ความรู้ภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับคนทำธุรกิจ

ภาษีเงินได้นิติบุคคล คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากเงินได้ของนิติบุคคล ซ่ึึ่งมีมากมายหลายประเภทที่กฎหมายกำหนด แต่เราจะคุ้นเคยกันกับชื่อของบริษัท และ ห้างหุ้นส่วนเป็นหลัก

สำหรับคนทำธุรกิจถ้าคุณจดทะเบียนนิติบุคคล (บริษัท หรือ ห้างฯ) มีเลขทะเบียนนิติบุคคล แปลว่าคุณเป็นนิติบุคคล และต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลนั่นเอง

เอาจริงๆ แล้ว บุคคล ที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งกำหนดไว้อยู่หลายกลุ่มด้วยกัน ได้แก่

• บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย
• บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ ที่เข้ามากระทำการในไทย หรือมีรายได้จากประเทศไทย
• กิจการซึ่งดำเนินการเป็นทางค้า หรือหากำไร โดยองค์กรต่างประเทศ หรือรัฐบาลต่างประเทศ
• กิจการร่วมค้า (Joint Venture)
• มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้
• นิติบุคคลอื่น เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไท

วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลมี 4 วิธี นั่นคือ

• กำไรสุทธิ (มาตรา 65)
• รายได้ก่อนหักรายจ่าย (มาตรา 67)
• เงินได้ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย (มาตรา 70)
• จำหน่ายกำไรออกนอกประเทศไทย (มาตรา 70 ทวิ)

—-

สำหรับคนทำธุรกิจ จะใช้วิธีคำนวณจากกำไรสุทธิทางภาษีของกิจการ

ปกติเราจะคุ้นเคยกับคำว่า กำไร นั้นมาจากรายได้ – ค่าใช้จ่าย แต่กำไรสุทธิทางภาษีนั้นจะมีการปรับปรุงจากกำไรทางบัญชีตามปกติดังนี้ครับ

กำไร (ขาดทุน) ทางภาษี = กำไร (ขาดทุน) ทางบัญชี + รายได้ที่ให้ถือเป็นรายได้ + รายจ่ายต้องห้าม – รายได้ที่ได้รับสิทธิยกเว้น – รายจ่ายที่หักได้เพิ่มขึ้น

โดยรายการปรับปรุงแต่ละตัวมีความหมายดังนี้ครับ…
1) รายได้ที่ถือเป็นรายได้ทางภาษี คือ รายได้ที่ทางบัญชีไม่ถือเป็นรายได้แต่ต้องถือเป็นรายได้ทางภาษี

2) รายได้ที่ได้รับสิทธิยกเว้น คือ รายได้ที่ทางบัญชีถือเป็นรายได้ แต่ไม่ถือเป็นรายได้ทางภาษี

3) รายจ่ายต้องห้าม คือ รายจ่ายที่ทางบัญชีถือเป็นรายจ่าย แต่ไม่ถือเป็นรายจ่ายทางหลักภาษี

4) รายจ่ายที่หักได้เพิ่มขึ้น คือ รายจ่ายที่ทางภาษีกำหนดให้หักเป็นรายจ่ายได้มากกว่าหลักการบัญชี

อัตราปัจจุบันอยู่ที่ 20% แต่สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อมอย่าง SMEs จะได้รับสิทธิยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ ขึ้นอยู่กับแต่ละนโยบายที่ออกมา

ปัจจุบัน ธุรกิจ SMEs ที่มีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทและทุนชำระไม่เกิน 5 ล้านบาท จะได่รับสิทธิยกเว้นกำไร 3 แสนบาทแรกไม่ต้องเสียภาษี ส่วนกำไรส่วนที่เกินนั้นจะมีเงื่อนไขการเสียภาษีที่แตกต่างกันไป (ตรงนี้จะมีการอัพเดทให้ฟังกันในอนาคตอีกทีครับ) 

เหมือนกันกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยปกติภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับคนทำธุรกิจนั้นต้องยื่นปีละ 2 ครั้ง นั่นคือ ภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด. 51) กับภาษีเต็มปีหรือเต็มรอบระยะเวลาบัญชี (ภ.ง.ด.50)

ปกติรอบบัญชีของธุรกิจจะอยู่ที่ 1 ปี เริ่มต้น 1 มกราคม – 31 ธันวาคมของทุกปี แต่ก็อาจจะมีรอบบัญชีอื่นๆได้ ขึ้นอยู่กับความพอใจของธุรกิจนั้นๆ

แต่จำไว้ว่าภาษีเต็มปี ต้องยื่นภายใน 150 วันหลังจากวันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี ส่วนภาษีครึ่งปีให้ยื่นภายใน 2 เดือนของวันครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีครับ (ถ้ายื่นผ่านอินเตอร์เน็ตก็บวกไปอีก 8 วันจ้า)

เช่นรอบปกติ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม มักจะยื่นภาษีครึ่งปี ภายใน 31 สิงหาคมของทุกปี และยื่นภาษีเต็มปีภายในวันที่ 29-30 พฤษภาคมของปีถัดไป (ขึ้นอยู่กับปีไหนมีเดือนกุมภาพันธ์ 29 วันนั่นเอง)

ติดตามความรู้เรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจได้ที่แฟนเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ หรือกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ Line @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai

#ภาษีเงินได้นิติบุคคล
#ภาษีสำหรับเจ้าของธุรกิจ
#พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ

ความรู้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับคนทำธุรกิจ

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แปลตรงตัวคือ ภาษีที่เก็บจากเงินได้ของคนธรรมดาทั้งหลาย ดังนั้นถ้าหากคุณทำธุรกิจอยู่ในรูปแบบบุคคลธรรมดา ไม่ได้จดบริษัท ห้างหุ้นส่วนทั้งหลาย คุณมีหน้าที่เสียภาษีนี้ทันทีที่คุณมีรายได้

คนทำธุรกิจทุกคนมีหน้าที่ต้องเสียภาษี นี่คือความจริงที่แท้ทรูข้อแรกที่คุณควรรู้

คนที่ต้องเสีย ก็คือ บุคคลธรรมดาตามที่กฎหมายว่าไว้ แน่นอนว่า คนอย่างเราๆนี่ก็ถือเป็นหนึ่งในนั้น

แต่ถ้ากฎหมายจริงๆ เขาบอกว่า คนที่ต้องเสียนั้น
มีตั้งแต่ บุคคลธรรมดา ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง ห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคล

สรุปสั้นๆตรงนี้ก็บอกว่าเสียมันหมดทุกคนนี่แหละครับ

วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะมีอยู่ 2 วิธีคือ

1. วิธีเงินได้สุทธิ
2. วิธีเงินได้พึงประเมิน

แบบแรก วิธีคำนวณตามเงินได้สุทธิ x อัตราภาษี
เงินได้สุทธิ มาจาก รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน

ควรเข้าใจ 3 ข้อนี้ก่อน
1. รายได้ถือเป็นเงินได้ประเภทไหนตามกฎหมาย
2. เลือกคำนวณค่าใช้จ่ายตามประเภทของเงินได้ แบบไหน หัก % ตามอัตราเหมา หรือจะหักตามจริงที่มีเอกสารหลักฐาน
3. เลือกใช้ค่าลดหย่อนตามที่มี+ต้องการ

แบบที่สอง ในกรณีที่มีรายได้จากการทำธุรกิจเกินกว่า 1 ล้านบาทต่อปี จะต้องนำมาคำนวณตามวิธีที่ 2 และเปรียบเทียบกับวิธีแรก โดยเลือกภาษีที่คำนวณได้มากกว่ามาเสีย

โดยวิธีที่ 2 คำนวณโดย
เงินได้ x 0.5%

ถ้ายังไม่เข้าใจวิธีการคำนวณ กดติดตามเพจนี้ไว้ fb.me/biztaxthai วันหลังจะสอนในรายละเอียดให้มากขึ้นครับ

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นแบบขั้นบันได แปลเป็นไทยก็คือยิ่งมีรายได้มากยิ่งเสียภาษีมากขึ้น โดยมีแต่ตั้ง 5-35% ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินได้สุทธิเมื่อกี้ที่คำนวณได้นั่นแหละจ้า 

สำหรับคนทำธุรกิจ ถ้ามีรายได้เกิน 60,000 บาทต่อปี ต้องยื่นภาษี แม้ว่าจะไม่เสียภาษีก็ตาม (กรณีมีคู่สมรสคือ 120,000 บาท)

สำหรับคนทำธุรกิจจะยื่นด้วยแบบ ภ.ง.ด. 90 และ แบบ ภ.ง.ด. 94 โดย ภ.ง.ด. 90 เป็นการยื่นภาษีเต็มปี ส่วน ภ.ง.ด. 94 เป้นการยื่นภาษีครึ่งปี (6 เดือนแรก)

จำไว้ว่าภาษีเต็มปี ต้องยื่นภายในเดือนมีนาคมปีถัดไป ส่วนภาษีครึ่งปีให้ยื่นภายในเดือนกันยายนปีเดียวกัน (ถ้ายื่นผ่านอินเตอร์เน็ตก็บวกไปอีก 8 วันจ้า)

ติดตามความรู้เรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจได้ที่แฟนเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ หรือกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ Line @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 5-9 กุมภาพันธ์ 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม กลับมาพบกับผม “อัศวินกองทุน” เหมือนอย่างเช่นเคย กับบทความวิเคราะห์เจาะลึกกลยุทธ์การลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลกในแบบเข้าใจง่ายๆ ครับผม เดือนนี้ก็เป็นเดือนที่ 2 ประจำปี 2561 แล้วครับ เรามาเริ่มต้นดูกันที่ภาพรวมเศรษฐกิจกันก่อนเลยดีกว่าครับผม

ตอนนี้ผมมองว่าตลาดหุ้นโดยรวมยังคงมีความน่าสนใจอยู่ครับ เนื่องจากผลประกอบการที่คาดว่าจะออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่จะมีปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากนโยบายการปฏิรูปภาษีและราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์ที่มีทิศทางอ่อนค่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นเกิดใหม่ที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวในระดับที่สูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วอีกด้วยครับ เอาล่ะ เรามาลองดูกลยุทธ์การลงทุนกันเลยดีกว่าครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

ตลาดหุ้นไทยจากเศรษฐกิจที่มีสัญญาณดีขึ้นในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ส่งสัญญาณฟื้นตัว ในขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐที่คาดว่าเม็ดเงินในปี 61 จะสูงขึ้น รวมทั้งโครงการ EEC จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจและการลงทุนระยะถัดไป ดังนั้นคำแนะนำประจำสัปดาห์นี้ คือ ซื้อหุ้นไทยครับ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯเนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ออกมาดี ในขณะที่บริษัทจดทะเบียนจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการปฏิรูปนโยบายภาษีสหรัฐฯ และแนวโน้มผลประกอบของบริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มจะออกมาดีกว่าที่คาดไว้ ดังนั้นยังไปต่อได้ครับ แนะนำให้ “ซื้อ” ครับผม

ตลาดหุ้นเกิดใหม่ความสดใสยังคงมีอยู่เหมือนเช่นเคยครับ เนื่องจากตลาดหุ้นเกิดใหม่ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวดีขึ้น ช่วยสนับสนุนผลประกอบการบริษัท ขณะที่ทิศทางค่าเงินดอลลาร์ที่ยังคงอ่อนค่าจะช่วยสนับสนุน fund flow ให้เข้าลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่อีกต่อหนึ่ง ดังนั้นถ้ามีโอกาสแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นในตลาดเกิดใหม่ต่อไปครับ

หุ้นโกลบอลเทคโนโลยีผมมองว่าหุ้นในกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากการปฏิรูปนโยบายภาษีสหรัฐฯ นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขยายตัวสูง จากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงรสนิยมของผู้บริโภคที่ใช้อินเตอร์เน็ต และเทคโนโลยี เมื่อกระแสของโลกกำลังเปลี่ยนไปแบบนี้เราก็ต้องปรับตัว ดังนั้นแนะนำให้ “ซื้อ” ครับผม

หุ้นอินเดียตลาดปรับตัวลงหลังจากรัฐบาลประกาศเป้างบประมาณขาดดุลซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ของตลาด อย่างไรก็ตาม คาดว่าแนวโน้มเศรษฐกิจที่จะเร่งตัวดีขึ้นจะช่วยสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชน อีกทั้งหนี้เสียที่มีสัญญาณทรงตัวจะช่วยให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น ดังนั้นคำแนะนำคือให้ทยอยสะสมกันต่อไปครับ

หุ้นยุโรปแม้ว่าค่าเงินยูโรจะแข็งค่า เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทขนาดเล็กไม่ได้มาจากการส่งออก ทำให้ได้รับผลกระทบไม่มากนักจากแนวโน้มค่าเงินยูโรแข็งค่า นอกจากนี้ คาดว่าธนาคารกลางยุโรปจะยังไม่ลด QE จนกว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของประเทศในกลุ่มยูโรโซนจะเข้าใกล้ระดับ 2% ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับเพียง 1% เท่านั้น ดังนั้นคำแนะนำคือทยอยสะสมหุ้นยุโรปขนาดเล็กต่อไปครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

ตราสารหนี้ต่างประเทศแนะนำให้เน้นลงทุนตราสารหนี้บริษัทเอกชนประเภท High Yield สหรัฐฯ จากเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง สนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเน้นให้ลงทุนในตราสารระยะสั้น เพื่อลดผลกระทบจากภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นจากนโยบายการเงินตึงตัวในหลายประเทศครับ

ตราสารหนี้ไทยในส่วนของตลาดตราสารหนี้ไทย ผมแนะนำเพิ่มการลงทุนในหุ้นกู้เอกชน เพื่อเพิ่มผลตอบแทน เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยมีอัตราผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ นอกจากนี้ เงินเฟ้อไทยยังคงต่ำกว่ากรอบของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่จำเป็นต้องรีบขึ้นดอกเบี้ย

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

สำหรับตราสารหนี้ไทย แนะนำหุ้นกู้ครับ ส่วนตราสารหนี้ต่างประทเทศยังคงเป็นตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่มี high yield และ short duration เป็นหลักครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

ทองคำจากแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า เนื่องจากตลาดได้คาดการณ์ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ นโยบายลดภาษี รวมถึงการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ไว้มากแล้ว ทำให้ค่าเงินดอลลาร์ขาดปัจจัยหนุนให้แข็งค่า แต่อย่างไรก็ดี การถือครองทองคำผมมองว่าเป็นการกระจายความเสี่ยง เนื่องจากทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่มักปรับตัวขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวน ดังนั้นสะสมต่อไปได้เรื่อยๆครับสำหรับกลุ่มนี้

น้ำมันปริมาณสำรองน้ำมันดิบในสหรัฐฯ เริ่มปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาด และจะเข้าสู่ช่วงที่ปริมาณสำรองน้ำมันดิบของสหรัฐ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาสแรกของปี ในขณะที่ตัวเลขการผลิตน้ำมันจากสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงกว่าต้นทุนการผลิตมาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการลงทุนครับ ดังนั้นควรจะชะลอการลงทุนในน้ำมันได้แล้วครับผม

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

สะสมทองคำ ชะลอน้ำมัน น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดครับ

สำหรับเดือนกุมภาพันธ์นี้ ภาพรวมยังไปที่ตลาดหุ้นไทย สหรัฐ ยุโรป (หุ้นเล็ก) ตลาดหุ้นเกิดใหม่ และหุ้นเทคโนโลยี ซึ่งโดยรวมแล้วกลุ่มนี้น่าจะเป็นเทรนด์การลงทุนของปีนี้เลยครับ เพราะตั้งแต่ต้นปีมาก็ดูเหมือนว่าทิศทางจะดีขึ้นเรื่อยๆ ครับส่วนตราสารหนี้หรือสินทรัพย์ทางเลือกนั้นยังคงอยู่ในทิศทางเดิม ใครที่ลงตราสารหนี้ไทยอย่าลืมเพิ่มสัดส่วนของหุ้นกู้ให้มากขึ้นครับ อ้อแล้วที่สำคัญที่สุดคือน้ำมัน ตอนนี้แนะนำให้ชะลอการลงทุนด้วยนะครับผม

ย้ำอีกทีว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ดังนั้นอย่าลืมนำไปปรับใช้พิจารณาในการจัดพอร์ตของตัวเองอย่างเหมาะสมด้วยนะครับ เพื่อที่จะได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้น รวมถึงความสบายใจจากการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ประเภทต่างๆประกอบกันครับ

แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้าครับ!

“เงินทิป” ครั้งแรกให้ข้อคิด 10 ข้อ

“เงินทิป” คงเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ครั้งแรกทางด้านการเงินของใครหลายๆคน แต่สำหรับหลายคนอาจเป็นการเปิดบัญชีธนาคารครั้งแรก การออมเพื่อซื้อของที่ชอบครั้งแรก การให้เพื่อนยืมเงินครั้งแรก การทวงหนี้ครั้งแรก ความสำเร็จหรือความล้มเหลวครั้งแรกจากการลงทุน ฯลฯ ซึ่งเรื่องราวส่วนใหญ่เกิดจากการตั้งต้นต่อตัวเองเป็นหลัก

“เงินทิป” เราคงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี และกองบรรณาธิการจึงลองแชร์ประสบการณ์ครั้งแรกกันว่าประสบการณ์ด้านไหนที่น่าสนใจ และน่าจะมีบทเรียนด้านการเงินและการใช้ชีวิตมาฝากผู้อ่านด้วย สุดท้ายเราพบว่าเรื่องการได้ทิป (TIP) ครั้งแรกนั้นฟังดูน่าสนใจมาก เพราะเป็นการได้ทิปจากต่างแดน และเป็นการได้ทิปครั้งแรกและครั้งเดียวในวันสุดท้ายในการทำงานร้านอาหารที่มอบบทเรียนหลายอย่าง

การเลือกออกเดินทางไปใช้ชีวิตต่างแดน ดูจะเป็นแรงขับเคลื่อนของคนรุ่นใหม่ที่ผลัดกันตบเท้าออกไปหาประสบการณ์ และรายได้ในการตั้งตัวกันมากขึ้นกว่ายุคก่อนๆ ร้านอาหารไทยในต่างแดนก็ถือเป็นโรงเรียนชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่ได้เรียนรู้จชจากการทำงานกับเพื่อนร่วมงาน และลูกค้าหลายระดับที่เสมือนเป็นครูประจำชั้นของใครหลายคน

เส้นทางกว่าจะได้ทิปครั้งแรกนั้นไม่ง่ายเลย เพราะส่วนใหญ่พนักงานใหม่ที่เข้าไปทำร้านอาหารนั้นจะต้องเรียนรู้จากหลังครัวไปสู่หน้าร้าน นั่นคือต้องเรียนรู้ว่าใครทำหน้าที่อะไร อาหารจำพวกต้ม ผัด ทอด อยู่ตรงไหน จานแบบไหนใส่อาหารประเภทใด การเสิร์ฟอาหารให้ได้มากที่สุดสามารถเสิร์ฟได้ด้วยวิธีใด

จากนั้นต้องจดจำชื่อเมนู และราคาอาหารให้แม่นยำ เพราะนอกจากรับออร์เดอร์ที่ลูกค้าภายในร้านจะสั่งแล้ว ยังต้องคอยรับออร์เดอร์จากทางโทรศัพท์ และลูกค้าขาจรที่เดินเข้ามาสั่งอีก จากนั้นต้องจำเลขโต๊ะเพื่อกันเสิร์ฟผิดพลาด รวมถึงวิธีการคิดเงิน และการตั้งและตอบคำถามกรณีลูกค้ามีข้อสงสัย

ทั้งหมดที่เล่ามานั้นเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องเงินๆ ทองๆ เลย แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของการทำงานเป็นทีมที่ทุกคนเป็นฟันเฟืองของกันและกัน ถ้าใครตกหล่นตรงไหนก็ยังมีคนอื่นสามารถรองรับได้ในบางตำแหน่ง นี่คือภาพใหญ่ในระบบการทำงานต่อการสร้างรายได้ไม่ต่างจากการทำงานออฟฟิศของมนุษย์เงินเดือนในปัจจุบัน

ย่อลงมาในส่วนของภาพเล็กหรือรายบุคคล พนักงานเสิร์ฟจำเป็นต้องดูแลเอาใจใส่ลูกค้ามากเป็นพิเศษ ตั้งแต่การทักทายตอนลูกค้าเดินเข้าร้าน การสอบถามตำแหน่งที่นั่งที่ลูกค้าพึงพอใจ การแนะนำอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงการจดจำประวัติของลูกค้าประจำว่าชื่ออะไร ชอบกินเมนูไหน แพ้อาหารประเภทใด ในขณะเดียวกันก็ยังต้องคอยหมั่นเดินตรวจความเรียบร้อยของโต๊ะ แก้ว จาน ชาม และปริมาณเครื่องดื่มในแก้วน้ำของลูกค้าไม่ให้ขาดอยู่เสมอ แถมยังต้องรับความกดดันจากคำตำหนิติเตียนจากลูกค้ากรณีรออาหารนาน หรือเสิร์ฟอาหารผิดโต๊ะอีกต่างหาก

ประสบการณ์เหล่านี้คือชีวิตที่ต้องแลกแรงกายแรงใจเพื่อค่าจ้างในการดำรงอยู่ โดยค่าจ้างในการทำงานร้านอาหารจะจ่ายเป็นกะหรือเป็นรอบเวลาเสิร์ฟ ซึ่งส่วนใหญ่ต่อวันจะเปิดอยู่สองช่วงคือเช้ากับเย็นจนถึงค่ำ โดยจะมีกล่องทิป (Tip Box) ตั้งอยู่บริเวณหน้าเคาน์เตอร์ เพื่อให้ลูกค้าที่พึงพอใจ และยินดีที่จะจ่ายให้ ซึ่งทิปในกล่องนี้จะถูกนำไปหารเฉลี่ย เพื่อให้แก่พนักงานเสิร์ฟ และคนในครัวหลังเลิกงาน

จนกระทั่งวันสุดท้ายของการทำงานในร้านอาหาร มีลูกค้าคู่รักคู่หนึ่งเดินมายื่นธนบัตรจำนวนหนึ่งให้แก่เรา พร้อมกับบอกว่า

“For You Only…Good Food Best Service”

การได้ “เงินทิป” ครั้งนั้นแม้จะไม่ใช่เงินจำนวนมาก แต่ก็ให้บทเรียนหลายอย่างในชีวิตและคุณค่าของเงินที่หามาได้

1. ให้เกียรติในงานที่ทำ

ถึงแม้ว่างานนั้นจะไม่ใช่งานที่เรารักที่สุดในตอนนั้น แต่ก็มีคนได้รับผลกระทบต่อสิ่งที่เราทำอยู่ดี เช่น เพื่อนร่วมงาน หรือลูกค้าที่รออาหารจากเรา

2. ความอดทนคือคุณสมบัติของคนที่รอคอยความสำเร็จเป็น

วันนี้ลูกค้าอาจจะไม่พอใจกับการทำงานที่ล่าช้าของเรา แต่เราต้องหัดให้โอกาสตัวเองในการแก้ไข จนได้รับคำชื่นชมอีกครั้ง ชีวิตก็มีขึ้นมีลงแบบนี้

3. แม่เหล็กในการให้รายได้วิ่งมาหา

คือการที่เราต้องแลกบางอย่างต่อรายได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นแรงกาย ความผิดพลาด หรือความไม่รู้ นี่คือกฎเกณฑ์ที่ต้องแลกกับรายได้ที่เราอยากได้เสมอ

4. ไม่มีความสบายที่สอนให้เราเติบโตเท่าความยากลำบาก

ยิ่งผ่านมามากเราจะยิ่งเข้าใจ และมีความชำนาญในการปรับตัวและยืดหยุ่นต่อการแก้ไขปัญหาได้มากเท่านั้น

5. การทำงานคนเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ใหญ่ได้

การทำงานเป็นทีมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะแง่คิดกับประสบการณ์ในช่วงเวลาที่ปัญหาถาโถมเข้ามานั้นจะได้รับทางเลือกแก้ไขที่หลากหลายกว่าที่เราจมความคิดอยู่ตัวคนเดียว

6. จดจำคำตำหนิไว้เตือนสติในวันที่เราหลงระเริง

และนึกถึงคำชื่นชมที่เคยได้รับเพื่อมอบให้ตัวเองในวันที่หมดกำลังใจ

7. รายได้คือมูลค่าจากการทำงานที่เราสามารถมอบความสุขให้แก่ตัวเองได้

แต่ประสบการณ์นั้นคือคุณค่าที่ประเมินไม่ได้ที่เราควรนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อคนอื่นให้มากที่สุด

8. เก็บจำนวนเงินที่ได้จากเหตุการณ์ที่ยากลำบาก

หรือเหตุการณ์ที่ประทับใจเอาไว้ว่า ครั้งหนึ่งกว่าจะได้มานั้นเราต้องแลกกับอะไรมาบ้าง

9. เงินยังคงเป็นสิ่งสำคัญ

การเรียนรู้ถึงความยากลำบากในการหามาได้นั้นมีคุณค่ายิ่งกว่าการมีเงินหลักล้านโดยที่ไม่รู้ว่าเงินเหล่านั้นมาจากไหนและเกิดขึ้นได้อย่างไร

10. อย่าคิดมากเกินไปจนเกิดความกลัว

เพราะโอกาสในการใช้ชีวิตมีระเบิดเวลาตั้งอยู่เสมอ ผลักตัวเองลงไปในสนามในความรู้สึกกล้าๆ กลัวๆ นี่แหละ ธรรมชาติจะสอนให้เราเอาตัวรอดเอง

ประสบการณ์ครั้งแรกนั้นมีค่า และมันจะมีค่ามากไปอีก ถ้าคุณอ่านแล้วแชร์ออกไปให้คนอื่นๆ ได้อ่าน เพื่อออกไปค้นหาเป้าหมายของคำว่า ‘ครั้งแรก’ ที่เราตั้งใจอยากพิชิตไว้ อย่าลืมว่าโอกาสในการใช้ชีวิตมีระเบิดเวลาตั้งอยู่เสมอ

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

 Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

6 ประเภทภาษีที่ต้องรู้จักสำหรับคนทำธุรกิจ

เริ่มต้นทำธุรกิจ มีภาษีอะไรที่ต้องรู้และเกี่ยวข้องบ้าง? เป็นคำถามส่วนใหญ่ของคนที่เริ่มต้นทำธุรกิจ ซึ่งจริงๆแล้วภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนั้นมีไม่มาก เราสามารถแยกย่อยออกมาได้ 6 ประเภทดังนี้ครับ

ภาษีเงินได้ คือ ภาษีที่เก็บจากรายได้ของธุรกิจ มี 2 ประเภท ขึ้นอยู่กับรูปแบบของธุรกิจ

1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จัดเก็บในอัตราก้าวหน้า (ตั้งแต่ 5-35%) เก็บเป็นรอบปีตามปฎิทิน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม จนถึงวันที่ 31 ธันวาคมของทุกๆ ปี โดยผู้มัีหน้าที่ยื่นภาษีประเภทนี้คือบุคคลธรรมดาที่ทำธุรกิจและมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด (เกิน 60,000 บาทต่อปี) และต้องยื่นภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป

2. ภาษีเงินได้นิติบุคคล จะมีการจัดเก็บในอัตราคงที่(ปัจจุบันอยู่ที่ 20%) และมีการลดหย่อนอัตราภาษีให้กับธุรกิจ SMEs โดยจะเสียตามรอบระยะเวลาบัญชีของธุรกิจซึ่งปกติคือ 1 ปี โดยผู้มีหน้าที่ยื่นภาษีประเภทนี้คือนิติบุคคลที่ทำธุรกิจในรูปแบบนี้ เช่น บริษัท ห้างหุ้นส่วน (จดทะเบียน) ต่างๆ และต้องยื่นภายใน 150 วันนับแต่วันที่สิ้นรอบระยะเวลาบัญชี 

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เป็นภาษีประเภทหนึ่งที่กฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายเงินหักออกจากเงินได้ก่อนจ่ายให้แก่ผู้รับ และให้ถือเป็น “เครดิตภาษี” ของผู้ถูกหัก สำหรับการคำนวณภาษีที่ต้องยื่นในแบบแสดงรายการภาษี โดยทางผู้จ่ายเงินจะมีหลักฐานที่เรียกว่า “หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย” ให้แก่ผู้รับไว้เป็นหลักฐาน

โดยปกติแล้ว ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือ การเสียภาษีไว้ล่วงหน้า โดยผู้ที่ถูกหักภาษียังต้องนำรายได้ที่ถูกหักไปยื่นภาษีอีกต่อหนึ่ง ส่วนตัวผู้หักเอง ถ้าไม่ได้หักภาษี ณ ทีจ่ายจะถือว่ามีความผิดตามกฎหมายอีกทางหนึ่งครับ

ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT คือ ภาษีอีกประเภท ที่ี่เก็บจากมูลค่าส่วนที่เพิ่มขึ้น จากคนทำธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการประเภทต่างๆ

ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นได้ทั้งบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ได้แก่ ผู้ประกอบการ และผู้นำเข้า ซึ่งรวมไปถึงผู้ผลิต ผู้ให้บริการผู้ขายส่ง ผู้ขายปลีก ส่งออก ผู้นำเข้า

โดยส่่วนใหญ่ทุกธุรกิจถ้ามีรายได้ถึงเกณฑ์จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี) เว้นแต่จะเป็นธุรกิจที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น

ภาษีธุรกิจเฉพาะ เป็นภาษีที่จัดเก็บจากการประกอบกิจการเฉพาะอย่าง เช่น กิจการธนาคารพาณิชย์ โรงรับจำนำ หรือการขายอสังหาริมทรัพย์ หากธุรกิจของเราไม่ได้ประกอบธุรกืจที่เป็นกลุ่มเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ก็ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

อากรแสตมป์ เป็นภาษีอีกประเภทหนึ่ง ที่จะเรียกเก็บเมื่อมีการทำตราสารระหว่างกัน 28 ลักษณะ ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ เช่น ค่าเช่า รับจ้างทำของ สัญญาเงินกู้ ฯลฯ ซึ่งกำหนดให้ติดอากรแนบท้ายสัญญา หรือ มีการเสียภาษีด้วยแบบฟอร์มตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้สัญญาฉบับนั้นสมบูรณ์

ภาษีประเภทอืื่นๆ ที่เก็บตามประเภทหรือลักษณะการทำธุรกิจที่แตกต่างกันไป เช่น ภาษีโรงเรือน เก็บจากค่าเช่าหรือค่าบริการที่ได้รับจากทรัพย์สิน ภาษีป้ายเก็บจากขนาดตัวอักษร หรือประเภทภาษาที่ปรากฎอยู่ในป้าย หรือภาษีสรรพสามิตรที่เรียกเก็บจากการประกอบธุรกิจบางประเภทที่มีลักษณะฟุ่มเฟือยหรือให้โทษต่อประชาชน ซึ่งภาษีกลุ่มนี้จะขึ้นอยู่กับลักษณะและการกระทำของธุรกิจ

สุดท้ายแล้วสิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องเริ่มต้นคือ ถามตัวเองก่อนว่าธุรกิจเรานั้นประกอบการอะไร มีลักษณะแบบไหนและเข้าข่ายต้องเสียภาษีแบบใดบ้าง หลังจากนั้นถึงค่อยเริ่มต้นวางแผนภาษีธุรกิจในขั้นตอนต่อไปครับ

#พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ

ติดตาม : fb.me/biztaxthai
เพิ่มเพื่อน : https://line.me/ti/p/@biztaxthai

เปิดประตูสู่โลกกองทุนรวม : เทคนิคการเลือกกองทุนรวม

ผมขอทายว่าทุกคนที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่เคยได้ยินคำว่า “กองทุนรวม” มาก่อน (แน่สิ หัวบทความก็จั่วไว้ว่ากองทุนรวมตัวเบ้อเร่อ) แต่ผมก็ขอเดาอีกครั้งว่าไม่ใช่ทุกคนที่เคยลงทุนในกองทุนรวม หลายคนอาจจะยังสะสมเงินไม่ถึงเป้าหมายที่จะนำมาลงทุนได้ หลายคนอาจจะยังกล้าๆ กลัวๆ เพราะยังไม่มั่นใจว่าตัวเองมีความรู้พอจะลงทุนหรือยัง

วันนี้ผมจึงขันอาสาขอพาทุกคนเข้าสู่โลกของกองทุนรวม ผมจะพาทุกคนไปรู้จักกับโลกแห่งนี้ด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายที่สุด โลกที่โอกาสการลงทุนเป็นของทุกคน

กองทุนรวม คืออะไร?

กองทุนรวม คือทรัพย์สินสำหรับลงทุนที่เกิดจากการระดมทุนจากนักลงทุนเพื่อนำไปลงทุนต่ออีกทีหนึ่ง โดยนักลงทุนแต่ละคนก็จะมีสิทธิ์ในกองทุนรวมเท่ากับสัดส่วนเงินที่ใส่ลงไป ยกตัวอย่างเช่น เราและเพื่อน 3 คนลงเงินคนละ 100 บาทเพื่อไปซื้อสลากออมสิน แบบนี้ถ้าได้ผลประโยชน์อย่างดอกเบี้ยหรือถูกรางวัล ผลประโยชน์ก็ต้องแบ่งกัน 4 คน เพราะทุกคนมีสัดส่วนการลงทุนเท่าๆ กัน เพียงแต่กองทุนรวมจะมีโครงสร้างซับซ้อนกว่านี้มากตามขนาดเม็ดเงิน แต่กองทุนรวมก็มีข้อดีอย่างมากสำหรับนักลงทุนที่ไม่มีเวลาหรือความสามารถที่จะลงทุนเอง เพราะทุกกองทุนรวมจะมีผู้จัดการกองทุนซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนคอยบริหารจัดการลงทุนแทนให้ ดังนั้น ถึงแม้เราจะไม่มีความรู้เชิงลึกอะไรเลย แต่ถ้าเราเลือกกองทุนรวมได้อย่างเหมาะสม เราทุกคนก็สามารถลงทุนได้เหมือนผู้เชี่ยวชาญ

มือใหม่ควรเริ่มต้นศึกษาอย่างไรดี?

ถ้าถามผมว่านักลงทุนมือใหม่ควรเริ่มศึกษากองทุนรวมอย่างไรดี? ใจผมก็อยากจะตอบว่าอ่านหนังสือสอนกองทุนรวมดีๆ สักเล่ม แต่ถ้าตอบแบบนั้นต้องโดนคนอ่านด่าในใจแน่ๆ วันนี้ผมจึงจะมาแนะนำหลักเบื้องต้นในการลงทุนกองทุนรวมอย่างง่าย ซึ่งผมแนะนำเลยว่าเบาะแสสำคัญทุกอย่างของกองทุนรวมอยู่ที่ “หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ” หรือเรียกอีกอย่างว่า “Fund Fact Sheet” ของกองทุนรวม

ภาพตัวอย่างหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญของกองทุนเปิดทหารไทย global income (TMBGINCOME)

“หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญของกองทุนรวม มีแทบทุกอย่างที่นักลงทุนควรรู้”

แต่อย่าเพิ่งตกใจไปว่าภาพข้อมูลที่ใส่มาเล็กจนอ่านไม่ออก เพราะเดี๋ยวผมจะเล่าประเด็นสำคัญไปทีละจุดเลยว่าต้องอ่านตรงไหนบ้าง ภาพประกอบนี่ใส่มาให้จินตนาการภาพออกเฉยๆ ว่าหน้าตาของหนังสือชี้ชวนเป็นประมาณนี้ อ่านเองจะได้ไม่ตกใจ

นโยบายการลงทุน คือหัวใจของกองทุนรวม

สิ่งสำคัญที่สุดในการลงทุนกองทุนรวมคือตอบให้ได้ว่าเงินที่เราจะไปลงทุนนั้นจะนำไปลงทุนในอะไรต่อ เช่น หากเราซื้อกองทุนรวมหุ้น เงินที่เราซื้อกองทุนไปก็จะไปลงทุนในหุ้นต่อ ในขณะที่หากเราซื้อกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เงินที่เราซื้อกองทุนก็จะไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ต่อ

โดยข้อมูลดังกล่าวนี้จะบอกอยู่ใน “นโยบายการลงทุน”

นโยบายการลงทุนจะบอกถึงสินทรัพย์ที่กองทุนรวมนี้จะนำเงินไปลงทุนต่อ ความเสี่ยงของการลงทุนในกองทุนรวมจึงผันแปรไปตามนโยบายการลงทุนเป็นสำคัญ หากลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนต่อในสินทรัพย์ที่ผันผวนค่อนข้างมากอย่างหุ้น ทองคำ หรือน้ำมัน กองทุนรวมก็จะผันผวนมาก แต่ถ้าลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ที่ผันผวนค่อนข้างน้อยอย่างเงินฝากธนาคาร หรือตราสารหนี้ กองทุนรวมก็จะผันผวนน้อยตามนโยบาย

นอกจากนี้นโยบายการลงทุนก็ยังบอกอีกด้วยว่าผู้จัดการกองทุนมีหลักการในการเลือกสินทรัพย์อย่างไร ตรงนี้เราสามารถศึกษาได้ว่าเราเหมาะสมกับกองทุนรวมหรือไม่ เช่น บางกองทุนเน้นหุ้นขนาดเล็ก ถ้าเราชอบลงทุนเฉพาะหุ้นใหญ่แข็งแกร่ง แบบนี้อาจจะต้องหากองทุนอื่นเพิ่มเติม

ค่าธรรมเนียม คือค่าใช้จ่าย ยิ่งต่ำยิ่งดี

“ค่าธรรมเนียม” คือเงินที่เราต้องจ่ายให้กับกองทุนรวมเพื่อเป็นค่าบริหารจัดการนำเงินของเราไปลงทุน ยิ่งค่าธรรมเนียมต่ำเท่าไหร่ก็ยิ่งดีสำหรับเรามากเท่านั้น ก่อนลงทุนเราจึงควรเปรียบเทียบกันระหว่างกองทุนที่สนใจกับกองทุนอื่นที่มีนโยบายเหมือนกัน ถ้าเลือกได้ควรเลือกกองที่ค่าธรรมเนียมต่ำกว่า…

แต่ประเด็นที่ห้ามพลาดคือ เราจะเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมได้ก็ต่อเมื่อกองทุนรวมนั้นมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายคลึงกันเท่านั้น

แน่นอนว่าการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทมีความยากง่ายแตกต่างกัน ค่าธรรมเนียมก็มากน้อยต่างกันไปตามระเบียบ 

ผลตอบแทนย้อนหลัง ใช้ดูเป็นแนวทางได้

ถึงแม้ว่าใต้หนังสือชี้ชวนทุกฉบับจะสลักไว้ว่าผลตอบแทนในอดีตไม่สามารถการันตีผลตอบแทนในอนาคต แต่อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนย้อนหลังก็พอที่จะใช้ประกอบการวิเคราะห์ได้ จุดสำคัญคือเราควรเปรียบเทียบผลตอบแทนย้อนหลังกับตัวชี้วัด(Benchmark) ซึ่งจะระบุให้ในหนังสือชี้ชวน กองทุนรวมที่บริหารสร้างผลตอบแทนชนะตัวชี้วัดได้ย่อมบอกถึงความสามารถของผู้จัดการกองทุนได้ดี 

สภาพคล่องของกองทุนรวม ห้ามมองข้ามเด็ดขาด

“สภาพคล่องของกองทุนรวม” อาจฟังดูเข้าใจยาก จำไปเลยว่าก่อนลงทุนทุกครั้งต้องถามตัวเองว่า “ซื้อและขายอย่างไร?” กองทุนรวมส่วนใหญ่จะมีช่วงเวลาระหว่างการขายและได้เงินสด เนื่องจากผู้จัดการกองทุนต้องไปขายสินทรัพย์นำเงินมาคืนเราอีกที เราจึงจำเป็นต้องวางแผนบริหารเงินให้ดีในกรณีที่จำเป็นต้องถอนมาใช้ รวมไปถึงบางกองทุนรวมมีข้อกำหนดพิเศษในการลงทุนซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่ห้ามพลาด เช่น กองทุนรวมที่เปิดขายหน่วยลงทุนครั้งเดียวและจะรับซื้อคืนอีก 6 เดือนข้างหน้า หรือกองทุนรวมที่เปิดขายหน่วยลงทุนครั้งเดียวและจะรับซื้อคืนเมื่อผลตอบแทนของกองทุนรวมสูงกว่า 10% เป็นต้น นักลงทุนจำเป็นต้องเข้าใจเรื่องเหล่านี้ให้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเรามีแผนจะใช้จ่ายในเวลาอันใกล้

การบริหารงานของผู้จัดการกองทุน คือเบื้องหลังของความสำเร็จ

กองทุนรวม…คือการนำเงินไปฝากผู้เชี่ยวชาญลงทุนแทน ดังนั้นเราต้องพิจารณาเสมอว่าผู้เชี่ยวชาญคนนั้นจะสามารถบริหารเงินเราได้อย่างยอดเยี่ยมหรือไม่

ในหนังสือชี้ชวนจะมีชื่อผู้จัดการกองทุนปรากฎอยู่เสมอ เราสามารถนำชื่อไปค้นหาผลงานในอดีตได้ หลายคนมีงานพูดงานเขียนงานบรรยาย เราก็สามารถติดตามเพื่อศึกษาความรู้และดูทัศนคติเชิงการลงทุนได้ แต่ถึงแม้ว่าผู้จัดการกองทุนหลายคนจะติดตามได้ยาก การดูผลตอบแทนกองทุนรวมย้อนหลังก็พอจะบอกคร่าวๆ ได้ถึงความสามารถและสไตล์การลงทุนแล้ว อย่าลืม เทียบผลตอบแทนกองทุนกับตัวชี้วัดในช่วงเวลาที่ผู้จัดการกองทุนทำงานเท่านั้น หลายกองทุนมีการเปลี่ยนผู้จัดการกองทุน เราต้องเลือกเปรียบเทียบในช่วงเวลาเดียวกัน

การเลือกกองทุนรวมให้เหมาะสมกับตัวเอง คือหน้าที่ของนักลงทุน

ถึงแม้ว่ากองทุนรวมจะดีเลิศแค่ไหน แต่ถ้านักลงทุนเลือกไม่เหมาะสมกับตัวเองก็อาจจะนำไปสู่การลงทุนที่ผิดพลาดได้ สิ่งสำคัญคือนักลงทุนต้องพิจารณาถึงความผันผวนที่รับได้และผลตอบแทนที่คาดหวัง โดยทั่วไป หากเราอยากได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับเงินฝากประจำธนาคารแต่คิดดอกเบี้ยทุกวัน แบบนี้เราจะเหมาะกับกองทุนรวมตลาดเงิน แต่ถ้าอยากได้ผลตอบแทนที่มากขึ้นเพื่อชนะเงินเฟ้อ แบบนี้เราจะเหมาะกับกองทุนรวมตราสารหนี้ หากอยากได้ผลตอบแทนค่อนข้างคงที่และสม่ำเสมอสักปีละ 5 – 8 เปอร์เซ็นต์ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ก็เป็นทางเลือกที่ดี หากเราติดตามราคาทองคำและน้ำมัน อยากลงทุนแต่เน้นความสะดวก กองทุนรวมทองคำและน้ำมันก็สามารถลงทุนได้ แต่ถ้ามุ่งหวังการลงทุนระยะยาวและหวังผลตอบแทนที่สูงกว่า 8 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป กองทุนรวมหุ้นไทยและกองทุนรวมหุ้นต่างประเทศน่าจะเป็นคำตอบที่ดี

อย่าลืมว่าความผันผวนจะมาเป็นเงาตามตัวของผลตอบแทนเสมอ ผลตอบแทนน้อยความผันผวนมักจะน้อย ผลตอบแทนมากความผันผวนมักจะมาก การลงทุนระยะยาวจะช่วยลดความผันผวนลงได้ แต่สำคัญที่สุด “ความเข้าใจ” คือมิตรแท้ของการลงทุนทุกประเภท ศึกษาให้มาก เข้าใจให้มาก และมีทัศนคติที่ดี เราก็จะสามารถอยู่กับความผันผวนและสร้างผลตอบแทนตามความเหมาะสมได้อย่างมีความสุข

ขีดเส้นใต้สามทีว่าเนื้อหาบทความนี้ไม่ใช้ทั้งหมดของการลงทุนในกองทุนรวม เพียงแต่เป็นหลักคิดพิจารณาเบื้องต้นสำหรับลงทุนในกองทุนรวมเท่านั้น

หากสนใจเพิ่ม สามารถหาหนังสือดีๆ มาอ่านเพิ่มเติม หรือศึกษาจากแหล่งข้อมูลอื่นได้ บทความนี้เป็นเสมือนการก๊อกก๊อกก๊อก เปิดประตูสู่โลกกองทุนรวม เปิดออกดูว่าใครมาเท่านั้น (เพลงบอกอายุมาก) 

การลงทุนในกองทุนรวมไม่ยาก แต่ก็ไม่ถึงกับง่ายมากเสียทีเดียว แต่ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าการลงทุนในกองทุนรวมเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้โดยไม่ได้ใช้ความรู้ ความพยายาม และเวลาที่มากเกินไปเลย

ศึกษาอีกนิด หาความรู้อีกหน่อย พอเลือกกองทุนรวมเป็นคราวนี้ก็สบายแล้ว ฝากเขาลงทุนไป เราก็ติดตามสักสามเดือนครั้ง ไม่เริ่มตอนนี้แล้วจะเริ่มตอนไหน รู้ไหมว่าเวลาเป็นสิ่งมีค่า และมันกำลังไหลผ่านไปทุกวัน

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือสนใจการลงทุน แต่ไม่รู้จะเริ่มต้น หรือซื้อกองไหนดี ต้องการคำแนะนำจากผู้รู้ สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนเพิ่มเติมได้จากบริการ ทีเอ็มบี แอดไวเซอรี่ (TMB Advisory) ที่เตรียมกลยุทธ์การลงทุนด้วยกองทุนเด่นที่คัดสรรมาจาก 8 บลจ.ชั้นนำ มาให้เลือกลงทุนครับ เลือกรับข่าวสารการลงทุนดีๆ ได้ฟรี! อีกเพียบ เพียงลงทะเบียนที่ https://tmbbank.com/IN/TMBADVISORY/RG หรือนัดหมายพบผู้เชี่ยวชาญการลงทุนส่วนตัวได้ที่นี่ https://tmbbank.com/tmbadvisory-room

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น  Advertorial

3 ขั้นตอนสู่การเป็นโอตะสายเปย์ขั้นเทพ!!

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเดินไปทางไหนก็ได้ยินแต่เพลงคุกกี้เสี่ยงทายของ BNK48 บางที่เปิดวนไปมา 2 – 3 รอบ ส่วนเพื่อนๆก็กระหน่ำแชร์บน FB เรียงกันยาวเป็นหางว่าว ซึ่งมีทั้งมุมบวกและมุมลบ จึงทำให้อยากรู้ว่าน้องๆกลุ่มนี้เป็นใคร หลังจากถามเพื่อนและ google ถึงรู้ว่าเป็นโมเดลธุรกิจที่มาจากญี่ปุ่น 

ไอเดียประมาณว่าเป็นกลุ่มศิลปินที่เข้าถึงง่าย ให้ศิลปินศูนย์กลางแล้วขยายออกไปในส่วนต่างๆของธุรกิจ แฟนคลับ(โอตะ)จะได้เห็นความอดทนในการฝึกซ้อมของศิลปินว่ากว่าจะสำเร็จได้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง รวมถึงได้เห็นพัฒนาการด้านการร้องเพลง การเต้นของน้องๆที่เก่งขึ้นเรื่อยๆ 

แต่ว่า…ทุกอย่างล้วนมีค่าใช้จ่าย 

ศิลปินเองก็เช่นกันที่ต้องมีทีมงานอีกหลายชีวิต ซึ่งแต่ละคนล้วนมีภาระทางบ้านด้วยกันทั้งนั้น ทั้งค่าเล่าเรียน ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆในชีวิตประจำวัน ทางเดียวที่จะทำให้วงอยู่ต่อได้ก็ต้อง “หารายได้”  จากแฟนคลับและผู้สนับสนุนจากแบรนด์สินค้าต่างๆ 

โมเดลรายได้ของ BNK48 ดังนี้

  • ขายสินค้า : สติ๊กเกอร์ไลน์ , CD , Photoset , Photobook , Founder Member Box Set

  • งานอีเว้นท์ : งานจับมือ คอนเสิร์ต แบรนด์จ้างไปโชว์ตัว แขกรับเชิญในรายการทีวี

  • คอนเทนต์ : MV , Live , รายการต่างๆ ทำให้ศิลปินเป็นที่รู้จัก มีผู้สนับสนุนมากขึ้น รวมทั้งขายสินค้าและได้งานอีเวนท์เพิ่มขึ้นอีกด้วย  

ในยุคที่เพลงหาฟังได้ฟรีแบบออนไลน์ รายได้จากการขายแผ่น CD ลดลงอย่างฮวบฮาบ วิธีการสร้างรายได้ลักษณะนี้น่าจะมาต่อลมหายใจให้ตลาดเพลงกลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่ง ส่วนคนที่มาสนับสนุนศิลปินก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็เป็นโอตะสายเปย์นั่นเองจ้า 

วันหนึ่งอภินิหารเงินออมฟังคลิปของเพจเสือร้องไห้ที่สัมภาษณ์โอตะสายเปย์ไปมากกว่า 2 แสนบาท จึงเข้าใจอารมณ์ของแฟนคลับมากขึ้น เอาล่ะ เพื่อให้พวกเราเป็นโอตะมีพลังเปย์ขั้นเทพก็ต้องวางแผนหารายได้และใช้เงินกันหน่อย มาดูกันว่ามีวิธีการอะไรบ้างที่จะทำให้เราเปย์ไปสนับสนุนผลงานของสาวๆได้ตลอดรอดฝั่ง ไม่ติดหล่มเงินหมดกลางทาง 

1. เริ่มต้นเพิ่มพลังโอตะสายเปย์ 

หารายได้จากการทำงาน!!

ถ้ายังอยู่ในวัยที่ต้องขอเงินพ่อแม่ใช้อยู่นั้น ควรใช้จ่ายแบบระมัดระวัง ซื้อเล็กๆ น้อยๆได้ แต่ไม่ควรเปย์หมดหน้าตัก ชักเงินเก็บออกมาจ่ายจนเกลี้ยงกระเป๋าแบบนี้มันมากเกินไป เพราะเราอยู่ในวัยเรียนยังต้องใช้เงินอีกเยอะ โดยเฉพาะค่าเล่าเรียนที่แพงขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็ไม่พ้นสร้างภาระรายจ่ายให้พ่อแม่ ถ้าเป็นแบบนี้สมาชิก BNK 48 คงรู้สึกไม่สบายใจที่ทำให้แฟนคลับลำบาก

เมื่อเราทำงานหาเงินเองได้แล้วจะใช้จ่ายอย่างไรก็ได้ แต่ควรดูกำลังของตัวเองว่าจ่ายไหวมั๊ย ถ้ายังใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือนก็ต้องขยันทำงาน หาเงินให้เก่งขึ้น เพื่อจะได้มีเงินมาสนับสนุนวงที่เรารักได้อย่างสบายใจ ไม่สร้างความยากลำบากตัวเองและคนรอบข้าง 

ถ้ารายได้หลักไม่พอก็ต้องหารายได้เสริม ก่อนหน้านี้เคยเห็นคนรับจ้างต่อคิวซื้อใบจองคอนโด รับจ้างหิ้วของจากต่างประเทศ ตอนนี้เพิ่มมาเป็นคนรับจ้างหิ้วของ BNK48 เช่น มีการจัดอีเวนท์จับมือที่เชียงใหม่ แล้วเราอาศัยอยู่ในที่เชียงใหม่ด้วย คนในจังหวัดอื่นๆอยากได้ของ แต่อยู่ไกลมาซื้อไม่ได้ เราก็เข้าให้บริการซื้อของแทนให้ได้ 

ตัวอย่างคอมเม้นใน FB ที่ประกาศรับจ้างหิ้วของ BNK48

3 ขั้นตอนสู่การเป็นโอตะสายเปย์ขั้นเทพ!!

ทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อควรระวัง

  • ฝ่ายคนรับจ้างหิ้ว  : แม้ว่าได้รับเงินค่าเหนื่อย แต่ก็ต้องระวังลูกค้าหัวหมอตั้งแง่กับของที่ส่งไป หรือสั่งของแล้วไม่จ่ายเงิน

  • ฝ่ายคนจ้าง : ไม่ต้องเดินทางไปซื้อเองให้เสียเวลาทำงาน แต่ก็ต้องระวังฝ่ายคนรับจ้างหิ้วที่ได้รับเงินไปแล้วชิ่งหนี ไม่ซื้อของให้เรา หรือว่าซื้อให้จริง แต่แอบแกะหรือสลับเอาของปลอมส่งมาให้เรา 

**วิธีสังเกตว่าของจริงหรือของปลอมข้อมูลอยู่ลิงค์ท้ายบทความนะจ๊ะ

2. เคล็ดลับจัดการเงินของสายเปย์

รายได้ – เงินออม – หนี้สิน = รายจ่ายส่วนตัว

3 ขั้นตอนสู่การเป็นโอตะสายเปย์ขั้นเทพ!!

ถ้าโอตะสายเปย์ต้องการสนับสนุนให้วงที่เรารักมีรายได้ สร้างผลงานอื่นออกมาอีกเรื่อยๆ แต่ไม่อยากให้ตัวเองลำบากหมุนเงินไม่ทันช่วงสิ้นเดือน มันก็ต้องวางแผนการใช้เงิน โดยการแบ่งเงินออกเป็นส่วนๆแยกออกจากกัน คือ แบ่งออม แบ่งจ่ายหนี้ แบ่งใช้จ่ายส่วนตัว เพื่อจะได้ไม่ใช้เงินปะปนกัน 

เมื่อเรามีรายได้แล้วตัดออกไปออมเงินก่อน จากนั้นจ่ายหนี้สินที่ติดค้างไว้ สุดท้ายเหลือเงินเท่าไหร่ก็ใช้จ่ายส่วนตัวเท่านั้น ทำให้หมดปัญหาใช้จ่ายเพลินจนลืมจ่ายค่าบัตรเครดิตหรือหนี้ต่างๆ สุดท้ายมีเงินเหลือไปเปย์ให้สมาชิกที่เราชอบได้อีกด้วยจ้า ^^

  • แบ่งออม : เพื่ออนาคต

เงินออมก้อนแรกที่โอตะควรมีเก็บไว้ก่อนที่จะเปย์สนับสนุนน้องๆ คือ เงินฉุกเฉิน 3 – 6 เท่าของค่าใช้จ่าย (หรือรายได้) เผื่อไว้ใช้ในช่วงที่เลวร้ายของชีวิต เช่น ทำงานประจำแล้วตกงาน ฟรีแลนซ์ไม่มีคนมาจ้าง น้ำท่วมบ้านพัง รถเสีย โอตะจะได้มีเงินก้อนนี้มาประทังชีวิตของตัวเองเพื่อรอให้พายุความโชคร้ายนี้ผ่านพ้นไป แล้วค่อยกลับมาติดตามผลงานของน้องๆต่อไปได้

  • แบ่งจ่ายหนี้ : เพื่อเป็นไทจากหนี้

สารพัดหนี้สิน : เงินที่ยืมเพื่อน หนี้กยศ. หนี้บ้าน หนี้รถ  หนี้บัตรเครดิต หนี้นอกระบบ ฯลฯ

ควรสำรวจตัวเองก่อนว่าตอนนี้มีหนี้สินอยู่เท่าไหร่ ถ้ามีหนี้เกิน 30 – 40% ของรายได้ ควรเปย์แบบระมัดระวัง (เช่น รายได้ 20,000 บาท ไม่ควรมีหนี้เกิน 6,000 – 8,000 บาท) ทางที่ดีควรนำเงินไปชำระหนี้ก่อนเพื่อไม่ให้ดอกเบี้ยเบ่งบาน เมื่อหนี้ลดลงแล้วค่อยเปย์สนับสนุนน้องๆ ก็ยังไม่สายนะคะ 

  • แบ่งใช้จ่ายส่วนตัว : เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

ทุกอย่างรอบตัวเราล้วนมีค่าใช้จ่าย เช่น การติดตามผลงานของน้องๆก็ต้องมีค่าอินเทอร์เน็ต ออกไปงานจับมือหรืองานอีเวนท์ก็ต้องมีค่าเดินทาง ระหว่างรองานเริ่มก็หิว มันนั้นก็มีค่ากิน ทางที่ดีควรตั้งงบให้ตัวเองว่าจะเปย์สนับสนุนน้องๆเท่าไหร่ที่ไม่กระทบกับชีวิตส่วนตัว แบบนี้ทำให้เราสบายใจกว่าที่เปย์ไปแล้วต้องนั่งกินมาม่าทุกวันมันก็ทำให้ตัวเองเสียสุขภาพ

เมื่อก่อนอภินิหารเงินออมชอบนักร้องอยู่คนหนึ่ง ติดตามผลงานอยู่หลายปี มีทั้งโปสเตอร์ แก้วน้ำ หมอน เทปเพลง หนังสือภาพ ที่ตอนนี้จำไม่ได้แล้วว่าเก็บไว้ที่ไหนบ้าง จึงเข้าใจอารมณ์ของแฟนคลับเป็นอย่างดีที่อยากจะเก็บสะสมผลงานหรือสิ่งของให้ครบทุกอย่าง 

แต่การซื้อก็ต้องดูกำลังของตัวเอง ซื้อตามเงินที่มี ซื้อแบบไม่ลำบากตัวเอง เพราะเราไม่รู้หรอกว่าของที่เราเก็บไว้จะเป็นอย่างไรต่อไป อาจจะได้รับความนิยมมีราคาขายต่อมากขึ้นหรืออาจจะกลายเป็นของที่เราลืมไปแล้วว่ามีก็ได้

3. เปย์อย่างมีสติ

สติมา สตางค์อยู่!!

เราคุ้นเคยกับของสะสมมานานแล้ว ตั้งแต่พระเครื่อง รูปภาพ กระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกา เหรียญหายาก ซึ่งของแต่ละชิ้นก็แบ่งลึกลงไปหลายรุ่น แล้วแต่ละรุ่นก็มีราคาแตกต่างกันขึ้นอยู่กับความนิยมในขณะนั้น ถ้าจะให้นึกถึงตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนที่สุด เช่น เหรียญ 10 บาท ที่ผลิตปี 2533 มีมูลค่าซื้อขายในปัจุบันมากกว่า 100,000 บาท สาเหตุเพราะหายากผลิตเพียง 100 เหรียญเท่านั้น 

สินค้าที่จำหน่ายของ BNK48 ก็เช่นกัน เพราะสมาชิกแต่ละคนก็ได้รับความนิยมมากน้อยแตกต่างกัน จึงทำให้มีราคาขายต่อและราคาประมูลขายแตกต่างกันด้วย เช่น

เข็มกลัด เป็นภาพของสมาชิกแต่ละคนในวง จากเดิมเริ่มต้นที่ราคา 250 บาท มีราคาขายต่อตั้งแต่ 300 – 1,900 บาท

3 ขั้นตอนสู่การเป็นโอตะสายเปย์ขั้นเทพ!!

Photo Set  แต่ละ set จะมี 5 ภาพ ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ชุดละ 250 บาท ความพิเศษอยู่ที่น้องๆจะเขียนลายเซ็นด้วยตัวเองรวมอยู่ด้วย(รูปหายากนี้จะถูกเรียกว่า SSR : Super Special Rare) ซึ่งสมาชิก 1 คน มีรูป SSR  อยู่ 5 ใบต่อ 1 Set เรียกง่ายๆว่ารูปที่มีลายเซ็นนี้มีเพียง 5 ใบในโลก 

จากภาพนี้จะเห็นว่าภาพที่มีลายเซ็นของกัปตันเฌอปรางนี้มีราคาซื้อขายในท้องตลาดอยู่ที่ 44,000 บาท ส่วน Photo Set อื่นๆก็มีราคา 600 – 800 บาท

3 ขั้นตอนสู่การเป็นโอตะสายเปย์ขั้นเทพ!!

  

ตอนที่อภินิหารเงินออมหาข้อมูลส่วนนี้ก็ตกใจ เพราะไม่คิดว่าราคาจะไปไกลขนาดนี้ คนที่ซื้อมาขายต่อได้กำไรเกิน 100% มันก็เป็นเรื่องปกติที่เรารักใครแล้วอยากสะสมผลงานของเขาให้ครบ ภาพไหนที่ยังไม่มีก็ไปเสาะแสวงหามาจนได้ (ถ้าติดตามจดบัญชีรายจ่ายของตัวเองแบบนี้ก็ดีซิ) แต่ทุกอย่างต้องมีสติ…

ก่อนหน้านี้มีข่าวเรื่องการประมูลภาพที่มีลายเซ็นของกัปตันเฌอปราง หลังจากเปิดประมูลไปไม่นานราคาก็ขึ้นไปแตะหลักหมื่น จนกระทั่งน้องมัธยมคนหนึ่งนำเงินที่ได้จากอั่งเปามาประมูลไปในราคา 40,000 บาท!! 

แต่สุดท้ายก็ถูกล้มประมูล เพราะเจ้าของภาพที่เปิดประมูลนั้นเห็นว่ายังอยู่ในวัยเรียน เป็นการใช้จ่ายเกินตัว ไม่อยากให้คนภายนอกมองวงนี้ว่ามอมเมาเยาวชนและเป็นการทำให้ภาพลักษณ์ของวงไม่ดีอีกด้วย ซึ่งน้องที่ประมูล 40,000 บาทก็รับฟังและยอมถอย ทำให้การประมูลกลับมาที่ราคา 26,000 บาท (จากข้อมูลในตอนนั้นราคาล่าสุดอยู่ที่ 32,000 บาท)

หากใครต้องการเข้าสู่เส้นทางโอตะสายเปย์ขั้นเทพก็ต้องกลับมาถามตัวเองว่า “เรามีกำลังจ่ายเท่าไหร่ที่ไม่ลำบากตัวเอง” และ “เราไหวมั๊ยที่จะจ่ายราคาสูงขึ้น” ถ้าเราทำทุกอย่างด้วยความชอบ แต่ขาดความยับยั้งชั่งใจ อาจจะทำให้คนที่เรารักในครอบครัวเดือดร้อนได้ในอนาคต 

ถ้าเราขยันทำงาน หาเงินเก่ง มีรายได้เข้ามามาก แบ่งเงินไปออมเพื่ออนาคตของตัวเองและจ่ายหนี้เรียบร้อยแล้ว เมื่อมีเงินเหลือก็ถึงเวลาเปย์เพื่อสมาชิกที่เราชื่นชอบแล้วล่ะจ้า อภินิหารเงินออมคิดว่า ถ้าน้องสมาชิก BNK48 รู้ว่าโอตะสายเปย์จัดการเงินก่อนใช้จ่ายแบบนี้ น่าจะทำให้น้องรู้สึกภูมิใจในตัวโอตะมากเลยนะจ๊ะ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล

9 เคล็ดลับดับ “หัวร้อน” เรียกสติแบบไม่ต้อง ยุบหนอ พองหนอ!

 9 เคล็ดลับดับ "หัวร้อน" เรียกสติแบบไม่ต้อง ยุบหนอ พองหนอ!

    อาการหงุดหงิดเกิดขึ้นได้ตลอดเวลานะคะ ทั้งฝนตก รถติด หรือ อะไรก็แล้วแต่ที่ไม่ถูกใจเรา แต่การเป็นคนหงุดหงิดง่ายหรือหัวร้อนนี่ก็ดูไม่ดีเอาซะเลย วันนี้เราเลยนำ 9 เคล็ดลับดับ”หัวร้อน”เรียกสติมาฝากกันค่ะ 

 9 เคล็ดลับดับ "หัวร้อน" เรียกสติแบบไม่ต้อง ยุบหนอ พองหนอ!

  ถ้าเริ่มไม่ไหวแล้วมันสะกิดใจเราเหลือเกินให้ลองนับ 1-10 ดูนะคะ หรือจะทำเป็นไม่รับรู้หูทวนลมไปเลยก็ได้

 9 เคล็ดลับดับ "หัวร้อน" เรียกสติแบบไม่ต้อง ยุบหนอ พองหนอ!

ค่อยๆคิด ค่อยๆทำ นึกถึงคนที่เรารักและผลที่ตามมาหากเราหุนหันพลันแล่นก็ช่วยเราเย็นลงได้แล้วล่ะค่ะ 

 9 เคล็ดลับดับ "หัวร้อน" เรียกสติแบบไม่ต้อง ยุบหนอ พองหนอ!

หากเครียดลองหลับตาแล้วนึกถึงสิ่งดีๆก็ช่วยให้ผ่อนคลายไปได้ พูดคำว่า “ขอโทษ”ก็ช่วยให้ทุกอย่างเบาลง

 9 เคล็ดลับดับ "หัวร้อน" เรียกสติแบบไม่ต้อง ยุบหนอ พองหนอ!

ใช้กลิ่นที่ผ่อนคลายให้รู้สึกสบาย แล้วลองหาอะไรเย็นๆหวานๆมาดับอารมณ์ร้อนก็ดีไม่น้อยนะคะ

 9 เคล็ดลับดับ "หัวร้อน" เรียกสติแบบไม่ต้อง ยุบหนอ พองหนอ!

   ท้ายที่สุดไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการให้อภัย เพราะ เป็นการจบต้นตอของอาการหัวร้อนได้เป็นอย่างดี แค่เราให้อภัยกันและกันบรรยากาศรอบตัวก็น่าอยู่ขึ้นเป็นกอง!

 9 เคล็ดลับดับ "หัวร้อน" เรียกสติแบบไม่ต้อง ยุบหนอ พองหนอ!

(Review) Plum Condo ราม 60 อินเตอร์เชนจ์ จุดเปลี่ยนแห่งอนาคตในย่านรามคำแหง

ทศวรรษที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยผันผวนแต่ราคาอสังหาฯ ไม่เคยหยุดปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะราคาคอนโดมิเนียมขยับขึ้นแรงกว่าอสังหาฯ ประเภทอื่นกว่า 2 เท่าตัว ทุกวันนี้หากต้องการซื้อคอนโดในกรุงเทพฯใกล้รถไฟฟ้าในรัศมีไม่เกิน 500 เมตร ด้วยราคาเริ่มต้น 1 ล้านกว่าบาทนั้นเป็นเรื่องยาก และอนาคตข้างหน้าอีกไม่ไกลจะกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ครับ เพราะที่ดินทำเลทองเหล่านี้กำลังจะหมดไป ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าของที่ดินคงต้องการขายราคาแพงกว่าเดิม ประกอบกับอีก 10 ปีหน้าโครงข่ายรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ เกือบเสร็จสมบูรณ์ก็ทำให้อสังหาฯ ที่อยู่โดยรอบเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

บางคนกังวลว่าโครงการคอนโดเปิดใหม่ผุดขึ้นเยอะ หากลงทุนตอนนี้จะช้าไปมั้ย ผมมองว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการแข่งขันปล่อยเช่าและขายต่อ แต่ยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนในทำเลที่ใช่และมีความต้องการที่แท้จริง (Real Demand) ซึ่งเป็นทำเลที่เดินทางไปไหนมาไหนสะดวกมีทางเลือกในการเดินทางเยอะ เป็นแหล่งที่ผู้คนจากทุกสารทิศเข้าอยู่อาศัย มาเรียนหนังสือ หรือมาทำงาน เป็นย่านที่มีประชากรหนาแน่นสังเกตได้จาก Google Map เวลาชั่วโมงเร่งด่วนมีรถติดถนนเปลี่ยนเป็นสีแดง และหากเลือกใช้แผนที่แบบ Satellite จะไม่ค่อยเหลือพื้นที่ว่างให้เห็นบนแผนที่ครับ

“รามคำแหง” เป็นหนึ่งในทำเลที่มีศักยภาพสูงมีแม่เหล็กที่สำคัญอย่างมหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ราชมังคลากีฬาสถาน และห้างเดอะมอลล์รามคำแหง ดึงดูดคนเข้ามาในพื้นที่โดยจุดที่มีความคึกคักเป็นพิเศษคือ จุดขึ้นทางยกระดับรามคำแหงบริเวณหน้าห้างเดอะมอลล์ แยกวัดเทพลีลาบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง และจุดลงทางยกระดับรามคำแหงบริเวณแยกลำสาลี เรียกได้ว่ามีความน่าสนใจตลอดตามแนวถนน ซึ่งรามคำแหงส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เขตบางกะปิ จากสถิติบ้านและประชากรของกรมการปกครองพบว่ามีจำนวนบ้านเรือนมากเป็นอันดับ 3 และมีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับ 13 จากจำนวนทั้งหมด 50 เขตในกรุงเทพฯ

แหล่งข้อมูลอ้างอิงจาก http://stat.bora.dopa.go.th/stat/statnew/statTDD/

อนาคตจะมีรถไฟฟ้าให้บริการบนถนนรามคำแหงนั่นคือ รถไฟฟ้าสายสีส้มที่กำลังก่อสร้างอยู่ในขณะนี้ครับ โดยเฟสแรกวิ่งจากมีนบุรีไปศูนย์วัฒนธรรม และเฟสสองวิ่งจากศูนย์วัฒนธรรมไปตลิ่งชัน ตามแนวตะวันตกมาตะวันออกของกรุงเทพฯ และผ่านจุดสำคัญ อาทิ รัชดา ประตูน้ำ สนามหลวง และศิริราช เป็นต้น ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาเดินทางเข้าเมืองได้ดี

โครงการที่ผมจะพามารู้จักคือ “Plum Condo ราม 60 อินเตอร์เชนจ์” ของบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ตั้งอยู่ในซอยรามคำแหง 60 ใกล้กับแยกลำสาลี จุดที่มีความสำคัญเป็นพิเศษเพราะอนาคตเป็นสถานีรถไฟฟ้า 2 สายตัดกัน (Interchange Station) ระหว่างรถไฟฟ้าสายสีส้ม (มีนบุรี-ตลิ่งชัน) กับสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) นอกจากนี้ทำเลยังใกล้กับห้างเดอะมอลล์ บางกะปิ ศูนย์การค้าตะวันนา และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ทำให้ทำเลนี้น่าจับตามองเป็นพิเศษ จากสถิติมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนที่มีจำนวนนักศึกษามากที่สุดของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาพบว่าม.รามคำแหง ม.อัสสัมชัญ และนิด้า มีจำนวนนักศึกษาเป็นอันดับ 1, 27 และ 42 ตามลำดับ

แหล่งข้อมูลอ้างอิงจาก 

http://www.info.mua.go.th/information/show_all_statdata_table.php?data_show=2

โครงการ Plum Condo ราม 60 อินเตอร์เชนจ์ ตั้งอยู่ในซอยรามคำแหง 60 ซึ่งเป็นซอยขนาดใหญ่เชื่อมระหว่างถนนรามคำแหงกับถนนกรุงเทพกรีฑา โดยอยู่ลึกเข้ามาเพียง 200 เมตรจากถนนรามคำแหง และห่างจากรถไฟฟ้าสายสีส้ม สถานีลำสาลีเพียงแค่ 350 เมตร (คอนโดคาดว่าสร้างเสร็จปี 2562 ก่อนรถไฟฟ้าสายสีส้มเสร็จปี 2563) โดยอสังหาฯที่อยู่รอบโครงการส่วนใหญ่เป็นอพาร์ตเมนท์ แสดงว่าแถวนี้มีคนอาศัยอยู่เยอะห้องเช่าได้รับความนิยม จึงเป็นโอกาสลงทุนคอนโดปล่อยเช่าสำหรับกลุ่มผู้เช่าที่มีกำลังพอจ่ายไหวและต้องการสภาพแวดล้อมน่าอยู่มากยิ่งขึ้น ตามตารางที่ผมทำขึ้นมาพอให้เห็นภาพว่าคอนโดมีข้อได้เปรียบหลายอย่างทั้งเรื่องส่วนกลางน่าใช้ ความปลอดภัยในการอยู่อาศัย และพื้นที่จอดรถที่มากกว่า เป็นต้น

ตัวโครงการ Plum Condo ราม 60 อินเตอร์เชนจ์ เป็นคอนโด Low Rise 8 ชั้น 8 อาคารรวม 960 ยูนิต และร้านค้า 2 ยูนิต บนเนื้อที่ 8 ไร่เศษ ถือว่าจำนวนยูนิตไม่เยอะ ส่วนที่จอดรถ 385 คัน ประมาณ 40% รวมจอดซ้อนคัน เน้น Spec ภายในห้อง และงานส่วนกลางจัดเต็มรวมกว่า 2,000 ตร.ม. เป็นโครงการที่ให้ Spec ดีที่สุดในแบรนด์ Plum โดยโครงการขายราคาเริ่มต้นเพียง 1.35 ล้านบาท หรือเริ่มต้นเฉลี่ย 60,000 บาทต่อตร.ม. และราคาเฉลี่ยทั้งโครงการ 70,000 บาทต่อตร.ม. เป็นราคาที่จับต้องได้ โดยห้องพักอาศัยมี 3 รูปแบบดังนี้ครับ

1 Bedroom 22.5 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 1.35 ล้านบาท

ออกแบบการใช้พื้นที่ได้ลงตัวในพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดเล็กสามารถกั้นเป็น 1 ห้องนอนไม่อึดอัด โดยเปิดประตูเข้าไปจะเจอห้องรับแขกก่อน สามารถวางโซฟาและแขวนทีวีขนาดใหญ่ได้ ส่วนด้านหน้าจะเป็นห้องนอนที่อยู่ตรงหน้าต่างมีประตูกั้น 3 ตอน เข้าออกสะดวก และติดตั้งแอร์ไม่เป่าเข้าหน้าเวลานอนบนเตียง ส่วนด้านซ้ายมือจะเป็นห้องครัวสามารถวางตู้เย็น 2 ประตูได้สบาย และโต๊ะรับประทานอาหาร 2 ที่นั่ง ส่วนห้องน้ำมีอ่างล้างหน้า และโถสุขภัณฑ์ขนาดกำลังดีไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไป

1 Bedroom 26 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 1.6 ล้านบาท

ออกแบบการใช้พื้นที่ได้ลงตัวในพื้นที่สี่เหลี่ยมจตุรัสขนาดใหญ่ขึ้น โดยเปิดประตูเข้าไปจะเจอห้องรับแขกตรงไปก็จะเป็นห้องครัวกับระเบียง ซึ่งมีข้อดีคือพื้นที่เปิดโล่งไม่มีอะไรมาบังทำให้แสงสว่างเข้ามาได้เต็มที่ ส่วนด้านขวามือจะเป็นห้องนอนกับห้องน้ำ โดยห้องนอนมีขนาดกว้างขึ้นสามารถวางโต๊ะเครื่องแป้ง และติดตั้งทีวีแขวนปลายเตียงได้ ห้องน้ำอยู่ในพื้นที่ของห้องนอนใช้งานได้สะดวกสบาย 

1 Bedroom Plus 34.95 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 2.2 ล้านบาท

1 Bedroom Plus คือ ห้องที่มีทั้งห้องนอนใหญ่และห้องอเนกประสงค์ ซึ่งห้องอเนกประสงค์สามารถปรับเปลี่ยนเป็นห้องนอนได้ตามความต้องการในอนาคต ผมเข้าไปเยี่ยมชมโครงการมาแล้วบอกเลยว่าชอบการจัดพื้นที่ของห้องนี้ที่สุดมันลงตัวมาก ลักษณะห้องเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าหน้ากว้างรับวิวได้เต็มที่ โดยเปิดประตูเข้าไปจะเจอห้องรับแขก และโต๊ะรับประทานอาหาร ทำให้พื้นที่ดูโปร่งทะลุไปถึงระเบียงห้อง ส่วนด้านซ้ายมือเป็นห้องอเนกประสงค์กับห้องครัว ซึ่งมีจุดเด่นตรงเป็นเคาน์เตอร์ครัวขนาดใหญ่เข้ามุมทำอาหารสนุกมากขึ้น และเครื่องซักผ้าย้ายจากระเบียงมาอยู่ในห้องครัว ไม่ต้องออกไปตากแดดนอกห้อง แถมโครงการยังทำเป็นตู้เก็บเครื่องซักผ้าไว้ให้

วัสดุปูพื้นในตู้เป็นกระเบื้อง และทำขอบกั้นให้เรียบร้อยไม่เสี่ยงเรื่องพื้นบวมเวลามีน้ำรั่ว พร้อมเตรียมชั้นวางของไว้ให้ด้วย ซึ่งตรงนี้แทบจะไม่เคยเห็นโครงการคอนโดมิเนียมในราคานี้ที่ไหนจัดเตรียมให้เลยนะครับ หันกลับมาดูด้านขวามือจะเป็นห้องนอนใหญ่กับห้องน้ำ โดยห้องนอนใหญ่สามารถวางตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ได้ และห้องน้ำก็ไม่จำเป็นต้องเดินผ่านห้องนอน ผมเชื่อว่าใครได้ไปเห็นห้องตัวอย่างจะทึ่งว่าพื้นที่เท่านี้สามารถจัดวางฟังก์ชั่นได้อย่างครบครันได้แบบนี้เลยทีเดียว

สิ่งอำนวยความสะดวกที่โครงการเค้าจัดเต็ม เริ่มจากสระว่ายน้ำเป็นระบบเกลือมี 2 สระ ขนาด 4.5 x 30 ตร.ม. และ 4.5 x 19 ตร.ม. โดยสระเล็กมีสระว่ายน้ำเด็ก และสระใหญ่มี Sunken Seat ให้นั่งเล่นได้เก๋ๆ นอกจากนั้นยังมีฟิตเนสกลางแจ้ง มีห้องสำหรับเด็ก Reading Lounge สวนลอยฟ้า ลู่วิ่ง Jogging Track และสวนหย่อมรอบโครงการ และที่เป็นจุดเด่นอีกอันคือ อาคาร 3 ชั้นบริเวณหน้าทางเข้าโครงการ ซึ่งมีชื่อว่า Plum Space โดยมี Co-Working Space, Mini Home-Theatre และ ห้องฟิตเนส อยู่ในนี้ และด้านล่างก็เป็นจะเป็นร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven อีกด้วยครับ

นี่เป็นไฮไลท์เพียงบางส่วนบนเนื้อที่กว่า 2,000 ตร.ม. เรียกได้ว่าเยอะจนไม่ต้องออกไปไหน ใครที่สนใจก็ลองเข้าไปเยี่ยมชมสำนักงานขายโครงการอยู่ปากซอยรามคำแหง 58/5 ใกล้ๆกับตัวโครงการครับ หรือเข้าดูรายละเอียดและลงทะเบียนรับโปรโมชั่นได้ที่ https://plum.pruksa.com/14207/ram60interchange

บทความนี้เป็น Advertorial

(Review) ถ้าจ่ายภาษีที่ดินไม่ไหว เราควรจะเลือกทางไหนดี?

ภาษีที่ดิน ถือเป็นอีกหนึ่งประเภทภาษีที่หลายคนกำลังหวาดหวั่น บางคนนั้นถึงขั้นบ่นอุบว่าเรากำลังอยู่ในยุคภาษีอานหรือเปล่านะ?

อย่างไรก็ตาม… การจัดเก็บภาษีที่ดินนั้นตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2560 มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงความเหมาะสมให้จัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และกระตุ้นให้เกิดการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในปัจจุบันยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า แนวทางการจัดเก็บภาษีที่ดินตามร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่นั้น มีความเหมาะสมหรือไม่ รวมถึงจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้จริงตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้หรือเปล่า ซึ่งตรงนี้เราทุกคนต้องติดตามกันต่อไป

แต่สำหรับประชาชนอย่างเรา สิ่งหนึ่งที่ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการรับมือภาษีที่ดินนั้น มันคือการวางแผนและจัดการภาษี โดยเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจแนวทางการจัดเก็บของภาษีที่ดินกันก่อนว่าเป็นอย่างไร

อัตราภาษีแต่ละประเภทนั้น ปัจจุบันร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2560ได้แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ซึ่งมีอัตราภาษีที่แตกต่างกันไปดังนี้

อัตราภาษี

(อาจมีการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีและจำนวนมูลค่าทรัพย์สินในภายหลัง)

จากรูปจะเห็นว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีวัตถุประสงค์แตกต่างกันไปนั้น ย่อมเสียภาษีในอัตราที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับประเภทที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการบรรเทาภาระภาษี หรือลดอัตราภาษีของสินทรัพย์บางประเภทที่กฎหมายมองว่าควรได้รับการลดลง เช่น บ้านพักอาศัยหลักซึ่งได้รับกรรมสิทธิ์จากการรับมรดกก่อนที่พระราชบัญญัตภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีผลบังคับใช้ (ลดอัตราภาษีให้ 50%) หรือ ทรัพย์สินที่อยู่ระหว่างพัฒนาเพื่อทำโครงการที่พักอาศัย (ยกเว้นภาษีโดยให้เสียในอัตรา 0.05% เป็นเวลา 3 ปี)

แต่ดูเหมือนว่า ปัญหาที่หนักที่สุดนั้นจะอยู่ในกลุ่มที่ดินที่ไม่ได้รับการพัฒนา หรือที่ดินรกร้างว่างเปล่า ซึ่งเริ่มต้นเสียภาษีตั้งแต่ 1% และมีโอกาสเสียภาษีในอัตราที่สูงสุดถึง 5% ถือว่าที่ดินกลุ่มนี้ตกเป็นภาระสำหรับคนที่ครอบครองที่ดินในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายภาษีในแต่ละปี ยกตัวอย่างเช่น หากเรามีที่ดินรกร้างว่างเปล่ามูลค่าประเมิน 100 ล้านบาท เราจะต้องเสียภาษีสูงถึง 1 ล้านบาทต่อปีในช่วงปีแรกๆ และสูงถึง 5 ล้านบาทต่อปี ถ้าหากว่าที่ดินดังกล่าวไม่ถูกนำไปพัฒนา

แนวทางการวางแผนจัดการภาษีที่ดิน

โดยปกติแล้ว แนวทางการจัดการภาษีที่ดินนั้นมีไว้สำหรับที่ดินที่มีการพัฒนาและใช้งานเป็นหลัก เช่น การโอนทรัพย์สินของกลุ่มที่ดินเพื่อการพาณิชยกรรมเข้าเป็นสินทรัพย์ของบริษัท เพื่อใช้ในการบรรเทาภาระภาษี และใช้วิธีขายบริษัทแทนการขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งจะทำให้ลดภาระภาษีของธุรกิจไปได้มาก

หรือการแปรสภาพที่ดินที่รกร้างว่างเปล่าให้กลายเป็นที่ดินประเภทอื่นๆ เพื่อให้มีการใช้และพัฒนาที่ดินในการลดภาระภาษี เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า อัตราภาษีของแต่ละประเภทนั้นมีความแตกต่างกัน หากเปลี่ยนที่ดินรกร้างว่างเปล่ามูลค่า 100 ล้านบาทไปเป็นที่ดินเกษตรกรรม ก็จะทำให้ภาษีลดลงจาก 1 ล้านบาทเหลือเพียง 25,000 บาทเท่านั้น

  • ที่ดิน 100 ล้านทำเกษตรกรรม = 50,000,000x 0.5% (มูลค่า 50 ล้านบาทแรกยกเว้น)
  • ที่ดิน 100 ล้านรกร้างว่างเปล่า = 100,000,000 x 2% 

นอกจากนั้นยังมีการบริหารจัดการแบ่งสรรปันส่วนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้กับทายาท เพื่อลดปัญหาภาษีที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต (ซึ่งตรงนี้ต้องพิจารณาเรื่องการจัดสรรอย่างเหมาะสม รวมถึงปัญหาด้านภาษีมรดกและภาษีการรับให้ประกอบกันครับ)

ถ้าการขายกลายเป็นทางเลือกในการจัดการภาษีที่ดิน

สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคืออะไร?

แต่คำถามสุดท้ายคือ? ถ้าหากเราไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ สิ่งที่ทำได้ในการจัดการที่ดินรกร้างว่างเปล่าก็คือการ “ขายที่ดิน” เพื่อไม่ให้เราแบกรับต้นทุนภาษีที่ดินและภาระในการบริหารจัดการเงินเพื่อรักษาทรัพย์สินไว้

ยกตัวอย่างเช่น นายหนอม บุตรชายคนเดียวที่เหลืออยู่ของตระกูล มีที่ดินประจำตระกูลมูลค่า 200 ล้านบาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่าที่ส่งมอบกันมาจากรุ่นสู่รุ่น แต่ชีวิตของนายหนอมนั้นเป็นเพียงมนุษย์เงินเดือนหาเช้ากินค่ำธรรมดา แม้ทุกวันนี้นายหนอมมีรายได้บ้างจากที่ดินดังกล่าว แต่สุดท้ายแล้วเมื่อมีภาษีที่ดินมา        นายหนอมก็ไม่สามารถที่จะหาเงินจำนวน 4 ล้านบาทต่อปีมาจ่ายภาษีได้จริงๆ สิ่งที่เขาต้องพิจารณาต่อไปคือ การขายที่ดินผืนนี้ออกไปเพื่อให้ตัวเองหมดภาระภาษี

ถึงแม้ว่าวิธีนี้ อาจจะดูขัดแย้งกับแนวคิดของสังคมไทยในเรื่องของการรักษาสมบัติของบรรพบุรุษไว้ แต่อย่างไรก็ตาม ความจริงคือความจริง สิ่งที่ทำได้คือการสู้ต่อไปเพื่อให้ชีวิตเราอยู่รอด หากต้องตัดสินใจขายที่ดิน เราควรเตรียมตัวเพื่อมองหาโอกาสในการขายที่ดินให้ได้มูลค่าที่ดีที่สุด นั่นคือ การศึกษาหาข้อมูล มองหาช่องทางขาย และเลือกราคาที่ดีที่สุดที่เราต้องการ

ถ้ายังไม่รู้จะทำยังไง หาข้อมูลเพิ่มก่อนดีไหม?

เอาล่ะครับ สำหรับคนที่มองหาช่องทางในการขายที่ดินโดยการขายให้กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยตรง บริษัทพฤกษาเขามีสิ่งดีๆ มานำเสนอครับ

โดยวิธีการขายนั้น จะสามารถส่งข้อมูลและติดต่อผ่านทางออนไลน์ที่เว็ปไซด์ https://www.pruksa.com/land ซึ่งเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก และรวดเร็ว ซึ่งบริษัทพฤกษาเองเขายืนยันมาว่าปลอดภัยหายห่วง ไม่ต้องกลัวอันตรายครับ เพราะทุกอย่างทำผ่านระบบออนไลน์ที่สามารถตรวจสอบสถานะได้ตลอดเวลา

ระบบที่ว่านี้มีข้อดีคือ สำหรับเจ้าของที่ดินสามารถส่งข้อมูลที่ดินให้บริษัทพิจารณาโดยตรงได้เลย และยังสามารถติดตามข้อมูลได้ตลอดเวลา ตอนนี้บริษัทพฤกษายังมีข้อมูลให้ด้วยครับว่า ต้องการที่ดินในทำเลไหนบ้าง หากใครสนใจก็สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.pruksa.com/land

นอกจากนั้นยังสามารถติดต่อผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ ของบริษัทพฤกษาได้ที่ 

Line : @Pruksaland 

E-mail : [email protected]

หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน 1739 ครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save