AIS The Startup จัดหนัก! ติวเข้ม หนุนสตาร์ทอัพไทยไป UK

AIS The Startup จับมือกับสถานฑูตสหราชอาณาจักร และไรส์ ศูนย์เร่งสปีดนวัตกรรมองค์กร และสตาร์ทอัพ จัดงานเสวนาเอาใจเหล่านักธุรกิจรุ่นใหม่ภายใต้หัวข้อ “How Thai Tech Startups can expand into the UK Market” พร้อมด้วยกูรูสตาร์ทอัพระดับคุณภาพ ที่บินไกลมาจากประเทศอังกฤษ เพื่อมาร่วมติวเข้ม แชร์ทุกประสบการณ์ ที่ AIS D.C. เมื่อวันจันทร์ที่ 31 กรกฎาคม 2560

Tony Hughes, Co-founder&Director Focus Innovation and UK GEP Dealmarket เผยเคล็ดลับกระบวนการดันกลุ่มผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไทยสู่ตลาดสากล พร้อมสร้างโอกาสในการเข้าไปสร้างธุรกิจในประเทศอังกฤษได้

โดยมุ่งเน้นในการพัฒนาสินค้า และบริการ สู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกค้า โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

  • เริ่มต้นที่ “Idea” หาปัญหา หาวิธีการแก้ไข เพื่อนำไปสู่การสร้างธุรกิจ
  • มีไอเดียแล้วตามด้วยการ Planing วางแผน มองหาคำแนะนำ เพื่อสร้างธุรกิจให้เป็นจริง
  • ธุรกิจใหม่ต้องมี MVP (Minimum Viable Product) ในฐานะเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน หรือประเมินตลาดได้อย่างรวดเร็ว
  • คิดให้ต่าง นำคำแนะนำมาประยุกต์เพื่อเข้าถึงลูกค้า หรือผู้บริโภคให้ได้อย่างดีที่สุด

ด้านกูรู้อีกฟาก คุณนัตวิไล อุทุมพฤกษ์พร CEO of Trik ได้บอกเล่าประสบการณ์การทำธุรกิจในต่างแดน ในหัวข้อ “Business Journey” ทั้งอุปสรรค และวิธีการต่าง ๆ ในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

อย่างไรก็ดี AIS The Startup ยังคงมีกิจกรรมดี ๆ ต่อเนื่อง เพื่อปลุกปั้นเหล่า Startup ไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับสากล ซึ่งตอนนี้ก็มีแหล่งพบปะสำหรับชาวสตาร์ทอัพภายใต้ชื่อ “AIS D.C.” ให้สามารถเข้าไปทำงาน ประชุม ทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้แบบครบวงจร

มั่นใจผู้ชมแฮปปี้ 100 % เทคโนโลยีตรวจจับอารมณ์จาก Disney

ฝ่าย Disney Research ของ Walt Disney บริษัทอนิเมชั่นยักษ์ใหญ่ เตรียมใช้เทคโนโลยีใหม่สำหรับการจดจำใบหน้า รวมไปถึงการใช้ AI เพื่อหาว่าผู้ชมมีความรู้สึกอย่างไรกับภาพยนตร์ของพวกเขาซึ่งจะเป็นการทำงานร่วมกับ Caltech และ Simon Fraser University โดย Disney Research ได้พัฒนาซอฟแวร์ที่ใช้อัลกอริธึมใหม่ที่เรียกว่า “factorised variational autoencoders (FVAEs)

FVAE จะจับภาพใบหน้าของผู้ชมที่กำลังดูภาพยนตร์ และแบ่งพวกเขาออกเป็นชุดตัวเลขที่จะแสดงถึงการแสดงออกทางสีหน้าในรูปแบบต่าง ๆ

ตัวอย่างเช่นมีจำนวนผู้ชมกี่คนที่กำลังยิ้มอยู่ โดยอาจจะสังเกตจากความกว้างของดวงตาในฉากที่ได้กำหนดไว้ เป็นต้น ซึ่ง AI จะแปลงข้อมูลนั้นออกมาเพื่อช่วยให้ดิสนีย์เข้าใจถึงความต้องการของผู้ชมมากขึ้น

เว็บไซต์ Mashable ได้รายงาน เกี่ยวกับโครงการซึ่งจัดขึ้นที่งาน Computer Vision and Pattern Recognition ของ IEEE ในฮาวาย ว่า ทีมวิจัยได้ใช้ FVAE กับการฉายภาพยนตร์ 9 เรื่อง อาทิ Big Hero 6, The Jungle Book และ Star Wars: The Force Awakens เป็นต้น ซึ่งมีผู้เข้าชมกว่า 400 ที่นั่งที่มาพร้อมกล้องอินฟาเรด 4 จุดที่ใช้ในการตรวจสอบใบหน้าในที่มืด

การใช้ FVAEs ของ Disney Research ไม่เพียงแต่สามารถประเมินว่าผู้ชมกำลังตอบสนองต่อภาพยนตร์อย่างไร แต่ยังสามารถคาดการณ์ว่าพวกเขาจะรู้สึกอย่างไรในช่วงเวลานั้นได้อีกด้วย

Yisong Yue ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านคอมพิวเตอร์และคณิตศาสตร์ในแผนกวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์ประยุกต์ของ Caltech กล่าวว่า งานวิจัยนี้จะนำไปสู่นวัตกรรมนอกเหนือจากความบันเทิง

“การทำความเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์เป็นพื้นฐานในการพัฒนาระบบ AI (ปัญญาประดิษฐ์) ที่แสดงถึงความฉลาดทางพฤติกรรมมากขึ้น” Yisong Yue กล่าว

source :

https://www.techly.com.au/2017/07/31/disney-using-facial-recognition-like-its-movies/

สนุกกับทุกตัวการ์ตูน ‘Magic Bench’ ม้านั่งเวทมนตร์ เทคโนโลยีสุดล้ำจาก Disney

Disney กำลังพัฒนา mixed reality (MR) ตัวต้นแบบที่ชื่อว่า Magic Bench ซึ่งไม่จำเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์สวมศีรษะหรือเฮดเซต เมื่อผู้ใช้เข้าไปในขอบเขตของม้านั่ง จะสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับตัวละครในนั้นได้ด้วย Haptic feedback (ระบบโต้ตอบการสัมผัส)

ระบบจะทำงานเมื่อผู้ใช้นั่งลงบนม้านั่งฝั่งตรงข้ามของจอขนาดใหญ่ที่ติดตั้ง RGB camera และ Microsoft Kinect system ร่วมอยู่ด้วย ตัวกล้องและ Kinect จะทำงานด้วยกันเพื่อสร้างแบบจำลอง Realtime HD 3D ซึ่งสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ได้

ใต้ม้านั่งของ Disney จะมีเซนเซอร์สัมผัสที่สามารถเล่นเสียงและคำพูดต่างๆ ร่วมกับการกระทำของตัวละครในจอเช่นการนอนกรนหรือพูดกับเรา

เพื่อขจัดเงาที่ไม่พึงประสงค์ในเขตที่เซนเซอร์และมุมกล้องเข้าไม่ถึง อัลกอริทึมจะสร้างฉากหลัง 2 มิติเอาไว้ การสร้างภาพ 2 มิติและ 3 มิติร่วมกันนั้นจะทำให้เกิดตัวละคร 3 มิติและเอฟเฟ็คเรียลไทม์ซึ่งสามารถตอบโต้ได้ทั้งฟิสิกส์และแสงเงาที่เนียนตาและไร้รอยต่อ

“แพลตฟอร์มนี้จะสร้างประสบการณ์การรับรู้ที่หลากหลายให้กับผู้คน ทำให้คนเหล่านั้นสามารถสัมผัสกับตัวละครได้โดยตรง” Moshe Mahler นักวิจัยที่ Disney Research กล่าว

“ เวทมนต์ของ Disney ที่คุณจะพบคือ ได้ยินเสียง ได้เห็น และได้รู้สึกถึงเหล่าตัวละครว่านั่งอยู่ข้าง ๆ คุณ”

“ม้านั่งนี้มีบทบาทสำคัญ ไม่เพียงแค่เป็น Haptic actuators (ตัวตอบรับการสัมผัส) เท่านั้น มันยังทำให้เรารู้ตำแหน่ง จำนวน และปฏิกิริยาของผู้ใช้ รวมถึงเป็นตัวแยกด้านหน้าและพื้นหลังออกจากกันเมื่อวางม้านั่งไว้ตรงกลาง มันยังทำหน้าที่เป็นคอนโทรลเลอร์ เพราะประสบการณ์ความเป็นจริงแบบผสม (Mixed Reality) จะไม่เริ่มขึ้นจนกว่ามีคนนั่งลงบนม้านั่ง และรูปแบบของสิ่งที่เกิดจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับผู้นั่งด้วย”

ในโพสต์ของเว็บไซต์ Disney Research ได้เขียนไว้ว่า วิธีการของ Disney คือใช้เครื่องมือเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมโดยไม่จำเป็นต้องให้ผู้ใช้พึ่งพาอุปกรณ์ใดๆอีก สร้างประสบการณ์การเดินและเล่นที่ไร้ซึ่งรอยต่อ เราแสดงให้เห็นถึงสัตว์ที่มีสภาพคล้ายผู้คน ผู้เข้าร่วมไม่เพียงแค่เห็นหรือได้ยินตัวละครเท่านั้น พวกเขายังสามารถรู้สึกถึงตัวละครได้จาก Haptic Feedback

หมายเหตุ : Microsoft Kinect System คือระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวของผู้ใช้ผ่านอุปกรณ์ Kinect

Source : 

http://www.inavateonthenet.net/news/article/magic-bench-from-disney-offers-a-headset-free-ar-mr-experience-with-haptic-feedback

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 31 กรกฎาคม – 4 สิงหาคม 2560

สวัสดีครับ กลับมาอีกแล้วกับคอลัมน์ Weekly Outlook สรุปและอัพเดทกลยุทธ์การลงทุนประจำสัปดาห์ กับผมนาย อัศวินกองทุน คนเดิมคนนี้ที่จะมาให้ความรู้และความเข้าใจกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ ครับผม

เริ่มต้นด้วยการดูภาพรวมของตลาดกันก่อนครับ สัปดาห์นี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง แต่สำหรับผมแล้วถือว่าเป็นไปตามคาด และมีหลายอย่างที่น่าสนใจครับ เรามาเริ่มต้นกันเลยดีกว่า

ภาพรวมของตลาด

เริ่มต้นจากเจ้าใหญ่เจ้าเดิม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น จากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดีกว่าตลาดคาดการณ์ไว้ ในขณะที่การประชุมของ FED มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายและส่งสัญญาณในการปรับงบดุลในเดือนกันยายนมาอยู่เรื่อยๆ แบบนี้ต้องดูกันต่อไปครับ

ส่วนทางฝั่งตลาดหุ้นจีนนั้น มีการปรับตัวลดลงครับ โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เนื่องจากนักลงทุนกังวลเรื่องของการเพิ่มทุนในหุ้นกลุ่มนี้ อันนี้ก็รอดูว่าจะมีประเด็นอะไรที่น่าสนใจหรือไม่เช่นกันครับ

หันกลับมาดูปู่ SET เจ้าตลาดหุ้นไทย รอบนี้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นครับ โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มพลังงานที่ได้อานิสงค์จากการฟื้นตัวของราคาน้ำมัน และหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่รัฐบาลมีการอนุมัติให้มีการประมูลรถไฟฟ้า นับว่าเป็นช่วงฟื้นตัวที่น่าสนใจหรือเปล่าเนี่ย ฮ่าๆ

มาดูฝั่งของสินทรัพย์ทางเลือก น้ำมัน กันบ้างครับ เริ่มจากราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากการประชุม OPEC โดยซาอุดิอาระเบียออกมาส่งสัญญาณว่าอาจจะลดปริมาณการส่งออกน้ำมัน และสหรัฐฯ ประกาศตัวเลขปริมาณสำรองน้ำมันดิบที่ลดลงกว่าตลาดคาดการณ์เช่นกันครับ

ส่วนทางด้านราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น จากทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนตัวลง หลังจากที่ FED ให้ความเห็นในเรื่องของค่าเงินเฟ้อที่ยังคงต่ำกว่า 2% อยู่ ดูเหมือนว่าปีนี้ทองคำจะดูดีทีเดียวล่ะครับ

สัปดาห์นี้ดูเหมือนมันจะทรงๆ หน่อย แต่ผมเชื่อว่าทุกคนไม่ถอย พร้อมลุยกันต่อใช่ไหมล่ะครับ มาครับ เรามาจัดกลยุทธ์ประจำสัปดาห์กันต่อเลย

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

ตลาดหุ้นอินเดีย

ผมแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นอินเดียไปเรื่อยๆ ครับ เนื่องจากมูลค่าพื้นฐานเมื่อเทียบกับการคาดการณ์การเติบโตของรายได้บริษัท ปรับตัวลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียครับ จึงทำให้ตลาดช่วงนี้มีความน่าสนใจ สำหรับภาคเศรษฐกิจ นโยบายปฏิรูปภาษีหรือ GST ผมมองว่ายังจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้าและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงต่างชาติ ซึ่งสนับสนุนการขยายตัวเศรษฐกิจในระยะกลางถึงยาวครับผม ดังนั้นยังสะสมต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วได้ครับ

ตลาดหุ้นเกิดใหม่

เมื่อพูดถึงตลาดหุ้นเกิดใหม่ ผมยังแนะนำให้สะสมหุ้นประเทศเกิดใหม่เอเชีย หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่ได้ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยหรือลดขนาดงบดุลเร็วกว่าที่ตลาดคาดในการประชุมรอบเดือน ก.ค. ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ลดแรงกดดันต่อตลาดหุ้นเอเชีย ประกอบกับปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้น เช่น ตัวเลขการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่องตามความต้องการจากประเทศพัฒนาแล้ว และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ผมเชื่อว่าสำหรับกลุ่มนี้ โอกาสยังดีอยู่ครับ

ตลาดหุ้นยุโรป

ยังคงเหตุผลเดิมเหมือนสัปดาห์ก่อนครับ ผมแนะนำให้สะสมหุ้นยุโรปขนาดเล็กหลังจากตลาดปรับตัวลงเนื่องจากความกังวลถึงการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป แต่อย่างที่คาดไว้ครับว่าธนาคารกลางยุโรปจะไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วตามคาด เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวลง โดยแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นยุโรปขนาดเล็กเนื่องจากรายได้ของบริษัทส่วนใหญ่มาจากการบริโภคในประเทศ จึงคาดว่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าจากค่าเงินยูโรที่แข็งค่าครับผม

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ ต่อไปครับ จากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มเร่งตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ประกอบกับค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าตั้งแต่ช่วงต้นปี เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทเหมือนเช่นเคยครับ ต้องยอมรับเลยครับว่า ของเค้ากำลังมาจริงๆ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

เพิ่งให้สะสมไปเมื่อสัปดาห์ก่อน สัปดาห์นี้อยากให้ชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นกันนะครับ เพราะหลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่ได้ส่งสัญญาณรีบขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าและเยนมีแนวโน้มแข็งค่า ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นให้ไม่ขยับ นอกจากนี้ คะแนนความนิยมของนาย ‘Shinzo Abe’ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นลดลงต่ำที่สุดตั้งแต่ได้รับตำแหน่ง ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเมืองญี่ปุ่นและความรวดเร็วของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ แบบนี้หยุดพักสักนิดดูท่าทีกันไปก่อนดีกว่าครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

สำหรับประเทศพัฒนาเน้นสะสม สหรัฐฯ กับ ยุโรป (หุ้นเล็ก) ครับ ส่วนตลาดเกิดใหม่เน้นฝั่งเอเชียเน้นไปที่ ไทย เกาหลี อินเดีย และ จีนครับผม รอบนี้มาครบเลยจ้า

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

ตราสารหนี้สหรัฐฯ

สำหรับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ยังคงทรงตัวหลัง FED มีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเงินเฟ้อลดลง ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลง โดยในสัปดาห์หน้า ผมคาดว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลยังเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ อยู่ครับ เนื่องจากนโยบายการคลังยังไม่มีความชัดเจน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้าลง

ตราสารหนี้ไทย

อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ไทยทรงตัว จากค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่าต่อเนื่อง ขณะที่ ธปท. เตรียมออกมาตรการควบคุมสินเชื่อเพิ่มเติม ทั้งนี้จากแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์ที่ผ่อนคลาย ภาวะเศรษฐกิจไทยที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากมาตรการการเงินตึงตัว จะยังเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนในตราสารหนี้ ทั้งนี้คาดว่าปัจจัยลบจากการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวจะอยู่ที่การประกาศลดงบดุลของ FED ซึ่งจะเกิดในช่วงปลายปีเท่านั้นครับ

DCA แล้วขาดทุน ดวงซวยหรือเลือกไม่ดี!?

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่เคยได้ฟังเรื่องราวของการลงทุน ก็คงจะมองว่าการลงทุนนั้นจะเป็นวิธีการสร้างความมั่งคั่งให้กับทุกคนได้ อย่างน้อยการเอาเงินบางส่วนไป DCA ในหุ้นหรือกองทุนรวมระยะยาวก็คงจะสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าเงินฝากละนะ และหลักการพวกนี้ก็มีการพิสูจน์กันมาเป็นตัวเลข Back Test ย้อนหลังได้ ซึ่งตัวผมเองและกูรูหลายๆ คนก็ได้ใช้วิธีการนี้ในการอธิบายการสร้างความมั่งคั่ง

หลายคนพอลงทุนกันไปจริงๆ แล้วก็อาจจะเกิดคำถามว่า DCA ไปทำไมขาดทุนตลอดเวลาเลย ไม่เห็นจะได้กำไรกับเขา บางคนออมหุ้นมาแล้วพบว่า ช่วงแรกๆขาดทุนน้อยแต่พอระยะยาวกลายเป็นขาดทุนมากกว่าเดิมอีก ผ่านไป 3-5 ปี ไม่ได้เจอกำไรเล๊ยยยย จนกลายเป็นคำถามที่ว่า ตกลงการลงทุนระยะสั้นหรือระยะยาวอะไรดีกว่ากัน และ ถ้าจะลงทุนระยะยาวเพื่อเก็บเงินไว้ใช้ในยามเกษียณนี่มันจะทำได้จริงๆ เหรอ?

ในด้านดีของการลงทุนเราทราบกันอยู่แล้วว่ามันสามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับเราได้ แต่อย่าลืมว่าการลงทุนมีความเสี่ยง เมื่อสร้างความมั่งคั่งได้ การลงทุนก็สามารถทำลายมันได้เช่นกัน

ผมลองยกราคาหุ้น 2 ตัว ซึ่งข้อมูลนำมาจากเว็บไซต์หุ้นปันผลนะครับ แล้วมา Plot ราคาในกรอบ 10 ปี เพื่อเทียบกันระหว่าง TTA และ MINT โดยเส้นสีฟ้าจะเป็นเส้นราคาและเส้นสีแดงจะเป็นเส้นราคาเฉลี่ย DCA หากเราทยอยลงทุน ทุกเดือน เดือนละ 1 ครั้ง หากเส้นสีฟ้า (ราคา) สูงกว่าเส้นสีแดง (ต้นทุน) แปลว่าลงทุนแล้วเกิดกำไรครับ

จะเห็นได้ว่า DCA ไม่ใช่เครื่องมือเทพเจ้าที่จะทำให้ทุกคนได้กำไรกันหมด มันแค่เป็นเครื่องมือในการลดความเสี่ยงการลงทุนและสร้างโอกาสในการลงทุนด้วยการทยอยซื้อ แน่นอนว่าทยอยซื้อผิดตัวมันก็ขาดทุนได้

หลังจาก 10 ปีผ่านไป (2007 – 2017) หากเรานำเงินไปทยอยซื้อหุ้น TTA จะเห็นได้ว่าหุ้นแทบติดดอยอยู่ตลอดเวลา จะมีพ้นดอยแค่บางช่วงเท่านั้นเอง แต่ถ้าเป็น MINT นั้นในภาพระยะยาวจะเห็นได้ว่าลงทุนแล้วได้กำไรและสามารถสร้างความมั่งคั่งได้ ตรงนี้ถ้าเราไปดูงบการเงินประกอบจะทราบดีว่าแนวโน้มของกิจการของทั้ง 2 นั้นมีการเติบโตและการทำกำไรที่ต่างกัน

อย่างไรก็ตามในมุมมองของคนที่มาลงทุนในหุ้นทั้ง 2 ประเภทนี้ในระยะสั้นและระยะยาวก็จะมีอารมณ์ที่แตกต่างกันนะครับ

1. มุมมองในระยะเริ่มต้น

จะเห็นได้ว่าในการเริ่มซื้อแบบ DCA ไม่ว่าจะเป็นหุ้น TTA หรือ MINT ราคาเฉลี่ยที่เราซื้อมันจะใกล้เคียงกับราคาหุ้นนะครับ เพราะเรายังไม่รู้ว่าอนาคตมันจะไปทางไหน (เราพิจารณาได้แค่แนวโน้มจากอดีตที่ผ่านมาเท่านั้น) การลงทุนในช่วงต้นจะมีขาดทุนบ้าง กำไรบ้าง ระยะสั้นมันเลยเป็นเรื่องของอารมณ์ของนักลงทุนครับ ดังภาพนี้จะเป็นราคาและราคาเฉลี่ย DCA ในช่วง 1 ปีแรก

เพราะฉะนั้นในช่วงการลงทุนช่วงแรกๆ ยิ่งเป็นระยะสั้นมากๆ เราหนีการขาดทุนสลับกำไรไม่ได้หรอกครับ เพราะฉะนั้นหากใครที่เลือกหุ้นดีๆ แล้ว ลงทุนไปไม่กี่วัน รู้สึกว่ามันไม่ได้กำไรกลับมาเลย อันนี้เพราะว่าเราใจร้อนนะครับ ยังไม่มีเวลาให้หุ้นมันทำงานให้เราเลย

2. มุมมองระยะยาว

หากพิจารณาจากภาพที่แสดงการลงทุนในช่วง 10 ปีในหุ้น TTA และ MINT จะเห็นได้ว่าในระยะต่อมาจากระยะสั้น ราคาหุ้นจะเริ่มสะท้อนการเติบโตของมันแล้ว และเราก็จะได้เห็นงบการเงินที่ออกมา ตอนนั้นเราเองก็จะต้องพิจารณาพื้นฐานและสิ่งที่เกิดขึ้นนะครับว่ามันจะส่งผลอย่างไรกับอนาคตของหุ้นบ้าง หากใครที่ทำการบ้านเยอะและถอยทัพในหุ้นที่ไม่น่าจะเติบโตได้ก่อนแล้วยอม Cut Loss ออกมาก็ทำให้เราเจ็บน้อยกว่าคนที่ทยอยซื้อหุ้นต่อเพราะคิดว่าจะเฉลี่ยแล้วราคาลดลงมาเรื่อยๆ วิธีนี้สำหรับผมมองว่าไม่ดีนะครับเพราะไม่รู้ว่ามันจะกลับมาอีกเมื่อไหร่ ถ้าโชคดีมีการเปลี่ยนแปลงแล้วเกิดการ Turnaround มันก็ถือว่าโชคดีไป (ซึ่งส่วนใหญ่เราอาจจะไม่ได้โชคดีแบบนั้น)

SHORT LIST – ข้อแนะนำเบื้องต้นในการลงทุนแบบ DCA ระยะยาว

  • ดูธุรกิจที่เราลงทุนอยู่ตอบสนองหรือมีการพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคระยะยาวหรือไม่
  • ศึกษาธรรมชาติของธุรกิจว่าเป็นอย่างไรและความเสี่ยงต่างๆในการแข่งขันทางธุรกิจ
  • มีความได้เปรียบหรือมีการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาวอย่างต่อเนื่องหรือไม่
  • ควรรู้จักทีมงานผู้บริหาร ประสบการณ์ที่ผ่านมาว่ามีประวัติและวิสัยทัศน์อย่างไร
  • ติดตามผลประกอบการของธุรกิจว่าเติบโตอย่างต่อเนื่องหรือไม่ มีโครงการใหม่ๆอย่างไรในอนาคต

สรุป DCA แล้วขาดทุน ดวงซวยหรือเลือกไม่ดี?

ในมุมมองผมแล้วการ DCA แล้วขาดทุนนั้นถ้าในระยะสั้นมันอาจจะเป็นเรื่องปกติที่เราอาจจะบ่นกันเฉยๆว่า ซวยยยยยแล้วววว มาลงทุนในช่วงเหตุการณ์ไม่ดี ผันผวนมาก ตรงนี้ก็ต้องอดทนกันไปนะครับ แต่ถ้าเป็นระยะยาว ผมว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องดวงซวยอย่างเดียว และไม่ใช่แค่การเลือกหุ้นไม่ดี ผมให้สัดส่วนความผิดของตัวเองดังนี้นะครับ

20% เกิดจากเราเลือกหุ้นด้วยเงื่อนไขที่ไม่ดีตั้งแต่แรก

30% เกิดจากเราไม่ติดตามพื้นฐานว่ายังดีต่อในระยะต่อมาหรือไม่

50% เกิดจากเราไม่ยอมติดสินใจในการ Take Action ว่าควรจะ Cut Loss ไป

10% เกิดจากความซวยและรู้สึกว่าจังหวะเราไม่ดีเลย

ผมก็เลยอยากบอกว่า DCA แล้วประสบความสำเร็จหรือไม่ ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องของดวงซวยและหุ้นที่เราลงทุนแต่ปัจจัยหลักคือการตัดสินใจของตัวเราเอง

ขอให้โชคดีกับการลงทุนครับ

เจาะตลาด B2B อินเดียไม่ยาก ‘Alibaba’ ยอดโตติดจรวด

TradeIndia และ IndiaMart เป็นแพลตฟอร์ม B2B (Business to Business) รายแรกๆของอินเดียที่ครองตลาดมาช้านาน แต่ดูเหมือนว่าตำแหน่งของบริษัททั้งสอง รวมถึงบริษัทที่เกี่ยวกับ B2B จะต้องสั่นสะเทือนกับการมาของ Alibaba

กราฟแสดงให้เห็นถึงอัตราการเข้าถึงแอพพลิเคชั่น B2B ภายในอินเดีย

ตลาด B2B แตกต่างจากอุตสาหกรรมอื่นๆ ผู้ที่ครองตลาด B2B อยู่ก่อน มีข้อได้เปรียบอยู่สูงหากเทียบกับคนที่เข้ามาใหม่ เพราะพวกเขามีข้อมูล ความรู้ด้านการทำธุรกรรม ปริมาณการซื้อขาย และความสัมพันธ์กับลูกค้าที่ได้รับการยอมรับ ดังนั้นจึงเป็นที่น่าแปลกใจที่ได้เห็น IndiaMart พยายามดิ้นรนเพื่อรักษาความเป็นผู้นำ เพราะ IndiaMart ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกเลยทีเดียว

สำหรับ B2B ลูกค้าหลายรายยังคงนิยมใช้คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะมากกว่าแอพพลิเคชั่นบนมือถือ การใช้งานส่วนมากคือการที่มีแอพนั้นๆติดตั้งในสมาร์ทโฟนของผู้ใช้อยู่ก่อนแล้ว แต่การเข้ามาของ Alibaba ทำให้พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไปอย่างมากในตลาด B2B

และนี่คือส่วนแบ่งการตลาดที่ได้รับผลกระทบ

ในความเป็นจริงหากเปรียบเทียบบริษัทต่อบริษัท ในแง่ของคะแนนความนิยมสุทธิ (NPS) IndiaMart ยังคงทำได้ดีกว่าคู่แข่ง แต่คงยังไม่พอหากต้องการรักษาความเป็นผู้นำเอาไว้

แล้วทำไม Alibaba ถึงเติบโตได้อย่างรวดเร็วในอินเดีย?

ธุรกิจภายในอินเดียมีการแข่งขันสูงซึ่งส่งผลให้ความต้องการซัพพลายเออร์สูงตามไปด้วย โดยเฉพาะบริษัทที่สามารถให้บริการสินค้าราคาถูกและลูกค้าสามารถเลือกที่จะจ่ายแพงขึ้นเพื่อได้รับบริการที่ดีกว่านี้ได้

เพราะ Alibaba ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าอินเดีย

ในตลาดปัจจุบันนั้นการเริ่มธุรกิจออนไลน์ไม่จำเป็นต้องใช้ทุนมาก เพราะค่าใช้จ่ายในการสร้างแอพพลิเคชั่น เว็บไซต์หรืออื่นๆที่เกี่ยวข้องจะลดลงทุกปีๆ และลูกค้านั้นมีจำนวนผู้ใช้สูงขึ้นทุกที และนั่นคือโอกาสอันดีสำหรับผู้ที่มีทั้งอำนาจข้อมูลและการขนส่งในมืออย่าง Alibaba

source :

https://venturebeat.com/2017/07/29/alibaba-dominates-b2b-in-india/

สิงคโปร์ดุเดือด ‘Amazon’ ประกาศส่งฟรีใน 2 ชม. สู้ศึก ‘Alibaba’

Amazon’s Prime Now บริการพิเศษด้านการขนส่งสำหรับสมาชิกของ Amazon เปิดตัวแล้วในสิงคโปร์ โดยให้บริการจัดส่งสินค้าฟรีในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง เรื่องนี้เป็นสัญญาณการรุกคืบครั้งแรกสำหรับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาก

สิงคโปร์เป็นฐานที่มั่นของคู่แข่งหลักอย่าง Alibaba ซึ่งในตอนนี้เป็นเจ้าของ Redmart ซุปเปอร์มาเก็ตออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ผ่านทางบริษัทเครือ Lazada 

สำหรับศึกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บริษัท e-commerce ยักษ์ใหญ่ทั้งสองบริษัทต้องเผชิญหน้ากับตลาดที่มีส่วนแบ่งมากขึ้นจากการเติบโตของ e-commerce ในภูมิภาคที่มีประชากรถึง 600 ล้านคน และมีมูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจเป็นงานที่ต้องทำการบ้านกันหนักหน่อยสำหรับ Amazon

สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีขนาดเล็กและมีโครงสร้างพื้นฐานยอดเยี่ยม GDP ต่อประชากร 1 คนอยู่ที่ประมาณ 81,443 ดอลลาร์ ดังนั้นการส่งของภายในสองชั่วโมงจึงไม่น่ามีปัญหาอะไรมากนัก ทว่าหากขยายตลาดไปยังเวียดนามแล้ว มันอาจจะไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

“เรารู้สึกยินดีที่ได้เลือกจะเปิดตัว Amazon prime Now ในสิงคโปร์” Kiren Kumar ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการของคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจสิงคโปรกล่าว “Prime Now จะทำให้ Amazon มีบทบาทในการฝึกอบรมและจัดหาแรงงานท้องถิ่นด้วยการบูรณาการเชิงดิจิตอล” 

ในปัจจุบัน Prime Now ได้กระจายไปทั่วแล้วถึง 50 เมืองใน 9 ประเทศ สำหรับครั้งนี้สิ่งที่น่าสนใจคือ

Alibaba จะมีปฏิกิริยาตอบกลับอย่างไรกับการเปิดศึกทางการตลาดแบบเคาะประตูบ้านของฝ่ายตรงข้าม??

source :

http://aircargoworld.com/amazons-prime-now-singapore-launch-sets-stage-for-alibaba-turf-war/

http://www.gadgetsnow.com/thumb/msid-48618803,width-640,resizemode-4/48618803.jpg

โลกออนไลน์เดือด กรณี ‘ศุภชัยเตือน Alibaba จะผูกขาดเศรษฐกิจไทย’

นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลกกล่าวเตือนว่า “การลงทุนของยักษ์ใหญ่ทาง e-commerce อย่าง Alibaba อาจนำไปสู่การผูกขาดทางเศรษฐกิจในภายหลัง” ภายหลังจากที่เขากล่าวเตือนไปนั้น ก็มีชาวเน็ตมาแสดงความเห็นกันอย่างล้นหลาม

“จะฉลาดกว่านี้นะถ้าจับตามอง CP Group ด้วย พวกนั้นได้กำไรจากเศรษฐกิจไทยเท่าไหร่กัน ฉันเห็นพวกนั้นลงทุนในกัมพูชา แล้วตอนนี้ก็ยังมาเลเซียอีก”

– HiSoLowSoNoSo –

“ขอโทษนะคุณศุภชัย เมืองไทยไม่ใหญ่พอที่จะต่อกรกับพี่จีนหรอก คุณต้องทำตามที่พวกเขาบอกหรือพวกเขาจะปิดอุตสาหกรรมการท่องเทียวจีนในประเทศคุณเท่านั้นล่ะ”

– William CF Pierce –

“อีกหนึ่งคำแนะนำนะ เจ้าหน้าที่ของไทยดูเหมือนจะไม่ค่อยสนใจในการผูกขาดตอนนี้เลย ฉันสงสัยว่าใครเป็นคนผลักดันผู้ชายคนนี้เพื่อให้แสดงความเห็นแบบนี้? เขามีบทบาทที่ไม่ใช่ผู้บริหารหรือผู้ให้คำปรึกษาในบริษัทใหญ่ๆรึเปล่า?”

– Smutcakes –

“พวกเขากังวลว่าการช็อปออนไลน์อาจทำให้ห้างสรรพสินค้าต้องขายไม่ได้ ผู้คนไปที่ห้าง ซื้อสตาร์บัคซักแก้วแล้วตากแอร์ฟรีๆในระหว่างที่พวกเขากำลังหาสินค้าที่วางแผนไว้ว่าจะซื้อออนไลน์ในราคาครึ่งเดียว”

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเศรษฐกิจไทยที่ตอนนี้ได้แรงผลักดันจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่จะทำให้เกิดการจ้างงานทั่วประเทศและคนที่รวยขึ้นเพราะราคาที่ดินพุ่งสูงยังกับจรวด การลบห้างออกไปจากประเทศไทยมันเหมือนกับการเอาเครื่องยนต์ออกจากระบบเศรษฐกิจเหมือนกับสหรัฐ ที่ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับการเผาไหม้ของปิโตรเลียมในรถยนต์ที่ใช้ก๊าซ”

– impulse –

“คนไทยรู้ว่าแบรนด์หรือบริษัทไหนที่สามารถเชื่อได้และกลับไปใช้ เวลากำลังเปลี่ยน และประเทศไทยจะต้องเผชิญหน้ากับมัน หรือจะเอาหัวมุดทรายแล้วถอยหลังเข้าคลอง”

– Rkidlad –

“คุณศุภชัยกลัว Alibaba จะสร้างความผูกขาด แล้วสิ่งที่ CP ทำแล้วการผูกขาดของพวกเขาล่ะ? เรื่องของเรื่องคือพวกเขากลัวการแข่งขัน มาเถอะ ฉันว่า”

– colinneil –

The Nation รายงานว่านายศุภชัยเรียกร้องให้ WTO และ UNCTAD จัดทำหลักปฏิบัติในการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิตอลสำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น Facebook Apple และ Alibaba เพราะเป็นกังวลว่าบริษัทดังกล่าวจะสามารถควบคุมเศรษฐกิจโลกได้

อาจจะช้าไปซักหน่อยสำหรับเรื่องนี้ บริษัทใหญ่ๆต่างใช้เงินหลายพันล้านในการดำเนินการด้านจิตวิทยาไปแล้ว ไม่มีประเทศไหนที่สามารถหยุดเทรนด์นี้ได้ เพราะกระแสมันจุดติดไปเรียบร้อยและดีต่อระบบทุนนิยม แม้แต่ประเทศคอมมิวนิสต์เองก็ยังยอมจำนนเมื่อ VR (Virtual Reality) กระจายไปทั่วทุกที่ ผู้คนไม่ได้สนใจอีกต่อไปแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น

ดูเหมือนว่าจะมีกระแสตีกลับพอสมควรสำหรับความเห็นของ อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก โดยเฉพาะคำถามที่ว่าทำไมไม่สนใจเรื่องที่ CP ผูกขาดเศรษฐกิจในประเทศบ้าง?

source :

http://www.nationmultimedia.com/detail/your_say/30321474

http://www.chaoprayanews.com/wp-content/uploads/2009/06/dsc_5141-1.jpg

‘Alibaba’ คืออนาคต : Third Point จากนิวยอร์ค ตัดสินใจร่วมลงทุน

Third point บริษัทรับปรึกษาด้านการลงทุนจากนิวยอร์คที่ก่อตั้งขึ้นโดย Daniel S. Loeb ได้ตัดสินใจเข้าร่วมลงทุนกับ Alibaba Group

Third Point อธิบายว่า บริษัทได้ทำการลงทุนใน Alibaba เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงแพลตฟอร์มการโฆษณา ซึ่งรวมถึงการเปิดตัวโฆษณาส่วนบุคคลตามข้อมูลผู้ใช้และซอฟท์แวร์การซื้อโฆษณาที่มุ่งเน้นด้านการทำการตลาดของแบรนด์ใหญ่

“เราเชื่อว่า Alibaba เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ดีที่สุดในภาคอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตทั่วโลก และเป็นผู้ชนะที่ชัดเจนในตลาด e-commerce จีนโดยรวม” 

ขณะที่ขนาดของการลงทุนยังไม่ชัดเจน Third Point ก็ได้อธิบายต่อว่าพวกเขาถือหุ้นของ Alibaba ทางอ้อมผ่านการถือครองหลักทรัพย์ของ Yahoo และ Softbank มาพักหนึ่งแล้ว แสดงให้เห็นว่าทาง Third Point ก็มีการจับตามองการกระทำของ Alibaba โดยตลอด 

หุ้นของ Alibaba ขึ้นมา 2.2% เมื่อวันพุธ ในขณะที่ iShare MSCI china large-cap ETF (FXI) ขึ้นมา 1 % และ the iShares MSCI Emerging Markets ETF (EEM) ขึ้นมา 0.8% ในไตรมาสที่สองนี้การซื้อขายหุ้นของ Alibaba เพิ่มขึ้น 31% และมีสัดส่วน 77% ในปีนี้

ในระหว่างที่กำลังรุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ นี่คงเป็นสัญญาณดีสำหรับ Alibaba ในการมีผู้สนับสนุนมากขึ้นไปอีก และคาดว่ายังคงมีอีกหลายรายที่รอสังเกตการณ์และเข้าร่วมลงทุนด้วยในภายหลัง

sources :

http://www.cnbc.com/2017/07/26/third-point-adds-new-positions-in-alibaba-and-blackrock.html

http://www.barrons.com/articles/alibaba-gains-a-hedge-fund-fan-loebs-third-point-1501103612

http://static4.businessinsider.com/image/556cbb6f6bb3f72c28cba7b1-1190-625/dan-loeb-turned-3-million-into-a-175-billion-hedge-fund-empire-in-20-years–heres-his-fabulous-life.jpg

รุกตลาดเอเชียต่อเนื่อง Alibaba เตรียมลงทุนกว่าหมื่นล้านในอินโด

Alibaba Group Holding เดินหน้าเจรจาลงทุนใน Tokopedia ตลาดออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของอินโดนีเซีย ซึ่งนี่อาจจะเป็นข้อตกลงที่ช่วยให้ทั้งสองกลุ่มขยายธุรกิจเข้าสู่เศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น

“บริษัทเหล่านี้อยู่ในระหว่างการเจรจาระดมทุนในอินโดนีเซียที่อาจมีมูลค่าถึง 500 ล้านดอลลาร์ (16,730 ล้านบาท)”

“การเป็นพันธมิตรครั้งนี้เป็นเหมือนการตัดโอกาสของ JD.com ซึ่งเข้ามาเจรจาเพื่อร่วมลงทุนหลายร้อยล้านดอลลาร์ใน Tokopedia” แหล่งข่าวของ Bloomberg ยืนยัน

แน่นอนว่าตัวแทนของทั้ง Alibaba และ JD.com ต่างไม่กล่าวถึงเรื่องนี้ และ Tokopedia เองก็ไม่สามารถแสดงความเห็นใดๆได้เช่นกัน

Tokopedia มีผู้ร่วมก่อตั้งคือ Mr William Tanuwijaya โดยมีรูปแบบเว็บไซต์ เป็นการจับคู่ผู้ซื้อกับผู้ขาย แทนที่จะให้ซื้อของจากชั้นวาง

Tokopedia ได้รับเงินทุนถึง 100 ล้านดอลลาร์ (3,346 ล้านบาท ) จาก Softbank และ Sequoia Capital ในปี 2014 เป็นสัญญานว่าอินโดนีเซียจะก้าวเข้าสู่การเป็นผู้นำการลงทุนด้านเทคโนโลยี

Alibaba ที่ตอนนี้เป็นหุ้นส่วนใหญ่ของ Lazada จะเข้าร่วมกลุ่มกับ Softbank และ Sequoia Capital ทันที หากข้อตกลงนี้สำเร็จไปได้ด้วยดี

Tencent Holding ก็เป็นอีกหนึ่งรายที่กำลังเร่งลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนั่นคือก้าวแรกในการออกจากถิ่นของตัวเองที่มีความอิ่มตัวมากขึ้นเรื่อยๆ หากเทียบกันแล้ว Alibaba ยังคงเป็นเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจได้ดุเดือดที่สุดในกลุ่ม ไม่ใช่แค่ในด้าน e-commerce เท่านั้น แต่มันรวมถึงเครือข่ายการชำระเงินแบบดิจิตอลที่ Amazon เพิ่งจะเปิดตัวไปด้วย

Alibaba แถลงในเดือนมิถุนายนว่าได้ลงทุนเพิ่มอีก 1 พันล้านดอลลาร์เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้น Lazada ในสิงคโปร์ถึงร้อยและ 83 เพื่อควบคุมการขยายตัวอย่างรวดเร็วของตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มูลค่าการค้าขายในอินโดนีเซียตอนนี้น่าจะเพิ่มสูงถึง 65,000 ล้านดอลลาร์ (2 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2020 จากปัจจุบันที่มีเพียง 8 พันล้านดอลลาร์ (267,680 ล้านบาท)

ดูเหมือนว่า Alibaba จะมีดีลที่น่าจับตามองโผล่มาอย่างไม่หยุดหย่อนโดยเฉพาะในเวลานี้ เมื่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเป็นตลาดสำคัญ

เราคงต้องมาดูกันแล้วว่าทางฝั่งอื่น ๆ จะออกมาแก้เกมอย่างไร หรือจะปล่อยให้ยักษ์ใหญ่ในตะเกียงจีนควบคุมตลาดโดยสมบูรณ์

source :

http://www.straitstimes.com/business/alibaba-said-to-be-in-talks-for-stake-in-indonesias-tokopedia

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save