[Review] กองทุน UVO ลงทุนเวียดนามด้วยทางเลือกใหม่ กระจายการลงทุนครอบคลุมหุ้นเวียดนามผ่านหลากหลายกองทุน

หากใครติดตามตลาดหุ้นเวียดนามจะทราบว่าดัชนีตลาดค่อนข้างผันผวนไม่แพ้ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นเวียดนาม ถือว่ามีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับขนาดเงินลงทุนจากต่างประเทศ เมื่อเงินลงทุนจากชาวต่างชาติไหลออกจากความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยจากธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ผลกระทบต่อตลาดหุ้นจึงค่อนข้างมาก เพราะเงินที่ไหลออกที่ว่าก้อนใหญ่อย่างมีนัยสำคัญรวมกับภาพตลาดรวมของทั้งประเทศ

แต่หากมองในเชิงพื้นฐานเศรษฐกิจ เวียดนามยังมีภาพไม่ต่างไปจากเดิม “ประเทศเวียดนามยังถือว่าเป็นประเทศที่มีความน่าสนใจในการลงทุนอย่างเช่นในช่วง 3 ปีที่แล้วที่ตลาดหุ้นขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญคือตลาดหุ้นเวียดนามยังมีขนาดไม่ใหญ่นักจึงนำมาซึ่งความผันผวนที่ค่อนข้างมาก” แน่นอนว่าความผันผวนอาจจะเป็นวิกฤตในระยะสั้น แต่ถ้าหากมองว่าในระยะยาว ประเทศเวียดนามมีแนวโน้มจะเติบโตไปได้อีกไกลแล้ว ความผันผวนอาจจะถือเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนระยะยาวก็เป็นได้

ประเทศเวียดนามกำลังเป็นประเทศที่หอมหวานสำหรับนักลงทุน

หากมองย้อนกลับไปในอดีต ประเทศเวียดนามถือว่ามีการเติบโตสูงมาก หากดูที่ GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ อ้างอิงจากข้อมูลย้อนหลังของ Trading Economics เราจะพบว่าประเทศเวียดนามมีการเติบโตของเศรษฐกิจสูงมากในช่วงเวลา 18 ปีที่ผ่านมา โดย GDP ของเวียดนามโดยเฉลี่ยแล้วเติบโตสูงถึง 6.25% ในขณะที่ GDP ของประเทศไทยในปัจจุบันส่วนใหญ่เติบโตประมาณ 3-4% เท่านั้น

ประเทศเวียดนามจึงน่าสนใจในมุมมองของการโตแบบยกแผงหรือโตแบบทั้งประเทศ

เวียดนามเองมีระดับรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรต่อปีที่ 7,500 เหรียญสหรัฐฯต่อหัวต่อปี หรือถ้าคิดเป็นรายเดือนประมาณ 20,000 บาทต่อหัวต่อเดือน ซึ่งถือว่าไม่มากนักหากเทียบกับประเทศไทยตอนนี้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรต่อปีอยู่ที่ 15,000 เหรียญต่อหัวต่อปี หรือประมาณ 40,000 บาทต่อหัวต่อเดือน หากมองแค่ว่าอนาคตประเทศเวียดนามเองจะมีโอกาสเติบโตมาใกล้หรือสูสีกับประเทศไทยในปัจจุบัน ประเด็นตรงนี้ก็ทำให้มองได้ว่าขนาดเศรษฐกิจของประเทศเวียดนามเองยังมีศักยภาพในการเติบโตได้อีกมาก

งานวิจัยชิ้นหนึ่งของ Pricewaterhousecoopers (PwC) ได้พูดถึงอันดับทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตไว้อย่างน่าสนใจมาก

โดย PwC คาดการณ์ว่าภายในปี 2593 ประเทศเวียดนามจะไต่อันดับประเทศที่มีขนาดทางเศรษฐกิจ (วัดจาก GDP และ Purchasing Power Parity แต่ละประเทศ) ขึ้นจากลำดับ 32 ในปี 2014 ไปที่ 22 ในปี 2593 ซึ่งถือได้ว่ามีการก้าวกระโดดเป็นอย่างมาก หากเทียบกับประเทศไทยที่จะทรงตัวที่ลำดับที่ 21 ตั้งแต่ปี 2014 ถึง 2593 (แต่ก็ถือว่าดีมากแล้ว เพราะหลายประเทศโดยเฉพาะโซนยุโรปนั้นตกอันดับอย่างมาก การรักษาตำแหน่งไว้ได้ก็ถือได้ว่ามีการเติบโตในระดับค่าเฉลี่ยโลก)

หากนักลงทุนสนใจลงทุนในเวียดนาม นักลงทุนมีตัวเลือกอะไรให้เลือกบ้าง?

วิธีแรกที่นักลงทุนไทยหลายคนนิยมคือการลงทุนในหุ้นรายตัวของประเทศเวียดนามเลย วิธีนี้จะดีสำหรับนักลงทุนที่มีเวลาและความรู้อยู่พอสมควร เพราะการติดตามข้อมูลหุ้นรายตัวของหุ้นต่างประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย 

หากเราเน้นลงทุนระยะยาว มีเวลาไม่มาก ไม่อยากติดตามเอง และที่สำคัญ หากเรามองว่าอยากลงทุนในประเทศ ไม่ได้เน้นว่าจะโฟกัสไปที่หุ้นตัวใดตัวหนึ่งเป็นพิเศษ การเลือกลงทุนในกองทุนรวมก็ถือเป็นคำตอบที่น่าสนใจมาก

รู้จักกับกองทุน “United Vietnam Opportunity Fund” (UVO) หรือ “กองทุนเปิด ยูไนเต็ด เวียดนาม ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์”

UVO คือกองทุนภายใต้การดูแลของ บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด โดยเป็นกองทุนประเภท Fund of Funds หรือรวบรวมเงินของนักลงทุนไปลงทุนในกองทุนหุ้นในประเทศเวียดนามอีกทีหนึ่ง และที่สำคัญ “UVO คือกองทุนหุ้นเวียดนามที่การกระจายลงทุนอย่างครอบคลุม บริหารโดยผู้เชี่ยวชาญสัญชาติเวียดนามที่มีประสบการณ์โดยตรง และผู้จัดการกองทุนระดับโลก และกองทุนนี้ยังสามารถซื้อขายได้ทุกวันทำการ และได้รับเงินค่าขายคืนภายใน 5 วันทำการ ตามที่ระบุใว้ในหนังสือชี้ชวนอีกด้วย”

กองทุนรวมนี้จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6 (กองทุนรวมกลุ่มตราสารทุน) และมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนเพื่อให้สอดคล้องตามแต่ละสถานการณ์

โดยจุดเด่นแรกคือ กระจายลงทุนแบบครอบคลุมผ่านหลายกองทุน

1. กองทุน VCG partners Vietnam Fund (VVF) โดย Vina Capital

VINA ถือเป็นบริษัทจัดการกองทุนรวมสัญชาติเวียดนามที่มีความสามารถโดดเด่นอีกแห่งหนึ่งของเวียดนาม แต่ยังไม่มีนักลงทุนในไทยได้เข้าไปลงทุนในกองทุนนี้มากนัก การลงทุนกับ VINA จะนำมาซึ่งศักยภาพของหุ้นตัวใหม่ๆ ที่กองทุนที่มีการเสนอขายให้กับนักลงทุนไทยอยู่แล้วในขณะนี้ยังไม่ได้เข้าไปลงทุน

2. กองทุน Vietnam Equity (UCITS) Fund (VEF) โดย Dragon Capital

Dragon Capital คือบริษัทจัดการกองทุนสัญชาติเวียดนามเช่นกัน ตรงนี้จะมีข้อดีในการมองเห็นภาพของเวียดนามที่แท้จริง การเข้าถึงข่าวสารและการเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคชาวเวียดนาม รวมไปถึงธุรกิจต่างๆ อย่างลึกซึ้ง

3. กองทุน Vietnam Opportunities Fund (VOF) โดย J.P. Morgan Asset Management

อย่างที่ทราบกันดีว่า J.P. Morgan เป็นบริษัทจัดการกองทุนระดับโลก การเสริมพอร์ตด้วยกองทุนจากมุมมองของนักลงทุนชาวต่างชาติจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งจากแกนหลักของกองทุนที่เป็นการบริหารของชาวเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพปัจจัยมหภาคและการเติบโตของแต่ละภาคธุรกิจในอนาคต

4. กองทุน Xtrackers FTSE Vietnam Swap UCITS ETF โดย Deutsche Asset Management

กองทุน ETF นี้เป็นกองทุนที่เน้นสร้างผลตอบแทนให้เหมือนกับหุ้น 20 – 30 ตัวแรกของดัชนีหุ้นเวียดนาม (ที่ไม่ติดเพดานการซื้อหุ้นจากชาวต่างชาติ) การมี ETF จะเข้ามาช่วยสร้างสภาพคล่องให้การลงทุนคล่องตัวมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดหุ้นเวียดนามที่ขึ้นชื่อในเรื่องปริมาณการซื้อขายต่อวันค่อนข้างน้อย

*สามารถศึกษาข้อมูลกองทุนดังกล่าวข้างต้นได้ที่ www.uobam.co.th/th/mutual-fund/00568/UVO

“นอกจากเรื่องการกระจายความเสี่ยงแล้วUVO ก็ถือว่าลงทุนในหุ้นเวียดนามได้ครอบคลุมมากที่สุดกองหนึ่ง”

โดยผู้จัดการกองทุนของ UVO สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศที่กองทุนไปลงทุนได้ตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ซึ่งตรงนี้ถือเป็นข้อดีของการลงทุนในกองทุนหลายกองผสมผสานกัน การลงทุนไม่พึ่งพิงความสามารถของกองทุนใดกองทุนหนึ่งทั้งหมด แต่ใช้การกระจายความเสี่ยงและการปรับพอร์ตได้ตามสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้ ETF เข้ามาเพิ่มความยืดหยุ่นด้านสภาพคล่อง

การกระจายการลงทุนผ่านกองทุนที่คัดสรรมาแล้ว ถือเป็นการกระจายการลงทุนในเวียดนามได้กว้างและหลากหลายมากกว่าเลือกลงทุนผ่านกองทุนแม่เพียงกองเดียว

จุดเด่นนี้ถือว่าตรงจริตกับนักลงทุนที่มองภาพการเติบโตของเวียดนามทั้งประเทศได้เลย และการกระจายลงทุนในหุ้นจำนวนมากก็ถือว่าช่วยลดความเสี่ยงจากการผันผวนของหุ้นรายตัวไปได้มากอีกด้วย

จุดเด่นอีกอย่างของ UVO คือสามารถซื้อขายได้ทุกวัน ได้รับเงินค่าขายคืนภายใน 5 วันทำการตามที่ระบุใว้ในหนังสือชี้ชวน

ตรงนี้ถือว่าน่าสนใจสำหรับนักลงทุนรายย่อยมาก เพราะปัจจุบันการลงทุนในเวียดนามที่สามารถหาลงทุนได้ในไทยจะมีข้อจำกัดด้านการซื้อขาย แต่กองทุน UVO มีการลงทุนในกองทุน ETF ที่เกาะกับหุ้น 20 – 30 ตัวแรกของดัชนีหุ้นเวียดนาม (ที่ไม่ติดเพดานการซื้อหุ้นจากชาวต่างชาติ) การมี ETF จะเข้ามาช่วยสร้างสภาพคล่องให้การลงทุนคล่องตัวมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดหุ้นเวียดนามที่มีปริมาณการซื้อขายต่อวันค่อนข้างน้อย ทำให้นักลงทุนสามารถเลือกทยอยลงทุนสะสมในระยะยาวได้ เช่น นักลงทุนอาจทยอยลงทุนทุกเดือนเดือนละเท่าๆ กันสะสมไปเรื่อยๆ เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 2,000 บาท และการซื้อครั้งต่อไปก็ไม่จำกัดวงเงิน ทำให้นักลงทุนรายย่อยสามารถเริ่มต้นลงทุนในประเทศเวียดนามได้ในระยะยาว

อย่างไรก็ตามต้องทิ้งท้ายไว้หน่อยว่าการลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยง

หากจะลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศแล้ว สิ่งหนึ่งที่แนะนำเสมอคือเลือกประเทศที่เติบโตได้ดีในระยะยาว และลงทุนระยะยาวไปด้วย การพยายามจับจังหวะตลาดอาจจะทำได้ยากมากเพราะจะมีประเด็นหลายอย่างมาเกี่ยวข้อง ตั้งแต่สภาพเศรษฐกิจไปจนถึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา

ดังนั้น หากสนใจลงทุนจึงแนะนำการซื้อทยอยสะสมไปอย่างต่อเนื่อง หรือถ้าอยากจะลงแบบก้อนใหญ่ก็ต้องเน้นเงินเย็น รอเวลาให้ประเทศได้เติบโตอย่างที่คิด อย่าลืมว่าเราวิเคราะห์ภาพจากมุมกว้าง และการกระจายความเสี่ยงก็เป็นเรื่องสำคัญ จึงต้องจัดพอร์ตภาพรวมการลงทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่รับได้

หากสนใจติดต่อผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนที่ บลจ.แต่งตั้ง หรือที่ บลจ.ยูโอบี โทร. 0 2786 2222หรือที่ www.uobam.co.th

ซินจ่าว !

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

คำเตือน :

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะกองทุน นโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานกองทุนก่อนตัดสินใจลงทุนกองทุนนี้มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุนในต่างประเทศ ถึงแม้ว่ากองทุนอาจป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนรวม แต่เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

ได้เงินปันผลมาทั้งที อย่าลืมวางให้เสียแผนภาษีน้อยที่สุด

สำหรับคนที่มีรายได้จากเงินปันผล มักจะมีความสงสัยว่า ไอ้เงินปันผลที่เราได้รับมานั้น มันเป็นเงินแบบไหน และต้องเอามารวมคำนวณภาษีไหม

สิ่งแรกที่เราควรเริ่มต้นคือ ตอบคำถามว่าเงินปันผลที่ได้มานั้นเป็นเงินได้ประเภทไหน และเมื่อไรควรเอามารวมคำนวณภาษีครับ โดยยึดตามหลักการในโพสท์นี้ได้เลยครับ

ใครมีคำถามอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ลองคอมเม้นท์ไว้นะครับ เดี๋ยวพรี่หนอมจะมาช่วยตอบให้จ้า

สำหรับคนที่สงสัยว่าทำไมเงินปันผลหุ้นถึงควรเอามารวมคำนวณภาษี อันนี้ต้องขอบอกว่า เงินปันผลหุ้นจะมีข้อดีตรงที่สามารถใช้สิทธิเครดิตเงินปันผลได้ แนะนำให้ลองดูคลิปอธิบายเรื่องเครดิตเงินปันผลเพิ่มเติมได้ที่นี่นะครับ : https://youtu.be/Bkmj1q-lyxs

ถ้าชอบบทความแบบนี้ อย่าลืมเป็นกำลังใจให้พรี่หนอมโดยกดติดตาม TaxBugnoms พร้อมแอดไลน์ https://line.me/ti/p/@taxbugnoms ด้วยนะคร้าบ

#TAXBugnoms

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 9 – 13 กรกฎาคม 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุน ยุค Digital กลับมาแล้วครับ

สัปดาห์นี้เราได้เห็นการตั้งกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ ตามนโยบาย American First ของโดนัลด์ ทรัมป์เรียบร้อยแล้ว หลายคนคงมีคำถามว่าควรทำยังไงดี? ติดตามได้ในบทความนี้ได้เลยครับ!!

สรุปประเด็นทุกตลาดสำคัญทั้งหมด ครบถ้วนจัดเต็มแน่นอน

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 9-13 กรกฎาคม 2561

สัปดาห์นี้ขอโฟกัสแบบกระจายความเสี่ยงละกันครับ (เอ๊ะ ยังไง) คือแบบนี้ครับ ผมแนะนำให้ทยอยสะสมทุกตลาดที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา หรือพูดง่ายๆคือหนีห่างให้ไกลกับประเทศที่มีการส่งออกไปสหรัฐสูงนั่นเองครับ

ดังนั้นตลาดที่ออกสัปดาห์นี้ได้แก่ สหรัฐฯ, หุ้นยุโรป, ไทย, H-Share และ อินเดีย ครับบบ

เน้นอีกทีนะครบัว่า เราต้องตอบคำถามให้ได้ว่าเราลงทุนในรูปแบบไหน ถ้าเป็นระยะยาวก็มองภาพให้ไกลครับว่าปัจจัยที่กระทบนี้เป็นระยะสั้น และมีผลต่อการลงทุนของเราหรือเปล่า และกระสุน (เงิน) ของเรานั้นมีจำกัดแค่ไหนในการลงทุน

  • เหตุผล : Valuation กับนโยบายภาษีของสหรัฐ.
  • Focus : สหรัฐฯ, หุ้นยุโรป, ไทย, H-Share และ อินเดีย
  • ความน่าสนใจ : โอกาสในการทยอยสะสมหุ้นที่มีมูลค่าต่ำ Valuation ดี และได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีน้อย

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

  • สถานการณ์ตอนนี้คือชะลอการลงทุนในประเทศที่สหรัฐฯ มีการค้าขาดดุลด้วยสูง เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี เพราะประเทศเหล่านี้เป็นเป้าหมายของการตั้งกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ ตามนโยบาย American First ของโดนัลด์ ทรัมป์ 
  • สำหรับคนที่สนใจเรื่องนี้ผมแนะนำให้ลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นและเพิ่มการลงทุนในตราสารหนี้ไทยเพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศต่างๆ ในตอนนี้ครับ

Insight ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

แม้ว่าสถานการณ์เรื่องภาษีจะดูคุกรุ่นอยู่ แต่มุมมองของอัศวินกองทุนนั้น คิดว่า สหรัฐฯ นั้นยังมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง จากการบริโภคในประเทศและการลงทุนเอกชนอยู่ครับ

นอกจากนี้ คาดว่านโยบายการลดภาษีนั้น จะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนต่อไปอีกด้วยครับ

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมต่อครับ

Insight ตลาดหุ้นยุโรป

แม้ว่ายุโรปจะเป็นกลุ่มหนึ่งที่มีความเสี่ยงกับการขึ้นกำแพงภาษีสหรัฐฯ แต่อย่างไรก็ดี ผมยังมองว่า เราสามารถทยอยสะสมหุ้นยุโรปขนาดเล็กเนื่องจากรายได้บริษัทส่วนใหญ่มาจากการบริโภคในประเทศ นั่นแปลว่าหุ้นขนาดเล็กจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าหากสหรัฐฯ ขึ้นกำแพงภาษีสินค้าจากยุโรปอย่างที่ว่าจริงๆครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมได้ครับ แต่ขอให้โฟกัสที่หุ้นเล็ก

Insight ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ในสัปดาห์นี้ทีมชาติญี่ปุ่นในฟุตบอลโลกแม้จะทำผลงานได้ดี แต่ก็ตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย

ขณะที่ด้านการลงทุนเองก็แนะนำให้ชะลอการลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นลงเช่นกันครับ เนื่องจากช่วงปลายเดือน ก.ค. สหรัฐฯ จะมีการทำประชาพิจารณ์เกี่ยวกับการขึ้นกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่น โดยญี่ปุ่นมียอดส่งออกเกินดุลไปสหรัฐฯ เป็นอันดับ 3 ทำให้มีความเป็นไปได้เช่นกันที่ญี่ปุ่นจะโดนตั้งกำแพงภาษีค่อนข้างมาก และกระทบต่อผลการดำเนินงานของหุ้นไม่มากก็น้อยครับ เราควรสงบสติดูสถานการณ์ก่อนจะดีกว่าครับ

สรุปตอนนี้ พักเบรกก่อนนะครับกับญี่ปุ่น

Insight ตลาดหุ้นอินเดีย

ยังคล้ายกับสัปดาห์ก่อนครับ ตรงที่สถานการณ์โดยรวมยังเหมือนเดิม มีการผันผวนเป็นปกติ ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีปัจจัยอะไรมากระทบครับผม หลังจากช่วงที่ผ่านมาราคาได้มีการปรับฐานจากความกังวลต่อนโยบายการจัดเก็บภาษีจากกำไรการขายหุ้นแล้ว และทางอินเดียเองดูเหมือนว่าจะได้รับผลกระทบน้อยจากการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯครับ

ผมเคยเล่าให้ฟังใช่ไหมครับว่า ตอนนี้นักวิเคราะห์ได้มีการปรับประมาณการรายได้ของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยให้สะสมต่อไปได้เรื่อยๆ อีกทางหนึ่งครับผม

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมต่อครับ

Insight ตลาดหุ้นเกาหลี

สัปดาห์นี้ยังห้ามสะสมเกาหลีอยู่นะครับ เพราะกระทบแน่นอนจากการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯ

หลังจากที่มีการตั้งกำแพงภาษีระหว่างสหรัฐฯ และจีน อาจส่งผลให้การค้าโลกชะลอตัวลง เนื่องจากเศรษฐกิจของเกาหลีพึ่งพาการส่งออกสินค้า ทำให้เกาหลีมีความเสี่ยงที่จะโดนผลกระทบจากสงครามทางการค้าอยู่ครับ

จะเห็นว่าตลาดนี้มีการผันผวนค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมา ยังไงระวังกันด้วยนะครับ สำหรับคนที่ชอบเกาหลี ต่อให้โอปป้าจะดูดีแค่ไหนก็ตาม แต่สภาพเศรษฐกิจตอนนี้บอกได้เลยว่าถอยออกมาอยู่ห่างๆก่อนดีกว่าครับ

สรุปสั้นๆ : รอก่อนจ้า หยุด (ต่อ) ไปสักพัก

Insight ตลาดหุ้นไทย

ก็ยังเรียนตรงๆว่า ขอคงมุมมองเดิมที่มีต่อเศรษฐกิจในประเทศที่มีสัญญาณดีขึ้นจากทั้งการบริโภคครัวเรือน และการลงทุนเอกชน จะช่วยให้รายได้บริษัทจดทะเบียนในภาพรวมยังคงขยายตัวได้ดีขึ้นครับ

ย้ำอีกทีว่า อย่าลืมตรวจสอบมุมมองของตัวเองด้วยนะครับว่า ตอนนี้ตลาดซึมซับข่าวร้ายไว้แล้ว และเราไม่สามารถซื้อในจุดที่ต่ำสุดได้จริงๆ ดังนันการทยอยสะสมจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ต้องนำมาปรับใช้ครับ”

ไม่แปลกที่ตลาดหุ้นในตอนนี้จะมีคนมองว่าเป็นทั้งวิกฤตและโอกาส แต่สุดท้ายมันจะเป็นอะไรนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเรามองว่ามันเป็นการลงทุนระยะสั้นหรือระยะยาวด้วยน่ะครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อไป แต่ระวังไว้หน่อยนะครับ

Insight ตลาดหุ้นจีน

สัปดาห์นี้ยังเหมือนเดิมครับ ผมแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นจีนเฉพาะ H-SHARE เท่านั้นครับ  แต่ให้ชะลอลงทุนหุ้นจีน A-Share  หลังจากสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน เริ่มรุนแรงขึ้น ทำให้ในอนาคตเศรษฐกิจจีนมีโอกาสโดนกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสม H-Share เท่านั้นนะครับ

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์ จากอัศวินกองทุน

  • ตลาดตราสารทุน : เน้นสะสมหุ้นสหรัฐฯ, ยุโรป, ไทย, H-Share, อินเดีย ส่วนตลาดอื่นยกเว้นไปก่อนครับ
  • ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำลงทุนตราสารหนี้ High Yield สหรัฐฯ ส่วนตราสารหนี้ไทยแนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ไทยช่วงอายุ 1-3 ปี
  • สินทรัพย์ทางเลือก : ทยอยสะสมทั้งทองคำ และน้ำมัน

เรามาดูสัดส่วนการลงทุนที่แนะนำประจำสัปดาห์กันบ้างครับ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นไทย 11%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 40%
  • ตราสารหนี้ไทย 49%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 22%
  • หุ้นไทย 27%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 16%
  • ตราสารหนี้ไทย 31%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 34%
  • หุ้นไทย 38%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 4%
  • ตราสารหนี้ไทย 16%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

หมายเหตุ : “ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 5 กรกฎาคม 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

“เป้าหมาย” เทคนิคที่ Mark Zuckurberg ใช้ปั้นพนักงาน Facebook ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน!

The purpose of life is a life of purpose.

เป้าหมายของชีวิตคือการใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมาย

"เป้าหมาย" เทคนิคที่ Mark Zuckurberg ใช้ปั้นพนักงาน Facebook ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน!

เป้าหมายไม่ควรหยุดอยู่แค่ในความคิด

    Mark Zuckerberg เริ่มเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด คณะวิทยาการคอมพิวเตอร์ computer science ในปีค.ศ. 2002 ในช่วงนั้นเขาได้ก่อตั้งเฟสบุ๊คในหอพักเพื่อทำการเชื่อมโยงเพื่อนๆเข้าไว้ด้วยกัน ในปี ค.ศ. 2004 เขาอยู่ปี 2 แต่เขากลับตัดสินใจลาออกเพื่อย้ายไปซิลิกอนแวลลีย์เพื่อตั้งบริษัท หาทีม และหาทุนที่จะทำเป้าหมายของเขาให้เป็นจริง

    ในวันที่ 25 พ.ค. 2017 หรือ 13 ปีหลังจากที่เขาลาออก เขาจะได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ (Honorary Degree) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และจะเป็นผู้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในงานฉลองวันจบการศึกษาของมหาวิทยาลัยให้บัณฑิตใหม่ทุกคนที่จบการศึกษาในปีนี้ฟังด้วย

    สิ่งที่เขากำลังบอกเราผ่านสุนทรพจน์นี้ คือการเชิญชวนพวกเราให้เปลี่ยนแปลงโลก และหัวใจสำคัญที่ถูกเน้นย้ำในสุนทรพจน์คือ “เป้าหมาย”(Purpose) ถ้าเราเข้าไปดูในเนื้อหาสุนทรพจน์ความยาว30 นาที เราจะพบว่า เขาได้ใช้คำว่า“เป้าหมาย”ไปประมาณ 27 ครั้ง 

    Mark เชื่อว่าการหาเป้าหมายชีวิตตามสัญชาตญาณ หรือการตามหาความสำเร็จของชีวิตตัวเราเองยังไม่เพียงพอ เพราะเรามีสิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่านั้นคือ ค้นหาความหมายของเราและผู้อื่นไปพร้อมๆกัน หรือการสร้างให้ทุกคนมี “การรับรู้ถึงเป้าหมาย”(Sense of Purpose)

"เป้าหมาย" เทคนิคที่ Mark Zuckurberg ใช้ปั้นพนักงาน Facebook ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน!

เป้าหมายไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง

    ประธานาธิบดี John F Kennedy ได้เดินทางไปเยี่ยม NASA space center เขาเห็นภารโรงกำลังเดินถือไม้กวาดอยู่ เขาจึงเดินไปทักทายพร้อมถามว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ ภารโรงตอบกลับว่า 

“ท่านประธานาธิบดีครับ ผมกำลังช่วยพามนุษย์ขึ้นไปสู่ดวงจันทร์” 

    พวกเรากำลังอยู่ในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านจากแรงคนไปสู่เครื่องจักรหรือออโตเมชั่น ผู้คนมากมายกังวลกับสิ่งที่จะมาถึง เพราะถ้าเครื่องจักรมาแทนที่แรงคนโดยสมบูรณ์ แล้วคนจะอยู่ได้อย่างไรถ้าขาดเป้าหมายในชีวิต ดังนั้นสิ่งที่ท้าทายในยุคนี้คือทำอย่างไรให้พวกเขามี “การรับรู้ถึงเป้าหมาย”

    “การรับรู้ถึงเป้าหมาย” มีความสำคัญมากในการทำงานเป็นทีมและบริหารทรัพยากรบุคคล เพราะถ้าพนักงานหรือหุ้นส่วนไม่มีการรับรู้ถึงเป้าหมายและขาดการรับรู้ว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเขา วันหนึ่งพวกเขาจะขาดความสามัคคี ไม่มีความสุขจึงไม่อยากมุ่งไปข้างหน้า และพร้อมจะเดินจากไปในช่วงเวลาที่มีรอยร้าวและปราศจากความเข้าใจกันมีอยู่

3 วิธีแชร์เป้าหมายถึงคนรอบตัว

1. การทำโปรเจ็คที่มีความหมายยิ่งใหญ่ร่วมกัน

    ในอดีตมนุษย์ได้ร่วมมือกันทำ “โปรเจ็คที่มีความหมายยิ่งใหญ่ร่วมกัน” มาโดยตลอดไม่ว่าการจะพามนุษย์ไปสู่ดวงจันทร์เป็นครั้งแรกของมนุษยชาติ การกำจัดโรคโปลีโอให้หายสาบสูญไปจากโลกใบนี้ การสร้างเขื่อนฮูเวอร์ซึ่งเป็น1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคปัจจุบัน?โปรเจ็คเหล่านั้นไม่ได้แค่ให้เป้าหมายกับคนที่ทำงานเท่านั้น แต่มันยังให้เราทั้งประเทศได้สัมผัสถึงความภาคภูมิใจ ว่าเราสามารถทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากๆได้

วันนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะลุกมาทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าจะทำสิ่งยิ่งใหญ่นั้นได้อย่างไร?

    คำตอบนั้นจะปรากฏขึ้นเมื่อเริ่มออกเดิน และจะค่อยๆชัดเจนขึ้นเรื่อยๆในระหว่างทาง อย่างไรก็ตามจงเตรียมพร้อมรับพายุแห่งความเข้าใจผิดบนเส้นทางที่ยิ่งใหญ่ จงเตรียมร่มเอาไว้เสมอ และดูแลอย่าให้ตัวเราเปียกปอนและไม่สบายจนไม่ได้เดินต่อไป เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะเดินอยู่ในฤดูที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

    ในโลกใบนี้ยังมีเรื่องราวต่างๆอีกมากที่รอการแก้ไขผ่านโปรเจ็คที่ยิ่งใหญ่ เช่น การลดการใช้พลังงานที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน การระงับและกำจัดโรคภัยต่างๆ การให้ทุกคนเข้าถึงระบบการศึกษาแบบไร้พรมแดน ด้วยวิทยาการที่ทันสมัยทำให้เราสร้างสังคมแห่งการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายดายกว่าเดิมมาก 

    เราต้องให้โอกาสคนทุกคนในสังคมได้ร่วมมีบทบาทในการทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่ เพื่อให้คนทุกคนรับรู้ถึงเป้าหมายที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

2. ให้ทุกคนมีอิสระในการไล่ล่าเป้าหมายอย่างเท่าเทียม

    คือการทำให้ทุกคนมีอิสระที่จะล้มเหลว ถ้าเราไม่มีอิสระเพียงพอ เราจะไม่กล้าเริ่มต้นอะไรใหม่ เพราะเรากลัวความผิดพลาดและการลงโทษที่จะตามมาจากความผิดพลาดของเรา ทำให้เราต้องเก็บเป้าหมายไว้เงียบๆไว้ในลิ้นชักที่หัวใจของเรา เราทุกคนล้วนจะต้องผิดพลาดก่อนประสบความสำเร็จ ดังนั้นเราต้องการสังคมที่โฟกัสการลงโทษตีตราคนพลาดให้น้อยลง 

    ในอดีตคนรุ่นก่อนได้สร้าง “ความเท่าเทียม” คือหลักหนึ่งคนหนึ่งเสียง( One Man One Vote ) ไว้ในระบบการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย เขาได้สร้างข้อตกลงใหม่ๆและสังคมที่ยิ่งใหญ่ ตอนนี้ถึงเวลาของคนรุ่นเราแล้วที่จะนิยามสัญญาทางสังคมอันใหม่สำหรับคนรุ่นเรา

"เป้าหมาย" เทคนิคที่ Mark Zuckurberg ใช้ปั้นพนักงาน Facebook ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน!

    Mark Zuckerberg และภรรยา Priscilla Chan ได้ส่งเสริมความเท่าเทียมอย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดตั้งหน่วยงานการกุศล Chan Zuckerberg Initiative เตรียมลงทุน3 พันล้านดอลลาร์ เพื่อเป็นทุนส่งเสริมให้นักวิทยาศาสตร์สามารถควบคุมและป้องกัน 4 โรคร้ายที่เป็นสาเหตุการตายของมนุษย์ส่วนใหญ่ ให้เด็กๆ มีโอกาสมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น 

    และนอกจากงานด้านการป้องกันโรคภัยแล้ว Chan Zuckerberg Initiative ยังร่วมลงทุนใน Andela โครงการปั้นวิศวกรและโปรแกรมเมอร์ชาวแอฟริกันด้วยอย่างไรก็ตามการส่งเสริมความเท่าเทียมนั้นไม่ได้จำกัดแต่ในรูปแบบของเงินเท่านั้น แค่เราสละเวลา 1-2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ก็เพียงพอแล้วที่เราจะยื่นมือช่วยให้คนอื่นเข้าถึงศักยภาพของพวกเขาเพราะเมื่อทุกคนสามารถทำความฝันให้กลายเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่จริงๆได้ มันก็ดีขึ้นกับเราทุกๆคน

3. การสร้างชุมชนที่ไร้รอยต่อ

    ชุมชนที่ปราศจากแบ่งแยกทางเชื้อชาติ ศาสนา หรือสีผิว ชุมชนที่พลเมืองของโลกทุกคนอยู่ร่วมกันได้โดยไร้ซึ่งข้อขัดแย้ง หรือ “ไม่มีพวกเขา มีแต่พวกเรา”มนุษยชาติก้าวหน้าได้เพราะ ผู้คนที่จับกลุ่มกันในจำนวนที่มากขึ้น จากชนเผ่าสู่เมือง และเมืองสู่ประเทศ 

    เพื่อจะทำสิ่งที่พวกเราไม่สามารถทำได้โดยลำพังไม่มีประเทศไหนสามารถต่อสู้กับเรื่องภาวะโลกร้อนหรือป้องกันโรคระบาดได้เพียงลำพัง การก้าวไปข้างหน้าต้องการการลงมือร่วมกันไม่ใช่แค่ในระดับเมืองหรือประเทศ แต่เป็นทั้งหมดในระดับโลก (Global Community)

    เมื่อทุกคนอยู่ร่วมกัน เราก็จะสามารถสร้างสิ่งต่าง ๆ ร่วมกันได้ ช่วยเหลือกันได้โดยไม่ต้องแบ่งว่าประเทศไหนจะเริ่มก่อน ใครจะเป็นคนทำเพราะทุกคนทำร่วมกันทั้งหมด และเราสามารถเริ่มสร้างชุมชมเล็ก ๆ กันได้ทันทีเพราะหลายๆคนก็ได้เริ่มทำกันแล้ว.

Agnes Igoye ใช้เวลาในวัยเด็กอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งในเขตอูกันดา และตอนนี้เธอได้ใช้ประสบการณ์อบรมผู้รักษากฏหมายกว่าพันคนเพื่อช่วยให้ชุมชนปลอดภัย

    David Razu Aznar อดีตเทศมนตรีเมืองที่เคยช่วยต่อสู้จนทำให้เมืองเม็กซิโกซิตี้เป็นเมืองแรกในเขตลาตินอเมริกาที่ผ่านกฏหมายการแต่งงานของเพศเดียวกัน ได้ก่อนซานฟรานซิสโกด้วยซ้ำ และแม้แต่Facebookเอง ที่เริ่มจากนักศึกษาในหอพัก ที่ช่วยเชื่อมต่อชุมชนทีละหนึ่งชุมชน และยังคงมุ่งมั่นทำมันจนสามารถเชื่อต่อทั้งโลกไว้ด้วยกัน


    โดยสรุปแล้วเราจะทำโอกาสที่ยิ่งใหญ่ให้สำเร็จได้หรือไม่? ทั้งหมดขึ้นอยู่กับ “ความสามารถในการสร้างให้ทุกคนมีการรับรู้ถึงเป้าหมาย”

    และในวินาทีต่อจากนี้ที่เรากำลังจะเดินออกไปสู่โลกที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นมันขึ้นอยู่กับเราแล้วล่ะที่จะสร้างมันขึ้นมาได้สำเร็จหรือไม่?

    และก่อนจากกันขอทิ้งท้ายด้วยถ้อยคำจากบทสวดของ Mi Shebeirach

(May the source of strength, who blessed the ones before us, help us find the courage to make our lives a blessing.) “ขอแหล่งพลัง ที่เคยได้เป็นพรกับคนที่มาก่อนเรา ช่วยเรา ให้เราพบความกล้า ที่จะทำให้ชีวิตของเราเป็นดั่งพร”

“วางแผนออมเงินไปเที่ยว” ปลายปีฉบับเร่งด่วน! ด้วยแนวคิด 6 Jars to 5 Jars

มาถึงสิ้นปีแบบนี้ หลายคนคงคิดเเละเตรียมงบ  “วางแผนออมเงินไปเที่ยว” พักผ่อนที่ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศช่วงปลายปีกันใช่มั้ยครับ และสำหรับบางคนที่วางเเผนไว้เเต่ยังไม่เตรียมงบสำหรับทริปก็อย่าพึ่งร้อนรนไป หักออมตอนนี้ยังทันครับ! กับ

‘5 Jars system’

คุณอาจจะพอคุ้นหูกับทฤษฏี 6 Jars กันมาบ้าง แต่วันนี้ aomMONEY ขอเสนอ ‘5 Jars สูตร “วางแผนออมเงินไปเที่ยว” ปลายปีฉบับเร่งด่วน!’ ที่ปรับรูปแบบมาจากทฤษฏี 6 Jars นั่นแหละครับ โดยการนำเอากระปุกที่ 5 เงินสำหรับเรียนรู้ มารวมกับกระปุกที่ 6 เงินสำหรับบริจาค ลองไปดูกันดีกว่าว่าสูตรนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการออมเงินของเราได้มากน้อยแค่ไหน!

* แจกแจงการแบ่งใช้-แบ่งออมจากรายได้ 20,000 บาท/เดือน

กระปุกที่ 1: เงินใช้จ่าย (Necessity Jar)

55% : 11,000 บาท – สำหรับชีวิตประจำวัน

กระปุกที่ 2: เงินเสริมสุข (Play Jar)

10% : 2,000 บาท – ใช้ตามใจ ฟุ่มเฟือย

กระปุกที่ 3: เงินลงทุน(Financial Freedom Jar)

10% : 2,000 บาท – ต่อยอดเพื่ออนาคต

กระปุกที่ 4: เงินเรียนรู้ (Education Jar)

10% : 2,000 บาท – เสริมทักษะ ความรู้

กระปุกที่ 5: ทริปเที่ยวสิ้นปี (Long term Saving for Spending Jar)

15% : 3,000 บาท – ออมไว้เที่ยว ไม่ลำบากเงินในกระเป๋าช่วงปลายปี

เห็นมั้ยครับ ไม่ยากเลยใช่มั้ยครับ หากคุณเก็บเเบบนี้เป็นระยะเวลา 5 เดือน เดือนละ 3,000 บาท คุณจะมีเงิน 15,000 บาทสำหรับทริปสิ้นปีเเล้ว และถ้าหากทำได้จริงตามสูตร คุณก็จะมีเงินสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวันโดยไม่ติดขัด แถมยังมีเงินออมสำหรับอนาคตอีกด้วยครับ!

** หมายเหตุ: คุณสามารถปรับสูตรนี้ได้ตามความเหมาะสมของงบในการเที่ยวของคุณครับ หากงบของคุณสูง คุณก็สามารถเเบ่ง%จากส่วนที่เหลือของบางโหลมารวมได้ เพราะเเต่ละคนมีรายจ่ายที่ต่างกันครับ

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

? Website : www.aomMONEY.com

? Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

? กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY 

TEAMG บริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อมระดับหัวกะทิ

TEAMG หรือ บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) คือบริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อม ผู้ก่อตั้งคนสำคัญคือ ดร.ประเสริฐ ภัทรมัยและเพื่อน โดยมีความเชื่อมั่นว่าวิศวกรไทยมีความสามารถไม่แพ้วิศวกรต่างชาติ และสามารถรับงานที่ปรึกษาโครงการขนาดใหญ่และซับซ้อนได้เช่นกัน

ธุรกิจงานที่ปรึกษา TEAMG ประกอบธุรกิจอะไรบ้าง?

ธุรกิจในเครือ TEAMG จะเป็นงานบริการที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อมแบบบูรณาการ (ไม่ใช่ผู้รับเหมาก่อสร้าง)

 ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ สมมติเราเป็นนายทุนอยากปลูกโรงงานสักหลัง เราก็ต้องการบริษัทที่มีความรู้ด้านงานวิศวกรรมอย่างรอบด้าน TEAMG ก็จะรับงานตรงนี้ เช่น คัดเลือกพื้นที่ตั้ง วางคอนเซ็ป ศึกษาความเป็นไปได้ คำนวณผลตอบแทน ศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและออกแบบโครงการ โดยนายทุนต้องไปหาผู้รับเหมามาสร้างโครงการอีกทีหนึ่ง (รับคัดเลือกและบริหารสัญญาให้) โดย TEAMG ก็จะมีหน้าที่คอยดูแลโครงการให้ผู้รับเหมาสามารถดำเนินงานไปได้ตามแบบและเป็นไปตามแผนงาน ของโครงการ เรียกว่าครอบคลุมทุกกระบวนการสร้างโครงการตั้งแต่ต้นน้ำจนปลายน้ำ TEAMG รับงานได้หมดและดูแลจนจบเลย โดยหากแบ่งโดยละเอียดจะแบ่งเป็น 3 ส่วนงานด้วยกัน

1. ธุรกิจการศึกษา ออกแบบ และจัดทำรายงาน (Study & Design)

  • การวางแผนแม่บท ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ สำรวจและออกแบบรายละเอียด รวมไปถึงศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

2. ธุรกิจการบริหารโครงการและควบคุมการก่อสร้าง (PMSC)

  • การบริหารจัดการโครงการ ควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามแผน และตรวจสอบรับมอบงาน

3. ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง

  • การติดตั้งเครื่องมือสนับสนุน ถ่ายภาพทางอากาศและทำแผนที่ การทำแบบสามมิติ และการฝึกอบรม

ทำไมจึงบอกว่า TEAMG เป็นบริษัทที่ปรึกษาระดับหัวกะทิ

อย่างแรกเลยต้องอธิบายถึงความครบวงจรเพราะบริษัทและผู้บริหารมีประสบการณ์และอยู่ในอุตสาหกรรมโดยตรง (ดำเนินธุรกิจมากว่า 40 ปี) บริษัทมีวิศวกร สถาปนิก และนักวิชาการมืออาชีพในเครือบริษัทมากกว่า 1,450 คน นอกจากนี้ยังจัดกิจกรรมพัฒนาบุคลากรและองค์กรอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญที่สุด TEAMG สามารถรับงานได้บูรณาการและหลากหลาย โดยมีความเชี่ยวชาญที่ครอบคลุมความต้องการหลากหลายสาขาทางวิศวกรรม แบ่งหลักๆ เป็น 5 สาขา ได้แก่ งานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ งานด้านทรัพยากรน้ำ งานด้านอาคารและสาธารณูปโภค งานด้านสิ่งแวดล้อม และงานด้านพลังงาน

อีกความน่าสนใจคือพอร์ตลูกค้าของ TEAMG ที่ค่อนข้างกระจายตัว

บริษัทได้รับงานจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และงานต่างประเทศจำนวนมาก โดยพอร์ตของลูกค้าจะกระจายตัวและไม่พึ่งพากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ อย่างในปี 2560 บริษัทมีรายได้จากภาครัฐบาล 49.69% ภาคเอกชน 24.46% งานโครงการต่างประเทศ 21.34% และงานธุรกิจเกี่ยวเนื่องอีก 4.51% ถึงแม้ว่าสัดส่วนทั้ง 3 งานแรกจะดูเป็นก้อนใหญ่ แต่เมื่อแกะไส้ในแล้วก็พบว่าลูกค้าของ TEAMG มีเยอะมาก กระจายอยู่ในอุตสาหกรรมใหญ่และซับซ้อนในภูมิภาคที่หลากหลาย ทั้งในส่วนของผู้ลงทุนชาวไทย บริษัทข้ามชาติ และผู้ลงทุนในท้องถิ่น

เมื่อมาดูงบการเงินก็พบการเติบโตทั้งรายได้และกำไรสุทธิ

ภาพรวมรายได้ของ TEAMG มีการเติบโตทบต้นอยู่ที่ 3.14% ในรอบปี 2558 – 2560 ในขณะที่ภาพรวมของกำไรสุทธิมีการเติบโตทบต้นอยู่ที่ 38.69% ROE ยืนเหนือ 15% ได้อย่างต่อเนื่อง สัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ล่าสุดอยู่ที่ 2.08 เท่าซึ่งจะลดลงจากการได้ส่วนทุนมาเพิ่มจากการเปิดขายหุ้น IPO อีกในอนาคต แต่ถ้านับเฉพาะหนี้สินที่มีอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารจริงๆ D/E เหลือแค่ 0.25 เท่า (ยังไม่รวม IPO ด้วยซ้ำ)

สุดท้ายคงต้องพูดถึงแผนการเติบโตของบริษัทในอนาคต

นอกจาก Backlog (งานที่ยังไม่ได้ส่งมอบ) ของเก่าที่ยังเหลืออยู่รวม 3,473.94 ล้านบาทแล้ว บริษัทเองก็มีโครงการที่จะเติบโตในอนาคตอีกหลายช่องทางแง่มุม โดยบริษัทตั้งเป้าเป็นผู้นำด้านการให้บริการที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อมแบบบูรณาการและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในภูมิภาคอาเซียนอย่างเต็มภาคภูมิในอนาคต

เงินทุนก้อนใหม่ที่ได้มาจากการไอพีโอจะนำไปใช้ในการลงทุนเพิ่มเติมในระบบคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ อากาศยานไร้คนขับหรือโดรน (Drone) ที่จะเพิ่มศักยภาพให้เพียงพอกับทุกโครงการ

นอกจากนี้จะยังลงทุนในการสร้างบุคลากรเพื่อเจาะกลุ่มตลาดต่างประเทศ ได้แก่ สปป.ลาว กัมพูชา เมียนมา เวียดนาม ติมอร์-เลสเต สิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ที่ถือว่ายังมีช่องว่างทางการตลาดและมีศักยภาพการเติบโตอีกสูงมาก และยังตั้งเป้าที่จะขยายตลาดให้ครบ 10 ประเทศในอาเซียน เพราะประเทศเหล่านี้ ยังต้องการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอีกมาก

TEAMG จึงมีความน่าสนใจสำหรับการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานประเทศหลังจากนี้

หากใครมองว่าประเทศไทยจะมีการเติบโตของระบบสาธารณูปโภคและ Mega Project ที่วางแผนกันไว้มาอย่างยาวนานจะมาจริง บริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมย่อมได้ประโยชน์จากโครงการก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาแนะนำซื้อ ถือ หรือขาย แต่เขียนขึ้นเพื่อเล่าภาพของบริษัทและลักษณะธุรกิจเท่านั้น

หากสนใจลงทุน สามารถดูข้อมูลบริษัทและการบริหารงานเพิ่มเติม ได้ที่ http://www.teamgroup.co.th พนักงานกว่า 1,450 คน แถมคัดสรรมาแต่หัวกะทิทั้งนั้น ใหญ่โตโอฬารจริงๆ

เกือบลืม … TEAMG จะเปิดไอพีโอวันแรก (1st Day Trade) วันที่ 12 กรกฎาคม 2561 นี้แล้วนะ

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

LTF หรือ RMF เลือกยังไงดี? มีเงื่อนไขอะไรบ้าง

หลายคนสงสัยว่า จะเลือกยังไงดี? LTF หรือ RMF วันนี้พรี่หนอมเลยขอนำแนวคิดง่ายๆเรื่องภาษีมาฝากกัน เพื่อให้เรานั้นทบทวนว่าสิ่งที่เราคิดนั้นถูกต้องและเหมาะสมหรือเปล่า

แนวคิดที่ว่านี้ คือ การเลือกโดยมองด้านการจัดการภาษี ร่วมกับวัตถุประสงค์ในการลงทุนของแต่ละคนประกอบกัน โดยส่วนตัวนั้นพรี่หนอมให้ความสำคัญเรื่องการเก็บเงินเกษียณก่อน แล้วค่อยมาลงทุนต่อใน LTF ที่มีความเสี่ยงมากกว่า แต่ใครจะสลับหรือคิดไม่เหมือนกันก็ไม่ว่าอะไรนะจ๊ะ เอาที่สบายใจตัวเองจ้า #เรามาแชร์เฉยๆ

นอกจากเลือกลงทุนแล้ว หาคำตอบแล้วว่าจะเอากองทุน LTF หรือ RMF ไหนดี สิ่งที่ต้องดูอีกเรื่องคือการบริหารจัดการเงินสด เงินลงทุนของเราให้เป็นไปตามเงื่อนไขของภาษี เพื่อที่จะได้ไม่มีปัญหาย้อนหลังอีกทางหนึ่งด้วยนะครับผม

ใครอ่านแล้วมีคำถามอะไรเม้นท์ไว้ได้ครับ เดี๋ยวจะตามอ่านตามตอบเรื่อยๆจ้า แต่ถ้าคิดว่ามีประโยชน์ ฝากกดแชร์ให้คนในโลกออนไลน์ด้วยนะคร้าบ #กราบบบ

ก่อนจากกันฝากร้านสักนิด ถ้าใครชอบบทความแบบนี้ ฝากกดติดตาม TaxBugnoms พร้อมแอดไลน์ https://line.me/ti/p/@taxbugnoms เพื่อเป็นกำลังใจให้พรี่หนอมด้วยนะคร้าบ

#TAXBugnoms

วิธีขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากการขายบ้านเก่าแล้วซื้อบ้านใหม่

สำหรับคนที่ขายบ้านเก่า และซื้อบ้านใหม่ ภายใน 1 ปี หรือซื้อบ้านใหม่ แล้วขายบ้านเก่าภายใน 1 ปี สามารถขอคืนภาษีที่เราจ่ายไปตอนขายบ้านได้ทันทีครับ เพียงแค่เข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งในนี้

1. มีชื่อในทะเบียนบ้านหลังเก่าไม่น้อยกว่า 1 ปี

2. มีชื่อในทะเบียนบ้านหลังเก่าน้อยกว่า 1 ปี แต่พอรวมกับชื่อในทะเบียนบ้านหลังใหม่แล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี (นับถึงวันที่ขายบ้านหลังเก่า)

ยกตัวอย่างเช่น

พรี่หนอมขายบ้านเก่าที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเกิน 1 ปี แล้วซื้อบ้านใหม่ แบบนี้สามารถขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เสียไปตอนที่ขายบ้านหลังเก่าได้จ้า (ตามเงื่อนไขข้อ 1)

หรือ พรี่หนอมมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านหลังเก่า 8 เดือน แล้วซื้อบ้านใหม่ ย้ายชื่อมาอยู่ในทะเบียนบ้านใหม่ 5 เดือน แล้วค่อยขายบ้านหลังเก่าไป แบบนี้ก็ขอคืนภาษีเงินได้ได้เหมือนกัน เพราะอยู่ร่วมกันจนถึงวันที่ขายเกิน 1 ปีจ้า (ตามเงื่อนไขข้อ 2)

ส่วนวิธีการ เอกสารต่างๆ รวมถึงคำแนะนำเพิ่มเติม สามารถดูได้ในรูปประกอบโพสท์นี้ทั้งหมดครับผม #กดแชร์ด้วยนะ

ข้อกฎหมาย / เอกสารเพิ่มเติม โหลดได้ตามนี้

กฎกระทรวงฉบับที่ 126 ข้อ 2 (62)
http://bit.ly/2KPtLjq

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 125)
http://bit.ly/2KxyYQB

แบบฟอร์ม ค. 10 กรอกเพื่อขอคืนภาษี
http://bit.ly/2Kxzi1L

ใครอ่านแล้วมีคำถามอะไรเม้นท์ไว้ได้เลยครับ เดี๋ยวพรี่หนอมจะตามอ่านตามตอบเรื่อยๆจ้า แต่ถ้าคิดว่ามีประโยชน์ ฝากกดแชร์ต่อด้วยนะครับ #กราบ

ที่สำคัญ อย่าลืมกดติดตาม TaxBugnoms พร้อมแอดไลน์ https://line.me/ti/p/@taxbugnoms เพื่อเป็นกำลังใจให้พรี่หนอมด้วยนะจ๊ะ

#TAXBugnoms

ภาษี ณ ที่จ่าย หักยังไงให้ได้ยอดเต็ม

พี่หนอมๆๆๆ บริษัทหนูไปรับงานมาราคา 60,000 บาท ทำไมเขาจ่ายเงินไม่ครบล่ะคะ? ต้องหักภาษีอะไรสักอย่างไปด้วย ไม่เข้าใจว่าทำไม?

อ๋อ.. เค้าเรียกว่า “ภาษีหัก ณ ที่จ่าย” หักจากรายได้เรา เอาไปส่งสรรพากร แล้วเราก็เอาภาษีที่ถูกหักไปออกจากภาษีคำนวณสิ้นปีอีกทีหนึ่ง

ถ้าหนูไม่อยากให้เขาหักต้องทำยังไงดีล่ะพี่?

อ่า… คำถามแบบนี้ตอบยังไงดีครับ?

เล่านิดนึงว่า หลักการของภาษีหัก ณ ทีจ่ายเป็นแบบนี้ครับ คือ

1. คนจ่ายหักภาษีไว้ เอาเงินไปส่งสรรพากร

2. คนมีรายได้ ได้ใบเอกสารหลักฐานการหักภาษี

3. ตอนยื่นภาษี คำนวณออกมาได้เท่าไร ให้เอาภาษีที่ถูกหักไว้ไปลบออก ส่วนต่างก็เสียเพิ่มหรือได้คืนแล้วแต่กรณีไป

รายได้ที่ถูกหักภาษีนี่ ไม่ยื่นไม่ได้นะครับ เพราะถ้าไม่ยื่นก็แปลว่ามีสิทธิโดนตรวจสอบแน่นอนจ้า เพราะสรรพากรมีข้อมูลแล้วจากข้อ 1 แล้วก็ไม่ใช่การเสียภาษีด้วย มันเป็นการจ่ายล่วงหน้าเฉยๆ

แต่ก็ยังไม่วาย มีคนเข้าใจผิดครับ...คิดว่าถ้าจ่ายยอดเต็มมาแปลว่าไม่หักภาษี แต่จริงๆคือการบวกยอดเพิ่มเข้าไปให้เรามีรายได้เพิ่มขึ่นต่างหาก

ลองดูรูปตัวอย่างนะครับ

อย่างบริษัทน้องคนนี้มีรายได้ 60,000 บาท ถ้าหากถูกหักภาษีไว้ 3% น้องจะได้เงิน 58,200 บาท ถูกหักภาษีไว้ 1,800 บาท แต่แปลว่าน้องมีรายได้ต้องเสียภาษี คือ 60,000 บาทนะ และถ้าหากบริษัทน้องจด VAT ยอด 7% ของ VAT ก็ต้องคิดจากยอด 60,000 บาทด้วย

ทีนี้บางทีน้องอยากได้ยอดเต็ม 60,000 บาท ถ้าคนจ่ายเขาจะหักอยู่ เค้าก็ต้องคำนวณย้อนกลับเป็นว่า ยอด 60,000 บาทคือยอดหลังหักภาษีแล้ว ดังนั้นยอดก่อนหักภาษีก็ต้องเป็น 61,855.67 บาท และถูกหักภาษีไว้ 1,855.67 บาทเลยทำให้ได้เงิน 60,000 บาทถ้วนนั่นเอง และถ้าบริษัทน้องจด VAT ยอด 7% ก็ต้องคิดจากยอดก่อนหักภาษี คือ 61,855.67 บาท ถูกต้องไหมครับ

ปัญหาคือ บางคนดันเข้าใจผิดคิดว่า ยอดเงินที่ได้ไม่ใช่ยอดที่ถูกหักภาษีไว้ แบบว่าชั้นขอยอดเต็มไปก็ได้เงินเต็ม แบบนี้ก็ไม่ต้องเสียภาษีใช่ไหม คำตอบคือ ผิดครับ เพราะยอดเต็มที่ว่าอาจจะเป็นยอดหลังหักภาษีไว้ก็ได้ นะ ระวังให้ดีจ้า

สิ่งที่ต้องทำจริงๆคือตกลงกันให้ดีครับว่าจะคิดยังไงแบบไหน หักไม่หัก ซึ่งบอกตรงๆว่าง่ายสุดคือบอกไปเลยว่าจ้างเท่าไร จะหักก็หักไปตามปกตินี่แหละ ไม่ซับซ้อนวุ่นวายสบายตัวที่สุดแล้วจ้า

หรือถ้าไม่แน่ใจว่าเขาจะหักเราไหมก็ขอใบหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เป็นหลักฐาน (ชื่อจริงๆคือหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ทีจ่าย) เพื่อจะได้เอายอดรายได้มายื่นภาษีถูกต้องด้วยนะครับ

ถ้าใครอยากได้ไฟล์คำนวณ พรี่หนอมทำไฟล์เป็น Excel ไว้ง่ายๆให้โหลดกันไปใช้งานได้เลย เพียงแค่กดแอดไลน์ https://line.me/ti/p/@taxbugnoms แล้วทักมาว่า WT ก็รับลิงค์โหลดไปใช้กันได้เลยจ้า #ของฟรีบอกต่อกันด้วยนะ

อย่าลืมนะครับ ย้ำอีกทีตามรูป ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือการจ่ายล่วงหน้าถ้าจะหักให้ได้ยอดเต็ม มันแปลว่าเรามีรายได้และเสียภาษีเพิ่มนะ ไม่ใช่ใครใจดีออกภาษีให้เรา เดี่ยวจะมีปัญหาได้ แนะนำให้เช็คเอกสารให้ดีก่อนด้วยนะครับ

ฝากแชร์บอกเพื่อนๆด้วยนะจ๊ะ หรือเป็นกำลังใจให้พรี่หนอมง่ายๆเพียงแค่กดติดตาม TaxBugnoms ไว้แค่นี้ก็ดีใจแล้วครับผม

#TAXBugnoms

สรรพากรเอาจริง เก็บภาษีขายของออนไลน์

พี่หนอม ได้ยินข่าวไหมว่าสรรพากรจะเก็บภาษีขายของออนไลน์แบบเอาจริง งานนี้เขาจะตรวจหมดเลยนะ ทั้งมีการล่อซื้อ ตรวจสอบเวปไซด์ แบบนี้เราจะทำยังไงดีคะ?

ถ้าให้ตอบตรงๆ พรี่หนอมก็คงบอกว่า “เสียภาษีให้ถูกต้อง” ครับ จะได้ไม่มีปัญหา เพราะข่าวนี้พี่ได้ยินมาเป็นสิบๆรอบแล้วล่ะครับ

เอ.. แปลว่าเขาจะไม่ตรวจเหรอคะ? ออกมาขู่เฉยๆใช่ไหม?

ประเด็นไม่ใช่แบบนั้นครับ ประเด็นคือเราขายของออนไลน์ถ้าไม่เสียภาษี แปลว่าเราทำผิดกฎหมาย โดนตรวจเมื่อไรก็เจอทันทีครับ

อ่านแล้วเหมือนว่าจะไม่ช่วยอะไรใช่ไหมครับ ฮ่าๆ เอาแบบนี้ดีกว่า ถ้าหากใครไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเสียภาษีให้ถูกต้องยังไง คำนวณแบบไหน หรือชีวิตต้องทำยังไงดี ก็โหลดอีบุ๊กที่ผมเคยทำแจกในเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ ไปอ่านกันได้ครับ เคยทำไว้ตอนโปรโมทเพจใหม่ๆ อันนี้แจกฟรีไม่ต้องแอดไลน์นะครับ

โหลดได้ที่นี่เลยครับ

http://bit.ly/e-ComTAX-TBN

ถ้าใครอยากแอดไลน์ไว้รับข่าวสารก็เชิญทางนี้ครับ

https://line.me/ti/p/@taxbugnoms

แน่นอนว่าต้องมีคนขี้เกียจอ่าน ขี้เกียจโหลดแน่ๆ งั้นพรี่หนอมแถมให้ โดยการสรุปสั้นๆไว้ 5 ข้อ ถึงสิ่งที่ต้องทำตามนี้ครับ

1. แยกบัญชีธนาคารส่วนตัวกับบัญชีที่ไว้ขายของ
2. ทำบัญชีรายรับรายจ่ายแบบละเอียด เก็บทุกหลักฐานที่มีไว้
3. คำนวณกำไรจากการขายของ (ถ้าขาดทุนก็เลิกทำเถอะ)
4. ถ้ารายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจด VAT
5. เอารายได้มายื่นภาษี 2 ครั้ง กลางปี (ภ.ง.ด. 94) และ ปลายปี (ภ.ง.ด.90)

5 ข้อนี้เป็นหลักการสำหรับคนที่ทำในรูปแบบบุคคลธรรมดานะครับ เพราะผมเชื่อว่าคนที่จดบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนที่เป็นนิติบุคคล คงจะมีคนทำบัญชีและจัดการเรื่องพวกนี้ไว้บ้างแล้ว จึงไม่น่าจะเป็นห่วงเท่าไรครับ

อ้อ ลืมบอกไปว่าการจดทะเบียนการค้า อิเล็กทรอนิคส์ ไม่ได้ช่วยเรื่องภาษีนะครับ แต่ช่วยเรื่องการทำธุรกิจอย่างถูกต้องครับ ไม่ว่าจะจดหรือไม่จด ถ้ามีรายได้ ต้องเสียภาษีอยู่ดีครับ

ใครมีคำถามอะไรเม้นท์ไว้ด้านล่างนะครับ เดี๋ยวพรี่หนอมช่วยตอบคำถามให้ครับ หรือถ้าอยากได้ความเห็นหลากหลายแนะนำให้กดเข้าร่วมกรุ๊ป ภาษีเรื่องง่าย : เปลี่ยนกฎหมายเป็นภาษาคน นะครับ มีเพื่อนๆหลายคนช่วยตอบคำถามครับ

โดยส่วนตัวแล้ว พรี่หนอมมองว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด เวลามีข่าวแบบนี้ คือ ถามตัวเองว่าเสียภาษีอย่างถูกต้องหรือยัง ถ้ายังไม่ถูกต้อง เราก็ทำให้ถูกต้องครับ ไม่ใช่คิดหาวิธีหนีหรือหลบเลี่ยง เพราะถ้าหนีก็ต้องหนีไปเรื่อยๆน่ะครับ ไม่จบไม่สิ้นเสียที และอนาคตทางสรรพากรเองก็จะมีวิธีการตรวจสอบต่างๆที่ทำให้คนที่เสียภาษีไม่ถูกต้องอยู่ยากมากขึ้นแน่นอนครับ

ถ้าบทความนี้มีประโยชน์ ผมฝากแชร์ให้คนที่ขายของออนไลน์รู้กันด้วยนะครับ และถ้าถูกใจบทความนี้ก็อย่าลืมกดติดตามเพจ TaxBugnoms ไว้ด้วยนะครับ

#TAXBugnoms 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save