“ให้เงินทำงาน” เงินช่วยเราทำงานกี่วัน?

ถ้าเรามีเงินออมแล้ว ควรแบ่งเงินบางส่วนไปลงทุนเพื่อให้เงินทำงาน เราจะได้มีเงินเพิ่มขึ้น แต่เราเคยสงสัยมั๊ยว่า เงินทำงานคืออะไร ทำงานที่ไหน ทำงานนานมั๊ย บทความนี้อภินิหารเงินออมจะเขียนให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น พร้อมกับมีตัวอย่างการลงทุนที่่น่าสนใจ และข้อควรระวังจากการให้เงินทำงานว่ามีอะไรบ้างนะคะ

ให้เงินทำงาน คืออะไร?

"ให้เงินทำงาน" เงินช่วยเราทำงานกี่วัน?

เราตื่นเช้ารีบเดินทางไปทำงาน ตอนเย็นก็กลับบ้าน ชีวิตหมุนวนแบบนี้ทุกๆวันเพื่อรับเงินตอนสิ้นเดือน แบบนี้เรียกว่า “ใช้แรงทำงาน” เมื่อได้รับเงินแล้วแบ่งเงินบางส่วนไปลงทุนในที่ต่างๆ เพื่อรับผลตอบแทน เช่น  ดอกเบี้ย เงินปันผล กำไรจากการขาย ค่าเช่า การถูกรางวัลสลากออมสิน เพิ่มเป็นรายได้กลับเข้ามาในกระเป๋าของเรา แบบนี้เรียกว่า “ให้เงินทำงาน” เป็นวิธีที่ทำให้เงินเหนื่อยไปพร้อมกับเราด้วย ^^

เงินช่วยเราทำงานกี่วัน?

ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน บางคนอยากได้เวลาเพิ่มเพื่อจะได้หาเงินได้มากกว่านี้ แต่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะเราได้โควต้ามาแค่นั้น แม้ว่าเราเพิ่มเวลาไม่ได้ แต่เราใช้เวลาที่จำกัดนี้หาวิธีเพิ่มเงินได้ โดยการหาความรู้การลงทุนและย้ายเงินไปไว้ในที่ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น เพื่อให้เงินทำงานเหนื่อยไปพร้อมกับเรา

"ให้เงินทำงาน" เงินช่วยเราทำงานกี่วัน?

จะเกิดอะไรขึ้น!! ถ้าลงทุนเดือนละ 1,000 บาท 

สมมติว่าเรามีเงินเดือน 20,000 บาท ทำงาน 20 วันต่อเดือน แสดงว่าเรามีรายได้เฉลี่ย 1,000 บาทต่อวัน ถ้าเก็บสะสมเดือนละ 1,000 บาท (5% ของรายได้) เวลา 5 ปี ใส่เงินไว้ในกระปุกออมสินมีเงินรวม 60,000 บาท แต่ถ้าเราเปลี่ยนนำเงินมาสะสมไว้ในที่ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น เรามาดูกันว่าเงินจะเติบโตขึ้นเท่าไหร่และเงินช่วยเราทำงานกี่วัน

=> การลงทุนให้ผลตอบแทน 2% เงินของเราเติบโตขึ้นเป็น 63,047 บาท เงินเพิ่มขึ้น 3,047 บาท แสดงว่าการลงทุนเดือนละ 1,000 บาท เงินช่วยเราทำงาน 3 วัน

=> การลงทุนให้ผลตอบแทน 5% เงินของเราเติบโตขึ้นเป็น 68,006 บาท เงินเพิ่มขึ้น 8,006 บาท แสดงว่าการลงทุนเดือนละ 1,000 บาท เงินช่วยเราทำงาน 8 วัน

ถ้าลงทุนนานหลายปี เงินก็จะช่วยเราทำงานมากขึ้นเช่นกัน จากตัวอย่างนี้น่าจะเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า “เงินช่วยเราทำงานได้อย่างไร” นี่เองความน่าสนใจของการลงทุน แต่ผลตอบแทนที่ว่านั้นได้จากไหนล่ะ เรามาดูที่หัวข้อต่อไปได้เลยจ้า

ให้เงินทำงานที่ไหนดีล่ะ?

ถ้าเป็นมือใหม่เริ่มต้นลงทุน ควรไปที่กองทุนรวมก่อนนะจ๊ะ เหมาะสำหรับคนที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการลงทุน ใช้เงินน้อยหลักร้อยหลักพันก็เริ่มต้นได้ แล้วยังมีผู้จัดการกองทุนที่ผ่านด่านการสอบใบอนุญาตต่างๆมาช่วยดูแลเงินให้เราด้วย มีตัวอย่างกองทุนรวมน่าสนใจอะไรบ้าง ดูได้ที่ภาพนี้เลยจ้า ส่วนแหล่งข้อมูลและวิธีอ่านตารางเหล่านี้จะแชร์ลิงค์ไว้ข้างล่างนะจ๊ะ

กองทุนรวมความเสี่ยงปานกลาง

"ให้เงินทำงาน" เงินช่วยเราทำงานกี่วัน?

กองทุนรวมความเสี่ยงสูง

"ให้เงินทำงาน" เงินช่วยเราทำงานกี่วัน?

การเลือกกองทุนรวมอะไรนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า เรายอมรับความเสี่ยงได้ระดับไหน ความรู้เบื้องต้น คือ  “ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนต่ำ ถ้าความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนสูง” แต่คนที่มาชวนไปลงทุนแล้วบอกว่า การลงนี้ความเสี่ยงต่ำมากหรือไม่มีความเสี่ยง แต่ได้รับผลตอบแทนสูงปรี๊ด แบบนี้ไม่มีจริงในโลกการลงทุนนะจ๊ะ มันมีเฉพาะแชร์ลูกโซ่เท่านั้นที่ทำได้ #ลุกสุดท้ายจ่ายรอบวง

ข้อควรระวัง!!! เรื่องการให้เงินทำงาน

คำพูดยอดฮิต….

 “ถ้าให้เงินทำงานแบบนี้แล้ว เราจะสบายและไม่ต้องทำงานไปตลอดชีวิต” 

“ให้เงินทำงานแล้วเราจะมีอิสรภาพทางการเงิน ไปท่องเที่ยวที่ไหนก็ได้โดยไม่ต้องทำงานอีกเลย” 

“ภายในเวลาไม่กี่เดือนหลังจากให้เงินทำงาน เราจะมีเงินซื้อของทุกอย่างที่อยากได้ เช่น บ้าน รถยนต์”

โดยนำผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงเกินความจริงมาล่อใจ รวมทั้งการแชร์ประสบการณ์จากคนก่อนหน้านี้ที่เคยลงทุนว่าร่ำรวยขึ้นรวดเร็วได้อย่างไร จนกระทั่งเราเคลิบเคลิ้มแล้วเริ่มลงทุน บางคนกู้หนี้ยืมเงินคนอื่น ขายบ้าน ขายรถเพื่อนำเงินมาลงทุน เพราะคิดว่าการลงทุนครั้งนี้จะทำให้เราสบายไปชั่วชีวิต 

ช้าก่อนที่รัก!! เรียกสติกลับมาแล้วดูที่พื้นฐานความจริงก่อนจะเชื่อแล้วลงทุนตามเขาไปจนหมดเนื้อหมดตัว อภินิหารเงินออมได้รวบรวมเรื่องพื้นฐานที่เราควรรู้ก่อนตัดสินใจลงทุนไว้ในบทความนี้แล้ว เพื่อให้คนอ่านนำไปปรับใช้กับเรื่องของตัวเองได้นะจ๊ะ

แนวคิดการให้เงินทำงานที่ควรระวัง…  

เขาบอกว่า การลงทุนนี้ไม่มีความเสี่ยง ได้ผลตอบแทนสูง

1. ความรู้พื้นฐาน คือ 

  • การลงทุนทุกอย่างบนโลกนี้มีความเสี่ยง อาจจะเสี่ยงน้อยหรือเสี่ยงมาก 

  • การลงทุนความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนต่ำ และ การลงทุนความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนสูง แต่มันไม่มีการลงทุนที่ไร้ความเสี่ยงและได้ผลตอบแทนสูง

เขาบอกว่า ลงทุนไม่กี่วันก็ได้รับผลตอบแทนอย่างรวดเร็ว เช่น สัปดาห์ละ 10% หรือ 40% ต่อเดือน รับประกันว่าได้แบบนี้เป๊ะๆตลอดไป

2. ความรู้พื้นฐาน คือ 

  • การลงทุนมีความไม่แน่นอนและไม่รับประกันผลตอบแทน เพราะมีความผันผวน ราคาขึ้นๆลงๆ

เขาบอกว่า สมัครง่ายไม่ต้องใช้หลักฐานยุ่งยาก แค่ลงเงินเท่านั้นก็เริ่มลงทุนได้เลย ข้อมูลทุกอย่างดูได้ตลอดเวลาในระบบออนไลน์

3. ความรู้พื้นฐาน คือ 

  • การเปิดบัญชีเพื่อการลงทุน จะต้องกรอกข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ ที่อยู่ในการส่งเอกสาร ที่อยู่ปัจจุบัน เบอร์โทร แบบทดสอบความเสี่ยง ฯลฯ จากนั้นก็จะส่งไปรษณีย์หลักฐานการเปิดบัญชีไปที่บ้าน เพื่อยืนยันว่าบัญชีนี้เป็นชื่อของเรา (ถ้าเป็นแชร์ลูกโซ่จะไม่มีขั้นตอนนี้)

  • เราลงทะเบียนซื้อขายและดูข้อมูลการลงทุนได้แบบออนไลน์ ทุกๆเดือนก็จะมีการอัพเดทพอร์ตการลงทุนล่าสุด ส่งมาในอีเมล์หรือทางไปรษณีย์ (ถ้าเป็นแชร์ลูกโซ่จะมีข้อมูลในออนไลน์เท่านั้น จะปิดเว็บหนีเมื่อไหร่ก็ได้) 

เขาบอกว่า ผู้บริหารของบริษัท(แก๊งแชร์ลูกโซ่) เป็นคนที่เก่งมาก พูดจาน่าเชื่อถือ ฟังแล้วศรัทธากับความคิดและวิสัยทัศน์ที่ล้ำสมัย คิดว่าน่าจะทำให้บริษัทเติบโตได้อย่างรวดเร็ว เราเชื่อมั่นในคำพูดของผู้บริหารจึงเริ่มลงทุน

4. ความรู้พื้นฐาน คือ 

  • ผู้บริหารท่านนี้ทำตามได้อย่างที่พูดหรือไม่ หลักฐานอยู่ที่ “งบการเงิน” เพื่อดูว่าผลประกอบการช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างไร กำไรหรือขาดทุนเท่าไหร่ ตอนนี้ลงทุนอะไรบ้าง

  • เราสามารถโหลดดูได้ฟรีทางอินเตอร์เน็ตที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ถ้าไม่มีในนี้ก็ขอจากหัวหน้าทีมที่ชักชวนไปลงทุน เขาน่าจะหาให้เราได้ แต่ถ้าสุดท้ายแล้วไม่มีงบการเงินให้เราอ่านจริงๆก็ต้องคิดเองแล้วว่าบริษัทนี้ไม่มีการจดตัวเลขรายได้ กำไรขาดทุนไว้เลยแบบนี้ยังน่าลงทุนอยู่มั๊ย

เขาบอกว่า ลงทุนทองคำได้ผลตอบแทนดี แค่เอาเงินมาลงทุนซื้อทองคำ (แต่ไม่ได้ทองคำจริง) แล้วอีก 10 – 15 วัน จะได้รับเงินปันผลกลับไป

5. ความรู้พื้นฐาน คือ 

  • การลงทุนทองคำเป็นแบบซื้อมาขายไป มีเฉพาะกำไรจากการขาย

  • ทองคำไม่มีเงินปันผล เพราะทองคำงอกขึ้นเองไม่ได้ แล้วเขานำเงินปันผลที่ไหนมาจ่ายให้เราล่ะ

  • ปัจจุบันราคาทองไม่ค่อยขยับไปไหนอยู่ที่ราคา 19,000 – 20,000 บาท ทำกำไรยากมาก

ราคาทองคำปี 2561 

"ให้เงินทำงาน" เงินช่วยเราทำงานกี่วัน?

ที่มา : https://www.goldtraders.or.th/AvgPriceList.aspx

ทั้งหมดนี้เป็นพฤติกรรมบางส่วนที่น่าสงสัยคล้ายว่าจะเป็นแชร์ลูกโซ่ที่ทำให้เงินเก็บและทรัพย์สินของเราหายวับไปกับตา แต่ถ้าเราใช้ความรู้นำความโลภ เงินของเราก็จะปลอดภัย ดังนั้น ก่อนจะไปลงทุนอะไรก็ต้องตรวจสอบให้ดีก่อน ตัวช่วยแรกของเรา คือ กลต. เป็นหน่วยงานที่ควบคุมดูแลทางด้านหลักทรัพย์ต่างๆ 

ตรวจสอบได้ 2 แบบ คือ คนและบริษัท ถ้าค้นดูแล้วไม่มีชื่อในนี้ก็ตัวใครตัวมันนะจ๊ะ

  • ตรวสอบคน : คนที่ชวนเราไปลงทุนจะต้องสอบได้รับใบอนุญาตจาก กลต. เท่านั้น  พิมพ์ชื่อแล้วค้นหาได้ทันที 

  •  ตรวจสอบบริษัท เช่น การระดมทุน การลงทุนทองคำ การซื้อขายสัญญาล่วงหน้า Forex(การเทรดค่าเงิน) กองทุนรวมแปลกๆ เราสามารถค้นหาชื่อบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตในเว็บนี้ได้เช่นกัน 

"ให้เงินทำงาน" เงินช่วยเราทำงานกี่วัน?

ตรวจสอบได้ที่ http://market.sec.or.th/public/orap/companyprofile01.aspx?lang=th

สรุปว่า…

เราทำงานมีรายได้แล้วแบ่งเงินบางส่วนไปลงทุน เพื่อให้เงินทำงาน แต่จะให้ทำงานที่ไหนนั้นก็ต้องศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อนลงทุน โดยเลือกให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ สุดท้ายระมัดระวังจิตใจของตัวเอง ไม่ให้เคลิบเคลิ้มไปกับผลตอบแทนที่สูงลิบลิ่วจากแก๊งมิจฉาชีพเพื่อให้รักษาเงินออมของเราปลอดภัยนะจ๊ะ ^^

ข้อมูลเพิ่มเติม

“เก็บเงินเท่าไหร่” จึงจะพอใช้ไปตลอดชีวิต

ผมเชื่อว่าหลายคนที่อ่านบทความนี้ยังคงทำงานหาเช้ากินค่ำกันอยู่ และเชื่อว่าคนส่วนใหญ่มีเป้าหมายชีวิตในอนาคตที่ชัดเจนแล้ว นั่นคือ..

“การเกษียณออกจากงานเพื่อใช้อย่างสุขสบายในบั้นปลายชีวิต”

แบบที่มีเงิน มีเวลาเหลือ ใช้ชีวิตตามที่ต้องการ แต่ขนาดเป้าหมายของแต่ละคนไม่เท่ากัน เพราะความต้องการในชีวิตวัยเกษียณของเราต่างกัน

ใครที่มีแผนจะอยู่อย่างสุขสบายไม่กังวลเรื่องเงินทองมากนัก ก็ควรเตรียมตัวไว้ตั้งแต่เริ่มทำงานใหม่ๆ ส่วนใครที่ต้องการอยู่อย่างพอเพียง ก็เลือกวางเป้าหมายขนาดย่อม และใช้เงินที่มีในวัยเกษียณอย่างประหยัดให้เพียงพอก็ได้

ก่อนจะรู้ว่าเก็บเงินเท่าไหร่ สำรวจค่าใช้จ่ายของตัวเองก่อน

วิธีคำนวณเงินให้พอใช้ในวัยเกษียณ บอกเลยว่าไม่ยากเกินไป ทุกคนสามารถคำนวณด้วยตัวเองได้ เริ่มต้นด้วยการทำความรู้จัก “ค่าใช้จ่าย” ของตัวเองที่มีอยู่ในปัจจุบันก่อน

ค่าใช้จ่ายมี 2 ประเภท คือ “ค่าใช้จ่ายคงที่” และ “ค่าใช้จ่ายผันแปร” แต่ละคนจะมีสัดส่วนของค่าใช้จ่ายแต่ละประเภทต่างกัน ถ้ามีสัดส่วนของค่าใช้จ่ายผันแปรมากกว่า ถ้าเราอยากเกษียณอย่างสบายใจ ควรลดสัดส่วนให้ค่าใช้จ่ายคงที่เหลือให้น้อยที่สุด จะได้ใช้เงินที่สะสมมาสำหรับวัยเกษียณ ไปกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันโดยปลอดภาระ

วิธีคำนวณเงินให้พอใช้ในวัยเกษียณ 

คำนวณดูว่าในแต่ละเดือนเรามีการใช้จ่ายรวมเดือนละเท่าไหร่? สัดส่วนของค่าใช้จ่ายในปัจจุบันโน้มเอียงไปทางไหน? พอใจกับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ในปัจจุบันแล้วหรือยัง? ลองไปดูตัวอย่างสมมติง่ายๆกัน…

นายปั้นเงิน อายุ 30 ปี เป็นโสด มีค่าใช้จ่ายรายเดือน 40,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายผันแปร 15,000 บาท และค่าใช้จ่ายคงที่ 25,000 บาท (โดยเป็นค่าผ่อนคอนโด 20,000 บาท จะครบกำหนดภายใน 10 ปีข้างหน้า นั่นแปลว่าในอนาคตนายปั้นเงินจะมีเงินออมเพิ่มขึ้นจากการลดภาระค่าใช้จ่ายคงที่ได้อีก 20,000 บาท และอีก 5,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆของรถยนต์)

ซึ่งนายปั้นเงิน “ไม่พอใจ”กับชีวิตที่อยู่ในปัจจุบัน อยากมีค่าใช้จ่ายผันแปรเดือนละประมาณ 20,000 บาท เมื่อตอนเกษียณ

พอคำนวณค่าใช้จ่ายรายปีในวัยเกษียณของนายปั้นเงิน จะได้เป็น
ค่าใช้จ่ายผันแปรปีละ 20,000 x 12 = 240,000 บาท
และค่าใช้จ่ายคงที่ 2,000 x 12 = 24,000 บาท

ค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด 264,000 บาทต่อปี ถ้านายปั้นเงินวางแผนเพื่อเกษียณอายุตอน 55 ปี และคาดว่าจะมีชีวิตอยู่จน 80 ปี นั่นคือนายปั้นเงินมีเวลาใช้เงินที่เก็บสะสมลงทุนทั้งหมด 25 ปี จึงต้องเตรียมเงินสำหรับการเกษียณอายุทั้งหมด 264,000 x 25 = 6,600,000 บาท

ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในวัยเกษียณ

“ค่าเดินทางท่องเที่ยว” ที่คนสูงอายุส่วนใหญ่นิยมไปกัน เพราะมีเวลามากขึ้น โดยค่าใช้จ่ายอยู่ปีละ 20,000-50,000 บาท “ค่าบำรุงรักษาสิ่งของต่างๆ” เช่น บ้านที่อยู่ รถที่ขับ สิ่งของต่างๆ ที่ใช้ย่อมเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ค่าซ่อมบำรุงมักจะเกิดขึ้นมาโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ หากประมาณการคร่าวๆ ค่าซ่อมบำรุงจะตกอยู่ครั้งละ 10,000-50,000 บาท

และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ค่ารักษาพยาบาล” สุขภาพเป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญมากที่สุด ค่าตรวจสุขภาพประจำปีแบบเต็มรูปแบบที่โรงพยาบาลเอกชนอย่างดีก็ 10,000-30,000 บาท

เบ็ดเสร็จเรามีค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นอีก 40,000-120,000 บาทต่อปี

เมื่อนำค่าใช้จ่ายต่างๆที่อาจเกิดขึ้นในวัยเกษียณ ไปคำนวณรวมกับค่าใช้จ่ายสำหรับการกินอยู่ในตอนแรกจะเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างต่ำ 40,000 x 25 = 1,000,000 บาท หรืออย่างมาก 3,000,000 บาท

จากเดิมที่เคยคำนวณไว้ 6.6 ล้านบาทจะกลายเป็น 7.6-9.6 ล้านบาททันที

ถ้าเงินทั้งหมดที่ต้องเตรียมตลอดชีวิต สามารถคำนวณออกมาได้ง่ายขนาดนี้ แล้วมันพอใช้จริงๆก็คงจะดี

อย่าลืมเรื่องเงินเฟ้อที่จะกัดกินมูลค่าของเงินในอนาคตอีก เฉลี่ยปีละ 3% ซึ่งถ้านำเงินเฟ้อเข้าไปคำนวณรวมกับค่าใช้จ่ายรายปีแล้ว เงินสำหรับเกษียณฯ ทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นจาก 7.6 ล้านบาท เป็น 24.5 ล้านบาทโดยประมาณ (ลองใช้ตารางวางแผนการเกษียณที่ผมเคยแจกให้ คำนวณดูก็ได้นะครับ)

วิธีเตรียมเงินสำหรับใช้ตลอดชีวิต

เห็นตัวเลขแล้วอย่าตกใจแรง เพียงแค่เราวางแผนลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีมากกว่า 3% ซึ่งผมคิดว่ากองทุนรวมเป็นคำตอบที่ดีสำหรับมนุษย์เงินเดือน

สุดท้ายเงินทั้งหมดที่เตรียมไว้ จะเพียงพอต่อการเกษียณฯ หากมีวินัยในการใช้จ่ายตามแผนที่วางไว้ และต้องไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นๆ มารบกวนเงินก้อนนี้ ถ้าหากมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่อาจจะเกิดแล้วเรา “พอจะคาดเดาได้” อย่างเช่น ซื้อบ้านใหม่ ซื้อรถคันใหม่ ให้ญาติกู้ยืม ให้เราลองประมาณการค่าใช้จ่ายเหล่านี้คร่าวๆ แล้วเตรียมเพิ่มจากเงินก้อนเดิมอีกที

แต่ค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดฝันอย่างค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ หรือ โรคภัยไข้เจ็บร้ายแรง อาจมาหาเราโดยไม่รู้ตัว ผลกระทบด้านการเงินจากเหตุการณ์เหล่านี้ค่อนข้างรุนแรง เพราะค่ารักษาบางโรคเริ่มต้นที่หลักแสนจนถึงหลักล้านเลย ยังไม่รวมค่าห้องด้วยนะ

“ประกันสุขภาพ” จึงเป็นเครื่องมืออีกชนิดที่ทุกคนควรมี ใช้เงินก้อนเล็กแลกกับเงินก้อนใหญ่ เป็นการสร้างเกราะคุ้มกันเงินที่ใช้ในยามเกษียณอีกทีหนึ่ง

และทั้งหมดคือการเก็บเงินไว้ใช้ตลอดชีวิต ใครที่ยังเป็นวัยรุ่นหรือวัยกลางคนอยู่ ให้ตระหนักถึงเงินก้อนที่จะใช้ในอนาคตได้แล้วนะครับ เริ่มลงมือ และเตรียมความพร้อมได้เลย

เพราะแผนการเกษียณยิ่งเริ่มไว ยิ่งทำให้สำเร็จง่ายและใช้เงินน้อยกว่า

NAV ของกองทุนรวมถูกหรือแพงวัดจากอะไร?

สำหรับนักลงทุนผู้เริ่มต้น การลงทุนในกองทุนรวมเป็นเรื่องที่ง่ายมาก เพราะการลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวม เราไม่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าจะต้องบริหารเงินลงทุนเพื่อลงทุนในหุ้นตัวไหน เท่าไหร่ หรือซื้อตราสารหนี้ในสัดส่วนเท่าไหร่ เพื่อลดความเสี่ยงโดยตรง

ปล่อยให้เป็นหน้าที่การสร้างผลตอบแทนเป็นของผู้บริหารกองทุนรวมก็พอ

สิ่งที่จะช่วยประเมินความสามารถของผู้บริหารกองทุนก็คือผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง หากทุกปี ผู้บริหารกองทุนสามารถทำผลตอบแทนได้ดีกว่าดัชนีชี้วัด (Benchmark) ก็ช่วยให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่ากองทุนนี้มีการบริหารจัดการที่ดีพอ

หน้าที่นักลงทุนอย่างเรา ทำแค่ศึกษารายละเอียดของกองทุนรวม จัดสัดส่วนเงินทั้งหมด แล้วนำไปลงทุนในกองทุนรวมตามนโยบายสินทรัพย์ที่เราเล็งไว้ก็พอแล้ว ไม่ต้องยุ่งยากอะไรมากมาย

แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่นักลงทุนหลายคนหนักใจ นั่นคือ ราคาซื้อกองทุนรวมจะเป็นตัวกำหนดผลตอบแทนในอนาคต เพราะยิ่งเราซื้อกองทุนได้ถูกมากเท่าไหร่ เมื่อมูลค่า NAV ของกองทุนรวมปรับตัวสูงขึ้นไป เราก็ยิ่งได้ผลตอบแทนมากเท่านั้น

สำหรับผมการประเมินมูลค่าของกองทุนรวมทำได้ยากกว่าการประเมินมูลค่าในหุ้นรายตัว

เพราะหุ้นก็คือบริษัท หากเราเลือกลงทุนในบริษัทที่มีพื้นฐานมั่นคง มีความสามารถในการทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ มันจะช่วยให้เราตั้งสมมติฐานและประเมินมูลค่าของหุ้นได้ง่ายขึ้น

แต่กองทุนรวมไม่เป็นอย่างนั้น ต่อให้เรารู้ว่ากองทุนรวมเคยทำผลตอบแทนได้ดีแค่ไหน แต่ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่ามันถูกหรือแพงอย่างไร หรือควรซื้อที่ NAV เท่าไหร่? ทำได้เพียงคำนวณว่าที่ NAV ปัจจุบันนั้นถูกหรือแพง แค่นี้ก็ช่วยให้เราตัดสินใจได้มากขึ้นแล้ว

โดยใช้หลักการเดียวกับการหาค่า P/E เพื่อราคาของหุ้น โดยการนำ NAV ต่อหน่วยของกองทุนรวม มาหารด้วย Return เฉลี่ยต่อปีที่กองทุนรวมนั้นทำได้ เพื่อวัดมูลค่าว่ากองทุนรวมที่เราสนใจอยู่ในตอนนี้มันถูกหรือแพงเกินไปเมื่อเทียบกับ…

1. กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนที่ใกล้เคียงกัน

2. NAV/ Return เฉลี่ยย้อนหลัง

การเทียบกองทุนรวมที่มีนโยบายเดียวกันนอกจากจะดูเรื่องราคาว่าถูกหรือแพงแล้ว ให้ดูปัจจัยอื่นๆทั้งหมดโดยรวมก่อน (จะพูดถึงในตอนท้าย)

หากทั้งหมดมีตัวเลขที่ใกล้เคียงกันให้ใช้ NAV/Return เพื่อวัดดูว่าในตอนนี้กองทุนรวมที่เราสนใจอยู่ตัวไหนถูกกว่ากัน เช่น

NAV ของ กองทุนรวมในหุ้นระยะยาว A คือ 12.68 บาทต่อหน่วย
NAV ของ กองทุนรวมในหุ้นระยะยาว B คือ 15.08 บาทต่อหน่วย
กองทุนรวมในหุ้นระยะยาว A ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง 10.14%
กองทุนรวมในหุ้นระยะยาว B ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง 12.45%

ถ้าเราหยิบด้านราคามาวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจซื้อเพียงอย่างเดียว เราอาจจะเลือกซื้อกองทุน A เพราะถูกกว่าตั้ง 2.4 บาท แต่เมื่อนำผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลังมาร่วมคำนวณด้วย จะเห็นชัดเลยว่า…

กองทุนรวม A มีค่า NAV/Return ที่ 1.2505
กองทุนรวม B มีค่า NAV/Return ที่ 1.2112

หมายความว่าทุกๆ ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น 1 หน่วย กองทุนรวม A ต้องใช้เงิน 1.2505 เท่าในการซื้อ และ กองทุนรวม B ต้องใช้เงิน 1.2112 เท่าในการซื้อ ซึ่งแปลว่า..กองทุนรวม A ใช้เงินมากกว่านั่นเอง

หากวันใดที่ค่า NAV/Return ของกองทุนรวม B ปรับตัวสูงขึ้นกว่ากองทุนรวม A แล้ว สามารถอนุมานได้ว่ากองทุนรวม B ในเวลานั้นแพงเกินไปแล้วเมื่อเทียบกับราคาในอดีต และกองทุนรวม A จะกลับมาน่าสนใจกว่าในแง่ของราคาเทียบกับผลการดำเนินงาน

และอีกวิธีหนึ่งคือการเปรียบ NAV/Return เฉลี่ยในอดีตนั่นเอง วิธีนี้เก็คล้ายกับที่อธิบายไปข้างต้น ถ้าค่านี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตก็แปลว่าตอนนี้กองทุนรวมซื้อขายกันที่ราคาสูงกว่าในอดีตนั่นเอง

แต่สิ่งสำคัญกว่าในการเลือกซื้อกองทุนรวมไม่ใช่ว่ามันถูกหรือแพง การเลือกลงทุนในกองทุนรวมควรพิจารณาจากปัจจัยอื่นก่อนทั้ง ผลตอบแทนเฉลี่ยในอดีต ค่าธรรมเนียมในการบริหาร ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(ค่าความผันผวน) ขนาด ผู้จัดการกองทุนรวม อายุของกองทุนรวม เป็นต้น ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าราคาที่จะซื้อ

เพราะต่อให้ซื้อของได้ถูกมากแค่ไหน…แต่ของไร้คุณภาพ

มันก็ไม่คุ้มกับเม็ดเงินที่เสียไปเลยแม้แต่น้อย

“ออมเงิน” ถ้าไม่เคยทำ ระวังให้ดี เสี่ยงกว่าที่คุณคิด!

สิ้นสุดชีวิตวัยเรียน ก้าวต่อไปคือการเริ่มต้นช่วงวัยแห่งการทำงาน เราใช้ความรู้ หยาดเหงื่อ แรงกายและแรงใจ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลตอบแทนที่เราเรียกว่า ‘เงินเดือน’ หลายคนเมื่อเริ่มต้นหาเงินได้ด้วยตนเอง มักเกิดความคิดที่ว่า ‘ได้มาก็ต้องใช้ไป’ ให้สมกับแรงเหนื่อยที่ลงทุนไปตลอดทั้งเดือน แต่คุณรู้หรือไม่!? หากใช้จ่ายเงินโดยขาดความยั้งคิดและไร้ซึ่งแบบแผน จะส่งผลให้เราไม่มีเงินเก็บและ ไม่ได้ “ออมเงิน” ในท้ายที่สุด!!!

ถ้าไม่มีไม่มีเงินเก็บจะเกิดอะไรขึ้น?

เจอของเซลล์แล้วรู้สึกใจสั่น อยากหยิบจับไปจ่ายเงินที่หน้าเคาน์เตอร์ เลยเผลอใช้จ่ายเงินตามใจฉัน จนไม่คิดเหลือเก็บเหลือออม สิ่งที่ตามมามีแต่ภาวะเสี่ยงด้านการเงินที่ส่งผลระยะยาวกับชีวิตของคุณในอนาคต มาลองดูกันหน่อยดีกว่าว่าวถ้าไม่มีเงินเก็บในกระเป๋าเลยซักบาท จะเกิดผลกระทบอะไรกับเราบ้าง

ผลกระทบที่ 1 ขาดสภาพคล่องทางการเงิน

ใช้จ่ายเงินโดยไม่มีการบริหารจัดการหรือวางแผน ผลที่ตามมาอันดับแรกก็คือทำให้คุณขาดสภาพคล่องทางการเงินในกระเป๋า แรกเริ่มอาจจะยังไม่รู้สึก แต่คุณอาจจะสะดุ้งโหยงเมื่อจำเป็นต้องใช้เงินก้อนเพื่อซื้อของที่จำเป็นต้องใช้ แต่พอหันกลับมามองเงินในกระเป๋ากลับพบว่าเงินไม่พอซะงั้น

ภาวะเสี่ยงที่ 2 เงินสำรองขาดยามป่วยฉุกเฉิน

อาการเจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุเป็นเรื่องที่ไม่เข้าใครออกใคร อยู่ๆ คุณจะถึงคราวเคราะห์ ตกบันได ปวดหัว ไมเกรนขึ้น อาการเจ็บป่วยรุนแรงถึงขั้นต้องเข้าพบหมอ แต่ดั๊นไม่มีเงินออมสำรองไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินแบบนี้ คุณอาจจะต้องไปกู้ยืมมาใช้จ่ายค่ารักษาจนเป็นหนี้พอกตามหลังก็ได้

ภาวะเสี่ยงที่ 3 มีประวัติค้างชำระหนี้

เพราะไม่มีเงินออมเป็นก้อนสำหรับใช้จ่ายซื้อของชิ้นใหญ่ ทำให้เหล่ามนุษย์เงินเดือนนิยมทำบัตรเครดิตเพื่อใช้ผ่อนชำระสินค้าแทน หลายคนใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตจนติดเป็นนิสัย ตอบสนองความต้องการของตัวเองโดยไม่ประมาณตน จนทำให้เกิดหนี้สินก้อนโตตามมา หากสามารถผ่อนชำระได้ตามกำหนดก็รอดตัวไป แต่ถ้าไม่ได้เนี่ยสิ! ระวังนะเครดิตบูโรจะถามหา!! ซึ่งการมีประวัติค้างชำระหนี้ ทำให้คุณไม่สามารถทำธุรกรรมการเงินใดๆ ได้ (อาทิ ขอสินเชื่อจากธนาคาร, กู้ซื้อรถ และกู้ซื้อบ้าน) จนกว่าจะชำระหนี้เดิมหมดและต้องใช้เวลามากกว่า 3 ปีกันเลยทีเดียว

ภาวะเสี่ยงที่ 4 ไม่มีเงินต่อยอดสำหรับอนาคต

โดยเฉลี่ยแล้วคนเรามีอายุอยู่ที่ประมาณ 70-80 ปี นั่นก็เท่ากับว่าหลังเกษียณในวัย 60 เราต้องมีใช้ชีวิตต่ออีกเกือบ 20 ปี เมื่อคุณแก่ตัวลงไม่สามารถทำงานหาเงินได้ แต่รายจ่ายในชีวิตประจำวันยังคงมีอยู่ และมีโอกาสเพิ่มมากขึ้นเนื่องต้องใช้ในการรักษาอาการเจ็บป่วยในช่วงสูงวัย หากวันนี้คุณไม่ออมเงินไว้สำหรับชีวิตยามปั้นปลาย บอกเลยคุณลำบากแน่

เห็นแล้วใช่มั้ยล่ะ ว่าการไม่มีเงินออมน่ะส่งผลอะไรบ้างกับชีวิตของคุณ ที่เหลือก็อยู่ที่ตัวคุณแล้วนะ ว่าจะเริ่ม “ออมเงิน” ตั้งแต่วันนี้ หรือรอให้จวนวันที่ลำบากซะก่อน แต่ถ้าไม่รู้ว่าจะเริ่มออมเงินยังไง ติดตามบทความ ‘2 วิธีเริ่มต้นออมเงินง๊ายง่าย (http://bit.ly/2xX4JNo)’ ของพี่ปา (อภินิหารเงินออม) ได้เลยครับ

อย่าลืมว่าชีวิตคุณ คุณเลือกได้เอง

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

 Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

เจาะลึกกรณี SOUTH SEAS BUBBLE – สัมปทานกลวงลวงโลก

“ผมสามารถคำนวณการเคลื่อนที่ของดวงดาวได้

แต่ยากที่จะคาดเดาความบ้าคลั่งของมนุษย์”

คำพูดของเซอร์ไอแซ็ค นิวตัน นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษผู้โด่งดัง หนึ่งในผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากความบ้าคลั่งของตลาดหุ้นที่เริ่มต้นจากบริษัท South Sea Company วิกฤตฟองสบู่ครั้งนี้สร้างความรุนแรงในวงกว้างให้กับสหราชอาณาจักร ประเทศมหาอำนาจในอดีต เช่นเคย.. แม้จะมีการศึกษา หรืออยู่ในชนชั้นสูงแค่ไหนก็ตาม แต่ความโลภไม่เคยปราณีใคร

ในช่วงศตวรรษที่ 17-18 ถือเป็นยุครุ่งเรืองในการแผ่ขยายอำนาจของจักวรรดิอังกฤษ เป็นช่วงเวลาแห่งความมั่งคั่งที่ประชาชนส่วนใหญ่มองหาแหล่งลงทุนให้กับเงินที่หามาได้จากการค้าขายและใช้แรงงาน ในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่สงครามแย่งชิงผืนแผ่นดินกระจายตัวอยู่ทั่วโลก (ป.ล. อังกฤษรวมประเทศกับสก๊อตแลนด์เป็นสหราชอาณาจักรในปี 1707)

ปี 1711 South Sea Company (SSC) ก็ถูกก่อตั้งขึ้น โดยเริ่มจากนายโรเบิร์ต ฮาร์เลย์ ผู้ที่ดำรงตำแหน่งคล้ายๆ กับรัฐมนตรีกระทรวงการคลังในสมัยนั้น มองเห็นว่างบดุลของสหราชอาณาจักรไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่ เพราะมีหนี้สินตัวแดงสูงมาก

สาระ: ตัวเลขหนี้สินตัวแดง ณ ตอนนั้นเพิ่งจ่ายครบไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง (ใช้เวลาไป 300 กว่าปี)

คงนึกภาพภาระอันหนักอึ้งของฮาร์เลย์ไม่ออก เพราะสิ่งแรกที่เขาต้องเผชิญภายหลังเข้ารับตำแหน่งก็คือจัดการกับหนี้สินก้อนโตที่ใช้ไปกับในการทำสงครามกับสเปนและฝรั่งเศส นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้รัฐบาลอังกฤษมีหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

อีกทั้งการเมืองสมัยนั้นแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว คือ TORY (อนุรักษ์นิยม) และ WHIG (เสรีนิยม) ตัวของฮาร์เลย์เองอยู่ฝ่าย TORY ก็เป็นคู่ปรับกับธนาคารกลางของอังกฤษซึ่งก่อตั้งและควบคุมโดยฝ่าย WHIGการจะขออนุมัติเงินสำหรับการชำระหนี้ก็ดูจะทำได้ยากสำหรับเขา ณ เวลานั้น

SSC ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อหาเงินมาช่วยเหลือหนี้สินของรัฐบาล โดยบริษัทจะรับซื้อพันธบัตรและหนี้สินระยะสั้นของรัฐบาล แล้วลดอัตราดอกเบี้ยที่รัฐบาลจะต้องจ่ายลง โดยกำหนดให้รัฐบาลสามารถจ่ายคืนหนี้สินนั้นได้ในระยะยาว ซึ่งการช่วยเหลือนี้ก็ต้องแลกมาด้วยสัมปทานการค้าขายที่ทะเลทางตอนใต้ของอเมริกาใต้ ซึ่งท่าเรือต่างๆอยู่ในการปกครองของสเปนทั้งหมด

ในปี 1713 บริษัทได้ร่วมมือกับรัฐบาลในการชักชวนประชาชนที่ถือครองพันธบัตรหรือหนี้ระยะสั้นของรัฐบาล เอามาแลกหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ SSC ล้อตแรกจำนวน 10 ล้านปอนด์ โดยรัฐบาลจะตอบแทนบริษัท SSC ด้วยการออกพันธบัตรจำนวน 10 ล้านปอนด์ให้ และจ่ายดอกเบี้ยให้กับบริษัทในอัตรา 6% ทุกปี ทำให้การันตีได้ว่า SSC จะมีรายได้จากดอกเบี้ยรับปีละ 600,000 ปอนด์ทุกปี

ถามว่ารัฐบาลจะเอาเงินจากไหนมาชดใช้ ?

รัฐบาลอังกฤษคาดหวังกับการเก็บภาษีนำเข้าจากอเมริกาใต้ ที่ทาง SSC ได้สัมปทานไปนั่นแหละ โดยจะเอาภาษีที่เก็บได้มาจ่ายให้กับ SSC ทุกปีๆ ฟังดูแล้วเหมือนกับว่า SSC ได้ทำธุรกิจค้าขาย และมีรายได้เป็น Recurring Income จากการรับดอกเบี้ยด้วย แถมยังช่วยให้รัฐบาลลดภาระดอกเบี้ยลงได้อีกด้วย อะไรๆก็ดูดีไปหมด

ในปี 1717 รัฐบาลก็ทำเหมือนเดิมกับการแปลงหนี้สินจำนวน 2 ล้านปอนด์ให้เป็นหุ้นสามัญของ SSC และในปี 1719 บริษัท SSC ก็เสนอดีลให้กับรัฐบาลในการขอซื้อหนี้สินเกือบทั้งหมดของรัฐบาล ตีมูลค่าได้ 30 ล้านปอนด์ โดยบริษัทเพิ่มทุนมาแลกกับหนี้สินจำนวนนี้ และจะลดอัตราดอกเบี้ยให้ตามสัญญาซึ่งระบุไว้ที่ 5% ต่อปีจนถึง 1727 และหลังจากนั้นจะปรับเหลือ 4% ต่อปี…

งงมั้ย ทำไมบริษัทใจดีขนาดนั้น ปกติมีแต่ปรับเพิ่มไม่ใช่หรอ?

เมื่อจำนวนหุ้นในมือของนักลงทุนเพิ่มสูงขึ้น สภาพคล่องก็มากขึ้น การซื้อขายก็ง่ายขึ้น ราคาหุ้นก็ต้องสูงขึ้นตามกันไป เพราะในขณะนั้นการจะแปลงสิทธิ์จากพันธบัตรมาเป็นหุ้น SSC ต้องมีราคาที่เหมาะสมกับราคาใช้สิทธิ์ในการแปลง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “รายใหญ่” อย่างรัฐบาลและผู้ถือหุ้นเริ่มแรกของบริษัทจะต้องปล่อยข่าวดีออกมาปั่นราคาหุ้นให้สูงขึ้น

อย่าลืมว่าบริษัทมีสัมปทานในการค้าขายที่ทะเลทางใต้หรือ “ขุมทรัพย์แห่งโลกใหม่” การปล่อยข่าวดีว่าบริษัทมีการค้าขายที่ดีมากๆ ออกมาในช่วงนั้น ทำให้อุปสงค์ของหุ้น SSC มีมากขึ้นจนเกิดซื้อขายกันอย่างบ้าคลั่ง ในเดือนมกราคมปี 1720 ราคาหุ้นอยู่ที่ 128 GBP ขยับขึ้นไปที่ 175 GBP ในเดือนกุมภาพันธ์ และโตขึ้นอีกเกือบเท่าตัวในปลายเดือนมีนาคม ที่ราคา 330 GBP

หุ้น SSC เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางจนราคาพุ่งขึ้นมาแตะ 550 GBP ในเดือนพฤษภาคม เมื่อกลุ่มราชวงศ์อังกฤษและรัฐสภาอนุมัติให้บริษัทกู้เงินจำนวน 70 ล้านบาทสำหรับขยายกิจการเพื่อการเติบโต ความคาดหวังจากนักลงทุนจึงสูงขึ้น เพราะคิดว่าหุ้นตัวนี้จะเติบโตต่อไปในระยะยาว

การปั่นราคายังไม่จบลงเพียงแค่การปล่อยข่าวลือ เมื่อบริษัท SSC ขายหุ้นให้กับกลุ่มชนชั้นสูงเจ้าขุนมูลนาย เพื่อเพิ่มเครดิตให้กับบริษัทตัวเองว่ามีผู้ถือหุ้นเป็นกลุ่มคนมีชื่อเสียง ไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป โดยกลุ่มคนเหล่านั้นยังไม่ต้องจ่ายเงินเพื่อชำระราคาในทันที ถ้าได้กำไรเมื่อไหร่ค่อยขายคืนบริษัท ได้ใจนักลงทุนทุกกลุ่มไปเต็มๆ

ในปี 1720 นั้นเป็นปีที่มีบริษัทขนาดเล็กผุดขึ้นมามากมาย เป็นที่รู้จักกันในนาม “ปีของฟองสบู่” มีโอกาสการลงทุนใหม่ๆเกิดขึ้น จนรัฐสภาต้องออก พ.ร.บ.ฟองสบู่ขึ้นมาบังคับ จนไม่มีโอกาสที่บริษัทใหม่จะก้าวเข้ามาแข่งขันได้ ยิ่งทำให้บริษัทใหญ่อย่าง SSC ถูกดันราคาขึ้นไปสูงถึง 1,050 GBP ในปลายเดือนมิถุนายน

แต่กิจกรรมหลักของบริษัทอยู่ที่สัมปทานการค้าที่ทะเลทางตอนใต้ เราไปดูที่แก่นธุรกิจของมันดีกว่า…

ความจริงแล้วสัมปทานที่ SSC ได้มาจากรัฐบาลนั้นมีข้อจำกัดจาก “สนธิสัญญาอูเทรคต์” ที่ใช้ยุติสงครามในปี 1713 (ตั้งแต่ตอนที่ดีลล้อตแรกถูกปล่อยออกมาแลกกับสัมปทานนั่นแหละ) โอกาสทางการค้าของ SSC มีน้อยมาก ในทุกท่าเรือที่สเปนครอบครองอยู่ SSC สามารถส่งเรือไปเจรจาค้าขายได้เพียงปีละ 1 ลำเท่านั้น จึงนำทาสไปขายให้กับอาณานิคมได้น้อยกว่าที่คิด ยิ่งไปกว่านั้นในปี 1717 ความสัมพันธ์ของสเปนกับอังกฤษก็ดูแย่ลง ทำให้การค้าต่างๆทรุดลงไปด้วย

เมื่อความจริงเริ่มแพร่กระจาย การที่บริษัทไม่สามารถทำกำไรได้จากธุรกิจหลัก การนำของมาค้าขายน้อยกว่าที่คาดก็ทำให้ภาษีที่รัฐบาลเก็บได้น้อยลง รัฐบาลไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยให้กับ SSC ได้ตามสัญญา ความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็สูญสิ้น

การ “ทิ้งของ” ของนักลงทุนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเดือนสิงหาคมราคาหุ้น SSC ร่วงไปต่ำกว่า 800GBP และทิ้งดิ่งสู่ 175 GBP ในเดือนกันยายน ทำให้บุคคลทั่วไปและสถาบันการเงินทั้งหลายล้มละลายจากการลงทุนครั้งนี้

ในปี 1721 การสืบสวนอย่างเป็นทางการทำให้พบเครือข่ายคอร์รัปชั่น การติดสินบน และการโกงมากมาย นำไปสู่การฟ้องร้องตัวละครสำคัญหลายคนในเรื่องนี้ทั้งฝ่ายบริษัทและรัฐบาล ยิ่งไปกว่านั้นบทเรียนครั้งนี้ส่งผลเสียหายกับความน่าเชื่อถือของราชวงศ์อังกฤษ โดยเฉพาะกษัตริย์อย่าง พระเจ้าจอร์จที่หนึ่ง

นี่ถือเป็นบทเรียนชีวิตครั้งใหญ่ที่ เซอร์ไอแซ็ก นิวตัน สามารถเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องไปนั่งใต้ต้นแอปเปิ้ล…

เพียงแค่นำเงินไปเก็งกำไรในตลาดหุ้นเท่านั้นเอง

Leadership in Digital Era : ภาวะผู้นำในโลกดิจิทัล

ขอต้อนรับผู้นำทุกท่านเข้าสู่โลกยุคที่เชื่อมต่อกันอย่างเป็นทางการในเมื่อเราอยู่ในโลกที่เชื่อมต่อกันทุกอณูแบบนี้เรามาลองทบทวนภาวะผู้นำในยุคนี้กันก่อนหน่อยว่า

อะไรที่จำเป็นสำหรับผู้นำในยุคนี้กันบ้าง?

Leadership in Digital Era : ภาวะผู้นำในโลกดิจิทัล

Data-driven

ดิจิทัลทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลและนำมาใช้ได้อย่างไม่จำกัด เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการจัดส่ง, ข้อมูลเกี่ยวประสบการณ์การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์, ข้อมูลความพึงพอใจของลูกค้า เป็นต้น ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำในยุคนี้จะต้องมีความสามารถในการนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับองค์กรตั้งแต่ day-to-day operation ไปจนถึงการวางกลยุทธ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำข้อมูลมาใช้เพื่อพัฒนา customer experience ให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา

Vision

หากเรากำลังพูดถึงเรื่องดิจิทัล ‘วิสัยทัศน์’ คือ ทุกสิ่งทุกอย่างของดิจิทัล digital transformation เป็นโอกาสในการแข่งขันและเพื่อแข่งขันคุณต้องมีความเข้าใจในเทคโนโลยีและกลยุทธ์ที่สนับสนุนเป้าหมายขององค์กรของคุณทั้งจากมุมมองระยะยาวและระยะสั้น ผู้นำดิจิทัลที่แข็งแกร่งมักจะมาจากภายนอกอุตสาหกรรมของคุณและนำความคิดที่สดใหม่มาสู่อุตสาหกรรม ซึ่งมันทำให้พวกเขาพร้อมที่จะเขย่าอุตสาหกรรมและสร้างความคิดสร้างสรรค์อย่างแท้จริงที่เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมนั้น

Leadership in Digital Era : ภาวะผู้นำในโลกดิจิทัล

Experimental

นับเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้นำยุคใหม่ต้องเข้าใจว่าความล้มเหลวของการทดลองเป็นส่วนหนึ่งของนวัตกรรม ธุรกิจในปัจจุบันต้องขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเป็นหลัก ผู้นำที่ดีต้องสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานตัดสินใจเลือกได้อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งความคิดสร้างสรรค์นี้อาจหายจากหลายๆองค์กรเพราะเนื่องจากเราสนใจแต่ผลลัพธ์เป็นหลัก จำนวนความล้มเหลวจากการทดลองมีผลโดยตรงกับจำนวนนวัตกรรมขององค์กร

Talent management

ความเข้าใจในความรู้และทักษะความสามารถของคนในองค์กร รวมไปถึงการบริการจัดการและสร้างสมดุลของทักษะความสามารถให้เหมาะสมกับสถานการณ์ขององค์กร ณ เวลานั้นๆ ตัวอย่าง เช่น องค์กรที่กำลังต้องการสร้าง S-Curve ใหม่ จำเป็นที่จะต้องมีคนในองค์กรเน้นหนักไปทาง Entrepreneur และ Inventor เป็นหลัก แต่ Executor และ Professional ก็จะมีจำนวนมากพอที่จะจัดการงาน Operation ในปัจจุบันให้สามารถดำรงอยู่ได้

Leadership in Digital Era : ภาวะผู้นำในโลกดิจิทัล

Executor หมายถึง ความสามารถในการจัดการกับ day-to-day operation

Inventor, Creator หมายถึง ความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ชอบการทดลอง ชอบการพัฒนา

Entrepreneur หมายถึง ความสามารถในการเป็นผู้ประกอบการ อดทน ไม่ยอมแพ้ กัดไม่ปล่อย

Professional หมายถึง ความเป็นมืออาชีพในการทำงานให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด

Become digitally fluent

เนื่องจากอยู่ในโลกยุคดิจิทัลลแบบสมบูรณ์ ผู้นำจะต้องตระหนักว่าเราจะต้องเป็นผู้ที่ใช้งานดิจิทัลได้อย่างคล่องแคล่ว

รวมไปถึงการใช้แนวคิดแบบดิจิทัลในทุกๆส่วนของชีวิตประจำวัน เพื่อที่จะสามารถสื่อสารกับ Talent ในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Leadership in Digital Era : ภาวะผู้นำในโลกดิจิทัล

Network & Collaborative Environment

รูปแบบองค์กรแบบ hierarchy อาจเคยมีประสิทธิภาพในอดีต แต่ในปัจจุบันโลกปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาองค์กรแบบ hierarchy อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานในยุคดิจิทัลรวมไปถึงลดความสร้างสรรค์ในการทำงาน องค์กรที่มีลำดับชั้นในการทำงานที่ไม่มากจนเกินไปจะส่งผลให้ผู้นำตัดสินใจแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ต่างๆได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และแต่ละหน่วยงานย่อยสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 11-15 มิถุนายน 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุน ยุค Digital กลับมาแล้วครับ

สำหรับสัปดาห์นี้ ตลาดหุ้นที่น่าสนใจ “ซื้อ” คือหุ้นไทย ส่วน “สะสม” ต่อไปคือหุ้นจีน ทำไมถึงเป็นเหตุผลแบบนั้น แล้วตลาดอื่นเป็นยังไงกันบ้าง?

สรุปประเด็นทุกตลาดสำคัญทั้งหมด และติดตามได้ในบทความนี้เลยครับ

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 11 – 15 มิถุนายน 2561

สัปดาห์นี้แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นกลุ่มประเทศส่งออกอย่าง ไทย เกาหลี และสะสมจีนเพิ่มเติม

  • Focus : เกาหลี ไทย จีน
  • ความน่าสนใจ : โอกาสในการส่งออก และเติบโตจากการฟื้นตัว ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และจีนที่ปรับตัวดีขึ้น สะท้อนถึงความต้องการ นำเข้าสินค้า รวมถึงจีนเองยังลงทุนในตลาด New Economy อีกด้วย

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

  • สัปดาห์นี้ ผมยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นประเทศที่มีสัดส่วนการส่งออกในระดับสูง เช่น เกาหลีและไทย จากดัชนีชี้นำเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และจีนที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความต้องการนำเข้าสินค้า เป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจประเทศที่เน้นการส่งออก ส่วนประเทศอื่นๆ สามารถทยอยสะสมได้เช่นกันครับ
  • ส่วนทางฝั่งตราสารหนี้ แนะนำตราสารหนี้ระยะสั้น High Yield สหรัฐฯ จากเศรษฐกิจในประเทศที่แข็งแกร่ง บวกกับนโยบายลดภาษี จะทำให้โอกาสในการผิดนัดชำระหนี้ของตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชนลดลงครับ

Insight ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

สำหรับฝั่งสหรัฐฯ สัปดาห์นี้สามารถสะสมหุ้นสหรัฐฯได้ต่อเลยครับ เนื่องจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง จากการบริโภคในประเทศและการลงทุนเอกชน ที่สำคัญนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนต่อไปจ้า

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อได้เลยครับ

Insight ตลาดหุ้นยุโรป

สัปดาห์ก่อนเบรกกันไป ส่วนในสัปดาห์นี้แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นยุโรปกันได้แล้วครับ เนื่องจากพรรคการเมืองอิตาลีมีท่าทีประนีประนอมต่อกันมากขึ้น ทำให้โอกาสที่จะสามารถตั้งรัฐบาลใหม่มีมากขึ้น และลดความไม่แน่นอนทางการเมืองลง ดังนั้นสถานการณ์โดยรวมเหมือนจะเป็นโอกาสให้เราสะสมต่อได้ครับผม

สรุปสั้นๆ : กลับมาทยอยสะสมได้ครับ

Insight ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

สัปดาห์นี้ผมยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่นต่อไปครับ เนื่องจากมุมมองเดิมตามสัปดาห์ก่อนยังคงอยู่เหมือนกันครับ ทั้งทางธนาคารกลางญี่ปุ่นที่มีแนวโน้มที่จะคงมาตรการ QE ต่อไปเนื่องจากเศรษฐกิจไตรมาสแรกของญี่ปุ่นกลับมาหดตัวลง -0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นครับ

คงต้องรอดูกันต่อไปว่าไตรมาสต่อไปจะเป็นอย่างไร แต่สถานการณ์โดยรวมแล้วสามารถไปต่อได้ สะสมต่อไปเรื่อยๆ ได้ครับผม

สรุปตอนนี้ ยังทยอยสะสมต่อไปได้ครับ ลุยครับผม

Insight ตลาดหุ้นอินเดีย

สัปดาห์นี้กลับมาได้แล้วครับ หลังราคาได้มีการปรับฐานจากความกังวลต่อนโยบายการจัดเก็บภาษีจากกำไรการขายหุ้นแล้ว ตอนนี้นักวิเคราะห์ได้มีการปรับประมาณการรายได้ของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดีขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสในการกลับมาสะสมหุ้นอินเดียได้แล้วครับ

สรุปสั้นๆ : กลับมาสะสมได้แล้วครับผม

Insight ตลาดหุ้นเกาหลี

สัปดาห์นี้แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นเกาหลีกันต่อ จากตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของเดือนที่ผ่านมาของประเทศคู่ค้าหลัก เช่น สหรัฐฯ และจีนมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนภาคการส่งออกเกาหลี โดยตลาดหุ้นเกาหลีมักปรับตัวขึ้นในช่วงที่ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อไปได้แล้วครับ

Insight ตลาดหุ้นไทย

สัปดาห์นี้โอกาสมาถึงหุ้นไทยแล้วครับ เพราะภาพรวม เศรษฐกิจในประเทศที่มีสัญญาณดีขึ้นจากทั้งการบริโภคครัวเรือน และการลงทุนเอกชน จะช่วยให้รายได้บริษัทจดทะเบียนในภาพรวมยังคงขยายตัวได้ดีขึ้นครับ

อย่างที่บอกไว้ครับว่า.. ตอนนี้มาถึงจุดที่ตลาดซึมซับข่าวร้ายไว้ส่วนหนึ่งแล้วครับ ดังนั้นเหมือนเป็นโอกาสที่จะแนะนำให้ซื้อ เพราะปัจจัยอื่นๆ ยังเป็นบวกหมดต่อตลาดหุ้นไทยครับ

สรุปสั้นๆ : ซื้อหุ้นไทยกันได้เลยจ้า

Insight ตลาดหุ้นจีน

ยังสะสมต่อไปได้ครับ ผมมองว่าเศรษฐกิจของจีนมีแนวโน้มที่ปรับตัวดีขึ้น สะท้อนถึงความต้องการในการนำเข้าสินค้า รวมถึงกลุ่มหุ้นจีนที่เน้นลงทุนใน New Economy นั้นน่าสนใจมากครับผม

สรุปสั้นๆ : สะสมกันต่อไปได้เลยครับผม

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์ จากอัศวินกองทุน

  • ตลาดตราสารทุน : สะสมได้ทุกตลาด ทั้งหุ้นสหรัฐฯ ญี่ปุ่น, ยุโรป, ไทย, H-Share, A-Share, หุ้นเกาหลี และอินเดีย
  • ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำลงทุนตราสารหนี้ High Yield สหรัฐฯ ส่วน ตราสารหนี้ไทย แนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ไทยช่วงอายุ 1-3 ปี
  • สินทรัพย์ทางเลือก : ทยอยสะสมทั้งทองคำและน้ำมัน

เรามาดูสัดส่วนการลงทุนที่แนะนำประจำสัปดาห์กันบ้างครับ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นไทย 15%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 40%
  • ตราสารหนี้ไทย 45%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 32%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 16%
  • ตราสารหนี้ไทย 22%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 44%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 3%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

หมายเหตุ : “ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 7 มิถุนายน 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

(Review) กองทุน UGEAR กองทุนที่ให้โอกาสมากกว่าสุขภาพทางการเงิน

สวัสดีครับ นักลงทุนทุกท่าน ผมหมอนัทประจำคลินิกกองทุนแห่งนี้คนเดิมครับ ในช่วงที่การลงทุนทั่วโลกเข้าสู่จุดที่เรียกว่า “หัวเลี้ยว หัวต่อ เนื่องจากว่าในช่วงนี้หลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดมากขึ้นครับ ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ย และการหยุดสร้างปริมาณเงินให้มากขึ้นด้วยการทำ QE นั่นเองครับ

ทั้งนี้ก็เพราะว่าก่อนหน้านี้ แต่ละประเทศต้องการให้เศรษฐกิจฟื้นตัว แต่เมื่อเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาแล้ว เงินเฟ้อแต่ละประเทศก็เริ่มที่จะสูงขึ้น ทำให้แต่ละที่ต้องออกมาปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินมากขึ้นครับ ซึ่งจะตรงข้ามกับในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ที่ธนาคารกลางหลาย ๆ ประเทศผ่อนคลายนโยบายการเงินมาโดยตลอด

ส่งผลให้ช่วงนี้ การลงทุนทั้งในและต่างประเทศค่อนข้างผันผวนทีเดียวครับ ลงทุนในช่วงนี้เรียกได้ว่าไม่ง่ายอย่างที่คิดเลย ทำให้นักลงทุนอย่างเราๆ นี่ปวดหัวกันไปตามๆกัน เพราะไม่รู้ว่าจะเลือกสินทรัพย์อะไร หรือว่าจัดพอร์ตอย่างไรให้ได้ผลตอบแทนที่ดี บางคนถึงกับท้อใจเมื่อเห็นพอร์ตตัวเองติดลบบ่อยๆ แบบ สามวันดี สี่วันไข้

ในความเป็นจริงแล้ว การที่เราสลับสับเปลี่ยนสินทรัพย์ไปมาอาจจะไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง เพราะว่าการคาดการณ์ในระยะสั้นส่วนใหญ่จะมีความผันผวนสูงครับ อาจจะถูกหรือว่าผิดทางได้เสมอ แต่เราสามารถที่จะลงทุนได้อย่างสบายใจมากขึ้นครับ ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่เราจัดพอร์ตกระจายความเสี่ยง หรือว่าเราอาจจะเลือกกองทุนที่ไม่ได้ผันผวนไปตามตลาดการลงทุนมากนักก็เป็นอีกทางเลือกที่ดีทางนึงครับ

จึงเป็นที่มาของบทความนี้ครับ ที่ผมจะพาไปรู้จักกับกองทุนที่ใช้กลยุทธ์แบบหนึ่งที่เราเรียกว่า “Market Neutral Strategy”เพื่อเป้าหมายสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกในทุกสภาวะตลาด หรือ “Absolute return” นั่นเองครับ

ผมขอเล่าที่มาของกองทุนแบบนี้สั้นๆ เพื่อให้นักลงทุนเห็นภาพละกันนะครับ ในสมัยก่อนมีนักคณิตศาสตร์ ได้พยายามแยกหุ้นออกเป็น 2 แบบก็คือ หุ้นที่ดี(หุ้นที่พร้อมขึ้นมากกว่าลง) กับหุ้นที่ไม่ดี (หุ้นที่พร้อมจะลงมากกว่าขึ้น)

จากนั้นก็ทำการ “ซื้อ” หรือว่า “Long” หุ้นที่ดี และทำการยืมหุ้นที่ไม่ดีมาขายก่อน หรือที่เราเรียกว่า “Short” (เพื่อที่จะทำกำไรในช่วงที่ตลาดหุ้น หรือว่าหุ้นตัวนั้น ๆ เป็นขาลง)

รายละเอียดของการทำ “Short” ก็คือ การยืมหุ้นมาขายก่อน เช่น เรายืมหุ้น AAA ราคา 50 บาท มา และทำการขายออกไป ณ วันที่เรายืมมาเลย ก็แสดงว่าเราได้เงินมาทันที 50 บาท และหากวันถัดมาหุ้นตัวนั้น ปรับตัวลดลงเหลือ 30 บาท เราก็แค่ เอาเงิน 50 บาทที่ได้จากการขายหุ้นไปก่อนหน้านี้ ซื้อหุ้นกลับมาคืนคนที่เรายืมหุ้น AAA มา ดังนั้น เราจะได้กำไร 50-30 = 20 บาท นั่นเองครับ

แน่นอนครับว่า หากตลาดหุ้นเป็น “ขาขึ้น” เราจะได้กำไรจากหุ้นที่ดี ที่เราซื้อไว้ โดยที่ราคาพร้อมจะปรับตัวสูงขึ้นตามสภาวะของตลาดอยู่แล้วครับ ส่วนหุ้นที่ไม่ดี ราคาพร้อมที่จะปรับตัวลงนั้น อาจจะลงไม่มากเพราะว่าตลาดหุ้นโดยรวมเป็นขาขึ้นนั่นเองครับ ทำให้เราขาดทุนไม่เยอะจากการทำ “Short”

ในทางกลับกัน หากตลาดหุ้นเป็น “ขาลง” เราจะได้กำไรจากหุ้นที่ไม่ดี ที่เราได้ทำการ “Short” ไว้ ที่ราคาพร้อมจะปรับตัวลดลงตามสภาวะของตลาดครับ ยิ่งลงเยอะเรายิ่งได้กำไร แต่ส่วนหุ้นที่ดี ที่ราคาพร้อมจะปรับตัวขึ้นนั้น อาจจะขึ้นไม่มากเพราะว่าตลาดหุ้นโดยรวมเป็นขาลงนั่นเองครับ ทำให้เราขาดทุนไม่เยอะครับ ซึ่งแน่นอนว่าการทำแบบนี้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ทุกสภาวะตลาดนั่นเองครับ

โดยถ้าหากเรามีการ “ซื้อ” หุ้น และทำการ “ขาย” หุ้นในสัดส่วนที่เท่ากัน เช่น 50%:50% หรือจะ 100%:100% ก็ได้ โดยการที่เราทำแบบนี้จะเปรียบเสมือนว่า เรานั้นไม่ได้ถือหุ้นอยู่เลยครับ (ซื้อ-ขายเท่ากัน) เลยเป็นที่มาของคำว่า Market Neutral นั่นเองครับ แต่แน่นอนว่านักลงทุนเองก็มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนอยู่อย่างที่ผมได้ยกตัวอย่างไปก่อนหน้านี้ครับ

ดังนั้น ถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่ผลตอบแทนไม่ได้เกี่ยวข้องกับสภาวะของตลาดหุ้นว่าจะขึ้นหรือว่าลงนั่นเอง จึงเหมาะกับตลาดที่ผันผวน หรือว่าหาทิศทางที่แน่ชัดไม่ได้

น่าจะพอเห็นภาพกันแล้วใช่ไหมครับ นักลงทุนทุกท่าน คราวนี้เรามาดูรายละเอียดของกองทุนที่เป็นพระเอกในวันนี้กันครับนั่นก็คือ

กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อิควิตี้ แอบโซลูท รีเทิร์น

โดยกองทุนนี้มีระดับความเสี่ยง อยู่ในระดับ 6 ครับ คืออยู่ในกลุ่มระดับความเสี่ยงของกองทุนหุ้นนั่นเองครับ และจัดเป็นกองทุนประเภทที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน

โดยกองทุน United Global Equity Absolute Return Fund หรือ เราเรียกสั้น ๆ ว่า “UGEAR” จะเป็นการลงทุนในกองทุนต่างประเทศครับ ซึ่งจะมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเป็นไปตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน เพื่อให้นักลงทุนเองได้ประโยชน์ และสะดวกจากการที่มีผู้จัดการกองทุนคอยดูแลเรื่องของค่าเงินให้ด้วยครับ โดยที่ไม่ต้องไปปวดหัวเองว่าจะเลือกกองทุนที่มีการป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินหรือไม่ครับ

โดย UGEAR จะลงทุนในกองทุนหลัก คือ Old Mutual Global Equity Absolute Return Fund ที่ดำเนินนโยบายแบบ Market Neutral Strategy ซึ่งที่มาของ Old Mutual Global นั้นเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1845 ครับ โดย จอหน์ แฟร์เบิร์น ได้ก่อตั้ง กองทุนประกันชีวิตขึ้นมาในเมืองแคปทาวน์ประเทศแอฟริกาใต้ เพื่อช่วยเหลือผู้คน โดยใช้ชื่อกองทุนว่า The Mutual Life Assurance Society of the Cape of Good Hope จากนั้นในปี ค.ศ. 1885 เปลี่ยนมาเป็น The South Africa Mutual Life Assurance Society และได้กลายเป็นกองทุนประกันชีวิตที่เก่าแก่ที่สุดนั่นเองครับ

(ที่มา: https://en.wikipedia.org/wiki/Old_Mutual)

กลับมาที่กองทุนหลัก ปัจจุบันมีกลยุทธ์เน้นควบคุมความเสี่ยงหรือความผันผวนของพอร์ตการลงทุนไม่ให้มีความผันผวนเกิน 6%และมีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกโดยไม่ขึ้นกับภาวะของตลาดการลงทุนครับ ซึ่งหากเราไปดูผลตอบแทนย้อนหลังจะเห็นได้จากกราฟว่า ถึงแม้ในช่วงเดือนที่ตลาด MSCI ลง กองทุนหลักยังคงทำผลกำไรได้ดีครับ

(จากกราฟ เทียบระหว่างช่วงที่ MSCI World ขาดทุน แต่กองทุนยังคงมีผลตอบแทน)

ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

นอกจากนี้ครับ กองทุนยังมีการเคลื่อนไหวของราคาไปในทิศทางตรงข้ามกับ ตราสารประเภทอื่นๆ อีกด้วย ดังนั้นการลงทุนใน UGEAR น่าจะเป็นอีกทางเลือกที่ช่วงปรับความผันผวนของพอร์ตการลงทุนโดยรวมได้ จากภาพด้านล่างจะเห็นได้ว่า มีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์การลงทุนอื่นๆ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ และอื่นๆ ในระดับต่ำ

ทำไมต้องเป็น Market Neutral Strategy

ส่วนการคัดเลือกสินทรัพย์ที่ดี หรือไม่ดี ว่าจะทำการซื้อ (Long) หรือว่ายืมมาเพื่อขายนั้น(Short) จะใช้หลักการ 5 Mechanism นี้ในการลงทุนครับ

Old Mutual Global Equity Absolute Return Fund (กองทุนหลัก)

คือกองทุนจะดูจากมูลค่าพื้นฐานของแต่ละสินทรัพย์ พร้อมกับการเติบโตของบริษัท ฯ และภาพรวมของภาวะตลาดเข้าร่วมด้วยครับเพื่อจำแนกของสินทรัพย์ที่ดี และไม่ดีครับ

ส่วนผลตอบแทนก็ไม่ต้องอธิบายอะไรมากครับ ผมถือว่าทำได้ค่อนข้างสม่ำเสมอเลยทีเดียวครับ  แม้ในภาวะผันผวนขนาดนี้ ผลตอบแทนกองทุนหลัก ตั้งแต่ต้นปี 2018 สามารถทำกำไรได้ 3.5%

ข้อมูล ณ มีนาคม 2018

ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

หากดูที่ผลตอบแทนย้อนหลังระยะยาว ๆ กองทุนหลักทำผลตอบแทนเฉลี่ยนอยู่ที่ประมาณ 5-8% ต่อปี ก็ถือว่าค่อนข้างจะดี และที่น่าสนใจมาก ๆ คือ กองทุนหลักสร้างผลตอบแทนแบบปีปฏิทินนั้นไม่มีปีไหนที่กองทุนติดลบเลยครับ (วัดผลตอบแทนแบบปีปฏิทินคือ ดูเป็นปี พ.ศ. เช่น 2016 , 2017, 2018)

 ที่มา : Old Mutual Global Investors, as of 30 Apr 2018

ส่วนพอร์ตสินทรัพย์ของกองทุนนี้ก็ค่อนข้างที่จะมีการกระจายไปยังประเทศต่างๆ รวมถึงมีการกระจายไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่หลากหลายอีกด้วยครับ ส่วนอุตสาหกรรมที่ไม่ค่อยดี แน่นอนว่ากองทุนเองก็ทำการขาย หรือ “Short” ไว้เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีไปพร้อมๆ กันครับ

ลงทุนขั้นต่ำ 2,000 บาท และส่วนเพิ่มเติมที่กองทุน UGEAR มีให้อีกคือ หากผู้ถือหน่วยลงทุนมีมูลค่าเงินลงทุนตั้งแต่ถึง 1 ล้านขึ้นไป จะมีสิทธิ์ได้รับประกันชีวิต และประกันสุขภาพให้อีกด้วยครับ

นอกจากนี้ประกันที่ได้มานั้น เป็นประกันที่ทาง Prudential จัดทำให้ ซึ่งต้องบอกว่า บริษัทประกัน Prudential นั้น เป็นบริษัทประกันเก่าแก่ที่ได้รับความไว้วางใจมาอย่างยาวนานทั่วโลก และยังเป็นหนึ่งในประกันชั้นนำของเมืองไทยที่รับหน้าที่ดูแลคนไทยร่วมกว่าสองทศวรรษ

โดยสรุป กองทุน UGEAR มีความน่าสนใจ และมีจุดเด่น ดังนี้ครับ

  1. ลงทุนในกองทุน United Global Equity Absolute Return Fund (กองทุนหลัก)
  2. กองทุนหลักมีผลตอบแทนค่อนข้างสม่ำเสมอ มีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนเป็นบวก (Absolute Return)
  3. กองทุนหลักมีการควบคุมความผันผวนให้อยู่ระดับต่ำ
  4. สร้างโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ดี ในทุกภาวะตลาด (ทั้งขาขึ้น และ ขาลง)
  5. กองทุนหลักมีการกระจายการลงทุนไปยังหุ้นคุณภาพดีในหลายๆ ประเทศ และหลายๆ อุตสาหกรรม

มีสิทธิรับประกันชีวิตและประกันสุขภาพจาก Prudential เมื่อลงทุน 1 ล้านบาทขึ้นไปเมื่อมี คุณสมบัติเป็นไปตามที่ระบุในหนังสือชี้ชวน ผู้ถือหน่วยลงทุนมีสิทธิได้รับความคุ้มครองสิทธิประโยชน์ประกันชีวิต และความคุ้มครองด้านประกันสุขภาพ ภายใต้เงื่อนไขที่ระบุในกรมธรรม์ประกันชีวิตและสุขภาพ

โดยส่วนตัวคิดว่า จุดเด่นของกองทุนนี้ไม่ได้อยู่ที่ประกันเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่กลยุทธ์ของกองทุนที่ไปลงทุนในกองทุนหลักที่มีกลยุทธ์เน้นสร้างผลตอบแทนเป็นบวกในทุกภาวะตลาด จากกระบวนการคัดเลือกสินทรัพย์ที่ดี มีการกระจายความเสี่ยง สิ่งเหล่านี้ทำให้กองทุนมีความแตกต่างจากกองทุนกองอื่นๆ เป็นกองทุนที่ให้ทั้งสุขภาพทางการเงินและสุขภาพกายที่ดี

ส่วนวันนี้หน้ากระดาษได้หมดซะแล้วครับ ผมขอลาไปก่อน ขอให้นักลงทุนทุกท่านมีความสุขกาย สบายใจกันนะครับ 

สวัสดีครับ


ข้อมูลเพิ่มเติมด้านการซื้อขายกองทุน : สามารถซื้อได้ทุกวันทำการ และส่งคำสั่งขายกองทุนได้ระหว่างวันที่ 1-14 ของเดือน บริษัทจัดการจะกำหนดให้ทุกวันที่ 15 ของทุกเดือนเป็นวันทำการรับซื้อคืนหน่วยลงทุน หากวันดังกล่าวตรงกับวันปิดทำการหรือเป็นวันทำการที่ไม่สามารถซื้อขายหน่วยลงทุนได้ให้เลื่อนเป็นวันทำการถัดไป

คำเตือน

  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะกองทุน นโยบายกองทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุนก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
  • กองทุนนี้เป็นผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความซับซ้อน ซึ่งแตกต่างจากกองทุนรวมทั่วไป ผู้ลงทุนควรขอคำแนะเพิ่มเติมจากคนขายก่อนทำการลงทุน
  • ผู้ถือหน่วยลงทุนที่มีมูลค่าเงินลงทุนตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไปเท่านั้น ที่จะมีสิทธิได้รับความคุ้มครองสิทธิประโยชน์ประกันชีวิต 10,000 บาท และความคุ้มครองด้านประกันสุขภาพ โดยมีแผนความคุ้มครองตามมูลค่าเงินลงทุน โดยสิทธิความคุ้มครองจะมีผลเมื่อได้รับการอนุมัติการเอาประกันจากบริษัทประกันทั้งนี้ สิทธิในการได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุในกรมธรรม์ประกันชีวิตและสุขภาพ โดยผู้ลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดความคุ้มครองประกันชีวิตและสุขภาพตามที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญของกองทุน
  • กองทุนหลักใช้กลยุทธ์ Market Neutral Strategy ผ่านการลงทุนโดยใช้ตราสารอนุพันธ์ (long position/short position) เพื่อลดความเสี่ยงด้านตลาดของหุ้นที่กองทุนหลักลงทุน อย่างไรก็ตาม กองทุนไม่ได้รับประกันผลตอบแทนและมีโอกาสขาดทุนได้

https://drive.google.com/file/d/1Q7gIr3wB1AO6twczIho30RdHPM93MFSr/preview

บทความนี้เป็น Advertorial

(Review) Kensington แหลมฉบัง – ศรีราชา คอนโดแต่งครบพร้อมอยู่ หน้าม.เกษตร ศรีราชา จาก Origin Property

สวัสดีครับ วันนี้ผมพามารู้จักกับคอนโดติดรั้วมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ วิทยาเขต  ศรีราชา ที่มีชื่อว่า Kensington แหลมฉบัง – ศรีราชา เป็นคอนโดที่เพิ่งสร้างเสร็จมีความสูง 8 ชั้น จำนวน 2 เฟส  เฟสละ 2 อาคาร ภายในห้องตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ครบชุด (Fully Furnished)

 โดยโครงการออกแบบสไตล์ Modern Loft ที่เน้นให้มีพื้นที่เปิดโล่งผสมผสานกับการก่ออิฐโชว์ แนวเอาใจคนรุ่นใหม่ ทำเลที่ตั้งอยู่ใน Origin District เมืองขนาดย่อมที่มีโรงแรมและคอมมูนิตี้มอลล์แหล่งรวมร้านค้าร้านอาหารต่างๆ อยู่ตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชาพอดี ราคาเริ่มต้น 1.59 ล้านบาท จึงเหมาะกับผู้ปกครองที่มีลูกหลานเรียนอยู่มหาวิทยาลัยนี้ แล้วก็คนที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมโซนแหลมฉบัง และกลุ่มนักลงทุนปล่อยเช่าด้วย รายละเอียดโครงการเป็นอย่างไรติดตามอ่านต่อเลยครับ

อันดับจังหวัดท่องเที่ยวตามจำนวนนักท่องเที่ยวปี พ.ศ. 2560

ที่มา: จากการรวบรวมข้อมูลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

จากสถิติจำนวนนักท่องเที่ยวในปีที่ผ่านมา ชลบุรีถือเป็นเมืองพักตากอากาศชายทะเลอันดับ 1 ของประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวเดินทางมามากถึง 16.8 ล้านคน ทำให้เศรษฐกิจเติบโตเป็นอันมากราคาอสังหาฯถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วแทบทั้งจังหวัด ซึ่งแหลมฉบัง – ศรีราชา เป็นโซนที่น่าจับตามอง เพราะนอกจากเป็นฐานการผลิตและขนส่งที่สำคัญมีนิคมอุตสหกรรมเป็นจำนวนมากแล้ว เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวด้วยมีโรงแรม คอมมูนิตี้มอลล์ และคอนโดเข้ามาจับจองพื้นที่ตามศักยภาพของเมือง

แหลมฉบัง – ศรีราชา

เป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และใหญ่เป็นอันดับที่ 22 ของโลกด้วย ในอนาคตอันใกล้เป็นหนึ่งในเมืองยุทธศาสตร์สำคัญที่จะขับเคลื่อนตามแผนการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโตแบบก้าวกระโดด ด้วยความโดดเด่นเรื่องเส้นทางการคมนาคมขนส่งที่สมบูรณ์แบบทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ จึงเป็นทำเลยอดนิยมสำหรับอุตสาหกรรมทั้งไทยและต่างชาติ

ในปัจจุบันอำเภอศรีราชา มีชาวญี่ปุ่นเข้ามาอาศัยทำงานอยู่มากกว่า 10,000 คน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงช่วยสร้างความคึกคักให้กับตลาดอสังหาฯแถบแหลมฉบัง – ศรีราชา ห้างสรรพสินค้า และแหล่งกินเที่ยวต่างๆ ทยอยกันมาเปิดให้บริการ ได้แก่ ห้างโรบินสัน (แปซิฟิค พาร์ค ศรีราชา) ห้างฮาร์เบอร์ มอลล์ ห้างตึกคอม อีกทั้งยังมีคอมมูนิตี้มอลล์เก๋สไตล์ญี่ปุ่น ได้แก่ J-Park และ AEON Center ที่อยู่บริเวณโรงเรียน อัสสัมชัญ ศรีราชา ให้เปลี่ยนบรรยากาศกันอีกด้วย

ล่าสุดภาครัฐมีการศึกษาพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ รถไฟฟ้ารางเดี่ยวหรือโมโนเรลยกระดับแบบคร่อมราง ช่วงสถานีรถไฟความเร็วสูงศรีราชา-แยกกระทิงลาย ระยะทาง 23 กม. 14 สถานี ซึ่งมีสถานี เกษตร ศรีราชา ที่อยู่ด้านหน้าโครงการพอดี เรียกได้ว่า เป็นโครงการที่สมบูรณ์แบบมากๆ เมื่อเทียบโครงการอื่นๆ รอบมหาวิทยาลัย เพราะการมีรถไฟฟ้าด้านหน้าโครงการถือเป็นการเพิ่มมูลค่าต่ออสังหาริมทรัพย์โดยรอบครับ ซึ่งคล้ายกับหลายเขตในพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ที่มูลค่าของที่ดินที่ติดถนนใหญ่หรือรถไฟฟ้ามีราคาสูงกว่าเดิมในอดีตหลายเท่าตัวเลยทีเดียว

โครงการ Kensington แหลมฉบัง – ศรีราชา

ตั้งอยู่ใน Origin District เมืองขนาดย่อมที่มีโรงแรมและคอมมูนิตี้มอลล์แหล่งรวมร้านค้าร้านอาหารต่างๆ อยู่ตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา โดยการเดินทางมีเส้นทางหลักอยู่ 2 ถนนคือ ถนนสุขุมวิทมาจากตัวเมืองชลบุรี กับ ถนนบายพาสมอเตอร์เวย์เป็นถนนวิ่งผ่านนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น นิคมฯแหลมฉบัง เครือสหพัฒน์ นิคมฯปิ่นทอง นิคมฯเหมราช นิคมฯบ่อวิน นิคมฯอมตะซิตี้ และ นิคมฯอีสเทิร์นซีบอร์ด นอกจากนี้ด้านหลังโครงการมีถนนวิ่งไปออก ซอยอ่าวอุดม ซึ่งเป็นเส้นทางไปบริษัท ไทยออยส์ ท่าเรืออ่าวอุดม และ เคอรี่สยามซีพอร์ต

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ถือเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำ ปัจจุบันมีจำนวนนิสิต 71,699 คนมากเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศรองจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยวิทยาเขตหลักที่มีนิสิตเกิน 1 หมื่นคนอยู่ 3 แห่งคือ บางเขน จังหวัดกรุงเทพฯ กำแพงแสน จังหวัดนครปฐม และศรีราชา จังหวัดชลบุรี ทำให้อสังหาฯ รอบข้างมหาวิทยาลัยพลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย ซึ่งทำเล โครงการ Kensington แหลมฉบัง – ศรีราชา ค่อนข้างได้เปรียบ เพราะอยู่ใกล้มากเพียงแค่ข้ามสะพานลอยก็ถึงรั้วมหาวิทยาลัยแล้ว

โดยวิทยาเขตศรีราชา ได้รับการจัดอันดับความสำคัญในลำดับต้นๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเห็นได้จากสถิติจำนวนนักศึกษาที่มีการเติบโตขึ้นในทุกๆ ปี จากกราฟต่อไปนี้

หากดูกราฟ 10 ปี ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2549 – 2559 จะเห็นว่าจำนวนของนิสิตนักศึกษานั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเกือบถึงหนึ่งเท่าตัว ซึ่งการเติบโตจำนวนดังกล่าวมาพร้อมกับความเจริญและความต้องการด้านที่อยู่อาศัยระหว่างช่วงปีการศึกษาที่เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน

โครงการ Kensington แหลมฉบัง – ศรีราชา เป็นส่วนหนึ่งใน Origin District โครงการ Mix Used โครงการแรกและใหญ่ที่สุดในแหลมฉบัง ที่ดินแปลงใหญ่พื้นที่โดยรวมประมาณ 14 ไร่ ประกอบด้วย คอนโด Notting Hill 36 ชั้น คอนโด Kensington 8 ชั้น โรงแรม Holiday Inn และคอมมูนีตี้มอลล์ Portobello Mall

ภายในมีร้านค้ามาเปิดให้บริการบ้างแล้ว ได้แก่ KFC เปิด 24 ชั่วโมง , 7-11 คลีนิคทำฟัน , ร้านขายยา และร้านอาหารต่างๆ ผมมองว่าที่นี่มีองค์ประกอบสำหรับการอยู่อาศัยครบถ้วน คอนโด Kensington ได้ความเงียบสงบยูนิตไม่เยอะ อยากซื้อของก็ไม่ต้องไปไกลหาซื้อได้ที่ Portobello Mall และอยากชมวิวมุมสูงเห็นทะเลกับเนินเขาพร้อมกันที่โรงแรม Holiday Inn

จากองค์ประกอบทั้งหมดที่เขียนมานั้นทำให้การลงทุนด้านการปล่อยเช่าย่อมมีความน่าสนใจ เนื่องจากตัวโครงการ Kensington อยู่หน้าม.เกษตรพอดี ซึ่งมีนิสิตนักศึกษากว่าหนึ่งหมื่นคน Walk in เข้ามาถามห้องเช่าเป็นจำนวนมาก จึงทำให้มีโอกาสปล่อยเช่าได้มากขึ้น และช่วงนี้ก็ใกล้ช่วงเปิดเทอม ทำให้มีทั้งกลุ่มนักศึกษาเก่าที่คิดจะโยกย้ายที่พัก และกลุ่มนักศึกษาใหม่ที่กำลังมองหาที่พักดีมีคุณภาพและใกล้สถานการศึกษา

รวมถึงกลุ่มคนวัยทำงานในนิคมโซนแหลมฉบัง นี่จึงเป็นโอกาสในการการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเพื่อให้ลูกหลานอาศัยอยู่จนสำเร็จการศึกษาไปก่อน จากนั้นค่อยปล่อยเช่าต่อ ซึ่งราคาปล่อยเช่าได้อย่างน้อย 7,000 บาท หรือสร้างกำไรจากราคาที่เติบโตขึ้น (Capital Gain) ก็ได้ในอนาคต

 ข้อมูลตัวโครงการ

  • คอนโด Low Rise 8 ชั้น 2 อาคาร 399 ยูนิต (มี 2 เฟส)
  • ที่ดิน เฟส1 3-0-50.5  ไร่, เฟส2 3-0-49.5 ไร่
  • สร้างเสร็จพร้อมอยู่ และให้เฟอร์นิเจอร์แบบ Fully – Furnished
  • พื้นถึงฝ้าเพดานสูง 2.40 เมตร
  • Studio 22.5 ตร.ม. 
  • 1 Bedroom 24.5 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Plus 34 ตร.ม.
  • ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรทั้งโครงการ 60,000 บาท/ตร.ม.
  • จอง 5,000 บาท และทำสัญญา 30,000 – 40,000 บาท
  • ค่ากองทุน 380 บาทต่อตร.ม.

พื้นที่ส่วนกลางครบครัน พร้อมที่สุดในพื้นที่รอบมหาวิทยาลัย เกษตร ทั้งสวนหย่อมรอบอาคาร สระว่ายน้ำระบบเกลือ 5×25 เมตร ฟิตเนส Co-working space ล็อบบี้ สวนดาดฟ้า ลิฟท์โดยสารอาคารละ 2 ตัว พร้อมระบบรักษาความปลอดภัยสูงด้วยระบบคีย์การ์ดเข้า – ออก และคีย์การ์ดล็อคชั้น

วัสดุที่ใช้ภายในห้องจัดมาได้มาตรฐาน แต่มีความพิเศษตรงที่ประตูใช้ระบบ Digital Door Lock และปูพื้นห้องด้วยกระเบื้องยางลายไม้ทนทานกันน้ำได้ ส่วนเฟอร์นิเจอร์ขายแบบ Fully-Furnished ได้แก่ เตียงพร้อมฟูก ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้ง และชั้นวางทีวี เป็นต้น พร้อมติดตั้งแอร์ให้แล้วทุกห้อง

แบบห้อง Studio S1 ขนาด 22.5 ตร.ม.

แบบห้อง Studio S2 ขนาด 22.5 ตร.ม.

แบบห้อง Studio B1 ขนาด 24.5 ตร.ม.

 แบบห้อง One Bed Plus ขนาด 34 ตร.ม.

ใครที่สนใจ โครงการ Kensington แหลมฉบัง – ศรีราชา เข้าไปดูรายละเอียดและโปรโมชั่นพิเศษได้ที่ http://kensington.origin.co.th/laemchabang/index.php


เพิ่มเติม :

นอกจากนี้ยังมีอีกโครงการในบริเวณเดียวกัน คือโครงการ Notting Hill Laemchabang – Sriracha         ตึกสูง 36 ชั้น ซึ้งสามารถรับชมวิวได้ถึง 360 องศา เป็นตึกสูงที่สุดใน แหลมฉบัง Ready to live พร้อมการดีไซน์ให้ทุกความพรีเมี่ยมอยู่รอบตัว ออกแบบทุกพื้นที่อย่างใส่ใจในทุกแง่มุมของการพักอาศัยเชื่อมต่อทุกความต้องการกับรูปแบบไลฟ์สไตล์ให้ชีวิตคุณได้สะดวกมากขึ้น ด้วยส่วนกลางสุด Exclusive ที่เพียบพร้อมด้วย

Lobby Welcome Hall มาตรฐานระดับโรงแรม Library & Co –Working Space สัมผัสความรื่นรมย์ของสวนสีเขียวที่ Natural Garden , Fitness Space , Sauna , Golf simulator ปลดปล่อยทุกห้วงอารมณ์ ไปกับการว่ายน้ำ พร้อมสัมผัสกลิ่นอายทะเลบรรยากาศยามพระอาทิตย์ตกที่ Perfect Pool & Panoramic View Point ชั้น 36 ก็สามารถทำได้ที่คอนโดของคุณ

ครบทุกความสะดวกสบายใกล้แค่เอื้อม ชีวิตพรีเมี่ยม พร้อมใช้ …..ติดสุขุมวิท หน้า ม.เกษตร ศรีราชา

บทความนี้เป็น Advertorial 

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 มิถุนายน 2561

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 มิถุนายน 2561

1. สถิติย้อนหลังสิบงวด

จากหลักการเก็งตัวเลขไม่ซ้ำกันติดต่อ10งวดล่าสุด ขณะนี้กองสลากได้ออกเลขอะไรไปบ้าง พร้อมสถิติตัวเลขที่ออกซ้ำกันมากที่สุดในแต่ละหลักให้คุณได้เวิเคราะห์ความน่าจะเป็นในงวดนี้

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 มิถุนายน 2561เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 มิถุนายน 2561

2.
เก็งเลขเด็ดจากสถาบันเสี่ยงดวงชั้นนำ

ในงวดนี้สถาบันเลขเด็ดชื่อดังได้บอกใบ้ คำนวณตัวเลขใดออกมาบ้าง ใช่เลขที่คุณตีความได้จากความฝัน หรือเพื่อนบ้านบอกกล่าวหรือไม่ หากศรัทธาสถาบันใดก็นำตัวเลขไปวิเคราะห์ต่อ หรือซื้อตามได้เลย

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 มิถุนายน 2561เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 มิถุนายน 2561

3. เหตุการณ์เด็ดวิเคราะห์ให้เป็นเลข

 นอกจากนี้เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละวันก็สามารถนำมาวิเคราะห์ให้เป็นตัวเลขได้ อย่างเช่นเรื่องราวเงินๆทองๆที่กำลังเป็นประเด็นในขณะนี้ อย่างมหากาพย์ทุจริตเงินทอนวัด

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 มิถุนายน 2561

     การตีเป็นตัวเลขคุณก็สามารถเลือกได้ตามใจชอบอย่างเลขข้อมูลต่างๆแบบตรงๆ เช่น 25 52 75 57 จากสัดส่วนการแบ่งเงินทุจริต หรือจะ 13 31 30 03 จากตัวเลขพื้นที่ที่ได้รับการตรวจสอบ และจำนวนวัดที่มีการทุจริต หรือจะเอาเลขมาเรียงกันตรงๆเป็นเลขสามตัวอย่าง 285 ที่มาจากวันที่ที่รายงานความคืบหน้าคดี หรือนำเลขมาต่อท้ายกันเลยอย่าง 430 หรือมีตัวเลขอื่นๆที่น่าสนใจก็ลองกวาดสายตานำมาบวกลบคูณหาร กลับเลขได้ตามใจชอบเลย

การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล ความฝัน โชคชะตารวมถึงบุญกุศลประกอบกัน  และควรซื้ออย่างไม่เดือดร้อนต่อตนเอง และผู้อื่น

CREDIT : https://news.thaipbs.or.th/content/272474

   http://www.korhuay.com

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save