เพิ่มเงินในกระเป๋าด้วย GrabCar อาชีพเสริมชิลๆ ที่รายได้ไม่ชิล

เมื่อเงินเดือนที่น้อยนิดต้องแบกรับรายจ่ายที่มาจากทุกทิศทุกทาง ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ส่งเงินให้พ่อแม่ และไหนจะผ่อนของใช้อีกมากมาย ก็ไม่น่าแปลกใจนักที่เงินเหลือสำหรับออมจะเหลือเพียงหยิบมือหลังหักค่าใช้จ่ายต่อเดือนจนหมด

การหารายได้เสริมเพิ่มเติม เพื่อมาสร้างสมดุลกับรายจ่ายในกระเป่าตังค์เรา จึงเป็นสิ่งที่หลายๆคนตามหา แต่งานประจำที่กินพลังงานเราจนแทบหมดตัวแล้ว จะเอากำลังที่ไหนไปหารายได้เสริมอีกละเนี่ย

เพียงแค่ใช้สิ่งที่เรามีอยู่ ก็สามารถเพิ่มรายรับได้ง่ายๆ

หลายคนอาจมองว่าการหารายได้เสริมเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก มีต้นทุนเยอะ ต้องใช้ความสามารถต่างๆ แต่จริงๆแล้ว การหาราได้เสริมไม่ได้ยากอย่างที่คิด เริ่มจากการมองหาสิ่งที่เรามีรอบตัวก่อน ว่าเราทักษะอะไร มีทรัพย์สินอะไรบ้าง

ถ้าใครมีความสามารถพิเศษก็จะสามารถหารายได้เสริมได้ง่ายหน่อย แต่สำหรับคนที่วาดรูปก็ไม่เป็น จะซื้อกล้องมาฝึกถ่ายรูปก็มีต้นทุนสูง จะซื้อเครื่องดนตรีมาฝึกเล่นก็ดูจะต้องใช้เวลาซ้อมนานกว่าจะเริ่มหาเงินได้ การใช้สิ่งที่เรามีอย่าง “รถ” เพื่อหารายได้เสริมนั้นก็เป็นอะไรที่น่าสนใจ เพราะเราไม่ต้องลงทุนเพิ่มอะไรเลย ก็สามารถหารายได้เสริมได้เหมือนกัน

ในปัจจุบันคงไม่มีใครที่จะไม่รู้จักแอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า “Grab” ที่สามารถให้ผู้ที่มีรถทั่วไป ทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ สามารถเป็นผู้รับส่งผู้โดยสาร ผ่านการจับคู่ผู้โดยสารและผู้รับส่งผ่านแอพพลิเคชั่นในมือถือ ที่สะดวกรวดเร็ว หมดปัญหาเรื่องการไม่มีผู้โดยสารหรือการรอรถนานอีกต่อไป

นอกจากความสะดวกในการเดินทางแล้ว ในมุมของผู้ขับ Grab ก็ยังได้รับรายได้ที่น่าพึงพอใจอีกด้วย จากที่ทีมงาน aomMONEY ได้เคยนั่งรถ GrabCar มาก็หลายครั้ง ได้พูดคุยกับคนขับไปก็ไม่น้อย ส่วนใหญ่กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “รายได้ค่อนข้างดี” เนื่องจากในปัจจุบันลูกค้าหันมาใช้การโดยสารผ่านแอพพลิเคชั่นนี้กันเยอะขึ้น โดยมีการแบ่งสัดส่วนรายได้กับทางผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่น และบางช่วงเวลาทาง Grab มีระบบที่จะประกันรายได้ต่อรอบให้เราเมื่อวิ่งครบตามรอบที่กำหนด หรือโบนัสเมื่อขับในช่วงเวลาต่างๆ

ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นข้อดีที่ทำให้มีผู้สนใจขับมากมายนั้น น่าจะเป็นเพราะว่า “การเลือกเวลาขับเองได้” ตามความสะดวกของแต่ละคน ทำให้บางคนชอบขับกลางคืนรถไม่ติด ว่างๆก็ออกมาหารายได้เสริมก็มี หรือวันไหนเหนื่อยก็สามารถพักได้อย่างสบายๆ เลย

สำหรับใครที่กลัวว่าจะมีปัญหากับผู้โดยสารละก็สบายใจหายห่วงได้เลย เพราะแอพพลิเคชั่น “Grab” นั้นมีระบบคำนวนราคาตั้งแต่ก่อนขึ้นรถแถมยังคำนวนเส้นทางที่เร็วที่สุดให้แล้วด้วย ทำให้เกิดความสบายใจทั้งผู้โดยสารและคนขับ ไม่ต้องมานั่งทะเลาะกันให้ปวดหัวเสียอารมณ์ที่สดใสของเรา

ถ้าใครเริ่มสนใจการหารายได้เสริมแบบนี้แล้ว ขั้นตอนการสมัครเป็นผู้ขับ Grab นั้นก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดครับ เพียงแค่เข้าไปกรอกประวัติส่วนตัวของเรา เอกสารเกี่ยวกับรถที่เราจะใช้ โทรศัพท์สมาร์ทโฟน สมุดบัญชีที่จะใช้รับจ่ายเงิน สุดท้ายก็ถ่ายหน้าเซลฟี่ด้วยรอยยิ้ม เพื่อให้ผู้ใช้บริการเห็นเราตอนเรียกใช้บริการ เป็นอันเรียบร้อย จากนั้นก็นำเอกสารไปยืนด้วยตัวเองหรือยื่นผ่านทางออนไลน์ก็แล้วแต่สะดวกเลยครับ หลังจากในส่วนของเอกสารเรียบร้อยก็ไปอบรมเพียงไม่กี่ชั่วโมง เราก็สามารถเป็นผู้ขับ Grab ได้แล้ว !!

เพิ่มเงินในกระเป๋าด้วย GrabCar อาชีพเสริมชิลๆ ที่รายได้ไม่ชิล

แต่ก่อนที่จะเพลิดเพลินกับรายได้เสริมที่ได้มาอย่างสำราญใจ ขอแนะนำว่าหลังจากได้รับเงินมาแล้วให้แบ่งเงินส่วนนึงออกไว้ก่อนเลย เพราะไอเจ้าพาหนะที่เราใช้หารายได้เสริม มันก็ต้องมีต้นทุนเหมือนกันใช่มั้ยหละครับ

1. น้ำมัน

คนยังต้องกินข้าว รถก็ต้องกินน้ำมัน ไม่งั้นก็คงงอแงไม่ยอมไปไหนแน่ๆ ค่าน้ำมันนั้นก็แทบจะเป็นต้นทุนหลักในการขับ Grab เลย แต่ถ้าใครใช้เป็นรถติดแก๊สก็อาจจะประหยัดได้มากกว่าหน่อย

2. ตรวจเชคสภาพรถยนต์

เนื่องจากเรามีการใช้งานมันมากขึ้น รถก็ต้องมีการเสื่อมลงเป็นธรรมดา การหมั่นตรวจเชครถให้อยู่ในสภาพดีอยู่เสมอ ก็จะทำให้รถอยู่กับเราไปได้นานขึ้น

3. ประกันรถยนต์

อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกที่ แม้ว่าเราจะไม่ประมาทก็อาจจะมีคนอื่นมาชนเราได้อยู่ดี เพราะฉะนั้นการเลือกประกันรถมาแบ่งเบาภาระทั้งทางค่าใช้จ่ายและความกังวลใจของเราด้วย

4. โทรศัพท์

สำหรับใครที่ใช้แพกเกตอินเตอร์เนตของสมาร์ทโฟนอยู่แล้ว ก็น่าจะไม่ต้องห่วงถึงค่าใช้จ่ายตรงนี้มากนัก อาจจะมีค่าอินเตอร์เนตหรือค่าไฟเพิ่มขึ้นนิดหน่อย แต่ถ้าใครไม่ได้ใช้สมาร์ทโฟนอยู่ก่อนแล้ว เดี๋ยวนี้ราคาค่าโทรศัพท์สมาร์ทโฟนก็ไม่ได้แพงแล้ว เริ่มต้นแค่ 1-2 พันบาท เท่านั้นเอง

เพิ่มเงินในกระเป๋าด้วย GrabCar อาชีพเสริมชิลๆ ที่รายได้ไม่ชิล

การหารายได้เสริมนี่ไม่ยากอย่างที่คิดใช่มั้ยหล่ะครับ เพียงแค่ใช้ของที่เรามีอยู่แล้ว ไม่ต้องลงทุนเพิ่มอะไรเลย ก็หายรายได้เสริมกันได้แบบชิลๆ แล้ว หวังว่าเพื่อนๆ ที่สนใจขับ GrabCar จะสามารถหารายได้เสริม เพื่อมาสร้างสมดุลกับรายจ่ายได้มากขึ้นนะครับแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเราต้องควบคุมรายจ่ายให้ได้ด้วย ไม่เช่นนั้นหารายได้เพิ่มมาเท่าไหร่ก็ไม่พอแน่ๆ และอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ขับ GrabCar ต้องระวังมากๆ ก็คือเรื่องของอุบัติเหตุบนท้องถนนและการฝึกดูเส้นทางในการขับให้ชำนาน เพราะถ้าเราประมาทแอพพลิเคชั่นฉลาดล้ำแค่ไหนก็ช่วยเราไม่ได้นะครับ

สนใจสมัครขับ GrabCar หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.grab.com/th/driver/car/

บทความนี้เป็น Advertorial

“SIGMA” รัฐพร้อมเปลี่ยนไทย สู่ยุคดิจิทัล

เมื่อเข้าสู่ยุค Digital Transformation ประเทศไทยก็ถึงคราวต้องปรับตัว

“วันนี้เราอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้แล้ว กับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง เราเห็นกระแสโลก โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัลไปที่เปลี่ยนไปเร็วมาก”

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 11 กันยายน 2560 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ได้มีการเสวนาในหัวข้อ “ทิศทางการปรับเปลี่ยนประเทศในยุค Digital Transformation”

ซึ่งในปีนี้ และปีหน้าคือปีของ Digital Transformation คือช่วงเปลี่ยนผ่านของประเทศ เมื่อเปลี่ยนแล้วสังคมไทยก็จะได้รับผลประโยชน์ทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมโดยใช้ดิจิทัล โดยดร. พิเชฐ ได้นิยามผ่านตัวอักษร “SIGMA” ที่รัฐบาลอยากจะช่วยสนับสนุนพลิกโฉมประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้น ได้แก่

  • S (Security) หรือ Cyber Security ระบบปกป้อง คุ้มครองทั้งปัจเจคชน หน่วยงาน
  • I (Infrastructure) โครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ โครงสร้างที่สำคัญที่สุดคือ ส่วนที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม
  • G (Government) หรือ e-Government ยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ธุรกิจทำงานได้ง่ายขึ้น ประชาชนก็เข้าถึงภาครัฐได้ดียิ่งขึ้น
  • M (Manpower) กำลังคนที่จะมาช่วยกันขับเคลื่อนประเทศสู่ความเป็นดิจิทัล 4.0
  • A (Application) เปิดโลกธุรกิจ อุตสาหกรรมประเทศไทย โดยมีแอปพลิเคชันเป็นสื่อกลาง ทั้งธุรกิจที่มีอยู่แล้วในตลาด และธุรกิจใหม่ ๆ

ทั้งหมดที่ว่ามานี้ เป็น 5 ด้านสำคัญ เพื่อการปรับเปลี่ยนประเทศไทยสู่ความเป็นดิจิทัล คือ ผลรวมจากการบูรณาการจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน มาช่วยกัน 

และในอนาคต ภาครัฐก็คงสนับสนุนด้านนี้อย่างต่อเนื่อง…

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่รวบรวมปรากฏการณ์แห่งโลกยุคใหม่ที่ครบ จบ ในงานเดียว  แบบฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย! 21-24 กันยายนนี้! ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ชาเลนเจอร์ 1-2 ลงทะเบียนร่วมงานล่วงหน้าได้ที่ www.digitalthailandbigbang.com

[Review] สร้างผลตอบแทนเพิ่ม ด้วยกองทุนตราสารหนี้ ให้ชีวิตดีกว่าที่เคย

“มีเงินก้อนประมาณนี้ ลงทุนอะไรดี?” หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่ทุกคนต้องเคยคิดขึ้นมา ถ้าจะไปปรึกษากูรูการเงินทั้งหลาย ย่อมจะได้รับคำตอบแตกต่างกันไป อย่างพรี่หนอมเองก็ชอบบอกให้เริ่มต้นจากเงินฉุกเฉิน (สำรองไว้เท่ากับค่าใช้จ่าย 3-6 เดือน) แล้วค่อยไปวางแผนลงทุนจะดีกว่า

แต่การเก็บเงินฉุกเฉิน หรือเงินฝากไว้ในธนาคารเพียงอย่างเดียวอาจจะได้รับผลตอบแทนระดับหนึ่ง อย่างที่รู้กันว่าสมัยนี้ ดอกเบี้ยมันร่อยเรี้ยเตี้ยติดดิน บอกตรงๆว่าบางทีไม่พอซื้อมาม่ากินเสียด้วยซ้ำ หลายคนจึงแนะนำให้ลองเปลี่ยนมาเก็บไว้ใน กองทุนรวมตราสารหนี้ แทน ซึ่งได้รับผลตอบแทนดีกว่า

สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่ากองทุนตราสารหนี้คืออะไร พรี่หนอมขอบอกว่ากองทุนตราสารหนี้  คือ กองทุนที่นำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ (อ้าววว ตอบแบบนี้มันกำปั้นทุบดินนี่หว่า) งั้นเอาแบบนี้ดีกว่าครับ ตัวตราสารหนี้นั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามประเภทของผู้ออก นั่นคือ รัฐบาล และเอกชน อย่างเช่น ตั๋วเงินคลัง, พันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้ อะไรแบบนี้ หรือพูดง่ายๆคือเราเป็นเจ้าหนี้เงินกู้เค้านั่นแหละครับ โดยมีทั้งตราสารหนี้ไทยและต่างประเทศครับผม

ขออนุญาตยกตัวอย่าง กองทุนตราสารหนี้ 2 ตัวมารีวิวให้ดูกัน

นั่นคือ ‘กองทุนเปิดทหารไทยธนไพศาล’ (TMBBF) ที่เพิ่งได้รับรางวัลกองทุนตราสารหนี้ยอดเยี่ยม 2017 ประเภทกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น จาก Morningstar Thailand และ ‘กองทุนเปิดทหารไทยธนไพบูลย์’ (TMBABF) ที่เพิ่งได้รับรางวัลกองทุนยอดเยี่ยมแห่งปี 2017 ประเภทกองทุนตราสารหนี้ทั่วไป จาก Money & Banking Awards มาฝากกันครับ

เอาล่ะครับ เราลองมาดูข้อมูลเปรียบเทียบในส่วนสำคัญที่ควรรู้
จากหนังสือชี้ชวนสรุปข้อมูลสำคัญ ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2560 กันดีกว่าครับ

จากข้อมูลจะเห็นว่า ผลตอบแทนที่ได้รับนั้นสูงกว่าเงินฝากธนาคารอย่างแน่นอนครับ และอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ที่ลงทุนอยู่นั้นก็อยู่ในระยะเวลา 1-2 ปี (Portfolio Duration) ซึ่งถือว่าเหมาะกับการใช้เป็นที่พักเงินในระดับหนึ่งเลยล่ะครับ

แต่อย่างไรก็ตาม กองทุนตราสารหนี้นั้นจะมีความเสี่ยงในกรณีที่มีสิทธิผิดนัดชำระหนี้มากกว่า ซึ่งแลกมาด้วยผลตอบแทนที่ว่านั่นแหละครับ ดังนั้นตรงนี้ต้องระวังไว้เหมือนกันครับ ถ้าหากใครคิดจะลงทุนในกองทุนนี้ ต้องดูต่อด้วยว่าประเภทตราสารหนี้ที่กองทุนนั้นลงทุนคือประเภทใดบ้าง พรี่หนอมขอพาลงรายละเอียดไปดูกันต่อเลยครับผม

จากข้อมูลของสินทรัพย์ที่ลงทุนนั้น จะเห็นว่าในส่วนของกองทุนเปิดทหารไทยธนไพศาลจะเน้นลงในกลุ่มทีเป็น Investment Grade (BBB ขึ้นไป) เป็นหลัก แต่ในส่วนของกองทุนเปิดทหารไทยธนไพบูลย์จะลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชนชั้นดีทั้งในประเทศและต่างประเทศ และยังลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนเพิ่มในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝงและกลุ่มของตราสารหนี้ต่ำกว่า Investment Grade ด้วยครับ ดังนั้นความผันผวนของกองทุนเปิดทหารไทยธนไพบูลย์ อาจขยับเพิ่มอีกนิด แต่ผลตอบแทนก็มีโอกาสสูงกว่ากองทุนเปิดทหารไทยธนไพศาลในระยะยาวเช่นกัน

ลองมาดูกันต่อถึงรายละเอียดการลงทุนของกองทุนทั้ง 2 กองครับ ว่าลงทุนในสินทรัพย์ประเภทไหนบ้าง
ซึ่งพรี่หนอมสแกนดูแล้วก็พบว่าส่วนใหญ่จะเป็นตราสารหนี้ที่อยู่ในกลุ่ม Investment Grade ทั้งนั้นครับผม

จาก 2 รูปข้างบนนี้ อย่าลืมเช็คให้ดีนะครับว่า ตัวเราชอบการลงทุนแบบไหน และเข้าใจแบบไหนมากกว่ากัน เพราะกองทุนตราสารหนี้ทั้งสองประเภทนั้น แม้จะมีระดับความเสี่ยงของกองทุนเท่ากันที่ระดับ 4  แต่แตกต่างกันที่นโยบายการลงทุนครับ

จากกราฟผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า ทั้ง 2 กองทุน นอกจากจะสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นเหนือเงินฝากแล้วยังสามารถรักษาระดับความผันผวนของกองทุนไว้ในระดับต่ำ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของกองทุนตราสารหนี้จนทำให้ได้รับรางวัลกองทุนยอดเยี่ยม

สรุปจากข้อมูลทั้งหมด

จะเห็นว่าโดยรวมแล้วกองทุนเปิดทหารไทยธนไพศาล และกองทุนเปิดทหารไทยธนไพบูลย์  ทั้ง 2 กองทุนรวมนี้ ผลตอบแทนที่ได้รับก็โอเค ระยะเวลาการลงทุนก็ดูเหมาะสมสำหรับเป็นที่พักเงิน ซึ่งพรี่หนอมมองว่า ถ้าหากเราเข้าใจประเภทสินทรัพย์ที่ลงทุนแล้ว กองทุนรวมตราสารหนี้นั้นถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีกว่าการเก็บเงินไว้ในกระเป๋าเฉยๆ หรือฝากเงินในธนาคารเพียงอย่างเดียว แถมขั้นตอนการซื้อกองทุนเดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้ยากแล้วครับ จะออนไลน์ก็ได้ ออฟไลน์ก็ดี เอาที่สบายใจได้หมดทุกอย่างครับ

โดยส่วนตัวพรี่หนอมเองก็ใช้กองทุนตราสารหนี้เป็นตัวช่วยในการพักเงินค่าใช้จ่ายสำหรับลูกเมียเหมือนกันครับ เรียกว่าเป็นเงินฉุกเฉินพิเศษที่จำเป็นตามวิถีพ่อบ้านใจกล้าครับผม (ฮา)

อ๊ะ แต่เท่านั้นยังไม่พอครับ… นอกจากกองทุนตราสารหนี้แบบธรรมดาแล้ว ทาง TMBAM เองยังมีกองทุนตราสารหนี้ทั้ง 2 ตัวนี้ สำหรับคนที่ต้องการประหยัดภาษีด้วย!

นั่นคือ กองทุนเปิดทหารไทยธนไพศาล เพื่อการเลี้ยงชีพ (TMBBFRMF) และ กองทุนเปิดทีเอ็มบี ธนไพบูลย์ เพื่อการเลี้ยงชีพ (TMBABRMF) ให้สำหรับคนที่ต้องการซื้อกองทุนตราสารหนี้เพื่อบริหารจัดการกระจายความเสี่ยงพอร์ทการลงทุน และได้สิทธิประหยัดภาษีไปพร้อมๆกันครับ เรียกได้ว่างานนี้ ประหยัดภาษี…ดีกว่าที่เคยเลยล่ะครับผม

สุดท้ายนี้ถ้าใครสนใจกองทุนทั้ง 2 ตัวนี้ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.tmbam.com

#ดีกว่าที่เคย #คิดถึงตราสารหนี้คิดถึงTMBAM #TMBAM อย่าลืม!!! พิเศษสำหรับคนที่ Add Line @TMBAM (http://line.me/ti/p/@dpn9454a) จะได้รับของที่ระลึกเป็นกระเป๋าเพิ่มทรัพย์จาก TMBAM อีกด้วยคร้าบ

หมายเหตุ

  • ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
  • ผลการดำเนินงานในอดีต ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

บทความนี้เป็น Advertorial

[Review] เงินฝากดอกเบี้ยสูง การลงทุนสำหรับคนที่ไม่ชอบความเสี่ยง

ยุคนี้เงินฝากดอกเบี้ยสูงเป็นของหายาก…

ใครที่มีอายุหน่อยคงพอจำกันได้ว่าดอกเบี้ยเงินฝากนั้นลดลงมาตลอดทาง ตั้งแต่เมื่อก่อนที่ดอกเบี้ยอยู่ในเลข 2 หลักประมาณ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ ต่อมาก็ลดลงมาเรื่อยๆ จนในปัจจุบันนี้มานอนแน่นิ่งอยู่แถว 0.15 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าต่ำมากเป็นประวัติการณ์ มิหนำซ้ำ ต่างประเทศบางประเทศในตอนนี้ดอกเบี้ยเงินฝากติดลบไปเรียบร้อยแล้ว เรียกได้ว่าต้องเสียเงินให้ธนาคารดูแลเงินของเราอย่างใดอย่างนั้น

แต่เชื่อไหมว่าดอกเบี้ยเงินฝากระดับ 3.4% ต่อปี ยังมีอยู่จริง !

จากเดิม บริษัทเงินทุน กรุงเทพธนาธร จำกัด (มหาชน) ได้ก่อตั้งแต่ปี 2512 เพื่อประกอบธุรกิจด้านวานิชธนกิจ ได้แจ้งเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัทเงินทุน ศรีสวัสดิ์จำกัด (มหาชน) หลังจากการควบรวมกิจการกับกลุ่มศรีสวัสดิ์ ในช่วงเดือนมิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา แต่ยังคงใช้ชื่อย่อ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยคือ “BFIT” ตามเดิม

ธุรกิจหลักของ เงินทุน ศรีสวัสดิ์ คล้ายกับธนาคารที่ประกอบกิจการรับฝากเงินและปล่อยเงินกู้ โดยประชาชนที่นำเงินมาฝากกับ เงินทุน ศรีสวัสดิ์ จะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2551 เรียกได้ว่า มีความน่าเชื่อถือในระดับสูง เพียงแต่คนไทยโดยทั่วไปอาจจะไม่คุ้นเคยกับการฝากเงินกับบริษัทเงินทุนเท่าไหร่นัก เพราะโดยทั่วไปจะคุ้นชินกับธนาคารพาณิชย์มากกว่า

เงินทุน ศรีสวัสดิ์  จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการฝากเงินในยุคดอกเบี้ยต่ำแบบนี้

โดยปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์เงินฝากพิเศษดอกเบี้ยสูงซึ่งให้ผลตอบแทนน่าสนใจมาก เพราะถ้าเทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารในระยะการฝากที่เท่ากัน ดอกเบี้ยที่ เงินทุน ศรีสวัสดิ์ จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยดอกเบี้ยที่ได้จากธนาคาร ความคุ้มครองก็ได้รับจากพรบ.คุ้มครองเงินฝากเหมือนกัน แถมยังจ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือนอีกด้วย

  • ดอกเบี้ย 2.5% ระยะเวลาฝาก 12 เดือน
  • ดอกเบี้ย 3.0% ระยะเวลาฝาก 24 เดือน
  • ดอกเบี้ย 3.4% ระยะเวลาฝาก 36 เดือน

ถ้าเทียบกับเงินฝากธนาคารพาณิชย์ทั่วไปแล้ว เงินฝากพิเศษดอกเบี้ยสูงก็ถือว่ามีความน่าสนใจมากกว่า เพราะในแง่ความเสี่ยงนั้นไม่ต่างกันมาก เนื่องจากได้รับความคุ้มครองแบบเดียวกัน แต่ในแง่ผลตอบแทนนั้นสูงกว่าค่อนข้างชัดเจน ถ้านักลงทุนเปรียบเทียบดอกเบี้ยโดยตรงก็คงพอจะเห็นภาพ

โดยเงินฝากพิเศษดอกเบี้ยสูงมีจำนวนเงินฝากขั้นต่ำ 3 ล้าน ส่วนเวลาฝากก็สามารถเลือกได้ว่าต้องการฝาก 12 เดือน 24 เดือน หรือ 36 เดือนตามความสะดวก ดอกเบี้ยที่ได้รับก็ลดหลั่นกันไปตามระยะเวลา ส่วนเรื่องความน่าเชื่อถือก็ไม่น่าเป็นห่วง เพราะเป็นทั้งบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ การดำเนินธุรกิจอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติสถาบันการเงิน และเงินฝากก็ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเงินฝาก

หากสนใจฝากเงินสามารถฝากได้ที่สำนักงานใหญ่ 25 อาคารกรุงเทพประกันภัย  ไว.ดับยู.ซี.เอ. ชั้น 23 ถนนสาทรใต้ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120 ติดต่อฝ่ายเงินฝาก 02-677-4336, 02-677-4338, 02-677-4330, 095-7891-515 หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://srisawadfinance.com/campaign/promotion_investerest หรือ https://www.facebook.com/srisawadfinance/

ใครไม่ชอบความเสี่ยง ใครชอบฝากประจำ ลองศึกษาดู รับรองว่าน่าสนใจแน่นอน

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 11-15 กันยายน 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับ กลับมาพบกับคอลัมน์ Weekly Outlook สรุปและอัพเดทกลยุทธ์การลงทุนประจำสัปดาห์ กับผม อัศวินกองทุน คนนี้คนเดิมอีกแล้วครับผม

ว่ากันว่า การลงทุนก็เหมือนกับการใช้ชีวิต เพราะเราต้องกำหนดกลยุทธ์ในการจัดการให้สามารถก้าวไกลและไปได้ดีที่สุดครับ แต่สิ่งหนึ่งที่การลงทุนดีกว่าชีวิต ก็คือที่ปรึกษาดีๆ อย่างอัศวินกองทุนคนนี้นี่แหละครับผม ฮ่าๆ เกริ่นมาซะยาว เรามาเริ่มต้นกันที่ภาพรวมของตลาดกันก่อนเลยครับ

ภาพรวมของตลาด

เริ่มต้นกันที่ 3 ตลาดหลัก อย่างสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และฮ่องกง มีการปรับตัวลงหลังจากเกาหลีทำการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ซึ่งคาดการณ์ว่ามีอานุภาพร้ายแรงกว่าการทดลองครั้งก่อนถึง 10 เท่า! ซึ่งตรงนี้ทำให้หลายคนหวั่นใจว่าจะยังไงดี…เอาเป็นว่าจับตาดูสถานการณ์ตรงนี้ให้ดีก่อนครับผม

ส่วนทางตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวดีขึ้นหลังจากธนาคารกลางยุโรปมีมติคงอัตราดอกเบี้ยรวมถึงไม่ได้กล่าวถึงแผนที่จะเริ่มลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ และกล่าวว่าค่าเงินยูโรแข็งเป็นปัจจัยที่ธนาคารกลางฯ เฝ้าดูอยู่ ซึ่งถือเป็นแนวโน้มที่ดีครับ

กลับมาที่พี่ใหญ่ประเทศพัฒนาอย่างตลาดหุ้นญี่ปุ่น มีการปรับตัวลงหลังจากเกาหลีเหนือทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ ทำให้นักลงทุนเข้าถือสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น เงินเยน ทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่า แบบนี้มันจะกดดันหุ้นกลุ่มผู้ส่งออกอยู่หน่อยๆ เอาเป็นว่าค่อยๆ มองดูสถานการณ์ต่อไปครับ

ส่วนตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการเข้าซื้อของนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากเสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้น โดยเริ่มเห็นการกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กมากขึ้น หรือว่านี่คือจังหวะที่หุ้นไทยจะไปต่อกันแน่ หลายคนคงลุ้นกันแน่ๆ ใช่ไหมครับ

ส่วนทางฝั่งสินทรัพย์ทางเลือกอย่าง ราคาน้ำมันมีการปรับตัวดีขึ้นจากเหตุการณ์พายุเฮอริเคนฮาร์วีย์ที่บริเวณชายฝั่งรัฐเท็กซัสเริ่มลดความแรงลง ทำให้โรงกลั่นเริ่มกลับมาดำเนินการผลิตได้ ส่วนราคาทองคำก็มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากทดลองระเบิดของเกาหลีเหนือ และค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงไปเช่นกันครับ

ดูๆ ไปเหมือนภาพรวมจะสดใส ทีนี้มาดูกันว่าเราจะปรับพอร์ทยังไงให้เหมาะสมกันกับการลงทุนในช่วงนี้กันดีกว่าครับ เริ่มต้นที่กลยุทธ์การลงทุนในตลาดทุนกันก่อนเลยดีกว่าครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นเกิดใหม่ คำแนะนำลงทุนในสัปดาห์นี้ของผมคือ สะสมหุ้นตลาดเกิดใหม่ เช่น ไทย จีน เพราะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการค้าโลกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ฟื้นตัว รวมถึงหุ้นอินเดียที่คาดว่าเศรษฐกิจจะกลับมาขยายในระดับปกติที่ร้อยละ 6-7 ในอนาคตอันใกล้นี้อีกด้วยครับ หลังจากธุรกิจเริ่มปรับตัวกับภาษีระบบใหม่ได้ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสริม คือ ความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่มีแนวโน้มลดลงหลังจากธนาคารกลางยุโรปยังไม่ส่งสัญญาณการลดมาตรการนโยบายการเงินผ่อนคลาย และคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจชะลอการลดขนาดงบดุลหรือขึ้นดอกเบี้ยออกไปเช่นกันเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายของรัฐเท็กซัสที่เกิดขึ้นจากความเสียหายจากพายุฮาร์วีย์ สรุปได้ว่าโดยรวมแล้วยังมีแง่ดีอีกมากมายที่จะลงทุน ดังนั้นจัดกลุ่มนี้ต่อกันเถอะครับ!!
  • ตลาดหุ้นเกาหลี จากสถานการณ์ที่ผ่านมา ผมขอแนะนำให้ชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นเกาหลีไปก่อนครับ ทั้งความตึงเครียดทางการเมืองที่อาจเพิ่มขึ้นหลังจากเกาหลีเหนือไม่มีท่าทีผ่อนปรนแม้ต่างชาติรวมถึงจีนจะออกมาตรการคว่ำบาตรทางการค้า นอกจากนี้ บริษัทจดทะเบียน ได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสสองไปหมดแล้ว ทำให้ตลาดหุ้นขาดปัจจัยหนุนให้ไปต่อแล้ว อยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ น่าจะสบายใจที่สุดครับ
  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แนะนำสะสมหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มเร่งตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง เป็นปัจจัยสนับสนุนการบริโภคและรายได้บริษัทจดทะเบียน นอกจากนี้ ผมมองว่ายังมีความเป็นไปได้ที่สภาคองเกรสจะเพิ่มวงเงินใช้จ่ายของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อใช้ในการซ่อมแซมความเสียหายที่รัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มก่อสร้าง และผู้ผลิตวัสดุอีกต่างหากครับผม
  • ตลาดหุ้นยุโรป ไปต่อครับ ยังไปต่ออยู่ ผมแนะนำให้สะสมหุ้นยุโรปหลังจากธนาคารกลางยุโรปยังคงมาตรการผ่อนคลายต่อไปและยังไม่ส่งสัญญาณถึงการลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ ประกอบกับเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยสนับสนุนรายได้บริษัทจดทะเบียน และถ้าสามารถเลือกได้ ผมอยากให้ทยอยสะสมหุ้นยุโรปขนาดเล็กเนื่องจากรายได้ของบริษัทส่วนใหญ่มาจากการบริโภคในประเทศ จึงคาดว่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าจากค่าเงินยูโรที่แข็งค่าครับผม
  • ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ตอนนี้ยังคงแนะนำให้ชะลอการลงทุนตลาดหุ้นญี่ปุ่นจากแนวโน้มค่าเงินเยนแข็งค่าต่อเนื่องซึ่งเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นและการเร่งตัวของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีที่ยังไม่คลี่คลาย จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้มีความต้องการสำหรับเงินเยนซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้นครับ  

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ตลาดเกิดใหม่ยังสามารถสะสมได้ต่อครับ ได้ทั้งไทย จีน อินเดีย และทางฝั่งประเทศพัฒนาให้สะสมสหรัฐกับยุโรปต่อไปครับ ส่วนที่ต้องระวังคือเกาหลีกับญี่ปุ่นครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • ตราสารหนี้สหรัฐฯ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวลงหลังนาย Stanley Fisher ผู้ทรงตำแหน่งสำคัญในธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศลาออก ซึ่งสถานการณ์นี้อาจส่งผลให้จำนวนคณะกรรมการที่ออกเสียงให้ขึ้นดอกเบี้ยลดลง เนื่องจากนาย Fisher มีความเห็นสนับสนุนให้ขึ้นดอกเบี้ย ทั้งนี้ในระยะถัดไปจับตาการประชุมสภาสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มจะหันมาพิจารณานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังความเสี่ยงเรื่องการผิดนัดชำระหนี้และการปิดหน่วยงานรัฐ (Government shutdown) ถูกเลื่อนออกไปอีก 3 เดือน ซึ่งการผ่านนโยบายเศรษฐกิจจะส่งผลให้ความคาดหวังเงินเฟ้อสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น เป็นปัจจัยลบต่อตราสารหนี้ การลงทุน

[Review] 4 ขั้นตอนบริหารเงินของคู่รัก เพื่อล้มยักษ์ที่ชื่อว่า “วินัยการเงิน”

อุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งของคนที่อยากจะเก็บเงินเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว หรือเพื่อให้มีเงินเพียงพอสำหรับเป้าหมายที่ต้องการ ก็คือ “ความไม่มีวินัย” เพราะพอเก็บเงินมาได้ไม่เท่าไหร่ เดี๋ยวก็จะเจอสิ่งล่อตาล่อใจ ชวนให้ต้องควักเงินมาซื้อเพื่อสนองความอยากอยู่เรื่อยไป ไม่ว่าจะเป็นรองเท้ารุ่น unlimited, กระเป๋าใบใหม่. เครื่องสำอางและเสื้อผ้า on sale, ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่มีคู่หรือครอบครัว เพราะพอมีครอบครัวแล้ว รายจ่ายต่างๆ ทั้งจำเป็นและไม่จำเป็นก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

แม้ค่าใช้จ่ายในปัจจุบันจะสำคัญ แต่อย่าลืมว่า เราเองก็ต้องเก็บเงินเพื่อเป้าหมายการเงินในอนาคตระยะยาวซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมาก

เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการใช้ชีวิตคู่แบบนั้นขึ้น ผมจึงขอแนะนำ 4 ขั้นตอนบริหารเงินของคู่รักเพื่อล้มยักษ์ที่ชื่อว่า “วินัยการเงิน” เอาชนะเป้าหมายการเงินได้ตามที่ตั้งใจไว้ ดังนี้

1. แบ่งหน้าที่ ความรับผิดชอบ เรื่องการเงินในบ้านและส่วนตัวให้ชัดเจน

ครอบครัวย่อมมีค่าใช้จ่ายส่วนกลางขึ้นที่เป็นค่าใช้จ่ายภายในบ้าน (เช่น ค่าเช่า, ค่าน้ำไฟ, ค่าวัสดุอุปกรณ์ในบ้าน) หรือค่าใช้จ่ายของครอบครัว (ค่าอาหาร, ค่าเดินทาง, ค่าเลี้ยงลูก ฯลฯ) แต่ในขณะเดียวกัน แต่ละคนก็ต้องมีค่าใช้จ่ายส่วนตัวของตัวเองด้วย ดังนั้น คู่รักต้องตกลงกันให้ดีก่อน ว่าค่าใช้จ่ายแต่ละเรื่อง ใครจะรับผิดชอบ หรือรับผิดชอบร่วมกันคนละเท่าไหร่ โดยอาจจะดูจากความสามารถ หรือรายได้ของแต่ละคน แล้วจัดแบ่งให้เหมาะสม

2. สำรวจและแบ่งค่าใช้จ่ายเป็นระยะสั้น กลาง ยาว และจัดสรรรายได้ให้เหมาะสม

สำรวจเงินที่ครอบครัวจะต้องใช้ในแต่ละช่วง เพื่อจัดสรรเงินได้อย่างสบายใจ

สำหรับระยะสั้น (ภายใน 1 ปี)

ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน ดังนั้น ก็ควรทำบันทึกรายรับรายจ่ายซะก่อน เพื่อสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเอง และกำหนดงบค่าใช้จ่ายในแต่ละเรื่องเพื่อสร้างกรอบค่าใช้จ่ายของครอบครัวได้อย่างเหมาะสม (เช่น งบช็อปปิ้ง, งบท่องเที่ยว, งบนันทนาการ) ที่สำคัญคือควรจะมีเงินสำรองอีกก้อน เพื่อเป็นเงินเผื่อต้องใช้ฉุกเฉินในระยะสั้นด้วย (โดยอาจจะสำรองไว้ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน)

ส่วนระยะกลาง (1-5 ปี) และระยะยาว (5 ปีขึ้นไป)

ก็ต้องสำรวจว่าอนาคตในแต่ละช่วงนั้นๆ จะมีเป้าหมาย หรือค่าใช้จ่ายอะไรเกิดขึ้นบ้าง เช่น อีก 5 ปีจะเปลี่ยนรถ, อีก 10 ปีจะส่งลูกเรียนป.โทเมืองนอก หรืออีก 20 ปีจะเกษียณ ก็ต้องคำนวณหรือระบุให้ได้ว่าแต่ละเป้าหมายต้องเตรียมเงินเท่าไหร่ การที่จัดแบ่งเงินที่ต้องใช้ในแต่ละระยะอย่างชัดเจนแบบนี้ ก็จะช่วยให้ชีวิตคู่ของเราใช้เงินไม่สะเปะสะปะ และไม่ไปดึงเงินส่วนที่ต้องใช้รวมกันในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน

3. เลือกใช้เครื่องมือในการเตรียมเงินที่เหมาะสมกับการเงินแต่ละระยะ และหลากหลาย

สำหรับเงินระยะสั้น

ควรเน้นไปที่เรื่องสภาพคล่อง ถอนออกมาใช้ง่ายเพราะเป็นส่วนของค่าใช้จ่ายที่ครอบครัวต้องถอนออกมาใช้อย่างสม่ำเสมอ ดังนัน เราอาจจะใช้เครื่องมือพวกเงินฝาก หรือกองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) เป็นหลัก

สำหรับระยะกลาง

ก็อาจจะเลือกเครื่องมือที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก แต่ก็ไม่เสี่ยงมากนัก เช่น ตราสารหนี้ หรือหุ้นกู้ระยะสั้น-กลาง (ไม่เกิน 5 ปี)

สำหรับระยะยาว

ก็อาจจะใช้เครื่องมือที่หลากหลาย ทั้งความเสี่ยงสูง เช่น หุ้น อสังหาฯ ทองคำ และความเสี่ยงต่ำ เช่น ตราสารหนี้ หรือประกันชีวิต ผสมกัน เพราะการลงทุนระยะยาว เราจะมีเวลาเตรียมเงินนาน ก็สามารถรับความเสี่ยงได้มากขึ้น เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น และถ้าใช้เครื่องมือที่หลากหลาย ก็เป็นการช่วยกระจายความเสี่ยงทำให้โอกาสขาดทุน และความผันผวนของเงินออม-เงินลงทุนเราลดลงอีกด้วย

4. ใช้ระบบอัตโนมัติหรือระบบบังคับเข้าช่วยสร้างวินัยการออมระยะยาว

ถือเป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญที่สุดในการเตรียมเงินของคู่รัก เพราะถ้าหากมีใครคนนึงสู้เรื่องวินัยไม่ไหว ก็จะไม่สามารถเก็บเงินเพื่อพิชิตเป้าหมายที่มีร่วมกันได้เลย ดังนั้นอาจจะต้องใช้ตัวช่วยเพื่อบังคับให้เราออมอัตโนมัติ เช่น ใช้ระบบตัดบัญชีเพื่อไปออม/ลงทุนอัตโนมัติ กับทางธนาคารหรือบลจ. หรือออม/ลงทุนในเครื่องมือที่เราถอนเงินมาใช้ได้ยากตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, RMF สำหรับการลงทุนเพื่อเกษียณที่ห้ามถอนมาใช้ก่อนอายุ 55 ปี (ถอนก่อนต้องเสียภาษี) หรือประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์หรือแบบบำนาญ ที่เราต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยตามสัญญาจนกว่าจะครบ (หากเวนคืนเงินมาก่อนในระยะสั้นๆ จะขาดทุน) เป็นต้น ซึ่งข้อดีอีกอย่างของการใช้เครื่องมือเหล่านี้นอกจากการได้วินัยการออมก็คือ ได้สิทธิลดหย่อนทางภาษีสำหรับเงินที่เรานำไปออม/ลงทุนอีกด้วย

สำหรับหากใครกำลังมองหาเครื่องมือการออมระยะยาวที่จะช่วยล้มยักษ์ที่ชื่อว่า “วินัยการเงิน” เพื่อเอาชนะอุปสรรคในการเก็บเงินไม่อยู่ ก็อาจจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาออม โดยใช้ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ในการตอบโจทย์นี้ได้ ตัวอย่างเช่น “PRUsmile 133” (พรูสไมล์ 133) จาก Prudential ที่มีระยะเวลาสัญญา (หรือระยะเวลาคุ้มครองชีวิต) 15 ปี โดยจ่ายเบี้ย 10 ปี จึงเหมาะกับการออมเพื่อเป้าหมายการเงินระยะยาวตั้งแต่ 10 ปีเป็นต้นไป โดยที่ตลอดสัญญาจะได้รับผลประโยชน์ ดังนี้

กรณีมีชีวิตอยู่ตลอดสัญญา

ได้รับเงินคืน 1% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ตั้งแต่สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 2 จนถึงสิ้นปีกรมธรรม์ที่ 14
ได้รับเงินคืน 120% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย เมื่อครบสัญญาสิ้นปีกรมธรรม์ที่ 15
นอกจากนั้น ค่าเบี้ยประกันภัย สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ สูงสุด 100,000 บาท/ปี
ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 172)

กรณีเสียชีวิตระหว่างสัญญา

ได้รับความคุ้มครองชีวิต 100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย หรือมูลค่าเวนคืนกรมธรรม์ แล้วแต่จำนวนใดจะได้มากกว่า

ตัวอย่างผลประโยชน์ของผู้เอาประกันภัยเพศชาย อายุ 30 ปี จํานวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท กรณีมีชีวิตอยู่และเสียชีวิต

จากตาราง จะเห็นได้ว่าเราจ่ายเบี้ยประกันภัยเพียง 10 ปี แต่เราได้เงินคืนถึง 14 ปี รวมแล้วหากเรามีชีวิตอยู่ตลอดสัญญาได้รับเงินคืนถึง 133% ของทุนประกันภัยเลยทีเดียว นอกจากในส่วนของเงินที่เราจะได้คืนแล้วยังมีความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตอีกด้วย

เรียกได้ว่านี่เป็นอีกหนึ่งช่องทางการออมเงินที่คุณสามารถออมได้ตัวเอง เพื่อเป้าหมายในอนาคตของคุณและคนรัก ที่จะใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ ไร้กังวล สำหรับใครที่สนใจประกันออมทรัพย์ PRUsmile 133 จาก Prudential สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต ประเทศไทย, Facebook Prudential Thailand

หากท่านสนใจแผนประกันอื่นๆ สามารถติดต่อได้ที่ตัวแทนฯ และธนาคารพันธมิตร ธนาคารธนชาต หรือ ธนาคารยูโอบี หรือโทร. 1621

หมายเหตุ

• แบบประกัน PRUsmile 133 เป็นชื่อทางการตลาดของ แบบ “สะสมทรัพย์ 10/6” (ชนิดไม่มีเงินปันผล)
• ผู้ขอเอาประกันภัยควรทําความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทําประกันภัยทุกครับ

สรุป

การล้มยักษ์ที่ชื่อว่า “วินัยการเงิน” อาจไม่ได้เป็นอุปสรรคที่น่ากลัวอย่างที่คิดสำหรับคู่รักแต่ละครอบครัว ถ้าคู่รักมีการวางแผนบริหารจัดการเงินร่วมกันได้เป็นอย่างดี แบ่งแยกภาระความรับผิดชอบทางการเงินของกันและกันอย่างชัดเจน มีการแบ่งสรรปันส่วนรายได้ที่ได้มาให้กับค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม และใช้เครื่องมือในการออมให้เหมาะกับการเงินในแต่ละระยะ โดยเครื่องมือที่นำมาใช้ก็สามารถใช้ระบบบังคับให้เราออมอัตโนมัติเพื่อช่วยสร้างวินัยการออมให้เราได้ด้วย เท่านี้ชีวิตคู่ของเราก็สามารถบรรลุเป้าหมายการออมในอนาคต และมีความสุขกับการใช้ชีวิตในปัจจุบันไปพร้อมๆกัน ก็คงไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วล่ะครับ

สำหรับใครที่อยากเข้าใจวิธีบริหารเงินของคู่รักให้ชัดเจนมากขึ้น ลองดูตาม Infographic ด้านล่างกันได้เลยครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

[Review] เล่าหมดไม่มีกั๊ก เปิดทุกความคุ้มค่าของ ‘ประกันมะเร็งแบบแมนแมน’ คุยกันตรงๆ ไปกับ Insuranger

ขึ้นชื่อว่าผู้ชายอกสามศอกอย่างผมๆท่านๆ สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดคือต้องมีภาพลักษณ์ของความเป็น “แมน” เอาไว้ก่อน เพราะเราถูกปลูกฝังกันมาว่า เกิดเป็นผู้ชายต้องมีความเป็น “สุภาพบุรุษ” “เสียสละ” และ “เข้มแข็ง” จะมาเสียน้ำตาหรือแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็นไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นผู้นำหรือเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ต้องดูแลคนในบ้านด้วยแล้ว ก็ต้องมีภาวะผู้นำเพื่อให้รู้สึกว่าเป็นที่พึ่งพาของคนใกล้ตัวได้ ดังนั้นถึงแม้เวลามีอะไรไม่สบายอกไม่สบายใจมากแค่ไหน เราก็มักจะปิดซ่อนความรู้สึกด้วยคำว่า “ไม่เป็นไร” เพื่อไม่ให้ใครต้องมาเป็นห่วงเรา หรือเห็นว่าเราอ่อนแออยู่เสมอ

ถึงแม้การที่เราบอกว่า “ไม่เป็นไร” หรือ “สบายมาก” จะช่วยให้คนอื่นมั่นใจในตัวเรา ให้สมกับเป็นลูกผู้ชายได้ แต่ในบางครั้ง หากเรื่องที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องร้ายแรงจริงๆ อย่างเช่นเรื่องปัญหาการเงินภายในครอบครัว หรือเรื่องโรคภัยไข้เจ็บที่เป็น “โรคร้ายแรง” ด้วยแล้ว การมัวแต่คิดว่าไม่เป็นไร แล้วเก็บงำปัญหาเอาไว้เอง เพราะไม่อยากให้ปัญหาของตัวเองกลายเป็นปัญหาของคนอื่นด้วย แทนที่จะเปิดอกคุยกันเพื่อช่วยหาทางแก้ไขปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ อาจกลายเป็นความคิดที่เป็น “ความประมาท” มากกว่าก็เป็นได้ เพราะคำว่า “ไม่เป็นไร” อาจจะมีไว้ให้เรา “หลอกตัวเอง” ให้ละเลย หรือมองข้ามปัญหา ที่ส่งสัญญาณมาให้เรารับรู้ตั้งแต่เนิ่นๆ จนวันหนึ่งมันอาจจะสายเกินแก้ไปแล้ว

แล้ววันนั้น คำว่า “ไม่เป็นไร” อาจจะกลายเป็นคำว่า “ไม่น่าเลย” แทนก็ได้

และทราบไหมครับว่า ปัญหาร้ายแรงของผู้ชายแมนๆอย่างเราที่มักจะชอบมองข้ามกันบ่อยๆที่สุด ก็คือปัญหาการเกิด “โรคมะเร็ง” นี่แหละครับ ซึ่งโรคมะเร็งถือเป็นโรคที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทยอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปี และมีผู้เป็นมะเร็งเฉลี่ยปีละกว่า 60,000 คน หรือเฉลี่ย 1 คนในทุกๆ 8 นาที โดยในปี 2555 มีผู้ป่วยใหม่ที่เพิ่งเป็นโรคมะเร็งถึง 3,917 คน (ข้อมูลจาก รายงานสถิติผู้ป่วยโรคมะเร็ง ประจำปี 2555 สถาบันมะเร็งแห่งชาติ https://www.m-society.go.th/article_attach/11832/16129.pdf)

ที่สำคัญ เพศชาย มีโอกาสจะเป็นมะเร็งได้มากกว่าเพศหญิง เนื่องจากการใช้ชีวิตที่มีพฤติกรรมเสี่ยงสูงกว่า (ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ใช้ร่างกายอย่างหนัก และพักผ่อนน้อยกว่า)

ซึ่งประเภทของโรคมะเร็งที่ชายไทยเป็นมากที่สุด 5 อันดับแรกคือ

อันดับ 1 มะเร็งปอด 16.8%

อันดับ 2 มะเร็งต่อมลูกหมาก 14.8%

อันดับ 3 มะเร็งลำไส้ใหญ่ 10.1%

อันดับ 4 มะเร็งในกระเพาะอาหาร 8.5%

อันดับ 5 มะเร็งตับ 7.5%  

อย่างไรก็ตาม กว่าที่จะเป็นมะเร็งขั้นร้ายแรงจนถึงขนาดทำให้เราเสียชีวิตได้นั้น ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นรุนแรงอย่างปุบปับทันด่วนขึ้นมาเลย แต่ร่างกายเรามันจะส่ง “สัญญาณเตือน” บางอย่างออกมา ที่ให้เรารู้ตัวว่า นี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นโรคมะเร็งแล้ว เช่น

  • ไอเรื้อรัง อาจมีเสมหะ ปนเลือด ติดต่อกันเป็นเวลาหลายสัปดาห์ (สัญญาณมะเร็งปอด)
  • ท้องอืด อาหารไม่ย่อย จนคลื่นไส้ อาเจียนอยู่บ่อยๆ (สัญญาณมะเร็งในกระเพาะอาหาร)
  • ท้องเสียบ่อย และอาจมีมูกเลือดปนออกมา (สัญญาณมะเร็งลำไส้ใหญ่)
  • ปวดปัสสาวะบ่อย แต่ปัสสาวะติดขัด ไม่ค่อยออก หรืออาจมีเลือดปน (สัญญาณมะเร็งต่อมลูกหมาก)
  • น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ (สัญญาณมะเร็งหลายประเภท)

ดังนั้น หากร่างกายของเราเริ่มส่งสัญญาณบางอย่างแบบนี้ออกมา เราก็ควรที่จะต้องใส่ใจเป็นพิเศษ อย่าละเลยด้วยการคิด หรือบอกคนอื่นว่าไม่เป็นไร เพราะไม่อยากแสดงความอ่อนออกมาแล้วจะไม่สมกับเป็นลูกผู้ชาย เนื่องจากนี่อาจจะเป็นสัญญาของการเริ่มต้นการเป็นโรคมะเร็ง ที่อาจจะนำไปสู่ผลที่ร้ายแรงกว่านี้ หากเราปล่อยทิ้งไว้เพราะคิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไรก็ได้

และนอกจากการดูแลรักษาสุขภาพให้ดีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคมะเร็งแล้ว เราก็ควรจะต้องวางแผนเพื่อรองรับเรื่องของค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น จากการที่เราต้องรีบรักษาตัวหากเราตรวจพบมะเร็งตั้งแต่เนิ่นๆเอาไว้ด้วย ซึ่งปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคมะเร็งนั้นก็ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ยิ่งหากเป็นเรื้อรังต้องรักษาอยู่นาน ค่ารักษาก็จะยิ่งสูงตามไปด้วย วิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้เราบริหารจัดการความเสี่ยงในเรื่องนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็คือการทำ “ประกันโรคมะเร็ง” หรือประกันโรคร้ายแรงที่ครอบคลุมโรคมะเร็งเอาไว้ เพื่อสร้างความคุ้มครองหรือค่าชดเชยก้อนใหญ่ สำหรับค่ารักษาที่จะเกิดขึ้น

ซึ่งทาง เจนเนอราลี่ ประกันภัย ก็มีประกันโรคมะเร็ง ที่ชื่อว่า “ประกันมะเร็งแมนแมน” ซึ่งเป็นประกันที่คุ้มครองโรคมะเร็งสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ โดยมีผลประโยชน์หลักที่เป็นจุดเด่นอยู่ที่

  • ตรวจพบโรคมะเร็ง แม้จะเป็นขั้นต้น ก็จ่ายเลย เริ่มต้นที่ 1,000,000 บาท
  • ถ้าเป็นโรคมะเร็งในผู้ชายโดยเฉพาะ คือ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งลำไส้ตรง มะเร็งลำไส้เล็ก มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งช่องปาก เฉพาะที่เกิดขึ้นกับเยื่อบุช่องปาก (ไม่รวมริมฝีปาก) ลิ้น เหงือก กราม หรือต่อมน้ำลาย และมะเร็งหลอดคอ จะคุ้มครองเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า เริ่มต้นที่ 2,000,000 บาท
  • จ่ายค่าตรวจวินิจฉัยซ้ำ ไม่เกิน 10,000 บาท
  • จ่ายค่าชดเชยรายเดือนให้ เดือนละ 10,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 6 เดือน ตามระยะเวลารักษา
  • หากเสียชีวิต จ่ายค่าใช้จ่ายในการจัดการงานศพให้ 50,000 บาท
  • สามารถเลือกแพคเกจความคุ้มครองได้ 3 ระดับคือ SIZE M, L และ XL ตามระดับความคุ้มครอง

สำหรับจุดด้อยก็อาจจะเป็นที่เบี้ยค่อนข้างสูงเมื่อพิจารณาว่า คุ้มครองเฉพาะโรคมะเร็งอย่างเดียว ไม่ได้คุ้มครองโรคร้ายแรงอื่นๆ

โดยตัวอย่างเบี้ยประกันรายปี สำหรับเพศ ชาย อายุ 35 ปี ในแพคเกจ SIZE M จะอยู่ที่ 8,730 บาท (รายเดือน 727.50 บาท)

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  http://www.ประกันมะเร็งแมนแมน.com

สรุป

โรคมะเร็ง ถือเป็นโรคร้ายแรงที่สำคัญก็เราไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในผู้ชายไทย ที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งนอกจากการที่เราควรต้องรักษาสุขภาพ คอยสังเกตพฤติกรรมและอาการของร่างกายให้ดีแล้ว ก็ควรวางแผนคุ้มครองค่ารักษา หากโชคร้ายต้องเป็นโรคมะเร็งขึ้นมา ไปพร้อมๆกันด้วย เพื่อเป็นการคุ้มครองความเสี่ยงทั้งก่อนและหลังเกิดโรค โดยที่ประกันมะเร็งแมนแมน ก็สามารถตอบโจทย์ความคุ้มครองโรคมะเร็งสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะได้ดี เพราะนอกจากจะคุ้มครองการเป็นมะเร็งทุกระยะ แม้จะเพิ่งเริ่มเป็นมะเร็งขั้นต้นก็ตาม ก็ยังมีความคุ้มครองเป็น 2 เท่า เริ่มต้นที่ 2 ล้านบาท สำหรับโรคมะเร็งในผู้ชายโดยเฉพาะ ซึ่งก็ค่อนข้างจะครอบคลุมค่ารักษาที่เกิดขึ้นค่อนข้างแน่ และยังมีค่าชดเชยรายเดือน สำหรับการขาดรายได้ หากต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล อีกเดือนละ 10,000 บาท อีกด้วย

ดังนั้น บางครั้งการเป็นลูกผู้ชายตัวจริง ก็อาจจะไม่ใช่การพยายามที่จะต้องแสดงออกถึงความเข้มแข็งอยู่ตลอดเวลาเพื่อปิดบังความอ่อนแอไว้ภายในไม่ให้ใครรู้ แต่คือการกล้าที่จะยอมรับความจริง และเผชิญหน้ากับปัญหาเพื่อวางแผนหาทางป้องกันหรือแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้เป็นภาระผู้อื่นในภายหลังมากกว่า ก็เป็นได้นะครับ

ฝากไว้ สำหรับลูกผู้ชาย “แมนแมน” ทุกคนครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

#แฟนสายเปย์ ความเสี่ยง หรือ โอกาสทางการเงิน ของเรา?

#สายเปย์ เป็นคำยอดฮิตของยุค 2017 ซึ่งหมายถึงบุคคลใดๆที่ มีความสามารถในการจ่ายเงินเพื่อเลี้ยงอีกบุคคลหนึ่งให้มีชีวิตที่เป็นอยู่และสุขสบายได้ ไม่ว่าจะไปทานข้าว ดูหนัง ท่องเที่ยวหรืออาจจะถึงกับการให้เงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ จึงทำให้คนจำนวนมากยินดีมากที่จะได้แฟนซักคนหนึ่งที่ถูกนิยามว่า #แฟนสายเปย์

แต่มันก็มีคำถามจากหลายๆ คนนะว่า 

การมีแฟนสายเปย์นั้นดีหรือเปล่า?

บทความนี้ก็จะมาสนทนาในเบื้องต้นให้ฟัง โดยยกเอาเฉพาะแง่มุมทางการเงินของเราในฐานะที่เป็นคนถูกเปย์นะจ๊ะ ว่าเป็นความเสี่ยงหรือโอกาสกันแน่ ส่วนเรื่องแฟนจะรักจริงไม่จริงให้เป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นๆ แล้วกันเนอะ เอาล่ะมาดูข้อสังเกตในแต่ละข้อกัน

ด้านโอกาส

การลดต้นทุนค่าใช้จ่ายประจำวันของเรา

สิ่งแรกที่เราพูดถึงแฟนสายเปย์นั้นนั้นก็คือมีอะไรเขาจะออกเงินให้เราหลายๆ อย่าง จะกินอะไร จะเที่ยวที่ไหน จากเดิมที่เคยออกเอง หรือมีแฟนสายแชร์ที่ออกคนละครึ่ง แฟนสายเปย์นั้นอาจจะออกให้มากกว่าหรือแม้กระทั่งออกให้ทั้งหมด นั่นหมายความว่าต้นทุนในการดำรงชีวิตของเรามันอาจจะลดลงทันที เช่น โดยปกติเราไปเที่ยวนอกบ้านอาทิตย์ละครั้ง โดยมีค่าใช้จ่าย 1,000 บาท จะเป็นจำนวน 4,000 บาทต่อ 1 เดือน โดยค่าใช้จ่ายนี้อาจจะลดลงหรือไม่ถูกนำไปใช้จ่ายเลยเพราะแฟนออกให้หมด

การเพิ่มเงินออมและกระแสเงินสดในชีวิตประจำวัน

ลองคิดดูซิว่าหากแฟนจ่ายค่าเที่ยวให้หมดจากตัวอย่างข้างบน นั่นแปลว่าเราเรามีโอกาสที่จะออมเพิ่มได้ถึง 48,000 ต่อปี (อั๊ยหยาาา เยอะนะเธอ) อีกทั้งแฟนบางคนยังให้เงินกินอยู่ในชีวิตประจำวันด้วย (Passive Income) เท่ากับว่าเราจะมีกระแสเงินสดเข้ามาในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง หากเราเก็บออมตรงนี้ให้ดีแล้วนำมาลงทุน นั่นก็คือโอกาสสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองได้อีก

ด้านความเสี่ยง

ภาระค่าใช้จ่ายสามารถกลับมาได้เมื่อเลิกกัน

บอกตามตรง จากประสบการณ์แล้วการมีแฟนนั้นแม้จะรักกันมาก ขนาดได้กลิ่นขี้เหม็นๆ ของเธอแต่มันคือกลิ่นกุหลาบที่หอมที่สุดในโลกของฉัน ความรักก็ใช่ว่าจะอยู่กันตลอดไป เป็นแฟนกันได้ก็เลิกกันได้ เขาเปย์เราได้เขาก็เลิกเปย์เราได้ อันนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ความเสี่ยงจึงเกิดได้เสมอถ้าเราไม่ระวังให้ดี

หลายคนนั้นพอคบกับแฟนสายเปย์ แฟนจ่ายค่ากินค่าเที่ยวให้ เงินที่ควรลดต้นทุนในค่าใช้จ่ายชีวิตประจำวันไปนั้นกลับเอามาเพิ่มไลฟ์สไตล์ของตัวเอง เช่น ปกติแฟนไปรับไปส่ง จ่ายค่ากินเที่ยวให้ ทำให้เรามีเงินเหลือถึง 10,000 บาท ก็เอาเงินก้อนนี้ไปผ่อนในสิ่งที่แฟนไม่ได้ซื้อให้ อันนี้มีความเสี่ยงมากเพราะหากเลิกกันขึ้นมา นั่นหมายความว่าเราจะต้องกลับมามีรายจ่ายตามปกติ แถมยังต้องผ่อนภาระหนี้ที่สร้างขึ้นพร้อมๆกัน ตรงนี้ทำให้เกิดความเสี่ยงทางการเงินได้เลยทีเดียว

เลิกทำงานแถมเลิกกับแฟน สภาพคล่องหาย ตายทั้งเป็นนะเธอ

นอกจากนี้แล้วหลายเหตุการณ์มีโอกาสเกิดขึ้นและทำให้ชีวิตวิบัติได้ การที่มีแฟนสายเปย์สามารถให้ Passive Income สามารถช่วยเหลือทางการเงินได้เมื่อเรากำลังแย่ เขาถือเป็นหลักประกันในชีวิตที่ดี บางคนพอมีแฟนเปย์ให้ทุกอย่างปุ๊ป โอ้ว ดีใจจัง ไม่ต้องทำงานดีกว่า ออกจากงานรัวๆ เพราะยังไงก็มีเงินใช้ สบ๊ายสบายใช้เงินแฟนกิน

นั่นคือการกระทำที่เสี่ยงมาก เพราะการพึ่งรายได้ทางเดียวและรายได้ทางนั้นไม่ได้เกิดจากตัวเราเองมักจะมีความเสี่ยงสูงกว่าตกงานซะอีก ตกงานยังหางานได้ แต่แฟนสายเปย์หายไป งานก็ไม่มีอยู่แล้ว แฟนที่จะมาเปย์คนใหม่ก็ไม่รู้จะเปย์ได้เปล่า อันนี้กระทบชีวิตประจำวันของเธอได้แบบจังๆ เลยล่ะเธอ

สรุปแล้วการมีแฟนสายเปย์นั้น สามารถสร้างโอกาสให้เราได้ ถ้าเรามองว่าเขามาช่วยในเรื่องของการลดค่าใช้จ่าย ส่วนเราก็นำส่วนที่เราวรจ่ายไปสร้างความมั่งคั่งของตัวเองได้ต่อ แต่ความเสี่ยงจะเกิดขึ้นได้ถ้าเราได้แฟนสายเปย์แล้วใช้ชีวิตเกินตัวมากขึ้น หรือติดความสบายจนไม่อยากจะทำงาน อันนี้ก็เป็นความเสี่ยงที่กระทบต่อการเงินของตัวเรา เพราะเรื่องความรักนั้น คบกันได้ก็เลิกกันได้ เขาจ่ายให้ได้ เขาก็เลิกจ่ายได้เช่นกัน จัดการกับการเงินภายในของตัวเราเองให้ดี เลิกกันไปก็แค่กระทบที่ใจแต่ต้องสตร็องทางการเงินนะจ๊ะ

“น้อยๆ” สไตล์มินิมอลได้ แต่ต้องไม่ใช่ “ดอกเบี้ยเงินฝาก”

“มินิมอล” คงจะเป็นคำคุ้นหูหลายๆ คนในยุคนี้ เพราะมักใช้เรียกแทนแฟชั่น หรือ สไตล์ที่เรียบง่าย น้อยๆ แต่ดูมีอะไร ชวนให้เกิดแรงดึงดูดบางอย่าง และนิยมเอามาใช้กับเรื่องการแต่งตัว หรือแม้แต่การจัดบ้าน ที่ไม่ต้องเยอะแยะ เวอร์วังอลังการ น้อยๆ แต่มีสไตล์ จึงไม่น่าแปลกใจที่ สไตล์มินิมอล จะมาแรงในปัจจุบัน

ถึงแม้ว่าในโลกของแฟชั่น บางคนอาจจะชื่นชอบดีไซน์ “น้อยๆ” แต่ในโลกของการเงิน ความมินิมอลของดอกเบี้ยเงินฝาก คงเป็นสิ่งที่ผู้ฝากเงินไม่สุนทรีย์นัก เพราะในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก เฉลี่ยอยู่เพียง 0.3775% ต่อปีเท่านั้น ซึ่งถ้าเทียบกับอัตราเงินเฟ้อแล้วก็ยังน้อยกว่าอยู่พอสมควร นั่นเท่ากับว่าการฝากเงินไว้เฉยๆ ค่าของเงินเราก็จะลดลงอยู่เรื่อยๆ ในโลกที่ทุกอย่างมินิมอลไปหมด แต่ดอกเบี้ยบัญชีเงินฝากจะมินิมอลไม่ได้ !!

ฟังดูแย่ใช่มั้ยหล่ะครับ ที่อยู่ดีๆ เงินที่เราฝาก เจ้าเงินเฟ้อกลับทำให้มูลค่าของเงินเรามันลดลงซะงั้น และสิ่งที่เอาชนะเงินเฟ้อได้อย่างขาดลอย ก็คือการลงทุน แต่ก็มีความเสี่ยงสูงอยู่พอสมควร มนุษย์รายได้น้อยแต่ภาระเยอะอย่างเรา จะให้แบกรับความเสี่ยงโดยไม่มีเวลาศึกษาก่อนก็คงจะไม่ได้

จะหันไปหา “บัญชีฝากประจำ” ซึ่งให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นกว่าออมทรัพย์ พอจะต่อกรกับเงินเฟ้อได้บ้าง แต่เราก็ต้องยอมแลกด้วยการฝากเงินระยะยาวขึ้นตามที่ธนาคารกำหนด บางครั้งเกิดฉุกเฉิน จำเป็นต้องถอนมาใช้จริงๆ ก็ได้แต่ทำตาปริบๆ เพราะดอกเบี้ยก็ถูกปรับลงมาเหลือเท่าออมทรัพย์เหมือนเดิม แหม่…ช่างไม่ยืดหยุ่นให้กับความจำเป็นของเราบ้างเลย(ฮา)

จะฝากออมทรัพย์ทั่วไปก็ดอกเบี้ย “น้อย” เหลือเกิน ฝากประจำก็ “ไม่ยืดหยุ่น” หากใครกำลังรู้สึกแบบนี้ วันนี้ aomMONEY IDEAS ขอแนะนำ “ME บัญชีเงินฝากดิจิทัล” ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ทั่วไปถึง 4.5 เท่าโดยให้อัตราดอกเบี้ย 1.7% ต่อปี เทียบง่ายๆ ว่าการฝากเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป 1 ปี ได้ดอกเบี้ยเท่ากับการฝากเงินไว้กับ ME เพียงแค่ 3 เดือน ถึงแม้ถอน ก็ยังได้ดอกเบี้ยสูง

ถ้าใครอยากรู้ว่า ดอกเบี้ย ME ให้มากกว่าออมทรัพย์ทั่วไปแค่ไหน สามารถลองเข้าไปเปรียบเทียบดอกเบี้ยได้ง่ายๆ จาก link นี้เลยครับ  https://www.mebytmb.com/ME-is-MORE/ แค่ใส่เงินต้น และเลือกระยะเวลาที่ต้องการฝาก ก็จะเห็นดอกเบี้ยได้เลยครับ

MEbyTMB

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไม ME ถึงสามารถให้ผลตอบแทนในอัตราที่สูงกว่าออมทรัพย์ทั่วไปได้? นั่นก็เป็นเพราะว่า ME เป็นธนาคารรูปแบบดิจิทัล (Digital Banking) ที่ให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางดิจิทัลอย่างปลอดภัย ได้ง่ายๆ ด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องไปสาขา ไม่ว่าจะเป็น ฝาก โอน เช็คยอดเงิน และเช็คดอกเบี้ยสะสม หรือแม้กระทั่งขอเอกสารทางการเงิน ก็สามารถทำผ่านช่องทางออนไลน์  ME แอปพลิเคชัน, เว็บไซต์ ME และบริการ call center ที่ช่วยเราทำธุรกรรมการเงินได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งมีบริการ Chat bot ผ่าน ME BOT ช่องทาง Facebook Messenger เป็นรายแรกของธนาคารไทย ซึ่งลูกค้าสามารถเข้ามาพูดคุยเมื่อเกิดมีข้อสงสัยได้แบบ Real Time จึงทำให้สามารถนำต้นทุนในส่วนของการให้บริการแบบปกติ กลับมาเพิ่มเป็นดอกเบี้ยในอัตราที่สูงให้กับบัญชีเงินฝากแทนนั่นเอง

นอกจากจะได้ดอกเบี้ยสูงแล้ว การที่ ME เป็น Digital Banking ทำให้ผู้ฝากเงินอย่างเราจัดการธุรกรรมทางการเงินได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม เพราะเราสามารถจัดการธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดได้แบบ Online แต่ใครที่กังวลถึงเรื่องความปลอดภัยละก็หายห่วงเลยครับ เพราะระบบรักษาความปลอดภัยของ ME นั้นถือว่ามีความปลอดภัยสูง ด้วยการรักษาความปลอดภัยหลายชั้น และที่สำคัญ ก็คือ บัญชี ME ให้โอนออกไปยังบัญชีที่เป็นชื่อตัวเองเท่านั้น จึงมั่นใจได้ว่า เงินของคุณไม่สามารถรั่วไหลไปบัญชีคนอื่นได้แน่นอน  ปลอดภัย อุ่นใจ หายห่วงเลยครับ

“น้อยๆ” สไตล์มินิมอลได้ แต่ต้องไม่ใช่ “ดอกเบี้ยเงินฝาก”

สำหรับใครที่เบื่อการทำธุรกรรมทางการเงินที่ใช้เวลานาน แถมยังต้องทนกับดอกเบี้ยแบบมินิมอลมาแสนนาน ลองบัญชี ME ดูครับ เพราะ “มากกว่า” ทั้งดอกเบี้ยและความสะดวกสบาย
บางคนอาจจะชอบแฟชั่นสไตล์ “มินิมอล” ชอบของชิ้นเล็กๆ ดูน่ารัก แต่เรื่อง “ดอกเบี้ย” ต้อง
“มากกว่า” เท่านั้น..จริงไหมครับ?

สนใจบัญชี ME by TMB ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.mebytmb.com หรือพูดคุยกับ ME BOT ช่องทาง Facebook  Messenger และ ME Call Center 02 502 0000 ตลอด 24 ชั่วโมง

บทความนี้เป็น Advertorial

3 วิธีเริ่มสอนลูกวัยรุ่นเรื่องเงิน

พ่อแม่หลายคนปวดหัวกับเรื่องนี้มากค่ะ อยากสอนลูกวัยรุ่นเรื่องเงินมากๆ แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี หลายคนพูดแล้วลูกไม่ฟัง ไม่เข้าใจ

มาค่ะ..วันนี้มาดามฟินนี่จะพาไปดู 3 วิธีเริ่มสอนลูกวัยรุ่นเรื่องเงิน ที่ช่วยให้การเริ่มคุยกับลูกวัยรุ่นเรื่องเงินเป็นเรื่องง่าย ไปดูกันค่ะ

1. สร้างบรรยากาศให้การพูดคุยเรื่องเงิน เป็นเรื่องสบายๆ

ถ้าพูดถึงเรื่องเงินแล้วเครียด จบเลยค่ะงานนี้ พ่อแม่ต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน ด้วยการชวนคุยเรื่องเงินให้เป็นเรื่องปกติ เหมือนที่ชวนคุยเรื่องสัพเพเหระ กินข้าว ดูหนัง ไปเที่ยว เม้ามอยเรื่องข่าวดารา

ตัวอย่าง

  • ลูกจ๊ะ วันนี้เราไปซื้อของเข้าบ้านที่นี่กัน รู้มั้ย การซื้อของจำเป็นที่บ้านเราต้องใช้ไปซื้อที่นี่ในจำนวนเยอะ ประหยัดไปได้ตั้ง 2,000 บาทแน่ะ เงินตรงนี้กลายเป็นเงินออมบ้านเราได้มากขึ้น ดีเนอะลูกเนอะ
  • เดือนนี้บ้านเรามีค่าประกันรถของพ่อถึงกำหนดนะ พ่อแม่เตรียมเงินกันมาแล้วส่วนนึง แต่ยังไงเดือนนี้ เราลดจำนวนมื้อที่กินข้าวนอกบ้านลงเหลือ 4 วันนะจ๊ะ เราช่วยกัน ประกันเป็นเรื่องจำเป็นจ้ะ

2. สอนให้ลูกรู้จักที่มา รู้จักคุณค่าของเงิน

ถ้าลูกไม่รู้ว่าเงินที่เค้าได้รับมีที่มายังไง เค้าอาจไม่เห็นค่าของเงิน

ลองเล่าให้เค้าฟังดูนะว่างานของพ่อกับแม่นั้น วันๆ ต้องทำอะไรบ้าง

คิดคำนวณออกมาแล้ว ถือว่าใช้เวลาแลกเงินได้กี่บาท เงินนี้ได้มา..ไม่ฟรี

นอกจากนี้..พ่อแม่ควรส่งเสริมให้ลูกลองทำงานพิเศษค่ะ ไม่ว่าทำงานบ้านในบ้าน หรือทำงานนอกบ้าน

เพื่อให้เค้ารู้ชัดจัดเต็มว่าการจะได้เงิน ต้องลงแรงบางอย่าง

ข้อควรจำ

อย่าพร่ำบ่นให้ลูกฟังว่า “พ่อแม่เหนื่อยต้องไปทำงานหาเงิน”

เพราะลูกอาจได้รับความคิดฝังลงไปในหัวว่า “เงินคือผู้ร้าย” ที่ทำให้พ่อแม่ของเค้าต้องยากลำบาก การจะได้เงินต้องทุกข์ยากลำเค็ญ และนั่น..จะทำให้ลูกกลายเป็นคนที่เกลียดเงิน ไม่อยากมีเงิน

โฟกัสที่ “การแลกเปลี่ยน” ไม่ใช่ “เงินคือพระเจ้า”

เพราะแท้จริง เงินคือเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนมูลค่า ดังนั้น หากลูกอยากมีเงินเยอะ ให้ลูกสร้างคุณค่าบางอย่างที่คนจะยอมจ่ายเงินจำนวนมากมาแลก แบบนี้คนเราสามารถมีเงินเยอะได้โดยไม่ต้องเหนื่อยยากลำบากเสมอไป

3. บอกให้เค้ารู้ว่าคนเราเลือกฐานะและชะตาชีวิตตัวเองได้ ด้วยการกำหนดรายจ่ายตัวเอง

มันไม่สำคัญหรอกค่ะว่าเราจะเกิดมาในครอบครัวแบบไหน

หากมีต้นทุนชีวิตต่ำ จะเปลี่ยนฐานะได้ก็ให้ ขยัน รักดี อยู่ใกล้คนดี มีความมุมานะ คอยหาและทำตัวให้พร้อมรับโอกาส ที่สำคัญ…กุมชะตาชีวิตตัวเองในเรื่องการใช้เงินให้ได้

มันมีนะ..การใช้เงินแบบที่ยิ่งใช้แล้วชีวิตยิ่งดีขึ้น

(แนะนำให้อ่านบทความของมาดามอันเก่า “ใช้เงินยังไง..ใช้แล้วชีวิตดีขึ้น”)

ข้อควรจำ

การทำงบประมาณ คือ การกำหนด ขีดเขียนชะตาชีวิตตัวเราเอง

เราเลือกฐานะเราใหม่ได้ตลอดเวลา ด้วยการกำหนดรายจ่ายค่ะ ว่าจะให้เงินที่เราทำมาหาได้ ไปที่ไหนแล้วทำงานหนักทวีค่า หรือกลับมาเพิ่มค่าให้ตัวเรา

การทำงบประมาณ และการจดรายจ่าย คือ การกำหนดว่า “คนอย่างเราจะมีชีวิตแบบไหน เงินไปตรงไหนได้”

ไม่ใช่การตีกรอบคอยบอกตัวเองว่านั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ แต่คือการบอกว่าเราทำได้…ในเรื่องที่เป็นเรื่อง เรื่องที่เรากำหนดเอง

ที่สำคัญที่สุด พ่อแม่ต้องรู้สึกดีกับเรื่องเงินเสียเองก่อนค่ะ

หากตัวพ่อแม่เองยังไม่สามารถจัดการเรื่องเงินตัวเองได้ มันยากนะคะที่จะไปพูด ไปสอนเด็ก เพราะลูกวัยรุ่นเค้าโตแล้วนะคะ เค้ารู้เค้าเห็น หากพ่อแม่ไม่ได้เป็นในสิ่งที่ตัวเองพร่ำสอนแล้วล่ะก็.. ลูกจะไม่ฟัง แถมยังมาเถียงว่าพ่อแม่ยังทำไม่ได้เลย มาดามก็ว่าไม่แปลกแล้วล่ะค่ะ

จงซื่อสัตย์กับลูก คุยด้วยความสบายใจ อันไหนเราเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี เอาตรงนั้นแหละสอนลูก เค้าจะยิ่งชื่นชมในความกล้าและจริงใจของเรา และอาจจะหันกลับมาฟังคำสอนของเรามากขึ้นด้วยค่ะ

เป็นกำลังใจให้นะคะ

ขอให้มีความสุข อยู่เหนือเงิน เพลิดเพลินกับชีวิตทั้งครอบครัวนะคะ

โอเคนะ

มาดามฟินนี่

ติดตามมาดามได้ทาง FB fanpage: มาดามฟินนี่ Money-More-Fin

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save