อยากเกษียณเร็วต้องวางแผนให้ตัวเองยังไง

ยุคนี้ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่หลายๆคน มักจะมีความฝันคล้ายๆกันคือ “อยากมีอิสรภาพทางการเงิน” เร็วๆ หรือ “อยากเกษียณเร็ว” คืออยากเกษียณตั้งแต่อายุไม่ถึง 40 เพื่อจะได้ใช้ชีวิตให้เต็มที่ เอาเวลามาทำอะไรที่ตัวเองอยากทำ ไม่อยากเป็นลูกจ้างไปตลอดชีวิต

แผนการหนึ่งที่หลายๆคนมักจะคิดว่าเป็นทางออกไปสู่อิสรภาพทางการเงิน คือ “การลงทุนในหลักทรัพย์” เช่น หุ้น กองทุนรวม เทรด Forex (หรือถ้าเป็นช่วงที่ผ่านมาก็อาจจะเป็น Crypto Currency) โดยหวังว่าจะสามารถเลือกลงทุนในหุ้น หรือหลักทรัพย์ใดสักอย่างหนึ่งถูกตัว แล้วหลักทรัพย์นั้น ก็จะราคาพุ่งทยาน ทำกำไรได้มากๆ จนทำให้เงินลงทุนโตเป็นหลายล้าน มากเพียงพอที่จะเอาไว้สร้าง Passive Income หรือรายได้จากทรัพย์สิน ให้เราได้ไปตลอดชีวิต

นั่นคือความฝันของใครหลายๆคน แต่มาลองดูในความเป็นจริงกันดูนะครับ ว่ามันจะมีโอกาสหรือความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

============================

สมมติว่า ตอนนี้เราอายุ 30 ปี เราอยากมีอิสรภาพทางการเงิน โดยอยากมีพอร์ตการลงทุนที่จะสามารถสร้างรายได้ให้เราได้ เดือนละ 50,000 บาท หรือปีละ 600,000 บาท เราจะวางแผนให้พอร์ตการลงทุนนี้สร้างผลตอบแทนต่อปีประมาณ 5% เนื่องจากไม่ต้องการความเสี่ยงและความผันผวนจากการลงทุนมากจนเกินไป เพราะต้องถอนเงินมาใช้เป็นประจำ

ดังนั้น มูลค่าพอร์ตการลงทุนที่เราต้องมีอย่างน้อยก็คือ 600,000/5% = 12,000,000 บาท 

(อันนี้คือคิดแบบง่ายๆนะครับ เพราะในความเป็นจริง เราอาจจะต้องถอนเงินมาใช้ในอนาคตมากขึ้น เนื่องจากข้าวของมีราคาแพงขึ้นจากเงินเฟ้อ ทำให้เราต้องถอนเงินมาใช้มากกว่าเดือนละ 50,000 บาท แต่จากการคำนวณแบบนี้คือ ให้ถอนเงินมาได้เดือนละ 50,000 บาทคงที่ไปตลอดโดยยที่พอร์ตมูลค่าไม่ลดลง)

คำถามก็คือ เราคิดว่า เราจะสามารถหาเงิน 12 ล้านบาทนี้ได้ภายในระยะเวลากี่ปี?

ลองคำนวณดูเล่นๆ สมมติว่า เราต้องการมีอิสรภาพทางการเงินตอนอายุไม่เกิน 40 ปี แปลว่า เรามีเวลาเก็บเงินนานที่สุดคือ 10 ปี คำนวณดูแล้วว่า ต่อให้เราลงทุนได้เทพมากๆ ได้ผลตอบแทนทบต้นเฉลี่ยปีละ 25% จากตลาดหุ้น 10 ปีติดต่อกัน เราก็ยังต้องลงทุนเฉลี่ยปีละประมาณ 360,000 บาท ตามภาพ

(PMT คือ เงินที่เราต้องลงทุนในแต่ละปี / FV คือมูลค่าเงินในอนาคตที่เราต้องการ / Rate คืออัตราผลตอบแทนทบต้นที่เราได้รับ / Period คือระยะเวลาการลงทุน (ปี))

จะเห็นว่า ต่อให้เราเป็นนักลงทุนที่เทพยิ่งกว่า Warren Buffet เราก็ยังต้องใช้เงินลงทุนปีละ 360,000 บาท หรือเดือนละถึง 30,000 บาท คำถามคือ เราเหลือเงินลงทุนในแต่ละเดือนแต่ละปีพอเท่านี้หรือไม่? สำหรับคนทั่วไป (ถ้าจะเหลือเงินลงทุนเดือนละ 30,000 บาท คาดว่าอย่างน้อยคงต้องมีรายได้ต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท)

หรือลองคิดในอีกมุมหนึ่ง ถ้าสมมติว่าเรามีเงินลงทุนได้เดือนละ 5,000 บาท หรือปีละ 60,000 บาท (ซึ่งก็น่าจะพอเป็นไปได้สำหรับคนอายุ 30 ที่มีรายได้ประมาณ 30,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป) เพื่อให้มีเงิน 12 ล้านบาทในอีก 10 ปี เราต้องลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นประมาณ 62% ต่อปี ติดต่อกัน 10 ปี ตามภาพ

ซึ่งหลักทรัพย์ที่จะให้ผลตอบแทนทบต้นเฉลี่ยถึง 62% ต่อปีนั้นหายากมากๆ ถ้าเราไม่ได้โชคดีไปซื้อ bitcoin ไว้ตั้งแต่ปี 2010 ก็แทบจะหาไม่ได้แล้วในตอนนี้ (หรือถึงตอนนั้นเราจะหาได้ เราจะมั่นใจไหมว่า มันจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในเวลาต่อมา ในขณะที่ตอนนั้นแทบจะเป็นสิ่งไร้ค่า ไม่มีใครให้ค่ามันเลย)

และยิ่งถ้าเราอยากมี Passive Income มากกว่านี้ หรือต้องการเกษียณเร็วกว่านี้ ก็ยิ่งต้องใช้ผลตอบแทนหรือเงินลงทุนมากขึ้นไปอีก

============================

สิ่งที่ผมอยากจะสรุปให้เห็นภาพก็คือ การที่คนส่วนใหญ่คิดว่าจะมีอิสรภาพทางการเงินเร็วๆ หรือเกษียณเร็ว โดยคิดจะเอาเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์ ให้เงินเติบโตเพียงพอ มันเป็นแผนที่เป็นไปได้ยากๆมาก เพราะ

1) เราต้องหาผลตอบแทนทบต้นได้สูงๆ ติดต่อกันหลายปี ซึ่งเป็นไปได้ยาก และ

2) เราต้องใช้เงินลงทุนต่อปีค่อนข้างสูง ถ้าเราไม่ได้มีเงินก้อนที่เยอะระดับหนึ่งอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเราก็มักจะมีเงินลงทุนไม่พอ โดยเฉพาะกับคนที่อายุน้อย รายได้ยังไม่มาก

ดังนั้น ถ้าเรามีความฝันจะเกษียณเร็ว หรือมีอิสรภาพทางการเงินตั้งแต่อายุยังไม่มาก เราอาจจะต้องมองหา “เครื่องมืออื่น” ที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ให้เราได้เร็วกว่า มีโอกาสเป็นไปได้มากกว่า และเราสามารถควบคุมมันได้มากกว่าหลักทรัพย์ทั่วๆไปครับ

แล้วเครื่องมืออะไรล่ะ ที่มีโอกาสสร้างอิสรภาพทางการเงินให้เราได้มากกว่าหลักทรัพย์?

จากความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่ นี่คือตัวอย่างของเครื่องมือที่ผมคิดว่า มีโอกาสที่จะสามารถช่วยให้เราเกษียณเร็วได้ครับ

=============================

1. อสังหาริมทรัพย์ (ที่ดิน, บ้าน, คอนโด, อพาร์ทเม้นต์ให้เช่า)

อสังหาฯ คือเครื่องมือที่สามารถช่วยสร้างรายได้ให้เราได้ในทันที โดยไม่ต้องเก็บเงินก้อนใหญ่ให้ได้หลายล้าน เพราะเราสามารถ “กู้ยืม” เงินจากแหล่งเงินกู้ เช่นธนาคาร มาลงทุนในอสังหาฯได้ (ถ้าเราเป็นคนที่มีรายได้มั่นคง หรือมีเครดิตมากพอ) โดยภาระของเราคือต้องจ่าย “เงินผ่อน” ให้กับทางธนาคาร ดังนั้น รายได้จากการลงทุนของเราจึงต้องมาจากการหาผู้เช่า ที่จ่ายค่าเช่าให้เราได้มากกว่าเงินผ่อน เราถึงจะได้กำไร เช่น คอนโดราคา 3 ล้านบาท เราต้องผ่อนเดือนละ 19,000 บาท แต่เราปล่อยเช่าได้เดือนละ 24,000 บาท ก็เท่ากับว่า เราจะมีรายได้จากทรัพย์สินเพิ่มเข้ามาเดือนละ 5,000 บาท โดยที่เราไม่ต้องลงมือทำงานเอง ส่วนต่างระหว่างค่าเช่าที่ผู้เช่าจ่าย กับเงินผ่อนที่เราต้องผ่อนธนาคาร นั่นแหละครับ คือ กระแสเงินสด ที่เมื่อสะสมรวมกันในอสังหาฯหลายๆแห่ง ก็อาจจะช่วยให้เรามี Passive Income ที่เพียงพอจะเกษียณเร็วได้

2. ธุรกิจ

ธุรกิจในที่นี้คือ กิจการ ที่เราเป็นเจ้าของ ที่ดำเนินธุรกิจบางอย่าง เช่น ขายสินค้า หรือบริการ หรือสร้างคุณค่าอะไรก็ตาม ที่เป็นที่ต้องการของตลาด มีความสามารถในการแข่งขัน มีลูกค้าประจำ สิ่งที่เราจะได้รับในฐานะเจ้าของ ก็อาจจะเป็นส่วนแบ่งจากรายได้หรือกำไรที่ธุรกิจได้รับ เช่น เงินเดือน หรือเงินปันผล แต่หากเราต้องการเกษียณเร็ว นั่นแปลว่า เราต้องสร้างธุรกิจจนธุรกิจสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้จากระบบการบริหารจัดการที่เราสร้างขึ้น โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาเราตลอดเวลา เพื่อให้เราลงมือทำเองทุกอย่างจนไม่ได้พัก ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องหาคนมาทำงานแทนเราแล้วจ่ายค่าจ้างเป็นค่าตอบแทนให้ ส่วนตัวเราเองจะมีหน้าที่บริหารจัดการธุรกิจในภาพรวม ซึ่งอาจจะไม่ต้องไปลงแรงทำงานหนักด้วยตัวเอง (แต่แน่นอนว่าในช่วงแรกที่เราเริ่มสร้างธุรกิจเราก็คงต้องลงมือทำหลายอย่างด้วยตัวเองก่อน จนกว่าธุรกิจจะแข็งแรงพอที่จะเดินต่อไปเองได้ในระดับหนึ่ง)

3. ค่าลิขสิทธิ์ / สิทธิบัตร / ส่วนแบ่งค่าโฆษณา

สิ่งเหล่านี้คือ “ทรัพย์สินทางปัญญา” คือการที่เราใช้สมอง ใช้ไอเดียของเราในการประดิษฐ์ คิดค้น หรือสร้างผลงานบางอย่าง แล้ว “เรียกเก็บ” ค่าธรรมเนียม เมื่อมีใครต้องการนำไอเดีย หรือสิ่งที่เราสร้างเอาไว้ ไปใช้งานหรือหาผลประโยชน์ต่อไป หากเป็นในโลกทุกวันนี้ก็เช่น ค่าลิขสิทธิ์จากการแต่งเพลง หรือการเขียนหนังสือ หรือปัจจุบันอาจจะเป็นการที่เจ้าของ “พื้นที่” ในโลกโซเชียลแบ่งรายได้จากค่าโฆษณาให้ผู้สร้าง Content ในพื้นที่ของตัวเอง เช่นการที่ YouTube แบ่งค่าโฆษณาให้เรา ถ้าเราสามารถสร้างช่อง หรือคลิปวิดีโอที่มีคนดู หรือผู้ติดตามจำนวนมากได้

4. การขายบริการออนไลน์ที่สามารถ “ทำซ้ำ” ได้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ก็เช่น “การทำคอร์สสอนออนไลน์” ที่มีต้นทุนต่ำ แต่สามารถสร้างรายได้ที่เกิดจากการ “ใช้ซ้ำ” ได้ตลอดเวลา โดยที่เราลงทุนลงแรงมากๆเพียงครั้งเดียวตอนเริ่มต้น หลังจากนั้น ก็สามารถเก็บค่าคอร์สอย่างต่อเนื่องได้ ทุกครั้งที่มีคนยินดีจ่ายค่าเรียน และเป็นวิธีการสอนที่สามารถเข้าถึงคนจำนวนมากได้ในคราวเดียว

5. การใช้ OPR (Other People Resources)

หลายคนพอจะเริ่มต้นทำธุรกิจ หรือคิดจะสร้างรายได้อัตโนมัติ ก็มักจะคิดว่า เป็นไปได้ยาก เพราะต้องใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่ ไม่รู้จะไปหาจากที่ไหน ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่เรามักจะสร้างให้ตัวเอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราสามารถหารายได้จากการ “ใช้ทรัพยาการของผู้อื่น” เช่น เงินลงทุน แรง เวลา หรือความช่วยเหลืออื่นๆ โดยไม่ต้องใช้เงินของตัวเองได้ (ภาษาอังกฤษเรียกว่า เป็นการใช้ “Leverage” หรือพลังทวี ที่เป็นเหมือนคานงัด ช่วยผ่อนแรงให้เรา ไม่ต้องออกแรงเอง) แต่การที่คนอื่นจะยอมให้เรายืมเงิน หรือทรัพย์สิน หรือเป็นความช่วยเหลืออื่นๆ นั่นก็แปลว่า พวกเขาก็ต้องได้ผลประโยชน์ตอบแทนเช่นเดียวกัน จึงเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องคิดไอเดียว่า เราจะทำอย่างไรที่จะสร้างผลประโยชน์ให้กับใครบางคน โดยที่เราขอแบ่งส่วนแบ่งของผลประโยชน์นั้นอย่างยุติธรรมกับทุกๆฝ่ายด้วย ยกตัวอย่างเช่น การที่ธนาคารยอมให้เรายืมเงินมาลงทุน แลกกับการคิดดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทน หรือการเป็นผู้แนะนำการลงทุนอย่างถูกต้องให้ผู้ที่มีเงินลงทุน แต่ไม่รู้ว่าจะลงทุนอย่างไร หากเราสามารถให้คำแนะนำในการลงทุนที่ดี จนทำให้ผู้ลงทุนได้กำไร เงินลงทุนเติบโตงอกเงย เราอาจจะขอส่วนแบ่งกำไรส่วนหนึ่งเป็นค่าธรรมเนียมการให้บริการในแต่ละปี ตราบใดที่เงินลงทุนของคนอื่นยังอยู่กับเรา เราก็จะมีรายได้จากค่าธรรมเนียมส่วนนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งนี่คือโมเดลการหารายได้ที่ทาง บล. บลจ. และผู้แนะนำการลงทุนใช้กันโดยทั่วไปในปัจจุบัน

============================

ทั้ง 5 ข้อคือตัวอย่างของไอเดียการใช้เครื่องมือ หรือวิธีการสร้างรายได้จากทรัพย์สิน ที่สามารถเพิ่มโอกาสช่วยให้เราเกษียณเร็วได้ และอาจจะมีโอกาสเป็นไปได้มากกว่าการเอาเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นการลงทุนทางอ้อม เนื่องจากเป็นวิธีการที่เราสามารถสร้างรายได้จากทรัพย์สินได้ในทันที โดยอาจจะไม่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และเรายังมีความสามารถในการบริหารจัดการทรัพย์สินเหล่านั้นเองได้เป็นส่วนใหญ่ ต่างจากการลงทุนในหลักทรัพย์ที่เรามักจะควบคุมหรือบริหารจัดการหลักทรัพย์เองได้ยาก (ขึ้นอยู่กับธุรกิจที่เราไปลงทุน ผจก.กองทุน หรือความผันผวนของความต้องการในตลาด) การลงทุนในหลักทรัพย์ จึงเหมาะกับการลงทุนแบบสะสมเงินให้ค่อยๆเติบโตในระยะยาว มากกว่าจะหวังผลกำไรจำนวนมากในระยะสั้นอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม การจะเครื่องมือต่างๆเหล่านั้นในการสร้างรายได้จากทรัพย์สิน ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรก ที่เราต้องต่อสู้ อดทน ลองผิดลองถูก เรียนรู้จากประสบการณ์ ความผิดพลาด ล้มเหลว แต่ต้องทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ สมอง ความคิดอย่างมาก กว่าที่จะเริ่มเห็นผล ซึ่งก็อาจจะใช้เวลาอยู่หลายปี

อีกทั้งต่อเมื่อทรัพย์สินนั้นสามารถสร้างรายได้ให้เราได้แล้ว ก็ใช่ว่า เราจะอยู่เฉยๆสบายๆ โดยไม่ต้องทำอะไรเลยต่อไปก็ได้ เพราะทรัพย์สินทุกอย่าง ยังต้องอาศัยการบริหารจัดการ ตรวจสอบ ควบคุม พร้อมปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ เช่น คนทำธุรกิจ ก็ต้องคอยติดตามแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคอยู่เป็นระยะ คนให้เช่าอสังหาฯ ก็ต้องคอยจัดการกับผู้เช่า หรือคนสร้าง Content ก็ต้องคอยคิดไอเดียใหม่ๆอยู่เสมอ

ดังนั้น การเกษียณเร็ว หรือการมีอิสรภาพทางการเงิน จึงไม่ได้หมายถึงการอยู่เฉยๆโดยไม่ต้องทำอะไรก็ได้ แต่คือการสามารถ “ผ่อนแรง” ตัวเองลงได้ เพราะมีรายได้จากทรัพย์สินที่คอยทำงานแทนเรา โดยที่เราเป็นคนคอยบริหารในภาพรวมมากกว่า

ส่วนคำตอบที่แน่ชัดสำหรับแต่ละคนว่า สุดท้ายแล้ว “ถ้าอยากจะสร้างรายได้จากทรัพย์สิน? จะใช้วิธีการอะไรดี” ผมก็ต้องฟันธง หรือตอบแทนทุกคนไม่ได้ เนื่องจากแต่ละคน ก็มีไอเดีย ความชอบ ความเชื่อ ความถนัดแตกต่างกัน ดังนั้น ในเรื่องนี้เราคงต้องคิด ไปลองผิดลองถูก หาคำตอบกันเอาเอง

เพราะไม่มีเครื่องมือไหน หรือวิธีการไหนที่   “ดีที่สุด” สำหรับทุกคน มีแต่วิธีที่ “เหมาะกับเราที่สุด” ที่ทำให้เรามีความสุขและมีพลังใจที่อยากลงมือทำอยู่เสมอ มากกว่าครับ

เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่มีความพยายามนะครับ 🙂

อายุ 30 ควรมีเงินเก็บกี่บาท

อย่าพึ่งดราม่าเวลาที่เราพูดถึงเงินเก็บ เนื่องจากพี่เห็นน้องๆหลายคนตั้งคำถามแบบนี้กันเยอะเหลือเกินว่า อายุเท่านั้นเท่านั้นควรมีเงินเก็บเท่าไหร่ หลายคนก็แสดงตัวเลขขึ้นมาให้ดู แต่เป็นตัวเลขที่ไม่ได้บอกวิธีคิดว่ามันมาได้ยังไง?

ในบทความนี้พี่ก็เลยคิดว่าจะแสดงวิธีคิดในแบบของพี่ให้ดูว่าที่มาที่ไปของการเก็บเงินนั้นทำไมถึงได้ตัวเลขดังกล่าวนะครับ และพี่เชื่อว่าหลายคนน่าจะมีโอกาสทำได้ โดยเงื่อนไขที่พี่ตั้งไว้ก็คือ

  • คนนั้นตั้งใจจะออมเดือนละ 10% ของรายได้
  • รายได้ขึ้นทุกปี เฉลี่ยปีละ 5% (ดูอ้างอิงที่ 1)
  • เงินเดือนคนจบปริญญาตรีในช่วง 8-9 ปีที่แล้วปีที่แล้ว (ดูอ้างอิง 2)
  • เราเริ่มต้นทำงานตอนอายุ 22 ปี ปัจจุบันอายุ 30 ปี

อ้างอิง 1 : จากผลงานSurvey Total Compensation Measurement TCM ของ AON Herwitt ที่ทำสถิติค่าคอบแทนในไทยออกมาว่าปี 2559 อัตราการขึ้นเงินเดือนอยู่ที่ 4.7-6% และในปี 2560 อยู่ในอัตรา 5.2-5.3% จึงขอใช้คร่าวๆ 5% ย้อนหลังเพื่อให้เห็นภาพรวม

อ้างอิง 2 : Trading Economic จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ

สมมติว่าเราทำตามแผนที่วางเอาไว้ คุณจะมีเงินออม แบบไม่คิดผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยเท่าไหร่? มาดูกันครับ

หมายเหตุ : พี่ใช้ Excel ใน Google Sheet ให้มันคำนวณอัตโนมัตินะครับ ตัวเลขมีการปัดทศนิยม ถ้าคิดมือเทียบอาจจะไม่ตรงเปะๆ

กรณีแรก หากเงินเดือนเริ่มต้นที่ 9,000 บาท ไปจนจบอายุ 29 (ขึ้นปีที่ 30) ควรจะเก็บได้อย่างน้อยประมาณ 103,000 บาท

กรณีที่ 2 หากเงินเดือนเริ่มต้นที่ 15,000 บาท ไปจนจบอายุ 29 (ขึ้นปีที่ 30) ควรจะเก็บได้อย่างน้อยประมาณ 170,000 บาท

ทั้งหมดนี้เป็นแค่การเก็บ 10% ของรายได้เท่านั้นนะครับ และ “ยังไม่รวมถึงผลตอบแทนด้วย” การออมเงินในเงินฝากออมทรัพย์จะมีดอกเบี้ย และ การออมในหุ้นหรือกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงกว่า ก็เปิดโอกาสให้ได้เราผลตอบแทนที่สูงกว่าเดิมได้ อย่างที่ทางตลาดหลักทรัพย์เคยคำนวณเอาไว้ ในเรื่องการ DCA ย้อนหลังในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2551-2561) จะได้ผลตอบแทน 11.61% ต่อปี (อ้างอิงตัวเลขจากในนิทรรศการ เก็บตังค์พลังบวก >>> ดูข้อมูลเพิ่มในคลิป นาทีที่ 2.50 ช่องมุมขวาบน)

ซึ่งจริงๆแล้วตัวเลขที่ผมยกมามันค่อนข้าง Basic มากๆ และเชื่อว่าน่าจะพอเป็น Benchmark ของหลายๆคนได้ในเบื้องต้น บางคนอาจจะบอกว่าตัวเขาได้เงินเดือนขึ้นน้อยกว่า 5% เองจะให้ทำยังไง? อย่างที่ผมบอกล่ะครับว่าอันนี้เป็นค่าเฉลี่ยที่เขาทำ Survey กัน ถ้าคุณทำงานแล้วปรับเงินเดือนได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย แปลว่าเราอาจจะอยู่ในจุดที่ต้องเริ่มพัฒนาตัวเองให้มาอยู่อย่างน้อยในค่าเฉลี่ยครับ บางคนปรับ 7-10% เลยก็มี

และแน่นอนครับว่า ในชีวิตจริงของหลายๆคน เงินเดือนขึ้นมากกว่านี้ มีโบนัสด้วย ย้ายงานแต่ละทีก็ up เงินเดือนได้อีก 20-30%  เงินเก็บมันก็อาจจะมากกว่าที่ผมแสดงอยู่ก็ได้นะ


แต่ถ้าถามว่า การเก็บเงินแบบนี้ไปเรื่อยๆจนวันเกษียณ (ทำงานถึงเดือนสุดท้ายของอายุ 59 นะครับ) ตามสมมติฐาน จะได้เงินเก็บทั้งหมดเท่าไหร่? และเพียงพอต่อการเกษียณไหม

ผมลองคิดออกมาแล้วครับ เริ่มตั้งต้นจาก 9,000 บาท จะได้ ประมาณ 1.16 ล้านบาท พอหรือเปล่า? แล้วแต่การบริหารเงินของแต่ละคน อย่าลืมว่ารายได้ในปีหลังๆเราสูงนะ Lifestyle เราอาจแพงขึ้นทั้งในแง่การใช้ชีวิตและค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ

ซึ่งข้อมูลจากทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้มีการแนะนำว่า อย่างน้อยเราควรจะมีเงินเก็บในยามเกษียณประมาณ 4,060,701 บาท เพื่อใช้หลังเกษียณไปอีก 20 ปี แสดงว่าด้วยวิธีการนี้ยังขาดไปประมาณ 3.5 เท่า

ซึ่งถ้ากลับมาคิดตัวเลขเงินออมตอนอายุ 30 ปีนั้น อย่างน้อยต้องมีเงินเก็บ 360,956 บาทเพื่อให้สอดคล้องกับแผนเกษียณระยะยาวที่ 4.06 ล้าน

แต่แน่นอนว่า มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะเก็บเงินเดือนละ 35% เพื่อให้เพียงต่อต่อยามเกษียณ สมมติเงินเดือน 10,000 เก็บ 3,500 ใช้ 6,500 มันก็ต้องใช้ความสามารถในการออมและการจัดการที่สูงมาก

ทางเลือกมีอะไรบ้าง? ก็กลับมาที่กลไก 3 พลัง

1. เงินต้น/เงินออม

ถ้าเก็บออมได้มากขึ้น หรือ มีรายได้ทางอื่นๆก็ช่วยได้

2. ระยะเวลา

ยึดเวลาเกษียณไป หรือ เริ่มออมให้เร็วที่สุดตั้งแต่วันนี้

3. อัตราผลตอบแทน

ลองนำเงินออมไปลงทุนเพิ่มเติมในทรัพย์สินที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนมากกว่าเก็บเงินไว้เฉยๆ เช่น หุ้น กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ การทำธุรกิจต่างๆ แต่การลงทุนนั้นมีความเสี่ยงนะครับต้องจัดการเรื่องเงินทองและพอร์ตการลงทุนให้ดี

ก็ลองประเมินตัวเองดูนะครับ บางคนอาจจะเก็บได้เกิน 10% บางคนรีบออมเร็วและหาการลงทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายได้ ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ครับ

สำหรับบางคนอาจจะไม่มีเงินเก็บเลยเพราะผ่อนบ้านอยู่ นั่นก็ถือว่าคุณกำลังลงทุนในทรัพย์สินอยู่เหมือนกันนะครับ ส่วนใหญ่จะตีมูลค่าได้เกินตัวเลขที่ผมให้ไว้ด้วย ผ่อนหมดคุณก็มีเก็บ แต่เก็บในแง่ทรัพย์สมบัติที่ไม่ใช่เงินสดนะ

ในกรณีทีคุณบอกว่าคุณเกิดมาพร้อมหนี้ครอบครัว ไม่มีเงินเก็บ ลองคำนวณในรูปแบบภาระหนี้ที่ลดลงก็ได้ ถ้าหนี้คุณลดลงเรื่อยๆตามแผน นั่นคือประสบความสำเร็จในแง่วิธีการแล้ว ใช้หนี้หมด เก็บออม รวยยยย

เรื่องพวกนี้อยู่ที่เงื่อนไขของชีวิตแต่ละคนนะครับ ผมแค่คำนวณตัวเลขตามโจทย์ คุณลองประเมินจากฐานะทางการเงินตัวเองในแง่อื่นๆก็ได้

สรุป

หากคุณเก็บออมเดือนละ 10% และเงินเดือนขึ้น 5% ในวันนี้คุณควรจะเก็บเงินให้ได้อย่างน้อย 103,000 บาท (เทียบกับเงินเดือนเริ่มต้น 9,000 บาท)

หากคุณเก็บออมให้ได้เป้าหมายเกษียณที่ 4,060,701 บาท เงินเก็บที่ควรมีตอนอายุ 30 ปี อย่างน้อย 360,956 บาท

ทั้งหมดนั้นเป็นตัวเลขที่วิเคราะห์ขึ้นมาง่ายๆให้พอเห็นภาพวิธีนะครับ รายละเอียดและความเป็นจริงยังมีอะไรที่ซับซ้อนกว่านี้ ยังไงก็ขอให้ทุกคนพยายามนะครับ

แกะกล่องกองทุน IPO : “KFSUPER” ชีวิตดีเริ่ด เริ่มต้นได้ด้วยการลงทุน

เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง!

ในยุคสมัยที่โลกหมุนไวแบบนี้ ใครๆ ก็หันมาสนใจเรื่องการเงินการลงทุน แน่นอนว่าการมีแผนการเงินที่ดี มีแผนชีวิตที่ดี ย่อมทำให้เราสามารถเลือกใช้ชีวิตที่ยืดหยุ่นและหลากหลายกว่า เพราะเรามีรายรับอีกทางมาจากการลงทุนด้วย การจะตัดสินใจใช้ชีวิตหรือไม่ใช้ชีวิตอะไรก็ดูง่ายขึ้น เลือกทำสิ่งที่ชอบได้มากขึ้น เปิดโอกาสให้ตัวเองได้มีชีวิตดีเริ่ด จากการลงทุนและกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม สร้างแต้มต่อให้ชีวิต เพิ่มลิมิตให้กับการตัดสินใจ

แน่นอนว่าชีวิตที่ดีเริ่ดต้องมาจากการวางแผนที่ดี

KFSUPER หรือ กองทุนเปิดกรุงศรีชีวิตดีเริ่ด คือ กองทุนรวมที่จะมาเป็นตัวช่วยสำหรับผู้ที่สนใจจะลงทุนให้ชีวิตงอกเงยและมั่งคั่ง โดยไม่ต้องยุ่งยากวุ่นวายกับข้อมูลเศรษฐกิจการเงินมากมาย KFSUPER มีความน่าสนใจหลายอย่างที่นักลงทุนไม่ควรพลาด กระเถิบเข้ามาใกล้อีกหน่อย ลงทุนศาสตร์จะพาทุกคนทำความรู้จักกับ KFSUPER ไปด้วยกัน

KFSUPER ออกแบบมาเพื่อผู้ต้องการสร้างความมั่งคั่ง

แน่นอนว่านักลงทุนแต่ละคน ย่อมมีเป้าหมายการลงทุนที่แตกต่างกันออกไป KFSUPER จัดเป็น กองทุนที่เหมาะกับผู้เน้นการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว ลักษณะการลงทุนจึงจะเน้นไปที่การถือลงทุนระยะกลางถึงยาว เน้นสร้างสัดส่วนพอร์ตฟอลิโอให้ได้ผลกำไรสูงสุด ภายใต้สภาวะตลาดที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละช่วง ขีดเส้นใต้ว่ากองทุนนี้เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นลงทุน ผู้ที่ทำงานเก็บเงินมาได้ระยะหนึ่ง ไม่นานมากนัก เพราะนักลงทุนกลุ่มนี้มักมีเวลาในการลงทุนที่ยาวนาน รับความเสี่ยงได้ค่อนข้างมาก และสามารถแบ่งเงินมาเพิ่มความมั่งคั่งได้เรื่อยๆ และกองทุนนี้ก็มีนโยบายไม่ปันผล เพื่อที่จะช่วยให้นักลงทุนได้สะสมความมั่งคั่งไปในระยะยาวอีกด้วย  กองทุนมีระดับความเสี่ยง 5 – ปานกลางค่อนข้างสูง  

KFSUPER ลงทุนหุ้นได้สูงสุดถึง 75% เมื่อมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้น

หุ้นคือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในระยะยาว หุ้นจึงเป็นตัวเลือกที่ดี ในการลงทุนเพื่อสะสมความมั่งคั่ง KFSUPER สามารถปรับเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นได้สูงสุด ถึง 75% เพื่อสร้างโอกาสเพิ่มผลตอบแทนให้มากขึ้น ยามที่ตลาดมีแนวโน้มเติบโต โดยกองทุนก็มีกระบวนการการเลือกลงทุนหุ้นที่แข็งแกร่งและรัดกุม ตั้งแต่การเข้าเยี่ยมชมบริษัท การพูดคุยกับผู้บริหาร นำมาประกอบกับการวิเคราะห์ทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ โดยไม่จำกัดประเภทหุ้น 

KFSUPER มีการกระจายการลงทุนในหุ้นแต่ละประเภทอย่างหลากหลาย เช่น หุ้นเติบโต หุ้นคุณค่า หุ้นวัฏจักร และหุ้นปันผล เพราะแต่ละช่วงจังหวะโอกาส หุ้นแต่ละตัวแต่ละกลุ่มก็สร้างผลตอบแทนได้ต่างกัน อย่างช่วง 3 – 5 ปีที่แล้ว หุ้นเติบโตให้ผลตอบแทนโดดเด่นมาก แต่ในช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมา   หุ้นคุณค่ากลับมาโดดเด่นขึ้น การไม่ยึดติดอยู่กับหุ้นประเภทใดประเภทหนึ่งของกองทุนรวมก็ช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนอย่างหลากหลาย

ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

นอกจากหุ้นแล้ว  KFSUPER ก็ยังกระจายไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นด้วย เรียกว่าลงทุนได้ครบจบในกองทุนเดียว โดยมีสัดส่วนการลงทุนลงทุนในหุ้น REITs กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน รวมกันในสัดส่วน 0-75% เป็นส่วนที่ช่วยสร้างผลตอบแทนเพิ่ม อีกส่วนที่เหลือลงทุนเน้นความมั่นคงในตราสารหนี้ได้ 25 -100เอาไว้หลบหลีกจากความเสี่ยงสูงยามตลาดหุ้นผันผวนหนักได้ หากตลาดหุ้นดูแนวโน้มไม่สดใส ก็อาจปรับน้ำหนักมาที่ตราสารหนี้แทนได้ถึง 100% ลดความเสี่ยงโดยรวมลงได้

กลยุทธ์การลงทุนแบบผสม เปลี่ยนเรื่องยากให้ง่ายสบายขึ้น ช่วยให้นักลงทุนไม่ต้องสลับกองทุนไปมาบ่อย

เนื่องจากนโยบายความยืดหยุ่นในการลงทุนในสินทรัพย์ที่ผันผวนไปตามตลาดหุ้นน้อยและมาก จะเป็นเครื่องมือให้ผู้จัดการกองทุนรับมือกับตลาดขาลงหรือช่วงตลาดผันผวนได้อยู่แล้ว นักลงทุนสามารถทยอยซื้อสะสม หรือถือยาวไปไม่ต้องมาคอยกังวลกับภาวะตลาดให้ปวดหัว ตรงนี้คือจุดที่ดีการมีชีวิตที่ดีเริ่ดควรจะเครียดให้น้อย แต่สร้างผลตอบแทนได้มาก กล่าวคือ ใส่เวลาและการติดตามการลงทุนอย่างใกล้ชิดไปไม่มาก เน้นดูผลการดำเนินการกองทุนรวมสักเดือนหรือ 3 เดือนครั้ง ลงทุนต่อเนื่องเป็นวินัยและถือยาว รอรับผลตอบแทนเป็นหลัก เอาเวลาที่เหลือไปใช้ชีวิต ไปมุ่งทำงานด้านอื่น สร้าง Life Balance ให้กับชีวิตดีดี

ถ้าจะจัดพอร์ตการลงทุนเองโดยเลือกแบ่งเงินส่วนหนึ่งลงทุนกองทุนหุ้น อีกส่วนหนึ่งลงกองทุนตราสารหนี้เองก็ทำได้ แต่จะต้องใช้เวลาและความพยายามมาก ในการคอยดูข้อมูล คิดวิเคราะห์ ตัดสินใจว่าตอนไหนควรโบกเงินลงทุนไป-มาระหว่างกองทุนต่างๆ ที่เลือกไว้ ก็จะต้องเครียด-ตัดสินใจ-ลุ้นผล วนกันไปมา

เกษียณเริ่ดๆ พร้อมสิทธิลดหย่อนภาษี ก็มีให้กับ KFSUPERRMF

KFSUPERRMF คือ กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนเหมือน KFSUPER แต่ใส่เงื่อนไขการถือครองเพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเข้าไปแบบ RMF ตรงนี้เหมาะมากสำหรับคนที่วางแผนการเงินระยะยาว เน้นเก็บเงินเพื่อใช้ยามเกษียณ หากมาเลือกซื้อกองทุน KFSUPERRMF ตรงนี้ก็จะได้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีเมื่อลงทุนครบตามเงื่อนไขของกรมสรรพากรด้วย ใครกำลังมองหากองทุนรวม RMF อยู่แล้ว สามารถดูกองทุนนี้เพิ่มได้เลย จุดเด่น คือ เป็นกองทุนรวมผสมยืดหยุ่น ที่เน้นลงทุนในหุ้นได้ในสัดส่วนสูง เหมาะกับการถือยาวสู้กับทุกสภาพตลาดไปอย่างสบายใจ

กระซิบอีกหน่อยว่าค่าธรรมเนียมของกองทุน KFSUPER และ KFSUPERRMF ก็ถือว่าเฟรนด์ลี่

ค่าธรรมเนียมการจัดการตอนนี้เก็บจริงอยู่ที่ 1.7120% ส่วนค่าธรรมเนียมการซื้อของ KFSUPER เก็บจริงอยู่ที่ 0.80% ส่วน KFSUPERRMF ไม่เรียกเก็บ ในขณะที่ค่าธรรมเนียมการขายคืนไม่เรียกเก็บทั้ง 2 กองทุนในตอนนี้เลย 

แถมตอนนี้ยังมีโปรโมชั่นช่วง IPO ของกองทุนรวมอีกด้วย

หากลงทุนใน KFSUPER ช่วง 11 – 20 มีนาคม 2562 นี้ ทุก 100,000 บาท จะได้รับหน่วยลงทุน KFSUPER เพิ่มอีก 100 บาท ใครดูข้อมูลกองทุนถี่ถ้วนแล้วตัดสินใจแล้วว่าเหมาะ แนะนำให้ซื้อตั้งแต่ช่วง IPO รับโปรโมชั่นแถมไปด้วยเลย

อย่าลืม! อยากมีชีวิตดีเริ่ดต้องวางแผน

ใครๆ ก็สามารถมีชีวิตดีเริ่ดได้ หากเริ่มต้นวางแผนการเงินการลงทุนตั้งแต่วันนี้ สร้างรายได้เสริม สร้างแต้มต่อให้กับการตัดสินใจในชีวิต อย่าลืมเก็บ KFSUPER และ KFSUPERRMF ไปเป็นตัวเลือกในการตัดสินใจ ใครสนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าไปดูได้ที่ [http://bit.ly/KFSUPER] เลย

“คิดจะเดินทางหมื่นลี้ ต้องเริ่มต้นที่ก้าวแรกที่ดีก่อนนะ

– เล่าจื๊อ –

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน RMF เป็นกองทุนที่ส่งเสริมการลงทุนเพื่อเกษียณอายุ

#KFSUPER #KFSUPERRMF #Krungsriasset
#กรุงศรีชีวิตดีเริ่ด #ลงทุนได้ยืดหยุ่น #ลงทุนครบจบในกองทุนเดียว

บทความนี้เป็น Advertorial

เกาะติดเศรษฐกิจโลกกับความเสี่ยง 3 ด้าน

สวัสดีค่ะ วันนี้ปิ่นกลับมาอีกครั้ง เพื่อจะบอกว่า ไม่ว่าใครจะสร้างโลกอีกกี่ใบ แต่รู้มั้ยคะ ว่าเศรษฐกิจโลกใบนี้ของเรากำลังเจอกับความเสี่ยงจาก 3 ด้านค่ะ

ด้านที่ คือ ข้อขัดแย้งทางการค้าระหว่างอเมริกาและจีน

ถึงแม้ว่าอเมริกาจะประกาศเลื่อนการขึ้นภาษี (จากเดิม 10% เป็น 25%) สำหรับสินค้าส่งออกจากจีน มูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ออกไปอย่างไม่มีกำหนด แต่เรื่องก็ยังไม่น่าจะจบลงง่ายๆ เนื่องจากลึกลงไปกว่าการค้า ก็คือการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างสองประเทศนี้ เพราะฉะนั้น อเมริกาจึงยังคงดูว่าจีนจะมีท่าทียังไงต่อไป โดยเฉพาะเรื่องการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา และการแก้ไขข้อบังคับที่ว่า บริษัทอเมริกาต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่จีน จึงจะสามารถลงทุนในจีนได้

ด้านที่ คือ เศรษฐกิจจีนที่ชะลอลงกว่าเดิม

ซึ่งคราวนี้มีสาเหตุสำคัญมาจากการที่คนจีนระวังการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่ารัฐบาลจีนได้มีนโยบายเข้มงวดในเรื่องการปล่อยสินเชื่อมากกว่าเดิม

ด้านที่ คือ สถานการณ์ทางการเมืองในยุโรปที่ไม่แน่นอน 

โดยเฉพาะเมื่ออังกฤษจะออกจากสหภาพยุโรป ซึ่งถ้าหากออกแบบไร้ข้อตกลง (no deal Brexit) ก็อาจทำให้เศรษฐกิจของประเทศอังกฤษเติบโตน้อยลง และทำให้ขั้นตอนการส่งสินค้าระหว่างอังกฤษกับประเทศต่างๆมีความยุ่งยากมากขึ้น ซึ่งข้อนี้อาจกระทบประเทศอื่นๆในสหภาพยุโรปไปด้วย นอกจากนี้ การเลือกตั้งสภายุโรปและการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศอื่นๆ ในยุโรปก็จะเกิดขึ้นในปีนี้เช่นกัน ซึ่งความไม่แน่นอนทางการเมือง อาจทำให้ธุรกิจต่างๆชะลอการตัดสินใจลงทุน และทำให้เศรษฐกิจของยุโรปโดยรวมชะลอมากกว่าเดิม

 

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับประเทศไทย

1.  รายได้จากการส่งออกของไทยอาจไม่มากเท่าปีที่แล้ว เพราะเมื่ออเมริกา จีน และยุโรป มีความเสี่ยง ก็อาจทำให้กลุ่มประเทศเหล่านี้ลดการนำเข้าจากประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศไทย

2.  ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก มักจะทำให้ตลาดเงิน ตลาดหุ้น และค่าเงินของประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทย มีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น

ทั้งหมดนี้ เป็นเหตุการณ์สำคัญที่เราต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดต่อไป ในการวางกลยุทธการลงทุนและการบริหารเงินของเราค่ะ

เปิดตัวแจ่ม! “TMRW” ธนาคารดิจิทัลสุดแนว สำหรับคน GEN Y

เปิดตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ TMRW (อ่านว่า ทู-มอร์-โรว์) ธนาคารดิจิทัลเต็มรูปแบบแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของธนาคาร UOB ที่เน้นเจาะกลุ่ม Gen Y โดยเฉพาะ

การเปิดตัวครั้งนี้เป็นปรากฎการณ์ที่สร้างสีสันและเป็นกระแสใน Social เป็นอย่างมาก เพราะเป็นการเปิดตัวที่ฉีกกฎเกณฑ์และภาพลักษณ์ของธนาคารแบบเดิมๆไปเลย ทุกวันนี้ไถหน้า Facebook ยังไงก็ต้องเจอเพื่อนแชร์โฆษณาชุด “ถ้าวันพรุ่งนี้Gen Y ครองโลก” (เพราะมันกระแทกใจใครหลายคนซะเหลือเกิน)

แน่นอนว่าโปรโมทชัดเจนกันขนาดนี้ว่ากลุ่มเป้าหมายคือ “Gen Y” ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเอาใจยากทั้งที จะทำชุดโฆษณาออกมาอย่างเดียวก็คงจะธรรมดาไป ทางTMRW เลยเอาใจวัยรุ่นด้วยการทำเพลง TMRW ของตัวเองร่วมกับ 3 ศิลปินฮิปฮอปสุดฮอต อย่าง LAZYLOXY, OG-ANIC และ URBOYTJ จากรายการ The Rapper มันซะเลย! (แค่ปล่อย MV มาวันเดียวยอดวิวก็ทะลุล้านวิวแถมยังติดหูซะด้วย แหม่ TMRW เกาได้ถูกจุดจริงๆ) ส่วนใครที่ยังไม่เคยดู MV หรือไม่เคยฟังก็ คลิกที่นี่ หรือที่รูปได้เลย ฟังไปอ่านไปเพลินสุดๆ

“ความกล้าของTMRW ทำให้การเปิดตัวสุดแนวครั้งนี้โกยกระแสSocial ได้ใจ Gen Y ไปเต็มๆ”

เปิดตัวปังขนาดนี้พระเอกอย่างแอปพลิเคชั่นอย่าง“TMRW by UOB” ก็ว้าวไม่แพ้กัน

ถ้าถามว้าวยังไง ว้าวแค่ไหน? ก่อนอื่นโหลดมาลงก่อน เดี๋ยวคุยกันไม่รู้เรื่อง

  1. เข้าไปโหลดแอป TMRW by UOB กันก่อน โหลดได้ทั้งระบบ ios และ android
  2. สมัครเปิดบัญชีธนาคารในแอปได้เลยง่ายๆ แค่ 2-3 แชะ ไม่ต้องไปธนาคาร
     – แชะภาพบัตรประชาชน
     – แชะภาพเซลฟี่ตัวเอง
     – แชะภาพเอกสารรายได้ (ถ้าสมัครบัตรเครดิต)
  3. ไปเสียบบัตรประชาชน และสแกนนิ้วมือ เพื่อยืนยันตัวเองกับระบบความปลอดภัยที่ตู้ KIOSK มีมากกว่า 200 แห่งใน กทม. โดยจะอยู่ตามสถานีรถไฟฟ้า BTS – MRT, ธนาคาร UOB, ร้าน au bon pain (สมัครเสร็จแล้วจะได้ E-Coupon au bon pain มูลค่า 200 บาท รับได้ในแอป TMRW)

เปิดซิงแอป“TMRW by UOB” ประสบการณ์ครั้งแรกกับธนาคารดิจิทัลแบบ 100%

หน้า Login ก็ดูเหมือน Mobile Banking ทั่วไปๆ มีให้กรอก Username และ Password สามารถตั้งค่าแสกนนิ้วใน Login ได้ แต่หลังจาก Login เข้ามาอย่างแรกที่รู้สึกเลยคือ หน้าตาของแอปค่อนข้างแปลกตา ให้ความรู้สึกแตกต่างจากแอป Mobile Banking ทั่วไปที่ดูขึงขังจริงจัง แต่ของ TMRW จะออกแนวหน่ารักสดใส ชิลๆ สบายๆ เข้าถึงง่าย

ที่สำคัญคือตัวแอป TMRW by UOB มี A.I. ที่ยิ่งใช้แอปก็ยิ่งฉลาดขึ้นเรื่อยๆ เป็นเหมือนเลขาส่วนตัวที่เรียนรู้นิสัยการใช้เงินของเรา และคอยช่วยเตือน-ช่วยดูแลเรื่องการเงินให้เราอีกด้วย

ใช้งานไม่ยากยังกับหน้า Feed Social

บางคนอาจรู้สึกไม่ชินตอนใช้แรกๆ แต่พอลองใช้จริงๆแล้วจะรู้สึกว่า “เฮ้ย มันง่ายดีอ่ะ” ตัวแอปให้ฟิลลิ่งเหมือนเราอยู่ Feed ของ Social media ที่เราใช้กันเป็นประจำอย่าง Facebook, Instagram, Twitter นั่นแหละ แต่เปลี่ยนมาเป็น Feed ส่วนตัวที่บันทึกข้อมูลการเงินของเราคนเดียว

ด้านบนสุดแถบสีฟ้าจะเป็นบัญชีของเราที่เปิดใช้บริการ เลื่อนซ้ายขวาได้เห็นทุกบัญชี โดยตอนแรกเราจะมี 2 บัญชีออมทรัพย์อยู่ 2 แบบ คือ

  1. TMRW EVERYDAY  เป็นบัญชีออมทรัพย์แบบปกติทั่วไปที่เราใช้กันทุกวันนี่แหละ ทั้ง ฝาก ถอน โอน จ่าย ผ่านทางบัตรเดบิต (ดอกเบี้ย 0.1% ต่อปี)
  2. TMRW SAVINGS เป็นบัญชีออมทรัพย์แบบพิเศษ เก๋ๆ สำหรับชาว TMRW โดยเฉพาะ เป็นบัญชีออมทรัพย์แบบน่ารักๆ ใน City of TMRW ที่ช่วยเก็บเงินให้อยู่มากขึ้น และได้ดอกเบี้ยมากกว่าเดิม (ดอกเบี้ย 1.6% ต่อปี)

ถ้าอยากดูเมนูอื่นๆ ก็แค่เลื่อนขึ้นลงเหมือนหน้า Feed เลย มุมขวาล่างมีจะ Chat Bot ชื่อน้อง “TIA” พร้อมตอบปัญหาตลอดเวลา เช่น บัตรหายต้องทำยังไง น้องก็ตอบได้ น้องตอบเร็วกว่าแชทกับแฟนอีก (ฮา)

ส่วนใครที่อยากทำบัตรเครดิต การเปิดบัญชีบัตรเครดิตก็ง่ายมากแค่ถ่ายรูปเอกสารรายได้เพิ่มเข้าไปในแอปก็เรียบร้อย หลังจากทางธนาคารอนุมัติเราก็จะได้รับบัตรเครดิตตามที่อยู่ที่เราลงทะเบียน (บัตรสวยมว๊ากกก !)

การโอนเงินผ่านแอปและแจ้งเตือนทาง SMS ฟรี! ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม

หากเรามีการเคลื่อนไหวในแอป TMRW ที่เกี่ยวกับเรื่องเงิน เช่น มีการโอนเงินเกิดขึ้นทาง UOB ก็จะส่ง SMS มาให้เราที่มือถือทุกครั้ง(ฟรี) แถมในแอปยังมีการบันทึกให้เราแบบ Timeline ซึ่งเปิดดูง่ายมาก และหากเราเผลอโอนเงินซ้ำก็ไม่ต้องห่วง แอป TMRW มี AI ช่วยแจ้งเตือนให้ด้วยนะ ติดต่อธนาคารผ่านแอปได้ทันที เก๋ๆ

City of TMRW เกมส์ออมเงินน่ารักๆที่แฝงด้วยเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง

City of TMRW เป็นเกมส์ออมเงินที่ผูกกับบัญชี TMRW SAVINGS ที่ได้รับดอกเบี้ยพิเศษ 1.6%/ต่อปี (คิดดอกเบี้ยทุกวัน รับดอกเบี้ยทุกเดือน) เป็นลูกเล่นน่ารักๆ สุดแนว ยิ่งออมเยอะ LV. เมืองเราก็ยิ่งโตมากขึ้นเรื่อยๆ แถมเรายังตั้งชื่อเมืองได้ด้วยนะ

แน่นอนว่า GEN Y อย่างเราต้องเป้าหมายในการเก็บเงินก้อนนี้ให้แน่นอนว่าจะไปใช้ทำอะไรในอนาคต พอเราเห็นชื่อเป้าหมายกับเมืองที่โตขึ้นมันก็จะช่วยให้จิตใจเรากล้าแกร่ง เป็นแรงจูงใจเก็บเงินให้อยู่จนครบตามเป้าหมาย ที่สำคัญจะได้เมืองโตๆ เป็นหน้าเป็นตาไว้อวดเพื่อน (ฮา)

เงินในบัญชี TMRW SAVINGS นี้จะถูกดึงมาเก็บไว้ที่ City of TMRW ไม่ให้เราใช้เงินได้ทันที แต่ถ้าจำเป็นที่จะใช้จริงๆ ก็ฝาก-ถอนได้ตลอดเวลา โดยเงินที่ถอนออกไปจะกลับไปอยู่ในบัญชี TMRW EVERYDAY แทนนั่นเอง

ยิ่งรูดยิ่งคุ้มได้เงินคืน(Cash Back) สูงสุด3% ตาม Life Style ที่ชอบกับบัตรเครดิต TMRW

โดยปกติถ้าเราใช้บัตรเครดิตของ TMRW เวลาเราไปรูดซื้อของหรือใช้จ่ายค่าบริการต่างๆ จะแบ่งออกเป็น 8 หมวด โดยเราจะได้ Cashback 1% เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต 5 หมวด

แต่ทาง TMRW เอาใจ GEN Y พิเศษให้กับ หมวดช้อป, กิน, เที่ยวซึ่งเป็นหมวดที่GEN Y ต้องใช้บ่อยๆจะได้รับเครดิตเงินคืน2% โดยรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 100 บาท ต่อหมวด ต่อเดือน

นอกจากนี้เรายังสามารถ ปลดล๊อคเพื่อเพิ่ม Cashback เป็น 3% สูงสุด เลือกได้ 3 หมวดหมู่ ตาม Life Style ของเรา เพียงแค่จ่ายบิลและโอนเงินผ่านบัญชี  TMRW Everyday Account ในแอปพลิเคชั่น TMRW อย่างละ 2 ครั้งต่อเดือน

เมื่อรวมกันทั้งหมด 8 หมวด สามารถรับเครดิตเงินคืนสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท/เดือน

อารมณ์เหมือนเราต้องทำเควสประจำเดือนในเกมส์เลยทีเดียว (ฮา) แนะนำให้ลองดูหมวดต่างๆ ทั้ง 8 หมวด ในแอป TMRW เพื่อทำความเข้าใจอีกทีนะจ๊ะ

ตอนนี้ TMRW มีโปรพิเศษ “15% CASHBACK กับ15 ร้านดัง” ด้วยนะ

รับดีลพิเศษนี้อย่างไร ดูได้ที่ลิงค์นี้เลย

https://www.tmrwbyuob.com/th/th/treats/15on15.html

โดยรวมแล้ว TMRW ค่อนข้างว้าวมากสำหรับตัวผู้เขียน แม้ตอนใช้แอปจะเจออาการหลุดบ้าง แต่ชื่นชมที่ทางทีมงาน TMRW แก้ไขได้รวดเร็วมากๆ (TMRW อยู่ในช่วงเพิ่งเริ่ม ดังนั้นถ้าใครเจอปัญหาอะไรก็ใจเย็นนิดนึงนะ) หากใครพบปัญหาการใช้งานก็สามารถติดต่อได้ที่ http://m.me/tmrwthailand

แอป TMRW สามารถช่วยเราประหยัดเวลาได้มากกกกก เพราะแทบทุกอย่างของธนาคารถูกยกมาไว้ในมือถือของเราหมดแล้วว!! ไม่ว่าจะเป็น “การเปิดบัญชี ฝาก ถอน โอน จ่าย สมัครบัตรเครดิตก็ทำได้ ทุกอย่างมันสามารถจบได้ในแอปนี้” หากสนใจอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ TMRWbyuob.com

ไม่ต้องเชื่อก็ได้ ไปลองใช้กันเองดูจะได้รู้ว่า ธนาคารดิจิทัลสุดแนว สำหรับคน GEN Y มันเป็นยังไง!

#TMRW #TMRWINSIDER #MAKETMRWYOURS

บทความนี้เป็น Advertorial

RMF กับประโยชน์ 3 เด้งที่หลายคนมองข้าม

ถึงแม้ว่า LTF จะเป็นที่นิยมสำหรับหลายๆคนเพราะไม่ค่อยมีหลักเกณฑ์เยอะแยะเท่า RMF แต่ LTF กำลังจะถูกยกเลิก จึงทำให้หลายคนหันมาสนใจ RMF กันมากขึ้น

หลายคนจะมองข้าม RMF เพราะมีเงื่อนไขในการลดหย่อนภาษีที่ค่อนข้างเยอะ แต่ RMF ก็เป็นสินค้าการลงทุนที่มีข้อดีในระยะยาว เป็นสินค้าที่ตอบโจทย์แผนการเกษียณ ช่วยสร้างวินัยในการออมให้กับเรา ที่สำคัญคือมีทางเลือกในการลงทุนที่หลากหลาย ซึ่งทางเลือกในการลงทุนที่หลากหลายนี่แหละที่ทำให้ผมมองว่า RMF จะเป็นคีย์สำคัญของการจัดทัพการลงทุน ให้เราได้ประโยชน์มากที่สุดถึง 3 เด้ง!!

เด้งที่ 1: แค่ลดหย่อนภาษีได้ กำไรก็เกิด

เคยได้ยินคำว่า “กำไรทางภาษี” กันมั้ยครับ กำไรตัวนี้จะเกิดก็ต่อเมื่อเราได้ใช้สิทธิ์การลดหย่อนภาษีเท่านั้น แล้วเพราะอะไรถึงเรียกว่ากำไร?

ปกติสมการที่ดีของการออมเงินคือ รายได้ – เงินออม = ค่าใช้จ่าย

ถ้าให้ตัวรายได้คงที่ แต่เราสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าเดิม สิ่งที่จะเพิ่มขึ้นตามสมการก็คือ “เงินออม” ถูกมั้ย?

ค่าใช้จ่ายทางภาษี ถือเป็นค่าใช้จ่ายประจำปีชนิดหนึ่งที่เราสามารถจัดการกับมันได้ว่าจะจ่ายออกไปมากน้อยแค่ไหน จะเอาคืนมาทั้งหมด / จะเลือกขอคืนภาษีบางส่วน แล้วยอมจ่ายบางส่วน หรือจะยอมเสียภาษีทั้งหมดแล้วไม่ใช้สิทธิ์อะไรเพิ่มเติมเลยก็ได้

เมื่อเราสามารถลดค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ เงินส่วนที่เพิ่มเข้ามาเราก็นำไปหาผลตอบแทนเพิ่มเติมได้จากการออมและการลงทุนรูปแบบอื่นๆ ซึ่งเงินที่ซื้อ RMF ของเรามันไม่ได้หายไปไหน แค่เปลี่ยนที่อยู่ของเงินออมให้อยู่ในรูปของเงินลงทุนเพื่อการเกษียณจะขายคืนได้อีกทีก็ตอนอายุ 55 ปี

ซึ่งการลงทุนระยะยาวผ่าน RMF อาจจะได้กำไรทั้งทางภาษี แล้วก็กำไรจากการลงทุนเพิ่มด้วยนะ

เด้งที่ 2: ผลตอบแทนที่มากกว่าเงินออมทรัพย์

ผลตอบแทนของ RMF มีให้เลือกหลากหลายตามความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละคนเพราะนโยบายการลงทุนของ RMF สามารถนำเงินไปลงทุนที่ไหนก็ได้ ไม่ได้ถูกกำหนดนโยบายการลงทุนแบบเหมือน LTF ทำให้คนที่ไม่สามารถรับความเสี่ยงจากหุ้น มีทางเลือกมากขึ้น

ทั้ง RMF ตราสารหนี้, RMF ตราสารทุน, RMF แบบผสม, RMF ที่ลงทุนในต่างประเทศ เป็นต้น เราสามารถเพิ่มผลตอบแทนที่มากกว่าออมทรัพย์ได้จากการลงทุนใน RMF และสามารถจัดสรรเงินที่จะซื้อไปใน RMF ชนิดต่างกันได้ คล้ายการจัดพอร์ตขนาดย่อมที่เตรียมไว้สำหรับการเกษียณเลยก็ว่าได้

เด้งที่ 3: ได้รับเงินก้อนสำหรับการเกษียณ

ชื่อของ RMF นั้นมาจาก Retirement Mutual Fund แปลตรงตัวก็คือ กองทุนรวมสำหรับการเกษียณนั่นเอง เสียงส่วนใหญ่ที่ไม่ชอบซื้อ RMF ก็เพราะว่ากว่าจะได้ใช้เงินก้อนนี้ต้องรอถึงอายุ 55 ปีขึ้นไป มันให้ความรู้สึกไม่ทันใจวัยรุ่น ก็เลยมองข้าม RMF ไปลดหย่อนภาษีกับทางเลือกอื่นก่อน แต่ความจริงแล้วกฎเกณฑ์ที่ออกมานั้นถือเป็นข้อดีที่ช่วยสร้างวินัยในการออมและลงทุนให้กับคนไทย

RMF เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกในการวางแผนเกษียณฯอีกทางหนึ่ง หากไม่ได้วางแผนการเกษียณฯอย่างจริงจัง แต่ลงทุนกับ RMF ไว้ ก็สบายใจได้นิดนึงว่ายังพอมีเงินก้อนหลงเหลืออยู่บ้าง

ข้อดีของ RMF มีมาก และจะมีมากกว่านี้ถ้าเลือกลงทุนทุกอย่างอย่างถูกวิธี

ลงทุนใน RMF วันนี้เพื่อผลประโยชน์ในระยะยาวกันดีกว่า

Real time ออนไลน์ เกาะติดทุกกระแสที่กำลังมา บอกลาทุกการตกเทรน “สรุปเหตุการณ์ยุบพรรค เลือกตั้ง 62 และจุดจบพรรคไทยรักษาชาติ”

สำหรับนาทีนี้ประเด็นร้อนที่เราจะไม่พูดถึงไม่ได้นั้นคงหนีไม่พ้นเรื่องของการเลือกตั้งปี62 ที่กำลังใกล้เข้ามาถึงแต่ที่ร้อนแรงกว่าน่าจะเป็นเรื่องการยุบพรรคไทยรักษาชาติ ก่อนจะถึงการเลือกตั้งล่วงหน้าเพียงแค่ 10 วัน เรามาไล่เลี่ยงดูกันค่ะว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นอย่างไรและจบที่ตรงไหน

Real time ออนไลน์ เกาะติดทุกกระแสที่กำลังมา บอกลาทุกการตกเทรน "สรุปเหตุการณ์ยุบพรรค เลือกตั้ง 62 และจุดจบพรรคไทยรักษาชาติ"

เนื่องจากข่าวใหญ่ล่าสุดนั้นก็คือการยุบพรรคไทยรักษาชาติวันนี้เราจะพาไปดูกัน ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างก่อนจะมาถึงจุดจบของพรรคไทยรักษาชาติ 

เริ่มจากวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 พรรคไทยรักษาชาติ ยื่นพระนาม ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นผู้ที่จะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงชื่อเดียว และยังไม่ทันจะข้ามวัน “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร” ก็ได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเป็นศูนย์รวม และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนชาวไทย พระมหากษัตริย์และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมือง และทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อประเทศชาติและประชาชนมาโดยตลอด ดังเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งว่า ตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร 

จากนั้นในวันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. นำโดย พันตำรวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ได้ยื่นยุบพรรคไทยรักษาชาติตามมาตรา 92 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ต่อศาลรัฐธรรมนูญ

[ ซึ่งมาตรา 92 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มีใจความดังนี้

เมื่อคณะกรรมการมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น

(1) กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

(2) กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

(3) กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 20 วรรคสอง มาตรา 28 มาตรา 30 มาตรา 36 มาตรา 44 มาตรา 45 มาตรา 46 มาตรา 72 หรือมาตรา 74

(4) มีเหตุอันจะต้องยุบพรรคการเมืองตามที่มีกฎหมายกำหนด

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการไต่สวนแล้ว มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองกระทำการตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมือง และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น ]

สุดท้าย วันที่ 7 มีนาคม 2562 ศาล รธน. ได้วินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ส่งคำร้อง ตัดสิทธิ์คณะกรรมการพรรค 10 ปี ทำให้ทุกอย่างที่พรรคไทยรักษาชาติทำมาทั้งหมดเป็นโมฆะ และส่งผลให้คณะกรรมการบริหารพรรค 13 คนถูก “ตัดสิทธิเล่นการเมือง 10 ปี” , ห้ามมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคใหม่ภายใน 10 ปี , ผู้สมัคร ส.ส. ของ ทษช. 282 คน ต้อง “แพ้ฟาล์ว” ทันที และห้ามใช้ชื่อ ชื่อย่อ โลโก้พรรคที่ถูกยุบอีกต่อไป

นอกจากพรรคไทยรักษาชาติแล้วยังมีอีก 2 พรรคที่มีข่าวถูกยื่นให้มีการยุบพรรคได้แก่พรรคอนาคตใหม่และพรรคพลังประชารัฐ

โดยในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 พรรคอนาคตใหม่นั้นถูกนายศรีสุวรรณ จรรยา ยื่นหนังสือต่อ กกต. เรื่องเว็บไซต์พรรคอนาคตใหม่ใส่ประวัตินายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เป็นเวลา 5 เดือน เข้าข่ายมีความผิดตามมาตรา 73 (5) ของ พ.ร.ป.การเลือกตั้ง 2561 (จูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ลงคะแนนให้แก่ตนเอง หรือ ส.ส.) ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการไต่สวน หาก กกต.วินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้การเลือกตั้งเกิดความไม่สุจริต กกต.มีอำนาจยื่นศาลรัฐธรรมนูญ สั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ได้

Real time ออนไลน์ เกาะติดทุกกระแสที่กำลังมา บอกลาทุกการตกเทรน "สรุปเหตุการณ์ยุบพรรค เลือกตั้ง 62 และจุดจบพรรคไทยรักษาชาติ"

ส่วนพรรคพลังประชารัฐนั้น ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 นายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ ยื่นคำร้อง 2 ฉบับ ถึงประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และนายทะเบียนพรรคการเมือง ให้พิจารณาและวินิจฉัยส่งศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคพลังประชารัฐ

โดยคำร้องแรกกล่าวถึงการกระทำความผิดที่ขัดต่อธรรมนูญ 

1.ความเชื่อมโยงกลุ่มบุคคลมีวัตถุประสงค์จัดตั้งพรรคที่ผิดกฎหมาย 

2.มีกลุ่มบุคคลที่เข้าครอบงำการจัดตั้งพรรคโดยเรียกรับผลประโยชน์เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้ง 

3.กลุ่มบุคคลเข้าครอบงำพรรคโดยทางตรงและทางอ้อมลักษณะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบเพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง

4.พรรคพลังประชารัฐ กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เนื่องจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ได้เป็นนายกที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

 ส่วนคำร้องที่สอง เป็นการขอคัดค้านการประกาศรายชื่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา 

ซึ่งอยู่ทั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ ตามมาตรา 88 ของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากพลเอกประยุทธ์เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ เข้าลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะลงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 

และในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ยื่นเรื่องให้ยุบพรรคพลังประชารัฐเนื่องจาก พรรคพลังประชารัฐเสนอให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งไม่ได้เป็นนายกที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย เป็นนายกรัฐมนตรีของพรรค ซึ่งเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ซึ่งในปัจจุบันเรื่องการดำเนินการดังกล่าวก็ยังคงเงียบหายไป

สุดท้ายในวันเลือกตั้งจะเลือกพรรคการเมืองให้เลือกจำนวนกี่พรรคก็ต้องรอลุ้นกันต่อไป แต่อย่าลืมออกไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงของตัวเองในวันที่ 24 มีนาคม 2562 ด้วยล่ะ

 

Credit :

https://www.bbc.com/thai/thailand-47465782

https://www.bbc.com/thai/47353524

https://www.thairath.co.th/content/151349

https://www.matichon.co.th/politics/news_1395574

https://news.thaipbs.or.th/content/278137

https://www.thairath.co.th/content/1506733

https://www.thairath.co.th/content/1496955

https://news.mthai.com/politics-news/711437.html

TMRW ธนาคารดิจิทัลแห่งแรก ของคน Gen Y

TMRW (อ่านว่า ทู-มอร์-โรว์) บริการธนาคารดิจิทัลแห่งแรกในประเทศไทย

อยู่ภายใต้การดูแลของธนาคาร UOB ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคน GenY ที่รักอิสระและใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนโลกออนไลน์ ทำให้เรา “ออม โอน จ่าย” ได้ทุกที่ทุกเวลาบนมือถือ โดยไม่ต้องไปยืนเมื่อยขาต่อคิวหน้าธนาคาร สบายขนาดนี้ของมันต้องมี TMRW เป็นอย่างไร บทความนี้อภินิหารเงินออมจะมาเล่าให้ฟังนะคะ 

เริ่มต้น TMRW กับ “โหลด แชะ โชว์” 

โหลด

แชะ

โชว์

แอพ TMRW โหลดได้ทั้งระบบ…

อ้าว!! TMRW โหลดเลยไม่รอละ…

สมัครเปิดบัญชีธนาคารบนแอพได้ทันที แค่ 2 – 3 แชะ…

  1. แชะภาพบัตรประชาชน
  2. แชะภาพเซลฟี่ตัวเอง
  3. แชะภาพเอกสารรายได้ (ถ้าสมัครบัตรเครดิต)

สุดท้าย…ไปโชว์ตัวที่ตู้ KIOSK ที่มีมากกว่า 200 แห่งใน กทม. ตั้งเรียงรายตามแนวรถไฟฟ้า BTS MRT ,UOB , ร้าน Au Bon Pain ใช้เวลาไม่ถึง 2 นาทีก็เสร็จแล้วจ้า แล้วจะได้รับของกำนัลมูลค่าสูงสุด 200 บาทด้วยนะจ๊ะ ว้าววว!!!

TMRW ธนาคารดิจิทัลแห่งแรก ของคน Gen Y

ตู้ KIOSK จะหน้าตาประมาณนี้ (ค้นหาตู้ KIOSK ได้ที่แอพ TMRW หรือ TMRWbyUOB.com)

ถ้าใครอยากรู้ว่าตู้ TMRW KIOSK ที่ใกล้ตัวเองมีอยู่ที่ไหนบ้าง ดูได้ที่นี่ได้เลยจ้า http://bit.ly/2SIlnFh

แชร์ 4 ประสบการณ์ใช้งานแอพ TMRW

ข้อแรก ใช้งานง่ายเหมือนเรากำลังเล่นโซเชียล

  • สแกนลายนิ้วมือก็เข้าแอพได้ทันที 
  • ข้างในแอพด้านบนสุด (สีฟ้า) จะเป็นบัญชีที่เราเปิดใช้บริการ เลื่อนได้ซ้ายขวาก็เห็นครบทุกบัญชี 
  • ถ้าเราอยากดูเมนูอื่นๆ ก็แค่เลื่อนขึ้นลง 
  • สุดท้ายถ้าเราสงสัยหรือเกิดปัญหาอะไรก็ถามแชทบอทได้ตลอดเวลา(TIA) แต่ถ้ายังตอบไม่โดนใจ

บอกแชทบอทว่าขอคุยกับเจ้าหน้าที่ก็ทำได้จ้า

หลังจากเปิดบัญชีเรียบร้อยแล้ว เราจะได้รับ 2 บัญชีออมทรัพย์ทันที ถ้าเราต้องการเปิดบัญชีบัตรเครดิตก็ต้องถ่ายรูปเอกสารรายได้เพิ่มเข้าไปในแอพ (ไม่มีสมุดบัญชีเพราะทุกอย่างอยู่ในแอพ TMRW) 

2 บัญชีธนาคารที่เราได้รับทันที

  1. TMRW EVERYDAY บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ย 0.1% ต่อปี เป็นบัญชีที่ใช้ทุกวันทั้งการฝาก โอน จ่าย และถอนเงินสดผ่านทางบัตรเดบิต
  1. TMRW SAVINGS บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ย 1.6% ต่อปี เหมาะกับเป็นบัญชีสะสมเงินที่ง่ายและสนุกใน City of TMRW แค่คลิกก็เริ่มออมเงินได้ทันที

ทำไม TMRW SAVINGS ถึงให้ดอกเบี้ยสูง 1.6% ต่อปี => TMRW เป็นธนาคารดิจิทัล 100% ที่ทำธุรกรรการเงินบนมือถือเท่านั้น เมื่อไม่มีสาขาทำให้มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าธนาคารทั่วไป

จึงจ่ายดอกเบี้ยให้นักออมเงินได้สูงขึ้น

ข้อสอง การโอนเงินผ่านแอพและแจ้งเตือนทาง SMS ทันที

ไม่ว่าเราจะขยับทำอะไรในแอพที่เกี่ยวกับเรื่องเงิน TMRW จะส่ง SMS มาให้เราที่มือถือทุกครั้ง (ฟรี) ตัวอย่างการโอนเงินให้เพื่อน โดยใช้ TMRW EVERYDAY เราโอนปุ๊บ ส่ง SMS ปั๊บ แล้วเราก็ส่งภาพการโอนเงินที่เสร็จแล้วให้เพื่อนได้ด้วยจ้า

ข้อสาม สนุกกับเกมส์ออมเงินที่ City of TMRW

รู้มั้ยว่า Gen Y ใครๆ ก็ออมเงิน เพราะเราโตแล้ว มีเงินออมและรับผิดชอบตัวเองได้ แอพ TMRW ทำให้การออมเงินเป็นเรื่องสนุกกับเกมส์ City of TMRW แค่คลิกออมเงิน เมืองของเราก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

ชื่อเมือง อภินิหารเงินออม

เมื่อเปิดบัญชีเรียบร้อยแล้วก็มาตั้งชื่อเมืองกันสักหน่อย เราจะตั้งชื่ออะไรก็ได้และเปลี่ยนได้ตลอดเวลา แต่ถ้ายังนึกไม่ออกว่าจะตั้งชื่ออะไร อภินิหารเงินออมแนะนำว่าควรตั้งชื่อตามเป้าหมาย ว่าเราต้องการใช้เงินก้อนนี้ทำอะไร เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ออมเงิน เช่น

  • เงินฉุกเฉินที่รัก เพื่อเก็บไว้ใช้จ่ายตอนที่ต้องการใช้เงินเร่งด่วน
  • เมืองผจญภัย ใส่ชื่อประเทศหรือสถานที่ที่เราจะไปท่องเที่ยว เช่น เชียงใหม่ ญี่ป่น เกาหลี ฯลฯ 
  • เมืองที่พักเงินรอลงทุน เก็บสะสมไว้จำนวนหนึ่งแล้วนำไปลงทุน
  • เมืองของเรา สำหรับคนที่กำลังเก็บเงินแต่งงานก็ตั้งชื่อแฟนของตัวเองก็ได้นะจ๊ะ

จุดเด่นของ City of TMRW

  • ระบบความปลอดภัยภายใต้การบริหารงานของธนาคาร UOB รวมถึงการดูแลอย่างใกล้ชิดของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้เจ้าของบัญชี
  • เป็นบัญชีออมทรัพย์ที่ดอกเบี้ยแรงได้ใจที่ 1.6% ต่อปี คิดดอกเบี้ยทุกวัน รับดอกเบี้ยทุกเดือน
  • ทำให้การออมเงินเป็นเรื่องสนุก เพราะแต่ละเลเวลจะมีภาระกิจกว่าออมจำนวนเท่าไหร่ ออมเงินได้ครั้งละ 100 – 3,000 บาท ยิ่งออมเงินมาก ยิ่งเลเวลอัพ 
  • มีสภาพคล่องสูงเพราะฝาก ถอนออกได้ตลอดเวลา เหมาะกับการเก็บเงินเพื่อเป้าหมายระยะสั้น

ข้อควรระวัง คือ ไม่ควรรีบร้อนหรือเร่งออมเงินสร้างเมืองมากเกินไป เพราะอาจจะทำให้ตนเองขาดสภาพคล่อง การออมเงินที่เหมาะสมควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไปและสร้างสมดุลให้ชีวิตไปพร้อมกัน โดยแบ่งเงินบางส่วนออกไปเที่ยวลั้นลาใช้สร้างสีสันให้ชีวิตด้วยนะคะ ^^

ข้อสี่ รูดแล้วได้เงินคืน (Cash Back) กับบัตรเครดิต TMRW 

“ยิ่งใช้มาก ยิ่งได้คืนมากกว่า” กับรูปแบบการใช้จ่ายบัตรเครดิตแบบ Cashback สูงสุด 3% เลือกหมวดเองได้ถึง 3 หมวด และเปลี่ยนได้ทุกเดือน เราเลือกเองได้บนแอพ TMRW ได้เลย แล้วยังมีระยะปลอดดอกเบี้ย 55 วันด้วยจ้า

ลองดูรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมในภาพนะจ๊ะ

TMRW ธนาคารดิจิทัลแห่งแรก ของคน Gen Y

ตัวอย่างบัตรเครดิตบนแอพ TMRW

15% CASHBACK กับ 15 ร้านดัง

รับดีลพิเศษนี้อย่างไร ดูได้ที่ลิงค์นี้เลยจ้า https://www.tmrwbyuob.com/th/th/treats/15on15.html

GenY สายคูลตัวจริงก็ต้องรู้วิธีการใช้บัตรเครดิตที่ได้รับ Cash Back แบบไร้หนี้ อภินิหารเงินออมมีวิธีการมาแนะนำจ้า ^^

ตัวอย่าง เราใช้บัตรเครดิต TMRW จ่ายค่าตั๋วเครื่องบิน 2,000 บาท

  1. รูดจ่ายค่าตั๋วเครื่องบิน 2,000 บาท จากบัตรเครดิต TMRW
  2. ออมเงิน 2,000 บาทไว้ที่บัญชี TMRW SAVINGS (หรือ City of TMRW นั่นแหละจ้า) แวะพักรับดอกเบี้ย 1.6% ระหว่างรอจ่ายบัตร
  3. ครบกำหนดชำระก็ถอนเงินจาก TMRW SAVINGS มาจ่าย บัตรเครดิต TMRW

GenY สายคูลตัวจริงห้ามพลาดเรื่องนี้ ไม่อย่างนั้นชีวิตจะรุงรังไปด้วยหนี้สิน หมดสนุกกันเลยทีเดียว ^^!

TMRW บริการธนาคารดิจิทัลแห่งแรกในประเทศไทย ที่อยู่ภายใต้การดูแลของธนาคาร UOB ที่ได้รับความน่าเชื่อถือมาอย่างยาวนานในประเทศไทย TMRW ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คน GenY สายคูลที่รักความอิสระบนโลกออนไลน์ หากสนใจอ่านข้อมูลทั้งหมดได้ที่  TMRWbyuob.com

#TMRW #TMRWINSIDER #MAKETMRWYOURS

บทความนี้เป็น Advertorial

เจาะลึก! เส้นทางสู่อาชีพ Financial Planner กับ Insuranger

ตลอดเวลาที่ผ่านมา นอกจากคำปรึกษาในเรื่องของประกันแล้ว คำปรึกษาที่ผมต้องเจอมากที่สุดอยู่เรื่องหนึ่งก็คือคำถามนี้

“พี่ครับ…พี่คะ… ถ้าอยากเป็นนักวางแผนการเงิน จะต้องเริ่มยังไงดี?”

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ผมจึงขออนุญาตมาเล่าให้ฟังถึงเส้นทางของผมในอาชีพนักวางแผนการเงินตั้งแต่ต้นว่า ผมมาทำงานนี้ได้อย่างไร ทำไมผมถึงตัดสินใจก้าวเดินในเส้นทางนี้?

เมื่อก้าวเข้ามาแล้ว ผมต้องพบเจออะไรบ้าง งานในแต่ละวันผมต้องทำอะไร และอะไรที่ผมได้จากงานนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจของคนที่กำลังสนใจในอาชีพนี้ดูนะครับ

จุดเริ่มต้นอาชีพนักวางแผนการเงินของ Insuranger

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณต้นปี 2557 ตอนนั้นผมกำลังทำงานประจำอยู่ฝ่ายสินเชื่อธุรกิจที่ธนาคารแห่งหนึ่งมาแล้วประมาณ 3 ปี… ผมรู้สึกว่าผมไม่ค่อยมีความสุขในชีวิตสักเท่าไหร่นักในตอนนั้น

“ไม่ใช่เพราะผมทำงานประจำเป็นลูกจ้าง แต่เพราะผมไม่รู้ว่าเราทำในสิ่งที่กำลังทำอยู่ไปเพื่ออะไร?
ปลายทางมันจะไปจบที่ตรงไหน แล้วนี่มันคือเส้นทางที่เราอยากจะเลือกเดินจริง ๆ รึเปล่า?”

ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีพัฒนาทางการทางความรู้ความสามารถเท่าที่ควร ผมทำแต่สิ่งที่ทำอยู่เดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่มีความก้าวหน้าใดๆ เงินเดือนไม่ขึ้น ตำแหน่งก็ไม่ขยับ รู้สึกตัวเองเป็นเหมือนเฟืองเล็ก ๆ ตัวหนึ่งของระบบที่ใหญ่มาก เมื่อขาดไปก็ไม่มีใครเดือดร้อน เดี๋ยวก็หาคนมาแทนได้

และด้วยความที่บ้านผมอยู่ชานเมือง ผมจึงต้องตื่นแต่เช้าประมาณตี 5  เพื่อให้รีบมาถึงที่ทำงานก่อน 8 โมงเช้า และทำงานจนถึงประมาณ 1-2 ทุ่มเกือบทุกวัน กว่าจะถึงบ้านก็เกือบ 3-4 ทุ่ม แล้วก็ต้องรีบเข้านอนอีกแล้ว เพื่อตื่นมาทำอย่างเดิมในวันต่อไป จนเหมือนเวลาชีวิตมีแต่เรื่องงานกับท้องถนน ไม่มีเวลาสำหรับเรื่องอื่นๆในชีวิตเลย

ผมจึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ชีวิตเรามันต้องเป็นแบบนี้ไปอีก 30 ปีจริง ๆ หรือ?”

จะมีอะไรที่เราทำแล้วรู้สึกว่า มันเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เป็นประโยชน์กับคนอื่น มีคนเห็นคุณค่าของเรา ทำแล้วเราสนุก สามารถพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ โดยที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีเวลาให้กับเรื่องต่างๆ มีเวลาพักผ่อน มีเวลาดูแลสุขภาพ ได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองและคนที่เรารักมากกว่านี้ มันมีอาชีพอะไรที่จะตอบโจทย์ประมาณนี้ได้บ้าง?

หลังจากนั้นผมก็พยายามค้นหาตัวเองว่าเราถนัดอะไร อะไรที่เราทำได้ดี แล้วเราชอบ และยังเป็นประโยชน์กับผู้อื่น ด้วยการอ่านหนังสือ และไปเรียนคอร์สสัมมนาต่าง ๆ ไปพร้อม ๆ กับการพยายามสมัครงานหลาย ๆ ที่ จนได้รู้จักกับผู้คนที่หลากหลายยิ่งขึ้น และเมื่อผมปรึกษาปัญหาของผมให้หลายๆคนฟัง ก็มีคนที่แนะนำและชักชวนผมเข้าสู่วงการ “ตัวแทนประกันชีวิต”

และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของผมในสายอาชีพนี้…

สิ่งที่ต้องพบเจอในอาชีพตัวแทนประกันชีวิต

สาเหตุที่ผมตัดสินใจก้าวเข้ามาเป็นตัวแทนประกันชีวิต ก็เพราะหลังจากศึกษาข้อมูลของสินค้าและอาชีพนี้ดูอย่างละเอียดแล้ว ผมรู้สึกว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่มีประโยชน์ เพราะประกันถือเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการสร้างความมั่นคงในชีวิตให้กับผู้คน ถ้าได้ทำอย่างเหมาะสม และลักษณะของการทำงานในอาชีพนี้ก็น่าจะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ผมต้องการได้เป็นอย่างดี

แต่หลังจากลาออกมาทำงานเป็นตัวแทนประกันชีวิตมาได้สักพักผมก็พบว่า “ยังมีคนบางส่วนขายประกันแบบผิดๆ” เช่น ขอให้ช่วยซื้อเพื่อทำยอด พยายามตื๊อ พยายามกดดันด้วยการที่สร้างความรู้สึกผิดให้ลูกค้า หรือขายแต่ด้านดีๆ บอกข้อมูลไม่ครบไม่ตรงไปตรงมา จนทำให้ลูกค้าเข้าใจผิดและเป็นการสร้างปัญหามากกว่าได้ช่วยเหลือผู้คน ซึ่งทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจ จนทำให้การทำงานด้านนี้ไม่ได้ช่วยให้ผมมีรายได้ที่ดีขึ้นเลย

(*ตรงนี้ไม่ได้มีเจตนาจะโจมตีอาชีพตัวแทนประกันนะครับ อย่างที่บอกไปว่าการกระทำแบบนี้มีแค่บางส่วนเท่านั้น แต่มันส่งผลต่อจิตใจในการทำงานส่วนตัวของผมครับ)

ระหว่างนั้นเอง ผมก็ได้เรียนรู้ว่า การเป็นตัวแทนประกันชีวิตนั้น สามารถต่อยอดไปสู่การเป็น “นักวางแผนการเงิน” หรือ “ที่ปรึกษาการเงิน” ที่จะช่วยแก้ไขปัญหา หรือตอบโจทย์ทางการเงินแก่ลูกค้าได้ตรงจุดและหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการวางแผนเก็บเงิน การลงทุน การบริหารภาษี หรือการจัดการหนี้สิน นอกเหนือจากเรื่องของประกันอย่างเดียว ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์มากขึ้นทั้งสองฝ่าย คือทั้งกับตัวลูกค้าและตัวของคนทำงานเอง

“การเป็นนักวางแผนการเงิน ที่ทำงานในลักษณะของการให้คำปรึกษาอย่างถูกต้องนี่แหละ น่าจะเป็นทางออกของการขายที่ดี และมีคุณภาพ ที่ทุกคนจะได้ประโยชน์ร่วมกันมากที่สุด”

ผมจึงตั้งใจพัฒนาตัวเองเพื่อก้าวขึ้นมาเป็นนักวางแผนการเงินตั้งแต่บัดนั้น…

เตรียมตัวก้าวสู่การเป็นนักวางแผนการเงิน

สิ่งสำคัญในพัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นนักวางแผนการเงินนั้น ผมคิดว่ามีอยู่ 2 ด้านหลัก ๆ ด้วยกัน คือด้านของ “ความรู้” และ “ความสามารถ”

ในด้านของความรู้ นอกจากจะศึกษาด้วยตัวเองแล้ว ผมก็ได้เข้าเรียน หลักสูตรคุณวุฒิ CFP?หรือ Certified Financial Planner ซึ่งมีสมาคมนักวางแผนการเงินไทยเป็นผู้ดูแลอยู่ โดยในหลักสูตรจะสอนทั้งในเรื่องของการตั้งเป้าหมาย, การวิเคราะห์ข้อมูลในปัจจุบัน การออกแบบแผนการเงินแต่ละเรื่องตามลำดับความสำคัญ, การบริหารรายรับรายจ่าย, การประเมินกระแสเงินสดล่วงหน้า, การบริหารจัดการเรื่องหนี้สิน, การวางแผนบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม, การวางแผนการลงทุน เพื่อสะสมเงินให้ถึงเป้าหมายชีวิตเรื่องต่างๆ, การบริหารจัดการภาษี รวมถึงการวางแผนส่งมอบทรัพย์สินและมรดก และยังสอนให้จัดทำแผนการเงินเพื่อนำเสนอลูกค้า ในแบบ “องค์รวม” เพื่อให้ตอบโจทย์การเงินทั้งหมดในภาพรวมด้วย ซึ่งจะมีประสิทธิภาพมากกว่าการไปวางแผนเฉพาะเรื่อง พร้อมทั้งไล่สอบวัดความรู้ในแต่ละเรื่องจนครบ

เมื่อสอบครบทุกด้าน รวมถึงมีประสบการณ์การทำงานในอาชีพที่เกี่ยวข้องครบ 3 ปี แล้ว เราก็จะได้รับการขึ้นคุณวุฒิ CFP? เป็นการรับรองว่า เรามีความรู้ทางการเงินอย่างถูกต้องที่ได้รับการยอมรับในหลักสากล ที่จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและมีโอกาสได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามากขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้เราจะมีความรู้ทางการเงินเป็นอย่างดี ก็อาจจะไม่ได้การันตีความสำเร็จในงานนี้ก็เป็นได้ ถ้าเราเป็นคนที่มีทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่มีความสามารถที่จะจัดการสถานการณ์ตรงหน้าได้ดีพอ เพราะบางที เราก็อาจจะเจอลูกค้าที่ไม่ได้ทำตามแผน หรือปฏิเสธคำแนะนำของเรา ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในการทำงาน เมื่อเจอแบบนี้ ผมจึงต้องรักษาทัศนคติที่เป็นบวกแล้วเดินหน้าต่อ พร้อมทั้งพัฒนาความสามารถด้านอื่นๆไปพร้อมๆกัน โดยเฉพาะทักษะความสามารถด้านการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นการพูด หรือการเขียน เพราะงานนี้เป็นงานที่ต้องสื่อสารกับลูกค้าและคนรอบข้างตลอดเวลา จึงต้องรู้จักสื่อสารอย่างมีศิลปะในการเข้าใจความต้องการและความรู้สึกของลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกที่ดี สบายใจ และเชื่อมั่นเพียงพอที่จะลงมือทำตามแผนที่วางไว้

สุดท้าย ในการทำงานอย่างถูกต้องตามกฎระเบียบ นักวางแผนการเงินจำเป็นต้องมี “ใบอนุญาต” ในการทำงาน ทั้งในส่วนของทางฝั่งประกัน และฝั่งการลงทุน โดยทางฝั่งประกัน ก็จำเป็นต้องไปสอบให้ได้ ใบอนุญาต ตัวแทนประกันชีวิต หรือนายหน้าประกันชีวิต และถ้าจะแนะนำสินค้าประกันภัย (เช่นประกันอัคคีภัย, ประกันการเดินทาง) ก็ต้องมี ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย ด้วย ทางฝั่งลงทุน ในการจะแนะนำหลักทรัพย์ (เช่น หุ้น, ตราสารหนี้ หรือกองทุนรวม) ได้ ก็ต้องไปสอบ ใบอนุญาตผู้แนะนำการลงทุน หรือ IC (Investment Consultant) และหากมีการออกแบบแนะนำเป็นกลุ่มหลักทรัพย์ (พอร์ตการลงทุน) ก็ต้องไปสอบให้ได้ ใบอนุญาตผู้วางแผนการลงทุน หรือ IP (Investment Planner) อีกด้วย

งานประจำในแต่ละวันของอาชีพนักวางแผนการเงิน

การทำงานของผมจะเริ่มต้นที่ทุกปลายเดือน

ผมจะโทรติดต่อนัดหมายลูกค้าที่สนใจอยากขอปรึกษาเรื่องการเงินตามรายชื่อที่ได้รับมา จนมีนัดตลอดเดือนครบตามที่วางไว้ ในการโทรนัด ผมจะผมแจ้งให้ผู้ขอรับคำปรึกษารับทราบรายละเอียดคร่าวๆของบริการ และขอให้เตรียมข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลการเงินต่างๆ มาให้พร้อมในวันนัดหมายด้วย เมื่อถึงวันนัดหมาย ผมก็จะไปอธิบายการให้บริการอย่างละเอียด ว่าผมทำอะไรได้บ้าง ลูกค้าจะได้อะไรกลับไป และลูกค้าต้องทำอะไรบ้าง จากนั้นก็จะพูดคุยสอบถามตามข้อมูลต่างๆที่ทางลูกค้าได้ให้มา เพื่อค้นหาความต้องการและเป้าหมายการเงินของลูกค้า เพื่อนำไปจัดทำแผนการเงินมาให้

วันที่ไม่ได้พบลูกค้า

ผมก็จะตื่นประมาณ 8.00 น. หลังอาบน้ำ ทานข้าวเสร็จ ก็จะเริ่มนำข้อมูลลูกค้ามาวิเคราะห์และทำแผนการเงินให้ ทั้งวันจนถึงค่ำๆ ระหว่างวัน ช่วงเย็น ผมอาจจะพักไปออกกำลังกาย และทานอาหาร รวมถึงแบ่งเวลาพักผ่อน อ่านหนังสือบ้าง แล้วค่อยกลับมาทำงานต่อ อยู่แบบนี้ประมาณ 2-3 วันจนแผนการเงินเสร็จ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความละเอียดและยากง่ายของลูกค้าแต่ละราย หลังจากนั้น ก็จะโทรนัดหมายลูกค้าเพื่อขอนำเสนอแผนการเงินที่วางไว้ต่อไป โดยหลังจากเสนอแผนและลูกค้าได้ทำตามแผนที่แนะนำแล้ว ก็จะมีการทบทวนแผนที่ได้แนะนำไปปีละ 1-2 ครั้ง เพื่อติดตามความคืบหน้าและมีการปรับปรุงแผนอยู่เสมอ

นอกจากนี้ ในบางวันผมอาจจะต้องแบ่งเวลาไปทำงานเสริมอื่น ๆ บ้าง

เช่น เขียนบทความ ทำสไลด์สอน เตรียมตัวไปบรรยายเรื่องการเงินตามองค์กร หรือตามสถานศึกษา หรือไปให้ความรู้ตามสื่อต่างๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ YouTube หรือ Podcast Channel ตามแต่โอกาสที่เข้ามาบ้างประปราย ซึ่งก็เป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่งอีกด้วย

สิ่งที่ได้รับจากอาชีพนักวางแผนการเงิน

หลักจากที่ผมทำอาชีพนี้อย่างเต็มตัวมาประมาณ 5 ปี ได้ผ่านทั้งช่วงที่ยากลำบากในการพัฒนาตัวเอง สร้างความน่าเชื่อถือ และการหาลูกค้า ผมพบว่า อาชีพนี้ให้อะไรกับผมมากมาย ที่ช่วยให้ชีวิตของผมดีขึ้น ไม่เพียงแค่เรื่องของรายได้ แต่รวมทั้งเรื่องการใช้ชีวิตอย่างมีอิสระ ทำให้ผมมีเวลาใส่ใจกับเรื่องต่างๆในชีวิตมากขึ้น ทั้งเรื่องสุขภาพ ส่วนตัว และคนรอบข้าง ไม่ต้องรีบร้อนเบียดเสียด แก่งแย่งกับใคร

สิ่งทีทำ ก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ที่ได้ช่วยให้ชีวิตของคนที่เราเข้าไปสัมผัส ได้มีแผนชีวิต มีการจัดการการเงินที่เหมาะสมอย่างถูกทิศทาง ที่ช่วยสร้างความหวัง และความมั่งคั่งมั่นคงในชีวิตของเขาให้ดีขึ้น ทำให้เราได้เห็นคุณค่าในตัวเอง และมีจุดประสงค์ที่ชัดเจนในการใช้ชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ที่เป็นความสุขที่แท้จริงของชีวิต

แม้การทำงานอาจจะมีความไม่ราบรื่นไปเสียทุกอย่าง ต้องเผชิญปัญหาหลายด้านอยู่บ้าง แต่ปัญหาและอุปสรรคต่างๆในงาน ก็ช่วยให้ผมได้เรียนรู้ข้อบกพร่องของตัวเอง และนำมาปรับปรุงและพัฒนาตัวเอง ทั้งเรื่องความสามารถและทัศนคติ ให้ดีขึ้น ทำให้เรามีโอกาสพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นได้เรื่อยๆอยู่เสมอ

นอกจากนี้ การเป็นนักวางแผนการเงิน ยังเปิดโอกาสการทำงานใหม่ๆให้ผมมีโอกาสได้ลองทำอะไรหลายๆ อย่าง เช่น การได้เป็นวิทยากรบรรยายความรู้ทางการเงิน การได้เป็นอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัย การได้ก้าวไปเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัท Fintech Start Up ซึ่งถือเป็นการได้พัฒนาตัวเองหลายๆด้าน และเพิ่มช่องทางการหารายได้ให้มากขึ้นอีกด้วย

อยากเป็นนักวางแผนการเงินเริ่มต้นอย่างไรได้บ้าง?

อันที่จริงแล้ว การก้าวเข้ามาเป็นนักวางแผนการเงิน สามารถเข้ามาได้จากหลายสายงาน ทั้งทางฝั่งหลักทรัพย์และทางฝั่งประกัน ทั้งที่สังกัดบริษัท และไม่สังกัดบริษัทใดๆ เช่น เป็นที่ปรึกษาการลงทุนในบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หรือในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.), การเป็น Relationship Manager ในการแนะนำผลิตภัณฑ์การเงินที่ธนาคาร หรือการเป็นตัวแทนหรือนายหน้าประกันชีวิต กับบริษัทประกันชีวิตหรือประกันวินาศภัย

แต่จากประสบการณ์ของผม การได้เริ่มต้นสายอาชีพกับบริษัทประกันชีวิต ถือว่าเป็นประโยชน์กับผมอย่างมาก เพราะเป็นสายที่สามารถทำงานได้อย่างอิสระ และการที่ไม่มีรายได้ประจำ ทำให้ผมได้ฝึกฝนตัวเองให้สามารถทำงานได้อย่างมีวินัย มีแนวคิดอย่างผู้ประกอบการที่ได้ใช้ความคิด ความรู้ ความสามารถอย่างเต็มที่ ได้เรียนรู้การขายที่ทำให้เราเข้าใจความต้องการของผู้คนมากขึ้น และยังได้ฝึกฝนเรื่องบุคลิกภาพและการสื่อสาร จากการลงตลาดจริง ได้มีเวลา มีโอกาสได้ทำแผนการเงินจริงๆ ในแบบที่หากเข้าไปทำงานในสายงานประจำอาจไม่สามารถทำได้ ซึ่งหากผมไม่ได้ฝึกฝนทักษะความสามารถเหล่านี้จากการเป็นตัวแทนประกันชีวิตมาก่อน บางทีผมอาจจะไม่สามารถเป็นนักวางแผนการเงินได้อย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ก็เป็นได้

ดังนั้น หากใครสนใจจะก้าวเข้าสู่อาชีพนี้จากฝั่งตัวแทนประกันชีวิต ทางบริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ก็มีโครงการ  KT-AXA FSA หรือ กรุงไทย-แอกซ่า Financial Service Advisor ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรให้ก้าวไปเป็นนักวางแผนการเงินโดยเฉพาะ โดยมีทั้งการฝึกอบรมความรู้และทักษะ การสนับสนุนการสอบ CFP? มีระบบพี่เลี้ยงคอยเทรนนิ่ง รวมถึงเครื่องมือที่ทันสมัยที่ช่วยให้การทำงานวางแผนของเราง่ายขึ้นอีกด้วย สามารถศึกษารายละเอียดรวมถึงสมัครได้ที่ http://bit.ly/2SJrTjh

ใครสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องของอาชีพนักวางแผนการเงินนั้น ผมได้เคยเขียนไว้แล้วในบทความทั้ง 2 บทความนี้ https://bit.ly/2UY4vw3 และ https://bit.ly/2TKBfst

บทสรุป

อาชีพนักวางแผนการเงิน เป็นอาชีพหนึ่งที่ช่วยทำให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งตัวเราเองที่ได้มีโอกาสพัฒนาความรู้ความสามารถอยู่เสมอ ภายใต้การใช้ชีวิตที่สามารถออกแบบเองได้ พร้อมผลตอบแทนที่ยุติธรรม ตามความรู้ ความสามารถ ความขยันของแต่ละคน รวมถึงผู้คนอื่นๆที่เราได้เข้าไปช่วยให้มีเป้าหมายชีวิต ได้จัดการการเงินของตัวเองอย่างถูกทิศทาง

ดังนั้น ผู้ที่สนใจที่จะเข้ามาทำงานนี้ ก็ควรเป็นคนที่มีความกระตือรือร้น มีระเบียบวินัย มีแรงผลักดันในชีวิต ใฝ่หาการพัฒนาตัวเอง หรือกำลังมองหาอาชีพที่ทำแล้วรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ได้ช่วยเหลือตอบโจทย์การเงินให้แก่ผู้คน โดยต้องมองผลประโยชน์ของผู้อื่นเป็นหลัก ก่อนผลประโยชน์หรือผลตอบแทนส่วนตัว จึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จในสายอาชีพนี้

หากประสบการณ์ทั้งหมดของผมตามที่ได้เล่ามา ตอบโจทย์ตรงกับสิ่งที่เราต้องการ อาชีพนักวางแผนการเงินก็อาจเป็นอาชีพที่เรากำลังมองหาอยู่เป็นได้นะครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

หน้าที่ดูแลตัวเรายามแก่เฒ่า คือตัวเราในวันนี้!! ด้วยสินเชื่อ “HomeForLife” จากแสนสิริ

ก่อนอายุ 60 ปี มีเงินอย่างเดียวไม่พอ..ต้องมีบ้าน!!

ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่อยู่อาศัยเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่ใช้ในการดำเนินชีวิตของทุกคน และเป็นทรัพย์สินที่ราคามีแต่จะสูงขึ้น ๆ ทุกวัน เราต่างอดทนเก็บเงินในการผ่อนจ่ายเกือบค่อนชีวิต เพราะฉะนั้นในวันที่เรามีแรงทำงานได้ จึงต้องแบกทั้งภาระการงาน การเงิน รวมถึงการสร้างครอบครัวไปพร้อมกัน

แต่หลังเกษียณแล้ว มีบ้านอย่างเดียวก็ไม่ได้..ต้องมีเงินใช้ด้วย!!

บางคนโฟกัสกับปัจจุบันมากกว่า ทุ่มเททั้งเวลาและกำลังที่มีในวัยกลางคนไปกับการทำงาน จนชะล่าใจมองไม่เห็นผลกระทบจากการไม่วางแผนการเงินในระยะยาวสำหรับวัยเกษียณ หรือวางแผนช้าเกินไป หรืออาจคาดการณ์อนาคตได้ไม่ดีพอ อีกทั้งปัจจัยภายนอกจากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นตามกาลเวลา สภาพเศรษฐกิจในขณะนั้น รวมถึงภัยธรรมชาติ ฯลฯ แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอะไรที่ยากเกินกว่าเราจะควบคุมได้ แต่ยังมีปัจจัยภายใน อย่างหลักประกันปัจจัย 4 ในชีวิต ทั้งสุขภาพด้านการเงินที่ดีและแผนการใช้ชีวิตหลังเกษียณ ที่เราสามารถสร้างให้แข็งแกร่งได้ด้วยตัวเอง

ที่อยู่อาศัยที่มั่นคงก็เป็นหนึ่งในหลักประกันการันตีว่าในวัยสูงอายุเราจะมีที่อยู่อาศัยแน่นอน แต่…ถ้ามีแค่บ้านแล้วไม่มีเงินเพียงพอในการดำเนินชีวิต ก็ลำบาก สร้างภาระให้แก่คนรุ่นหลังหรือแย่กว่านั้นหากไม่มีทายาทดูแล คำถามคือ แล้วเราจะหวังพึ่งพาใคร? จะไปเอาเงินจากไหน? เหตุการณ์ทั้งหมดเหล่านี้สามารถหาทางออกได้ง่าย ๆ ด้วยสินเชื่อ “HomeForLife” จากแสนสิริและธนาคารออมสิน ที่ถือเป็นเครื่องมือใหม่ที่เข้ามาช่วยตอบโจทย์การวางแผนการเงินระยะยาวให้เราในวันนี้ได้

HomeForLife ซื้อบ้านโดยขอสินเชื่อจากธนาคาร..แล้วขายบ้านคืนให้ธนาคาร?

หลักการของสินเชื่อแพ็กเกจ HomeForLife จากแสนสิริและธนาคารออมสิน คือการรวม การกู้สินเชื่อเคหะทั่วไปแบบปกติที่เราต้องเอาบ้านไปเป็นหลักประกันกับธนาคาร แล้วทยอยผ่อนเงินกู้ให้ธนาคารจนกว่าจะครบสัญญา สิทธิ์ความเป็นเจ้าของบ้านถึงจะเป็นของเรา เข้ากับ การกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortgage) ที่เมื่อเราผ่อนบ้านหมดลงแล้ว เราจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านอย่างเต็มตัว ธนาคารจะมาทำการประเมินบ้านในเวลานั้นเพื่อกำหนดวงเงิน การกู้แบบย้อนกลับโดยมีบ้านเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน จากนั้นธนาคารทยอยจ่ายเงินเป็นงวด ๆ รายเดือน (บำนาญ) สำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ส่วนเราเองก็ยังคงมีสิทธิ์อาศัยอยู่ในบ้านหรือที่ดินหลังนั้นได้ไปจนกว่าจะครบสัญญา เมื่อธนาคารจ่ายเงินให้เราจนครบแล้วและเจ้าของบ้านได้เสียชีวิตลง บ้านหลังนั้นจึงจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร

พูดง่าย ๆ คือ แพ็กเกจ HomeForLife ให้สถานะ “ธนาคารออมสิน” กับ “ตัวเรา”
ผลัดกันเป็น “ผู้กู้” กับ “ผู้ให้กู้” ในแต่ละช่วงเวลานั่นเอง

HomeForLife เหนือกว่าการกู้สินเชื่อทั่วไป

ประโยชน์ของ HomeForLife ที่เด่นชัด คือเราสามารถเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในโครงการของแสนสิริได้ง่ายขึ้น (ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม) พร้อมกับอัตราการผ่อนที่น้อยกว่าปกติ ตัวอย่าง วงเงินกู้ 1 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อนชำระยาวถึง 30 ปี อัตราผ่อนต่องวดเพียง 6,000 บาท

โดยเงื่อนไขของสินเชื่อจะหักเงินต้นออก 10% ก่อนนำไปเข้าโปรแกรมคำนวณงวดผ่อนตามปกติ หมายความว่าเงินต้นของเราลดลงจากเดิม 10% นั่นเอง ทำให้ช่วงเวลาสร้างตัวที่ใคร ๆ ก็ต่างทำงานอย่างหนัก แต่เรากลับใช้ชีวิตตามไลฟ์สไตล์อย่างที่ต้องการจะใช้ได้

ขณะเดียวกันก็เป็นก้าวสำคัญสำหรับเตรียมตัวสร้างหลักประกันด้านการเงินหลังเกษียณ ด้วยรายได้ที่จะช่วยเติมเต็มการใช้ชีวิตและเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจนถึงอายุ 85 ปี โดยยังสามารถอยู่อาศัยในบ้านของตัวเองได้อยู่ จึงแน่ใจได้ว่าตัวเราในวันหน้าจะไม่เป็นภาระต่อลูกหลานหรือคนรอบข้าง ซึ่งระหว่างทางก็ยังเปิดโอกาสให้ผู้กู้หรือทายาทสามารถไถ่ถอนที่อยู่อาศัยนั้นได้ในทุก ๆ ช่วงสัญญาอีกด้วย

เรียกได้ว่าเป็นสินเชื่อที่ทำให้เรามีบ้านควบคู่ไปกับการวางแผนการเงินทั้งในปัจจุบัน ไปจนถึงอนาคตในแพ็กเกจเดียว โดยเราสามารถใช้ชีวิตแบบไร้กังวลและสร้างชีวิตเพื่อความมั่นคงไปพร้อม ๆ กันได้

กระบวนการของ Reverse Mortgage

เมื่อผู้กู้อายุครบ 60 ปี และผ่อนบ้านจนครบกำหนดชำระปลอดภาระหนี้แล้ว ธนาคารจะทำการประเมินราคาบ้าน ณ ขณะนั้น เพื่อใช้วางเป็นหลักประกันกับธนาคารออมสินเพื่อเปลี่ยนเป็นรายได้ โดยเรายังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยนั้นอยู่ โดยระยะเวลาสัญญาขึ้นอยู่กับอายุของผู้กู้ ซึ่งสูงสุด 25 ปี และมีวงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านบาท (กรณีเป็นห้องชุดจะได้วงเงินไม่เกิน 60% ของราคาประเมิน / กรณีเป็นอาคารพร้อมที่ดินจะได้วงเงินถึง 60 – 70% ของราคาประเมิน)

แต่หากผู้กู้อายุครบ 60 ปี แต่ผ่อนสินเชื่อที่อยู่อาศัยเดิมไม่ครบ (บ้านยังไม่ปลอดภาระหนี้) สามารถเข้าสู่กระบวนการ Reverse Mortgage แล้วขอเบิกเงินงวดแรก 10% จากธนาคารออมสินเพื่อนำไปปิดบัญชีสินเชื่อที่เหลืออยู่ได้ด้วย จากนั้นธนาคารจะจ่ายเงินให้ตามวงเงินกู้ที่อนุมัติ

ตัวอย่าง วงเงินกู้ 1 ล้านบาท ธนาคารจะจ่ายเงินงวดแรกให้ 100,000 บาท ต่อด้วยรายเดือน 1,500 – 14,500 บาท (ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการกู้จะได้รับเงินกี่งวด) จนครบตามสัญญา

ส่วนกรณีสัญญาสิ้นสุดจะเกิดได้ 2 กรณี คือ

1. ผู้กู้มีชีวิตครบตามเวลาที่ระบุในสัญญา จะสามารถเลือกได้ 3 แนวทาง

1.1 ผู้กู้สามารถอาศัยอยู่ในบ้านต่อไปโดยไม่ได้รับเงินต่อจนเสียชีวิต

1.2 ผู้กู้ทำเรื่องขอกู้เพิ่มจากธนาคาร

1.3 ผู้กู้หรือทายาทสามารถนำเงินมาไถ่บ้านคืน

2. ผู้กู้เสียชีวิตก่อนเวลาที่ระบุในสัญญา จะสามารถเลือกได้ 2 แนวทาง

2.1 ทายาทสามารถนำเงินมาไถ่บ้านคืนจากธนาคาร

2.2 ทายาทเลือกยกบ้านหลังนั้นให้เป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร แล้วธนาคารนำขายทอดตลาด

ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-299-8000 ต่อ 211170-72

สรุป

ชีวิตหลังวัยเกษียณเรามีเวลาเตรียมตัวทั้งชีวิต อย่าปล่อยให้ถึงวินาทีสุดท้าย สินเชื่อ “HomeForLife” จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนวัยทำงานรุ่นใหม่ที่วางแผนการเงินระยะยาว เพื่อเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย สร้างความมั่นคงให้กับตัวเองและครอบครัว รวมถึงวางแผนการใช้ชีวิตหลังวัยเกษียณ กรณีที่ไม่มีเงินบำนาญ, ไม่มีสวัสดิการ หรือมีเงินสะสมไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตขณะนั้น สามารถเปลี่ยนอสังหาริมทรัพย์ที่ครอบครองอยู่เป็นเงินสดสำหรับใช้จ่ายในวัยเกษียณ พึ่งพาตัวเองได้ไม่เป็นภาระกับครอบครัวหรือคนรุ่นหลัง

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save