เปิดตัว IPO ใหม่จาก TOA ผู้นำอุตสาหกรรมสีทาอาคารแห่งอาเซียน

ผมว่าถ้าเรานึกถึงยี่ห้อของสีทาอาคารบ้านเรือนก็คงจะนึกถึง TOA กันเป็นอันดับต้นๆ แน่นอน บริษัทฯ นี้ผมได้ยินชื่อมาตั้งแต่เด็กๆ ตามสื่อโฆษณาต่างๆ ว่าเป็นสีที่ปราศจากสารตะกั่วและปรอท เวลาที่ใครจะทาสีก็จะไปซื้อสียี่ห้อนี้มาใช้     นับว่าเป็นแบรนด์ที่หลายๆ คนคุ้นเคยกันไม่น้อยเลยใช่ไหมครับ ปัจจุบัน TOA เป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมสีทาอาคารสำหรับลูกค้าทั่วไปในประเทศ โดยมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 48.7% เมื่อพิจารณาจากรายได้จากการขาย (ข้อมูล 2559 จาก Frost & Sullivan) แถมยังมีช่องทางจัดจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีกจำนวน 6,217 ร้าน ครอบคลุมพื้นที่ 77 จังหวัดทั่วไทย และไปไกลถึงขนาดตั้งโรงงานในภูมิภาคอาเซียน รวมแล้วมีโรงงานที่เปิดดำเนินการแล้วทั้งหมดถึง 8 แห่งใน 6 ประเทศ (ได้แก่ ไทย เวียดนาม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มาเลเซีย เมียนมาร์ กัมพูชา) จึงถือได้ว่าเป็นบริษัทที่อยู่คู่ประเทศไทยมาอย่างยาวนานอีกบริษัทหนึ่งเลย

ถึงตอนนี้ TOA พร้อมเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้วครับ โดยในบทความนี้ผมจะเล่าให้ฟังว่า ที่มาที่ไปของการออก IPO มีรายละเอียดอย่างไร โดยจะแบ่งหัวข้อในการพูดคุย ดังนี้

  • ข้อมูลธุรกิจของบริษัทฯ
  • โครงสร้างรายได้และกำไรของกิจการ
  • รายละเอียดของการระดมทุน
  • ความเสี่ยงที่เราควรทราบของธุรกิจนี้

มาดูแต่ละหัวข้อกันเลยนะครับ

1. ข้อมูลธุรกิจของบริษัทฯ

TOA เป็นบริษัทผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สีและสารเคลือบผิวที่ผู้ก่อตั้งมีประสบการณ์มากกว่า 50 ปี จึงถือได้ว่าเป็นบริษัทที่อยู่คู่ประเทศไทยมาอย่างยาวนานอีกบริษัทหนึ่งและยังพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง ปลอดภัยต่อสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทฯ มีผลิตภัณฑ์อยู่ 2 กลุ่ม ดังนี้

ผลิตภัณฑ์สีทาอาคาร

ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้เป็นสินค้าหลักของทางบริษัทฯ เลยก็ว่าได้นะครับ จากข้อมูลล่าสุด รายได้ของบริษัทฯ ในครึ่งปีแรกของปีนี้ 68.9% มาจากการขายสีทาอาคารนี่ล่ะ โดยทางบริษัทฯ มีการผลิตสีหลากหลายเกรด ตั้งแต่พรีเมียม ปานกลาง และอีโคโนมี่ ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกใช้ได้ ตามคุณภาพและราคาที่ต้องการ

ในส่วนของรายชื่อตราสินค้าภายใต้บริษัทฯ นั้น ผมเชื่อว่าทุกคนคงคุ้นหูกันดีแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นสีทีโอเอ เซเว่น อิน วัน สีโฟร์ซีซั่นส์ หรือสีซุปเปอร์ชิลด์ แม้แต่สีกัปตัน หรือสีปามมาสติก ที่ตอนแรกนึกว่าเป็นคู่แข่ง ก็ยังเป็นตราสินค้าของบริษัทย่อยของ TOA ด้วยเช่นกัน

ผลิตภัณฑ์สีและสารเคลือบผิวและผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น

ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์สีและสารเคลือบผิวสำหรับงานไม้ ผลิตภัณฑ์เคมีก่อสร้าง ผลิตภัณฑ์ที่มีความทนทานสูง ฮาร์ดแวร์และผลิตภัณฑ์อื่น โดยในครึ่งแรกของปี 2560 รายได้ของธุรกิจกลุ่มนี้มีสัดส่วนอยู่ที่ 27.5%

สำหรับตราสินค้าของธุรกิจกลุ่มนี้ก็หลากหลายไม่แพ้กลุ่มสีทาอาคาร อาทิ วู๊ดสเตน เฮฟวี่การ์ด ทีโอเอเคมีก่อสร้าง และอีกหลายแบรนด์เลยนะครับ พูดง่ายๆ ว่าหากเราไปเดินตามท้องตลาด แล้วหยิบสีหรือสารเคลือบผิวขึ้นมาสักยี่ห้อหนึ่งก็มีโอกาสที่จะหยิบหนึ่งในตราสินค้าของ TOA ได้

ภาพข้างล่างนี้เป็นภาพของโครงสร้างธุรกิจครับ จะเห็นได้ว่า TOA นั้นมีบริษัทย่อยในประเทศไทยอยู่ 4 บริษัท โดยทั้งหมดนั้น TOA ถือหุ้น 100% และมีบริษัทย่อยในต่างประเทศ ทั้งเวียดนาม ลาว มาเลเซีย อินโดนีเซีย เมียนมาร์ และกัมพูชา ซึ่งการลงทุนในต่างประเทศนั้น บางบริษัท TOA ก็ไม่ได้ถือหุ้น 100% แต่เป็นการร่วมทุนกับผู้ประกอบการในประเทศนั้นๆ ครับ

จะเห็นได้ว่าจุดแข็งของ TOA คือประสบการณ์ในการทำธุรกิจอันยาวนาน มีผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย รวมถึงมีการขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง จนเป็นเบอร์หนึ่งของเมืองไทย และกำลังขยายไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนด้วยครับ

2. โครงสร้างรายได้และกำไรของกิจการ

ในมุมของโครงสร้างรายได้ตามประเภทผลิตภัณฑ์ จะเห็นได้ว่าอัตราส่วนค่อนข้างคงที่ โดยผลิตภัณฑ์ประเภทสีทาอาคารมีสัดส่วนประมาณ 68-70% นอกนั้นจะเป็นผลิตภัณฑ์สีและสารเคลือบผิวและผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น รวมถึงสินค้าประเภทอื่น

มุมมองต่อมาคือ แบ่งตามประเภทช่องทางการจัดจำหน่าย TOA มีช่องทางจำหน่ายที่ครอบคลุมและหลากหลาย ทั้งผ่านทางผู้ค้าปลีก ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) และช่องทางอื่นๆ ได้แก่ งานโครงการ และการส่งออก ซึ่งเรามักจะเห็นป้าย TOA ตามร้านค้าต่างๆ ไม่ว่าจะในกรุงเทพฯ หรือในต่างจังหวัด เรียกได้ว่าไปที่ไหนก็เห็นป้ายของ TOA ช่องทางจำหน่ายที่ครอบคลุมและหลากหลายของ TOA เป็นจุดแข็งที่ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าของ TOA ได้โดยง่ายทุกที่ทุกเวลา สัดส่วนการขายประมาณ 74% มาจากร้านค้าปลีก ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะ TOA จำหน่ายผ่านร้านค้าปลีกจำนวน มากถึง 6,217 ร้านค้า ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย

มุมมองของโครงสร้างรายได้ตามประเทศนั้น ตลาดหลักของ TOA อยู่ในเมืองไทย คิดเป็นอัตราส่วนประมาณ 90% และอีกประมาณ 10% เป็นรายได้จากต่างประเทศ โดยมีประเทศเวียดนามเป็นตลาดใหญ่ที่สุดครับ จะเห็นว่ารายได้จากการขายในต่างประเทศนั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงระหว่างปี 2557 ถึง 2559 แสดงให้เห็นว่าการขยายไปยังต่างประเทศของ TOA ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ TOA ยังมีศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการจะเปิดสร้างโรงงานเพิ่มเติมอีกสามแห่ง ในอินโดนีเซีย เมียนมาร์ และกัมพูชา โดยโรงงานทั้งสามจะเริ่มดำเนินการในปี 2561 ซึ่งเมื่อรวมกำลังการผลิตของโรงงานใหม่ทั้ง 3 แห่ง เมื่อก่อสร้างเสร็จและแผนการปิดโรงงานย่างกุ้งซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในต้นปี 2562 จะทำให้มีกำลังผลิตรวมเพิ่มขึ้นประมาณ 14.5 ล้านแกลลอนต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 16.5 ของกำลังผลิตรวมในปัจจุบัน (ไม่รวม TOA SkimCoat (Cambodia)) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการส่งออกและการกระจายสินค้าในประเทศดังกล่าวง่ายขึ้นในอนาคต

ทีนี้เรามาดูในเรื่องของกำไรบริษัทฯ กันบ้างนะครับ อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทฯ นั้นน่าสนใจมาก โดยตั้งแต่ปี 2557-2559 มีการเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 30.3% เป็น 35.7% และ 38.1% ซึ่งเกิดขึ้นจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง

แม้ว่าส่วนของรายได้รวมในปี 2559 จะลดลงจาก 2557 และ 2558 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเราดูในแง่ของค่าใช้จ่ายรวมมีแนวโน้มที่ลดลง รวมถึงอัตรากำไรสุทธิก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด 3 ปี คือ 7.9% 12.4% และ 15.2% ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าบริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในกรณีที่ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทีมงานบริหารก็ยังจัดการให้บริษัทฯ มีกำไรเพิ่มขึ้นได้จากการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ซึ่งเป็นผลทำให้กำไรสุทธิของบริษัทฯ เติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2557 ถึง 2559

ข้อมูลอีกส่วนที่บอกให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงานของ TOA ก็คือ ROA ROE และ Cash Cycle ของบริษัทฯ ซึ่ง ROA และ ROE ของ TOA นั้นถือว่าค่อนข้างสูงโดยในปี 2559 TOA มี ROA อยู่ที่ 22.2% และ ROE ที่สูงถึง 93.4% ในส่วนของ Cash Cycle ซึ่งเป็นตัวบอกว่าบริษัทใช้ working capital มากขนาดไหนนั้น บางปี TOA มี Cash Cycle ติดลบด้วยซ้ำ ซึ่งแปลว่า TOA นั้นสามารถบริหารจัดการลูกหนี้ เจ้าหนี้ และสินค้าคงเหลือได้ดีมาก และน่าจะมีเงินที่นำไปใช้กับ working capital ค่อนข้างน้อย

3. รายละเอียดของการระดมทุน

หากเรามาดูโครงสร้างของผู้ถือหุ้นในปัจจุบันพบว่า หุ้นของ TOA นั้น ถือโดยครอบครัวตั้งคารวคุณทั้งหมด โดยเป็นการถือผ่านบริษัท TOAGH และ Wybrant ในสัดส่วน 34.3% และ 14.3% ตามลำดับ ซึ่งทั้งสองบริษัทเป็นสมาชิกในครอบครัวตั้งคารวคุณถือหุ้นอยู่ โดยในส่วนที่เหลือเป็นการถือหุ้นโดยตรงของบุคคลในครอบครัว

ในการระดมทุนครั้งนี้จะเสนอขายหุ้นจำนวนไม่เกิน 507,600,000 หุ้น โดยมี 2 ส่วนคือ

  1. ส่วนที่เป็นหุ้นเพิ่มทุนของ TOA เอง จำนวนไม่เกิน 254,000,000 หุ้น
  2. หุ้นเดิมที่ Wybrant เป็นเจ้าของอยู่ จำนวนไม่เกิน 253,600,000 หุ้น

เงินทุนที่มีการระดมทุนนั้น ส่วนหนึ่งจะนำไปใช้สำหรับขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงพัฒนาประสิทธิภาพภายในของบริษัท และอีกส่วนหนึ่งจะนำไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในกิจการครับ

Note: TOAGH และ Wybrant ถือหุ้นโดยครอบครัวตั้งคารวคุณทั้งหมด

4. ความเสี่ยงที่ควรทราบ

แน่นอนว่าการลงทุนนั้นย่อมมีความเสี่ยงเสมอ ถึงแม้จะเป็นบริษัทที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกันนะครับ โดยหลักๆ แล้วความเสี่ยงที่เป็นประเด็นมีดังนี้ครับ

  • ความเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจ: ภาวะเศรษฐกิจนั้นเป็นปัจจัยสำคัญเลยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ ยิ่งถ้ามีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจแล้ว ก็จะมีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้าง ที่อาจจะชะลอตามหรือลดการใช้จ่ายได้
  • ความเสี่ยงในการแข่งขัน: บริษัทฯ ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงกับคู่แข่งที่ทำธุรกิจสีทาอาคารที่มีชื่อเสียง รวมถึงธุรกิจผู้ผลิตสีในประเทศต่างๆ ที่บริษัทฯ เข้าไปทำธุรกิจ ซึ่งอาจจะทำให้สูญเสียส่วนแบ่งการตลาด
  • ความเสี่ยงในด้านคู่ค้า: วัตถุดิบคือหัวใจในการผลิตสินค้า หากวัตถุดิบไม่เพียงพอหรือการผลิตหยุดชะงักก็จะส่งผลในทางลบต่อธุรกิจได้
  • ความเสี่ยงในการดำเนินงาน: การดำเนินธุรกิจอาจจะมีความผันผวนตามฤดูกาล ซึ่งถ้าบริษัทฯ ไม่สามารถบริหารความผันผวนต่างๆ ได้ ก็ย่อมเกิดผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ

ทั้งหมดนี้ ก็เป็นข้อมูล IPO ที่วิเคราะห์มาในเบื้องต้นของบริษัท TOA นะครับ หากเพื่อนๆ สนใจลงทุนกับบริษัทแห่งนี้ อย่าลืมศึกษาเพิ่มเติมอย่างละเอียดจาก http://investor.toagroup.com/ipo/ ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุนนะครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

ประกันชีวิตกับทางเลือกในการวางแผนภาษี

แน่นอนว่า “วางแผนภาษีไว มีชัยไปกว่าครึ่ง” เข้าสู่ช่วงปลายปีแบบนี้ทีไร คำถามที่พรี่หนอมมักจะได้ยินประจำก็คือ “ซื้อประกันแบบไหนดี เพื่อลดหย่อนภาษี?” ซึ่งสิ่งที่ผมมักจะตอบกลับไปนั้น คือเน้นให้ผู้ถามทำความเข้าใจก่อนว่า การทำประกันชีวิต หรือประกันแบบบำนาญ มันคือการป้องกันความเสี่ยง ไม่ใช่การออมเงินและการประหยัดภาษีเพียงอย่างเดียว

แต่ไหนก็มีคำถามแบบนี้เข้ามามากมาย พรี่หนอมเลยตั้งใจทำสรุปมาให้อ่านกันตามนี้ครับ เอาแบบสั้นๆ ง่ายๆ ตารางด้านล่างนี้จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง ‘ประกันชีวิต’ และ ‘ประกันแบบบำนาญ’ ที่สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้เท่านั้นนะครับ

จากสรุปตารางสามข้อสั้นๆ มันจะไปเชื่อมโยงกับอีกเทคนิคหนึ่งที่พรี่หนอมเคยบอกไว้ แต่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ นั่นคือ กรณีของประกันชีวิตแบบบำนาญ สามารถนำมาลดหย่อนในส่วนของประกันชีวิตได้ เพราะเงื่อนไขไม่แตกต่างกันครับ ซึ่งแปลว่าบางคนสามารถใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษี ได้สูงสุดถึง 300,000 บาท

เอาแบบไม่งง อีกทีคือ สมมติว่าเรามีรายได้มากกว่า 1.33 ล้านบาทต่อปี (โดยประมาณ) นั่นหมายความว่า เราสามารถเลือกซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญ 250,000 บาท และประกันชีวิตแบบทั่วไป 50,000 บาท ซึ่งกฎหมายจะถือว่า เป็นการใช้สิทธิลดหย่อนประกันชีวิตแบบบำนาญ 200,000 บาท (ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้) และใช้สิทธิลดหย่อนประกันชีวิตแบบทั่วไป 100,000 บาท (ส่วนของประกันชีวิตแบบบำนาญที่เกินสามารถถือเป็นประกันชีวิตแบบทั่วไปได้เลยครับ หรือว่าถ้าหากใครที่ซื้อแต่ประกันแบบบำนาญอย่างเดียว 300,000 บาท ก็สามารถเอามาใช้สิทธิลดหย่อนประกันแบบบำนาญได้ 200,000 บาท และประกันชีวิต 100,000 บาทนั่นเองครับ

แต่เทคนิคนี้ต้องไม่ลืมนะครับว่า ประกันชีวิตแบบบำนาญต้องเป็นไปตามเงื่อนไข คือใช้สิทธิลดหย่อนได้ 15% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับ RMF กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน และกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ต้องไม่เกิน 500,000 บาทครับผม

ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองสามารถซื้อประกันชีวิตได้เท่าไร โดยไม่ผิดเงื่อนไขทางภาษี สามารถลองไปคำนวณดูเล่นๆ ที่ FWD Tax Advisor ก็ได้ครับ เป็นโปรแกรมช่วยคำนวณภาษีของทาง FWD ประกันชีวิต

ซึ่งตอนนี้เขามีแบบประกันแนะนำสองตัว คือ ประกันชีวิต ดีไลท์ เซฟวิ่ง 15/5 และ ประกันบำนาญ 85/5 ให้เลือกกันครับ ใครสนใจก็ไปดูกันได้ที่ http://bit.ly/2vkXqs8

โอเคครับ หลังจากหมดช่วงสิ่งที่น่าสนใจกันไปแล้ว ตอนนี้พรี่หนอมอยากจะแนะนำให้พิจารณาอีกทีเกี่ยวกับทางเลือกในการวางแผนภาษีด้วยประกันชีวิต จะได้ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างคุ้มค่า โดยมีคำแนะนำสั้นๆ 3 ข้อดังนี้

  1. ต้องทำ “ประกันชีวิต” เท่านั้น ที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งหลายๆ คนมักจะเข้าใจผิดหรือถูกทำให้เข้าใจผิดว่า การทำประกันแบบไหนก็ตามลดภาษีได้ สิ่งทีต้องเช็ค คือ ใบเสร็จรับเงินค่าเบี้ยประกันครับ จะมีข้อมูลระบุไว้ว่า ใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้กี่บาท ซึ่งตรงนี้ต้องเช็คให้ดีครับ
  2. ความคุ้มค่าของการป้องกันความเสี่ยง ดังนั้น ควรพิจารณาด้วยว่าถ้าหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ทุนประกันภัยที่เราได้รับนั้นคุ้มค่าหรือเปล่ากับค่าเบี้ยประกันที่จ่ายไป ตรงนี้ต้องเลือกให้ถูกใจและตรงกับวัตถุประสงค์ด้วยนะครับ
  3. ระยะเวลาการจ่ายเบี้ยประกัน ทุกๆ อย่างจะคุ้มค่า เมื่อส่งเบี้ยประกันครบตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ ดังนั้น อย่าทำอะไรที่เกินกำลังตัวเองครับ ตรวจสอบกระแสเงินสดในชีวิตให้ดีว่าไหวไหม ติดขัดอะไรหรือเปล่า ไม่งั้นจะมีปัญหาในภายหลัง เสียทั้งสิทธิภาษี และผลตอบแทนที่ควรจะได้นะครับ

“สรุปท้ายสุด เคล็ดลับ 3 ข้อนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่ควรนำมาตัดสินใจในการเลือกซื้อประกันที่มีเงื่อนไขทางภาษี เพราะถ้าหากจะเสียเงินทั้งที หากได้ครบทุกสิ่งที่เราต้องการก็น่าจะดีกว่าใช่ไหมล่ะครับผม

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมขอให้ทุกคนเลือกซื้อประกันได้อย่างมีความสุข ลดหย่อนภาษีได้อย่างถูกใจกันทั่วหน้าเลยนะคร้าบบบ

บทความนี้เป็น Advertorial

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 4-8 กันยายน 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับ กลับมาเจอกันอีกครั้งกับคอลัมน์ Weekly Outlook เพื่อสรุปและอัพเดทกลยุทธ์การลงทุนประจำสัปดาห์ กับผม อัศวินกองทุน คนนี้คนเดิม สำหรับสัปดาห์นี้เรามาดูกันต่อครับว่า ทิศทางการลงทุนต้องเป็นอย่างไรแบบไหน เพื่อจะได้จัดการพอร์ทการลงทุนให้เหมาะสมและทันเหตุการณ์ครับผม

ภาพรวมตลาดสัปดาห์นี้ มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย เรามาเริ่มต้นกันเลยดีกว่าครับผม

ภาพรวมของตลาด

เริ่มต้นที่ภาพใหญ่ตลาดหุ้นสหรัฐ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภค และตัวเลขการจ้างงาน ADP ในเดือน ส.ค. ออกมาสูงกว่าการคาดการณ์ ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เอ๊ะ แบบนี้หรือว่าพี่ใหญ่ตลาดหุ้นสหรัฐกำลังจะกลับมา? เดี๋ยวรอดูต่อในเรื่องของกลยุทธ์การลงทุนครับ

ย้ายมาดูฝั่งเอเชียกันบ้าง เริ่มต้นที่ตลาดหุ้นเกาหลี ตลาดมีการปรับตัวลงสวนทางกับตลาดหุ้นในภูมิภาคหลังจากเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธข้ามน่านฟ้าประเทศญี่ปุ่นไปตกในมหาสมุทรแปซิฟิก เพื่อตอบโต้การซ้อมรบระหว่างเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ครับ ซึ่งแน่ละครับว่าสถานการณ์แบบนี้ นักลงทุนก็ต้องกลัวความเสี่ยงกันเป็นธรรมดา ดังนั้นจับตาดูไว้ครับผม

ส่วนทางฝั่งตลาดหุ้นจีน พี่ใหญ่ของเอเชีย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดที่ดีกว่าการคาดการณ์ และตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมเดือน ส.ค. ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ซึ่งยังถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดีอีกทางหนึ่งครับ

ส่วนทางฝั่งปู่ SET ตลาดหุ้นไทยบ้านเราก็มีเซอร์ไพร้ส์ใหญ่ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงจากการเข้าซื้อของนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากเสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้น ประกอบกับนักลงทุนมีความมั่นใจมากขึ้นหลังจากตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดี แบบนี้แนวโน้มน่าสนใจหรือไม่ ติดตามอ่านต่อไปได้เลยครับ

และท้ายสุดกับ สินทรัพย์ทางเลือก อย่างราคาน้ำมันปรับตัวลดลงจากเหตุการณ์พายุเฮอริเคนฮาร์วีย์เข้าถล่มบริเวณชายฝั่งรัฐเท็กซัสทำให้ความต้องการน้ำมันดิบจากโรงกลั่นลดลง แต่ในขณะที่ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี และค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง

สำหรับภาพรวมสัปดาห์นี้ ตลาดมีการเปลี่ยนแปลงหลายตลาดจากสัปดาห์ก่อนแบบนี้ ลองมาดูกลยุทธ์การลงทุนกันดีกว่าครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

คำแนะนำในสัปดาห์นี้คือทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มเร่งตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าเป็นปัจจัยสนับสนุนการบริโภคและรายได้บริษัทจดทะเบียน นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่สภาคองเกรสจะผ่านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การลดภาษีและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นต่อไป ดังนั้นตลาดสหรัฐกลับมาน่าสนใจแล้วล่ะครับ

ตลาดหุ้นยุโรป

ผมยังคงแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นยุโรปต่อไปครับ เนื่องจากตลาดปรับตัวลงมาตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ค. ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับการลดการกระตุ้นทางการเงินของธนาคารกลางยุโรปได้ระดับหนึ่งแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าธนาคารกลางยุโรปจะคงมาตรการกระตุ้นต่อเนื่องไปอีก เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อในกลุ่มยูโรโซนมีแนวโน้มปรับตัวลง ประกอบกับการส่งออกเริ่มชะลอตัวจากเงินยูโรแข็งค่า ดังนั้นการย่อตัวของตลาดหุ้นในช่วงนี้ ผมมองว่าเป็นโอกาสให้ทยอยซื้อสะสมเพื่อสร้างผลตอบแทนครับ

ตลาดหุ้นเกิดใหม่

แนะนำให้ขายทำกำไรหุ้น H-share ได้แล้วครับ แม้ว่าจะมีการปรับตัวขึ้นมามากจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดีกว่าคาดโดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคาร แต่ผมมองว่าเนื่องจากนักลงทุนได้รับรู้ผลประกอบการณ์ไตรมาสสองไปหมดแล้ว ทำให้ตอนนี้ตลาดหุ้นอาจขาดปัจจัยหนุนในระยะสั้น แม้ว่าจะดูเป็นทิศทางบวกก็ตาม ดังนั้นคำแนะนำคือ การให้นักลงทุนขายทำกำไรหรือชะลอการลงทุนไว้ก่อน เพื่อรอจังหวะในการกลับเข้าลงทุนเมื่อตลาดมีการย่อตัวลงมา

ส่วนทางฝั่งเกาหลี ผมแนะนำให้นักลงทุนชะลอการลงทุน เนื่องจากความตึงเครียดทางการเมืองที่อาจเพิ่มขึ้นหลังจากเกาหลีเหนือไม่มีท่าทีผ่อนปรน นอกจากนั้นยังมีผลกระทบรวมถึงจีนจะออกมาตรการคว่ำบาตรทางการค้า นอกจากนี้ บริษัทจดทะเบียน ได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสสองไปหมดแล้ว ทำให้ตลาดหุ้นขาดปัจจัยหนุนในช่วงนี้ครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย

ตอนนี้ผมมองว่ายังมีโอกาส จึงแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นอินเดียต่อไปครับ เนื่องจากมูลค่าพื้นฐานเมื่อเทียบกับการคาดการณ์การเติบโตของรายได้บริษัทนั้น ได้มีการปรับตัวลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย ทำให้ตอนนี้ตลาดมีความน่าสนใจมากขึ้น และช่วงนี้สำหรับภาคเศรษฐกิจ ฤดูมรสุมที่คาดว่าปริมาณน้ำฝนจะอยู่ในระดับปกติ จะเป็นปัจจัยสนับสนุนรายได้ภาคการเกษตร และสนับสนุนการบริโภคในประเทศอีกต่อหนึ่ง นอกจากนี้ นโยบายปฏิรูปภาษีหรือ GST จะช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้าและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทางเศรษฐกิจจากต่างชาติ ซึ่งสนับสนุนการขยายตัวเศรษฐกิจในระยะกลางถึงยาวกันเลยทีเดียว แบบนี้คงเป็นโอกาสที่จะช่วยให้ไปต่อได้ง่ายขึ้น

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ตลาดเกิดใหม่ควรเริ่มขายทำกำไรสำหรับคนที่มีหุ้น H-SHARE และระวังหุ้นเกาหลีไว้ ส่วนอินเดียยังคงสะสมไปต่อได้ หลังจากนั้นเริ่มหันมาดูสหรัฐกับยุโรปเพิ่มเติมครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

ตราสารหนี้สหรัฐฯ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ในสัปดาห์นี้ มีการปรับตัวลดลงต่อเนื่องสู่ระดับต่ำที่สุดในรอบปี เนื่องจากความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี และอัตราเงินเฟ้อ Core PCE สหรัฐฯ เดือน ก.ค. ที่ปรับตัวลดลงเหลือ 1.4% เทียบกับ 1.5% ในเดือน มิ.ย. ทั้งนี้ในสัปดาห์หน้าสภาของสหรัฐจะกลับมาเปิดอีกครั้ง ซึ่งน่าจะเริ่มพิจารณากฎหมายเร่งด่วน เช่น กฎหมายงบประมาณเพื่อเลี่ยงการหยุดทำงานของรัฐบาล (Government Shutdown) ซึ่งจะยังเป็นปัจจัยกดดันให้ผลตอบแทนตราสารหนี้ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก

ตราสารหนี้ไทย

สำหรับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 1-3 ปี ยังทรงตัวในระดับต่ำ ทั้งนี้จาก GDP ไตรมาส 2 ที่ขยายตัวสูงกว่าคาดส่งผลให้นักวิเคราะห์ปรับเป้าหมายการขยายตัวของ GDP ไทยขึ้นและการส่งออกที่ปรับตัวดีกว่าคาด ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลบวกต่อเนื่องถึงเศรษฐกิจภายในประเทศ ทำให้มีโอกาสที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ จึงแนะนำให้เน้นลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือสั้นเป็นหลักครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

เหมือนเดิมเลยครับผม การลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับตราสารหนี้ คือ เน้นกระจายการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ ที่มีนโยบายลงทุนใน เงินฝาก ตราสารหนี้ที่มีคุณภาพ ตราสารหนี้ภาคเอกชน ภาครัฐ สถาบันการเงิน และให้ผลตอบแทนที่ดีแทนครับ แต่สัปดาห์นี้ลองดูเป็นตราสารหนี้ระยะสั้นให้มากหน่อยละกันครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

ทองคำ

ผมแนะนำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนในทองคำไปก่อนครับ เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อาจแข็งค่าขึ้นจากปัจจัยสนับสนุน เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าการคาดการณ์ สะท้อนแนวโน้มการเร่งตัวที่ดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี และหลังจากเกิดเหตุการณ์พายุฮาร์วีย์เข้าถล่มรัฐเท็กซัสมีแนวโน้มทำให้สภาคองเกรสมีความจำเป็นต้องขยับเพดานการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐฯ ขึ้นเพื่อนำเงินมาใช้ในการซ่อมแซมบริเวณที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนค่าเงินดอลลาร์ และกดดันราคาทองคำ ดังนั้นการหยุดพักสักระยะในสัปดาห์นี้น่าจะดีกว่าครับ

น้ำมัน

ผมแนะนำให้ทยอยซื้อสะสมน้ำมันหลังจากราคาปรับตัวลง จากจุดสูงสุดในเดือน ส.ค. กว่า 5% สะท้อนข่าวพายุเฮอริเคนฮาร์วีย์บริเวณชายฝั่งรัฐเท็กซัส ซึ่งทำให้โรงกลั่นขนาดใหญ่ต้องปิดลง กระทบต่อความต้องการน้ำมันดิบ  นอกจากนี้ เดือน ก.ย. ยังอยู่ในช่วง driving season ของสหรัฐฯ ที่ความต้องการใช้น้ำมันอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาให้ไปต่อได้ครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

สัปดาห์นี้ขอกลับด้านครับ ผมแนะนำให้ทยอยสะสมน้ำมัน แต่ชะลอการลงทุนในทองคำ แทนแล้วล่ะครับ

สำหรับภาพรวมโดยสรุปของสัปดาห์นี้

จะเห็นว่าสัปดาห์นี้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปในหลายส่วนครับ เริ่มมีการกลับด้าน พลิกผันอย่างกับหนังชีวิต แต่เราต้องดำเนินต่อไปกันครับ

ดังนั้นสัปดาห์นี้ ผมแนะนำให้กลับมาที่ตลาดพัฒนาแทนตลาดเกิดใหม่ และอย่าลืมว่าถ้าหากมีกำไรใน H-SHARE ก็รีบขายทำกำไรได้แล้วนะครับผม ส่วนสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำ ขอแนะนำให้หยุดสักพักครับผม

ผ่านมาเข้าสู่ช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปีแล้วนะครับ ผมหวังว่าที่ผ่านมาการจัดพอร์ทที่ดี และการตามข่าวสารจากทาง อัศวินกองทุน น่าจะช่วยให้ใครหลายคนได้เข้าใจมุมมองการลงทุนที่เหมาะสม และการกระจายความเสี่ยงเพื่อลดโอกาสในการขาดทุนได้ดีเลยล่ะครับ (หวังมากไปไหม ฮ่าๆ)

เอาเป็นว่าแล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้านะครับ ตอนนี้ต้องขอลาไปก่อน สวัสดีคร้าบบบบ

“ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน”

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 31 ส.ค. 2560  ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นำ หรือ เสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ  จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง  ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

ดูละคร-มองย้อนตัวเรา ชีวิตจริงกับเรื่องการเงินที่เราต้องวางแผนจัดการ

หลายคนเลือกดูละครเพื่อความบันเทิง ยิ่งมีดราม่าตบตีแย่งผู้ชายกันก็ยิ่งได้รับความนิยม ในขณะที่บางคนเลิกดูละครไทยเพราะคิดว่ามีแต่ละครน้ำเน่า แนวเรื่องซ้ำๆ กัน บางเรื่องก็ทำซ้ำหลายรอบ ดูแล้วไม่เพิ่มคุณค่าให้ชีวิต แต่จะมีสักกี่ครั้งที่เรารับชมละครเหล่านั้นแล้วหันกลับมาถามตัวเองว่า “เราดูละครจบแล้วได้อะไรกลับมาบ้าง”

ละครน้ำเน่าที่เราคิดว่าไร้สาระนั้น แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งก็ยังมีแง่คิดดีๆ แฝงอยู่ข้างใน ซึ่งละครบางฉากนั้นเราสามารถนำมาเป็นตัวอย่างสอนตัวเองและสอนเด็กๆ ได้ เราอาจจะถามเด็กว่า "ดูละครจบแล้วได้อะไรกลับมาบ้าง" เพื่อจะได้รู้จักความคิดของเด็ก ถ้าฟังแล้วเห็นว่ามันมีบางอย่างยังไม่ค่อยถูกต้อง เราถึงค่อยอธิบายสิ่งที่ถูกต้องให้เด็กเข้าใจ ซึ่งการสอนให้ “เด็กคิดเป็น” นั้นได้ผลยาวนานและดีกว่าการออกคำสั่งให้เด็กทำตามที่ได้ผลแค่ชั่วคราวเท่านั้น

เอาล่ะ พร้อมที่จะเรียนรู้ไปด้วยกันแล้วใช่มั๊ยจ๊ะ ลุยยยยยย

ละครกับเรื่องเล่าการเงิน

 

ชีวิตคู่เกิดจากความรัก แต่อาจแตกหักพราะไม่วางแผนการเงิน

ฉากนี้ใจเริงกับเทิดศักดิ์แต่งงานกันแล้วไปอยู่ที่ลอนดอน ใจเริงไปเรียนภาษา ในขณะที่เทิดศักดิ์มาทำงานเพื่อหาประสบการณ์ ก่อนที่จะกลับไปสานต่อธุรกิจของครอบครัว แต่ว่าใจเริงขี้เกียจเรียนเลยไปช้อปปิ้งใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

ดูละคร-มองย้อนตัวเรา ชีวิตจริงกับเรื่องการเงินที่เราต้องวางแผนจัดการ

ข้อคิดจากฉากนี้…

  • เราจะเห็นว่า “คู่นี้มีมุมมองที่สวนทางกัน" ฝ่ายหนึ่งชอบใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ช้อปปิ้ง เที่ยวเล่นไปวันๆ เพราะคิดว่าสามีรวยเลี้ยงตัวเองได้ ทำให้ไม่คิดจะทำงานช่วยกันทำมาหากิน ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งขยัน ตั้งใจทำงานเพื่อครอบครัว ถ้าไม่ปรับความคิดให้ (คิดดี) ตรงกันก็จะเกิดความขัดแย้ง ถ้ารุนแรงมากอาจจะถึงขั้นครอบครัวแตกแยกเลยก็ได้

  • ความรักที่ยืดยาวมาจากความเข้าใจและทัศนคติที่ตรงกัน ถ้าความรักเกิดจากรูปลักษณ์ภายนอก สักวันมันก็จืดจางแล้วแยกทางกันได้

  • สำหรับคนที่มีฐานะดี คิดว่าอยู่ได้สบายๆ โดยไม่ต้องทำงานนั้น ควรมองอีกมุมหนึ่งด้วยว่า ถ้าไม่รู้จักหาเพิ่มหรือไม่รู้วิธีใช้เงินให้เกิดประโยชน์ เงินที่มีก็อาจจะหมดเกลี้ยงได้เช่นกัน

ใช้จ่ายไม่ยั้ง ชีวิตพังไม่รู้ตัว

ต่อจากเรื่องราวฉากที่ 1 เป็นฉากที่ตัวละครเริ่มอารมณ์เสียและเสียงดังใส่กัน เพราะใจเริงมีนิสัยใช้เงินสิ้นเปลืองมาก ทำให้เทิดศักดิ์ต้องหา “วิธีจำกัดรายจ่าย” โดยการตัดเงินที่ใจเริงเคยได้ให้ลดลงเหลือแค่ครึ่งเดียว ทำให้ใจเริงไม่พอใจเพราะมันไม่พอใช้ เทิดศักดิ์ก็แนะนำว่าควรเลิกเที่ยวกับช้อปปิ้งก็จะมีเงินพอใช้

ดูละคร-มองย้อนตัวเรา ชีวิตจริงกับเรื่องการเงินที่เราต้องวางแผนจัดการ

ข้อคิดจากฉากนี้…

  • สำหรับคนที่เคยบ่นว่าเงินไม่พอใช้ แต่เคยมั๊ยที่จะกลับมาดูการใช้จ่ายของตัวเองว่าใช้เงินฟุ่มเฟือยแค่ไหน วิธีที่จะทำให้เรารู้ว่าหมดเงินไปกับอะไรบ้างนั้น คือ การ จดบัญชีรายรับรายจ่าย

  • ไม่ว่าเราจะมีเงินมากหรือน้อย ถ้าจ่ายกระจายแบบไร้สติ สุดท้ายเงินก็หมดไปได้เหมือนกัน ทางที่ดีควรตั้งงบรายจ่าย สามารถทำให้เราควบคุมรายจ่ายได้

  • ปัญหาเรื่องเงินทำให้คนที่เคยรักทะเลาะกันจนแยกทางกันได้

การเลี้ยงดูที่ทำให้ลูกอ่อนแอ

ใจเริงไม่พอใจที่ถูกตัดเงิน ทำให้ตัวเองไม่มีเงินไปใช้จ่ายลั้นลา จึงโทรไปขอเงินพ่อ ในฉากนี้เราจะเห็นมุมมองของพ่อที่รู้สึกผิดที่ตัวเองเลี้ยงลูกแบบตามใจมาโดยตลอด ในขณะที่แม่ยังโอ๋และเข้าข้างลูกตลอดเวลา ไม่ว่าลูกจะทำอะไรผิด แม่ก็ยังคิดว่าถูกเสมอ

ดูละคร-มองย้อนตัวเรา ชีวิตจริงกับเรื่องการเงินที่เราต้องวางแผนจัดการ

ข้อคิดจากฉากนี้…

  • การเลี้ยงดูของครอบตัวนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าให้ท้ายลูกและตามใจลูกตลอดเวลาก็จะกลายเป็น “พ่อแม่รังแกฉัน” เป็นการทำลายลูกทางอ้อม

  • เมื่อเราเติบโตขึ้น ควรทำงานหาเงินเลี้ยงดูตนเอง ไม่ควรทำตัวเป็นเด็ก เวลาเดือดร้อนก็ขอเงินพ่อแม่ตลอดเวลา นอกจากจะทำให้ท่านเป็นห่วงแล้ว ยังทำให้ท่านลำบากใจอีกด้วย

ผู้หญิงยุคใหม่กับการเงินในกระเป๋า เรื่องง่ายไม่ยาก จัดการได้ด้วยตัวเอง 

ฉากนี้ใจเริงแวะมาทักทายและแสดงความยินดีกับพิมพ์ (เพื่อนสนิท) ที่กำลังจะแต่งงาน ทั้งคู่ที่เหมาะสมกันมากเพราะแต่ละคนชอบทำงาน จะได้ช่วยกันสร้างเนื้อสร้างตัว ในขณะที่ใจเริงมองว่าตนเองคิดถูกที่เลือกแต่งงานกับคนที่รวยกว่า เพราะให้สามีเลี้ยงดู ตนเองจะได้ไม่ต้องทำงาน

ดูละคร-มองย้อนตัวเรา ชีวิตจริงกับเรื่องการเงินที่เราต้องวางแผนจัดการ

 

ข้อคิดจากฉากนี้…

  • ถ้าตีความฉากนี้ไม่ถูกต้องก็จะทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบได้ เช่น ความเชื่อที่ว่า ถ้าได้แต่งงานกับคนรวยแล้วจะสบาย  ไม่ต้องทำงานก็มีเงินใช้ไปเที่ยวและช้อปปิ้ง ทั้งที่ความจริงแล้วมันไม่เป็นอย่างนั้น ถ้าคิดว่ารวยและไม่ทำงาน ใช้จ่ายอย่างเดียว เงินก็หมดเกลี้ยงได้เหมือนกัน

  • ถ้าพ่อแม่ไม่สอนควบคู่ไปกับการดูละคร อาจจะทำให้เด็กคิดว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ทำกัน เติบโตมาจึงมองหาแต่คนรวยมาแต่งงาน เพื่อที่ตัวเองสบาย รวมถึงทำทุกวิธีทางที่ทำให้ตนเองดูดี เพื่อดึงดูดความสนใจของคนกลุ่มเป้าหมายอีกด้วย ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนต้องใช้เงินทั้งนั้น

  • เราควรพึ่งพาตัวเองให้ได้ก่อนที่จะพึ่งพาคนอื่น ซึ่งปัจจุบันผู้หญิงเก่งมากขึ้น ขยัน ทำงานหลายๆ อย่างได้ไม่แพ้ผู้ชาย แล้วเป็นผู้หญิงแข็งแกร่งที่ดูแลตัวเองและจัดการเงินได้

ความรักพังเพราะพลังของหนี้สิน

ฉากปะทะอารมณ์นี้เป็นผลกระทบจาการที่พ่อของเทิดศักดิ์เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน แล้วทิ้งมรดกหนี้สินไว้ ทางรอด คือ ขายคอนโดในโครงการให้หมด เพื่อรักษาสภาพคล่องและนำเงินไปชำระหนี้ ในขณะที่ใจเริงกลับนอนชิลๆ อยู่บ้าน ไม่รู้สึกเดือดร้อน ไม่ช่วยกันทำงาน แถมยังใช้จ่ายฟุ่มเฟือยสร้างภาระค่าใช้จ่ายให้มากขึ้นไปอีก

ดูละคร-มองย้อนตัวเรา ชีวิตจริงกับเรื่องการเงินที่เราต้องวางแผนจัดการ

ข้อคิดจากฉากนี้…

  • ถ้าไม่อยากให้ครอบครัวแยกทางเพราะความขัดแย้งกันเรื่องเงิน ควรคุยและช่วยกันดูแลเรื่องเงินกันตั้งแต่ครั้งแรก แต่ว่าจะจัดการอย่างไรนั้น อ่านได้ที่บทความ 6 ข้อคิดเรื่องเงินของคนมีคู่ได้ที่ลิงค์นี้นะจ๊ะ https://goo.gl/Wuts31

  • ปัญหาหนี้สินแก้ได้ด้วยการ “หารายได้เพิ่ม เริ่มลดรายจ่าย ขายทรัพย์สิน”
    • ครอบครัวควรช่วยกันทำงานเพื่อรับผิดชอบหนี้ที่เกิดขึ้น (แต่ถ้าเป็นหนี้จากการพนัน เสพยา หรือใช้จ่ายฟุ่มเฟือยต่างๆ แต่ละคนควรรับผิดชอบหนี้ของตนเอง)
    • การใช้จ่ายอย่างประหยัด เป็นวิธีที่เริ่มทำได้ทันที โดยการตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เพื่อประคับประคองให้ครอบครัวผ่านพ้นวิกฤตมรสุมหนี้ออกมาได้
    • ขายทรัพย์สินที่มีค่าออกไปเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ ทำให้หนี้เบาลง

หยิบจับเรื่องใกล้ตัวเป็นบทเรียนสอนการเงิน

เรื่องเงินเป็นเรื่องใกล้ตัวของเราม๊าก เราสามารถให้ความรู้ผ่านสิ่งที่กำลังทำอยู่ได้ จากละครฉากนี้ แม้ว่าเป็นการสนทนากันแบบสั้นๆ แต่สอดแทรกคำสอนเรื่องการประหยัดได้เป็นอย่างดี ดูจบรู้เลยว่าอะไรที่เรียกว่า “การประหยัด” พร้อมกับวิธีการลงมือทำผ่านการทำให้ดูเป็นแบบอย่าง

ดูละคร-มองย้อนตัวเรา ชีวิตจริงกับเรื่องการเงินที่เราต้องวางแผนจัดการ

ข้อคิดจากฉากนี้…

  • วิธีการสอนที่ทำให้เด็กจำได้และทำตามแบบสมัครใจ โดยที่ผู้ใหญ่ไม่ต้องออกคำสั่งหรือบ่นบ่อยๆให้หงุดหงิดใจ คือ การทำให้เด็กดูว่าทำอย่างไร ถ้าเราเป็นแบบอย่างที่ดี เด็กก็จะจดจำแต่สิ่งดีๆ

  • ถ้าเราบอกให้เด็กใช้จ่ายเงินอย่างประหยัด เราควรทำให้ดูเป็นแบบอย่าง เช่น ระยะทางใกล้ๆ ควรใช้การเดินดีกว่าการขี่รถจักรยานยนต์ นอกจากได้ออกกำลังกายแล้วยังประหยัดเงินค่าน้ำมันอีกด้วย

นอกจากเราดูละครเพื่อสร้างความบันเทิงให้ชีวิตแล้ว ควรดูละครเพื่อใช้เป็นตัวอย่างสอนใจของเราด้วย ถ้าเราดึงส่วนที่ดีของละครมาใช้ให้เป็นประโยชน์ก็จะทำให้ชีวิตเรามีความสุข แต่ถ้าตีความผิดแล้วนำแนวคิดที่ไม่ถูกต้องมาใช้ก็อาจจะทำให้ตัวเองและครอบครัวเดือดร้อนได้ ซึ่งบทความนี้น่าจะเป็นตัวจุดประเด็นให้เกิดการดูละครอย่างสร้างสรรค์แล้วนำไปคุยต่อกันในครอบครัวได้ว่า… 

“ดูละครจบตอนนี้แล้วได้อะไรกลับมาบ้าง”

ขอบคุณข้อมูลต่างๆที่เป็นทำให้เกิดบทความนี้นะจ๊ะ

ไม่ขอระดมทุน : Elon Musk ย้ำโปรเจคท์ “เชื่อมสมองกับคอม” เป็นประโยชน์ ลงทุนเองได้

Elon Musk โต้ข่าวที่เขาเพิ่มทุนการพัฒนาเกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพให้กับ Neuralink บริษัทของตัวเอง โดยมียอดการระดมทุนปัจจุบันกว่า 26.9 ล้านดอลลาร์ (892.6 ล้านบาท) จากนักลงทุน 12 ราย 

Neuralink คือบริษัททางการแพทย์ที่ศึกษาการเชื่อมต่อสมองเข้ากับคอมพิวเตอร์โดยตรง โดยมีจุดประสงค์ต่างๆเช่นการรักษาผู้พิการ วิจัยสมอง และหนึ่งในเป้าหมายที่ Elon Musk ตั้งเป้าไว้คือการพัฒนามนุษย์ให้มีศักยภาพมากพอที่จะแข่งกับคอมพิวเตอร์ได้

โดยเอกสารเขียนว่าบริษัทมีเป้าหมายในการหาเงินมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ (3,318 ล้านบาท) ในอีก 12 เดือนข้างหน้า แต่ตัว Musk ได้ปฏิเสธที่จะพูดถึงการระดมทุนครั้งนี้

CEO ของ Tesla และ SpaceX เขียนตอบโต้ว่า “Neuralink ไม่ได้กำลังหาเงินเพิ่ม

Elon Musk กล่าวว่าทางหนังสือพิมพ์ Wall Street Journal “ตีความ” เอกสารเพิ่มแบบผิดๆ 

“WSJ (Wall Street Journal) มีข่าวแง่ลบมาเป็นสิบๆปี ผมแปลกใจมากที่เขาไม่ทำคนอ่านเบื่อตายซะก่อน”

– Elon Musk –

เมื่อถามถึงการอธิบายที่ระบุไว้อย่างชัดเจนกว่ามีนักลงทุน 12 ราย Musk ก็ได้ตอบว่า “ขอผมเช็คให้คุณก่อนนะ ผมเจอคำตอบแล้ว นี่ไง…แถมท้ายด้วย Emojis 2 รูปดังที่เห็น” 

Let me check on that for you. Found the answer right here: ??

— Elon Musk (@elonmusk) August 25, 2017

Elon Musk ยังยืนยันต่อว่าบริษัทไม่ต้องการหานักลงทุนจากภายนอก ซึ่งหลายคนก็ตีความคำพูดว่ามหาเศรษฐีผู้นี้มีแผนจะใช้เงินส่วนที่เหลือทั้งหมดของตัวเองมาทำ 

ถึงจะยืนกรานอย่างหนักแน่น แต่สำนักข่าว Bloomberg ก็ได้รายงานซ้ำเข้าไปอีกว่า “Musk ดำเนินการขายหุ้นมากถึง 100 ล้านดอลลาร์เพื่อใช้สนับสนุนการพัฒนาเรื่องเทคโนโลยีชีวภาพ”

เว็บไซต์ของบริษัท Neuralink ระบุไว้อย่างชัดเจนว่ากำลังพัฒนาเครื่องจักรด้านสมองที่มีอัตราการส่งข้อมูลสูงเพื่อเชื่อมต่อมนุษย์และคอมพิวเตอร์ ซึ่งจำนวนเงินที่ต้องการย่อมไม่ใช่น้อยๆ และ Elon Musk ก็เคยพูดเอาไว้ว่างานนี้สำคัญมากเพียงไร

“ผมเชื่อว่างานของ Neuralink จะมีส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านการดำรงอยู่ของมนุษย์ชาติท่ามกลางความก้าวหน้าทางปัญญาประดิษฐ์”

– Elon Musk –

ไม่ว่าคำตอบของการลงทุนจริงๆจะออกมาแบบไหน แต่สุดท้ายแล้วคนที่ยืนยันได้ก็มีแค่ตัวของ Elon Musk เองเท่านั้น

http://www.independent.co.uk/news/world/americas/elon-musk-neuralink-brain-computer-startup-a7916891.html

เรื่องการเงินบทใหม่ที่ผู้หญิง ‘ควรรู้’ เมื่อมีครอบครัว

ที่ผ่านมาพี่ต้าร์เองเขียนบทความเล่าเรื่องคนโสด คนขึ้นคาน คนเตรียมอยู่บ้านพักคนชรา การวางแผนการเงินฉบับเพศทางเลือกซะเยอะ ก็ไม่ใช่ไรหรอกก็เล่าจากประสบการณ์ว่าตัวเราเตรียมพร้อมอย่างไรไว้บ้าง เพราะคนโสดเองต้องจัดการและวางแผนการเงินเยอะนะ

ทีนี้ก็ได้มีโอกาสไป Live กับมาดามฟินนี่ มีแฟนเพจอยากให้เล่าเรื่องการเงินของผู้หญิงมีคู่บ้าง ว่าอะไรคือสิ่งที่ตัวเองต้องรู้เมื่อมีสามีแล้ว เพราะบางคนก็กลัวว่าสามีจะทิ้ง สามีจะมีเมียน้อย แล้วสามีตายไปพ่อแม่สามีไล่เราออกจากบ้านจะทำอย่างไร วันนี้พี่ต้าร์มีข้อมูลเบื้องต้นที่ทุกคนควรจะต้องทราบไว้จัดการชีวิตตัวเองนะครับ บทความนี้เลยเขียนในแนวๆ ไม่ใช่เรื่องเงินๆ ทองๆ แต่เป็นเรื่องที่ควรจัดการเพราะมันมีผลกระทบต่อเงินทองได้

1. การจดทะเบียนสมรสคือหลักประกันของชีวิต

หลายคนพอเจอผู้ชายที่ตกลงปลงใจด้วยก็วางแผนจะใช้ชีวิตคู่อยู่ร่วมกัน คำถามที่มักจะตามมาหลังจากนั้นก็คือเป็นสามี-ภรรยากันแล้ว“จะจดทะเบียนสมรสดีไหม?” เพราะกลัวต้องไปจดทะเบียนโน้นนี่เสียเวลาก็เลยไม่จดดีกว่า

การจดทะเบียนสมรสเนี่ยมันจะเป็นหลักประกันของชีวิตเรานะครับ เพราะเราจะกลายเป็นภรรยาที่ถูกกฎหมาย มีสิทธิในมรดกของฝ่ายชายได้และแน่นอนว่าถ้าฝ่ายชายมีเมียน้อยที่ไม่ได้จดทะเบียน เขาจะไม่มีสิทธิอะไรครับ

กรณีที่เราไม่ได้จดทะเบียนสมรสและสามีเราดันมีเมียน้อยอีก นั่นจะแปลว่าเราจะเป็นหุ้นส่วนชีวิต เขาก็จะดูว่าเรากับสามีช่วยกันทำมาหากินกันอย่างไร และเมียน้อยช่วยกับสามีเราทำมาหากินอย่างไร ในช่วงเวลาไหน พอสามีตายเราก็ต้องแบ่งตามสัดส่วนกับผู้หญิงอีกคนนะครับ

2. ประกันเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำเป็นอันดับแรกๆ

ไม่ว่าคุณจะจดเทียนหรือไม่จด เป็นเมียหลวงหรือเมียน้อย ประกันคือสิ่งที่สำคัญที่ต้องทำเป็นอันดับแรกที่ควรสร้างเป็นหลักประกันระหว่างกัน เพราะไม่มีทางรู้ได้ว่าใครจะจากไปก่อนแล้วจะทิ้งภาระอะไรไว้ให้บ้าง ข้อดีของการมีประกันก็คือพอเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นทางบริษัทจะจ่าย “ค่าสินไหมทดแทน” มาให้กับผู้ที่ถูกระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ในกรมธรรม์

ซึ่งตรงนี้จะต่างกับทรัพย์สินอื่นๆ อย่างเงินสด กองทุนรวม หากสามีเราไม่ได้มีการทำพินัยกรรมเอาไว้ ทรัพย์สินทั้งหลายจะตกไปอยู่ในกองมรดกแล้วมีการมอบให้ทายาทตามลำดับ ซึ่งหากเราเป็นภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายก็อาจจะไม่ได้อะไรเลยในพินัยกรรมก็ได้

หรือแม้กระทั่งเราเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม ความลับของสามีอาจจะแตกในวันที่จัดงานศพก็ได้ เมื่อภรรยาน้อยอุ้มลูกมาขอแบ่งมรดกด้วยเพราะสามีได้รับรองบุตรตามกฎหมายหรือกระทำในสิ่งที่ถือว่าเป็นการรับรองบุตร เช่น ส่งเสียเล่าเรียน จ่ายเงินค่าเลี้ยงดู บอกกล่าวคนอื่นว่าเป็นลูก

การทำประกันจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่จะสร้างหลักประกันให้เราได้ในลำดับแรกเพราะค่าสินไหมนั้นระบุชื่อเรา และสามารถนำไปจัดการภาระได้ โดยไม่ต้องมีปัญหาเรื่องการแบ่งมรดกที่ฟ้องกันไปมาตามข่าวในปัจจุบัน

3. พินัยกรรมคือสิ่งสำคัญของคนอยู่ข้างหลัง

นอกจากการทำประกันซึ่งเป็นหลักประกันของชีวิตทางด้านการเงินโดยตรงต่อคู่ชีวิต การทำพินัยกรรมทั้งของสามีและภรรยานั้นเป็นสิ่งที่ควรทำ อย่างน้อยเราจะได้ทราบว่าเมื่อถึงเวลาจากไปแล้วคนที่อยู่ข้างหลังเราจะมีทรัพย์สินอะไรที่พออยู่ได้บ้าง ซึ่งการทำพินัยกรรมนั้นก็จะแบ่งมรดกให้กับทุกคนที่เรารัก ทั้งสามี ลูก พ่อแม่ ญาติพี่น้อง

นอกจากนี้การทำพินัยกรรมยังมีข้อดีที่เป็นการบอกเจตนาของเราเองว่าจะให้ทรัพย์สินกับใครบ้าง ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาเบื้องต้นไม่ให้เกิดการแย่งทรัพย์สินกันเมื่อไม่ได้มีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้แล้ว

4. ควรคิดและตัดสินใจร่วมกับสามีโดยคำนึงผลกระทบความเสี่ยงตัวเอง

เคยมีบางคนที่ผมรู้จักได้ช่วยสามีผ่อนบ้าน โดยสามีเป็นผู้ทำเรื่องกู้คนเดียวและตัวเองส่งเงินให้สามีช่วยค่าผ่อนแต่สามีรักพ่อแม่มากจึงอยากยกบ้านให้เป็นทรัพย์สินของแม่ โดยภรรยาก็ตกลงยินยอมยกให้ด้วยเช่นกันเพราะคิดว่าอย่างไรก็ตามก็อยู่ด้วยกัน วันดีคืนดีสามีเกิดจากไปอย่างกระทันหัน แม่สามีเห็นว่าฝ่ายหญิงเป็นคนนอก ไม่ได้มีหลานที่ต้องดูแล ท้ายสุดก็ได้ยกบ้านให้กับลูกชายอีกคนหนึ่ง (น้องชายของสามี) และภรรยาก็ต้องออกจากบ้านไป กลายเป็นเรื่องเป็นราวอีก

เหตุการณ์นี้ก็ทำให้เห็นว่าการตัดสินใจบางอย่างมันมีความเสี่ยงเกิดขึ้นได้  ส่วนในข้อกฎหมายก็แล้วแต่กรณีไปครับ เข้าใจว่าพ่อแม่คือบุคคลสำคัญของชีวิตเรา แต่ภรรยาก็เป็นบุคคลภายนอกที่แต่งเข้ามาและมีความสำคัญเหมือนคนในครอบครัว เพราะฉะนั้นแล้วผู้หญิงเองก่อนที่จะตัดสินใจทำตามสิ่งที่ฝ่ายชายร้องขอ ต้องดูด้วยว่าจะเกิดผลกระทบกับตัวเองอย่างไรจะได้ตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

การตัดสินใจร่วมกับสามีนั้นยังใช้ได้ในกรณีอื่นๆ ได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการตั้งเป้าหมายชีวิตและทรัพย์สินร่วมกัน การวางแผนเรื่องทั่วไปๆ ในบ้าน เรื่องลูก เพราะทุกเรื่องนั้นหากรับผิดชอบร่วมกันอยู่ดีๆ แต่เกิดความเสี่ยงและเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เรายังเตรียมพร้อมที่รับมือได้ ทุกอย่างจึงต้องคุยและคิดเสมอ

อย่าลืมนะครับว่าการเป็นภรรยาแต่งงานแล้วก็ต้องวางแผนหลายๆเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องการเงิน นอกเหนือไปจากคนโสดอีก เห็นอย่างงี้อยากกลับไปโสดกันไหมล่ะครับ ฮาๆ แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะใช้ชีวิตโสดหรือชีวิตแต่งงานแล้วก็ตาม ความรู้ด้านการเงินและการวางแผนทางการเงินก็สำคัญกับทุกคนครับ

ลงทุนอะไรบ้าง ที่ให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ

ทุกครั้งที่&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้ยินคำว่า “การลงทุน”  ย่อม&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้ยินคำว่า “ความเสี่ยง” ตามมาด้วยเสมอ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า &#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ม่ว่าจะลงทุนยัง&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;งและแบบ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;หนก็ย่อมเกิดความ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ม่แน่นอน&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้ทั้งนั้น

หากใครเคยลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ทั้งตลาดหุ้น&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ทย ตลาดหุ้นต่างประเทศ กองทุนรวมประเภทต่างๆ มาบ้าง คงปฎิเสธ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ม่&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้เลยว่าในช่วงที่ผ่านมามีความผันผวนทุกรูปแบบให้พบเจอ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจที่&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ป&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;วมา&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ว ร่วมกับปัจจัยอะ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;รหลายๆอย่างที่ทำให้การลงทุนของเราต้องพบความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา

จนบางครั้งใครหลายคนตั้งคำถามว่า “มีบ้าง&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;หม การลงทุนแบบ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ม่ต้องลำบากใจกับความเสี่ยง และอยาก&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ปพร้อมๆกัน?"


อยาก&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอจะต้องทำอย่าง&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ร?

โดยส่วนใหญ่แล้ว ผลตอบแทนจากการลงทุนที่สม่ำเสมอนั้น เกิดจากการเลือกลงทุนในทรัพย์สินที่ให้กระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอในรูปแบบต่างๆ เช่น ดอกเบี้ย เงินส่วนแบ่งกำ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ร เงินปันผล หรือ ผลตอบแทนอื่นๆ

แต่จะบอกว่า ถ้าหากลงทุนแล้ว&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ม่มีความเสี่ยงนั้น มันคงจะเป็น&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ป&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ม่&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้ อย่างที่บอก&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ว้ตั้งแต่ต้นว่า ทุกการลงทุนนั้นย่อมต้องมีความเสี่ยงที่เกิดขึ้นตามมาเสมอ แต่สิ่งที่เราทำ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้ คือ เลือกประเภทของสินทรัพย์ให้เหมาะสมกับความต้องการของเรา

ปัจจุบันแนวทางการลงทุนที&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้รับผลตอบแทนสม่ำเสมอนั้น มีหลากหลายวิธีดังนี้…

1. ลงทุนในหุ้นปันผลดีๆ  การเลือกหุ้นปันผลที่ดี ทำให้มีโอกาสที่&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้รับผลตอบแทนสม่ำเสมอจากเงินปันผล แต่อย่าง&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;รก็ตามวิธีนี้จะขึ้นอยู่กับหุ้นที่เลือกลงทุน และผลกำ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;รของกิจการ ซึ่งย่อมมีความ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ม่แน่นอนในอนาคตว่า เงินปันผลที่&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้รับจำนวนมากในวันนี้ อาจจะลดลง&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้ หากกิจการ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ม่สามารถมีกำ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ร&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้เหมือนเก่า หรือมีปัจจัยอื่นมากระทบทำให้อนาคตของกิจการเปลี่ยน&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ป

2. ลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์  ปัจจุบันมีกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์มากมายหลายประเภทให้เลือกลงทุน โดยกองทุนเหล่านี้จะบริหารจัดการค่าเช่าและแบ่งส่วนของกำ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;รมาให้ในรูปแบบของเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนั้นยังมีกองทุนรวมที่ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์อีกต่อหนึ่ง (Fund of Funds) ซึ่งความเสี่ยงนั้นก็ขึ้นอยู่กับอสังหาริมทรัพย์ที่กองทุนบริหารอยู่นั่นเอง

3. ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้แบบ Income Fund  สำหรับกลุ่มนี้ก็เป็นกลุ่มที่คนให้ความสนใจลงทุนมากขึ้นเช่นเดียวกัน สำหรับกองทุนตราสารหนี้ ที่เน้นสร้างผลตอบแทนสูงให้สามารถจ่ายผลตอบแทน&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้ตลอดตามที่นักลงทุนต้องการ หรือกองทุนตราสารหนี้ที่ผสมผสานการลงทุนในสินทรัพย์หลายรูปแบบ ซึ่งแน่นอนว่าความเสี่ยงก็เกิดขึ้นตามประเภท ชนิด และกองทุนรวมที่เลือกลงทุน

อย่าง&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;รก็ดี สำหรับบางคนแล้ว ‘การรับซื้อฝาก’ ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้รับผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกัน แต่เพิ่มเติมความมั่นใจให้กับผู้ลงทุนตรงที่ว่า หากผู้ขายฝาก&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ม่มา&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ถ่ถอนอสังหาฯ ที่นำมาขายฝากคืนตามเวลาที่ตกลงกัน&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ว้ กรรมสิทธิ์ในอสังหาฯนั้นก็จะตกเป็นของผู้รับซื้อฝากโดยสมบูรณ์ โดย&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ม่ต้องมีการฟ้องร้องกัน ซึ่งตรงนี้ดูเหมือนความเสี่ยงจะถูกจำกัดเพียงแค่สินทรัพย์ที่ผู้รับซื้อฝากเลือกลงทุนว่ามีโอกาสเติบโตหรือมูลค่าเพิ่มขึ้นหรือ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ม่

หากลองเปรียบเทียบระหว่างการลงทุนระหว่างสินทรัพย์สามตัวนี้กับการขายฝาก เราจะเห็นความแตกต่างกันดังนี้


ลงทุนอะ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;รบ้าง ที่ให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ

ถ้าคุณเป็นคนที่ต้องการผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในการลงทุน การรับซื้อฝาก ก็อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกซึ่งตอบโจทย์สภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่มีความผันผวนสูง และมีความ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ม่แน่นอนค่อนข้างมาก

ด้วยการ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้ค่าตอบแทนตามที่กฎหมายกำหนด และมีหลักประกันที่เป็นสินทรัพย์อย่างชัดเจน ย่อมทำให้ผู้ลงทุนเกิดความมั่นใจเพิ่มขึ้นในการลงทุน&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้

แต่อย่าง&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;รก็ตาม การลงทุนที่ดีนั้น ย่อมต้องมีการกระจายความเสี่ยง&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้อย่างเหมาะสม ซึ่งการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีการขายฝาก ก็ถือว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจเพื่อให้&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้รับกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอจากผลตอบแทน ส่วนทรัพย์สินจะมีโอกาสเติบโต&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้หรือ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ม่นั้น ย่อมอยู่ที่วิสัยทัศน์ที่ดีของผู้ลงทุนประกอบ และการ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ถ่ถอนของผู้ขายฝากอีกต่อหนึ่งนั่นเอง


วันนี้ “การขายฝากอสังหาริมทรัพย์” สามารถทำผ่านช่องทางออน&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ลน์บนเว็บ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ซต์ของสตาร์ทอัพชื่อ “ซีแอซเซ็ท” (Zazzet) ซึ่งเป็นเว็บ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ซต์จับคู่ขายฝากอสังหาริมทรัพย์กับผู้รับซื้อฝากที่มีคุณภาพ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ว้ในที่เดียวกัน ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงเว็บ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ซต์ www.zazzet.com &#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้ง่ายๆ ซึ่งทางซีแอซเซ็ท มีกระบวนการที่ทำให้มั่นใจ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้เพราะมีบริการสนับสนุนแบบเต็มที่ เช่น บริการแนะนำบริษัทประเมินอสังหาริมทรัพย์ระดับมืออาชีพ และมีทีมงานดูแล ตอบคำถาม และอำนวยความสะดวกตั้งแต่ต้น จนจบกระบวนการ Zazzet จึงถือเป็นเว็บ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ซต์จับคู่ขายฝากที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุค digital อย่างแท้จริง

บทความหน้าพบกับ

  • เปิดอกคุยว่า ทำ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;มคนทั่ว&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ปถึงกลัวขายฝาก ขายฝากแล้วโดนเอาเปรียบจริงหรือ?
  • สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนนำทรัพย์สิน&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ปขายฝาก และ Zazzet สามารถช่วยแก้ปัญหานี้&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้อย่าง&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ร

[Review] SCB Global Robotics Fund กองทุนดีๆ สำหรับผู้ที่สนใจเทคโนโลยีหุ่นยนต์

สวัสดีครับเพื่อนๆทุกท่าน กลับมาพบบทความ Review ของผมอีกครั้งนะครับ วันนี้มีกองทุนที่น่าสนใจมาแนะนำให้เพื่อนๆได้รู้จักกัน นั่นก็คือกองทุนรวม ‘SCB Global Robotics Fund’ หรือ ‘SCBROBO’ ซึ่งเป็นกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี Robotics และระบบอัตโนมัติ แน่นอนว่าหากใครตามข่าวการพัฒนาเรื่องหุ่นยนต์ทั้งหลาย ก็น่าจะทราบดีว่าต่อไปจะเป็นอุตสาหกรรมที่น่าจับตามองเลยทีเดียว หลายชาติและหลายบริษัทก็กำลังแข่งขันกันพัฒนาขีดความสามารถเพื่อนำมาใช้และอำนวยความสะดวกให้กับพวกเรามากขึ้นครับ  

Robotics จึงน่าสนใจมากในยุคหลังจากนี้

หากเราได้ศึกษามุมมองทางประวัติศาสตร์แล้วจะพบว่ามนุษย์เรานั้นได้มีการคิดค้นเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลา โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิตพร้อมๆกับการลดต้นทุนการทำงาน ซึ่งรูปแบบนี้เกิดตั้งแต่สมัยปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้วล่ะครับ เครื่องจักรมาแทนที่แรงงานทำให้ผลิตสินค้าได้มากขึ้น ภายใต้ค่าใช้จ่ายที่น้อยลง

พอมาถึงยุคนี้เราใช้ Robotics และระบบอัตโนมัติมาเพิ่มขีดความสามารถของมนุษย์เพิ่มเข้าไปอีก ทำให้กระบวนการต่างๆ มีความน่าเชื่อถือ ปลอดภัยและแม่นยำ อย่างว่านะครับยุคนี้เราเข้าสู่ความเป็น SMART กันแล้ว ระบบหลายๆ อย่างนั้นมีการพัฒนาให้เล็กลง ฉลาดขึ้น มีความเป็นอัจฉริยะและคล่องตัวในการใช้งาน

แม้กระทั่งนักธุรกิจมหาเศรษฐีแนวหน้าของโลกอย่าง ‘Elon Musk’ ยังกล่าวเลยว่า “ในอนาคตนั้นหุ่นยนต์จะสามารถทำทุกอย่างได้ดีกว่ามนุษย์” บริษัทหลายๆ แห่งในต่างประเทศก็เริ่มขยับตัวที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้งานกันมากขึ้นแล้วด้วยนะครับ

เทรนด์การเติบโตของอุตสาหกรรม Robotics มาแน่นอน

จากการวิเคราะห์ของบริษัท Boston Consulting Group บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลกนั้น จะเห็นได้ว่าในช่วงปี 2000 – 2010 การใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติยังมีตัวเลขที่ไม่มากและใช้เฉพาะในกลุ่มของโรงงานอุตสาหกรรมเป็นหลัก ซึ่งพวกเราเองก็อาจจะคุ้นเคยกับภาพโรงงานผลิตที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นระบบสายพาน การขนส่งอัตโนมัติในโรงงาน เป็นต้น

แต่หลังจากปี 2015 มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด บริษัทได้ประเมินการเติบโตในอัตราทบต้น (CAGR) จะมากถึง 10%  เพราะนอกเหนือจากการเติบโตในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว Robotics ยังถูกนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์และกลายเป็นส่วนหนึ่งในการใช้งานส่วนบุคคลด้วย ถ้าหากเราสังเกตดูในช่วงนี้ หลายๆประเทศได้เริ่มนำหุ่นยนต์มาให้บริการในร้านค้า การแพทย์มากขึ้นแล้วนะครับ พวกหุ่นยนต์พวกนี้จะมีระบบประสาทสัมผัสที่ดีมาก คุยตอบโต้รู้เรื่องและสามารถประมวลผลเรื่องต่างๆเพื่อแนะนำสินค้าและบริการได้อย่างรวดเร็ว แถมสามารถเคลื่อนไหวได้จริงด้วยครับ

นอกจากนี้ในส่วนการใช้งานส่วนบุคคล เดี๋ยวนี้ก็เริ่มมีสินค้ามากขึ้นแล้วนะครับ เช่น การเล่มเกมส์ ความบันเทิงต่างๆ การใช้ Chat bot หรือที่ฮิตกันมากก็การส่งโดรนบินไปมา รวมถึงบรรดาพวกเครื่องดูดฝุ่นอัจฉริยะที่ช่วยทำความสะอาดบ้าน ก็ถูกนำมาขายมากขึ้นเรื่อยๆหลากหลายยี่ห้อตามห้างสรรพสินค้า

รูปภาพข้างล่างนี้แสดงให้เห็นว่าการพัฒนา Robotics ในปัจจุบันนั้นมีการต่อยอดมากขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่เราใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจะต้องมีการจัดวางสิ่งแวดล้อมให้เป็นระบบ  เช่น การทำหน่วย Workcells ในการผลิต เข้ามาสู่การสร้างหุ่นยนต์ในรูปแบบที่ฉลาด สามารถทำงานในสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้ เช่น การใช้โดรนไปเก็บข้อมูลในสถานที่ต่างๆ หรือระบบที่มีความฉลาดเฉพาะทางในทางการแพทย์ วิศวกรรม อวกาศ

และที่ผ่านมาไม่นานนั้นเพื่อนๆก็คงจะเคยได้ยินข่าวที่มีการพัฒนาระบบ AI ที่ประมวลผลตัดสินใจต่างๆได้ เช่นเกมส์แข่งกับมนุษย์ ยกตัวอย่าง ในกรณีของ Alphago ที่มาเล่นโกะแข่งกับแชมป์จนสามารถเอาชนะได้ ต่อไปก็คงมีระบบที่มีความคิดซับซ้อน อยู่ในรูปแบบต่างๆ มาใช้ในงานต่างๆอีกเพียบเลยครับ พูดง่ายๆก็คือยังโตได้อีกเยอะ

ทั้งหมดนี้มันทำให้เราเห็นได้ว่าการใช้งาน Robotics ถูกนำมาใช้งานใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ และในอนาคตคงจะมาแทนที่การทำงานของมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆด้วยครับ

อีกเหตุผลหนึ่งที่น่าสนใจมากกว่า Trend นี้มีโอกาสเกิดขึ้นจริงๆ เราจะเห็นได้จากภาพข้างล่าง แสดงให้เห็นตัวเลขของการพัฒนาหุ่นยนต์ของบริษัทชั้นนำระดับโลกอย่าง KUKA ตั้งแต่ปี 1980 – 2010 จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า ต้นทุนในการผลิตหุ่นยนต์นั้นลดลงจาก 100% เหลือแค่ 20% โดยมีประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้นจาก 100% เป็น 300% อีกทั้งการบำรุงรักษา ขนาดและน้ำหนัก ก็สามารถทำได้ในขนาดที่เล็กลง

ในมุมมองของผมก็เลยคิดว่า ช่วงนี้โลกเรากำลังจะเจอจุดเปลี่ยนเมื่อหุ่นยนต์จะเข้ามาแทนที่รูปแบบการทำงานและการใช้ชีวิต เพราะเทคโนโลยีนี้กำลังมีความได้เปรียบที่ราคาคุ้มค่าต่อประสิทธิภาพที่ได้รับมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องอย่าลืมนะครับ ว่าเดิมทีเครื่องจักรช่วยในแง่การผลิตในระบบที่ถูกกำหนดไว้เท่านั้น แต่หุ่นยนต์ทำได้มากกว่าคือ สามารถตัดสินใจในสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้ นับวันมันก็จะเก่งขึ้นและราคาถูกลง

ถ้าให้เปรียบเทียบกับในอดีตที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ก่อนคริสต์ศตวรรตที่ 20 เวลาที่คนจะเดินทางจะมีการใช้ม้าเป็นยานพาหนะ จนกระทั่งต่อมามีการคิดค้นรถยนต์เพื่อใช้เดินทาง ในตอนแรกที่ผลิตนั้นต้นทุนสูงมาก ราคาก็แพง ประสิทธิภาพก็ไม่ดีนัก แต่ก็มีการพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ในปี 1900 ประเทศสหรัฐอเมริกามีรถยนต์ 4,192 คันเท่านั้น แต่พอผ่านมาถึงปี 1912  มีรถยนต์เพิ่มขึ้นถึง 356,000 คัน (อ้างอิงจากบทความ From horses to horsepower: A rocky transition) เพราะมันกลายเป็นอุตสาหกรรมที่คนเข้าถึงได้ ราคาถูกลง วิ่งได้นานและไกลขึ้น รถยนต์คันหนึ่งผลิตได้เร็วกว่าการเลี้ยงม้าอีก ซึ่งต่อมาคนก็ไม่ขี่ม้ากันแล้

ระเบิดความมัน! The Walking Dead เตรียมปล่อยเกม AR ล่าซอมบี้แบบเสมือนจริง

ข่าวดีสำหรับคอเกม และแฟนคลับซีรี่ย์ เตรียมพบกับ The Walking Dead: Our World มิติใหม่ของ The walking dead ที่เหล่าซอมบี้ Walkers จะมาเดินอยู่บนโลกความเป็นจริงข้าง ๆ คุณ!  ด้วยระบบการทำงานของเกมแบบ Augmented Reality (AR) และการระบุตำแหน่งเหมือน Pokémon Go แตกต่างที่ความน่ากลัวที่พร้อมจะให้ผู้เล่นได้ลุ้นระทึกเสมือนจริง

“มันจะช่วยให้ผู้เล่นเต็มอิ่มไปกับการเล่นเกมจากซีรี่ย์ดังนี้ ผ่านการผสมผสานภาพแบบดิจิทัล อาทิ ตัวละคร และอาวุธ เข้ากับสภาพแวดล้อมจริงของผู้เล่นเอง” AMC บริษัทผู้ผลิตกล่าว

วิดีโอตัวอย่างแรกของ Our World สร้างความตื่นเต้นให้เราได้เห็น เมื่อคุณสามารถต่อสู้กับเหล่าซอมบี้ได้หลากสถานที่ไม่ว่าจะเป็น ร้านสะดวกซื้อ สวนสาธารณะ หรือแม้แต่ในโรงพยาบาล นอกจากนี้ยังมีเวอร์ชั่นตัวละครเสมือนจากในซีรี่ย์ที่ได้รับความนิยม ไม่ว่าจะเป็นRick, Daryl และ Michonne มาช่วยเราต่อสู่ด้วย

Our World อยู่ระหว่างการพัฒนาเกมโดยบริษัท Finnish studio Next Games ซึ่งเป็นทีมเดียวกับผู้อยู่เบื้องหลังเกม The walking dead: No man’s land ที่มีผู้ดาวน์โหลดแล้วกว่า 16 ล้านครั้ง

ทั้งนี้วันที่เปล่อยเกมออกมาให้แฟน ๆ ได้เล่นกันนั้นยังไม่มีการระบุแน่ชัด แต่เมื่อเปิดตัวผู้เล่นจะได้เล่นพร้อมกันทั้ง iOS และ Androidเลยทีเดียว!

source : 

https://www.theverge.com/2017/8/29/16184500/the-walking-dead-our-world-augmented-reality-game-iphone-android

http://fanfest.com/2017/08/29/the-walking-dead-is-getting-a-pokemon-go-style-location-based-ar-game/

แกะรอยหุ้น IPO ตอน เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น (SSP) เปลี่ยนแสงแดดให้เป็นเงิน

ใครๆ ก็พูดว่านี่คือยุคของ ‘พลังงานทดแทน’

โดยเฉพาะพลังงานสะอาดนั้น ค่อนข้างชัดเจนมากในโลกธุรกิจปัจจุบัน ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าที่มหาเศรษฐีอย่าง ‘Elon Musk’ ผลักดันจนกลายเป็นกระแสทั่วโลก ไหนจะนโยบายขนส่งปราศจากน้ำมันปิโตรเลียมที่หลายประเทศในยุโรปก็ออกปากกันมามากมายว่า ตั้งเป้าจะให้รถยนต์ในประเทศเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าสะอาดหรือแบบไฮบริดจ์ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า รวมถึงพลังงานสะอาดในภาคอุตสาหกรรมระดับโลก ที่ประเทศจีนก็เพิ่งเปิดตัวสวนแผงโซลาร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกไป

เพื่อไม่ให้ตกเทรนด์ วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับหุ้นไอพีโอน้องใหม่อีกตัวหนึ่งกันคือ บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SSP บริษัทโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ที่ผมชอบเรียกอย่างติดตลกว่า อุตสาหกรรมที่เปลี่ยนของไร้ค่าอย่างแสงแดดให้กลายเป็นเงิน

ในปี 2555 ครอบครัวไกรพิสิทธิ์กุล ได้ยื่นคำร้องและข้อเสนอเพื่อขอเข้าร่วมโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน ในนามของ บริษัท เสริมสร้างพลังงาน จำกัด (“SPN”) โดยได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

ต่อมาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2558 ได้จดทะเบียนจัดตั้ง บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“SSP”) ซึ่งประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ และเพื่อรองรับการขยายธุรกิจ โดยปัจจุบันมีธุรกิจอยู่ 2 ส่วนหลัก ได้แก่

1. ธุรกิจลงทุนและพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

  • ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย มีโครงการที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 1 โครงการ ได้แก่ โครงการเสริมสร้าง โซลาร์ ภายใต้การดำเนินงานของ SPN ที่ จ.ลพบุรี
  • ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น ประกอบด้วย โครงการฮิดะกะ ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา (ยังไม่เริ่มก่อสร้าง) อีก 2 โครงการคือ โครงการยามากะ และโครงการโซเอ็น
  • ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา หรือ Solar Rooftop ประกอบด้วยโครงการ SNNP 1 ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการก่อสร้าง และ SNNP 2 อยู่ระหว่างการพัฒนา

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในไทยอีก 1 โครงการที่ร่วมกับองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) ที่อยู่ในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร พ.ศ.2560 ซึ่งตอนนี้ได้ผ่านการคัดเลือกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

2. ธุรกิจลงทุนและพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่นๆ

อาทิ โรงไฟฟ้าพลังงานลม โรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซชีวภาพ โรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล และโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ ฯลฯ

ในปัจจุบัน บริษัทฯ มีรายได้หลักมาจากโครงการเสริมสร้างโซลาร์ ลพบุรี กำลังการผลิตติดตั้ง 52 เมกะวัตต์ ปริมาณพลังงานไฟฟ้าเสนอขายตามสัญญา 40 เมกะวัตต์ โดย ณ สิ้นรอบบัญชี 2559 บริษัทมีรายได้รวม 876.7 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากอัตราค่าไฟฟ้า (ค่าไฟฐานบวกค่า Ft) 285.6 ล้านบาท (32.6 เปอร์เซ็นต์) และรายได้เงินอุดหนุนส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (ค่า Adder) 583.6 ล้านบาท (66.6 เปอร์เซ็นต์) โดยสัญญาซื้อขายไฟฟ้าดังกล่าวเป็นสัญญาประเภท Non-Firm (ไม่กำหนดปริมาณไฟฟ้าขั้นต่ำที่ต้องจ่ายให้การไฟฟ้า) มีอายุสัญญา 5 ปี และสามารถต่ออายุสัญญาได้คราวละ 5 ปี เมื่อครบกำหนดอายุสัญญา ซึ่งได้ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (“Adder”) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในอัตรา 6.5 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 10 ปี จากวันเริ่มต้นเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทฯ มีนโยบายที่จะต่ออายุสัญญาเมื่อครบกำหนด 5 ปี จนสิ้นอายุโครงการ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วโครงการมีอายุประมาณ 25 ปี

ในส่วนของความสามารถในการทำกำไร จากงบกำไรขาดทุนย้อนหลัง 2 ปี บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 498.5 ล้านบาท และ 447.4 ล้านบาทตามลำดับ หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 58.5 เปอร์เซนต์ และ 51.0 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ

สำหรับข้อมูลการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน คือจำนวนหุ้นที่เสนอขายไม่เกิน 276,375,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (Par) 1 บาทต่อหุ้น ซึ่งประกอบด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยบริษัทฯ จำนวนไม่เกิน 230,375,000 หุ้น และหุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทฯ จำนวนไม่เกิน 46,000,000 หุ้น รวมคิดเป็นร้อยละ 30 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ โดยเงินที่ได้จากการระดมทุนจะมานำมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ใช้คืนหนี้ที่กู้ยืมมาลงทุน และนำไปลงทุนในโครงการผลิตไฟฟ้าของบริษัทฯ

ในส่วนของงบกระแสเงินสดย้อนหลัง 2 ปี พบว่ากระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานที่เป็นลบในปี 2558 กลับมาเป็นบวกในปี 2559 ส่วนกระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุนเป็นลบทั้ง 2 ปี โดยมีสัดส่วนสำคัญมาจากการลงทุนในอาคาร ที่ดิน และอุปกรณ์ ในขณะที่กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินเป็นบวกตามกิจกรรมการจัดหาเงินที่มีการกู้ยืมเงินเพื่อมาใช้ขยายกิจการ

จุดเด่นทางธุรกิจ

1. มีโครงสร้างการกำกับดูแลกิจการที่ดี และโปร่งใส ซึ่งมีกลไกการตรวจสอบภายในและถ่วงดุลอำนาจ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการดำเนินธุรกิจเป็นไปเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้น

2. ดำเนินธุรกิจโดยคณะผู้บริหารที่เป็นคนรุ่นใหม่ บริหารงานด้วยความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน พร้อมด้วยวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจ และมีแนวทางการบริหารงานที่กระชับ มีความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจและมีความยืดหยุ่น สามารถปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับภาวะอุตสาหกรรมได้อย่างรวดเร็ว

3. ผู้บริหารมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดในการศึกษา พัฒนา และลงทุนในโครงการต่างๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าโครงการที่เลือกลงทุนนั้น สามารถพัฒนาได้ตามแผนที่วางไว้ พร้อมทั้งได้รับผลตอบแทนตามที่คาดการณ์

4. ดำเนินธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มการเติบโตที่สูง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลทั้งในประเทศไทยและญี่ปุ่น พร้อมทั้งความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

5. มีแผนขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 200 เมกะวัตต์ ภายในปี 2563 ซึ่งปัจจุบันมีแผนการพัฒนาโครงการในอนาคตแล้ว 114.1 เมกะวัตต์

6. มีรายได้ที่มั่นคงแน่นอน จากการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับผู้รับซื้อไฟฟ้าที่น่าเชื่อถือ และมีโรงผลิตกระแสไฟฟ้าที่มีคุณภาพสูง ภายใต้การรับประกันประสิทธิภาพต่างๆ ซึ่งสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ตามที่คาดการณ์

ความเสี่ยงทางธุรกิจ

เนื่องจากปัจจุบัน SSP เป็นธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก บริษัทฯ จึงมีความเสี่ยงหลายอย่างที่เป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณา อาทิ ความเสี่ยงที่แสงแดดจะมีความเข้มน้อยกว่าที่คาดการณ์ อย่างไรก็ตามประเทศไทยมีข้อได้เปรียบตรงจุดนี้เพราะแสงแดดแรง จากทำเลที่ตั้งประเทศที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ความเสี่ยงที่แผงโซลาร์เซลล์จะเสื่อมเร็วกว่ากำหนด โดยตรงนี้บริษัทฯ ก็มีการรับประกันจากผู้รับเหมาในเรื่องอายุการใช้งาน ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ซึ่งบริษัทฯ มีการทำประกันภัยไว้ตามความเหมาะสม รวมไปถึงความเสี่ยงด้านอื่นๆ เช่น ความเสี่ยงในการดำเนินงาน และความเสี่ยงจากปัญหาทางกฎหมาย

จากที่กล่าวมานี้ หุ้นโรงไฟฟ้าจึงถือเป็นหุ้นอีกกลุ่มที่มองเห็นภาพอนาคตได้ชัดเจน เนื่องจากสัญญาการซื้อขายไฟฟ้ากับภาครัฐนั้น เป็นเครื่องการันตีอย่างดีถึงรายได้ที่มั่นคงในอนาคต อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจำเป็นต้องศึกษาถึงโอกาสที่โครงการจะล่าช้า เพื่อนำไปปรับในการประเมินมูลค่าได้อย่างเหมาะสม

บมจ.เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จึงเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในการลงทุนของผู้ลงทุนที่สนใจหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด โดยบทความฉบับนี้ไม่มีเจตนาแนะนำซื้อ ถือ หรือขาย เพียงแต่ช่วยทำการสรุปหนังสือชี้ชวนตราสารทุนมาเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจและสะดวกต่อการนำไปใช้งานต่อได้

อ่านหนังสือชี้ชวนตราสารทุนฉบับเต็มได้ที่ http://market.sec.or.th/public/ipos/IPOSEQ01.aspx?TransID=113961

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save