สื่อนอกจับตา CEO คนใหม่ของ ‘Uber’ จะแรงหรือร่วง!

Uber สตาร์ทอัพด้านขนส่งมวลชนชื่อดังได้ตัดสินใจเลือก Dara Khosrowshahi เป็น CEO คนใหม่ หลัง Travis Kalanick ลาออก

Khosrowshahi ปัจจุบันเป็น CEO ของ Expedia บริษัทด้านท่องเที่ยวสัญชาติอเมริกา เขาเป็นตัวเลือกที่ไม่มีใครคาดคิด หากเทียบกับสองตัวเต็งที่มีชื่ออยู่ก่อนหน้าอย่างMeg Whitman CEO ของ Hewlett-Packard Enterprises และ Jeff Immelt อดีต CEO ของ GE ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นนี้แม้แต่คนในครอบครัวและเพื่อนสนิทของ Khosrowshahi ก็ยังประหลาดใจ

Khosrowshahi เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางใน Silicon Valley เขาคือผู้ขยายธุรกิจการท่องเที่ยวออนไลน์ออกไปมากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก และเป็นผู้ที่วิจารณ์ประธานาธิบดี Donald Trump เรื่องนโยบายเกี่ยวกับชาวมุสลิมในอเมริกา

“Dara Khosrowshahi เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนและเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ผมเคยรู้จัก”

– Ali Partovi นักลงทุนด้านเทคโนโลยี –

“ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ตอนที่ผมเจอปัญหาการตัดสินใจที่ยากลำบาก ผมมักจะคิดว่าถ้าเป็น Dara ล่ะก็จะทำยังไง” Ali Partovi นักลงทุนด้านเทคโนโลยีกล่าวเกี่ยวกับ Dara Khosrowshahi “เขาเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนและเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ผมเคยรู้จัก

นอกจากนั้น ว่าที่ CEO ใหม่ของ Uber ยังได้รับการกล่าวขานในแง่ของความเงียบและใจเย็น รวมไปถึงความสามารถในด้านการเจรจาแม้ว่าจะมีคู่แข่งมากมายก็ตาม เขาได้ขยาย Expedia เป็นบริษัทท่องเที่ยวออนไลน์ด้วยการซื้อ Travelocity และ Orbitz รวมถึงเว็บไซต์เช่าบ้านอย่าง HomeAway จนกลายเป็นเครือข่ายการท่องเที่ยวครบวงจร

การเข้ารับตำแหน่งในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไหร่นัก เมื่อ Khosrowshahi ต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งอย่าง Lyft และสตาร์ทอัพที่เกิดขึ้นมากมาย รวมไปถึงแท๊กซี่เจ้าถิ่นที่มีอยู่ทุกประเทศในโลกด้วย ซึ่งตอนนี้หลายแห่งก็เริ่มทำแอพพลิเคชันของตัวเองเช่นกัน

นั่นยังไม่นับวิกฤติใน Uber ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กรและภาพลักษณ์ ซึ่งพาให้ความเชื่อถือลดลงเรื่อยๆอย่างน่าใจหาย เรียกได้ว่ามาวันแรกก็งานเข้า

จากดีกรีความสามารถนั้นเชื่อถือได้ แต่คงต้องรอดูกันอีกซักพักใหญ่ว่า CEO รายใหม่จะทำให้ Uber มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

Source:

https://www.washingtonpost.com/news/the-switch/wp/2017/08/27/immelt-out-of-consideration-for-uber-ceo-job/?utm_term=.8b4fa8abf2e9

5 เหตุผลที่เราจำเป็นต้องมี “ความรู้ทางการเงิน”

ปัญหาในชีวิตคนเราทุกวันนี้ เกินกว่าครึ่งคือ “ปัญหาทางการเงิน” ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เงินไม่พอใช้ เป็นหนี้ หรือลงทุนแล้วขาดทุนอย่างหนัก ถึงขนาดนี้ ก็ยังมีน้อยคนที่จะใส่ใจเรื่องการเงินของตัวเอง เพราะส่วนใหญ่มักจะคิดว่า

– การเงินเป็นเรื่องยุ่งยาก ซับซ้อน เกินกว่าตัวเองจะเรียนแล้วเข้าใจ
– ถามผู้ (ที่ตัวเองคิดว่า) รู้ ได้คำตอบสำเร็จรูป ง่ายกว่า จะศึกษาเองไปทำไม
– ตัวเองรู้ดีอยู่แล้ว (ฉลาดเรื่องอื่น ดังนั้นเรื่องเงินจะฉลาดตามไปด้วย) คิดเองเออเอง ว่าที่ตัวเองทำน่าจะเวิร์ค

แต่รู้ตัวไหมว่า การที่เรายิ่งปฏิเสธที่จะศึกษาเรื่องการเงินมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งพึ่งพาการเงินจากคนอื่นมากขึ้นเท่าไหร่ เรายิ่งเดินเข้าใกล้หุบเหวของปัญหาการเงินของตัวเองมากขึ้นเท่านั้น

และ 5 ข้อต่อไปคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงปฏิเสธที่จะศึกษาเรื่องการเงินไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ถึงแม้เราจะไม่ต้องการแค่ไหนก็ตาม

1. จะได้รู้เท่าทันคนที่มาหาผลประโยชน์

ยิ่งเรามีความรู้ทางการเงินน้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่เราจะตกเป็นเหยื่อคนที่รู้มากกว่า หรือคนที่แสวงหาผลประโยชน์จากความโลภของมนุษย์ มากขึ้นเท่านั้น ทั้งการลงทุนแบบแปลกๆ ที่ล่อลวงด้วยผลตอบแทนสูงๆ ไปจนถึงการขายผลิตภัณฑ์การเงินทั่วไป ไม่ว่าจะกองทุน หรือประกัน ที่คนที่ไม่รู้เรื่อง ก็มักจะถูกคนขายปิดปังข้อมูล หรือพูดให้ดูดีเกินจริง จนหลงซื้อด้วยความเข้าใจผิดอยู่บ่อยๆ

เราจะยอมตกเป็นเหยื่อไปจนถึงเมื่อไหร่ กว่าที่จะรู้จัวว่าเราควรจะฉลาดทางการเงินสักที?

2. เพราะชีวิตอยู่ยากขึ้นทุกวัน

เงินเฟ้อทั่วไป ทำให้ข้าวของแพงขึ้น เฉลี่ยปีละ 2-3% สินค้าและบริการบางอย่าง แพงเพิ่มขึ้นปีละกว่า 5-8% (เช่น น้ำมัน, ค่าเล่าเรียน, ค่ารักษาพยาบาล) ขณะที่เงินเดือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2-4% (บางปีก็ไม่เพิ่ม โบนัสก็ไม่ได้)

30 ปีก่อน เงินเดือนเริ่มต้นป.ตรีเฉลี่ย 7,000-8,000 บาท ก๋วยเตี๋ยวราคาชามละ 15 บาท เท่ากับซื้อได้ประมาณ 50 ชาม

ปัจจุบันเงินเดือนเริ่มต้นป.ตรี 12,000-15,000 บาท ก๋วยเตี๋ยวราคาชามละ 40-50 บาท เท่ากับซื้อได้ประมาณ 25-30 ชาม

แสดงให้เห็นว่า “อำนาจการซื้อ” ของเราลดลง เพราะรายได้โตไม่ทันรายจ่าย แถมผลตอบแทนที่เคยได้แบบง่ายๆสูงๆ อย่างฝากเงินกับธนาคารได้ดอกเบี้ย 7-10% ในอดีต ก็เหลือแค่ 0.50-1.50% ในปัจจุบัน นั่นแสดงให้เห็นว่าเรา “อยู่ยาก” กว่าแต่ก่อนมาก และจะยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆในอนาคต ถ้าเรายังทำงานไปแบบเรื่อยๆ ใช้วิธีเดิมๆในการออมเงิน แล้วเราจะอยู่รอดได้ยังไงในอนาคต?

ดูแล้วถ้าเราอยากรอดก็คงไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากต้องมีความรู้ทางการเงิน การลงทุน เพื่อให้สามารถหาผลตอบแทนของเงินออมได้สูงขึ้น แล้วก็ต้องรู้จักนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอด หารายได้ สร้างทรัพย์สิน สร้างธุรกิจเพิ่มเติม เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้นหลายทาง ถึงจะมีโอกาสอยู่ดีมีสุขได้มากขึ้น

3. จะได้ไม่สร้างปัญหาให้ตัวเอง หรือแก้ปัญหาผิดๆ

อย่างที่บอกไปว่าปัญหาในชีวิตของเราส่วนใหญ่ก็คือปัญหาเรื่องเงินๆทองๆ เพราะขาดความรู้ทางการเงินทำให้เราอาจะขาดสติในกภารใช้จ่าย จนเป็นหนี้ ไม่รู้วิธีคำนวณดอกเบี้ยหรือบริหารจัดการหนี้สินที่ถูกต้อง ก็ยิ่งทำให้หนี้เราพอกพูนขึ้นเรื่อยๆแทนที่จะลดลง ถ้าขาดความรู้ในเรื่องการวิเคราะห์การลงทุนและความเสี่ยง แทนที่จะได้กำไรในระยะยาว กลับยิ่งขาดทุนจนเข็ดขยาด

เพราะปัญหาเรื่องเงิน ไม่สามารถแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนได้ด้วยการแค่โยนเงินให้ แต่ต้องแก้ด้วยความรู้ความเข้าใจทางการเงินอย่างถูกต้องเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

4. จะได้ไม่ประมาท

คนที่ขาดความรู้เรื่องการเงินที่ครอบคลุมอาจจะมองเรื่องเงินได้แค่เรื่องกิน-ใช้ หาเงิน หรือมองแต่ผลกำไรที่จะได้เป็นหลัก แต่ไม่มองหรือมองข้ามเรื่องของความไม่แน่นอนต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในชีวิต ว่าถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา เราจะต้องเสียเงินมากขนาดไหน? ลงทุนแล้วขาดทุนหนักๆขึ้นมาจะป้องกัน หรือแก้ไขยังไง? จะวางแผนเตรียมพร้อมรับมือไว้ล่วงหน้ายังไง เพราะมักนึกแต่ผลได้อย่างเดียว แต่ลืมดูผลเสีย หรือไม่ก็คิดว่าชีวิตเราไม่น่าเกิดเรื่องร้ายแรง บาดเจ็บ ล้มป่วย ไฟไหม้ น้ำท่วมขึ้น จนต้องเข้าโรงพยาบาล มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนอื่น ไม่น่าเกิดขึ้นกับเรา ถ้าคิดได้แค่นี้เท่ากับว่า เราโยนความมั่นคงของชีวิตให้ขึ้นอยู่กับ “ดวง” อย่างเดียว โดยที่เราไม่คิดที่จะควบคุมชีวิตด้วยตัวเอง แต่ถ้าเรามีความรู้เรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยงต่างๆในชีวิตเป็นอย่างดี จะความรู้ที่มีจะช่วยทำให้เรามีสติ ไม่ประมาท เพราะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเราได้บ้าง และควรจะหาวิธีการรับมือยังไง

5. จะได้ยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้

คนที่จน ก็ยังจนอยู่วันยังค่ำเพราะอะไร? ก็เพราะพวกเขาไม่คิดที่จะก้าวหน้าด้วยน้ำมือตัวเองไงล่ะครับ! ได้แต่ “ขอ” และหวังพึ่งคนอื่น ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์, ขอพลังจักรวาล, ขอคำตอบจากกูรู, ลงทะเบียนคนจน รอรับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล พอไม่ได้ดั่งใจก็ตัดพ้อ ก่นด่าชีวิต ฉันโชคร้าย เกิดมาจน, ทำไม่ได้เพราะขาดโอกาส เงื่อนไขชีวิตต่างกัน, รัฐบาลเฮงซวย ประเทศแย่ ฯลฯ แต่ไม่เคยโทษตัวเองเลย

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 28 สิงหาคม – 1 กันยายน 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับ กลับมาเจอกันอีกครั้งกับคอลัมน์ Weekly Outlook สรุปและอัพเดทกลยุทธ์การลงทุนประจำสัปดาห์ กับผม ‘อัศวินกองทุน’ เจ้าเก่ากันอีกแล้วครับ สำหรับสัปดาห์นี้เรามาดูกันต่อครับว่า ทิศทางการลงทุนควรจะเป็นอย่างไรแบบไหน จะได้จัดการได้ถูกต้องตามที่เราต้องการครับ

ภาพรวมของตลาด

เริ่มต้นกันที่ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ครับ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากความกังวลต่อความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหรัฐฯ เลยทำให้ไม่กล้าดีดกลับสักเท่าไร ถึงแม้ตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคการบริการจะออกมาดีกว่าคาดก็ตามครับ

ส่วนทางฝั่ง ตลาดหุ้นยุโรป ปรับตัวลดลงครับ เนื่องจากนักลงทุนคาดว่า ‘นายมาริโอ ดรากี’ ประธานธนาคารกลางยุโรป จะมีการส่งสัญญาณลดวงเงินซื้อพันธบัตรฯ ในการประชุมที่ประเทศสหรัฐฯ (แจ็กสัน โฮล) ซึ่งทำให้นักลงทุนทั้งหลายรอดูท่าทีกัน

มาดูทางฝั่งตลาดหุ้นจีนกันบ้าง ทางฝั่ง H-Share ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการเข้าซื้อของนักลงทุน เนื่องจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ งานนี้ต้องเอาใจช่วยกันต่อไปครับ

สุดท้ายปู่ SET ตลาดหุ้นไทยบ้านเรานั้น มีการปรับตัวดีขึ้นสอดคล้องกับตลาดส่วนใหญ่ในภูมิภาคหลังจากความตึงเครียดในคาดสมุทรเกาหลีผ่อนคลายลง และราคาน้ำมันที่ปรับตัวดีขึ้น ทำให้ตลาดบ้านเรากลับมาน่าสนใจอีกครั้งหนึ่งครับ

มาฝั่งสินทรัพย์ทางเลือกกันบ้าง เริ่มจากราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น จากการเกิดพายุเฮอริเคนฮาร์วีย์บริเวณชายฝั่งรัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันดิบที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ ทำให้การผลิตน้ำมันหยุดชะงักลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นตามกันไปด้วย

สำหรับภาพรวมสัปดาห์นี้ มีความผันผวนนิดหน่อยครับ ทีนี้เรามาดูกันว่ากลยุทธ์ลงทุนควรจะเป็นแบบไหนยังไงกันต่อเลยดีกว่าครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

ตลาดหุ้นเกิดใหม่

ยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นประเทศเกิดใหม่ในเอเชียจากปัจจัยค่าเงินดอลลาร์อ่อนที่ยังสนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่อยู่ครับ หลังจากบันทึกการประชุม FED เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ชี้ว่าคณะกรรมการหลายท่านยังไม่สนับสนุนให้รีบขึ้นดอกเบี้ยเนื่องจากแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯที่ปรับตัวลง ทำให้ค่าเงินดอลลาร์ขาดปัจจัยสนับสนุนให้แข็งค่าครับ และนอกจากนี้ ปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นเกิดใหม่ยังมีแนวโน้มดีขึ้นอยู่ครับ เช่น ตัวเลขการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่องตามความต้องการจากประเทศพัฒนาแล้ว เป็นปัจจัยสนับสนุนโดยตรงต่อประเทศ เช่น เกาหลี จีน และไทย ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่เหมาะสมในการจัดการลงทุนครับ

ตลาดหุ้นยุโรป

ณ ช่วงจังหวะนี้ผมอยากแนะนำให้สะสมหุ้นยุโรปครับ เนื่องจากตลาดปรับตัวลงมาตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม และลงมาเรื่อยๆ ซึ่งสะท้อนความกังวลของนักลงทุนถึงการลดการกระตุ้นทางการเงินของธนาคารกลางยุโรป แต่อย่างไรก็ตาม คาดว่าธนาคารกลางยุโรปจะคงมาตรการกระตุ้นต่อเนื่องไปอีก เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อในกลุ่มยูโรโซนมีแนวโน้มปรับตัวลง ประกอบกับการส่งออกเริ่มชะลอตัวจากเงินยูโรแข็งค่า ดังนั้นการย่อตัวของตลาดหุ้นในตอนนี้เป็นโอกาสให้นักลงทุนทยอยซื้อสะสมเพื่อสร้างผลตอบแทนครับ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

สำหรับพี่ใหญ่ในตอนนี้ ผมขอให้ชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯไปก่อนครับ เนื่องจากมูลค่าพื้นฐานที่อยู่ในระดับสูง บ่งชี้ว่านักลงทุนได้คาดการณ์ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไว้มากแล้ว ซึ่งตอนนี้ตลาดยังขาดปัจจัยหนุนในระยะสั้นหลังจากบริษัทส่วนใหญ่ได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสสองเสร็จสิ้นแล้ว นอกจากนี้ การเปิดประชุมสภาในช่วงต้นเดือนกันยายนเกี่ยวกับการยกเพดานหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันให้กับตลาดหุ้นอีกด้วยครับ ดังนั้นหยุดรอจังหวะกันก่อนละกันนะครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ผมยังคงแนะนำให้ชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นซึ่งอาจถูกกดดันจากค่าเงินเยนแข็ง เนื่องจากบันทึกการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ในเดือน ก.ค.ชี้ว่า คณะกรรมการบางท่านยังไม่สนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ค่าเงินดอลลาร์มีทิศทางอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินเยน ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและกดดันต่อราคาหุ้นกลุ่มบริษัทผู้ส่งออก ดังนั้นรอกันไปยาวๆสำหรับญี่ปุ่นได้เลยครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ตลาดเกิดใหม่ทั้งหลายยังคงน่าสนใจอยู่เหมือนเดิมครับ แต่สำหรับสัปดาห์นี้แนะนำให้เพิ่มการลงทุนในหุ้นยุโรปควบคู่กันไปครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

ตราสารหนี้สหรัฐฯ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ยังทรงตัวในสัปดาห์ที่ผ่านมา บ่งชี้ว่าตลาดยังมีความคาดหวังที่ต่ำต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ก่อนการประชุม Jackson Hole Symposium ที่จะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 ส.ค. ทั้งนี้คาดว่าตลาดตราสารหนี้สหรัฐฯ ระยะยาวจะถูกปัจจัยกดดันจากการเปิดประชุมสภาฯ อีกครั้งในวันที่ 5 ก.ย. จึงยังไม่แนะนำให้เพิ่มอายุเฉลี่ยของการลงทุนในตราสารหนี้

ตราสารหนี้ไทย

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 1-3 ปี ทรงตัวแม้กระทรวงพาณิชย์จะประกาศตัวเลขดุลการค้าของไทยซึ่งขาดดุลการค้าครั้งแรกในรอบ 27 เดือน ส่งผลให้ค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่า อย่างไรก็ตามเรายังมีมุมมองบวกต่อภาคการท่องเที่ยวซึ่งจะยังสนับสนุนให้ดุลบัญชีเดินสะพัดไทยเกินดุล และค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่า ซึ่งจะดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในตราสารระยะสั้น เป็นปัจจัยสนับสนุนต่อการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือ 1-3 ปี เป็นต้น

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

เหมือนเดิมเลยครับผม การลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับตราสารหนี้ คือ เน้นกระจายการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ ที่มีนโยบายลงทุนใน เงินฝาก ตราสารหนี้ที่มีคุณภาพ ตราสารหนี้ภาคเอกชน ภาครัฐ สถาบันการเงิน และให้ผลตอบแทนที่ดีแทนครับ

ลดเงินผ่อน ได้เงินก้อน กับทริกรีไฟแนนซ์รถยนต์!

ใครต่อใครก็บอกว่า “การไม่มีหนี้ เป็นลาภอันประเสริฐ” แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนเราหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้ได้ทุกคนหรอ? ในเมื่อ “หนี้สิน” มันแลกมาด้วยสิ่งที่หลายคนต้องการทั้ง เงินสด บ้าน และรถยนต์

หนี้ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องหวาดกลัว หากเรารู้จักวิธีจัดการที่ถูกต้อง! ถ้าคิดจะมีหนี้ซักก้อนหนึ่ง ต้องมีการเตรียมความพร้อม ศึกษารายละเอียดจากหลายๆ แหล่งก่อน และยิ่งถ้าเรารู้ทริกการปรับลดค่าใช้จ่ายต่างๆ จากการเป็นหนี้ ก็ยิ่งช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า …มีหนี้ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย ถูกมั้ย!?

ทำความรู้จักกับเคล็บลับประหยัดหนี้ด้วยการรีไฟแนนซ์

การทำ รีไฟแนนซ์ ก็ถือเป็นเทคนิคหนึ่งที่ช่วยลดต้นทุนทางการเงินอย่าง “ดอกเบี้ยเงินกู้” เหมาะกับคนที่มีหนี้ระยะยาวเกินกว่า 3-5 ปีขึ้นไป เป็นการปรับเปลี่ยนแหล่งเงินกู้ เพื่อให้ได้ดอกเบี้ยที่ถูกกว่า ภาระค่าใช้จ่ายลดลง ผ่อนได้หมดไวสบายใจกว่าเดิม คนที่ทำมีแต่ได้กับได้ ฉลาดสุดๆ!!!

อาจจะเป็นเพราะระยะเวลาการผ่อนรถสั้นกว่าที่อยู่อาศัย (ส่วนมากผ่อน 3-5 ปี) มีน้อยคนที่จะให้ความสนใจกับการทำ “รีไฟแนนซ์รถยนต์” เพราะมันดูเป็นเรื่องยุ่งยากหยุมหยิม ถ้าต้องทำขั้นตอนต่างๆ เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่เหลืออีกแค่ไม่กี่ปี หรือบางคนก็คิดว่าไม่จำเป็น ไม่รู้ว่าทำไปแล้วได้ประโยชน์อะไรจากมันบ้าง จึงไม่สนใจทำรีไฟแนนซ์รถยนต์กัน

รีไฟแนนซ์รถยนต์ ทำไปเพื่อออออ !?

จุดมุ่งหมายหลักอย่างแรกของคนที่อยากทำรีไฟแนนซ์รถยนต์ ก็คือ “อยากให้ภาระเงินผ่อนต่อเดือนน้อยลง และผ่อนชำระได้นานขึ้น” บางครั้งภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตอาจจะเพิ่มขึ้นในระหว่างที่ผ่อนรถอยู่ เราจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายคงที่จากการผ่อนลดแต่ละงวดให้น้อยลง เพื่อนำเงินที่ประหยัดได้ไปใช้ต่อยอดในส่วนอื่น

เรื่องต่อมาก็คือ “อยากได้ส่วนต่างราคา มาใช้จ่ายหมุนเวียน” เพราะการทำรีไฟแนนซ์รถยนต์มีโอกาสที่จะได้รับเงินส่วนต่างของ ยอดจัดใหม่ (ราคาประเมินรถครั้งใหม่) กับ ยอดค้างเดิม ซึ่งเราสามารถนำเงินส่วนต่างนี้ออกมาใช้หมุนเวียนยามฉุกเฉิน หรือใช้ในวัตถุประสงค์ส่วนตัว 

เหมือนกับการนำรถไปค้ำประกันเงินกู้ ให้ธนาคารประเมินราคา เพื่อรับเงินก้อนมาหมุนเวียน โดยได้ดอกเบี้ยใหม่ที่ 4- 5 % ต่อปี ถูกกว่า การกู้ยืมผ่านบัตรเครดิตที่ 25% ต่อปี ประหยัดดอกเบี้ยเงินกู้ไปได้เยอะมาก !!

บางคนก็มีวัตถุประสงค์อื่นในการทำรีไฟแนนซ์รถ คือ ความไม่ชอบส่วนตัว ไม่ชอบการทวงหนี้ การบริการ และการดูแลของแหล่งเงินกู้ที่เก่า ก็เลยเปลี่ยนที่ซะเลย หมั่นไส้!

มารีไฟแนนซ์รถยนต์กันเถอะ !!

Car Loan Refinance เรียกทับศัพท์กันว่า รีไฟแนนซ์รถ เป็นการนำรถที่เรากำลังผ่อนชำระอยู่ ยื่นให้ธนาคารที่เดิม หรือที่ใหม่ ทำการประเมินหลักประกัน ขอให้ธนาคารจัดไฟแนนซ์ให้ใหม่กับรถยนต์คันเดิมที่กำลังผ่อนอยู่

ที่ต้องขอให้จัดไฟแนนซ์ใหม่เป็นเพราะรถยนต์ที่เป็นสินทรัพย์ค้ำประกัน มีราคาประเมินปัจจุบันสูงกว่าวงเงินกู้ที่ค้างชำระอยู่ ณ ขณะนี้ เราสามารถนำเงินส่วนต่างนี้ออกมาได้ โดยเสียดอกเบี้ยไม่มาก หรืออยากยืดระยะเวลาการผ่อน เพื่อจำนวนเงินผ่อนในปัจจุบันให้น้อยลงก็ได้

ตัวอย่างเช่น นายปั้น ซื้อรถยนต์ Honda City ปี 2013 ในราคา 700,000 บาท ดาวน์ไปแล้ว 25% ที่ 175,000 บาท มียอดจัดที่เหลือ 525,000 บาท มีเงื่อนไขจากธนาคารกรุงศรีฯ คิดดอกเบี้ยที่ 4% ต่อปี ระยะเวลาผ่อน 60 งวดเดือน (5 ปี)

นายปั้นมี “ดอกเบี้ย” ที่ต้องชำระคืน 525,000 x 4% = 21,000 บาทต่อปี รวมทั้งหมด 5 ปีต้องจ่ายดอกเบี้ยให้ธนาคาร 105,000 บาท เมื่อรวมเงินต้น 525,000 บาท ทำให้นายปั้นต้องใช้เงินคืนธนาคาร 630,000 บาท คิดเป็น 630,000/60 = 10,500 บาทต่องวด

เมื่อเวลาผ่านไป 3 ปี วงเงินกู้ของรถยนต์คันเก่งจะเหลือเพียง 252,000 บาท (เพราะชำระไปแล้ว 10,500× 36 งวด = 378,000 บาท) นายปั้นอยากลดการจ่ายเงินรายงวดให้น้อยลง และยืดเวลาผ่อนไปอีก จึงขอให้ธนาคารกรุงศรีฯ ประเมินราคารถยนต์ให้ใหม่ ได้ราคาประเมินที่ 400,000 บาท

หมายความว่าถ้านายปั้นยื่นเรื่องรีไฟแนนซ์รถยนต์ จะได้เงินส่วนต่าง 400,000-252,000 = 148,000 บาท (ราคาประเมินหรือยอดจัดไฟแนนซ์ใหม่ – ยอดคงค้างเดิม = เงินส่วนต่าง) สำหรับใช้หมุนเวียนมาก่อน แต่เพิ่มระยะเวลาจากเดิม ที่เหลือ 24 งวด ไปเป็น 60 งวด แถมได้ดอกเบี้ยลดลงเหลือ 3% ต่อปี

เมื่อคิดยอดเงินค้างรวมดอกเบี้ยที่ต้องเริ่มชำระใหม่ นายปั้นจะมียอดค้างชำระ 460,000 บาท หรืองวดละ 7,667 บาทต่อเดือนเท่านั้น ถ้านำเงินส่วนต่างที่ได้จากการรีไฟแนนซ์มาชำระหนี้ก้อนใหม่ด้วย ก็จะเหลือเดือนละ 5,200 บาท

สนใจแล้ว อยากทำรีไฟแนนซ์รถต้องทำยังไง ?

ถ้าอยากที่จะทำรีไฟแนนซ์รถ สามารถถามเงื่อนไขและรายละเอียดการรีไฟแนนซ์รถ จากธนาคารเดิมที่ให้เงินกู้อยู่ พร้อมให้ประเมินราคารถยนต์ที่ติดค้ำประกันดูก่อน เพื่อดูว่าราคาประเมินในปัจจุบันสูงกว่าวงเงินคงเหลือมากน้อยแค่ไหน ประกอบการพิจารณา

หากพอใจในข้อเสนอต่างๆ ก็สามารถทำรีไฟแนนซ์รถได้เลย แต่ถ้าอยากได้เงื่อนไขพิเศษอะไรเพิ่มเติม ลองต่อรองกับธนาคารเดิมดูก่อน สุดท้ายไม่พอใจอย่างไรค่อยมองหาธนาคารใหม่เพื่อทำรีไฟแนนซ์

ซึ่งทางธนาคารกรุงศรีมีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการทำรีไฟแนนซ์รถยนต์ พร้อมพนักงานให้บริการดีมีมาตรฐาน (สามารถอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับสินเชื่อรถยนต์ต่างๆ ได้ที่นี่เลย
https://www.krungsri.com/bank/th/PersonalBanking/LoanProducts/AutoLoan.html)

สรุปแล้ว…รีไฟแนนซ์รถ ดีอย่างไร ??

ข้อดี: การรีไฟแนนซ์รถจะได้เงินก้อนส่วนต่างมาใช้หมุนเวียนยามฉุกเฉิน เหมือนนำรถมาค้ำประกัน กู้ยืมเงินผ่านธนาคารด้วยวิธีรีไฟแนนซ์ แต่ได้ดอกเบี้ยที่ถูก และลดภาระการผ่อนลงได้

ข้อสังเกต: การทำรีไฟแนนซ์รถจะทำให้ระยะเวลาการผ่อนนานขึ้นกว่าเดิม แม้ว่าจะจำนวนเงินผ่อนรายงวดน้อยลง แต่ถ้าสังเกตให้ดี มันทำให้เราเป็นหนี้มากขึ้นกว่าเดิม!!! ถ้าไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินก้อน หรือ ต้องลดภาระการผ่อนชำระ ผมแนะนำว่าไม่ต้องทำรีไฟแนนซ์ก็ได้ครับ

แม้ว่าจะต้องเป็นหนี้เพิ่ม แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้เงินหรือผ่อน

เทคนิคการจัดการเงินเมื่อคิดจะซื้อบ้านราคา 5 ล้าน

สำหรับหลายๆ คนที่มีครอบครัวแล้วหรือกำลังจะมีครอบครัว เรื่องที่มักให้ความสำคัญมากๆ ก็คือเรื่องที่อยู่อาศัย บางคนก็อาจจะวางแผนการซื้อบ้านก่อนจะแต่งงาน หรือ อาจจะแต่งงานแล้วสักพักพอมีลูก ก็ถึงเริ่มคิดถึงการวางแผนการซื้อบ้านใหม่ โดยบ้านที่น่าจะเหมาะกับคนที่เริ่มสร้างครอบครัว ก็น่าจะเป็นบ้านเดี่ยวสักหลังหนึ่ง ราคาราวๆ 5 ล้านบาท ก็น่าจะผ่อนไม่หนักเกินไป

ซึ่งบ้านนั้นจัดเป็นสินทรัพย์ที่มีราคาสูงกว่าสินทรัพย์อื่นๆ และปกติแล้วก็มักจะซื้อเป็นแบบผ่อนกับธนาคาร (ขอกู้เงินจากธนาคาร) มากกว่าซื้อเป็นเงินสด แถมผ่อนกันก็เป็นระยะเวลานานหลายสิบปี ดังนั้นผู้ซื้อทุกๆ ครอบครัวจึงควรต้องมีการวางแผนการเงินเรื่องการซื้อบ้านอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาระหว่างการผ่อนชำระได้

5 เช็คลิสต์ก่อนวางแผนซื้อบ้านที่ทุกครอบครัวต้องตรวจสอบ! 

1. มีบัญชีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 6 เดือนของค่าใช่จ่ายหรือยัง ซึ่งถือว่าเป็นเงินสำรองที่เอาไว้เผื่อว่าตัวเราเองเกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน เช่น เกิดต้องตกงานกะทันหัน เงินสำรองฉุกเฉินส่วนนี้ก็สามารถเอามาช่วยเหลือเราในขณะที่ขาดรายได้ได้

2. มีการจัดการความเสี่ยงเรื่องชีวิตและทรัพย์สินอย่างเพียงพอหรือยังเพื่อไม่ให้กระทบกับเงินที่ต้องผ่อนบ้าน ได้แก่ การทำประกันรถยนต์ ประกันบ้าน ประกันชีวิตคุ้มครองตัวเอง หรือ ประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงเป็นต้น

3. มีการผ่อนหนี้สินอื่นๆ หรือไม่ ซึ่งถ้ายังมีอยู่ คิดเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ของรายได้แล้ว ซึ่งปกติรายการผ่อนต่อเดือนไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ เป็นต้น

4. มีหลักฐานทางรายได้หรือเอกสารทางการเงินเรียบร้อยหรือไม่? เพราะหากเรามีหลักฐานการมีรายได้เช่น สลิปเงินเดือน หรือ ใบ 50 ทวิ ก็อาจจะช่วยให้เราสามารถขอกู้ได้ง่ายขึ้น และได้วงเงินที่เราต้องการ เป็นต้น

5. ตรวจสอบว่าเราเก็บเงินก้อนเพื่อเป็นเงินดาวน์ได้เท่าไหร่แล้ว ปกติแล้วควรต้องมีขั้นต่ำ 10% ของราคาบ้าน เช่น ถ้าบ้านที่เราต้องการซื้อ ราคา 5 ล้านบาท ก็ควรต้องมีเงินดาวน์ขั้นต่ำที่ 500,000 บาท แต่ถ้าให้ดีก็ควรจะมีประมาณ 20% ของราคาบ้าน 

หลังจากที่เราได้ตรวจสอบข้อมูลทั้ง 5 ข้อข้างต้นแล้ว เราก็ควรหันมาประเมินความสามารถในการผ่อนชำระของตนเองว่าเราสามารถผ่อนได้เดือนละเท่าไหร่ ซึ่งควรจะต้องมาจากการทำบัญชีรายรับรายจ่ายประจำเดือน (หรือทำงบกระแสเงินสด) เพื่อดูว่าเรามีรายจ่ายอะไรที่จำเป็น หรือเกี่ยวเนื่องกับไลฟ์สไตล์บ้าง จากนั้นเราจึงสามารถวางแผนการผ่อนบ้านต่อไปได้

หากเราต้องการจะวางแผนซื้อบ้านในราคาประมาณ 5 ล้านบาท สิ่งที่เราต้องพิจารณามีดังนี้

1. เลือกบ้าน = เลือกพื้นที่พักผ่อน

ในการเลือกซื้อบ้าน นอกจากเรื่องของราคาแล้ว สิ่งที่สำคัญมากๆ ที่เราไม่ควรมองข้ามนั่นก็คือ ความรู้สึกของผู้อยู่อาศัย บ้านที่เราเลือกต้องเป็นบ้านที่ถูกใจเราและให้ความสุขในทุกๆ วันที่อยู่อาศัย สภาพแวดล้อมเอื้อต่อไลฟ์สไตล์ของคนในครอบครัว มีพื้นที่กิจกรรมให้ร่วมสังสรรค์ หรือออกกำลังกาย บ้านในฝันสไตล์นี้เรียกว่า “STAYCATION HOMES” ซึ่งมาจากคำว่า Stay + Vacation Homes ก็คือ การได้อยู่ในบ้านที่เป็นทั้งที่พักผ่อน และได้ทั้งการท่องเที่ยวในเวลาเดียวกัน จนทำให้ไม่อยากออกไปไหนอีกเลย แต่ที่แท้จริงแล้วคือการได้อยู่บ้านที่อบอุ่นนั่นเอง

2. เราจะวางเงินดาวน์เท่าไหร่?

เช่น ถ้าวางเงินดาวน์ 10% เป็นเงิน 500,000 บาท ก็แสดงว่าเราต้องกู้ธนาคารอีก 4,500,000 บาท แต่ถ้าเราวางเงินดาวน์สูง ก็จะผ่อนหมดได้เร็วขึ้น ซึ่งก็ต้องดูความพร้อมเป็นหลัก

3. ระยะเวลาของการผ่อนกี่ปี?

โดยปกติก็จะผ่อนได้สูงสุดที่ 30 ปี ระยะเวลาผ่อนเมื่อรวมกับอายุของผู้กู้แล้ว ต้องไม่เกิน 65-70 ปี ซึ่งเราควรเลือกระยะเวลาผ่อนนานๆ เช่นสูงสุด 30 ปีไปเลย เพราะจะทำให้ยอดผ่อนขั้นต่ำต่อเดือนได้อัตราต่ำที่สุด และเราสามารถผ่อนในอัตราที่สูงกว่าได้ เช่น ถ้ายอดผ่อนขั้นต่ำที่ 15,000 บาทต่อเดือน แต่เดือนนั้นเรามีรายได้เพิ่มขึ้น เราก็สามารถผ่อนเป็น 20,000 บาท ในเดือนนั้นก็ได้ ซึ่งข้อดีของการผ่อนบ้านก็คือ “ลดต้นลดดอก” ดังนั้นถ้าเราผ่อนมากกว่าอัตราขั้นต่ำต่อเดือนบ่อยๆ ก็จะทำให้เราผ่อนหมดเร็วกว่าปกติโดยไม่ต้องรอจน 30 ปีอีกด้วย

4. คำนวณและวางแผนการชำระต่อเดือน

ตัวอย่าง หากเราต้องการซื้อบ้านราคา 5 ล้านบาท โดยให้เงินดาวน์ 10% ก็คือ 500,000 บาท ดังนั้นก็จะต้องขอกู้จากธนาคารที่วงเงิน 4,500,000 บาท และหากธนาคารคิดดอกเบี้ยเงินกู้ที่ 5% ต่อปีแบบคงที่ และขอระบุระยะเวลาผ่อน 30 ปี ซึ่งคำนวณแล้วจะได้อัตราการผ่อนขั้นต่ำที่ 24,200 บาท ต่อเดือน ดังนั้นรายได้ขั้นต่ำของเราที่ควรต้องมีก็ไม่ควรต่ำกว่า 60,500 บาท ต่อเดือน เนื่องจากยอดเงินผ่อนทั้งหมดไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน แต่จริงๆ ควรจะมีรายได้เกินกว่านี้มากๆ เนื่องจากเราควรจะวางแผนการผ่อนมากกว่าอัตราขั้นต่ำบ่อยๆ เช่น ถ้าเราสามารถผ่อนได้เดือนละ 50,000 บาททุกเดือน ก็จะผ่อนหมดภายในเวลาแค่ 114 เดือน จาก 360 เดือน ถ้าเรามีเงินก้อน เช่น โบนัสออกปลายปีก็ควรต้องเอามาโปะหนี้บ้าน เพื่อจะได้เป็นการลดดอกเบี้ยและทำให้ผ่อนบ้านหมดเร็วขึ้นอีกทางหนึ่ง

5. อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ได้ เราควรจะเลือกธนาคารที่ให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำที่สุด

และถ้าให้ดีก็ควรต้องเป็นแบบอัตราคงที่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วอาจจะมีแบบคงที่ใน 2 ปีแรก และ ปีที่ 3 ลอยตัวเป็นต้น และ เราควรจะต้องทำการ Refinance ทุกๆ 3 ปี เพื่อจะได้ดอกเบี้ยที่ถูกลงเสมอ

6. อย่าลืมทำประกันชีวิตหรือประกันสินเชื่อ เพื่อคุ้มครองภาระหนี้ที่ยังคงค้าง

เพื่อความไม่ประมาท ผู้กู้จึงควรต้องทำประกันชีวิตหรือทำประกันสินเชื่อในวงเงินประกันที่มากกว่ายอดเงินกู้ เพราะหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นกับผู้กู้ ภาระของการต้องผ่อนชำระหนี้บ้านจะได้ไม่ตกอยู่กับคนข้างหลังที่ยังอยู่

คิดจะซื้อบ้านควรให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินให้ดี
เพื่อที่เราจะได้ผ่อนชำระเงินหนี้บ้านอย่างไม่ฝืดเคือง

วันนี้หากใครที่กำลังมองหาบ้านในฝันสไตล์ Modern Resort บ้านในบรรยากาศของการพักผ่อน ก็ถือว่า โครงการ เพฟ รามอินทรา-วงแหวน น่าจะเป็นโครงการที่จะตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ที่ทุกๆ ครอบครัวต้องการ ตามคอนเซ็ปต์ “LIVE LINK LAYER” กับทำเลเชื่อมต่อทุกเส้นทาง ใกล้ทางด่วน และรถไฟฟ้า รวมไปถึงการออกแบบ ที่ทันสมัย เหมาะกับคนที่มีครอบครัว 3-5 คน ราคาก็น่าสนใจ เริ่มเพียง 4 ล้านต้นเท่านั้น

นอกจากนี้ โครงการ เพฟ รามอินทรา-วงแหวน นี้ยังมีการออกแบบส่วนกลางได้พิเศษมากๆ เพราะมีทั้งสวนส่วนกลางที่ใหญ่กว่า 3 ไร่ ที่ประกอบไปด้วยโซนให้ทำกิจกรรมต่างๆ ของสมาชิกในครอบครัว เช่น สนามบาสเกตบอล, ถนนสำหรับปั่นจักรยาน ในส่วนคลับเฮ้าส์ ประกอบไปด้วย สระว่ายน้ำ ฟิตเนส รวมถึงมีพื้นที่เป็นแบบ Co-working Space พร้อม Wifi เพื่อไว้ทั้งทำงานหรือประชุมย่อยได้อีกด้วย

พลาดไม่ได้! หากคุณต้องการบ้านในฝันที่จะช่วยตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของครอบครัวของคนรุ่นใหม่ ในสไตล์ Staycation Homes ได้ที่โครงการ เพฟ รามอินทรา-วงแหวน หรือโครงการอื่นๆ ได้แก่แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด ศรีนครินทร์, บางกอก บูเลอวาร์ด รังสิต และเวนิว พระราม5-2 ในวันที่ 9-10 กันยายน นี้ ที่ Sales Gallery ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษที่ www.scasset.com/staycation สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 1749

#StaycationHomes #SCASSET

บทความนี้เป็น Advertorial

รำลึก “วิกฤตต้มยำกุ้ง” เหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นอีกไหม?

 เวลาผ่านไปครบ 20 ปีจากเหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงสุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 จนทั่วโลกรู้จักในนามว่า “วิกฤตต้มยำกุ้ง” เกิดจากความเชื่อมั่นที่มีมากเกินไปจนขาดความระมัดระวัง ธุรกิจขนาดใหญ่และสถาบันการเงินแห่กู้เงินระยะสั้นดอกเบี้ยถูกจากต่างประเทศมาแสวงหาผลตอบแทน นักลงทุนนักเก็งกำไรอยู่เต็มตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ปั่นราคาจนเกิดฟองสบู่ก้อนโตที่มองไม่เห็น

แต่ต่างชาติกลุ่ม Hedge Fund เริ่มรู้แล้วว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตแบบเปราะบาง จึงเข้ามาโจมตีค่าเงิน เพื่อหวังทำกำไรมหาศาลจากเงินบาทลอยตัว สุดท้ายเค้าทำสำเร็จ ทุนสำรองระหว่างประเทศแทบไม่เหลือ ค่าเงินบาทอ่อนลงไปมาก ธุรกิจและสถาบันการเงินขาดทุนยับหลายแห่งต้องถูกปิดกิจการ ประเทศไทยจำเป็นต้องพึ่งเงินกู้ยืมจาก IMF มาชำระคืนเงินกู้ที่ครบกำหนดและไว้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศสร้างความเชื่อมั่น

ทุกวันนี้ถือได้ว่าเราหลุดพ้นจากวิกฤตแล้ว แต่ก็ยังหลงเหลือซากตึกระฟ้าที่ยังสร้างไม่เสร็จไว้เป็นเครื่องเตือนใจให้รำลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นอยู่เลย

ปัจจุบันเริ่มมีคนกังวลว่าจะเกิดวิกฤตแบบนี้ขึ้นอีกไหม เพราะในโลกโซเชียลมีคนเขียนบทความว่ามีโอกาสเกิดวิกฤตขึ้นได้จากสัญญาณบางอย่างที่ไม่ดี อาทิเช่น คอนโดล้นตลาดราคาแพง แห่จองกันเพียบ ดัชนีตลาดหุ้นใกล้ถึงจุดสูงสุดเดิมตอนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงจนกังวลเรื่องหนี้เสีย และเศรษฐกิจไม่ดีขายของแทบไม่ได้ เป็นต้น

ก่อนจะอธิบายว่าผมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ขอบอกเรื่องวัฏจักรเศรษฐกิจหมุนเวียนขึ้นลงเป็นรอบๆ มีช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟูและเศรษฐกิจถดถอย ดังนั้นประเทศไทยหนีไม่พ้นที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจอีกในอนาคต เพียงแต่ไม่มีใครทำนายได้ถูกต้องว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร รุนแรงแค่ไหน สัญญาณที่พอบอกเค้าลางวิกฤตได้บ้าง คือ คนส่วนใหญ่กำลังโลภมากกว่ากลัว และตัวเลขทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ดูดี

ผมคิดว่าทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ยังลงทุนแบบกล้าๆกลัวๆ และตัวเลขทางเศรษฐกิจก็มีทั้งดีและไม่ดีปนๆกันไป จึงยังไม่เห็นด้วยว่าวิกฤตเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นในช่วงนี้ ต้องรอจังหวะที่คนส่วนใหญ่เผลอไม่ระมัดระวังตัวถึงจะเกิดขึ้นอีกครั้ง อย่างไรก็ตามเพื่อความไม่ประมาทเราต้องเตรียมตัวรับมืออยู่ตลอดเวลา เพราะขอย้ำว่าไม่มีใครทายถูก

ดังนั้นผมขอเสนอแผนการเงินที่พารอดวิกฤติมีดังนี้

1.หารายได้มั่นคงและควรมีรายได้หลายทาง

2.ใช้จ่ายประหยัดต่ำกว่าฐานะและมีเงินออมเผื่อฉุกเฉินอย่างน้อย 12 เดือน

3.งดสร้างหนี้ฟุ่มเฟือยและมีหนี้จำเป็นได้ไม่เกิน 2 เท่าของทรัพย์สินที่มี

4.จัดพอร์ตทรัพย์สินเงินทองให้เหมาะสมและเน้นลงทุนที่ได้กำไร

บางคนอาจยังสงสัยอยู่ เป็นกังวลว่าวิกฤตจะเกิดขึ้นหรือเปล่าในเร็ววันนี้ ผมขออธิบายตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญทีละตัว เพื่อให้เห็นเลยว่าตัวไหนสบายใจได้ ตัวไหนเฝ้าระวังไว้หน่อย มีดังนี้ครับ

1. อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP)

ตัวเลขเป็นบวกแต่ถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง และเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในช่วงเวลานี้

2. อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate)

ตัวเลขอัตราดอกเบี้ยทั้งเงินฝากและเงินกู้อยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งช่วงดอกเบี้ยสูงแสดงว่าคนต้องการเงินมากยอมเสียดอกเบี้ยแพง

3. อัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate)

เราเปลี่ยนจากดอกเบี้ยคงที่เป็นลอยตัวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาซึ่งสะท้อนภาวะเศรษฐกิจได้ดี เพียงแต่การปล่อยลอยตัวนี้มีขอบเขตอยู่บ้างไม่ให้ผันผวนมากเกินไปถือว่าเป็นเรื่องดี

4. อัตราเงินเฟ้อ (Inflation Rate)

ตัวเลขอยู่ในระดับต่ำในบางช่วงถึงขั้นติดลบเล็กน้อย แต่ผมกังวลว่าในอนาคตมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากผลของมาตรการพิมพ์เงินปริมาณมหาศาล (QE) ที่ประเทศมหาอำนาจใช้แก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ

5. ทุนสำรองระหว่างประเทศ (Foreign Exchange Reserves)

ตัวเลขอยู่ในระดับสูงมากเพียงพอทำให้ต่างชาติมั่นใจว่าเรามีความสามารถในการชำระหนี้

6. หนี้ครัวเรือน (Household Debt)

ตัวเลขยังอยู่ในระดับสูงจนน่ากังวลจากนโยบายประชานิยมในอดีตและจากพฤติกรรมการใช้เงินที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ภาครัฐไม่นิ่งนอนใจออกมาตรการมาควบคุมการก่อหนี้ของคนรุ่นใหม่และผู้มีรายได้น้อยแล้ว

7. สินเชื่อ (Loan)

ธนาคารค่อนข้างเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ โดยมีการกำหนดนโยบายป้องกันความเสี่ยงและตรวจสอบประวัติการชำระเงินของผู้กู้จากเครดิตบูโร นอกจากนี้มีการกันสำรองหนี้สงสัยจะสูงในระดับสูง

8. อสังหาริมทรัพย์ (Real Estate)

บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เปิดโครงการใหม่อย่างระมัดระวังศึกษาความเป็นได้เป็นอย่างดี ในบางทำเลมียูนิตเหลือขายมากไปก็จะเร่งระบายสต็อก และอาจพิจารณาชะลอเปิดตัวโครงการใหม่ นอกจากนี้กำหนดให้ผู้ซื้อวางเงินดาวน์มากพอสมควรเพื่อดูศักยภาพในการขอสินเชื่อบ้าน ผมกังวลในเรื่องปริมาณคอนโดที่ออกมาค่อนข้างเยอะเพื่อตอบสนองความต้องการลงทุนแทนฝากเงิน ซึ่งไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริง

9. ตลาดหุ้น (Stock Market)

ดัชนีหุ้นขยับใกล้จุดสูงสุดในอดีตในช่วงก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งแต่พื้นฐานต่างกัน ตอนนี้เรามีบริษัทจดทะเบียนเพิ่มมากขึ้นและบริษัทขนาดใหญ่มีความสามารถในการกำไรได้ดีขึ้นอีกด้วย 

[Review] ครั้งแรก! ประกันสุขภาพมิติใหม่เพื่อเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่

เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก ไอร่อนแมน “ซูเปอร์ฮีโร่” มหาประลัยคนเกราะเหล็กจากมาร์เวล พระเอกแห่งทีมอเวนเจอร์ ที่ตัวจริงของเขาคือ ‘โทนี่ สตาร์ค’ มหาเศรษฐีเพลย์บอย อัจฉริยะยอดนักประดิษฐ์นั่นเอง

ถ้าใครติดตามไอร่อนแมน ก็คงจะรู้ว่า ในไอร่อนแมน ภาคที่ 2 นั้น ไอร่อนแมน หรือโทนี่สตาร์ค เกือบเอาชีวิตไม่รอด เพราะอุปกรณ์ที่ให้พลังงานแก่ชุดเกราะของเขา อยู่ๆก็กลับเป็นพิษต่อร่างกายเขาเอง จนร่างกายป่วยแทบทรุดหนัก เกือบเอาชีวิตไม่รอด แถมในภาค 3 ชุดเกราะก็เกือบพัง ต้องสู้กับผู้รายตัวเปล่าๆจนน่วมไปหมดอีกต่างหาก ทั้งๆที่เขาอุตส่าห์เป็นถึงไอร่อนแมน ที่มีชุดเกราะที่แข็งแกร่ง แถมมีอาวุธไฮเทคเพียบอยู่กับตัวแท้ๆ

เป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่า แม้จะเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ที่เก่งกาจขนาดไหน สุดท้ายก็ยังเปราะบาง สามารถเจ็บป่วยได้เหมือนกัน เพราะที่สุดแล้ว โทนี่ สตาร์ค ก็คือมนุษย์คนหนึ่ง

ย้อนกลับมามองดูตัวเราเอง ก็จะพบว่า แม้เราจะเป็นคนธรรมดา แต่สำหรับบางคนแล้ว เขาอาจจะเป็นฮีโร่ของใครสักคนก็ได้ในบางเวลา ไม่ต่างจากสิ่งที่โทนี่สตาร์คเป็น

หัวหน้าครอบครัว

ที่ต้องทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงแทนทุกคนในครอบครัว แถมวันหยุดก็ยังต้องแบ่งเวลามาดูแลลูกๆ คอยปกป้องคุ้มครองทุกคนในบ้าน ในสายตาของคุณแม่และเด็กๆแล้ว “พ่อ” อาจเป็นเสมือนซูเปอร์ฮีโร่ของพวกเขา ที่ทุกคนในบ้านภาคภูมิใจ

คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวคนเก่ง

ที่ยังต้องดูแลทั้งพ่อและแม่ของตัวเอง จึงต้องต่อสู้ดิ้นรนอย่างหนักเพื่อช่วยเหลือทุกคนในบ้าน กลางวันทำงานประจำ เลิกงานรับจ้างขายของ เพราะเป็นเสาหลักเพียงคนเดียวที่ต้องหาเลี้ยงครอบครัว ถึงแม้จะไม่ได้ต่อสู้กับเหล่าร้าย แต่ก็เป็นภารกิจที่หนักหนาสาหัสไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเท่าไหร่ ก็อาจจะเป็นได้ทั้งลูกที่เป็นฮีโร่ของพ่อแม่ หรือเป็นแม่ทีเป็นฮีโร่ในสายตาของลูก ได้ในเวลาเดียวกัน

แต่ก็เช่นเดียวกับ ไอร่อนแมน สุดท้ายเราก็ยังเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่เปราะบาง ทำงานหนักเกินไปก็เจ็บได้ หรือถ้าโชคร้ายป่วยหนักๆขึ้นมาก็แย่ได้ (ทั้งสุขภาพร่างกาย และเงินในกระเป๋า) แล้วถ้าถึงเวลานั้นขึ้นมาจริงๆ ใครล่ะ จะมาช่วยทั้งตัวของฮีโร่ และครอบครัวของเขาแทนตัวเขา หากเขาต้องล้มป่วยลงได้?

เพราะฉะนั้น แม้แต่ฮีโร่ ที่เป็นเสาหลักของครอบครัว ก็สมควรจะต้องมีการวางแผนรองรับความเสี่ยงเรื่องต่างๆเหล่านี้ เสียยิ่งกว่าคนธรรมดา เพราะมีความรับผิดชอบสูงกว่าคนทั่วไป

ถ้าเป็นในเรื่องของสุขภาพแล้ว ทาง CIGNA ประกันภัย เอง ก็ได้ออกตัวช่วยอย่าง “ซูเปอร์แพลน” ประกันสุขภาพมิติใหม่ สำหรับผู้ที่เป็นเสมือน “ซูเปอร์ฮีโร่” ที่ต้องดูแลผู้อื่นโดยเฉพาะ โดยผมจะขอหยิบยกมารีวิว รายละเอียด จุดเด่น-จุดด้อย ให้ได้ศึกษากันในครั้งนี้

ความคุ้มครอง

ซูเปอร์แพลน คือประกันสุขภาพที่เน้นการคุ้มครอง โรคหลักๆที่คนไทยส่วนใหญ่มีความเสี่ยง ด้วยการให้เราสามารถเลือกได้ทั้ง “ความคุ้มครองหลัก” และ “ความคุ้มครองเสริม”

โดย ความคุ้มครองหลัก จะสามารถเลือกได้ว่าจะเป็นให้คุ้มครองเรื่อง “โรคร้ายแรง” ที่เป็นกลุ่มของโรคมะเร็ง (มะเร็งทุกประเภท, เนื้องอก, ซีสต์) หรือ “โรคจากไลฟ์สไตล์” ที่เป็นกลุ่มของโรคออฟฟิศซินโดรม (กรดไหลย้อน, กระเพาะอาหารอักเสบ, ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ, หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท, การกดทับประสาทบริเวณข้อมือหรือพังผืดทับเส้นประสาท, นิ้วล็อค และอาการเวียนศีรษะและบ้านหมุน)และโรคการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร โดยสามารถเลือกซื้อได้ว่าจะเลือกกลุ่มโรคใดเป็นแผนหลัก ระหว่าง ‘กลุ่มโรคร้ายแรง’ หรือ ‘กลุ่มโรคจากไลฟ์สไตล์’ ซึ่งจะครอบคลุมการคุ้มครองในกรณีที่ตรวจพบกลุ่มโรคร้ายแรง ก็จะจ่ายเป็นเงินก้อนให้ และกรณีที่อยู่ระหว่างการรักษา ก็จะมีวงเงินค่ารักษาให้จนจบการรักษา (หากเป็นมะเร็งก็จะคุ้มครองทั้งกรณีลุกลาม และไม่ลุกลาม) ทั้งกรณีเป็นผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก รวมถึงการรักษาแบบแพทย์ทางเลือกที่เกี่ยวกับโรคนั้นๆที่คุ้มครอง

ส่วนความคุ้มครองเสริม คือความคุ้มครองที่เราสามารถเลือกเพิ่มเข้าไปได้ นอกเหนือจากความคุ้มครองหลัก โดยจะมีให้เราเลือกเสริมความคุ้มครองได้ 3 โรค ได้แก่ “กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด”, “หลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน” และ “โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง” ซึ่งจะเลือกเพิ่มแค่โรคเดียว หรือทั้ง 3 โรคเลยก็ได้ (ค่าเบี้ยก็จะเพิ่มขึ้นตามความคุ้มครองที่เลือก)

สรุป จุดเด่น-จุดด้อย ของประกันสุขภาพมิติใหม่ ซูเปอร์แพลน

จุดเด่น

  • เป็นประกันสุขภาพที่เน้นคุ้มครองเฉพาะโรคที่คนไทยส่วนใหญ่มีความเสี่ยงที่จะมีโอกาสเกิดจริงๆ ทั้งความคุ้มครองหลัก และความคุ้มครองเสริม ได้แก่ โรคมะเร็ง, เนื้องอก, ซีสต์, โรคออฟฟิศซินโดรม และโรคร้ายแรงอื่นๆ จึงไม่ต้องจ่ายค่าเบี้ยเกินความจำเป็นเพื่อให้ได้ความคุ้มครองอื่นๆที่มีโอกาสเกิดความเสี่ยงน้อย
  • คุ้มครองครบวงจร ตั้งแต่ก่อนเป็นโรค-จนจบการรักษา โดยที่หากยังไม่เป็นโรค ก็มีสิทธิพิเศษในการโทร Health Line สายด่วนเพื่อปรึกษาในการดูแลสุขภาพไม่ให้เกิดโรคดังกล่าว ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่หากเกิดเป็นโรคร้ายแรงและตรวจพบ ก็จะจ่ายเงินชดเชยเป็นก้อนให้ทันที (สูงสุด 500,000 บาท) และเมื่อเข้ารับการรักษา ก็มีวงเงินค่ารักษาตลอดระยะเวลาที่อยู่ระหว่างการรักษาจนจบการรักษา (สูงสุด 2,500,000 บาท) สำหรับกรณีเป็นมะเร็งและโรคร้ายแรงที่เป็นความคุ้มครองเสริม ซึ่งทำให้ค่อนข้างอุ่นใจได้ว่าจะครอบคลุมค่ารักษาทั้งหมด
  • วงเงินค่ารักษาครอบคลุม ทั้งค่ารักษาที่เป็นทั้งผู้ป่วยใน และผู้ป่วยนอกและแพทย์ทางเลือก เฉพาะสำหรับการรักษาโรคนั้นๆที่คุ้มครอง
  • วงเงินคุ้มครองที่ให้ของแต่ละแพคเกจค่อนข้างจะครอบคลุมค่ารักษา โดยเฉลี่ยในกรณีทั่วไปสำหรับโรงพยาบาลแต่ละระดับ (แผน S ครอบคลุมค่ารักษาโรงพยาบาลรัฐและเอกชนระดับกลาง – แผน L ครอบคลุมค่ารักษาโรงพยาบาลเอกชนระดับกลางถึงสูง)
  • ค่าเบี้ยประกันเริ่มต้นไม่สูงมาก สำหรับผู้ที่อายุ 31-35 ปี ค่าเบี้ยเฉพาะความคุ้มครองหลักแผน S 281 บาทต่อเดือน (ปีละ 3,372 บาท) สำหรับโรคร้ายแรง และ 452 บาทต่อเดือน (ปีละ 5,424 บาท) สำหรับโรคจากไลฟ์สไตล์ และหากเพิ่มความคุ้มครองเสริมทั้ง 3 โรค ก็เพิ่มเพียงเดือนละ 299 บาท (ปีละ 3,588 บาท)

จุดด้อย

  • คุ้มครองเฉพาะโรคที่กำหนดเท่านั้น หากเจ็บป่วยขึ้นมาจากโรคอื่น ก็ไม่สามารถเบิกค่ารักษาได้

สรุป

ประกันสุขภาพ ซูเปอร์แพลน จาก CIGNA ประกันภัย ถือเป็นแผนประกันสุขภาพแนวใหม่ ที่เน้นคุ้มครองเฉพาะโรคที่คนไทยส่วนใหญ่มีโอกาสพบเจอได้จริงๆ จึงเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่ค่อนข้างตรงจุดสำหรับคนทั่วไป

โดยเฉพาะคนที่เป็นเสาหลักของครอบครัว เปรียบเสมือนซูเปอร์ฮีโร่ที่ต้องคอยดูแลปกป้องคนที่รัก ที่อาจจะต้องทำงานหนักจนอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย ดังนั้น นอกจากการที่จะต้องดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองให้ดีแล้ว ก็ควรที่จะวางแผนบริหารความเสี่ยงเรื่องค่ารักษาต่างๆเหล่านี้ไว้ เพื่อไม่ให้กระทบกับทั้งตัวเองและครอบครัวที่เราดูแลอยู่ด้วย ซึ่งวงเงินค่ารักษาและค่าชดเชยตามแผนของ ซูเปอร์แพลน ก็ค่อนข้างเหมาะสม ให้เราอุ่นใจได้ว่า จะครอบคลุมค่ารักษาทั้งหมดที่เกิดขึ้น โดยที่ค่าเบี้ยที่จ่ายต่อเดือนหรือต่อปี ก็อยู่ในระดับที่ไม่สูงมากจนเกินไป ถือเป็นประกันสุขภาพที่น่าสนใจ สำหรับเหล่าฮีโร่ทุกคนครับ

หากใครสนใจ ก็สามารถคลิกเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://goo.gl/KdVbW8 ได้ครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

ราคา “เบียร์ไทย” อยู่ตรงไหนในโลก ?!

Travelex ได้ทำการศึกษาและจัดอันดับราคาเบียร์ในปี 2017 โดยอิงจากราคากลางของเบียร์ครึ่งลิตรที่สามารถหาซื้อได้ใน 32 ประเทศที่เป็นสถานที่เที่ยวยอดนิยมของคนอังกฤษในวันหยุด

ผลการศึกษานั้นไทยอยู่เป็นอันดับ 6 ที่เบียร์ถูกที่สุดโดยมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 60 บาท ประเทศที่สามารถซื้อได้โดยใช้เงินน้อยที่สุดนั่นคือบัลแกเรีย รองลงมาคือสาธารณรัฐเช็ก และฮังการี ส่วนประเทศที่ต้องใช้เงินมากที่สุดคือสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ 

ประเทศที่ใช้เงินต่ำสุดในการซื้อเบียร์ครึ่งลิตร

  1. บัลแกเรีย/43 บาท 
  2. สาธารณรัฐเช็ก/45.50 บาท
  3. ฮังการี/46.50 บาท
  4. เม็กซิโก/49 บาท
  5. โปรตุเกส/57.50 บาท
  6. ไทย/60 บาท
  7. อเมริกาใต้/66 บาท
  8. โปแลนด์/66.50 บาท
  9. จาไมกา/68.50 บาท
  10. บาร์เบโดส/70 บาท

นอกเหนือจากนั้น Travelex ก็ยังได้จัดอันดับประเทศที่สามารถท่องเที่ยวได้คุ้มสุดโดยใช้งบ 500 ปอนด์ และไทยเป็นอันดับ 1 โดยมีค่าใช้จ่ายราว 11.43 ปอนด์ (487 บาท) ต่อวัน ซึ่งรวมแล้วมีอาหารสามมื้อ น้ำอัดลมสี่แก้ว เบียร์สองแก้ว กาแฟ และค่าเดินทางในแต่ละวัน

โดยอันดับทั้งหมดมีดังนี้

  1. ไทย, 44 (วัน)
  2. เม็กซิโก 26
  3. จาไมกา, 25
  4. บัลแกเรีย, 23
  5. สาธารณรัฐเช็ก, 23
  6. ฮังการี, 22
  7. โปแลนด์, 22
  8. ตุรกี, 22
  9. แอฟริกาใต้, 18
  10. โปรตุเกส, 17

สังเกตได้ว่าไทยทิ้งห่างที่สองอย่างเม็กซิโกอยู่ไกลพอสมควรเลยทีเดียว ซึ่งอันดับดังกล่าวส่วนหนึ่งก็ได้อิงจากความนิยมที่คนอังกฤษมาเที่ยวที่ประเทศไทย ด้วยสถานที่ที่สวยงาม อาหารการกินที่ไม่แพงและอื่นๆอีกมากมายทำให้เรามาถึงจุดนี้ได้ ซึ่งก็คาดหวังว่าคนไทยและประเทศไทยจะยังคงรักษาความเป็นแนวหน้าในการเป็นแหล่งท่องเที่ยวต่อไปอีกนานแสนนาน

Source : 

http://news.thaivisa.com/article/8370/thailand-ranked-among-the-cheapest-places-to-buy-a-beer

[Preview] ส่อง 3 ทำเลแห่งอนาคต น่าจับตามอง

เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมามีข่าวเปิดตัวคอนโดโครงการใหม่ภายใต้ชื่อ“เมทริส (METRIS)” เป็นคอนโดตึกสูงบน 3 ทำเล ได้แก่ ลาดพร้าว พัฒนาการ และ พระราม9-รามคำแหง ซึ่งเหมาะแก่การอยู่อาศัยและลงทุนเพราะเดินทางไปไหนมาไหนก็สะดวก ตัวโครงการเน้นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์แบบ “Mid Century Modern” ผสานความคลาสสิกและความทันสมัยเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้แนวคิด “Remaster The Modern DNA”ออกแบบเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความสง่างามเหนือกาลเวลา

โครงการเมทริสแต่ละแห่งมีจำนวนยูนิตไม่มากเพื่อความเป็นส่วนตัวโดย

เมทริสลาดพร้าวมีจำนวน 193 ยูนิต

เมทริสพัฒนาการมีจำนวน 341 ยูนิต

เมทริสพระราม9-รามคำแหงมีจำนวน 570 ยูนิต

ส่วนขนาดห้องเริ่มต้นที่ประมาณ 30 ตารางเมตรแบบ Fully Fitted และราคาต่อตารางเมตรที่ 90,000 – 120,000 บาท ทำให้ราคาเริ่มต้นน่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.8 ล้านบาท เป็นเจ้าของได้ไม่ยากนัก สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกมาแบบจัดเต็ม อาทิเช่น Co-Working Space, Private Meeting Room, ห้องซาวน่า, สระว่ายน้ำ, ฟิตเนส, สวนพักผ่อน และทางวิ่งออกกำลังกาย พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่แตกต่างในแต่ละโครงการ อาทิเช่น Boxing Gym Indoor and Outdoor, Outdoor Jogging Track และ Co-Working Space with Sound Domes นอกจากนี้โครงการยังอนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้ตามคอนเซ็ปท์ของเมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์

“3 โครงการ 3 ทำเลศักยภาพ”

เมทริสลาดพร้าว

ตั้งอยู่บริเวณปากซอยลาดพร้าว 8 อยู่ใกล้กับห้าแยกลาดพร้าว ซึ่งถือเป็น CBD (ศูนย์กลางธุรกิจ) ของกรุงเทพตอนบน โดยมีห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว ตลาดนัดสวนจตุจักร และห้างยูเนี่ยนมอลล์ ทำหน้าที่เป็นแม่เหล็กดูดคนเข้ามาในพื้นที่ และรายล้อมด้วยสำนักงานใหญ่ของบริษัทต่างๆ อาทิเช่น การบินไทย ปตท. ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารทหารไทย และ Sun Tower อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ ที่ตั้งของบริษัทด้านดิจิตอลและเทคโนโลยีหลายบริษัท

ด้านการเดินทาง

สะดวกสบาย เพราะอยู่ใกล้กับรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สถานีพหลโยธิน เพียง 250 เมตร โดยสามารถเดินทางไปถนนวิภาวดีได้ และสามารถนั่งไปป้ายเดียวเพื่อเปลี่ยนไปรถไฟฟ้า BTS สถานีจตุจักรนอกจากนี้ขับรถหรือเรียกแท็กซี่ไปสนามบินดอนเมืองก็สะดวกอยู่ไม่ไกลจากโครงการซึ่งมีทั้งเที่ยวบินในประเทศและต่างประเทศ

ด้านศักยภาพในอนาคต

ตรงบริเวณจตุจักรกำลังก่อสร้าง BTS สถานีกลางบางซื่อ ซึ่งใช้เป็นศูนย์กลางคมนาคมทางรางใหญ่ที่สุดของประเทศแทนสถานีหัวลำโพง โดยเป็นจุดเปลี่ยนถ่ายรถไฟฟ้า 5 สายได้แก่ สายสีน้ำเงิน สายสีเขียว สายสีม่วง สายสีแดง สายสีแดงอ่อน และรถไฟความเร็วสูงที่วิ่งไปทุกภาคของประเทศ นอกจากนี้มีผุดโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ ห้างสรรพสินค้า ออฟฟิศและคอนโดเกรดเอ พร้อมตัดถนนขนาด 8 เลนเชื่อมต่อถนนวิภาวดีกับถนนพหลโยธินบริเวณเยื้องแดนเนรมิตอีกด้วย

ผมมองว่าทำเลลาดพร้าวน่าสนใจมากที่สุด เพราะเป็นศูนย์กลางคมนาคม ศูนย์กลางธุรกิจ ศูนย์กลางช้อปปิ้ง ถือเป็น CBD ของกรุงเทพตอนบน การหาที่ดินแปลงใหญ่ใกล้รถไฟฟ้ามาพัฒนาโครงการไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ตำแหน่งที่ตั้งโครงการอยู่ลาดพร้าว ซอย 8 เป็นทำเลลาดพร้าวตอนต้นไปวิภาวดีไปพหลโยธินก็ง่าย คนอยู่อาศัยหนาแน่นและเป็นกลุ่มคนรายได้สูง

ปัจจุบันราคาที่ดินบริเวณห้าแยกลาดพร้าวติดถนนใหญ่ ราคาดีดตัวจาก 5 ปีก่อนค่อนข้างมาก อยู่ที่ 300,000 – 400,000 บาท ต่อตารางวา ราคาขายคอนโดเฉลี่ยอยู่ที่ 120,000 – 170,000 บาทต่อตารางเมตร และค่าเช่าคอนโดขนาด 1 ห้องนอนขนาด 30 ตารางเมตรขึ้นไปอยู่ที่ 15,000 – 20,000 บาท

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง ขนาดห้อง และคุณภาพโครงการ สำหรับราคาในอนาคตหลังจากโครงการพัฒนาต่างๆโดยรอบเสร็จสิ้น ราคาที่ดินน่าจะพุ่งไปถึง 500,000 – 600,000 บาทต่อตารางวา ราคาขายคอนโดและค่าเช่าก็จะขยับขึ้นตาม

เมทริสพัฒนาการ

ตั้งอยู่บริเวณปากซอยพัฒนาการ 12 อยู่ใกล้กับทางขึ้นทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์เพียง 100 เมตร ทำให้สามารถเดินทางเข้าออกในตัวเมืองได้ง่าย และใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต จุดเด่นที่สำคัญคือ เป็นย่านที่ราคายังไม่สูงมากนักอยู่เพียง 10 นาทีก็ถึงทองหล่อเอกมัย และอ่อนนุช หรือหากทำงานแถวอโศกก็ไม่ยากจากโครงการขับรถตรงไปถนนเพชรบุรีตัดใหม่ พอเจอสี่แยกอโศก-เพชรบุรีก็เลี้ยวซ้ายเข้าถนนอโศกมนตรีมุ่งตรงไปแยกอโศกสบายๆ ระยะทางประมาณ 6 กม.

ด้านการเดินทาง

ด้วยรถไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุดมี 2 สายคือ รถไฟฟ้า BTS สถานีอ่อนนุช และรถไฟฟ้า Airport Link สถานีหัวหมาก จากนั้นต่อด้วยรถสาธารณะมาไม่นานก็ถึงตำแหน่งโครงการ

ด้านศักยภาพในอนาคต

จะมีรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) มาเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า Airport Link สถานีหัวหมาก ยิ่งทำให้ไปไหนมาไหนสะดวกมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้สนามบินสุวรรณภูมิมีแผนจะขยายเฟส 2 เพื่อรองรับผู้โดยสารเพิ่มเป็น 60 ล้านคนต่อปี ส่งผลดีต่อทำเลในโซนกรุงเทพตะวันออกโดยตรง

ผมมองว่าทำเลพัฒนาการ 12 เป็นย่านอยู่อาศัยเหมาะกับคนมีรถยนต์ส่วนตัว เพราะที่ตั้งโครงการอยู่ใกล้ทางด่วนสุดๆและเป็นย่านที่เดินทางเข้าสู่ศูนย์กลางธุรกิจอย่างพร้อมพงษ์ อโศก ทองหล่อ ง่ายมาก ด้วยงบประมาณเท่ากันทำเลนี้จะได้ห้องขนาดใหญ่มากกว่าและเงียบสงบกว่าการเลือกอยู่ในย่านศูนย์กลางธุรกิจ

เมทริสพระราม9-รามคำแหง

ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกพระราม9-รามคำแหง ย่านที่มีคนอยู่อาศัยหนาแน่น โดยมีห้างเดอะมอลล์ รามคำแหง ราชมังคลากีฬาสถาน ม.รามคำแหง และม.อัสสัมชัญ (เอแบค) ทำหน้าที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดคนเข้ามาในพื้นที่ และถ้าสังเกตให้ดีความเจริญเริ่มไหลมาจากรัชดามุ่งสู่รามคำแหงมากขึ้นผ่านถนนพระราม9 นั่นเอง

ด้านการเดินทาง

รถไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุดคือ รถไฟฟ้า Airport Link สถานีรามคำแหง ระยะห่างประมาณ 600 เมตร ด้านศักยภาพในอนาคตจะมีรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ตลิ่งชัน-มีนบุรี) ที่วิ่งจากตะวันตกสู่ตะวันออกของกรุงเทพฯ ผ่านย่านสำคัญต่างๆ ได้แก่ ศิริราช สนามหลวง ประตูน้ำ ศูนย์วัฒนธรรม รามคำแหง โดยโครงการ METRIS พระราม9-รามคำแหงอยู่ห่างเพียง 300 เมตรจาก MRT สถานีรามคำแหง12

ด้านศักยภาพในอนาคต

ห้างเดอะมอลล์ รามคำแหง มีแผนทุบสร้างใหม่ปั้นโฉมเป็น Mixed-Use Complex รับรถไฟฟ้าสายสีส้ม(ตลิ่งชัน-มีนบุรี) ซึ่งช่วยหนุนให้ย่านนี้คึกคักมากขึ้นไปอีก

ผมมองว่าย่านนี้คนอยู่อาศัยหนาแน่นมากจากมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ถึง 2 มหาวิทยาลัย และเป็นจุดเริ่มต้นของห้างเดอะมอลล์สาขาแรกที่ดำเนินธุรกิจมามากกว่า 30 ปี ดังนั้นมีความต้องการอยู่อาศัยในพื้นที่นี้สูงโดยกลุ่มหลักจะเป็นคนต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนหรือทำงานในเมือง โครงการตั้งอยู่ทำเลใกล้สี่แยกพระราม9-รามคำแหงเป็นตัวเลือกที่ดีในการเดินทางออกไปทั้ง 4 ทิศ 4 เส้นทางได้สะดวก ทำเลนี้มีโอกาสพัฒนาไปได้อีกมากจากโครงการรถไฟฟ้าสายส้มบนถนนรามคำแหงทั้งเส้นและการทุบสร้างห้างเดอะมอลล์ใหม่

ด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและทำเลที่ดีเยี่ยม จึงทำให้ METRIS เป็นโครงการที่ตอบโจทย์ที่สามารถตอบสนองความต้องการได้ทุกรูปแบบ

สำหรับบริษัทเมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด(มหาชน) ถือเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศ เชี่ยวชาญที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนท์ ทำธุรกิจมาตั้งแต่ปี 1999 และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ พัฒนาโครงการมากกว่า 28 โครงการ รวมมูลค่ากว่าห้าหมื่นล้านบาท ซึ่งแน่นอนได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

โครงการทั้ง 3 ทำเลเปิดขายพร้อมกัน 7-10 กันยายนนี้ 

ที่งาน September Hot ชั้น 1 สยามพารากอน 

ผู้ที่สนใจโครงการสามารถเข้าไปดูรายละเอียดและลงทะเบียนได้

ที่ https://goo.gl/es8npJ หรือโทร 02-116-1111

ทำไม “การเก็บเงิน” ทำให้เราลำบากขนาดนี้นะ?

เราอาจจะเคยได้ยินเพื่อนคุยกันว่าตอนนี้กำลังทยอยซื้อกองทุนรวมทุกเดือนเพื่อเก็บสะสมไว้ใช้ตอนเกษียณ อีกคนก็กำลังปล่อยเช่าที่พักให้กับคนต่างชาติ เพื่อนคนอื่นๆ กำลังเอาเงินไปลงทุนโน้นนี่นั่นเต็มไปหมด ในขณะที่เราได้แต่ฟังแล้วก็ถอนหายใจแล้วคิดว่าจะทำอย่างไรให้มีเงินใช้ถึงสิ้นเดือนนี้ พร้อมกับภาวนาว่าอย่าให้ตอนนี้ต้องมีเรื่องรีบใช้เงิน ไม่อย่างนั้นหมุนเงินไม่ทันชีวิตลำบากแน่ๆ

มันก็น่าแปลกนะที่เรากับเพื่อนมีเงินเดือนไม่ต่างกัน แต่ทำไมมีเงินเก็บแตกต่างกันม๊าก!! บทความนี้จะมาเฉลยความลับให้ว่ามันเกิดจากอะไรพร้อมกับวิธีแก้ไขเพื่อจะได้ลองนำไปปรับใช้กันได้นะจ๊ะ

เรามีรายจ่ายอะไรบ้าง?

เราสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงหน้าแล้ง ถ้าเขื่อนมีรูรั่ว มีน้ำกัดเซาะก็ทำให้เขื่อนแตก มวลน้ำมหาศาลก็จะไหลทะลักออกมาได้ “การควบคุมรายจ่าย” ก็เหมือนการดูแลเขื่อนให้แข็งแรงตลอดเวลา เงินออมของเราก็จะอยู่รอดปลอดภัย แต่ถ้าใช้จ่ายแบบไม่ยั้งคิด ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า มันไม่ต่างกับเขื่อนที่เกิดรอยรั่ว อีกไม่นานเขื่อนก็พังทลายลงมาได้ เงินไหลออกมาจนหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือเลี้ยงตัวเองในอนาคตนะจ๊ะ

ใครที่บ่นว่าตัวเองมีรายจ่ายเยอะ น่าจะเขียนออกมาว่ามีรายจ่ายอะไรบ้าง เช่น

ทำไม “การเก็บเงิน” ทำให้เราลำบากขนาดนี้นะ?

ภาพนี้เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น ซึ่งแต่ละคนอาจจะมีรายจ่ายมากหรือน้อยกว่านี้ ถ้าจะให้ดีควรเขียนจำนวนเงินออกมาด้วยว่าแต่ละรายการกี่บาท ทำให้รู้สัดส่วนรายจ่ายของเราในแต่ละเดือนว่าเน้นหนักไปที่อะไร

แยกและลดรายจ่าย

หลายคนอยากลดรายจ่ายเพื่อจะได้มีเงินเหลือมากขึ้น ในขณะที่บางคนมีรายจ่ายเยอะ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มตัดทิ้งตรงไหน ก็เลยเลือกอันที่ใกล้ตัวที่สุดก่อน นั่นคือ เน้นกินประหยัด ด้วยการซื้อมาม่ากินทุกวัน แหม!! กินทุกวันแบบนี้อาจจะเสียเงินค่าดูแลสุขภาพมากขึ้นนะจ๊ะ ทางที่ดีเราควรแยกรายจ่ายออกเป็น 2 แบบ แล้วเริ่มต้นที่รายจ่ายที่เราจัดการได้ก่อน คือ

1. รายจ่ายคงที่

  • เป็นรายการที่เราจะต้องจ่ายทุกเดือน ไม่ว่าจะใช้มากหรือน้อยก็จ่ายเท่าเดิม เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าเช่าห้องพัก ค่าผ่อนรถยนต์ ผ่อนมอเตอร์ไซค์
  • วิธีลดรายจ่ายคงที่ของแต่ละแบบนั้นแตกต่างกัน เช่น
    • การผ่อนรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์นั้นจะต้องจ่ายค่างวดเท่ากันทุกเดือน ไม่สามารถโป๊ะหนี้เพื่อให้หมดเร็วๆ ได้ ในขณะที่การผ่อนบ้าน เราสามารถรีไฟแนนซ์ได้เมื่อครบกำหนด 3 ปี หรือผ่อนต่องวดมากกว่าที่ตกลงไว้ เพื่อจะได้หมดหนี้เร็วๆ ประหยัดดอกเบี้ยจ่ายได้
    • ค่าเช่าห้องพัก ราคาถูกหรือแพงนั้น ควรเปรียบเทียบกับค่าเดินทางและความสะดวกอื่นๆ ประกอบกันด้วย บางครั้งเช่าที่พักราคาถูก แต่ต้องเดินทางไกลมาทำงาน รวมแล้วค่าใช้จ่ายไม่ต่างกับเช่าที่พักราคาแพงใกล้ที่ทำงานก็ได้

2. รายจ่ายไม่คงที่ (จัดการส่วนนี้ก่อน)

  • เป็นรายจ่ายที่ขึ้นอยู่กับการใช้งานของเรา “ยิ่งใช้มาก ยิ่งจ่ายมาก” เช่น ผ่อนบัตรเครดิต ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่ากิน ค่าเดินทาง ท่องเที่ยว ของเล่น โหลดแอพ ซื้อเกมส์ ค่าสมาชิฟิตเนส เข้าสปา เลี้ยงเพื่อน ฯลฯ
  • วิธีลดรายจ่ายไม่คงที่ ที่เห็นผลชัดเจนมาก คือ การประหยัดและการตั้งงบ
    • ประหยัด
      • ใช้น้ำไฟอย่างประหยัด
      • เลือกแพ็กเกจมือถือให้เหมาะกับการใช้งานของเรา
      • เปลี่ยนจากโทรเสียเงินมาโทรผ่าน FB หรือ Line
      • เปลี่ยนวิธีการชำระค่าบริการ (ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรฯ) จากเคาน์เตอร์ที่เสียค่าธรรมเนียม มาเป็นแบบออนไลน์ที่ไม่เสียค่าธรรมเนียม
  • ตั้งงบลั้นลาและเรียงลำดับตามความจำเป็น ตั้งมาเลยว่าแต่ละเดือนจะใช้งบเพื่อความบันเทิง ผ่อนคลายความเครียด ปาร์ตี้กับเพื่อนเท่าไหร่ เช่น เดือนละ X% ของรายได้ ถ้าเรื่องที่จะต้องใช้เงินมันมากกว่าเงินที่มี เราควรเรียงลำดับตามความจำเป็นก่อนหลัง หากใช้เงินส่วนนี้หมดแล้วก็เลื่อนไปซื้อในเดือนต่อไป แต่ถ้าเงินเหลือเราก็นำไปออมเพิ่มขึ้นได้
  • ถ้าทำหลายทางแล้วยังไม่ได้ผล แนะนำวิธีสุดท้าย คือ ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นทิ้งไป ให้เหลือแต่สิ่งที่จำเป็น เช่น ค่ากินและค่าเดินทาง ที่จะทำให้เราเดินทางไปทำงานได้เท่านั้น

การวางแผนรายจ่ายสำคัญไม่แพ้การหารายได้ ตอนนี้เราจะเห็นภาพรวมของรายจ่ายมากขึ้นว่าเงินแต่ละบาทของเราหมดไปกับอะไรและเท่าไหร่บ้าง ถ้าเราต้องการปรับลดค่าใช้จ่าย ควรเริ่มทำสิ่งที่เราจัดการได้ก่อนที่รายจ่ายไม่คงที่เพราะทำง่ายกว่า หลังจากนั้นค่อยตัดรายจ่ายคงที่ต่อไป

เริ่มออมเงินกันเถอะ

เมื่อเราทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการวางแผนรายจ่ายสำเร็จแล้ว เรื่องใหญ่ๆ อย่างการออมก็ทำสำเร็จได้ไม่ยาก ถ้าเรามีรายจ่ายลดลง เงินออมของเราจะเพิ่มขึ้นทันตาเห็นเลยนะจ๊ะ

ทำไม “การเก็บเงิน” ทำให้เราลำบากขนาดนี้นะ?

รู้รึยังว่าตอนนี้เราจะเริ่มลดค่าใช้จ่ายอะไรก่อนดีจ๊ะ…

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save