สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 27 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับ รายงานตัวครับผม อัศวินกองทุน เจ้าเก่าเจ้าเดิม กับความรู้เพิ่มเติมและกลยุทธ์ในการลงทุนทั่วโลกมาฝากกันอย่างนี้ทุกสัปดาห์ครับ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน คุณจะเป็นใคร แต่ถ้าคุณคิดจะลงทุนให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดี นี่คือคอลัมน์ที่คุณควรจะติดตามไว้ครับผม

เอาล่ะครับ อย่าโม้ให้เสียเวลาไปมากกว่านี้เลย เรามาเริ่มกันที่ภาพรวมของตลาดกันก่อนครับ…

ภาพรวมของตลาด

เริ่มจากที่ฝั่งจีนแดนมังกร ทางตลาดหุ้นจีน A-Share มีการปรับตัวลงหลังรัฐบาลจีนเพิ่มมาตรการควบคุมธุรกิจสินเชื่อขนาดเล็กบนออนไลน์ และอัตราดอกเบี้ยตราสารหนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทำให้คนหันไปลงทุนมากขึ้นครับ

ส่วนทางฝั่งตลาดหุ้นอินเดียนั้น มีการปรับตัวสูงขึ้น หลังจากที่ทางมูดดี้ส์เพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตรรัฐบาลอินเดียเป็น Baa2 ครับ ซึ่งต้องดูต่อแล้วล่ะครับว่างานนี้จะไปต่อได้อีกแค่ไหนครับผม

พี่ใหญ่ของเรา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับขึ้นเพียงเล็กน้อย  โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีได้พุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง และนักลงทุนกลับมาคาดหวังถึงความคืบหน้ามาตรการภาษีที่วางไว้ ปีนี้ต้องบอกว่าสหรัฐเขามาชุดใหญ่กันจริงๆ ครับ

ย้อนมาดูทางแดนปลาดิบกันบ้าง ฝั่งของตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับขึ้นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากนักลงทุนมีการเทขายหุ้นกลุ่มการผลิตรถยนต์ และยังมีแรงกดดันจากรายงานการปลอมแปลงข้อมูลสินค้าของบริษัทมิตซูบิชิ แมททีเรียล งานนี้ก็ต้องดูดีๆ เหมือนกันนะครับ

ส่วนสินทรัพย์ทางเลือกอย่าง ราคาทองคำปรับสูงขึ้น เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์อ่อนลงและนักลงทุนหันมาถือสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น หลังมีการปิดท่อส่งน้ำมันคีย์สโตนบริเวณเซาท์ดาโกตาชั่วคราว หลังพบว่ามีน้ำมันรั่ว

“ภาพรวมในสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นแบบนี้ เรามาดูกันต่อครับว่ากลยุทธ์ควรจะเป็นอย่างไร”

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้เวลากลับมาจัดต่อแล้วล่ะครับ สำหรับหุ้นสหรัฐ เนื่องจากความคืบหน้าของการผ่านร่างนโยบายปฏิรูปภาษีที่คาดว่าจะเสร็จในปีหน้า ซึ่งประกอบไปด้วยการลดภาษีรายได้บุคคลและภาษีในภาคธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลบวกโดยตรงต่อการบริโภคในประเทศ และจะช่วยสนับสนุนการจ้างงานและการลงทุนภาคเอกชนต่อไป
  • ตลาดหุ้นยุโรป ยังไปต่อได้เช่นเดียวกันครับ แนะนำให้ซื้อหุ้นยุโรป หลังจากตลาดหุ้นได้ปรับฐานมาแล้ว ในขณะที่ปัจจัยพื้นทางเศรษฐกิจออกมาดีกว่าตลาดคาดตั้งแต่เดือนตุลาคม เช่น ตัวเลข GDP ดูท่าแล้วอนาคตที่มีน่าจะสดใสไม่แพ้กันครับ
  • ตลาดหุ้นอินเดีย จัดอีก จัดอีก ครับผม ผมมองว่าช่วงนี้เป็นจังหวะดีที่จะซื้อหุ้นอินเดียหลังจากรัฐบาลอินเดียจะอัดฉีดเงินทุนในธนาคารของรัฐบาลเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง แก้ปัญหาหนี้เสีย และกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศให้เติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่าการอัดฉีดเงินทุนจะช่วยให้ธนาคารสามารถปล่อยกู้ให้กับภาคธุรกิจได้มากขึ้น ดังนั้นผลดีน่าจะตกสู่ตลาดหุ้นและเศรษฐกิจ แบบนี้คือโอกาสอีกช่วงหนึ่งที่จะสะสมเพิ่มครับ
  • กลุ่มหุ้นเทคโนโลยี ใครที่สนใจในช่วงนี้ แนะนำซื้อหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีเพิ่มเติมครับ เนื่องจากหุ้นในกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากการปฏิรูปนโยบายภาษีที่กำลังมีขึ้น และเป็นหุ้นที่มีแนวโน้มการเติบโตจากผู้บริโภคมากที่สุดครับ
  • ตลาดหุ้นเอเชีย ฝั่งเอเชียน่าจะไปได้สวยครับ หุ้นในกลุ่มทวีปนี้ แนะนำให้ทยอยสะสมเนื่องจากตลาดหุ้นได้รับประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกขยายตัวดีขึ้น เป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออก โดยคาดว่าผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนจะมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่อง จากกระแสการใช้สินค้าและบริการที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีของผู้บริโภคทั่วโลก ซึ่งโดยรวมเหมือนจะไปต่อได้ดีเลยล่ะครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

เห็นได้ชัดว่าสัปดาห์นี้สดใสหลายกลุ่มเลยครับ แนะนำจัดได้หมดครับ สหรัฐ ยุโรป อินเดีย เอเชีย และถ้าใครสนใจกลุ่มเทคโนโลยี ผมมองว่าตอนนี้เป็นจังหวะที่ดีที่จะสะสมเพิ่มครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • ตราสารหนี้สหรัฐฯ ฝั่งพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี มีปรับตัวลงเล็กน้อย หลังผลการประชุมของ Fed ชี้ว่าคณะกรรมการบางส่วนมีความกังวลถึงแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจต่ำกว่าเป้า โดยในสัปดาห์หน้า ผมกำลังจับตาความคืบหน้าของร่างกฎหมายภาษีของสหรัฐฯ ที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา หากสามารถผ่านได้เร็วอาจสร้างความคาดหวังต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่จะปรับตัวสูงขึ้น เป็นปัจจัยหนุนให้ค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวอาจปรับตัวขึ้นได้ครับ
  • ตราสารหนี้ไทย ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับขึ้นในทุกช่วงอายุ จากตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดีต่อเนื่อง ไม่ว่าจะ GDP ไตรมาสที่ 3 ที่ขยายตัวกว่า 4.3% yoy ขณะที่ตัวเลขส่งออกเดือน ต.ค. ขยายตัวกว่า 13% yoy ผมมองว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยไม่น่าจะปรับตัวผันผวนรุนแรงจากแรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติเนื่องจากค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่า แต่ต้องบอกนะครับว่า ผลตอบแทนตราสารหนี้ไทยยังไม่จูงใจเมื่อเทียบกับตราสารหนี้ต่างประเทศเท่าไรนัก

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ยังแนะนำให้ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่มี high yield และ  short duration เป็นหลักครับในช่วงนี้

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำ ผมยังแนะนำให้ซื้อทองคำต่อนะครับ เพื่อปกป้องความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของนโยบายลดภาษีสหรัฐฯ ที่กำลังต้องจับตา ซึ่งจะทำให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงของพันธบัตรระยะยาวสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวลง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้การลงทุนทองคำมีความน่าสนใจมากขึ้น และความเสี่ยงทางการเมืองระหว่างซาอุฯ และเลบานอน ที่ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำในตอนนี้ครับ ดังนั้นสะสมเพิ่มไว้ให้อุ่นใจดีกว่าครับ
  • น้ำมัน ทยอยสะสมน้ำมัน เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่ OPEC จะยืดระยะเวลาการลดกำลังการผลิตในการประชุมรอบเดือนพฤศจิกายน และความตึงเครียดทางการเมืองในประเทศซาอุดิอาระเบียและระหว่างซาอุฯ และเลบานอน เป็นปัจจัยสนับสนุนราคาน้ำมันในระยะสั้นตอนนี้ครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

แนะนำให้ยังสะสมต่อไปครับสำหรับทองคำและน้ำมัน ผมยังมองว่าแนวโน้มน่าจะดีทั้งคู่ครับผม

สำหรับแผนการลงทุนในสัปดาห์นี้ กระจายออกไปเพิ่มเติมจากสัปดาห์ที่แล้วครับ นอกจากอินเดีย ยุโรป อเมริกาก็กลับมาพร้อมกับเอเชีย แถมยังมีกลุ่มเทคโนโลยีอีกครับผม

ฟากของตราสารหนี้ ยังแนะนำให้ลงทุนในกลุ่มกองทุนตราสารหนี้ที่ลงทุนในตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่มี high yield และ  short duration เหมือนสัปดาห์ก่อนครับ ในขณะที่สินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำกับน้ำมัน ผมแนะนำให้เพิ่มเติมได้เรื่อยๆ ครับ

โอเคครับ สำหรับสัปดาห์นี้ก็มีเพียงเท่านี้ ฮ่าๆ ฝากไว้สักนิดนะครับว่า อย่าลืมติตตามสถานการณ์ลงทุนประจำสัปดาห์ และกลยุทธ์ในการลงทุนดีๆ กับผม อัศวินกองทุน และ Weekly Outlook แบบนี้เป็นประจำต่อเนื่องได้ที่นี่

แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้าครับ

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่  23 พฤศจิกายน 2560  ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นำ หรือ เสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

บทความนี้เป็น Advertorial

ลงทุน PVD แบบคนรุ่นใหม่ ถึงล้านได้ไวขึ้นด้วย Employee’s Choise

สวัสดีครับ นักลงทุนทุกท่าน กลับมาพบกับผมอีกครั้ง หมอนัท คลินิกกองทุน คนเดิมครับ วันนี้มีเรื่องที่น่าสนใจที่จะมีผลต่อการเงินของยอดมนุษย์เงินเดือนทั้งหลายโดยตรง มาเล่าสู่กันฟังครับ

เมื่อไม่นานมานี้ทางออมมันนี่ได้ทำโพลสำรวจการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพร่วมกับทาง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และจากผลสำรวจมีเรื่องที่น่าสนใจและน่ายินดีมาพูดคุยกันนั่นก็คือ

“คนรุ่นใหม่เริ่มลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเร็วขึ้น”

3 สาเหตุที่ทำให้เด็กรุ่นใหม่ใส่ใจ PVD มากขึ้น

เด็กรุ่นใหม่ช่วงอายุ 23-29 ปี (First Jobber) ใส่ใจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือว่า Provident Fund (PVD) มากขึ้น ผมคิดว่ามีความเป็นไปได้อยู่ 3 ประการด้วยเหตุผลดังนี้ครับ

1. บริษัทที่ให้ความสำคัญกับสวัสดิการของพนักงานมากขึ้น

เลยทำให้มีบริษัท ฯ ที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพิ่มสูงขึ้น ทำให้คนรุ่นใหม่ หรือกลุ่ม First Jobber ที่มีอายุประมาณ 20-24 ปี และ กลุ่มที่เริ่มทำงานมาได้สักพัก ที่มีอายุประมาณ 25-29 ปี เข้าถึงการเก็บเงินในระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่สาเหตุหลักจากผลสำรวจ ที่ทำให้คนส่วนใหญ่ที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็เป็นเพราะบริษัทไม่มีให้ครับ ดังนั้นถ้าเป็นไปได้อยากฝากให้หลาย ๆ บริษัทพิจารณาความเป็นไปได้ในการเพิ่มสวัสดิการส่วนนี้เข้าไปได้จะดีมาก ๆ เลยนะคร้าบ

2. การเผยแพร่ความรู้ทางการเงินเริ่มเป็นกระแสที่มีความนิยมมากขึ้น

ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงเรื่องการบริหารการเงินได้มากขึ้น ทั้งนี้ก็เพราะว่า คนรุ่นใหม่ และคนที่เริ่มทำงานมาสักพักเริ่มมีแนวคิดที่อยากได้เงินยามเกษียณที่มากขึ้นเพื่อที่จะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต และได้ใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการนั่นเองครับ

3. เด็กรุ่นใหม่ ๆ เริ่มสนใจการเก็บออมมากขึ้น

เนื่องจากรู้ว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีความสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการเงินได้  และเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เรามีเงินล้านได้อย่างไม่ยากเย็นเลยครับ

ถึงตรงนี้น้อง ๆ คนไหนที่อยากจะมีเงินล้านจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ก็ตามมาเลยครับ พี่หมอจะอธิบายให้ฟังครับ

ถึงล้านไวได้ด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

1. การปรับเงินสะสมให้มากขึ้น

โดยทั่วไปหลังจากที่เราได้หักเงินตนเองเข้าไปสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว นายจ้างของเราก็จะมีการจ่ายสมทบให้อีก (เหมือนเป็นเงินโบนัสจากการทำงานครับ)

“ลองคิดดูเล่น ๆ ว่า หากเราเงินเดือน 15,000 บาท บริษัทสมทบให้ 10% หรือ 1,500 บาท ถ้าครบปี เราจะได้เงินจากนายจ้างอยู่ที่ 18,000 บาท หรือเหมือนกับว่าได้โบนัสมาแล้ว 1 เดือน” 

คิดดูสิครับ ว่าหากเราเองก็สะสมไว้เท่ากับนายจ้าง รวมกันเป็น 36,000 บาทต่อปี (อันนี้ยังไม่รวมโบนัสปลายปีอีกนะครับ) สะสมไว้ 20 ปี จะเกิดอะไรขึ้น อันนี้ยังไม่รวมกับผลตอบแทนที่ได้ระหว่างปีทางอีกด้วย

ซึ่งถ้าเราอยากให้ได้เงินล้านเข้ามาเร็วมากขึ้นเราก็สามารถปรับสัดส่วนอัตราการสะสมของเราได้ครับ จะได้สูงสุดถึง 15% ของเงินเดือนเลยทีเดียวครับ หากท่านไหนอยากที่จะสะสมในอัตราที่สูงขึ้นก็สามารถทำได้เลยครับ แต่บริษัทที่นายจ้างจะสมทบ 10% ไม่ใช่ทุกบริษัทนะครับ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบริษัทด้วย

แต่จากผลของโพลสำรวจของผู้ที่ร่วมการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำนวน 1,210 คนนั้น จะเห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่จะเก็บสะสมเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่ที่ประมาณ 3-5% เท่านั้นเอง ซึ่งผมคาดว่าเกิดจากนโยบายของบริษัท ฯ ส่วนใหญ่ที่จำกัดขั้นต่ำในการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนอยู่ที่ 3-5% เป็นหลักนั่นเองครับ จึงทำให้พนักงานส่วนใหญ่ไม่ได้สะสมเพิ่มเติมไปมากกว่าที่บริษัท ฯ ได้สมทบให้

และน่าประหลาดใจที่ในปัจจุบันใครหลาย ๆ คนอาจจะยังคงสะสมเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ไม่สูงมากเท่าไหร่นักเท่าไหร่ ดังนั้นใครที่ทราบแล้วก็อย่าลืมใช้สิทธิ์ที่มีอยู่ เพิ่มเงินตนเองลงในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เพิ่มมากขึ้นนะครับ

แต่ถ้าสังเกตดี ๆ จะพบว่า จะมีคนบางกลุ่มที่สะสมแบบเต็มสิทธิ์ คงเป็นเพราะว่าเมื่อทำงานไปสักพักแล้วเริ่มเห็นผลตอบแทนที่ดีขึ้น หรือว่าเงินที่เพิ่มมากขึ้นในกองทุน จึงเราจะเห็นจากโพลได้ว่ามีคนสะสม 15% เต็ม Max มากขึ้นเป็นอันดับที่ 3 รองจาก 3% และ 5% ที่มีสัดส่วนสูงสุดครับ ดังนั้นน้อง ๆ ที่เพิ่งจบใหม่ รู้แบบนี้แล้วก็รีบเพิ่มเงินสะสมกันนะครับ

2. ปรับสัดส่วนลงทุนในหุ้นมากขึ้นผ่าน “Employee’s Choice”

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ของบางบริษัท ฯ เป็นแบบ Employee’s Choice ครับ พูดง่าย ๆ ก็คือ สามารถเลือกแผนการลงทุนได้ว่าจะ ให้มีสัดส่วนของสินทรัพย์ลงทุนเท่าไหร่บ้าง เช่น รับความเสี่ยงได้น้อย ก็อาจจะเลือกแผนที่ปลอดภัยหน่อย อย่างแผน เลือกลงทุนในหุ้น 20% ที่เหลือ 80% จะลงทุนในตราสารมีความเสี่ยงต่ำ เช่น ตราสารหนี้ครับ

ในทางกลับกัน หากรับความเสี่ยงได้สูง (คนที่อายุยังน้อย หรือว่าคนที่เน้นลงทุนระยะยาว เพื่อหวังผลตอบแทนที่สูงมากขึ้น) ก็สามารถเลือกสัดส่วนการลงทุนแบบหุ้น 50-60% ขึ้นไปได้ครับ

“แต่น่าเสียครับ ยังมีหลายคนเลยที่ไม่ทราบว่า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ตนเองถืออยู่นั้น ปรับสัดส่วนการลงทุนได้ระหว่างทาง (ถึงบางคนจะทราบ แต่ก็ไม่ได้สนใจก็มีนะครับ)”

การเลือกสัดส่วนสินทรัพย์ที่เหมาะสมนั้น จะทำให้การลงทุนระยะยาวได้ผลดีมาก ๆ สมมติว่า เราต้องการเก็บเงิน 5 ล้านบาท ด้วยเงินลงทุน 10,000 บาททุกเดือน หากเราลงทุนได้ผลตอบแทน 3% จะต้องใช้เวลาถึง 324 เดือน หรือ 27 ปีเลยทีเดียว ซึ่งอาจจะไม่ตอบโจทย์นัก

แต่ว่าหากเราปรับสัดส่วนให้มีหุ้นในแผนการลงทุนให้มากขึ้นแล้วได้ผลตอบแทนที่ 5% จะใช้เวลาเพียงแค่ 270 เดือน หรือ 22 ปี เท่านั้นเองครับ หรือว่าเร็วกว่าเดิมประมาณ 5 ปีเลยครับ

จากตารางแสดงให้เห็นถึงประเด็นที่น่าสนใจอยู่ 2 ประเด็นครับ

  1. คนที่อายุยังน้อยหรือว่าอายุไม่เกิน 30 ปี ส่วนใหญ่ไม่เลือกแผนที่หุ้นเลย ทั้ง ๆ ที่สามารถที่จะรับความเสี่ยงได้มากกว่าคนที่มีอายุ 30 ปีขึ้น ประเด็นนี้น่าจะเกิดจากการที่ไม่ทราบสิทธิ์ในการปรับสัดส่วนของ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นเองครับ ซึ่งต้องบอกว่าน่าเสียดายมาก ๆ เพราะว่าการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงตั้งแต่อายุน้อย ๆ จะทำให้เรามีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีมากกว่าคนที่มีอายุมาก ๆ แล้วหรือว่ามีภาระในการใช้จ่ายมากขึ้นครับ
  2. คนส่วนใหญ่จะยังคงเลือกการลงทุนในสินทรัพย์อย่างหุ้นในสัดส่วนที่มีไม่มากนัก คืออยู่ที่ ต่ำกว่า 30% และไม่เกิน 60% ที่เป็นอย่างนี้ก็น่าจะเพราะว่าเกิดจากความไม่เข้าใจถึงเรื่องการลงทุน และไม่ได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องในกาวางแผนการลงทุนกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ดีนั้นเองครับ ผมเชื่อว่าถ้าหากเราทราบดีว่าการลงทุนระยะยาวจะช่วยลดความเสี่ยงลงได้ ก็น่าจะมีคนเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเพิ่มมากขึ้นครับ

หากเราสามารถเลือกการลงทุนที่เหมาะสมกับเราได้ ก็ควรที่จะศึกษา และเลือกแผนที่เหมาะสม ไม่ใช่แต่เพียงรักษาสิทธิ์ แต่เป็นการเพิ่มเงินสะสมของให้เพียงพอต่ออนาคตด้วย หรือถ้าใครอยากได้สัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสม ทางบลจ. ที่เป็นผู้ดูแลกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะมีแบบประเมินความเสี่ยงให้เราทำ หากทำเสร็จเราก็จะรู้ทันทีครับว่า เราเหมาะกับแผนแบบไหน

หากใครที่คิดจะเปลี่ยนงานในระหว่างออมใน PVD อย่าลืมนะครับว่า “เราสามารถย้ายเงินจากกองทุนที่ทำงานเดิมไปที่ทำงานใหม่ได้ด้วย !!” เพื่อให้เราได้ออมอย่างต่อเนื่องไป

คราวนี้เมื่อเราทราบแล้วว่า อัตราเงินที่สมทบไป สัดส่วนการลงทุน และ หากมีระยะเวลาในการสะสมเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้นาน มีผลต่อเงินล้านที่จะมาได้เร็วขึ้นดังนั้น พี่หมอจะขอยกตัวอย่างสัก 2 ตัวอย่างให้ดูเพื่อเปรียบเทียบกันแบบชัดไปเลยนะครับ ว่ามันเร็วขึ้น และได้เงินล้านจริง ๆ 

ตัวอย่างที่ 1  : มนุษย์เงินเดือนจบใหม่ รายได้เริ่มต้น 15,000 บาท(ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ 6% ด้วยแผนเสี่ยงปานกลาง)

ตาราง การสะสมเงินใน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (อัตราผลตอบแทนสมมติที่ 6%)

สมมติว่า เริ่มต้นทำงานและ สะสมเงินกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตั้งแต่เรียนจบอายุ 23 ปี และมีการสะสมเงินในอัตราที่ 15% (เต็ม Max) นายจ้างให้อีก 5% ทั้งนี้ยังได้ และหากเราตั้งใจทำงานได้เงินเดือนที่เพิ่มมากขึ้นปีละประมาณ 5%

เราจะมีเงินล้านได้ในตอนที่อายุ 37 แบบไม่รู้ตัว และหากเราทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เราจะมีเงินประมาณ 8.6 ล้าน ณ วันเกษียณที่อายุ 60 ครับ

ตัวอย่างที่ 2  : มนุษย์เงินเดือนจบใหม่ รายได้เริ่มต้น 15,000 บาท(ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ 10%* ด้วยแผนเสี่ยงสูง Employee’s choice) *เท่ากับอัตราผลตอบแทนย้อนหลังของดัชนีหุ้นไทย

ตาราง การสะสมเงินใน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (อัตราผลตอบแทนสมมติที่ 10%)

เราก็จะมีเงินล้านแรกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเร็วขึ้นไปอีกประมาณ 2-3 ปีเลยครับ แต่ว่าถ้าลงทุนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เราจะมีเงินประมาณ 18.4 ล้าน ณ วันเกษียณที่อายุ 60 ครับ หรือมากกว่าเดิมแค่เกือบ 10 ล้านเลยนะครับ!!

และถ้าหากเรามีเงินเหลือไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ เช่น LTF/RMF หรือว่า กองทุนรวม ที่เราพอจะเก็บออมเพิ่ม หรือว่าลงทุนเพิ่มขึ้นก็จะมีเงินล้านได้เร็วขึ้นไปอีกครับ

หมายเหตุ

* ผลตอบแทนสมมตินั้นจะเท่ากันทุก ๆ ปี ซึ่งในความเป็นจริงของการลงทุนนั้น ผลตอบแทนที่ได้ในแต่ละปีจะไม่เท่ากัน แต่ถ้าลงทุนระยะยาว ๆ ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจะใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยที่เราคาดหวังไว้ได้มากขึ้น

** ทั้งนี้ที่ผลตอบแทนจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสูงขนาดนี้ก็เพราะว่า การลงทุนในหุ้นนั้น เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในระยะยาวนั่นเองครับ จากตัวอย่างผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี(2006-2016) ของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย หรือว่า SET TR (ผลตอบแทนที่รวมกำไร และ เงินปันผลจากหุ้นแล้ว) จะให้ผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 10-12% ต่อปี แน่นอนครับว่าจะทำให้ให้เงินของเรางอกเงยเร็วอย่างแน่นอน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูงครับ คือ มีโอกาสขาดทุนได้

แต่ว่า !! (หลายแต่เหลือเกิน) “การลงทุนระยะยาว ๆ จะช่วยลดความผันผวนลงครับ ยิ่งลงทุนนานเท่าไหร่ โอกาสขาดทุนก็ยิ่งลดลงไปครับ”

จากภาพกราฟแท่งสีเทาคือตัวแทนของการจัดพอร์ตการลงทุนแบบ หุ้น 50%: ตราสารหนี้ 50%
จะเห็นได้ว่าภายใน 5 ปีก็ไม่ขาดทุนแล้ว

แต่หากเราลงทุนในหุ้นเพียงอย่างเดียว จะเห็นได้ว่ากราฟสีส้มที่อยู่ริมซ้าย จะต้องลงทุนถึง 20 ปี จึงจะพบว่าไม่มีโอกาสในการขาดทุนเลย แม้จะใช้เวลานานกว่าแต่ผลตอบแทนที่ได้รับก็มีโอกาสสูงกว่าเช่นกัน

ดังนั้น หากใครเพิ่งเริ่มต้นทำงานใหม่ ๆ แล้วละก็ ผมแนะนำว่า ให้เริ่มต้นออมให้ไว เริ่มต้นลงทุนให้เร็วที่สุด เพราะว่าสิ่งหนึ่งที่คนเริ่มทำงานมี แต่คนที่ทำงานมาสักพักไม่มี หรือว่ามีน้อยลง คือ “เวลา” นั่นเองครับ ใครที่เริ่มต้นไว้จะได้เปรียบ เพราะว่าลงทุนระยะยาวโอกาสขาดทุนแถบจะไม่มี หรือว่ามีน้อยมากนั่นเอง และการเริ่มต้นไวก็ทำให้เราออมเงินต่อเดือนไม่มาก เมื่อเทียบกับคนที่เริ่มช้ากว่าครับ

ที่สำคัญที่สุดก็คือ การได้เริ่มต้น ศึกษาเรื่องการเงินการลงทุน ถ้าเรามีความรู้เรื่องเงิน เราย่อมที่จะสร้างอิสรภาพทางการเงินที่เป็นความฝันของทุก ๆ คนได้เร็วมากขึ้นไปด้วยครับ

สุดท้ายนี้ผมขอฝาก Tips การลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไว้ให้ก่อนจากกัน 4 ข้อดังนี้ครับ

  1. เริ่มต้นออมให้ไว เพราะว่าความเสี่ยงจะลดลง มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดี บรรลุความฝันได้เร็ว
  2. อยู่ในกองทุนให้นานต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยเรื่องของภาษี และ มีเงินสะสมเพิ่มพูนมากขึ้น
  3. ปรับพอร์ตกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เหมาะสมกับช่วงอายุ ใครอายุน้อย ๆ ปรับให้เสี่ยงขึ้นได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าเราจะขาดทุน เพราะว่ายิ่งลงทุนระยะยาวความเสี่ยงยิ่งลดลง
  4. สะสมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วยอัตราที่สูงมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เรามีเงินเก็บออมมากขึ้นไปในตัว ยิ่งบริษัท ฯ ไหนให้เงินสมทบสูง ๆ นี่ยิ่งเห็นผลชัดเจนมากในระยะสั้น ๆ ครับ

อย่าลืมนะครับ ท่องไว้เลยว่า

“เริ่มออมให้ไว ออมให้นาน สะสมให้มาก เข้าใจสิทธิ์ PVD มีเงินล้านได้ไม่ยากเลยครับ”

หลาย ๆ ท่าน คงจะทราบแล้วนะครับว่า จะทำอย่างไรให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น งอกเงย จนพอที่จะเป็นตัวช่วยให้เก็บเงินล้านได้ และสามารถใช้ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างมีความสุข วันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

เมื่อ Grammy ฉีกกฏการจัดคอนเสิร์ตใน ‘นั่งเล่น 3’ กับ 3 ความพิเศษสนอง Need คนเสพย์ดนตรี

คุณจำความรู้สึกที่เกิดขึ้นในการไปคอนเสิร์ตครั้งล่าสุดได้ไหม ดนตรีทำให้อะไรเกิดขึ้นบ้าง ดนตรีอาจทำให้เราร้อง เราเต้น เรากระโดด เราร้องไห้ กอดคอเพื่อน กุมมือคนรัก ฯลฯ ดนตรีทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นได้

แต่ในยุคที่ไลฟ์สไตล์ของเราเปลี่ยนไป เราแสวงหารูปแบบประสบการณ์ใหม่ๆเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเที่ยว การกิน การทำงาน ต้องสร้างสรรค์ แตกต่าง สนุก และตอบโจทย์ที่เราต้องการ ไม่เว้นแม้กระทั่งการไป…คอนเสิร์ต

นี่คงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ ‘GMM Grammy’ แบรนด์ยักษ์ใหญ่ด้านคอนเสิร์ต ลุกขึ้นมาวางกลยุทธ์ของแบรนด์ เริ่มต้นที่ ‘นั่งเล่น มิวสิค เฟสติวัล’ ด้วยการเสริมความเป็นไลฟ์สไตล์ให้ชัดเจนมากขึ้น และให้เหมาะกับพฤติกรรมของกลุ่มคนรักดนตรี 

“นั่งเล่น มิวสิค เฟสติวัล จะไม่ใช่เป็นแค่มิวสิค เฟสติวัล  แต่จะเป็น มิวสิค แอนด์ ไลฟ์สไตล์ เฟสติวัล ที่น่าจดจำ”

นายภาวิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค

‘GMM Grammy’ จึงนำทุกอย่างให้รวมอยู่ในนั่งเล่น มิวสิค เฟสติวัล ตอบทุกโจทย์ของคนดนตรี ตาม Consumer Insight ที่ชอบกิน ดื่ม เที่ยว ถ่ายรูป แชร์ ช้อปปิ้ง หรืออื่นๆ พร้อมยังได้เพลิดเพลินกับดนตรี ศิลปินที่ดึงดูดและเป็นที่นิยม โดยเพิ่ม 3 ความพิเศษดังนี้

  1. ไลน์อัพศิลปินเบอร์ใหญ่ครบทุกแนว ชนิดที่รับรองว่าเทศกาลดนตรีอื่นๆในรูปแบบเดียวกันก็ทำไม่ได้ 
  2. ดนตรีท่ามกลางบรรยากาศสุดชิลล์ ของอากาศหนาวและธรรมชาติที่สวยงาม บวกกับสถานที่ที่มีความสะดวกสบายแบบครบครัน แถมการเดินทางไม่ไกลจากรุงเทพฯ
  3. ไลฟ์สไตล์สุดเกร๋ของงานศิลปะและร้านอาหาร ครั้งนี้คุณจะได้สัมผัสกับงานศิลปะกลางแจ้งชิ้นใหญ่โอเวอร์ไซส์ สไตล์อินสตอลเลชั่น อินเตอร์แอคชั่น อาร์ต โดย ‘ปอม ชาน’ ศิลปินนักวาดภาพประกอบชื่อดังระดับโลกที่ได้ฝากผลงานบนเวทีออสการ์มาแล้ว และเต็มอิ่มไปกับร้านอาหารชื่อดังทั้งสตรีทฟู้ด, ฟู้ดทรัคกว่า 40 ร้าน พิเศษกับการลิ้มรสเมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟโดย ‘เชฟตาม ชุดารี เทพาคํา’ ท็อปเชฟไทยแลนด์คนแรก จากรายการท็อป เชฟ ไทยแลนด์ อีกด้วย

ความพิเศษที่เพิ่มเข้ามาจากประสบการณ์รูปแบบธุรกิจคอนเสิร์ตของ GMM Grammy จึงเชื่อว่า ‘นั่งเล่น มิวสิค เฟสติวัล’ จะเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่จะเป็น ‘มิวสิค แอนด์ ไลฟ์สไตล์ เฟสติวัล’ ที่มีความแข็งแกร่งและแตกต่างจากเทศกาลดนตรีอื่นๆ ที่สำคัญไปกว่านั้นยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยได้เป็นอย่างดี

‘Chang Music Connection Presents นั่งเล่น Music Festival 3’ จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 20 มกราคม 2561 ณ ดิ โอเชี่ยน เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา พร้อมยกขบวนศิลปินนำโดย ปาล์มมี่, โจอี้ บอย, อ๊อฟ ปองศักดิ์, เป๊ก ผลิตโชค, ป๊อบ ปองกูล, โอ๊ต ปราโมทย์, อะตอม ชนกันต์, เบน ชลาทิศ, 4โพดำ, คชา นนทนันท์ และ เบล สุพล

เปิดจำหน่ายบัตร Early Bird นั่งเล่น 3 ราคาเพียง 1,000 บาท (จากราคาปกติ 2,000 บาท) วันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ เพียงวันเดียวเท่านั้น!!ซื้อบัตรได้ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส ออลล์ ทิคเก็ต ในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ www.allticket.com สามารถตามติดรายละเอียดเพิ่มเติมที่ FB : NanglenFestival

รุ่นใหม่ใจต้องกล้า!! ปฏิวัติ 5 แนวคิด เปลี่ยนชีวิตการเงิน

ในฐานะที่เป็นคนรุ่นใหม่ เรามักจะได้รับคำแนะนำจากคนรุ่นก่อนที่มีประสบการณ์ผ่านร้อนหนาว และเห็นโลกมาเยอะกว่า คำแนะนำสั่งสอนของคนรุ่นก่อนเลยดูเหมือน “แผนที่นำทาง” ชั้นดี ที่มีไว้ให้คนรุ่นใหม่ได้ศึกษาและติดตาม

แต่ในบางครั้ง…คำสอนหรือหลักการของคนรุ่นก่อนอาจจะใช้ไม่ได้กับคนรุ่นใหม่ ด้วยไลฟ์สไตล์ ระบบความคิด และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน และการอยู่รอดในสังคม ก็เลยต้องเปลี่ยนวิธีการแบบใหม่ดูบ้าง แผนที่ที่ได้รับมา คงจะไม่ทันใจเท่ากับ GPS รุ่นใหม่ที่ใช้นำทางเหมือนในตอนนี้ก็ได้!

คำสอนเรื่องการเงินก็เหมือนกัน..

• ออมเงินมาลงทุนอย่างน้อย 10% ของรายได้ต่อเดือน
• ทำประกันบำนาญเพื่อให้อนาคตมีเงินใช้อย่างพอเพียง
• ซื้อกองทุนรวม LTF RMF เพื่อใช้ลดหย่อนภาษีเป็นหลัก
• อย่าสร้างหนี้ เพราะหนี้จะเป็นภาระที่ทำให้เราจนลงได้

เชื่อได้เลยว่าคนรุ่นใหม่ประมาณ 80% ต้องเคยได้ยิน หรืออ่านผ่านๆ กันมาบ้างแหละ ที่ยกตัวอย่างมานั้นเป็นแนวความคิดที่คนส่วนใหญ่นำมาปฏิบัติตาม และได้ผลดี “ในบางกลุ่ม” เพราะแนวคิดบางอย่างอาจจะช้า และไม่ทันใจคนรุ่นใหม่ที่อยากจะรวยเร็วมากกว่าที่จะรอใช้เงินตอนเกษียณฯ

บางคนต้องการใช้ชีวิตไปด้วย เก็บเงินเพื่ออนาคตไปด้วย..

บางคนยอมกัดฟัน 5-10 ปี เพื่อหาหนทางเกษียณฯได้เร็วกว่าคนอื่น

วิธีคิดเรื่องการเงินของคนรุ่นก่อนอาจจะดีอยู่แล้ว แต่บางอย่างก็อาจไม่เหมาะกับยุคนี้ เพราะอย่างนี้ ผมจึงขอนำ 5 แนวคิดเดิมๆ มาปฏิวัติใหม่ให้เหมาะกับคนรุ่นใหม่อย่างเรา เพื่อเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตการเงินแตกต่างจากคนรุ่นก่อนกันดีกว่า!

• ออมเงินแค่ 10% ของรายได้ต่อเดือน บอกตามตรงมันไม่พอหรอก

ถามตรงๆ ว่าตอนนี้มีใครยังออมเงินแค่ 10% ของรายได้อยู่บ้างมั้ย? บางทีวลีที่ว่า “ขั้นต่ำ 10% ต่อเดือน” อาจจะทำให้หลายๆคนเข้าใจผิด คิดว่าแค่ 10% ต่อเดือนก็เพียงพอแล้ว

สมมุติ

เงินเดือนเริ่มต้นของวัยเริ่มทำงาน (อายุ 23 ปี) สมัยนี้คือ 2 หมื่นบาท ให้เงินขึ้นเดือนปีละ 7% ออม 10% ของรายได้อย่างนี้ไปเรื่อยๆ โดยไม่ลงทุนเลยเราจะมีเงินเก็บตอนอายุ 60 ปี เพียงแค่ 4 ล้านบาทนิดๆ แต่ถ้ารู้จักลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 10% ขั้นต่ำ เงินก็อาจจะมาอยู่ที่ 21.4 ล้านบาท

ถามว่าที่อัตราเงินเฟ้อปัจจุบัน 3% ต่อปี มีเงินก้อน 21 ล้านบาทจะพอหรอ ?

ถ้าใช้เดือนละ 2 หมื่นบาท เงิน 21 ล้านที่ลงทุนไว้ก็อาจจะพอแหละ อย่าลืมว่าอนาคตเราจะมีค่าใช้จ่ายที่คาดไม่ถึง เข้ามาอีกมากมาย เช่น หากเจ็บป่วยขึ้นมาเงินก้อนในส่วนนี้ก็อาจจะหายไปได้ (ถ้าทำประกันสุขภาพไว้ไม่เพียงพอ) ถ้าสร้างครอบครัวใหม่ รายจ่ายเดือนละ 2 หมื่นนี่ถือว่าน้อยไปนะ อย่าคิดจะพึ่งพาลูกหลานด้วย เพราะเราไม่รู้เลยว่าอนาคตพวกเขาจะเป็นที่พึ่งพาให้เราได้มั้ย ?

ยิ่งไปกว่านั้นถ้าจะลงทุนให้ได้ 10% ต่อปี สำหรับคนที่ไม่คิดจะศึกษาเรื่องการลงทุนเลย ผมมองว่าเป็นไปได้ยาก

จากโจทย์ข้างบน ถ้าลองเพิ่มตัวเลขเงินออมต่อเดือนเป็น 20% แล้วลงทุนได้ 6% ต่อเดือน ถ้าหลังเกษียณฯมีรายจ่ายเพียงเดือนละ 2 หมื่นบาทจริงๆ มันก็พอถูไถได้นะ

ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องดูความสามารถในการออมของเราด้วย อย่าพยายามสร้างภาระก่อนวัยอันควร เช่น ซื้อบ้านซื้อรถด้วยเงินผ่อนโดยไม่จำเป็น ถ้าใครมีภาระค่าใช้จ่าย หรือให้เงินทางบ้านเยอะหน่อย ก็อนุโลมให้ออมขั้นต่ำ 20% ต่อเดือน

แต่ถ้าไม่มีภาระเลยก็ออมไปซะ 50% อาจจะแบ่งเป็นออมเพื่อเกษียณ 30% อีก 20% ที่เหลือจะออมเพื่ออะไรก็ไปจัดสรรกันดู ฉะนั้น จงลองเปลี่ยนหลักการนี้ใหม่เป็น…

“ลงทุนขั้นต่ำ 20% ของรายได้ต่อเดือน ถ้าเป็นไปได้ 50%”เพราะออมเงิน 10% ต่อเดือนมันไม่พอ!!

• สร้างหนี้บ้างก็ได้…ถ้าโอกาสสร้างผลตอบแทนมันมีมากกว่า

ประโยคที่ว่า “การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ” นี่เป็นเรื่องจริงนะ คำสอนจากคนรุ่นก่อนที่ได้ยินมาจึงเป็นคำแนะนำที่ว่า “อย่าสร้างหนี้เกินตัว”

โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิตที่มีดอกเบี้ย 20% ต่อปี ทบต้นทบดอกทุกเดือนยิ่งเป็นปัญหาใหญ่เลย อย่าพยายามสร้างหนี้ที่มันเป็นเรื่อง “ไร้สาระ”

แต่จงสร้างหนี้ที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างแท้จริง เพราะสมัยนี้การทำธุรกิจ หรือการลงทุน จำเป็นที่จะต้องก่อหนี้ขึ้นมาบ้าง เพื่อให้โอกาสทางการลงทุนเป็นจริงขึ้นมา

สมมุติ 

ถ้ากู้ธนาคารเพื่อซื้อคอนโดมาปล่อยเช่าที่อัตราดอกเบี้ยประมาณ 3-4%ต่อปี เมื่อลองคำนวณปัจจัยหลายๆ อย่างดีแล้ว พบว่าโอกาสนี้มีความเป็นไปได้ที่จะได้รับ %Yield มากถึง 6-8% ต่อปี เราก็สามารถได้รับผลตอบแทนที่เป็นส่วนต่างได้บ้าง

หรือถ้าทำธุรกิจ มีบริษัทเล็กๆ เป็นของตัวเอง ร่างโครงการไปเสนอธนาคารเพื่อขอสินเชื่อ Soft Loan ก็ยังได้ดอกเบี้ยอยู่ที่ 5-10% ต่อปี เทียบกับโครงการใหญ่ในอนาคตที่เราวาดฝัน และมุ่งมั่นตั้งใจแล้ว คิดว่าอาจจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยมากมาย ก็สร้างหนี้ไปเถอะจะได้ขับเคลื่อนกันต่อไป

แต่หนี้ที่ไม่แนะนำคือการกู้ Margin เพื่อลงทุนในหุ้น เพราะคนที่ประสบความสำเร็จด้วยวิธีนี้มีน้อยมาก แม้ดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 5-7% ต่อปี แต่เราเชื่อมั่นในตัวเอง และอารมณ์ของตลาดได้หรอว่าจะทำผลตอบแทนได้ 10% ต่อปีขึ้นไปเพื่อชดเชยส่วนต่างนี้ รวมถึงการปล่อยกู้นอกระบบ เพราะมันผิดกฎหมาย ลูกหนี้หายก็ตามตัวยากนะบอกเลย

สร้างหนี้ไว้บ้างก็ดีเหมือนกัน ถ้าหนี้สินนั้นเป็นหนี้ดีที่สร้างโอกาสให้กับเราได้!!

• ซื้อประกันบำนาญเพื่อชีวิตที่มั่นคง จริงหรอ?

ในเมื่อเราไม่ได้เป็นข้าราชการ แต่อยากได้เงินใช้หลังเกษียณแบบเงินบำนาญ เราก็ต้องใช้ประกันบำนาญเข้ามาช่วยสร้างความมั่นคงสิ ถ้าอยากได้เงินบำนาญให้พอใช้เดือนละ 20,000 บาท (ปีละ 240,000 บาท) ถ้าตอนนี้อายุ 25 ปี เราต้องจ่ายเบี้ยรายปีเกือบ 2 แสนบาทต่อปีเลย ถามหน่อยว่าจ่ายไหวหรอ?

เพราะประกันบำนาญจะจ่ายเงินบำนาญตามที่กำหนดไว้ ถ้าเราทำประกันบำนาญที่จะจ่ายให้เรา 2 หมื่นบาทต่อเดือน อนาคตเขาก็จะจ่ายให้เราเท่านั้นแหละ แต่เงิน 2 หมื่นที่เขาจะจ่ายให้เราในอีก 35 ปีข้างหน้ามันจะเหลือแค่เดือนละ 7 พันบาทหน่อยๆ เองนะแก….

ดังนั้น ถ้าอยากได้เงินบำนาญมูลค่าเดือนละ 2 หมื่นบาทจริงๆ ก็ไปซื้อประกันบำนาญปีละ 4-5 แสนบาทซะสิ ตัวแทนประกันจะได้รวยๆ…จะบ้าหรอ!!

การทำประกันบำนาญอาจจะตอบโจทย์ในเรื่องความมั่นคงก็จริง แต่ไม่ใช่ชีวิตที่มั่นคงแน่นอน เพราะเบี้ยรายปีที่สูงมากนี่แหละจะเป็นตัวดูดเงินเราในอนาคต ความจริงเราสามารถใช้มันเป็น Asset ตัวหนึ่งของพอร์ตการลงทุนเพื่อการเกษียณ แต่ควรใช้ในสัดส่วนน้อยเพื่อที่จะได้อุ่นใจว่า อย่างน้อยเราก็มีรายได้ต่อเดือนเข้ามาบ้างแหละ

คนรุ่นใหม่อย่างเราเน้นลงทุนในหุ้น กองทุน LTF RMF หรือกองทุนรวมที่จ่ายปันผล ตอบโจทย์เรื่องรายได้ต่อปีมากกว่า ลงทุนเก็บสะสมหุ้นดีๆ ไปเรื่อยๆเพื่อให้ได้เงินปันผลรายปีมาไว้ใช้จ่าย ใช้ตรงนี้เป็นเสาหลักของแผนเกษียณที่มั่นคงจะปลอดภัยในระยะยาวได้ดีกว่า

ประกันบำนาญไม่ใช่เสาหลักของการเกษียณที่มั่นคง แต่เป็นเครื่องมือเสริมที่ช่วยให้อุ่นใจมากกว่า

(สนใจประกันบำนาญลองอ่านบทความของพี่เอ้ INSURANGER: 3 ขั้นตอนเลือกซื้อประกันบำนาญให้คุ้มค่าสุดๆ)

• อยากลดหย่อนภาษี ซื้อ LTF RMF ให้เต็มวงเงิน ก่อนประกันชีวิตสิ

เมื่อเข้าสู่วัยทำงานสิ่งที่ทุกคนต้องวางแผนเป็นลำดับแรกๆ เลยคือ “วางแผนลดหย่อนภาษี” ซึ่งทางเลือกที่นิยมกันในลำดับต้นๆ เรามักจะได้ยิน ประกันชีวิต LTF RMF มาก่อนใครเพื่อน

ซึ่งหลายๆ ครั้งเรามักจะได้รับคำแนะนำว่า ซื้อประกันให้เต็มก่อนสิ เพราะประกันมันช่วยลดหย่อนได้สูงสุด 1 แสนบาท และไม่มีจำกัดขั้นสูงที่ 15% ของรายได้ต่อปีเหมือนอย่าง LTF RMF แต่…มันจำเป็นหรอว่าเราจะต้องใช้สิทธิ์ประกันชีวิตให้เต็มวงเงินก่อน บางทีซื้ออะไรมากเกินไปแล้วมันไม่ตอบโจทย์มันก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรอยู่ดี

ผมมองว่าประกันชีวิตเป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีประโยชน์ด้าน “ความคุ้มครอง” และเป็นหัวรถจักรที่สามารถพ่วงประกันสุขภาพตามมาได้ ซื้อประกันในวงเงินที่พอดีกับความต้องการ ไม่ใช่ซื้อเพื่อลดหย่อนภาษีเป็นหลัก จงซื้อประกันเพื่อความคุ้มครองเท่าที่จำเป็น

ประกันอีกประเภทอย่าง “ประกันออมทรัพย์” อันนี้อาจจะได้ผลตอบแทนคืนมาบ้าง แต่มันไม่ได้ทุนคุ้มครองที่สูง เมื่อเทียบกับประกันชีวิต และระยะเวลาคุ้มครองก็นานกว่า 10 ปีบางคนอาจจะคิดว่ามันเป็นเงินจมก็ได้

ถ้าอยากลดหย่อนภาษีแล้วได้ผลตอบแทนดีๆLTF RMF เป็นทางเลือกที่ดีกว่าประกันชีวิตแบบออมทรัพย์จริงๆ แล้วจุดมุ่งหมายหลักของ LTF และ RMF คือ ผลตอบแทนจากการลงทุน เพียงแต่ว่าการลงทุนนี้ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเพิ่มขึ้นมา ดังนั้น LTF จะตอบโจทย์เรื่องผลตอบแทนและสภาพคล่องมากกว่าประกันแบบออมทรัพย์

ถ้าอย่างนั้น RMF ไม่จมกว่าหรอ กว่าจะขายออกได้ก็อายุ 55 ปีขึ้นไป ถึงแม้ว่า RMF จะไม่ตอบโจทย์เรื่องสภาพคล่อง แต่ถ้าเลือกดีๆ RMF ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้น สามารถให้ผลตอบแทนเฉลี่ยได้มากถึง 10% ต่อปี เมื่อทบต้นทบดอกแล้ว ผลตอบแทนดีกว่าประกันแบบออมทรัพย์ตั้งเยอะ แถมตอบโจทย์เรื่องแผนการเกษียณอีกด้วย

ไหนๆ คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ที่อยากรวยก็กล้าเสี่ยงแล้ว ซื้อประกันให้พอดีกับความคุ้มครอง แล้วค่อยซัด LTF ให้เต็มวงเงินขั้นต่ำ ถ้ายังขาดอีกก็ค่อยเติมด้วย RMF แต่ถ้าอนาคตมันเต็มขีดจำกัดทั้งหมดแล้ว ก็ค่อยหันมามองประกันออมทรัพย์ไว้เป็นทางเลือก

ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่าลืมประเมินความสามารถในการรับความเสี่ยงด้วย ถ้าเป็นคนชอบความเสี่ยงต่ำก็ใช้ประกันออมทรัพย์หรือประกันบำนาญเข้าช่วยลดหย่อนก่อน ส่วน RMF LTF ค่อยเลือกกองที่จะซื้อตามความเหมาะสม

• การลงทุน คือ การรักษาเงินต้นที่ดีที่สุด

หลายครั้งที่เราได้ยินว่า การลงทุนแบบรักษาเงินต้น เพื่อความปลอดภัยของเงินต้นในระยะยาว ให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ หรือไม่เสี่ยงเลย..แต่ในความเป็นจริง การวางเงินไว้ในสินทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนต่ำแบบนี้ รักษาเงินต้นแทบจะไม่ได้เลย

เพราะในระยะยาวมีศัตรูทางการเงินที่เรียกว่า “เงินเฟ้อ” คอยกัดกินเงินออมของเราอยู่ !

ดังนั้น ในระยะยาวถ้าไม่อยากให้เงินต้นหาย เราต้องรู้จัก “ลงทุน” ให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีชนะค่าเงินเฟ้อโดยเฉลี่ย เงินต้นจึงจะไม่หายไปไหน

จากสถิติที่ผ่านมาพบว่า การลงทุนในหุ้นสามารถสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า 10% ต่อปีโดยเฉลี่ย อาจจะมีบางปีที่ขาดทุน แต่ในปีที่ได้กำไร ตลาดหุ้นก็ให้ผลตอบแทนที่สูงเช่นกัน เมื่อเฉลี่ยผลตอบแทนในแต่ละปีแแล้ว ผลตอบแทนในตลาดหุ้นชนะเงินเฟ้อขาดลอย

(จริงๆ สินทรัพย์ชนิดอื่นๆ ก็ชนะเงินเฟ้อได้เช่นกัน ลองดูตัวอย่างได้จากบทความเก่าของผมอันนี้)

ดังนั้น การลงทุน ที่มีความเสี่ยง ก็คือการรักษาเงินต้นที่ดี แต่ต้องลงทุนตามความเสี่ยงที่รับได้นะ! แต่ถ้าจะลงทุนเพื่อเป้าหมายในระยะสั้นๆ 1-2 ปี แนะนำให้กันเงินก้อนนั้นออกมาก่อนแล้ว ลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำเพื่อ Make Sure ว่าเงินลงทุนจะปลอดภัย ใช้สำหรับเป้าหมายทางการเงินระยะสั้นนี้

การจัดการทางการเงินเป็นเรื่องที่ไม่มีถูกผิด เราสามารถนำแนวคิดทุกอย่างมา Adapt ให้เหมาะกับสไตล์ของตัวเองได้ แน่นอนว่าหลักการคิดแบบคนรุ่นใหม่ของผม อาจจะดูเน้นไปที่ผลตอบแทน และไม่ค่อยสนใจความเสี่ยงซักเท่าไหร่

เพราะผมเชื่อว่าคนรุ่นใหม่ที่ได้เข้ามาอ่านบทความนี้ อายุน่าจะยังไม่เยอะมาก ราวๆ 23-35 ปี ซึ่งอยู่ในช่วงที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูง ยังมีเวลาในการล้มลุกคลุกคลานอยู่เยอะ ถ้าคิดว่าดีก็ลองนำไปปรับใช้ได้เลย แชร์ให้เพื่อนๆ ลองคิดตามกันดูก็ได้นะ ถ้ามีตรงไหนที่คิดว่าไม่ใช่สามารถแย้งกันได้เลยที่หน้าเพจ

ยังไงเราก็พร้อมเปิดรับทุกความเห็นอยู่แล้ว เรียนรู้และก้าวไปพร้อมกันนะวัยรุ่น !!!

(Review) เลือกกองทุน LTF ให้ดี ต้องมีสไตล์ต่างกัน !!

สวัสดีครับ นักลงทุนทุกท่าน กลับมาพบกันกับผมหมอนัท คลินิกกองทุนกันอีกครั้ง พักนี้รู้สึกว่าจะเจอกันบ่อยพอสมควรนะครับ ในช่วงปลายปีแบบนี้ ก็อย่าเพิ่งเบื่อผมไปซะก่อนรับรองว่ามีความรู้ดีๆ ที่จะนำมาฝากให้กับนักลงทุนแน่ๆ ครับ

ผมมักจะเจอนักลงทุนที่เพิ่งเริ่มต้นกับกองทุน LTF มาโพสต์คำถามในกลุ่ม Facebook ด้านการลงทุนต่างๆ เสมอว่า “เพิ่งเริ่มที่จะลงทุนกับกองทุน LTF แล้วไม่รู้ว่าจะเลือกกองทุนแบบไหนดี ต้องดูอะไรบ้าง” ซึ่งผมเองก็เข้าใจดี เนื่องจากผมเองก็เคยเป็นมาก่อนเหมือนกันในช่วงที่เพิ่งจะเริ่มต้นลงทุนกับกองทุนรวม และกองทุน LTF ครับ

บางกองทุนเองก็มีชื่อคล้ายๆ กัน แต่แท้จริงแล้วมีการลงทุนที่แตกต่างกันพอสมควร หรือบางกองทุนมีเงินปันผล บางกองทุนไม่มี ดังนั้น จุดประสงค์ของกองทุนที่นักลงทุนเองเลือกเพื่อลงทุนก็จะค่อนข้างต่างกัน

นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดมากมายที่นักลงทุนเองก็ต้องทราบ และเข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนที่จะลงทุนกับกองทุนนั้นๆ ครับ หากยังไม่เข้าใจ หรือว่ามีบางประเด็นที่ยังสงสัย ผมคงต้องบอกตรงๆ กับนักลงทุนในกองทุนรวมทุกท่านว่า อย่าเพิ่งที่จะลงทุนกับกองทุนนั้นๆ ครับ เนื่องจากความเสี่ยงที่สูงที่สุดในการลงทุนก็คือ การลงทุนในสิ่งที่ยังไม่ทราบ หรือรู้จักมันดีพอ

ดังนั้น วันนี้ผมจะเล่าให้ฟังถึงการอ่านข้อมูลของกองทุน และจุดสำคัญที่ต้องดู ก่อนที่จะเลือกลงทุนกับกองทุน LTF กันครับ รวมถึงมาดูตัวอย่างกองทุน LTF ที่มีสไตล์การลงทุนที่แตกต่างกัน ถึงแม้ว่าจะมีส่วนที่คล้ายกันก็ตามครับ

1. เราลงทุนกับ LTF เท่าไหร่

อันนี้คงต้องคำนวณอย่างถูกต้องเสียก่อน ไม่งั้นจะมีปัญหาตามมาค่อนข้างเยอะทีเดียวครับ เพราะว่าการซื้อเกินส่วนที่เกินนั้น ไม่สามารถที่จะนำไปลดหย่อนได้ นอกจากนั้น กำไรจากการขายกองทุน LTF ในส่วนที่เกินก็จะต้องนำมารวมเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีอีกด้วยครับ ยุ่งยากพอสมควรเลย

2. กองทุนเก่า ให้ดูผลตอบแทนย้อนหลังในระยะ 3-5 ปี เป็นอย่างน้อย

ในกรณีที่กองทุนยังเปิดมาได้ไม่นาน ผมเองก็อยากให้ดูที่ผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุนที่นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ครับ เพื่อให้เห็นการทำงานของกองทุนที่เราจะเลือกลงทุนด้วยว่า ทำผลตอบแทนได้ดี หรือไม่ อย่างไร

ส่วนการเลือกกองทุน IPO หรือว่ากองทุนออกใหม่นั้นไม่มีประวัติ หรือว่าผลตอบแทนย้อนหลังมาให้กับนักลงทุนได้เห็น ดังนั้น สิ่งที่จะทำได้ก็คือ การดูกองทุนอื่นๆ ที่มีมาก่อนของ บลจ. นั้นๆ ว่ากองทุนส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนที่ดีต่อเนื่องหรือไม่

3. เข้าใจกองทุนและเลือกกองทุนให้เหมาะกับตนเอง

นักลงทุนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยทำความเข้าใจว่ากองทุนที่ตนเองจะไปลงทุนนั้น มีสไตล์การลงทุนเป็นอย่างไร และลงทุนกับอะไรบ้าง แนวคิดการลงทุนเป็นอย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ของการลงทุนในกองทุนรวมเลยก็ว่าได้ครับ ทั้งนี้เพราะว่า สไตล์ที่ต่างกัน จะมีผลต่อเนื่องกับผลตอบแทนนั่นเองครับ

ผมยกตัวอย่างง่ายๆ หากเราเลือกกองทุน LTF ที่ไปลงทนในหุ้นขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นนั้น ความผันผวนก็จะไม่สูงมากนัก ดังนั้น ผลตอบแทนที่ได้ก็มีโอกาสที่จะได้น้อยกว่ากองทุน LTF ที่มีหุ้นเล็กๆ หรือว่าหุ้นที่กำลังเติบโตนั่นเองครับ

แต่ถ้าหากนักลงทุนรักที่จะถือกองทุนหุ้นเล็ก ก็อาจจะต้องเตรียมตัว เตรียมใจเรื่องของความเสี่ยงในระหว่างการลงทุนที่จะมากกว่ากองทุนหุ้นทั่วไป หรือกองทุนหุ้นที่ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ครับ แน่นอนว่าอาจจะต้องมีการถือครองกองทุนยาวนานมากขึ้น ก็จะช่วยลดความเสี่ยงลงได้ และถ้าเข้าใจเรื่องของความเสี่ยง และระยะเวลาแบบนี้แล้วละก็ นักลงทุนเองก็จะสามารถลงทุนกับกองทุนในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างสบายใจมากขึ้นครับ

4. ตรวจสอบค่าธรรมเนียมก่อนลงทุน

ผมเองอยากให้นักลงทุนเองตรวจสอบค่าธรรมเนียมก่อนการลงทุนทุกครั้งครับ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมในการซื้อหรือว่าขายกองทุนเอง ก็จะมีผลต่อการเงินที่จะนำไปลดหย่อนภาษี เพราะว่าหากกองทุนมีค่าธรรมเนียมในการซื้อ ส่วนที่ลดหย่อนภาษีได้นั้น คือเงินส่วนที่ลงทุนจริง เช่น ลงทุนด้วยเงิน 5,000 บาท แต่กองทุนมีการเก็บค่าธรรมเนียมในการซื้อ-ขาย 1% ก็หมายความว่า ยอดเงินที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้คือ 4,950 บาท และในส่วนค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการเองก็ควรที่จะไม่สูงมาก หรืออย่างน้อย ๆ ก็ต้องได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับการที่เราจ่ายค่าธรรมเนียมไปครับ

คราวนี้เรามาดูกองทุนตัวอย่างกันบ้างว่ามีกองทุนอะไรบ้าง และมีความแตกต่างกันอย่างไรครับ เพื่อให้นักลงทุนได้เห็นภาพมากขึ้นไปด้วยว่า สไตล์การลงทุน และผลตอบแทนของแต่ละกองทุนเป็นอย่างไร และเราเหมาะกับกองทุนแบบไหนกันครับ

KFLTFA50-D

เริ่มที่กองทุนแรกกันครับ ช่วงนี้จะได้ยินชื่อกองทุนนี้บ่อยๆ เพราะเป็น LTF ที่ให้ผลตอบแทนย้อนหลังสูงสุดเป็นอันดับ 1 จาก Morningstar Thailandเมื่อสิ้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แนวคิดการลงทุน หรือว่าสไตล์การลงทุนของกองทุนนี้ก็คือ เป็นกองทุนเน้นลงทุนกับหุ้น 50 ตัวแรก ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนหุ้นขนาดใหญ่ในรูปแบบเชิงรุก เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่ากองทุนแบบ Passive Fund ทั่วไป ไม่ยึดติดดัชนี เพื่อหาผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาด หรือพูดง่าย ๆ ว่ากองทุนนี้ เป็นกองทุน Active Fund ครับ ถึงแม้ว่าจะมี 50 ต่อท้ายคล้ายกับกองทุน SET50 อื่นๆ

โดยจะไม่ได้ลงทุนในหุ้น 50 ตัวใน SET50 ตามสัดส่วนของดัชนี แต่ะเน้นการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่ผ่านการคัดเลือก โดยลงทุนใน SET50 ประมาณ 70-100% กองทุนมีนโยบายการจ่ายเงินปันผล ซึ่งตั้งแต่จัดตั้งกองทุนถึงปัจจุบัน กองทุนมีการจ่ายเงินปันผลทั้งสิ้น 11 ครั้ง คิดเป็นจำนวนเงิน 5.68 บาท ไปแล้วครับ และได้ดาวจาก Morningstar ไปถึง 4 ดาวครับ ถ้าดูผลตอบแทนยาวๆ 3-5 ปี ก็ถือว่าอยู่ในอันดับต้นๆ เช่นกัน

ที่มา บลจ.กรุงศรี  ข้อมูล ณ 31 ต.ค. 60

จากพอร์ตการลงทุนก็จะเห็นได้ว่าเป็นหุ้นขนาดใหญ่เสียเป็นส่วนใหญ่ครับ

KFLTFEQ

มาต่อกันด้วยกองทุนกองที่ 2 กันครับ เป็นกองทุนที่มีสไตล์อีกแบบคือ หาหุ้นที่มีการเติบโตสูง โดยเฟ้นหาบริษัทในทุกอุตสาหกรรม ทุกขนาดที่มีโอกาสเติบโตสูงกว่าตลาด ซึ่งมักจะมีลักษณะดังต่อไปนี้ครับ

1. ต้องเป็นผู้นำในธุรกิจ หรือ กลุ่มอุตสาหกรรมนั้นๆ 

2.ต้องมีโอกาสทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง 

3.ต้องมีศักยภาพในการทำกำไรสูงอีกด้วยครับ

ดังนั้น หากนักลงทุนชอบหุ้นที่มีการเติบโตสูงๆ กองทุนนี้ก็นับว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจครับ ซึ่งหากกองทุนเลือกหุ้นได้ถูกต้อง ถูกจังหวะแล้วละก็ ผลตอบแทนไม่ต้องพูดถึงครับ ก้าวกระโดดอย่างแน่นอน อย่างถ้าดูย้อนหลัง 1 ปี ณ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา ก็ให้ผลตอบแทนสูงสุดเป็นอันดับ 2 ในกลุ่ม LTF ครับ

ที่มา บลจ.กรุงศรี  ข้อมูล ณ 31 ต.ค. 60

เหตุนี้จึงทำให้กองทุนนี้เองได้รับดาวจาก Morningstar ไปถึง 4 ดาวด้วยเช่นกันครับ

KFLTFSM-D

ส่วนกองทุนสุดท้ายนี้ ถือว่าเป็นกองทุนยอดฮิตที่แต่ละ บลจ. ทยอยออกมากันเยอะมากขึ้นครับ นั่นก็คือ กองทุนที่เน้นการลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก-ขนาดกลางนั่นเองครับ ซึ่งกองทุนนี้จะเน้นหุ้นที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูง โดยคัดเลือกหุ้นรายตัวที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีศักยภาพเติบโตดี หากมีกองทุนนี้อยู่ในพอร์ต ก็จะช่วยลดการยึดติดจากหุ้นขนาดใหญ่ที่เคลื่อนไหวไปตามสภาวะตลาดครับ

ดังนั้น นอกจากมีลุ้นเรื่องผลตอบแทนที่ดีแล้ว ยังได้เรื่องของการกระจายความเสี่ยงไปอีกทางด้วยครับ เหมาะกับคนที่มี LTF ที่เน้นลงทุนหุ้นใหญ่อยู่แล้ว และเหมาะกับคนที่ได้อยากเงินปันผลออกมาใช้ระหว่างการลงทุนระยะยาวอีกด้วยครับ

ที่มา บลจ.กรุงศรี  ข้อมูล ณ 31 ต.ค. 60

ทั้ง 3 กองทุนในปีนี้ ผมถือว่าทำได้ค่อนข้างดีครับ โดยทำผลตอบแทนชนะ SET TR อยู่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกองทุน KFLTFSM-Dทำผลตอบแทนได้เป็นอันดับ 1 ในกลุ่มกองทุนหุ้นเล็กด้วยกัน และทำผลตอบแทนได้สูงกว่า SET TR อยู่เกือบเท่าตัวเลยละครับ

SET Total Return Index +14.49% (as of 1/11/17)

ก่อนจะจากกันไป ผมมีเคล็ดแต่ไม่ลับใหักับนักลงทุนทุกคน นั่นก็คือ นักลงทุนเองก็ควรที่จะเลือกกองทุน LTF เพื่อลงทุนจริงไม่ควรเกิน 3 กองทุน 

ถ้าอยากจะกระจายความเสี่ยง ผมคิดว่านักลงทุนควรมองหากองทุนที่มีความแตกต่างกันในเรื่องของสไตล์การลงทุน และแนวคิดการคัดเลือกหุ้นในกองทุนครับ เช่น มีกองทุนหุ้นใหญ่ + กองทุนหุ้นเล็ก + กองทุนหุ้นเติบโต หรือจะแนวทางการลงทุนอื่นๆ ร่วมด้วยก็ได้ เช่น Passive Fund หรือกองทุนอ้างอิงดัชนีที่ผลตอบแทนจะขึ้นลงตามดัชนี และมีค่าธรรมเนียมค่อนข้างถูก เพื่อให้พอร์ตการลงทุนมีการกระจายไปในหุ้นหลายๆ กลุ่มครับ หรือจะเลือก LTF ที่มีนโยบายแบบเปิดกว้างยืดหยุ่น ลงทุนในหุ้นได้หลากหลายกลุ่มก็น่าสนใจครับ

ดังนั้น ผมอยากให้นักลงทุนตั้งใจ และตัดสินใจเลือกกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ และเข้าใจแนวทางการลงทุนของกองทุนนั้นๆ เป็นอย่างดี เพื่อจะได้ลงทุนได้อย่างสบายไป และไม่ต้องไปถือกองทุน LTF ให้มากมายวุ่นวายหลายกองทุนเกินไป เพราะว่ามันยากในการบริหารจัดการแถมอาจไม่ช่วยให้ได้ผลตอบแทนที่กว่าด้วยครับ

สุดท้ายนี้ขอให้นักลงทุนทุกท่าน โชคดีในการซื้อกองทุน LTF ในช่วงปลายปีแบบนี้นะครับ สวัสดีครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

The Power Of Service ความลับของบริการคือความ Exclusive ที่คาดไม่ถึง

Privilege, Premium, Exclusive หลากต่อหลายคำที่ทำให้รู้สึกถึงความเป็นคนพิเศษเมื่อได้รับ Service พิเศษจากแบรนด์ดัง…และคุณเคยคิดไหมว่าที่สุดของความพิเศษที่คุณอาจจะได้รับเป็นอย่างไร

ปัจจุบันองค์กรต่างๆ เช่น ธนาคาร บริษัทประกัน ต่างเลือกสรรประสบการณ์พิเศษเพื่อให้ลูกค้าประทับใจ เกิด Loyalty ต่อแบรนด์มากขึ้น และรู้ไหมว่ากว่า 40 แบรนด์ ตัดสินใจเลือกใช้บริการของ The Black Tie แบรนด์ Service ของไทยที่ขึ้นชื่อเรื่องการบริการ เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าระดับพรีเมียม และสร้างความประทับใจไม่รู้ลืม

“One Stop Corporate Privilege Solutions” 

คือตัวตนของ The Black Tie Service บริษัท Service ที่มอบ Lifestyle Experience สุด exclusive แด่ลูกค้าคนสำคัญระดับวีไอพีขององค์กรต่างๆ ที่วันนี้จะเน้นขายแต่ผลิตภัณฑ์อย่างเดียวเห็นจะไม่ได้แล้ว แต่ต้องมีการทำ CRM (Customer Relationship Management) ที่ดีด้วย

Black Tie จัดบริการหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ รถลิมูซีนหรูสะดวกสบายพร้อมคนขับส่วนตัว ทานดินเนอร์ร้านที่ขึ้นชื่อว่าจองยากที่สุด หรือจะเป็นทริปหวานนั่งบอลลูนชมความงามของท้องฟ้าเพื่อฉลองครบรอบวันแต่งงาน ทริปเข้าชมปราสาทต่างแดนแบบเป็นส่วนตัว และอีกสารพัดบริการที่คุณคาดไม่ถึงว่าจะเกิดขึ้นได้

เรียกได้ว่า หัวใจของ Black Tie คือการ Service ที่เป็นแนวคิดหลักในการทำงานของผู้บริหารและพนักงานทุกคน เพื่อรังสรรค์ประสบการณ์ที่หาจากที่ไหนไม่ได้

และในวันนี้คุณเก่ง จักรพันธ์ รัตนเพชร Managing Director ของ Black Tie จะมาเผยถึงแนวคิดการทำธุรกิจ Service ในยุคปัจจุบัน ที่ทำให้ Black Tie เป็นบริษัทที่เติบโตจากไทยไปสิงคโปร์ ฮ่องกง และจีน (เซี่ยงไฮ้) ในเวลาไม่กี่ปี และเตรียมขยายตัวไปยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา

ธุรกิจ Service ไม่ใช่แค่เรื่อง “บริการ” ?

ผมและคุณอ้อ (กนกพร ณ ระนอง) มีประสบการณ์ดูแลลูกค้า VIP มาก่อน และเห็นช่องว่างทางการตลาด ที่ยังไม่มีใครมุ่งดูแลลูกค้าองค์กร จึงค่อยๆ ศึกษาถึงความต้องการของลูกค้า ใช้เวลาในการทำ research ว่าองค์กรมีความต้องการอะไร มี pain point อะไร ที่บริษัทอื่นๆ ยังให้ไม่ได้ 

รุกตลาด Service จะธรรมดา “ไม่ได้” ?

ด้วยหัวใจของธุรกิจคือการ Service ลูกค้าต้องมั่นใจว่าให้บริการได้อย่างน่าประทับใจ รู้สึกพรีเมียมจริงๆ อย่าง Black Tie ก็จะมี 5 รูปแบบบริการ ได้แก่

  1. Corporate Concierge Service ผู้ช่วยส่วนตัว
  2. การจัดทริปสุดพิเศษในต่างประเทศ
  3. จัดอีเว้นท์พิเศษในประเทศ
  4. จัดหาสิทธิประโยชน์ เช่น สิทธิ์รับประทานอาหารที่ร้านสุดหรู
  5. บริการรถลิมูซีน ก็ถือว่าเป็น One stop service คือลูกค้าไม่ต้องไปหาที่ไหนอีก เราจัดให้หมดทุกอย่าง

ความไม่ธรรมดา ใน Service แบบ “Black Tie” ?

การใส่ใจและเต็มที่ในทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่มจนจบงาน ทุกบริการเราจะมี Project Manager เพื่อให้ลูกค้าคุยกับคนเพียงคนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบงาน คนคนนี้จะถาม requirement ของลูกค้า และนำมาจัดบริการให้ตรงกับความต้องการมากที่สุด มีความ special เขาอยากได้อะไร เรา add on ให้เต็มที่

“เราไม่ได้ขายสิ่งที่เรามี ไม่ให้เขาซื้อสิ่งที่เรามี แต่เราดูว่าเขาต้องการอะไร แล้วสร้างให้ตรงกับความต้องการที่สุด”

ธุรกิจ Service การแข่งขันที่ “ดุเดือด” ?

ภาพรวมของธุรกิจนี้ การแข่งขันจะดุเดือดมากขึ้น องค์กรที่ต้องการดูแลลูกค้าแบบ premium จะมีการ personalize ทุกอย่าง

ธุรกิจ Service ยุคดิจิตอล เทคโนโลยีคือ “ความสำคัญ” ?

เรื่องคนเป็นเรื่องสำคัญ เรื่อง technology ที่ใช้ก็สำคัญ ต้อง deliver ได้เร็วและมีประสิทธิภาพ อย่าง Black Tie เลือกใช้ระบบหลังบ้านเป็น Salesforce ที่บันทึกข้อมูลของลูกค้าทั้งหมด เมื่อเขากลับมาใช้บริการกับเราอีกครั้ง เราก็มี service ที่จะตอบโจทย์เขาได้

โดย Salesforce จะจัดเก็บข้อมูลทั้งหมด ลูกค้าโทรเข้ามาด้วยเรื่องอะไร ชอบโทรเข้ามาตอนกี่โมง ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ก็เหมือน Big Data ที่เราจะเอามาวิเคราะห์ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด และดีที่สุด

ธุรกิจ Service ความยากคือการ “วัดผล” ?

ความประทับใจมันมาในรูปนามธรรม เป็น inside ของลูกค้า ดังนั้นทุกครั้งหลังการให้บริการจะมีการวัดผล ทั้งทำ survey และพนักงานโทรเข้าไปถามลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าประเมินความพึงพอใจ บางครั้งอาจต้องใช้การ random ด้วย คือแอบไปทดลองบริการ แล้วประเมินว่าตอนนี้มาตรฐานมันไปถึงไหน โอเคไหม มีอะไรต้องปรับปรุง

นอกจากนี้ก็มี technology ต่างๆ มาช่วยด้านการวัดผล เช่น Black Tie เราได้ใช้ Chatbot ในส่วนการประเมินความพึงพอใจก็ automate หมด การ confirm บริการ พอพนักงาน confirm ลูกค้าเรียบร้อยแล้ว ก็จะมี sms เด้งเข้าไปเลย

ธุรกิจ Service การคัดเลือกพนักงานต้อง “พิถีพิถัน” ?

ใน Black Tie ผมสัมภาษณ์พนักงานเองทุกคน ไม่ได้ดูแค่ประสบการณ์อย่างเดียว ต้องรักงานบริการ และอยากเติบโตไปพร้อมกัน

โดยผมมองคนทำงานด้าน Service ต้องมี 3 เรื่องหลัก คือ

  1. loyalty ที่จะทำงานกับเรา
  2. passion เพราะงาน service เป็นงานหนัก 
  3. commitment คือสัญญาอะไรกับลูกค้าก็ต้องทำให้ได้

“คนไทยขึ้นชื่อว่าเป็นชาติที่ให้บริการได้ดี แต่ขาดทักษะในเรื่องภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญหากเราจะ go global”

ธุรกิจ Service ไม่ใช่แค่ดูแลลูกค้า แต่ต้องใส่ใจ “พนักงาน”?

เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้บริหารควรใส่ใจ เราควรให้ trust ในตัวพนักงานของเรา เราเลือกเขาเข้ามาเป็นหนึ่งใน key man ที่จะทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ ต้องให้เขามีอำนาจตัดสินใจ คอย back up อยู่ห่างๆ บางครั้งอาจยังไม่ถูกต้อง แต่ต้องปล่อยให้เขาได้ลองทำ

และนี่คือแนวคิดการทำธุรกิจ Service ในยุคปัจจุบันจาก The Black Tie ที่สามารถเอาชนะพฤติกรรมของลูกค้ามีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และต้องการความพิเศษที่เฉพาะตัวมากขึ้น รวมทั้งฝ่าสงครามการแข่งขันธุรกิจบริการ ขึ้นแท่นสู่บริษัทที่เป็นผู้นำด้านบริการแบบ Exclusive

ขอขอบคุณบทสัมภาษณ์ดีๆ จากคุณ คุณเก่ง จักรพันธ์ รัตนเพชร Managing Director ของ Black Tie

ติดตามข้อมูลบริการของ Black Tie ได้ที่ http://theblacktie-service.com

เลิกปวดหัวกับ “ค่าเสียหายส่วนแรก” ด้วยประกันภัยรถชั้น 1 ไม่มี*ดอกจัน ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม จากเทสโก้ โลตัส โบรคเกอร์ ประกันภัย

สำหรับใครก็ตามที่เคยเปรียบเทียบ หรือเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์ ส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกซื้อจากบริษัทประกันภัยโดยตรงหรือจากนายหน้าที่มีชื่อเสียง, มีบริการที่ดี หรือ “ราคาถูก” กว่าเจ้าอื่น จริงมั้ยครับ?

แต่ถ้าดูจากราคาเป็นหลัก โดยเฉพาะเวลาจะซื้อ “ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1” ผมขอแนะนำว่า อาจจะต้องระมัดระวังกันสักนิด เพราะบางครั้งการโฆษณาหรือแสดงให้เห็นค่าเบี้ยประกันรถยนต์ชั้น 1 ที่ถูกเป็นพิเศษ อาจจะถูกซ่อนไว้ด้วย “เงื่อนไข” บางอย่าง ที่ไม่ได้แจ้งรายละเอียดให้เห็นอย่างชัดเจน โดยใช้ * “ดอกจัน” แฉกเล็กๆ ระบุไว้ให้เราต้องไปหารายละเอียดอ่านต่อเองเท่านั้นถึงจะทราบ

ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว เงื่อนไข *ดอกจัน ที่ถูกเพิ่มเข้ามา ที่ทำให้ค่าเบี้ยประกันภัยถูกลงเนี่ย มันคือเจ้า “ค่าเสียหายส่วนแรก” นี่เองล่ะครับ

“ค่าเสียหายส่วนแรก” คืออะไร?

ค่าเสียหายส่วนแรก คือ ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมรถของเรา ที่เราต้องออกค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งเอง นอกเหนือจากวงเงินคุ้มครองในการทำประกันภัยที่เราทำไว้ ซึ่งจะมีเงื่อนไขนี้เฉพาะกับประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 เท่านั้น ดังนั้น หากเราเลือกทำประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 แบบมีค่าเสียหายส่วนแรก ก็จะทำให้เราจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยถูกลง (เพราะเราต้องมารับผิดชอบค่าเสียหายส่วนหนึ่งร่วมกับบริษัทประกันภัยนั่นเอง)

โดยที่ “ค่าเสียหายส่วนแรก” จะมีอยู่ 2 ประเภท คือ

1. “ค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ” หรือเรียกว่า “Deductible”

เป็นค่าเสียหายส่วนแรก ที่เหมือนเป็น “ตัวเลือกเสริม” ให้เราสามารถเลือกเองได้ว่า จะรับ หรือไม่รับค่าเสียหายส่วนแรกในจำนวนที่กำหนด ซึ่งโดยปกติจะอยู่ที่ประมาณ 1,000-5,000 บาท (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของบริษัทประกันภัย) ถ้าเราเลือกแบบที่มีค่าเสียหายส่วนแรก (มี Deductible) เราก็จะจ่ายค่าเบี้ยที่ถูกลงก็จริง  แต่หากเกิดอุบัติเหตุรถชน หรือเกิดความเสียหายกับรถของเรา และเราเป็นฝ่ายผิด ในแต่ละครั้ง เราต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเองก่อนนำรถออกจากอู่ซ่อม เป็นจำนวนเงินเท่ากับค่า Deductible ที่หักลดไว้ในตอนที่ซื้อประกัน

ตัวอย่าง

ค่าเบี้ยประกันปกติ 15,000 บาท 

  • Option 1 : ถ้าเลือกแบบไม่มีค่าเสียหายส่วนแรก (ไม่มี Deductible)  หลังจากจ่ายค่าเบี้ยประกันรถ 15,000 เราไม่ต้องจ่ายอะไรอีกเลยถ้าชน ไม่ว่าจะเกิดอุบัติเหตุรถชนกี่ครั้งก็ตามในปีนั้น
  • Option 2 : แต่ถ้าเลือกทำประกันแบบมีค่าเสียหายส่วนแรก (แบบมี Deductible) 5,000 บาท เราก็จะจ่ายเบี้ยเหลือเพียง 15,000-5,000 = 10,000 บาท ถูกกว่าก็จริง แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุรถชน หรือรถเราเสียหาย และเราเป็นฝ่ายผิด เป็นมูลค่า 7,000 บาท เราก็ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเองก่อน 5,000 บาท  ทางบริษัทประกันภัย จึงค่อยมารับผิดชอบค่าเสียหายส่วนที่เหลืออีก 2,000 บาท และถ้าปีนั้นเกิดอุบัติเหตุรถชนแบบนี้ 2 ครั้ง ก็เท่ากับว่าเราต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยปกติ 10,000 บาท บวกกับค่า Deductible ครั้งละ 5,000 บาท 2 ครั้ง รวมกันเท่ากับว่าเราต้องจ่ายทั้งหมด 10,000+5,000+5,000 = 20,000 บาท! (สุดท้ายแพงกว่าเลือกแบบoption 1 ที่ไม่มี Deductible ด้วยซ้ำ) 

2. ค่าเสียหายส่วนแรกตามเงื่อนไข หรือเรียกว่า ค่า Excess

เป็นค่าเสียหายส่วนแรก ที่เราถูก “บังคับ” ให้ต้องจ่ายเอง แม้เราจะจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยไปแล้วก็ตาม กรณีที่รถเราเกิดความเสียหายโดยไม่ได้เกิดจากการที่เราขับชน หรือชนแล้วไม่สามารถระบุคู่กรณีได้ (ที่บางคนเรียกว่า เคลมแห้ง) เช่น

  • ก้อนหินกระเด็นใส่รถกระจกแตก (แล้วไม่รู้ว่าก้อนหินของใคร หรือมาจากไหน)
  • รถเป็นรอยขีดข่วน โดยที่ไม่สามารถระบุผู้กระทำได้
  • รถไถล ครูดกับถนนเป็นรอย
  • รถถูกสัตว์ (ที่ไม่มีเจ้าของ) ข่วน หรือทำลายบางส่วนเสียหาย

โดยทั่วไป กรณีแบบนี้ เราต้องจ่ายค่า Excess เอง เป็นจำนวนไม่เกิน 1,000 บาท/จุด ก่อนทางบริษัทประกันภัยจึงจะรับผิดชอบส่วนที่เหลือให้

“ดังนั้น ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ของบางบริษัทประกันภัย ที่เบี้ยอาจจะถูกกว่าที่อื่น
แต่ก็อาจจะมีเงื่อนไขค่า Excess แตกต่างกับบริษัทประกันภัยอื่นด้วย ก็เป็นไปได้เหมือนกัน”

ส่วนเสริม : ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 นั้นจะคุ้มครองกรณีที่เกิดความเสียหายกับ

  • ชีวิตและสุขภาพของบุคคลภายนอก (รวมถึงคู่กรณี)
  • รถของคู่กรณี
  • ชีวิตและสุขภาพของตัวเรา
  • รถของเรา (รวมทั้งกรณี รถหาย ไฟไหม้)
  • ชดเชยความเสียหาย ตามค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น ไม่เกินมูลค่าของทุนประกันที่ทำไว้

“อย่างไรก็ตาม การเลือกซื้อประกันภัยรถแบบมีเงื่อนไขค่าเสียหายส่วนแรก (มี Deductible) ก็อาจจะไม่ใช่ข้อเสียอย่างเดียวเสมอไป”

เพราะถ้าเรามั่นใจว่าเราเป็นคนที่ขับรถดี ไม่อันตราย มีโอกาสไปเฉี่ยวชนให้เกิดความเสียหายเองน้อย หรือไม่ค่อยได้ใช้รถ การมีเงื่อนไขค่าเสียหายส่วนแรก (มี deductible) ก็อาจช่วยให้เราประหยัดค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ของเราได้ เพราะฉะนั้น อยู่ที่เราประเมินตัวเองด้วยว่า เรามีพฤติกรรมความเสี่ยงในการขับขี่มากน้อยแค่ไหน ควรมีค่าเสียหายส่วนแรก (มี Deductible) ไว้รับความเสี่ยงเองส่วนหนึ่งด้วยไหม ถ้ามีไม่ควรจะเกินเท่าไหร่ถึงจะไม่มากจนเกินไป

“แต่หากใครที่ไม่มั่นใจกับความเสี่ยงในการขับขี่ของตัวเอง ไม่ต้องการรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรก (ค่า Deductible) อยากวางแผนจ่ายค่าเบี้ยง่ายๆครั้งเดียวจบ”

ไม่ต้องห่วงค่าใช้จ่ายใดๆเพิ่มอีก และไม่ต้องพะวงกับเงื่อนไข ที่ถูกซ่อนมากับ*ดอกจันให้ต้องกังวลใจ แนะนำให้เลือกซื้อประกันภัยรถแบบไม่ค่าเสียหายส่วนแรก (ไม่มีค่า Deductible)

ยิ่งตอนนี้ มีข่าวดีมาฝากกัน กับ “ประกันภัยรถชั้น 1 ไม่มี*ดอกจัน ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม” ให้บริการนายหน้าประกันภัยโดย บริษัท เทสโก้ เจเนอรัล อินชัวรันส์ โบรคเกอร์ จำกัด จ่ายครั้งเดียวจบ ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก (ไม่มีค่า Deductible) เพิ่ม

ซึ่ง เทสโก้ โบรคเกอร์ ประกันภัย ได้มอบสิทธิประโยชน์พิเศษ คือ

  • ประกันรถยนต์ ชั้น 1 สำหรับรถกระบะส่วนบุคคล ค่าเบี้ยเริ่มต้น 9,990 บาทต่อปี และรถยนต์ซิตี้คาร์ ค่าเบี้ยเริ่มต้น 11,000 บาทต่อปี  จ่ายครั้งเดียวจบ ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก (ไม่มีค่า deductible) เพิ่ม
  • สามารถผ่อนชำระค่าเบี้ยประกันภัย ผ่านบัตรเครดิต เทสโก้ โลตัส วีซ่า ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 10 เดือน  

สามารถเลือกซื้อประกันภัย จากบริษัทประกันภัยชั้นนำ

  • บริษัท สินมั่นคง ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท แอลเอ็มจี ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท เอไอจี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)
  • และ บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)

https://www.youtube.com/embed/0huzFcnKy7U https://www.youtube.com/watch?v=0huzFcnKy7U

หากใครสนใจก็ติดต่อได้ที่ เคาน์เตอร์เทสโก้โลตัส บริการด้านการเงินและโบรคเกอร์ประกันภัยที่ Tesco Lotus 189 สาขาทั่วประเทศหรือที่ www.tescolotusfs.com หรือติดต่อศูนย์บริการลูกค้า โทร 1712 กด 1 กด 2

สุดท้ายก่อนจะจากกันไปอย่าลืมว่า “หากจะซื้อประกันภัย ก็ควรศึกษารายละเอียดให้ดี อย่าสนใจเพียงเพราะแค่ราคาถูกแต่เพียงอย่างเดียว เพราะอาจจะมีเงื่อนไขเพิ่มขึ้นมามากมาย ที่เราไม่ควรมองข้าม ที่เราต้องเข้าใจทุกครั้งก่อนซื้อนะครับ”

บทความนี้เป็น Advertorial

มนุษย์เงินเดือนกรุงเทพฯ สูญเสียเวลาไปเท่าไหร่กับการเดินทางไปทำงาน

“มนุษย์เงินเดือนที่ซื้อรถ กับ ใช้รถโดยสารสาธารณะ
เลือกแบบไหนถึงจะประหยัดกว่ากันนะ?”

อยู่ๆพรี่หนอมก็เกิดคำถามนี้ขึ้นมา ระหว่างกำลังขับรถผ่านโชนใจกลางเมือง ทางฝั่งซ้ายเต็มไปด้วยคนที่ต่อแถวยืนรอรถตู้ ส่วนฝั่งขวาก็เต็มไปด้วยคนที่เรียงแถวขึ้นไปสู่รถไฟฟ้า พอผ่านแยกที่ติดนรกแตกมาก็เห็นว่ามีหลายคนที่ยืนแออัดกันบนรถเมล์คันข้างๆที่เพิ่งปาดหน้าไป

ชีวิตแบบไหนกันแน่ที่ดีกว่ากัน
หรือว่าชีวิตทั้งหมดนั้นมันก็ต้องเจอรถติดอยู่ดี

นอกจากมุมมองด้านการเงินของพรี่หนอมแล้ว บทความในวันนี้ยังได้รับเกียรติจากเจ้าของเพจ Creative Salary ผู้เขียนหนังสือ ‘สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก’ และ ‘เปิดเทอมใหญ่วัยทำงาน’ มาร่วมเขียนถึงประเด็นนี้ในทัศนคติของมนุษย์เงินเดือนมืออาชีพ เพื่อให้เห็นถึงมุมมองในการบริหารเวลา ที่นอกเหนือกว่าเรื่องของการจัดการเงินเพียงอย่างเดียว และต้องบอกว่าเป็นงานทดลองแนวใหม่ในมุมมองที่กว้างออกไป ซึ่งอยากให้ติดตามกันครับ

ในปี 2016 กรุงเทพได้ถูกจัดอันดับจาก INRIX แหล่งบันทึกสถิติด้านการจราจรให้เป็นเมืองที่มีรถติดมากเป็นลำดับที่ 12 ของโลก และครองอันดับ 1 ในเอเชีย (โคตรเศร้า) แต่ที่เศร้ากว่าคือ เวลาในชีวิตของมนุษย์เงินเดือนได้สลายหายไปพร้อมกับไฟแดงแต่ละแยก จนถูกคนตั้งชื่อแยกได้ค่อนข้างแสบทรวงไปถึงหัวใจ ยกตัวอย่าง เช่น แยกอโศกเพชรบุรีตัดใหม่ที่มีไฟเขียวแค่ 3 วิ เป็นต้น

นี่แสดงให้เห็นถึงสภาวะความอึดอัดของมนุษย์เงินเดือนที่ใช้รถใช้ถนนซึ่งต้องเสียเวลาเดินทาง ไป – กลับเกินจริงมากๆ โดยจากข้อมูลของ INRIX เจ้าเก่าได้คิดค่าเสียเวลาจากการติดอยู่บนถนนออกมา 64.1 ชั่วโมงต่อปีโดยเฉลี่ย ซึ่งหากเรานำจำนวนเวลาที่เสียไปเหล่านี้มาตั้งคำถามสนุกๆ ว่า คนที่เขาบริหารเวลาเก่งๆ เขาสามารถนำตัวเลข 64.1 ชั่วโมงนี้ไปพัฒนาตัวเอง หรือไปต่อยอดอะไรได้บ้างก็น่าคิดไม่น้อย

แต่เดี๋ยวก่อน หลายคนมีเหตุจำเป็นที่ต้องใช้รถ และแถมต้องจำยอมต่อสภาวะรถติดจนเป็นกิจวัตรประจำวันจนเกินความเคยชิน ภายใต้หน้าที่ความรับผิดชอบ อาทิ การขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียน เป็นต้น

ถึงแม้ว่าจะพยายามออกจากบ้านให้เช้าก็แล้ว หรือไม่ก็ออกจากออฟฟิศให้ดึกก็แล้ว ก็ยังไม่สามารถเลี่ยงรถติดได้ซะที การจะไปเช่าคอนโดอยู่ก็ไม่ได้เป็นทางที่เหมาะสมสำหรับมนุษย์เงินเดือนทุกคน เนื่องจากหลายชีวิตก็มีภาระค่าใช้จ่ายและความจำเป็นแตกต่างกันออกไป

การที่รถติดขนาดนี้สาเหตุหลักๆ มาจากปริมาณรถที่เยอะขึ้น และแหล่งงานกระจุกตัว โดยช่วงเวลาแห่งความหฤโหดจะอยู่ในช่วงเวลาระหว่าง 06.00 -09.00 น. และ 16.00 – 19.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาออกไปทำงานกับหลังเลิกงานนั้นเอง จากแหล่งข้อมูลได้มีการจัด 5 อันดับ ถนนที่รถโคตรติดตามช่วงเวลาที่แบ่งไว้ดังนี้

ช่วง 06.00-09.00 น.

1. กรุงธนบุรี (กรุงธนบุรี-สุรศักดิ์) ความเร็วเฉลี่ย 5.1 กม./ชม. 

2. พระราม 9 (รามคำแหง-พระราม 9) ความเร็วเฉลี่ย 9.7 กม./ชม. 

3. เจริญกรุง (ถนนตก-สุรวงศ์) ความเร็วเฉลี่ย 10.6 กม./ชม. 

4. ราชวิถี (บางพลัด-อุภัย) ความเร็วเฉลี่ย 10.8 กม./ชม.

5. สุขุมวิทชั้นใน (อโศก-นานา) ความเร็วเฉลี่ย 10.8 กม./ชม.

ช่วง 16.00-19.00 น.

1. เจริญกรุง (สุรวงศ์-ถนนตก) ความเร็วเฉลี่ย 8.8 กม./ชม. 

2. ราชวิถี (แยกอุภัย-บางพลัด) ความเร็วเฉลี่ย 8.9 กม./ชม. 

3. สุขุมวิทชั้นใน (นานา-อโศก) ความเร็วเฉลี่ย 10.2 กม./ชม. 

4. ประชาชื่น (เฉลิมพันธ์-พงษ์เพชร) ความเร็วเฉลี่ย 12.2 กม./ชม.

5. พระราม 4 ชั้นใน (หัวลำโพง-เกษมราษฎร์) ความเร็วเฉลี่ย 12.4 กม./ชม.

รถยนต์ไม่ไหว มอเตอร์ไซค์ก็ดี บีทีเอสและเอ็มอาร์ทีอาจดีกว่า

เมื่อมนุษย์เงินเดือนอย่างเรา ไม่อยากติดกับดักบนท้องถนนที่ต้องสูญเสียเวลาโดยใช่เหตุ ซึ่งนำมาสู่การสแกนนิ้วไม่ตรงเวลา จนส่งผลให้อดได้โบนัสจากการประเมินผลปลายปีแบบเศร้าๆ ดังนั้น การตัดสินใจควักเงินออกจากกระเป๋าเพื่อใช้บริการวินมอไซค์ทั้งหลาย จึงเป็นทางเลือกยอดฮิตของมนุษย์เงินเดือนหลายคน จนพี่วินบางคนเปรียบเสมือนมิตรแท้ประกันภัยที่เราขาดพวกเขาไม่ได้ในยามเช้า

จากแหล่งข้อมูลแสดงถึงจำนวนคนขับวินสาธารณะพบว่า ปี 2558 มีจำนวน 105,894 คน โดยเขตที่จำนวนมากที่สุด ได้แก่ เขตคลองเตย 4,650 คน, เขตบางนา 4,297 คน และเขตบางกอกน้อย 3,874 คน

ส่วนจำนวนวินมีทั้งสิ้น 5,445 วิน โดยเขตที่มีจำนวนมากที่สุด ได้แก่ เขตจตุจักร 230 วิน, เขตราชเทวี 219 วิน และเขตคลองเตย 206 วิน

หากสังเกตให้ดีจะพบว่าเขตที่มีจำนวนวินมอไซค์สาธารณะมากที่สุดคือ เขต จตุจักร ซึ่งเป็นเขตใจกลางเมืองที่มีทั้งสถานประกอบการ และจุดศูนย์กลางของการคมนาคมไม่ว่าจะเป็น ต้นสายของรถไฟฟ้า (BTS) และรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) อันเป็นศูนย์รวมความหวังของการเดินทางไปทำงานสำหรับมนุษย์เงินเดือนโดยแท้ทรู นอกจากจะสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายคงที่ซึ่งต้องเสียเป็นประจำทุกวันได้แล้ว ยังสามารถควบคุมเวลาในการเดินทางได้พอสมควรอีกด้วย ยกเว้นกรณีฉุกเฉินที่บางครั้งเกิดเหตุขัดข้อง

หากใครอยากรู้ว่ารถไฟฟ้า (BTS) ใช้เวลาในการสัญจรระหว่างสถานี และคิดค่าบริการอย่างไร สามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ที่ https://goo.gl/oJd3Gr ซึ่งภายในนี้คุณสามารถเลือกต้นสถานีและจุดหมายปลายทาง เพื่อคำนวณระยะเวลาและค่าใช้จ่ายได้อย่างเห็นภาพรวม  เช่นเดียวกับรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) ที่คุณสามารถเข้าไปได้ที่ https://goo.gl/k7czgG และหาหัวข้อ ‘คำนวณค่าโดยสาร’ ภายในหัวข้อนี้จะให้คุณกรอกสถานีต้นทางและปลายทาง รวมถึง วันที่เดินทางและเวลาเดินทางด้วย

เราจึงเปรียบเทียบการเดินทางจากการใช้พาหนะต่างกันจากต้นและปลายทางที่ขึ้นชื่อว่ารถติดสุดฮิตมาให้ผู้อ่านเห็นภาพรวมกันจ้า ด้วยการตั้งค่าเวลาตาม ช่วงเวลา 06.00 – 09.00 และ 16.00 – 19.00 น.

(*หมายเหตุ: อ้างอิงการตั้งค่าการเดินทางเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2560 ซึ่งเป็นวันและเวลาปกติในการทำงานทั่วไปจาก Google Map)

ถ้าลองคำนวณคร่าวๆ จะเห็นว่า หากในแต่ละปี เรามีวันทำงานอยู่ที่ประมาณ 250 วัน การเดินทางในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันจะมีผลต่อเงินในกระเป๋าเราดังนี้

จากข้อมูลโดยสรุป จะเห็นว่าการเดินทางโดยรถยนต์นั้นมีค่าใช้จ่ายสูงสุด ซึ่งยังไม่รวมค่าใช้จ่ายแฝงที่ตามมาระหว่างค่าซ่อมแซมรถอีกเฉลี่ยประมาณปีละ *20,000 บาท

(*อ้างอิงจาก กันชนหน้า / ฝากระโปรงหน้า / บังโคลนซ้าย ขวา / ประตูซ้ายขวา / กระจกมองซ้ายขวา / หลังคา / ล้างรถ ดูดฝุ่นโดยยึดเอายี่ห้อที่ได้รับความนิยมจากคนส่วนใหญ่คือแบรนด์ Honda และ Toyota)

ในกรณีที่เลือกเดินทางในระดับกลางอย่างรถไฟฟ้า BTS หรือ MRT จะเห็นว่าถ้าเทียบแค่ค่าใช้จ่ายอย่างเดียว (ไม่รวมค่าซ่อมแซมของรถยนต์) นั้น ในบางเส้นทางอาจจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการเดินทางโดยรถยนต์ แต่สิ่งที่แลกมานั้นคือ “เวลา” ซึ่งตรงนี้ต้องพิจารณาประกอบกันด้วยว่า ต้นทุนแฝงอื่นๆ ที่เป็นค่าใช้จ่ายที่พักอาศัย (บางคนเลือกเช่าหรือซื้อคอนโดติดรถไฟฟ้า) หรือ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังแต่ละสถานีหรือที่ทำงาน (อาจจะมีมอเตอร์ไซค์รับจ้างหรือรถเมล์อีกต่อหนึ่งนั้น มันคุ้มค่ากันจริงๆ หรือเปล่า)

สุดท้ายถ้าเดินทางโดยรถเมล์หรือเรือนั้นถือว่าคุ้มค่าที่สุดในแง่ของค่าใช้จ่าย แต่สิ่งที่แลกมานั้นก็ไม่น้อยหน้า นั่นคือ “เวลา” ที่ต้องใช้ในการเดินทางที่สูสีกับรถยนต์หรือมากกว่าแถมยังต้องแลก “พลังกาย” ในการ “เดินทาง” อีกด้วย

ดังนั้น ถ้าตั้งคำถามว่า การเดินทางแบบไหนประหยัดกว่ากัน รถเมล์คงเป็นคำตอบที่ง่ายที่สุด ส่วนรถยนต์กับ BTS หรือ MRT นั้น ต้องพิจารณาถึงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องประกอบกันก่อน ไม่งั้นแล้วคุณอาจจะจ่ายแพงกว่าเก่าโดยที่ไม่ได้ตั้งใจก็ได้ครับ

ไม่ใช่แค่เรื่องของการเดินทาง แต่เรื่องของที่อยู่อาศัยก็มีผลเช่นกัน

ปัญหายังไม่จบแค่นี้ การที่เมืองขยายออกไป แต่ระบบขนส่งสาธารณะยังขยายไปไม่ถึง อาทิ รถเมล์ หรือสถานีรถไฟฟ้า โครงสร้างเหล่านี้จึงมีผลบังคับทางอ้อมให้มนุษย์เงินเดือนที่อยากมีบ้านในเมืองแต่สู้ราคาไม่ไหว แถมไม่อยากอยู่คอนโดเพราะมีครอบครัว จำเป็นต้องดิ้นรนหาพาหนะมาเป็นข้อต่อเพื่อเข้าเมืองมาทำงานในที่สุด 

หากจะตั้งคำถามว่าทำไมไม่หางานทำใกล้บ้าน คำตอบก็คงเหมือนการที่เมืองขยายแต่ระบบคมนาคมสาธารณะยังไปไม่ถึง แหล่งที่ทำงานก็เช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการกระจุกตัวในเขตเมือง จนนำพามาสู่ความหนาแน่นทั้งของประชากร จำนวนพาหนะส่วนตัว และรถบริการภาคส่วนอื่นๆ ด้วย

ปัญหารถติดจึงบังเกิด!

แท้จริงนั้น รถติดคือปัญหาระดับสากล เพราะเมื่อคุณลองเสิร์ชปัญหาเหล่านี้เข้าไปใน Google จะพบข้อแนะนำมากมายในการเอาตัวรอดจากปัญหาดังกล่าว โดย Global Traffic.net ได้เสนอแนวทางหนีปัญหารถติดไปพร้อมกับการช่วยลดปัญหารถติดด้วย ไม่ว่าจะเป็น

  • การหลีกเลี่ยงเวลาพีคของการจราจร 
  • การใช้รถบริการของบริษัท ซึ่งบางบริษัทก็มีสวัสดิการด้านนี้อยู่ 
  • การกลับบ้านทางเดียวกับเพื่อนร่วมงาน 
  • การสำรวจเส้นทางก่อนออกจากบ้าน เช่น ดูสภาพการจราจรผ่าน Google Map หรือฟังข่าวสารจาก จส. 100 ก็น่าจะช่วยได้บ้าง (อันนี้ Global Traffic ไม่ได้บอกแต่เราแนะนำเอง) 
  • ประเด็นสุดท้ายคือ ใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งน่าใช้หรือไม่นั้นข้อมูลด้านบนจาก TaxBugnoms ก็น่าจะสะท้อนอยู่ไม่มากก็น้อย

ทันทีที่อ่านคำแนะนำจาก Global Traffic และเว็บไซต์อื่นๆ ก็พบว่ามนุษย์เงินเดือนในเมืองหลวงแบบเรานั้นแทบจะทำทุกวิถีทางแล้ว ไล่ตั้งแต่ตื่นตี 4-5 ออกจากบ้านก่อนพระอาทิตย์ขึ้น แล้วไปนอนหลับต่อในที่จอดรถออฟฟิศ โชคร้ายหน่อยก็ต้องกินข้าวบนรถ ฟังเพลง Favorite List บนรถเพื่อปลอบใจตัวเอง หากอยากอัพเดทก็ฟังข่าวบนรถ วันดีคืนดีดันปวดท้องหรือปวดปัสสะวะบนรถอีก ทางออกก็หนีไม่พ้นความหวังเล็กๆ จากปลายกระบอกขวดน้ำบนรถที่เคยทิ้งไว้ 

ส่วนสาวๆ นอกจากออกจากบ้านตั้งแต่ผมยังไม่แห้งก็ต้องมาแต่งหน้า เขียนคิ้วบนรถอีก สุดท้ายความทุ่มเทตั้งแต่ตี 4 ก็ลงเอยด้วยการมาสแกนนิ้วไม่ทัน สั่งสมจนอดโบนัส แถมค่าน้ำมันบานอีกด้วย!

นี่คุณภาพชีวิตที่เราไม่อยากได้ แต่ทำไงได้ ก็สถานการณ์และสภาพแวดล้อมมันบังคับ

หลายครั้งมนุษย์เงินเดือนกรุงเทพฯ จึงต้องหาที่ระบายด้วยการพึ่งพากระแสจากโลกอินเตอร์เน็ตด้วยการตั้งกระทู้ หรือจัดสร้างแคมเปญเพื่อระดมความคิดและความรู้สึกของเพื่อนร่วมชะตาบนท้องถนนมาขับเคลื่อนประเด็น เพื่อสะท้อนไปยังหน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้มาช่วยแก้ไขปัญหา

ทว่าสุดท้ายปัญหาเหล่านี้ก็ต้องหาทางแก้ด้วยตัวเองอยู่ดี นั่นเพราะปัญหารถติดนั่นถูกสั่งสมมาอย่างยาวนาน โดยเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องทั้งเรื่องโครงสร้างเมือง การเชื่อมต่อของระบบคมนาคม ประสบการณ์จากการใช้บริการ และการกระจุกตัวของประชากร โอ้ย! มันมีมุมอีกมากมายที่เชื่อมโยงและเกี่ยวพันกันไปหมดเกินกว่ามนุษย์เงินเดือนธรรมดาอย่างเราจะรู้ลึก เข้าถึง และไปแก้ไข

เมื่อตนเป็นที่พึ่งแห่งตน มนุษย์เงินเดือนอย่างเราจึงพยายามอัพสกิลในการเอาตัวรอดจากรถติดที่ขโมยเวลาส่วนตัวเราไปอย่างมากมายมหาศาล  เรียกได้ว่าในยุค 4.0 สิ่งหนึ่งที่มนุษย์เงินเดือนจำเป็นต้องมีคือ ‘ทักษะการเอาตัวรอดจากรถติดในศตวรรษที่ 21’ ซึ่งต้องรู้จักกลยุทธ์การวางแผนโดยเริ่มจาก

การตั้งนาฬิกาปลุก 

คำนวณเวลาการเข้าห้องน้ำ 

คำนวณเวลาการแต่งตัว 

คำนวณเวลากินข้าว 

การจดจำช่วงเวลาการเดินรถประจำทาง (แน่นอนว่าบางครั้งเวลาก็คลาดเคลื่อน) 

การจดจำปั๊มน้ำมันระหว่างเดินทางเผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน 

ขณะเดียวกันมนุษย์เงินเดือนก็ต้องใช้สมองส่วนหน้า (Frontal Cortex) ให้มากที่สุด เพื่อควบคุมอารมณ์ไม่ให้เกิดปัญหา เพราะระหว่างทางคุณจะต้องเจอความแน่นหนาจากผู้ร่วมชะตาเดียวกัน และกลิ่นกายที่ไม่พึงประสงค์จากการร่วมทาง รวมถึงการให้บริการทุกระดับจากบริกรที่คุณอาจไม่ประทับใจ เป็นต้น

สุดท้ายมนุษย์เงินเดือนทุกคนต้องหาความบันเทิงติดตัวบ้างไม่ว่าจะเป็น

  • ซีรี่ย์เกาหลี 
  • ละครไทยที่พลาดดูเมื่อคืน 
  • เทปบันทึกคอนเสิร์ตที่อดไปเพราะเงินหมด 
  • พอดคาสด์จาก นักคิด นักพูดชื่อดัง 

ทั้งหมดนี้แนะนำว่าให้โหลดเก็บไว้ในแบบ Offline ในสมาร์ทโฟนของคุณ เมื่อรถติดนานๆ จนเริ่มรู้สึกเบื่อ จงหยิบขึ้นมาเปิดดูซะ อย่างน้อยก็น่าจะทำให้เรารู้สึกว่าได้ใช้เวลาที่อยากใช้ในช่วงที่ย่ำแย่ได้บ้าง

กลยุทธ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะช่วงเช้าของวันไปทำงานเท่านั้น แต่มันยังถูกใช้หลังเลิกงานด้วย ก็แหม่ใครๆ ก็แขยงที่จะออกตรงเวลาแล้วไปเจอสภาพรถติดนิ สู้อยู่ออฟฟิศนานๆ หรือแวะห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เพื่อดูหนังสักเรื่อง เพื่อหวังว่าเมื่อเดินออกมาจากห้างแล้วรถจะไม่ติด หรือไม่ก็ภาวนาให้ผู้จัดละครช่วยสร้างละครที่เรตติ้งดีๆ จนคนในเมืองอยากขับรถกลับบ้านไปดูตอนอวสานกันพร้อมหน้าพร้อมตาโดยเร็ว

เห็นภาพชีวิตมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ แล้วก็ถอนหายใจ แล้วพึมพรำกับตัวเองว่า

ชีวิตการเดินทางของมนุษย์เงินเดือนในกรุงเทพฯ นี่ คิดอีกทีก็เป็นละครที่เหมือนจะไม่มีตอนอวสานจริงๆ แม้หลายคนจะมองว่าละครเหล่านั้นจะน้ำเน่าแค่ไหนก็ตาม แต่น่าแปลกที่เราก็ยังคงนิยมเสพและพูดมันถึงอยู่ดี

ชีวิตกับสภาพการจราจรที่เป็นอยู่ก็เช่นกัน…

แหล่งอ้างอิง: 

เมืองรถติด: https://goo.gl/KC9KB4 / https://goo.gl/mdF3mS 

ช่วงเวลารถติด: : https://goo.gl/yB3JxY

จำนวนวิน: https://goo.gl/5RqYwt

วิธีคำนวณน้ำมัน: https://goo.gl/Dndj5V

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 20-24 พฤศจิกายน 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม อัศวินกองทุน เจ้าเก่าเจ้าเดิม เพิ่มเติม คือรอยยิ้มสดใสส่งท้ายปีเก่าครับผม!แน่นอนครับว่ามาครั้งนี้ผมไม่ได้มามือเปล่า ยังคงนำข่าวและกลยุทธ์ในการลงทุนมาฝากทุกคนเหมือนเช่นเคยครับ

เอาล่ะครับ เรามาเริ่มที่ภาพรวมของตลาดกันก่อนเลยดีกว่า…

ภาพรวมของตลาด

ภาพรวมตลาดหุ้นทั่วโลก ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงครับ หลังจากนักลงทุนขายทำกำไร ซึ่งเป็นผลจากการที่ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นแรงก่อนหน้านี้ ผมมองว่าทั้งหมดนี้มาจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนออกมาดีกว่าตลาดคาด ทำให้ในระยะสั้นเกิดการปรับฐานของตลาดหุ้น และความกังวลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกหลังจาก EIA คาดการณ์ว่าอุปสงค์ของน้ำมันปรับตัวลดลงครับ

มาดูกันเป็นรายตลาดบ้างครับ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีการปรับขึ้นเล็กน้อย สวนกับภาพรวมตลาดทั่วโลกครับ หลังจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯผ่านร่างกฎหมายการปฏิรูปภาษี ด้วยคะแนนเสียง 227 ต่อ 205 โดยร่างกฎหมายดั่งกล่าวจะถูกเสนอต่อวุฒิสภา เพื่อออกเป็นกฎหมายต่อไป คงต้องจับตาดูกันล่ะครับว่าจะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า

ยัอนมาที่เอเชียกันบ้าง ฝั่งตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวลดลง จากค่าเงินเยนที่เริ่มกลับมาแข็งค่าขึ้น และตัวเลข GDP ระหว่างเดือน กรกฎาคมและกันยายนเติบโตแผ่วลง จากการบริโภคภาคที่ปรับตัวลดลง 0.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนครับ

ส่วนสินทรัพย์ทางเลือกอย่างราคาน้ำมันปรับตัวลดลงครับ หลังจากทาง EIA ปรับคาดการณ์อุปสงค์ของน้ำมันที่ลดลง ในขณะที่อุปทานมีปริมาณมากขึ้น ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวล

“ภาพรวมเป็นแบบนี้ งั้นเรามาดูกลยุทธ์กันต่อครับ”

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นยุโรป ผมแนะนำซื้อหุ้นยุโรปต่อครับ หลังจากตลาดหุ้นได้ปรับฐานมาแล้ว ในขณะที่ปัจจัยพื้นทางเศรษฐกิจออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ตั้งแต่เดือนตุลาคม เช่น ตัวเลข GDP และ ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ ส่วน ECB ก็ยืดระยะเวลาการทำ QE ออกไป ทำให้ตลาดหุ้นยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุนอยู่ครับ
  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถ้าใครลงทุนมาสักระยะแล้ว ผมแนะนำให้ขายทำกำไรออกมาก่อนครับ และรอจังหวะเข้าลงทุนเมื่อตลาดปรับฐานอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากคาดการณ์ว่าการผ่านร่างนโยบายปฏิรูปภาษีจะเสร็จในปีหน้า ซึ่งประกอบไปด้วยการลดภาษีรายได้บุคคล และภาษีในภาคธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลบวกโดยตรงต่อการบริโภคในประเทศ และจะช่วยสนับสนุนการจ้างงานและการลงทุนภาคเอกชนต่อไปครับ ดังนั้นรอจังหวะกันไปก่อนครับ
  • ตลาดหุ้นเกาหลี ผมแนะนำให้ขายทำกำไรสำหรับนักลงทุนที่ลงทุนมาก่อนหน้าและรอจังหวะเข้าลงทุนเมื่อตลาดปรับฐานอีกทีหนึ่งเช่นกันครับ เนื่องจากตลาดหุ้นยังได้รับประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกขยายตัวดีขึ้น เป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออก โดยคาดว่าผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนจะมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่องจากกระแสการใช้สินค้าและบริการที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีของผู้บริโภคทั่วโลกต่อไปครับ รอจังหวะกันอีกสักพักนะครับผม
  • ตลาดหุ้นอินเดีย ลุยต่อเลยครับ ผมแนะนำให้ซื้อหุ้นอินเดีย หลังจากรัฐบาลอินเดียจะอัดฉีดเงินทุนในธนาคารของรัฐบาลต่อไป เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง แก้ปัญหาหนี้เสีย และกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศให้เติบโตต่อเนื่องครับ โดยคาดว่าการอัดฉีดเงินทุนจะช่วยให้ธนาคารสามารถปล่อยกู้ให้กับภาคธุรกิจได้มากขึ้น สนับสนุนการลงทุนเอกชนและเพิ่มศักยภาพของการขยายตัวเศรษฐกิจในระยะยาว

สรุปคำแนะนำการลงทุนตลาดตราสารทุนในสัปดาห์นี้

โดยรวมแล้วตอนนี้เหลือแค่ ยุโรปและอินเดียที่น่าสนใจอยู่ครับ ส่วนที่เหลือนั้นขอให้รอจังหวะก่อนนะครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • ตราสารหนี้สหรัฐฯ ดูๆ แล้ว ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ จากตลาดหุ้นปรับตัวผันผวนหลังประกาศผลประกอบการ ทั้งนี้คาดว่าการผ่านนโยบายลดภาษีสหรัฐฯ และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน ธ.ค. อาจเป็นปัจจัยกดดันต่อการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ผมขอแนะนำให้ระมัดระวังการเพิ่มอายุการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศไว้บ้างครับ
  • ตราสารหนี้ไทย ทางฝั่งพันธบัตรรัฐบาลไทย อายุ 1-3 ปีไทยปรับตัวขึ้นเล็กน้อย หลังผลตอบแทนหลายช่วงอายุต่ำกว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สวนทางกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่อง ทั้งนี้คาดว่าระยะกลางอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงมากนัก เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังทรงตัวระดับต่ำ การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยน่าจะเป็นปัจจัยระยะสั้น อย่างไรก็ตามการลงทุนในตราสารหนี้ไทยยังคงได้ผลตอบแทนต่ำกว่าต่างประเทศ ทีนี้ผมยังคงคำแนะนำให้เพิ่มการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศเพื่อเพิ่มผลตอบแทนบ้างครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนตลาดตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้

ผมแนะนำให้ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่มี high yield และ  short duration ครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำ ผมแนะนำให้ทยอยสะสมทองคำเนื่องจากความไม่แน่นอนของนโยบายลดภาษีสหรัฐฯ ทำให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงของพันธบัตรระยะยาวสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวลง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้การลงทุนทองคำมีความน่าสนใจมากขึ้นครับ โดยเลือกลงทุนในกองทุนทองคำที่ป้องกันความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนจากแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินบาทครับผม
  • น้ำมัน จัดต่อนะครับผม ทยอยสะสมน้ำมันจากความเป็นไปได้ที่ OPEC จะยืดระยะเวลาการลดกำลังการผลิตในการประชุมรอบเดือนพฤศจิกายน และความตึงเครียดทางการเมืองในประเทศซาอุดิอาระเบียและระหว่างซาอุฯ และเลบานอน เป็นปัจจัยสนับสนุนราคาน้ำมันในระยะสั้นอยู่ครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนสินทรัพย์ทางเลือกในสัปดาห์นี้

แนะนำให้ยังสะสมต่อไปครับสำหรับทองคำและน้ำมัน ผมยังมองว่าแนวโน้มน่าจะดีทั้งคู่ครับผม

ภาพรวมโดยสรุปของสัปดาห์นี้

แผนการลงทุนในสัปดาห์นี้ยังเน้นโฟกัสแค่ “อินเดีย และยุโรป เท่านั้นครับ ส่วนตัวอื่นๆ แนะนำให้ชะลอการลงทุน และขายทำกำไรหุ้นสหรัฐฯ”

เพื่อปรับพอร์ทการลงทุนให้เหมาะสมแล้วหันไปลงทุนในกลุ่มกองทุนตราสารหนี้ที่ลงทุนในตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่มี high yield และ  short duration แทนครับผม ส่วนสินทรัพย์ทางเลือกก็เดิมๆ เพิ่มเติมคือลงต่อไปได้ครับ

สุดท้ายนี้ อย่าลืมติตตามสถานการณ์ลงทุนประจำสัปดาห์ และกลยุทธ์ในการลงทุนดีๆ กับผม อัศวินกองทุน และ Weekly Outlook แบบนี้เป็นประจำต่อเนื่องได้ที่นี่ แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้าครับ

อ่านบทความย้อนหลัง :
สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 13-17 พฤศจิกายน 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่  16 พฤศจิกายน 2560  ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นำ หรือ เสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ  จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

อย่าคิดว่าชีวิตจะดี ถ้ายังหนีภาษีอยู่แบบนี้

ในฐานะที่ทำงานด้านบัญชีและภาษีมานานเกิน 15 ปี (หรือพูดง่ายๆว่าแก่) พ่วงด้วยประสบการณ์ทำเพจ TAXBugnoms อีกเกือบๆ 10 ปี รู้ไหมครับว่าคำถามที่ผมได้รับจากคนสองกลุ่ม ระหว่าง “คนที่ไม่อยากเสียภาษี” กับ “คนที่อยากเสียภาษี” คนกลุ่มไหนมีจำนวนที่มากกว่า

แหม่.. ถามไม่คิด ที่นี่ประเทศไทย เมืองพุทธ คำถามก็ต้องมาจากคนที่ไม่อยากเสียภาษีมากกว่าอยู่แล้วสินะอีพรี่หนอม (ฮ่าๆ ถูกต้องนะครับ) เลยเป็นที่มาของบทความในตอนนี้ กับหัวข้อ อย่าคิดว่าชีวิตจะดี ถ้ายังหนีภาษีอยู่แบบนี้ นั่นแหละครับ

ไม่อยากเสียภาษีไม่ใช่เรื่องผิด แต่ไม่ยอมเสียภาษีคือความผิด

สิ่งแรกที่ต้องแยกจากกันอย่างเด็ดขาด คือ “ความรู้สึก” กับ “กฎหมาย” ครับ ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่อยากเสียภาษีด้วยเหตุผลส่วนตัวที่มีมากมาย ซึ่งความรู้สึกที่ว่านั้นมันไม่ใช่ความผิด แต่ในขณะเดียวกันการที่เราเลือกไม่เสียภาษีทั้งๆที่มีหน้าที่ต้องเสียนั้น ถือว่าเป็นการทำผิดกฎหมายและอาจจะมีปัญหากับเราได้ครับ

โดยผลของความรู้สึกที่ว่านี้แหละครับ เลยนำพาปัญหาต่างๆมาให้อีกมากมาย ทั้งเรื่องของการหลบเลี่ยงภาษี โดยพี่สรรพากรตรวจสอบแล้วต้องจ่ายภาษีเพิ่ม โดนที่ปรึกษาแนะนำแบบผิดๆ แล้วมีปัญหา ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากความรู้สึกที่ว่าทั้งหมดนี่แหละครับ

อยากแก้ปัญหา ต้องเริ่มที่หา Why

ผมลองใช้หลักการตามแนวคิดหนังสือ Start With Why ของ Simon Sinek ที่แพร่หลายทั่วโลก มาตั้งคำถามว่า “ทำไมเราต้องเสียภาษีให้ถูกต้อง” คำตอบที่เราได้รับนั้นจะมีทั้งแง่ลบและแง่บวกดังนี้ครับ

1.  ประหยัดภาษี คือ การประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะภาษีถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายตัวหนึ่งที่สำคัญ และเป็นค่าใช้จ่ายที่ทุกคนอยากจะจัดการมัน เพราะว่าถ้าสามารถจัดการได้ครั้งหนึ่งแล้ว ก็จะสามารถจัดการได้ตลอดไปครับ

2.  ทำผิดกฎหมาย คือ ความเสี่ยงในการเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังสำหรับการจัดการเรื่องภาษี คือ การหนีและการทำไม่ถูกต้องซึ่งตรงนี้หมายความรวมถึงไม่ใส่ใจ ไปจนถึงใช้วิธีการแบบผิดๆ ในการจัดการภาษี ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว มันจะกลายเป็นว่า เราเสียค่าใช้จ่ายในการจัดการภาษีมากขึ้นแทนครับ

เมื่อได้เหตุผลถึงข้อดีและข้อเสียแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อคือจัดการอย่างถูกต้องครับ โดยผมแนะนำกรอบในการจัดการง่ายๆ อยู่ 3 ข้อตามนี้ครับ คือ

1. รู้ข้อมูลการเงินทั้งหมด : สิ่งที่ต้องรู้ตัวแรก คือ ตัวที่เกี่ยวข้องกับการเสียภาษี นั่นคือ รายได้ ค่าใช้จ่าย หรือรายละเอียดต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเสียภาษีก่อนครับ

2. รู้ว่าเสียภาษีเท่าไร : ต่อมาคือคำนวณภาษีได้ เข้าใจว่ามีอะไรทีต้องเสีย แค่ไหนอย่างไรบ้าง ซึ่งตรงนี้สามารถทำได้เองก็จะดีมากๆครับ

3. รู้ว่าจะประหยัดภาษีอย่างไร : สุดท้ายคือรู้ว่าจะประหยัดภาษีตามกฎหมายได้อย่างไร โดยเน้นไปที่ความถูกต้องของการวางแผนภาษีครับ

หลายคนคงคิดว่า 3 ข้อนี้ เป็นขั้นตอนง่ายๆ ซึ่งทุกวันนี้ทำอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมจะถามเพิ่มคือ แน่ใจแล้วใช่ไหมว่าที่ทำอยู่นั้นมันคือสิ่งที่ถูกต้องจริงอย่างที่ควรจะเป็น ถ้าใช่ก็ยินดีด้วยครับ คุณมาถูกทางแล้วครับผม แต่ถ้าหากยังสับสนว่าใช่หรือไม่ สิ่งที่ต้องถามตัวเองต่อไปคือ แล้วเราจะแก้ไขยังไงให้ถูกต้องครับ

สรุปแล้วชีวิตจะดีได้อย่างไร?

จะเห็นว่าจริงๆ แล้วชีวิตไม่ได้ดีขึ้นเพราะจำนวนภาษีที่ประหยัดได้ หรือ สามารถจัดการไม่ต้องจ่ายภาษีได้หรอกครับ แต่ชีวิตเรานั้นจะดีขึ้นด้วยการที่ทำความ “เข้าใจ” และมี “ทัศนคติ” ที่ดีในการจัดการภาษีต่างหากครับ เพราะถ้าหากเรารู้ว่ารายได้ ค่าใช้จ่าย กำไร และภาษีที่ต้องเสียเป็นเท่าไรอย่างถูกต้องแล้ว บางทีเราอาจจะไม่ต้องประหยัดภาษีด้วยซ้ำครับผม

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่พรี่หนอมอยากจะฝากไว้ให้คิดสำหรับแนวคิดในการจัดการภาษีครับ เพราะโลกในทุกวันนี้เดินทางมาไกลมากแล้ว สิ่งที่เราต้องทำจริงๆ นั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่การเดินตามหรือหาทางลัด แต่มันคือการเริ่มจากการค้นหาเส้นทางที่เหมาะสมกับตัวเองได้อย่างถูกต้องต่างหากครับ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save