ทำไมทุกธุรกิจใหญ่จึงออกแบบสติ๊กเกอร์ไลน์ของตัวเอง?

ช่องทางโซเชียลมีเดียและการสนทนาออนไลน์เป็นช่องทางที่ขาดไม่ได้สำหรับการทำการตลาดออนไลน์ หรือที่เรียกว่า Online Marketing เพราะฉะนั้นเจ้าของธุรกิจทั้งหลายจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ถึงแนวทางของการทำการตลาดประเภทนี้ เพื่อให้การทำตลาดออนไลน์สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายรวมถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างตรงจุดและรวดเร็วมากที่สุด ซึ่งนอกจากช่องทางโซเชียลมีเดีย อาทิเช่น Facebook, Twitter, Instagram ที่กำลังได้รับความนิยมในการใช้เป็นช่องทางการตลาดออนไลน์แล้ว แอพพลิเคชั่นที่ใช้ในการสนทนาอย่าง Line ก็กำลังได้รับความนิยมในการนำมาเป็นตัวกลางที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการเช่นกัน 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบสติ๊กเกอร์ไลน์เพื่อทำการตลาดเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับบริษัทหรือเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่

สติ๊กเกอร์ไลน์ ออกแบบดี เป็นเอกลักษณ์ สร้างการจดจำในตัวบริษัท

1. สร้างมูลค่าและความน่าเชื่อถือการที่บริษัทใหญ่มีสติ๊กเกอร์ไลน์เป็นของตัวเองนั้นเป็นการสร้างมูลค่าและความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากแสดงให้เห็นถึงความกล้าที่จะใช้งบประมาณประชาสัมพันธ์บริษัทผ่านสื่อ เพื่อเป็นการตอบแทนและสร้างสีสันในการสนทนาให้กับลูกค้า

2. สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายยิ่งหากบริษัทสามารถออกแบบสติ๊กเกอร์ไลน์ที่บ่งบอกเอกลักษณ์และสัญลักษณ์ของบริษัทได้ด้วยแล้ว จะทำให้แบรนด์รวมถึงสินค้าและบริการของบริษัทเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายได้อย่างรวดเร็ว

3. เป็นช่องทางการประชาสัมพันธ์สินค้าและโปรโมชั่นการแอดไลน์เพื่อใช้Line Stickerฟรีของบริษัทเป็นการช่วยเพิ่มโอกาสสำหรับช่องทางการประชาสัมพันธ์สินค้าและโปรโมชั่นไปถึงกลุ่มลูกค้าได้อีกช่องทางหนึ่ง

คิดให้ใหญ่ แต่ทำให้ง่ายออกแบบสติ๊กเกอร์ไลน์ทั้งที ต้องเชื่อมต่อทั้งลูกค้าและบริษัท

1. เอาดารามาเป็นจุดขายทำไมทุกธุรกิจใหญ่จึงออกแบบสติ๊กเกอร์ไลน์ของตัวเอง?

การนำเอาคาแรคเตอร์ของดาราที่ได้รับความนิยมมาใช้เป็นไอเดียในการออกแบบสติ๊กเกอร์ไลน์จะช่วยดึงดูดความสนใจของกลุ่มผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสามารถสร้างความเชื่อมโยงเพื่อให้กลุ่มผู้ใช้จดจำสินค้าหรือบริการได้ หากนำเอาดาราที่เป็นพรีเซนเตอร์มาออกแบบเป็นสติ๊กเกอร์ไลน์

2. สร้างเอกลักษณ์และความแตกต่างทำไมทุกธุรกิจใหญ่จึงออกแบบสติ๊กเกอร์ไลน์ของตัวเอง?

เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเพราะบริษัทใหญ่หลาย ๆ บริษัทก็ล้วนสร้างและออกแบบสติ๊กเกอร์ไลน์ออกมาเพื่อเป็นตัวช่วยในการทำการตลาดออนไลน์แทบทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นสติ๊กเกอร์ไลน์ของเราจะต้องเป็นสติ๊กเกอร์ ที่บ่งบอกและมีความเชื่อมโยงกับแบรนด์หรือสินค้าของบริษัทอย่างมีเอกลักษณ์เพื่อสร้างความแตกต่างที่โดดเด่น ให้ผู้ใช้สามารถจดจำและบอกต่อแบรนด์ของเราได้

3. ออกแบบสติ๊กเกอร์ไลน์ให้น่ารักสะดุดตา

ทำไมทุกธุรกิจใหญ่จึงออกแบบสติ๊กเกอร์ไลน์ของตัวเอง?ที่มาภาพ https://fastwork.co/line-sticker

ความน่ารักเป็นจุดขายที่สำคัญของสติ๊กเกอร์ไลน์ที่ทำให้ผู้ใช้อยากเลือกนำมาใช้ส่งแทนการพิมพ์ตัวอักษร

4. ใช้คำพูดเก๋ไก๋ โดนใจวัยรุ่นทำไมทุกธุรกิจใหญ่จึงออกแบบสติ๊กเกอร์ไลน์ของตัวเอง?

ที่มาภาพ https://fastwork.co/line-sticker

แน่นอนว่าคำพูดยอดฮิตที่กำลังเป็นกระแสและได้รับความนิยม ย่อมทำให้ผู้ใช้อยากเลือกใช้สติ๊กเกอร์ไลน์แทนการสื่อสารผ่านตัวอักษรมากยิ่งขึ้น

5. ต้องเป็นสติ๊กเกอร์แจกฟรีเท่านั้นทำไมทุกธุรกิจใหญ่จึงออกแบบสติ๊กเกอร์ไลน์ของตัวเอง?

ในจุดนี้บริษัทต้องมีการลงทุนทำการตลาดเพื่อแจกสติ๊กเกอร์ฟรีให้กับกลุ่มลูกค้ามาใช้เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ เพราะแน่นอนว่าหากคุณออกแบบสติ๊กเกอร์ออกมาขายแล้วล่ะก็ นอกจากจะไม่มีใครสนใจซื้อสติ๊กเกอร์มาใช้แล้ว อาจสร้างความไม่ประทับใจและความคิดในแง่ลบให้กับลูกค้าด้วย เพราะบริษัทอื่น ๆ ต่างก็ทำสติ๊กเกอร์ออกมาแจกฟรีกันทั้งนั้น

Online Marketing เป็นช่องทางการทำการตลาดที่เห็นผลได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้เป็นจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว ภาคธุรกิจจะต้องทำการเรียนรู้และปรับตัวมาใช้กลยุทธ์การตลาดประเภทนี้เพื่อทำการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ ที่แม้แต่การทำการตลาดผ่าน Line Sticker ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเนื่องจากเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สามารถสร้างแบรนด์ของบริษัทให้เป็นที่รู้จักได้เป็นอย่างดี และหากบริษัทของคุณกำลังมองหานักออกแบบสติ๊กเกอร์ไลน์ ก็ลองดูที่นี่เลย Fastwork.co เป็นศูนย์รวมนักออกแบบฝีมือดีจำนวนมากที่จะเป็นตัวช่วยให้งานออกแบบของคุณง่ายดายและสำเร็จได้อย่างรวดเร็วขึ้น

Tesla เปิดตัวรถยนต์เปิดประทุนพลังงานไฟฟ้าที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก!

ภาพของพระเอกในภาพยนตร์ฮอลลีวูดยุค 80-90s ที่ใช้มือข้างหนึ่งจับพวงมาลัย อีกข้างหนึ่งวางเท้าไว้บนขอบประตูรถเปิดประทุน ทำให้กระแสความนิยมของรถยนต์เปิดประทุนฮิตไปทั่วโลก 

แม้ว่าในทุกวันนี้ สภาพอากาศและมลพิษที่มาจากรถของคนอื่นและของเราเองนั้นจะทำให้รถเปิดประทุนได้รับความนิยมน้อยลงไปบ้าง แต่ก็ยังมีแบรนด์รถยนต์หลายยี่ห้อผลิตรถยนต์เปิดประทุนออกมาอยู่เรื่อยๆ 

และล่าสุดกับผู้เล่นหน้าใหม่ (ในตลาดนี้) ที่อาจจะทำให้แบรนด์รถยนต์เปิดประทุนต้องสะเทือน—Tesla Motors

ในงานเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดของ Tesla เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา Elon Musk แม่ทัพใหญ่ก็สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการแนะนำให้ได้รู้จักกับลูกรักคันใหม่ Tesla: The return of Roadster โดยเขากล่าวว่าอย่างยิ่งใหญ่ว่า

นี่จะเป็นชัยชนะอย่างของพวกเขาต่ออุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานเชื้อเพลิง

ซึ่งคนที่จะหนาวๆ ร้อนๆ กับการเปิดตัวครั้งนี้ก็ย่อมไม่พ้น Porsche และ Ferrari ยิ่งดูจากดีไซน์ตัวรถแล้วก็ต้องบอกว่า Roadster ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคว่ำชาวรถสปอร์ตอย่างแน่นอน เพราะมันรวบรวมดีไซน์เทพๆ จากแบรนด์รถสปอร์ตหลายๆ คันมาไว้ในคันเดียว อย่างห้องคนขับก็ถูกออกแบบมาเหมือน McLaren P1 ตัวถังแบบ Acura NSX ไฟหน้าแบบ Bugatti Chiron หลังคาคล้ายกับ Targa ท้ายรถคล้ายกับ Aston Martin DB10

นี่ยังไม่นับถึงเรื่องสมรรถนะที่ Elon อวดไว้ในงานว่า เจ้ารถโมเดลเบื้องต้นจะใช้เวลาเร่งความเร็ว 0-60 ไมล์ต่อชม. เพียง 1.9 วินาที (ซึ่งเร็วพอๆ กับกระพริบตาประมาณสองครั้ง) ซึ่งถ้าพูดจริงไม่ได้โม้ นี่จะเป็นครั้งแรกที่วงการรถยนต์จะสามารถทำลายสถิติอัตราเร่งในเวลา 2 วินาทีได้สำเร็จ

และ Elon ยังบอกอีกว่าลูกรักของเขาอาจจะทำความเร็ว 0-100 ไมล์ต่อชม. ได้ภายใน 4.2 วินาที และจะวิ่งไปถึง 1/4 ไมล์ ได้ในเวลา 8.9 วินาที (ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ เราคงได้เห็นรถคันนี้ใน Fast & Furious ภาคหน้าแหงๆ)

แม้จะไม่ได้ระบุถึงความเร็วสูงสุดแต่เขาก็ได้ใบ้ไว้นิดนึงว่าเร็วกว่า 250 ไมล์ต่อชม. ซึ่งปัจจุบันสถิติโลกที่เป็นของ the Agera RS จากแบรนด์รถยนต์สัญชาติสวีเดน Koenigsegg อยู่ที่ 277.9 ไมล์ต่อชม.

It’ll be faster than that jet over there
มันจะวิ่งได้เร็วกว่าเครื่องบินเจ็ทลำนั้นแน่นอน

— Elon พูดเปรียบเทียบกับเครื่องบินเจ็ทที่บินผ่านมาขณะพรีเซ

ที่ขาดไปไม่ได้ก็คือเรื่องแบตเตอร์รี่ที่เป็นจุดเด่นของ Tesla โดย the Roadster มีแบตเตอร์รี่แพคขนาด 200 กิโลวัตต์ต่อชม. สามารถวิ่งได้ไกลถึง 620 ไมล์ (ประมาณ 1,000 กม.) ต่อการชาร์ต 1 ครั้ง

ซึ่งตัวเลขนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้หลายๆ แบรนด์ต้องขนลุกขนชันขึ้นไปอีกเท่าตัว คุณลองนึกถึงการขับไปกลับ Los Angeles กับ San Francisco หรือจากประจวบคีรีขันธ์ไปถึงเชียงรายด้วยการชาร์ตแบตเตอร์รี่เพียงครั้งเดียวดูสิครับ!

ส่วนราคาโดยประมาณในตอนนี้ก็ยังถือว่าสูงอยู่ เพราะว่านี่ยังเป็นโมเดลที่ผลิตขึ้นมาเพื่อทดสอบ โดยราคาจองอยู่ที่ 50,000 – 200,000 ดอลลาร์ หรือถ้าอยากจะเป็นผู้ครอบครอง 1,000 คันแรกพร้อมกับสมรรถนะที่มากกว่ารุ่นปกติก็สนนราคาอยู่ที่ 250,000 ดอลลาร์

แต่ก็ยังมีเวลาให้เราเก็บเงินและให้แบรนด์อื่นๆ ได้เตรียมตัวอีกสักระยะครับ เพราะ Elon บอกว่าการผลิตอย่างเป็นทางการคงจะเริ่มหลังจากปี 2020 ซึ่งการเปิดตัวครั้งนี้ก็คงเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ Tesla Motors จะกลับมาทำรถยนต์แบบจริงๆ จังๆ อีกครั้ง

เชื่อว่าอีกไม่นานเกินรอ เราจะได้เห็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่อีกครั้งของ Tesla Motors

https://www.theverge.com/2017/11/17/16669024/tesla-roadster-2017-fastest-car-world

ต้องไปชม ‘OPEN HOUSE’ ที่สุดแห่งดีไซน์ในเอเชีย การันตีด้วยรางวัล DFA GRAND AWARD

DFA Design for Asia Awards เป็นรางวัลของ “Hong Kong Design Centre” ที่มอบให้กับโครงการที่มีความเป็นเลิศทางการออกแบบ มีกลิ่นอายความเป็นเอเชีย ทั้งยังส่งเสริมและก่อให้เกิดประโยชน์กับสังคมอีกด้วย นับเป็นเวทีสำคัญสำหรับนักออกแบบที่จะมาแสดงฝีมือระดับสากล

และในปีนี้ก็มีโครงการจากประเทศไทยที่ได้รับรางวัล DFA GRAND AWARD 2017 ได้แก่ “OPEN HOUSE” จากศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี

เรารู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งเพราะรางวัลนี้ ถือเป็นรางวัลยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย” Mark Dytham ผู้ออกแบบ OPEN HOUSE

OPEN HOUSE บนชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ได้ให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์ที่มีความหลากหลาย มอบประสบการณ์ใหม่ซึ่งตอบโจทย์ในการใช้ชีวิตและความต้องการของทุกคนในที่เดียว ทั้งร้านอาหารหลากหลายเชื้อชาติ, ร้านกาแฟ, ร้านหนังสือ, โซนสำหรับเด็ก, สถานที่ที่จัดแสดงผลงานศิลปะ, สินค้าไลฟ์สไตล์, Co-Thinking space สำหรับนั่งทำงาน หรือสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ รวมถึงห้องประชุมที่มีอุปกรณ์ครบครัน

ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกจัดสรรไว้บนพื้นที่กว่า 4,600 ตร.ม. ผ่านเพดานที่มีความสูงถึง 6 เมตร โอบล้อมด้วยการออกแบบที่ให้บรรยากาศอบอุ่น ผ่อนคลาย สบาย เหมือนอยู่บ้าน มีส่วนที่เชื่อมต่อไปยัง Diplomat Screens Embassy by AIS และ Park Hyatt Bangkok จึงทำให้ที่นี่กลายเป็นพื้นที่สำหรับการใช้เวลาร่วมกันของคนในครอบครัว และเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์กับเพื่อนๆ รวมถึงการหาแรงบันดาลใจ และความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างลงตัว

“Open House ถือเป็นอีกหนึ่งการพิสูจน์ว่ากรุงเทพฯ นั้นเป็นมหานครแห่งดีไซน์อย่างแท้จริง” บรมพิจารณ์จิตรกรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี

OPEN HOUSE เปิดให้บริการ วันอาทิตย์ – วันพฤหัสบดี เวลา 10.00-22.00 น. และวันศุกร์ – วันเสาร์ เวลา 10.00-24.00 น. หรือดูรายละเอียดได้ที่ http://www.centralembassy.com/anchor/open-house/

ลงทุนอสังหาฯ แบบใช้เงินไม่มากกับ AIM REIT Management

“อยากลงทุนอสังหาแต่มีเงินไม่มากใช่ไหม?”

ยุคนี้ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการลงทุนที่ผลตอบแทนปานกลางถึงสูง และมีความแน่นอนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการลงทุนในรูปแบบการปล่อยเช่า ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่สร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง ยิ่งทรัพย์สินที่ถือมีชื่อเสียงหรืออยู่ในทำเลที่ดี ก็จะยิ่งนำมาซึ่งผลตอบแทนที่มากขึ้นเท่านั้น เพราะนอกจากจะสามารถขึ้นค่าเช่าได้อย่างต่อเนื่องแล้ว ในอนาคตมูลค่าของทรัพย์สินก็ยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นอีกด้วย

แต่ปัญหาสำคัญคือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ต้องใช้เงินเยอะ

หากต้องการปล่อยเช่าบ้านหรือคอนโดมีเนียมอาจต้องมีเงินลงทุนเริ่มต้นไม่ต่ำกว่า 5 แสนบาท ซึ่งวงเงินระดับนี้ นักลงทุนรายย่อยอาจยังทำเรื่องขอกู้ธนาคารได้ แต่ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่ เช่น ห้างสรรพสินค้า คลังสินค้าให้เช่า โรงแรม และอาคารสำนักงาน เป็นต้น อาจใช้เงินลงทุนหลายร้อยล้านบาทจนถึงหลายพันล้านบาท ถือว่าเป็นไปได้ยากมากที่รายย่อยจะสามารถเข้าถึงการลงทุนได้ด้วยตัวคนเดียว

คำตอบของปัญหาคือ การลงทุนใน “REIT”

“REIT” หรือ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust: REIT) คือกองทรัสต์ (ลักษณะคล้ายกองทุน) ที่ระดมเงินทุนเพื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ โดยลักษณะของ REIT จะมีการกระจายความเป็นเจ้าของผ่านการระดมทุนจากนักลงทุนจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลให้นักลงทุนรายย่อยสามารถลงทุนในทรัพย์สินมูลค่าสูงได้ เช่น ทรัพย์สินมูลค่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งหากลงทุนคนเดียวก็ต้องจ่ายทั้งหมด 1,000 ล้านบาท แต่ถ้าลงทุนผ่าน REIT นักลงทุนก็ไม่ต้องใช้เงินทุนมากมายขนาดนั้นก็มีโอกาสเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวได้

กอง REIT จะถูกบริหารโดยบริษัทผู้จัดการกองทรัสต์ซึ่งมีความเป็นมืออาชีพและเชี่ยวชาญด้านการบริหารทรัพย์แต่ละประเภทโดยตรง นอกจากนั้น รายย่อยก็ไม่ต้องห่วงเรื่องความโปร่งใส เพราะกฎของสำนักงาน กลต. กองทรัสต์จะถูกกำกับดูแลโดยทรัสตี (Trustee) ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนหรือสถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาตขนาดใหญ่ในประเทศ ทำหน้าที่สอดส่องตรวจสอบความโปร่งใสแทนนักลงทุน แบบนี้ก็สบายใจได้ว่าการบริหารจะมีความโปร่งใสและอยู่ภายใต้กฎหมายกำหนด

แล้ว AIM REIT Management จะสร้างมิติใหม่ให้กับการลงทุนอสังหาได้อย่างไร?

AIM REIT Management ถือเป็นบริษัทจัดการกองทรัสต์อิสระรายแรกของประเทศไทยที่ไม่มีความเกี่ยวโยงกับเจ้าของทรัพย์สิน และจัดตั้งขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์ในการบริหารจัดการกอง REIT โดยเฉพาะ จึงมีความมุ่งเน้นและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเกี่ยวกับการบริหารจัดการกอง REIT เป็นพิเศษ

ที่สำคัญคือ เมื่อบริษัทไม่มีความเกี่ยวโยงกับเจ้าของทรัพย์สินแล้ว  เรื่องของความโปร่งใสและความเป็นกลางในการคัดเลือกทรัพย์สินเพื่อเข้าลงทุน รวมถึงการเจรจาต่อรองต่างๆ ก็ถือว่าสอบผ่านฉลุย

นอกจากนี้ ในอนาคตกองทรัสต์ยังมีโอกาสเข้าลงทุนเพิ่มเติม ในทรัพย์สินหรืออสังหาริมทรัพย์ของบริษัทอื่นๆ ได้ด้วย เหล่านี้ ถือเป็นคุณสมบัติเด่นของการเป็นบริษัท Independent REIT Manager และเป็นมิติใหม่ของการลงทุนใน REIT ก็ว่าได้

บริษัทฯ ก่อตั้งโดยรวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ การบริหารจัดการกองทรัสต์ การเงินการธนาคาร การบัญชี และกฎหมาย เอาไว้อย่างครบถ้วน โดยคุณอมร จุฬาลักษณานุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และคณะผู้บริหาร ล้วนมีประสบการณ์ตรงในการเป็นผู้จัดการกองทรัสต์

AIM REIT Management เป็นบริษัทที่ได้รับอนุญาตเป็นผู้จัดการกองทรัสต์จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยนักลงทุนสามารถตรวจสอบบริษัทจัดการกองทรัสต์ที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. อย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของสำนักงาน ก.ล.ต.
http://market.sec.or.th/public/orap/reitmanager01.aspx?lang=th

โอกาสในการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมเลย

สิ่งสำคัญคือนักลงทุนต้องทำความรู้จักกับผลิตภัณฑ์ที่ลงทุนอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง REIT หรือ ทรัสต์เพื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เพราะมีความยืดหยุ่นในการลงทุนสูงกว่ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์แบบเดิม ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสการลงทุนให้มากขึ้นจากทรัพย์ที่เหมาะสม โดยนักลงทุนต้องพิจารณาว่าตัวเองชอบลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แบบไหน เพราะขึ้นชื่อว่า REIT แต่ก็สามารถลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หลากหลายประเภท อาทิ คลังสินค้า โรงแรม ศูนย์การค้า ฯลฯ ซึ่งการหารายได้ก็จะแตกต่างกันตามไปด้วย

ขณะเดียวกัน การจะลงทุนในกอง REIT อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือผู้จัดการกองทรัสต์ที่จะเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์แทนเรานั่นเอง โดยนักลงทุนต้องห้ามลืมศึกษาประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และความสามารถในการบริหารกอง REIT ของบริษัทผู้จัดการกองทรัสต์ด้วย

AIM REIT Management เป็นตัวอย่างบริษัทที่มีรูปแบบการจัดตั้งเป็นผู้จัดการกองทรัสต์อิสระบริษัทแรกในประเทศไทย ได้รับการรับรองอย่างถูกต้องตามกฎของสำนักงาน ก.ล.ต. มีประสบการณ์และประวัติการบริหารกอง REIT ที่ผ่านมาอย่างชัดเจน

ต่อไปคงต้องรอดูว่าผลงาน REIT กองแรกที่บริษัทฯ จะเปิดตัวและทรัพย์สินที่เข้าไปลงทุนจะน่าสนใจขนาดไหน รอติดตามชมกัน…

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความความนี้เป็น Advertorial

เตรียมพร้อมไป SET in the city 2017 กับ 10 เรื่องที่ต้องทำ ก่อนจะถามว่า “กองทุนไหนดี?”

“ช่วงนี้ลงทุนกับกองทุน จะเริ่มต้นยังไง” 
“จะไปงาน SET in the city จะซื้อกองทุนไหนดี”
“อยากเก็บเงินมากๆ มีกองทุนไหนที่น่าสนใจบ้าง”

คำถามเหล่านี้คงอยู่ในใจของใครหลายๆคนเป็นแน่ เพราะในวันพฤหัส-อาทิตย์ที่ 16-19 พฤศจิกายน 2560 นี้ มีงาน “ที่สุดของนวตักรรมการลงทุนแห่งปี SET in the City” ณ รอยัลพารากอนฮอล์ ชั้น 5 สยามพารากอน  เวลาตั้งแต่ 10.00 น. – 20.00 น.

ซึ่งในงานนี้ทุกคนจะได้มาอัพเดตนวัตกรรมแห่งอนาคต การเข้าถึงแหล่งข้อมูล ลงทุนออนไลน์ การใช้ Tools ต่างๆ  จากบูธการเงินการลงทุนกว่า 100 องค์กรชั้นนำ และมีเวทีสัมมนา Work Shop จากผู้เชี่ยวชาญ ถึง 2 เวทีด้วยกัน เรียกได้ว่าปีนี้ทางผู้ใหญ่ใจดีอย่าง SET ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดเต็มเหมือนเช่นเคยครับ

ใครที่สนใจในการลงทุน หรืออยากเริ่มต้นลงทุนห้ามพลาดจริงๆนะครับปีนี้ เพราะต้องยอมรับจริงๆครับว่า เรากำลังเดินทางมาถึง “ยุคใหม่ของการลงทุน” ที่มีนวัตกรรมทางการลงทุนเกิดขึ้นมากมาย

ดังนั้นการที่เราต้องรู้ให้เท่าทัน เตรียมความพร้อมสู่โลกของการลงทุนให้ทันต่อเทรนด์และเทคโนโลยีที่หมุดเร็วกว่าตัวเราจึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ครับ

มือใหม่อยากจะลงทุน มางาน SET in the city ต้องเตรียมอะไรมาบ้าง?

ง่ายมากครับ แค่มางานนี้พร้อมกับเอกสาร บัตรประชาชน / ทะเบียนบ้าน / สำเนาสมุดบัญชีธนาคาร เพียงเท่านี้ ก็สามารถทำธุรกรรมลงทุนจบได้ในที่เดียวเลยครับ จะลงทุนทั้งทีทำไมต้องรอ เห็นมะง่ายนิดเดียว~

เอาล่ะ แน่นอนว่าหลายๆคนคงมีคำถามในใจเยอะแยะมากมายแน่ๆ แต่ก่อนที่จะถามว่าจะซื้อกองทุนไหนดี? เรามาทำความเข้าใจกันก่อนดีกว่าครับว่า มีสิ่งที่ควรจะตรวจสอบ หรือ หาข้อมูลก่อนบ้างมาดูกันนะครับ

รับรองว่าถ้าใครได้อ่านบทความนี้เพื่อเตรียมตัวก่อนไปงาน SET in the city 2017 นี้ รับรองว่าจะไปพร้อมความมั่นใจและไม่มีผิดหวังแน่นอนครับ!

10 เรื่องที่ต้องทำ ก่อนจะถามว่า “กองทุนไหนดี?”

1. มีเป้าหมายในการลงทุน

ข้อแรกครับ คือ ต้องมีเป้าหมายในการลงทุนเสียก่อน เพราะว่า ถ้ามีเป้าหมายไม่ชัดเจนแล้ว จะทำให้เราเดินผิดทางได้ง่าย ๆ (หลงป่าไปเลยครับ) เมื่อเริ่มต้นไม่ถูก ที่สิ่งตามมาก็อาจจะผิดไปหมดได้

จำไว้เสมอว่า เป้าหมายการลงทุนของแต่ละคนจะไม่มีทางเหมือนกัน บางเป้าหมายสำคัญมาก บางเป้าหมายสำคัญน้อย และห้ามเอามาเปรียบเทียบกันนะครับ ดังนั้น ก่อนจะมาลงทุนได้นั้น เราเองก็ควรที่จะต้องวางแผนการเงินมาพอสมควรครับ ว่าเรามีเป้าหมายอะไรบ้างกี่อย่างที่ต้องบรรลุในอนาคตให้ได้ เริ่มคิดมันเสียตั้งแต่ตอนนี้เลย

ที่สำคัญอย่าลืมเรียงลำดับ ความสำคัญ ด้วยนะครับ เพราะถ้าเราเรียงความสำคัญของเป้าหมายได้ จะทำให้เราวางแผนได้ดีขึ้นครับ

อะไรที่สำคัญเราคงต้องทำก่อน เพราะว่าไม่สำเร็จไม่ได้ เช่น เกษียณมีเงินไม่พอ, ชีวิตเราก็คงไม่สามารถอยู่ได้อย่างแน่นอน

2. ระยะเวลาการลงทุน

เรื่องระยะเวลาการลงทุน เราจะต้องคิดเป็นอันดับที่ 2 เนื่องจากว่าจะเป็นตัวกำหนด แนวทางการลงทุนของเราครับ ว่าจะเป็นอย่างไร เช่น ถ้าเป้าหมายเกษียนที่มีระยะเวลาการลงทุนนาน ถึงจะสำคัญ แต่ก็อาจจะเสี่ยงได้มากหน่อย เนื่องจากมีระยะเวลาการลงทุนที่ค่อนข้างนานทำให้ความผันผวนเวลาที่เราลงทุนไปแล้วนั้นไม่สูงจนเกินไปครับ แต่ในทางกลับกัน หากเป็นเป้าหมายเกษียณ แต่มีระยะเวลาการลงทุนไม่นานเท่าไหร่ เราอาจะลงทุนแบบเน้นให้เงินต้นอยู่ครบ มากกว่าที่จะต้องเอาเงินที่หามาได้ในช่วงใกล้เกษียณไปเสี่ยงครับ หรือ ถ้าอยากเสี่ยงนิดหน่อย ก็คงต้องมีการจัดพอร์ตการลงทุนที่ดี และ รัดกุมมากขึ้นครับ

ดังนั้น ผมจึงขอแนะนำว่าให้เริ่มลงทุนกับเป้าหมายที่สำคัญ และใช้เวลานานก่อนซึ่งก็คือ “เป้าหมายเกษียณ”

เนื่องจากจะช่วยให้เราไม่ต้องเจอกับความผันผวนมาก และยังช่วยให้ได้ผลตอบแทนที่ดี เงินที่เก็บในแต่ละเดือนก็ไม่ต้องสูงมาก ก็มีโอกาสบรรลุเป้าหมายได้นั่นเองครับ

“นอกจากเวลาจะช่วยเยียวยาหัวใจแล้ว เวลายังเป็นเพื่อนแท้ของนักลงทุนด้วย” (ฮิ้วววว)

3. รับความเสี่ยงได้ ต่ำ กลาง หรือว่า สูง

เรื่องความเสี่ยงที่รับได้ของแต่ละคนก็อย่าละเลยครับ เนื่องจากว่าแต่ละคนมีความสามารถในการรับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากันอย่างแน่นอนครับ เช่น บางคนรับขาดทุนได้ 10% บางคันรับได้ถึง 50% ครับ ทั้งนี้ก็ขึ้นกับหลายอย่างด้วย เช่น มีสินทรัพย์มากหรือว่าน้อย ,เงินที่ลงทุนนั้นมีภาระหรือไม่ (กู้มาลงทุน) ดังนั้นเราเองก็ควรที่จะตรวจสอบใจของตนเองก่อนนะครับว่ารับได้แค่ไหน

4. เข้าใจประเภทของกองทุน และสินทรัพย์การลงทุน

เนื่องจากกองทุนมีหลายแบบครับ ตั้งแต่กองทุนเสี่ยงต่ำ ๆ อย่างกองทุนตลาดเงิน กองทุนตราสารหนี้ ความเสี่ยงกลางก็เช่น กองทุนอสังหา ฯ, กองทุนผสม และกองทุนที่มีความเสี่ยงสูง เช่น กองทุนหุ้น กองทุนกลุ่มอุตสาหกรรม

ถ้าเราเข้าใจดี เราจะสามารถนำมาจัดให้เหมาะกับเป้าหมาย และความเสี่ยงของเราครับ เช่น เป้าหมายที่ต้องการความแน่นอน อาจจะต้องลงทุนกับกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำหน่อย เช่น เหลืออีก 5 ปีจะเกษียณแล้ว เราคงไม่สามารถลงทุนในกองทุนหุ้นได้ 100% ของเงินที่มี เราจะลงทุนกับกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำในสัดส่วนที่มากกว่ากองทุนความเสี่ยงสูงครับ เช่น กองทุนหุ้น 20% ที่เหลือเป็นกองทุนตราสารหนี้ หรือว่ากองทุนที่มีความเสี่ยงระดับกลางก็ได้ครับ

5.รู้จักระยะเวลาการลงทุนของแต่ละสินทรัพย์

เพราะอย่าลืมว่า “ระยะเวลาการลงทุนกับกองทุนแต่ละประเภทก็ไม่เหมือนกันครับ”

ถ้าเราจะเน้นความปลอดภัยของเงินลงทุนของเรา เช่น ถ้าเราจะลงทุนกับกองทุนที่มีความเสี่ยงสูง อย่างกองทุนหุ้นนั้น เราอาจจะต้องคิดไว้เสมอครับ ว่าจะต้องเน้นการลงทุนระยะยาวประมาณ 5-7 ปีขึ้นไป เนื่องจากเป็นวงรอบของธุรกิจ และการลงทุนระยะยาว 5-7 ปีในกองทุนหุ้น จะทำให้ความเสี่ยงลดลงอย่างมากครับ โอกาสขาดทุนน้อยลง แต่ถ้าเป็นกองทุนตราสารหนี้นั้น เราก็คงเน้นการลงทุนในระยะเวลา 1-3 ปี ขึ้นกับประเภทของตราสารหนี้ และอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ในกองทุนว่าเป็นอย่างไร ถ้าอายุเฉลี่ยสูงก็มีโอกาสที่จะเห็นความผันผวนได้มาก แต่ก็ไม่ได้มากเกินไปนะครับ เนื่องจากกองทุนตราสารหนี้นั้น เป็นสินทรัพย์ที่ค่อนข้างจะปลอดถัยนั่นเอง

แต่บางคนเอาเงินที่ต้องใช้ในระยะใกล้ ๆ ไปลงทุนกับกองทุนที่มีความเสียงสูง ก็จะทำให้เงินเราไม่ปลอดภัยได้ และ จะรู้สึกร้อนรนถ้าหากเห็นราคากองทุนลดลง หรือว่าผันผวนแน่นอน

ดังนั้นเราจะต้องจับคู่ความสัมพันธ์ ของเป้าหมาย สินทรัพย์ ระยะเวลา ความเสี่ยง รวมถึง ความสำคัญให้ดีครับ จึงจะได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม และความเสี่ยงไม่สูงจนเกินไปนั่นเอง

6. ต้องรู้ว่าจะลงทุนเป็นเงินก้อน หรือว่า ทยอยลงทุน

การที่มีเงินก้อน หรือว่าการที่มีกระแสเงินสดเพื่อการลงทุน เองก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน ด้วยกระแสเงินสดที่ต่างกัน แนวคิดการลงทุนเองก็ต่างกันไปด้วย

1. มีกระแสเงินสด

  • อันนี้เน้นการลงทุนแบบ DCA(ลงทุนทุกเดือน เดือนละเท่า ๆ กัน) ไปน่าจะดีกว่านะครับ แต่ก็เหมาะกับกองทุนที่มีความผันผวนมาก ๆ เช่น กองทุนหุ้นต่าง ๆ นั่นเอง กองทุนที่เสี่ยงน้อย ๆ ก็อาจจะไม่จำเป็นต้อง DCA ก็ได้ครับ หรือจะทำก็ได้ แต่ผลตอบแทนก็ไม่ได้ต่างกันมาก
  • เหมาะกับเป้าหมายไกล ๆ เนื่องจากเป้าหมายระยะไกลเราต้องการเงินก้อนใหญ่ แต่ถ้าเราไม่มี วิธีนี้ก็เป็นการสะสมเงินที่ดีครับ

2. มีเงินก้อน

  • ต้องเน้นไปทางจัดพอร์ตการลงทุน อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น โดยดูเป้าหมาย และความเสี่ยง หรือ บางครั้งมีเงินก้อนก็สามารถแบ่ง เพื่อที่จะทยอยลงทุนตามจังหวะของตลาดหุ้นที่ปรับตัวลดลงก็ได้
  • การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ – กลาง เช่นกองทุนตราสารหนี้ ตลาดเงิน และ อสังหา ฯ พวกนี้ไม่จำเป็นต้องทยอยลงทุนนะครับ ลงทุนเป็นเงินก้อนได้ ยิ่งลงทุนเร็วเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสได้ผลตอบแทนเร็วเท่านั้นครับ

7. วางแผนการเงิน เตรียมแผนสำรอง

อันนี้สั้นๆ แต่สำคัญครับ มีเตรียมไว้ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนหรือยัง?

“ก่อนลงทุนต้องมีไว้นะครับ เผื่อว่าฉุกเฉินจะได้มีเงินมาใช้ ไม่ต้องรบกวนเงินในพอร์ตการลงทุนของเราครับ”

8. มีวินัยในการลงทุน

ถ้าทำ DCA แล้วไม่ทำต่อเนื่อง (อย่างน้อย ๆ ก็ต้อง 5-7 ปีละ) ผลตอบแทนในระยะยาว ๆ เราก็คงไม่เป็นดังหวัง และที่สำคัญคือ เจอวิกฤตก็อย่าหยุดทำ เนื่องจากเป็นจังหวะที่ดีในการเก็บของราคาถูก จนได้ราคาเฉลี่ยที่ต่ำลง และเมื่อตลาดฟื้นกลับมาตามวัฏจักรเศรษฐกิจ เราก็มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีครับ ไม่งั้น เฉลี่ยแต่ขาขึ้น ขาลงไม่เฉลี่ย ไม่มีวินัย รับรองว่า ไม่สำเร็จแน่ ๆ ครับ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราจะต้องเลือกกองทุนที่ดีด้วยนะครับ เลือกผิดกองทุนทำ DCA ไประยะยาว ๆ ก็อาจจะปวดใจก็ได้นะครับ

9. หาตัวช่วย คัดกรอง

การหาข้อมูลกองทุนเดี๋ยวนี้ก็ทำได้ง่าย ไม่ได้ยากเลยครับ แต่คลิกเพียงปลายนิ้วเราก็สามารถหาข้อมูลกองทุนได้อย่างง่ายดาย

เช่น เว็บไซต์ ของ Morningstar, siamchart ฯลฯ หรือจะขอข้อมูลโดยตรงจาก บลจ. เดี๋ยวนี้แค่ยกหูโทรศัพท์ ขอข้อมูลลึก ๆ ทาง บลจ. ก็มีคนที่จะส่งข้อมูลให้ อยู่แล้วครับ

ดังนั้น ก่อนที่จะถาม พี่หมอนัท คลินิกกองทุน ว่า “กองทุนไหนดี?” อย่างน้อยๆ หาตัวเลือกที่ดี ที่ชอบ แล้วเอามาคุยกันนะ รับรองว่า พี่หมอนัทจะตอบได้มันส์ และสนุกกว่าที่จะต้องมาเริ่มคุยกันตั้งแต่เรื่องการวางแผนการเงินแน่ๆครับ

ถ้าใครอยากคุยกับ พี่หมอนัท คลินิกกองทุน ก็มาคุยกันได้ที่ บูธ aomMONEY ในงาน “ที่สุดของนวตักรรมการลงทุนแห่งปี SET in the City” วันที่ 19 พ.ย. 2017 นี้นะจ๊ะ

10. ใฝ่รู้ ติดตามข่าวสารบ้าง และอย่าเชื่อใครง่าย ๆ

ข้อสุดท้าย ข้อนี้สำคัญมาก! อย่าเชื่อใครง่ายๆ สิ่งที่จะช่วยนักลงทุนทุกท่านได้คือ อ่านเยอะๆ หาข้อมูลเยอะ ๆ ลองหาหลายๆมุมมอง รับรองว่าจะได้แนวคิดดีๆ อีกเยอะเลย

ที่สำคัญอย่าลืม “หาอ่านหนังสือการลงทุนดี ๆ ซัก 4-5 เล่ม มาอ่านเพิ่มเติมความรู้กันด้วยนะครับ”

ลงทุนไปแล้วก็คงต้องติดตามข่าวกันบ้าง ไม่ใช่ว่าปล่อยเลยตามเลย เราเองก็เอาใส่เข้าไปในกองทุนแล้ว ก็ต้องถามถึงบ้างว่าเป็นอย่างไร เงินของคุณเอง ถ้าไม่ใส่ใจ แล้วใครจะดูแลให้เราละครับ

ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็คงมีความพร้อมมากขึ้นแล้วใช่ไหมละครับ ใครที่สนใจจะไปงาน ที่สุดของนวตักรรมการลงทุนแห่งปี SET in the City ก็สามารถดูรายละเอียดภายในงานเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย https://goo.gl/ELrQQ1

สุดท้ายนี้ก่อนจะจากกันไปย้ำอีกสักครั้งนะครับว่า “ไม่มีกองทุนที่ดีที่สุด หรือ กองทุนที่จะดีตลอดไป” คุณต้องเลือกเอง ทั้งวิธีการลงทุน การวางแผนการเงิน

หน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายก็คือ ให้คำปรึกษาถึงแนวคิดการลงทุน แง่มุม ความเห็นต่อกองทุนที่คุณได้ไปเลือกมา แล้ว และ/หรือ แค่คัดกรองกองทุนที่น่าสนใจมาบางส่วนเท่านั้น เพื่อให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบ หรือทำให้เห็นภาพมากขึ้นเท่านั้นเอง

ดังนั้นต้องอ่านรายละเอียดก่อนลงทุนทุกครั้ง และทำการบ้านอย่างดีก่อนที่จะตัดสินใจเริ่มต้นลงทุนนะครับ

SANSIRI กับ 6 พันธมิตรใหม่ ยกระดับชีวิตให้ “ใช่” ยิ่งกว่าเดิม

จะดีแค่ไหนถ้าชีวิตในคอนโดมีเนียมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ได้มากกว่าเดิม?

ผมเองในฐานะคนที่อยู่คอนโดมีเนียมคนหนึ่งก็รู้สึกมานานว่าคอนโดมีเนียมบางแห่งยังขาดรายละเอียดหลายอย่างที่จะมาเติมเต็มไลฟ์สไตล์คนเมืองได้ เราขับรถถึงคอนโด จอดรถ ขึ้นห้องนอน จนบางทีเราแทบจะลืมไปแล้วว่าหน้าตาส่วนกลางของคอนโดเป็นอย่างไร ปัญหาส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการที่พื้นที่ไม่ค่อยตอบสนองความรู้สึกของเรา เรียกได้ว่ามี แต่ยังไม่ถูกใจเท่าไหร่ เราจึงเลือกที่จะแตะคีย์การ์ดและเดินขึ้นห้องของเราอย่างคุ้นเคย

ลงทุนศาสตร์ร่วมงาน SANSIRI EVERYDAY VISIONARIES

แต่ต่อไปนี้ทุกอย่างจะต่างออกไป

เมื่อวัน 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 แสนสิริประกาศความร่วมมือกับ 6 พันธมิตรใหม่ที่จะมาช่วยยกระดับไลฟ์สไตล์ของเราให้ “ใช่” ยิ่งกว่าเดิม ผมเองได้อยู่ในงานเปิดตัวด้วยก็รู้สึกประทับใจถึงมุมมองที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มองคอนโดมีเนียมเป็นมากกว่าที่พักอาศัย แต่ยังมองลึกไปถึงสังคมที่ลูกบ้านต้องอยู่และใช้ชีวิต ภาพรวมที่ครบมากขึ้นจะทำให้ไลฟ์สไตล์ของเราดีขึ้น คอนโดจะเป็นอะไรที่มากกว่าสถานที่ที่เรากลับมาเพื่อเข้านอน ผมลองจินตนาการดูเล่นๆ นะ ต่อไปถ้าที่พักอาศัยของเรามีพันธมิตรใหม่ๆ ที่สร้างบรรยากาศให้บ้านกลายเป็นเหมือนพื้นที่ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย มี Co-working space สำหรับทำงาน พื้นที่ส่วนกลางบริหารโดยมืออาชีพ ทุกครั้งที่เรากลับบ้านเราคงมีความสุขมาก คอนโดมีเนียมคงเป็นอะไรมากกว่าตึกที่ไร้สีสัน หรืออย่างฟาร์มผักออแกนิคก็น่าสนใจมาก เราอาจจะปลูกผักไว้กินเองด้วย และพักผ่อนหย่อนใจด้วยไปในเวลาเดียวกัน ถ้าใครอยากดูภาพบรรยากาศเพิ่มเติมก็ดูได้ที่ลิ้งนี้ได้เลย https://goo.gl/2jYHZc 

คุณอภิชาติ จูตระกูล CEO ของ SANSIRI

พันธมิตรที่ 1 : The Standard

แบรนด์บูติกโฮเทลจากสหรัฐอเมริกาที่เพิ่งเปิดตัวใหม่อีกที่ไปที่ลอนดอน โดย The Standard มีจุดเด่นในการผสมผสานการพักอาศัยเข้ากับไลฟ์สไตล์และวัฒนธรรม โรงแรมในเครือก็จะมีลักษณะเด่นเฉพาะตัว ไม่น่าเบื่อ และแหวกแนวไปจากโรงแรมแบบเดิมๆ The Standard จะมาช่วยเสริมแสนสิริทั้งในงานโรงแรมและการสร้างบรรยากาศของอสังหาริมทรัพย์ให้อบอุ่นยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย นอกจากนี้ แสนสิริยังจะลงทุนในโรงแรมใหม่ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มใหม่อีกด้วย น่าจับตามองว่าธุรกิจที่แสนสิริจะสร้างขึ้นจะน่าตื่นเต้นและเข้ามาผสมผสานกับอสังหาริมทรัพย์ที่พัฒนาอยู่ก่อนแล้วในระดับไหน

Amar Lalvani CEO และ Managing Partner ของ The Standard

พันธมิตรที่ 2 : One Night

แอพพลิเคชันการจองโรงแรมแบบเร่งด่วน ที่เลือก จ่ายเงิน และเข้าพักในวันที่จองได้เลย ตอบสนองคนรุ่นใหม่ที่คิดไวทำไว โดย One Night จะมาเสริมความแข็งแกร่งในส่วนงานโรงแรมของ The Standard รวมไปถึงอาจจะมาสร้างประสบการณ์ใหม่ในการเช่าพื้นที่บางส่วนในแสนสิริผ่านแอพพลิเคชัน ซึ่งตรงนี้คงต้องติดตามกันต่อไป และนอกจาก One Night จะมาเสริมแรงให้ธุรกิจของแสนสิริ แสนสิริเองก็จะลงทุนในการผลักดันให้แอพพลิเคชันของ One Night เติบโตได้ในภูมิภาคเอเชียด้วย ต่อไปเราคงได้ลองใช้แอพนี้กันจองโรงแรมกันบ้างแน่ๆ

Jimmy Suh President และ Co-founder ของ One Night

พันธมิตรที่ 3 : Hostmaker

บริษัทบริหารการเช่าที่พักอาศัยซึ่งได้รับการันตีคุณภาพจาก Airbnb มาแล้ว โดยบริษัทจะช่วยให้เจ้าของที่พักอาศัยที่อยากปล่อยเช่าจัดการและลดความยุ่งยากที่เจ้าของต้องมาดูแลเอง ประเด็นนี้น่าจับตามองว่าอนาคตแสนสิริอาจจะลงมาจับกลุ่ม Sharing Economy มากขึ้น จึงจับมือกับพันธมิตรคนกลางที่จะมาช่วยดูแลปัญหาในการแบ่งปันพื้นที่ โดยนอกจากนี้ แสนสิริยังจะร่วมมือกับ Hostmaker ในการผลักดันการเติบโตของธุรกิจในภูมิภาคเอเชีย ทั้งในและนอกประเทศไทย ซึ่งตรงนี้ก็จะกลับมาสร้างเป็นรายได้นอกประเทศให้กับแสนสิริผ่านเงินลงทุนอีกด้วย

Nakul Sharma Founder และ CEO ของ Hostmaker

พันธมิตรที่ 4 : Justco

ผู้ให้บริการ Co-working space ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเรื่อง Co-working space ถือเป็นกระแสที่มาแรงในปัจจุบันมาก เพราะคนทำงานสมัยนี้เป็นฟรีแลนซ์กันมากขึ้นและอยากทำงานในสิ่งแวดล้อมที่ไม่จำเจ แสนสิริจับมือกับ Justco มาจับตลาดตรงนี้ที่จะได้ประโยชน์ทั้งในแง่ของการขยายธุรกิจในประเทศไทย และทำเลที่ตั้งที่อาจจะใช้คอนโดมีเนียมของแสนสิริเป็นที่ตั้ง ลูกบ้านของแสนสิริเองก็เรียกได้ว่ารับประโยชน์ไปเต็มๆ เพราะได้ที่ทำงานใหม่ในระยะเดินไม่กี่อึดใจเท่านั้นเอง ตอนนี้ Justco เองก็วางแผนเปิดตัว Co-working space ใหม่อีก 4 แห่งในกรุงเทพภายในปี 2561 และแสนสิริก็จะได้รับผลกำไรจากการเติบโตไปด้วยกันด้วย

Wan Sing Kong Founder และ CEO ของ Justco

พันธมิตรที่ 5 : Farmshelf

เจ้าของนวัตกรรมการปลูกพืชด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยการร่วมมือจะมาเน้นการปลูกผักอย่างง่ายในบ้านหรือคอนโดสำหรับบริโภคเอง ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์ทั้งในแง่สุขภาพและไลฟ์สไตล์งานอดิเรกเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ลูกบ้านของแสนสิริเองก็จะได้รับเอานวัตกรรมตรงนี้ไปใช้ในการดำรงชีวิตของตัวเองได้ ส่วนแสนสิริเองก็จะได้รับประโยชน์จาก Farmshelf ที่จะเข้ามาขยายธุรกิจในภูมิภาคอีกด้วย เรียกว่าได้ทั้งประโยชน์ของลูกบ้านและผู้สร้างบ้านเลย

Andrew Shearer CEO ของ Farmshelf

พันธมิตรที่ 6 : Monocle

สื่อชั้นนำระดับโลกที่มาร่วมจับมือกับแสนสิริในครั้งนี้ ถึงแม้ว่าองค์กรสื่อจะไม่ได้เข้ามาปรับปรุงลักษณะทางกายภาพของอสังหาริมทรัพย์โดยตรง แต่ Monocle ก็จะมาช่วยส่งเสริมแบรนด์และช่วยสื่อสารกับผู้บริโภคได้มากขึ้น การมีสื่อคุณภาพมาเป็นตัวกลางในไลฟ์สไตล์ก็จะช่วยส่งเสริมบรรยากาศให้ดียิ่งขึ้น ในแง่ของการสื่อสารจากแสนสิริสู่ผู้บริโภค และผู้บริโภคสู่แสนสิริ การใกล้ชิดกันมากขึ้นทำให้สิ่งแวดล้อมถูกปรับปรุงให้ก้าวหน้าตลอดเวลา ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคนี้ที่พัฒนาไปทุกวัน แถม Monocle เองก็เป็นสื่อระดับโลกที่จะช่วยหันสปอตไลต์จากต่างประเทศมาจับที่แสนสิริมากขึ้น รวมไปถึงการสร้างกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ จากต่างประเทศ ตอนนี้ Monocle จับมือกับแสนสิริร่วมกับพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบมิกซ์ยูสแล้ว คงต้องรอดูว่าบันทึกหน้าใหม่ของอสังหาริมทรัพย์แสนสิรินี้จะน่าสนใจอย่างไรบ้าง

Tyler Brule Editor-in-chief และ Chairman ของ Monocle

เรียกได้ว่าเป็น 6 พันธมิตรที่น่าจับตามองทุกคน

การจับมือกับพันธมิตรใหม่ (หรือในอีกแง่หนึ่งคือการร่วมลงทุน) ของแสนสิริในครั้งนี้ ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งในแง่ของการกระโดดเข้ามาในโลกของสตาร์ทอัพและนวัตกรรมยุคใหม่อย่างเต็มตัวของแบรนด์ชื่อดังอย่างแสนสิริ รวมไปถึงการดึงบริษัทไลฟ์สไตล์ชื่อดังระดับโลกเข้ามาช่วยปรับปรุงตัดแต่งให้สังคมของการอยู่อาศัยของอสังหาริมทรัพย์ในเครือแสนสิริพัฒนาไปอีกระดับ เรียกได้ว่าลูกบ้านของแสนสิริเองก็ได้ประโยชน์จากพันธมิตรใหม่ๆ ที่แสนสิริจะดึงเข้ามาช่วยยกระดับชีวิตให้ตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์มากขึ้น พันธมิตรเองก็ได้ผู้ที่จะมาช่วยสร้างการเติบโตในภูมิภาคใหม่ๆ และแสนสิริเองก็ได้ทั้งตอบสนองค่าพึงพอใจของลูกบ้านและลงทุนในนวัตกรรมชั้นเยี่ยมไปในเวลาเดียวกัน

SANSIRI และพันธมิตรทั้ง 6

สมกับเป็นบริษัทอสังหาในยุค 4.0

ว่าแล้วก็ไปตักกุ้งแม่น้ำที่บาร์อาหารเพิ่มอีก 6 ตัวฉลองให้กับพันธมิตรใหม่ทั้ง 6 ของแสนสิริดีกว่า แหม เขาอุตส่าห์เชิญมางานเปิดตัวทั้งที ต้องขอชิมกุ้งแม่น้ำตัวโต๊โตให้รู้รสชาติสักหน่อย อยากเรียนรู้ผลงานจากพันธมิตรใหม่หรอกนะ ความเห็นแก่กินอะไรหนะเหรอ ไม่มี๊ไม่มี 

เรียกได้ว่าเป็นงานของไลฟ์สไตล์คนเมืองรุ่นใหม่สมกับการเปิดตัวของ 6 พันธมิตรใหม่ของแสนสิริจริงๆ ใครที่อยากรู้ว่าจัดเต็มแค่ไหนลองติดตามรายละเอียดกันต่อได้ที่ลิ้งนี้ได้เลย http://www.sansirieverydayvisionaries.com/

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

(Review) GPI ผู้นำด้านการผลิตสื่อยานยนต์ และการจัดงาน Motor Show ที่ได้มาตรฐานระดับสากล

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้พี่ต้าร์กลับมาอีกครั้งกับการ Review ข้อมูล IPO หุ้นน้องใหม่ที่กำลังจะจดทะเบียนเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครับ สำหรับในบทความนี้จะแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ซึ่งผมจะขอเรียกเป็นชื่อหุ้นว่า GPI นะครับ

ผลงานของ GPI โดดเด่นมาก ทุกท่านได้ยินเมื่อไหร่ก็จะร้อง อ๋ออออ!! เพราะเขาเป็นผู้จัดงาน Bangkok International Motor Show เป็นประจำทุกปี ซึ่งถ้าใครที่ชื่นชอบและเป็นแฟนพันธุ์แท้การจัดกิจกรรมงานแสดงรถยนต์ก็คงไม่พลาดงานนี้อย่างแน่นอน หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าบริษัทนี้นอกจากธุรกิจด้านการจัดแสดงสินค้ายานยนต์แล้ว เขายังทำธุรกิจอื่นๆ อีกหลายอย่างเลยครับ เดี๋ยววันนี้เราจะมาเจาะลึกในประเด็นต่างๆ ของธุรกิจ โครงสร้างรายได้ เป้าหมายการระดมทุน รวมถึงเรื่องความเสี่ยงที่เพื่อนๆ ควรทราบก่อนตัดสินใจลงทุนครับ

Bangkok International Motor Show

1. ข้อมูลธุรกิจของบริษัทฯ

กิจการนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 แล้วครับ โดยเริ่มจากธุรกิจนิตยสารยานยนต์ ต่อมาได้มีการขยายกิจการมาทำนิตยสารด้านไลฟ์สไตล์เพิ่มขึ้น รวมถึงมีการจัดงานแสดงสินค้าและกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ซึ่งทาง GPI ได้จัดกลุ่มธุรกิจออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มธุรกิจการจัดงานแสดงสินค้าและกิจกรรมส่งเสริมการตลาด

การจัดงานแสดงสินค้า

ถ้าพูดถึงงานแสดงสินค้าประเภทยานยนต์ โดยส่วนตัวผมว่างาน Bangkok International Motor Show เป็นงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดเลยนะ เพราะงานนี้ได้รับการรับรองจาก Organisation Internationale des Construceurs d’Automobiles (OICA) ซึ่งเป็นสมาคมที่รับรองการจัดงานมหกรรมยานยนต์ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพียงประเทศละ 1 งานเท่านั้น ซึ่ง GPI ก็เป็นผู้ที่ได้การรับรองนี้ โดยภายในงานเรียกว่ารวบรวมทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจยานยนต์ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงนวัตกรรมยานยนต์ รถยนต์ต้นแบบ รถจักรยานยนต์ รวมถึงเครื่องเสียงและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ บนพื้นที่จัดงานประมาณ 170,000 ตารางเมตร จึงเป็นงานแสดงสินค้าที่ลูกค้าให้ความเชื่อมั่นและสนใจ  โดยมีผู้เข้าชมงานปีละกว่า 1.6 ล้านราย ส่วนบริษัทรถยนต์ที่เข้ามาร่วมงานนั้น ถ้าเราไปเดินดูในงานแล้วจะพบว่า เป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกทั้งนั้นเลยนะครับ

และอีกงานใหญ่ที่ GPI เป็นผู้จัดคือ Bangkok Used Card Show เป็นงานรถมือสองที่มีคุณภาพดี โดยบริษัทฯ จะเป็นสื่อกลางให้ผู้ซื้อและผู้ขายมาพบกัน เพื่อให้ได้ซื้อขายรถยนต์มือสองคุณภาพดีในราคาที่เหมาะสมครับ มีพื้นที่จัดงานประมาณ 20,000 ตารางเมตร ซึ่งทั้ง 2 งานนี้จะจัดปีละครั้ง ในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนนะครับ

การจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด

ในส่วนนี้จะเป็นการจัดกิจกรรมของบริษัทฯ เอง และกิจกรรมที่จัดให้กับลูกค้าซึ่งเป็นบริษัทยานยนต์ชั้นนำ อย่างเช่น การจัดการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ (Motor Sport) กิจกรรมทดสอบสมรรถนะของยานยนต์ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังจัดการแข่งขันเครื่องบินให้การกีฬาแห่งประเทศไทย ภายใต้ชื่องาน “Air Race 1” อีกด้วย

จะเห็นว่าความเชี่ยวชาญของบริษัทฯ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องรถยนต์เท่านั้นนะครับ แต่ยังรวมไปถึงการจัดงานที่เกี่ยวกับยานพาหนะประเภทอื่นๆ อีกด้วย

กลุ่มธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อรูปแบบใหม่

ธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายสื่อสิ่งพิมพ์

ธุรกิจในกลุ่มนี้เป็นธุรกิจดั้งเดิมที่อยู่คู่กับบริษัทฯ มาตั้งแต่แรก หลักๆ แล้วเป็นการผลิตนิตยสารที่มีชื่อเสียงในวงการยานยนต์ อาทิ นิตยสารกรังด์ปรีซ์ นิตยสารมอเตอร์ไซค์ นิตยสารเอ็กซ์โอ ออโต้สปอร์ต และนิตยสารออฟโรด รวมถึงมีนิตยสารด้านไลฟ์สไตล์ที่ได้รับลิขสิทธิ์จากต่างประเทศ ได้แก่ นิตยสาร Garage Life ซึ่งแต่ละเล่มก็มีกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน ตามอายุ รายได้ และไลฟ์สไตล์ครับ

ธุรกิจสื่อรูปแบบใหม่

บริษัทฯ เป็นผู้ผลิตสื่อในรูปแบบดิจิทัลที่เกี่ยวกับยานยนต์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุปกรณ์ตกแต่ง และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ อาทิ นิตยสารในรูปแบบดิจิทัล สื่อสังคมออนไลน์ เป็นต้น

กลุ่มธุรกิจรับจ้างพิมพ์

บริษัทฯ มีโรงพิมพ์ที่สามารถผลิตหนังสือ นิตยสาร วารสาร แค็ตตาล็อก แผ่นพับ ใบปลิว โบรชัวร์ ปฏิทิน และสิ่งพิมพ์อื่นๆ แบบครบวงจร โดยบริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะซื้อเครื่องพิมพ์ที่ผลิตสินค้าได้หลากหลายขึ้นในอนาคต เช่น กล่องบรรจุภัณฑ์ กระดาษห่อสินค้า ป้ายโฆษณา พลาสติก เป็นต้น ซึ่งจะสามารถให้บริการแก่ลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ ในการเพิ่มโอกาสสร้างรายได้มากขึ้นครับ

2. โครงสร้างรายได้ของบริษัทฯ

หลังจากที่เราได้เห็นกันแล้วว่า บริษัทฯ ทำธุรกิจอะไรบ้าง ซึ่งหลักๆ ก็มี 3 กลุ่มอย่างที่เล่าไปจากหัวข้อข้างบนนะครับ ทีนี้เรามาดูงบการเงินกัน โดยเฉพาะงบกำไรขาดทุนที่จะเป็นตัวบอกได้ว่าธุรกิจนี้มีการเติบโตอย่างไร

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า ในส่วนรายได้จากการขายในภาพรวมทั้งหมด โดยไม่นำรายได้อื่นๆ เข้ามาคิดในปี 2559 ลดลงเล็กน้อยจากปี 2557 และ 2558 มาอยู่ที่ 752.62 ล้านบาท

รายได้หลักของบริษัทฯ อยู่ที่กลุ่มธุรกิจจัดงานแสดงสินค้าเป็นหลัก ซึ่งรายได้ในส่วนนี้ค่อนข้างสม่ำเสมอนะครับ โดยในปี 2557 อยู่ที่ 529.47 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นในปี 2558 ที่ 569.23 ล้านบาท และในปี 2559 คิดเป็น 541.29 ล้านบาท หรืออยู่ที่ประมาณ 70% ของรายได้ทั้งหมดครับ

ถ้าเรามองเฉพาะในปี 2559 โครงสร้างของรายได้ มีลักษณะดังนี้

  1. การจัดงานแสดงสินค้าถึง 71.07% และรายได้ลดลงจากปี 2558 แต่มากกว่าปี 2557
  2. กิจกรรมส่งเสริมทางการตลาด 10.93% และรายได้มีการเติบโตมากยิ่งขึ้น
  3. ธุรกิจสิ่งพิมพ์อยู่ที่ 9.97% และรายได้มีอัตราที่ลดลงจากปีก่อนหน้า
  4. กลุ่มรับจ้างพิมพ์จะอยู่ที่ 6.85% และรายได้ลดลงจากปี 2558 แต่มากกว่า 2557

โดยปัจจัยการลดลงของรายได้ในช่วงปี 2559 ต่อเนื่องถึงงวดหกเดือนของปี 2560 ในส่วนของการจัดงานแสดงสินค้านั้น เกิดจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลออยู่ พอคนยังไม่มั่นใจเรื่องเศรษฐกิจ ก็จะไม่สร้างภาระในการผ่อนรถครับ ถึงอยากซื้อรถ แต่ธนาคารก็อาจจะพิจารณาไม่อนุมัติสินเชื่อ นอกจากนี้ เรากำลังอยู่ในช่วงไว้อาลัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จึงอาจมีผลกระทบต่อรายได้ที่เกิดจากธุรกิจที่เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ครับ

ที่นี้หลายๆ คนก็คงจะสงสัยว่าอนาคตธุรกิจนี้จะเติบโตได้อีกไหม?

สถิติการขายรถยนต์ของประเทศไทย (ล้านคัน)

ลองดูที่ภาพสถิติการขายรถยนต์ของประเทศไทยจะเห็นได้ว่า ในระยะยาวตั้งแต่ปี 2553 ถึง 2559 การขายรถยนต์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการเพิ่มอย่างก้าวกระโดดในช่วงปี 2555-2556 จากผลของนโยบายรถคันแรก หลังจากนั้นก็ปรับตัวลดลงมาในช่วงปี 2557-2559 ครับ นั่นจึงมีผลต่อจำนวนผู้เข้าร่วมงานและผู้จองซื้อรถในงาน Bangkok International Motor Show ด้วย

แต่จากนโยบายสนับสนุนการซื้อรถยนต์คันแรก ซึ่งมีกำหนดระยะเวลาถือครอง 5 ปี ได้เริ่มมีผู้ทยอยขอใช้สิทธิ์ขายรถยนต์เมื่อครบกำหนด ตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายน 2559 เป็นต้นมา ทำให้ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์กลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในช่วงตั้งแต่ปลายปี 2559 ถึง 2560 โดยสถิติการขายรถยนต์ของประเทศไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 เติบโตขึ้นประมาณร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า จึงคาดว่าค่ายรถยนต์จะเริ่มลงทุนกับกิจกรรมการตลาดมากขึ้น และจำนวนผู้เข้าร่วมงานและผู้จองซื้อรถในงาน Bangkok International Motor Show จะเพิ่มมากขึ้นในปีต่อไปอีกด้วย

โดยสรุปแล้ว แนวโน้มการเติบโตของยอดขายรถยนต์นั้นมีมาอย่างต่อเนื่อง และหากรัฐบาลมีนโยบายปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการเติบโตของธุรกิจยานยนต์นี้ ก็ย่อมทำให้ธุรกิจของ GPI ได้รับประโยชน์และเติบโตขึ้นได้เช่นกันครับ ในส่วนนี้เป็นเรื่องของอนาคตและความเสี่ยงที่เพื่อนๆ ต้องประเมินและพิจารณากันนะครับ

3. รายละเอียดในการระดมทุน

การระดมทุนครั้งนี้ ทางบริษัทฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อจะนำเงินไปปรับปรุงเครื่องจักรในโรงพิมพ์และนำเงินไปใช้ในการหมุนเวียนกิจการครับ โดยการเสนอหุ้นนั้น จะนำไปเสนอขายกับประชาชน 100,000,000 หุ้น คิดเป็น 16.67% ของทุนชำระแล้วหลัง IPO โดยในวันแรกที่มีการซื้อขายหุ้นในตลาดฯ คุณปราจิน เอี่ยมลำเนา ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทฯ จะนำหุ้นสามัญเดิมที่ถืออยู่ เสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด ในกระดาน Big Lot จำนวน 70,000,000 คิดเป็น 11.67% ของทุนชำระแล้วหลัง IPO ซึ่งในส่วนนี้จะไม่กระทบต่อสัดส่วนของหุ้นที่เสนอขายกับประชาชนทั่วไปครับ

โครงสร้างผู้ถือหุ้นก่อนการเสนอขายหุ้นจดทะเบียนในตลาดฯ นั้น จะเป็นของคุณปราจินและครอบครัวเอี่ยมลำเนาทั้งหมด 89.77% และของบุคคลอื่นๆ 10.23%

หลังจากการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ยังอยู่ที่ครอบครัวเอี่ยมลำเนาเช่นเดิมครับที่ 63.14% เป็นบุคคลอื่นๆ ที่ถือหุ้นเดิม 8.53% ประชาชนทั่วไปอีก 16.67% และบุคคลในวงจำกัด 11.67%

4. ความเสี่ยงที่เราต้องทราบ

การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ เราจึงละเลยไม่ได้ที่จะศึกษาเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น ว่าแล้วเราก็มาดูความเสี่ยงของการลงทุนในบริษัทนี้กันดีกว่าครับ

ความเสี่ยงจากการผันผวนของรายได้ระหว่างปีบัญชี

เนื่องจากรายได้หลักกว่า 70% ของบริษัทฯ มาจากการจัดงาน Bangkok International Motor Show ซึ่งจัดขึ้นในช่วงประมาณเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายนของทุกปี รายได้ส่วนใหญ่จะถูกรับรู้ในไตรมาส 1 และไตรมาส 2 จึงทำให้บริษัทฯ มีความเสี่ยงที่จะมีรายได้ลดลงในไตรมาส 3 และ 4 นอกจากนี้รายได้และต้นทุนจากการจัดงาน Bangkok International Motor Show ในไตรมาส 1 และ 2 จะขึ้นอยู่กับจำนวนวันจัดงานในแต่ละไตรมาส ซึ่งอาจแตกต่างกันได้ในแต่ละปี  ดังนั้นในการวิเคราะห์งบไตรมาสของบริษัทฯ นักลงทุนควรพิจารณาจำนวนวันจัดงานในแต่ละไตรมาสด้วย

ความเสี่ยงจากการพึ่งพิงบุคคลสำคัญ

ในการดำเนินธุรกิจงานจัดแสดงสินค้าของบริษัทฯ จำเป็นที่จะต้องพึ่งพิงบุคคลสำคัญ ได้แก่ นายปราจิน เอี่ยมลำเนา ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทฯ และมีความสัมพันธ์อันดีกับคู่ค้ามาเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรบุคคลเป็นอย่างดี โดยบริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนา และอบรมพนักงาน รวมถึงยังมีโครงสร้างผลตอบแทนที่อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ ทำให้บริษัทฯ สามารถจูงใจและรักษาพนักงานให้อยู่กับบริษัทฯ ได้เป็นอย่างดี

ความเสี่ยงในการประกอบกิจการ

ธุรกิจจัดแสดงสินค้าและกิจกรรมทางการตลาดนั้นเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ถึง 80% ของรายได้ทั้งหมดของบริษัทฯ หากเกิดเหตุการณ์ที่สร้างผลกระทบทำให้จัดงานไม่ได้ ต้องเลื่อนหรือยกเลิกการจัดงานจึงอาจมีผลกระทบได้ครับ นอกจากนี้ อาจจะมีคู่แข่งรายใหม่ๆ เข้ามาในตลาด อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีการขยายกลุ่มลูกค้าไปในกิจกรรมที่มีความหลากหลายมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค

ปัจจุบันการนำเสนอสินค้าต่างๆ มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการให้บริการลูกค้า เช่น การประชาสัมพันธ์ทางสื่อออนไลน์ นิตยสารออนไลน์ ซึ่งหากพฤติกรรมผู้บริโภคหันไปอ่านนิตยสารออนไลน์มากขึ้น ก็ย่อมส่งผลต่อนิตยสารที่เป็นรูปเล่มและสิ่งพิมพ์ได้

ทั้งหมดนี้ ก็เป็นข้อมูลของหุ้น GPI ที่จะเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม หลังจากอ่านบทความ Review แล้ว ผมก็อยากจะให้เพื่อนๆ ได้ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://gpi.listedcompany.com/ipo/ ครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

จัดพอร์ตบริหารเงินหลังเกษียณให้ปัง ด้วยประกันชีวิตบำนาญ

“การวางแผนเกษียณ” อาจจะเป็นคำที่หลายคนคุ้นเคยในการวางแผนเก็บเงินหรือลงทุนในระยะยาว เพื่อเตรียมเงินไว้ใช้หลังจากที่เราเกษียณอายุ (โดยทั่วไปก็ ณ อายุ 60 ปี) ซึ่งถือเป็นเป้าหมายหนึ่งที่สำคัญของชีวิตเราทุกคน เพราะถึงจุดหนึ่ง เราก็ควรจะต้องหยุดทำงาน แต่ก็ยังต้องใช้ชีวิตต่อไป ดังนั้น การรู้จักวางแผนเตรียมเงินเพื่อการเกษียณตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว นอกเหนือจากการเตรียมเงินในช่วงก่อนเกษียณแล้ว การวางแผนเกษียณ ยังรวมไปถึงการบริหารเงินที่เก็บสะสมมาเพื่อให้เพียงพอใช้ในช่วงหลังเกษียณอีกด้วย

ซึ่งการบริหารเงินหลังเกษียณให้เพียงพอนั้น เราจำเป็นต้องใช้ “การลงทุน” เข้ามาช่วยด้วย เพราะมีโอกาสสูงมากที่เงินที่เราเตรียมมาจะไม่เพียงพอ ถ้าเราได้แต่นำเงินที่เตรียมไว้ไปฝากธนาคารแล้วค่อยทยอยถอนมาใช้ เนื่องจากดอกเบี้ยเงินฝากนั้นผลตอบแทนต่ำเกินไป ไม่สามารถเอาชนะเงินเฟ้อ ที่ทำให้ราคาข้าวของแพงขึ้นได้ (ดอกเบี้ยเงินฝาก = 0.50% ต่อปี เงินเฟ้อเฉลี่ย 2.50-3.00% ต่อปี) เราจึงต้องมีการลงทุนเข้าช่วยบ้าง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น จนชนะเงินเฟ้อได้

อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ควรไปลงทุนในสินทรัพย์หรืออะไรที่ความเสี่ยงสูงทั้งหมด เพราะอย่าลืมว่า เงินก้อนใหญ่ที่เราเตรียมมาเพื่อใช้หลังเกษียณ คือเงินก้อนสุดท้ายในชีวิตของเราแล้ว หากไปลงทุนที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง (คาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ยตั้งแต่ประมาณ 8% ต่อปีขึ้นไป) ก็มีโอกาสที่เงินเราจะขาดทุนสูงตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงนี้ ที่มีการชักชวนไปลงทุนที่อ้างว่าให้ดอกเบี้ยหรือเงินปันผลสูง เดือนละหลายเปอร์เซ็นต์ (รวมแล้วหลายสิบเปอร์เซ็นต่อปี) แบบ “การันตีผลตอบแทน” ซึ่งเข้าข่าย “แชร์ลูกโซ่” เพราะผลตอบแทนสูง โดยที่ไม่มีความเสี่ยงอยู่เลยนั้น เป็นเรื่องหลอกลวงที่ไม่เคยมีอยู่จริง ดังนั้น เราจึงต้องระมัดระวังกับเงินเกษียณที่เราเตรียมมาเป็นพิเศษ ว่าต้องไม่เสี่ยงเกินไปจนเป็นอันตราย แต่ก็ไม่ปลอดภัยเกินไปจนแพ้เงินเฟ้อ

วิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้เราได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม โดยที่ความเสี่ยงไม่สูงจนเกินไป นั่นคือการ “จัดพอร์ตการลงทุน” โดยการกระจายเงินที่เราเตรียมไว้ ไปลงในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ที่มีความเสี่ยงแตกต่างกันออกไป ตามสัดส่วนที่เหมาะสม

เนื่องจากข้อดีของการกระจายการลงทุนแบบนี้ก็คือ ความเสี่ยงต่อการขาดทุนก็จะถูกกระจายไปด้วย เพราะเวลาที่สินทรัพย์บางตัวขาดทุน แต่ก็ยังมีสินทรัพย์อื่นๆ ที่ยังสามารถทำกำไรให้เราได้ โดยที่เงินทั้งหมดที่เราเตรียมไว้ก็ยังคงคาดหวังผลตอบแทนที่เหมาะสมได้ ซึ่งตัวอย่างสินทรัพย์ที่เราสามารถซื้อหรือลงทุนได้ ก็เช่น

  • หุ้น
  • ตราสารหนี้
  • อสังหาริมทรัพย์
  • ทองคำ
  • ประกันบำนาญ

สินทรัพย์ตัวอื่นๆ หลายๆ คนคงอาจจะรู้จักหรือทราบดีอยู่แล้ว แต่สำหรับ “ประกันบำนาญ” (หรือบางคนอาจเรียกว่าประกันชีวิตแบบบำนาญ)บางคนอาจจะสงสัยว่า มันมีข้อดียังไง? ทำไมถึงควรเอามาใช้จัดพอร์ต? และมีวิธีการเอามาใช้ยังไงถึงจะได้ประโยชน์ที่สุด?

ดังนั้นในบทความนี้ ผมจึงขอแนะแนวทางการนำประกันบำนาญมาใช้ในการเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตหลังเกษียณ เพื่อให้การบริหารเงินหลังเกษียณมีประสิทธิภาพที่สุด ดังนี้ครับ

ประกันบำนาญดียังไง? ทำไมถึงน่านำมาใช้จัดพอร์ต

ประกันบำนาญ คือประกันที่มีลักษณะของการจ่ายเบี้ยระยะเวลาหนึ่ง หรือจ่ายจนถึงอายุเกษียณ จากนั้นหลังเกษียณก็ได้รับเงินบำนาญ เป็นจำนวนที่แน่นอน เท่ากันทุกปี ตั้งแต่เริ่มเกษียณจนถึงอายุ 85 ปีเป็นต้นไป (แล้วแต่แบบประกันของแต่ละบริษัท) เพราะฉะนั้น จุดเด่นที่สุดของประกันบำนาญที่นำมาใช้ คือมันสามารถช่วยการันตีเงินเกษียณขั้นต่ำส่วนหนึ่งได้ ว่ายังไงก็ได้รับแน่นอน ทำให้พอร์ตเงินเกษียณของเรา มีความมั่นคงปลอดภัยมากขึ้น นอกจากนั้น ระหว่างที่จ่ายเบี้ย ค่าเบี้ยประกันก็สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท (ซึ่งเราก็สามารถนำภาษีที่ได้รับลดหย่อนคืนมา กลับไปออมหรือลงทุนเพื่อเป็นเงินเกษียณเราได้อีกด้วย)

วิธีการนำประกันบำนาญมาใช้วางแผนเกษียณอย่างเหมาะสม

พอร์ตหลังเกษียณที่อยากจะแนะนำคือ พอร์ตที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 5-6% ต่อปี เนื่องจากเป็นผลตอบแทนที่ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป ซึ่งควรจะมีสัดส่วนของเงินบำนาญอยู่ในพอร์ตนี้อย่างน้อยประมาณ 10% ส่วนสัดส่วนสินทรัพย์อื่นๆที่แนะนำ เป็นดังนี้

นั่นหมายความว่า ถ้าเราอยากมีเงินใช้หลังเกษียณ เดือนละ 50,000 บาท (มูลค่า ณ วันเกษียณ) หรือปีละ 600,000 บาท เราก็ควรทำประกันบำนาญ โดยคำนวณให้ได้เงินบำนาญปีละ 10% x 600,000 = 60,000 บาท นั่นเองครับ (ส่วนอีก 90% ที่เหลือ ก็ให้กระจ่ายไปลงทุน ในสินทรัพย์อื่นๆ ตามสัดส่วนที่แนะนำได้เลย) ส่วนถ้าอยากจะรู้ว่าจะต้องจ่ายเบี้ยเท่าไหร่ เราสามารถแจ้งให้ตัวแทนช่วยคำนวณได้เลยครับว่า หากต้องการเงินบำนาญต่อปีเท่านี้แล้ว จะคิดกลับมาเป็นเบี้ยที่ต้องจ่ายเท่าไหร่

วางแผนเกษียณแบบนี้ ก็ทำให้เราอุ่นใจได้ว่า อย่างน้อยเราก็มีเงินเกษียณส่วนหนึ่งอยู่ 10% ที่เป็นเงินที่ปลอดภัย การันตีว่าได้แน่นอน จากประกันบำนาญ ส่วนอีก 90% ก็กระจายไปลงทุนแบบความเสี่ยงปานกลาง เพื่อบริหารให้เงินหลังเกษียณของเราเอาชนะเงินเฟ้อได้ มีเพียงพอใช้หลังเกษียณด้วยความอุ่นใจมากขึ้น

ซึ่งหากใครกำลังมองหาประกันบำนาญที่น่าสนใจ ทาง กรุงไทย-แอกซ่า ก็มีผลิตภัณฑ์ประกันบำนาญที่ชื่อว่า “iRetire” ที่สามารถตอบโจทย์การใช้บำนาญวางแผนเป็นเงินเกษียณส่วนหนึ่งได้เป็นอย่างดี โดยมีจุดเด่นอยู่ที่

  • สามารถเลือกระยะเวลาจ่ายเบี้ยได้ ว่าจะจ่าย 5 ปี หรือชำระเบี้ยเพียงครั้งเดียว (single premium) ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่จะวางแผนบริหารเงินที่เตรียมมาเพื่อไว้ใช้หลังเกษียณโดยเฉพาะ
  • รับเงินบำนาญสูงสุด 20% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย (iRetire 5) โดยสามารถรับเงินบำนาญเป็นรายเดือนหรือรายปี
  • และ 5% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย (สำหรับแบบจ่ายเบี้ย 1 ปี) 
  • รับความคุ้มครอง 200% จำนวนเงินเอาประกันภัย หรือ มูลค่าเงินเวนคืนกรมธรรม์ หรือ 110% ของเบี้ยประกันภัยของกรมธรรม์หลักที่ชำระมาแล้วทั้งหมด แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า (เฉพาะช่วงก่อนรับบำนาญ)
  • เบี้ยประกันสามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท

*ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันทุกครั้ง

นอกจากนี้ ทางกรุงไทย-แอกซ่า ก็ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การวางแผนชีวิตหลังเกษียณอีกหลายตัว ไม่ว่าจะเป็น PR60 ประกันเกษียณอายุที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้วางแผนเกษียณได้เช่นเดียวกัน หรือ iProtect S ประกันชีวิตแบบเน้นคุ้มครองชีวิตตลอดชีพ สำหรับเป้าหมายการวางแผนมรดกให้ลูกหลาน เพื่อให้เราใช้ชีวิตช่วงวัยเกษียณได้อย่างอุ่นใจที่สุด

อย่าลืมนะครับว่า ประกันบำนาญมีประโยชน์มากกว่าที่เราคิด เพราะนอกจากจะช่วยให้เรามีเงินเกษียณที่แน่นอนส่วนหนึ่งในพอร์ตเกษียณแล้ว ยังมีความคุ้มครองชีวิตในช่วงก่อนเกษียณ และได้รับผลประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมจากปกติอีกด้วย ดังนั้น ควรวางแผนจัดพอร์ตการลงทุนหลังเกษียณให้ดี และใช้ประกันบำนาญช่วยตอบโจทย์อย่างเหมาะสมด้วยนะครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

วางแผนการเงินยังไง…ให้ชีวิตมีชัยไปกว่าครึ่ง

เชื่อว่าหลายคนคงเคยศึกษาแนวทางการวางแผนการเงินส่วนบุคคลกันมาบ้างแล้ว ซึ่งถ้าใครที่เคยลองวางแผนการเงินด้วยตัวเอง บางทีอาจจะเคยเจอปัญหาต่างๆ เหล่านี้ที่ตามมา เช่น มีหลายเป้าหมาย แต่มีเงินไม่พอ ไม่รู้จะจัดสรรยังไงดี หรือบางแผนก็ลงมือปฏิบัติตามแผนที่วางไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ต่อมาก็มีเหตุให้ต้องใช้เงินเรื่องอื่นเพิ่มเข้ามา ทำให้ไม่สามารถทำตามแผนเดิมที่วางไว้ได้อีก จนต้องเลิกไป

ดังนั้น สำหรับวันนี้ผมจึงมีแนวทางหรือเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ในการวางแผนการเงินมาฝากกัน ที่น่าจะช่วยให้แผนการเงินของแต่ละคนสมบูรณ์ขึ้น เพื่อที่เราจะได้มีชีวิตทางการเงินที่มั่งคั่งและมั่นคงขึ้นในปีหน้า และปีต่อๆ ไป ตามแนวทางทั้ง 7 ข้อ ที่ผมอยากจะแนะนำดังต่อไปนี้ครับ

1. วางแผนให้ครบ ตามขั้นตอนการวางแผนการเงิน

ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจว่า การวางแผนการเงิน ไม่ใช่แค่การเลือกซื้อกองทุนรวม หรือประกันชีวิต ที่ผลประโยชน์ดีๆ หรือวางแผนลดหย่อนภาษีให้ได้สูงสุด แค่นั้น เพราะคำว่า “การเงิน” นั้นเริ่มตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่างการบริหารรายรับรายจ่าย การมีเงินออม การจัดการหนี้สิน ไปจนถึงการวางแผนจัดการความเสี่ยง การลงทุนต่อยอดความมั่งคั่ง การวางแผนส่งต่อทรัพย์สิน และการจัดการภาษี

ดังนั้น เราจึงควรวางแผนให้ครบทุกๆด้าน ไม่ใช่ดูแค่เพียงด้านใดด้านหนึ่ง โดยให้ความสำคัญตั้งแต่เรื่องพื้นฐานก่อน แล้วค่อยๆ ไต่ระดับตามขั้น ไปจนถึงเรื่องของการวางแผนลงทุนเพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่ง เพราะหากเราเลือกที่จะวางแผนแค่ด้านเดียว แล้วละเลยการเงินด้านอื่นๆ ก็อาจทำให้เรามีปัญหาการเงินตามมาได้     เช่น พอเรามีเงินเหลือก็เน้นแต่เอาเงินไปลงทุน แต่ไม่เคยคิดจะวางแผนเรื่องความเสี่ยง วันดีคืนดี เกิดเจ็บป่วยหนักขึ้นมา ไม่มีการเตรียมการเรื่องความเสี่ยงค่ารักษาตรงนี้ไว้ ก็อาจจะต้องขายเงินลงทุนเอามาเป็นค่ารักษา ทำให้แผนการลงทุนที่วางไว้ต้องล้มพับไปก็เป็นได้

2. อย่าลืมเรียงความสำคัญของเป้าหมาย

สำหรับบางคนก็อาจจะมีเป้าหมายชีวิตที่หลากหลายมาก ทั้งเก็บเงินผ่อนบ้าน, ซื้อรถคันใหม่, แผนการศึกษาลูก, แผนเกษียณอายุ, แผนดูแลพ่อแม่, แผนคุ้มครองความเสี่ยง อยากทำทั้งประกันชีวิต, สุขภาพ, รถยนต์, อัคคีภัย ฯลฯ ซึ่งถ้ามีเงินเหลือเฟือในการบริหารได้เต็มที่ครบทุกแผนก็คงไม่มีปัญหา แต่คนส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้มีเพียงพอที่จะทำอย่างครอบคลุมได้ครบทุกแผน

ดังนั้น เราจึงอาจจะต้องมา “เรียงลำดับ” แต่ละแผน ตามความสำคัญมาก-น้อย แล้วเลือกทำแผนที่มีความสำคัญลำดับต้นๆ ก่อน ส่วนแผนที่ต้องการ แต่มีความสำคัญน้อยกว่าแผนอื่น ก็อาจจะจัดสัดส่วนของงบประมาณที่มีไปให้ได้บ้าง หรืออาจค่อยกลับมาวางแผนเรื่องนั้นใหม่ เมื่อมีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นก็ได้

3. ไม่ทุ่มน้ำหนักไปกับเป้าหมายด้านใดด้านหนึ่งจนเกินไป

เมื่อเรามีเป้าหมายหลายเป้าหมาย หรือแผนการเงินหลายแผน ก็ไม่ควรทุ่มเงินไปจัดสรรให้กับบางแผนจนเกินพอดี แต่ควรจะจัดสรรเงินไปบริหารแต่ละแผนให้เท่าๆ กัน ถึงแม้ว่าอาจจะยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ทุกแผนก็ตาม เพื่อให้อย่างน้อยการเงินของเรามีความสมดุล ไม่สุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง เช่น อาจจะไม่จำเป็นต้องวางแผนประกันให้ปิดความเสี่ยงได้ 100% โดยที่แผนเกษียณยังแทบไม่มีเงินไปลงทุนเลย หรือในทางกลับกัน ก็ไม่ควรจะเน้นแต่ลงทุนเพื่อให้เงินเติบโต แต่ไม่มีการจัดสรรเงินไปทำประกันเพื่อป้องกันความเสี่ยงบ้างเลย เป็นต้น

4. ประเมินความเสี่ยงของทุกๆ แผนอย่างรอบคอบ

หลักสำคัญในการวางแผน ไม่ใช่เรื่องของการทำกำไรได้มากๆ ต้องทำให้มีเงินเยอะๆ หรือต้องถึงเป้าหมายได้เร็วๆ แต่เป็นการหาวิธีไปให้ถึงเป้าหมายอย่างปลอดภัย แต่มีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุด ดังนั้น ในทุกๆ แผน จึงควรถูกคิดมาอย่างรอบคอบ และต้องประเมินถึงความเสี่ยงของแต่ละแผน ว่าจะมีปัจจัยอะไรบ้าง ที่อาจเกิดโอกาสทำให้เราไปไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้บ้าง และควรจะจัดการกับความเสี่ยงนั้นยังไง ไม่เพียงแต่เฉพาะแผนทำประกันเท่านั้น เช่น ในแผนการลงทุนของเรา เราอาจจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในเรื่องของความเสี่ยงจากการลงทุนว่ามีโอกาสขาดทุนมากที่สุดขนาดไหน? เรารับไหวหรือไม่? หรือในแผนกู้ซื้อบ้านระยะยาว เราก็ควรประเมินก่อนว่า อาชีพของเรามั่นคงแค่ไหน มีโอกาสไหมที่ในอนาคตเราจะผ่อนต่อไปไม่ได้? หรือถ้าทำแล้ว มันจะไปกระทบเงินที่ต้องจัดสรรในแผนอื่นๆ มากแค่ไหน? เป็นต้น

5. ระมัดระวังเรื่องผลกระทบของแต่ละแผนต่อแผนอื่นๆ

เวลาวางแผนการเงิน เราควรวางแผนการเงินแบบ “องค์รวม” นั่นคือ ไม่วางแผนแค่แผนใดแผนหนึ่งเท่านั้น แต่วางแผนทุกๆ แผนตามเป้าหมายการเงินที่ต้องการพร้อมๆ กันไปทีละเรื่อง โดยที่ต้องคอยดูผลกระทบซึ่งกันและกันของแต่ละแผนด้วย

เนื่องจากในการวางแผนการเงินนั้น การตัดสินใจจัดสรรเงินในแต่ละแผน ย่อมส่งผลกระทบต่อเงินที่จะจัดสรรได้ให้แผนอื่นๆ ด้วย เช่น พอเราจัดสรรเงินไปลงทุนมากขึ้น ก็อาจทำให้เราเหลือเงินสำหรับทำประกันชีวิต หรือเอาไปโปะหนี้บ้านให้น้อยลง หรือถ้าเราทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ก็ย่อมส่งผลต่อทั้งแผนประกันชีวิต, แผนภาษี หรืออาจจะรวมถึงแผนเกษียณ เพราะอาจจะเอาเงินครบสัญญาจากประกันชีวิตมาเป็นเงินส่วนหนึ่งที่เตรียมไว้ใช้หลังเกษียณด้วยก็ได้เหมือนกัน ดังนั้น เวลาวางแผนแต่ละครั้ง เราจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าเราควรจะตัดสินใจยังไง และการตัดสินใจในแผนนี้จะกระทบแผนไหน เป็นจำนวนเท่าไหร่บ้าง

6. ทบทวนแผนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

การวางแผนการเงิน ไม่ใช่การวางแผนเพียงแค่ครั้งเดียวแล้วจะเป็นแผนที่สมบูรณ์แบบ จนสามารถยึดถือได้ไปตลอดจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายที่ต้องการได้ เนื่องจากพอกาลเวลาผ่านไป โดยส่วนมาก สถานะทางการเงินของเราก็ย่อมที่จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ซึ่งพอการเงินเราเปลี่ยนไป เราก็อาจจะสามารถปรับแผนเดิมที่ทำอยู่ หรือต้องปรับเพราะความจำเป็นด้วยก็ได้ เช่น พอเรามีรายได้มากขึ้น เราอาจจะอยากลงทุนเพิ่ม หรือเพิ่มเงินเป้าหมายที่ต้องการ ถ้าเราเกิดมีลูก มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ก็อาจจะต้องปรับแผนรายรับรายจ่าย ด้านการวางแผนการศึกษา, แผนประกันสุขภาพลูก และแผนประกันชีวิตเพิ่มเติมด้วยก็เป็นไปได้เช่นกัน

นอกจากนี้ เราก็ควรจะทบทวนแผนการลงทุนเพื่อเป้าหมายต่างๆ ที่เราวางไว้ว่ายังอยู่ในทิศทางตามแผนของเรารึเปล่า พอร์ตการลงทุนได้กำไรหรือขาดทุนมากน้อยกว่าค่า Benchmark ที่เราใช้เทียบเคียงหรือไม่? หากเกิดการเปลี่ยนแปลง เราควรปรับแผนการลงทุน หรือเปลี่ยนสินทรัพย์ลงทุน เพื่อให้แผนการลงทุนของเรายังคงเป็นไปตามแผนที่วางไว้ และยังมีโอกาสบรรลุเป้าหมายได้เช่นเดิม

7. เลือกใช้วิธีปรับแผนอย่างยืดหยุ่นที่เราสบายใจ

พอเราทบทวนแผนแล้ว พบว่า เราจำเป็นต้องปรับแผน หรือมีแผนอื่นๆ เข้ามาแทรกเพิ่มเติม ทำให้แผนการลงทุนหรือออมเงินแบบเดิม ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ จากข้อจำกัดต่างๆ โดยเฉพาะการที่ไม่เหลือเงินเพียงพอ โดยทั่วไปก็จะมีวิธีการเลือกตัดสินใจที่จะปรับเปลี่ยนแผนอยู่ 3 วิธีด้วยกัน คือ

1) หาเงินมาลงทุนเพิ่ม

เช่น กรณีที่เราใกล้จะถึงเป้าหมายแล้ว แต่เกิดขาดทุนหนักกะทันหัน ไม่สามารถหาผลตอบแทนสูงๆ ได้ในเวลาอันสั้น ก็อาจจะจำเป็นต้องลงแรง ทำงานเพิ่ม เพื่อหาเงินมาชดเชยส่วนที่ขาดทุนไป

2) รับความเสี่ยงเพิ่ม เพื่อเพิ่มผลตอบแทนที่คาดหวังได้

เช่น กรณีที่เราจำเป็นจะต้องลดเงินลงทุนลง หรือต้องแบ่งเงินลงทุนไปเพื่อเป้าหมายอื่น โดยที่ยังอยากคงเป้าหมายเดิมไว้ ก็อาจจะจำเป็นต้องรับความเสี่ยงจากการลงทุนมากขึ้น เพื่อให้ผลตอบแทนมีโอกาสสูงขึ้น มาช่วยชดเชยเงินลงทุนที่น้อยลง

3) เลื่อนเวลาเป้าหมายออกไป หรือลดเงินเป้าหมายลง

การเลื่อนเวลาออกไปจะช่วยให้เรามีเวลาเตรียมเงินมากขึ้น ส่วนการลดเงินเป้าหมายลง ก็จะช่วยให้เราเตรียมเงินน้อยลง หรือคาดหวังผลตอบแทนและความเสี่ยงลดลงได้ ซึ่งจะใช้วิธีไหน ก็ขึ้นอยู่กับสถานะทางการเงินของเราในตอนนั้น รวมไปถึงความพึงพอใจ และความสบายใจในการปรับแผนด้วย

ทั้ง 7 ข้อนี้คือเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจจะช่วยให้แผนการเงินที่เราวางไว้มีประสิทธิภาพ และมีโอกาสในการบรรลุเป้าหมายการเงินที่ตั้งไว้ อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่า การวางแผนการเงิน เป็นกิจกรรมระยะยาว ดังนั้น ทิศทางที่ถูกต้อง จึงมีความสำคัญมากกว่าความเร็ว เราจึงไม่ควรมองอะไรแค่ช่วงเวลาสั้นๆ เช่น ผลกำไร หรือขาดทุน หรือความผันผวนของราคาตามตลาด เพราะการวางแผนการเงิน ต้องการความสม่ำเสมอในระยะยาว มากกว่าความหวือหวาในระยะสั้น เสมือนการวิ่งมาราธอน ที่ต้องค่อยเป็นค่อยไปอย่างรอบคอบ เพื่อลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสต่อการเข้าเส้นชัยตามแผนการที่วางไว้

ขอให้ทุกคนบรรลุเป้าหมายการเงินได้สมความตั้งใจกันทุกคนนะครับ

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 13 – 17 พฤศจิกายน 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับ เจอกันอีกแล้วกับผม อัศวินกองทุน ผู้แนะนำกลยุทธ์ในการลงทุนและสาระที่คุณควรรู้มาฝากกันกับคอลัมน์ Weekly Outlook ประจำสัปดาห์ในเวลาเดิมครับผม

สำหรับสัปดาห์นี้มีเรื่องราวต่างๆ น่าสนใจมากมายครับ เรามาเริ่มกันที่ภาพรวมของตลาดกันก่อนดีกว่าครับ

ภาพรวมของตลาด

เริ่มกันที่ตลาดหุ้นจีน A-Share มีการปรับตัวสูงขึ้น หลังจากตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เมื่อเทียบเป็นรายปี ประกาศปรับขึ้น 1.9% และ 6.9% ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจมากขึ้นในการลงทุนครับ

ส่วนทางฝั่ง ตลาดหุ้นอินเดีย มีการปรับตัวลดลง จากการที่นักลงทุนเทขายหุ้นขนาดใหญ่ โดยหุ้นกลุ่มธนาคารมีการปรับตัวลงมากที่สุด ในขณะนี้นักลงทุนยังคงจับตามองผลการประชุมเรื่องนโยบายปฏิรูปภาษี (GST) ที่มีขึ้นในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ครับ

ย้อนกลับมาดูทางพี่ใหญ่อย่างทาง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กันบ้าง ยังคงมีการปรับตัวสูงขึ้นครับ หลังจากผลประกอบการสหรัฐฯ ที่ประกาศออกมาแข็งแกร่ง แต่อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในตอนนี้ยังได้รับแรงกดดันจากการที่สมาชิกในวุฒิสภาบางคนเสนอให้ชะลอมาตรการปรับลดภาษีไปจนถึงต้นปี 2019

กลับมาที่ฝั่ง ตลาดหุ้นยุโรป กันบ้างครับ มีการปรับตัวลงเล็กน้อย หลังนักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับผลประกอบการที่ต่ำกว่าคาดของบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มค้าปลีก และธนาคาร ทำให้เกิดการเทขายออกมา

สุดท้ายมาดูกันที่สินทรัพย์ทางเลือกอย่าง ราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นเช่นกันครับ เนื่องจากสกุลเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง จากการที่นักลงทุนมีความกังวลว่านโยบายปฏิรูปภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์จะล่าช้าขึ้น ทำให้นักลงทุนหันมาถือสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้นครับ

ส่วนทางราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 2 ปีหลังจากประเทศซาอุดิอาระเบีย ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโอเปก มีการกวาดล้างคอรัปชันในชนชั้นสูง รวมถึงอ้างว่าเลบานอนได้ประกาศสงครามกับซาอุดิอาระเบีย ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองทั้งในประเทศและภูมิภาคตึงเครียดอย่างมากครับ

“เอาล่ะครับ รู้ภาพรวมกันไปแล้ว เรามาดูกลยุทธ์การลงทุนกันต่อเลยครับ”

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

ก่อนจะดูตลาดหุ้นในแต่ละกลุ่ม ผมอยากแนะนำให้มองที่ หุ้นกลุ่ม Global Infrastructure ก่อนครับ สำหรับกลุ่มนี้ผมแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นโครงสร้างพื้นฐานต่างประเทศ เนื่องจากเป็นหุ้นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนดีในช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลง นอกจากนั้น ผมมองว่าหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานมักมีความผันผวนน้อยกว่าตลาดโดยรวม จึงเป็นช่วงที่เหมาะในการทยอยสะสม เนื่องจากตลาดหุ้นอาจมีความผันผวนหลังจากนโยบายลดภาษีสหรัฐฯ ไม่เกิดขึ้นเร็วตามที่คาดไว้ครับ

ส่วนอีกกลุ่มคือ หุ้นตลาดเกิดใหม่เอเชีย แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นเกิดใหม่จากการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่องและการฟื้นตัวของสินค้าโภคภัณฑ์ นอกจากนี้ คาดว่าตลาดได้ซึมซับข่าวการขึ้นดอกเบี้ยและการลดงบดุลของทางเฟดไว้แล้วครับ ประกอบกับความล่าช้าของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์ขาดปัจจัยสนับสนุนให้แข็งค่า ลดความเสี่ยงเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ไปครับ ดังนั้นกลุ่มนี้ยังคงน่าสนใจในสายตาผมเสมอครับ

เอาล่ะครับ มาต่อกันที่รายกลุ่มประเทศกันบ้างครับ…

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผมยังเหมือนเดิมครับ คือ แนะนำให้ซื้อหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากที่ผลประกอบการไตรมาสสามออกมาดีกว่าคาดซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงความคืบหน้าของการผ่านร่างนโยบายปฏิรูปภาษีในปีหน้า ซึ่งประกอบไปด้วยการลดภาษีรายได้บุคคล และภาษีในภาคธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลบวกโดยตรงต่อการบริโภคในประเทศ และจะช่วยสนับสนุนการจ้างงานและการลงทุนภาคเอกชนต่อไปครับ
  • ตลาดหุ้นเกาหลี ผมแนะนำให้ซื้อหุ้นเกาหลีที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกขยายตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออกและสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยมุมมองผม มองว่าผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนจะมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่องจากกระแสการใช้สินค้าและบริการที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีของผู้บริโภคทั่วโลกครับ ดังนั้นน่าสนใจครับผม
  • ตลาดหุ้นอินเดีย ผมยังคงแนะนำให้ซื้อหุ้นอินเดียอยู่นะครับ หลังจากรัฐบาลอินเดียจะอัดฉีดเงินทุนในธนาคารของรัฐบาล เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง แก้ปัญหาหนี้เสีย และกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศให้เติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่าการอัดฉีดเงินทุนจะช่วยให้ธนาคารสามารถปล่อยกู้ให้กับภาคธุรกิจได้มากขึ้น สนับสนุนการลงทุนเอกชนและเพิ่มศักยภาพของการขยายตัวเศรษฐกิจในระยะยาว 

สรุปคำแนะนำการลงทุนตลาดตราสารทุนในสัปดาห์นี้

โดยรวมแล้วตอนนี้ทั้งสหรัฐ เกาหลี และอินเดียยังคงน่าสนใจอยู่ครับ ซึ่งแนวทางยังคงอยู่ในทิศทางเดียวกันกับสัปดาห์ก่อนครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำ ผมแนะนำให้ทยอยสะสมทองคำต่อไปครับ เนื่องจากความไม่แน่นอนของนโยบายลดภาษีสหรัฐฯ ทำให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงของพันธบัตรระยะยาวสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวลง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้การลงทุนทองคำมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยถ้าหากซื้อเป็นกองทุนรวม อย่าลืมพิจารณากองทุนรวมทองคำที่ป้องกันความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนจากแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินบาทด้วยนะครับ
  • น้ำมัน แนวโน้มที่ดียังมีต่อเนื่องครับ สำหรับสัปดาห์นี้ผมแนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมน้ำมัน เนื่องจากความเป็นไปได้ที่ OPEC จะยืดระยะเวลาการลดกำลังการผลิตในการประชุมรอบเดือนพฤศจิกายน และความตึงเครียดทางการเมืองในประเทศซาอุดิอาระเบียและระหว่างซาอุฯ และเลบานอน เป็นปัจจัยสนับสนุนราคาน้ำมันในระยะสั้น ณ ตอนนี้ครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนสินทรัพย์ทางเลือกในสัปดาห์นี้

แนะนำให้ยังสะสมต่อไปครับสำหรับทองคำและน้ำมัน แนวโน้มน่าจะดีทั้งคู่ครับผม

ภาพรวมโดยสรุปของสัปดาห์นี้

สำหรับแผนการลงทุนในสัปดาห์นี้ ยังเน้นโฟกัสไปที่ สหรัฐฯ อินเดีย และเกาหลี อยู่เหมือนเช่นเคยครับ โดยส่วนที่แนะนำเพิ่มคือส่วนของ Global Infrastructure และ ตลาดใหม่เอเชีย ครับ

ซึ่งแนะนำให้หาข้อมูลประกอบเพิ่มเติม และจัดพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสมประกอบกันครับผม

สุดท้ายนี้ อย่าลืมติตตามสถานการณ์ลงทุนประจำสัปดาห์ และกลยุทธ์ในการลงทุนดีๆกับผม อัศวินกองทุน และ Weekly Outlook แบบนี้เป็นประจำต่อเนื่องได้ที่นี่ แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้าครับ

อ่านบทความย้อนหลัง :
สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 6-10 พฤศจิกายน 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่  9 พฤศจิกายน 2560  ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นำ หรือ เสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ  จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง  ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save