สำรวจตัวเอง “คุณอยู่ในวงจรแมงเม่านักลงทุนมือใหม่หรือไม่?”

สำรวจตัวเอง “คุณอยู่ในวงจรแมงเม่านักลงทุนมือใหม่หรือไม่?”

จากที่ผมได้ไปออกงาน SET in the City 2017 ที่ผ่านมา ก็ได้พูดคุยกับหลายๆคนที่มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องหุ้น ซึ่งมีนักลงทุนมือใหม่จำนวนมากที่จะพบปัญหาที่ใกล้เคียงกันและยอมรับว่านี่ล่ะ สาเหตุดังกล่าวที่ทำให้เขากลายเป็นแมงเม่าเข้ากองไฟในการลงทุน ผมเลย List ข้อสังเกตออกมาเป็นประเด็นพร้อมมุมมองของผมในการแก้ไขนะครับ มาดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

มาดูกันว่าใครที่พบเหตุการณ์ในการลงทุนแบบนี้บ้าง

1. เลือกหุ้นผีบอกหรือหุ้นตามกระแส

นักลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์แต่เปิดพอร์ตหุ้นแล้ว สิ่งแรกที่มักจะทำก็คือการหาหุ้นมาลงทุน โดยสอบถามคนที่มีประสบการณ์หรือเชื่อได้ว่ามีความรู้มากกว่า เช่น เพื่อนที่เล่นหุ้นมาก่อน บอร์ดที่พูดคุยเรื่องหุ้น เอกสารข่าวสารที่มีการพูดคุยกันทางหน้าหนังสือพิมพ์ จนได้ตัวอย่างหุ้นมาง่ายๆ

หลายคนพอได้ชื่อหุ้นมาก็ซื้อเลยทันที ด้วยความหวังที่ว่ามันจะขึ้นตามที่คนอื่นบอกๆกันมา แต่โดยส่วนใหญ่แล้วเราอาจจะไม่ได้โชคดีขนาดนั้น หรืออาจจะโชคดีบางครั้งแต่ไม่ตลอดไป การซื้อหุ้นตามกระแสโดยไม่ได้มีหลักการในการลงทุนนั้นเป็นสิ่งที่อันตรายมากต่อนักลงทุนมือใหม่

อย่างผมเนี่ยปกติจะแนะนำให้ทำการบ้านด้วยการดูพื้นฐานของหุ้นที่เราจะซื้อก่อนและดูว่ากลยุทธ์ในการลงทุนของเราจะเป็นในลักษณะใด

2. ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจซื้อ

เวลาที่เราลงทุนนั้นนอกจากในเรื่องกิจการที่ดี ที่เราจะต้องหา เราเองยังต้องเผชิญหน้ากับราคาหุ้นที่ขึ้นๆ ลงๆ ในตลาดอีกด้วย หลายคนพอเห็นข่าวว่าราคาหุ้นกำลังขึ้น ก็จะแห่กันไปซื้อเพราะมองว่าถ้าไม่ซื้อตอนนี้แล้วมันขึ้นไปอีกจะเสียโอกาส ก็เอาเงินอัดกันเต็มที่เลย แต่อย่างที่บอกนะครับ หุ้นนั้นมันมีความผันผวนในตัวมันเอง มันขึ้นได้ก็ลงได้ และเมื่อใดที่มันลงมาเรื่อยๆ จนทะลุต้นทุนที่เราถืออยู่ พอเราเห็นตัวเลขแดงๆ ในการขาดทุนก็จะรู้สึกเซ็งไม่น้อยเลยทีเดียว

ข้อแนะนำของผมคือ หากมองว่าหุ้นมันดี เราสามารถซื้อได้ แต่ก็ควรจะเปรียบเทียบกับราคาที่จะซื้อก่อนว่ามันควรที่จะซื้อไหม เช่น การดูแนวโน้มของราคาในตลาดเทียบกับผลกำไรที่น่าจะได้ว่าเรายอมรับได้ไหม หรือถ้าไม่แน่ใจเราก็ตัดอารมณ์ไปเลยด้วยการซื้อแบบ DCA เฉลี่ยต้นทุนไป มันอยู่ที่กลยุทธ์ของแต่ละคนที่ต้องศึกษานะ แต่แน่นอนว่าเราต้องมีเหตุผลในการซื้อ ไม่ซื้อตามกระแสที่กำลังจูงเราไป

3. ไม่กล้า Cut Loss การลงทุนที่ผิดพลาด

หลายครั้งเราอาจจะพบว่า เมื่อเราลงทุนไปแล้วหุ้นมันลงเอาๆ ตอนที่ซื้อด้วยความที่เป็นมือใหม่เราอาจจะซื้อเพราะเขาบอกมา แต่พอได้รู้ที่หลังว่าหุ้นมันไม่ได้มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีอย่างที่คิด พอเห็นอีกทีก็ขาดทุนไปเยอะแล้ว ตอนนั้นเราจะใช้วิธีคิดที่แสน Classic ว่า “ไม่ขายไม่ขาดทุน” ในมุมมองของผมการไม่ขายไม่ขาดทุนในหุ้นที่ไม่ดีนั้น มันอาจจะทำให้เราจมเงินลงทุนโดยเปล่าประโยชน์และมีโอกาสสูญเสียเงินมากขึ้นถ้าเกิดเป็นหุ้นที่มีแนวโน้มถดถอย

ข้อแนะนำของผมนะครับ ผมจะมองว่าการซื้อหุ้นก็คือการเป็นเจ้าของธุรกิจ หากเปรียบเทียบกับการที่เขาซื้อของมาขาย ถ้าของที่เราซื้อมามันขายไม่ดีแล้ว เชื่อว่าทุกคนก็คงหาทางลดสต็อก เอาเงินหมุนไปซื้อของที่ขายดีเข้าร้านดีกว่า สำหรับตัวผมเองหากเกิดความผิดพลาด หุ้นไม่ได้โตอย่างที่คิด มีพื้นฐานเปลี่ยนไปจนทำให้ขาดทุน การ Cut Loss เพื่อหาการลงทุนในหุ้นตัวใหม่ที่มีศักยภาพกว่าเดิมก็เป็นวิธีที่ผมจะทำครับ

4. ขายทำกำไรตัวที่ดี ไปถัวตัวที่ไม่ดีให้พังเพิ่ม

เหตุการณ์แบบนี้เจอบ่อยนะครับ เห็นหลายๆ คนเลือกหุ้นตามกระแสมาลงทุนและพบว่าที่เลือกมานั้นมีบางตัวราคาขึ้น บางตัวราคาลง ก็เลยตัดสินใจที่จะแก้ปัญหาให้พอร์ตการลงทุนมันดูดีกว่าเดิม ด้วยการขายตัวที่ได้กำไรออกมาและนำไปลงทุนเพิ่มในหุ้นที่กำลังอยู่ในช่วงขาดทุนอยู่ โดยมีเหตุผลว่าหากนำไปถัวเฉลี่ยราคาแล้วจะทำให้หุ้นที่ขาดทุนอยู่นั้น มีต้นทุนที่ต่ำลง หากราคาหุ้นกลับพลิกฝื้นก็จะขายทำกำไรออกไปได้อย่างง่ายขึ้น

แต่หลายๆ ครั้งเราอาจจะพบว่าการถัวหุ้นนั้นอาจจะไม่ได้แก้ปัญหาให้กับเราได้ พอเราถัวไปต้นทุนลดลงก็จริง แต่ถ้าราคาหุ้นมันลดลงกว่าเดิมอีก นั่นแปลว่าเรากำลังนำเงินก้อนลงไปติดดอยเพิ่มอีก ซึ่งไม่รู้ว่าจะขายได้เมื่อไหร่

ข้อแนะนำของผมก็คือ หากเรามีโอกาสได้ศึกษาเรื่องพื้นฐานการลงทุนของหุ้น แล้วเราพบว่าที่หุ้นมันขึ้นเพราะมันมีเหตุผลในการเติบโตของกิจการที่ดี ในขณะที่อีกตัวในพอร์ตราคาลดลงเพราะกิจการนั้นไม่ดีนัก สิ่งที่เราจะทำก็คือต้องเก็บกิจการที่ดีเอาไว้ และนำเงินออกจากหุ้นที่กิจการไม่ดีมาซื้อในหุ้นที่ดีแทน ก็เหมือนกับการขายของนั่นล่ะ คุณคงไม่ยกเลิกการขายสินค้าที่เป็นตัวขายดีออก แล้วเอาเงินมาถัวต้นทุนสินค้าที่ขายไม่ดีหรอกครับ วิธีคิดของผมมันก็คล้ายๆกันแบบนี้ล่ะ

เรื่องนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ผมได้พูดคุยมากับนักลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์การลงทุนมาก และมีปัญหาติดดอย ไม่รู้พื้นฐาน ไม่กล้าคัทลอสหุ้นที่ไม่ดี แต่ไปขายทำกำไรที่ดีมาลงทุนเพิ่มในหุ้นที่ไม่ดีต่อ หากเราทราบแล้วว่า อ่อ ที่ผ่านมาเราลงทุนแบบนี้เองเลยไม่ประสบความสำเร็จ ก็หวังว่าบทความนี้จะทำให้หลายๆคนได้ประโยชน์และได้วิธีคิดในการลงทุนมากขึ้นครับ

เป็น ‘ข้าราชการ’ ใช่ว่าจะเซฟ ถ้าไม่รู้จักวางแผนการเงิน-การลงทุน

ถ้าเราอยากรู้ว่าคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตนั้นทำอย่างไร เราก็จะไปอ่านหนังสือหรือฟังบทสัมภาษณ์ของเขา เพื่อเป็นทางลัดและนำแนวคิดมาปรับใช้กับตัวเอง เรื่องการวางแผนเพื่อวัยอิสระหลังเกษียณก็เช่นกัน ถ้าเราอยากรู้ว่าชีวิตตอนนั้นจะเป็นอย่างไร ก็ต้องไปสอบถามผู้มีประสบการณ์ เพื่อจะได้เห็นภาพว่าอนาคตกำลังจะเกิดอะไรขึ้นบ้างแล้วตอนนี้ควรเตรียมตัวอย่างไร

เรื่องราวที่นำมาเล่านี้เป็นเรื่องของคุณเอ็ด อดีตข้าราชการหญิงวัย 63 ปี ที่จุดพลิกในชีวิตสะกิดให้ตื่นขึ้นมาเริ่มวางแผนเกษียณให้ตนเอง รวมถึงการเตรียมตัวทั้งก่อนและหลังเกษียณว่าควรทำอย่างไรบ้าง วิธีการเล่าเรื่อง อภินิหารเงินออมจะเรียบเรียงบทสัมภาษณ์ของคุณเอ็ดไว้ในกรอบสี่เหลี่ยม แล้วต่อท้ายด้วยมุมมองส่วนตัวที่ผู้อ่านน่าจะนำมาปรับใช้กับตัวเองได้นะจ๊ะ

ครอบครัวและการจัดการเงินในช่วงวัยทำงาน

คุณเอ็ดข้าราชาการเกษียณอายุวัย 63 ปี เกิดในครอบครัวชาวไร่ มีลูก 2 คน (ชายและหญิง ปัจจุบันลูกแต่งงานมีครอบครัวแล้ว) ขณะทำงานเงินเดือนที่ได้รับไม่ค่อยพอใช้ เพราะต้องแบ่งเงินส่งน้องเรียนและส่งลูกเรียนหนังสือ จึงยังไม่ค่อยมีเงินเก็บ 

บางช่วงเงินตึงตัวมากๆ จำเป็นจะต้องกู้เงินจากธนาคารมาใช้จ่าย (ขณะนั้นเป็นช่วงประมาณปี 2540 อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 17%) จากภาระหนี้อันหนักอึ้งนี้ก็ต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อสร้างรายได้ให้มากขึ้น กว่าจะชำระเงินกู้ก้อนนี้จากธนาคารได้ทั้งหมดก็กินเวลากว่า 3 ปี

พ่อแม่ของคุณเอ็ดมีอาชีพทำไร่แล้วได้เข้ามาค้าขายในเมือง รู้จักกับแม่ค้าหลายคนในตลาด ในขณะนั้นการซื้อขายที่ดินบูมมาก จึงได้รู้จักกับธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวกับการซื้อขายที่ดิน แบบแบ่งขายเป็นล็อกเล็กๆ ทำแล้วได้กำไรดี พ่อแม่มองว่าเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ จึงผันตัวเองเป็นนายหน้าที่ดินและทำหมู่บ้านจัดสรรขาย ซึ่งคุณเอ็ดก็ยังใช้แนวทางนายหน้าซื้อขายที่ดินมาสร้างรายได้เพิ่มให้ตนเองด้วย พอรู้ว่าใครจัดสรรที่ดินก็ไปขอผังของเขามาขาย ตอนนั้นถ้าขายได้ 10 ล็อก เจ้าของที่ดินจะให้ฟรี 1 ล็อก

ขณะที่ทำงานก็พักที่บ้านพักข้าราชการ จึงไม่ลำบากในการหาที่อยู่อาศัย แต่คุณเอ็ดมองว่าสุดท้ายแล้วก็ต้องมีบ้านเป็นของตัวเอง เพราะเกษียณแล้วก็จะต้องคืนบ้านพัก จึงคิดว่าน่าจะซื้อที่ดินรอไว้ก่อน ในปี 2523 บังเอิญมีคนมาบอกขายที่ดินขนาด 3 ไร่ ราคา 170,000 บาท แม่ของคุณเอ็ดมองว่าควรซื้อเก็บไว้ แต่ขณะนั้นคุณเอ็ดยังมีเงินไม่มาก คุณแม่จึงช่วยออกเงินบางส่วนช่วยซื้อที่ดินให้ 

คุณเอ็ดในวัย 49 ปีเห็นว่าทุกอย่างเริ่มลงตัว จึงกู้เงินจำนวนเงิน 1.5 ล้านบาทเพื่อสร้างบ้านเป็นของตัวเอง และมีการการลงทุนอื่นๆ ด้วย คือ LTF ปีละ 100,000 บาท ซื้อประกันชีวิต บริจาค รวมถึงฝากอัตโนมัติกับสหกรณ์ทุกเดือนๆ ละ 10,000 บาท

คุณเอ็ดไม่ค่อยเที่ยว ไม่ใช่ของหรูหรา การใช้จ่ายแต่ละครั้งจะคิดว่าจะทำเงินให้งอกเงยได้อย่างไร เงินส่วนใหญ่หมดไปกับการต่อเติมบ้าน (เพื่อปล่อยเช่า) ทำให้บางครั้งต้องจำกัดตัวเองโดยการยอมเป็นหนี้กู้เงินสหกรณ์ 1 – 2 แสนบาท เพื่อบอกตัวเองว่าตอนนี้มีภาระอยู่ จะได้ไม่ใช้เงินมาตกแต่งบ้านมากเกินไป

สำหรับมุมมองเรื่องการซื้อบ้านในปัจจุบัน คิดว่าควรมีบ้านเป็นของตัวเอง ดีกว่าการเช่าบ้าน เพราะผ่อนไปอย่างมีวินัย สุดท้ายก็บ้านนั้นก็จะตกเป็นทรัพย์สินของเรา ซึ่งเด็กสมัยนี้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินได้มากว่าคนรุ่นก่อน เพราะมีที่ทำงานที่แน่นอน ทำให้มีหลักฐานมาใช้กู้เงินได้ 

แนวคิดเรื่องการเงิน

  • การแก้ปัญหาหนี้ 

    • บางครั้งช๊อต หมุนเงินไม่ทัน จำเป็นต้องกู้ยืมเงินเพื่อนำมาใช้จ่าย (ในอดีตดอกเบี้ยสูงม๊าก)  วิธีแก้ปัญหาหนี้นั้นนอกจากการ “ลดรายจ่าย” ที่ไม่จำเป็นเพื่อจะได้มีเงินเหลือมากขึ้น ส่วนอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้ปลดหนี้ได้เร็วขึ้น คือ “การเพิ่มรายได้ทางอื่น” เพื่อสร้างเงินก้อนใหม่มาชำระหนี้

    • บางครั้งช๊อต หมุนเงินไม่ทัน จำเป็นต้องกู้ยืมเงินเพื่อนำมาใช้จ่าย (ในอดีตดอกเบี้ยสูงม๊าก)  วิธีแก้ปัญหาหนี้นั้นนอกจากการ “ลดรายจ่าย” ที่ไม่จำเป็นเพื่อจะได้มีเงินเหลือมากขึ้น ส่วนอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้ปลดหนี้ได้เร็วขึ้น คือ “การเพิ่มรายได้ทางอื่น” เพื่อสร้างเงินก้อนใหม่มาชำระหนี้

  • การใช้จ่าย

    • การใช้เงินแต่ละครั้งควรมองว่าจะทำให้งอกเงยได้อย่างไร เพื่อให้เงินเติบโตมากขึ้น แต่บางคนมองว่าอาจจะทำให้ตนเองเกิดความเครียดเพราะต้องคิดตลอดเวลา อยากใช้จ่ายแบบตามใจบ้าง อีกหนึ่งแนวทาง คือ การตั้งงบประมาณและแบ่งเงินเป็นส่วนๆ เพื่อจะได้ใช้เงินไม่ปะปนกัน ถ้าไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดูแนวทางที่แผนที่การเงินภาพข้างล่างนี้ได้เลยนะจ๊ะ

    • การใช้เงินแต่ละครั้งควรมองว่าจะทำให้งอกเงยได้อย่างไร เพื่อให้เงินเติบโตมากขึ้น แต่บางคนมองว่าอาจจะทำให้ตนเองเกิดความเครียดเพราะต้องคิดตลอดเวลา อยากใช้จ่ายแบบตามใจบ้าง อีกหนึ่งแนวทาง คือ การตั้งงบประมาณและแบ่งเงินเป็นส่วนๆ เพื่อจะได้ใช้เงินไม่ปะปนกัน ถ้าไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดูแนวทางที่แผนที่การเงินภาพข้างล่างนี้ได้เลยนะจ๊ะ

ที่มา : บทความ 4 ขั้นตอนสร้างบัญชีเงินเดือนขั้นเทพ!! https://goo.gl/rPCHA1

  • ความรู้และการต่อยอดเงินลงทุน

ในอดีตช่องทางการหาความรู้เรื่องการลงทุนอยู่ในวงจำกัด และมีวิธีการลงทุนให้เลือกไม่กี่แบบ เช่น การฝากออมทรัพย์ ฝากประจำ หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ ซึ่งพ่อแม่ของคุณเอ็ดเรียนรู้เรื่องธุรกิจนายหน้าที่ดินจากคนในตลาด เริ่มต้นมีทุนน้อยก็ต้องเริ่มต้นแบบเล็กๆ โดยการเป็นนายหน้ากินส่วนต่าง พอสะสมได้เงินมากขึ้นจึงค่อยๆ ขยายการลงทุนเพิ่มขึ้น เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป

ในขณะที่ปัจจุบันช่องทางในการหาความรู้ทางการเงินและการลงทุนมีให้เราเลือกมากกว่าในอดีต ทั้งจากโทรทัศน์ เว็บไซด์ Facebook การเรียนแบบออนไลน์ งานสัมมนา หนังสือ ฯลฯ เรียกได้ว่าความรู้หาง่ายเพราะอยู่ในมือถือแค่คลิกก็เจอแล้ว รวมถึงมีทางเลือกในการลงทุนให้เลือกเยอะมาก ยังไม่รวมอนาคตที่จะมีการลงทุนแนวแปลกๆ ออกมาอีก เช่น การเทรดค่าเงินดิจิทัล

การลงทุนในปัจจุบัน

  • การสะสมทรัพย์สิน

    • การฝากเงินแบบอัตโนมัติทุกเดือนเพื่อเป็นการบังคับตัวเองให้เก็บเงินได้เป็นอย่างดี ส่วนวิธีการกู้ยืมเพื่อทำให้ตนเองมีภาระและบังคับไม่ให้ตัวเองใช้เงินเปลืองนั้น อาจจะไม่เหมาะกับทุกคนนะจ๊ะ ถ้าใครจะใช้วิธีนี้ควรใช้อย่างระมัดระวัง

    • เมื่อหาเงินได้แล้วก็ต้องแบ่งบางส่วนเก็บไว้ใช้เพื่ออนาคตด้วย ทางเลือกหนึ่งที่ได้รับความนิยมมาตลอด คือ การเก็บเงินในรูปแบบของอสังหาริมทรัพย์ แม้ว่าเป็นของชิ้นใหญ่ราคาแพง แต่ราคาเติบโตขึ้นทุกปีและยังนำไปค้ำประกันเงินกู้ได้อีกด้วย จากกรณีของคุณเอ็ดที่ดินที่นำมาสร้างบ้านมีราคาสูงขึ้นมาก ลองเปิดเข้าไปดูประกาศขายที่ดินเปล่าบริเวณที่คุณเอ็ดอยู่อาศัย มีคนประกาศขายที่ดินเปล่าราคาไร่ละ 4 ล้านบาท!!

จุดพลิกในชีวิต

ในปี 2551 สามีของคุณเอ็ดป่วยรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 11 วันก็เสียชีวิต แม้ว่าเบิกสิทธิ์ข้าราชการได้บางส่วนก็ยังหมดเงินไปหลายแสนบาท  ขณะนั้นคุณเอ็ดมีอายุ 53 ปี ลูกทั้งสองคนเรียนจบหมดแล้ว ตอนนั้นคุณเอ็ดรู้สึกเครียดมากเพราะคิดหนักว่าตนเองจะอยู่ต่อไปอย่างไร แล้วผลของความเครียดผสมกับการไม่ได้พักผ่อนก็ทำให้ตนเองเป็นโรคเริมขึ้นที่หู(ตอนนี้รักษาจนอาการดีขึ้นมากแล้ว) จึงต้องหาอะไรทำจะได้ไม่คิดมาก

แต่ชีวิตมันก็ต้องเดินต่อไป จากเหตุการณ์นี้ทำให้คุณเอ็ดต้องวางแผนว่าอีก 7 ปี ตนเองอายุ 60 ปี เกษียณอยู่บ้านแล้วจะทำอย่างไรดี เพราะเงินบำนาญที่ได้จะลดลงครึ่งหนึ่งของเงินเดือน คือ จากเดิมที่ได้รับเดือนละ 60,000 บาท ก็จะเหลือเดือนละ 35,000 บาท ทางออกคือต้องหารายได้ทางอื่นมากขึ้นเพื่อจะได้ใช้จ่ายได้เท่าเดิม สุดท้ายจบลงที่การทำบ้านให้เช่า เพื่อมาเติมรายได้อีกครึ่งหนึ่งให้เป็น 60,000 บาทเท่าเดิม

อีกหนึ่งเรื่องเงินที่ทำให้คิดหนักมากขึ้น คือ ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล เพราะก่อนหน้านี้พ่อของคุณเอ็ดนอนป่วยอยู่ 7 ปี แม้ว่าใช้สิทธิ์ข้าราชการรักษาพ่อแม่ได้ แต่ก็ยังมีส่วนที่ต้องจ่ายเองหลายแสนบาท ค่าจ้างคนดูแลเดือนละ 5 – 6 พันบาท (ค่าใช้จ่ายประมาณ 7 ปี x 12 เดือน  x 5,000 บาท = 420,000 บาท) สุดท้ายค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพหลักแสน 

จึงทำให้คุณเอ็ดต้องบอกลูกๆ ไว้ว่าถ้าตนเองเจ็บป่วยขอให้รักษาตามสิทธิ์ข้าราชการที่เบิกได้ หากเสียชีวิตก็ไม่ต้องทำใหญ่มากเพราะบริจาคร่างกายเพื่อเป็นอาจารย์ใหญ่เรียบร้อยแล้ว ทั้งหมดที่ทำไปเพราะไม่อยากให้ลูกลำบาก 

แนวคิดเรื่องการเงิน

  • การตั้งคำถามและการแก้ไข

เราไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ก็ต้องเตรียมความพร้อมไว้ตลอดเวลา ถ้ารอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยคิดแก้ไข มันอาจจะไม่ทันเวลา วิธีที่ง่ายที่สุด คือ ดูตัวอย่างจากคนอื่นแล้วนำมาวางแผนให้ชีวิตของตัวเอง โดยการตั้งคำถามและคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง 

ตัวอย่างการตั้งคำถาม

  • “ถ้าพ่อแม่เสียชีวิต เราจะเป็นอย่างไร” สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น

    • ถ้าเราอยู่ในวัยเรียน อาจจะต้องทำงานพิเศษ เพื่อหาเงินมาเรียนหนังสือ

    • ธุรกิจหรือหนี้สินที่พ่อแม่ทิ้งไว้ เราต้องเข้ามารับผิดชอบ

  • “ถ้าเราป่วยหนักหรือเสียชีวิต ครอบครัวของเราจะเป็นอย่างไร” สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น

    • ถ้าเราทำงานหาเงินเลี้ยงทุกคนในครอบครัว แสดงว่ารายได้หลักจะหายไป 

    • ภาระผ่อนบ้านและรถยนต์ที่เหลืออยู่ กลายเป็นภาระหนักให้คนในครอบครัว

    • ค่าใช้จ่ายในการพักรักษาตัว คนดูแล ค่าทำศพ

หลังตั้งคำถามแล้วคาดการณ์ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง จากนั้นก็วางแผนเตรียมพร้อมรับกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อจะได้รู้ว่าตอนนี้เราควรจะต้องทำอะไร เช่น

  • การทำประกันชีวิตเพื่อนำเงินส่วนนี้เป็นทุนการศึกษาให้ลูก หากเราเสียชีวิตกระทันหัน เงินก้อนนี้จะได้กลายเป็นทุนการศึกษาให้ลูก

  • สร้างรายได้ทางอื่นเพิ่มขึ้นเพื่อนำมาปลดหนี้ 

  • นำเงินไปลงทุนต่อยอดเพื่อให้เงินเติบโต เป็นการสร้างรายได้เพิ่มจากดอกเบี้ยและเงินปันผล

  • ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพร่างกาย

แม้ว่าคุณเอ็ดเป็นข้าราชการที่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ แต่ก็ไม่ครอบคลุมทุกอย่าง เพราะยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เกิดขึ้นตามมาอีกหลายแสนบาท เช่น ค่าคนดูแล ค่าอาหารคนไข้ (เช่น การให้อาหารทางสายยาง) ค่าอุปกรณ์การแพทย์ต่างๆ (เช่น เตียง รถเข็น) นับว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่สร้างความเจ็บปวดให้กับหลายครอบครัว บางคนจำเป็นต้องกู้ยืมเงินเพื่อนำมาจ่ายค่ารักษา จนกระทั่งเกิดเป็นหนี้สินล้นพ้นตัวก็มีมาแล้ว

นอกจากเก็บเงินค่ารักษาพยาบาลเพื่อตัวเองแล้ว ถ้าใครเป็นลูกคนเดียวก็จะต้องเตรียมเงินค่ารักษาพยาบาลนี้เพื่อพ่อกับแม่ด้วย

เอาล่ะ ตอนนี้เราก็ไปตรวจสอบสิทธิ์ว่าตนเองสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลอะไรได้บ้าง จากประกันสังคม บัตรทอง บัตร 30 บาท แต่ถ้ามันยังไม่ครอบคลุมค่อยซื้อประกันแบบอื่นเพิ่ม 

  •  อย่าให้คนตายขายคนเป็น

ความเชื่อที่ว่าทำครั้งสุดท้ายให้ดีที่สุดเพื่อคนที่เสียชีวิต ส่วนตัวมองว่าควรดูเหตุการณ์ ณ ตอนนั้นด้วยว่าครอบครัวเป็นอย่างไร ถ้ามีฐานะดีอยู่แล้วจะจัดเต็มเท่าไหร่ก็ได้ แต่สำหรับคนที่มีรายได้ไม่มาก หมุนเงินไม่ทัน การจัดงานศพอาจจะต้องลดบางอย่างลงมาเพื่อไม่สร้างภาระรายจ่ายให้กับคนที่มีชีวิตอยู่ เพราะบางครอบครัวต้องกู้เงินมาจัดงานศพ แม้ว่างานศพจบไปแล้วก็ยังใช้หนี้ไม่หมด

อีกหนึ่งทางเลือกของความตายที่ร่างกายของเราทำประโยชน์กับคนอื่นได้ คือ การบริจาคร่างกาย เพื่อการศึกษา การวิจัย และการรักษาทางการแพทย์ ดูรายละเอียดได้ที่ https://www.redcross.or.th/node/51 

จัดการมรดกให้เรียบร้อย

หลังจากสามีเสียชีวิต คุณเอ็ดก็ได้รับเงินมรดกมาก้อนหนึ่ง จัดการแบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วน คือ

  • ส่วนที่ 1 ให้ตัวเอง เพื่อนำมาจัดการหนี้บ้านให้หมด

  • ส่วนที่ 2 และ 3 แบ่งให้ลูก 2 คน แต่ไม่ได้ให้เป็นเงินสด ให้เป็นบ้านคนละ 1 หลัง คือ

    • อาคารพาณิชย์ 1 ห้อง ราคา 1.5 ล้าน มีค่าเช่าจากร้านขายยาเดือนละ 6,000 บาท 

    • บ้าน ราคา 1.5 ล้าน (ตอนหลังขายไป 2.4 ล้าน เพื่อเอาไปซื้อบ้านปล่อยเช่าอีก 2 หลัง) 

ส่วนทรัพย์สินของคุณเอ็ดก็จัดการเขียนพินัยกรรมไว้เรียบร้อยแล้วว่าใครได้รับอะไรบ้าง มีสร้อย แหวนทองเก็บไว้ที่ไหนบ้าง ส่วนบ้านที่ปล่อยเช่าเกือบ 10 หลัง ได้โอนบ้านให้ลูกไปหมดแล้ว เพราะลูกจะได้นำบ้านตรงนี้ไปค้ำประกันเงินกู้ เพื่อทำบ้านปล่อยเช่าของตัวเองต่อไป แต่ตอนนี้ค่าเช่าที่ได้รับรายเดือนก็ยังคงเป็นของคุณเอ็ดได้เก็บกินไปก่อน 

รวมถึงการรวบรวมข้อมูลที่จะต้องใช้ติดต่อกับหน่วยงานราชการต่างๆ ทั้งหมดไว้ในที่เดียวกัน เพื่อให้ลูกรู้ว่าหากแม่เสียชีวิตแล้วจะต้องติดต่อหน่วยงานอะไรบ้าง ติดต่อใคร ที่ไหน เบอร์โทรศัพท์อะไร แล้วจะต้องเดินเรื่องต่างๆ อย่างไร 

ทั้งหมดนี้เกิดจากเห็นตัวอย่างจากคนรอบข้างที่ญาติพี่น้องทะเลาะกันเพราะปัญหาการแย่งชิงมรดก จึงมองว่าหากแบ่งทรัพย์สินและเขียนพินัยกรรมไว้ให้เรียบร้อย ลูกหลานจะได้ไม่ลำบากและจะได้มีทุนไปต่อยอดในอนาคตได้อีกด้วย

แนวคิดเรื่องการเงิน

  • การให้มรดกเป็นอสังหาริมทรัพย์

ถ้าให้มรดกเป็นเงินสดจะหมดเร็วกว่าการให้เป็นอสังหาริมทรัพย์ เพราะใช้ระยะเวลานานกว่าจะขายได้ ส่วนตัวมองว่าการให้อาคารพาณิชย์หรือบ้าน แต่สามารถนำไปทำประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ใช้พักอาศัย ปล่อยเช่า นำไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ ขายทำกำไรเพื่อนำเงินไปลงทุนอย่างอื่น

  • การทำพินัยกรรมและหน่วยงานที่ติดต่อ

เราควรทำทุกอย่างให้เรียบร้อยตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อที่คนข้างหลังจะได้ไม่ผิดใจกันและเราสบายใจได้ว่าทรัพย์สินนี้จะตกไปถึงทายาทตามความต้องการของเราอย่างแน่นอน โดยเขียนสรุปทรัพย์สินว่ามีอะไรบ้าง แบ่งให้ใครเท่าไหร่ รวมถึงรายชื่อหน่วยงานที่ต้องติดต่อหลังจากตนเองเสียชีวิต เช่น

  • เรื่องอสังหาริมทรัพย์ มีอะไบ้าง (บ้าน ที่ดิน อาคารพาณิชย์ ฯลฯ) ติดต่อหน่วยงานไหน เบอร์โทรอะไร เพราะบางครั้งเรามีซื้อไว้หลายจังหวัดอาจจะจำไม่ได้ ถ้ารวบรวมข้อมูลไว้ที่เดียวกันแล้ว ทายาทของเราจะได้ตามไปจัดการให้ได้

  • งานเอกสาร ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการติดต่อราชการเอกสารจะต้องเป๊ะ ควรสรุปมาว่าเงินก้อนสุดท้ายหลังจากเสียชีวิตแล้วจะต้องติดต่อกับหน่วยงานอะไร เดินทางไปอย่างไร เบอร์โทรอะไร เงินสหกรณ์ที่ฝากไว้จะต้องติดต่อใครบ้าง

  • เงินสมทบงานศพ ที่ต่างจังหวัด เมื่อมีคนในหมู่บ้านเสียชีวิต คนในหมู่บ้านก็จะร่วมสมทบเงินเพื่อจัดงานศพ เช่น ศพละ 20 บาท เราควรเขียนไว้ให้ลูกด้วยว่าถ้าเสียชีวิตแล้วจะต้องติดต่อกับใครในหมู่บ้านนั้น 

ถ้าเราเสียชีวิตแล้วเอกสารบางอย่างหายไป บางหน่วยงานก็ไม่ให้เบิกเงิน ก็ทำให้ลูกหลานวิ่งวุ่นกับการหาเอกสารต่างๆ ควรจบปัญหานี้ได้ด้วยตัวของเราเองที่จะต้องเตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อย 

ความรู้เพิ่มเติม

คุณเอ็ดอยากจะบอกคนที่กำลังเกษียณว่า..

เริ่มวางแผนเกษียณตั้งแต่อายุ 53 ปี จนถึงวันนี้ที่อายุ 63 ปี ทุกอย่างที่วางแผนไว้ก็เป็นจริงอย่างที่คิด จึงอยากจะฝากข้อคิดนี้ไว้เป็นข้อเตือนใจให้กับคนที่กำลังวางแผนเกษียณว่า…

  • การซื้อของ : 

    • รุ่นน้องของคุณเอ็ดอยากได้เครื่องปั่นน้ำผลไม้ แต่เห็นราคาแล้วเกิดเสียดายไม่กล้าซื้อ คุณเอ็ดแนะนำว่า ถ้าก่อนเกษียณอยากได้ของเล็กๆน้อยๆอะไรก็ซื้อเลย เลือกของที่ดีที่สุดจะได้ใช้ได้นานๆ เพราะเกษียณแล้วเงินเดือนเหลือครึ่งเดียว มันก็ซื้อไม่ได้ 

  • อย่าหวังพึ่งลูก : 

    • ในอดีตช่วงสร้างครอบครัว คุณเอ็ดมีรายจ่ายเยอะจนหมุนเงินไม่ค่อยทัน แล้วยังดูแลตัวเองไม่ค่อยได้ จึงมองว่าลูกของตนเองที่กำลังสร้างครองครัวก็น่าจะตกอยู่ในสภาพที่ไม่แตกต่างกัน ทำให้คิดว่าเราต้องพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด จะหวังพึ่งลูกอย่างเดียวไม่ได้ แค่ลูกอยู่ได้ด้วยตัวเอง มันก็ดีมากแล้ว

  • สุขภาพร่างกาย : 

    • ดูแลตัวเองให้ดี ต้องออกกำลังกาย ทำให้สุขภาพแข็งแรง เพราะอายุที่มากขึ้น ร่างกายก็เสื่อมลงเรื่อยๆ งานบางอย่างที่เคยทำได้ แต่ตอนนี้กลับทำไม่ได้ ซึ่งบางครั้งลูกก็ไม่เข้าใจ แล้วควรระวังเรื่องไขมัน ความดัน เบาหวานเพราะจะมาพร้อมกัน

  • อย่ารับภาระทั้งหมดของครอบครัว :

    • คุณเอ็ดเคยเจอเพื่อนที่สมัครเรียนทำอาหาร ไม่อยากเลี้ยงหลาน เพราะลูกชายพาหลานมาให้เลี้ยงทุกวันตั้งแต่วันจันทร์ – อาทิตย์ จนตัวเองไม่มีเวลาพักผ่อน ซึ่งคุณเอ็ดมองว่าคนเกษียณแล้วสามารถเลี้ยงหลานเป็นครั้งคราวในวันที่ลูกของตัวเองติดธุระจริงๆเท่านั้น

  • อย่านำเงินมาลงทุนทั้งหมด : 

    • หลายคนคิดว่าเกษียณแล้วจะลงทุนทำไร่ ทำสวน เพื่อจะได้ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ในขณะที่ร่างกายไม่ได้แข็งแรงเหมือนแต่ก่อน จึงจ้างแรงงานทั้งหมด ทั้งปลูกพืช ถางหญ้า รดน้ำ ใส่ปุ๋ย ฯลฯ จุดนี้เองที่ทำให้เงินหมดเพราะต้นทุนในการผลิตสูงมากกว่าผลผลิตที่ได้

  • การปรับปรุงบ้าน : 

    • ถ้าอายุมากขึ้นอาจจะต้องใช้รถเข็น ก็ต้องปรับปรุงบ้านให้เหมาะกับอายุที่กำลังจะมากขึ้น เช่น การทำทางลาดเพื่อจะได้ขึ้นลงได้สะดวก การขยายห้อง

ชีวิตวัยเกษียณของแต่ละคนก็แตกต่างกัน บางคนมีเงินมากคิดว่าใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมด แต่กลับผิดพลาดเรื่องการลงทุน ก็ทำให้หมดตัวในช่วงวัยเกษียณได้เช่นกัน สิ่งสำคัญ คือ การปรับตัวตลอดเวลา สำหรับเรื่องราวของคุณเอ็ดน่าจะทำให้เราเห็นอีกมุมมองหนึ่ง ของการเตรียมตัวทั้งก่อนและหลังเกษียณได้เป็นอย่างดี อภินิหารเงินออมหวังว่าแนวคิดทางการเงินเหล่านี้จะทำให้ผู้อ่านรู้ว่าควรจัดการชีวิตของตัวเองเพื่อก้าวเข้าสู่วัยอิสระได้อย่างมั่นใจนะคะ ^^

ข้อดีของการออกแบบคาแรกเตอร์เป็นตัวแทนแบรนด์ธุรกิจ

การสร้างคาแรกเตอร์เพื่อใช้เป็นตัวแทนของธุรกิจนั้นมีข้อดีหลายอย่าง และในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกันว่าการออกแบบคาแรกเตอร์คืออะไร และการใช้คาแรกเตอร์เป็นตัวแทนของแบรนด์นั้นมีข้อดีอย่างไรค่ะ

การออกแบบคาแรกเตอร์คืออะไรกันนะ?

การออกแบบคาแรกเตอร์ หมายถึง การออกแบบตัวการ์ตูนหรือตัวละครให้เหมาะสมตามจุดมุ่งหมายที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเพศ อายุ สีผม สีผิว การแต่งกาย จุดเด่น บุคลิก ประวัติความเป็นมา และรายละเอียดอื่นๆ ซึ่งการออกแบบคาแรกเตอร์ที่ดีนั้นยิ่งตัวละครของเรามีจุดเด่นหรือบุคลิกที่เป็นตัวของตัวเองมากเท่าไร ก็จะยิ่งทำให้ตัวละครดูสมจริงและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้นค่ะ

การออกแบบคาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนให้กับแบรนด์

สำหรับการออกแบบคาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนให้แบรนด์นั้น เราต้องเลือกนำเอาจุดเด่นของแบรนด์หรือธุรกิจมาเป็นองค์ประกอบในการออกแบบด้วย เช่น เลือกสีของแบรนด์มาเป็นสีเครื่องแต่งกายของตัวละคร หรือหากเป็นธุรกิจเครื่องสำอางก็อาจเลือกออกแบบคาแรกเตอร์เป็นเพศหญิงซึ่งจะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นสาวๆ ได้ดีกว่าคาแรกเตอร์เพศชาย นอกจากนี้ลักษณะนิสัยของคาแรกเตอร์ก็สามารถสื่อถึงแบรนด์ได้เช่นกัน 

ข้อดีของการออกแบบคาแรกเตอร์เป็นตัวแทนแบรนด์ธุรกิจ

ข้อดีของการออกแบบคาแรกเตอร์เป็นตัวแทนธุรกิจ

1. เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่น่าจดจำให้กับธุรกิจ

คาแรกเตอร์ที่ดีจะสามารถสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกที่น่าจดจำให้กับธุรกิจของเราได้ โดยการใช้คาแรกเตอร์ในการประชาสัมพันธ์และการทำการตลาดให้กับแบรนด์ของเราในช่องทางต่างๆ เช่น เว็บไซต์ เพจเฟสบุ๊คหรือช่องทางโซเชียลมีเดียอื่นๆ 

2. ช่วยให้สื่อสารกับกลุ่มลูกค้าได้ง่ายขึ้น

การออกแบบคาแรกเตอร์ช่วยทำให้เราสามารถใช้ตัวละครเหล่านั้นในการสื่อสารและพูดคุยกับลูกค้าในฐานะตัวแทนของแบรนด์ธุรกิจได้ง่ายขึ้น เพราะตัวละครต่างๆ นั้นสามารถสื่ออารมณ์ผ่านหน้าตา บุคลิกท่าทาง การแสดงออกและคำพูดได้ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์มีความเป็นมิตรมากกว่าการพูดคุยที่เป็นทางการและไม่มีคาแรกเตอร์การ์ตูนมาเป็นตัวแทนของแบรนด์

3. ขยายช่องทางสร้างรายได้

หากเราออกแบบคาแรกเตอร์ได้ติดตลาด เป็นที่จดจำและลูกค้าชื่นชอบ ก็สามารถนำคาแรกเตอร์เหล่านั้นมาใช้สร้างรายได้เพิ่มเติมได้ เช่น การประยุกต์เป็นสติ๊กเกอร์ไลน์ เป็นต้น 

ข้อดีของการออกแบบคาแรกเตอร์เป็นตัวแทนแบรนด์ธุรกิจ

เรียกได้ว่าการออกแบบคาแรกเตอร์เพื่อใช้เป็นตัวแทนธุรกิจนั้นมีข้อดีที่หลากหลายจริงๆ ค่ะ หากเราสามารถออกแบบคาแรกเตอร์ได้อย่างเหมาะสม น่าสนใจและนำไปใช้งานอย่างถูกวิธี คาแรกเตอร์เหล่านั้นก็จะกลายเป็นหนึ่งในตัวช่วยที่สามารถสร้างภาพลักษณ์ธุรกิจของเราให้โดดเด่นและเป็นที่จดจำได้เป็นอย่างดี

หากคุณคือเจ้าของแบรนด์หรือเจ้าของธุรกิจที่กำลังต้องการออกแบบคาแรกเตอร์แต่ไม่มีทักษะด้านการวาดการ์ตูนหรือการออกแบบ การเลือกใช้งานฟรีแลนซ์มืออาชีพเพื่อออกแบบคาแรกเตอร์ให้แบรนด์ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจนะคะ โดยคุณสามารถเลือกพูดคุยกับฟรีแลนซ์ได้อย่างอิสระและสามารถกำหนดขอบเขตงานที่ต้องการได้ง่ายๆ และสะดวกรวดเร็ว ได้ที่ https://fastwork.co/character-design ได้งานตามที่ตั้งใจไว้อย่างแน่นอน ส่วนฟรีแลนซ์ท่านไหนที่มีฝีมือด้านการออกแบบคาแรกเตอร์และกำลังมองหาช่องทางสร้างรายได้พิเศษ ก็สามารถสมัครสมาชิกและฝากประวัติของคุณไว้ได้ที่ Fastwork.co เช่นกันค่ะ 

ทำไม BTS ราคาไม่เท่ากับ MRT : อะไรคือเหตุผลที่เราทุกคนยอมจ่ายแพง

เรื่องนี้เกิดขึ้นในทวิตเตอร์จากการตั้งคำถามของผู้โดยสารคนหนึ่ง โดยมีการเปรียบเทียบราคาการเดินทางจากต้นสาย และปลายสายที่เหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่ตัวพาหนะอย่าง BTS กับ MRT ซึ่งมีราคาที่ไม่เท่ากัน

โดยเทียบจาก BTS สถานีศาลาแดง – อโศกราคาอยู่ที่ 37 บาท กับ MRT สถานีสีลม – สุขุมวิทจ่ายแค่ 23 บาท ซึ่งมีราคาแตกต่างถึง 14 บาทหรือต่อให้เทียบกันในราคาสูงสุด จาก BTS ศาลาแดง ไป BTS หมอชิต 44 บาท กับ MRT สีลม ไป MRT สวนจตุจักร แค่ 42 บาท MRT ก็ยังถูกกว่าอยู่ดี

ในฐานะที่เป็นมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง มองว่าประเด็นนี้น่าสนใจในเชิงการสังเกตและตั้งข้อสงสัยของผู้บริโภค แต่เมื่อเราลองไปศึกษาดูในเบื้องต้นพบว่าจำนวนสถานีไม่เท่ากัน และในมุมของการดำเนินงานด้านราคาของ BTS และ MRT ยังพบว่าความยืดหยุ่นราคาตั๋วนั้น BTS กลับทำได้น่าสนใจกว่า MRT ที่ต้องจ่ายต่อรอบตามระยะในราคาที่กำหนดไว้ ในขณะที่ BTS มีการทำแพคเกจราคาตั๋วเฉลี่ยต่อเที่ยวได้ดี 

ลองเที่ยวเดินทางสำหรับบุคคลทั่วไป

50 เที่ยว 1,300 บาท เฉลี่ยเที่ยวละ 26 บาท

40 เที่ยว 1,080 บาท เฉลี่ยเที่ยวละ 27 บาท

25 เที่ยว 725 บาท เฉลี่ยเที่ยวละ 29 บาท

15 เที่ยว 465 บาท เฉลี่ยเที่ยวละ 31 บาท

เที่ยวเดินทางสำหรับนักเรียนนักศึกษา

50 เที่ยว 950 บาท เฉลี่ยเที่ยวละ 19 บาท

40 เที่ยว 800 บาท เฉลี่ยเที่ยวละ 20 บาท

25 เที่ยว 550 บาท เฉลี่ยเที่ยวละ 22 บาท

15 เที่ยว 360 บาท เฉลี่ยเที่ยวละ 24 บาท

ถึงแม้ว่าการซื้อแพคเกจต่อรอบ ราคายังคงน้อยกว่าจากโจทย์ที่ตั้งไว้ก็ตาม แต่ถ้าวัดกันโดยภาพรวมในระยะทางที่ยาวกว่า ก็ถือว่าคุ้มค่าพอสมควรในส่วนของ BTS ดังนั้น การซื้อตั๋วในราคาแพคหรือราคาปกติ ก็จะขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอในการใช้งานของผู้บริโภค แต่ถ้ามีทางเลือกให้ไปถึงปลายทางสำหรับขาจรแล้ว ก็เลือก MRT เพื่อประหยัดราคาน่าจะดีกว่า

แต่ที่น่าสงสัยก็คือ ทำไมราคามันถึงไม่เท่ากัน?

ทีนี้เราอยากแชร์ประสบการณ์ของมนุษย์เงินเดือนที่ใช้บริการ BTS ในมุมของการซื้อตั๋วแพคเกจที่มีความสำคัญแฝงอยู่เหมือนกัน นี่คือสิ่งที่มนุษย์เงินเดือนยอมลงทุน เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายอีกหลายๆ ด้านที่ทำให้เราเห็นราคาส่วนต่างอย่างคุ้มค่า

จ่ายแพงกว่าทำไม…นั้นมีเหตุผล

จ่ายตั๋วครั้งเดียวไม่ต้องต่อแถวให้นาน

ถ้าใครเคยมีประสบการณ์ต่อคิวแลกเหรียญตามด้วยต้องไปต่อคิวเพื่อหยอดเหรียญแลกบัตรซ้ำซ้อนอีก น่าจะเข้าใจความรู้สึกกันเป็นอย่างดีว่า มันนานแสนนานขนาดไหน นี่ยังไม่รวมความกดดันเวลาหยอดเหรียญไปแล้วเครื่องมันไม่นับอีกนะ โอ้โห…เกรงใจและกดดันจากคนข้างหลังมากๆ หยอดไปภาวนาไป ขอให้บัตรออกจากเครื่องมาเร็วๆ สาธุ

จ่ายตั๋วครั้งเดียวเพื่อลดความเสี่ยงด้านเวลา

ถึงแม้ว่าความหนาแน่นและราคาของ BTS จะไม่ได้ดั่งใจใครหลายคน แต่ก็ต้องยอมรับว่าการเดินทางเข้าเมืองชั้นใน BTS ยังเป็นตัวช่วยต่อการเดินทางสำหรับมนุษย์เงินเดือนได้ดีเสมอ อย่างน้อยก็พอคำนวณเวลาได้ว่าเราจะไปถึงสถานที่นัดหมายได้ทันเวลา และไม่ต้องไปเสี่ยงกับการนั่งวินมอเตอร์ไซค์บนถนนที่เต็มไปด้วยรถเล็ก รถใหญ่ และไฟแดงอีกหลายๆ แยก

จ่ายครั้งเดียวเป็นเลขกลมๆ ง่ายต่อการทำบัญชี

จากประสบการณ์นั้น การซื้อตั๋วแบบเป็นแพคเกจรายเดือนจะง่ายต่อการทำบัญชีรายรับ – รายจ่าย ประจำเดือน เพราะเราจะรู้ว่าค่าเดินทางต่อวันกำหนดอยู่วันละเท่าไหร่ ค่าเดินทางจึงกลายเป็นอัตราคงที่ที่เราสามารถบริหารจัดการได้อย่างชัดเจน ยกเว้นเพียงแต่ในเดือนนั้นคุณจะทำบัตรหล่นหายไป จนต้องขึ้นบัตรใหม่นะจ๊ะ

จ่ายครั้งเดียวแต่สบายใจสำหรับคนท้องไส้ไม่ค่อยดี

จริงๆ ข้อนี้ไม่ได้เกี่ยวกับประโยชน์ของการซื้อตั๋วเท่าไหร่ แต่เราคิดว่ามันเป็นประโยชน์ทางอ้อมสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ท้องไส้อ่อนแอที่ข้าศึกชอบบุกอยู่บ่อยๆ การใช้บริการ BTS นั่นก็เป็นจุดเชื่อมโยงให้สามารถหาห้องน้ำได้ง่ายกว่าตอนอยู่บนรถแท็กซี่ รถเมล์ หรือมอเตอร์ไซค์เป็นแน่แท้


พรี่หนอมขอแชร์
ถ้ามีรถแล้วต้องขึ้น MRT หรือ BTS 
จงระวังต้นทุนแฝงที่ตามมาอีกมากมาย

เอาจริงๆ สิงที่ Creative Salary เขียนมานั้นมีเหตุผลอยู่แล้ว แต่ในแง่ของมนุษย์เงินเดือนเหมือนกัน ต้องบอกว่าพรี่หนอมอยากชวนคิดอีกแง่ว่าในฐานของคนที่มีรถขับ การขึ้น MRT หรือ BTS นั้นมันอาจจะเป็นความล้มเหลวและวุ่นวายในชีวิตหลายต่อหลายครั้ง

เมื่อวันก่อนพรี่หนอมไปทำธุระแถวจุฬาประมาณ 5 โมงครึ่ง แต่ว่ามีนัดเพื่อนที่ Central Embassy รถไฟฟ้าเพลินจิต ตอนประมาณ 6 โมงกว่าๆ สิ่งที่พรี่หนอมทำได้คือ ขับรถไปจอดที่สยามแล้วนั่งต่อรถไฟฟ้าไปลงสถานีเพลินจิต หลังจากที่เปิด Google Maps แล้วพบว่าต้องใช้เวลาเกือบชั่วโมงกว่าๆเพื่อเดินทางฝ่าการจราจรในชั่วโมงเร่งด่วนตอนเย็น

หรือบางทีพรี่หนอมต้องไปเซ็นทรัลพระราม 9 จากออฟฟิศที่อยู่แถวสีลมช่วงเย็น พรี่หนอมก็ต้องตัดใจจอดรถไว้ที่สีลมแล้วนั่ง MRT ไปลงสถานีพระราม 9 เพื่อให้ทันเวลานัดหมาย เพราะถ้าขับรถไปก็มีแต่ตายลูกเดียว

ประเด็นที่พูดมาทั้งหมดคืออะไร? อันนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะมาอวดว่าแหม เรานี่เก่งจังเป็นคนบริหารเวลาดี แต่กำลังจะบอกว่าจริงๆแล้วการทำแบบนี้มันเป็นความล่มสลายของระบบการจราจรประเทศเรา (จะโดนจับไหม?) และมันน่าเศร้าตรงที่ต้นทุนแฝงที่เราต้องจ่ายไปเพื่อซื้อเวลามันเยอะเสียเหลือเกิน

อย่างตัวอย่างการจอดรถที่สยาม นั่งไปเพลินจิต ค่ารถไฟฟ้าสองสถานีก็ประมาณ 20 บาทได้มั้ง (จำไม่ได้เพราะจ่ายผ่านบัตร Rabbit) ไปกลับก็ประมาณ 40 บาท ส่วน MRT สีลมไปพระราม 9 ก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 30 บาท ไปกลับก็ 60 บาท ไม่รวมกับเวลาที่เสียไปนั่ง ไป และ กลับ อีกรอบละหลายนาทีอยู่

แถมยังมีค่าจอดรถที่โอ … โอโหทำไมแพงจังวะอีกหลายสิบบาท บางทีกลับมาดึกก็ล่อไปเป็นร้อย ดังนั้น ต้นทุนแฝงพวกนี้ มันมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสำหรับคนมีรถที่ต้องการประหยัดเวลา แต่กลายเป็นว่าเสียทั้งเงินและเวลาหลายต่อเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ

ว่าแต่หลายคนคงมีคำถามว่า แล้วพรี่หนอมจะมาบ่นเรื่องนี้ทำไมล่ะครับ อันนี้ก็ต้องบอกอีกว่า การบริหารจัดการเวลาของเรานั้น บางทีมันต้องแลกมาด้วยเงิน และเวลาที่ต้องไปเสียตามมาอีกไม่น้อยเลยล่ะครับ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือ คุณต้องวางแผน และก็วางแผนให้เรียบร้อยก่อนว่า คุณต้องการอะไรแบบไหน และต้องทำอะไรบ้าง

มีนัดตอนเย็นรู้ตัวว่าไม่รอด อาจจะต้องเลื่อนเวลาเป็นนัดค่ำหน่อย ถ้าอยากจะขับรถไป (แต่จะคุ้มไหมกับการเจอรถติด) หรือว่า บางทีก็ต้องมาคิดอะไรเล็กๆน้อยๆอย่างการนั่ง BTS หรือ MRT ที่จะประหยัดกว่ากันด้วยนะ รวมถึงค่าจอดรถ ค่าเสียเวลา หรือคำนวณอะไรให้คุ้มค่าที่สุด

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะจ่ายแพงกว่าแค่ไหน สิ่งที่เห็นได้ก็คือ เราทุกคนยังต้องใช้แก่นเดียวกัน นั่นคือหลักการคิดและการบริหารเวลาที่ดีอยู่ ซึ่งบางทีแล้วการมีอะไรที่มากกว่าคนอื่นเขา อาจจะทำให้ชีวิตเรามีต้นทุนที่จ่ายแพงกว่าเก่าก็ได้นะ…

หมายเหตุ: สิ่งที่สรุปมาในบทความนี้เป็นเพียงข้อคิดเห็น ไม่ได้เป็นการชี้คำตอบถูกผิดแต่อย่างใด

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 29 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม กลับมาพบกับผม “อัศวินกองทุน” กันอีกครั้งครับ สำหรับสัปดาห์นี้ก็เป็นสัปดาห์ที่ 4 แล้ว เดือนมกราคมกำลังจะหมดไป เดือนใหม่กำลังจะมา เรามาดูกันครับว่าสำหรับสัปดาห์นี้เราควรจะเริ่มต้นอย่างไรบ้าง เรามาเริ่มกันที่ภาพรวมตลาดกันก่อนเลยครับ

ภาพรวมของตลาด

ทางด้าน ตลาดหุ้นจีน ปรับตัวขึ้นจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์ที่ยังคงอ่อนค่าและตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังคงออกมาดีต่อเนื่อง ดูแล้วเหมือนจะพุ่งแรงจริงๆ ครับสำหรับแดนมังกรในตอนนี้

ส่วนทาง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นหลังจากบริษัทจดทะเบียนเริ่มทยอยประกาศผลประกอบการ ซึ่งส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แบบนี้ขึ้นต่อก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแล้วล่ะครับ

กลับมาที่ฝั่งบ้านเรากันบ้าง SET ตลาดหุ้นไทย ทรงตัวจากความกังวลของการเลื่อนการเลือกตั้ง ในขณะที่ผลประกอบการเริ่มทยอยประกาศออกมาให้ลุ้นอย่างต่อเนื่อง ตรงนี้อาจจะเป็นสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนหรือเปล่า งานนี้ต้องดูกันต่อไปครับ

ย้ายมาทางด้าน ตลาดหุ้นญี่ปุ่น กันบ้าง มีการปรับตัวลงจากค่าเงินเยนที่แข็งค่า หลังจากตลาดมีความกังวลต่อธนาคารกลางญี่ปุ่นที่อาจจะลดปริมาณการทำ QE ลง แบบนี้จะอยู่จะไปยังไงครับ ต้องติดตามกันต่อครับ

สินทรัพย์ทางเลือกไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากครับ ราคาทองคำ ปรับตัวขึ้นจากค่าเงินดอลลาร์ที่ยังคงอ่อนค่า

ส่วน ราคาน้ำมัน ยังปรับขึ้นหลังปริมาณสำรองน้ำมันดิบสหรัฐฯ ลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 10 ติดต่อกัน

สถานการณ์โดยรวมเป็นแบบนี้ ตอนนี้เรามาดูกันต่อเลยครับ สำหรับกลยุทธ์ในการลงทุนประจำสัปดาห์

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นไทย : จากเศรษฐกิจที่มีสัญญาณดีขึ้นในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ส่งสัญญาณฟื้นตัว ในขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐที่คาดว่าเม็ดเงินในปี 61 จะสูงขึ้น รวมทั้งโครงการ EEC จะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจและการลงทุนระยะถัดไป คำตอบของผมยังคงเป็น “ซื้อหุ้นไทย” ครับ
  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ : เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ออกมาดี ในขณะที่บริษัทจดทะเบียนจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการปฏิรูปนโยบายภาษีสหรัฐฯ และแนวโน้มผลประกอบของบริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มจะออกมาดีกว่าที่คาดไว้ โดยรวมเป็นแบบนี้ ผมมองว่ายังสะสมต่อไปได้อีกสักระยะครับ
  • ตลาดหุ้นเกิดใหม่ : ถ้ามีเวลา ลองหาจังหวะทยอยสะสมจากตลาดหุ้นเกิดใหม่ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวดีขึ้น ช่วยสนับสนุนผลประกอบการบริษัท ขณะที่ทิศทางค่าเงินดอลลาร์ที่ยังคงอ่อนค่าจะช่วยสนับสนุน fund flow ให้เข้าลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ ดังนั้นถ้ามีเงิน ซื้อไว้ในกลุ่มนี้ไม่เสียหายครับ
  • หุ้นโกลบอลเทคโนโลยี : เนื่องจากหุ้นในกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากการปฏิรูปนโยบายภาษีสหรัฐฯ นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขยายตัวสูง จากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงรสนิยมของผู้บริโภคที่ใช้อินเตอร์เน็ต และเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นคำตอบของผมค้ือ “ซื้อ” ต่อไปครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในตลาดหุ้นสัปดาห์นี้

แนะนำให้สะสมเพิ่ม 3 กลุ่ม นั่นคือ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตลาดหุ้นไทย และตลาดหุ้นเกิดใหม่ที่ได้รับผลกระทบทางบวกจากภาวะเศรษฐกิจโลกในปีนี้ครับ และถ้าใครสนใจกลุ่มเทคโนโลยีก็จัดต่อไปได้เช่นเดียวกันครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ : ยังคงเน้นลงทุนตราสารหนี้บริษัทเอกชนประเภท High Yield สหรัฐฯจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง สนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเน้นให้ลงทุนในตราสารระยะสั้นเป็นหลัก เพื่อลดผลกระทบจากภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นครับ
  • ตราสารหนี้ไทย : เพิ่มการลงทุนในหุ้นกู้เอกชนเพื่อเพิ่มผลตอบแทน เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยมีอัตราผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ นอกจากนี้เงินเฟ้อไทยยังคงต่ำกว่ากรอบของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่จำเป็นต้องรีบขึ้นดอกเบี้ยครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในตลาดตราสารหนี้สัปดาห์นี้

สำหรับตราสารหนี้ไทย แนะนำหุ้นกู้ครับ ส่วนตราสารหนี้ต่างประเทศยังคงเป็นตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่มี high yield และ short duration เป็นหลักครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำ : จากแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า เนื่องจากตลาดได้คาดการณ์ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ นโยบายลดภาษี รวมถึงการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ไว้มากแล้ว ทำให้ค่าเงินดอลลาร์ขาดปัจจัยหนุนให้แข็งค่า ดังนั้นควรสะสมต่อ และถือทองคำเพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงครับ
  • น้ำมัน :จากปริมาณสำรองน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สะท้อนความต้องการน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับสูงตามภาวะเศรษฐกิจแข็งแกร่ง นอกจากนี้ความตึงเครียดทางการเมืองในตะวันออกกลาง จะยังเป็นปัจจัยช่วยสนับสนุนราคาน้ำมันให้ไปต่อได้ ดังนั้นทยอยสะสมต่อไปครับ

ภาพรวมโดยสรุปของสัปดาห์นี้

สำหรับสัปดาห์นี้ ทิศทางยังเป็น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดหุ้นเกิดใหม่ เหมือนสัปดาห์ก่อนครับแต่เพิ่มสัดส่วนหุ้นไทยไปอีกหน่อยครับ

ส่วนตราสารหนี้ หรือ สินทรัพย์ทางเลือกนั้น ยังคงอยู่ในทิศทางเดิมครับ เพิ่มเติมแค่ส่วนของหุ้นกู้ที่ควรสะสมเพิ่มสำหรับตราสารหนี้ไทยเท่านั้นครับ

อย่าลืมนะครับว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ดังนั้นอย่าลืมนำไปปรับใช้พิจารณาในการจัดพอร์ตของตัวเองอย่างเหมาะสมด้วยนะครับ เพื่อที่จะได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้น รวมถึงความสบายใจจากการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ประกอบกันครับ

ขอให้ทุกคนโชคดีในการลงทุนครับ 🙂

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 25 มกราคม 2561 ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นำ หรือ เสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ  จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง  ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

“รีไฟแนนซ์” เทคนิคประหยัดดอกเบี้ย คุณค่าที่คนผ่อนบ้านคู่ควร

สินเชื่อรีไฟแนนซ์ คือ ทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ซื้อบ้าน หรือที่อยู่อาศัยเป็นเงินผ่อน เพราะการเปลี่ยนแหล่งเงินกู้ยืมเพื่อลดอัตราดอกเบี้ย จะช่วยแบ่งเบาภาระ ลดค่าใช้จ่ายรายเดือนได้ในระดับหนึ่ง แถมยังมีโอกาสผ่อนหนี้หมดเร็วขึ้นอีกด้วยนะ

ซึ่งการทำรีไฟแนนซ์บ้านหรือที่อยู่อาศัยอื่นๆ สามารถทำได้ทุกๆ 3 ถึง 5 ปี ขึ้นอยู่กับสัญญาที่ทำเอาไว้ และโดยปกติดอกเบี้ยจ่ายในสัญญาช่วง 3 ปีแรก จะถูกกว่าปีต่อๆไป ทำให้หลายๆคนนิยมทำรีไฟแนนซ์ทุกๆ 3 ปีเพื่อให้ดอกเบี้ยลดลง

ถ้าใครสนใจ ก็สามารถหารายละเอียดสินเชื่อรีไฟแนนซ์ของธนาคารต่างๆ ได้ตามหน้าเว็บไซต์ของแต่ละที่เลย…

แต่! เราจะรู้ได้ยังไงล่ะว่า…สินเชื่อรีไฟแนนซ์ของที่ไหนทำแล้วคุ้มค่า และเหมาะสมกับเราที่สุด?

วิธีสังเกตว่าทำรีไฟแนนซ์กับธนาคารไหนดีที่สุด ให้ทุกคนลองมองและเปรียบเทียบ Factor ต่าง ๆ 4 ข้อ ดังนี้…

1. อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของ 3 ปีแรก

อัตราดอกเบี้ยที่ลดลง เป็นสิ่งที่สำคัญ ย้ำอีกรอบว่า… “สำคัญ!!!”

โดยเฉพาะ อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยใน 3 ปีแรก เนื่องจากปีต่อๆไป อัตราดอกเบี้ยมักจะแพงขึ้น และหลายๆคนมักจะมองหาแหล่งเงินกู้ใหม่ทุก 3 ปี

ลองดูว่าอัตราดอกเบี้ยใน 3 ปีแรกมีทางเลือกไหนที่น่าสนใจบ้าง จากนั้นก็นำอัตราดอกเบี้ย 3 ปี ที่หามาได้บวกกันแล้วเฉลี่ย 3 ปี ก็จะได้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกที่แต่ละธนาคารเสนอให้

ซึ่งคำศัพท์สำคัญที่คนผ่อนบ้านต้องรู้เลย ก็คือ อัตราดอกเบี้ย “MLR (Minimum Loan Rate)” และ “MRR (Minimum Retail Rate)” โดยแต่ละธนาคารจะใช้อัตราดอกเบี้ยข้างต้นไม่เหมือนกัน หน้าที่ของเราคือไปหาว่า เรท MRR และ MLR ของแต่ละแห่ง อยู่ที่เท่าไหร่? และอัตราดอกเบี้ยที่แต่ละทางเลือกแจ้งมาเป็นแบบไหน?

ดังนั้นถ้าเราสามารถหา แหล่งเงินกู้ที่ให้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก ที่ดูเข้าท่า (อัตราดอกเบี้ยถูกกว่าที่เดิมเยอะๆ) ก็ควรคัดเข้ามาไว้ใน Watch List ไว้ก่อน เพื่อที่เราจะทำการเปรียบเทียบปัจจัยอื่นต่อไป

2. ค่าใช้จ่ายที่ลดลงในแต่ละเดือน

ค่าใช้จ่ายที่ลดลงในแต่ละเดือนในช่วง 3 ปีแรก เป็นสาเหตุสำคัญอีกข้อ ที่ทำให้หลายๆคนสนใจทำรีไฟแนนซ์กันมากขึ้น เพราะการทำรีไฟแนนซ์จะช่วยให้หลายคนประหยัดเงินในเรื่องนี้ไปได้บางส่วน

ลองให้ทางธนาคารที่เราติดต่ออยู่คำนวณยอดชำระต่อเดือนมาให้ เพื่อพิจารณาว่าธนาคารไหนจะช่วยเราลดภาระในส่วนนี้ได้มากที่สุด ถ้าได้ยอดชำระที่ถูกใจเรียบร้อยแล้ว ก็คัดทางเลือกนั้นเข้ามาไว้ใน Watch List ได้เลย

ถ้าเราประหยัดค่าใช้จ่ายได้ เราก็จะมีเงินเก็บเพิ่มมากขึ้น สามารถเอาไปลงทุนต่อได้อีก

เราอาจจะได้ทั้งการลดค่าใช้จ่าย และผลตอบแทนจากการลงทุนเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย รู้อย่างนี้แล้ว จะไม่ทำรีไฟแนนซ์กันอีกหรอ!?

3. ค่าใช้จ่ายต่างๆ และ ประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ

แน่นอนว่าการทำธุรกรรมรีไฟแนนซ์กับธนาคารทุกที่ ต้องมี “ค่าธรรมเนียม” และค่าใช้จ่ายต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ ทว่าทางเลือกแต่ละทางก็จะมีค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันออกไป

โดยค่าใช้จ่ายสำคัญที่มักจะพบเจออยู่บ่อยๆ จะประกอบไปด้วย ค่าจดจำนอง (1% ของวงเงินกู้) ค่าประเมินราคา, ค่าธรรมเนียมจัดการสินเชื่อค่าอากรแสตมป์ (0.05% ของวงเงินกู้), ค่าประกันอัคคีภัย เป็นต้น ซึ่งบางแห่งก็จะยกเว้นค่าใช้จ่ายบางตัวให้ บางแห่งก็ให้ผู้กู้เป็นคนออกเต็มๆ

ยิ่งไปกว่านั้นบางที่ก็จะมี “ค่าประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ” ให้ซื้อควบคู่ไปด้วย เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับธนาคารว่า ทางผู้กู้จะมีเงินมาชดใช้หนี้ให้ได้ทั้งหมด หากว่าระหว่างทางที่ผ่อนชำระ ผู้กู้เสียชีวิต หรือเป็นอะไรขึ้นมาจนไม่สามารถผ่อนชำระต่อได้ ทางธนาคารก็จะได้เงินที่คุ้มครองสินเชื่ออยู่อย่างแน่นอน

โดยส่วนมาก ธนาคารจะยื่นข้อเสนอที่ลดอัตราดอกเบี้ยให้ หากว่ามีการซื้อประกันประกอบกับการทำรีไฟแนนซ์

ทั้งนี้ก็เป็นหน้าที่ของเราเองแล้ว ที่จะต้องพิจารณาดูว่าเงินที่สามารถลดไปได้ กับเบี้ยที่ต้องจ่ายในแต่ละปีมันคุ้มค่ากันหรือไม่

4. จำนวนเงินที่ประหยัดได้

3 ข้อแรกว่าสำคัญแล้ว แต่สุดท้าย..ก็ต้องมาได้ข้อสรุปที่ข้อนี้กันทุกคนนั่นแหละ

เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำรีไฟแนนซ์ ก็คือ “จำนวนเงินทั้งหมดที่สามารถประหยัดได้ในช่วง 3 ปีแรก

โดยส่วนมากแล้วถ้าทางเลือกไหนให้อัตราดอกเบี้ยถูกที่สุด ก็มีโอกาสที่จะช่วยให้เราประหยัดได้มากที่สุด แต่ถ้าโดนค่าใช้จ่ายต่างๆ หรือต้องทำประกันชีวิตควบคู่กับวงเงิน เพิ่มเข้ามา ก็อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ประหยัดมากที่สุดก็ได้ ทางเลือกอื่นอาจจะน่าสนกว่าด้วยซ้ำไป

ดังนั้น ต่อให้ได้อัตราดอกเบี้ยที่ถูกที่สุด หรือได้ยอดผ่อนชำระรายเดือนที่น้อยที่สุด ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอไป ต้องพิจารณาองค์ประกอบทุกอย่างเข้าด้วยกัน แล้วตัดสินใจเลือกทางที่จะช่วยให้เรา “ประหยัดเงินได้” ในช่วง 3 ปีแรก ถึงจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

เมื่อทุกคนรู้ถึงปัจจัยต่างๆที่ควรสังเกต เพื่อที่จะทำรีไฟแนนซ์ให้คุ้มค่ามากที่สุดแล้ว ก็สามารถขอรายละเอียด ทางเลือกต่างๆ จากธนาคารได้โดยตรง หรือจะลองคำนวณด้วยตัวเองดูคร่าวๆ โดยใช้ข้อมูลต่างๆ จากหน้าเว็บไซต์ของธนาคาร ก็ได้อีกเหมือนกัน

แต่ขอย้ำอีกทีว่า“รีไฟแนนซ์” เป็นวิธีประหยัดเงิน ประหยัดเวลา และแบ่งเบาภาระทางการเงินได้ดีที่สุดทางหนึ่ง เป็นคุณค่าที่ (คนผ่อนบ้าน) ทุกคนคู่ควรจริงๆ !!!

สำหรับใครที่อยากวางแผน Refinance เพื่อบ้านในฝันลองมาคำนวณกันได้ที่ลิ้งนี้เลย
www.krungsri.com/bank/th/planyourmoney/life-goals/Plan-buy-home-refinance.html

ทำไมผมถึงเลือกเอาอนาคตของลูกมาผูกไว้กับ RMF

ถ้าหากใครเคยฟังพรี่หนอมบรรยายเรื่องการวางแผนภาษี น่าจะเคยได้ยินเทคนิคหนึ่งที่แชร์ให้ฟังกันอยู่บ่อยๆ  นั่นคือการซื้อ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เก็บไว้ให้ลูก #อะไรนะ

เหตุผลที่ผมเลือกแบบนี้ เพราะว่าตอนนี้ผมอายุ 35 ปี (ลูกอายุ 1 ขวบ) เมื่อครบกำหนดและขายได้ตามที่กฎหมายกำหนดตอนผมมีอายุครบ 55 ปี ลูกของผมจะมีอายุครบ 21 ปีพอดี ซึ่งเป็นวัยที่เขาน่าจะใกล้เรียนจบ และไปเริ่มต้นมีชีวิตของตัวเอง และผมมองว่าจำนวนเงินก้อนนี้ก็น่าจะช่วยให้ชีวิตเขาสบายขึ้น

เป้าหมายนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ภรรยาของผมได้เบ่งเจ้าตัวน้อยออกมา ผมจึงตัดสินใจวางแผนเงินส่วนนี้แยกออกมาจากพอร์ตเกษียณหลักของตัวเอง

ทุกครั้งที่เล่าเรื่องนี้ ผมมักจะอธิบายเหตุผลว่า ทำไมถึงคิดแบบนี้? พอลองคิดย้อนกลับไป ผมนั่งไล่ออกมาเป็น เหตุผล 3 ข้อ เพื่อให้ตอบคำถามเป้าหมายที่ผมต้องการ นั่นคือ

1. เก็บเงินไว้สำหรับเป้าหมายในอนาคต

ผมต้องการเก็บเงินให้ลูกใน 20 ปีข้างหน้า ซึ่งแปลว่าด้วยระยะเวลาผมสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงได้มากขึ้น เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น ในจำนวนเงินที่ไม่ต้องมากนัก

2. เป้าหมายนี้สำคัญและจำเป็นต้องมีวินัย

ดังนั้นการใช้ RMFเป็นตัวบังคับให้มีวินัยในการลงทุนตามเงื่อนไขของกฎหมาย จึงเป็นตัวกำหนดให้ผมต้องทำตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และที่สำคัญ เงินก้อนนี้จะไม่สามารถนำออกมาใช้ได้จนผมอายุ 55 ปี นั่นแปลว่าผมไม่มีทางทำลายเป้าหมายของลูกได้ด้วยมือของตัวเอง

3. ผลประโยชน์ที่ได้รับระหว่างทาง

นอกจากผลตอบแทนที่ได้รับเพื่อให้เงินไปได้ถึงเป้าหมายแล้ว ผมยังได้รับ สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีของตัวเองด้วย และในอนาคตยิ่งผมอายุมากขึ้น ย่อมมีรายได้ที่มากขึ้น การซื้อ RMF จะยิ่งช่วยลดหย่อนภาษีได้มากขึ้นไปด้วย ตรงนี้ถือเป็นประโยชน์แฝงที่ผมได้รับมาฟรีๆ โดยที่ไม่กระทบต่อเป้าหมายที่ผมต้องการ

เวลาผ่านไป 1 ปี ผลตอบแทนเฉลี่ยของพอร์ทการลงทุนนี้อยู่ที่ 13.96% (ไม่รวมประโยชน์จากการลดหย่อนภาษี) สำหรับผมแล้วถือว่าเป็นที่น่าจะพอใจ ซึ่งผมวางแผนจะทยอยสะสมแบบนี้ไปให้เขาเรื่อยๆ ตามแผนที่วางไว้

ถ้าให้สรุปว่า ทำไมผมถึงเลือกเอาอนาคตของลูกมาผูกไว้กับ RMF  คำตอบคงเป็น เพราะว่าทางที่ผมเลือกเพื่ออนาคตนั้นมันมีแต่ประโยชน์ที่ทุกฝ่ายได้รับ ผมได้รับสิทธิประโยชน์ภาษี ลูกได้รับเงินตามเป้าหมายที่ผมวางไว้ (แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับแผนการลงทุนต่อจากนี้ ซึ่งผมเองก็ต้องคอยพัฒนาให้ดีขึ้น)

ดังนั้น สิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้เมื่อพูดถึงเรื่องของอนาคต สิ่งแรกที่คุณต้องถามตัวเองจริงๆคือ เป้าหมายนั้นคืออะไร และคำถามต่อมาคือ คุณมั่นใจที่จะทำตามเป้าหมายนั้นได้หรือเปล่า

ส่วนคำตอบที่ได้รับโดยที่ไม่ต้องถามเพิ่มนั้น ผมมองว่ามันเป็นความสุขระหว่างทางในการทำตามเป้าหมาย เพราะถ้าเป้าหมายคุณชัด และความพยายามของคุณนั้นหนักหนาพอ

คุณคงจะไม่ย่อท้อที่จะทำมันต่อไปอย่างแน่นอนครับ…

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561

        เก็งหวยงวดแรกของเดือนกุมภาพันธ์ กับสถิติย้อนหลัง10 งวดล่าสุด สรุปเลขตัวเก็งจากทุกสำนัก และเหตุการณ์เด็ดพร้อมเอาไปตีเป็นตัวเลข

1. สถิติย้อนหลังสิบงวด

จากหลักการเก็งตัวเลขไม่ซ้ำกันติดต่อ10 งวดล่าสุด ขณะนี้กองสลากได้ออกเลขอะไรไปบ้าง พร้อมสถิติเลขที่ออกซ้ำกันมากที่สุด

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561

2.
เก็งเลขเด็ดจากสถาบันเสี่ยงดวงชั้นนำ

ในงวดนี้สถาบันเลขเด็ดได้คำนวณ บอกใบ้ตัวเลขต่างๆนานาให้คุณได้เลือกสรร ใช่เลขที่คุณคิดไว้หรือฝันถึงหรือเปล่า รักชอบสถาบันใดก็เลือกเอาได้เลย

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561

3. เหตุการณ์เด็ดวิเคราะห์ให้เป็นเลข

        นอกจากนี้เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองก็สามารถนำมาวิเคราะห์ให้เป็นตัวเลขได้

เหตุการณ์นาฬิกาหรู25เรือน เห็นอย่างงี้แล้วใครๆก็คงอยากจะรวยเหมือนเพื่อนของลุงคนนั้นบ้าง ดังนั้นลองเอาข้อมูลนาฬิกามาตีเป็นตัวเลขเผื่อจะมีโชครับทรัพย์ไปซื้อนาฬิการาคาหลักล้านมาใส่เล่น หรือเอาให้เพื่อนยืมบ้าง

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561

        หากลองตีเป็นตัวเลข ก็อาจจะได้เลข 25 จากจำนวนนาฬิกา และ 39 จากราคานาฬิกาคร่าวๆ 

หรือเอาตัวเลขมารวมกันอย่างเช่น 5 แบรนด์ ราคา 39 ล้าน เป็น 539 ก็จะได้ตัวเลขที่ยังใกล้เคียงกับสถาบันเสี่ยงดวงอื่นๆอีกด้วย

        การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณ หรือจิตสัมผัสของตนเองควบคู่กันไป หากเชื่อคนอื่นมากไประวังอกหักเจ็บตัวได้ ที่สำคัญควรซื้อแบบพอประมาณเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ไม่เดือดร้อนตัวเอง และคนรอบข้าง

“สูตร เงินเดือน x 40% = ยอดเงินชำระต่อเดือน” สามารถซื้อรถ คอนโด บ้าน ได้จริงหรือ?

“สูตร เงินเดือน x 40% = ยอดเงินชำระต่อเดือน” ใช้ได้จริงหรือไม่ถ้าอยากวางแผนซื้อรถยนต์ไว้สำหรับขับไปทำงาน / สนใจอยากซื้อคอนโดมิเนียมใกล้ๆ บีทีเอส / อยากซื้อบ้านซักหลังไว้เป็นที่พักพิงและอยู่ยาวๆ ในอนาคต

“สูตร เงินเดือน x 40% = ยอดเงินชำระต่อเดือน” ถ้าค้นในกูเกิ้ลหาสูตรคำนวณนี้ เกี่ยวกับการซื้อรถ ซื้อคอนโด เชื่อได้ว่าหลายคนก็คงเจอสูตรนี้อย่างแน่นอนวันนี้เราเลยอยากจะชวนมาคำนวณหา ‘ข้อเท็จจริง’ ว่าจริงๆ แล้วสูตรนี้สามารถตอบความต้องการได้มากน้อยแค่ไหน

เรามายกตัวอย่างเงินเดือนเล่นๆ กันดีกว่า จากรายได้พื้นฐานของมนุษย์เงินเดือนเริ่มอยู่ที่ 15,000 บาท

15,000 x 40% = 6,000 บาท

ยอดชำระจำนวนนี้อาจจะผ่อนชำระค่ารถยนตร์ได้ แต่ถ้าเป็นคอนโดหรือบ้าน คงเป็นไปได้ยากครับ เพราะตามหลักความเป็นจริง ยอดผ่อนชำระต่อเดือนขั้นต่ำควรอยู่ที่ 8,000 บาท (เทียบกับราคาคอนโด  1 – 1.2 ล้านบาท ผ่อน 30 ปี ดอกเบี้ย 7%) หากคนที่มีรายได้ต่อเดือน 15,000 บาท หักจ่ายหนี้เดือนละ 8,000 บาท ก็จะเหลือเงินสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอยู่ที่ 7,000 บาท แฟนตาซีหนักเลยไปอีกสำหรับชีวิตในกรุงเทพมหานคร

ตามหลักการแล้ว ยอดหนี้ที่เราควรมีควรอยู่ที่ประมาณ 25% ของรายได้ ด้วยจำนวนเท่านี้จะทำให้ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ต่อเดือนของเรามีสภาพคล่องมากขึ้น

แต่หากคำนวณจากสูตร เงินเดือน x 25% = ยอดเงินชำระต่อเดือน โดยอิงรายได้ 15,000 ก็จะได้ยอดเงินชำระต่อเดือนอยู่ที่ 3,750 บาท

ในความเป็นจริง (อีกขั้น) ราคาผ่อนชำระรถยนต์ หรือคอนโด คงไม่มีขั้นต่ำอยู่ที่ 3,750 บาทแน่ๆ

เราอยากให้คนที่กำลังตัดสินใจว่าจะลงทุนซื้อสินทรัพย์ที่มีระยะผ่อนชำระที่ยาวนาน 3 ปี / 20 ปี / 30 ปี ลองคิดทบทวนใหม่ ว่าจริงๆ แล้วคุณพร้อมแล้วสำหรับหนี้สินที่ต้องชำระต่อเดือนแล้วรึยัง เพราะอย่าลืมว่าเมื่อคุณได้สินทรัพย์เหล่านั้นมาถือครองแล้ว มันไม่ได้หมดอยู่แต่เพียงแค่นั้น หากเป็นรถยนต์ คุณยังต้องเสียเงินค่าน้ำมัน บำรุง ซ่อมแซม ส่วนคอนโดและบ้าน คุณต้องจ่ายค่าส่วนกลางและเฟอร์นิเจอร์ อื่นๆ เพิ่มเติมอีก ซึ่งแน่นอนล่ะว่ามันเกินจาก 40% ที่ว่านั่นแน่นอน (ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่รายจ่ายคงที่ แต่ก็เป็นรายจ่ายแฝงที่เราต้องคำนึงถึงด้วย)

หากยึดยอดชำระหนี้ต่อเดือนจาก 25% คุณลองไปคิดต่อกันดูแล้วกันนะครับว่าเรา ‘ควรมีเงินเดือนเท่าไหร่ถึงเริ่มคิดถึงการมีหนี้เพื่อซื้อรถยนต์ คอนโด หรือบ้าน’ แล้วไม่เดือดร้อนตัวเอง เพราะสินทรัพย์ทุกอย่างย่อมต้องมีการเสื่อมสภาพตามกาลเวลา และจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอยู่แล้ว ซึ่งรวมถึงสภาพคล่องกระแสเงินของตัวเราด้วย ดังนั้น การคิดคำนวณอย่างละเอียดจะช่วยให้เราเห็นภาพที่ชัดขึ้นว่าตอนนี้เราควรอดทนรอหรือรีบครอบครองสินทรัพย์ที่หมายปองเอาไว้เลย

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

 Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

HotNow มิติใหม่ของธุรกิจที่ใช้ Blockchain Platform

สวัสดีครับทุกท่าน เดิมทีผมเองก็อยากจะหาเวลามาเล่าเรื่องเกี่ยวกับการทำธุรกิจในยุคดิจิตอล ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่กำลังถูกพูดถึงในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ Blockchain และ Cryptocurrencies ทั้งในแง่ของธุรกิจและการลงทุนนะครับ ก็เป็นเรื่องที่บังเอิญมากที่อยู่ๆ ได้มีโอกาสได้พูดคุยกับทาง HotNow ซึ่งเป็น Application เกี่ยวกับงานโฆษณาซึ่งใช้เทคโนโลยีดังกล่าวอยู่นะครับ

ผมก็เลยลองโหลด Application ของ HotNow ลองมาใช้นะครับ ร้านค้าที่ลิสต์อยู่บน Application นี้ก็คุ้นหน้าคุ้นตากันดี ไม่ว่าจะเป็นบาร์บิกอน ธนาคารทหารไทย กาแฟอเมซอน เบอร์เกอร์คิง เทสโก้ โดมิโนพิซซ่า อานตี้แอนด์ และยังมีอีกมากมายเลยนะครับ เท่าที่ผมอ่านข้อมูลของบริษัทเห็นว่ามีคน Download App มาใช้ประมาณ 700,000 คนแล้ว และใช้งานจริง 380,000 และมีร้านค้ากว่า 50,000 เจ้าอยู่ใน Platform นี้ หน้าตา Application เป็นแบบนี้ครับ

ผมลองเล่น Application ดูแล้วและพบว่าในนั้นจะอัพเดตข้อมูลเด่นๆ อยู่ 2 อย่าง คือ

  1. Hot Promotion ที่ทางร้านค้านำเสนอให้กับผู้ใช้งานว่ามีส่วนลดอะไรบ้างในตอนนี้ 
  2. Shop & Business ที่จะระบุว่าผมกำลังอยู่ใกล้ๆ กับร้านค้าอะไรในละแวกนั้นบ้าง 

แนวคิดที่ออกมาจากรูปแบบของการแสดงรายการของ Application ก็คือ ถ้าเราอยู่ในละแวกที่เต็มไปด้วยร้านค้า แล้วอยากทราบว่าร้านไหนมีโปรโมชันดีๆ ให้เลือกซื้อเลือกช็อปบ้าง เราก็สามารถเข้ามาตรวจสอบผ่าน HotNow ก่อนได้ นับเป็นประโยชน์ต่อตัวลูกค้าในการเลือกบริโภคอย่างมาก และเรายังสามารถบันทึกส่วนลดที่เราสนใจได้ในส่วนของ Pocket

ในขณะเดียวกันตัวร้านค้าก็สามารถโฆษณาตัวเองให้กับผู้ใช้ Application ที่ผ่านไปมาแถวๆ นั้นให้ได้ทราบว่า เขามีอะไร? มีส่วนลดไหม?

Blockchain และ Cryptocurrencies อยู่เบื้องหลังการทำงานอย่างไร?

ถ้าหากเราย้อนกลับไปและพูดถึงรูปแบบการโฆษณาในรูปแบบที่เราทำกันมาช้านาน ร้านค้าต่างๆ ก็จะติดต่อไปยังเว็บไซต์ที่ให้โฆษณาและมีการจ่ายเงินเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ทุกอย่างก็จะถูกจัดการโดยผู้ให้บริการ เราไม่มีทางรู้เลยว่าจะมีลูกค้าเข้ามาดูโฆษณาเรามากขนาดไหน จนกว่าทางผู้ให้บริการจะแจ้งกลับมา และเราจะต้องมานั่งตั้งคำถามว่าผู้ให้บริการให้ข้อมูลเราจริงหรือเปล่า?

แต่ในระบบที่ใช้ Blockchain นั้นจะนำตัวกลางในระบบธุรกิจเดิมออกและใช้เทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า Smart Contract ของ Stellar นะครับซึ่งจะมีการทำระบบและกำหนดเงื่อนไขกันอย่างโปร่งใสมากขึ้น โดยใช้ HoToKeN เป็นตัวกลางในการขับเคลื่อนเกิดธุรกรรมต่างๆ ในมิตินี้จะออกมาเป็นลักษณะนี้ครับ

  • ร้านค้าก็จะตกลงกับทาง HotNow และนำ HoToKeN เข้ามาวางไว้ใน Smart Contract
  • HotNow จะเป็นผู้กระจายโฆษณา ตามสัญญาใน Smart Contract
  • ทุกอย่างจะดำเนินการโดยระบบ จนเป้าหมายสำเร็จ Smart Contract ก็จะโอน HoToKeN ในระบบไปให้กับทาง HotNow ที่เป็นผู้ให้บริการ

ทั้งหมดนี้จะไม่ต้องมีตัวกลางที่คอยประสานงานแล้ว ทุกอย่างอยู่ในข้อตกลงผ่านระบบประมวลผลบน Platform ของ Blockchain อย่างเดียว ซึ่งโปร่งใส ไม่สามารถบิดเบือนข้อมูลได้ ทุกอย่างต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ตั้งในข้อกำหนดไว้ครับ

นอกจากในมุมของการสร้างรูปแบบการโฆษณาโดยเทคโนโลยี Blockchain ระหว่างร้านค้ากับ HotNow แล้ว สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ผู้ใช้บริการ Application อย่างเราๆ เนี่ย ก็สามารถเป็นเจ้าของ HoToKeN ได้ ด้วยการทำ Mission ต่างๆของ Platform เพื่อรับรางวัล พอได้มาแล้วก็นำเหรียญ Digital นี้ไปปลดล็อก โปรโมชันดีๆ ของร้านค้าที่ให้บริการได้ด้วย

ถ้าคิดตามกลไกที่บอกไปข้างต้น เหรียญนี้จะถูกใช้หมุนเวียนในระบบนิเวศน์ของธุรกิจตรงนี้ไปเรื่อยๆ เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่าง HotNow ร้านค้า และ ผู้ใช้ Application ดังนี้

  1. เราได้ HoToKeN จากกิจกรรมต่างๆ เช่น เล่นเกมส์ แชร์ ชวนเพื่อมาใช้ ทำ Mission หรือสะสมแต้ม
  2. เราจ่าย HoToKeN ไปซื้อสินค้า หรือ ปลดล็อกโปรโมชันกับร้านค้า 
  3. ร้านค้านำ HoToKeN ไปใช้บริการ HotNow ในการโปรโมทต่างๆ ใน Smart Contract
  4. HotNow จะได้ HoToKeN จากร้านค้าแล้วนำไปทำกิจกรรมกับทางผู้ใช้งาน (เริ่มข้อ 1 อีกครั้ง)

แน่นอนว่า หาก HoToKeN นั้นเกิดฮิตขึ้นมาจากการนำไปใช้ประโยชน์มากขึ้น ความต้องการก็จะมากขึ้น ราคาก็จะสูงขึ้น ในส่วนนี้หลายๆ คนที่เป็นนักลงทุนก็อาจเห็นโอกาส ก็สามารถศึกษาเพิ่มเติมและวิเคราะห์เพื่อดูว่าอนาคตของธุรกิจนี้น่าสนใจไหม และหากลงทุนกับ HoToKeN นั้นจะมีโอกาสได้กำไรในอนาคตหรือไม่?

กรณีที่อยากลงทุนใน HoToKeN ต้องดูอะไรบ้าง?

ก็เหมือนเคยนะครับ สิ่งที่ผมมักจะเตือนนักลงทุนเสมอๆ ก็คือ การลงทุนมีความเสี่ยง ธุรกิจมีการเติบโตได้และขาดทุนได้ ก่อนที่เราจะลงทุนนั้นเราจะต้องทำความเข้าใจธุรกิจและความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นก่อน ในกรณีของการลงทุนในสกุลเงินดิจิตอลนั้นเราจะต้องอ่านข้อมูลใน White Paper ซึ่งสามารถอ่านได้ที่ https://hotoken.io/documents/HoToKeNWhitepaper.pdf

สิ่งที่เราจะต้องเข้าใจและวิเคราะห์ต่อ ได้แก่

  1. ดูธุรกิจว่าเขาทำอะไร พาร์ทเนอร์เป็นใคร มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไหม อะไรเป็น Key Success Factor ให้ธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ
  2. ดูโครงสร้างการระดมทุนว่าเป็นอย่างไร นำไปพัฒนาอะไรที่เหมาะสมและควรลงทุนไหม
  3. HoToKeN ที่อยู่ในระบบนั้นนำไปใช้อะไร กิจกรรมทางธุรกิจมีโอกาสทำให้มูลค่าเพิ่มไหม
  4. ทีมที่ทำงานและที่ปรึกษาเป็นใครบ้าง ถ้าทีมงานดีมีประสบการณ์ประสบความสำเร็จมาก่อน ก็มีความน่าสนใจครับ
  5. ความเสี่ยงต่างๆ ที่มาจากในแง่ของการดำเนินธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขันเทียบกับคู่แข่งในตลาด 

ถ้าเราพิจารณาแล้วว่า HoToKeN มีโอกาสในการเติบโตได้ ก็จัดสรรเงินตามความเสี่ยงในการลงทุนและกระจายความเสี่ยงนะครับ โดยเขาได้มีการขายรอบ Pre-Sales กันไปแล้ว ซึ่งเขามีการกำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำและมีส่วนลดในการลงทุนด้วยครับ ในส่วนของ Public Sales นั้นจะมีการเปิดให้ลงทุนกัน หลังวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 ในราคา 1 HoToKeN ราคา 0.10 USD หรือราคาประมาณ 3 บาท ในมุมมองของผมนะครับ เหรียญนี้มันมองได้ 2 มุมคือ ซื้อเพื่อลงทุนในสกุลเงินดิจิตอล หรือ มองว่าถ้าซื้อมาแล้วจะเอาไปปลอดล็อกโปรโมชันต่างๆ กับร้านค้าก็ได้ ขอแค่ซื้อมาถูกกว่าส่วนลดที่ได้รับในการซื้อของนะครับ

สรุปทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวของรูปแบบธุรกิจแนวใหม่ที่เป็นโฆษณาและ eCommerce Platform โดยใช้เทคโนโลยี Blockchain ที่เรียกว่า Smart Contract มาให้บริการเบื้องหลังเพื่อสร้างระบบนิเวศน์ของธุรกิจ โดยมี HoToKeN เป็นตัวกลางในการทำธุรกิจระหว่างกัน ซึ่งเราในฐานะผู้ใช้งานก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการซื้อของและเป็นส่วนลด หรือพิจารณาเพื่อเป็นทรัพย์สินในรูปแบบสกุลเงินดิจิตตอลเพื่อการลงทุนก็ได้ครับ ในกรณีที่อยากจะลงทุนอย่าลืมศึกษาโอกาสและความเสี่ยงก่อนการลงทุนนะครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save