เลือกงานให้ตอบโจทย์แบบคนรุ่นใหม่ ต้องดูอะไรกันบ้าง?

ต้องบอกว่าจากกระแสของการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีต่างๆ ของโลกเรา โดยเฉพาะเรื่องการติดต่อสื่อสารต่างๆ ด้วยอินเทอร์เน็ต มันทำให้โลกเราเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมาก รวมไปถึงการเติบโตของระบบสังคมออนไลน์ที่สามารถเข้าถึงคนได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็วมากๆ เพียงแค่มีสมาร์ทโฟนที่สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งมีผลทำให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ที่ประสบความสำเร็จมากมายบนโลก อาทิ เช่น ธุรกิจการให้บริการสังคมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Facebook หรือ ธุรกิจการให้บริการรถรับจ้างอย่าง Uber หรือ ระบบการให้บริการที่พักที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Air BNB เป็นต้น จึงเป็นกระแสให้ในประเทศไทยเราก็มีธุรกิจที่เรียกว่า Startup เกิดใหม่มากมาย

และแน่นอนว่าธุรกิจส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นนั้น ถูกออกแบบมาเพื่อออกมาช่วยแก้ปัญหาคนในปัจจุบัน เช่น ผู้ให้บริการหนังสือแมกกาซีนออนไลน์ หรือ โรงเรียนกวดวิชาออนไลน์ เป็นต้น รวมไปถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วมากๆ ของตลาดขายสินค้าออนไลน์ ที่สามารถสร้างรายได้โดยไม่ต้องมีเงินลงทุนมากมาย

ซึ่งตรงกันข้ามกลับทำให้มีธุรกิจหลายๆ ธุรกิจที่ปรับตัวไม่ทันกับโลกที่เปลี่ยนไปต้องประสบปัญหาการขาดทุน อย่างต่อเนื่อง และสุดท้ายก็ต้องประกาศปิดตัวลงไปอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเกี่ยวกับ สื่อทีวี สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ที่เป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มถดถอยทุกๆ ปี

ดังนั้นจากกระแสข้างต้นที่กล่าวมา…”สิ่งที่คนทั้งที่ทำงานอยู่ในปัจจุบัน หรือ กำลังจะมองหางาน จะต้องพิจารณางานอย่างละเอียดรอบคอบ และต้องสามารถล้อไปตามแนวโน้มของยุคปัจจุบัน หรือสามารถเป็นงานหรือธุรกิจที่ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องอีกด้วย”

จากที่มีโอกาสติดตามข่าวสารทั้งฟังสัมมนาที่ต่างๆ หรือได้มีโอกาสอ่านหนังสือ ก็จะได้ข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะงานที่คนรุ่นใหม่ต้องการไว้หลายข้อ โดยจะขอเรียบเรียงไว้ดังนี้

10 รูปแบบงานที่คนรุ่นใหม่ต้องการ

  1. ต้องเป็นงานที่สามารถสร้างสมดุลย์ชีวิต (Work-Life Balance) ได้ ไม่ใช่การที่ทำงานหนักจนเกินไป จนไม่มีเวลาให้ตัวเองและครอบครัว
  2. ต้องเป็นงานที่มีโอกาสเติบโตในระยะยาว มีโอกาสเลื่อนตำแหน่งได้ไม่ยาก
  3. ต้องเป็นงานที่ท้าทาย ไม่จำเจน่าเบื่อ 
  4. ต้องการงานที่มีความมั่นคง ซึ่งจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีได้ค่อนข้างยาก
  5. ต้องเป็นองค์กรที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยต้องเป็นองค์กรที่ส่งมอบสินค้าหรือบริการที่ดีต่อสังคม
  6. สามารถมีรายได้สูงหรือมีผลตอบแทนที่น่าพอใจ
  7. มีอิสระทางด้านเวลา คือเวลาการทำงานสามารถยืดหยุ่นได้ โดยไม่ต้องถูกจำกัดเวลาทำงานว่าต้องเข้ากี่โมง ออกกี่โมง แต่ให้ยึดถึงผลของงานที่ได้รับเป็นสำคัญ
  8. มีโอกาสได้แสดงออก หรือเสนอความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆกับองค์กรรับฟัง
  9. มีโอกาสได้พัฒนาตนเองอยู่เสมอ ได้แก่ มีหลักสูตรฝึกอบรมที่เป็นประโยชน์อยู่เสมอ
  10. มีสิ่งแวดล้อมในองค์กรที่ดี ได้แก่ ได้บริษัทดี ได้เพื่อนร่วมงานดี 

โดยจากเหตุผลทั้ง 10 ข้อนั้น จึงทำให้แนวโน้มการทำงานของคนรุ่นใหม่ จะตัดสินใจเลือกงานจากตัวงานที่ตอบโจทย์ความต้องการตัวเอง โดยไม่ได้เลือกเอารายได้มาเป็นตัวตั้งเหมือนคนทำงานยุคก่อนๆ จึงกลายเป็นว่า คนรุ่นใหม่ยุคนี้มักจะเปลี่ยนงานบ่อย หรือ กลายเป็นเลือกงาน ดังที่เราอาจจะเคยได้ยินกันว่าเด็กสมัยนี้ทำงานไม่อดทน ทำงานไม่นานเดี๋ยวก็ออก เป็นต้น

จากเหตุผลข้างต้นนี้เอง ทำให้หลายๆ คน ผันตัวออกมาเป็นเจ้าของธุรกิจกันมากขึ้น เพราะสามารถกำหนดความต้องการของตัวเองได้ ตั้งแต่ เริ่มคิดเลยว่าเราจะทำธุรกิจอะไรที่จะตอบโจทย์ผู้คนในยุคนี้ และถ้าได้สินค้าแล้ว เราจะขายราคาที่เท่าไหร่? จากนั้นก็ต้องมาคิดว่า เราจะไปขายที่ไหน? มีช่องทางไหนบ้าง? อีกทั้งต้องคิดกลยุทธ์การส่งเสริมการตลาด ว่าจะลงโฆษณามั้ย? จะโปรโมทยังไงได้บ้าง? แต่การจะทำธุรกิจในยุคนี้ดังที่ทราบแล้วว่า ไม่ง่ายเลย เพราะอาจจะมีความเสี่ยงที่จะขาดทุน หากลงทุนไปแล้วขายไม่ได้ รวมไปถึงถ้าเราเป็นธุรกิจขนาดเล็กก็อาจจะต้องพ่ายแพ้ให้กับคู่แข่งที่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ใช้กลยุทธ์การตลาดที่เหนือกว่า สายป่านยาวกว่า ก็เป็นได้

ดังนั้นหากคุณเป็นคนรุ่นใหม่ที่อยากจะผันตัวออกมาทำธุรกิจเป็นของตนเอง โดยมีความฝันที่อยากจะมีชีวิตที่มีอิสระเป็นของเราเอง พร้อมกับสามารถสร้างรายได้ที่สูงและเติบโตอย่างต่อเนื่องได้ แต่ยังกลัวเสี่ยงที่จะขาดทุนในการทำธุรกิจ ก็สามารถเริ่มทำธุรกิจได้โดยอาจจะเป็นธุรกิจที่ลงทุนไม่ต้องสูงมากนัก เช่น งานรับจ้างด้วยตนเอง โดยเอาสิ่งที่ตัวเองทำได้มาเป็นธุรกิจ ได้แก่ การรับจ้างพิมพ์งาน การรับจ้างทำกระเป๋าสะพาย เป็นต้น ซึ่งอาจจะเป็นรูปแบบออนไลน์ก็ได้ ก็อาจจะเป็นแนวทางให้หลายๆ คนกล้าคิดกล้าเริ่มต้นทำธุรกิจเพื่อตัวเองกันได้ไม่ยากนะครับ

หรือล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ ใครที่มีโอกาสผ่านสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีชิดลม ก็อาจจะเห็นป้ายคำว่า “AIA FA งานที่คุณกำหนดเองได้ทุกๆ อย่าง” เด่นชัดมากๆ ผมก็เลยไปหาข้อมูลเกี่ยวกับคำว่า AIA FA คือ อะไร ก็ได้ชื่อเต็มๆ ว่า AIA Financial Advisor หรือ “ที่ปรึกษาด้านการประกันชีวิตและการเงิน” ซึ่งจากการที่เข้าไปดูข้อมูลต้องบอกเลยว่าน่าสนใจมากๆ ครับ เพราะหน้าที่ของ AIA Financial Advisor จะต้องช่วยผู้คนให้บรรลุเป้าหมายชีวิตในอนาคต

โดยเริ่มตั้งแต่การวางแผนปกป้องความมั่งคั่ง การวางแผนการเพิ่มพูนความมั่งคั่ง และการวางแผนส่งมอบความมั่งคั่ง ผ่านสินค้าประกันชีวิต และสินค้าการลงทุนที่เหมาะสม อีกทั้งยังเป็นงานที่ทำได้อย่างอิสระ ทำให้สามารถสร้างสมดุลย์ให้ชีวิตได้อย่างที่ต้องการ นอกจากนี้งานนี้ยังมีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงอีกด้วย ขึ้นกับความสามารถของเราเอง

ซึ่งวันนี้โปรแกรม AIA Financial Advisor ได้เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ไฟแรงที่ต้องการออกจากงานประจำที่ไม่ตอบโจทย์ มาเป็นเจ้านายตัวเอง มีระบบการฝึกอบรมที่เอาไปใช้ได้จริงโดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานด้านการเงินมาก่อน อีกทั้งยังมีแผนรับรองรายได้ที่มั่นคงในระยะยาวให้อีกด้วย

โดยท่านสามารถศึกษาข้อมูลของ AIA Financial Advisor เพิ่มเติมได้ที่ www.aia.co.th/fa

ดังนั้นถ้าคุณต้องการงานที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการทั้งความอิสระทางเวลา ความก้าวหน้าในธุรกิจ และมีโอกาสสร้างรายได้ที่สูง ก็ถือว่าโปรแกรม AIA Financial Advisor เป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจมากเลยทีเดียวครับ แต่สิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในทุกๆ อาชีพก็คือ ความมุ่งมั่น ขยัน อดทน และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค ครับ ขอให้ทุกๆ คนได้งานในฝันและประสบความสำเร็จในชีวิตนะครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

“เงินสินสอด” ปัญหาโลกแตกของคนคิดจะแต่งงาน คำนวณยังไงดีให้ไม่เป็นหนี้และคู่รักต้องเลิกกัน

“เงินสินสอด” 80 สิบล้านที่ทำให้ความรักของหนุ่มสาวคนดังสั่นคลอนจนต้องเลิกราต่อกัน พาดหัวข่าวบันเทิงนี้ นับเป็นประเด็นร้อนฉ่าที่ใครหลายคนต่างพูดถึง หลากหลายความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว บ้างก็บอกว่าจำนวนเงินที่หยิบยกขึ้นมาพูดถึงมากเกินกว่าเหตุ สรุปแล้วจะเป็นการแต่งงานหรือเรียกค่าตัวให้กับตัวเองกันแน่ บ้างก็มองเป็นเรื่องของสถานะทางสังคม 80 สิบล้านกับพื้นที่ที่ทั้งสองยืนอยู่นับว่าไม่มากไม่น้อยเกินไปหรอก (?)

แล้วในความเป็นจริง “เงินสินสอด” มันควรมาก-น้อยแค่ไหนกันล่ะ?

ก่อนจะไปพูดถึงเรื่องของจำนวน ที่ชวนปวดหัวและเป็นปัญหาโลกแตกของคนที่คิดจะแต่งงาน เราอยากจะชวนคุณมาดูความหมายของคำว่า สินสอด กันก่อน..

สินสอด ตามกฎหมายมาตรา 1437 ว.3 คือ ทรัพย์สินที่ฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองฝ่ายหญิง แล้วแต่กรณี เพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส ลักษณะของสินสอดมีอยู่ 3 ประการ ได้แก่ ต้องเป็นสินทรัพย์ที่มีการตกลงกันก่อนสมรส, ฝ่ายชายมอบให้แก่พ่อแม่ หรือผู้ปกครองของผู้หญิง หากฝ่ายหญิงบรรลุนิติภาวะ ไม่มีผู้ปกครองและตกลงรับสินสอดด้วยตัวเอง นั่นนับเป็นการให้โดยเสน่หาไม่ใช่สินสอด ประการสุดท้าย สินสอดให้เพื่อตอบแทนการที่ฝ่ายหญิงยอมสมรส ทรัพย์สินที่เป็นสินสอดเมื่อมอบให้แก่ผู้ปกครองของฝ่ายหญิงแล้ว จะตกเป็นกรรมสิทธิเด็ดขาดแก่ผู้รับโดยทันที

จะเห็นได้ว่าสินสอดนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ขึ้นอยู่กับคู่บ่าวสาวเพียงเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับผู้ปกครองของฝ่ายหญิงด้วย เมื่อต้องพิจารณาความเหมาะสมของสินสอด เราจึงต้องนำปัจจัยข้อนี้มาหาแนวทางร่วมด้วย

แล้วอะไรคือ ความเหมาะสม ล่ะ?

แม้หลายคนจะบอกว่าเรื่องของสินสอดเป็นเรื่องของทางผู้ใหญ่ที่ต้องพูดคุยกัน เด็กไม่เกี่ยว แต่ในความเป็นจริง ชาย-หญิงที่คิดจะแต่งงานกันสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดกับทั้งสองฝ่ายได้ เริ่มต้น ชาย-หญิงอาจจะลองสอบถามเรื่องสินสอดจากคนใกล้ตัว เพื่อน พี่ หรือญาติที่มีสถานะทางสังคมใกล้เคียงกันเพื่อเป็นการรีเช็คค่ากลางที่พอจะเป็นไปได้ และต่อด้วยการแอบถามความคิดเห็นของผู้ปกครองของตัวเองเพื่อหาแนวโน้มและจุดร่วมว่า อะไร-ยังไง-เท่าไหร่ ก่อนที่ทางผู้ใหญ่จะเข้ามาเจรจาสู่ขอเพื่อกันไม่ให้เกิดข้อถกเถียงที่อาจทำให้เกิดการผิดใจกัน

ความเหมาะสม ในที่นี้จึงหมายถึง ความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย

สินสอด จึงไม่จำเป็นต้องเป็นสินทรัยพ์ที่มากล้นฟ้า อาจจะเป็นเพียงจำนวนที่พอเหมาะพอควรแก่ฐานะครอบครัวของทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง เพราะอย่าลืมว่างานแต่งงานไม่ได้จบอยู่แค่เพียงของค่าสินสอด แต่มันยังเต็มไปด้วยค่าใช้จ่ายมากมายในพิธีแต่งงานที่จะเกิดขึ้นตามมาอีกเป็นขบวน

พอจะมีวิธีคำนวณ สินสอด เป็นแนวทางมั้ย?

วิธีการแรก เราอยากจะแนะนำให้คุณรู้จักกับเว็บไซต์ Siamviva (https://goo.gl/PDhRSe) ที่จะช่วยคุณคำนวณสินสอดโดยคำนึงถึงอายุ รายได้ การศึกษา และสถานะทางสังคม แต่หากคุณมองว่ามันยุ่งยากเกินไปและจำนวณเงินสินสอดดูเกินตัว เราก็พอจะมีสูตรคำนวณง่ายๆ มาฝาก นั่นคือ..

(เงินเดือนฝ่ายชาย) + (เงินเดือนฝ่ายหญิง) x (5 ถึง 10) = สินสอด

ตัวอย่าง ฝ่ายชายมีเงินเดือน 35,000 บาท ส่วนฝ่ายหญิงมีเงินดือน 32,000 บาท ทั้งสองฝ่ายตกลงคิดจากค่ากลางระหว่าง 5-10 อยู่ตรงที่ 7 เงินสินสอดโดยประมาณของคนทั้งสองจะอยู่ที่ 469,000 บาท

ชาย-หญิงที่กำลังคิดจะแต่งงาน ลองคำนวณดูล่ะ เราเชื่อว่าคุณคงพอจะได้แนวทางในการวางแผนการเงินเพื่อแต่งงานแล้ว แต่ถ้าหากจำนวณสินสอดที่คำนวณได้มันเกินกว่ากำลัง คุณอาจจะปรับลดตามความเหมาะสมได้ ไม่ควรไปกู้ยืมเงินมาเพื่อการณ์นี้เพราะมันจะเป็นภาระตามมาในภายหลัง

และสำหรับใครที่มีความคิดว่า ไหนๆ จะแต่งงานทั้งที เรียกสินสอดให้น้อยหน้าชาวบ้านชาวช่องไม่ได้ ต้องเยอะไว้ก่อน! เราอยากให้คิดย้อนขึ้นไปใหม่ว่าจริงๆ แล้ว คนเราแต่งงานกันเพื่อเงินสินสอด หรือเพราะความรักกันแน่ ถ้าเป็นอย่างแรก คงยากหน่อยที่จะได้พานพบคู่ชีวิต

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

 Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

“พิชิตเป้าหมาย” ในปี 2018 ด้วย 5 ไกด์ไลน์

“พิชิตเป้าหมาย” ในปี 2018 กันเถอะ เริ่มต้นปีใหม่มาได้ค่อนเดือนแล้ว หลายคนที่คอยทบทวนตัวเองอยู่ตลอดเวลา คงสามารถตอบความต้องการของตัวเองและวางแผนสำหรับอนาคตเพื่อ “พิชิตเป้าหมาย” รายปีได้แล้ว แต่สำหรับใครที่ยังไม่ได้หันมาถามตัวเองว่า.. ‘ฉันต้องการอะไร? / ปีนี้ฉันจะทำอะไรบ้าง?’ ล่ะก็ มาเขียนแพลนสำหรับปี 2018 ไปพร้อมๆ กันผ่านแนวทาง 5 ข้อที่เรา aomMONEY เตรียมมาให้เพื่อนๆ กันดีกว่า เริ่มจาก..

1. เป้าหมายที่อยากจะก้าวไปให้ถึงในปีนี้คืออะไร?

เป้าหมายในที่นี้ คุณสามารถหาคำตอบได้จากสิ่งที่คุณต้องการหรืออยากเป็น ยกตัวอย่าง สมมติปีนี้วางเป้าหมายไว้ว่าปลายปีต้องมีเงินเก็บในบัญชี 100,000 บาท, เริ่มลงทุนในกองทุนรวม, เปลี่ยนงาน, ปีนี้ต้องได้ไปเที่ยวต่างประเทศ (ปักธงประเทศไปเลย) หรืออาจจะเป็นปีนี้ต้องหาทุนเพื่อไปเรียนต่อให้ได้

โดยเป้าหมายที่เรากำลังพูดถึงนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เสมอไป เพียงแค่มันตอบสิ่งที่คุณต้องการในชีวิต และให้ความรู้สึกที่ ‘ดี’ เมื่อเริ่มต้นก้าวเดินเข้าไปพิชิตมัน แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

2. ลิสต์สิ่งที่ต้องทำ

เมื่อได้เป้าหมายที่คุณต้องการแล้ว คุณพอจะมองออกใช่มั้ยว่า ‘อะไรบ้าง’ ที่เราต้องทำต่อจากนี้เพื่อที่จะได้ก้าวไปถึงปลายทางที่ต้องการ เราอยากให้คุณลิสต์สิ่งที่คุณต้องทำออกมาเป็นข้อๆ เอาให้ได้เยอะที่สุดเพื่อที่คุณจะได้มองเห็นภาพรวม ก่อนจะจับทั้งหมดมาแยกหมวดหมู่ เรียงลำดับความสำคัญ ขยับบางข้อรวมกันหากเป็นสิ่งที่ทำแล้วผลลัพธ์ใกล้เคียงกัน เมื่อรวบยอดแล้ว คุณก็จะเห็นภารกิจย่อยที่ต้องจัดการในแต่ละควอร์เตอร์

ค่อยๆ ทำไปทีละอย่าง แล้วอย่าลืมให้กำลังใจตัวเองด้วยล่ะ Small Win ก็นับเป็นสิ่งสำคัญที่ควรเอาใจใส่

3. สิ่งที่ ‘อยาก’ ทำ

ได้สิ่งที่ ‘ต้อง’ ทำแล้ว คราวนี้ก็มาถึงลิสต์ของสิ่งที่ ‘อยาก’ ทำกันบ้าง! ในส่วนนี้เราขอนับให้เป็นพาร์ทของการให้รางวัลตัวเอง เพราะในชีวิตของคนเรานั้นบางทีเราก็ต้องเติมความสุขให้กับตัวเองบ้าง สิ่งที่อยากทำในที่นี้อาจจะหมายถึงกิจกรรมหรือของที่เราอยากได้ ตัวอย่าง หนังสือ, เครื่องเล่นเกม, ซื้อฟิกเกอร์มาสะสม, เรียนภาษาที่สาม, เวิร์กช็อปการวาดรูป, อาสาสมัครปลูกป่า หรือดูคอนเสิร์ตของวงดนตรีที่ชื่นชอบ เป็นต้น

มีความสุขบ้างก็ไม่มีใครว่านะ ชีวิตมันเป็นของเรานี่

4. โฟกัส

เมื่อมีเป้าหมาย ก็ต้องโฟกัสกันหน่อย! หมั่นทบทวนเป้าหมายกับตัวเอง รีเช็คสิ่งที่ต้องทำและลงมือปฏิงบัติ สิ่งเหล่านี้จะทำให้สิ่งที่คุณคาดหวังชัดเจนและใกล้เคียงความจริงมากยิ่งขึ้น

ไม่มีอะไรยากเกินกว่าความพยายามของคนเราหรอกนะ

5. ยืดหยุ่นได้ ไม่มีใครว่า

แม้จะปักหมุดไว้อย่างชัดเจนว่าปีนี้เป้าหมายที่ต้องการไปให้ถึงคืออะไรและสิ่งที่ต้องทำมีอะไรบ้าง แต่เราต้องไม่ลืมที่จะยืดหยุ่นให้กับตัวเอง อย่าเครียดเกินไป และอย่าลืมว่าทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เพราะในขณะที่คุณกำลังพยายามวิ่งไปสู่เป้าหมายด้วยวิธีการที่คุณลิสต์ไว้ แต่กลายเป็นว่าพอทำไปได้สักพักคุณกลับพบว่ามันไม่เวิร์กซักเท่าไหร่ สิ่งที่เราอยากให้คุณทำนั่นก็คืออย่ายึดติด แผนการและวิธีการสามารถขยับปรับเปลี่ยนได้ ขอแค่คุณยังมั่นใจกับเป้าหมายเดิมของคุณเท่านั้น

แล้วถ้าเครียดเกินไปล่ะก็ เราอยากให้คุณกลับไปดูข้อ 3 หาสิ่งที่อยากทำขึ้นมาผลัดเปลี่ยนอารมณ์เสียบ้าง เติมความสุขสักหน่อย เดี๋ยวค่อยกลับมาลุยต่อ!

เป็นอย่างไรกันบ้าง คุณได้แพลนสำหรับปีนี้ของคุณแล้วรึยัง ถ้าได้แล้ว ยิ้มรับกับมันซักหน่อย ด้วยการจดลงในสมุดบันทึกหรือเขียนไว้บนไวท์บอร์ดเพื่อย้ำเตือนตัวเองในทุกเช้าของการทำงาน

บอกเล่าเป้าหมายของคุณให้เราฟังบ้างก็ได้นะ, ขอให้มีความสุขตลอดปี 2018 ครับ

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 22-26 มกราคม 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม กลับมาพบกับผม “อัศวินกองทุน” ที่เก่าเวลาเดิมเหมือนเช่นเคย ผ่านมาแล้วสองสัปดาห์กับทิศทางการลงทุนในปีนี้ นี่ก็สัปดาห์ที่ 3 แล้ว หวังว่าทุกคนคงจะได้กำไรกันไปไม่มากก็น้อยนะครับ ฮ่าๆ

เอาล่ะครับ เรามาดูกันดีกว่าครับว่าทิศทางการลงทุนในสัปดาห์นี้เป็นอย่างไรครับ

ภาพรวมของตลาด

เริ่มกันที่ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กันก่อนเลยครับ ตลาดหุ้นมีการปรับตัวขึ้นหลังจากบริษัทจดทะเบียนเริ่มทยอยประกาศผลประกอบการ ซึ่งส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าตลาดคาดการณ์ไว้นั่นเองครับ

ส่วนทางฝั่ง SET ตลาดหุ้นไทย นั้น ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันที่ยังปรับตัวสูงขึ้น และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อภาวะเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทที่ดีขึ้น

ทางฝั่งพี่ใหญ่เอเชียอย่างจีนก็ไม่ยอมน้อยหน้าครับ ตลาดหุ้นจีนทยอยปรับตัวขึ้น จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อและดัชนีราคาผู้ผลิตประจำเดือน ธ.ค. ยังมีแนวโน้มที่ดีอยู่ครับ

สุดท้ายมาที่ตลาดหุ้นเกาหลีกันบ้าง นี่ก็ปรับตัวขึ้นเหมือนกันครับ หลังจากความกดดันทางการเมืองระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ที่มีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีขึ้น

สินทรัพย์ทางเลือกอย่าง ราคาทองคำปรับตัวขึ้นเล็กน้อย จากค่าเงินดอลลาร์ที่ยังคงอ่อนค่า

ส่วนราคาน้ำมันยังปรับขึ้นต่อเนื่อง หลังปริมาณสำรองน้ำมันดิบสหรัฐฯ ลดลงมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ครับ

สถานการณ์โดยรวมตอนนี้มาแบบสั้นๆ เน้นๆ ด้วยคำว่าขึ้นกันล้วนๆ อย่างเดียวครับ ตอนนี้เรามาดูกลยุทธ์กันดีกว่าว่า สัปดาห์นี้ควรจะลงทุนอย่างไรดีครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ออกมาดี ในขณะที่บริษัทจดทะเบียนจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการปฏิรูปนโยบายภาษีสหรัฐฯ และแนวโน้มผลประกอบของบริษัทจดทะเบียนที่จะออกมาดีกว่าที่คาดไว้ ดังนั้นคำแนะนำในสัปดาห์นี้ของผมยังคงเป็น “ซื้อ” เหมือนที่ผ่านๆ มาอยู่ครับ
  • ตลาดหุ้นเกาหลี เนื่องจากตลาดหุ้นเกาหลีได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวจากเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการเติบโตของการส่งออก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ในขณะที่ราคาของตลาดหุ้นเกาหลียังถือว่าถูกกว่าตลาดประเทศพัฒนาแล้ว ในขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองในคาบสมุทรเกาหลีเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทำให้ตลาดหุ้นเกาหลีกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง ดังนั้นยังสามารถสะสมต่อไปได้ แนะนำให้ “ซื้อ” เหมือนกันครับผม
  • ตลาดหุ้นเกิดใหม่ งานนี้ไปต่อได้อยู่ครับ เนื่องจากตลาดหุ้นเกิดใหม่ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกขยายตัวดีขึ้น เป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออก อีกทั้งราคาสินค้าโภคภัณฑ์เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนหุ้นในตลาดเกิดใหม่ นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ยังไม่มีสัญญาณเร่งตัว ทำให้ FED ไม่จำเป็นต้องรีบขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ ECB และ BOJ ยังจำเป็นต้องคงมาตรการ QE ต่อไป ทำให้ความเสี่ยงเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ยังไม่สูงมากนัก เหตุผลเดิมๆ เหมือนที่ผ่านมา พร้อมกับคำแนะนำว่า “ซื้อ” และสะสมต่อไปครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในตลาดหุ้นสัปดาห์นี้

แนะนำให้สะสมเพิ่ม 3 กลุ่ม นั่นคือ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตลาดหุ้นเกาหลี และตลาดหุ้นเกิดใหม่ที่ได้รับผลกระทบทางบวกจากภาวะเศรษฐกิจโลกในปีนี้ครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ แนะนำให้ลดอายุเฉลี่ยของพอร์ตลงครับ จากแนวโน้มเงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้น เนื่องจากการจ้างงานยังคงปรับตัวดีขึ้น และนโยบายภาษีเป็นปัจจัยบวกเพิ่มเติมต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ
  • ตราสารหนี้ไทย แนะนำให้ลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลาง จากแนวโน้มเศรษฐกิจขยายตัวสูงกว่าคาด และเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น  จากการเร่งตัวของราคาพลังงาน ซึ่งจะเป็นปัจจัยลบต่อตราสารหนี้ระยะยาวครับ ดังนั้นปรับอายุของพอร์ตลงจะเป็นผลบวกมากกว่าครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในตลาดตราสารหนี้สัปดาห์นี้

ตอนนี้ผมยังแนะนำให้ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ไทยระยะกลาง และตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่มี high yield และ short duration เป็นหลักครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำ : จากแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า เนื่องจากตลาดได้คาดการณ์ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ นโยบายลดภาษี รวมถึงการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ไว้มากแล้ว ทำให้ค่าเงินดอลลาร์ขาดปัจจัยหนุนให้แข็งค่า ซึ่งอย่างที่บอกครับว่า ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่มักปรับตัวขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวน ดังนั้นยังคงสะสมต่อไปได้ครับ
  • น้ำมัน : จากความต้องการน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจโลก ประกอบกับกำลังการผลิตและปริมาณสำรองน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง นอกจากนี้ความตึงเครียดทางการเมืองตะวันออกกลาง จะช่วยสนับสนุนราคาน้ำมันให้ไปต่อครับ ดังนั้นทยอยสะสมต่อไปได้ครับผม

ภาพรวมโดยสรุปของสัปดาห์นี้

เข้าสัปดาห์ที่ 3 แล้ว แต่สถานการณ์โดยรวมยังคงสดใสอยู่นะครับ

แต่สำหรับสัปดาห์นี้ “จะเน้นไปที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตลาดหุ้นเกาหลี และตลาดเกิดใหม่เป็นหลักครับ”

ส่วน ตราสารหนี้ หรือ สินทรัพย์ทางเลือกนั้น ยังคงมีโอกาสอยู่เหมือนเดิมครับ อยู่ที่ว่าเราจะเลือกลงทุนในแบบไหนให้เหมาะกับตัวเองครับ

ขอย้ำกันอีกทีก่อนจากกันว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ดังนั้นอย่าลืมนำไปปรับใช้พิจารณาในการจัดพอร์ตของตัวเองอย่างเหมาะสมด้วยนะครับ เพื่อที่จะได้รับผลตอบแทนในการลงทุนที่ดีขึ้นกว่าเดิมครับผม

สำหรับสัปดาห์นี้ต้องลากันไปก่อน สวัสดีครับ

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 18 มกราคม 2561 ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นำ หรือ เสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ  จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง  ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

ออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ธุรกิจปังกว่าใคร!

ในวันนี้เราจะมาพาทุกท่านไปรู้จักกับหลักการออกแบบผลิตภัณฑ์ในเบื้องต้นว่า ทำอย่างไรจึงจะออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ธุรกิจปังกว่าใคร ไปดูพร้อมๆ กันเลย

ออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ธุรกิจปังกว่าใคร!

1. ใส่ไอเดียลงไปให้สุด

สินค้าของแบรนด์นอกจากจะมีคุณภาพแล้ว ไอเดียการสร้างสรรค์ก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีแบรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ยิ่งคุณมีไอเดียดีๆ เด็ดๆ มากเท่าไร ก็ใส่ลงไปให้เต็มที่ในขั้นตอนการออกแบบผลิตภัณฑ์ ลองทำการออกแบบคร่าวๆ ไว้หลายๆ ชิ้นแล้วเลือกใช้ชิ้นที่โดนใจและเหมาะกับกลุ่มเป้าหมายมากที่สุดดูสิ!

2. คำนึงถึงการใช้งานด้วย

การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ดีนั้นรวมถึงการมีแพ๊คเกจจิ้งดีๆ และสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ด้วย เพราะฉะนั้นทุกครั้งเมื่อต้องทำการออกแบบสินค้าสักชิ้น อย่าลืมคำนึงถึงหลักการพื้นฐานที่สุด นั่นก็คือสินค้าชิ้นนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร ใช้งานอย่างไร และเป็นสินค้าสำหรับลูกค้ากลุ่มไหน

3. ออกแบบผลิตภัณฑ์และแพ๊คเกจจิ้งให้เข้ากับแบรนด์

สินค้าของเราควรออกแบบให้มีโทนเดียวกับแบรนด์ เช่น หากแบรนด์เน้นความเรียบหรู คลาสสิคและมูลค่าสูง ก็ควรเลือกออกแบบผลิตภัณฑ์รวมถึงแพ๊คเกจจิ้งให้ดูหรูหราสมราคา แต่หากแบรนด์ของเราเน้นความสะดวก หยิบใช้ง่าย ราคาไม่แพงและมีโทนที่เหมาะกับคนทั่วไป ก็ต้องออกแบบสินค้าให้ใช้งานง่ายเข้าไว้ ส่วนแบรนด์สำหรับวัยรุ่นที่ชอบความแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ก็ควรเลือกใช้การออกแบบที่แหวกแนวและไม่น่าเบื่อเพื่อสร้างความโดดเด่น

4. ใช้บริการออกแบบผลิตภัณฑ์จากผู้เชี่ยวชาญ

การออกแบบที่ดีนั้นมีหลักและรายละเอียดสำคัญหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสีสัน โทนของแบรนด์ ความต้องการของกลุ่มลูกค้า ไปจนถึงการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ให้สวยงามและลงตัวกับการใช้งานจริง เพราะฉะนั้นเจ้าของธุรกิจหลายๆ คนอาจเลือกใช้บริการจากนักออกแบบฟรีแลนซ์มืออาชีพที่มีทักษะและประสบการณ์ในการออกแบบ เพื่อให้ได้สินค้ารวมถึงแพ๊คเกจจิ้งที่เหมาะกับแบรนด์ของเรามากที่สุด

ออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ธุรกิจปังกว่าใคร!

อย่าลืมว่าการคิดไอเดียสร้างธุรกิจนั้นง่ายแต่การจะนำไอเดียนั้นมาทำให้เป็นรูปเป็นร่างก็ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างรวมไปถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ด้วย หากคุณคือหนึ่งในนักธุรกิจที่กำลังต้องการพัฒนาสินค้า แพ๊จเกจจิ้งหรือคิดค้นรูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ลองเลือกใช้บริการจากนักออกแบบฟรีแลนซ์มืออาชีพจาก https://fastwork.co/packaging ดูสิ เพราะ Fastwork.co คือแหล่งรวมฟรีแลนซ์ที่มีทักษะและความสามารถจากทั่วประเทศ ให้คุณได้เลือกใช้บริการสำหรับทุกประเภทธุรกิจที่ต้องการ รับรองคุณภาพและฝีมือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตรงใจคุณแน่นอน

นอกจากนี้สำหรับฟรีแลนซ์ที่มีความรู้ความสามารถด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์เองก็สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Fastwork.co ได้เพียงแค่สมัครสมาชิก ลงโปรไฟล์และตัวอย่างผลงาน เพียงเท่านี้ก็สามารถหารายได้พิเศษและพูดคุยกับลูกค้าเพื่อรับงานได้โดยตรง 

Youtube กู้วิกฤติความเชื่อมั่นนักโฆษณา ปรับกฎการทำรายได้อีกครั้ง

Youtube เข้มงวดมากขึ้นด้วยการปรับกฎการทำรายได้ของเหล่า Creator และ เจ้าของ Channel หลังจากมีเสียงวิพากย์วิจารณ์จากฝั่งผู้ลงโฆษณาและเจ้าของธุรกิจ เพราะพบว่าวิดีโอโฆษณาของพวกเขานั้นถูกเผยแพร่คั่นในวิดีโอที่มีการใช้ความรุนแรงและการเหยียดผิว

เป็นเรื่องเป็นราวกันมานมนานแล้ว ตั้งแต่ที่ Youtube เปิดโอกาสให้เหล่า Creator หารายได้จากการทำวิดีโอ โดยการยินยอมให้ Youtube แทรกวิดีโอโฆษณา แล้วแบ่งเงินกันตามสัดส่วนยอดเข้าชม ซึ่งที่จริงแล้วก็ควรจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดนักสร้างสรรค์วิดีโอคอนเทนต์มากขึ้น

แต่ก็ดันมีคนหัวหมอใช้วิธีการก๊อปปี้วิดีโอแล้วนำมาอัพโหลดเป็นของตัวเองบ้าง ทำคอนเทนต์ล่อแหลมประเภทใช้ความรุนแรง เหยียดผิว หรือใช้กลยุทธ์ด้านมืดอื่นๆ ที่ทำให้ยอดเข้าชมเพิ่งสูงขึ้น ทำให้ฝั่งธุรกิจไม่พอใจเพราะโฆษณาของพวกเขาไปอยู่ในที่ที่ไม่สมควร ทำให้ธุรกิจของพวกเขามีภาพลักษณ์ในทางลบอีกต่างหาก

หากย้อนไปเมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา Youtube ก็ได้มีมาตรการจัดการเรื่องนี้ครั้งหนึ่งแล้ว ด้วยการกำหนดว่า Channel หรือ Creator คนนั้นจะต้องมียอดเข้าชมวิดีโอมากกว่า 10,000 ครั้งเสียก่อน ถึงจะสามารถตอบรับการลงโฆษณาได้ ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่คัดกรองก่อนจะเผยแพร่โฆษณาได้ง่ายขึ้น

แม้มาตรการที่ว่าจะช่วยให้อะไรๆ ดีขึ้นมาบ้าง แต่ปัญหาก็คือแชนแนลชื่อดังที่มียอดวิวหลักสิบร้อยและพันล้านนั้น ก็ดันเป็นฝ่ายที่ทำคอนเทนต์สุ่มเสี่ยงเสียเอง เช่น 2 กรณีล่าสุดอย่าง PewDiePie และ Logan Paul

ทำให้ล่าสุด Youtube ปรับกฎให้เข้มขึ้นกว่าเดิม โดยแชนแนลที่จะสามารถรับโฆษณาได้นั้นจะต้องมียอดฟอลโลเวอร์มากกว่า 1,000 คน และต้องมีชั่วโมงเข้าชมสะสมตลอดหนึ่งปีมากกว่า 4,000 ชั่วโมง ซึ่ง Youtube ก็ระบุว่าจากมาตรการใหม่นี้อาจจะส่งผลให้เหล่า creator ได้รับรายได้น้อยลงจากเดิมประมาณ 100 ดอลลาร์/ปี

และ Youtube เตรียมตั้งทีมสำหรับคัดเลือกวิดีโอแบบชิ้นต่อชิ้น แยกออกมาให้เป็นวิดีโอเกรดพรีเมียมเพื่อให้บริการลูกค้าผู้ลงโฆษณาโดยเฉพาะ คาดว่าคู่มือสำหรับการคัดแยกวิดีโอพรีเมียมสำหรับบังคับใช้ในสหรัฐฯ นั้นจะจัดทำแล้วเสร็จภายในกลางเดือนกุมภาพันธ์ และไม่เกินสิ้นเดือนมีนาคมสำหรับประเทศอื่นๆ

https://www.bloomberg.com/amp/news/articles/2018-01-16/google-tightens-youtube-rules-to-clean-it-up-for-advertisers?__twitter_impression=true

เพราะ Passive Income ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ…

พอจั่วหัวด้วยคำว่า Passive Income หลายคนอาจจะตกใจ คิดว่าผมจะมาแชร์วิธีสร้าง Passive Income เหมือนกลุ่มธุรกิจเครือข่ายรึเปล่า ? อาจจะมีบางคนที่เคยเอาคำเหล่านี้มาพูดเล่น หรือล้อเลียนกัน

ผมเชื่อว่า Passive Income คือ รายได้ที่ไม่ว่าใครก็ต่างถวิลหา เพราะมันเกิดจากสินทรัพย์ที่เราสร้างหรือสะสมมันมา จนกระทั่งมันสามารถสร้างรายได้ ผลิดอกออกผลเป็นเงินให้เราได้ใช้ โดยที่ไม่ต้องออกแรงทำงานเลย

แต่กว่าจะได้ Passive Income มากจนเราพอใจนั้น มันไม่ได้มาง่ายดายเหมือนอย่างที่ใครเขาพูดกัน เพราะในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครเสกสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ให้อย่างมหาศาลในทันที แม้แต่กลุ่มนักธุรกิจเครือข่ายก็ต้องใช้ความพยายามมากอยู่เหมือนกัน

ทางเดินไปสู่ Passive Income จึงไม่ได้ถูกโรยด้วยกลีบกุหลาบ

แต่ใช่ว่าหนทางการสร้าง Passive Income มันจะยากจนเกินไป ผมเลือกคำนี้มาเขียนในธีม “อนาคต” ก็เพราะว่ามันเป็นรายได้ที่ไม่ว่าใครก็อยากจะมีให้ได้ในอนาคต และอนาคตนั้นจะเป็นจริงได้ ถ้าเรารู้จักรายได้ 3 ชนิด และ รูปแบบของการสร้าง Passive Income ที่เหมาะกับตัวเองก่อน

ผมได้ไอเดียการแบ่งชนิดของรายได้มาจากหนังสือ “แนวความคิดเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นสามัญที่ผมใช้” ของพี่เปา รุ่นพี่นักลงทุนที่ผมเคารพท่านหนึ่ง ซึ่งเคยได้อ่านนานมากแล้ว ในหนังสือมีการพูดถึงรายได้ 3 ชนิด ดังนี้

1. Active Income รายได้จากการทำงาน

ปัจจุบันคนเราทำงานเพื่อรับรายได้ประเภทนี้ ซึ่งเป็นรายได้ที่เกิดจากการนำเวลา ความรู้ความสามารถ และร่างกาย ไปแลกรายได้ประเภทนี้มา ถ้าเมื่อไหร่ที่เราหยุดทำงาน รายได้ในส่วนนี้ก็จะหายไป นึกง่ายๆว่ามันคือ เงินเดือนจากนายจ้าง ยอดขายจากการขายน้ำเต้าหู้ ค่าตัวจากการถ่ายโฆษณา

รายได้ประเภทนี้ผมมองว่าเราควบคุม และหามันได้ง่ายที่สุด เพราะเราสามารถจัดสรรเวลา เพื่อสร้างรายได้ประเภทนี้ได้อยู่เรื่อยๆ ในยุคนี้คนที่มี Active Income เพียงทางเดียวอาจจะไม่เพียงพอกับการใช้ชีวิต เรามักจะเห็นพนักงานบัญชีที่ขายประกันไปด้วย สถาปนิกที่รับจ้างเล่นดนตรีตอนกลางคืน พยาบาลที่ขายเสื้อผ้าออนไลน์ การจัดสรรเวลาที่ดีจะเป็นทักษะที่ช่วยให้รายได้ในส่วนนี้เพิ่มขึ้น

หลายคนอาจจะคิดว่า มันเป็นเรื่องเสียเวลา ทำไมไม่โฟกัสทำงานอย่างเดียวให้จริงจังไปเลย?

แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ ผมคิดว่า การโฟกัสงานอย่างเดียว เราทำได้อยู่แล้วในชั่วโมงของการทำงานหลัก แต่เวลาว่างที่เหลือเราควรใช้มันไปกับการสร้างรายได้ ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเวลาที่เสียไป มันจะทำเงินให้เราได้มากน้อยแค่ไหน

แต่ผมมั่นใจว่าสิ่งที่ได้รับกลับมา ก็คือ “ประสบการณ์” ที่ไม่สามารถหาได้จากงานหลักอย่างแน่นอน

ซึ่งรายได้เสริมบางอย่างเราแทบไม่ต้องลงทุนด้วยซ้ำ บางคนที่มีทักษะการเล่นดนตรีที่ดี ถ่ายภาพสวย วาดรูปออกแบบเก่ง ก็สามารถใช้ความสามารถในส่วนนี้หารายได้เพิ่มได้ ที่เหลือก็แค่พัฒนาทักษะเหล่านี้ให้ดีขึ้น เพื่อเพิ่มเม็ดเงินให้กับตัวเองในอนาคต

ถึงตอนนี้แล้ว คงมีแค่ตัวคุณแล้วล่ะที่รู้ว่า “คุณทำอะไรได้ และจัดสรรเวลาดีแค่ไหนบ้าง??”

2. Capital Gain รายได้จากการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ลงทุน

หลายคนอาจจะไปโฟกัสเรื่องของ Passive Income ที่เป็นรายได้จากสินทรัพย์ จนลืมนึกไปว่าการจะมี Passive Income ที่มากพอ จำเป็นต้องมีสินทรัพย์ หรือสารตั้งต้นที่มีมูลค่าสูง อย่างเช่น เงินลงทุนในหุ้น 50 ล้านบาท ที่สร้างเงินปันผลให้ปีละ 2.5 ล้านบาท, ลิขสิทธิ์หนังสือขายดีที่ขายดีจริงๆ ตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือแม้แต่เครือข่ายธุรกิจที่มีดาวน์ไลน์มากกว่า 100 คน เป็นต้น

ถ้าสารตั้งต้นยังมีมูลค่าไม่มากพอ เราก็ต้องขยันหา Active Income เข้ามาเพิ่มเติม แต่หลายคนอาจจะลืมนึกไปว่า…ยังมีหนทางสู่ Passive Income ที่รวดเร็ว นอกจากการเพิ่ม Active Income แล้ว เราสามารถเร่งสปีดของสารตั้งต้นด้วยรายได้แบบ “Capital Gain”

บางคนก็จะเหมาไปว่า Capital Gain เป็นรายได้แบบ Passive Income เพราะสินทรัพย์มันทำงานด้วยตัวเอง แต่สำหรับบางคนก็จะมองต่างออกไปเพราะ Capital Gain เป็นรายได้จากผลกำไรส่วนต่างของสินทรัพย์ แต่เราต้องใช้ความรู้ความสามารถเฉพาะทาง เช่น

  • นักลงทุนในอสังหาต้องมองออกว่าซื้อที่ดิน คอนโดที่ไหน แล้วราคาของอสังหาฯจะเพิ่มขึ้นในไม่ช้า 
  • นักเก็งกำไรในหุ้นหรืออนุพันธ์ต้องอ่านกราฟและมองสัญญาณซื้อขายออก 
  • นักลงทุนที่หาหุ้นเติบโตเร็วต้องเข้าใจในโมเดลการเติบโตของธุรกิจ ประเมินมูลค่าหุ้นได้ และบอกได้ว่าทำไมราคาหุ้นถึงต้องเติบโต

ซึ่งนอกจากความรู้ ความเข้าใจแล้ว ประสบการณ์ก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยใส่อัตราเร่งให้เงินต้นที่ลงทุนเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วได้

ถ้ารู้สึกว่า Active Income ของเรากำลังเข้าที่เข้าทางแล้ว แบ่งเงินออมมาลงทุน แล้วจัดสรรเวลามาหาความรู้เพื่อสร้าง Capital Gain ให้กับเงินลงทุนบ้าง การสร้าง Passive Income ที่ดีงามก็เป็นไปได้ง่ายขึ้น

3. Passive Income รายได้ที่เกิดจากการทำงานของสินทรัพย์

เอาเข้าจริงๆ Passive Income ไม่ได้แปลว่า “หยุด” ทำงานแล้วปล่อยให้สินทรัพย์ทำงานแทน แต่มันคือการได้รายได้ โดยที่เรามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานของมันให้น้อยที่สุด ไม่ว่าใครก็อยากได้เงินที่ไหลเข้ามาสู่กระเป๋าสตางค์ของเราโดยไม่ต้องไปดูแลจัดการอะไรมาก รายได้ที่เกิดจากการปล่อยให้สินทรัพย์ทำงาน ปัจจุบันนี้สามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น

  • เงินปันผลจากหุ้นและกองทุนรวม 
  • ค่าเช่าจากการปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์
  • ลิขสิทธิ์จากการเขียนหนังสือ
  • พื้นที่เช่าโฆษณาบนหน้าเว็บไซต์ส่วนตัว
  • เงินค่าเรียนจากคอร์สสอนออนไลน์ (ถ่ายทำครั้งเดียวแต่มีคนซื้อได้ตลอดเวลา)

แต่หนังสือที่ขายไม่ดีจะสร้างรายได้ไม่มาก เว็บไซต์ที่มีสถิติคนเข้าน้อยก็เรียกค่าโฆษณาได้น้อย เนื้อหาคอร์สออนไลน์ต้องคอยอัพเดทอยู่เสมอ ถ้าห้องเช่าเริ่มเก่าก็ต้องซ่อมบำรุง ซึ่งที่กล่าวมาอาจจะสร้าง Passive Income ไม่ได้ตลอดไป เจ้าของสินทรัพย์ต้องติดตามดูแลมันอยู่เสมอ

ถ้าอยากให้สินทรัพย์ต่างๆ สร้าง Passive Income ที่ยั่งยืนให้กับเราได้ มันจะต้องเป็นสินทรัพย์ที่มั่นคง และมีมูลค่าในตัวเองสูงในระดับหนึ่ง

สำหรับผมการลงทุนในหุ้นและกองทุนรวมจึงเป็นหนทางที่สร้าง Passive Income ที่ไม่ต้องลงแรงเยอะ แต่ได้ผลตอบแทนที่ยั่งยืน อาศัยความขยันและวินัยในการหาความรู้เพิ่มเติมเข้ามาช่วยสร้าง Passive Income อีกทีนึง

ในปัจจุบันเราไม่ค่อยเห็นคนที่มีรายได้แบบ Active ทางเดียวแล้ว และผมเชื่อว่าในอนาคตเราจะเห็นคนที่มี Passive Income จากหลายๆ ทางมากขึ้นเช่นกัน

Passive Income ที่ดีไม่ได้สร้างง่ายๆเหมือนที่ใครบางคนพูด มันต้องใช้การทำงานที่มีประสิทธิภาพ ขยันพัฒนาตัวเอง อาศัยวินัยการออมเงิน ขยันหาความรู้ในการลงทุน เรียนรู้และใช้ระยะเวลาในการลงทุนเพื่อเร่งความเร็วให้พอร์ตการลงทุน จนสุดท้ายแล้วเราจะได้ Passive Income ที่มากพอจะดูแลเราได้ดีกว่าการทำงานของเรา

แต่ผมไม่ได้บอกให้ทุกคนหยุดทำงานทันทีที่ได้ Passive Income ตามที่ต้องการแล้วนะ ไม่ต้องรีบร้อนมีอิสรภาพทางการเงินกันมากก็ได้ เพราะเศรษฐีบางคน ต่อให้มีรายได้แบบ Passive ที่มากพอแล้ว พวกเขาก็ยังไม่หยุดทำงานเพื่อเพิ่ม Active Income กันหรอกนะ

อนาคตของเราเป้าหมายอยู่ที่ Passive Income แต่อย่าลืมว่า ความสุข และความสัมพันธ์กับคนรอบข้างของเราก็เป็นเป้าหมายในชีวิตเหมือนกัน อย่าสนใจแค่เรื่องเงินอย่างเดียวล่ะ

DCA หุ้นหรือกองทุนที่มี “หน่วยราคาถูก” ดีกว่า “หน่วยราคาแพง” จริงหรอ?

คำถามนี้ค่อนข้าง Classic มากสำหรับนักลงทุนมือใหม่ เวลาที่เข้ามาในตลาดหุ้นเพื่อเลือกซื้อหุ้นหรือกองทุนรวม และคิดว่าเงินลงทุนของเรานั้นไม่สูงมาก เช่น เรามีเงินลงทุนต่อเดือนแค่ 2,000 บาท เราจะรู้สึกว่า การเลือกซื้อหุ้นหรือกองทุนรวมที่มีหน่วยราคาสูง เช่น หน่วยล่ะ 50 บาท ก็จะได้แค่ 40 หน่วยเอง

แต่ถ้าเรานำเงินไปลงทุนในทรัพย์สินที่มีหน่วยลงทุนถูกกว่าเช่น 2 บาท เราจะได้ถึง 1,000 หน่วยลงทุนแหนะ และคิดว่าด้วยจำนวนและมูลค่าทรัพย์สินที่มาก หากขายทำกำไรในอนาคตหรือได้เงินปันผลแล้วจำทำให้เราอู้ ฟู่มากกว่า

แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นหรือเปล่า…  ผมมีข้อสังเกตดังนี้นะครับ

1. ราคาต่อหน่วยอาจหลอกตา ลองคำนวณเลยดีกว่า

สมมติเราลง 2,000 บาท ในทรัพย์สิน 2 ตัว

  • ตัวที่ 1 ราคา 50 บาท เราจะได้ 40 หน่วย
  • ตัวที่ 2 ราคา 2 บาท เราจะได้ 1,000  หน่วย

หากราคาทรัพย์สินขึ้นในอัตราส่วนเท่ากัน คือ 10 %

  • ตัวที่ 1 ราคา 50 บาท จะกลายเป็น 55 บาท
  • ตัวที่ 2 ราคา 2 บาท จะกลายเป็น 2.2 บาท

มูลค่า Port การลงทุน

  • ตัวที่ 1 มูลค่าพอร์ตการลงทุน 55 x 40 = 2,200
  • ตัวที่ 2 มูลค่าพอร์ตการลงทุน 2.2 x 1,000 = 2,200  

จากตัวเลขนี้มันทำให้ผมคิดว่า ถ้าเราเจอหุ้นหรือกองทุนรวมที่มีราคาซื้อขายต่างกัน ณ เวลาหนึ่งๆ บางทีเราอาจจะคิดว่าหากซื้อกองทุนหรือหุ้นที่ราคาถูกแล้วเราจะได้จำนวนเยอะ เพราะมันก็เป็นกองทุนและหุ้นเหมือนๆ กัน แต่ในความเป็นจริง มันไม่เหมือนกันนะ เนื่องจากมันรายละเอียดเกี่ยวกับกองทุนและหุ้นอื่นๆ ที่เราต้องนำมาวิเคราะห์นอกเหนือจากเรื่องราคาถูก-แพง

2. สิ่งที่สำคัญคือ ‘การเติบโต’ ไม่ใช่ราคาถูกหรือแพง

จากที่ได้พูดคุยกับนักลงทุนมือใหม่ ผมมักจะได้เห็นแนวคิดด้านลงทุนเกี่ยวกับทรัพย์สินในการลงทุน หลายคนมักเชื่อว่า ทรัพย์สินที่ราคาถูกมันน่าจะโตได้เร็วกว่าทรัพย์สินราคาแพง เช่น 10 ไป 20 มันน่าจะง่ายกว่า 100 ไป 200 ในเชิงของเทคนิคผมเองก็ไม่ได้ศึกษาว่ามันง่ายจริงหรือเปล่า แต่ผมเองค่อนข้างเชื่อในเชิงพื้นฐานว่า หุ้นมันจะขึ้นได้มันต้องมีปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้เติบโต

ถ้าผมถามว่า หุ้นตัวหนึ่งเพิ่มจาก 100 บาท ไป 150 บาท ในขณะที่อีกตัว ลดจาก 10 บาท เหลือ 8 บาท คุณจะเลือกตัวไหนกัน? ถ้าเรารู้คำตอบล่วงหน้าเราก็จะเลือกซื้อที่ 100 อยู่แล้ว ไม่มีใครเลือกซื้อ 10 บาทเพื่อให้เหลือ 8 บาทหรอก แสดงว่าตัวราคาตั้งต้นว่ามันถูกหรือมันแพง มันไม่ได้เกี่ยว มันเกี่ยวในเรื่องของอนาคต และนั่นจึงทำให้ผมมองว่า สิ่งที่จะทำให้ราคามันเพิ่มนั่นล่ะสำคัญกว่าตัวราคาที่มันเป็นอยู่

3. เราจะเลือกหุ้นและกองทุนรวมเพื่ออนาคตอย่างไรดี?

จริงๆ แล้วในมุมมองของผมการเลือกหุ้นและกองทุนรวมเนี่ย ค่อนข้างแตกต่างกัน อย่างหุ้นเนี่ยถ้าเราจะเลือกอาจจะต้องใช้ความละเอียดของข้อมูลเยอะกว่าเพราะ เราดูในเรื่องของธุรกิจ เทรนด์การเติบโต โอกาสในการเติบโต ผลดำเนินงานที่ผ่านมา หลายคนอาจจะใช้การประเมินมูลค่าเพื่อดูว่าหุ้นที่จะซื้อเนี่ยมันสมควรซื้อในราคาไหน ดูความถูกแพงจากอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน หรือดูว่าถ้าเราใส่สมมติฐานในอนาคตลงไปราคาที่เหมาะสมในช่วงปัจจุบันมันควรจะอยู่ตรงไหน ไม่ก็ DCA ไปเลย

ในส่วนของกองทุนรวม โดยเฉพาะกองทุนรวมหุ้น NAV จะดูยากว่าถูกหรือแพง ส่วนหนึ่งอาจจะมองได้จาก SET  index ว่ามันแพงในช่วงนั้นหรือเปล่า (เพราะอย่างไรก็ตามกองทุนหุ้นก็ถือหุ้นเกิน 60% อยู่แล้ว บางทีเขาก็ถือ 90% กัน) แต่อีกส่วนเป็นสิ่งที่เราอาจจะไม่ทราบลึกๆ คือ หุ้นที่กองทุนนั้นถืออยู่มีสัดส่วนการลงทุนอะไรบ้าง มีหุ้นกี่ตัวและให้น้ำหนักแต่ละตัวอย่างไร ตรงนี้อยู่ที่สไตล์ของกองทุนรวมด้วย

เมื่อเราไม่รู้ว่ากองทุนรวมเขาจัดการอย่างไร ผมก็จะเปลี่ยนวิธีการมองกองทุนรวมนั้นเป็นในแง่ของการจัดการ ผมจะมองว่า “เขาจัดการได้ดีหรือเปล่า?” ตรงนี้ผมจะเน้นดูใน Performance ของกองทุนรวมแทน เช่น การวัดการตอบแทนเทียบกับพวกตัววัดทั้งหลายอย่างอย่างเหมาะสม ทั้งในส่วนของ SET TRI การวัดเทียบกับกองทุนอื่นๆ ด้วย Percentile ซึ่งโดยปกติผมจะดูอันดับของกองทุนรวมนะครับขอให้อยู่ในระหว่างที่ 1-10 ไปยาวๆ ไม่ต้องที่ 1 ตลอดการก็ได้ ถ้าโอเคก็ DCA กันไป

โดยสรุปแล้วในมุมมองของผมคิดว่าราคาหุ้นหรือกองทุนรวมนั้นด้วยตัวราคาเองอาจจะไม่ได้บอกว่าเป็นทรัพย์สินที่ถูกหรือแพง ดีหรือไม่ดี จะเด้งมากกว่าหรือน้อยกว่า มันเป็นแค่เพียงการกำหนดมูลค่าในการซื้อ ก่อนที่จะซื้อหุ้นหรือกองทุนรวมผมจะถามตัวเองก่อนว่า ซื้อไปแล้วมีโอกาสเติบโตไหม มีโอกาสได้กำไรในอนาคตไหม ถ้าซื้อหุ้นก็อย่าลืมดูปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขัน ผลการดำเนินงาน ถ้าเป็นกองทุนรวมอย่าลืมดูความสามารถในการสร้างผลตอบแทน ฝีมือของผู้จัดการกองทุนรวม และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องนะครับ

ขอให้ประสบความสำเร็จในการลงทุนนะครับ

(Review) มารู้จัก REIT ออฟฟิศเช่าที่เป็นอิสระกองแรกกัน

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน ผมเชื่อว่าหลังจากปีใหม่มา นักลงทุนหลายๆ คน คงกำลังมีความสุขอยู่แน่ๆ ใช่ไหมละครับ ทั้งนี้ก็เพราะว่าตลาดหุ้นไทยของเราได้ผ่านจุดสูงสุดที่เคยทำไว้ในอดีต ตั้งแต่มีตลาดหุ้นไทยมาเลยครับ แต่ระหว่างที่กำลังมีความสุขก็อย่าลืมที่จะเตรียมความพร้อมต่างๆ เผื่อไว้ในวันที่ตลาดหุ้นเองมีความผันผวนด้วยนะครับ เพราะว่าความเสี่ยงเองก็เป็นของคู่กับการลงทุนครับ

ดังนั้น ในช่วงเวลาแบบนี้ ผมอยากแนะนำให้นักลงทุนทำการบ้านให้มากขึ้น ลองหาสินทรัพย์เพื่อการลงทุนรูปแบบใหม่ๆ หรือว่าสินทรัพย์ลงทุนอื่นๆ ที่สามารถให้ผลตอบแทนได้สม่ำเสมอก็น่าจะดีครับ ระหว่างที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนอย่างน้อยๆ เราก็ได้เงินปันผลออกมาใช้ก็น่าสนใจใช่ไหมละครับ

โดยทั่วไปเวลาผมพักจากการลงทุนในหุ้นนั้น ก็จะเอาเงินเก็บไว้ในกองทุนรวมตลาดเงิน หรือว่ากองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นๆ ครับ ยกเว้นว่า ถ้าหากผมเห็นกองทุนรวมอสังหาฯ หรือ REIT (รีท) ที่มีความน่าสนใจ และเงินที่เอามาเก็บไว้ก็ยังไม่ได้เอาไปใช้อะไร การลงทุนใน REIT เองก็เป็นคำตอบที่ดีครับ

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ? ทั้งนี้ก็เพราะว่ากอง REIT นั้น มีสิ่งหนึ่งที่แตกต่างจากการลงทุนในหุ้นอยู่ และผมคิดว่าเป็นข้อดีมากๆ เลยก็คือ ที่มาของ “ผลตอบแทน” ที่เราจะได้รับจากการลงทุนของเรา เพราะหากเราลงทุนในหุ้น เราจะคาดหวังผลตอบแทนที่จะได้ในรูปของเงินปันผล ซึ่งขึ้นอยู่กับผลกำไรของบริษัทนั้นๆ และนโยบายการเงินของบริษัทนั้นๆ ด้วย เพราะในบางครั้งหากบริษัทมีแผนลงทุนขยายธุรกิจ อาจจะงดหรือลดจำนวนเงินที่จ่ายปันผล เพื่อนำเงินนั้นไปขยายธุรกิจ

นอกจากนี้ ผลตอบแทนอีกส่วนที่เราคาดหวัง คือ ราคาหุ้นที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยทั้งแนวโน้มของรายได้ในอนาคต การแข่งขันในอุตสาหกรรม และผลกำไรในแต่ละปี เป็นต้น ซึ่งผู้ลงทุนที่ดีจะต้องทำการบ้านเยอะ

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับ REIT นั้น “ผลตอบแทน” ที่ผู้ลงทุนจะได้รับ จะมาจากรายได้ของกอง REIT ซึ่งจะเกิดจาก “ค่าเช่า” หรือ “ค่าใช้บริการ” ของอสังหาริมทรัพย์ที่ REIT นั้นเป็นเจ้าของ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกรรมสิทธิหรือสิทธิการเช่าของอาคารที่สร้างเสร็จแล้ว และมีประวัติผลการดำเนินงานที่ดี และ REIT นั้นอยู่ภายใต้เกณฑ์ที่กำหนดว่า REIT จะต้องจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์อย่างน้อยร้อยละ 90 ของกำไรสุทธิหลังปรับปรุงแล้วด้วยนะครับ

ทำให้ผู้ลงทุนมีรายได้จากการลงทุนที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ หากอาคารที่ REIT ลงทุนนั้นมีผู้ใช้งานอยู่เป็นประจำ หรือมีการทำสัญญาเช่าเอาไว้ ที่สำคัญ หากค่าเช่าหรือว่าค่าใช้บริการนั้น ปรับตัวขึ้นได้แล้วละก็ จะทำให้ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นได้มากขึ้นตามเงินเฟ้อ หรือในบางครั้งอาจจะมากกว่าเงินเฟ้อด้วยก็เป็นไปได้ครับ

ส่วนกอง REIT ที่ผมมักจะแนะนำให้นักลงทุน จับตามองเป็นพิเศษมาก ๆๆๆๆๆๆๆ ก. ไก่ล้านตัว ก็คือ กลุ่มของออฟฟิศสำนักงาน ที่ส่วนใหญ่จะมีอัตราการเช่าที่ดีมาก และมีการปรับขึ้นของค่าเช่าได้ตามสัญญาอีกด้วยครับ ดังนั้น ใครที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุนกับกอง REIT กองแรกๆ ที่ควรมองหาเลยก็คือ กองที่ลงทุนกับออฟฟิศสำนักงานนั่นเองครับ

คราวนี้เรามารู้จักกับกอง REIT ที่กำลังจะเปิดขายหน่วยครั้งแรกเร็วๆ นี้ และผมคิดว่าเป็นกอง REIT ออฟฟิศที่น่าสนใจมากๆ อีกกองก็คือ “B-WORK” นั่นเองครับ ซึ่งเป็นกอง REIT อิสระกองแรกที่เน้นลงทุนในอาคารสำนักงาน และมีความน่าสนใจมากครับ เนื่องจากว่ากอง REIT นี้จะมีนโยบายการลงทุนที่ครอบคลุมการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงานให้เช่า โดยมีเป้าหมายที่จะให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในระยะยาว โดยการลงทุนในอาคารสำนักงานให้เช่าที่มีผู้เช่าแล้ว เป็นอาคารที่มีความมั่นคง ตั้งอยู่ในทำเลที่ดี และน่าสนใจ

โดย B-WORK จะเน้นลงทุนในอาคาร และที่ดิน ซึ่งเป็นที่ตั้งอาคารทั้งในแบบที่เป็นกรรมสิทธิ์ (Freehold) หรือสิทธิการเช่า (Leasehold) หรือสิทธิการเช่าช่วง (Sub-Lease) รวมทั้งงานระบบในอาคาร (ระบบไฟฟ้า ท่อน้ำ ระบบปรับอากาศ ระบบป้องกันอัคคีภัย) ลิฟท์ เครื่องปั่นไฟสำรอง เครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ดูแลอาคาร นอกจากนี้ นโยบายการลงทุนยังกำหนดไว้ให้เข้ากับสภาพธุรกิจในปัจจุบัน คือ สามารถที่จะลงทุนในพื้นที่ Co- Working Space รวมถึงพื้นที่ที่ใช้ประกอบธุรกิจสำนักงานให้เช่า (Rental Office) ได้อีกด้วยครับ

ยังไม่หมดเท่านี้ครับ ยังจะรวมถึงพื้นที่สำหรับให้บริการเป็นที่จอดรถ ร้านค้า ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร หรือ Food Center สาขาของธนาคาร Fitness Club โยคะ ศูนย์ดูแลเด็กเล็ก (Childcare Center) ห้องสมุด เป็นต้น ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับอาคารสำนักงานที่ B-WORK จะลงทุน และมีลูกค้าส่วนใหญ่เป็นพนักงานของบริษัทที่เช่าพื้นที่สำนักงานของกอง REIT

เอาเป็นว่าอะไรที่คล้าย หรือว่าเป็นพื้นที่สำหรับกอง REIT B-WORK นี้ ไปลงทุนได้หมดเลยครับ แถมช่วยกระจายความเสี่ยงไปในตัวอีกด้วย

โดยเริ่มแรกนี้จะลงทุนกับตึกออฟฟิศ 2 ตึกครับ เดี๋ยวเรามาดูกันครับว่าเป็นที่ไหนบ้าง และนอกจากนี้ยังมีจุดเด่นอีกหลายอย่างครับ สำหรับกองนี้ ผมจะพาไปดูต่อครับ

1. ทำเลครับ

เป็นเรื่องสำคัญที่สุดของการลงทุนในอสังหาฯ เลยละครับ โดยออฟฟิศที่กองนี้เข้าไปลงทุนในครั้งแรกจะตั้งอยู่ใน 2 ทำเลครับ คือ รัชดา กับ พัฒนาการ ที่มีความต้องการสูงในแง่ของการเช่าอาคาร เพื่อเป็นออฟฟิศโดยเราดูได้จากทั้งด้านแนวโน้มของ Demand กับ Supply และ อัตราการเช่า (Occupancy Rate) ของทั้งสองทำเลที่อยู่ในอัตราที่สูงระดับ 80% ถึง 90%

แต่ประเด็นคือ เก็บค่าเช่าได้ไหม และเก็บเพิ่มขึ้นได้รึเปล่า อันนี้คือประเด็นหลักครับ ซึ่งแน่นอนว่าผู้บริหารอาคารทั้ง 2 ทำเลนี้ สามารถทำได้อย่างดีครับ    

โดยอาคารแรก คือโครงการทรูทาวเวอร์ 1 ซึ่งกลุ่มทรูใช้เป็นสำนักงานใหญ่ครับ

ส่วนทำเลที่สองจะเป็นโครงการ ทรูทาวเวอร์ 2 ครับ

ที่อยู่ไม่ไกลจากสนามบินสุวรรณภูมิ และใกล้ทางด่วนรามอินทราอีกด้วยครับ

2. อัตราการเช่าที่เต็ม 100% !!

เรียกได้ว่าไม่มีที่ว่างเลยครับ น่าจะเป็นอาคารที่คึกคักพอสมควรเลยครับ เพราะอาคารสำนักงานโดยทั่วไปจะอยู่ประมาณ 80% ถึง 90%

3. มีการบริหารงานที่มีมาตราการป้องกันไม่ให้ผู้เช่ารายใหญ่ ไม่ประสงค์จะต่อสัญญา และมีการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ของผู้บริหารอสังหาฯ อีกด้วยครับ

เช่น ผู้เช่าต้องวางเงินประกันจำนวน 3 เดือนของค่าเช่า ผู้เช่าต้องจ่ายค่าเช่าล่วงหน้า รวมถึงผู้จัดการกองทรัสต์สามารถแต่งตั้งตัวแทนนายหน้าอสังหาฯ เพิ่มเติมเพื่อช่วยหาผู้เช่าได้

ในสถานการณ์ปกติ หน้าที่ของผู้บริหารอสังหาฯ  (Property Manager) ตามสัญญาจะรวมถึงการหาผู้เช่ารายใหม่ หากมีพื้นที่ว่างลงโดยได้รับค่าธรรมเนียมสำหรับการหาผู้เช่า (Commission) แต่หากสถานการณ์ที่อัตราการเช่าต่ำลง คือ ถ้าอัตราการเช่า < 90% ติดต่อกัน 3 เดือน หรืออัตราการเช่า < 75% ในเดือนใดก็ตาม ผู้จัดการกองทรัสต์จะว่าจ้างตัวแทนนายหน้าอสังหาฯ เพิ่มเติม เพื่อช่วยหาผู้เช่ารายใหม่ และหากนายหน้าอสังหาฯ สามารถหาผู้เช่ารายใหม่มาได้ ผู้จัดการกองทรัสต์จะจ่ายค่าธรรมเนียม สำหรับการหาผู้เช่ารายใหม่นั้นให้แก่นายหน้าอสังหาฯ เท่านั้น และไม่ต้องจ่ายให้ผู้บริหารอสังหาฯ อีก

คราวนี้เรามาดูที่ผลตอบแทนกันบ้างครับ

สมมติฐานหลักของการประมาณตั้งแต่ 1 ม.ค. ถึง 31 ธ.ค. 2561

  • ปันผล 99% ของประมาณการเงินสดสุทธิที่สามารถนำมาจ่ายแก่ผู้ถือหน่วยได้
  • เสนอขายหน่วยทรัสต์ไม่เกิน 3,688 ล้านบาท กู้ยืมไม่เกิน 920 ล้านบาท
  • เสนอขายหน่วยทรัสต์ที่ราคา 10.00 บาทต่อหน่วย
  • ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุน

ก็ต้องถือว่าให้ผลตอบแทนสูงกว่ากอง REIT ที่ลงทุนออฟฟิศสำนักงานทั่วไปครับ ซึ่งนักลงทุนเองก็ต้องประเมินก่อนลงทุนทุกครั้งว่าคุ้มค่าหรือไม่ครับ แต่อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่ากอง REIT นี้มีอัตราการเช่าที่สูง และมีทำเลที่ดี จึงมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอครับ

แล้วกองทุนนี้เหมาะกับใคร ?

  • แน่นอนครับต้องเหมาะกับคนที่ต้องการหาผลตอบแทนจากการลงทุนที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ และมีความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนในหุ้น
  • เหมาะกับคนที่ชอบทำเลของอสังหาฯ นี้ และชอบอัตราการเช่าที่สูงมากๆ
  • เหมาะกับคนที่ชอบลงทุนในออฟฟิศสำนักงาน อย่างผม (555+)
  • เหมาะกับคนที่ต้องการกระจายพอร์ตการลงทุนให้มีความเสี่ยงลดลงจากการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในสัดส่วนที่สูง
  • เหมาะกับคนที่ลงทุนใน REIT หรือ Property Fund อยู่แล้วครับ
  • เหมาะกับคนที่เข้าใจธุรกิจแบบนี้ และเห็นภาพการลงทุนในออฟฟิศเช่ามาพอสมควร เพราะว่าหากไม่เข้าใจ อาจทำให้นักลงทุนลงทุนผิดพลาดได้

เพราะว่าการลงทุนในกอง REIT  เองก็มีความเสี่ยงครับ เช่น ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอาคาร ความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติ ฯลฯ ซึ่งทางผู้จัดการกองทรัสต์ก็มีนโยบายต่างๆ ไว้รองรับความเสี่ยงอยู่พอสมควรเลยครับ ซึ่งนักลงทุนเองก็ต้องอ่าน และทำความเข้าใจก่อนลงทุนทุกครั้งนะครับ ความเสี่ยงจะลดลง หากเราเข้าใจทรัพย์สินที่กำลังจะลงทุนครับ

สรุปการลงทุนใน REIT B-WORK

 ผมว่าเป็นกอง REIT อีกกองที่น่าสนใจ แต่นักลงทุนเองต้องศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนการลงทุน รวมถึงมีการกระจายความเสี่ยงไปยังกองทุน REIT หลายๆ ประเภทเผื่อไว้ด้วย เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอมากขึ้น อย่าทุ่มลงทุนในกอง REIT ใดเพียงกองเดียว แน่นอนว่าหากจะลงในออฟฟิศเช่าที่มีอัตราการเช่าสูงๆ เก็บค่าเช่าได้สูงขึ้นมากกว่าเงินเฟ้อในปัจจุบัน เราคงไม่สามารถมองข้าม B-WORK ไปได้อย่างแน่ๆ ครับ

ขอให้นักลงทุนทุกท่านโชคดีในการลงทุนกับกองทุน REIT นะครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

(Review) Phatra Edge บริการปรึกษาวางแผนการลงทุนส่วนตัวตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงิน

เมื่อคอมพิวเตอร์อายุ 7 ปีของอภินิหารเงินออมขอเกษียณตัวเองจากการทำงาน ทำให้ต้องหาเครื่องใหม่มาทดแทน งานยากกันเลยล่ะทีนี้ เพราะความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์กระจิดริดมาก รู้จักแค่ใช้พิมพ์งาน Excel กับแต่งรูป ส่วนเรื่องอุปกรณ์ไส้ในของคอมพิเตอร์ เช่น  CPU แรม เมนบอร์ด ฯลฯ มีความรู้เป็นศูนย์ ถ้าจะถาม Google ศึกษาข้อมูลเองก็ใช้เวลานานกว่าจะเข้าใจ 

ถ้าทำเองมันยากก็ต้องหาตัวช่วย เราโทรปรึกษาเพื่อนที่เป็นสายแข็งด้านเทคโนโลยีให้มาเดินซื้อคอมฯด้วยกัน จะได้มาช่วยชี้เป้าว่าควรซื้อคอมฯยี่ห้ออะไร รุ่นไหนที่เหมาะสมกับการใช้งานของเรามากที่สุด แหม!! ได้ของถูกใจในราคาที่เหมาะสมกับการใช้งาน แถมยังประหยัดเวลาในการเลือกซื้อไปได้เยอะมาก 

“เรื่องเกี่ยวกับการเงินและการลงทุนก็เช่นกัน” 

ทุกช่วงชีวิตของเราตั้งแต่เกิดไปจนกระทั่งเสียชีวิตล้วนเกี่ยวข้องกับเรื่องการเงิน ซึ่งแต่ละช่วงวัยนั้นก็มีเป้าหมายการใช้เงินที่แตกต่างกัน เช่น ค่าเล่าเรียนของลูก วางแผนภาษี การเก็บเงินแต่งงาน เก็บเงินไปท่องเที่ยวต่างประเทศ เก็บเงินใช้หลังเกษียณ ฯลฯ ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ที่เจอ คือ ไม่รู้วิธีว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น 

ถ้าเริ่มต้นศึกษาทุกเรื่องด้วยตัวเองทั้งหมดอาจจะใช้เวลาหลายปีกว่าจะเข้าใจทะลุปรุโปร่ง วิธีลัด คือ การหาผู้ช่วย อย่างการเลือกที่ปรึกษาการวางแผนลงทุนส่วนตัวของ Phatra Edge มาช่วยแนะนำวิธีทำให้สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ นับว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจ เพราะอะไร?  วันนี้อภินิหารเงินออมจะมารีวิวให้ฟังกันนะคะ

Phatra Edge บริการที่ปรึกษาวางแผนการลงทุนส่วนตัว

“เป้าหมายการเงินจะประสบความสำเร็จได้ ก็ต้องมาจากการวางเงินให้ถูกที่”

ภาพรวมทั้งหมดของการให้บริการจาก Phatra Edge ที่ปรึกษาวางแผนการลงทุนส่วนตัว ที่ตอบโจทย์ทางการเงิน ทำให้เราประหยัดเวลาการหาที่อยู่ของเงินแล้วไปทำสิ่งที่น่าสนใจอื่นๆ ได้มากขึ้น มีการให้บริการอะไรบ้าง ดูได้ที่ภาพนี้เลยจ้า 

วิธีการลงทุนที่ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงิน

ภาพในอดีตหลายคนมองว่าเรื่องการลงทุนเป็นเรื่องยุ่งยากและน่าปวดหัว แต่เมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตัดสินใจ มันก็ทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่ายๆ ได้ เพราะทำให้เรารู้ว่าควรลงทุนอะไรในระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ แนะนำวิธีการลงมือทำเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ การวิเคราะห์ข่าวสารที่มีผลต่อเรื่องการลงทุน รวมถึงติดตามผลการลงทุนเพื่อปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันอีกด้วย 

ทั้งหมดนี้เป็นประโยชน์ที่เราจะได้รับจาก Phatra Edge บริการที่ปรึกษาวางแผนการลงทุนส่วนตัวได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดของเรื่องการเงิน คือ การตั้งเป้าหมาย ถ้าเรามีเป้าหมายเป็นตัวเลขที่ชัดเจน ก็จะรู้วิธีว่าควรทำอะไรต่อไป ซึ่งเคล็ดลับในการตั้งเป้าหมาย คือ “อะไร – เท่าไหร่ – เมื่อไหร่” เพื่อให้เห็นภาพวิธีการให้บริการมากขึ้นขออธิบายด้วยสถานการณ์ต่อไปนี้

ตัวอย่าง ตอนนี้อายุ 35 ปี เรามีเป้าหมายว่าต้องการมีเงินใช้หลังเกษียณอายุ 60 ปี เดือนละ 20,000 บาท เราควรลงทุนอย่างไรเพื่อจะได้มีเงินพอใช้หลังเกษียณไปจนถึงอายุขัย 85 ปี

การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน คือ

  • อะไร: เงินใช้หลังเกษียณ (การเก็บเงินระยะยาว)

  • เท่าไหร่: ใช้เดือนละ 20,000 บาท

  • เมื่อไหร่: เวลาเก็บเงิน 25 ปีข้างหน้า (อายุ 35 – 60 ปี) และเวลาใช้เงิน 25 ปี (อายุ 60 -85 ปี)

ถ้าเราคำนวณเองด้วยเครื่องคิดเลขทางการเงินอาจจะมึนหัวตึบ แต่มันมีหนทางที่คำนวณง่ายกว่านั้น โดยการใช้โปรแกรมให้ระบบช่วยคำนวณ เราแค่ใส่ตัวเลขต่างๆ ลงไปในช่อง ผลลัพธ์ก็จะออกมาเป็นภาพให้เราดูอย่างง่ายว่ามีเงินเพียงพอใช้หลังเกษียณหรือไม่

ในสถานการณ์จริงเราจะปรับเปลี่ยนตัวเลขเพิ่มหรือลดช่องไหนก็ได้ แต่ตัวอย่างนี้ต้องการนำเงินไปลงทุน จึงปรับเฉพาะตัวเลขผลตอบแทนจากการลงทุนจาก 4% เป็น 5% (กรอบสีเหลือง) เราจะรู้ล่วงหน้าเลยว่าถ้าเรามีเงินออมปัจจุบัน 500,000 บาท ออมเงินปีละ 120,000 บาท ต้องการใช้เงินหลังเกษียณเดือนละ 20,000 บาท ผลลัพธ์คือ

  • การเก็บเงินไว้ที่อัตราผลตอบแทน 4% เรามีเงินไม่พอใช้หลังเกษียณ เพราะเงินหมดตอนอายุ 80 ปี (แถบสีม่วง) 

  • ถ้าเก็บเงินไว้ที่อัตราผลตอบแทนเป็น 5% เราถึงจะมีเงินพอใช้หลังเกษียณ 

จำนวนเงินออมเท่าเดิม ถ้าลงทุนในที่ที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงขึ้น เป้าหมายก็จะสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ แล้วถ้าผลตอบแทนสูงขึ้นอีกเป้าหมายของเราก็จะสำเร็จเร็วขึ้น แต่ทั้งหมดนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่าสามารถรับความเสี่ยงได้ในระดับไหนอีกด้วย

ตอนนี้เรารู้แล้วว่าที่อัตราผลตอบแทนขั้นต่ำ 5% ทำให้เรามีเงินพอใช้หลังเกษียณ โปรแกรมจะสรุปภาพรวมให้เราดูว่าควรกระจายเงินไปเก็บไว้ที่ไหนบ้างและในสัดส่วนเท่าไหร่ ซึ่งเป็นการสรุปให้ดูแบบเบื้องต้นเท่านั้น 

ขั้นตอนต่อไป คือ เลือกว่าจะควรลงทุนอะไร เป็นการเจาะลึกลงไปในรายละเอียดของแต่ละการลงทุน รวมถึงดูว่าควรป้องกันความเสี่ยงด้วยอนุพันธ์หรือไม่ เช่น 

  • ตราสารทุน 10% ควรซื้อหุ้นอะไรบ้าง เป็นหุ้นขนาดเล็ก กลางหรือขนาดใหญ่ ซื้อหุ้นกี่ตัว 

  • ตราสารหนี้ 57% ควรซื้อเป็นพันธบัตรรัฐบาลหรือหุ้นกู้เท่าไหร่ 

  • สินทรัพย์ทางเลือก 2% ควรเป็นอะไรบ้าง เช่น อสังหาฯ ทองคำ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน

  • เงินสด 31% ควรเก็บในบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง กองทุนรวมตลาดเงินจำนวนเท่าไหร่

เราควรลงทุนอะไรบ้างล่ะ

ทางเลือกในการลงทุนมีเยอะมาก แต่ละแบบก็มีความแตกต่างกัน เช่น ผลตอบแทน ความผันผวน (การเหวี่ยงขึ้นลงของราคา) วิธีการลงทุน ฯลฯ แม้ว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในอดีต ไม่ยืนยันผลตอบแทนในอนาคต แต่เราก็ยังควรดูผลตอบแทนในอดีต เพื่อจะได้เข้าใจลักษณะความเคลื่อนไหวของสินทรัพย์การลงทุนว่าเป็นอย่างไร เช่น

  • ถ้าเป็นเส้นแนวนอนราบเรียบ (เงินฝาก ตลาดเงิน) ราคาไม่ค่อยขยับแสดงว่าความผันผวนต่ำ 

  • ถ้าราคาขึ้นๆ ลงๆ ลาดชันมากๆ (ตราสารทุน ทองคำ) แสดงว่าความเสี่ยงสูง 

ภาพนี้เป็นผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนย้อนหลัง มองแล้วหลายคนอาจจะชอบการลงทุนในหุ้น  (ตราสารทุน) เพราะให้ผลตอบแทนสูงที่สุด จากเงิน 100 บาทในปี 1999 ผ่านไป 17 ปี กลายเป็นเงิน 640 บาทในปี 2016 แต่ให้สังเกตว่าระหว่างทางก่อนจะได้ผลตอบแทนสูงนั้น บางปีให้ผลตอบแทนเกือบต่ำสุดด้วย ตอนนั้นเราอาจจะเครียดจนนอนไม่หลับ ซึ่งเป็นการลงทุนที่ถูกต้องนั้นควรทำให้เราสบายใจ ดังนั้น ควรมองที่ความเสี่ยงของเราเป็นหลัก ไม่ใช่มองที่ผลตอบแทนของการลงทุนเพียงอย่างเดียว

ในมุมมองของ Phatra Edge เชื่อว่าไม่มีสินทรัพย์ใดสร้างผลตอบแทนได้ดีตลอดเวลา จึงทำให้การลงทุนของPhatra Edge เน้นกลยุทธ์แบบ Asset allocation ที่กระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ทางการเงินต่างๆ ตามระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้

อาหารที่อร่อยก็ต้องมาจากส่วนผสมที่ลงตัว วิธีการลงทุนที่ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินก็เช่นกัน ถ้าเราผสมผิดพลาดพอร์ตการลงทุนอาจจะพังและไม่สำเร็จตามเป้าหมายก็ได้ ขั้นตอนนี้เองที่เราจะต้องมี “ที่ปรึกษาวางแผนการลงทุนส่วนตัว” มาแนะนำว่าการลงทุนของเรานั้นควรมีส่วนผสมอะไรบ้างผ่าน การทำแบบทดสอบความเสี่ยง เพื่อรู้ว่าเรารับความเสี่ยงได้ต่ำ ปานกลางหรือสูง จากนั้นจึงจะคัดเลือกสินทรัพย์ทางการเงินที่เหมาะสมกับความเสี่ยงของเราต่อไป

(Review) Phatra Edge บริการปรึกษาวางแผนการลงทุนส่วนตัวตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงิน

สรุปว่า…

ตอนนี้หลายคนรู้แล้วว่าตัวเองมีเป้าหมายการเงินอะไรบ้าง แต่การทำให้สำเร็จตามสิ่งที่คิดไว้นั้น นอกจากเราเลือกที่จะทำเองทั้งหมดแล้ว เรายังสามารถเลือกที่จะหาผู้ช่วยมาแนะนำ เพื่อประกอบการตัดสินใจและยังคอยติดตามผลการลงทุนต่างๆให้เราอีกด้วย ลองดูนะคะว่าเราชอบแบบไหน 

สำหรับคนที่อยากรู้ว่าเป้าหมายการเงินของเราจะสำเร็จตามที่คิดไว้หรือไม่ สามารถทดลองคำนวณเองได้ที่ https://www.phatraedge.com/landingpage/  สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นลงทุนตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป สามารถสอบถามข้อมูลการขอรับบริการที่ปรึกษาวางแผนการลงทุนส่วนตัวได้ที่ 0-2305-9559 นะคะ

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save