ความรู้ DW ระดับพื้นฐาน และวิธีติดตามข่าวสารการลงทุน

DW หรือ Derivative Warrant คือ ตราสารอนุพันธ์ (Derivatives) โดยมีประเภทสิทธิในการซื้อและสิทธิในการขายสินทรัพย์ในอนาคต โดยราคาของ DW จะอ้างอิงไปตามหุ้นอ้างอิงที่ DW รุ่นนั้นอ้างอิงอยู่ ยกตัวอย่างเช่น PTG28C1901A  ก็คือสัญญา Call DW ที่ผูกกับหุ้นอ้างอิง PTG  ซึ่งออกโดยค่าย 28 (Macquarie DW28)

DW แบ่งออกเป็น 2 แบบคือ Call DW หรือสัญญาจะซื้อและ Put DW หรือสัญญาจะขาย

ตัวอย่างเช่น

หากเราซื้อ Call DW ของหุ้น A ไว้ 
แล้วราคาหุ้น A ขึ้น ราคาของ Call DW ก็จะขึ้น เราก็จะกำไร
แล้วราคาหุ้น A ลง ราคาของ Call DW ก็จะลง เราก็จะขาดทุน

หากเราซื้อ Put DW ของหุ้น A ไว้
แล้วราคาหุ้น A ขึ้น ราคาของ Put DW ก็จะลง เราก็จะขาดทุน
แล้วราคาหุ้น A ลง ราคาของ Put DW ก็จะขึ้น เราก็จะกำไร

“สรุปว่าถ้าคิดว่าหุ้นจะขึ้นก็ Call – ถ้าคิดว่าหุ้นจะลงก็ Put”

ความแตกต่างของการซื้อหุ้นโดยตรงกับการซื้อ DW คืออัตราทด

DW เป็นสินทรัพย์จำพวกอนุพันธ์ที่มุ่งเน้นการใช้อัตราทด (Leverage) เช่น หากเราต้องการซื้อหุ้น PTG  แบบ board lot ปรกติ เราอาจต้องใช้เงินเริ่มต้นประมาณ 5,000 บาท แต่ถ้าเราเปลี่ยนมาซื้อ DW แทน เราอาจจะใช้เงินแค่ไม่ถึง 10 บาทเท่านั้น

เรื่องสำคัญของการซื้อขาย DW จึงเป็นการควบคุมเงินหน้าตัก (money management) ให้ดี

เพราะ DW รวมไปถึงอนุพันธ์ประเภทอื่นนั้นมักมีอัตราทดเป็นหัวใจสำคัญ เราจึงจำเป็นต้องควบคุมสัดส่วนการซื้อขายต่อเงินลงทุนรวมของเราให้ดี เนื่องจากสินทรัพย์มีความเสี่ยง (ความผันผวน) สูงมากกว่าปกติ (เพราะเร่งผลตอบแทนด้วยอัตราทด) เราจึงควรมีเป้าในใจเสมอว่าจะรับรู้กำไร (take profit) หรือตัดขาดทุน (cut loss) เมื่อไหร่ และอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือการติดตามข้อมูลการลงทุนอย่างใกล้ชิด

การติดตามข้อมูลเพื่อลงทุนหุ้นสำคัญแค่ไหน การติดตามข้อมูลเพื่อลงทุน DW สำคัญยิ่งกว่า

เพราะ DW คือการลงทุนแบบมีอัตราทด ดังนั้น การเคลื่อนไหวของหุ้นแม่ (หุ้นที่ DW ไปอ้างอิง) เพียง 1% อาจทำให้ราคา DW เคลื่อนไหวเป็น 10% ได้ การติดตามข่าวสารจึงเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะมีผลกระทบต่อราคา DW ค่อนข้างเยอะ ซึ่งสำคัญทั้งในแง่ใช้ในการเก็งกำไร รวมไปถึงใช้ในการจำกัดการขาดทุนได้อีกด้วย

วันนี้ลงทุนศาสตร์จึงมา REVIEW ช่องทางการติดตามข่าวสารด้าน DWเผื่อใครสนใจหรือกำลังลงทุน DW อยู่จะได้นำไปใช้กันได้ ที่สำคัญ งานนี้ฟรีสถานเดียว!

ช่องทาง line@ : thaidw

วิธีการเข้าไปติดตามข่าวสารฟรี : กดเพิ่มเพื่อน ที่นี่ หรือค้นหาไอดี @thaidw (มีเครื่องหมาย @ ด้วย)

กดเพิ่มเพื่อนโดยค้นหาไอดี @thaidw เพื่อเข้าไปใช้ข้อมูลและติดตามข่าวสารฟรี พอกดเพิ่มเพื่อนแล้วจะขึ้นให้ Chat หรือพูดคุยก็สามารถกดเข้าไปที่หน้าไลน์ของ DW28 ได้เลย

เมื่อเข้ามาที่หน้าไลน์ของ DW28 แล้วจะเจอคำแนะนำการใช้ฟังก์ชันหลักของระบบ โดยระบบจะมี 3 ฟังก์ชันหลักอัตโนมัติดังนี้

  1. พิมพ์ชื่อหุ้น เพื่อค้นหา DW28 ตามหุ้นที่สนใจ ตัวอย่างเช่น PTT
           ฟังก์ชันนี้ใช้ในกรณีที่เราสนใจหุ้นอ้างอิงตัวใดตัวหนึ่งอยู่แล้ว อยากเลือก DW จากค่าย 28 ก็สามารถกดเพื่อดูรายชื่อทั้งหมดได้ ถึงแม้ว่าหุ้นเดียวกันแต่ก็จะมีสัญญาที่หลากหลาย เช่น สัญญา call สัญญา put รวมไปถึงสัญญาที่อยู่คนละซีรีย์กัน
  2. พิมพ์ชื่อ DW เพื่อค้นหารายละเอียดตาม DW ที่สนใจ ตัวอย่างเช่น PTT28C1901A
           ฟังก์ชันนี้ใช้ในกรณีที่เราสนใจ DW ตัวใดตัวหนึ่งเป็นพิเศษอยู่แล้ว แต่ต้องการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมของ DW นั้น เช่น อัตราทด วันหมดอายุ ตารางเทียบราคา DW ก็สามารถกดดูได้แบบเรียลไทม์จากหน้าจอได้เลย
  3. พิมพ์ชื่อหุ้นและ all เพื่อค้นหารายละเอียด DW จากทุกค่ายที่อ้างอิงกับหุ้นที่สนใจ ตัวอย่างเช่น PTT all
           ฟังก์ชันนี้ใช้ในกรณีที่เราสนใจหุ้นอ้างอิงตัวใดตัวหนึ่ง แต่อยากเปรียบเทียบ DW จากทั้งหมดที่มีอยู่ในตลาด เราก็สามารถกดเพื่อดูข้อมูลของ DW ที่อ้างอิงหุ้นตัวนั้นเพื่อเปรียบเทียบจากหลายค่ายเพื่อหา DW ที่เหมาะกับเรามากที่สุด

นอกจากฟังก์ชันหลักทั้ง 3 ของไลน์ DW28 ที่เป็นเหมือนหัวใจที่ใช้หาข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจในการเทรดแล้ว DW28 ยังมีอีกหลายฟังก์ชันที่เป็นประโยชน์ต่อการลงทุนไม่แพ้กัน

  1. HOT SET50 DW Call/Put
        ฟังก์ชันการดูข้อมูล SET50 DW ทั้ง Call และ Put DW อย่างเรียลไทม์ โดยจะแสดงตารางอ้างอิงเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการลงทุน
  2. ดูตารางราคา DW28 Live matrix
        ฟังก์ชันดูตารางราคาและข้อมูลของ DW แบบเรียลไทม์ ลักษณะคล้ายกับฟังก์ชันหลักที่ 2 คือการใส่ชื่อ DW เพื่อดูข้อมูล DW แต่ถ้าจำชื่อไม่ได้ก็สามารถกดหาจากฟังก์ชันนี้ได้
  3. อัพเดตข้อมูล DW28 สดใหม่ทุกวันกับ Facebook Macquarie DW28 – Thaidw
        ฟังก์ชันที่จะส่งเราไปยังหน้า Facebook Fan page ของทาง Macquarie DW28 – Thaidw เพื่ออ่านบทความการลงทุน หรือติดตามข่าวสารประจำวัน
  4. ค้นหา DW ของทุกค่าย
        ฟังก์ชันสำหรับค้นหาข้อมูล DW จากทุกค่าย ทั้ง Call / Put DW และทุกหลักทรัพย์อ้างอิง เป็นประโยชน์สำหรับการเปรียบเทียบ DW ก่อนตัดสินใจลงทุน
  5. Top Trade DW ของทุกค่าย
        ฟังก์ชันสำหรับดู DW ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุดในรอบวัน โดยอ้างอิงจาก DW ที่ออกโดยทุกค่าย มีทั้ง DW ที่อ้างอิงกับดัชนี รวมไปถึง DW ที่อ้างอิงกับหุ้นรายตัว
  6. วิดีโอความรู้เกี่ยวกับ DW
        ฟังก์ชันสำหรับนักลงทุนที่สนใจอยากหาความรู้เพิ่มเติมในการลงทุนเกี่ยวกับ DW ย้ำว่ามีวิดีโอให้ดูย้อนหลังและศึกษาอย่างหลากหลายมาก หากใครสนใจลงทุนใน DW อย่างจริงจัง ฟังก์ชันนี้ถือว่าสำคัญมากเพราะจะช่วยให้เราพัฒนาความสามารถอย่างยั่งยืน

นอกจากการติดตามข้อมูลข่าวสารรวมไปถึงการใช้ระบบข้อมูลของ DW แล้ว ไลน์ของ DW28 ยังมีสิทธิประโยชน์พิเศษอีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัมมนาฟรีที่เปิดให้นักลงทุนเข้ามาเรียนได้อย่างต่อเนื่อง

ย้ำอีกครั้งว่าทั้งหมดนี้ … ฟรีนะจ๊ะ!

ใครสนใจก็สามารถกดเพิ่มเพื่อนได้เลย ที่นี่ หรือจะกดค้นหาไอดี @thaidw ตามที่มีภาพแสดงไว้ข้างต้นของบทความก็ได้เช่นกัน

เอาสิ แอดเลย!

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

(Review) เงินฝากประจำ ทำให้ฝันเป็นจริง

หลายคนอยากจะเก็บเงินให้ได้สักก้อนหนึ่ง เพื่อ…

  • ไปท่องเที่ยวต่างประเทศหาประสบการณ์ใหม่ๆ
  • ซื้อรถขับไปทำงาน ส่งลูกที่โรงเรียน พาพ่อแม่ไปเที่ยวหรือหาหมอที่โรงพยาบาล 
  • ซื้อบ้านให้ตัวเองและพ่อแม่จะได้อยู่พร้อมหน้ากัน 
  • บางคนกำลังจะสร้างครอบครัวก็วางแผนเก็บเงินแต่งงาน 
  • … ฯลฯ…

แต่ละเรื่องนั้นต้องใช้เงิน อย่างน้อยต้องเตรียมไว้หลักแสน บทความนี้จะทำให้เรารู้ว่าควร “ทำอย่างไร” เพื่อให้สิ่งที่เราคิดไว้เป็นจริงได้ อภินิหารเงินออมจะมาเล่าให้ฟังนะจ๊ะ

“เงินฝากประจำ” ทำให้ฝันเป็นจริง

เราคิดไว้ว่าอีก 2 ปีข้างหน้าจะต้องใช้เงินก้อนหนึ่ง แต่พอหันกลับไปดูสมุดบัญชีเงินฝากแล้วต้องช้ำใจ เพราะมีแต่รายการฝากแล้วก็ถอน ถอน ฝาก ถอน ถอน…. สลับกันไปมาแบบนี้ พลิกมาดูหน้าสุดท้ายสรุปยอดเงินทั้งหมดตอนนี้ก็แทบจะเป็นลม เพราะเก็บเงินมาหลายปี กลับมีเงินเก็บนิดเดียวพร้อมกับดอกเบี้ยเพียงหยิบมือ

ถ้าการฝากเงินแบบเดิมทำให้เราขาดวินัยการออมเงิน ทางแก้ไขก็คือ ควรมองหาวิธีการสะสมเงินแบบใหม่ที่ช่วยสร้างวินัยการออมเงินของเราให้แข็งแรง ด้วยการฝากรายเดือนอย่างสม่ำเสมอที่ “บัญชีเงินฝากประจำ ปลอดภาษี” 

วิธีเก็บเงินทำให้ฝันเป็นจริง

  1. เขียนออกมาว่าเราจะต้องใช้เงินก้อนทำอะไร จำนวนเท่าไหร่ 
  2. แบ่งออกมาว่าแต่ละเดือนจะเก็บเงินกี่บาท 
  3. ใช้วิธีตัดอัตโนมัติไปที่บัญชีฝากประจำปลอดภาษี
  4. ลงมือทำทันที มันจะได้สำเร็จนะจ๊ะ

ตัวอย่าง

อีก 2 ปีข้างหน้า เราจะซื้อรถยนต์คิดว่าจะจ่ายดาวน์ 120,000 บาท มีเวลาเก็บเงิน 24 เดือน แบ่งเก็บเดือนละ 5,000 บาท (มาจาก 120,000 บาท / 24 เดือน) เราผูกบัญชีเงินเดือนกับบัญชีเงินฝากประจำเข้าด้วยกัน เพื่อตัดเงินไปออมอัตโนมัติทุกเดือน พอครบกำหนดเราจะได้รับเงินก้อน ที่เป็นเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยไปจ่ายเป็นเงินดาวน์รถยนต์

เลือกวิธีออมเงิน 

จากตัวอย่างเป้าหมายเก็บเงินดาวน์รถ 120,000 บาท (นำไปปรับใช้กับการเก็บเงินก้อนเพื่อเป้าหมายอื่นๆได้) คราวนี้ก็ต้องมาดูว่าจะเก็บเงินวิธีอะไรที่มีความเสี่ยงต่ำและทำให้สำเร็จได้ภายใน 2 ปี  

คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการฝากเงินที่ธนาคาร เช่น  เงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากประจำ เพราะเข้าใจง่าย แค่ฝากเงินเข้าไปเราก็ได้รับดอกเบี้ย บัญชีเงินฝากแต่ละแบบให้ดอกเบี้ยเท่าไหร่ แตกต่างกันอย่างไร ดูได้ที่ภาพข้างล่างนี้เลยจ้า 

(Review) เงินฝากประจำ ทำให้ฝันเป็นจริง

เงินฝากเหมือนกัน แต่เราได้รับดอกเบี้ยแตกต่างกัน ถ้าฝากเงินเดือนละ 5,000 บาท ระยะเวลา 24 เดือน ดอกเบี้ยที่เราได้รับ ดังนี้ 

  • เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ย 0.5% เราได้รับดอกเบี้ย 626 บาท 
  • เงินฝากประจำ ดอกเบี้ย 2.3% เราได้รับดอกเบี้ย 2,453 บาท
  • เงินฝากประจำ ปลอดภาษี ดอกเบี้ย 2.3% เราได้รับดอกเบี้ย 2,887 บาท

หลังจากเปรียบเทียบวิธีฝากเงินแล้ว รวมถึงเข้าใจความแตกต่างของแต่ละบัญชี ต่อไปก็เลือกว่าเราจะใช้วิธีอะไร สมมติว่าบทความนี้เลือกวิธีที่ทำให้เราได้รับดอกเบี้ยมากที่สุด คือ เงินฝากประจำ ปลอดภาษี ดอกเบี้ย 2.3%

เงินฝากประจำ ปลอดภาษีมีดอกเบี้ยสูง 2.3% อยู่ที่ไหน?

หลังจากที่เรารู้แล้วว่าวิธีฝากประจำทำให้เราสำเร็จตามเป้าหมายได้ คำถามต่อมา คือ แล้วเราจะเลือกบัญชีฝากประจำที่ธนาคารอะไรดีล่ะ?

ปัจจุบันแต่ละธนาคารมีโปรโมชั่นบัญชีเงินฝากเพื่อดึงดูดใจนักออมเงินออกมาให้เลือกมากมาย ซึ่งมีดอกเบี้ยแตกต่างกันไป หนึ่งในบัญชีที่ให้ดอกเบี้ยสูง คือ “บัญชีเงินฝากประจำ ปลอดภาษี 24 เดือน ดอกเบี้ยสูง 2.3%” ของธนาคารกรุงศรี มีรายละเอียด ดังนี้  

(Review) เงินฝากประจำ ทำให้ฝันเป็นจริง

  • สร้างวินัยการออม???เงินอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน ฝากเริ่มต้นเดือนละ 1,000 บาท สูงสุดเดือนละ 25,000 บาท
  • ฝากครบกำหนด 24 เดือนได้รับเงินก้อนแน่นอน พร้อมดอกเบี้ยที่ไม่ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15%

พิเศษ!! สำหรับผู้ที่รับเงินเดือนผ่านบัญชีกรุงศรี ได้รับฟรี Gift Card เทสโก้ โลตัส มูลค่า 200 บาท เพียงเปิดบัญชีเงินฝากประจำปลอดภาษีดอกเบี้ยเดือนละ 2,500 บาทขึ้นไป พร้อมสมัครบริการโอนเงินระหว่างบัญชีเงินฝาก (Standing Instruction) หรือบริการตั้งโอนเงินล่วงหน้าผ่าน KMA (Krungsri Mobile Application)

ถ้าเราต้องการมีเงินออมสักก้อนหนึ่งเก็บไว้เพื่อเป้าหมายบางอย่าง “บัญชีฝากประจำ ปลอดภาษี ดอกเบี้ย 2.3%” สามารถช่วยเราได้ นอกจากทำให้เรามีวินัยการออมเงินอย่างสม่ำเสมอและมีเงินก้อนแล้ว ยังได้รับดอกเบี้ยสูงกว่าการฝากออมทรัพย์ทั่วไปอีกด้วย  

(Review) เงินฝากประจำ ทำให้ฝันเป็นจริง

ถ้าต้องการเปิดบัญชีบัญชีฝากประจำ ปลอดภาษี ดอกเบี้ย 2.3% ติดต่อได้ที่สาขาของธนาคารกรุงศรีทุกแห่ง หรืออ่านข้อมูลของบัญชีนี้ได้ที่ http://bit.ly/2yoI9eg 

บทความนี้เป็น Advertorial

ค้นหาคอนโดสไตล์นักลงทุนไปกับ HYDE Heritage Thonglor

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มีจุดเด่นคือความผันผวนที่ไม่มาก เหมาะกับการลงทุนในระยะยาว โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในทำเลที่มีศักยภาพ นอกจากนี้ อสังหาริมทรัพย์ยังเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ เราสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพย์โดยตรงได้ เช่น การอยู่อาศัยระหว่างรอขายหรือปล่อยเช่า ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่สินทรัพย์ทางการเงินอื่นไม่ค่อยมี

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มีแนวทาง 2 อย่างหลัก คือ การลงทุนเพื่อกำไรส่วนต่าง (Capital Gain) และ การลงทุนเพื่อกระแสเงินสด (Cash Flow) นึกภาพง่ายๆ การลงทุนเพื่อกำไรส่วนต่างก็คือการเน้นซื้ออสังหาริมทรัพย์แบบซื้อมาขายไปกินกำไร ในขณะที่การลงทุนเพื่อกระแสเงินสดเน้นการปล่อยเช่าเพื่อได้กระแสเงินสดแบบต่อเนื่อง 

แต่ไม่ว่าจะลงทุนอสังหาริมทรัพย์ด้วยจุดมุ่งหมายแบบไหน การประเมินมูลค่าทรัพย์ก่อนซื้อถือเป็นเรื่องสำคัญมาก แนวคิดการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไม่ต่างจากการลงทุนในหุ้นเลย คือต้องประเมินมูลค่าทรัพย์ก่อน และเลือกซื้อในจุดที่ราคาต่ำกว่ามูลค่า เพื่อมาขายหรือปล่อยเช่า ในจุดที่มูลค่าและราคามีความเหมาะสมซึ่งกันและกัน

ตัวอย่างกรณีศึกษาที่ยกมาวันนี้ คือโครงการคอนโดมิเนียม “HYDE Heritage Thonglor”

หลักการคิดในการซื้อเพื่อการลงทุนเหมือนกับการลงทุนหุ้นทุกอย่าง นั่นคือ ถ้าประเมินมูลค่าแล้ว ราคาคอนโดที่ซื้อได้ต่ำกว่ามูลค่าที่คำนวณได้ เราในฐานะนักลงทุนจะมองว่าโครงการนี้มีศักยภาพและน่าสนใจ หากสนใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เราก็สามารถซื้อเพื่อลงทุนได้

1. กรณีการลงทุนเพื่อกำไรส่วนต่าง

การประเมินมูลค่าที่เราใช้เป็นหลักคือการเปรียบเทียบกับราคาตลาด เหมือนที่หุ้นต้องดูอัตราส่วน PE ในกรณีที่เป็นคอนโดมิเนียม เราก็สามารถเปรียบเทียบราคาตลาดในทำเลที่มีศักยภาพใกล้เคียง หากราคาคอนโดเฉลี่ยต่อพื้นที่ถูกกว่าราคาตลาด แบบนี้อาจเรียกได้ว่าราคาต่ำกว่ามูลค่า มีความน่าสนใจในการลงทุน

2. กรณีลงทุนเพื่อกระแสเงินสด

การประเมินมูลค่าที่เราใช้เป็นหลักคือการเปรียบเทียบผลตอบแทนจากค่าเช่าต่อปีเป็นเปอร์เซ็นต์ หรือที่นิยมเรียกว่า %yield โดยปรกติ %yield ของการปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์จะอยู่ที่ประมาณ 5 – 8 % หากเราคำนวณค่าเช่าที่จะได้รับต่อปีหารด้วยราคาคอนโดแล้ว %yield ที่ได้สูงกว่าผลตอบแทนที่คาดหวังจากการลงทุน แบบนี้ก็ถือว่ามีความสนใจในการลงทุน

จากทำเลของโครงการ HYDE Heritage Thonglor ก็ถือว่ามีศักยภาพสูง ด้วยทำเลบนถนนเส้นหลักที่รถไฟฟ้าตัดผ่านที่เหลือพื้นที่ให้ขึ้นโครงการทุกที ปรกติราคาต่อหน่วยพื้นที่ของถนนเส้นนี้แพงมาก เพราะเรียกได้ว่าเป็นเหมือนถนนเส้นหลักของกรุงเทพมหานคร ทำเลใกล้สถานีรถไฟฟ้าทองหล่อและเอกมัย แนะนำว่าเวลาเทียบราคาตลาดต้องเปรียบเทียบให้ชัดเจนว่า ราคาโครงการที่สนใจอยู่เส้นไหน ติดรถไฟฟ้าหรือไม่ ติดถนนใหญ่รึเปล่า ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อความถูกต้องแม่นยำของการลงทุน

ส่วนเรื่องการตกแต่งก็เรียกว่าไม่ทำให้ผิดหวัง ด้วยงานออกแบบสไตล์ Manhattan Design คงภาพลักษณ์ความรู้หรามีรสนิยมแบบไร้กาลเวลา เน้นความหรูหรามีระดับที่สามารถส่งต่อไปได้ชั่วลูกชั่วหลานแบบในคอนเซปต์ Timeless Elegance เห็นแล้วชวนหลงใหลให้นึกถึงที่พักในย่านทำเลราคาแพงของประเทศฝั่งตะวันตก ผลงานด้าน Architect โดย I Will Design Studio งาน Interior โดย That’s ITH และงาน Landscape โดย SHMA ใครที่ชอบกลิ่นอายของความผู้ดีอังกฤษ ถกถ้อยอย่างออกรสด้วยสำเนียง British English และจิมชายามบ่ายแบบ Classy การตกแต่งแบบนี้คงต้องสร้างความประทับใจให้ได้อย่างแน่นอน

ขีดเส้นใต้ว่าตอนนี้ HYDE Heritage Thonglor เปิดขายด้วยราคา Early Bird ก่อนจะปรับราคาในปีหน้า

ราคา Early Bird เริ่มต้นอยู่ที่ 247,500 – 279,600 บาท/ตารางเมตร ราคาห้องเริ่มต้นอยู่ที่ 9,900,000 – 38,281,440 บาท เท่านั้น  ทั้งนี้ทั้งนั้นอยากให้ลองเปรียบเทียบราคาโครงการกับราคาขายของโครงการอื่นโดยเฉลี่ยในทำเลเดียวกัน (ติดถนนหลักเส้นสุขุมวิทติดรถไฟฟ้า) แล้วจะรู้ว่าราคาไม่ได้แรงอย่างที่คิด !

ใครสนใจลงทุนคอนโดมิเนียมอยู่ โดยเฉพาะผู้ที่สนใจคอนโดมิเนียมระดับพรีเมี่ยมที่ปล่อยเช่าได้ในราคาสูง เน้นกลุ่มลูกค้าผู้มีรายได้ดีหรือกลุ่มชาวต่างชาติที่มาทำงานในประเทศไทย อยากให้ลองศึกษาโครงการนี้ดู เพราะปีหน้าจะปรับราคาขึ้นและไม่ได้ราคา Early Bird แล้ว หากใครสนใจจะซื้อ การซื้อก่อนก็จะได้ผลประโยชน์ตรงส่วนลดราคาตรงนี้เพิ่มขึ้นอีกมาก

ใครกำลังมองหาคอนโดมิเนียมระดับพรีเมี่ยมสำหรับลงทุนอยู่ กดเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมเลยได้ที่ www.hydeheritage.com หรือจะโทรสายตรงไปสอบถามรายละเอียดที่ 099-282-3965 ก็ได้เช่นกัน

Appreciate!

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

(Review) เปรียบเทียบประกัน 3 ประเภทกับการลดหย่อนภาษี

ช่วงนี้ซื้อประกันแบบไหนดีเพื่อลดหย่อนภาษี คำถามนี้มักจะมีบ่อยๆในช่วงปลายปีแบบนี้เสมอ สิ่งหนึ่งที่พรี่หนอมอยากจะแนะนำให้ชัดเจนก็คือ เราต้องรู้ก่อนว่า ประกันที่ลดหย่อนภาษีได้นั้นมีอะไรบ้าง และ เราต้องการอะไรในการซื้อประกันนั้นๆนอกเหนือจากการลดหย่อนภาษี

สำหรับการซื้อประกันเพื่อลดหย่อนภาษีให้กับตัวเราเองนั้นจะมีอยู่ 3 ประเภทหลักๆ นั่นคือประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และประกันแบบบำนาญครับ โดยสรุปจำนวนเงินที่สามารถใช้ในการลดหย่อนภาษีได้ตามตารางด้านล่างนี้ครับ

(*) กลุ่มลดหย่อนภาษีที่เป็นเงินเกษียณหมายถึง กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนการออมแห่งชาติ และประกันแบบบำนาญ โดยทั้งหมดเมื่อรวมกันแล้วจะใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท

นอกจากจำนวนเงินแล้ว สิ่งที่เราต้องดูเพิ่มเติมคือเงื่อนไขทางกฎหมายทีเกี่ยวข้องกับการทำประกันแต่ละประเภทครับ ซึ่งจะเห็นว่าประกันแต่ละประเภทนั้นจะมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป (อันนี้ผมสรุปจากข้อกฎหมายออกมาให้เข้าใจง่ายขึ้นนะครับ)

จากที่อธิบายมาทั้ง 2 ข้อนั้น ผมพบว่าสำหรับคนทั่วไปที่สนใจซื้อประกันนั้น สิ่งทีต้องทำจริงๆในเรื่องนี้ คือ การพิจารณาดูสภาพคล่องของตัวเองเปรียบเทียบกับจำนวนเงินที่เป็นเงื่อนไขทางภาษี หรือพูดง่ายๆ คือ สิทธิ์ซื้อสูงสุดของเรามีเท่าไร และเรามีเงินพอจะซื้อไหวและจ่ายเบี้ยประกันไปได้ตลอดหรือเปล่านั่นเองครับ หลังจากนั้นก็มาไล่เรียงความสำคัญว่า เราต้องการประกันแบบไหนครับ

ส่วนเงื่อนไขต่างๆตามกฎหมายนั้น ทางบริษัทประกันภัยหรือตัวแทนที่นำเสนอส่วนใหญ่จะแนะนำได้อยู่แล้วครับ เพียงแค่เราบอกว่าต้องการประกันประเภทนี้ที่ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี เค้าก็สามารถจัดให้เราใช้สิทธิลดหย่อนได้แน่นอนครับ ขอเพียงแค่เราตอบตัวเองให้ได้ก่อนละกันว่า ต้องการอะไรจากการทำประกันกันแน่ เพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์จริงๆของการทำประกันที่มากกว่าเรื่องของการลดหย่อนภาษีเพียงอย่างเดียวครับ

ทีนี้มาดูกันดีกว่าครับ ผมขอยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ของทางกรุงไทยแอ๊คซ่า ที่เค้านำเสนอมาเพื่อตอบสนองตามแต่ละวัตถุประสงค์ในการทำประกัน 3 แบบนี้มาเปรียบเทียบให้ดูครับ iRetire iHealthy iShield

ก่อนจากกัน ขอเน้นอีกครั้งนะครับว่า การทำประกันที่ดีนั้น นอกจากการลดหย่อนภาษีแล้ว เราต้องได้สิ่งที่ต้องการกลับมาอย่างคุ้มค่าด้วย ไม่ว่าจะเป็นการคุ้มครองชีวิต รักษาโรคร้าย ดูแลสุขภาพหรือการได้รับบำนาญตามที่ตั้งใจไว้ ซึ่งคนที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดนั้นคือตัวเราเองนั่นแหละครับ

สุดท้ายนี้ถ้าหากใครสนใจประกันของทาง กรุงไทย-แอกซ่า ก็สามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://bit.ly/2CIJiSr

บทความนี้เป็น Advertorial

โอกาสลงทุนในการเติบโตใหม่กับ “พันธบัตรรัฐบาลลาว”

กลุ่มประเทศ CLMV ถือเป็นกลุ่มประเทศที่มีการเติบโตอย่างสะดุดตานักลงทุน

ที่ต้องใช้คำว่าสะดุดตานักลงทุนเพราะกลุ่มประเทศ CLMV อันประกอบไปด้วย C (กัมพูชา) L (ลาว) M (เมียนมาร์) และ V (เวียดนาม) มีการเติบโตของ GDP ที่บ่งบอกถึงขนาดเศรษฐกิจสูงมาก ในขณะที่ประเทศไทยเติบโตในระดับ 3.9% ในปี 2017 แต่กัมพูชาและลาวเติบโตถึง 6.9% ในขณะที่เมียนมาร์และเวียดนามเติบโต 6.8% ซึ่งถือว่าสูงมาก หากเทียบกับค่าเฉลี่ยโลก

การเติบโตของ CLMV ทำให้นักลงทุนนึกถึงยุคทองของประเทศไทย

ในอดีต ประเทศไทยเคยเติบโตในระดับมากกว่า 6% ต่อปี แล้วยุคนั้นก็สร้างความมั่งคั่งให้กับทั้งประชาชน นักธุรกิจ และนักลงทุนในประเทศเป็นอย่างมาก การเติบโตเศรษฐกิจจึงเป็นปัจจัยที่นักลงทุนมักจะมองหาตลอด เพราะการเติบโตของเศรษฐกิจถือว่าเป็น “ลมใต้ปีก” ที่ดีในการลงทุน เรียกว่าเศรษฐกิจโต ธุรกิจหรืออุตสาหกรรมต่างๆ ก็มักจะโตยกแผง ในเมื่อก้อนเค้กขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ คนกินเค้กก็ไม่ต้องมาแย่งเค้กกันเอง เพราะทุกคนก็มีความสุขกับเนื้อก้อนเค้กที่ใหญ่ขึ้น

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือประเทศลาว เป็นอีกประเทศที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม

ในขณะที่นักลงทุนจำนวนมากให้ความสนใจไปกับประเทศเวียดนามและกัมพูชา แต่ประเทศลาวก็มีการเติบโตของเศรษฐกิจสูงไม่แพ้กัน ยิ่งถ้ามองในมุมว่าประเทศลาวยังเติบโตมาจากฐานที่ต่ำ และยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตและพัฒนาขึ้นอีกมาก ประเทศลาวมีรายได้หลักจากการส่งออกไฟฟ้า เหมืองแร่ และการท่องเที่ยว ประเทศลาวจึงถือเป็นอีกประเทศที่นักลงทุนไม่ควรจะให้หลุดไปจากจักรวาลการลงทุนของตัวเอง

ข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศลาว

อ้างอิงจาก ADB (Asian Development Bank)

  • ปี 2013     GDP ประเทศลาวเติบโต 8.0%        อัตราเงินเฟ้อ    6.4%
  • ปี 2014     GDP ประเทศลาวเติบโต 7.6%         อัตราเงินเฟ้อ    4.1%
  • ปี 2015     GDP ประเทศลาวเติบโต 7.3%         อัตราเงินเฟ้อ    1.3%
  • ปี 2016     GDP ประเทศลาวเติบโต 7.0%         อัตราเงินเฟ้อ    1.6%
  • ปี 2017     GDP ประเทศลาวเติบโต 6.9%         อัตราเงินเฟ้อ    0.8%

สังเกตว่าในระยะแรก การเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศลาวมีแนวโน้มสูงมาก แต่อัตราเงินเฟ้อก็สูงมากเช่นกัน แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไป การเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศลาวยังมีแนวโน้มเติบโตในระดับสูง แต่อัตราเงินเฟ้อลดต่ำลงมากมาในระดับใกล้เคียงกับประเทศไทย ตรงนี้เป็นจุดสำคัญ เพราะถ้าค่าเงินของประเทศใดประเทศหนึ่งเฟ้อมากอย่างรวดเร็ว นั่นหมายถึงความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของเงินสกุลนั่นจะต่ำลง ค่าเงินมักจะอ่อนเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น ประเด็นตรงนี้อาจส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนของเงินที่นำไปลงทุน จนทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ต่ำลงได้ แต่ตัวเลขเงินเฟ้อของประเทศลาวในตอนนี้ก็ถือว่ามีแนวโน้มที่ดีและค่อนข้างดูจะมีเสถียรภาพมากกว่ายุคเมื่อประมาณ 5 – 10 ปีก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา

ในเมื่อประเทศลาวน่าสนใจในการลงทุนแล้ว นักลงทุนไทยสามารถลงทุนอะไรในประเทศลาวได้บ้าง

โดยมุมมองส่วนตัว ตลาดหุ้นของลาวยังค่อนข้างเป็น “ท่ายาก” ในการลงทุนอยู่ เพราะมีหุ้นจำนวนไม่มาก และที่สำคัญ ข้อมูลบริษัทสามารถติดตามได้ค่อนข้างยาก และมีภาษาอังกฤษน้อย ตัวเลือกอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจในการลงทุนคือ “ตราสารหนี้” โดยตราสารหนี้ที่แนะนำสำหรับประเทศลาวคือตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลเป็นหลัก เพราะอยากที่บอกว่าข้อมูลบริษัทเอกชนสามารถหาติดตามได้ยาก และมีข้อจำกัดทางภาษา

ตราสารหนี้ที่หยิบมาเล่าในวันนี้ คือ พันธบัตรของกระทรวงการคลัง แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จัดเป็นตราสารหนี้ชนิดไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือพันธบัตร ชำระคืนเงินต้นครั้งเดียวเมื่อครบกำหนดไถ่ถอน โดยดอกเบี้ยของพันธบัตรจะจ่ายปีละ 2 ครั้ง ในวันที่ 29 พฤษภาคม และ 29 พฤศจิกายนของทุกปี พันธบัตรได้ถูกจัดอันดับเครดิตที่ระดับ BBB+/Negative Outlook โดย TRIS Rating เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2561

พันธบัตรกระทรวงการคลังของประเทศลาวนี้ขายให้เฉพาะผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่  มีทั้งหมด 4 รุ่น ได้แก่ รุ่นอายุ 3 ปี (อัตราดอกเบี้ย 4.30%) รุ่นอายุ 5 ปี (อัตราดอกเบี้ย 5.00%) รุ่นอายุ 10 ปี (อัตราดอกเบี้ย 6.00%) และรุ่นอายุ 12 ปี (อัตราดอกเบี้ย 6.45%) ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่าตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือใกล้เคียงกันซึ่งถือเป็นเรื่องสมเหตุสมผล ส่วนต่างของดอกเบี้ยที่สูงมากขึ้นจึงเหมือนส่วนชดเชยความเสี่ยงของประเทศลาว อย่างไรก็ตาม พันธบัตรรัฐบาลถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ ถ้าเทียบกับสินทรัพย์ลงทุนอื่น หากนักลงทุนไทยจะซื้อพันธบัตรรัฐบาลลาวเก็บไว้ก็สามารถทำได้ ย้ำอีกครั้งว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ถึงแม้ว่าพันธบัตรจะออกโดยรัฐบาลประเทศลาว และเป็นสกุลเงินบาท แต่ปัจจัยเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน และความเสี่ยงทั่วไปของตราสารหนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาติดตาม หากใครสนใจอยากได้ข้อมูลเพื่อตัดสินใจในการลงทุนเพิ่ม สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน ก.ล.ต. http://market.sec.or.th/public/ipos/IPOSDE01.aspx?TransID=223776

ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงแบบนี้ ศึกษาการลงทุนเกี่ยวกับเขาไว้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายเลย

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

“สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย” ปรับเกณฑ์ใหม่โดยแบงก์ชาติ เริ่ม 1 เม.ย. 62 นี้

หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือ ธปท. หรือแบงก์ชาติ ได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชน ถึงแนวนโยบายการกำกับดูแล “สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย” เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2561 ที่ผ่านมาซึ่งนายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้อำนวยการกลุ่มงานด้านเสถียรภาพระบบการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าอันเนื่องมาจาก ภาคอสังหาริมทรัพย์มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาและที่มาของการปรับเกณฑ์การกำกับดูแล “สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย” ใหม่จะส่งผลไปที่กลุ่มใดบ้าง ?

ปัจจัยที่มีส่วนทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์เติบโตขึ้นนั้นพบว่าตลาดสินเชื่อมีระดับแข่งขันที่สูงขึ้น ทำให้มาตรฐานในการปล่อยสินเชื่อหย่อนยานลงในทุกมิติ

มิติแรกคือมูลค่าหนี้ต่อหลักประกัน หรือที่เรียกว่า LTV (loan-to-value) เกินร้อยละ 90 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพบว่ามีพฤติกรรมการให้ LTV ที่สูงกว่าร้อยละ 100 หรือมูลค่าสินเชื่อมากกว่ามูลค่าหลักประกันในวงกว้าง ทั้งที่อยู่อาศัยแนวราบและแนวสูงในทุกระดับราคา ลักษณะการแข่งขันในตลาดสินเชื่อในปัจจุบันทำให้ผู้กู้อาจไม่จำเป็นต้องเตรียมออมส่วนเงินดาวน์ไว้ก่อน

รวมถึงการประเมินมูลค่าหลักประกันเกินจริงและผู้ประกอบการลดราคาจ่ายจริงต่ำกว่าราคาที่ระบุในสัญญาซื้อขายและเงินกู้ อีกทั้งการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องของดัชนีราคาโดยเฉพาะที่ดินและอาคารชุด แม้จะไม่เร่งตัวจนเป็นปัญหาฟองสบู่ แต่เป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นสูงกว่าอัตราการเพิ่มของระดับรายได้เฉลี่ยของผู้กู้

มิติที่สองคือมูลค่าหนี้ต่อรายได้ หรือ LTI (loan-to-income) สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สถาบันการเงินมีการยืดระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้เพื่อที่อยู่อาศัยให้ยาวนานขึ้น แต่ภาระการผ่อนชำระหนี้เพื่อที่อยู่อาศัยต่อรายได้ของผู้กู้ไม่ลดลง ขณะที่การยอมรับความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่สูงขึ้นทำให้คุณภาพของสินเชื่อฯ มีแนวโน้มด้อยลง ทั้งนี้ยังพบอีกว่า สินเชื่อ top-up ทั้งที่ให้เพิ่มพร้อมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยหรือให้เพิ่มเติมภายหลัง อาจกระตุ้นให้ครัวเรือนก่อหนี้เกินจำเป็น

(สินเชื่อ top-up หมายถึงสินเชื่อเพื่อวัตถุประสงค์อื่นภายใต้หลักประกันที่อยู่อาศัยเดียวกัน เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเพื่อจ่ายเบี้ยประกันชีวิตผู้กู้ เพื่อคุ้มครองสินเชื่อของผู้กู้แม้ว่าจะเกิดเหตุต่อชีวิตของผู้กู้จนไม่สามารถผ่อนชำระสินเชื่อบ้านต่อได้ บริษัทประกันจะทำหน้าที่ผ่อนชำระหนี้แทนผู้กู้เอง ซึ่งสถาบันการเงินพิจารณาให้เพิ่มพร้อมกับสินเชื่อบ้าน หรืออาจให้เพิ่มเติมระหว่างการผ่อนชำระ เป็นต้น)

มิติที่สาม การให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมีส่วนสนับสนุนพฤติกรรมการกู้ซื้อเพื่อลงทุนหาผลตอบแทน (search for yield) ทั้งปล่อยเช่า (rental yield) และราคาขายต่อที่สูงขึ้น (capital gain) ในภาพรวม ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับตัวขึ้นเร็วกว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้ผู้กู้โดยเฉพาะของกลุ่มคนรายได้ต่ำ ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการกู้ซื้อที่อยู่อาศัยของกลุ่มต้องการกู้ซื้อเพื่ออยู่จริง

ภายหลังที่มีการเปิดรับฟังความเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย มีผู้ให้ความเห็นจำนวนมากหลากหลายมิติ นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้นำความเห็นดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาและสรุปหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ดังนี้

การกำหนดเงินดาวน์ขั้นต่ำหรืออัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV)

  • การผ่อนที่อยู่อาศัยพร้อมกัน 2 หลังขึ้นไป และที่อยู่อาศัยที่มีราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป โดยที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 ที่ราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาทและผ่อนชำระหลังแรกตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป จะต้องวางดาวน์ 10%
  • การผ่อนชำระหลังแรกยังไม่ถึง 3 ปี และการกู้ซื้อที่อยู่อาศัยราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป จะต้องวางดาวน์ 20%
  • ที่อยู่อาศัยหลังที่ 3 ขึ้นไปจะต้องวางดาวน์ 30% ในทุกระดับราคา
  • เกณฑ์ดังกล่าวจะไม่กระทบกับประชาชนที่กู้ซื้อบ้านหลังแรกที่ราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท รวมถึงผู้ที่กู้เพื่อสร้างที่อยู่ในที่ดินตนเอง ตลอดจนการรีไฟแนนซ์สำหรับผู้กู้ที่มีภาระผ่อนเพียงหนึ่งหลัง

การนับรวมสินเชื่อ Top-up ในวงเงินที่ขอกู้

  • การนับรวมสินเชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่ออยู่อาศัย ให้ยกเว้น สินเชื่อที่ใช้ชำระเบี้ยประกันชีวิตผู้กู้และประกันวินาศภัย
  • สินเชื่อที่ให้กับธุรกิจ SMEs เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการรายย่อย

วันที่ใช้บังคับ

  • เริ่มใช้บังคับกับสัญญากู้ซื้อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ตั้งแต่ 1 เมษายน 2562 ยกเว้นกรณีที่มีสัญญาจะซื้อจะขายก่อนวันที่ 15 ตุลาคม 2561 เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ที่วางแผนซื้อที่อยู่อาศัยหรือผ่อนดาวน์อยู่ก่อนแล้ว

การปรับปรุงเกณฑ์ดังกล่าว

  • เพื่อดูแลประชาชนให้กู้ซื้อที่อยู่อาศัยได้ในราคาที่เหมาะสม
  • เพื่อยกระดับมาตรฐานในการพิจารณาสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสถาบันการเงิน
  • เป็นมาตรการเชิงป้องกันเพื่อดูแลความเสี่ยงเชิงระบบ เนื่องจากที่ผ่านปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในต้นตอสำคัญของวิกฤตเศรฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก

ผลตอบรับจากภาคเอกชน

  • นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เคยให้สัมภาษณ์กรณีนี้ว่า ตลาดคอนโดปัจจุบันคนซื้อบ้านเป็นหลังที่สองมีไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบ และอีกส่วนคือคนที่เคยอยู่คอนโดแล้วมาซื้อบ้านแนวราบเป็นบ้านหลังที่สอง จะได้รับผลกระทบนโยบายนี้แน่นอน เข้าใจว่าแบงก์ชาติต้องการสกัดกั้นนักเก็งกำไรแต่อย่าลืมว่าลูกค้าบ้านแนวราบไม่ใช่การซื้อเพื่อเก็งกำไร จึงไม่ควรต้องถูกควบคุมด้วยมาตรการนี้ และตลาดระดับบนที่ราคาเกิน 10 ล้านบาทขึ้นไป ปกติก็กำหนดวางเงินดาวน์ 20% อยู่แล้ว แต่คนที่ซื้อบ้านตลาดกลางลงมา อาจมีปัญหาสำหรับเงินก้อนอีก 10% ของราคาบ้านที่ซื้อจะไปหามาจากไหน
  • ขณะที่นายณัฐพล ลือพร้อมชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า การนำเกณฑ์ 3 ปีมาใช้ เป็นแนวคิดที่ดี เพราะเมื่อมีการกู้บ้าน 3 ปีผ่านไป ต้องการกู้บ้านใหม่ หรือบ้านเพิ่มก็ตอบโจทย์ การซื้อบ้านเพื่อลงทุนสามารถลงทุนได้บ้างหากมีกำลังทรัพย์เหลือสามารถผ่อนดาวน์ได้ 30% เชื่อว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์น่าจะปรับตัวได้ทันและเติบโตได้ตามศักยภาพ
  • ด้านนางอาภา อรรถบูรณ์วงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย เผยว่า มาตรการดังกล่าวจะเบรกกการเติบโตของธุรกิจอสังหาฯ โดยเฉพาะตลาดคอนโด ผู้บริโภคสองกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบคือ กลุ่มแรกผู้ที่มีบ้านอยู่นอกเมืองแล้วต้องการซื้อคอนโดมิเนียมกลางกรุงเพื่อให้ใกล้ที่ทำงาน กลุ่มต่อมาคือคนออมเงินผ่านการลงทุนอสังหาฯ ไม่ใช่เก็งกำไร หากซื้อสัญญาที่ 2 และ 3 จะต้องเพิ่มเงินดาวน์ 2-3 เท่าตัวจากเดิม

ที่มา:

ธนาคารแห่งประเทศไทยชี้แจงสื่อมวลชนฯ

แนวนโยบาย Macroprudential สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย

Consultation Paper เรื่องแนวนโยบายฯ เพื่อรวบรวมมุมมองความคิดเห็น

แนวนโยบายการกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย

แนวนโยบาย Macroprudential สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย

การปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย

PPTV HD 36

The Bangkok Insight

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

งานเดียว! ที่รวมทุกเรื่อง SMEs และ Startup ไทย กับ “GSB Smart SMEs Smart STARTUP 2018”

ในวันที่ใคร ๆ ก็มุ่งไปที่ 4.0 …เรื่องจริงที่พูดง่าย แต่ลงมือทำให้ได้ดันเป็นเรื่องยาก คนยุคใหม่ต่างรวมตัวกันสร้าง Startup แต่กลับมีเพียงเสี้ยวเปอร์เซ็นต์ที่รอดชีวิตมาจนถึงตอนนี้

ทางออกของเรื่องนี้อาจแก้ได้ที่งาน “GSB Smart SMEs Smart STARTUP 2018” ยกทัพนักรบทางความคิด พันธุ์ใหม่ บุกโลกดิจิทัล “ทำได้เลย ทำได้เร็ว ทำได้จริง” ที่ธนาคารออมสินอยากให้ทุกธุรกิจ SMEs และ Statup ไทยได้ก้าวไปไกลกว่าที่เคย!

งานเดียวที่รวมทุกศักยภาพ SMEs และสร้างเสริม Startupไทย บุกโลกดิจิทัล ระหว่างวันที่ 16-18 พฤศจิกายน 2561 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ห้องเพลนารีฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์…งานนี้ไม่ไปไม่ได้แล้ว!

ยกทัพนักรบทางความคิดพันธุ์ใหม่ “บุกโลกดิจิทัล” – งาน Smart SMEs Smart START UP

6 โซนสู่ความสำเร็จแบบฉบับ GSB Smart SMEs Smart STARTUP 2018

1. Life Digithai Solution by GSB : พื้นที่การแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลแบงก์กิ้ง รวมทั้งบริการให้คำปรึกษาการทำธุรกิจ

2. Digital Playground : พื้นที่แห่งการจุดประกายความคิดสร้างสรรค์จากการนำเสนอนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ผ่านโดม 360? ให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์ตื่นตาตื่นใจ

3. Smart Digital Park Smart Digital Life : พื้นที่แสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลในกลุ่มพันธมิตรของธนาคารออมสิน ที่จะมาให้ความรู้และคำปรึกษาในด้านการทำธุรกิจโดยตรง

4. Smart Education : พื้นที่แสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลของมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่จะเข้ามาแสดงผลงาน และพร้อมสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ ๆ

5. Smart Business : พื้นที่แสดงสินค้าของกลุ่มธุรกิจ SMEs และ Startup ที่จะมาเป็นตัวอย่างของความสำเร็จ และสร้างแรงบันดาลใจในการประกอบธุรกิจ

6. Truck Business : พื้นที่แสดงของกลุ่มผู้ประกอบการทางด้านรถทรัคเพื่อโดยมาพร้อมสินค้าต่างๆที่น่าสนใจมากมาย และยังเป็นอีกเทรนด์ธุรกิจที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน

เท่านั้นยังไม่พอ! มาติดสปีดสู่ความสำเร็จให้ไวขึ้นอีก จากคำแนะนำของรุ่นพี่ผู้ประสบความสำเร็จในสนามธุรกิจแห่งนี้

  • วันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 สร้างแรงบันดาลใจและอัพเดทเทรนด์ความรู้ในเรื่องของ Creative & Design พบกับ คุณภัทรพร โพธิ์สุวรรณ์ จาก Eventpop / คุณจิรโรจน์ พจนาวราพันธุ์ จากวิถีไทย และคุณสุทธิเกียรติ จันทรชัยโรจน์ จาก SHIPPOP
  •  วันที่ 17 พฤศจิกายน 2561 ต่อยอดไอเดียดีๆ กับจากกูรูตัวจริงด้าน Innovation & Technology พบกับ คุณธนวัฒน์ เลิศวัฒนารักษ์ จากบริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด และคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จาก GRAB
  • วันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 เตรียมความพร้อมด้าน Digital Marketing เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการยุคดิจิทัล พบกับคุณเด่นพิพัฒน์ ใจตรง จาก AIRPORTELS / คุณธฤษ ตันฑเสถียร จาก My cloud และคุณปริญญา เผือนพิพัฒน์ จาก NGIN


นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ให้ทุกคนได้ร่วมสนุก และเก็บเกี่ยวทุกความรู้ และประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่คุณหาไม่ได้ง่ายๆจากที่ไหน อาทิ การแข่งขัน eSports เกม RoV  สุดยอดเกมมือถือแนว MOBA แห่งปีจาก Garena, โปรโมชั่นสินเชื่อ GSB Smart Start-Up Smart SMEs 0% นาน 1 ปี และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ได้แก่  กันต์ ณภัทร – ตู่ ภพธร – ลิปตา

เพียงเท่านี้ ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็สามารถ “ทำได้เลย ทำได้เร็ว ทำได้จริง” ก้าวสู่ปลายทางแห่งความสำเร็จของธุรกิจได้ง่ายกว่าที่เคยกับงาน GSB Smart SMEs Smart STARTUP 2018

เริ่มต้นความสำเร็จได้ที่ : https://www.eventpop.me/e/4324-gsbsmartsmesstartup2018 

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 12-16 พฤศจิกายน 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุนยุค Digital กลับมาแล้วครับ

สัปดาห์นี้ ขอปรับคำแนะนำสำหรับ สหรัฐ ฯ กับยุโรป ลงไปที่ทยอยสะสม แต่ยังคงให้ซื้อ หุ้นไทย และ ญี่ปุ่น อยู่ เนื่องจากความแข็งแกร่งหลายด้าน และผลของด้านราคาครับผม

สรุปประเด็นทุกตลาดสำคัญที่น่าสนใจลงทุน พร้อมกับมุมมองแบบนี้ได้ทุกสัปดาห์ ที่นี่ที่เดียวครับ

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 12 – 16 พฤศจิกายน 2561

ซื้อญี่ปุ่นและไทย ส่วนตลาดอื่นสะสมได้ต่อ

เหตุผล : ตลาดหุ้นไทยมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจ ส่วนญี่ปุ่นนั้นยังมีโอกาสในช่วงนี้เนื่องจากมีการปรับตัวลงมาก และทางนักลงทุนต่างประเทศในตลาดญี่ปุ่นยังไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหวมาก 

Focus : ไทย และ ญี่ปุ่น

ความน่าสนใจ :  ตลาดไทยมีความเข้มแข็งของเศรษฐกิจในประเทศเมื่อเทียบกับตลาดเกิดใหม่ ส่วนญี่ปุ่นนั้นมีปัจจัยที่จะน่าสะสมในด้านราคาและการบริหารจัดการประเทศอย่างต่อเนื่องของนายกรัฐมนตรีคนเดิม

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นทั่วโลกมีการตอบสนองที่ดีจากการเลือกตั้งในสหรัฐฯ โดย Democrat ได้เสียงข้างมากในสภาล่าง ส่วน Republican ยังครองเสียงข้างมากในสภาบน ซึ่งถึงแม้ว่าจะส่งผลกระทบต่อการผ่านนโยบายต่างๆ แต่การที่สภาล่างเป็น Democrat จะช่วยให้มีการถ่วงดุลอำนาจมากขึ้น

ในสัปดาห์นี้ผมมองว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯและยุโรปควรเปลี่ยนจากซื้อเป็นทยอยสะสมครับ เนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐฯได้มีการปรับตัวขึ้นมาพอสมควรแล้ว ส่วนทางฝั่งยุโรปเอง ทางอิตาลีจะมีการหารือเรื่อง Budget ในสัปดาห์หน้า ซึ่งอาจเพิ่มความผันผวนในตลาดหุ้น

สำหรับหุ้นญี่ปุ่นและไทย ยังแนะนำให้ซื้อต่อได้ครับ เนื่องจากมองว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจในไทยยังมีความแข็งแกร่งอยู่เมื่อเทียบกับประเทศกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ในขณะที่ Positioning ของนักลงทุนต่างประเทศในญี่ปุ่นค่อนข้างเบาบางอยู่

ภาพรวมการลงทุน

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ผลประกอบการไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ครับ นั่นคือสิ่งที่บอกว่าเศรษฐกิจยังดีอยู่ครับ ประกอบกับนโยบายลดภาษี ที่ช่วยส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังไปต่อได้ครับ

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมต่อครับ

ตลาดหุ้นยุโรป

ทยอยสะสมหุ้นยุโรปต่อไปครับ ในขณะที่ตอนนี้ ECB ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ  ประกอบกับความกังวลจากอิตาลีผ่อนคลายหลังจากผลโพลที่ชี้ว่าประชาชนยังคงสนับสนุนการอยู่ในยูโรโซน ซึ่งน่าจะส่งผลให้รัฐบาลอิตาลีประนีประนอมกับยุโรปมากขึ้น

สรุปสั้นๆ : ยังสะสมต่อได้ครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

อย่างที่บอกไปในสัปดาห์ก่อนว่าในช่วงไตรมาสนี้บริษัทจดทะเบียนในญี่ปุ่นจะมีการซื้อหุ้นคืนสูงขึ้น ซึ่งจะสนับสนุนราคาหุ้นให้เพิ่มสูงขึ้นได้ครับ ซึ่งตอนนี้ถือเป็นจังหวะที่เหมาะในการซื้อต่ออยู่ครับ

อีกประเด็นคือ การที่ นายชินโซะ อาเบะ จะได้รับเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรครัฐบาลปัจจุบันหรือ LDP ต่อ ซึ่งจะส่งผลให้นโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่องมากขึ้นนั้น ถือเป็นข้อบ่งชี้ที่ดีอยู่เช่นกันครับ

สรุปสั้นๆ : ซื้อต่อได้ครับ!

ตลาดหุ้นเกาหลี

ผมมองว่าตลาดหุ้นเกาหลียังสะสมได้ต่อนะครับ จากเหตุผลที่ตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI Index) ของประเทศจีนและสหรัฐฯ มีการชะลอตัวและต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (เป็นปัจจัยเดิม) และความเสี่ยงของการผันผวนแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ทำให้เกาหลียังน่าสนใจอยู่ครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมได้ สะสมต่อไปได้ครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย

ตลาดหุ้นอินเดียยังมีการปรับตัวขึ้นมาในสัปดาห์นี้เล็กน้อยครับ ก็ยังพอจะยืนยันได้ว่าเศรษฐกิจของประเทศอินเดียยังคงขยายตัวได้ดีตามที่ผมวิเคราะห์ไว้ครับ นอกจากนั้น ปัจจัยที่มากดดันอย่างเรื่องของเงินรูปีที่อ่อนค่า กับ เรื่องของนายกรัฐมนตรีที่ได้รับความนิยมลดลงนั้น ยังมองว่าเป็นผลกระทบระยะสั้นเท่านั้น ยังสามารถสะสมต่อไปได้ครับ

สรุปสั้นๆ : ยังคงทยอยสะสมได้อีกเช่นเคย

ตลาดหุ้นไทย

หุ้นไทยยังคงผันผวน แกว่งตัวไปมา ให้เรารู้สึกหวั่นใจเรื่อยๆ  แต่อย่างที่บอกไปครับว่าถ้ามองภาพรวมพื้นฐานเศรษฐกิจไทย ผมเชื่อว่ายังมีแนวโน้มขยายตัวดีอยู่ จากปัจจัยสำคัญ คือ การเลือกตั้งที่จะมีในต้นปีหน้า ที่ช่วยสนับสนุนบรรยากาศในการลงทุนตอนนี้

ถ้าสัปดาห์ที่แล้วใครซื้อตามที่ผมบอก ถือว่าสัปดาห์นี้ยิ้มออกแน่นอนครับ

สรุปสั้นๆ : ใคร (กล้า) ซื้อได้ ซื้อต่อไปครับ

ตลาดหุ้นจีน

สัปดาห์นี้ยังคงทยอยสะสมหุ้นได้ทั้ง A-SHARE และ H-SHARE แล้วครับ ตามปัจจัยเดิมที่เคยบอกไว้ในอาทิตย์ก่อน เพราะทางฝั่งของตลาดหุ้นจีน A-SHARE ปรับตัวลงมา 30% จากจุดสูงสุดในปีนี้ ทำให้ตอนนี้น่าสนใจมากๆ ครับ

ประกอบกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ลดภาษีสินค้าการนำเข้า ลดภาษีนิติบุคคล และปัญหากับทางสหรัฐเรื่องกำแพงการค้าที่ลดลงครับ

สำหรับฝั่ง H-SHARE ยังไปต่อได้เรื่อยๆ ครับ เน้นทยอยสะสมไปครับผม

สรุปสั้นๆ : สัปดาห์นี้สะสมได้ทั้งสองตลาดครับ

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์

ตลาดตราสารทุน : ซื้อหุ้นญี่ปุ่น หุ้นไทย ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ, หุ้นยุโรป , หุ้นเกาหลี หุ้น H-SHARE, หุ้นอินเดีย และหุ้น A-SHARE

ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำลงทุนตราสารหนี้ High Yield ต่างประเทศ ส่วนตราสารหนี้ไทยแนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ไทยระยะสั้น

สินทรัพย์ทางเลือก : ทยอยสะสมน้ำมันและทองคำ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นไทย 16%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 42%
  • ตราสารหนี้ไทย 42%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 25%
  • หุ้นไทย 34%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 17%
  • ตราสารหนี้ไทย 18%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 41%
  • หุ้นไทย 46%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 2%
  • ตราสารหนี้ไทย 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

“ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป

โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 พฤศจิกายน 2561

เก็งหวยงวดลอยกระทง กับสถิติย้อนหลัง 10 งวดล่าสุด สรุปเลขตัวเก็งจากทุกสำนัก และเหตุการณ์เด็ดพร้อมเอาไปตีเป็นตัวเลข

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 พฤศจิกายน 2561

1. สถิติย้อนหลังสิบงวด จากหลักการเก็งตัวเลขไม่ซ้ำกันติดต่อ 10 งวดล่าสุด ขณะนี้กองสลากได้ออกเลขอะไรไปบ้าง พร้อมสถิติตัวเลขที่ออกซ้ำกันมากที่สุดในแต่ละหลักให้คุณได้วิเคราะห์ความน่าจะเป็นในงวดนี้

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 พฤศจิกายน 2561

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 พฤศจิกายน 2561

2.
เก็งเลขเด็ดจากสถาบันเสี่ยงดวงชั้นนำในงวดนี้สถาบันเลขเด็ดชื่อดังได้บอกใบ้ คำนวณตัวเลขใดออกมาบ้าง ใช่เลขที่คุณตีความได้จากความฝัน หรือวงในแหล่งเลขเด็ดหรือไม่ หากศรัทธาสถาบันใดก็นำตัวเลขไปวิเคราะห์ต่อ หรือซื้อตามได้เลย

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 พฤศจิกายน 2561

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 พฤศจิกายน 2561

3. เหตุการณ์เด็ดวิเคราะห์ให้เป็นเลข นอกจากนี้เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละวันก็สามารถนำมาวิเคราะห์ให้เป็นตัวเลขได้ อย่างในช่วงนี้ใกล้ถึงเทศกาลลอยกระทง ที่ถือว่าเป็นประเพณีอันดีงามของไทยเรา

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 พฤศจิกายน 2561

ซึ่งสามารถตีเป็นเลขจากความฝันที่ฝันถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคนในครอบครัว เช่น ฝันเห็นกระทง สามารถตีเลขเด่นได้เลข 3 และ 8 หากฝันเห็นกระทงดอกไม้สามารถตีเป็นเลขเด่นได้เลข 6 ฝันเห็นกระทงคว่ำสามารถตีเลขเด่นได้เลข 7 แล้วนำเลขเด่นที่ได้ไปรวมกับเลขอื่นที่ตีจากเหตุการณ์ในฝันที่คุณฝันเห็นในคืนนั้น หรือช่วงใกล้ๆหวยออก เลขเด็ดยิ่งมา นอกจากนี้สิ่งที่พบเจอทั่วไปก็อาจสามารถตีเป็นตัวเลขได้ อย่างเช่น ใกล้ถึงวันลอยกระทงแล้ว หากไปเดินเที่ยวก็อย่าลืมสังเกตตัวเลขจากสิ่งรอบตัวมาให้ดีๆ ไม่ว่างจะเป็นจำนวนกลีบกระทงที่คุณ หรือเพื่อนฝูงของคุณนำไปลอย หรือจำนวนพลุในงานที่ใช้จุดฉลองก็เลือกเอาตามสะดวก

      การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล ความฝัน โชคชะตารวมถึงบุญกุศลประกอบกัน  ควรซื้ออย่างไม่เดือดร้อนต่อตนเอง และคนรอบข้าง และขอให้มีความสุขในคืนวันลอยกระทงกับคนรอบข้างจ้า

CREDIT : https://lotto.mthai.com/dream/

   http://www.korhuay.com

“ภาษีไขมันและความเค็ม” ที่สรรพสามิตชงแผนเก็บ เป็นเพราะรักประชาชนหรือถังแตก ?

หลังจากกรมสรรพสามิตมีแนวคิดจะเก็บ “ภาษีไขมันและความเค็ม” จากสินค้าที่มีไขมันและความเค็มในปริมาณมาก โดยนายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิตกล่าวว่า มีแผนจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบแนวคิดดังกล่าว เพราะเป็นต้นเหตุสำคัญในการทำลายสุขภาพ โดยจะใช้รูปแบบเดียวกับการเก็บภาษีจากความหวาน

กรมสรรพสามิตมีแผนที่จะปรับเปลี่ยนบทบาทการเก็บภาษี จากเดิมเก็บภาษีบาปเป็นหลัก เปลี่ยนมาเก็บภาษีสินค้าที่ส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพดีขึ้น การจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ ภาษีบาป ภาษีพลังงาน และภาษีสิ่งแวดล้อม โดยภาษีสิ่งแวดล้อมนี้จะรวมไปถึงสินค้าที่กระทบต่อสุขภาพประชาชนด้วย

โดยให้ระยะเวลาแก่ผู้ประกอบการเพื่อการปรับตัวเป็นระยะเวลา 5 ปี ถ้าผู้ประกอบการสามารถลดปริมาณไขมันและความเค็มตามที่กำหนดได้ จะมีการปรับลดอัตราภาษีให้ แต่หากไม่สามารถทำได้ จะเก็บอัตราภาษีตามที่กำหนดไว้

โดยอธิบดีกรมสรรพสามิตระบุว่า การเก็บ “ภาษีไขมันและความเค็ม” นั้นเป็นไปเพื่อสุขภาพของคนในชาติ และเพื่อช่วยรัฐลดงบประมาณในการรักษาสุขภาพ การรักษาโรคไตที่เกิดจากการกินเค็ม ต้องเสียเงินปีละหลายหมื่นล้านในการรักษาพยาบาล ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลถังแตกอย่างที่มีการวิจารณ์แต่อย่างใด

“เรื่องสุขภาพของคนในชาติก็เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขที่หวังจะช่วยลดภาระงบประมาณด้านค่ารักษาพยาบาลลงในอนาคต แต่ต้องย้ำว่า เรื่องเหล่านี้ยังอยู่ในขั้นการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นกรณีอาหารที่มีความมัน หรือไขมันทรานส์ ที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต หรือเรื่องความเค็มที่ทำให้เกิดโรคไต ก็ต้องใช้งบประมาณหลายหมื่นล้านบาทในการรักษาแต่ละปี

ทั้งหมดนี้ ทางกรมสรรพสามิตต้องการปรับตัวเองจากที่ถูกมองว่าเก็บแต่ภาษีบาป ไปสู่การส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้คนไทยมากขึ้น ไม่ใช่รัฐบาลถังแตก ไม่เกี่ยวเลย” นายพชรกล่าว

กรณีการขึ้นภาษีไขมันนั้น นาย Richard Tiffin ผู้อำนวยการศูนย์ความมั่นคงด้านอาหารแห่ง University of Reading เคยให้ความเห็นไว้เรื่องที่มีการประมาณการในปี 2030 ว่า โรคอ้วนจะทำให้อังกฤษมีต้นทุนกับการแบกรับภาระโรคดังกล่าวราว 2 พันล้านปอนด์

นาย Richard และนาย Matthew Salois ได้ให้ความเห็นไว้ว่า “การขึ้นภาษีเช่นนี้ดูเหมือนจะมุ่งเป้าไปที่คนจำพวกที่มีการควบคุมอาหารที่ย่ำแย่ ซึ่งคนพวกนี้มีแนวโน้มจะเป็นคนยากจน ในความเป็นจริง มันอาจจะส่งผลเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยต่อพฤติกรรมควบคุมอาหารของพวกเขา แต่มันจะส่งผลต่อด้านการเงินต่อพวกเขาที่สูงขึ้นอย่างแน่นอน”

นโยบายเช่นนี้นอกจากจะไม่ช่วยทำให้เศรฐกิจ สังคม และสุขภาพดีขึ้นแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อคนจนอย่างมากด้วย การเพิ่มภาษีโดยมีเป้าหมายพุ่งไปที่เรื่องอาหารที่เป็นอาหารที่ไม่ส่งเสริมให้สุขภาพดี จะส่งผลเสียยิ่งขึ้น เพราะการบริโภคอาหารที่ไม่ได้ส่งเสริมให้คนสุขภาพดีขึ้นส่งผลโดยตรงต่อครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำ

ขณะที่งานศึกษาจาก Deakin University ก็เผยให้เห็นว่า รายจ่ายต่อหัวสำหรับภาษีเครื่องดื่มหรือของหวานทั้งหลายนั้นส่งผลกระทบต่อกลุ่มคนที่ยากจนมากกว่ากลุ่มคนที่ร่ำรวยมั่งคั่ง

ที่มา :

สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์
ไทยรัฐ
มติชน
LSE
BBC
The Guardian
ขอบคุณภาพอธิบดีกรมสรรพสามิตจากมติชน

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save