบันมูลค่าการลงทุนด้าน Cyber Security จะยังค่อนข้างต่ำ แต่ในอนาคตมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้บริษัทต่างๆ ยังได้ให้ความสำคัญและมีการลงทุนเพื่อป้องกันปัญหาด้าน Cyber Security เพิ่มสูงขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายทั้งด้านชื่อเสียงและด้านการเงินที่จะตามมาอีกด้วย   

จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความซับซ้อนของกฎระเบียบ และรูปแบบการโจมตีของอาชญากรรมไซเบอร์ที่พัฒนาขึ้นต่อเนื่อง  จึงมีการคาดการณ์กันว่าตลาด Cyber Security จะเติบโตที่ระดับ 12.6% ต่อปี จนถึงปี 2573 กันเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ยินคำว่า Cyber Security หลายคนอาจจะนึกถึงแค่ระบบป้องกันต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบออนไลน์ แต่จริงๆ แล้ว การป้องกันของ Cyber Security นั้นมีมากถึง 5 ระดับด้วยกัน คือ

  • Perimeter  Security เป็นระบบการป้องกันชั้นนอกสุด อย่าง Firewall ต่างๆ หรือส่วนที่ต้องมีการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย
  • Network Security  เป็นการปกป้องเครือข่าย หรือเน็ตเวิร์กจากผู้ใช้ภายนอก โดยป้องกันด้านการเชื่อมต่อข้อมูลทั้ง Hardware และ Software
  • Endpoint Security เป็นการป้องกันจุดที่มีการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ของผู้ใช้งาน โดยป้องกันไม่ให้มัลแวร์เข้ามาทำลายอุปกรณ์ของเราได้
  • Application Security เป็นการป้องกันความปลอดภัยในการเข้าถึง website การป้องกันในระดับแอปพลิเคชัน เพื่อปกป้องข้อมูลของผู้ใช้งานและ Code ต่าง ๆ ภายในแอปฯ
  • Data Security เป็นการปกป้องข้อมูลดิจิทัล และฐานข้อมูล (Database) โดยมีการพิสูจน์ตัวตนของผู้ใช้งานว่ามีสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลมากน้อยเพียงใด

ถ้าลองพิจารณาต่อ เราจะพบว่าแต่ละกลุ่มของ Cyber Security นั้นมีโอกาสเติบโตตามการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างที่กล่าวมา รวมถึงการแพร่ระบาดของ Covid-19 ได้เป็นตัวกระตุ้นให้คนมาใช้เทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสารกันมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น จะดีไหม ถ้าหากเราสามารถลงทุนในเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ด้วยกองทุนเดียว เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีจากการเติบโตของธุรกิจ Cyber Security ที่มีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต

โดยการลงทุนที่ว่านี้เป็นการลงทุนผ่าน กองทุน KFCYBER  (กรุงศรีไซเบอร์ซีเคียวริตี้)ที่ลงทุนในกองทุนหลัก Allianz Global Investors Fund – Allianz Cyber Security ซึ่งเน้นลงทุนในบริษัทที่มีรายได้หลักจากด้าน Cyber Security โดยตรง พร้อมกระจายการลงทุนในหุ้นหลากหลายขนาดและหลายกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อเข้าถึงโอกาสเติบโตของธุรกิจในกลุ่ม Cyber Security เพื่อให้เห็นภาพในการลงทุนของกองทุน รวมถึงผลตอบแทนที่ผ่านมา เราสามารถดูข้อมูลพอร์ตการลงทุนหลัก และผลตอบแทนที่ผ่านมาได้ตามรูปด้านล่างนี้

จากรูปจะเห็นว่า กองทุนหลักสามารถทำผลตอบแทนได้ดีเมื่อเปรียบเทียบกับผลตอบแทนในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน และมีการกระจายการลงทุนในหลากหลายธุรกิจ ซึ่งถ้าหากเป้าหมายของเราคือการลงทุนในธุรกิจสำคัญในโลกเทคโนโลยีและพร้อมรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้ KFCYBER ถือเป็นอีกกองทุนที่น่าสนใจที่ควรมีไว้ในพอร์ตการลงทุนของเรา

กองทุน KFCYBER (กรุงศรีไซเบอร์ซีเคียวริตี้)เปิดเสนอขายครั้งแรก (IPO) ตั้งแต่วันที่ 7-15 กุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งสามารถเริ่มต้นได้ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 500 บาทเท่านั้น

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมพร้อมขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจ.กรุงศรี โทร. 02-657-5757 หรือเว็บไซต์ www.krungsriasset.com หรือ ติดต่อธนาคารกรุงศรีอยุธยาทุกสาขา

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

KFCYBER มีนโยบายลงทุนใน Allianz Global Investors Fund – Allianz Cyber Security, Class RT (USD) (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ความเสี่ยงระดับ 6: เสี่ยงสูง และกองทุนการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน

กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save