อยากลดหย่อนภาษี “บ้านหลังแรก” อ่านตรงนี้ให้เข้าใจก่อน

คำถามในตอนนี้มีอยู่ว่า เราจะลดหย่อนภาษีบ้านหลังแรกลดยังไง ลดแบบไหนได้บ้าง แต่จริงๆสิ่งสำคัญ คือ การทำความเข้าใจความหมายของคำว่า “บ้านหลังแรก” ให้ถูกต้องเสียก่อน

แต่ก่อนจะไปเข้าใจ ต้องขอแสดงความเสียใจก่อนว่า ณ เดือนมิถุนายน 2563 รายการ ค่าลดหย่อนภาษีปี 2563 ยังไม่มีประกาศให้สิทธิค่าลดหย่อนตัวนี้นะครับ

แบบไหนถึงเรียกว่า “บ้านหลังแรก”
และสิทธิลดหย่อนภาษีเป็นแบบไหน?

ใช่แล้วครับผม เวลาได้ยินคำว่า “ลดหย่อนภาษีบ้านหลังแรก” หลายคนจะมีคำถามตามมาว่า แบบไหนคือบ้านหลังแรก เช่น

  • ถ้าเคยซื้อบ้านหลังแรกแล้วขายไปต่อมาซื้อบ้านหลังใหม่ แบบนี้บ้านหลังใหม่ถือเป็นบ้านหลังแรกไหม? เพราะเราไม่มีบ้านอยู่แล้วนะ เพิ่งซื้อมาสดๆร้อนๆเลย
  • ถ้าพ่อแม่ยกบ้านให้เป็นมรดก ต่อมาซื้อบ้านใหม่เอง แบบนี้ถือเป็นบ้านหลังแรกไหม? เพราะเราไม่เคยเป็นเจ้าของบ้านเอง แต่พ่อแม่ดันมายกมรดกให้ แบบนี้ได้หรือเปล่า
  • ถ้าซื้อบ้านร่วมกับสามี ภรรยา ลุง ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย เพื่อน ญาติ ฯลฯ โดยให้เป็นชื่อร่วมกัน แล้วไปซื้อบ้านใหม่ แบบนี้ยังได้สิทธิบ้านหลังแรกหรือเปล่า

เพื่อให้เข้าใจ ผมอยากแบ่งปันหลักการดูง่าย ๆ คือ บ้านหลังแรก แปลว่า เราต้องไม่เคยมีบ้านมาก่อน ถ้าเคยมีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว ไม่ว่าจะได้มาแบบไหนยังไง ไม่ว่าจะขายไปแล้วหรือให้คนอื่น หรือมีชื่อร่วมกับใครก็ตาม ย่อมถือว่าเคยมีบ้านหลังแรกเรียบร้อยแล้ว จึงไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีบ้านหลังแรกนี้ได้

ทีนี้มาขยายความกันต่อเรื่อง บ้านหลังแรกอีกสักนิด นิยามคำว่า บ้านหลังแรกนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นบ้านมือหนึ่ง จะเป็นบ้านมือไหนมาจากใครก็ได้ ขอให้เราไม่เคยมีแค่นี้ก็พอแล้ว

ถ้าให้เปรียบเทียบง่ายๆ ลองแทนคำว่า “บ้าน”
ด้วยคำว่า “ผัว” หรือ “เมีย” ดูครับ

ถ้าเคยมีผัวหรือเมียแล้วแม้ว่าจะเลิกไป หย่า หรือไม่ดูแล การมีผัวหรือเมียใหม่ก็ไม่ใช่คนแรกอยู่ดี เพราะเรา “เคยมี” แล้วนั่นเอง แต่ถ้าผัวหรือเมียของเรานั้น เคยเป็นผัวหรือเมียเก่าคนอื่นมาก่อน แต่ขอให้เป็นคนแรกของเรา แบบนี้ก็ถือว่าเป็น “คนแรก” นั่นเอง

นี่คือหลักการเดียวกันกับบ้านหลังแรก ดังนั้นก่อนที่จะใช้สิทธิลดหย่อนภาษีส่วนนี้ ต้องเข้าใจหลักการพื้นฐานตรงนี้ให้ชัดเจนก่อนครับ

โดยค่าลดหย่อนที่ว่า ไม่ใช่การลดจำนวนภาษี และมักจะมีเพดานกำหนดไว้ให้ใช้สิทธิ เช่น บ้านต้องราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท (สิทธิลดหย่อนภาษีปี 2562) ซึ่งหลักการตรงนี้ก็ไม่สามารถใช้การหารสอง หรือ หารจำนวนคนได้ เช่น ซื้อบ้านราคา 6 ล้านแต่ซื้อร่วมกัน แบบนี้ก็ถือว่าเป็นการซื้อบ้านที่มีมูลค่าเกินกว่า  5 ล้านบาทอยู่ดี 

ส่วนสิทธิ์ลดหย่อนภาษีนั้น มักจะมีข้อกำหนดและเงือนไขไม่ให้ขายบ้านก่อนเวลาที่กำหนดไว้ (เช่น 5 ปี) ดังนั้นถ้ามั่นใจว่าจะใช้สิทธิ ก็จงมั่นใจด้วยว่าเราจะไม่ขายก่อนที่สิทธิ์นั้นจะครบกำหนดด้วยนะครับ 

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม

วิธีคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิต “เมื่อคุณจ่ายขั้นต่ำ”

อย่างที่ทราบกันดีว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบต่อมนุษย์เงินเดือนอย่างเรา ๆ โดยเฉพาะผู้มีเครดิตและแอบยืมเงินในอนาคตอย่าง “บัตรเครดิต” มาหมุนใช้ก่อน ทำให้การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในแต่ละเดือนพุ่งสูงขึ้น สวนทางกับรายรับ

และเมื่อถึงกำหนดชำระ เมื่อเงินสดไม่เพียงพอ บางคนก็ต้องใช้วิธีรักษาเครดิตและสภาพคล่องของตัวเอง ด้วยวิธีการ “จ่ายขั้นต่ำ” ไปก่อน…

ทาง aomMONEY ต้องขอบอกก่อนนะครับ การจ่ายขั้นต่ำเป็นวิธีที่เราไม่แนะนำ ถ้าเป็นไปได้อยากให้มีวินัยจ่ายเต็มจำนวนและตรงเวลาเสมอ เว้นแต่ว่าจะไม่มีสภาพคล่องแล้วจริงๆ และต้องการรักษาเครดิต เราอยากให้ “การจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิต”เป็นทางเลือกสุดท้ายครับ

แม้ในความจริงแล้ว “การจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิต” ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร แต่เราก็ต้องแบกรับภาระรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น นั่นก็คือ “ดอกเบี้ย” และสำหรับเพื่อนๆ ที่ยังไม่รู้ว่าถ้าเราจ่ายขั้นต่ำแล้ว จะต้องคำนวณดอกเบี้ยแบบไหน อย่างไร

วันนี้ aomMONEY ได้หาวิธีคำนวณอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตเมื่อจ่ายขั้นต่ำมาฝากผู้อ่านทุกคนแล้วครับ ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรไปติดตามกันครับ

จ่ายขั้นต่ำอัตราดอกเบี้ยที่ 18% ต่อปี การคิดดอกเบี้ยจะถูกคิดเป็น 2 ส่วน คือ

  1. ดอกเบี้ยที่ใช้จ่าย
  2. ดอกเบี้ยที่ค้างชำระ

ยกตัวอย่าง

หากคุณรูดซื้อของในวันที่ 5 เมษายน ด้วยจำนวน 18,000 บาท โดยมีรอบปิดยอดการใช้จ่ายทุกวันที่ 25 ของเดือน พอถึงวันที่ 9 พฤษภาคม เราตัดสินใจจ่ายแค่ขั้นต่ำ 10% เป็นจำนวน 1,800 บาท = เงินต้นจะเหลือ 16,200 บาท

  • ในรอบแรกของบิล “ดอกเบี้ย” ยังไม่ถูกคิด
  • แต่ในรอบเดือนปิดยอดการใช้จ่ายในเดือนต่อไป คือ รอบบิล 25 พฤษภาคม
  • คุณจะโดนคิด “ดอกเบี้ย” ตามนี้ครับ

1. ดอกเบี้ยส่วนแรก คือ ดอกเบี้ยที่ใช้จ่าย

โดยคิดจากวงเงินที่รูดคือ 18,000 บาท นับจำนวนวันในงวด ด้วยอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 18% ผลที่ออกมา คือ 

จากสูตร : ดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย = เงินต้นคงเหลือ X อัตราดอกเบี้ยต่อปี X จำนวนวันในงวด / จำนวนวัน 1 ปี

ดอกเบี้ยที่ใช้จ่าย = 18,000 บาท X ดอกเบี้ย 18% X 15วัน / 365 วัน = 133.15 บาท

2. ดอกเบี้ยส่วนที่สอง คือ ดอกเบี้ยที่ค้างชำระ

ดอกเบี้ยค้างชำระ คิดจากเงินต้นคงเหลือที่จ่ายขั้นต่ำไป คือ 16,200 บาท โดยคิดจากวันที่เราชำระไปคือ 9 พฤษภาคม ถึงวันปิดยอดในรอบล่าสุดคือ 25 พฤษภาคม รวม 17 วัน โดยระหว่างวันดังกล่าวไม่มีการใช้จ่ายเพิ่ม และคิดกับดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 20% ออกมาเป็นสูตรดังนี้ 

สูตร : ดอกเบี้ยค้างชำระ = เงินต้นคงเหลือที่จ่ายขั้นต่ำไป X ดอกเบี้ย 18% x (จำนวนวันที่ชำระ-วันปิดยอดในรอบล่าสุด)/ 365 วัน

ดอกเบี้ยที่ค้างชำระ = 16,200 บาท X ดอกเบี้ย 18% X 17 วัน / 365 วัน = 135.81 บาท

สรุป

จากตัวอย่างที่ aomMONEY ยกมา จะเห็นได้ว่า จำนวนดอกเบี้ยที่เราต้องจ่าย มี 2 ส่วน คือ

1. ดอกเบี้ยที่ใช้จ่าย 133.15 บาท

2. ดอกเบี้ยที่ค้างชำระ 135.81 บาท

บวกกับเงินต้นที่ค้างอยู่ 16,200 บาท

หลังจากที่เราจ่ายขั้นต่ำครั้งแรกในเดือนเมษา รอบบิลเดือนพฤษภาคมต่อมา ยอดที่เราจะต้องชำระ คือ 16,468.96 บาท โดยจำนวนหนี้จะพอกพูนขึ้น หากเรายังทยอยจ่ายขั้นต่ำต่อเดือนไปเรื่อยๆ เพราะเงินต้นไม่ลดลง และท้ายที่สุดหากไม่รีบปิดหนี้เต็มจำนวน ในที่สุดอาจบานปลายไป จนเป็น “หนี้เสีย”

คำแนะนำจาก aomMONEY

การจ่ายเงินขั้นต่ำไปเรื่อยๆ จะเป็นการจ่ายดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ จนทำให้เงินต้นไม่หมดสักที ฉะนั้นข้อคิดที่เราควรจัดการทาง aomMONEY ขอเสนอไว้ 3 ประเด็น ดังนี้

  1. คิดก่อนรูด ใช้อย่างระมัดระมัง เพราะถ้าจ่ายไม่ไหวจะโดนดอกเบี้ยที่สูง
  2. เวลาใช้บัตรเครดิตทุกครั้ง หักเงินเก็บไว้ในเลยทุกครั้ง (ในบัญชีออมทรัพย์ก็ได้)
  3. จ่ายเต็มจำนวนและตรงเวลาทุกรอบบิล หลีกเลี่ยงการเจอดอกเบี้ยระยะยาว
  4. วางแผนการชำระให้ดี หากวิกฤตจริงๆ จ่ายขั้นต่ำได้ เพราะเป็นการรักษาเครดิต แต่ควรรีบปิดหนี้ ไม่ทยอยจ่ายขั้นต่ำไปเรื่อยๆ หรือกดเงินออกมาใช้เพิ่ม

สุดท้าย aomMONEY อยากบอกว่าบัตรเครดิตเป็นสิ่งที่อำนวยความสะดวกและเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้จ่ายให้กับเราได้ หากเราเลือกใช้และวางแผนการใช้อย่างรัดกุมและรอบคอบ ส่วนคราวหน้าจะนำบทความด้านการเงินเรื่องใดมาแชร์กัน รอติดตามเราด้วยนะครับ 🙂

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

เศรษฐศาสตร์ความสุขและการใช้เงิน “เงินซื้อความสุขไม่ได้?”

เป้าหมายในชีวิตของหลายๆ คน ก็คงเป็นเรื่องการมีเงินเก็บออมหลังเกษียณ สามารถใช้จ่ายได้โดยไม่ลำบากใช่ไหมล่ะครับ แต่บทสัมภาษณ์ในวันนี้จะมาท้าทายความคิดเหล่านั้น ด้วยการตั้งคำถามที่ว่า “เงินซื้อความสุขได้จริงหรือ” และ “เราต้องใช้เงินอย่างไรถึงจะมีความสุข” โดยคนที่จะมาให้คำตอบเราก็คือ อ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม เรื่องราวจะเป็นอย่างไรไปติดตามกันได้เลยครับ

เศรษฐศาสตร์ความสุขคืออะไร?

อ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี : เศรษฐศาสตร์คือการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์มากที่สุด สมมติถ้าเรามีเงิน เราก็ควรจะใช้เงินให้เกิดความสุขที่สุด บางคนใช้เงินซื้อรถ ซื้อบ้าน ซื้อหุ้น มันก็ควรจะเกิดความสุขใช่ไหม แต่พอเราเก็บข้อมูลทั้งในประเทศและระหว่างประเทศก็พบว่า เงินไม่ได้ทำให้เรามีความสุขมากขนาดนั้น มันก็เลยทำให้เราพยายามวิจัยว่า ทำไมเงินที่คนคิดว่าจะทำให้เกิดความสุข กลับไม่ใช่อย่างนั้น

นักเศรษฐศาสตร์ความสุขก็เลยต้องมาคิดว่า แทนที่เราจะดูเงินเป็นเป้าหมายชีวิต เราดูความสุข ความพึงพอใจในชีวิต สุขภาพจิต เป็นเป้าหมายชีวิต ตัวเงินเป็นเพียงแค่พาหนะที่จะพาเราไปถึงตรงจุดนั้นเท่านั้นเอง ถ้าคุณใช้เงินแล้วไม่มีความสุข แสดงว่าคุณใช้เงินไม่เป็น

“เงินซื้อความสุขไม่ได้” ก็ไม่ใช่เรื่องจริง?

อ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี : ไม่ใช่เรื่องจริง เงินซื้อความสุขได้ แต่ว่าในเชิงสถิติเรายังไม่เห็นว่าเงินซื้อความสุขได้เท่าที่เราคิด สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเราเปรียบเทียบรายได้ของตัวเองกับคนรอบข้าง เช่น ถ้ารายได้ของเราเพิ่มขึ้น 1% ความพึงพอใจที่เรามีต่อการทำงานจะเพิ่มขึ้น แต่ค่าความสุขที่เราได้มาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นจะหายไปหมดเลย ถ้าคนอื่นรอบตัวที่ทำงานคล้ายกัน อายุพอๆ กัน แล้วมีเงินเดือนเพิ่มขึ้นเท่าๆ กันกับเรา พูดง่ายๆ คือถ้าเงินเดือนเราขึ้น โอเคแฮปปี้ แต่ความสุขจะหายไปหมดเลยถ้าคนอื่นเงินเดือนขึ้นตามเราไปด้วย ในทางกลับกันถ้าเราใช้เงินกับประสบการณ์บ้าง หรือใช้เงินเพื่อคนอื่นบ้าง อันนี้จะให้ความสุขกับเราได้มากกว่า

ถ้าจะใช้เงินให้มีความสุขก็ต้องใช้เงินกับประสบการณ์ หรือมอบให้คนอื่น?

อ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี : ใช่ครับ นั่นคือผลของงานวิจัย ถ้าเราเลือกระหว่างการใช้เงินซื้อรถปอร์เช่มาสักคันหนึ่ง ได้รถมาวันแรกเรามีความสุขมาก โอ้โห เราเป็นหนึ่งเดียวในซอย แต่สมมติว่าเราตื่นขึ้นมาวันถัดไป แล้วพบว่าทุกบ้านในซอยมีรถปอร์เช่หมดเลย ความสุขที่เราได้จากรถปอร์เช่คันนั้นมันจะหายวับไปเกือบหมด นั่นก็เพราะมีการเปรียบเทียบนั่นเอง 

หรืออย่างวันแรกที่เราเงินเดือนขึ้น เราก็จะใช้เวลาดีใจและคิดถึงมัน แต่พอผ่านไป 4-5 วันเงินก็เข้าอยู่ในบัญชี เราก็จะไม่ได้คิดถึงมันอีกแล้ว เพราะฉะนั้นเงินที่ทำให้เรามีความสุขมันหายไปแล้ว แต่ถ้าเราใช้เงินกับประสบการณ์ หรืออะไรก็ตามที่เราใช้เงินแล้วสมาธิไปอยู่กับตรงนั้น เช่น การอยู่กับเพื่อน การไปเที่ยว แล้วเรายังสามารถพูดถึงหรือคิดถึงมันได้บ้าง ประสิทธิภาพของเงินที่มีต่อความสุขมันจะยังอยู่ไปด้วย เพราะเงินมันเป็นพาหนะทำให้เราคิดถึงสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งตอนนี้พอเกิด Covid-19 การใช้เงินกับประสบการณ์มันหายไปเยอะเลย เพราะเราใช้กับมันไม่ได้

หลายคนเลยหันไปซื้อของออนไลน์เยอะขึ้นเรื่อยๆ มันคือวิธีแก้ปัญหา?

อ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี : ต้องดูก่อนว่าเราซื้อแล้วเงินแปรสภาพไปเป็นอะไร ถ้ามันเป็นสิ่งที่ซื้อมาแล้ว สมาธิของเราไม่ได้โฟกัสกับสิ่งนั้น ความสุขที่ได้ก็จะหายไป แต่ถ้าเราซื้อแล้วให้คนอื่น เช่น มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งของต่างประเทศ เขาสุ่มให้เงินคนกลุ่มหนึ่งไป 20 ดอลลาร์สหรัฐฯ แล้วบอกว่าให้เอาไปซื้อของสำหรับตัวคุณเอง ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกสุ่มมา ก็ให้เอาเงินนี้ไปซื้อของให้คนอื่น จะเป็นคนแปลกหน้าก็ได้ เสร็จแล้วเขาก็โทรศัพท์ไปถามถึงความสุขของคนทั้ง 2 กลุ่มในคืนวันนั้น แล้วก็พบว่าคนที่นำเงินไปซื้อของให้คนอื่นกลับรู้สึกมีความสุขมากกว่า เหมือนกับว่าเงินที่เขาได้มามันมีผลประโยชน์มากกว่าคนที่ซื้อของให้กับตัวเอง

แต่มันก็มีพฤติกรรมที่ต่างจากแต่ก่อน มีงานวิจัยพบว่าการรอคอยสินค้าออนไลน์ มันสร้างความสุขให้กับเราได้มากกว่าการซื้อของแล้วได้ทันที ยกตัวอย่างผลสำรวจของ Tripadvisor ที่บอกว่ามีคนจองทริปเที่ยวในอีก 3 เดือนข้างหน้า แต่ภายใน 3 เดือนที่อยู่ระหว่างรอเนี่ย เขากลับไปดูที่หน้าเว็บไซต์ที่จองไว้ตลอดเวลา หลายครั้งด้วย ซึ่งสาเหตุที่คนกลับไปดูหน้าเว็บไซต์ก็คือ พวกเขาได้ฝันว่า โอ้…เราจะได้ไปเที่ยวแล้ว ดูรูปนี้สิๆๆ งานวิจัยพบว่าความสุขที่เราได้จากการรอมันอาจจะสูงกว่าความสุขที่เราได้จากการไปเที่ยวจริงๆ คล้ายๆ กับการซื้อลอตเตอรี่นะครับ คนที่ซื้อลอตเตอรี่ส่วนใหญ่เขารู้ว่าโอกาสที่จะชนะมันน้อยมาก แต่ก็ซื้อแล้วรอคอย เพราะความสุขที่ได้จากการรอและการหวังเนี่ยมันสูงกว่าการถูกลอตเตอรี่ด้วยซ้ำไป

ถ้าเราอยากใช้เงินเพื่อเพิ่มความสุขในวันนี้และอนาคต ก็อาจจะจองทริปท่องเที่ยวปีหน้าไปเลย แล้วก็คิดถึงแต่ตรงนั้น ระหว่างรอก็พยายามหากิจกรรมต่างๆ เพิ่มรสชาติของการรอ เช่น จองทริปเที่ยวญี่ปุ่นแบบยกเลิกหรือขอคืนเงินได้ แล้วระหว่างรอก็อาจจะมีกิจกรรมเรียนภาษาญี่ปุ่นให้ได้วันละ 3 คำ อันนี้น่าจะเป็นการใช้เงินที่มีประโยชน์ต่อความสุขของเรา มากกว่าใช้เงินซื้อสิ่งที่เราอยากได้ในทันที แล้วไม่ได้คิดถึงมันอีก ซึ่งอาจจะอยู่รกบ้านไปเรื่อยๆ

ในมุมของคนที่ไม่มีรายได้หรือถูกลดรายได้ สามารถนำมุมมองของเศรษฐศาสตร์ความสุขมาช่วยได้อย่างไร?

อ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี : การสูญเสียรายได้ส่งผลกระทบใหญ่พอสมควรกับความสุข ความพึงพอใจ และความเชื่อมั่นในตัวเอง เพราะคนเราเกลียดการเสียมากกว่า ยิ่งถ้าเสียงานที่เราทำ ผลกระทบมันมากกว่าการที่เราเสียเงินไปอีก เพราะมันหมายถึงการเสียทั้งเงินด้วยเสียทั้งความหมายของชีวิตจากการทำงานด้วย การเยียวยาส่วนหนึ่ง คือ รัฐอาจจะต้องเข้ามาช่วย อย่างประเทศอังกฤษที่ผมอยู่ แต่ก่อนเราคิดว่าคนที่ว่างงานเป็นสิ่งที่เขาเลือกเอง เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ต้องช่วยเขามาก แต่พอเริ่มทำวิจัยก็พบว่าไม่ใช่ คนที่ว่างงานจะมีการสูญเสียความพึงพอใจในชีวิต ดังนั้นถ้าเราให้เงินกับเขา มันไม่ได้ช่วยเขาเท่าไรในเชิงของความสุข เพราะสิ่งที่เสียไปคือความเชื่อมั่นในตัวเอง และความกลัวในการเสียรายได้ในอนาคต

พอเรารู้อย่างนี้แล้ว แทนที่จะให้เงินเขา ก็ต้องทำให้เขากลับมาทำงานให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม สิ่งที่จะเยียวยาแทนได้นอกจากการแจกเงิน คือการทำให้เขารู้สึกว่าชีวิตยังมีคุณค่าอยู่ ยังมีทางออก วิธีเยียวยาอีกอย่างหนึ่งคือถ้าเขาได้รับรู้ว่า เขาไม่ใช่แค่คนเดียวที่ประสบเหตุการณ์นี้อยู่ มีงานวิจัยบอกว่าคนที่ว่างงานจะทุกข์มาก แต่ความทุกข์นั้นจะลดลง ถ้ารู้ว่าเขาไม่ใช่คนเดียวที่ว่างงาน มันไม่มีตราบาปเกิดขึ้น

ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ความสุข ได้มีการทำงานร่วมกับรัฐบาลเพื่อวางแผนนโยบายต่างๆ ไหม?

อ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี : ผมทำงานทั้งด้านเศรษฐศาสตร์ความสุขและเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม แต่ไม่ค่อยมีบทบาทที่เมืองไทยเท่าไร อาจจะมีบทบาทที่นี่มากกว่าในเชิงของงานวิจัยหรือการแนะนำนโยบาย อย่างเช่นเศรษฐศาสตร์ความสุขเราพบว่า ปกติคนมักจะคิดถึงเรื่องเงิน คิดถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ พอเรารู้ว่าการพัฒนาเศรษฐกิจนั้นถูกต้องแล้ว แต่มันทำให้เราห่างหายจากสิ่งที่ “ถูกต้องกว่า” ในการทำให้ประชาชนมีความสุขมากยิ่งขึ้น รัฐบาลจะมีการเทรนตั้งแต่เด็กๆ เลย ในโรงเรียนประถมฯ มัธยมฯ เกี่ยวกับความเมตตากรุณาคนอื่น การเข้าใจ สอนทำสมาธิ ถ้าเจอสิ่งที่ร้ายๆ ในชีวิตแล้วจะต้องจัดการอย่างไร นี่คือนโยบายของเศรษฐศาสตร์ความสุข

ส่วนทางด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม เรารู้ว่าคนส่วนใหญ่มักจะตัดสินใจแบบผิดๆ ซึ่งส่งผลให้เราไม่มีความสุขที่ยั่งยืน เราก็ออกนโยบายต่างๆ เพื่อทำให้คนมีพฤติกรรมที่ดีต่อตนเอง

ถ้าดูในมุมของครอบครัว ภาวะ Covid-19 เราสามารถใช้เศรษฐศาสตร์ความสุขมาช่วยเหลือคนในครอบครัวได้อย่างไร เช่น ถ้าเห็นเสาหลักของครอบครัวขาดรายได้ หรือมีคนที่ประสบปัญหา

อ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี : ผมว่าคนในครอบครัวต้องพูดคุย ทำความเข้าใจกัน 90% ของปัญหาสามารถแก้ไขได้ถ้าเราคุยกัน อย่างตอนที่เรากำลังพูดกันอยู่นี้จะเป็นสัปดาห์สุขภาพจิตของประเทศอังกฤษ เขาจะพูดเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพจิตของผู้ชาย ซึ่งสิ่งที่ถูกปลูกฝังมาตลอดคือผู้ชายจะร้องไห้ไม่ได้ มีความทุกข์ต้องเก็บเอาไว้ ทำให้สถิติอัตราการฆ่าตัวตายของผู้ชายสูงกว่าผู้หญิง เพราะผู้ชายจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าละอายถ้าต้องระบายความรู้สึก เขาก็จะมีนโยบายออกมาว่าถ้าใครกำลังทุกข์ โดยเฉพาะหัวหน้าครอบครัวที่ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย คนในครอบครัวก็สามารถบอกว่า ไม่เป็นไรนะ เราคุยกันได้ เราทุกข์ไปด้วยกันได้ อย่าแบกไว้แค่คนเดียว และถ้าต้องการความช่วยเหลือก็สามารถพบจิตแพทย์ได้ มันไม่ใช่เรื่องน่าอายอีกต่อไป สิ่งนี้ควรจะถูกสื่อสารมากขึ้นในสังคม

หลังจากช่วง Covid-19 พฤติกรรมความสุขของคนไทยจะเปลี่ยนไปไหม?

อ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี : ผมว่าเปลี่ยนส่วนหนึ่งครับ แต่ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนตลอดไปหรือเปล่า ก่อนที่จะเกิด Covid-19 เรามีตัวเลือกในชีวิตเยอะมาก อยากใช้เงินซื้อความสุขอะไรก็ทำได้ แต่พอหลัง Covid-19 ตัวเลือกต่างๆ ก็จำกัดมากขึ้น ความสำคัญในชีวิตของเราก็จะเปลี่ยนไป แต่ก่อนที่ต้องทำงานหาเงิน เราใช้เวลาอยู่บนถนนแต่ละวันนานมาก แต่ตอนนี้ Covid-19 บังคับให้เราต้องอยู่กับบ้านมากขึ้น มันทำให้กลับมาคิดว่าความสำคัญของชีวิตอยู่ตรงไหนบ้าง เราไม่จำเป็นต้องออกไปใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนนมากนัก เรา Work from Home ได้ ส่วน Work-Life Balance อาจจะดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ ตอนนี้เรารู้แล้วว่าความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อความสุขประจำวัน และความสุขระยะยาวของเรา

มีงานวิจัยหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือพฤติกรรมการใช้เงินของคนอังกฤษเปลี่ยนไปเยอะมาก คนแทบไม่ได้ใช้เงินซื้อเสื้อผ้าที่เป็นแฟชั่น แต่เน้นซื้อเสื้อผ้าที่ใส่สบายมากขึ้น เพราะเมื่อก่อนเราต้องออกจากบ้าน ก็เลยต้องแต่งตัวดีๆ เพื่อสถานะทางสังคม แต่พอเกิด Covid-19 เราไม่แคร์ เพราะมันไม่มีการเปรียบเทียบเกิดขึ้น เราอาจจะออมมากหน่อย แต่พอหลัง Covid-19 แล้วเราจะกลับไปใช้เงินเพื่อบ่งบอกสถานะมากกว่าใช้เงินเพื่อความสุขอีกไหม อันนี้ผมก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน

การ Work from Home ทำให้เราเจอคนน้อยลง มันส่งผลต่อสภาพจิตใจไหม แล้วต้องแก้ไขอย่างไร?

อ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี : อันนั้นก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากนะครับ ตอนแรกๆ ที่มีล็อกดาวน์เราพูดถึงเรื่อง Social Distancing หรือการเว้นระยะห่างทางสังคม แต่ตอนนี้เราพยายามที่จะเปลี่ยนเป็น Physical Distancing คือแค่ตัวที่ห่างกัน แต่ก็ยังติดต่อกันนะ ช่วงที่เกิด Covid-19 ผมให้สัมภาษณ์ที่เมืองไทยเกิน 20 ครั้งแล้ว จากที่เขียนหนังสืออย่างเดียว ไม่เคยให้สัมภาษณ์ใครเลย สิ่งนี้เป็น New Normal ของเรา พอมีเทคโนโลยีแล้วเราจะใช้มันให้เกิดประโยชน์ขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง

มีเทคนิคสำรวจความสุขด้วยตัวเองแบบง่ายๆ อย่างไร?

อ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี : ความสุขมีอยู่ 3 มิติ คือความสุขระยะสั้น เช่น การวิตกกังวล ยิ้ม หัวเราะ ตัวชี้วัดก็คือเราใช้เวลาในแต่ละวันทำอะไรบ้าง, ความสุขระยะยาว คือความพึงพอใจในชีวิต ตัวแปรก็คือเรามีงานไหม มีเงินไหม ซึ่งตัวนี้หลายคนขาดหายไปเพราะ Covid-19 และสุดท้ายคือความสุขระยะยาวมาก เช่น เรามีเป้าหมายในชีวิตไหม ชีวิตของเรามีความหมายไหม ถ้าเรารู้จักทั้ง 3 มิติแล้ว ก็ให้เช็กว่าอะไรบ้างที่เป็นตัวแปรของสิ่งเหล่านี้ อะไรบ้างที่ตกหายไป จากนั้นก็ต้องพยายามหาอย่างอื่นมาชดเชย เพราะเราจะอยู่ไม่ได้ถ้าทั้ง 3 มิตินี้มันหายไป แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเราว่าจะให้ความสำคัญกับมิติไหนมากกว่ากัน

แต่สิ่งที่สำคัญมากกับทุกมิติคือความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง สิ่งนี้สำคัญมากกว่าเงินเสียอีก เพราะฉะนั้นแทนที่จะดูแค่เรื่องเงินอย่างเดียว ก็ต้องดูด้วยว่าเราใช้เงินอย่างไร เพื่อที่จะเติมโจทย์ของความสัมพันธ์ที่เรามีกับคนอื่นๆ ได้ มันจะตอบโจทย์ความสุขเราในระยะยาวได้ดีกว่าแค่ตัวเงินอย่างเดียวครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ พออ่านถึงตรงนี้ aomMONEY เชื่อว่าหลายคนคงเข้าใจความหมายของการใช้เงินมากขึ้น เราอาจจะใช้เงินเพื่อซื้อความสุขให้ตัวเองได้ แต่ความสุขที่แท้จริงคือการใช้เงินเพื่อซื้อประสบการณ์ หรือสร้างความทรงจำดีๆ ให้กับตัวเราและคนรอบข้าง นี่คือหลักการใช้เงินตามแบบฉบับของเศรษฐศาสตร์ความสุขนั่นเองครับ

https://youtube.com/watch?v=M0Yd7kga-vM%3Fwmode%3Dopaque

เจาะลึกเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมการใช้เงินในอนาคตหลัง Covid-19 

โดย “อ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี” ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

โลกประกันและพฤติกรรมคนไทย หลัง Covid-19

การระบาดของ Covid-19 ทำเอาหนาวๆ ร้อนๆ ไปตามๆ กัน บางคนก็ถามตัวเองทุกวันว่า “นี่เราติดหรือยังนะ” ซึ่งถ้าใครติดเจ้าไวรัสนี้เข้าไปคงขำไม่ออกแน่ เพราะค่ารักษาพยาบาลบางแห่งก็แพงลิ่ว ไหนจะต้องสูญเสียรายได้ช่วงที่พักรักษาตัวอีก aomMONEY จำได้ว่าช่วงนั้นประกัน Covid-19 ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่จะดีกว่าไหมถ้าเรามีการวางแผนประกันชีวิตในระยะยาว เพราะไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นอีก

และบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้ จาก “คุณสุปกาณฑ์ ปิยมาพรชัย” รองประธานสมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน (THAIFA) จะทำให้เข้าใจและเห็นความสำคัญของประกันชีวิตมากขึ้นครับ

จากสถานการณ์ Covid-19 ธุรกิจประกันในปีนี้จะมีทิศทางเป็นอย่างไร?

คุณสุปกาณฑ์ ปิยมาพรชัย : ยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าเบี้ยจะติดลบในปีแรก แต่สัดส่วนการถือกรมธรรม์ของคนไทยเพิ่มขึ้น เมื่อก่อนอาจจะไม่ถึง 30% ทุกวันนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 38-39% พูดง่ายๆ คือคนไทย 100 คน จะถือกรมธรรม์ 38-39 คน ต่อมาก็คือกระแส Aging Society มาแรงมาก เรากำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ คนไทยก็เลยเริ่มตระหนักเรื่องการวางแผนทางการเงิน โดยมีปัจจัยเร่ง คือ ค่ารักษาพยาบาลที่แพงขึ้นทุกปี ถ้ามีการวางแผนสุขภาพที่ดี เมื่อเจ็บป่วยก็อาจจะไม่ต้องรับภาระหนักเรื่องค่ารักษาพยาบาล

ส่วนบริษัทประกันชีวิตก็มีการปรับตัวมากขึ้น ตัวประกันมีการปรับเปลี่ยน จากดอกเบี้ยพันธบัตรที่เป็นสินค้าอ้างอิงหลักที่ประกันชีวิตนำเงินไปลงทุนก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเหลือแค่ 0.5% ทำให้มีผลกระทบกับประกันออมทรัพย์ที่จะนำเงินของผู้เอาประกันไปลงทุนในพันธบัตร ก็เลยพัฒนาการขาย Unit-Linked ที่มีส่วนของประกันและกองทุนรวม ดังนั้นตัวแทนที่จะขายสินค้านี้ได้ นอกจากจะต้องมีใบอนุญาตตัวแทนแล้ว ก็ยังต้องมีใบอนุญาต IC License หรือ Investment Consultant License ด้วย ซึ่งจะต้องไปสอบกับ กลต. นี่คือทิศทางที่เราต้องปรับตัว ไม่ว่าจะมี Covid-19 หรือไม่มีก็ตาม

คนไทยซื้อประกัน Covid-19 ประมาณ 8 ล้านฉบับ?

คุณสุปกาณฑ์ ปิยมาพรชัย : เมื่อก่อนคนไทยอาจจะรู้สึกว่าการซื้อประกันคือความยุ่งยาก เป็นภาระ อยากเอาเงินไปทำอย่างอื่นก่อน แต่คนไทยไม่ได้เกลียดประกันนะ เพราะว่าพอมีประกันความคุ้มครอง Covid-19 ขึ้นมา ก็แห่ไปซื้อกันประมาณ 8 ล้านฉบับ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นประกันแบบเจอ จ่าย จบ แต่ช่วงหลังๆ นี่ไม่มีแล้วด้วยซ้ำ บางบริษัทต้องเสียชีวิตด้วย Covid-19 เท่านั้น ถึงจะได้รับเงินก้อน ซึ่งอัตราการเสียชีวิตมันต่ำมาก แต่คนไทยก็ยังซื้อไว้เพื่อโอนย้ายความเสี่ยง แต่มันก็มีคำพูดที่ว่า “ซื้อประกันเร็วไป 1 ปี ดีกว่าซื้อช้าไป 1 วัน” คือ ไม่ใช่ว่าซื้อประกันวันนี้ แล้วจะคุ้มครองวันนี้นะครับ มันต้องมีช่วงระยะเวลารอคอย อาจจะ 30-90 วันแล้วแต่โรค

จากเหตุการณ์ Covid-19 ธุรกิจประกันมีสินค้าเพิ่มขึ้นไหม

คุณสุปกาณฑ์ ปิยมาพรชัย : ประกันเป็นสินค้าที่ขายยากมาก มันเหมือนขายกระดาษ ขายสัญญาแห่งความรัก ไม่เหมือนขายไอโฟนที่มันจับต้องได้ ทำให้คนเชื่อได้ยากว่าทำไมฉันต้องซื้อ แล้วการขายประกันจะเจอกัน 3 นาทีแล้วซื้อเป็นไปไม่ได้ เราจะต้องนั่งพูดคุยกันถึงความจำเป็นทางการเงินว่าต้องทำอะไรบ้าง ทางสำนักงาน คปภ.ก็เลยประกาศให้มีช่องทางการขายประกันเฉพาะกิจแบบ Digital Face to Face เพื่อให้คนไทยที่เริ่มตระหนักเรื่องประกันชีวิต ได้เข้าถึงการซื้อประกันง่ายขึ้น จากที่ต้องเจอกัน ก็เปลี่ยนมาเป็นช่องทางออนไลน์ เพื่อรักษา Social Distancing แต่มันก็ต้องมีการอัดเสียงการสนทนาทั้งหมด มีการยืนยันตัวตนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เซลฟี่ตัวเอง บัตรประชาชน เพื่อยืนยันว่าต้องการทำประกันชีวิตฉบับนี้จริงๆ แล้วก็จะส่งกรมธรรม์ทางไปรษณีย์ตามที่อยู่ที่ผู้เอาประกันได้ระบุไว้

พอมีช่องทางดิจิทัลแล้ว ตัวแทนการขายลำบากขึ้นไหม?

คุณสุปกาณฑ์ ปิยมาพรชัย : สำหรับตัวแทนที่ตอนนี้เป็นที่ปรึกษาด้านการเงินด้วย ก็อาจจะทำงานได้ไม่ยาก แต่สำหรับตัวแทนดั้งเดิมยุค Baby Boomer อาจจะเข้าถึง Digital Face to Face ค่อนข้างยาก ด้วยเรื่องของเทคโนโลยี หลายๆ บริษัทก็เริ่มสนองนโยบายการลดใช้กระดาษ ก็จะใช้ไอแพด แท็บเล็ตต่างๆ เสนอขายแทน พออธิบายแล้วก็กรอกแบบฟอร์มคำขอเอาประกันผ่านตรงนั้น แล้วเซ็นรับรองบัตรประชาชนได้เลย แต่ก็คิดว่าหลัง Covid-19 เราน่าจะได้กลับมาเจอกันตามปกติ เพราะมันเป็นสินค้าที่ต้องอาศัยการพูดคุยเพื่อความเข้าใจ ตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าทาง คปภ.จะเปิดช่องทางนี้ตลอดไปไหม แต่เท่าที่ทราบคือยังเป็นช่องทางเฉพาะกิจ

สมาคมตัวแทนประกันชีวิตมีแผนให้ความรู้กับประชาชนอย่างไร?

คุณสุปกาณฑ์ ปิยมาพรชัย : ชื่อเต็มของเราก็คือสมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน ในช่วง Covid-19 เราก็มีการใช้แอปพลิเคชันต่างๆ มีการซื้อลิขสิทธิ์โปรแกรมเพื่อนำเสนอให้ความรู้กับตัวแทน ในการพัฒนาตัวเอง ขึ้นสู่การเป็นที่ปรึกษาการเงิน ก็จะมีการเรียนหลักสูตรการเงินต่างๆ เพื่อจะเอามาใช้ในการประกอบการเสนอขาย อาจจะมีวิธีการคำนวณทุนประกันชีวิตที่เหมาะสมกับลูกค้า ไม่แพงเกินไป ไม่ถูกเกินไป มันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วที่ตัวแทนจะนำเสนอสินค้าที่ต้องการขายให้กับลูกค้า แต่ต่อจากนี้จะต้องหาสินค้าที่เหมาะสม โดยวิเคราะห์จากพื้นฐานความต้องการและความจำเป็นของลูกค้าแต่ละคน

นอกจากความรู้ในเรื่องประกันและการเงินแล้ว สิ่งที่ตัวแทนควรจะมีคืออะไร?

คุณสุปกาณฑ์ ปิยมาพรชัย : ตัวแทนจะต้องมีจรรยาบรรณที่ดีในการนำเสนอขาย เช่น คุณต้องพกบัตรตัวแทน คุณมีสังกัดถูกต้องไหม ต้องพูดตรงๆ ว่าบางคนก็มาทำงานตรงนี้เพราะไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี แต่ถ้าคุณไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ที่จะแนะนำสิ่งที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ที่สุดกับลูกค้า ก็อาจจะอยู่ไม่ได้ ผมไม่ได้คาดหวังว่าตัวแทนทุกคนจะต้องเก่งเรื่องการเงิน บางคนอาจจะสอบใบรับรองอะไรไม่ได้เลย แต่ก็ตั้งใจอยากจะเป็นตัวแทนที่ดี ก็อาจจะเลือกเป็นนักวางแผนประกัน (Insurance Planner) ให้ถูกต้องเหมาะสมกับลูกค้า

มีข้อคิดหรือกำลังใจให้คนไทยในช่วง Covid-19?

คุณสุปกาณฑ์ ปิยมาพรชัย : ขอให้คนไทยผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน ส่วนตัวผมมองว่าการทำประกันคือสิ่งสำคัญอันดับแรกในกระบวนการวางแผนทางการเงิน การโอนย้ายความเสี่ยง การประกันชีวิต ประกันวินาศภัย มันคือสิ่งที่คุณควรทำก่อนเลย ควบคู่ไปกับการเก็บเงินสำรองฉุกเฉิน แล้วหลังจากนั้นค่อยไปลงทุนในเรื่องต่างๆ

หลังจากที่อ่านบทสัมภาษณ์นี้จบ aomMONEY เชื่อว่าคนไทยจะตระหนักถึงความสำคัญของประกันชีวิต และประกันสุขภาพมากขึ้นแน่นอน อย่างที่คุณสุปกาณฑ์กล่าวไว้ว่า “ซื้อประกันเร็วไป 1 ปี ดีกว่าซื้อช้าไป 1 วัน” ดังนั้นมีประกันไว้แต่ไม่ได้ใช้ ย่อมดีกว่าต้องใช้แต่ไม่มีนะครับ

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY

https://youtube.com/watch?v=cXuZ0gx-4_E%3Fwmode%3Dopaque

โลกประกันและพฤติกรรมคนไทย หลัง Covid-19

โดย คุณสุปกาณฑ์ ปิยมาพรชัย

รองประธานสมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน (THAIFA)

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

โอกาสการลงทุนและกระจายความเสี่ยงไปลงทุนต่างประเทศ หลัง Covid-19

สำหรับบทสัมภาษณ์นี้ aomMOEY อยากจะพาเพื่อนๆ ทุกคนไปเพิ่มความรู้กันในประเด็นหัวข้อ “โอกาสการลงทุนและกระจายความเสี่ยงไปลงทุนต่างประเทศหลัง Covid-19” โดยครั้งนี้ เราได้แขกรับเชิญคนพิเศษอย่าง “คุณตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์” CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Jitta มาให้ความรู้กันในประเด็นนี้

ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไร 

อ่านได้จากบทความด้านล่างนี่เลย 🙂

ช่วงนี้ตลาดผันผวนทุกประเทศ ผลตอบแทนแต่ละประเทศตอนนี้เป็นอย่างไร?

คุณตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ : ถ้าเราดูภาพรวมใหญ่ๆ จะเห็นว่าตลาดหุ้นทั่วโลกปีนี้ มีความผันผวนอย่างมาก แล้วก็ค่อนข้างจะ Shock หลายๆ คน เพราะเปิดมาต้นปีก็มีข่าวโน้นข่าวนี้ แล้วก็มาสุดที่ Covid -19 ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกตกไปทำจุดต่ำสุดของปีนี้ในช่วงเดือนมีนาคม ถ้าเราไปดูผลตอบแทนตอนที่ตกไปช่วงเดือนมีนาคม ตลาดแต่ละที่ทำจุดต่ำสุด ติดลบตั้งแต่ต้นปีกันประมาณ 20-30% ที่ติดลบน้อยหน่อยประมาณ 12% อาจจะเป็นเพราะว่าช่วงหลังเขาเริ่มควบคุม Covid ได้แล้ว รัฐบาลแต่ละประเทศก็มีมาตรการพยุงเศรษฐกิจ มี Unlimited QE ที่เป็นต้นแบบจาก Fed หลังจากนั้นตลาดหุ้นก็วิ่งขึ้นจากจุดต่ำสุดประมาณเดือนมีนาคม ก็วิ่งขึ้นกันประมาณ 20 – 30 %

นี่เป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่นักลงทุนจะต้องจำไว้เหมือนกันว่า “เราคาดเดาตลาดไม่ได้เลย โดยเฉพาะช่วงที่ Panic กันมาก” แล้วรู้สึกสิ้นหวังไปแล้ว มันเกิดอะไรขึ้นก็ได้ แล้วหุ้นก็กลับมาขึ้นอีก ถ้าเราไปกลัวตลาดแล้วขายไปช่วงนั้น  กลายเป็นว่าพลาดช่วงที่ขึ้นมา 20% – 30%  ใน 2-3 เดือน ซึ่งมันส่งผลต่อการลงทุนมากเมื่อเทียบกับคนที่ถืออยู่นิ่งๆ ไปเลย บางทีเขาอาจจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าก็ได้ เพราะฉะนั้นจริงๆ การติดลบประมาณ 20% ก็มองว่าเป็นเรื่องปกติ คืออยู่ในช่วงตลาดหมีปกติ แล้วก็ใน 10 ปี มันจะมีปีที่ตลาดหุ้นติดลบประมาณ 20%  สัก 1-2 ปีอยู่แล้ว

แต่มันมีประเทศที่น่าสนใจ 2 ประเทศ คือ  US กับ China , YTD US ติดลบ 8% ส่วน China ติดลบ 7% ถ้าเราไปมองอีกว่าใน 2 ประเทศนี้ ปีที่แล้วเขาขึ้นมา 20 – 30 % เลยนะครับตลาดหุ้น ปีนี้ติดลบแค่ประมาณ 7% – 10% เป็นเรื่องปกติมากเลย เพราะฉะนั้นถ้าเรามองว่าตัวเลขดัชนีตลาดหุ้นเป็นตัวชี้นำเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจริง แสดงว่านักลงทุนกำลังมีความเชื่อมั่นบางอย่างใน 2 ประเทศนี้อย่างมาก

อันนี้ก็เลยป็นที่มาว่า ทำไม 2 ประเทศนี้น่าจะเป็นประเทศที่น่าจับตา แล้วก็น่าจะเป็นประเทศที่น่าลงทุนหลังจากนี้ หรือเป็นประเทศที่เราควรจะไปดูว่า ทำไมนักลงทุนถึงมั่นใจใน 2 ประเทศเหล่านี้นัก เพราะมันลดลงแค่ไม่ถึง 10% แล้วจะเห็นว่าตลาดฟื้นตัวได้เร็วมาก

กลุ่มธุรกิจ หรือ Sector ไหนที่มีความน่าสนใจน่าลงทุนเพิ่ม

คุณตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ : อย่างที่ทุกคนคาดเดากันได้ ก็น่าจะเป็น Sector เทคโนโลยี แต่ว่าอย่างแรกสุด จากที่เราเห็น US กับ China 2 ประเทศนี้ ผมว่าเหตุผลหนึ่งที่เขาตกไม่เยอะหรือตลาดหุ้น Rebound กลับมาเร็วด้วย เพราะว่า..

US กับ China เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลก ปัจจุบันมี Billionaire หรือมีคนที่มีเงินหรือทรัพย์สินมากกว่า 1 พันล้านเหรียญเยอะที่สุด แล้วถ้าเราไปดูแนวโน้ม ก็คือคนที่เป็น Billionaire ของเขา หลังๆ ก็มาจาก Sector เทคโนโลยีทั้งนั้นเลย ในตลาดหุ้นอเมริกาและจีน ปัจจุบันก็มีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเยอะ หรือแม้กระทั่งที่เราเคยอ่านบทความหลังๆ ว่าหุ้น  5 ตัวของอเมริกาที่เป็นเทคโนโลยี มี Weigh ประมาณ 20% ของดัชนี แล้วพอเกิด Covid -19 หุ้นพวกนี้ก็ขึ้นเอาๆ เพราะแทบจะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะคนยังอยู่บนออนไลน์ เพราะฉะนั้นดัชนีก็เลยไม่ตกมาก เพราะมีหุ้น 5 ตัวพยุงอยู่ แต่กลับกันถ้าเรามองว่า -8% ถ้าไม่มีหุ้น 5 ตัวนี้ มันอาจจะเป็น -15% ก็ได้เราก็ไม่รู้

“เพราะฉะนั้นผมมองว่าหุ้นเทคโนโลยีก็เป็นส่วนหนึ่งที่น่าจะเป็น Sector ที่น่าสนใจ”

แต่เราเป็นนักลงทุน เราแค่รู้สึกไม่ได้ เราต้องดูตัวเลขให้มั่นใจด้วยว่าจริงหรือเปล่า วิธีหนึ่งที่เราใช้ดูได้ว่าเทรนด์ไหนกำลังจะมา ก็คือการไปดู

1. ตัวเลขรายได้ ของ Industry หรือ Sector นั้นๆ ย้อนหลัง 3 ปี – 5 ปี – 1 ปี 

2. ตัวเลขการเติบโตล่าสุดว่าที่ผ่านมาเขาโตเป็นอย่างไร 

3. ช่วง Covid -19 โดนผลกระทบหนักแค่ไหน มันจะยังโตไปได้อีกไหม

ถ้าเราไปดู “Sector เทคโนโลยี” 3 ปีที่ผ่านมา เขาโตเฉลี่ยประมาณ  25% มาตลอดเลย รายได้ปีที่แล้วก็โตประมาณ 19% ไตรมาสล่าสุด YOY ของ Q1 ออกมากันหมดแล้ว ก็โตประมาณ  17% แสดงว่า โดยเฉลี่ยแล้วธุรกิจเทคโนโลยี แทบไม่ได้รับผลกระทบร้ายแรงจาก Covid -19 เลย จะมีกระทบเยอะๆ ก็อาจจะเป็น  APPLE(AAPL) จะเห็นว่า “รายได้เขาโตเหลือแค่ 0.5% ไม่ถึง 1%” เพราะว่าจีนอาจจะ Lockdown แล้ว Supply Chain  เขาหยุดผลิตโทรศัพท์  รวมถึงคนก็ไม่สามารถไปซื้อที่ Apple Store ได้ ต้องปิดกิจการในหลายประเทศ แต่เขาก็ยังมียอดขาย Online มีรายได้จากการขาย  Service  ต่างๆ เข้ามา

แต่ถ้าเราไปดู Google หรือ Facebook รายได้เขาลดลงนิดหน่อย เพราะว่าเขามีรายได้มาจากโฆษณา เพราะฉะนั้นคนก็อาจจะหยุดโฆษณาลงในช่วง Covid -19 ก็ได้ ส่วนอันที่เป็น  E-commerce อย่าง Amazon หรือว่า Netflix ที่ศัตรูของเขา คือ การนอนหลับ ก็รายได้พุ่งขึ้นไม่ลดลง อย่าง Netflix นี่ชัดเจนว่า 3 ปี  1 ปี  YOY ล่าสุด เติบโตเฉลี่ยประมาณ  30% ไม่ลดลงเลย

“เพราะฉะนั้นอันนี้ มันตอบได้ว่าเทรนด์นี้จะยังอยู่ต่อไป

แล้วก็ไม่น่าจะมีอะไรที่น่าจะทำลายกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีได้”

แต่ถ้าเรามาดู Sector อื่นอย่าง “Sector ท่องเที่ยว” ทุกคนรู้แล้วว่าน่าจะหนัก พอเราไปดูตัวเลขจริงๆ เห็นว่าถ้าไม่มี Covid -19 ในช่วง 3 ปี , 1 ปี ที่ผ่านมาเขาก็ยังโตเฉลี่ยได้ประมาณ 10% ต่อปี ก็ถือว่าชนะเงินเฟ้อนิดหน่อย คนท่องเที่ยวก็ต้องเที่ยวทั่วโลก ราคาโรงแรมก็ขึ้นราคาได้ แต่พอเจอ Covid -19 ก็น็อคเลย รายได้ลดลงประมาณ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ อย่าง Hilton , Marriott , Hyatt พวกนี้มันมี Chain Hotel อยู่ทั่วโลก ก็อาจได้รับผลกระทบจากการที่คนจีนหยุดเดินทางไปมากหน่อย ถ้าอย่าง Choice Hotels มีในอเมริกาเยอะหน่อย อาจจะยังไม่โดนกระทบ แต่ว่า Q2 น่าจะโดนกระทบแน่นอน ก็จะเห็นว่าพวกนี้รายได้ลดลง แล้วถ้า Covid -19 ยังลากยาว รายได้เขาก็ไม่น่าจะฟื้นในเร็ววัน อันนี้เราก็จะรู้ได้ว่า “ถ้าเราไม่แม่นจริงๆ เราไม่ควรลงทุนกลุ่มนี้”

เพราะถ้าเรายังตอบไม่ได้ว่ามันจะกลับมาเมื่อไหร่ มันคือความเสี่ยง แล้วก็ธุรกิจเหล่านี้ ดูแค่ตัวเลขรายได้ลดลง 20% แต่อย่าลืมว่า  Fixed Cost  เขาสูงมาก เพราะฉะนั้นรายได้ลด 20%  ถ้าไปดู  Bottom  Line  ที่เป็นกำไรขาดทุน บางโรงแรม กำไรอาจจะลดลง 80% เลย เพราะว่าต้นทุนเขาไม่ลด แต่รายได้เขาลด

อีกกลุ่มหนึ่งที่เป็น “Sector ร้านอาหาร” จะเห็นว่าเฉลี่ยก็โตประมาณ 10% ต่อปีเหมือนกัน แต่พอเจอ Covid -19 ก็กระทบมาก แต่ยังไม่มากเท่าโรงแรม รายได้เขาก็ยังมีการเติบโตบ้าง เช่น Starbucks ก็ยังติดลบแค่ประมาณ 4-5% , McDonald’s ก็ลบนิดหน่อยไม่เยอะ แต่จริงๆ อาจจะขาดทุนสัก 30-40% ก็ได้ แต่รายได้เขาลดลงนิดเดียว เพราะต้นทุนเขาไม่ลด

อันที่ผมมองว่าเขาไม่ค่อยจะลด เช่น DPZ คือ  Domino Pizza เพราะปกติเขาก็สั่งเดลิเวอรี่อยู่แล้ว มี Covid -19 มารายได้เขาก็ไม่ได้ตกมาก  คือร้านอาหารที่เป็นเดลิเวอรี่อยู่แล้วจะไม่ค่อยมีปัญหา อย่าง CMG  รายได้ก็มาจากเดลิเวอรี่สักประมาณ 20-30% อยู่แล้วก็ไม่ค่อยมีปัญหา เพราะฉะนั้นผมมองว่าร้านอาหารหลังจากนี้ธุรกิจที่ปรับตัวได้ก็ต้องมาเดลิเวอรี่มากขึ้น

ใน Industry อื่นๆ อย่าง “Airline” ก็ติดลบเยอะ “Consumer Staples” คือ ของกินของใช้ทั่วไป ก็ยังบวกอยู่ 4.46% โดยเฉลี่ย กลุ่มนี้ก็ยังมองว่าเป็น Defensive ยังพอลงทุนได้บ้าง “กลุ่มการเงิน” ก็ค่อนข้างหนักเหมือนกัน รายได้ก็ลดลง 20% โดยเฉลี่ยเหมือนกัน

เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วถ้าเราเจอแบบนี้ เราก็ต้องไปเจาะลึก ถ้าเรามองว่า “กลุ่มเทคโนโลยีจะมา แล้วเทคโนโลยีกลุ่มไหนที่จะมา” อันนี้ผมทำการบ้านมาให้ ก็จะมีพวก Cloud Service ทุกคนคงทราบดีอยู่แล้วว่า  Ai มาแน่ Cloud Service มาแน่

ปัจจุบันมูลค่าการตลาดของกลุ่ม Cloud Service หรือ Ai โตขึ้นประมาณ 50% ต่อปี อย่างพวก Amazon Cloud , Microsoft Azure เค้าทำเงินกันเป็นหลายพันล้านเหรียญ แต่รายได้ยังโตขึ้นปีละ 40-50% เพราะว่าคน Move จากการใช้อุปกรณ์ปัจจุบัน เอาข้อมูลทั้งหมดมาอยู่บน Cloud แล้วประมวณผลบน Cloud แล้วพอพูดถึง Cloud ก็จะมองเป็น “ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ” ได้

ต้นน้ำ เช่น พวก Data Center, Hardware กลุ่มที่ 2 ก็คือกลุ่มที่เป็นตัวกลาง เป็น Cloud Provider , Cloud Platform เช่นพวก Amazon Web Services, Google Cloud, Microsoft Azure ก็คือคนเอาของไป Host ที่เขาได้ แล้วเขาประมวลผลให้ พวกนี้รายได้ในกลุ่มเขาก็ยังโตเยอะ อันที่ 3 คือ ปลายน้ำ คือคนที่ใช้ เทคโนโลยี Cloud หรือ Ai มาทำประโยชน์ให้กับคนทั่วไป กลุ่มนี้กำลังมาแรงมาก เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปเสพของหรือทำอะไรบน Cloud มากขึ้น

อย่างหุ้นตัวหนึ่งที่เราก็เห็นได้ชัดคือ Zoom ที่ตอนนี้ทุกคนก็ออนไลน์ผ่าน Zoom กันหมด จะเห็นว่า 3 ปีที่ผ่านมา รายได้เขาโต 100 กว่าเปอร์เซ็นต์ต่อปี ปีล่าสุดโต 84% ไตรมาสล่าสุดงบยังไม่ออกแค่ก็คาดว่าต้องโตขึ้นแน่นอน

แบบนี้มันเป็น Cloud Service ที่ทุกคนจะต้องมีการ Ship ไปใช้งานเรื่อยๆ หรืออย่าง Docusign ที่ให้บริการ E-signature ต่อไปคนก็จะไม่ต้องเซ็นเอกสารแล้ว Covid -19 มาช่วยเร่งด้วย เพราะฉะนั้นเขาก็ทำ Cloud Service เราส่งเอกสารให้อีกฝ่ายแล้วเซ็นออนไลน์กันเลย จะเห็นว่าหุ้นกลุ่มนี้ในอเมริกามีสัก 70-80 ตัว อัตราการเติบโตของรายได้ โต 20-30% ต่อปีขึ้นไปทั้งนั้น ซึ่งผมมองว่าคนกำลังเปลี่ยนวิถีมาอยู่ใน  Platform ของเขามากขึ้น

กับอีกกลุ่มหนึ่งที่เอามาฝากคือ “บริษัทเทคโนโลยีจีน” จะเห็นว่ารายได้ก็ยังเติบโตมากขึ้น และปัจจุบันมีเทคจีนใหม่ๆ เข้ามาในตลาดเป็นจำนวนมาก คนไทยอาจจะรู้จักแค่ Tencent Alibaba JD Xaomi อีกตัวที่น่าสนใจคือ  MEITUAN DIANPIN(MPNGY) ซึ่งเป็น Super App ตัวหนึ่ง ถ้าให้เข้าใจง่ายๆ คือ ปัจจุบันเราสั่งอาหารฟู๊ดเดลิเวอรี่ MEITUAN เป็นฟู๊ดเดลิเวอรี่ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก Market Share อันดับหนึ่งของจีนมี Volume ผ่านเขาประมาณ 6 แสนล้านหยวนต่อปี หรือ 3 ล้านล้านบาทที่ซื้อของผ่าน Platform เขา แต่เขาไม่ใช่แค่ฟู๊ดเดลิเวอรี่ ก็จะมีจองโรงแรมได้ด้วย จองโรงหนังตั๋วหนัง ซื้อของ ทำอะไรได้หมดเลย ปัจจุบันมีคนจีนที่ใช้งานเขาอยู่ปีละ 450 ล้านคน เฉลี่ยคนละประมาณ 27 ครั้งต่อปี 

ผมว่าพวกนี้เป็นอะไรที่น่าสนใจมาก เป็นธุรกิจใหม่ ถ้าใครที่สนใจผมคิดว่าก็น่าจะวิเคราะห์ดู แล้วถ้าทำความเข้าใจได้ก็น่าจะมีติดพอร์ตไว้บ้าง แต่ก็ย้ำว่า “ลงทุนในสิ่งที่เราเข้าใจ ถ้าเราอ่านธุรกิจเขาไม่รู้เรื่องว่าเขาหาเงินยังไงก็อย่าพึ่งลงทุน”

แล้วเราควรแบ่งพอร์ตการลงทุนอย่างไรดี เพื่อตอบโจทย์ ระยะกลาง-ระยะยาว

คุณตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ : ผมมองว่าเป็นอะไรที่ตอบยาก เพราะว่าผลตอบแทนหรือความเสี่ยง แต่ละคนรับได้ไม่เท่ากัน ก็จะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลด้วย แต่ถ้าผมแบ่งภาพใหญ่ๆ สมมติแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ กลุ่มคนที่รับความเสี่ยงได้สูงอยากลงทุนด้วยตัวเอง กับ กลุ่มที่ 2 รับความเสี่ยงได้น้อยหน่อย อาจจะไปลงกองทุนหรืออะไรก็ได้ที่มีการ Asset Allocation ป้องกันความเสี่ยงอื่นๆบ้าง

ถ้าเป็นกลุ่มแรกที่เขาจะเลือกหุ้นด้วยตัวเอง ผมว่าตอนนี้เป็นตอนที่เขาควรจะโฟกัส ถ้าเขาอยากลงทุนด้วยตัวเอง แล้วได้ผลตอบแทนแบบพลิกพอร์ตได้ ช่วงนี้มันเป็นช่วงที่เขาต้องทำการบ้านหนักๆ เลย แล้วก็โฟกัสให้ดีว่าหุ้นกลุ่มไหน ธุรกิจแบบไหนที่ไม่ค่อยได้โดนผลกระทบ แล้วลงทุนได้ หรือบางคนอาจจะบอกว่าเขาถนัดกับการลงทุนในหุ้นที่ดีๆ แต่แย่ชั่วคราว เช่น โดนผลกระทบ Covid -19 นิดหน่อย แต่เดี๋ยวมันจะกลับมาในปีหน้า แล้วราคาหุ้นอาจจะขึ้นเป็นเท่าตัวก็ได้ อันนี้ก็ต้องไปดูให้ดีว่าเราถนัดอะไร มีความรู้ความสามารถยังไง ต้องศึกษาอะไรเพิ่มหรือเปล่า แล้วก็โฟกัสในสิ่งที่เราถนัด

การลงทุนมันทำกำไรได้หลายแบบ สมมติบอกว่ามาฟังวันนี้ บอกว่าเดี๋ยวโดดไปลงทุนในอเมริกาดีกว่าเพราะมีเทคโนโลยี  แต่ถ้าคุณไม่ถนัด แล้วอ่านมันไม่รู้เรื่อง คุณไม่รู้ว่าจะประเมินมูลค่าหรือจะดูธุรกิจมันยังไง นั้นคือความเสี่ยง ถ้าเราทำไม่ได้เราก็ปล่อยให้คนที่เขาทำได้เขาทำไป เราก็มาโฟกัสในส่วนที่เราถนัด แต่ถ้าเรายอมลงทุนเวลา ยอมเรียนรู้ เราก็มานั่งอ่านงบการเงินของเขา ไปสอบถามผู้รู้ แต่ถ้าคุณเริ่มต้นจากศูนย์เลยก็เหนื่อยหน่อย แต่ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ แค่ทำการบ้านแล้วอ่านเยอะๆ แล้วก็โฟกัส

ถ้าอยากเปลี่ยนชีวิตหรือพอร์ตโตขึ้นต้องโฟกัส ก็คือ การลงทุนในหุ้นที่ดี มีการเติบโตสูง แต่ราคาลดลงชั่วคราว อันนี้เป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้ว เป็นโอกาสที่อาจจะ 10 ปีมีทีก็ได้ แล้วก็อย่างที่บอก เป็นนักลงทุนจริงๆคุณควรจะเตรียมพร้อม คือ ถ้าคุณรู้จักหุ้นเยอะอยู่แล้วพอมีสถานการณ์ผิดปกติแบบนี้มา คุณเลือกลงทุนได้เร็วกว่าเพราะฉะนั้นก็อย่างที่บอก ช่วงนี้ทำการบ้านเยอะๆ ถ้าเป็นนักลงทุนแบบ Active

แต่ถ้าเป็นกลุ่มที่ 2 กลุ่มที่บอกว่ารับความเสี่ยงได้น้อยหน่อย ก็ต้องรู้ภาพใหญ่ๆ จะรู้ว่าภาพใหญ่ๆ เอาแบบปลอดภัยๆ เราก็น่าจะมีการโยกการลงทุนไปยังประเทศจีน หรือ อเมริกาบ้าง เพราะเขามี  New Economy อยู่ เราอาจลงทุนที่ไทยบ้างก็ได้ แต่พอร์ตส่วนหนึ่งก็ควรมีในจีน ในอเมริกา หรือประเทศที่เขากำลังโตด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ เราอาจจะไม่ได้เลือกเทคโนโลยีเป็นรายตัวก็ได้ แต่เราไปซื้อกองทุนที่เขาลงทุนในดัชนีหุ้นอเมริกาหรือจีนเลย เพราะมองว่า มันก็น่าจะได้ซัก 8-10% ในระยะยาว แล้วหลังจากนั้นคุณก็ไปดูว่ารับความเสี่ยงได้แค่ไหนว่า คุณอาจจะลงหุ้นแค่ 50% ของพอร์ต แล้วเอาไปลงจีน ลงอเมริกาเท่าไหร่ แล้วอีก 50% มาลงเป็นพันธบัตรหรืออะไรก็ได้ แบบนี้คุณก็จะ Save กว่า

การจะจัด Allocation ก็คือคุณต้องไปดูความเสี่ยงของคุณ แต่คุณไม่จำเป็นต้องไปรู้ภาพลึกๆ หรือไปโฟกัสกับหุ้นไม่กี่ตัว แต่คุณรู้เรื่องการจัดพอร์ตตามอายุคุณว่าคุณอายุเท่านี้คุณควรจะจัดความเสี่ยงประมาณเท่าไหร่ แล้วส่วนที่จะไปลงหุ้นคุณจะการจายลงไหนบ้าง นอกจากไทยแล้ว ผมว่าก็จีน สหรัฐ ก็เป็นดาวรุ่งอีกอันหนึ่ง

ทาง Jitta มีแนวคิดการลงทุนอย่างไร ตอนนี้ลงทุนประเทศไหน/หุ้นกลุ่มไหน เป็นพิเศษ

คุณตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ : ทาง  Jitta เราก็ยังยึดมั่นแนวทางเดิม คือเป็น Website ที่วิเคราะห์พื้นฐานของหุ้นทั่วโลก เพื่อให้นักลงทุนได้เอาไปทำการบ้านต่อได้ ใครที่สนใจหุ้นประเทศไหนก็เข้าไปดูบน Jitta ได้เลย เราก็จะมีการวิเคราะห์ Jitta score, Jitta line รวมถึงมีงบการเงินให้ดู 16 ประเทศทั่วโลก เพราะฉะนั้นผมมองว่าปัจจุบันข้อมูลมันหาง่ายแล้ว Jitta เองก็มีข้อมูลเยอะ อย่างหนึ่งที่จะฝากไว้ก็คือ “ถ้าอยากลงทุนเอง นอกจากดูตัวเลข แล้วก็ไปอ่าน Business Models ของเขา” เอาให้เรามั่นใจว่าธุรกิจของเขาเป็นอย่างไร เรารู้ว่า Source of Income เขามาจากไหน อะไรที่จะทำให้รายได้เขาหดตัว อะไรเป็นตัวเร่งให้รายได้เขาเยอะขึ้น Covid มารายได้เขาจะเยอะขึ้นไหม ถ้า Covid อยู่ถึงสิ้นปีเขาจะแย่แค่ไหน อันนี้ต้องไปตอบให้ดี และกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในหุ้นที่หลากหลายอุตสาหกรรม ถ้าเรายังไม่มีประสบการณ์พอ

ส่วนอีกฝั่งที่ Jitta มีคือ Jitta Wealth ที่จะบริหารกองทุนให้ผ่านตัว Algorithm เราที่เป็น Jitta Ranking ปัจจุบันเรามีอยู่ 3 ประเทศ คือ อเมริกา ไทย และเวียดนาม

สุดท้าย ช่วง Covid-19 แบบนี้ นักลงทุนควรจะปฎิบัติตัวอย่างไร?

คุณตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ : อย่างแรกที่สุดคือมีสติ ท่ามกลางความโลภความกลัวของตลาดหุ้น นักลงทุนที่ดีจะมีสติ คิดอะไรด้วยเหตุและผล ไม่ตื่นเต้นไปตามราคาหุ้นขึ้นลง ในการลงทุนจริงๆ พยายามดูราคาหุ้นให้น้อยลง ศึกษาธุรกิจและตัวเลขทางการเงินของหุ้นให้เยอะขึ้น อย่าแค่เห็นหุ้นตกเเล้วเราไปช้อนซื้อ อย่าคิดว่าหุ้นตกจาก 100 บาทมาเหลือ 50 บาท แล้วเราจะซื้อได้ทุกตัว เพราะมันมีความต่างกันเยอะ

“ระหว่างหุ้นที่กิจการเติบโตอยู่แล้วหุ้นตก อันนี้เราลงทุนได้เป็นโอกาสการลงทุนที่ดี” 

กับ

“หุ้นที่กิจการแย่ลง แล้วราคาหุ้นตกเยอะ แล้วมันจะแย่ไปอีกเรื่อยๆ” 

มันไม่ได้การันตีว่าหุ้นจะกลับไปที่เดิมได้ถ้าธุรกิจไม่ดี เพราะฉะนั้นการอ่านธุรกิจให้ดีมันจะช่วยได้เยอะ พยายามลงทุนในสิ่งที่เราเข้าใจ อย่างที่บอก กฏข้อแรกของ Buffett คือ พยายามอย่าอย่าขาดทุนไว้ก่อน

และนี่คือบทสัมภาษณ์และมุมมองของ “คุณตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์” CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Jitta ในประเด็นหัวข้อ โอกาสการลงทุนและกระจายความเสี่ยงไปลงทุนต่างประเทศ หลัง Covid-19

aomMONEY หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ทุกคนนะครับ 🙂

บ.ก.aomMONEY

https://www.youtube.com/embed/CQQ0E12wGZ8?wmode=opaque

โอกาสการลงทุนและกระจายความเสี่ยงไปลงทุนต่างประเทศ หลัง Covid-19

คุณตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Jitta

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

สรุปประเด็นการบินไทยกับทางออกที่น่าจะดีที่สุด “อุ้มต่อ หรือ ปล่อยล้ม?”

เรื่องของ “การบินไทย” มีการพูดถึงบ่อยครั้งตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากผลประกอบการติดลบหรือขาดทุนเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญเมื่อต้องมาเผชิญกับสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ก็เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดครั้งใหญ่ เพราะทุกธุรกิจการบินต้องจอดนิ่งอยู่บนลานจอด และเดิมการบินไทยก็เป็นธุรกิจที่มีปัญหาเรื่องขาดทุนอยู่แล้ว

เรื่องดังกล่าวจึงถูกหยิบมาพูดไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร 

โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า “การบินไทยล้มละลาย”

เพราะไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ที่คนไทยเพิ่งพูดคุยกัน แต่ไม่นานมานี้หรือประมาณเดือนเมษายนที่ผ่านมาคอลัมน์ข่าวจาก นิกเกอิของญี่ปุ่น รายงานว่า การบินไทยกำลังตกอยู่ในภาวะอันตรายจนใกล้จะกลายเป็น “สายการบินแห่งชาติที่ล้มละลายเป็นรายแรกของโลกในช่วงการระบาดของ COVID-19 

โดยรายงานจากบทความดังกล่าว ยังเปิดเผยถึงรายละเอียดด้วยความเข้มข้นที่ว่า “Down to its last 10 billion baht ($307 million), according to local reports, which is enough to pay its employees for one month” หรือ “การบินไทยเหลือเงินสดอยู่เพียง 1 หมื่นล้านบาท พอสำหรับจ่ายเงินเดือนพนักงานเพียงเดือนเดียว”

และไม่เพียงแต่สื่อดังกล่าว สื่อจากประเทศอื่นๆ ก็มองคล้ายกันว่า สายการบินรัฐวิสาหกิจของไทย ส่อเค้าเป็นหนึ่งในสายการบินที่จะหายสาบสูญจากอุตสาหกรรมการบินภายในปีนี้เร็วที่สุด

ฉะนั้นแล้วจากประเด็นดังกล่าว ในวันนี้ aomMONEY ก็จะขอหยิบยกประเด็นนี้มาสรุปเล่าให้เพื่อนๆ อ่านกันว่า สถานการณ์ของ “การบินไทย” ในขณะนี้เป็นอย่างไร จะได้ไปต่อ หรือ ถูกปล่อยให้ล้มละลาย ?

“การบินไทย” สายการบินภาพลักษณ์ของชาติกว่า 6 ทศวรรษ?

“การบินไทย” คือ รัฐวิสาหกิจที่มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เริ่มก่อตั้งในปี 2503 หรือ 6 ทศวรรษแล้วในการดำเนินธุรกิจ โดยในช่วง 10 ปีแรก มีเส้นทางบินครอบคลุมเมืองสำคัญในเอเชียทั้งหมด ไม่เพียงเท่านั้นในปี 2515 เที่ยวบินข้ามไปยุโรปเที่ยวแรก ในไฟลท์ กรุงเทพ-โคเปนเฮเกน

เหตุที่เป็นสายการบินแห่งชาตินั้น เพราะรัฐวิสาหกิจเป็นผู้ถือใหญ่ในที่นี้คือ กระทรวงการคลัง เหตุที่รัฐต้องถือหุ้นใหญ่ก็เพราะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศ ซึ่งหากปล่อยให้เอกชนเป็นเจ้าของอาจปรับราคาสูงทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงยาก แต่ในขณะนี้ก็ไม่ได้เข้าถึงง่ายแต่อย่างใด อีกนัยยะที่สำคัญคือ มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรม และสังคม เช่นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

“30 ปีของการดำเนินธุรกิจ” การบินไทยเคยทยานคว้าผลกำไรได้สูงถึง 6,753.6 ล้านบาท ถือเป็นหนึ่งในรัฐวิสาหกิจที่ทำกำไรมากที่สุดในประเทศ และเพื่อให้การบินไทยไปไกลกว่านั้น รัฐบาลในยุคนั้นจึงได้ แปรรูปบริษัท ด้วยการนำการบินไทยเข้าสู่ตลาดหุ้นให้กลายเป็นบริษัทมหาชน โดยจุดแข็งของการบินไทยในขณะนั้น คือ เป็นสายการบินชั้นนำของเอเชียที่สามารถส่งผู้โดยสารจากเมืองต่อเมืองโยงใยไปได้ทั่วโลก

ยุคคุณธรรมนูญ หวั่งหลี เป็น DD การบินไทยมีรายได้รวม 112,020 ล้านบาท

DD ที่เราได้ยินจนคุ้นหู คือ ตำแหน่งบิ๊กบอสหรือกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (DD) ของการบินไทย ซึ่งในยุคคุณธรรมนูญ หวั่งหลี เป็น DD การบินไทยมีรายได้รวม 112,020 ล้านบาท เป็นบริษัทที่มีผลประกอบการสูงที่สุด ในบริษัททั้งหมดที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ณ เวลานั้น ทำให้สิ่งที่ตามมา คือ สวัสดิการที่ดีเยี่ยมที่น่าถวิลหา

“การบินไทย…รักคุณเท่าฟ้า” แต่ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า คำนี้ห้ามลืม!

หลังจากปี 2542 เป็นต้นมา ดูเหมือนว่า การบินไทย ต้องพบเจอกับปัญหาทั้งในเชิงโครงสร้างภายในและการเติบโตของคู่แข่ง การตัดสินใจผิดพลาด อาทิ เปิดเส้นทางบินตรง กรุงเทพฯ – นิวยอร์ก สัปดาห์ละ 6 เที่ยวบิน แต่มีผู้โดยสารเฉลี่ยต่อไฟลท์ แค่ไม่ถึง 100 คน รวมทั้งปัญหาใหญ่ที่สุด คือ วิกฤติเศรษฐกิจโลก ซึ่งมาพร้อมกับ ราคาน้ำมันโลกที่ถีบสูงขึ้น ทุกอย่างทำให้การบินไทยเข้าสู่ภาวะขาดทุน

การบินไทยประสบปัญหาภาวะขาดทุนอย่างต่อเนื่อง

  • ปี 2556 ขาดทุน 12,047 ล้านบาท
  • ปี 2557 ขาดทุน 15,611 ล้านบาท
  • ปี 2558 ขาดทุน 13,067 ล้านบาท
  • ปี 2559 กำไร 15 ล้านบาท
  • ปี 2560 ขาดทุน 2,072 ล้านบาท
  • ปี 2561 ขาดทุน 11,605 ล้านบาท
  • ปี 2562 ขาดทุน 12,017 ล้านบาท

มุมมองปัญหาของการบินไทยจากมุมมองอดีต DD และทีมผู้บริหาร

คุณธรรมนูญ หวั่งหลี เผยว่า สิ่งที่ทำให้สายการบินไทยอยู่ได้ คือ การบินไทยมีเส้นสายภายใน แต่การบินไทยเคลื่อนตัวช้า โดยเฉพาะในทุกๆ การตัดสินใจ และสิ่งที่การบินไทยทำไม่ได้ คือ ลดคน

ด้านคุณบรรยง พงษ์พานิช อดีตที่ปรึกษา DD ของการบินไทย ออกมาแสดงทรรศนะว่า อีกหนึ่งปัญหาของการบินไทยคือ มีต้นทุนที่สูงเกินไป มากกว่าสายการบินอื่น เช่น การจัดซื้อเครื่องบิน, ต้นทุนการโฆษณา, ค่าใช้จ่ายพนักงาน ฯลฯ ซึ่งเมื่อมีต้นทุนสูง แต่ไม่มีความสามารถในการลดต้นทุนให้ต่ำลงได้ ทำให้การบินไทยแก้ปัญหาด้วยการตั้งราคาขายสูงมากกว่าที่อื่น ซึ่งนั่นทำให้เจอปัญหาทันที

ขณะที่คุณกนก อภิรดี อดีต DD ของการบินไทย วิจารณ์ว่า “บางตำแหน่งระดับสูง แต่มี Job Value (คุณค่าในเนื้องาน) ต่ำ และทั้งๆ ที่ Job Value บางคนอาจมีคุณค่ามากกว่า แต่ค่าตอบแทนที่ได้รับ เป็นตามกระบอกเงินเดือนของตำแหน่งนั้นๆ”

โดยความเห็นดังกล่าวสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างภายในได้เป็นอย่างดีในเรื่องของ “คน” คือการมีตำแหน่งของพนักงานในองค์กรที่ทับซ้อนกันมากจนเกินไป ในขณะที่พนักงานระดับปฏิบัติการมีปริมาณไม่ได้เพิ่มขึ้นจากเดิม แต่พนักงานในระดับบริหารนั้นมีจำนวนมากขึ้น ซึ่งมีหลายครั้งที่ฝั่งบอร์ดบริหาร พยายามจะลดค่าใช้จ่ายในส่วนของพนักงาน เพื่อลดต้นทุน แต่ก็มีปัญหากับกลุ่มสหภาพแรงงานของการบินไทย

สรุปปัญหาการบินไทย

ประเด็นการบินไทยที่เป็นปัญหา aomMONEY มองว่ามาจากการแข่งขันที่สูงมากในอุตสาหกรรมการบินซึ่งการบินไทยสู้รายอื่นไม่ได้ โดยมี 2 ปัจจัยที่สำคัญ คือ

1. การเป็นรัฐวิสาหกิจทำให้การทำงานไม่คล่องตัวเหมือนสายการบินเอกชน

2. พนักงานที่มีมากเกินไป ซึ่งในขณะนี้มีกว่า 2 หมื่นคน ทำให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูง

ด้าน บล.เอเซีย พลัส วิเคราะห์ว่าปัญหาหลัก ๆ ของการบินไทยมาจากต้นทุนที่สูงเกินไป ซึ่งปัจจุบันแบ่งเป็นต้นทุนพลังงานประมาณ 30%, ต้นทุนพนักงาน 19%, ต้นทุนเครื่องบิน 18%, ต้นทุนค่าซ่อมและอะไหล่ 14% และต้นทุนงบโฆษณา 5%

แล้วทางออกของ “การบินไทย” คือ อะไรกัน?

คุณปริญทร์ กิจจาทรพิทักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.เคจีไอ จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า  “ขาย” หุ้นการบินไทย จนกว่าจะเห็นความชัดเจนเรื่องแผนฟื้นฟู ไปจนถึงความชัดเจนเรื่อง การปฏิบัติตามแผน แล้วถ้าขายหุ้นสิ่งที่น่าคิดตามต่อไปว่า คลังจะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงต่ำกว่า 50% หรือไม่ เพราะถ้าต่ำกว่าการบินไทยจะไม่เป้นรัฐวิสาหกิจอีกต่อไป

ด้านนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำคณะก้าวหน้า อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ทางเฟซบุ๊กไลฟ์เมื่อวันที่ 10 พ.ค. ระบุว่าเขาไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลอุ้มการบินไทย เพราะไม่เชื่อมั่นในแผนฟื้นฟูของการบินไทยซึ่งคาดว่าต้องใช้เงินมากถึง 1.3 แสนล้านบาท

ถ้ารัฐบาล “อุ้ม” การบินไทยต่อ?

1. รัฐบาลจะให้การบินไทยกู้เงิน 50,000 ล้านบาท 

2. การบินไทยยังคงเป็นสายการบินประจำชาติต่อไป

3. การบินไทยยังมีอนาคต สามารถพลิกกลับมาเป็นองค์กรที่ทำกำไร รัฐเองก็จะได้ประโยชน์ มีเงินเข้าคลังเรื่อยๆ ทุกปี ยิ่งถ้าหากอนาคตธุรกิจการบินกลับมาบูมอีกครั้ง

และหากยึดตามคำสั่งของพล.อ.ประยุทธ์ นี่จะเป็นการอุ้มครั้งสุดท้ายแล้ว ถ้าหากการบินไทยยังไม่สามารถมีแผนธุรกิจที่จะหยุดการขาดทุนได้ ก็มีแนวโน้มเช่นกัน ที่รัฐบาลจะตัดสินใจปฏิรูปการบินไทย ให้ออกจากรัฐวิสาหกิจในอนาคต

หากการบินไทยไม่ใช่รัฐวิสาหกิจอีกต่อไป จะเกิดอะไรขึ้น?

1. ประเทศไทยจะไม่มีสายการบินที่เป็นของไทยอย่างแท้จริง

2. การบินไทยไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ เท่ากับรัฐบาลไม่ช่วยเหลือ และนั่นคือ “ปล่อยให้ล้มละลาย”

3. การบินไทยต้องคืนสิทธิการบินในแต่ละเส้นทางให้องค์กรการบินระหว่างประเทศ เท่ากับไทยจะไม่สามารถบินเข้าสู่หลายประเทศได้เหมือนเดิม

แบบนั้นทางออกที่น่าจะดีที่สุด คือ การล้มละลาย งั้นหรือ?

ถ้ารัฐบาล “ปล่อย” การบินไทยเข้าสู่การฟื้นฟู

1. การบินไทยยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางเพื่อขอฟื้นฟูกิจการ

2. สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้

3. พักชำระหนี้ได้ เพราะเจ้าหนี้ไม่สามารถบังคับให้การบินไทยชำระหนี้ในช่วงเวลาฟื้นฟูกิจการได้

ผลสรุปสุดท้าย

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้แผนฟื้นฟูกิจการ บมจ.การบินไทย (THAI) ด้วยการเข้าสู่กระบวนการล้มละลายโดยยื่นต่อศาลล้มละลาย รวมทั้งให้กระทรวงการคลังปรับลดการถือหุ้น THAI ต่ำกว่า 50% จากปัจจุบันถืออยู่ 51% ทั้งนี้ต้องมาพิจารณาในรายละเอียดว่า สามารถยื่นคำขอเข้าฟื้นฟูทั้งศาลล้มละลายในไทยและสหรัฐ ได้หรือไม่ รวมทั้งรายละเอียดเกี่ยวกับหนี้สินของ THAI จากกระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม และ การบินไทยจะร่วมหารือกันต่อไป

เพื่อนๆ อ่านแล้วคิดว่ายังไง ก็แสดงความเห็นกันเข้ามาได้นะครับ


ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/


ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากคอลัมน์ข่าวนิกเกอิ

https://s.nikkei.com/2LsZ4Co

ไทยจะกลับมายิ่งใหญ่! หลังพ้นวิกฤต COVID-19?

คำพูดที่ว่า “ไทย” จะมาบูมหรือฟื้นตัวได้อย่างน่าสนใจ ไม่ใช่คำลอยๆ ที่มโนขึ้น เพราะล่าสุดมีการจัดอันดับประเทศที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจมากที่สุดในโลก ประจำปี 2563 หรือ Best Countries to Start a Business 2020 โดยอ้างอิงจาก https://bit.ly/3bLawnM ระบุว่า “ประเทศไทย” คืออันดับที่ 1 ในแง่ประเทศที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นธุรกิจ ชนะทั้งจีน สิงคโปร์ รวมทั้งมาเลเซีย

การจัดอันดับนี้ ได้สำรวจความคิดเห็นของบุคคลระดับผู้มีอำนาจในการตัดสินใจของธุรกิจจำนวนเกือบ 6,000 ราย พิจารณาจาก 5 ปัจจัยหลัก ๆ คือ ต้นทุนการดำเนินการ ระบบราชการ-กฎระเบียบต่าง ๆ  ต้นทุนการผลิตในเชิงอุตสาหกรรม  การเชื่อมโยงกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก และการเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่าย

ขณะเดียวกันอีกหนึ่งประเด็นล่าสุด ที่ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี จากข้อมูลของ ดร.สมเกียรติ โอสถสภา อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า

THAILAND VS COVID-19 อัตราการรักษาผู้ที่ติดเชื้อแล้วหายจากโรคสูงถึง 92.74% จัดอยู่ในอันดับที่ 7 ของโลก

จากปัจจัยดังกล่าวถือว่า “ประเทศไทย” มีทิศทางที่ดีจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ฉะนั้นมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ จะได้รับประโยชน์อะไรจากผลสำรวจดังกล่าว มุมมองที่ดูแล้วว่าเราจะต้องปรับตัวให้สอดรับกับ New Normal คืออะไร วันนี้ aomMONEY สรุปมาให้ทุกคนแล้วครับ

1. ออมอย่างยั่งยืน

ผู้ช่วยศาสตรจารย์ เอกพงษ์ ตรีตรง อดีตคณบดี คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับศักยภาพของประเทศไทย ผ่านทางบทความ “ประเทศไทยจะบูมหลังโควิด” ที่นำเสนอผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ “ประเทศไทยต้องชนะ” โดยให้ข้อเสนอแนะไว้ว่า ควรส่งเสริมให้เกิดการออมของประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคงระยะยาวให้มากที่สุด

อย่างที่ทราบกันดีที่ผ่านมา คนไทยกว่าครึ่งประสบปัญหาเรื่องการเงิน ฉะนั้นการเริ่มออมไม่มีคำว่าสาย เราทุกคนเริ่มได้ให้ COVID-19 นี้เป็นตัวกระตุ้นเราในการหันมาวางแผนการเงินระยะยาวไปด้วยกัน

2. พอเพียง

ศาสตร์พระราชาถือเป็นยารักษาชั้นดีสำหรับทุกคน หากวันนี้เราเริ่มจากการพออยู่พอกิน จับจ่ายใช้สอยอย่างพอควร ตัดในสิ่งที่ฟุ่มเฟือย มองหาวิถีเกษตรกรรม ปลูกผัก ปลูกสมุนไพร ดำรงชีพอย่างเรียบง่ายบนกรอบพื้นฐานความรับผิดชอบต่อสังคม ความพอเพียงจะเป็นโจทย์ที่ง่ายที่สุดที่จะเป็นภูมิต้านทานเราคนไทย ซึ่งชาติไหนๆ บนโลกไม่มี

3. เคารพต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

อย่างที่ทราบกันดี ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวในแต่ละปีที่สูง เมื่อเกิด COVID-19 สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ โดยเฉพาะทางธรรมชาติได้ฟื้นฟู เมื่อสถานการณ์คลี่คลายคนในท้องถิ่นจะต้องมาเป็นต้นแบบที่ดีในแง่ของการดูแลชุมชน เช่น หาวิธีการจัดการขยะ สร้างเยาวชนเป็นมัคคุเทศก์ ไม่รุกล้ำพื้นที่ป่า เพื่อให้สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆกลับมาน่าเที่ยว เมื่อมีคนมาเที่ยวเยอะๆ รายได้ก็จะกระจายไปสู่ท้องถิ่น จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมไทยถึงจะบูม เพราะสถานที่ท่องเที่ยวในไทยสวยๆ ทั้งนั้น

อีกนัยยะที่อยากฝากไว้ เราเองในฐานะที่เป็นเจ้าบ้านและไปท่องเที่ยวก็ต้องเป้นตัวอย่างที่ดีในการเคารพต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมผ่านการไม่ทิ้งขยะ ไม่ละเมิดกฎต่างๆ แค่นี้เองง่ายสุดๆ

4. พัฒนาตัวเอง เป็นเจ้าบ้านที่ดี

การพูดถึงการพัฒนาตัวเองในที่นี้คือการใฝ่เรียนและหาความรู้เพิ่มเติม เพราะในอนาคตไทยเองต้องพึ่งประโยชน์จากการลงทุนหากเรามีความพร้อมจะสามารถเข้าไปเติมเต็มในสายงานต่างๆได้แทนที่จะใช้คนต่างชาติ อีกมุมมองที่บอกในเรื่องของการเป็นเจ้าบ้านที่ดี คือ การถอดบทเรียนจากโควิด ปรับการใช้ชีวิตใหม่ ผ่านการหันมาใส่ใจในการดูสุขอนามัย ใช้ผ้าปิดจมูก ล้างมือบ่อยๆ และเว้นระยะห่างทางสังคม

คำแนะนำจาก aomMONEY

4 ข้อเสนอแนะเราสามารถทำได้เลยโดยไม่ต้องลงทุนอะไรเลย เพียงแค่ปรับมุมคิดเราก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้ประเทศของเรากลับมาบูมได้ ส่วนในมุมมองว่าเราจะได้ประโยชน์อะไรเมื่อไทยบูม คำตอบง่ายๆ เลย ก็คือ “งาน” เมื่อเรามีงานเข้ามา เราก็จะมีรายรับที่เพิ่มขึ้นครับ ทีนี้เราก็มาว่ากันอีกทีในเรื่องของการลงทุนและวางแผนการเงิน

จากผลสำรวจดังกล่าวเป็นเพียงโอกาสที่อาจจะเกิดขึ้น มันจะไม่เป็นจริงเลยหากไม่เริ่มจากที่ตัวเราก่อน ฉะนั้นเรามาเรียนรู้และก้าวผ่าน COVID-19 ไปด้วยกัน ทีม aomMONEY ก็เชื่อว่าไทยจะกลับมายิ่งใหญ่หลังพ้นวิกฤต COVID-19 ได้อย่างแน่นอน ส่วนบทความครั้งหน้าจะเป็นเรื่องการเงินในมุมมองไหน อย่าลืมติดตามกันนะครับ

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

“อสังหาริมทรัพย์” โอกาสทองของการลงทุนช่วง Covid-19 แถมสร้างกำไรระยะยาว

ช่วงนี้ aomMONEY ได้รับคำถามจากทางบ้านเยอะมากเลยครับ ว่าถ้ามีเงินก้อนใหญ่แล้วอยากลงทุน ควรจะเลือกลงทุนอะไรดี เพราะการที่ Covid-19 ระบาด ทำให้หลายธุรกิจขาดทุนไปไม่น้อย แต่ยังมีธุรกิจที่ยืนหนึ่งอยู่ครับ นั่นก็คือ “อสังหาริมทรัพย์” นั่นเอง แถมบางบริษัทยังสามารถทำกำไรจากวิกฤตครั้งนี้ได้อีกด้วย ถ้าอยากรู้ว่าทำได้อย่างไร ต้องอ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ จาก คุณมณีรัตน์ ธนัชญ์เศรษฐ์ กรรมการผู้จัดการ IDEO/IDEO MOBIบริษัทอนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เลยครับ

สถานการณ์ภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ตอนนี้

คุณมณีรัตน์ ธนัชญ์เศรษฐ์ : ตอนนี้ทุกคนก็กำลังปรับว่าจะไปทิศทางไหนดี ซึ่งความเร็วเป็นเรื่องสำคัญของตลาดอสังหาฯ IDEO ที่เราดูแลจะเป็นทีมแรกๆ ของตลาดที่เริ่มปรับตัว อย่างเมื่อเดือนมีนาคมเราก็เปิดขายผ่านทาง Line Official Account ได้ยอดขายค่อนข้างดีมาก ประมาณ 2 เท่าของปกติ

ภาพรวมของธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น วัสดุก่อสร้าง

คุณมณีรัตน์ ธนัชญ์เศรษฐ์ : ธุรกิจอสังหาฯ มักจะเกี่ยวข้องไปถึงธุรกิจอื่นๆ ด้วย ทั้งวัสดุก่อสร้าง แรงงาน พอโครงการอสังหาฯ เปิดตัวไม่ได้ มันก็ไม่เกิดการหมุนเวียน ตอนนี้ตัวยอดไตรมาส 1 มันตกลงไป 30-40% โครงการที่เปิดใหม่ก็เปิดน้อยมาก จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครกล้าเปิดตัว บริษัทก่อสร้างก็ได้รับผลกระทบพอสมควร

ตอนนี้เราผ่านไตรมาสที่ 1 มาแล้ว ทิศทางของที่อยู่อาศัย เช่น บ้าน คอนโดฯ จะเป็นอย่างไรในไตรมาสอื่นๆ

คุณมณีรัตน์ ธนัชญ์เศรษฐ์ : ปกติไตรมาสที่ 2 จะเป็นช่วงโลว์ซีซั่นอยู่แล้ว เพราะมีเทศกาลและวันหยุดยาวค่อนข้างเยอะ ปีนี้ก็คงไม่ต่าง แต่มันจะมีความคึกคักนิดหนึ่ง แอบบอกว่ายอดขายเราค่อนข้างดี อาจจะเกิดจากการแข่งขันเรื่องราคา ส่วนตัวมองว่าไตรมาสที่ 3-4 ก็คงจะซึมๆ ยังไม่มีปัจจัยบวกอะไรที่จะเกิดขึ้น

สถานการณ์ที่ผ่านมามีคอนโดฯ ลดราคาเยอะมาก มองว่าน่าลงทุนไหม?

คุณมณีรัตน์ ธนัชญ์เศรษฐ์ : เราแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มนะ คือกลุ่มที่มีความต้องการอยู่แล้ว (Real Demand) คนที่ซื้อบ้านเขาไม่ได้คิดที่จะซื้อวันนี้หรือพรุ่งนี้ แต่วางแผนมานานแล้ว อาจจะครึ่งปี หรือ 1 ปี แล้วบังเอิญว่าช่วงนี้เป็นปัจจัยบวกสำหรับเขา ข้อแรกก็คือราคาดีที่สุดในรอบ 2-3 ปี พอทุกเจ้าแข่งขันกัน มันก็ทำให้ลูกค้าเลือกซื้อได้ว่าจะซื้อที่ไหนดี อีกข้อหนึ่งคือดอกเบี้ยเงินกู้ 3 ปีที่ผ่านมาเฉลี่ยไม่เกิน 3% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ดีมากๆ อย่างตอนปี 2540 อัตราดอกเบี้ยผ่อนบ้านประมาณ 18-20% เลยนะ แล้วก็เชื่อว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะยังไม่มีปัจจัยที่ทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นได้ ดังนั้นนี่คือโอกาสที่ดีสำหรับคนที่จำเป็น

อีกกลุ่มหนึ่งที่เห็นว่ามีมากขึ้น คือ กลุ่มนักลงทุนระยะยาว จากเดิมที่เขาเห็นว่าราคาอสังหาฯ มันสูง แต่ตอนนี้ก็เริ่มมาช้อนซื้อโครงการที่ดี บางคนอาจจะมาจากตลาดหุ้น หรือส่วนอื่นๆ ที่อยากจะขยายพอร์ตให้หลากหลาย เพราะตอนนี้อสังหาฯ ถือว่าเป็นการลงทุนที่ราคาดีที่สุดแล้ว เราเชื่อมั่นว่าในอีก 2 ปีราคามันจะกลับขึ้นมา

แล้วถ้าเป็นคอนโดฯ ต่างจังหวัด เช่น คอนโดฯ ตากอากาศ ช่วงนี้น่าสนใจไหม?

คุณมณีรัตน์ ธนัชญ์เศรษฐ์ : มันก็ตอบโจทย์ด้วยตัวมันเอง แต่ก็เป็นเหมือนสินค้ารองมากกว่าสินค้าหลัก เราก็ไม่ได้มีข้อมูลในเชิงลึก แต่เชื่อว่าช่วงนี้เราเดินทางไม่ได้ การจะลงทุนหรือซื้ออะไรสักอย่าง ก็ควรเลือกสิ่งที่ตอบโจทย์ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งเราว่ามันก็คงยังซึมๆ อย่างพัทยาหรือหัวหินตอนนี้ก็มีซัพพลายมากพอสมควร

บางคนถามว่าหลังจาก Covid-19 แล้ว คนจะเลือกซื้อบ้านมากกว่าคอนโดฯ หรือเปล่า แต่เรากลับมองต่างนิดหนึ่ง อย่างไรก็ตามคอนโดฯ ที่ติดรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ก็ยังเป็นความต้องการหลักอยู่ บ้านยังคงขายได้ส่วนหนึ่ง แต่ถ้าเป็นการเดินทางจากบ้าน แล้วต้องนั่งรถไฟฟ้าเข้ามาในเมือง ค่าเดินทางต่อวันอาจจะ 200-300 บาท สู้เอาเงินนั้นมาซื้อคอนโดฯ ดีกว่า แล้วด้วยแหล่งงานก็ยังกระจุกตัวอยู่ในเมือง บางทีลูกค้าจากต่างจังหวัดมาซื้อคอนโดฯ ในกรุงเทพฯ ก็มี

กลุ่มอสังหาฯ ทั้งห้างสรรพสินค้า บ้าน คอนโดฯ กลุ่มไหนจะฟื้นตัวเร็วที่สุด

คุณมณีรัตน์ ธนัชญ์เศรษฐ์ : แม้ว่าตอนนี้จะเปิดห้างฯ แล้ว แต่เท่าที่ไปเซอร์เวย์มาก็ยังไม่ได้กลับมา 100% ตอนที่เปิดห้างฯ ครั้งแรกนี่แทบแตก มันคงเกิดจากการอัดอั้นอยากจะออกจากบ้าน แต่บางกลุ่มก็ยังคงกังวล ก็เป็นจุดที่เราต้องระวังว่าจะทำอย่างไรไม่ให้มันกลับมาอีก แต่เมืองไทยเราก็ค่อนข้างทำได้ดีมาก แต่ถามว่าจะคลี่คลายเมื่อไร คือตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีน ก็ต้องคิดเสมอว่ามันจะอยู่กับเราตลอดไป แต่เราจะปรับตัวอย่างไรมากกว่า

ช่วงนี้อนันดาฯ มีการวางแผนปรับตัวอย่างไร

คุณมณีรัตน์ ธนัชญ์เศรษฐ์ : ลูกค้ามีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป อย่างช่วง Covid-19 เราก็มีทั้ง Line Official Account เริ่มมีแชทเซ็นเตอร์ 24 ชม.เพื่อติดต่อกับลูกค้า ซึ่งเราไม่ได้ใช้แชทบอทเลย ปรากฏว่าลูกค้าในช่วงนี้ไม่หลับไม่นอนนะ เที่ยงคืน ตี 1-2 ก็ยังคุย ยังถามข้อมูลกันอยู่ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราปรับตัวได้ค่อนข้างดี ถ้าในอดีตลูกค้าจะรู้สึกหวงข้อมูล ไม่อยากให้ไลน์ แต่ตอนนี้ก็เริ่มเปิดใจมากขึ้น อาจจะเพราะเดินทางมาไม่ได้ แต่ยังอยากได้ข้อมูล แล้วก็ไม่อยากคุยกับแชทบอทด้วย อยากจะได้ข้อมูลทันที ต้องตอบภายใน 5-10 นาที เราก็เลยมีส่วนนี้ขึ้นมารองรับลูกค้า

พอช่วงปลดล็อกก็มีคนเข้ามาดูห้องมากขึ้น เนื่องจากเราทำการตลาดเชิงออนไลน์ ลูกค้าก็เลยมีข้อมูลมาก่อนเกือบ 50% หรืออาจจะรู้ข้อมูลมากกว่าเราเสียอีก ที่เหลือก็แค่เข้ามาคอนเฟิร์มห้อง ดูวิว ดูมุม แล้วโอนเงิน มันก็ทำให้ปิดการขายได้ง่ายขึ้น นี่คือจุดหนึ่งที่พฤติกรรมของลูกค้าจะเปลี่ยนไป จะรับในเชิง Virtual Online ได้มากขึ้น

ทำเลไหนที่นักลงทุนกำลังให้ความสนใจมากๆ ในพอร์ตของอนันดาฯ

คุณมณีรัตน์ ธนัชญ์เศรษฐ์ : ปัจจัยสำคัญของคอนโดฯ ก็คือทำเล ถ้าติดรถไฟฟ้าก็จะได้รับความนิยมมากหน่อย ซึ่งโครงการของอนันดาฯ ก็อยู่ติดรถไฟฟ้าเกือบทั้งหมด นอกจากนี้ทำเลที่อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยก็ขายดีมาก หรือทำเลแถวสุขุมวิทก็มีนักลงทุนระยะยาวกลับมาซื้อมากขึ้น ก็ถือว่าเป็นปัจจัยบวกสำหรับเราพอสมควร

ถ้าลงทุนของอนันดาฯ ช่วงนี้ จะได้รีเทิร์นประมาณเท่าไร?

คุณมณีรัตน์ ธนัชญ์เศรษฐ์ : ถ้าเป็นในเมืองตอนนี้ที่ลองกดดูนะ ประมาณ 5% ได้แล้ว น่าสนใจมาก และ 5% ตรงนี้เป็นแค่อัตราผลกำไรจากการปล่อยเช่า (Rental Yield) ยังไม่รวมผลตอบแทนจากการขายอสังหาฯ (Capital Gain) ซึ่งถ้ารวมกันแล้วก็จะต้องได้มากกว่า 5% อยากให้ทุกคนลองเข้ามาเยี่ยมชมว่าราคาเป็นอย่างไร นอกเหนือจากราคาก็คือที่ดินทุกแปลงที่มีอยู่ เราว่าเป็นแปลงที่หาไม่ได้แล้ว ขณะเดียวกันช่วง Covid-19 ก็เป็นช่วงที่เขย่าเพื่อหาจุดสมดุล จากที่ราคามันสูงขึ้น ตอนนี้ก็กลับลงมาแล้ว เพราะฉะนั้นนี่เป็นเวลาที่ดีสำหรับนักลงทุนที่อยากจะช้อนซื้อ หรือคนที่อยากได้บ้าน/คอนโดฯ

ข้อคิดถึงนักลงทุน

คุณมณีรัตน์ ธนัชญ์เศรษฐ์ : ในระหว่างนี้เราก็ยังไม่รู้ว่า Covid-19 จะสิ้นสุดอย่างไร แต่ในทุกๆ วิกฤตมันมีโอกาสอยู่เสมอ ดังนั้นก็อยากให้ทุกคนสู้ๆ เราต้องผ่านพ้นไปด้วยกัน ถึงแม้ว่าการลงทุนจะมีความเสี่ยง แต่ก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่มีมูลค่าในอนาคตค่ะ

และนี่คือบทสัมภาษณ์จาก คุณมณีรัตน์ ธนัชญ์เศรษฐ์ กรรมการผู้จัดการ IDEO/IDEO MOBIบริษัทอนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เป็นอย่างไรกันบ้าง เพื่อนๆ น่าจะเต็มอิ่มกันไปแล้วกับข้อมูลด้านอสังหาฯ จากผู้เชี่ยวชาญโดยตรงกันพอตัวเลยใช่ไหมว่า ทำเลไหนเด็ด คอนโดแบบไหนโดน แถมได้รู้แนวโน้มในอีก 2-3 ปีข้างหน้าอีกด้วย สุดยอดมากๆ เลยครับ

สำหรับบทความหน้า aomMONEY สัญญาว่าก็จะนำความรู้ดีๆ มาฝากเพิ่มเติมให้อีกนะครับ หรือถ้าใครมีเทคนิคดีๆ เกี่ยวกับการลงทุนอสังหาฯ ก็นำมาแชร์กันที่หน้าเพจ aomMONEY ได้เลย

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY

https://youtube.com/watch?v=RqMRST41PPs%3Fwmode%3Dopaque

อนาคตของอสังหาฯ จะไปทางไหนหลัง Covid-19

โดย คุณมณีรัตน์ ธนัชญ์เศรษฐ์ กรรมการผู้จัดการ IDEO/IDEO MOBI 

บริษัทอนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ยื่นภาษีบุคคลธรรมดา ต้องใช้ยอดไหนในการยื่นภาษี ก่อน หรือหลังหักค่าใช้จ่าย

เวลาจะเอายอดรายได้มา “ยื่นภาษี” ต้องเอายอดไหนมายื่นรายได้ก่อนหรือหลังค่าใช้จ่าย แบบไหนถึงจะถูกต้องกว่า

บอกเลยว่าตั้งแต่ทำเพจมา มีคำถามนี้ถามกันเข้ามาบ่อยๆ เลยเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่ออธิบายความเข้าใจกันสักหน่อยครับผม

ถ้าให้ตอบสั้นๆ ทันที พรี่หนอมตอบได้เลยว่า  ก่อนหัก แต่ถ้าตอบตามหลักการให้อ่านต่อจากนี้อีกสักหน่อยครับผม เรื่องของการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

การคำนวณ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีอยู่ 2 วิธี แต่ วิธีคำนวณหลัก ๆ เราจะเรียกว่า วิธีเงินได้สุทธิ โดย เงินได้สุทธิ ที่นำมาคูณกับอัตราภาษี จะคำนวณตามสูตรนี้ครับ

เงินได้สุทธิ = เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน

ดังนั้นถ้าจากสูตรเราจะเห็นว่า สิ่งที่ต้องนำมาคำนวณจริง ๆ คือรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายเพราะกฎหมายได้กำหนดวิธีคำนวณไว้แล้ว ซึ่งกฎหมายยังกำหนดรวมถึงวิธีการหักค่าใช้จ่ายบุคคลธรรมดาด้วยว่าเป็นแบบไหนยังไงอีกด้วยครับ  โดยค่าใช้จ่ายที่หักได้นั้น จะกำหนดไว้ตามประเภทของเงินได้ที่เรามีว่าเป็นเงินได้ประเภทไหน เพราะแต่ละประเภทหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน  ทำให้เงินได้บางประเภท หักค่าใช้จ่ายได้น้อยมาก และมีการเสียภาษีที่แตกต่างกันไปครับ

นอกจากเรื่องรายได้แล้ว พรี่หนอมอยากฝากไว้ว่า อย่าลืมแยกระหว่างค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีกับค่าใช้จ่ายในชีวิตของเราด้วย เพราะค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษี มีไว้เพื่อคิดคำนวณภาษีที่ต้องจ่าย แต่ค่าใช้จ่ายในชีวิตจริงของเรานั้น มันมีรายจ่ายภาษีซ่อนไว้ด้วยนั่นเองครับผม

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม

ขายของราคารวม VAT แบบนี้มีกำไรเท่าไร จะคิดยอด VAT ออกมาได้ยังไงนะ?

คำถามในตอนนี้ คือ ขายของราคาที่รวม VAT แล้ว อยากรู้ว่ามีกำไรกี่บาท เสียภาษียังไง? ยกตัวอย่าง เช่น ขายของ 100 บาท (ราคารวม VAT) แต่เรามี ต้นทุน 50 บาท (ไม่มี VAT) แบบนี้ยอด VAT คือเท่าไร และกำไรคือกี่บาทกันแน่ พูดแล้วงง แถมยังปวดหัวอีกด้วย

ก่อนจะตอบคำถาม ต้องถามก่อนว่า ยอด 100 บาท คือยอดที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT ไว้แล้วใช่ไหม ? ถ้ามันเป็นแบบนั้นจริง สิ่งที่ต้องทำคือการแยกภาษีมูลค่าเพิ่มออกมาก่อน โดยสูตรที่ผู้คนเลือกใช้ คือ

VAT  = ยอดขายก่อน VAT x 7/107

ดังนั้นยอดขาย 100 บาท เมื่อคิด VAT = 100 x 7/107 ก็จะได้ VAT = 6.54 บาท เมื่อมาคิดต่อว่า ยอดขาย = ราคารวมVAT – VAT เราจะได้ยอดขายออกมา คือ 100 – 6.54 หรือ 93.46 บาทนั่นเอง

อ้อ .. แต่สำหรับบางคนที่อยากคิดยอดขายเลย ก็สามารถเลือกใช้สูตรหายอดขายแบบนี้ได้เหมือนกันนะ คือ

ยอดก่อน VAT  = ยอดรวม VAT x 100/107

ดังนั้นสรุป คือ ถ้ายอดขายก่อน VAT คือ 93.46 บาท กำไรก็จะเปลี่ยนไปเป็น 93.46 – 50 = 43.46 บาท หรือสรุปได้ว่า ถ้าราคาขายรวม VAT เราจะมียอดขายน้อยลง เพราะมีส่วนหนึ่งต้องนำไปส่งสรรพากร และเมื่อยอดขายน้อยลง กำไรก็จะน้อยลงด้วย

ดังนั้น ถ้ามีเรื่องของ VAT มาเกี่ยวข้อง การพิจารณาเรื่องการตั้งราคาขาย อาจจะต้องคิดด้วยว่าได้ตั้งราคาขายรวม VAT ไว้หรือยังไม่อย่างนั้น จะมีปัญหาต่อกำไรที่ลดลงได้ โดยเฉพาะสินค้าที่แข่งกันขาย แข่งกันลดราคา อย่างเช่นในกรณีนี้ ถ้าเจ้าของธุรกิจสามารถผลักภาระยอดขายให้ลูกค้าได้เป็น 100 + 7 = 107 บาท โดย 100 บาทคือราคาขายไม่รวม VAT ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อกำไรครับ

และที่สำคัญ อย่าลืมว่ากรณีกิจการที่มีรายได้และไม่ได้สิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อมีรายได้ถึง 1.8 ล้านบาทในปีไหนต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทด้วยครับ

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save