รู้จักกับใบกำกับภาษี เอกสารที่สำคัญสุดๆ ในระบบ VAT

“เอาใบกำกับภาษีไหม?” เป็นคำถามที่เรามักจะได้ยินเมื่อไปซื้อสินค้าหรือจ่ายค่าบริการต่างๆ ซึ่งความเป็นจริงแล้วใบกำกับภาษีนั้นถือเป็นเอกสารสำคัญตัวหนึ่งสำหรับคนที่ประกอบธุรกิจที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มครับ สำหรับวันนี้เราจะมาดูกันถึงความหมายของคำว่าใบกำกับภาษีกันว่า มันคืออะไร และอะไรบ้างที่ถือว่าเป็นใบกำกับภาษีบ้าง?

ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) คือ เอกสารหลักฐานสำคัญ ที่เจ้าของธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องจัดทำ และออกให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการทุกครั้งที่มีการขายสินค้าหรือให้บริการ ซึ่งถือเป็นหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้

โดย ใบกำกับภาษีที่ออกโดยเจ้าของธุรกิจจะเรียกว่า ใบกำกับภาษีขาย ส่วนใบกำกับภาษีทีได้รับมาจากการซื้อสินค้าและบริการจะเรียกว่า ใบกำกับภาษีซื้อ

เจ้าของธุรกิจจะต้องนำยอดจากใบกำกับภาษีขายที่ตัวเองเป็นผู้ออกจากการขายสินค้าและบริการ มาหักด้วยยอดจากใบกำกับภาษีที่ได้รับในแต่ละเดือน เพื่อนำส่งข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับกรมสรรพากรต่อไป

สำหรับธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม การไม่ออกใบกำกับภาษี ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย และอาจต้องเสียทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอีกด้วยครับ

ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป เป็นประเภทหนึ่งของใบกำกับภาษ๊ ซึ่งผู้ซื้อสามารถนำไปเป็นภาษีซื้อได้ โดยต้องมีข่้อความครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด ดังนี้

1. คำว่า “ใบกำกับภาษี” เห็นชัดจัดเต็ม
2. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของคนขาย
3. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของคนซื้อ
4. หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี หรือ เล่มที่ (ถ้ามี)
5. ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือบริการ
6. จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่แยกออกจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการ
7. วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี

สำหรับข้อความเพิ่มเติมตั้งแต่ 1 มกราคม 2558
– ข้อ 2 และ 3 อย่าลืมระบุว่าเป็น “สำนักงานใหญ่” หรือ “สาขา”
– กรณีข้อ 3 ถ้าผู้ซื้อไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือไม่ได้ใช้ใบกำกับภาษี ไม่จำเป็นต้องกรอกเลขประจำผู้เสียภาษีหรือบัตรประชาชน

(ตัวอย่างใบกำกับภาษีเต็มรูป – อัตราภาษีต้องเป็น 7%)

ใบกำกับภาษีอย่างย่อ เป็นใบกำกับภาษีอีกประเภทหนึ่งสำหรับธุรกิจที่ขายหรือให้บริการกับคนจำนวนมาก ซึ่งผู้ซื้อไม่สามารถนำไปเป็นภาษีซื้อได้ แต่ผู้ขายยังมีหน้าที่ต้องนำภาษีขายที่เก็บได้มาส่งสรรพากร โดยต้องมีข่้อความครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด ดังนี้

1. คำว่า “ใบกำกับภาษี” หรือ “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ”
2. ชื่อ หรือ ชื่อย่อ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ขาย
3. หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี เลขที่ เล่มที่ (ถ้ามี)
4. ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือบริการ
5. ราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการ โดยต้องมีข้อความระบุว่า “ได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว”
6. วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี

อย่าลืมนะครับว่า ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ถือเป็นใบกำกับภาษีที่ไม่สามารถนำยอดภาษีซื้อมาใช้ได้ แต่สามารถนำมาเป็นรายจ่ายของธุรกิจได้ถ้าหากเป็นการจ่ายที่เกี่ยวข้องการทำธุรกิจ

ถ้าคุณไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือเป็นคนธรรมดาที่ไม่ได้ทำธุรกิจ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ มักจะถือเป็นอีกหนึ่งหลักฐานการจ่ายเงินได้ แต่อาจจะต้องพิสูจน์ที่มาให้ชัดเจนว่าได้มีการจ่ายเงินจริงเช่นเดียวกันครับ

แต่ถ้าคุณจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สิ่งที่คุณต้องทำเพื่อให้ใช้สิทธิภาษีซื้อได้ เมื่อคุณได้รับใบกำกับภาษีอย่างย่อ นั่นคือ การขอเปลี่ยนเป็นใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปมาแทนในวันเดียวกันที่เกิดรายการ

(ตัวอย่างใบกำกับภาษีอย่างย่อ)

สำหรับธุรกิจที่อยากออกใบกำกับภาษีให้ถูกต้อง พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจขอแนะนำเทคนิค 3 ข้อที่ควรทำ
1. รายการในใบกำกับภาษีครบถ้วนที่ถูกต้อง
2. ห้ามเขียนเพิ่ม!! ถ้าออกใบกำกับด้วยคอมพิวเตอร์
3. รายละเอียดต่างๆ ไม่มีขีดฆ่า ไม่มีแก้ไข

ใบเพิ่มหนี้ และ ใบลดหนี้ ถือเป็นใบกำกับภาษีอีกประเภทหนึ่ง แต่จะออกเพื่อ เพิ่มหนี้ และ ลดหนี้ เพิ่มเติมจากใบกำกับภาษีฉบับเดิมที่ได้ออกไว้

หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ใช้ปรับปรุงราคาที่ผ่านไปแล้วนั้นเอง ซึ่งไม่สามารถออกได้เล่นๆ เพราะต้องมีเหตุแห่งการออกด้วย เช่น เพิ่มราคา หรือลดราคา เพราะความไม่ครบถ้วนของสินค้าหรือบริการ หรือมีการคำนวณราคาผิดพลาด บอกเลิกสัญญา ฯลฯ เป็นต้น

โดยปกติแล้วจะมีข้อความคล้ายกับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป เพียงแต่เปลี่ยนช่ื่อเอกสารเป็น “ใบลดหนี้” หรือ “ใบเพิ่มหนี้” ตามวัตถุประสงค์ของผู้ที่ออกนั่นเองครับ

อีกประเภทหนึ่ง… นั่นคือเอกสารที่ราชการออกให้ถือบางฉบับนั้นถือเป็นใบกำกับภาษีด้วย โดยเจ้าของธุรกิจสามารถนำไปใช้เป็นภาษีซื้อของธุรกิจได้ด้วย ซึ่งในปัจจุบันมีเอกสารต่อไปนี้

1. ใบเสร็จรับเงินของกรมสรรพากรที่ออกให้สำหรับการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 83/6 หรือมาตรา 83/7 (มาตรา 86/14)
2. ใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากร หรือกรมสรรพสามิต ออกให้ในการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อกรมสรรพากร (มาตรา 86/14)
3. ใบเสร็จรับเงินที่ส่วนราชการออกให้ในการขายทอดตลาดหรือโดยวิธีอื่นตามมาตรา 83/5

จะเห็นว่าเอกสารต่างๆพวกนี้ถือเป็นใบกำกับภาษี ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเอกสารที่สำคัญในการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้นอย่าลืมเก็บหลักฐานเหล่านี้ให้ดีทุกครั้งที่ได้รับ และออกให้กับผู้รับเงินอย่างถูกต้องด้วยนะครับ

#พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ

ติดตาม : fb.me/biztaxthai
เพิ่มเพื่อน : https://line.me/ti/p/@biztaxthai

5 ข้อ Checklist ว่าธุรกิจเราพร้อมจด VAT ไหม

สำหรับคนที่สงสัยว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นต้องจดแบบไหน จดเมื่อไร และ จดยังไง วันนี้ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ มีเคล็ดลับดีๆ 5 ข้อในการเช็คว่า ธุรกิจของเราพร้อมจด VAT หรือไม่? มาฝากกันครับ

1. รายได้ของธุรกิจเราเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีไหม

คำว่า รายได้ หมายถึง รายได้ (เงินที่ได้รับหรือคาดว่าจะได้รับในปีนั้นๆ) ไม่ใช่ “กำไร” ของธุรกิจ ดังนั้นไม่ต้องหักค่าใช้จ่ายก่อน แต่ให้เช็คเลยว่ารายได้จริงๆทั้งหมดของธุรกิจเราในแต่ละปีเกิน 1.8 ล้านบาทไหม

ถ้าคำตอบคือ “ใช่” โปรดดูรายละเอียดในข้อต่อไปทันทีครับ เพราะธุรกิจของคุณมีโอกาสต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT นั่นเองครับ

2. เช็คว่าธุรกิจที่เราทำได้รับสิทธิยกเว้น VAT ไหม 

ถ้าธุรกิจของเราไม่ได้รับสิทธิ์ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มและมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ข้อนี้จะยืนยันอีกทีว่า คุณต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแน่ๆแล้วล่ะครับ

คุณสามารถตรวจสอบธุรกิจที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT ตามลิงค์นี้ของกรมสรรพากรครับ
http://www.rd.go.th/publish/7052.0.html

จริงๆหลักการทั้งหมดสำหรับการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายจะใช้ 2 ข้อที่ว่านี้ในการพิจารณา ซึ่งถ้าหากคุณมองว่าจะจดภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อถึงกำหนดตามกฎหมาย ก็สามารถใช้หลักการนี้ได้ครับ 

แต่ถ้าหากมองต่อไปว่าจริงๆแล้วมันมีปัจจัยที่นอกเหนือกฎหมายและข้อบังคับทางภาษีที่มีผลต่อการตัดสินใจจด VAT แล้วล่ะก็ แนะนำให้อ่านอีก 3 ข้อต่อไปเพื่อเพิ่มโอกาสในการพิจารณาครับ

3. เป้าหมายของธุรกิจ

อย่างที่บอกไปว่า 2 ข้อที่ผ่านมาเป็นเงื่อนไขทางกฎหมายเกี่ยวกับ VAT แต่สำหรับข้อนี้เป็นเรื่องของการวางเป้าหมายของธุรกิจ ว่า “คุณจริงจังกับธุรกิจแค่ไหน ถ้าหากเป็นธุรกิจที่ต้องมีการลงทุนสูง ดำเนินการระยะยาว และคาดว่ารายได้ของคุณในอนาคตต้องเกิน 1.8 ล้านบาทแน่ๆ สิ่งที่คุณควรทำคือการจดทะเบียน VAT ทันทีที่เริ่มกิจการเพราะจะทำให้คุณได้สิทธิในการขอคืนภาษีซื้อจากการลงทุนต่างๆที่เกิดขึ้น ในขณะที่ธุรกิจยังไม่เกิดรายได้ที่ต้องเสียภาษีขาย เพื่อให้ภาษีซื้อส่วนนี้มาช่วยในการลดยอดภาษีที่ต้องนำส่งกับกรมสรรพากรในอนาคตครับ

จำได้ใช่ไหมครับว่า VAT ที่ต้องนำส่งสรรพากรนั้น คือ VAT ขาย หักออกด้วย VAT ซื้อ ซึ่งถ้าหากเรามี VAT ซื้อมากๆที่เอามาใช้ได้ก็จะช่วยให้เรานำส่ง VAT ให้สรรพากรน้อยลงตามไปด้วยครับ

4. คุณจัดการเอกสารหลักฐานได้ไหม

สิ่งที่คุณต้องคิดต่อมาเรื่องของการจด VAT คือ การจัดการเอกสาร เพราะธุรกิจนั้นไม่ได้จบอยู่ที่การจด VAT แต่มันเป็นการเริ่มต้นของการจัดทำต่างๆ ทั้ง ใบกำกับภาษี เอกสารหลักฐาน รายงานต่างๆตามหน้าที่ของธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องทำครับ ลองถามตัวเองดูว่าคุณพร้อมจะจัดการเอกสารหลักฐานได้ไหม

ถ้าหากยังไม่พร้อมและรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทที่ต้องจด VAT ก็ต้องขอแสดงความยินดี แต่ถ้าหากต่อให้ไม่อยากจัดการเอกสารหลักฐานยังไง แต่เมื่อรายได้ของคุณถึงเกณฑ์ต้องจดตามกฎหมาย อันนี้ก็ต้องบอกว่าคุณมีหน้าที่ต้องทำเท่านั้นครับ และควรรีบหาคนมาช่วยจัดการเอกสารให้ไวที่สุดครับผม

5. คุณพร้อมเจอสรรพากรไหม

เมื่อเริ่มจดทะเบียน VAT เรามักจะได้ยินว่าจะมีสรรพากรมาหา มาตรวจสถานประกอบการ เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง (อันนี้ชัวร์ว่าต้องเจอครั้งแรก) และยิ่งถ้าหากธุรกิจของคุณมีการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีซื้อ) อยู่เรื่อยๆ อันนี้ก็ต้องแน่ใจเลยครับว่า ธุรกิจของคุณจะต้องมีโอกาสพบเจอสรรพากรอยู่บ่อยๆ และการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ย่อมต้องมีการตรวจสอบและอื่นๆตามมาอีกมากมายเช่นกันครับ

ต้องบอกว่าคำถามข้อนี้ไม่ใช่ข้อเสียของการจดทะเบียน VAT แต่เป็นการเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้าต่อการถูกตรวจสอบครับ ดังนั้นอย่ามองว่าการจด VAT ต้องเจอสรรพากรทุกกรณี แต่ในกรณีที่ขอคืนภาษีนั้น ต้องเจอแน่นอนครับ

หวังว่าบทความนี้คงจะช่วยให้เข้าใจเรื่อง VAT มากขึ้นนะครับ

#พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ

ติดตาม : fb.me/biztaxthai
เพิ่มเพื่อน : https://line.me/ti/p/@biztaxthai

5 คู่มือภาษี (ฟรี) ที่คนทำธุรกิจควรอ่าน

คู่มือการจัดทำเอกสารประกอบการลงบัญชีที่สามารถเป็นรายจ่ายได้ : คู่มือที่จะบอกว่าเอกสารไหนต้องมีไว้เป็นหลักฐานเพื่ออ้างอิงการเป็นค่าใช้จ่ายของธุรกิจได้

ทางไปโหลด :
http://www.rd.go.th/publish/fileadmin/user_upload/ebook/ebook20160725-02.pdf

คู่มือ ภาษีเงินได้นิติบุคคลกับรายจ่ายต้องห้าม สรุปว่ารายการใดเป็นรายจ่ายได้ หรือเป็นรายจ่ายไม่ได้บ้าง

ทางไปโหลด :
http://download.rd.go.th/fileadmin/download/insight_pasi/CIT-201801.pdf

คู่มือ จัดทำบัญชีอย่างไร ให้เป็นธรรมกับผู้เสียภาษี : อธิบายภาพรวมที่น่าสนใจของการทำธุรกิจ วิธีคิดทางบัญชีและภาษีต่างๆ คนเริ้มธุรกิจควรอ่าน

ทางไปโหลด :
http://www.rd.go.th/publish/fileadmin/user_upload/ebook/ebook20160725-01.pdf

คู่มือการหักภาษี ณ ที่จ่าย เข้าใจง่าย ไม่มีปัญหาภาษี แนะนำให้มีไว้สำหรับกรณีกิจการที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือมีการจ่ายเงินต่างๆหลากหลาย เพื่อไม่ให้หักผิดพลาดครับ

ทางไปโหลด :
http://www.rd.go.th/fileadmin/download/insight_pasi/wht_3_53_030260.pdf

คู่มือใบกำกับภาษี สำหรับธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม งานนี้ต้องมีไว้เพื่อจะได้หักภาษีได้อย่างถูกต้อง

ทางไปโหลด :
http://www.rd.go.th/publish/fileadmin/user_upload/ebook/taxinvoice.pdf

ติดตามความรู้เรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจได้ที่แฟนเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ หรือกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ Line @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai ครับ

#คู่มือภาษี
#ภาษีธุรกิจ #ความรู้ภาษีธุรกิจ
#พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ

[aomMONEY News] : aomMONEY Guru ร่วมเผย เคล็ด(ไม่)ลับเรื่องการบริหารการเงินแบบ “ฉลาดคิด ฉลาดใช้”

กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ นำโดย ณญาณี เผือกขำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด จัดงาน “Krungsri First Choice : Exclusive Financial Literacy” (กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ : หลักสูตรพิเศษเรื่องการบริหารการเงิน) ตอน เคล็ด(ไม่)ลับเรื่องการเงิน เดอะเรียลลิตี้ งานสัมมนาให้ความรู้ด้านการบริหารเงินสำหรับลูกค้าบัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ เพื่อต่อยอดโครงการ ฉลาดคิด ฉลาดใช้ ของกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ที่ต้องการให้ความรู้ด้านการบริหารเงินกับกลุ่มคนวัยทำงาน ณ C Asean Auditorium ชั้น 10 อาคารไซเบอร์ เวิลด์ รัชดาภิเษก

เรียงจากซ้ายไปขวา

1. กวิน สุวรรณตระกูล (TarKawin) – กูรูด้านการลงทุน 
2. ดรุณี สุทธิพิทักษ์ (เป็กกี้ ศรีธัญญา) – ศิลปินชื่อดัง
3. สุชัย วชโรดมทรัพย์ – ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายสื่อสารและการตลาดดิจิทัลบริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด
4. ณญาณี เผือกขำ – กรรมการผู้จัดการ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด
5. อธิป ศิลป์พจีการ – ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาด บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด
6. ปาจารีย์ ปานขาว (อภินิหารเงินออม) – กูรูด้านการเงิน
7. นภัทร อินทร์ใจเอื้อ (กัน The Star) – ศิลปินชื่อดัง

พี่ต้าร์ TarKawin และพี่ปา อภินิหารเงินออม – aomMONEY Guru

ภายในงานพบกับกูรูด้านการเงิน-การลงทุน จาก aomMONEY กวิน สุวรรณตระกูล, ปาจารีย์ ปานขาว และแขกรับเชิญพิเศษ เป็กกี้ ศรีธัญญา หรือ ดรุณี สุทธิพิทักษ์ และ กัน-นภัทร อินทร์ใจเอื้อ สองศิลปินชื่อดัง ที่มาร่วมพูดคุยเกี่ยวกับเคล็ด(ไม่)ลับเรื่องการบริหารการเงินแบบ “ฉลาดคิด ฉลาดใช้” ให้กับผู้ร่วมงาน ก่อนจะปิดท้ายด้วย มินิคอนเสิร์ตจากทั้งสองศิลปิน สร้างทั้งสาระความรู้และความสนุกสนานให้งานได้เป็นอย่างดี

ณญาณี เผือกขำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะบริษัทในเครือกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้นำในธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ ตั้งใจจัดกิจกรรมงานสัมมนา “Krungsri First Choice : Exclusive Financial Literacy” (กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ : หลักสูตรพิเศษเรื่องการบริหารการเงิน) ตอน เคล็ด(ไม่)ลับเรื่องการเงิน เดอะเรียลลิตี้ ขึ้น เพื่อให้ความรู้ด้านการบริหารเงินกับกลุ่มคนวัยทำงาน เพื่อให้กลุ่มคนรุ่นใหม่รู้จักการวางแผนทางการเงินขั้นพื้นฐาน มีวินัยทางการเงินที่ดี รู้จักวิธีการบริหารเงิน และใช้เงินอย่างเหมาะสม โดยเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานสัมมนาในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับลูกค้าคนพิเศษทุกท่าน ตลอดจนผู้สนใจ เพื่อที่จะได้สามารถนำความรู้เรื่องการเงินที่ได้ในวันนี้ ไปต่อยอดใช้ในชีวิตประจำวันได้ค่ะ”

ทางด้านกูรูด้านการเงิน ต้าร์-กวิน สุวรรณตระกูล กล่าวถึงเคล็ดลับของการบริหารเงินว่า “ทุกอย่างเริ่มต้นจาก การวางแผนรายรับ-รายจ่ายครับ เมื่อเราได้เงินมาเราก็ต้องมีการวางแผนให้ดี มีเงินก็ใช้ได้แต่ต้องรู้จักใช้เงิน เริ่มแรกเราควรเข้าใจสถานะการเงินของตนเองก่อน ว่าแต่ละเดือนเราสามารถใช้จ่ายได้เท่าไร บางคนไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้เลยจนบางครั้งทำให้เกิดการใช้จ่ายเกินตัว เกิดเป็นหนี้สิ้นที่ชำระไม่ไหวขึ้น โดยผมมีหลักการง่ายๆแนะนำคือ พอได้รายได้มาให้นำไปหักเป็นเงินออมไว้ก่อนเลย 20% แล้วที่เหลือถึงเป็นรายจ่ายที่เราใช้ได้ในแต่ละเดือน โดยในรายจ่ายก็ควรแบ่งย่อยอีกคือ รายจ่ายจำเป็นกับรายจ่ายไม่จำเป็น ถ้าเรามีรายจ่ายที่ไม่จำเป็นเยอะเราก็พยายามลดค่าใช้จ่ายตรงนั้นลงแล้วนำเงินเหล่านั้นไปใช้จ่ายสิ่งที่จำเป็นก่อน ถ้าเหลือ ก็ค่อยออมเพิ่ม แต่การออมก็ไม่ได้แนะนำให้ออมไว้เฉยๆนะครับ เราสามารถนำเงินออมเหล่านั้นไปลงทุนเพิ่ม เช่น การซื้อประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ การซื้อกองทุนรวม หรือ การเล่นหุ้นกรณีที่เรามีความรู้เกี่ยวกับการลงทุนประเภทนั้นๆ มากพอ ก็จะสามารถนำเงินที่มีไปต่อเงินให้งอกเงยขึ้นได้ครับ”

“ทุกอย่างเริ่มต้นจาก การวางแผนรายรับ-รายจ่ายครับ เมื่อเราได้เงินมาเราก็ต้องมีการวางแผนให้ดี มีเงินก็ใช้ได้แต่ต้องรู้จักใช้เงิน”

– ต้าร์ TarKawin –

ส่วนกูรูด้านการเงิน อีกหนึ่งท่าน ปา-ปาจารีย์ ปานขาว กล่าวแนะเพิ่มเติมว่า “สำหรับใครที่เกิดหนี้ขึ้นมาแล้ว ปามีเทคนิคการชำระหนี้มาแนะนำสั้นๆ คือ ให้แบ่งความสำคัญของหนี้เป็นลำดับ ให้พยายามชำระหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงให้หมดก่อน หรือจะใช้อีกหนึ่งเทคนิคก็ได้ เป็นเทคนิคที่เรียกว่า หนี้ก้อนหิมะ (Debt Snowball Method) คือ การชำระหนี้โดยเริ่มจากหนี้ที่มียอดเงินน้อยที่สุดก่อนเพื่อให้จำนวนเจ้าหนี้ลดลง อันนี้เป็นเทคนิคการวางแผนการชำระหนี้ง่ายๆ ด้วยตนเอง สุดท้ายที่อยากจะฝากไว้ สำหรับสัดส่วนการแบ่งรายรับ รายจ่ายและเงินออมของเราคือ ควรออม 20% อีก 50% นำมาเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ส่วนใครที่จะผ่อนชำระสินค้าต่างๆ เช่น รถยนต์ มือถือ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่อยากให้เป็นรางวัลกับตัวเอง ไม่ควรจะให้หนี้รวมเกิน 30% ของรายรับเรา ถ้าเรารู้จักจัดสรรและวางแผนเรื่องการเงินของเราอย่างรัดกุม แค่นี้เราก็สามารถใช้เงินได้แบบมีความสุขแล้วค่ะ”

“ให้แบ่งความสำคัญของหนี้เป็นลำดับ ให้พยายามชำระหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงให้หมดก่อน หรือจะใช้อีกหนึ่งเทคนิคก็ได้ เป็นเทคนิคที่เรียกว่า หนี้ก้อนหิมะ (Debt Snowball Method)”

– ปา อภินิหารเงินออม –

สามารถติดตามข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมดี ๆ จากกรุงศรี เฟิร์สช้อยส์ เพิ่มเติมได้จาก www.firstchoice.co.th และติดตามเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับการบริหารเงินจากโครงการ “ฉลาดคิด ฉลาดใช้” เพิ่มเติมได้จาก www.krungsri.com/krungsri-consumer/moneymatters

จ่ายเงินเดือน หรือ เงินปันผล ให้เจ้าของ แบบไหนดีกว่ากัน?

กำหนดตัวแปรคำนวณเพื่อให้เท่ากันก่อน คือ

1. บริษัทแห่งหนึ่งมีกำไร 1,000,000 บาท เสียภาษีในอัตรา 20%

2. เงินเดือนและเงินปันผลจ่ายในจำนวนที่เท่ากัน คือ 240,000 บาท คิดเป็นเงินเดือน 20,000 บาทต่อเดือน

3. เจ้าของธุรกิจไม่มีรายได้อื่น ไม่มีค่าลดหย่อนใดๆ เพิ่มเติม

ยกที่หนึ่ง : ภาษีเงินไ้ด้นิติบุคคล

ยกแรก!! กำไรจำนวน 1,000,000 บาท ถ้าหากจ่ายเงินเดือนจะช่วยให้ประหยัดภาษีไปจำนวน 48,000 บาท (20% ของรายจ่าย 240,000 บาท)

ส่วนเงินปันผลนั้นเป็นเงินที่จ่ายจากกำไร ไม่สามารถนำมาใช้เป็นรายจ่ายได้ และจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้อีก 10% คือ 24,000 บาท

ยกแรก เงินเดือนชนะขาด ประหยัดภาษีให้บริษัทไป 48,000 บาท ส่วนเงินปันผลทำให้ต้องหักภาษี ณ ทีจ่ายไว้ 24,000 บาท (โดยสามารถนำไปหักจากภาษีของกรรมการได้)

ยกที่สอง : ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

มาดูกันต่อในเรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาบ้าง กรรมการหรือเจ้าของเอามายื่นภาษี เงินเดือนเมื่อคำนวณภาษีแล้วจะมีเงินได้สุทธิ 80,000 บาท ซึ่งไม่ต้องเสียภาษีเพิ่ม

แต่ถ้าเป็นเงินปันผล จะต้องมาคิดเรื่องของเครดิตภาษีเงินปันผล ซึ่งมองว่าภาษีที่จ่ายจากฐานรายได้เดียวกันไม่ควรเก็บซ้ำซ้อน ลองดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่คลิปนี้https://youtu.be/Bkmj1q-lyxs

จากกรณีนี้ เครดิตภาษี คือ 240,000 x 20/80 = 60,000 บาท ซึ่งต้องนำมาเป็นรายได้ของกรรมการ และเอามารวมกับภาษีที่ถูกหักไว้เพื่อใช้ในการหักจากภาษีที่คำนวณได้ (24,000 + 60,000)

ดังนั้นรายได้กรรมการจะเพิ่มขึ้นเป็น 300,000 บาท เมื่อคำนวณภาษีแล้วจะมีเงินได้สุทธิ 240,000 บาท คิดเป็นภาษีจำนวน 4,500 บาท แต่เมื่อนำมาหักเครดิตภาษีและภาษีหัก ณ ที่จ่ายจำนวน 84,000 บาท เท่ากับว่าจะได้ภาษีคืนจำนวน 79,500 บาท

ยกที่สอง เงินเดือนไม่เสียอะไรเพิ่มเติม แต่เงินปันผลทำให้เจ้าของได้เงินคือ 79,500 บาท

สรุปผลการคำนวณ ถ้าเลือกจ่ายเงินเดือนจะประหยัดภาษีนิติบุคคลไปได้ 48,000 บาท แต่ถ้าจ่ายเงินปันผลจะสามารถขอคืนภาษีได้จำนวน 79,500 บาท ซึ่งแปลว่าขอคืนเงินปันผลได้คืนภาษีมากกว่าจำนวน 31,500 บาท

คำถามคือ เราควรจะเลือกแบบไหน เพราะการจ่ายเงินปันผลก็มีข้อเสียบางอย่าง เช่น หากฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของกรรมการสูงมาก ก็อาจจะไม่คุ้มกับการขอคืนเครดิตภาษีเงินปันผล 

บทสรุปจาก #พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ

เราไม่สามารถบอกได้ว่าการจ่ายเงินเดือนนั้นดีกว่าเงินปันผล แต่เราต้องดูความเหมาะสมของ 3 ตัวแปรนี้ประกอบกัน คือ อัตราภาษีที่ธุรกิจเสีย จำนวนเงินที่จ่าย (เงินเดือนหรือเงินปันผล) และสุดท้ายคือภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเจ้าของประกอบกันครับ

ติดตามความรู้เรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจได้ที่แฟนเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ หรือกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ Line @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai ครับ

#เงินเดือน #เงินปันผล
#ภาษีธุรกิจ #ความรู้ภาษีธุรกิจ
#พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ

เอกสารบัญชีและภาษี ที่เจ้าของธุรกิจควรรู้จัก

ใบเสนอราคา คือ เอกสารที่เราต้องออกให้ลูกค้า เพื่อพิจารณาราคาสินค้า/บริการ รวมถึงเงื่อนไขต่างๆ

หากลูกค้าต้องการก็จะเซ็นอนุมัติกลับมาเพื่อบอกว่าตกลงสั่งซือหรือว่าจ้างนั่นเอง

ใบเสนอราคาเป็นด่่านแรกของการขายสินค้าหรือให้บริการ ดังนั้นอย่าลืมใส่รายละเอียดสำคัญต่างๆให้ครบด้วยนะครั

ใบวางบิล หรือ ใบแจ้งหนี้ เรียกง่ายๆคือเอกสารที่ใช้ในการเรียกเก็บเงินจากลูกค้า ซึ่งจะเก็บจากการขายสินค้าหรือบริการที่ให้เครดิต (เงินเชือ)

การวางบิลนั้นจะขึ้นอยู่กับวันรับวางบิลของทางลูกค้า ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละบริษัท ดังนั้นควรเช็คให้ดี เพื่อที่จะได้รับเงินตามที่กำหนดไว้ และข้อมูลต่างๆต้องครบถ้วนเช่นเดียวกัน เพือให้ไม่มีปัญหาเรื่องการจ่ายเงิน

บิลเงินสด คือ เอกสารหลักฐานในการแสดงว่าได้รับชำระเงินแล้ว โดยผู้ขายหรือให้บริการจะเป็นคนออกให้ลูกค้า

โดยปกติแล้ว บิลเงินสดมักจะเป็นหลักฐานที่ไม่สามารถใช้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ เนื่องจากข้อความที่ไม่ครบถ้วน เช่น ไม่มีรายชื่อคนรับเงิน ไม่มีชื่อผู้ซื้อ มีเพียงแค่รายละเอียดสินค้าเท่านั้น ซึ่งทำให้พิสูจน์ที่มาของการจ่ายเงินได้ยาก

แนะนำให้ใช้ใบเสร็จรับเงินที่มีรายละเอียดผู้รับเงิน ผู้ซื้อสินค้าและบริการจะดีกว่า

ใบส่งของ คือ เอกสารการยืนยันการไ้ด้รับสินค้าของผู้ซื้อ แต่คนที่ออกคือผู้ขายสินค้า เพื่อใช้ในการส่งสินค้าและพิสูจน์ว่าได้ส่งมอบจริง

ถ้าธุรกิจเรามีออกใบส่งของอย่าลืมให้ลูกค้าเซ็นรับของพร้อมลงวันที่ให้เรียบร้อยด้วยนะครับ

ใบกำกับภาษีเต็มรูป คือ เอกสารหลักฐานสำคัญในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งออกได้เฉพาะผูที่จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ จด VAT เท่านั้น

ทุกครั้งที่มีการขายสินค้าหรือให้บริการ ผู้ขายมีหน้าที่ต้องออกให้ใบกำกับภาษีแก่ผู้ซื้อสินค้าหรือบริการ โดยต้องมีข้อความตามที่กฎหมายกำหนด

ใบกำกับภาษีอย่างย่อ เป็นเอกสารสำคัญในอีกรูปแบบหนึ่งสำหรับกิจการที่มีการขายหรือให้บริการกับคนจำนวนมาก เช่น ร้านค้า โรงแรม ร้านอาหาร ซึ่งหากธุรกิจเป็นแบบนี้ คุณสามารถออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้โดยที่ไม่ต้องขออนุมัติจากกรมสรรพากร

แต่สำหรับคนที่ไม่ใช่กิจการเช่นนี้ การขออนุมัตินั้นควรขอผ่านการใช้งาน เครื่องบันทึกการเก็บเงิน(POS) เพื่อให้สะดวกกับการทำงานมากขึ้น

ทุกครั้งที่มีการขายสินค้าหรือให้บริการ ผู้ขายมีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีอย่างย่อให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือบริการ โดยต้องมีข้อความตามที่กฎหมายกำหนด และยังต้องเปลี่ยนเป็นใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปทันทีที่ได้รับการร้องขอจากผู้ซื้อสินค้าและรับบริการอีกด้วย

ติดตามความรู้เรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจได้ที่แฟนเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ หรือกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ Line @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai ครับ

#เอกสารบัญชี #เอกสารภาษี
#ภาษีธุรกิจ #ความรู้ภาษีธุรกิจ
#พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ

ความรู้ภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับคนทำธุรกิจ

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือ ภาษีที่กฎหมายกำหนดให้ “ผู้จ่ายเงิน” ต้องหักไว้จากเงินได้ก่อนที่จะจ่ายเงินให้แก่ “ผู้รับเงิน” และถือเป็น “เครดิตภาษี” (เอาไปหักออกจากภาษีที่คำนวณได้ หรือภาษีที่ต้องเสีย) ของผู้รับเงิน (ผู้มีรายได้) ในการคำนวณภาษีเงินได้ โดยจะมีหลักฐานที่เรียกว่า “หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย” ที่ผู้จ่ายเงินมอบให้แก่ผู้รับเงินไว้เป็นหลักฐาน

ผูู้ที่มีหน้าที่เสียภาษี ณ ที่จ่ายคือ ผู้ที่มีรายได้ แต่คนที่มีหน้าที่หักภาษี ณ ทีจ่ายคือผู้จ่ายเงิน

ฟังอีกที สำหรับคนที่ได้รับเงิน จะถูกหักภาษีไว้ พร่อมได้เอกสารหลักฐานการหัก แต่สำหรับคนที่จ่ายเงินมีหน้าที่หักภาษีไว้ แล้วเอาไปส่งสรรพากรในแต่ละเดือนที่มีการหักภาษี

โดยปกติ คนรับเงินต้องนำไปยื่นภาษีเงินได้ สมมุติว่า นายบักหนอม มีรายได้ที่ต้องเสียทั้งหมดในปี จำนวน 15,000 บาท แต่ถูกบริษัท แท็กบักหนอม จำกัดภาษีหัก ณ ที่่จ่ายที่ถูกหักไว้แล้วระหว่างจำนวน 10,000 บาท แปลว่าในปีนั้นเราจะต้องเสียภาษีเพิ่มเติมแค่เพียง 15,000 – 10,000 = 5,000 บาทเท่านั้นเอง (10,000 บาทที่ถูกหักไว้ นำไปเครดิตออกจากภาษีที่ต้องชำระตอนปลายปี)

ส่วนบริษัท แทกบักหนอม ทุกครั้งที่มีการจ่ายเงินให้นายบักหนอมก็ต้องนำภาษีที่หักไปส่งสรรพากรเป็นรายเดือ

อัตราภาษี ณ ที่จ่ายมีหลายอัตรา การคำนวณจะคิดเป็น % จากรายได้โดยตรงเช่น 1,2,3,5% หรือคำนวณตามวิธีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ใครสนใจสามารถดูคลิปเพิ่มเติมได้ที่ https://youtu.be/EdQf1nPRPJI

มีหลายอัตรามากมาย สามารถดูได้ที่คลิปด้านล่าง หรือ ศึกษาเพิ่มเติมจากประมวลรัษฏากร มาตรา 50 และ 3 เตรส จ้า

ใครสนใจสามารถดูคลิปเพิ่มเติมได้ที่ https://youtu.be/EdQf1nPRPJI

โดยปกติการยื่นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจะมีการยื่นทุกเดือนโดยยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป และใช้แบบแสดงรายการแตกต่างกันตามประเภทที่ของเงินได้ที่หัก เช่น
กรณีบุคคลธรรมดา
ภ.ง.ด. 1 สำหรับเงินได้ประเภทที่ 1-2
ภ.ง.ด. 2 สำหรับเงินได้ประเภทที่ 3-4
ภ.ง.ด. 3 สำหรับเงินได้ประเภทที่ 5-8

กรณีนิติบุคคล
ภ.ง.ด.53 สำหรับเงินได้ทุกกรณี

ติดตามความรู้เรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจได้ที่แฟนเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ หรือกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ Line @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai ครับ

#ภาษีหักณที่จ่าย
#ภาษีสำหรับเจ้าของธุรกิจ
#พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ

ความรู้อากรแสตมป์ สำหรับคนทำธุรกิจ

อากรแสตมป์เป็นภาษีตามประมวลรัษฏากรอีกประเภทหนึ่งที่จะเรียกเก็บจากการทำสัญญา หรือ ตราสารตามที่กฎหมายกำหนด โดยปัจจุบันมีทั้งหมด 28 ประเภทจ้า

คนที่ต้องเสียภาษีนั้นขึ้นอยู่กับการระบุในบัญชี ซึ่งแตกต่างกันไปตามลักษณะของสัญญาหรือตราสาร 28 ประเภทนั้นๆ เช่น ผู้ให้เช่า ผู้โอน ผู้ให้กู้ ผู้รับประกันภัย ซึ่งมีการผลักภาระ หรืออาจตกลงให้คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นผู้เสียอากรแทนก็ได้

การคำนวณนั้นขึ้นอยู่กับกับบัญชีตราสารที่กำหนดไว้ สามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่http://www.rd.go.th/publish/6162.0.html

อัตรานั้นอยู่ขึ้นอยู่กับตราสารเช่นเดียวกัน เพราะตแ่ละตราสารหรือสัญญานั้นก็จะไม่เท่ากัน สามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.rd.go.th/publish/6162.0.html

อากรแสตมป์ไม่จำเป็นต้องยื่น แต่ต้องมีการปืดทับหรือชำระเป็นตัวเงินทุกครั้งที่ทำสัญญา โดย

1. กรณีแสตมป์ปิดทับ คือ ปิดแสตมป์ทับกระดาษ และขีดฆ่าแสตมป์นั้นแล้ว หรือ

2. กรณีแสตมป์ดุน ใช้กระดาษมีแสตมป์ดุนเป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย และขีดฆ่าแล้ว ให้เจ้าหน้าที่ประทับแสตมป์ดุน

3. กรณีชำระเป็นตัวเงิน ให้ใช้แบบ อ.ส.4 (แบบขอและอนุมัติให้เสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน) ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานสรรพากรอำเภอหรือสรรพากรเขต โดยแนบตราสารที่ขอเสียอากรไปด้วย

ติดตามความรู้เรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจได้ที่แฟนเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ หรือกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ Line @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai ครับ

#อากรสแตมป์
#ภาษีสำหรับเจ้าของธุรกิจ
#พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ

ความรู้ภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับคนทำธุรกิจ

ภาษีธุรกิจเฉพาะ เป็นภาษีจัดเก็บจากการประกอบกิจการเฉพาะอย่าง เช่น ธนาคาร เงินทุน ประกันชีวิต การประกอบเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ (กู้เงิน ค้ำประกัน) โรงรับจำนำ ขายอสังหาริมทรัพย์

ภาษีธุรกิจเฉพาะจะคิดเป็น % จากรายได้ที่ได้รับ ซึ่งมีการคิดในอัตราที่แตกต่างกันออกไป

ผู้ที่มีหน้าที่เสีย คือ ผู้ที่ประกอบกิจการตามที่ได้ว่ามาในหน้าที่แล้ว ซึ่งหมายความรวมถึงทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดา และ นิติบุคคล ในหลักการเดียวกันกับภาษีมูลค่าเพิ่ม นั่นคือ ไม่สนใจรูปแบบนั่นเองครับ

อย่างไรก็ดี ภาษีธุรกิจเฉพาะแตกต่างจากภาษีมูลค่าเพิ่มนิดนึงตรงการยื่นนั่นคือ ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีธุรกิจเฉพาะก็สามารถยื่นภาษีส่วนนี้ได้ แตกต่างจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่มักจะต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการก่อน 

คำนวณโดย รายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย x อัตราภาษี และต้องเสียอัตราภาษีท้องถิ่นเพิ่มอีก 10% ของภาษีธุรกิจเฉพาะที่คำนวณได้

ปัจจุบันอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะ (ไม่รวมอัตราภาษีท้องถิ่น 10%) จะอยู่ที่ 0.1 , 2.5 และ 3% ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ และมีบางประเภทที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ นั่นคือ ธุรกิจขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์

สำหรับภาษีธุรกิจเฉพาะจะต้องยื่นแบบแสดงรายการในแต่ละเดือนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดมา โดยใช้แบบที่ชื่อว่า ภ.ธ.40 

นอกจากนั้นยังต้องมีการจัดการเรื่องการทำรายงานแสดงรายรับก่อนหักรายจ่ายที่ต้องเสียภาษีและไม่ต้องเสียภาษีอีกด้วย

ติดตามความรู้เรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจได้ที่แฟนเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ หรือกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ Line @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai ครับ

#ภาษีธุรกิจเฉพาะ
#ภาษีสำหรับเจ้าของธุรกิจ
#พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ

ความรู้ภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับคนทำธุรกิจ

ภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ ภาษีประเภทหนึ่งที่เก็บจากการบริโภคที่เกิดขึ้น หรือพูดง่ายๆว่าถ้าใครบริโภคทรัพยากรมาก ก็ต้องเสียภาษีมากนั่นเอง

ในทางทฤษฏี ภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นภาษีที่ผลักภาระได้ให้กับผู้ซื้อหรือผู้บริโภคเป็นผู้ชำระแทนได้

สมมุติให้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ร้อยละ 7 และการซื้อและการขายเกิดขึ้นภายในรอบการจ่ายภาษีเดียวกัน….
1. บริษัท A ซื้อวัตถุดิบ มาในราคา 100 บาท มีภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีซื้อ) จำนวน 7 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 107 บาท
2. บริษัท A นำไปออกมาผลิตเป็นสินค้าขายให้ผู้บริโภคในราคา 200 บาท ตอนขายไปบริษัท A จะต้องคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีขาย) จำนวน 14 บาท
3. บริษัท A ก็จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะผลต่างจำนวน 14 – 7 = 7 บาท

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม มีอยู่ 3 กลุ่ม คือ
1. ผู้ขายสินค้า
2. ผู้ให้บริการ
3. ผู้นำเข้า

โดยปกติแล้วจะมีการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจบางประเภท (ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่มาตรา 81 ประมวลรัษฏากร)

สำหรับคนทำธุรกิจนั้น ให้จำไว้เพียงว่า หากคุณมีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี และกิจการของคุณไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม คุณมีหน้าที่จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย

และอีกข้อที่ควรรู้คือ ไม่ว่าคุณจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล คุณมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มได้ทั้งคู่ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบไหน หากเข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด

นอกจากนั้น การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับคนทำธุรกิจ คุณยังต้องจดทะเบียนเป็น ผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม ก่อน ถึงจะเริ่มเสียภาษีได้ โดยยึดตามฐานรายได้ที่กฎหมายกำหนด นั่นคือ 1.8 ล้านบาท

สำหรับคนทำธุรกิจ วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ ภาษีขาย – ภาษีซื้อ

ภาษีขาย คือ ภาษีที่เราเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือรับบริการ
ภาษีซื้อ คือ ภาษีที่เราจ่ายให้ผู้ขายหรือผู้ให้บริการ

ภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น เจ้าของธุรกิจมีหน้าที่ต้องคำนวณทุกเดือน หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ก็จ่ายให้กรมสรรพากร หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ก็สามารถยกยอดไปได้ในเดือนต่อไป หรือขอคืนได้ในแต่ละเดือน

ถ้าเอาแบบเข้าใจง่ายๆ ปัจจุบันอยู่ที่ 7% แต่อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจริงๆ อยู่ที่ 10%

ถ้าเอาแบบซับซ้อน ภาษีมูลค่าเพิ่มจริงๆ คือ 6.3% และ เรายังต้องเสียอัตราภาษีท้องถิ่นอีก 1/9 ของอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ 0.7% สรุป เราเสีย VAT 7% นั่นแหละ

แต่พิเศษสำหรับผู้ที่ส่งออกสินค้าหรือบริการไปนอกประเทศ คุณจะเสียภาษีในอัตรา 0% ซึ่งฟังเผินๆเหมือนกับไม่เสียภาษี แต่ข้อดีคือคุณสามารถขอคืนภาษีซื้อที่คุณจ่ายไปได้เต็มจำนวน

ภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องยื่นเป็นรายเดือน คำนวณยอดทุกเดือนมาเพื่อนำส่งกรมสรรพากรภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มที่คนทำธุรกิจปกติใช้กันคือ แบบ ภ.พ.30 เวลายื่นคุณกรอกข้อมูลต่างๆ ไปแต่ไม่ต้องแนบเอกสารประกอ

นอกจากยื่นแล้ว คุณยังต้องนำรายงานเพิ่มเติมเพื่อประกอบการยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ได้แก่

1. รายงานภาษีซื้อ
2. รายงานภาษีขาย
3. รายงานสินค้าและวัตถุดิบ (ถ้ามี)

ติดตามความรู้เรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจได้ที่แฟนเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ หรือกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ Line @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai ครับ

#ภาษีมูลค่าเพิ่ม
#ภาษีสำหรับเจ้าของธุรกิจ
#พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save