เงินไม่มี แต่มีทรัพย์สิน ชีวิตไม่สิ้นหนทางไปต่อ

“เศรษฐกิจแย่ เงินหมุนเวียนไม่พอ จะทำอะไรยังไงดี”
“หนี้เก่าก็มี หนี้ใหม่ก็มา จัดการไม่ได้ มีแต่ปัญหา”
“อยากเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่ทำยังไงดี ไม่มีเงินก้อน”

คำพูดข้างบนนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในสังคมไทย แน่นอนว่ายิ่งตอนที่เศรษฐกิจไม่ดีนั้นยิ่งแล้วใหญ่ เพราะว่าเราทุกคนรู้ว่าสิ่งที่จำเป็นที่สุดคือ “สภาพคล่อง” ในการใช้ชีวิต

ทำไมคนถึงต้องการ “สภาพคล่อง” 

จะพูดว่าเรื่องนี้ผิดที่ใคร จริงๆแล้วมันก็มองได้หลายมุม ตั้งแต่ความประมาทของตัวเองที่ไม่มีเงินฉุกเฉิน และความผิดพลาดของเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้น แม้จะเตรียมตัวแค่ไหนก็ไม่สามารถต่อสู้ไหวก็ตาม

ยกตัวอย่างเช่น เจ้าของธุรกิจที่เจอพิษเศรษฐกิจ ยอดขายไปได้ ลูกค้าเติบโต แต่ไม่มีเงินหมุุนเพียงพอ แบบนี้ธุรกิจที่ดูเหมือนจะมีโอกาสไปต่อก็อาจจะล้มครืนได้ในพริบตา เช่นเดียวกันกับธุรกิจที่มีปัญหา อยากจะแก้ไขหนี้ที่ค้างคา เพื่อให้พ้นวิกฤตไปได้ หรือสาเหตุอีกตั้งมากมายที่ถือว่ามีความจำเป็นต้องใช้ “เงินก้อน”

ในปัจจุบันทางเลือกในการหาเงินก้อนนั้นมีมากมาย ตั้งแต่การกู้เงินในรูปแบบต่างๆ วงเงินชั่วคราว ระยะยาว ถาวร หรือตามประเภทของหนี้ที่ต้องการ หรือแม้แต่การขอเพิ่มทุนสำหรับธุรกิจ เพื่อกระจายสิทธิความเป็นเจ้าของให้คนอื่นได้เข้ามามีส่วนร่วม

ซึ่งหนทางหนึ่งในนั้น คือ “การขายฝาก” หรือที่รู้จักกันดีในการทำสัญญาซื้อขายรูปแบบหนึ่งซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะตกเป็นของผู้รับซื้อฝากทันที แต่เปิดโอกาสให้ผู้ที่ขายนั้น สามารถนำเงินมาไถ่ถอนทรัพย์สินของตนได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด

นั่นคือ ถ้าหากเราต้องการเงินมาใช้ในธุรกิจ แล้วมีทรัพย์สิน เช่น ที่ดินที่ไม่ได้ใช้ ก็สามารถนำมาขายฝากให้กับผู้ที่รับซื้อฝากได้ โดยกำหนดเงื่อนไขในการไถ่ถอนตามที่สะดวก เช่น 1 ปี เพื่อเป็นการรับรองว่าหลังจากพ้นปัญหานี้ไป เราจะรีบมาไถ่ทรัพย์สินคืนภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งผู้รับซื้อฝากก็จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนมาในรูปแบบที่คล้ายๆกับดอกเบี้ย เรียกได้ว่าได้ประโยชน์ทั้งคู่ คนนึงมีเงิน คนนึงมีทรัพย์สิน เอามาแลกเปลี่ยนกันเพื่ิอสร้างประโยชน์ให้แก่กันและกัน

ปัจจุบันทาง ZAZZET เองก็เป็นตัวแทนหนึ่งในการจัดการเรื่องการขายฝาก ซึ่งรายละเอียดและเงื่อนไขการใช้นั้น สามารถดูได้เพิ่มเติมที่เว็บไซต์ http://www.zazzet.com/ 

แต่เขาว่าขายฝากมันไม่ดีไม่ใช่หรอ? โดนเอาเปรียบตั้งเยอะ?

เนื่องจากการ ขายฝาก นั้น ทำให้กรรมสิทธิ์ของทรัพย์สินตกเป็นของผู้รับซื้อฝากทันที ถึงแม้ว่าจะปล่อยให้ผู้ขายฝากมีโอกาสไถ่คืนภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่จากข่าวคราวต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้หลายคนมองว่าการขายฝากมักจะเป็นช่องทางที่ใช้ “หลอก” ผู้ที่ไม่รู้กฎหมาย

ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มนายทุนหรือเจ้าหนี้ธุรกิจเงินกู้นอกระบบอาศัยความไม่รู้กฎหมายของผู้ขายฝาก หาวิธีการบ่ายเบี่ยงหรือหลบหน้าไม่ให้มีโอกาสไถ่ทรัพย์คืนภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา เพื่อที่จะได้ฉวยโอกาสยึดทรัพย์มาเป็นของตนเองโดยสมบูรณ์

จึงทำให้หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า ธุรกิจการขายฝากนั้นเป็นธุรกิจที่เอาเปรียบผู้ขายฝาก แต่จริงๆแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงการกระทำของมิจฉาชีพกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ซึ่งถ้าหากผู้ขายฝากมีความรู้และความเข้าใจในกฎหมาย ก็สามารถรับมือได้ไม่ยาก ผ่านการวางทรัพย์สำนักงานบังคับคดีจังหวัดภายในกำหนดระยะเวลาตามสัญญาขายฝาก เพียงแค่นี้ก็ปิดโอกาสที่จะเสียผลประโยชน์ไปได้อย่างง่ายๆ 

สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนเอาทรัพย์สินไปขายฝาก

สุดท้ายแล้วสิ่งที่จำเป็นในการพิจารณาจริงๆก่อนนำทรัพย์สินไปขายฝาก ประกอบด้วยเรืองง่ายๆเพียง 3 ข้อที่ต้องเช็กให้ดี ดังนี้

  1. ความเข้าใจด้านกฎหมายขายฝาก : สำหรับตัวผู้ขายฝากเอง สิ่งที่ต้องทราบนั้นคือข้อกฎหมายเกี่ยวกับการขายฝาก ทั้งเรื่องของสิทธิประโยชน์ ข้อห้าม หรือวิธีการไถ่ถอนทรัพย์สินต่างๆ 

  2. มูลค่าของทรัพย์สินที่ขายฝาก : ถ้าหากคิดจะขายฝากทั้งที สิ่งที่ต้องมีอย่างเหมาะสมคือ มูลค่าของทรัพย์สินที่นำไปขายฝาก เนื่องจากราคาที่ได้นั้นต้องสอดคล้องและยุติธรรมทั้งทางฝั่งผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งตรงนี้จะได้ไม่มีผู้ใดเสียเปรียบแก่ใคร

  3. ความสามารถในการซื้อคืน : เรื่องสุดท้ายคือสิ่งสำคัญ ถ้าหากเราต้องการขายฝากเพื่อนำเงินไปหมุนเวียนหรือจัดการสภาพคล่อง อง สิ่งทีต้องรู้คือ ในระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามสัญญาขายฝากนั้น เราสามารถจัดการการเงินได้ลุล่วงหรือเปล่า รวมถึงการขยายระยะเวลาของสัญญาตามที่ตกลงกับผู้ซื้อฝากไว้หากรู้ตัวว่าจะไม่สามารถนำเงินมาไถ่ถอนคืนได้ตามระยะเวลาที่ทำสัญญา ตรงนี้คือสิ่งที่ต้องพิจารณาให้ดี หากวัตถุประสงค์ที่มี คือ การที่เราไม่ต้องการจะให้ทรัพย์สินตกเป็นของคนอื่นนั่นเอง

เงินไม่มี แต่มีทรัพย์สิน ชีวิตไม่สิ้นหนทางไปต่อ

สุดท้ายนี้ อย่าลืมเช็กทั้ง 3 ข้อให้ดี รับรองว่าขายฝากได้ดีและไม่มีปัญหา หรือถ้าหากอยากได้คำช่วยเหลือหรือคำปรึกษารวมถึงตัวแทนในการจัดการ สามารถใช้ช่องทางติดต่อผ่าน ที่เว็บไซต์  http://www.zazzet.com/ Line@: zazzet, Facebook: zazzet.th ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

“อย่าปล่อยให้ชีวิตไม่ได้ไปต่อ
เพียงแค่ขาดความรู้และความเข้าใจในการจัดการทรัพย์สิน”

ออกแบบโลโก้อย่างไร? ให้บ่งบอกเอกลักษณ์ธุรกิจ

อย่างที่เรารู้กันว่าหากมองในฐานะผู้บริโภค เวลาเรานึกถึงสินค้าอะไรขึ้นมาสักอย่าง ส่วนมากแล้วเราก็จะนึกถึงตัวแบรนด์หรือโลโก้ขึ้นมาก่อนที่จะนึกถึงสินค้ายี่ห้อนั้น ๆ ด้วยซ้ำไป นั่นก็เป็นเพราะว่าเจ้าของแบรนด์สินค้านั้น ๆ ได้ใช้วิธีในการออกแบบ Logo ซึ่งผ่านวิธีการคิดและการกำหนดกลยุทธ์มาเป็นอย่างดี เพื่อให้เกิดการจดจำของผู้บริโภคโดยสิ่งเหล่านี้จะสามารถช่วยให้ธุรกิจสามารถที่จะเอาชนะคู่แข่งและแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดมาครองได้

เมื่อกลยุทธ์การออกแบบโลโก้สร้างมาเพื่อให้เป็นที่จดจำและเพื่อใช้ในการบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของธุรกิจ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้มากขึ้น ในวันนี้เราจึงได้ทำการรวบรวมนำเอาวิธีการและเทคนิดต่าง ๆ ในการออกแบบแบรนด์ธุรกิจของคุณเพื่อให้โลโก้ของคุณนั้นมีความพิเศษ และสามารถสร้างความแตกต่างได้มาฝากกัน 

หลักการและแนวคิดในการสร้างและออกแบบโลโก้ของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

1. ใช้สีสันที่เป็นตัวแทนของธุรกิจ

ออกแบบโลโก้อย่างไร? ให้บ่งบอกเอกลักษณ์ธุรกิจ

ที่มาภาพ: https://fastwork.co/logo-design

นำสีมาเป็นแกนหลักของการออกแบบโลโก้ ถือเป็นหลักการแรกของการออกแบบที่ต้องคิดกันก่อนเลย ว่าธุรกิจคู่แข่งของคุณนั้นเขาใช้สีอะไรเป็นตัวแทนธุรกิจกัน จากนั้นแล้วคุณเองก็ค่อยกำหนดสีที่เป็นตัวแทนของธุรกิจของคุณเองขึ้นมา และต้องดูด้วยว่าสีนั้น ๆ มีความหมายและความเหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจหรือไม่ อย่างเช่น สีม่วง ที่ดูแล้วแสดงออกถึงความทันสมัยและความหรูหรา หรือ สีแดงที่แสดงออกถึงความร้อนแรงและรวดเร็ว เป็นต้น

2. การออกแบบ Logoที่เน้นไปในความเรียบง่าย

ออกแบบโลโก้อย่างไร? ให้บ่งบอกเอกลักษณ์ธุรกิจ

ให้เป็นไปในลักษณะที่เน้นไปในความเรียบง่ายจะได้ประโยชน์มากกว่า เพราะโลโก้ที่ดูแล้วมีความเรียบง่ายจะช่วยให้ผู้บริโภคเกิดการจดจำได้ง่ายกว่า ตัวอย่างเช่นธุรกิจเครือข่ายโทรศัพท์ในบ้านเราที่ใช้การออกแบบที่เรียบง่ายมาก ๆ แต่กลับสร้างการจดจำในตัวธุรกิจได้มาก หรือโลโก้ของเครื่องดื่มประเภทต่าง ๆ ก็เช่นเดียวกัน ซึ่งเราสามารถนำความเรียบง่ายตรงจุดนั้นมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ได้

3. พยายามหลีกเลี่ยงความคล้ายคลึง

ออกแบบโลโก้อย่างไร? ให้บ่งบอกเอกลักษณ์ธุรกิจ

อย่างที่เราอาจเคยเห็นกันมาบ้างในธุรกิจที่มีการลอกเลียนการออกแบบโลโก้ของธุรกิจคู่แข่ง ซึ่งนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ก็ยังไม่เกิดประโยชน์แก่ธุรกิจในระยะยาวอีกด้วย เพราะเมื่อไม่แตกต่างก็จะไม่เกิดการจดจำและธุรกิจก็จะไม่มีเอกลักษณ์ จนในที่สุดแล้วธุรกิจที่ทำแบบนั้นก็จะหายไปอย่างเงียบ ๆ อย่างนั้นแล้วเราต้องออกแบบโลโก้ที่แตกต่าง เพื่อบอกถึงเอกลักษณ์ของธุรกิจของเราขึ้นมานั่นเอง

กลยุทธ์การใช้โลโก้ในการออกแบบ เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จ

1. การสร้างตัวแทนหรือมาสคอตของธุรกิจ

ออกแบบโลโก้อย่างไร? ให้บ่งบอกเอกลักษณ์ธุรกิจ

ที่มาภาพ: https://fastwork.co/logo-design

และนำเข้าไปรวมกับโลโก้ของธุรกิจ อย่างธุรกิจหลาย ๆ ประเภทที่จะมีมาสคอตเป็นตัวแทนธุรกิจเป็นของตัวเอง อย่างเช่นบรรดาสัตว์ต่าง ๆ ไปจนถึงการใช้คนมาเป็นตัวแทนธุรกิจก็มี

2. การปรับเปลี่ยนและออกแบบโลโก้ใหม่เมื่อถึงเวลาที่สมควร 

ออกแบบโลโก้อย่างไร? ให้บ่งบอกเอกลักษณ์ธุรกิจ

เราจะเห็นได้ว่าหลายธุรกิจที่เปิดมาเป็นเวลานาน ๆ มักจะมีการออกแบบโลโก้สินค้าใหม่ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ธุรกิจมีความเข้ากันได้กับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป และทั้งยังสามารถสร้างให้เกิดความสนใจที่มากขึ้นจากผู้บริโภคได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

โลโก้ของธุรกิจนั้นมีความสำคัญมากกว่าการเป็นตราสินค้าที่อยู่บนตัวฉลากของสินค้าหรือบริการ เพราะโลโก้ของธุรกิจนั้นยังเปรียบได้กับตัวแทนของธุรกิจที่มีผลต่อความสนใจและการจดจำถึงความแตกต่างของธุรกิจเรากับคู่แข่งอีกด้วย อย่างนั้นแล้วถ้าคุณเองกำลังมองหาฟรีแลนซ์มืออาชีพทางด้านการออกแบบโลโก้อยู่ล่ะก็ สามารถเข้ามาค้นหาฟรีแลนซ์นักออกแบบที่จะสามารถตอบสนองทุกความต้องการของธุรกิจของคุณที่ Fastwork.co แหล่งรวมฟรีแลนซ์คุณภาพมากที่สุดได้แล้ววันนี้

JKN หุ้น IPO ใหม่ ผู้นำการจัดจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ระดับสากล

สวัสดีครับ เพื่อนๆ แฟนเพจพี่ต้าร์และ aomMONEY ทุกท่าน วันนี้มีหุ้น IPO น้องใหม่ที่กำลังจะเข้าระดมทุนมาเล่าให้ฟังอีกแล้ว บริษัทนี้ชื่อว่า บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ JKN ซึ่งขอบอกเลยว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญธุรกิจคอนเทนต์ในระดับสากลเลยทีเดียว โดยการเข้าระดมทุนของบริษัทฯ จะเข้าในตลาด mai ครับสำหรับตัวอย่างผลงานที่ทุกคนน่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีคือ การผลิตรายการสารคดีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทั้งในส่วนของพระราชประวัติและพระอัจริยภาพ โดยร่วมกับทางบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง History Channel และ National Geographic นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีภาพยนตร์และซีรีส์ต่างประเทศที่ได้รับความนิยมอีกหลายเรื่อง อย่างเรื่องสีดาราม ศึกรักมหาลงกา และหนุมาน สงครามมหาเทพ ซีรีส์อินเดียยอดฮิตที่ได้รับการตอบรับดีเลยทีเดียวครับ

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเป็นผู้นำเข้าภาพยนตร์และซีรีส์ต่างประเทศ โดยจะนำมาตัดต่อ แปล พากย์เสียงภาษาไทย และจำหน่ายแก่สื่อในช่องทางต่างๆ เพื่อนำมาฉายให้พวกเรารับชมและติดตามกัน เช่น ซีรีส์เกาหลี ซีรีส์อินเดีย ภาพยนตร์ Hollywood และการ์ตูนจาก Marvel ผ่านทางช่อง JKN DRAMAX เรียกได้ว่าบริษัทฯ มีคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบที่พร้อมรองรับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้ชมแทบทุกกลุ่มเลยครับ

พอจะคุ้นหน้าคุ้นตากับสิ่งที่บริษัทฯ ทำอยู่ไปบ้างแล้ว ทีนี้ เรามาเจาะข้อมูลในเรื่องของธุรกิจกันดีกว่า ในส่วนของการ Review พี่ต้าร์ขอแบ่งออกเป็น 4 ส่วนดังนี้นะครับ

  • ข้อมูลธุรกิจของบริษัทฯ
  • โครงสร้างรายได้
  • รายละเอียดของการระดมทุน
  • ความเสี่ยงที่เราควรทราบในธุรกิจนี้

เริ่มกันที่…

1. ข้อมูลธุรกิจของบริษัท

บริษัทฯ มีการดำเนินงานใน 3 กลุ่มธุรกิจ ดังนี้ครับ

ให้บริการและจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์

บริษัทฯ ซื้อลิขสิทธิ์คอนเทนต์ที่น่าสนใจทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อนำมาตัดต่อ แปลภาษา และพากย์ จนกลายเป็นคอนเทนต์สำเร็จรูป แล้วจัดจำหน่ายลิขสิทธิ์ให้กับผู้ประกอบธุรกิจสื่อทีวี และผู้ประกอบธุรกิจ Video on Demand โดยเป็นลักษณะธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) ตัวอย่างที่เราเห็นได้ชัด เช่น การซื้อซีรีส์เกาหลีและอินเดีย มาฉายในประเทศไทย หรือการนำลิขสิทธิ์สารคดีเฉลิมพระเกียรติไปเผยแพร่ในสื่อต่างประเทศนั่นเองครับ

ทางบริษัทฯ คัดเลือกและจัดทำคอนเทนต์ประเภทต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการวิเคราะห์เรตติ้งความนิยมของผู้ชม ทั้งในส่วนสารคดี รายการบันเทิง รายการตลก ตลอดจนภาพยนตร์และซีรีส์ต่างประเทศสำหรับผู้ชมในแต่ละเพศแต่ละวัย ตั้งแต่ซีรีส์เอเชียที่เป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่น แม่บ้าน หรือเพศทางเลือก ไปจนถึงการ์ตูนสำหรับกลุ่มเด็กและเยาวชน จึงสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าผู้ประกอบการธุรกิจสื่อในช่องทางต่างๆ อีกด้วย

ธุรกิจให้บริการเวลาเพื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์สินค้าและผลิตภัณฑ์ทางสถานีโทรทัศน์

JKN มีช่องทีวีเป็นของตัวเอง โดยเป็นการดำเนินงานผ่านบริษัทย่อย JKN Channel (JKN Dramax) ในระบบเคเบิล ดาวเทียม และซื้อเวลาจากสถานีโทรทัศน์ระบบดิจิตอล ซึ่งการให้บริการเวลาโฆษณาก็มีอยู่หลายแบบ เช่น สปอตโฆษณา 15-120 วินาทีในระหว่างรายการ สกู๊ปโฆษณา 2-5 นาที และรายการแนะนำสินค้าและบริการ 25-30 นาที ที่มีผู้ดำเนินรายการคอยแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ต้องการโฆษณา

ธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์

บริษัทฯ จำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เป็นสินค้าลิขสิทธิ์ เช่น DVD Blu-ray Box set และเสื้อผ้าโครงการต่างๆ ที่ได้รับพระบรมราชาอนุญาต ถ้าใครเคยสังเกตจะเห็นได้ว่าสินค้ากลุ่มนี้จะวางจำหน่ายอยู่ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปหลายแห่งเลย

2. โครงสร้างรายได้

หากเราดูงบการเงินของบริษัทฯ จะเห็นได้ว่า ในส่วนโครงสร้างรายได้นั้น บริษัทฯ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา

ในปี 2557 มีรายได้รวม 304.43 ล้านบาท

ในปี 2558 มีรายได้รวม 457.23 ล้านบาท

ในปี 2559 มีรายได้รวม 846.37 ล้านบาท

และมีรายได้งวดหกเดือนของปี 2560 อยู่ที่ 537.24 ล้านบาท

โดยส่วนใหญ่เป็นรายได้จากค่าลิขสิทธิ์ ซึ่งมีสัดส่วนสูงที่สุดตลอดระยะเวลา 3 ปี และถือเป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯ เลยครับ โดยล่าสุดในงวดหกเดือนของปี 2560 JKN มีรายได้จากค่าลิขสิทธิ์คอนเทนต์อยู่ที่ 96.5% รองลงมาคือรายได้จากการให้บริการเวลาโฆษณาอยู่ที่ 3.03% และรายได้จากการขายอยู่ที่ 0.16%

สำหรับกลุ่มธุรกิจคอนเทนต์ซึ่งเป็นรายได้หลักของบริษัทฯ นั้น มีแนวโน้มที่ดีกว่าธุรกิจอื่นๆ และยังมีเทรนด์ที่เติบโตได้เรื่อยๆ จากการเพิ่มขึ้นของช่องทางในการเปิดรับสื่อ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เรียกได้ว่าเป็นสัญญาณที่สดใสของธุรกิจ JKN ก็ว่าได้ครับ ขณะที่ค่าใช้จ่ายของบริษัทฯ ส่วนใหญ่เป็นต้นทุนค่าสิทธิและบริการอยู่ที่ประมาณ 40-50% และอีกส่วนหนึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้นจากการขยายกิจการ แต่บริษัทฯ ก็ยังคงรักษาสัดส่วนค่าใช้จ่ายได้อยู่ในระดับ 10-11% โดยภาพรวมแล้ว กำไรก่อนการหักค่าใช้จ่ายทางการเงินและภาษีเงินได้ (EBIT) นั้นสูงอยู่นะครับ คิดเป็น 28.57% ในงวดหกเดือนปี 2560 และกำไรสุทธินั้นอยู่ที่ 15.36% พูดง่ายๆ ก็คือขายของ 100 บาท จะเป็นกำไรให้ผู้ถือหุ้น 15.36 บาท

3. รายละเอียดในการระดมทุน

บริษัทฯ มีการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปจำนวนไม่เกิน 140,000,000 ล้านหุ้น เพื่อนำมาใช้ในการลงทุนธุรกิจคอนเทนต์ เป็นเงินหมุนเวียนของบริษัทฯ นำไปลงทุนในบริษัทย่อย รวมถึงการจ่ายชำระหนี้เงินกู้ เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน

เดิมที บริษัทฯ มีผู้ถือหุ้นเป็นกลุ่มครอบครัวจักราจุฑาธิบดิ์อยู่ 97% และบุคคลอื่น 3% หลังจากการระดมทุนแล้ว ทางครอบครัวจักราจุฑาธิบดิ์จะลดสัดส่วนของการถือหุ้นอยู่ที่ 71.85% และประชาชนทั่วไปมีสัดส่วนอยู่ที่ 25.93% ครับ ซึ่งกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ก็ยังเป็นกลุ่มเดิมและสามารถบริหารงานได้อย่างต่อเนื่อง อย่างคุณจักรพงษ์ (คุณแอน) นั้น นอกจากจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 แล้ว ยังเป็น CEO ของบริษัทฯ และมีรายการทีวีของตัวเองทาง JKN Dramax ด้วย คือทั้งถือหุ้นเอง ทำงานในระดับบริหาร และปฏิบัติการด้วยตัวเอง เรียกได้ว่าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ปั้นธุรกิจมากับมือเองเลยล่ะ 

4. ความเสี่ยงที่เราควรทราบในธุรกิจนี้

การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอนะครับ เรามองเฉพาะในแง่ดีของการลงทุนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมองในเรื่องความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ประกอบกันนะครับ ซึ่งผมจะขอแบ่งประเภทความเสี่ยงในแต่ละประเภท ดังนี้

ความเสี่ยงในการได้รับอนุญาตประกอบกิจการ

โดยปกติแล้วการทำรายการทีวีนั้นจะต้องขออนุญาตจากทาง กสทช. ในการดำเนินงาน ซึ่งหากทาง กสทช. ไม่ต่อใบอนุญาตจะเกิดปัญหาในแง่ลบของบริษัทฯ ทันที แต่อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทฯ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับหน่วยงานกำกับและปฏิบัติกฎข้อบังคับตลอดเวลาอยู่แล้วครับ

ความเสี่ยงในการพึ่งพิงลูกค้าน้อยราย

บริษัทฯ มีรายได้หลักจากการจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ที่มีลูกค้าน้อยราย ซึ่งหากลูกค้าเกิดปัญหาขึ้นมาในเรื่องการชำระหนี้ ย่อมส่งผลต่อฐานะการเงิน บริษัทฯ จึงมีแนวทางขยายช่องทางในมีลูกค้าหลายกลุ่มมากขึ้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงนี้

ความเสี่ยงในเรื่องลิขสิทธิ์

อันนี้เป็นความเสี่ยงที่ทุกคนทราบกันดีนะครับ ธุรกิจนี้มีโอกาสถูกละเมิดลิขสิทธิ์ค่อนข้างสูง ซึ่งหากถูกละเมิดลิขสิทธ์แล้วอาจทำให้บริษัทฯ สูญเสียรายได้และผลประโยชน์ที่จะได้รับ

ความเสี่ยงในการแข่งขันสื่อโฆษณา

แม้ในปัจจุบันหลายบริษัทยังให้ความสำคัญต่อการลงโฆษณาทางทีวีอยู่ แต่ในอนาคตก็ไม่แน่นอนครับ ความนิยมอาจจะลดลงจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ทำให้คนมาดูในช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น ซึ่งอาจจะเกิดผลกระทบได้

ทั้งหมดนี้ ก็เป็นข้อมูลเกี่ยวกับหุ้น JKN ที่เป็นหุ้น IPO น้องใหม่ที่ทำธุรกิจด้านคอนเทนต์ในระดับสากลนะครับ หากใครสนใจก็อยากให้ลองอ่านข้อมูลอย่างละเอียดในข้อมูล Filing ของบริษัทฯ ซึ่งสามารถดาวโหลดอ่านได้ที่เว็บไซต์ของทาง กลต. ครับ หรือที่เว็บไซต์ http://jkn.listedcompany.com/ipo/

ขอให้โชคดีกับการลงทุนทุกท่านนะ

บทความนี้เป็น Advertorial

(Review) โอกาสของนักลงทุนกับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน DIF

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน กลับมาพบกับผมอีกครั้งครับ ช่วงนี้ต้องถือว่าเป็นช่วงที่ดีของตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง หลังจากที่ดัชนีหุ้นไทยได้ปรับตัวสูงขึ้นทะลุ 1,700 จุด และยังคงความร้อนแรงอยู่ต่อเนื่อง ท่านไหนที่เป็นนักลงทุนในหุ้น หรือว่าถือกองทุนหุ้นไว้ ก็คงจะหน้าชื่นตาบานกันเลยทีเดียวใช่ไหมละครับ

ในทางกลับกันเมื่อตลาดหุ้นขึ้นมาสูงขนาดนี้ การลงทุนเองก็ย่อมที่จะมีความเสี่ยงมากขึ้นไปด้วย ดังนั้น นักลงทุนเองก็ควรที่จะมีการบริหารพอร์ตการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงที่ต้องเผชิญในช่วงที่ราคาหุ้นขึ้นมาค่อนข้างสูงแบบนี้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่การจัดพอร์ตการลงทุนนั้น เราก็มักจะแบ่งเงินที่ลงทุนกับหุ้นออกมาบางส่วน เพื่อมาลงทุนกับสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงไม่สูงมาก เช่น กองทุนตราสารหนี้ กองทุนตลาดเงิน แต่กระนั้น ผลตอบแทนที่ได้จากกองทุนตราสารหนี้ หรือว่ากองทุนตลาดเงินนั้นก็ไม่ได้สูงเท่าไหร่ อยู่ราวๆ 2-3 % กว่าๆ เท่านั้นครับ ซึ่งอาจจะเหมาะเป็นที่พักเงินชั่วคราวมากกว่า

แต่หากนักลงทุนท่านไหนที่อยากจะได้ผลตอบแทนกลับติดมือกลับมาด้วย และเป็นการกระจายความเสี่ยงเพื่อการลงทุนระยะยาว ผมเองก็มักจะบอกนักลงทุนอยู่เสมอครับว่า จริงๆ แล้วมีสินทรัพย์อีกอย่างที่น่าสนใจ หากนักลงทุนเองชอบกระแสเงินสดที่ได้มาระหว่างการลงทุนไปด้วยเรื่อยๆ นั่นก็คือ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ / REITs และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานครับ

เนื่องจากกองทุนเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะให้รายได้ที่สม่ำเสมอกว่ากองทุนประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะกองทุนหุ้นปันผล หากนักลงทุนลองพิจารณาดูว่าการลงทุนส่วนใหญ่นั้นจะเน้นไปที่การเก็งกำไรของผู้จัดการกองทุน หากช่วงไหนที่ตลาดหุ้นไม่เป็นใจ ติดลบมากๆ เข้า กองทุนไม่มีกำไรสุทธิที่จะจ่ายปันผลได้ แต่ว่ากองทุนอสังหาฯ และโครงสร้างพื้นฐานนั้น รายได้ที่เข้ามาในกองทุนจะเกิดจากการ “เช่า” หรือว่า “ใช้บริการ” บนอสังหาฯ หรือว่าสินทรัพย์นั้นๆ ครับ

นี่จึงเป็นที่มาของรายได้ที่สม่ำเสมอ หากอสังหาฯ หรือว่าสินทรัพย์ที่อยู่ในโครงสร้างพื้นฐานนั้น ยังคงถูกใช้งานจากผู้เช่าอย่างสม่ำเสมอนั่นเองครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ น่าสนใจใช่ไหมละ หลายๆ คนเองก็น่าจะคุ้นเคยกับการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาฯ (REITs) หรืออาจจะเคยได้ยินชื่อกันมาบาง แต่สำหรับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน อาจจะมีไม่กี่คนที่รู้จัก หรือว่ารู้จักแต่อาจจะไม่เคยลงทุนกัน วันนี้ผมจะพาไปรู้จักกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่น่าสนใจกันนะครับ

กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานนั้น ชื่อก็บอกอยู่แล้วครับ มันคือการจับเอาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ มามัดรวมกัน เพื่อให้กับนักลงทุนได้ลงทุนในสินทรัพย์ที่เป็นเจ้าของได้ยาก เช่น สนามบิน โรงไฟฟ้า รถไฟฟ้า ทางด่วน และเสาสัญญาณต่าง ๆ ครับ

ข้อดีมากๆ ของการลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานนั่นคือ เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องใช้นั่นเองครับ ไม่ว่าจะเป็น ไฟฟ้า รถไฟฟ้า สนามบิน ท่อส่งน้ำมัน ฯลฯ นอกจากนี้ธุรกิจยังสามารถปรับค่าบริการขึ้นได้ตามอัตราเงินเฟ้อ จึงไม่เสียโอกาสด้านการเติบโตอีกด้วย นี่จึงเป็นที่มาของรายได้ที่สม่ำเสมอนั่นเองครับ

นอกจากนี้ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ยังให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับผู้ถือหน่วยอีกด้วย โดยผู้ถือหน่วยที่เป็นนักลงทุนรายย่อยนั้น จะได้รับการยกเว้นภาษีจากเงินปันผลเป็นเวลา 10 ปีนับตั้งแต่วันที่จัดตั้งกองทุน ส่วนนักลงทุนสถาบันจะได้รับการยกเว้นภาษีจากเงินปันผลทั้งหมด

โดยเฉพาะในยุคนี้ ที่เป็นยุค 4.0 เรื่องการใช้ข้อมูลต่างๆ ของคนทั่วไปเป็นเรื่องจำเป็นมาก ดังนั้น กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เสาสัญญาณมือถือ หรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการส่งข้อมูลที่เป็นดิจิทัลต่าง ๆ เองจึงเป็นปัจจัยที่ 5 ของคนในยุคนี้ไปแล้วครับ

ประเด็นสำคัญ คือ หากเราได้เป็นเจ้าของเครือข่ายที่ใหญ่มากๆ ก็มีโอกาสเพิ่มมากขึ้นที่เราจะได้รายได้ที่สม่ำเสมอไปด้วย เนื่องจากมีคนมาเช่าสินทรัพย์ที่เราเป็นเจ้าของอยู่นั่นเองครับ

พอพูดถึงตรงนี้ หลายๆ คนน่าจะรู้แล้วว่า กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่ผมกำลังจะพูดถึงนั้น คือกองทุนไหนกันแน่ กองทุนที่ผมจะมาเล่าในวันนี้ คือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมดิจิทัล หรือ ดีไอเอฟ (DIF) นั่นเองครับ

เนื่องจากว่าบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE นั้นได้ประกาศแผนที่จะขาย หรือ ให้เช่าสิทธิรายได้ และสิทธิ์ให้เช่าเสาโทรคมนาคม และระบบใยแก้วนำแสงให้กับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล หรือ DIF นั่นก็หมายความว่า กองทุนนี้จะมีสินทรัพย์ที่จะไว้เพื่อเก็บกินค่าเช่าเพิ่มเติมขึ้นอีกนั้นเองครับ

เป็นผลทำให้กอง DIF ต้องทำการเพิ่มทุน เพื่อซื้อสินทรัพย์จาก TRUE เข้ามาเพิ่มเติมในกองทุน คำถามคือแล้วทำไม DIF ต้องเพิ่มทุนด้วย ลองนึกภาพตามดูนะครับ ถ้าหากว่าสินทรัพย์ที่มีอยู่ใน DIF นั้นมีเพียง 100 บาท อาจจะประกอบด้วย เสาสัญญาณต่างๆ และสร้างรายได้จากค่าเช่าให้กับเราได้ 20 บาท

ดังนั้น หากมีสินทรัพย์เพิ่มเติมเข้ามาในกองทุนกลายเป็น 200 บาท และได้เสาเพิ่มเติม สามารถเก็บค่าเช่าได้เพิ่มเติมมากขึ้นเป็น 50 บาท ซึ่งดูแล้วน่าสนใจใช่ไหมละครับ กองทุนใหญ่ขึ้นเก็บค่าเช่าได้มากขึ้นไปด้วย ในทางกลับกันทาง TRUE เอง ก็ได้เงินจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนDIF ไปด้วยครับ

เลยเป็นที่มาของประกาศจาก บริษัท TRUE ที่ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่าคณะกรรมการมีมติอนุมัติให้บริษัทย่อย 4 แห่ง ประกอบด้วย

บริษัท เอเชีย ไวร์เลส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (AWC)

บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด(TUC)

บริษัท ทรู มูฟ จำกัด(TMV)

บริษัท ทรูอินเทอร์เน็ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด (TICC)

ทั้งหมดนี้ ขายทรัพย์สิน + รายได้จากทรัพย์สิน + การให้สิทธิในการเช่า DIF ครับ ส่วนทาง DIF เองในรอบนี้ก็จะมีการลงทุน 2 ครั้ง แบ่งเป็น

1. การลงทุนในทรัพย์สินกิจการโครงสร้างพื้นฐานเป็นครั้งที่ 2 โดยมีราคา 12,898 ล้านบาท ด้วยการระดมทุนจะใช้วิธีการกู้เพียงอย่างเดียวครับ (โดยมีแผนกู้ผ่านธนาคารใหญ่ๆ เช่น KTB, SCB, BBL) โดยสินทรัพย์ที่ได้ก็อยู่ในตารางนี้เลยครับ

คือ ได้เสาโทรคมนาคมจาก  AWC 149 เสา และจาก TUC ประมาณ 350 เสา รวมสินทรัพย์ทั้งหมดหลังการเพิ่มสินทรัพย์เป็น 12,000 กว่าต้นครับ และได้ระบบใยแก้วนำแสง + อุปกรณ์ระบบสื่อสัญญาณต่างๆ จาก TUC ยาวประมาณ 1,100 กิโลเมตร และจาก TMV + TICC อีกประมาณ 542 + 670 กิโลเมตร รวมเป็นแล้วเกือบ 63,000 กิโลเมตรเลยครับ

2. ส่วนการลงทุนในทรัพย์สินกิจการโครงสร้างพื้นฐานครั้งที่ 3 จะเป็นการกู้ไม่เกิน 2,000 ล้านบาท และจะใช้วิธีเพิ่มทุนจากผู้ถือกองทุนเดิมฯ รวมเงินทุนไม่เกิน 58,000 ล้านบาท โดยมีจำนวนหน่วยเพิ่มทุนแล้วไม่เกินคือ 4,300 ล้านหน่วย ครับ

สิ่งที่จะได้จากการลงทุนครั้งที่ 3 คือ ได้เสาจาก TUC ประมาณ 2,600 เสา และยังได้ใยแก้วนำแสงจาก TUC เพิ่มอีก 8,000 กว่ากิโลเมตร จาก TMV 6,000 กว่ากิโลเมตร และ TICC อีก 13,000 กว่ากิโลเมตร รวมใยแก้วนำแสงทั้งหมดประมาณ 90,000 กิโลเมตรเลยทีเดียว

การลงทุนเพิ่มทั้ง 2 ครั้งนี้ ทำให้ทรัพย์สินกิจการของกองทุน DIF ครอบคลุมพื้นที่ไปทั่วประเทศ โดยมีทรัพย์สินทั้งหมด เป็นเสาโทรคมนาคมกว่า 15,000 เสา และใยแก้วนำแสงกว่า 90,000 กิโลเมตร ซึ่งพร้อมรองรับการขยายตัวทางเทคโนโลยีในอนาคต และเป็นการเพิ่มศักยภาพให้กับกอง DIF ที่ในอนาคตจะมีคนใช้สัญญาณต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ตามเทรนด์ของยุค 4.0 ครับ

แล้วผลตอบแทนละจะเป็นอย่างไร ?

เนื่องจาก DIF เองมีรายได้สม่ำเสมอจากค่าเช่า โดยหลังจากการขายแล้ว TRUE จะขอเช่าเสาจาก DIF เป็นระยะเวลา 15 – 16 ปี คิดเป็นค่าเช่า 5,900 ล้านบาทต่อปี ถือว่าเป็นรายได้ที่ดีพอสมควรครับ จึงมีโอกาสที่จะจ่ายปันผลได้สูง หลายๆ บริษัทหลักทรัพย์เองได้คาดการณ์อัตราผลตอบแทนปันผลอยู่ที่ประมาณ 7% ครับ

จะเห็นได้ว่าการขายสินทรัพย์ของ TRUE เข้ากองทุน DIF นั้นก็ เพื่อนำเงินไปลงทุนต่อยอดธุรกิจ และพัฒนาโครงข่ายได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีเงินสดในกระเป๋าพร้อมที่จะเก็บไว้ประมูลคลื่นจาก กสทช. เพิ่มเติมในอนาคต รวมถึงการชำระคืนหนี้ โดยอาจจะนำเงินที่ได้ไปลดหนี้จำนวน 3-3.5 หมื่นล้านบาท เอาเป็นว่าลดภาระหนี้ และดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายไปได้เยอะทีเดียว ส่วนค่าเช่าที่ต้องจ่ายให้กับกอง DIF ก็ยังลดภาษีได้เหมือนกับที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับธนาคาร

ซึ่งทางผู้ถือหน่วยลงทุนจากการเสนอขายหน่วยลงทุนใหม่นั้น นอกจากเงินปันผลต่อหน่วยลงทุนจะไม่ได้รับผลกระทบจากการลดลงของสัดส่วนการถือหน่วยแล้ว ยังได้รับการประมานการว่า จะได้เงินปันผลต่อหน่วยลงทุน เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3 สตางค์จากการเพิ่มทุนครั้งที่ 2 และอย่างน้อย 6 สตางค์ ถ้าการเพิ่มทุนทั้งครั้งที่ 2 และ 3 สำเร็จอีกด้วย

ผมคิดว่าการเพิ่มทุนครั้งนี้ น่าจะทำให้กลุ่มธุรกิจของ TRUE ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงนักลงทุนที่ลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐานDIF ก็ได้รับค่าเช่าเสาสัญญาณต่างๆ ได้หลากหลายมากขึ้น หรือพูดว่าได้แหล่งที่มาของรายได้เพิ่มขึ้นไปด้วยนั่นเองครับ

นอกจากนี้ระยะเวลาสัญญาเดิม (ขายรายได้ + เช่า) ที่จะทยอยหมดลงในช่วงปี 2568 – 2570 ก็ขยายต่อไปถึงปี 2576 หรือเพิ่มอีก 6 – 8 ปี ซึ่งหมดสัญญาการใช้คลื่น 1800 MHz พอดีครับ และการเพิ่มทุนก็ยังช่วยเรื่องการเพิ่มหน่วยลงทุน จึงเป็นการเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขายกองทุน DIF เรียกได้ว่าเป็นโอกาสสำหรับผู้ถือหน่วยเดิม เพราะว่าเป็นการเพิ่มโอกาสที่ให้นักลงทุนใหม่ๆ เข้ามาซื้อขายเพิ่มขึ้นด้วยครับ

ผมหวังว่า บทความนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานให้เข้าใจแนวคิดการลงทุนกับกองทุนลักษณะนี้เพิ่มมากขึ้นนะครับ ส่วนคนที่สนใจอยากได้กองทุนที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอนั้น นี่จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจครับ

แต่ทั้งนี้เวลาที่เราลงทุนกับกองทุนอสังหาฯ (REITs) หรือกับโครงสร้างพื้นฐาน เราเองก็ควรที่จะมีการกระจายความเสี่ยงด้วยเช่นกัน โดยมีการกระจายการลงทุนไปยังกองทุนหลายๆ กองทุนที่มีความแตกต่างกัน เช่น โรงไฟฟ้า ทางด่วน รถไฟฟ้า ฯลฯ เพื่อให้รายได้จากเงินปันผลมีความสม่ำเสมอมากขึ้น และถ้าหากนักลงทุนยังไม่มีกองทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านเสาสัญญาณแล้วละก็ กองทุน DIF ถือว่าเป็นอีกกองทุนที่น่าสนใจครับ

วันนี้ผมขอลาไปก่อน แล้วพบกันครั้งหน้านะครับ สวัสดีครับ

หมายเหตุ: Review นี้ทำขึ้นเพื่อสร้างความเข้าใจธุรกิจ และโอกาสการเติบโต เพื่อที่จะโปรโมทกองทุนในสไตล์ของ คลินิกกองทุน

บทความนี้เป็น Advertorial

พี่เจ็บมาเยอะ… 5 มุมมองการลงทุนที่ Gen Y เรียนรู้จาก Gen X

เชื่อมั้ยว่า…ในตอนนี้คน Gen Y เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อสังคมและองค์กรต่างๆ มากขึ้น คนในสังคมและองค์กร จึงต้องมีการปรับตัวเข้าหากันเพื่อความราบรื่น

ผู้ใหญ่รุ่นเดอะในองค์กรที่นับเป็น Gen X (พ.ศ. 2508 – 2522) ต้องเรียนรู้ และเปิดรับความคิดใหม่ๆ ในขณะที่คน Gen Y ก็ควรจะรับฟังคำสอน และประสบการณ์ของรุ่นพี่ จะได้ร่วมงานกันต่ออย่างมีประสิทธิภาพ

จากที่ผ่านมาผมได้ทำงานร่วมกับคน Gen X  ก็จะพบเจอนิสัยที่โดดเด่นของคนรุ่นก่อน ประมาณนี้…

• ชอบอะไรง่ายๆ ไม่ต้องเยอะมาก … แต่ถูกต้องตรงประเด็น

• อึด ถึก และมีความอดทนต่อสิ่งต่างๆ  

• อยู่กับโลกความจริงมากกว่าความฝัน

• มีหลักการเป็นของตัวเอง และเชื่อมั่นในตัวเองสูง

• ชอบความมั่นคงมากกว่าความเสี่ยง

• ถ้าใครอินกับหนังเรื่อง “แฟนฉัน หรือ บุญชู” มากๆ แสดงว่า..นั่นแหละยุคสมัยของพี่เขา

ถ้าคน Gen Y อย่างเรา อยากจะนำนิสัยต่างๆ มาปรับให้เหมาะกับการใช้ชีวิต หรือการทำงานก็ได้นะ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่โอเคเลย…เพราะคน Gen Y ส่วนใหญ่ ก็จะไม่มีนิสัยเหล่านี้กันซักเท่าไหร่

แน่นอนว่าคน Gen X ก็มีมุมมอง และแนวคิดด้านการเงินที่แตกต่างออกไปเช่นกัน

จากที่ผมทำงานให้คำปรึกษาเรื่องการเงินมา ก็พบว่า คน Gen X หลายๆ เคสก็มีนิสัยทางด้านการเงินที่น่าสนใจ สามารถนำมาปรับใช้ก็ได้ หากคิดว่ามันเวิร์ค และเหมาะกับนิสัยของเรา

• มีวินัยในเรื่องการเงินสูง

เนื่องจากคน Gen X มีความอดทนสูงมาก! พวกเขาสามารถอดทนอดกลั้น และยับยั้งชั่งใจ ไม่ปล่อยให้ตัวเองใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย จะใช้เงินซักครั้ง ก็ต้องคิดแล้วคิดอีก

เพราะหลายๆ คนตั้งตัวมาจากยุคข้าวยากหมากแพง มีความรู้สึกว่า “เงินทองหายาก” ฉะนั้นเมื่อเขาได้จัดสรรเงินอย่างมีระเบียบแล้ว จะไม่หยิบจ่ายมั่วซั่ว

เงินเก็บก็คือเงินเก็บ อย่าปนกับเงินส่วนอื่น เข้าใจนะ!!

• ลงทุนตามข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ได้พบ

ด้วยความที่เป็นคนอยู่กับร่องกับรอย คน Gen X ส่วนใหญ่ จะเลือกลงทุน ตามข้อมูลที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และได้รับการตรวจสอบมาเป็นอย่างดีแล้ว

ข่าวลือ หรือ Story ที่ดูไม่มีวี่แววว่าจะเกิดขึ้นจริง ก็ไม่สามารถดึงดูดความสนใจให้นักลงทุน Gen X มากนัก พวกเขาจะสืบหาข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงด้วยตัวเอง เพราะเชื่อมั่นในตัวเองมากกว่า

ไม่สนใจข่าวลือ Buy/Sell on Fact เท่านั้นจ้าาาา!!

• ลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่รับได้

วิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อ 20 ปีที่แล้ว น่าจะสร้างภูมิต้านทานให้กับคน Gen X หลายคน เพราะเหตุการณ์ครั้งนั้นได้สร้างบทเรียนเรื่อง “การลงทุน” ที่ไม่เหมาะกับความเสี่ยงที่รับได้

คน Gen X หลายคน เคยเชื่อมั่นว่าตลาดหุ้นคือแหล่งผลิตเงินชั้นยอด จากการที่เศรษฐกิจไทยเติบโตจนได้ชื่อว่าเป็น “เสือตัวใหม่ของเอเชีย” ซื้อหุ้นตัวไหนก็ขึ้น ลงทุนอะไรก็รวย โดยที่ไม่ได้ศึกษาความเสี่ยงมาก่อน

SET INDEX ก่อนเกิดวิกฤตเคยทำจุดสูงสุดที่ 1,682.85 จุดในเดือน ธันวาคม 2536 ก่อนปรับตัวลงต่อเนื่องจนมาอยู่ที่ 214.53 จุด นับเป็นการขาดทุนครั้งใหญ่ของนักลงทุนที่เชื่อมั่นในตลาดหุ้นก่อนหน้านั้น

ถึงแม้บางคนจะไม่ได้เจอกับตัวเองโดยตรง แต่นั่นทำให้พวกเขาเลือกที่จะลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยมากขึ้น ความเสี่ยงต่ำ เหมาะกับตัวเอง หรือถ้าเลือกลงทุนในหุ้น ก็ต้องศึกษาข้อมูลต่างๆ มาเป็นอย่างดีแล้ว

• เงินของครอบครัวสำคัญกว่าของตัวเอง

ไม่รู้ว่าข้อนี้ผมคิดไปเองรึเปล่านะ แต่ผมรู้สึกว่าคน Gen Y หลายคนสมัยนี้ มีครอบครัวที่พร้อมและมีรายได้ทางบ้านที่ดีอยู่แล้ว

พ่อแม่ของ Gen Y หลายๆ คนอาจจะเป็นคนรุ่น Gen X หรือไม่ก็ Baby Boomer ที่สร้างตัว สร้างธุรกิจที่มั่นคงให้กับครอบครัวได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาลูกๆ ก็ได้

ทำให้คน Gen Y สามารถออมเงินเพื่อสร้างตัวเองได้เร็วขึ้น ต่างจากคน Gen X ที่เห็นพ่อแม่ของตัวเองทำงานอย่างหนัก พวกเขายังไม่มีแบ๊คอัพที่ดีเหมือนคนสมัยนี้ จึงเลือกที่จะทำงานหนักเพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว เห็นความสำคัญของครอบครัวมาก่อนตัวเองเสมอ

เอาเข้าจริงๆไม่ว่าจะเกิดในสมัยไหน ถ้าเราช่วยแบ่งเบาภาระทางบ้านได้ ก็แบ่งเงินไปให้เถอะคนดี ถึงพ่อแม่จะไม่ได้ร้องขอก็ตาม

• ระมัดระวังตัวและหลีกเลี่ยงการลงทุนที่ไม่น่าเชื่อถือ

ข่าวแชร์แม่ชม้อยที่ระบาดในปี 2528 เป็นข่าวที่คน Gen X ตื่นตัวมากกับเรื่องของ “การลงทุนที่ไม่น่าเชื่อถือ” ให้ผลตอบแทนที่ Too Good to be True ดีเกินหลักความเป็นจริง

แชร์ลูกโซ่อื่นๆในสมัยนี้คงไม่ได้ผลกับคน Gen X (ที่ไม่โลภ) ซักเท่าไหร่

ฉะนั้น การลงทุนที่ได้ผลตอบแทนจากการซื้อหุ้นที่จะเข้าตลาด NASDAQ ของสหรัฐฯ ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า แล้วได้ผลตอบแทน 400% แต่เอามาขายคนไทยทั่วไปอย่างง่ายดาย (ตัวอย่างสมมติไม่ได้อ้างอิงใคร) ก็ดูเป็นเรื่อเพ้อฝันเกินไปสำหรับพวกเขา

แต่ไม่ว่าจะเจนไหนก็ตาม ถ้าโลภมาก ก็เจ๊งได้หมดทุกคนนั่นแหละ
สุดท้ายแล้ว… Gen Y คนไหนสนใจอยากจะนำนิสัยการเงินเหล่านี้ไปปรับใช้        ผมว่าก็เป็นเรื่องที่ดีนะ เพราะประสบการณ์ชีวิตของคน Gen X บางเรื่องก็หล่อหลอมให้พวกเขามีนิสัยเหล่านี้ขึ้นมา

บางที Gen Y อย่างเราอาจจะไม่มีโอกาสได้เจอเรื่องราวต่างๆในยุคนั้น ฉะนั้น เรื่องที่คนรุ่นก่อนหน้าชี้แนะให้ เราก็ลองคิดและตกผลึกเอาเองว่า มันจะเป็นเรื่องดีกับตัวเองมากน้อยแค่ไหน

ด้วยความหวังดี

กราฟชีวิตดีด้วย DCA

วันนี้ผมลองเอากราฟดัชนี SET Index ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมาดูว่าตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันนี้นี้เป็นอย่างไร (บทความเขียนในเดือน พฤศจิกายน 2560 นะครับ เผื่อใครมาอ่านย้อนหลัง) และกราฟนี้ก็นำมาจาก Application ชื่อว่า AVA เผื่อใครจะลองเล่นดูนะครับ

จะเห็นได้ว่าในปีนี้ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนสิงหาคมนั้นกราฟของ SET Index มันเป็นช่วงนิ่งๆ ขึ้นลงในกรอบของมัน ไม่ได้ไปไหน จะขึ้นก็ไม่ขึ้น จะลงก็ไม่ลง ถ้าเปรียบกับช่วงชีวิตของคนเรานั้นก็ไม่ต่างกับการที่ไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไรต่อดี นักลงทุนไม่น้อยก็คงนั่งตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะไปต่อหรือจะถอดใจดี

แต่พอมาถึงช่วงสิงหาคมเป็นต้นไป ดัชนีตลาดหลักทรัพย์พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องเลยและก็ทะลุ 1,700 จุดจนได้ ก็เปรียบเหมือนช่วงที่กราฟชีวิตของเรากำลังขึ้นและมีความสุขกันนะครับ

พอเห็นข้อมูลย้อนหลังเป็นแบบนี้ เราก็คงจะกลับมานั่งทบทวนกันว่า เออ… ในช่วงต้นปีเราตัดสินใจอย่างไรกันนะ บางคนอาจจะมองว่าตอนต้นปีนั้นดัชนีหลักทรัพย์เมื่อเทียบกับ P/E ที่ลดลงแล้วก็อาจจะเป็นจังหวะในการซื้อได้ แต่ถ้าราคาไม่ไปไหนก็รอหน่อยแล้วกันเพราะยิ่ง P/E ลดก็จะรู้สึกว่าเกิดความปลอดภัยในการลงทุนมากขึ้นเข้าไปอีก การตัดสินใจของแต่ละคนนั้นก็ต่างกัน บางคนซื้อไปเลย บางคนรอคอย บางคนเห็นนิ่งๆ ก็ขายหุ้นทิ้งเก็บเงินสดไว้ รอดูจังหวะอีกที 

นี่ล่ะการลงทุนมันคือเรื่องของความเสี่ยง จังหวะที่มันเดินไปเราก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ผลประกอบการไม่รู้จะออกมาดีหรือไม่ และราคาหุ้นในขณะที่เรากำลังตัดสินใจว่าจะซื้อด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม มันจะเป็นไปในทิศทางที่คิดหรือเปล่า ในกรณีดัชนีตลาดหลักทรัพย์หรือราคาหุ้นนิ่งมานาน แต่ใครจะรู้ว่าท้ายสุดแล้วในปลายปีขึ้นกลับขึ้นซะงั้น ซึ่งถ้าเราลงทุนในดัชนีไม่ว่าจะเวลาใดก็ตามในช่วงที่ผ่านมา ปลายปีเนี่ยกำไรกันทุกคนอยู่แล้ว

สำหรับคนที่ยังไม่ได้มีประสบการณ์ในการลงทุนมาก ผมก็เลยอยากจะเสนอว่า มันจะดีกว่าไหมถ้าเราลงทุนด้วยการออมหุ้นแบบ DCA ที่จะเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก โดยการแบ่งซื้อรายเดือนทีละครั้งตามเงินออมที่เรามี โดยปกติแล้วราคาหุ้นที่ขึ้นลงมักจะทำให้เราเกิดอารมณ์ในการลงทุนได้ หุ้นขึ้นก็กลัวไม่ได้ซื้อ หุ้นลงแล้วกลัวไม่ได้ขาย แต่พอขายไปแล้วหุ้นกลับขึ้นไปอีก แต่ DCA จะช่วยในการสะสมหุ้นในทุกช่วงราคาตามระบบขิงมัน จึงทำให้เราอารมณ์นิ่งขึ้นในการลงทุน ไม่หวั่นไหวต่อราคาที่ขึ้นๆ ลงๆ ได้

ผมแชร์กราฟชีวิตและความรู้สึกของผมให้ฟังนะครับ ของผมจะรู้สึกอย่างงี้

  • ช่วงที่หุ้นไม่ขึ้นไม่ลงช่วงต้นปี: ผมก็ทะยอยซื้อหุ้นได้เรื่อยๆ อารมณ์ของเราจะเป็นแนวๆ ว่า ไม่ขึ้นก็ดีเนอะ เก็บหุ้นราคาเดิมได้อยู่ และมันก็ไม่ลงเนอะ ขาดทุนก็ไม่มาก อย่างน้อยหุ้นบางตัวเราก็ได้เงินปันผลมากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารละนะ
  • ช่วงที่หุ้นขึ้นในปลายปี: ตอนนั้นผมจะรู้สึกว่า โอ้ววว ดีใจจังหุ้นขึ้นแล้ว ที่ซื้อมานั้นกำไรรัวๆ และผมก็ยังซื้อต่อไป โดยอาจจะเสียดายไปบ้างที่เงินจำนวนเท่าเดิมจะซื้อหุ้นได้น้อยลงเพราะราคาหุ้นมันขึ้นไปแล้ว แต่เอาหน่ะ ซื้อได้น้อยแต่ราคาขึ้นความมั่งคั่งก็ขึ้น ก็โอเค

ถ้าถามผมว่าในอนาคตมีโอกาสพบช่วงจังหวะกราฟหุ้นลงไหม แน่นอนครับมันก็เกิดได้อยู่แล้ว ชีวิตของคนเราก็เหมือนหุ้นละครับ มีช่วงหุ้นขึ้นและช่วงหุ้นลง มีช่วงดีใจและช่วงเสียใจ เราทยอยซื้อไปเรื่อยๆ ช่วงที่หุ้นลงก็เป็นจังหวะที่สร้างโอกาสให้เราได้ซื้อหุ้นในราคาที่ถูกลงได้ ก็เป็นแง่ดีเช่นกันไม่ใช่หรอออออ

อย่างไรก็ตามนะครับในการศึกษาเรื่องหุ้น ราคามันเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่เราก็ต้องศึกษาพื้นฐานให้ดีว่าหุ้นแบบไหนที่เราควรจะลงทุนและสามารถซื้อแบบ DCA ได้ ในเรื่องเดียวกันของกราฟชีวิตของเรานั้นในช่วงที่เรากำลังดีใจก็อย่าลืมเตือนตัวเองนะว่ามันไม่ได้ดีใจไปได้ตลอดหรอก แต่ในช่วงเสียใจมันก็จะไม่ทำให้ชีวิตเราต้องแย่ตลอดไปเช่นกัน ก็ต้องจัดการกับตัวเองให้ดี พัฒนาตัวเองตลอดเวลา ทั้งในแง่ความรู้ความสามารถ การใช้ชีวิต รวมถึงการเงินและการลงทุนด้วยครับ

เพิ่มความมั่งคั่งกับเงินออม 3 บัญชี

มาถึงวันนี้อภินิหารเงินออมคิดว่าหลายคนคงได้อ่านบทความเกี่ยวกับการเงินมาเยอะม๊าก แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มทำตรงไหนดี สำหรับบทความนี้ตั้งใจจะบอกวิธีการทำเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการเก็บเงินของหลายๆคน อภินิหารเงินออมใช้เวลารวบรวมข้อมูลอยู่หลายชั่วโมงกว่าจะเสร็จ จนกระทั่งเรียบเรียงออกมาให้อ่านง่ายแล้วนำไปปรับใช้ได้ทันที 

เพิ่มความมั่งคั่งกับเงินออม 3 บัญชี

ถ้าเรามีทั้ง 3 บัญชีนี้เราจะสามารถสร้างสภาพคล่องได้ในระยะสั้น มีเงินเพื่อเป้าหมายต่างๆ ในระยะปานกลางและมีเงินใช้อย่างสุขสบายไปถึงช่วงโค้งสุดท้ายในวัยเกษียณเลยนะจ๊ะ

บัญชีที่ 1 สะสมเงินระยะสั้น : เงินฉุกเฉิน

แนวคิด : 

  • เก็บไว้ใช้ในช่วงดราม่าของชีวิต เช่น ตกงาน เกิดอุบัติเหตุ น้ำท่วม ไฟไหม้ รถเสีย เจ็บป่วย ลูกค้าจ่ายเงินล่าช้า เราจะได้ดึงเงินฉุกเฉินก้อนนี้มาสร้างสภาพคล่องชั่วคราวได้ โดยไม่ต้องไปขอยืมเงินคนอื่นหรือกู้ยืมเงินให้เสียดอกเบี้ย (เช่น การใช้บัตรกดเงินสดหรือบัตรเครดิต)

  • ควรเก็บเงินฉุกเฉินไว้ 3 – 6 เท่าของค่าใช้จ่าย แต่ถ้าเรารู้สึกว่ามันน้อยไปก็อาจจะเก็บไว้ 1 ปีก็ได้เพื่อความอุ่นใจ แต่ว่าเก็บมากกว่านี้ก็ไม่ดีเพราะจะเสียโอกาสในการลงทุน

    •  ตัวอย่างเรามีรายจ่ายเดือนละ 10,000 บาท ควรเก็บเงินฉุกเฉินให้ได้ประมาณ 30,000 – 120,000 บาท (เราจะรู้ว่าแต่ละเดือนใช้จ่ายเท่าไหร่ก็จะต้องจดบัญชีรายจ่ายนะจ๊ะ)

แหล่งเก็บเงิน : 

  • ควรมีสภาพคล่องสูงเพราะถอนออกมาใช้ได้ง่าย ความเสี่ยงต่ำเงินต้นของเราจะได้อยู่ครบ เช่น เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง กองทุนรวมตลาดเงิน มีตัวอย่าง แหล่งเก็บเงินฉุกเฉินที่น่าสนใจ อ่านรายละเอียดให้เข้าใจว่าแต่ละบัญชีทำอะไรได้บ้างก่อนตัดสินใจเปิดใช้บริการนะจ๊ะ

เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง

ให้ผลตอบแทนมากกว่าออมทรัพย์แบบทั่วไป (ดอกเบี้ย 0.5%)  เหมาะสมที่จะพักเงินไว้ระยะสั้นได้ (ลิงค์ข้อมูลอยู่ท้ายบทความ)

ออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง.jpg

กองทุนรวมตลาดเงิน

มีสภาพคล่องดีเพราะขายหน่วยลงทุนวันนี้ได้เงินวันรุ่งขึ้น ความเสี่ยงต่ำระดับ 1 – 2 (ความเสี่ยงสูง คือ 8) ให้ผลตอบแทนมากกว่าการฝากเงินแบบทั่วไปไม่มีค่าธรรมเนียมการซื้อขาย แต่มีค่าธรรมเนียมที่เก็บจากกองทุนรวม (เช่น การจัดการ ผู้ดูแลผลประโยชน์ นายทะเบียน ผู้สอบบัญชีและค่าใช้จ่ายอื่นๆ) ภาพนี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ควรอ่านหนังสือชี้ชวนให้เข้าใจก่อนการลงทุน (ลิงค์ท้ายบทความ)

วิธีอ่านข้อมูลในภาพ

กองทุน TCMFENJOY เป็นของทุนที่ออกโดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนยูโอบี

  • มีผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 1.43%

  • เงินลงทุนครั้งแรก 10,000 บาท

  • เงินลงทุนครั้งต่อไปขั้นต่ำ 10,000 บาท

  • ค่าธรรมเนียมที่เก็บจากกองทุน 0.20%

กองทุนรวมตลาดเงิน.jpg

ขอบคุณข้อมูล : http://www.wealthmagik.com/FundInfo/TopChart.aspx ; ข้อมูลวันที่ 19 ต.ค. 60

ข้อควรระวัง

กรณีที่ 1 : เก็บเงินระยะยาวจนลืมเผื่อเงินไว้ระยะสั้น

เคยเจอแฟนเพจคนหนึ่งสอบถามเข้ามาว่า “มีเงินก้อนหนึ่งเอาไปเก็บไว้ที่ไหนดี” ก่อนจะให้คำตอบเราก็สอบถามถึงรายละเอียดว่าตอนนี้เขาเก็บเงินอย่างไร มีเป้าหมายอะไรบ้าง หลังจากคุยแล้วเราก็สรุปได้ว่า แฟนเพจคนนี้วางแผนระยะยาวดีมากๆ คาดว่าเกษียณไปมีเงินใช้สุขสบายแน่นอน

แต่พอเราสอบถามว่าถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันจะต้องตกงานตอนนี้ เงินก้อนไหนจะนำมาใช้จ่ายระหว่างรองานใหม่ได้บ้าง เขาตอบกลับมาว่า “ไม่มี” เพราะเงินทุกก้อนเก็บไว้ระยะยาว ถอนออกมาใช้ตอนนี้ไม่ได้ มาถึงตรงนี้เราก็เลยตอบเขาไปว่า “ที่อยู่ของเงินก้อนนั้นควรเก็บไว้เป็นเงินฉุกเฉิน”   

กรณีที่ 2 : เก็บเงินฉุกเฉินไว้ในที่ที่มีความเสี่ยงสูง

บางคนต้องการเก็บเงินฉุกเฉินและอยากได้รับผลตอบแทนสูงๆ ไปพร้อมกันด้วย จึงเก็บเงินฉุกเฉินไว้ที่หุ้นรายตัว เราก็รู้กันอยู่แล้วว่าหุ้นแต่ละตัวมีราคาขึ้นลงตลอดเวลา ถ้าบังเอิญช่วงที่มีดราม่าเกิดขึ้นในชีวิตเราแล้วจะต้องรีบใช้เงิน ในขณะที่หุ้นกำลังราคาไหลลงเรื่อยๆ ตอนนั้นเราอาจจะต้องตัดสินใจขาดหุ้นขาดทุนเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายครั้งนี้ก็ได้ 

เหตุการณ์นี้นอกจากเราจุกอกเพราะหุ้นตกแล้ว ยังเจ็บใจที่เงินลงทุนหายไปอีกด้วย

  

บัญชีที่ 2 สะสมเงินระยะปานกลาง : เพื่อสารพัดสิ่งที่เราอยากได้

แนวคิด : 

เมื่อเราเก็บเงินฉุกเฉินครบแล้วค่อยเก็บเงินเพื่อเป้าหมายอื่นๆ ต่อไป

  • บัญชีที่ 2 สะสมเงินระยะปานกลางเพื่อสารพัดสิ่งที่เราอยากได้ เช่น การเก็บเงินไปท่องเที่ยวเพื่อหาแรงบันดาลใจในการทำงาน การเก็บเงินแต่งงาน ดาวน์บ้านหรือรถ เก็บเงินสร้างธุรกิจเล็กๆของตัวเอง การเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น ฯลฯ

  • เรื่องที่เราควรให้ความสำคัญ คือ การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อจะได้รู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อไป เราลองมาเปรียบเทียบตัวอย่างนี้ดูนะจ๊ะ

เป้าหมายของคุณ A

เป้าหมายของคุณ B

อยากเก็บเงินซื้อบ้าน

อยากเก็บเงินซื้อบ้านราคา 2.5 ล้านบาท ที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ในอีก 5 ปีข้างหน้า ระหว่างนี้จะสะสมเงินไว้ดาวน์บ้าน 500,000 บาท

เราจะเห็นว่าทั้งคุณ A และคุณ B มีเป้าหมายต้องการ “ซื้อบ้าน” เหมือนกัน แต่ความชัดเจนแตกต่างกัน เช่น คุณ A จะไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องเก็บเงินปีละเท่าไหร่  ในขณะที่คุณ B จะรู้ว่าตนเองจะต้องเก็บเงินปีละ 100,000 บาท (เดือนละ 8,333 บาท) ทำให้ประมาณตัวเลขค่าใช้จ่ายรายเดือนได้

แหล่งเก็บเงิน :

  • ควรเลือกแหล่งเก็บเงินให้เหมาะสมกับความเสี่ยงของตัวเองและเหมาะกับระยะเวลาที่จะต้องใช้เงิน เราจะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายวิธีแบบผสมกันก็ได้ จากตัวอย่างคุณ B ต้องการเก็บเงินซื้อบ้าน ยอมรับความเสี่ยงได้ต่ำถึงปานกลาง 

ตัวอย่างวิธีการเก็บเงิน

วิธีที่ 1 เลือกฝากประจำอย่างเดียว

  • ฝากประจำระยะเวลา 60 เดือน พอครบกำหนดได้เงินก้อน 500,000 บาท รวมกับดอกเบี้ยไปจ่ายเป็นค่าดาวน์บ้าน

วิธีที่ 2 เลือกสลากออมสิน (หรือ ธ.ก.ส.) กับฝากประจำ

  • ช่วง 2 ปีแรกสะสมเงินในสลากออมสินหรือ สลาก ธ.ก.ส. (ฝากระยะเวลา 3 ปี เผื่อลุ้นถูกรางวัล) 
  • ปีที่ 3 – 5 ฝากประจำระยะเวลา 36 เดือน พอครบ 5 ปีได้เงินรวม 500,000 บาท รวมกับดอกเบี้ยและรางวัลการถูกสลากไปจ่ายค่าดาวน์บ้าน

วิธีที่ 3 เลือกกองทุนรวมความเสี่ยงปานกลาง

  • ซื้อกองทุนรวมผสมด้วยการซื้อสะสมแบบรายเดือนๆละ 8,500 บาท พอครบ 5 ปีได้เงินมากกว่า 500,000 บาทและกำไรจากการขายกองทุนรวมเพื่อไปจ่ายค่าดาวน์บ้าน

ภาพข้างล่างนี้เป็น “ทางเลือกในการลงทุน” ที่เรียงตามระดับความเสี่ยง ตั้งแต่ซ้ายสุดจะเป็นความเสี่ยงต่ำ (ผลตอบแทนต่ำเน้นเงินต้นปลอดภัย) ตรงกลางสีส้มเป็นความเสี่ยงปานกลางและขวาสุดเป็นความเสี่ยงสูง (ผลตอบแทนสูง)  เราควรดูความเสี่ยงของตัวเองก่อนตัดสินใจลงทุนนะคะ

ที่มา : https://www.set.or.th/set/education/html.do?name=begin&showTitle=F

บัญชีที่ 3 สะสมเงินระยะยาว : ผู้สูงอายุสายเปย์

แนวคิด :

  • เราควรเป็นผู้สูงอายุที่มีเงินดูแลตัวเองได้ อยากไปเที่ยวที่ไหนก็ไป มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ตนเอง โดยไม่ต้องรอคอยความช่วยเหลือจากใคร ไม่ควรหวังพึ่งลูกหลานเพราะพวกเขาอาจจะไม่มีรายได้ที่เพียงพอมาดูแลเราก็ได้

  • เพื่อให้มองเห็นภาพมากขึ้น ควรจำลองสถานการณ์เงินหมด โดยการทดลอง “ลืมกระเป๋าสตางค์” ไว้ที่บ้านแล้วเดินทางออกไปข้างนอก เราใช้ชีวิตได้กี่ชั่วโมงถ้าไม่มีเงินติดตัวเลยสักบาท เราแทบอยู่ไม่ได้เพราะทุกอย่างรอบตัวจะต้องใช้เงินซื้อมาทั้งนั้น ถ้าเรามีประสบการณ์ไม่มีเงินแบบนี้แล้วก็จะทำให้เกิดแรงฮึดในการเก็บเงินเกษียณมากขึ้น

แหล่งเก็บเงิน :

  • เริ่มต้นจากสิ่งที่เรามี จัดการแผนการลงทุนของเก่าให้ดีขึ้นก่อน จากนั้นค่อยไปหาตัวอื่นเข้ามาเสริม เช่น RMF ประกันชีวิตแบบบำนาญ จากภาพข้างล่างนี้เป็นตัวอย่างการเก็บเงินเกษียณของคนทำงานแต่ละประเภท

เก็บเงินเกษียณ.jpg

สำหรับข้าราชการ

มีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือเรียกสั้นๆ ว่า “กบข.” เราสะสมเงินได้ตั้งแต่ 3 – 15% แล้วรัฐบาลก็จะจ่ายเงินสมทบเข้ามาร้อยละ 3 ของเงินเดือน เหมือนเป็นการช่วยเราออมเงินด้วย ถ้าเราต้องการมีเงินเกษียณมากขึ้นสามารถทำได้ 2 วิธี

  1. เพิ่มเงินสะสมได้สูงขึ้น ซึ่งในยุคไทยแลน์ 4.0 นี้ เราจะต้องกรอกแบบฟอร์ม “แบบแสดงความประสงคกําหนดหรือเปลี่ยนแปลงอัตราเงินสะสมสวนเพิ่ม” (ลิงก์แบบฟอร์มอยู่ท้ายบทความ) แล้วนำไปยื่นกับเจ้าหน้าที่เพื่อให้จัดการเรื่องให้เรา

  2. ปรับเปลี่ยนแผนการลงทุน ทางเลือกการลงทุนมีให้เลือกตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำไปจนถึงความเสี่ยงสูง ถ้าเราอายุไม่มาก มีระยะเวลาการลงทุนอีกหลายสิบปี อาจจะลงทุนในแผนที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เพื่อทำให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้ (อ่านรายละเอียดของแต่ละแผนท้ายบทความ)

    เพิ่มความมั่งคั่งกับเงินออม 3 บัญชี

สำหรับพนักงานเอกชน

เงินบำนาญของคนทำงานบริษัทเอกชน คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ไม่ได้มีทุกบริษัท) เราสะสมเงินเข้ากองทุนได้ตั้งแต่ 2 – 15%  ในขณะที่บริษัทช่วยเราออมเงิน ด้วยการจ่ายเงินสมทบเข้ามาในกองทุนนี้้ด้วย วิธีสร้างเงินบำนาญก็จะคล้ายๆ กับข้าราชการ

  1. เพิ่มเงินสะสมให้มากขึ้น ปัจจุบันเราสามารถจ่ายเงินสะสมมากกว่านายจ้างได้แล้ว (แต่ก็ต้องดูนโยบายของกองทุนว่ามีตัวเลือกนี้มั้ย)

  2. เปลี่ยนโนบายการลงทุน เราสามารถเลือกได้ว่าจะลงทุนแบบมีความเสี่ยงต่ำ ปานกลางหรือว่าสูง เพื่อทำให้ผลตอบแทนของเราสูงขึ้นได้ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ สร้าง 1 ล้านแรกกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ https://goo.gl/hEVcyP)

สำหรับคนที่ทำอาชีพอิสระ

เราจะต้องบังคับตัวเองให้ออมเงิน ด้วยการส่งเงินเข้าประกันสังคมทุกเดือน ตัวช่วยอื่นๆ จากภาครัฐ เช่น กองทุนการออมแห่งชาติหรือเรียกสั้นๆว่า “กอช.” ที่เราออมและรัฐก็ช่วยออมให้เราด้วย หลักการทั้งหมดเคยเขียนไว้ในบทความหลายปีแล้ว จึงขออนุญาตไม่เขียนซ้ำนะจ๊ะ (รบกวนอ่านที่บทความ ชาติช่วย! รวยด้วยกองทุนการออมแห่งชาติ https://goo.gl/GXbUHw)

หากแหล่งเก็บเงินทั้งหมดนี้ยังไม่เพียงพอใช้ในวันเกษียณ เราจะต้องเก็บเพิ่มเองที่ RMF ประกันชีวิตแบบบำนาญ หรือช่องทางอื่นๆ ที่ช่วยรักษาเงินของเราไว้ได้ เอาล่ะ ตอนนี้เราก็รู้สาเหตุุของการแบ่งเก็บเงินตามช่วงเวลากันไปแล้วว่าเงินระยะสั้นไว้เผื่อฉุกเฉิน ระยะกลางเพื่อเป้าหมายต่างๆ ที่เราต้องการและระยะยาวเก็บไว้เพื่อเกษียณ ซึ่งแต่ละเรื่องก็จะมีตัวอย่างแหล่งเก็บเงินและวิธีการลงมือทำที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับตัวเองได้เลย ถ้าผลออกมาเป็นอย่างไรรบกวนมาอัพเดทให้อภินิหารเงินออมฟังกันบ้างนะจ๊ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม

[Review] ASP-SMELTF กองทุน LTF หุ้นเล็กที่ผลตอบแทนไม่เล็กนะครับ!!!

สวัสดีครับ สำหรับใครที่กำลังมองหากองทุน LTF เพื่อประหยัดภาษี คงจะมีคำถามในใจว่า “กองทุนไหนดี?” โดยเฉพาะในช่วงหลังๆ ที่มีกองทุน LTF ให้เลือกมากมายจนแทบจะเลือกไม่ถูกแบบนี้ ทั้งหุ้นใหญ่ หุ้นกลาง หุ้นเล็ก จัดพอร์ทเบ็ดเสร็จ ลงทุนแบบผสมนู่นนั่นนี่เต็มไปหมด จนรู้สึกปวดหัว

วันนี้พรี่หนอมเลยถือโอกาสมารีวิวกองทุน LTF อีกตัวหนึ่งที่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการตัดสินใจ นั่นคือ “กองทุนเปิด แอสเซทพลัส สมอล แอนด์ มิด แคป อิควิตี้ หุ้นระยะยาว” หรือ “ASP-SMELTF” ที่เน้นลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก แต่ผลตอบแทนไม่ได้เล็กนะครับ!

เดี๋ยวก่อนนะ! ตอนนี้ลงทุนหุ้นเล็กมันเสี่ยงไม่ใช่เหรอ?

เมื่อพูดถึงการลงทุนในหุ้นขนาดกลางและเล็ก ย่อมต้องมีหลายคนตั้งคำถามแบบนี้อยู่ในใจใช่ไหมครับ แน่นอนว่าพรี่หนอมเองเคยตั้งคำถามแบบนี้เหมือนกันครับ และก็ได้คำตอบว่า ใช่ครับ! หุ้นขนาดกลางและเล็กนั้น มีความเสี่ยงมากกว่า แต่สิ่งหนึ่งที่แลกกลับมาแน่ๆ คือ โอกาสที่ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าครับ!

ถ้ามองลงไปถึงรายละเอียดกว่านั้น การที่เรามีพอร์ทการลงทุนใน LTF ที่เป็นหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กบ้าง โดยอาศัยการจัดพอร์ทการลงทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เรารับได้ ถือว่าเป็นโอกาสที่เราจะได้กระจายการลงทุนมาเพื่อลุ้นผลตอบแทนที่มากกว่าอีกทางหนึ่งด้วยครับ

นอกจากนั้น การลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กนั้น ถ้าเราเลือกหุ้นได้ถูกตัวและเหมาะสม ย่อมลดความเสี่ยงผันผวนที่เกิดจากความเสี่ยงของตลาด (Market Risk) รวมถึงการเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มนี้ มักจะไม่ได้ไปตามตลาดสักเท่าไร (เพราะนักลงทุนไม่ค่อยสนใจลงทุน) นั่นแปลว่า ถ้าหากเราเลือกหุ้นที่ดี พอวันที่ตลาดสนใจ โอกาสการเติบโตก็จะก้าวกระโดดไปไกลกว่าหุ้นใหญ่แน่นอนครับ

แบบนี้แปลว่าถ้าเลือกหุ้นถูกตัว และ ดีจริง

เราก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่มากกว่าใช่ไหม?

ใช่ครับ แต่อย่าลืมนะครับว่า สำหรับกองทุน LTF นั้น เราไม่ต้องเลือกหุ้นเองครับ แต่เลือกโดยผู้จัดการกองทุนที่จะมาจัดการแทนให้ ดังนั้นสิ่งที่มีผลจริงๆกับกองทุนนั้นๆ จะเป็นกระบวนการลงทุนของตัวผู้จัดการลงทุนเอง รวมถึงนโยบายและปรัชญาของทางตัวบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) นั้นๆ ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนอย่างเราต้องใส่ใจมากที่สุดครับ

แล้วกองทุน ASP-SMELTF ตัวนี้มีปรัชญาและกระบวนการลงทุนยังไง?

เท่าที่พรี่หนอมแอบดูจากข้อมูลในการนำเสนอกองทุน ASP-SMELTF นั้น พบว่ากระบวนการลงทุน จะเน้นการ วิเคราะห์จากพื้นฐาน (Bottom-Up Approach) ซึ่งการวิเคราะห์แบบนี้ จะต้องเริ่มจากการคัดเลือกดูหุ้นแต่ละบริษัท เพื่อหากิจการที่สอดคล้องกับเกณฑ์ที่ทางผู้จัดการกองทุนกำหนดไว้  ซึ่งสำหรับกองทุนนี้คือ เลือกลงทุนในกิจการที่มีศักยภาพและมีโอกาสเติบโตด้วยราคาที่เหมาะสมครับ

ซึ่งคำว่า “ศักยภาพ” และ “โอกาสเติบโต” นั้น ฟังเผินๆ ก็เหมือนจะเป็นนโยบายทั่วไปใช่ไหมครับ ฮ่าๆ ขออธิบายต่อแบบนี้ครับว่า นิยามของศักยภาพที่ว่านี้ จะพิจารณาจาก ธุรกิจที่มีกลยุทธ์การทำธุรกิจอย่างสร้างสรรค์ สามารถจับฐานลูกค้าและสร้างการเติบโตได้ ให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ของบริษัท และต้องสอดคล้องกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจและสังคม (Mega Trend) อีกด้วยครับ

เมื่อเลือกหุ้นได้แล้ว จะวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกโดยใช้หลักการ Porters 5 Forces และ SWOT Analysis มาประกอบกัน ร่วมกับ การคุยกับทางผู้บริหารของบริษัทอย่างต่อเนื่อง ว่าทำได้ตามที่พูดและวิเคราะห์หรือไม่ เพื่อให้ตัวผู้จัดการกองทุนได้ข้อมูลที่ชัดเจนที่สุดในการตัดสินใจลงทุนครับ

ส่วนการซื้อขายหุ้นนั้น จะยึดตามวินัย (Buy & Sell Discipline) ที่กำหนดไว้ นั่นคือ “ซื้อ” เมื่อบริษัทมีการเติบโตที่โดดเด่นอย่างสม่ำเสมอ และมีราคาที่สมเหตุสมผลตามพื้นฐาน และ “ขายทันที” เมื่อราคาถึงเป้าหมาย หรือมีปัจจัยทางตรงและทางอ้อมที่มากระทบความสามารถในการสร้างกำไรของบริษัท

เผื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น ทางผู้จัดการกองทุนได้ยกตัวอย่างหุ้นที่เลือกในการลงทุนมาเปรียบเทียบให้ดูถึง 3 กลุ่ม ดังนี้ครับ

อย่างไรก็ตาม… การที่จะทำแบบนี้ได้นั้น ต้องมีความเชื่อในเรื่องของตลาดที่ไม่มีประสิทธิภาพ นั่นคือ ยังมีหุ้นดีๆที่ยังหลบซ่อนอยู่และยังไม่ได้สะท้อนราคาที่แท้จริงออกมานั่นเองครับ

แหม่… พูดมาเยอะแล้วแล้วผลการดำเนินงานเป็นแบบนั้นจริงหรือเปล่า?

เนื่องจากกองทุนนี้เป็นกองทุน IPO ที่จะเปิดให้จองซื้อได้ตั้งแต่วันที่ 1-21 พฤศจิกายน 2560 จึงไม่สามารถเปรียบเทียบผลตอบแทนที่ผ่านมาได้ครับ แต่เราสามารถดูได้จากกองทุน ASP-SME ที่เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ 2 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมาจะเห็นว่าได้ผลตอบแทนสูงถึง 12.82% ครับ ขณะที่ SETTRI ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดให้ผลตอบแทนเพียง  6.86% (ที่มา: www.assetfund.co.th ณ 29 กันยายน 2560)

ที่มา: www.assetfund.co.th ณ 29 ก.ย. 60

ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคต

แต่เนื่องจากยังเป็นกองทุนที่เปิดใหม่ อาจจะยังไม่สามารถวัดความต่อเนื่องของการดำเนินงานได้ ทาง บลจ. แอสเซท พลัส เลยนำข้อมูลการบริหารของทีมผู้จัดการกองทุนนี้ในอดีตมาให้ดูกันครับ ลองดูและพิจารณาตามรูปด้านล่างได้เลยครับ

(ที่มา: Bloomberg, performance as of 31 Dec16)
ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

เห็นบอกว่า… กองทุนต้องดูที่ค่าธรรมเนียมด้วย

แล้วกองนี้ค่าธรรมเนียมเป็นยังไงบ้าง

พรี่หนอมว่าไหนๆก็ไหนๆแล้ว ไม่ต้องดูที่ค่าธรรมเนียมอย่างเดียวหรอกครับ ดูให้หมดเลยดีกว่าว่ากองทุนนี้มีข้อมูลในการซื้อและขายอย่างไรบ้าง จะได้ตัดสินใจได้อย่างถูกต้องครับ

สำหรับค่าธรรมเนียมที่เห็นนี้ เค้ารวมภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีที่เกี่ยวข้องไว้มดแล้วนะครับ ดูโดยรวมแล้วค่าธรรมเนียมอาจจะสูงอยู่สักหน่อย ซึ่งตรงนี้ผู้ลงทุนคงต้องพิจารณาว่า เมื่อเทียบกับโอกาสรับผลตอบแทนที่จะได้รับแล้ว ผู้ลงทุนมองว่าคุ้มค่าหรือไม่ ถ้าหากมองว่าคุ้มค่าก็จัดไปเลยครับ ฮ่าๆ

ชักจะเยอะนะเนี่ย อ่านมานานแล้ว ช่วยบอกมาเลยดีกว่าว่าซื้อดีไหม?

อันนี้ก็ต้องบอกตรงๆว่า จะซื้อหรือไม่ซื้อ มันอยู่ที่เงินในกระเป๋าและความต้องการของแต่ละคนครับ แต่สามารถบอกได้ว่ากองทุนกองนี้เหมาะกับใครครับ ซึ่งพรี่หนอมขอให้หลักไว้ 3 ข้อเพื่อเป็นเช็คลิสต์สำหรับท่านที่สนใจจะลงทุนนะครับ  คือ

1. อยากลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก พร้อมรับความผันผวนในการลงทุน

นี่คือข้อแรกทีต้องตอบตัวเองให้ชัดเจนครับ ถ้าเป็นคนที่อยากลองลงทุนในหุ้นเล็ก หรือมีหุ้นใหญ่อยู่แล้วแต่อยากกระจายการลงทุนไปในหุ้นเล็กบ้าง โดยที่รับความผันผวนได้ การเติมกองทุนนี้เข้าไปในพอร์ต LTF ก็ถือว่าน่าสนใจเลยครับ อ้อ กองทุน LTF กองนี้ลงทุนในหุ้นไม่ต่ำกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินกองทุนรวมนะครับ และยังมีการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนอีกด้วยครับ

2. ไว้ใจและเชื่อในกระบวนการการลงทุน

จากที่พรี่หนอมเล่ามาทั้งหมด ถ้าอ่านแล้วเข้าใจและรู้สึกว่าแนวคิดและกระบวนการของทางผู้จัดการกองทุนนั้นถูกจริตกับเรา ฟังแล้วอยากน่าลงทุน ลองอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก http://www.assetfund.co.th/sme_ltf_ad.html ซึ่งมีข้อมูลที่คบถ้วนให้ศึกษากันทั้งใน “เอกสารการขาย” และเอกสารอื่นๆ ซึ่งมีข้อมูล presentation และหนังสือชี้ชวน เพื่อที่จะได้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นครับ

3. ไม่ต้องการเงินปันผล

ประเด็นนี้ต้องถามตัวเองเพิ่มเติมด้วย เพราะกองทุนนี้ไม่มีการจ่ายเงินปันผลครับ ดังนั้น อาจไม่ใช่คำตอบสำหรับสำหรับท่านที่ต้องการเงินปันผลกลับมาระหว่างทาง
เพราะกองทุนนี้เค้าตั้งใจจะเก็บสะสมผลตอบแทนไว้ให้จนกว่าจะขายคืนและเป็นโอกาสที่ผลตอบแทนจะงอกเงยต่อไปด้วยครับ

หากใครสนใจก็สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.assetfund.co.th ติดต่อขอรับหนังสือชี้ชวนและคู่มือการลงทุนในกองทุน LTF ได้ที่ บลจ. แอสเซท พลัส หรือ สอบถามเพิ่มเติมที่ Asset Plus Customer Care 0 2672 1111 นะครับ

ขอเน้นอีกทีว่า… สำหรับเรื่องของภาษีนั้น อย่าลืมว่า คนที่ซื้อกองทุน LTF กองนี้ ควรเป็น คนที่ต้องการลดหย่อนภาษี และสามารถถือครองได้เกิน 7 ปีปฎิทิน โดยไม่มีปัญหาเรื่องการขายก่อนกำหนดนะครับ

ถ้าหากใครซื้อ IPO ตอนนี้ หรือซื้อภายในปี 2560 ก็จะสามารถขายได้ตั้งแต่วันเปิดทำการแรกของเดือนมกราคมปี 2566 นะครับ

สุดท้ายนี้ ขอฝากไว้ครับว่า “ไม่มีการลงทุนที่ดีทีสุดสำหรับเรา มีแต่การลงทุนที่เราพอใจที่สุด”

พรี่หนอมก็ขอให้ทุกคนโชคดีในการลงทุนของตัวเองครับผม

บทความนี้เป็น Advertorial

“BluPhere Pattaya คอนโดริมหาด” เพื่อการลงทุนการันตีค่าเช่า 7% นาน 5 ปีจาก Habitat Group

ลงทุนอะไรดี? ….

กลายเป็นคำถามยอดฮิตของคนมีตังค์แต่ไม่กล้าเสี่ยง หลายคนต้องทนรับดอกเบี้ยเงินฝากประจำแค่ 2% ต่อปี เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เงินไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้เต็มที่ทั้งๆ ที่อุตส่าห์เหนื่อยหาเงินมา และการฝากธนาคารก็มีความเสี่ยงเงินด้อยค่าจากอัตราดอกเบี้ยโตไม่ทันเงินเฟ้อ ดังนั้นเราจึงควรหาลู่ทางการลงทุนที่ดีต่อยอดความมั่งคั่งให้กับตนเอง

บนโลกนี้คนรวยนิยมสะสมความมั่งคั่งอยู่ในทรัพย์สิน 2 ประเภทนั่นคือ “หุ้น” กับ “อสังหาริมทรัพย์” เพราะสถิติผลตอบแทนเฉลี่ยในระยะยาวมากกว่า 10% ต่อปี สามารถที่จะเอาชนะเงินเฟ้อได้ และทรัพย์สินเหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย มีตลาดซื้อขายรองรับ

จุดเด่นของอสังหาริมทรัพย์1.มีเอกลักษณ์ที่ปริมาณจำกัดและเคลื่อนย้ายไม่ได้ 
 2.มูลค่ามีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นสูง ผันผวนน้อย 
 3.สามารถขอสินเชื่อบ้านได้ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำสุด เมื่อเทียบกับสิน เชื่อประเภทอื่น 

“คอนโดมิเนียม” เป็นอสังหาริมทรัพย์ เพื่อการอยู่อาศัยที่ได้รับความนิยมสูงสุด  โดยเฉพาะในทำเลที่อยู่ย่านกลางใจเมืองที่ใช้รถไฟฟ้าเป็นหลัก และทำเลที่มีวิวสวยมองเห็นแม่น้ำมองเห็นทะเล ซึ่งแน่นอนว่ามันมีอยู่อย่างจำกัด แต่ความต้องการนั้นมีมาก จึงทำให้ราคาที่ดินปรับสูงขึ้นทุกปี และเร็วกว่าที่ดินในทำเลอื่น

นักลงทุนในอสังหาฯ จึงสนใจคอนโดในทำเลแบบนี้ เพราะได้มูลค่าเพิ่มเป็นโอกาสสร้างกำไรที่ดีตอนขาย (Capital Gain) และได้ค่าเช่าในระหว่างถือครองเป็นโอกาสเพิ่มผลตอบแทน (Rental Yield) แต่นอกจากคอนโดในทำเลที่ผมกล่าวถึงยังมี “คอนโดตากอากาศ” ที่ผมมองว่ามีรูปแบบการลงทุนที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เรียกว่า “Lifestyle Investment” คือ การลงทุนคอนโดปล่อยเช่า โดยมีมืออาชีพช่วยบริหารจัดการให้ครับ และสามารถใช้เป็นห้องพักผ่อนท่องเที่ยวได้ด้วย ซึ่งถือเป็นวิธีการลงทุนที่คุ้มค่าได้ประโยชน์ 2 ต่อ

และคอนโดตากอากาศที่ผมอยากจะพูดถึงในวันนี้ ก็คือ “โครงการ บลูเฟียร์ พัทยา (BluPhere Pattaya)” ที่เพิ่งเปิดโครงการไปช่วงต้นปี 2560 เป็นคอนโดริมหาด เพื่อการลงทุนจาก Habitat Group ผู้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาโครงการรูปแบบนี้มาแล้วหลายโครงการ และมีความเชี่ยวชาญทำเลในโซนพัทยา

ก่อนอื่นเรามารู้จักไฮไลท์เด่นๆ ของทำเลในโซนพัทยากันก่อนนะครับ พัทยาได้ถูกจัดอันดับโดย CNN ให้เป็นสถานที่น่าท่องเที่ยวติดอันดับ 1 ใน 20 จากทั่วโลก จึงเป็นทำเลที่เหมาะสมพัฒนาเป็นคอนโดตากอากาศมากที่สุดด้วยความพร้อมด้านต่างๆ ดังนี้

  • พัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวชายทะเลที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเกือบ 10 ล้านคนทุกปี
  • พัทยามีคนมาเที่ยวทั้งปี โดยช่วง High กับ Low Season ไม่ต่างกันมาก อัตราการเข้าพักเฉลี่ย 75% ต่อปีสูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศ
  • พัทยาเป็นเมืองชายทะเลที่มีชื่อเสียงระดับโลกที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ มากที่สุด ใช้เวลาเดินทางเพียง 90 นาที มาได้หลากหลายเส้นทาง
  • พัทยาเป็นแหล่งศูนย์กลางการขนส่งในระดับภูมิภาค (AEC) ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และมีนิคมอุตสาหกรรมล้อมรอบมากมาย นอกจากนี้รัฐบาลยังเร่งพัฒนาโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เพราะมองเห็นโอกาสยกระดับเมืองพัทยาสู่เขตเศรษฐกิจระดับโลก
  • พัทยามีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอย่างสวนน้ำ Cartoon Network สวนน้ำ Ramayana ดึงดูดกลุ่มครอบครัวและวัยรุ่นทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ
  • พัทยามีโครงการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนและการคมนาคมต่างๆ อย่างโครงการพัฒนาสนามบินนานาชาติอู่ตะเภาเพื่อการพาณิชย์ให้กลายเป็นสนามบินใหญ่อันดับ 3 ของประเทศ และโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ ไปยังเมืองพัทยาและสิ้นสุดที่มาบตาพุด ซึ่งทำให้พัทยามีศักยภาพในการเติบโตสูงมาก

ส่วนรายละเอียดของโครงการ บลูเฟียร์ พัทยา นับเป็นโรงแรมมาตรฐานระดับ 5 ดาว การันตีจาก 3 รางวัลด้านการดีไซน์ จากเวที Thailand Property Awards 2017 ได้แก่

รางวัลชนะเลิศประเภท Best Low-Rise Condo Architectural Design (Resort)

รางวัล Highly Commended ประเภท Best Condo Interior Design 

รางวัล Best Condo Landscape Architectural Design

ผลงานทั้งหมดนี้บ่งบอกถึงคุณภาพ ความงดงาม และการใส่ใจในทุกรายละเอียดเป็นอย่างดี ส่วนที่ทำเลนั้นตั้งอยู่ในซอยนาจอมเทียม 18 ซึ่งห่างจากหาดนาจอมเทียนเพียง 100 เมตรเท่านั้น

ภายใต้การบริหารการเช่าและจัดการโดย BW Premier Collection เป็นแบรนด์พรีเมียมที่สุดในเครือ Best Western โรงแรมชั้นนำระดับโลกที่มีโรงแรมในเครือมากกว่า 4,200 แห่งทั่วโลกจากกว่า 100 ประเทศ บริหารมานานกว่า 70 ปี โดยโครงการมีข้อมูล Fact Sheet ดังนี้ครับ

  • ประเภทโครงการ : คอนโดเพื่อการลงทุน 100%
  • ที่ดินโครงการ : 0-3-97 ไร่
  • รูปแบบและยูนิต : คอนโด Low Rise 1 อาคาร 195 ยูนิต
  • ขนาดห้อง : 1 Bedroom : 21.70 ตร.ม. (Ocean Front & Mountain View) / 1 Bedroom : 26.20 ตร.ม. (Ocean View)
  • การตกแต่ง : Fully Furnished
  • กรรมสิทธิ์ห้องชุด : Freehold
  • ค่าส่วนกลาง : 60 บาท/ตร.ม./เดือน (จัดเก็บล่วงหน้า 2 ปี)
  • สิ่งอำนวยความสะดวก : Lobby / Restaurant and Bar / Business Lounge / Fitness Center / Jacuzzi / Infinity Edge Pool / Sunbathing Deck / Rooftop Garden / Playground / BBQ Area / Cabanas / Rooftop
  • ก่อสร้างเสร็จ : คาดว่าไตรมาส 2/2562
  • ราคา : เริ่ม 2.8 – 3.8 ล้านบาท

ไฮไลท์สำคัญของโครงการนี้ คือ การันตีค่าเช่า 7% ต่อปี รับรายได้ทุกเดือนเป็นเวลา 5 ปี อย่างเช่น ซื้อห้องราคา 2.8 ล้านบาทรับรายได้จากค่าเช่า 2.8 x 7% / 12 = 16,333 บาทต่อเดือนเป็นเวลา 5 ปี และหลังจากปีที่ 5 จะได้รับผลตอบแทนแบบแบ่งผลกำไร (หลังหักค่าใช้จ่าย) 60% ให้แก่เจ้าของห้อง

ซึ่งการบริหารเป็นโรงแรมตอบโจทย์ในแง่ที่ว่าค่าเช่าแบบรายวันของโรงแรม สูงกว่าค่าเช่ารายเดือนแบบเช่าคอนโด และได้ค่าเช่าต่อเนื่องจริงๆ จากนักท่องเที่ยว ทำให้มั่นใจได้ว่าหลังจากปีที่ 5 แล้วยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดี นอกจากนี้หากมองในแง่ Capital Gain ก็สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากราคาที่ดินปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3-5% ต่อปี และเจ้าของห้องยังสามารถเข้าพักฟรีได้สูงสุด 14 วันต่อปีในโครงการอีกด้วย

หากเปรียบเทียบการลงทุนในโครงการ บลูเฟียร์ พัทยา (BluPhere Pattaya) กับการลงทุนคอนโดใจกลางเมืองกรุงเทพฯ มีความแตกต่างกันดังนี้ครับ

 BluPhere Pattayaคอนโดใจกลางกรุงเทพฯ
โครงการเป็นคอนโดเพื่อการลงทุน 100% ในรูปแบบโรงแรมมาตรฐานระดับ 5 ดาวเป็นคอนโดเพื่ออยู่อาศัยและลงทุน
การปล่อยเช่าBW Premier Collection ทำการตลาดและหาผู้เช่าให้เจ้าของหาผู้เช่าเองหรือจ้างนายหน้า
การดูแลรักษาBW Premier Collection ดูแลความสะอาดและความสวยงามเจ้าของดูแลและทำความสะอาดเอง
ผลตอบแทนการเช่าปีที่ 1-5 การันตีค่าเช่า 7% ปีที่ 6 เป็นต้นไป แบ่งผลกำไรหลังหักค่าใช้จ่ายในอัตรา 60 : 40ไม่ค่อยมีโครงการการันตีค่าเช่าและอาจถูกหักค่านายหน้า
ผลตอบแทนจากการขายมูลค่าเพิ่มจากที่ดินริมหาดในเมืองท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาต่างๆมูลค่าเพิ่มจากที่ดินในเมืองหลวงและโครงการพัฒนาต่างๆ

ใครที่สนใจโครงการ BluPhere Pattaya ดูรายละเอียดได้ที่ https://goo.gl/yJZHHX โดยช่วงนี้ยังได้โปรโมชั่นพิเศษ ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอนและค่าส่วนกลาง 2 ปี อยู่นะครับจนถึง 31 ธ.ค. นี้เท่านั้นนะครับ

บทความนี้เป็น Advertorial 

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 6 – 10 พฤศจิกายน 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับ กลับมาพบกันเช่นเคยกับผม อัศวินกองทุน ผู้นำสารสาระและกลยุทธ์พร้อมทั้งสรุปภาพรวมการลงทุนมาฝากกันทุกสัปดาห์ สำหรับ Weekly Outlook สัปดาห์นี้ภาพรวมการลงทุนเหมือนจะสดใส มาดูกันต่อว่ากลยุทธ์จะไฉไลกันแค่ไหน เราลองมาดูกันดีกว่าครับว่าผมจะมีกลยุทธ์ดีๆ อะไรมาฝากกัน

เรามาเริ่มต้นกันที่ภาพรวมของตลาดกันก่อนครับ

ภาพรวมของตลาด

เริ่มจากทางฝั่งของ ตลาดยุโรป กันก่อนครับ ที่ผ่านมาเริ่มมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลสเปนกับแคว้นกาตาลุญญาเริ่มคลี่คลาย ซึ่งถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดีต่อตลาดและการลงทุนครับ

ส่วนทางฝั่งเอเชียอย่าง ตลาดหุ้นญี่ปุ่น มีการปรับตัวขึ้นเช่นเดียวกันครับ หลังจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนออกมาดีกว่าตลาดคาด ประกอบกับค่าเงินเยนที่อ่อนค่าหลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่นไม่ได้มีการเปลี่ยนนโยบายทางการเงิน

ส่วนทาง ตลาดหุ้นเกาหลี ก็ไม่ยอมแพ้ครับ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนออกมาดีกว่าคาด และความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้กับจีนกลับมาดีขึ้นหลังจาก คัง คยอง ฮวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเกาหลีใต้ จะไม่พิจารณาการปรับใช้ THAAD ซึ่งเป็นระบบขีปนาวุธของสหรัฐ ทำให้แนวโน้มนักเที่ยวจีนจะกลับมาเที่ยวเกาหลีใต้อีกครั้ง เฮ้อ เรื่องความสัมพันธ์นี่มันซับซ้อนกันจริงๆ นะครับ

กลับมาที่พี่ใหญ่สุดๆ ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดอย่าง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กันบ้าง ตลาดมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ได้เสนอให้นาย Jerome Powell เป็นประธาน FED คนใหม่ซึ่งจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นเนื่องจากนโยบายทางการเงินจะอยู่ในรูปแบบของการทยอยขึ้นอัตราดอกเบี้ย และผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ครับ

สุดท้าย สินทรัพย์ทางเลือกอย่างราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจากสต๊อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ลดลงกว่าตลาดคาด และความเป็นไปได้ที่ OPEC จะยืดระยะเวลาการลดกำลังการผลิต ส่วนของราคาทองคำปรับตัวขึ้นหลังจากค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงครับ

“ภาพรวมเหมือนจะสดใส มาดูกันต่อว่ากลยุทธ์จะไฉไลกันแค่ไหนครับ”

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯคำแนะนำยังคงเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือการซื้อหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากความคืบหน้าของการผ่านร่างนโยบายปฏิรูปภาษี ซึ่งประกอบไปด้วยการลดภาษีบุคคล และภาษีในภาคธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลบวกโดยตรงต่อการบริโภคในประเทศ และจะช่วยสนับสนุนการจ้างงานและการลงทุนภาคเอกชน ขณะที่ผลประกอบการไตรมาสสามออกมาดีกว่าคาดซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐฯได้อย่างดี แบบนี้ก็ยังจัดได้ต่อครับ
  • ตลาดหุ้นเกาหลี: ทางฝั่งนี้ ผมแนะนำให้มองหาและซื้อหุ้นเกาหลีที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกขยายตัวดีขึ้น และเป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออกและสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจภายใน โดยคาดว่าผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนจะมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่องจากกระแสการใช้สินค้าและบริการที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีของผู้บริโภคทั่วโลก ทำให้บริษัทที่ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และ semiconductor ที่มีสัดส่วนขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นเกาหลีได้ประโยชน์จากสถานการณ์ในตอนนี้ครับ ลองเลือกดูกันให้ดีนะครับผม
  • ตลาดหุ้นอินเดีย: เป็นตลาดที่ผันผวนเสียเหลือเกิน ผมแนะนำให้ซื้อหุ้นอินเดียต่อไปครับ หลังจากรัฐบาลอินเดียจะอัดฉีดเงินทุนในธนาคารของรัฐบาล เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง แก้ปัญหาหนี้เสีย และกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศให้เติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่าการอัดฉีดเงินทุนจะช่วยให้ธนาคารสามารถปล่อยกู้ให้กับภาคธุรกิจได้มากขึ้น สนับสนุนการขยายตัวเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจในเดือน ส.ค. ถึง ต.ค. เริ่มแสดงการฟื้นตัวหลังจากรัฐบาลประกาศใช้ Goods and Services Tax (GST) ในวันที่ 1 ก.ค. จึงคาดว่ารายได้บริษัทจดทะเบียนจะมีแนวโน้มค่อยๆ ดีขึ้นตามตัวเลขเศรษฐกิจและการสนับสนุนจากนโยบายรัฐบาลครับผม

คำแนะนำกลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุนสัปดาห์นี้

ตอนนี้อินเดียและเกาหลีที่กำลังน่าสนใจ ส่วนทางฝั่งประเทศพัฒนาให้สะสมสหรัฐฯเป็นหลักก่อนนะครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • ตราสารหนี้สหรัฐฯอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ 1.61% จากแถลงการณ์หลังการประชุมเฟด ได้ปรับประเมินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯดีขึ้น อย่างไรก็ตามผลตอบแทนตราสารหนี้ระยะยาวได้ปรับตัวลดลงเล็กน้อย จากความคาดหวังนาย Jerome Powell จะได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานเฟดคนใหม่แทนนาง Janet Yellen ทั้งนี้จับตาการผ่านนโยบายการคลังสหรัฐ และราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลให้ความคาดหวังเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยลบต่อตราสารหนี้ระยะยยาว
  • ตราสารหนี้ไทยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 1-3 ปี ปรับตัวลงมา หลังค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ ทั้งนี้ปัจจัยในประเทศยังคงสนับสนุนให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศทรงตัวในระดับต่ำ อย่างไรก็ตามผลตอบแทนในตราสารหนี้ไทยปรับตัวลดลงต่ำกว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในหลายช่วงอายุ ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายมีโอกาสผันผวนมากขึ้น จึงคงคำแนะนำให้เลี่ยงการเพิ่มอายุการลงทุนของพอร์ตตราสารหนี้ และเพิ่มการลงทุนในตราสารหนี้เอกชนต่างประเทศที่ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลไทย

คำแนะนำกลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้สัปดาห์นี้

ผมแนะนำให้ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นเป็นหลักครับ จะเป็นกองที่มีลักษณะเป็น high yield ที่ลงทุนในตราสารหนี้ประเทศสหรัฐหรือ กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นในประเทศไทยก็น่าสนใจครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำทยอยสะสมทองคำต่อไปครับ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากตลาดหุ้นขาลงจากความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีที่อาจเพิ่มขึ้น หลังจากปธน. ทรัมป์ ยังคงท่าทีแข็งกร้าวต่อเกาหลีเหนือ ซึ่งอาจนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงขึ้น และผมมองว่่าตอนนี้เป็นจังหวะดีที่จะซื้อกองทุนทองคำที่ไม่ป้องกันความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนจากแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินบาทครับ เพราะจะทำให้เราได้ผลตอบแทนที่มากกว่าครับ
  • น้ำมัน: ผมเชื่อว่าแนวโน้มที่ดียังมีอยู่ครับ แนะนำให้ทยอยสะสมน้ำมันต่อไปครับ เพราะมีความเป็นไปได้ที่ OPEC จะยืดระยะเวลาการลดกำลังการผลิตในการประชุมรอบเดือนพฤศจิกายน และการส่งออกน้ำมันของอิรักลดลงหลังจากที่กำลังทหารอิรักเข้ายึดบ่อน้ำมันในเมืองเคอร์คุก ทำให้อุปทานของน้ำมันลดลง ในขณะที่อุปสงค์ของน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ดูรวมๆ แล้วจะมีแต่แง่บวกในอนาคตครับ

คำแนะนำกลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกสัปดาห์นี้

แนะนำให้ยังสะสมต่อไปครับสำหรับทองคำและน้ำมัน แนวโน้มน่าจะดีทั้งคู่ครับผม

ภาพรวมโดยสรุปของสัปดาห์นี้

“สำหรับแผนการลงทุนในสัปดาห์นี้ เมื่อเปรียบเทียบกับสัปดาห์ก่อนจะเห็นว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนไปสักเท่าไร แต่เน้นโฟกัสไปที่กลุ่มประเทศอินเดียและเกาหลี ในขณะที่สหรัฐฯ นั้น ยังคงร้อนแรงไปต่อได้อีกยาวๆ ครับผม”

อย่างไรก็ตาม ผมแนะนำว่าอย่าลืมจัดพอร์ตลงทุนให้เหมาะสมด้วยนะครับ ใกล้สิ้นปีแล้ว ถ้าใครจัดพอร์ตไม่ดีหรือไม่เหมาะสม เดี๋ยวหมดปีแล้วผลตอบแทนไม่เป็นที่น่าพอใจขึ้นมา จะเสียดายนะครับ ฮิๆ

สุดท้ายนี้ อย่าลืมติตตามสถานการณ์ลงทุนประจำสัปดาห์ และกลยุทธ์ในการลงทุนดีๆ กับผม อัศวินกองทุน และ Weekly Outlook แบบนี้เป็นประจำต่อเนื่องได้ที่นี่ แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้าครับ

อ่านบทความย้อนหลัง :
สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 30 ตุลาคม – 3 พฤศจิกายน 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่  2 พฤศจิกายน 2560  ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นำ หรือ เสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ  จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง  ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save