ต้องเตรียมเงินเท่าไหร่ ให้ “ขึ้นคาน” อย่างมีความสุข

“ถุงดูข่าวสิ ผู้หญิงมีมากกว่าผู้ชาย 1.29 ล้านคน!!”
“OMGGGGGG!”
“น่าสงสารผู้หญิงที่ต้องขึ้นคานจริงๆ”

สงสารตัวเองก่อนเถอะ !
เจ้านายน่ะอยู่ใน 1.29 ล้านคนนั้นแน่ๆ

อย่างที่เจ้านายบ่นประเทศไทยเรานี้ มีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
นั่นแสดงว่าเจ้ามะนุดผู้หญิงก็จะมีโอกาสขึ้นคานสูงเลยอ่ะสิ

วันก่อนถุงได้ยินข่าวเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่น
มะนุดผู้อยู่มานานคนหนึ่งบอกว่า
การขึ้นคานน่ะเป็นภาระของชาติ

‘โสดแล้วเกี่ยวอะไรกับการเป็นภาระของชาติ ?’

เพราะว่าโสดแล้วก็จะไม่มีลูกหลานมาจ่ายภาษีให้ชาติ
ที่เอาเงินมาเลี้ยงคนแก่ๆ ชาติก็เลยต้องไปเอาเงินจากที่อื่นมาเลี้ยงแทน

ถุงก็ไม่รู้ว่ามะนุดคนอื่นจะคิดแบบนั้นไหม
แต่การเตรียมตัวไว้ก่อนก็ดีกว่าใช่ม้าาาา

ถุงจะช่วยคิดคร่าวๆแล้วกันว่าต้องเตรียมเงินเท่าไหร่
เพื่อให้ชีวิตหลังเกษียณอีก 20 ปี สุขสบาย
มีเงินไว้ย้อมผมหงอกและแต่งตัว

ต้องเตรียมเงินเท่าไหร่ ให้ "ขึ้นคาน" อย่างมีความสุข

ค่ากิน เดือนละ 9,000 บาท
ค่าเดินทางเดือนละ  2,000 บาท
ค่าของใช้ส่วนตัวเดือนละ  4,000 บาท
ความบันเทิงเดือนละ  2,000 บาท
ท่องเที่ยวเดือนละ  4,000 บาท
ค่ารักษาพยาบาลเดือนละ  5,000 บาท

และเพื่อไม่ให้ชีวิตที่อยู่บนคานเงียบเหงาจนเกินไป
มะนุดผู้หญิงก็ควรเลี้ยงสัตว์ไว้แก้เหงา
ถ้าเลี้ยงแมวก็จะมีค่าใช้จ่ายอีกเดือนละประมาณ 1,000 บาท

รวมเป็นค่าใช้จ่ายเงินเดือนละ 27,000 บาท
ต้องใช้ชีวิตหลังเกษียณไปอีก 20 ปี
ก็จะได้ 6,480,000 บาท

มะนุดผู้หญิงอายุ 60 ต้องมีเงินเก็บ
6,480,000 บาท !!!

6,480,000 บาททททททททท

มะนุดผู้หญิงคงพอจะเห็นภาพแล้วนะ
ว่าต้องเก็บเงินประมาณเท่าไหร่
แต่ถุงแอบกระซิบนี่ยังไม่รวมเงินเฟ้ออีกประมาณ 3% ต่อปีนะจ๊ะ
* ยิ้มอ่อนให้มะนุดผู้หญิง *

ที่มา: https://bit.ly/2J5a3SU
#คนโสด  #ขึ้นคาน  #เลี้ยงแมว  #เก็บเงิน  #ค่าใช้จ่าย

TULIP MANIA ปรากฏการณ์ที่เกินจริงของการลงทุน

“เนเธอร์แลนด์” หนึ่งในประเทศที่เป็นต้นกำเนิดศิลปะและวัฒนธรรมเก่าแก่ที่มีความงดงาม ศิลปินชื่อดังอย่าง วินเซนต์ แวนโก๊ะ เจ้าของผลงานภาพราคาหลักพันล้านบาท ก็มีถิ่นกำเนิดในเมืองเล็กๆทางตอนใต้ของประเทศนี้ แต่จะมีซักกี่คนที่รู้ว่า ดินแดนกังหันลมแห่งนี้เป็นต้นกำเนิดตำนานของฟองสบู่ทางการเงินที่แสนจะคลาสสิกบทหนึ่ง

ใช่แล้ว..ผมกำลังจะเล่าเรื่อง Tulip Mania ให้ทุกคนฟัง

เดิมทีดอกทิวลิปเป็นดอกไม้สีสันสวยงามที่มีถิ้นกำเนิดอยู่ในจักรวรรดิเปอร์เซีย (ตุรกี อิหร่าน อัฟกานิสถาน แถบๆนี้แหละครับ) ซึ่งได้รับการนำเข้ามาปลูกอย่างแพร่หลายในปลายศตวรรษที่ 16 โดยคนที่ส่งหัวดอกทิวลิปมาเป็นเครื่องราชบรรณาการก็คือ คนในราชสำนักของจักรวรรดิออตโตมัน (ตุรกี) นั่นเอง

ในยามนั้น ดอกทิวลิปกลายมาเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของเจ้าขุนมูลนายชั้นสูง

การเพาะพันธุ์ดอกทิวลิปกลายมาเป็นที่นิยมอย่างมาก ใครมีที่ดินสำหรับเกษตรกรรม แทนที่จะปลูกพืชผักผลไม้เพื่อประทังชีวิต กลับเอามาปลูกดอกทิวลิปที่สามารถสร้างผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจให้กับเจ้าของ ช่วงแรกก็จะมีสีพื้นสีเดียวเช่น สีแดง สีขาว สีเหลือง สีชมพูเป็นต้น 

เมื่อปลูกไปเรื่อยๆ ดอกทิวลิปจะออกสีสันแปลกตาออกมาตามลักษณะพันธุกรรม ยิ่งไปกว่านั้น ดอกทิวลิปเหล่านี้ดันมีไวรัสพืชชนิดหนึ่งแพร่พันธุ์ออกมา เรียกว่า Tulip Mosaic Virus ทำให้มันกลายเป็นดอกทิวลิปสีผสม มีลวดลายบนตัวดอกกลายเป็นที่คลั่งไคล้ของชาวดัตช์ขึ้นมาทันที

ใครที่ค้นพบสีสันใหม่ของดอกทิวลิปก็จะเอามาตั้งชื่อตามผู้เพาะพันธุ์ บางคนก็มโนไปเองว่าสีสันแปลกๆของมันจะสืบทอดต่อไปในอนาคตได้ ทั้งๆที่มันเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเท่านั้น ถึงอย่างไรก็ตาม..ราคาของดอกทิวลิปก็ถูกปั่นขึ้นตามกระแสจนถึงระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งคราวนี้ไม่ใช่เพียงแค่คนในประเทศ แต่ต่างชาติก็เข้ามาร่วมวงด้วย

โดยพื้นฐานของดอกทิวลิป มันคือ ดอกไม้… ใช่! มันคือดอกไม้ไง เวลาปลูกดอกทิวลิปมันก็จะมีช่วงผลิดอกของมัน ช่วงเมษายนมันจะบานอยู่แค่ไม่กี่สัปดาห์แล้วก็จะร่วงโรยลงไป แล้วก็จะมีหน่อผุดขึ้นมา เติบโตกลายเป็นหัวในช่วงมิถุนายนถึงกันยายน เราสามารถขุดหัวดอกทิวลิปที่ผุดออกมาไปขายต่อได้ 

หลังจากเกิดความคลั่งในการซื้อขายดอกทิวลิปไปแล้ว ต่อมาคือการคลั่งซื้อขายหัวดอกทิวลิป !!!

หัวดอกทิวลิปมีลักษณะเหมือนหัวหอมโง่ๆ ที่จะเติบโตมาเป็นดอกทิวลิปสีสันสวยงาม หัวดอกทิวลิปที่เกิดจากทิวลิปสีสันสวยงามก็จะโก่งราคาได้สูง เมื่อมีการซื้อขายหัวดอกทิวลิปมากขึ้น ราคาของมันก็สูงขึ้น ดังนั้นเมื่อต้นทุนแพง ยามที่มีคนเอาหัวดอกทิวลิปไปเพาะพันธุ์ต่อจนได้ดอกทิวลิป ราคาของมันก็ย่อมสูงขึ้นอีกขั้น

โดยปี 1635 เคยมีบันทึกไว้ว่า หัวดอกทิวลิป Viceroy มีมูลค่าซื้อขายสูงถึง 2,500 กิลเดอร์ เมื่อเทียบกับค่าแรงของช่างฝีมือชั้นสูงที่ 300 กิลเดอร์ต่อปี และเนยแข็ง 1 ตันสมัยนั้นซื้อขายที่ราคา 120 กิลเดอร์ ทำให้เรารู้เลยว่ามันไม่ใช่ของที่คนธรรมดาสามารถเอื้อมถึงแน่นอน

บางคนที่ไม่มีเงินสดพอที่จะซื้อ ก็เอาสินทรัพย์ต่างๆมาแลกเปลี่ยน โดยหัวดอกทิวลิปหายากสายพันธุ์ Semper Augustus เพียงหัวเดียวสามารถแลกที่ดินทำเลดีขนาด 12 เอเคอร์ได้ (ประมาณ 5,000 กิลเดอร์) 

และแล้วฟองสบู่ก็เริ่มก่อตัวขึ้น เมื่อหัวดอกทิวลิปขาดตลาด เมื่อคนไม่มีของจะซื้อ เกษตรกรก็ไม่มีของจะขาย ดังนั้นสองฝ่ายก็เลยทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากันแม่งเลย กลายเป็นนวัตกรรมที่แก้ไขปัญหาได้อย่างชาญฉลาดเหรอ?

อ่ะ…ซื้อหัวกันไม่พอ มีสัญญาซื้อขายมาให้ปั่นราคาอีก คราวนี้ก็เลยกลายเป็นว่า คนที่มีสัญญาซื้อขายในมือก็เอาสัญญาไปซื้อขายกัน ปั่นราคาของสัญญาซื้อขายไปอีก ราคาของดอกทิวลิปก็สูงขึ้นตาม จนกระทั่งรัฐบาลต้องออกกฏมาห้ามการซื้อขายสัญญา

แต่สุดท้ายคนที่เร่งให้ฟองสบู่มันแตกไวขึ้นก็คือรัฐบาลดัตช์เองนี่แหละ

ในปี 1636 รัฐบาลดัตช์ประกาศตั้งตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่สามารถนำสัญญามาซื้อขายกันได้อย่างถูกต้อง เมื่อสิ้นฤดูกาลของการปลูกดอกทิวลิป เพื่อจะได้มั่นใจว่าคนขายมีของให้ซื้อขายจริงๆ แต่แล้วในที่สุดระยะเวลา “การซื้อขายลม” อย่างบ้าคลั่งกลับสิ้นสุดเพียงแค่ไม่ถึง 1 ปี เมื่อคนเริ่มตระหนักถึงมูลค่าที่แท้จริงของมัน

สุดท้ายแล้วราคาก็เป็นตัวบ่งบอกของอารมณ์คนในตลาดแค่เพียงระยะสั้น แต่มูลค่าที่แท้จริงจะสะท้อนออกมาทันทีที่พายุสงบตัวลง ราคาของดอกทิวลิปปรับตัวลงกลับสู่มูลค่าของ “ดอกไม้” อย่างรวดเร็ว

คนที่ร่ำรวยขึ้นมาในยุคนั้นมีมากมายพอๆกับคนที่ล้มละลายเพราะหัวดอกทิวลิป แต่คนที่สบายใจที่สุดคือคนที่เข้าใจในมูลค่าของมันและมองดูพายุลูกนั้นอยู่ไกลๆ

ดอกทิวลิปถือเป็นสินค้าตัวแรกบนประวัติศาสตร์โลกที่เกิดภาวะฟองสบู่ ถึงแม้ว่าวิกฤตฟองสบู่ดอกทิวลิปจะผ่านมานานถึง 380 ปีแล้ว แต่มนุษย์ก็ไม่เคยเรียนรู้จากมันซักเท่าไหร่ หลังจากวิกฤตฟองสบู่ครั้งนี้ก็ยังมี ฟองสบู่อีกหลายชนิดตามมา

ประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยตัวมันเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะนานเท่าไหร่ก็ตาม…

แนวทาง “วางแผนจ่ายค่าเบี้ยประกัน” ได้อย่างสบายกระเป๋า

ในการวางแผนคุ้มครองความเสี่ยงไม่ว่าจะด้านภาระการเงิน สุขภาพ หรือทรัพย์สิน เพื่อป้องกันไม่ให้เราสูญเสียเงินไปเป็นจำนวนมาก “การทำประกันถือเป็นตัวเลือกหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ” สำหรับคนที่กังวลว่า หากเกิดความไม่แน่นอนขึ้นในชีวิตที่อาจทำให้ชีวิตเราสั่นคลอนได้

แต่สำหรับบางคนที่ทำประกันเองก็อาจมีความกังวลในเรื่องของการจ่าย “ค่าเบี้ยประกัน”เพราะแน่นอนว่าเมื่อต้องการวงเงินคุ้มครองที่สูงค่าเบี้ยประกันก็จะสูงตามไปด้วย บางคนค่าเบี้ยประกันก็อาจจะสูงถึงหลักหมื่นหรือหลักแสนได้ แม้จะมีคำแนะนำว่า “เราไม่ควรจ่ายค่าเบี้ยประกันต่อปี ในแต่ละเรื่อง สูงเกินกว่า 10% ของรายได้ทั้งปี” ก็ตาม (เช่น รายได้ทั้งปี 500,000 บาท ก็อาจจะไม่ควรจ่ายค่าเบี้ยประกันสุขภาพ เกินกว่า 50,000 บาทต่อปี)

ดังนั้น เพื่อช่วยให้ทุกคนสามารถจ่ายค่าเบี้ยประกันได้อย่างสบายใจ ไม่รู้สึกว่าเป็นภาระจนเกินไป วันนี้ผมมี “แนวทางการวางแผนจ่ายค่าเบี้ยประกันแบบสบายกระเป๋า” มาแนะนำให้ลองไปใช้กัน ดังนี้ครับ

1. วางแผนทำประกันในเดือนที่ไม่ตรงกับรายจ่ายก้อนใหญ่อื่นๆ

ปกติแล้วนอกจากค่าเบี้ยประกันแล้ว เราอาจมีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่ต้องจ่ายในบางเดือน เช่น ถ้าเราต้องจ่ายค่าเทอมลูก และค่าเบี้ยประกันรายการอื่นๆ พร้อมกัน อาจทำให้เงินเก็บสภาพคล่องของเราเหลือน้อยเกินไป ไม่เพียงพอที่จะสำรองไว้จ่ายค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่อื่นๆ หรือค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่จำเป็นได้ ถ้าเป็นไปได้ก็ควรเลือกทำประกันกระจายเดือนกันออกไป เพื่อลดภาระการจ่ายของเรา หรือเลือกทำช่วงที่จะมีรายได้ก้อนใหญ่เข้ามา เช่น เดือนที่มีโบนัสเข้า เพราะเงินส่วนนี้สามารถช่วยเพิ่มสภาพคล่องการเงินของเราได้ และอย่าลืมว่าเราจะมีเงินเหลือทยอยสะสมมาตั้งแต่ช่วงต้นปีแล้ว ทำให้เงินสภาพคล่องในช่วงปลายปี จะสูงกว่าในช่วงต้นปีนั่นเอง

2. เลือกงวดชำระอื่นๆ แทนงวดรายปี

สำหรับคนที่ไม่ต้องการจ่ายค่าเบี้ยเป็นเงินก้อนใหญ่ ก็คือเลือกงวดชำระเบี้ย เป็นงวดอื่นๆ แทนงวดรายปี เช่น รายครึ่งปี รายไตรมาส หรือรายเดือน โดยถ้ายิ่งเลือกงวดที่ย่อยลงมามากขึ้นเท่าไหร่ ค่าเบี้ยต่องวดที่ต้องจ่าย ก็จะถูกหารเฉลี่ยลดลงมากขึ้นเท่านั้น แต่ต้องอย่าลืมว่า ส่วนใหญ่บริษัทประกันมักจะคิดดอกเบี้ยเพิ่มเติม สำหรับงวดที่ไม่ใช่รายปีด้วย นั่นก็แปลว่า ถ้าเราเลือกจ่ายเบี้ยเป็นรายเดือน เราจะสามารถลดภาระจ่ายเบี้ยก้อนใหญ่ของรายปีได้ก็จริง แต่ถ้ารวมเบี้ยรายเดือนมาคิดเป็นรายปี ก็จะแพงกว่าเลือกแบบจ่ายเป็นรายปี เพราะมีการคิดดอกเบี้ยเพิ่มเข้าไปด้วย ซึ่งก็เป็นข้อจำกัดที่เราต้องยอมรับ หากจะเลือกวิธีลดภาระด้วยทางเลือกนี้

3. ออมเงินเป็นประจำทุกเดือนไว้จ่ายค่าเบี้ย

สำหรับคนที่อยากทยอยจ่ายเบี้ยประกันเป็นรายเดือนโดยที่ไม่อยากเสียดอกเบี้ยเพิ่มเติม สามารถเลือกใช้วิธีจ่ายแบบรายปี และใช้เทคนิคการออมเงินด้วยตัวเองเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอทุกๆเดือน จนครบ 1 ปี เพื่อสะสมเงินไว้จ่ายเป็นค่าเบี้ยรายปี ในเดือนสุดท้ายของการออม วิธีการก็คือ หารเฉลี่ยเบี้ยรายปีออกมาเป็นรายเดือน เดือนละเท่าๆกัน แล้วอาจสั่งให้ธนาคารตัดเงินจากบัญชีเงินเดือนเป็นประจำทุกเดือน ไปออมในบัญชีออมเงินอื่น เช่น บัญชีฝากประจำ 1 ปี หรือกองทุนรวมตลาดเงิน หรือตราสารหนี้ระยะสั้น ที่ให้ดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไป แล้วพอครบรอบปีก็ถอนเงินมาจ่ายเป็นค่าเบี้ยประกันได้ วิธีนี้ นอกจากทำให้เราลดภาระการจ่ายเบี้ยก้อนใหญ่ โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยแล้ว เรายังได้ผลตอบแทนเพิ่มเติมจากการออมเงินอีกด้วย

4. ผ่อนจ่ายค่าเบี้ยประกันผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ

สำหรับผู้ที่มีบัตรเครดิต ที่อาจจะร่วมรายการรองรับการจ่ายค่าเบี้ยประกันของบริษัทนั้นๆ ที่สามารถเลือกผ่อนจ่ายได้ ก็คือการจ่ายค่าเบี้ยประกันรายปีผ่านบัตรเครดิตดังกล่าว (โดยให้บริษัทบัตรเครดิตเป็นคนจ่ายค่าเบี้ยประกันรายปีไปก่อน) แล้วทยอยผ่อนจ่ายค่าเบี้ยกับบริษัทบัตรเครดิตแทน ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดภาระการจ่ายเบี้ยประกันรายปีก้อนใหญ่ลงได้ แต่ส่วนใหญ่ก็จะมีการคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิตเพิ่มเติม ผลลัพธ์ก็จะคล้ายกับการเลือกจ่ายค่าเบี้ยเป็นงวดรายเดือนที่ถูกคิดดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน แต่ข้อดีของการผ่อนผ่านบริษัทบัตรเครดิตก็คือ เรายังสามารถนำยอดผ่อนชำระมาสะสมคะแนนในบัตรเครดิตเพิ่มเติมได้

แต่ถ้าบัตรไหน มีโปรโมชั่นให้สามารถผ่อนจ่าย 0% ได้ ก็จะทำให้เราสามารถผ่อนจ่ายโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยได้อีกด้วย!

สำหรับใครที่สนใจจะใช้วิธีดังกล่าวนี้ ตอนนี้ บัตรเครดิตกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์” ก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะ “บัตรเครดิตกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ วีซ่า แพลทินัม” สามารถใช้จ่ายค่าเบี้ยประกันรายปี แล้วทยอยผ่อนชำระดอกเบี้ย 0% นาน 3 เดือนได้ฟรี เพราะบัตรนี้มีสิทธิประโยชน์ 0% สั่งได้ทุกอย่าง สามารถเปลี่ยนทุกยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตเป็นยอดผ่อนชำระฟรีๆ 0% นาน 3 เดือน และยังมีสิทธิพิเศษเครดิตเงินคืนคุ้มอีกด้วย โดยผู้ถือบัตรสามารถเลือกใช้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวได้ง่ายๆ ผ่านแอพพลิเคชั่น “UCHOOSE” ทำได้ง่าย ๆ เพียง

  1. แตะที่บัตร First Choice แล้วเลือก “โปรแกรมแบ่งชำระรายเดือน”
  2. เลือกผ่อนชำระ 0% นาน 3 เดือน 
  3. เลือกรายการที่ต้องการผ่อนชำระ และกดยืนยัน

หากใครสนใจก็สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ : https://www.firstchoice.co.th/th/Special-Campaign/UCHOOSE.html

เห็นไหมครับว่า จริงๆ แล้ว มีทางเลือกมากมายที่เราสามารถเลือกมาวางแผนบริหารจัดการการจ่ายค่าเบี้ยประกันของเราในแต่ละปีได้ เพื่อช่วยลดภาระการจ่ายค่าเบี้ยก้อนใหญ่ ให้เป็นรายจ่ายก้อนที่เล็กลง ทำให้เราสามารถจ่ายค่าเบี้ยได้สบายตัวมากขึ้น โดยที่บางทางเลือกนั้น ก็อาจจะได้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมอีกด้วยเช่น ผลตอบแทนจากการออมเงิน หรือการได้เครดิตเงินคืนบัตรเครดิต เพิ่มเติมได้อีกด้วย

“รู้แบบนี้แล้ว อย่าลืมนำเทคนิคดี ๆ เหล่านี้ไปลองปรับใช้
กับแผนจ่ายเบี้ยประกันของเรากันนะครับ”

บทความนี้เป็น Advertorial

ลงทุนอะไรไม่เสียภาษี? คำถามนี้มี 2 คำตอบ…

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมเราถึงควรลงทุนแบบไม่เสียภาษี และอะไรบ้างที่เราควรลงทุน วันนี้พรี่หนอมเลยเขียนบทความสั้นๆมาอธิบายแนวคิดนี้ให้ฟังกันครับว่า ลงทุนอะไรไม่เสียภาษี?

ถ้าหากเราเริ่มต้นตั้งคำถามแบบนี้ พรี่หนอมคิดว่าเราควรแยกคำตอบออกเป็น 2 ทาง นั่นคือ การลงทุนที่ไม่ต้องเสียภาษีตั้งแต่แรก กับ การลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี เพราะทั้งสองวิธีนั้นสามารถช่วยลด (หย่อน) ภาษีได้เหมือนกัน เพียงแต่ว่ามันแตกต่างกันในวิธีการเลือกใช้สำหรับคนที่มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน

ทีนี้เรามาเริ่มต้นดูกันเลยดีกว่าว่า… ควรพิจารณาจากอะไรบ้าง?…

จากตารางข้างต้น จะเห็นว่าเมื่อเราเอามุมมองเรื่องภาษีเป็นที่ตั้งแล้ว สิ่งที่เราต้องคิดตามมาอย่างจริงจัง คือ วัตถุประสงค์ในการลงทุน และ สิ่งที่เราจะได้รับ เพราะว่าการลงทุนในแต่ละประเภทนั้นก็มีความเสี่ยง ผลตอบแทนและข้อจำกัดแตกต่างกันออกไปครับ

โดยส่วนตัวพรี่หนอมคิดว่า แนวคิดหนึ่งที่เราควรเอามาผนวกเข้าด้วยกัน คือ ถามตัวเองก่อนว่าเราเป็นคนแบบไหน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากเราเป็นคนที่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว มุมมองและทางเลือกในการลงทุนของเราควรจะเริ่มจาก กระแสเงินสดที่เรามี และพิจารณาว่าเราควรลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีที่เราเสียเป็นอันดับแรก (เพราะน่าจะคุ้มค่ามากกว่าการลงทุนที่ไม่เสียภาษี) หลังจากนั้นค่อยมองหาทางเลือกในลงทุนเพื่อไม่เสียภาษีต่อไปจากกระแสเงินสดที่เหลืออยู่ โดยเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์ ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ประกอบกันครับ

ยกตัวอย่างเช่น พรี่หนอมเป็นมนุษย์เงินเดือนและฟรีแลนซ์ที่เสียภาษีในฐานภาษี 15% อยู่แล้ว ถ้าหากมีเงินลงทุนจำนวน 100,000 บาทต่อปี สิ่งที่พรี่หนอมควรคิด คือ

1. เราต้องการอะไรในเป้าหมายชีวิต เช่น การลงทุนเพื่อเกษียณ ระยะยาว หรือต้องการกระแสเงินสดมาเป็นระยะๆจากการลงทุน

2. เงินที่มีถ้าอยากลดภาษีสูงสุด หากเลือกลงทุนในกลุ่มลดหย่อนภาษี จะเห็นว่ามันลดได้ถึง 15,000 บาท ในขณะที่ต่อให้พรี่หนอมเลือกไปลงทุนในหุ้นที่ไม่ต้องเสียภาษี ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะได้ผลตอบแทนถึง 15% จากการลงทุนไหม (ถ้าหากใครเก่งก็ทำไปนะครับ พอดีพรี่หนอมเป็นคนกลางๆครับ ฮ่า)

เห็นใช่ไหมครับว่า จริงๆแล้วสิ่งที่สำคัญสำหรับคนกลุ่มนี้ คือ การคำนวณเพื่อประหยัดภาษีองค์รวมร่วมกับความต้องการแล้วค่อยเสริมแต่งตามเป้าหมายของแต่ละคน

แต่ถ้าหากกลับกันคือพรี่หนอมไม่เสียภาษี ไม่ได้ทำงาน มีมรดกร่ำรวย เงินเหลือเฟือ การเลือกลงทุนในกลุ่มที่ไม่เสียภาษีอาจจะเป็นคำตอบที่ดีกว่า เพราะว่าเราไม่เสียภาษีอยู่แล้ว จะเลือกแบบไหนก็มามองเครื่องมือในส่วนนี้ ซึ่งก็จะดีกว่าตรงที่มีสภาพคล่องไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายครับ

จะเห็นว่าคำตอบที่เราควรตอบได้จริงๆนั้น มีอยู่ 2 ข้อ คือ เราเป็นคนประเภทไหน และ เราต้องการอะไรในชีวิต หลังจากนั้นเราจะจัดการเรื่องภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดครับ

สุดท้ายแล้ว… คำถามว่าลงทุนแบบไหนไม่ต้องเสียภาษี พรี่หนอมคิดว่าคำตอบที่ดีที่สุดอาจจะเป็นการลงทุนในความรู้เรื่องภาษีของตัวเองก็ได้นะครับ 🙂

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 4-8 มิถุนายน 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุน ยุค Digital กลับมาแล้วครับ

สำหรับสัปดาห์นี้ มีตลาดที่น่าสนใจหลายตลาดเหมือนเช่นเคยครับ ความเห็นของผม สะสมได้หมด แต่ขอให้ยกเว้นแค่ยุโรปและอินเดียกันไว้ก่อนครับ!!

สรุปประเด็นทุกตลาดสำคัญทั้งหมด และติดตามได้ในบทความนี้เลยครับ

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 4 – 8 มิถุนายน 2561

สัปดาห์นี้ เน้นทยอยสะสมไปเรื่อยๆ เมื่อยก็พัก ถ้าใครอยากเน้น ผมแนะนำกลุ่มประเทศส่งออกอย่างเกาหลี ไทย แต่ห้ามยุโรปกับอินเดียครับ

  • Focus : เกาหลี ไทย แต่สะสมตลาดอื่นๆ ได้เช่นกัน
  • ความน่าสนใจ : ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจสหรัฐฯ และจีนที่ปรับตัวดีขึ้น สะท้อนถึงความต้องการนำเข้าสินค้า เป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจประเทศที่เน้นการส่งออก

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

  • สัปดาห์นี้ ผมแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นประเทศที่มีสัดส่วนการส่งออกในระดับสูง เช่น เกาหลีและไทย จากดัชนีชี้นำเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และจีนที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความต้องการนำเข้าสินค้า เป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจประเทศที่เน้นการส่งออก แต่ที่สำคัญคือชะลอการลงทุนหุ้นยุโรปจากความไม่แน่นอนทางการเมืองอิตาลีนะครับ
  • สำหรับสายสินทรัพย์ทางเลือก แนะนำให้ทยอยสะสมน้ำมันเนื่องจากเดือน พ.ค. ถึง ก.ย. เป็นช่วงฤดูที่ปริมาณสำรองน้ำมันดิบสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง และเป็นช่วงฤดูที่ความต้องการจากโรงกลั่นปรับตัวสูงขึ้น

Insight ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

สำหรับฝั่งสหรัฐฯ สัปดาห์นี้ซื้อหุ้นสหรัฐฯได้ต่อครับ เนื่องจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง จากการบริโภคในประเทศและการลงทุนเอกชน ที่สำคัญนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนต่อไปจ้า

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อไปครับ

Insight ตลาดหุ้นยุโรป

เอี๊ยดดด เบรกหัวทิ่มกันเลยครับ จากสัปดาห์ก่อนสะสมดีๆ สัปดาห์นี้ขอให้ชะลอการลงทุนในหุ้นยุโรปไว้ก่อนครับ เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองอิตาลี ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอิตาลีปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลให้สภาพคล่องในประเทศอิตาลีมีแนวโน้มตึงตัวขึ้น และอาจกระทบต่อเศรษฐกิจกลุ่มยูโรโซนโดยรวมในฐานะเจ้าหนี้ และที่สำคัญขนาดของเศรษฐกิจอิตาลีที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ในกลุ่มยูโรโซน แบบนี้มีผลกระทบแน่นอนครับ

สรุปสั้นๆ : หยุดก่อนเถอะนะครับ ถือว่าผมขอ

Insight ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

สัปดาห์นี้ยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่นต่อไปครับ เนื่องจากมุมมองเดิมตามสัปดาห์ก่อนยังคงอยู่ ทั้งทางธนาคารกลางญี่ปุ่นที่มีแนวโน้มที่จะคงมาตรการ QE ต่อไปเนื่องจากเศรษฐกิจไตรมาสแรกของญี่ปุ่นกลับมาหดตัวลง -0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นครับ

นอกจากนี้ ค่าจ้างแรงงานที่ปรับตัวขึ้นกว่า 2% ในเดือน มี.ค. ซึ่งปรับตัวขึ้นมากที่สุดในรอบ 4 ปี เป็นปัจจัยสนับสนุนการบริโภคและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนเช่นเดียวกัน แบบนี้ก็จัดกันต่อไปครับ ตราบใดที่ยังไม่มีอะไรมากระทบ อิอิ

สรุปตอนนี้ ยังทยอยสะสมต่อไปได้ครับ ลุยครับผม

Insight ตลาดหุ้นอินเดีย

หยุดต่อไปอีกสักพักครับ จากผลของสัปดาห์ก่อน มุมมองยังเห็นได้ชัดว่าดุลการค้าของอินเดียมีแนวโน้มขาดดุลเพิ่มขึ้นจากการนำเข้าพลังงานอยู่ ทำให้ค่าเงินรูปีมีแนวโน้มอ่อนค่าและอาจกระตุ้นให้นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นออกไป

ส่วนอัตราเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นสูงกว่าที่ตลาดคาด ทำให้มีโอกาสที่ธนาคารกลางอินเดียอาจกลับมาส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยด้วย ซึ่งส่งผลลบต่อตลาดหุ้นอินเดียครับ ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปครับ

สรุปสั้นๆ : หยุดสักพัก ชะลอกันไปก่อนจ้า

Insight ตลาดหุ้นเกาหลี

กลับมาแล้วจ้า สำหรับคนที่ชอบหุ้นแดนกิมจิ สัปดาห์นี้เริ่มกลับมาทยอยสะสมหุ้นเกาหลีได้แล้วครับ เนื่องจากตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของเดือนที่ผ่านมาของประเทศคู่ค้าหลัก เช่น สหรัฐฯ และจีนมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนภาคการส่งออกเกาหลี โดยตลาดหุ้นเกาหลีมักปรับตัวขึ้นในช่วงที่ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าปรับตัวดีขึ้น รวมถึงปัจจัยบวกของสหรัฐฯ และจีนที่มีผลต่อประเทศส่งออกอย่างเกาหลี แบบนี้ลุยได้เลยครับ

สรุปสั้นๆ : กลับมาซื้อได้แล้วนะครับผม

Insight ตลาดหุ้นไทย

ความผันผวนที่ผ่านมา ยังเป็นปัจจัยกระทบระยะสั้น และผมมองว่าเป็นโอกาสให้ทยอยสะสมหุ้นไทยต่อไปครับ เพราะภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนกลุ่มอื่นเช่นกัน

ตอนนี้มาถึงจุดที่ตลาดซึมทรัพย์ข่าวร้ายไว้ส่วนหนึ่งแล้วครับ ดังนั้นเหมือนเป็นโอกาสที่จะทยอยสะสมกันต่อไป เพราะปัจจัยอื่นๆ ยังเป็นบวกหมดต่อตลาดหุ้นไทยครับ

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมกันต่อไปจ้า

Insight ตลาดหุ้นจีน

ยังไปได้ต่ออยู่ครับ ทั้ง A-SHARE ที่กลับมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ส่วน H-SHARE นั้นยังไปได้เรื่อยๆ อยู่แล้ว

หลังจาก MSCI ประกาศการเพิ่มน้ำหนักหุ้น A-share กว่า 200 บริษัทในดัชนี MSCI Emerging Markets ทำให้กองทุนทั่วโลกที่ใช้ดัชนี MSCI Emerging Markets เป็นตัวเทียบวัดกับผลการดำเนินงาน จะต้องเพิ่มการลงทุนในหุ้น A-share ด้วยเช่นกัน แบบนี้คือดีต่อใจของคนมีหุ้นจีนแน่นอนครับ จัดการต่อได้เลยครับผม

สรุปสั้นๆ : กลับมาแล้วจ้า ทยอยสะสม A-SHARE กันได้เลย

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์ จากอัศวินกองทุน

  • ตลาดตราสารทุน : ซื้อหุ้นสหรัฐฯ ทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่น, ไทย, H-Share, A-Share, และหุ้นเกาหลี แต่ชะลอการลงทุนในยุโรปและอินเดีย
  • ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำลงทุนตราสารหนี้ High Yield สหรัฐฯ ส่วน
  • ตราสารหนี้ไทยแนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ไทยช่วงอายุ 1-3 ปี
  • สินทรัพย์ทางเลือก : ทยอยสะสมทั้งทองคำและน้ำมัน

เรามาดูสัดส่วนการลงทุนที่แนะนำประจำสัปดาห์กันบ้างครับ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 40%
  • ตราสารหนี้ไทย 48%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นต่างประเทศ 23%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 16%
  • ตราสารหนี้ไทย 25%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว (การวางแผนการลงทุนในระยะยาว)

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น (การปรับพอร์ตตามสถานการณ์)

  • หุ้นต่างประเทศ 39%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 6%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

หมายเหตุ : “ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 31 พ.ค. 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

(Review) อยากได้ทั้งความมั่นคงและมั่งคั่ง เอาตังค์ไปไว้ที่ไหนดี

วัยทำงาน พอมีเงินเก็บเงินก้อนบ้างแล้ว ก็อยากเอาเงินไปทำอะไรเพื่ออนาคตที่ดี แต่หลายคนไม่รู้ว่าจะจัดการยังไง!? วันนี้มาดามฟินนี่มีวิธีช่วยคิดให้คุณหาทางเลือกที่ใช่ ตอบโจทย์ชีวิตให้ค่ะ ไปดูกัน…

ก่อนที่จะทำอะไรโดยเฉพาะเรื่องเงิน เราควรถามตัวเองว่า “เราต้องการอะไร” ค่ะ คำถามนี้สำคัญมาก เพราะความต้องการที่แท้จริงมันคือจุดหมายปลายทางที่เราต้องการไปถึง หากเรากำหนดเป้าหมายที่ชัด   และใช่ จะทำให้เราสามารถเลือกเส้นทางหรือเครื่องมือได้ดียิ่งขึ้นค่ะ

ชีวิตดีๆ ที่เราต้องการ หากต้องเลือกระหว่าง “ความมั่นคง” กับ “ความมั่งคั่ง” ถ้าต้องเลือก… เลือกอะไรก่อนดี นี่คือสิ่งที่หลายคนอยากได้คำตอบ ก่อนจะเลือก มาดามว่า… เรามารู้ความหมายของสองคำนี้ก่อนดีกว่า

ความมั่นคง – พูดง่ายๆ ก็คือ ความอุ่นใจ ปลอดภัยในชีวิต ทั้งในแง่ของการเงินและอนาคตของเราหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น (เรียกอีกชื่อคือ ความเสี่ยง) ค่ะ ทางเลือกของคนที่ต้องการความมั่นคง คือ การทำประกัน เพื่อคุ้มครองความเสี่ยง

ความมั่งคั่ง – พูดแบบง่ายๆ คือ การเติบโตของเงิน วางเงินหรือลงทุนไว้แล้วมันงอกเงยเพิ่มมูลค่าจากผลตอบแทนที่ได้มาจากเงินลงทุน ทางเลือกในการสร้างความมั่งคั่งมีหลากหลายมากค่ะ กองทุนรวมคือเครื่องมือที่เหมาะมากสำหรับคนเริ่มศึกษาการลงทุนหรือมีเวลาน้อยที่จะจับตาดูการลงทุน

ถ้าต้องเลือกจริงๆ นะคะ มาดามอยากให้พิจารณาเรื่องความมั่นคง หรือการคุ้มครองความเสี่ยงด้วยการทำประกันก่อน เพราะมันจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยหากเงินที่เราสะสมลงทุนเพื่อความมั่งคั่ง จะต้องสูญเสียไปจากเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนไม่คาดฝันโดยที่เราไม่ได้มีเครื่องมืออะไรคุ้มครองเงินลงทุนหรืออนาคตของเรา ไว้เลย

สมัยก่อนเราต้องเลือกค่ะ ระหว่างจะมั่นคงหรือจะมั่งคั่ง

แต่ตอนนี้ไม่ต้องแล้ว… เพราะปัจจุบันมีทางเลือกในการลงทุนที่มาพร้อมกับการคุ้มครองความเสี่ยง

ซึ่งเรียกว่า “แบบประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked)” 

ยิงปืนนัดเดียวได้นกทั้งสองตัว

“แบบประกันชีวิตควบการลงทุน” (Unit Linked) เป็นการลงทุนที่มาพร้อมการคุ้มครองความเสี่ยงหรือทำประกันค่ะ ผนึกกำลังข้อดีของทั้งสองส่วนไว้ในอันเดียวเลย ให้มาดามพาทัวร์ให้รู้จักเจ้า Unit Linked นี้มากขึ้นกันนะคะ

ข้อดีของ Unit Linked

– สร้างวินัยและทำให้การลงทุนเป็นเรื่องง่าย ด้วยการชำระเบี้ยเป็นรายงวด สร้างเงินลงทุนและความคุ้มครอง

– ได้ทั้งความมั่นคงจากการคุ้มครองและความมั่งคั่งจากการลงทุนในคราวเดียว

– มีความยืดหยุ่น เราปรับสัดส่วนเบี้ยที่ชำระได้ว่าจะให้เป็นส่วนการลงทุนกับความคุ้มครองในสัดส่วนยังไง

– บริหารโดยผู้เชี่ยวชาญ เข้าถึงกองทุนชั้นนำ ที่คัดสรรมาอย่างดี

– ไม่ต้องนำมาเสียภาษีมรดก เพราะการทำประกันไม่เข้าข่ายเป็นกองมรดก แต่สามารถระบุตัวผู้รับผล  ประโยชน์ได้ชัดเจน

– นำค่าธรรมเนียมกรมธรรม์ไปหักลดหย่อนภาษีได้

– สามารถตรวจสอบค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมที่ใช้ในการดำเนินการกองทุนได้อย่างชัดเจน

มาดามเพิ่งเห็นว่าทาง Krungthai-AXA เค้ามีแผนประกัน Unit Linked ที่ชื่อว่า iWealthy ออกมาค่ะ ดูแล้วตอบโจทย์โดนใจคนวัยทำงานที่มีเงินก้อนแล้วต้องการทั้งความมั่นคงและความมั่งคั่งให้กับอนาคตเรื่องเงินของตัวเองมากๆ เพราะให้ทั้งความคุ้มครองและการลงทุน

– ผลตอบแทนน่าสนใจ รับโบนัสสำหรับการถือกรมธรรม์ ตั้งแต่ปีที่ 6 เป็นต้นไป 0.2% ของมูลค่ารับซื้อคืนหน่วยลงทุนเฉลี่ย 12 เดือนที่ผ่านมาตั้งแต่สิ้นปีที่ 6 เป็นต้นไปทุกปี หากไม่มีการถอนเงินและหยุดชำระเบี้ยในปีนั้น ๆ

– เหนือกว่าด้วยความคุ้มครอง เพื่อปกป้องความมั่งคั่ง รับผลประโยชน์กรณีเสียชีวิตสูงถึง 120% ของมูลค่ารับซื้อคืนหน่วยลงทุนหรือ 120% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย แล้วแต่จำนวนใดที่มากกว่า

– เพิ่มการสะสมความมั่งคั่งด้วยการลงทุนเพิ่มเฉพาะส่วนของการลงทุนได้ ด้วยเบี้ยประกันภัยเพิ่มเติมพิเศษตั้งแต่ปีที่ 2 เป็นต้นไป เพิ่มโอกาสในการเพิ่มความมั่งคั่งทางการเงิน

– ลงทุนแบบมีวินัย ให้ตัวเองมีอิสระในการปรับเปลี่ยน ได้ทั้งความมั่นคงและมั่งคั่ง ภายใต้การดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญ ไม่เสียภาษีมรดก แถมลดหย่อนภาษีได้อีก

– นี่แหละค่ะ…มาดามถึงว่า iWealthy Unit Linked ตอบโจทย์โดนใจคนวัยทำงานที่เริ่มมีเงินเก็บเงินก้อนได้เป็นอย่างดี

อยากรู้เพิ่ม อยากเริ่มลงทุน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ 1159 และดูรายละเอียดต่อ ได้ที่ https://goo.gl/6UhPbQ

บทความนี้เป็น Advertorial

5 คำถามกับ SIX Network สู่ความสำเร็จการระดมทุน ‘ครั้งแรก’ ผ่าน ICO

หลายคนยังคงเกิดคำถามถึงการมีอยู่ Cryptocurrency หรือ ICO หลายคนยังไม่เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่รายได้ และการสร้างธุรกิจได้อย่างไร?

31 พฤษภาคม 2018 เวลา 22.00 น. บริษัท SIX Network แพลตฟอร์มเพื่ออุตสาหกรรมของนัก Creative ได้ประกาศถึงความสำเร็จในการระดมทุน ‘ครั้งแรก’ ผ่าน ICO โดยพวกเขาได้ออก Token มาทั้งหมด 1,000 ล้านเหรียญ และเปิดขายครั้งแรก 520 ล้านเหรียญ(SIX Token)

“All SIX Tokens sold out! Thank you very much”

การระดมทุนผ่าน ICO ครั้งแรกนี้ ขายหมดเกลี้ยงทุก Tokens!!

และทีม NextEmpire ก็ไม่รอช้าที่จะยกหูสัมภาษณ์กับทางคุณณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์(พี่หมู Ookbee) และ คุณวัชระ เอมวัฒน์(พี่กั๊ก COMPUTERLOGY) หนึ่งในทีมผู้ร่วมก่อตั้ง SIX Network ทันที

– 5 คำถาม กับ 2 ผู้ร่วมก่อตั้ง SIX Network –

Q : เล่า Highlight ความสำเร็จครั้งนี้ให้เราได้ฟังหน่อยไหม?

เราปิดยอดได้เร็วมาก แค่ 2 สัปดาหก็ทะลุเป้าขั้นต่ำ $15M USD เพราะพวกเรามีนักลงทุนที่เชื่อมั่นที่มีทั้งเหล่าบริษัท และบุคคลทั่วไป ซึ่งนักลงทุนหลาย ๆ กลุ่มก็มาจากบริษัทที่ทำเกี่ยวกับ Creative Work ที่เราหวังว่าเขาจะสามารถเอาไปใช้ในอนาคต

ผลการระดมทุนผ่าน ICO : https://medium.com/six-network/six-network-token-sale-successfully-ends-bc0cefddf0fc

จำนวนผู้ลงทุนจากการระดมทุนผ่าน ICO : https://medium.com/six-network/six-network-token-sale-successfully-ends-bc0cefddf0fc

การระดมทุนผ่าน ICO ครั้งแรกในครั้งนี้มีการลงทุนจาก 61 ประเทศ โดยสัดส่วนหลัก ๆ มาจากประเทศเกาหลีกว่า 1,000 ราย รองลงมาเป็นนักลงทุนไทยอีกกว่า 700 ราย และยังมีนักลงทุนจากอีกหลาย ๆ ประเทศ อาทิ อังกฤษ, รัสเซีย, อินเดีย, อินโดนีเซีย, เยอรมนี, ญี่ปุ่น และเนเธอร์แลนด์ เป็นต้น 

และเราซื้อเหรียญไปแบบที่ไม่ได้จะขาย จะมีบอกไว้เลยว่า ‘ห้ามเอาไปเทรดในตลาดเพื่อทำกำไรจากการขายเหรียญ’ มันจะต้องเอาใช้ในพวก system ให้เกิดเป็นธุรกิจจริงขึ้นมา

หลังจากได้การระดมผ่าน ICO ครั้งนี้เราก็จะนำ Token ที่ได้มาพัฒนาแพลตฟอร์มตัวนี้ให้ขึ้นมาใช้ได้ รวมไปถึงการทำ Marketing ด้วย

Q : เวลามีการระดมทุนผ่าน ICO แบบนี้เราสร้าง ‘ความเชื่อมั่น’ ที่ว่านั้นจากไหน?

การลงทุนประเภท ICO มันคือเรื่องของไอเดียมากกว่า แต่สิ่งที่เรามีมากกว่า ICO รายอื่นคือเราจะสร้างตัวนี้จริง ๆ เป็นธุรกิจของพวกเราจริง ๆ ที่ทำแบบนี้อยู่แล้ว และทีมของพวกเราก็อยู่ตรงนี้มานานแล้วในวงการ เราเป็นเหมือน Disruptor ที่จะมา Disrupt วงการนี้ เรากำลังจะเปลี่ยนแปลงวงการอีกครั้งหนึ่ง

ทุกๆ เทคโนโลยีที่มันเกิดขึ้นมา มันคือ ‘Life Cycle’ที่เกิดขึ้นมาแล้วยิ่งใหญ่ มันจะมีการเปลี่ยนจากเทคโนโลยีเดิมๆเสมอ เรามองเห็นว่า Blockchain จะเข้ามาเปลี่ยนวงการ เราจึงเป็นคนแรกที่นำเทคโนโลยีมาใช้ในการเปลี่ยนแปลงนี้โดยการระดมทุนผ่าน ICO นั่นเอง

https://medium.com/six-network/getting-to-know-six-network-dc63038b24fc

Q : ในอนาคตมีโปรเจคต์จะทำอะไรต่อบ้างกับ SIX Network?

ถ้าในส่วนของการระดมทุนผ่าน ICO ครั้งนี้ คงไม่มีการระดมทุนเพิ่มแล้ว เพราะจำนวน 520 ล้านเหรียญ(SIX Token) เป็นจำนวนที่พวกเรากำหนดไว้ตั้งแต่แรก เหตุผลที่ไม่ออกเหรียญเพิ่มเพราะว่าถ้าเราออกเหรียญขึ้นมาใหม่ ราคาเหรียญในตลาดก็อาจจะ ‘ตก’ ลง เราถึงกำหนดไว้แต่แรกเพื่อทำให้เหรียญมันมีมูลค่ามากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งมีคนเชื่อแล้วใช้เหรียญเท่าไหร่ เหรียญก็จะมีมูลค่ามากขึ้น คนที่อยู่ใน ecosystem นี้ก็จะได้ประโยชน์

ส่วน SIX Network มันเป็นโปรเจคต์ระยะยาว แน่นอนว่าเราต้องอยู่กันไปอีกนาน(หัวเราะ) มันก็คงต้องใช้เวลาอีกสักพักเพื่อปล่อยเวอร์ชั่นแรก หลังจากนั้นก็วิถีสตาร์ทอัพเลย มานั่งดูว่ามีปัญหาอะไรไหม คนเขาใช้ได้รึเปล่า และก็พยายามหาคนมาใช้ให้ได้เยอะที่สุด

“เราก็หวังว่าตัวโปรเจกต์ Blockchain ที่เราพัฒนาขึ้นมาอาจจะเป็นโปรเจกต์แรกๆ ที่ทำให้คนรู้จักกันมาใช้ในชีวิตประจำวัน”

Q : สรุปแล้ว SIX Network มีขึ้นเพื่อแก้ปัญหาอะไร?

หลัก ๆ ก็จะมีอยู่ 3 ส่วน

  1. บริการการเงิน : ใช้ในการรับชำระ ซื้อ หรือช่วยในการจ่ายเงินให้กับ creator เป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องตัวกลางที่เวลาผู้ใช้งานต้องเติมเงินเข้าระบบ และมูลค่าที่ได้จะลดลงทันทีสูงสุดถึง 30% โดยยังไม่ได้เริ่มใช้
  2. ช่วยเหลือ Creative Worker : คนพวกนี้ส่วนใหญ่เขาเป็นฟรีแลนซ์ อาจจะมีปัญหาไม่สามารถทำบัตรเครดิต หรือกู้เงินได้ SIX เลยเข้ามาช่วยให้ Short-Term Liquidity ได้ในฐานะเจ้าของแพลตฟอร์ม
  3. สนับสนุนผลงาน : เมื่อก่อนนัก Creative Worker จะได้รับส่วนแบ่งเป็นสกุลเงินทั่วไป เวลาจะสนับสนุนผลงานใครก็ต้องกลับเข้าไปใช้ตัวกลาง แต่เมื่อใช้ SIX Token เราสามารถที่จะเลือกรับส่วนแบ่งเป็นสกุลเงินทั่วไปเท่าไรก็ได้ เพื่อนำเหรียญไปใช้งานหรือเอาไปเทรดที่อื่นต่อได้

https://medium.com/six-network/six-network-token-sale-successfully-ends-bc0cefddf0fc

Q : มุมมอง ICO กับประเทศไทยคิดว่าเป็นไง?

ICO เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้เราเข้าถึงแหล่งลงทุนได้มากขึ้น มันมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง มันทำให้ผู้ถือเหรียญ หรือการเทรดมีผลตอบแทนกับนักลงทุน เป็นแพลตฟอร์มที่ดีกับทุกฝ่าย

เราหวังว่าสิ่งที่เราจะทำจะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่น อย่างน้อยในขั้นตอนการระดมทุนผ่าน ICO ก็พอเป็นตัวอย่างให้กับโปรเจกต์สตาร์ทอัพหลาย ๆ คนที่พอจะมีไอเดีย มีลูกค้า และคิดว่าจะแก้ปัญหาได้จริงๆพวกเขาคงจะมองเห็น vision ของเรา

และในส่วนของเรา SIX Network ก็จะทำให้สำเร็จเช่นกัน…

“ICO น่าจะเติบโตได้อีกเยอะ ดูจากที่เราได้เห็นโปรเจกต์ ICO มากมายในปีนี้”

– หลังม่าน SIX Network : มารู้จักพวกเขาอีกสักนิด –

Six Network เป็นการรวมตัวกันของ Ookbee U บริษัทไทยที่เป็น JV 50-50% ของบริษัท Ookbee ที่คนในวงการดิจิทัล และผู้สร้างสรรค์คอนทนท์รู้จักเป็นอย่างดี และ กลุ่ม YDM (Yello Digital Marketing) ผู้นำด้านความคิดสร้างสรรค์และการสื่อสารออนไลน์จากเกาหลี ร่วมกับ COMPUTERLOGY เพื่อระดมทุนผ่านรูปแบบ ICO 

ไม่ใช่แค่ผู้ผลิตคอนเทนท์ ในรูปแบบของนิยาย, การ์ตูน และเพลงเท่านั้น Six Network ยังขยายวงกว้างไปเป็นแพลตฟอร์มสำหรับ Creative Workers และ Digital Creators เฉพาะ Ookbee เอง ก็เป็นที่ปล่อยของให้กับนักสร้างสรรค์ ประกอบไปด้วยนักเขียน, นักวาด, นักดนตรี, ผู้กำกับ, ตัดต่อ, นักแปล ซึ่งรวมแล้วมีทั้งหมด 3 แสนราย และอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นวันละหลักพัน

ขณะที่ กลุ่ม YDM (Yello Digital Marketing) และ  COMPUTERLOGY มีแผนจะออก ICO สนับสนุนกลุ่ม Social Influencer ต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับธุรกิจหลักของตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อมีจุดมุ่งหมายใกล้เคียงกัน ทั้งสองจึงจับมือกัน โดยอาศัยประสบการณ์ของกลุ่ม YDM ที่เคยออก ICO ที่ชื่อ ICON มาแล้ว โปรเจ็กต์นี้จึงเกิดขึ้น หวังเป็นคอมมูนิตี้ของความคิดสร้างสรรค์ที่ผูกโยงกับเทคโนโลยี เหมือนที่แฮ็ชแท็กของ Six Network ระบุในช่วงนี้ว่า #ReInventDigtialEconomy (อ้างอิงข้อมูลจาก brandbuffet)

ติดตามเรื่องราวของ SIX Network และทุกก้าวของการระดมทุนผ่าน ICO ให้มากขึ้นได้ที่ 

https://medium.com/six-network/getting-to-know-six-network-dc63038b24fc

https://medium.com/six-network/six-network-token-sale-successfully-ends-bc0cefddf0fc

ได้เงินก้อนมาจะเอามา DCA อย่างไร?

คำถามนี้เป็นคำถามที่พบบ่อยๆมากเลยครับ โดยเฉพาะช่วงไหนที่เพื่อนๆชาวแฟนเพจ TarKawin มีเงินก้อนเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นการได้โบนัส ถูกหวย ได้รับมรดก หรือได้เงินก้อนมาด้วยวิธีการใดก็ตาม

ทีนี้คำถามก็มีอยู่ว่า ถ้าเรา DCA อยู่แล้วและได้เงินก้อนมาอีกก้อนหนึ่ง เราจะเอาเงินก้อนนี้ไปลงทุนยังไงดี?

ผมแชร์ประสบการณ์ให้ฟังนะครับ

สมัยตอนที่ผมทำงานประจำ ในช่วงเดือนมกรา – เดือนมีนาคมจะเป็นช่วงที่เราได้โบนัสกันและมักจะเป็นก้อนใหญ่ซะด้วย ทีนี้บางคนก็ DCA เดือนละ 5,000 บาทอยู่ พอได้เงินโบนัสมา แล้วจะแบ่งส่วนหนึ่งมา 50,000 บาทเพิ่มลงทุนเพิ่ม (อย่าลงทุนอย่างเดียวนะ ได้เงินมาก็ใช้ในเรื่องความสุขด้วย เลี้ยงข้าวพี่ต้าร์ก็ได้ ฮ่าๆ) ก็จะมีประเด็นเกิดขึ้น ซึ่งทางออกของเรามักจะเป็นแบบนี้กันนะครับ

1. ทุ่ม 50,000 บาทลงไปเลยดีไหม?

2. เอามาทยอย DCA เพิ่มดีไหม?

จากประสบการณ์ของผมเนี่ย เวลาที่เราลงทุนมาระยะเวลาหนึ่งแล้วได้เงินก้อนมา บางทีหากเราใจร้อน ได้เงินมาปุ๊ป เอาไปทุ่มลงในหุ้นทันทีเพราะบางทีเราอยากจะให้เป้าหมายไปถึงได้เร็วๆ ซึ่งการลงทุนแบบไม่ได้ดูอะไรเลยก็เป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงนะครับ อาจจะติดดอยในเงินก้อนนั้นก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นหุ้นดีมีเทรนการเติบโต ก็อาจจะดอยอย่างมีระยะเวลา แต่ลึกๆผมก็รู้สึกเสียโอกาสจากความใจร้อนของเรานะ

ผมเลยจะ “ทยอย DCA เพิ่มไป”

ปกติถ้าเรา DCA เดือนละ 5,000 อยู่แล้ว เราอาจจะเพิ่มก็ได้นะ ลองเอาตัวเลขเงินที่เราจะ DCA เพิ่มมาหารจำนวนเดือนดู โดยหลักการคือนำเงินมาหารจะนวนเงินที่จะเพิ่มต่อเดือนว่าจะทำให้เรา DCA เพิ่มได้กี่เดือน

DCA เพิ่มเดือนละ 1,000 บาท จะได้ 50 เดือน
DCA เพิ่มเดือนละ 2,000 บาท จะได้ 25 เดือน
DCA เพิ่มเดือนละ 3,000 บาท จะได้ 16 เดือน

ซึ่งพอมันมีทางเลือกแบบนี้ ก็แล้วแต่ว่าเราจะเลือกแบบไหน ส่วนตัวผมเองจะมองว่า โอกาสที่เราจะเพิ่มเงินอนาคตจากโบนัสในปีหน้ามันก็มี ถ้าเราเลือก เพิ่มเดือนละ 3,000 บาท นั่นคือลงทุนเดือนละ 8,000 บาท

พอผ่านไป 12 เดือน เราอาจจะได้โบนัสมาอีกก้อนก็ได้แถมได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นอีก ฐานของการ DCA รายเดือนของเราก็จะเพิ่มขึ้นได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล แต่ไม่ผิดนะครับที่จะไม่เพิ่มหรือจะเพิ่มแค่ 1,000 – 2,000 บาทต่อเดือน เพียงแค่เราจะมีเงินก้อนอยู่ในมือเยอะที่ไม่ได้ลงทุนในเวลานั้นๆถ้าสมมติว่าเราไม่ได้นำไปใช้จ่ายในเรื่องอื่น

ด้วยระบบแบบที่ผมทำ ในแต่ละปีถ้าเงินเดือนเราเยอะขึ้น โบนัสเรามากขึ้น นั่นหมายถึงเราสามารถเพิ่มพลังการเงินต้นที่จะมาลงทุนได้

ผมจะคิดอยู่เสมอนะ (คิดของผมเอง) ว่าหากหุ้นโต ราคาแพงขึ้น เราเองก็โตได้ในส่วนของการเก็บเงินออมมาลงทุนเช่นกัน ซึ่งมันก็มาจากความขยัน การพัฒนาความสามารถทางวิชาชีพของเราให้ได้รับรายได้เพิ่มด้วย มันก็จะมาสู่สูตรของ 3 พลังเงินออมนะครับ

เงินต้นมากขึ้น (จากเงินลงทุนที่มากขึ้น) + อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น (เลือกหุ้นดีมีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ) + ระยะเวลาที่ยาว (เริ่มก่อนได้เปรียบ) = ความมั่งคั่งที่สร้างได้ด้วยตัวเราเอง

ปีนี้ DCA เพิ่ม 3,000 เป็น 8,000 ปีต่อไปอาจจะเพิ่มเป็นเดือนละ 10,000 ก็ได้ ผมเริ่มจากหลักการแบบนี้ในการขยับเงินออมและโบนัส

คำถามก็คือเราจะต้องเพิ่มตลอดไปไหม? ปรับลดลงได้ไหม ก็ได้อยู่ดี เพราะระบบ DCA นั้นมันมีความยึดหยุ่นของวิธีการอยู่แล้ว

เพื่อนผมบางคนเดิมที DCA เดือนละ 10,000 บาท พอเขามีลูก และต้องการนำเงินออมไปทำอย่างอื่น เช่น เปลี่ยนเป็นทำประกันเพิ่มให้สอดคล้องกับความเสี่ยงของตัวเองเพื่ออนาคตของลูก เขาก็จะ DCA ลดลง เช่น เหลือเดือนละ 8,000 บาท และอีก 2,000 บาทต่อเดือนก็นำไปจัดการเรื่องที่สำคัญอื่นๆได้

แล้วถ้ามีเงินก้อนจะมีวิธีการอื่นในการลงทุนคู่ DCA ได้อีกไหม?

ก็ได้นะครับ แต่เราก็ต้องใช้วิธีการที่ใจเย็นเหมือนกันคือการรอจังหว่ะ Market Timing ดีๆในการลงทุน ถ้าพูดภาษาง่ายๆคือ รอหุ้นดีในช่วงหุ้นตกเยอะๆ ถ้าพูดเป็นหลักการในการลงทุนก็คือรอช่วงที่เราเห็นว่ามูลค่าเทียบกับราคานั้นน่าซื้อ เช่น ซื้อหุ้นดีๆมีการเติบโต ช่วงที่ P/E Ratio ต่ำกว่า Average ของตัวมันหรือกลุ่มอุตสาหกรรม หรือ ถ้าใครชอบหุ้นแนวๆปันผลอาจจะมองราคาหุ้นเทียบกับ การเติบโตของเงินปันผลที่แจกอย่างสม่ำเสมอ ดูว่าในราคานั้นๆเกิดส่วนลดที่น่าสนใจหรือเปล่า มีอีกหลายวิธีที่ลองศึกษาดูได้ครับ

หรือใครจะใช้เทคนิค DCA ก้อนใหญ่ๆอีกทีบน Market Timing นั้นๆก็ได้ ตรงนี้ขึ้นอยู่กับแนวทางความความรู้ของแต่ละคนแล้วครับ

สำหรับผมเองนั้นจะใช้ DCA 80% และ Market Timing 20% ในการลงทุนนะครับ พูดง่ายๆก็คือใช้ระบบการลงทุนแบบไปเรื่อยๆโดยไม่ได้สนใจตลาดซะเยอะ มีจับจังหว่ะดู Valuation บ้างนิดหน่อยถ้าเห็นโอกาสดีๆและมีเงินสุดครับ อันนี้ก็แล้วแต่แนวทางการลงทุนของแต่ละท่านนะครับ

ขอให้มีความสุขกับการลงทุนครับ

คนแบบไหน เหมาะกับ ประกันชีวิตควบการลงทุน? (UNIT LINK)

“ประกันชีวิตควบการลงทุน” คืออะไร?

ประกันชีวิตควบการลงทุน คือการรวมกันระหว่าง “ประกันชีวิต” และ “กองทุนรวม”

  • ประกันชีวิต >>> คุ้มครองชีวิต สร้างความมั่นคง
  • กองทุนรวม >>> สร้างผลตอบแทน ต่อยอดความมั่งคั่ง

เบี้ยประกันภัยของกรมธรรม์จะแบ่งเป็น 2 ส่วน

  • เบี้ยประกันภัยหลักเพื่อความคุ้มครอง  >>> เลือกแผนประกันที่เหมาะกับความคุ้มครองที่ต้องการ
  • เบี้ยประกันภัยเพื่อการลงทุน >>> เลือกกองทุนรวมที่เหมาะกับเป้าหมายและความเสี่ยงที่รับได้

5 ข้อดี ของประกันชีวิตควบการลงทุน

  1. ได้รับทั้งความคุ้มครองชีวิตและผลตอบแทนจากการลงทุน
  2. ปรับสัดส่วนประกันชีวิตกับการลงทุนได้ตามใจชอบ
  3. ค่าใช้จ่ายเบี้ยเพื่อความคุ้มครองลดหย่อนภาษีได้
  4. ไม่นับเป็นทรัพย์มรดก ไม่ต้องเสียภาษีมรดก
  5. เลือกกองทุนรวมที่คัดสรรคุณภาพมาแล้วจากผู้เชี่ยวชาญ

Q : คนแบบไหนเหมาะกับประกันชีวิตควบการลงทุน?

A : “คนที่ต้องการวางแผนทั้งการ “ประกันชีวิต” และ”การลงทุน” ให้มั่นคงและมั่งคั่งจบในกรมธรรม์เดียว”

ในแง่ของประกันชีวิต

  • อยากลดหย่อนภาษี >>> ประกันชีวิต ควบกองทุนรวม
  • อยากส่งต่อความมั่งคั่งให้คนข้างหลัง >>> ประกันชีวิต ควบกองทุนรวม
  • อยากมีหลักประกันให้ชีวิตและครอบครัว >>> ประกันชีวิต ควบกองทุนรวม
  • อยากส่งต่อผลประโยชน์แบบไม่เสียภาษีมรดก >>> ประกันชีวิต ควบกองทุนรวม

ในแง่ของการลงทุน

  • อยากลงทุนแต่ไม่มีเวลา >>> ประกันชีวิตควบ กองทุนรวม
  • อยากลงทุนแต่ไม่มีความรู้ >>> ประกันชีวิตควบ กองทุนรวม
  • อยากลงทุนแต่เลือกกองทุนเองไม่เป็น >>> ประกันชีวิตควบ กองทุนรวม
  • อยากลงทุนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ >>> ประกันชีวิตควบ กองทุนรวม

“ประกันชีวิตควบกองทุนรวม คือ ผลิตภัณฑ์ที่ 1 + 1 > 2”

มากกว่า 2 เพราะปรับสัดส่วนประกันชีวิตและการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่น

มากกว่า 2 เพราะวางแผนทุกเรื่องครบจบในกรมธรรม์เดียว

มากกว่า 2 เพราะทยอยสร้างความคุ้มครองและลงทุนอย่างต่อเนื่อง

ขอแนะนำ “iWealthy” ผลิตภัณฑ์ ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Link) จาก Krungthai-AXA

“iWealthy” คือประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Link) จาก Krungthai-AXA ที่ชูจุดเด่นเพิ่มเติมไปจาก Unit Link ทั่วไป โดยให้ความคุ้มค่าสูงสุดต่อผู้ถือกรมธรรม์

จุดเด่นของ iWealthy ที่มากกว่ากรมธรรม์ทั่วไป

1. กองทุนรวมสำหรับลงทุนที่คัดสรรแล้วโดยผู้เชี่ยวชาญของ Krungthai-AXA

  • ความเสี่ยงปานกลาง – ต่ำ : กองทุนรวมตราสารหนี้ KTPLUS, KTFIX-1Y3Y
  • ความเสี่ยงปานกลาง : กองทุนรวมผสม ABV, KTFLEX, KTWP, KTWG
  • ความเสี่ยงปานกลาง – สูง : กองทุนรวมหุ้น KTEF ABSM

2. รับโบนัสสำหรับการถือกรมธรรม์ตั้งแต่ปีที่ 6 เป็นต้นไป 0.2% ของมูลค่ารับซื้อคืนหน่วยลงทุนเฉลี่ย 12 เดือนที่ผ่านมาตั้งแต่สิ้นปีที่ 6 เป็นต้นไปทุกปี

3. กรณีเสียชีวิตรับผลประโยชน์สูงสุด 120% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยหรือ 120% ของมูลค่ารับซื้อคืนหน่วยลงทุน แล้วแต่จำนวนใดที่มากกว่า

สนใจประกันชีวิตควบการลงทุน อ่านข้อมูลฉบับเต็มของ iWealthy ได้ที่ https://goo.gl/A53pwP หรือหากยังไม่มั่นใจอยากปรึกษาดูก่อน โทรติดต่อได้ที่ 1159 ลองศึกษาดูก่อน ก็ไม่เสียหายอะไรเนอะ

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

(Review) iProtect S มรดกหลักล้านเพื่อคนที่คุณรัก จากกรุงไทย – แอกซ่า

การตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกันสร้างครอบครัวให้มีความสุข (Happy Family) เป็นพื้นฐานให้เจ้าตัวน้อยเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีของสังคม เราจึงควรเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามที่หวังไว้ พ่อแม่ในฐานะที่เป็นหัวหน้าครอบครัวจึงควรมีเวลาเลี้ยงดูลูก สอนในสิ่งที่เขาจำเป็นต้องรู้ให้เหมาะสมกับวัย พาออกไปเที่ยวเล่นให้มีประสบการณ์ชีวิต และเตรียมเงินให้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ของเจ้าตัวน้อย ซึ่งพ่อแม่สมัยใหม่เปิดใจมากขึ้นให้ลูกได้ทำในสิ่งที่ชอบ อยากให้เค้าประสบความสำเร็จในชีวิตไปได้ไกลว่าที่พ่อแม่เคยทำ จึงเห็นหลายครอบครัวยอมประหยัดเก็บออมเงินเอาไปทุ่มเทให้ลูกได้กินของดี เสื้อผ้าน่ารักเต็มตู้ และเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง

อยากที่ทราบกันดีว่าชีวิตคนเรานั้นไม่มีอะไรแน่นอน เหตุการณ์ไม่คาดฝันอาจเกิดขึ้นได้ไม่เหมือนที่วางแผนไว้ ดังนั้น เราจึงควรทำประกันเพื่อป้องกันความเสี่ยงในด้านต่างๆ ได้แก่ ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ ประกันอัคคีภัย และประกันรถยนต์ ฯลฯ

ครั้งนี้ผมขอเสนอแผนประกันคุ้มครองตลอดชีพที่มีชื่อว่า ไอโพรเทค เอส (iProtect S) จากบริษัทกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ซึ่งจ่ายเบี้ยประกันภัยระยะสั้นเพียง 10 ปี แต่คุ้มครองถึงอายุ 85 ปี เป็นประกันที่เน้นความคุ้มครองสูงตั้งแต่วันแรกที่คุณจ่ายเบี้ย ทำให้สามารถสร้างกองมรดกหลักล้านได้ไวกว่าวิธีอื่น เพื่อส่งต่อความห่วงใยให้กลายเป็นความมั่นคงทางการเงินจากรุ่นสู่รุ่น ตัวอย่างที่บริษัทฯ ยกมาชื่อลูกค้า นางอุ่นใจ เพศหญิง อายุ 35 ปี ต้องการสร้างกองมรดก 1 ล้านบาท และกำลังตัดสินใจว่าจะเริ่มสร้างมรดกด้วยวิธีใดที่ความเสี่ยงไม่สูงจนเกินไป เค้าคิดออก 2 วิธีโดย

วิธีที่หนึ่ง

นางอุ่นใจตั้งใจออมเงินปีละ 35,300 บาทเป็นเวลา 10 ปี และได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 2% เวลาผ่านไป 10 ปีกองมรดกนี้มีมูลค่า 386,256 บาทยังไม่ถึงครึ่งทางในการสร้างกองมรดก 1 ล้านบาทเลย จากการคำนวณต้องใช้ระยะเวลากว่า 58 ปีถึงจะทำได้สำเร็จ

วิธีที่สอง

นางอุ่นใจตั้งใจเลือกแผนประกัน iProtect S และชำระเบี้ยปีละ 35,300 บาทเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งสามารถสร้างกองมรดก 1 ล้านบาทสำเร็จตั้งแต่วันแรกที่ชำระเบี้ยเลย นอกจากนี้หากเป็นคนอายุยืนจนครบ 85 ปีจะได้รับผลประโยชน์เมื่อครบอายุสัญญา 1 ล้านบาทด้วย

ประกัน iProtect S มีสิทธิประโยชน์หลายอย่างที่น่าสนใจ ดังนี้

  • ความคุ้มครองสูงสุดถึง 31 เท่าของเบี้ยประกันภัย ตั้งแต่วันแรกที่จ่ายเบี้ย* 
  • สร้างมรดกหลักล้าน ด้วยเบี้ยประกันเริ่มต้นเพียง 2,859 บาทต่อเดือน*
  • จ่ายเบี้ยประกันภัยระยะสั้นเพียง 10 ปี แต่คุ้มครองยาวนานถึงอายุ 85 ปี
  • เงินผลประโยชน์เมื่อครบอายุสัญญา ไม่ต้องเสียภาษี
  • เบี้ยประกันภัยที่ชำระเข้ามา สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้

หมายเหตุ อัตราดังกล่าวไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับผู้เอาประกันภัยแต่ละบุคคล

ผู้ที่สามารถทำประกัน iProtect S ได้ต้องมีอายุระหว่าง 20 – 55 ปี โดยค่าเบี้ยประกันสำหรับคนอายุน้อยจะถูกกว่าคนอายุมากซึ่งเป็นปกติของการทำประกันลักษณะนี้ ผมจึงอยากบอกว่าคนที่สนใจต้องรีบทำครับ นอกจากนี้การชำระเบี้ยประกันยังมีให้เลือก 2 วิธีคือ ชำระแบบรายปีกับชำระแบบรายเดือน ซึ่งแน่นอนว่าชำระแบบรายปีจะถูกกว่าชำระแบบรายเดือน สำหรับคนที่สนใจสามารถเข้าไปคำนวณเบี้ยและทิ้งเบอร์ให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้ที่ https://goo.gl/SiHTHj

อีกเรื่องสดๆร้อนๆ กรุงไทย-แอกซ่า เพิ่งเปิดให้ดาวน์โหลดสติกเกอร์ LINE ชุดใหม่ฟรี ซึ่งเป็นตัวการ์ตูนเคลื่อนไหวได้ตั้งชื่อว่า The Knight Family โดยก่อนหน้านี้เคยออกสติ๊กเกอร์ชุด Knight Protector มาแล้วที่มียอดดาวน์โหลดทะลุ 2.9 ล้านครั้ง และมีการใช้งานสติกเกอร์กว่า 24 ล้านครั้ง เพราะสร้างคาแร็กเตอร์ชัดเจนเป็นภาพครอบครัวอัศวิน ประกอบด้วย อัศวินผู้เป็นพ่อ เจ้าหญิงผู้พิทักษ์ผู้เป็นแม่ และอัศวินน้อยผู้เป็นลูก แตกต่างจากสติกเกอร์อื่นใน LINE

เวอร์ชั่นล่าสุดเป็นสติกเกอร์น่ารักทั้ง 16 แบบประกอบด้วยตัวการ์ตูน 4 ตัว มีการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ครอบครัวอัศวินให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น และตัวอัศวินมาในชุดกันฝนกับเจ้าหญิงผู้พิทักษ์ถือร่มเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศหน้าฝนที่กำลังจะมา นอกจากนี้ชุดกันฝนกับร่มยังสื่อถึงการปกป้องเหมือนกับประกัน iProtect S ส่วนคำพูดที่ใช้คู่กับสติกเกอร์ก็เลือกใช้ศัพท์วัยรุ่นเหมาะกับคนรุ่นใหม่ อย่างเช่นคำว่า “ขุ่นพระ” “ทำไรอยู่” “ของมันต้องมีย์” เป็นต้น ซึ่งใช้ทักทายสนทนาในชีวิตประจำวันได้ไม่ตกเทรนด์

คนที่สนใจความเคลื่อนไหวต่างๆสามารถติดตามได้ทาง กรุงไทย-แอกซ่า ไลฟ์ ไลน์ ออฟฟิเชียล แอคเคาท์ (Krungthai-AXA Life LINE Official Account) และสำหรับท่านที่ต้องการดาวน์โหลดสติ๊กเกอร์ไลน์ ชุดใหม่ The Knight Family สามารถดาวน์โหลดได้ที่ https://line.me/S/sticker/11291 ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม ถึง 13 มิถุนายน 2561 อย่ารอช้าเดี๋ยวจะอดโหลดนะครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save