Kaidee แจงสถิติครึ่งปีแรก เงินสะพัดกว่า 3 หมื่นล้านบาท

วันที่ 26 กรกฏาคม 2560 บริษัท Kaidee เผยตัวเลขช่วงครึ่งปีแรกของตลาดซื้อ-ขายออนไลน์ที่ Kaidee.com มีเงินสะพัดจากสินค้าที่ขายได้กว่า 3 หมื่นล้านบาท โดยเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเป็นเดือนที่มีมูลค่าการซื้อ-ขายสูงสุดถึง 7,300 ล้านบาท ซึ่งในครึ่งปีหลังคาดว่าจะมีการเปิดตัวเซกชั่น “รถยนต์เพื่อการพาณิชย์” และจะมีการจัดงาน Swap meet เพื่อให้เกิดการพบปะกันระหว่างผู้ซื้อ-ผู้ขาย ซึ่งจะจัดขึ้นต้นเดือนกันยายนนี้

Kaidee เผยตัวเลขครึ่งปีแรก เศรษฐกิจขาลงไม่ส่งผลกับธุรกิจ

คุณทิวา ยอร์ค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Kaidee กล่าวถึงผลการดำเนินงานปี 2560 ในครึ่งปีแรกว่า เป็นไปตามที่บริษัทตั้งเป้าเอาไว้ มีประกาศใหม่เข้ามาในเว็บไซต์ กว่า 5 ล้านประกาศ มีสินค้าที่ขายได้ถึง 5,000 รายการในแต่ละวัน โดยคำที่ถูกค้นหามากที่สุดบนเว็บไซต์ในครึ่งปีแรก ได้แก่ MSX, PCX, Adidas, Coach และหลวงพ่อเงิน

กว่า 80% ของพฤติกรรมการใช้งาน พบว่าเป็นการใช้งานมือถือ จึงทำให้ Kaidee เร่งที่จะพัฒนาแอพลิเคชั่น ให้ใช้งานง่าย และสนุกกับการช้อปปิ้งมากขึ้น ทำให้ตอนนี้ในครึ่งปีแรกมียอดดาวน์โหลแล้วกว่า 1.64 ล้านครั้ง

คุณทิวา ยังกล่าวต่อว่า หมวดหมู่รถยนต์ เป็น 1 ใน 200 กว่าหมวดที่ได้รับความนิยมมาก ทำให้เว็บไซต์ RodKaidee มีคนเข้ามาใช้งานมากถึง 4.1 ล้านคน มีรถที่ขายไปแล้วกว่า 56,000 คัน รวมมูลค่ากว่า 15,560 ล้านบาท โดยแบรนด์รถที่คนนิยมดูที่สุดคือ Honda, Toyota และ Nissan ตามลำดับ

ทั้งนี้ Kaidee ยังเตรียมบุกตลาดออฟไลน์ จัดงาน Swap Meet market ให้กับผู้ซื้อ-ผู้ขาย ได้มาเจอกัน ซึ่งมีแพลนจะจัดขึ้นในวันที่ 2-3 กันยายนนี้ที่มาบุญครอง

อนาคต Kaidee บุกตลาดจับมือกับเอกชน และมหาวิทยาลัย

เพราะ Kaidee มีการโฟกัสที่ Data เป็นหลัก จึงมีการจับมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อนำข้อมูลตัวเลขเหล่านี้ไปช่วยเหลือในงานวิจัยเรื่องตลาดผู้บริโภคในประเทศ และคาดว่าในอนาคตจะมีหน่วยงานการศึกษาที่สนใจในข้อมูลตรงนี้ และนำไปใช้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับ Telenor Group ในการทำ Machine Learning เพื่อคัดกรอง และจัดหมวดหมู่สินค้าที่ลงขาย อาทิ การกรองสินค้าที่ผิดกฎหมาย เป็นต้น

“ในส่วนของทีม Kaidee ยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างทีมให้แข็งแกร่ง ครองอันดับ 1 ใน 3 ของนายจ้างธุรกิจดิจิตอลไทยที่คนอยากทำงานด้วยมากที่สุด และเราพร้อมที่จะร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในการทำงานวิจัยเพื่อการศึกษา และพัฒนาประเทศให้ดียิ่งขึ้น”

– ทิวา ยอร์ค –

ขายฝาก vs จำนอง : ขายฝากคืออะไร? ต่างกับจำนองอย่างไร?

“อยาก&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้เงินทุนจากอสังหาริมทรัพย์ที่มีจะเลือก ขายฝาก หรือ จำนองดี?”

คำถามนี้อาจเป็นคำถามที่ใครหลายคนสงสัยอยู่ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมานี้ หลายคนอาจจำเป็นต้องใช้เงิน แต่&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ม่รู้จะเลือกทาง&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;หน?

คำตอบเรื่องนี้&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ม่ยาก &#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ม่ง่าย แต่สิ่งที่เราต้องเริ่มต้นคือ เข้าใจความหมายของคำว่า “ขายฝาก” และ “จำนอง” กันเสียก่อน

ขายฝาก คืออะ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ร?

ขายฝากอสังหาฯ คือ การทำนิติกรรมการซื้อขายอสังหาฯรูปแบบหนึ่งซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะตกเป็นของผู้รับซื้อฝากทันที แต่เปิดโอกาสให้ผู้ที่ขายนั้น สามารถนำเงินมา&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ถ่ถอนทรัพย์สินของตน&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยในส่วนของผู้ที่เป็นฝ่ายรับซื้อฝากนั้น ก็จะมีสิทธิที่จะ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการขายฝากสูงสุดถึง 15% ต่อปี หรือ 1.25 % ต่อเดือนและ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้รับเงินจากการขายฝากคืนทันทีหากมีการ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ถ่ถอนเกิดขึ้น

แปลให้ง่ายกว่านั้น มันคือ การขายและให้โอกาสการซื้อคืนนั่นเอง ยกตัวอย่าง เช่น นาย ก เป็นเจ้าของกิจการแห่งหนี่ง ซึ่งมีที่ดินอยู่และมองว่าธุรกิจจำเป็นต้องใช้เงิน เลยตัดสินใจเอา&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ปขายฝากกับ นาย ข ผู้ซึ่งเป็นนักลงทุนมีเงินเหลือใช้

ทันทีที่ขายฝากเสร็จสิ้น ที่ดินนั้นจะเป็นของนาย ข ทันทีแต่นาย ก ยังสามารถนำเงินมาซื้อที่ดินคืนจากนาย ข &#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้ภายในระยะเวลาที่กำหนดตามสัญญา แต่&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ม่เกิน 10 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด แต่ถ้านาย ก &#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ม่มาซื้อคืน ทรัพย์สินนั้นก็จะเป็นของนาย ข โดยสมบูรณ์

ผลของการขายฝาก คือ นาย ก &#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้เงิน&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ปใช้ ส่วนนาย ข จะ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้ผลประโยชน์ตอบแทนกลับมานั่นเอง

จำนองคืออะ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ร?

แต่ในทางกลับกัน จำนอง นั้นจะถือว่าเป็นการทำนิติกรรมอีกรูปแบบหนึ่งเพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้แก่ผู้รับจำนอง โดยทรัพย์สินจะยัง&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับจำนองโดยทันที หากผิดนัดชำระหนี้ต้องมีการฟ้องร้องบังคับคดีให้ทางศาลยึดทรัพย์ก่อน

จากตัวอย่างเดิม ถ้าหากนาย ก เลือกเอาทรัพย์สิน&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ปจำนองกับนาย ข (ผู้รับจำนอง) แทนที่จะขายฝาก และถ้านาย ก &#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ม่จ่ายเงินกู้คืนนาย ข แล้วล่ะก็ นาย ข ต้อง&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ปฟ้องร้องให้ศาลตัดสินให้ที่ดินดังกล่าวเป็นของ นาย ข เนื่องจากนาย ก &#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ม่ยอมจ่ายหนี้นั่นเอง

ข้อดี และข้อเสีย ของการขายฝาก และจำนอง

ขายฝาก vs จำนอง : ขายฝากคืออะ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ร? ต่างกับจำนองอย่าง&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ร?

สรุปจุดเด่นของการขายฝาก

จะเห็นว่ากรณีของการขายฝาก-รับซื้อฝากนั้น โดยรวมถือว่ามีข้อดีมากกว่าการจำนองทั้งในแง่ของผู้ขายฝากและผู้รับซื้อฝาก

  • ถ้ามองในแง่ของผู้รับซื้อฝาก จะเห็นว่า&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้รับทรัพย์สินมาโดยตรง &#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ม่ต้องฟ้องร้องเมื่อผิดนัดชำระหนี้
  • ส่วนในแง่ของผู้ขายฝาก ก็ยังมีโอกาสที่จะ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้รับวงจากเงินขายฝากที่สูงกว่าหรือตามที่ตกลงกันระหว่างผู้ขายฝากและผู้รับซื้อฝาก และยังสามารถ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ถ่ถอนคืน&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้หากต้องการ

อย่าง&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;รก็ตาม การขายฝากก็มีความเสี่ยงในหลายๆด้าน ทั้งเรื่องของการประเมินราคาต่างๆ รวมถึงเรื่องสภาพคล่องของสินทรัพย์ที่ต้องระวังเมื่อผู้ซื้อต้องการนำ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ปขายต่อ ซึ่งตรงนี้ต้องพิจารณาความเสี่ยงเป็นรายกรณี&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ป

ขายฝาก vs จำนอง : ขายฝากคืออะ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ร? ต่างกับจำนองอย่าง&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ร?

สรุป

ปัจจุบันนี้ การขายฝากถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการมองหาแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ที่ต้องการ และเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลงทุนสำหรับผู้ที่มองหาอสังหาริมทรัพย์ดีๆ เช่นเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันการขายฝาก-รับซื้อฝาก ก็มีตัวกลาง เช่น ZAZZET (ซีแอซเซ็ท) เว็บ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ซต์จับคู่ขายฝากอสังหาฯ เข้ามาช่วยจับคู่อสังหาริมทรัพย์และผู้รับซื้อฝาก พร้อมบริการแนะนำบริษัทประเมินอสังหาริมทรัพย์ที่&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้รับความเห็นชอบจากกลต. และมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องการขายฝากตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ สะดวกรวดเร็วเพราะสามารถเข้าใช้บริการเว็บ&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ซต์&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้ตลอด 24 ชม. ที่ zazzet.com

บทความหน้าพบกับ

  • ข้อควรรู้ ก่อนเซ็นสัญญาขายฝาก ทั้งในแง่ของ ผู้ขายฝาก และ ผู้รับซื้อฝาก
  • กรณีตัวอย่างที่อาจผิดกฎหมาย-โดนโกง&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ด้ รวมถึงทางการแก้&#xEรู้ลึก-รู้จริงเรื่องขายฝาก-by-zazzet;ขปัญหาเหล่านี้

ไม่ขอใช้ Alibaba : Louis Vuitton เตรียมเปิดเว็บไซต์เอง มั่นใจทำดีกว่า

Louis Vuitton แบรนด์ผลิตกระเป๋าชื่อดัง เป็นรายล่าสุดที่ออกมาทำการตลาดออนไลน์ด้วยตัวเองในประเทศจีน พร้อมกับความมั่นใจที่ว่าลูกค้าจะยึดติดกับแบรนด์มากกว่าร้านขายของอย่าง Alibaba และ JD.com

โดยการแยกตัวออกมานั้น Louis Vuitton ได้ทำแคตตาล็อกออนไลน์เพื่อรวบรวมสินค้าเครื่องหนัง รองเท้า นาฬิกา และอัญมณีจาก Moet Hennessy Louis Vuitton SE แทน และมีการเคลื่อนไหวในทำนองเดียวกันจาก Kering SA’s Gucci และ Coach Inc. ที่ปิดร้านของตนเองจาก เว็บไซต์ Tmall ไป เพื่อเดิมพันว่าทำได้ดีกว่าโดยไม่ต้องอาศัยพื้นที่ของ Alibaba 

สินค้าแบรนด์เนมและ e-commerce เป็นตลาดที่ใหญ่มากในจีน การขายของออนไลน์มีสัดส่วนถึงหนึ่งในห้าของการใช้จ่าย ซึ่งผู้บริโภคต้องการความสะดวกในการดูข้อมูลจากโทรศัพท์ของตน และการชำระเงินออนไลน์ที่ทำให้พวกเขารับสินค้าได้อย่างรวดเร็ว

ตามรายงานของ Euromonitor จีนจะก้าวข้ามอเมริกาเป็นตลาดสินค้าแบรนด์เนมที่ใหญ่ที่สุดในอีกสี่ปีข้างหน้า แม้ว่าทางรัฐบาลผลักดันด้านการบริโภคอย่างเด่นชัดแล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าการที่จีนเป็นที่อยู่ของมหาเศรษฐีหลายคน และชนชั้นกลางที่มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสิบปีก่อน ทำให้ปัจจัยในการซื้อของจีนเหนือกว่าอเมริกาเอาเรื่องเลยทีเดียว

ทว่าในตอนนี้ยอดการขายสินค้าแบรนด์เนมยังคงไม่มากนักโดยเฉพาะถ้าเรามองในภาพรวม โดยยอดการซื้อขายสินค้าแบรนด์เนมใน e-commerce ของจีนนั้นต่ำกว่า 10% นับจากสินค้าทั้งหมด เนื่องจากแบรนด์ใหญ่ไม่เต็มใจในการขายออนไลน์เท่าใดนัก แม้ว่าทาง Alibaba และ JD.com ต่างพยายามผลักดันทั้งผู้ซื้อและผู้ผลิตก็ตาม ดูเหมือนแบรนด์อย่าง LVMH และ Chanel ห่วงเรื่องความเสี่ยงและผลกระทบจากการนำผลิตภัณฑ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟของตัวเองไปขาย

LVMH และ Gucci หวังให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์สุดพิเศษ ทั้งการขนส่ง VIP access ผ่านบริการจากทางเว็บไซต์ของตนเอง

ซึ่งหมายถึงการประกาศศึกกับ Alibaba และ JD.com ที่เป็นผู้นำด้าน e-commerce ในจีน และนี่ไม่ใช่การตั้งรับเพียงฝ่ายเดียว เมื่อไม่นานมานี้ทาง JD ก็เพิ่งลงเงินกว่า 397 ล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อหุ้นใน Farfetch ร้านขายของแบรนด์เนมออนไลน์ และควบคุมการส่งสินค้าในลอนดอนด้วย

มันแลกกับการที่แบรนด์เหล่านี้จะสูญเสียช่องทางที่ผู้คนจำนวนมาก เข้ามาเลือกซื้อได้ โดยเฉพาะจากใน Alibaba และ JD รวมไปถึงการขนส่งและระบบ logistic ที่เป็นจุดแข็งของพวกเขา

การออกมาในเวลาแบบนี้มันอาจใช้ได้สำหรับแบรนด์ใหญ่อย่าง LVMH หรือ Gucci แต่วิธีแบบนี้ไม่น่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับยี่ห้ออื่นที่ไม่ดังเท่า เพราะไม่ใช่ทุกคนที่สามารถต่อกรกับการเข้ามาของ Alibaba และ JD ได้ คงต้องรอดูกันต่อไปว่าศึกแบรนด์หรูครั้งนี้ใครจะเป็นฝ่ายกำชัยกันแน่ 

source :

https://www.bloomberg.com/news/articles/2017-07-24/lvmh-tests-the-notion-that-brand-trumps-traffic-in-china

5 เรื่องต้องรู้สำหรับมือใหม่ ก่อนลงสนามในตลาดหุ้น

เดี๋ยวนี้ใครๆ ต่างก็อยากลงทุนในหุ้น

ผมพยายามพูดเสมอว่าการลงทุนในหุ้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินกว่าความพยายามของเราจะไปถึง สิ่งสำคัญมากคือทัศนคติในการลงทุนต้องชัดเจน การลงทุนเหมือนการเดินเรือในมหาสมุทร แน่นอนว่าต่อให้เดินเรือมาเป็นเวลาสิบปีก็อาจจะแพ้นักเดินเรือที่เดินเรือมาเพียงปีเดียวแต่มีเข็มทิศชั้นเยี่ยมอยู่ในมือก็เป็นได้ ทัศนคติที่ถูกต้องคือเข็มทิศในตลาดหุ้นแห่งนี้ ผมย้ำเสมอว่า “ทิศทางสำคัญกว่าความเร็ว” 

วันนี้ผมจึงจะมาเล่าถึง 5 ทัศนคติเบื้องต้นที่ถูกต้องของการเป็นนักลงทุน ไม่ว่าเราจะลงทุนด้วยปรัชญาแบบไหนก็ตาม

1. เงินต้นสำคัญที่สุด

ใครต่างก็เข้าตลาดหุ้นเพราะอยากได้กำไรทั้งนั้น แต่อย่าลืมว่าสิ่งสำคัญกว่ากำไรคือการไม่สูญเสียเงินต้นไป เพราะถ้ายังมีเงินต้น สักวันหนึ่งก็ต้องทำกำไรได้ แต่ถ้าไม่มีเงินต้นแล้ว อนาคตก็จะไม่มีกำไรตลอดไป นักลงทุนทุกคนจึงต้องสนใจความปลอดภัยของเงินต้นให้มากๆ หลีกเลี่ยงวิธีการลงทุนที่ยากและซับซ้อน บอกตัวเองเสมอว่า “รวยช้าได้ แต่อย่าจนเร็ว” หลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินต้นไปให้ไกลที่สุด ตลาดหุ้นในระยะยาวเป็นขาขึ้น ดังนั้น หากเอาตัวรอดจากการหมดตัวได้ คนที่เหลืออยู่ก็มักจะรวยโดยธรรมชาติ

2. หุ้นคือธุรกิจ

คนจำนวนมากเข้าตลาดมาด้วยความรู้สึกว่าหุ้นคือตัวอักษรสีเขียวสีแดง ซื้อขายซื้อขายเดี๋ยวก็รวย แต่อย่าลืมว่าหุ้นเหล่านี้คือตัวแทนของความเป็นเจ้าของบริษัท หุ้นทุกตัวในโลกมีธุรกิจรองรับอยู่ข้างหลัง ไม่ว่าธุรกิจจะดีหรือจะแย่ แต่ก็มีอยู่ทั้งนั้น สิ่งสำคัญคือธุรกิจส่งผลถึงราคาหุ้นเสมอทั้งในแง่ดีและแง่ร้าย วิธีการลงทุนที่ดีคือการเข้าใจว่าเรากำลังซื้อขายธุรกิจอยู่ ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนสายพื้นฐาน สายเทคนิคคอล หรือสายอะไรก็ตาม ก่อนซื้อหุ้นควรพิจารณาถึงธุรกิจเสมอ เพราะต่อให้กราฟสวยสักเพียงไหน แต่ถ้าพรุ่งนี้บริษัทกำลังจะล้มละลาย มูลค่าหุ้นทั้งหมดในมือเราก็อาจจะมีค่าเท่ากับศูนย์ก็เป็นได้

3. เวลาคือมิตรแท้

ลงทุนระยะยาวดีกว่าเสมอ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงให้ถือหุ้นยาว แต่หมายถึงให้ลงทุนให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ วิธีคือเริ่มให้เร็วและอยู่ในตลาดให้สม่ำเสมอที่สุด เพราะดอกผลจากการลงทุนจะช่วยทบต้นให้ผลตอบแทนทวีคูณขึ้นไปได้ หลายคนเล่นๆ เลิกๆ ลงทุนปีหายไปสามปีแบบไม่ติดตามตลาดเลย แบบนี้จะทำให้เสียโอกาสในระยะยาว อย่างที่บอกไปในข้อหนึ่งคือต้องอยู่ให้รอดในตลาดให้ได้ก่อน ในระยะยาว ดอกผลจากการลงทุนจะมาตอบแทนเราเอง

4. ความไม่รู้คือความเสี่ยงสูงสุด

การไม่รู้ตัวว่าตนกำลังทำอะไรอยู่คือความเสี่ยงสูงสุดในการลงทุน บางคนซื้อหุ้นทั้งที่ไม่มีเหตุผล บางคนเปิดฟิวเจอร์ตลาดหุ้นเพราะมีคนบอกมา แบบนี้อันตรายมากในตลาด เพราะการทำอะไรแบบไม่รู้คือการปล่อยตัวเองไปตามโชคชะตา หลายครั้งอาจกำไร แต่ก็อาจจะมีสักครั้งที่ทำให้หมดตัวได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการหาความรู้ตลอด โดยเฉพาะในสิ่งที่เราลงทุน เรายิ่งต้องรู้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ความเสี่ยงจะลดน้อยลงไปตามความเข้าใจที่มากขึ้น การศึกษาเรียนรู้มากๆ จะช่วยลดความเสี่ยงอย่างมากในระยะยาว

5. ความประหยัดจะไปได้ไกลกว่า

เงินทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายลดลงคือเงินต้นที่เพิ่มมากขึ้น และเงินต้นที่เพิ่มมากขึ้นหมายถึงผลตอบแทนจากการลงทุนที่จะมากขึ้นไปตามปริมาณเงินต้นที่มี ยิ่งอยากรวยมากยิ่งต้องประหยัดให้มากและนำเงินเหล่านั้นมาลงทุน ประหยัดจากการใช้ชีวิตโดยการลดความฟุ้งเฟ้อในชีวิตลง ประหยัดจากการขาดทุนโดยการลงทุนเฉพาะสิ่งที่ตนเองรู้และเชี่ยวชาญ ประหยัดจากค่าธรรมเนียมซื้อขายโดยการซื้อขายให้บ่อยครั้งน้อยลง

ขีดเส้นใต้เรื่องค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย

ในการซื้อขายหุ้นแต่ละครั้งจะมีค่าธรรมเนียมประมาณ 10,000 บาทต่อค่าคอม 15 บาท ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยมีโบรคเกอร์หน้าใหม่ชื่อว่า ‘SBITO’ (อ่านว่า สไบโตะ แต่ผมชอบเรียกว่า สบายโตะ เพราะน่ารักกว่า) มาเปิด ข้อดีคือค่าคอมถูกมาก อยู่ที่ 10,000 บาทต่อค่าคอม 7.5 บาท โดยเน้นการทำธุรกรรมทางออนไลน์เป็นหลัก เหมาะกับคนที่เน้นซื้อขายหุ้นเองทางออนไลน์ ซึ่งค่าแรงมาร์เก็ตติ้งที่หายไปก็กลายมาเป็นส่วนลดค่าคอมให้เรานั่นเอง

เยอะนะ ใช้คำว่าเยอะมากเลยดีกว่า ยิ่งถ้าเป็นสายเทคนิคคอลซื้อขายบ่อย หรือพอร์ตใหญ่วอลุ่มเยอะนี่ต่างกันแบบมีนัยสำคัญเลย บางทีถ้าซื้อขายเยอะๆ นี่ต่างได้วันละเป็นหมื่นบาท ถือว่าสูงมากๆ เลย

แถมตอนนี้ SBITO มีโปรโมชันพิเศษสำหรับนักลงทุนมือใหม่อายุ 20 – 40 ปีไปอีก โดยให้ค่าคอมเพียง 0.01% หรือเท่ากับ 10,000 ละ 1 บาทเท่านั้น (กรี๊ด จะถูกไปไหนเนี่ย) โดยมีช่วงเวลาให้ 1 เดือนเต็มหลังอนุมัติ โดยต้องรีบทำการเปิดบัญชีภายในช่วง 31 สิงหาคมที่จะถึงนี้เท่านั้น (รีบเปิดเลย ใช้เวลาพิจารณาไม่นานเลย ลองมาแล้ววว)

ใครสนใจลองศึกษารายละเอียดโปรโมชันได้ที่ https://www.sbito.co.th/Promotion.aspx ดูได้ ส่วนเรื่องความน่าเชื่อถือก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะ SBITO มีใบอนุญาตประกอบกิจการหลักทรัพย์ถูกกฎหมายแน่นอน และผู้ถือหุ้นใหญ่คือ SBI โบรกเกอร์ออนไลน์อันดับหนึ่งของญี่ปุ่น สบายใจหายห่วงได้

ลองเปิดพอร์ตไว้ ลองซื้อขายแบบค่าคอมถูกๆ สักหน่อยก็ไม่เป็นไรนี่เนอะ

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

Alibaba ทุ่มงบกว่า 294 ล้าน สร้างเกมมือถือ ร่วมกับ Paytm

เมื่อวันจันทร์ที่ 24 กรกฎาคม Alibaba Group ได้ประกาศร่วมทุนครั้งแรกกับบริษัท Paytm เพื่อจัดตั้งบริษัทเกมออนไลน์ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้บริโภคในประเทศอินเดีย ซึ่งทาง Paytm ได้ถือหุ้น 55% ส่วนที่เหลือจะเป็นของ AGTech Media บริษัทหนึ่งของ Alibaba ในประเทศฮ่องกง

“นี่เป็นการขยายตัวด้านยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศครั้งสำคัญครั้งแรก!” Aliababa กล่าว 

ด้วยเงินลงทุนแรกกว่า 8.8 ล้านเหรียญ ด้วยการร่วมทุนครั้งนี้ทางบริษัทมีแผนที่จะสร้างประสบการณ์ความบันเทิงบนมือถือที่มีคุณภาพสูงให้กับผู้ใช้ 225 ล้านคนของ Paytm ในตลาดอินเดีย

ตามข้อตกลงนี้จะมีคณะกรรมการห้าคนซึ่งทั้ง 3 บริษัท จะได้รับการเสนอชื่อโดย Paytm Group และอีกสองรายโดย AGTech Media Paytm Holding

โดยทาง Paytm จะทำการวิจัย และพัฒนาแพลตฟอร์มเกมออนไลน์ทั้งหมด ส่วนบริษัทที่ฮ่องกง จะนำความรู้ด้านเทคนิค และประสบการณ์ที่ผ่านมาในการสร้างเกมบนมือถือ

“การร่วมทุนกันครั้งนี้จะทำให้เกิดการพัฒนา และการใช้งานบนแพลตฟอร์มต่างๆ ได้แก่ เว็บไซต์ แอพพลิเคชัน หรือช่องทางการจัดจำหน่ายอื่น ๆ เพื่อพัฒนา และเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายสำหรับลูกค้าชาวอินเดีย เช่น เกมบนมือถือ เป็นต้น” 

source :

http://www.business-standard.com/article/companies/alibaba-paytm-announce-joint-venture-for-online-gaming-117072401516_1.html

Alibaba จับมือ CIMB สร้าง ewallet บุกตลาดมาเลเซีย

Ant Financial บริษัทลูกในเครือ Alibaba ผู้เป็นเจ้าของ Alipay ได้ร่วมมือกับธนาคาร CIMB ซึ่งเป็นธนาคารรายใหญ่อันดับที่ 2 ของมาเลเซีย เพื่อให้บริการชำระเงินผ่าน ewallet และบริการบริการชำระเงินออนไลน์อื่น ๆ ในประเทศ

การขยายตัวของ Alipay นอกประเทศจีนนั้น มุ่งเน้นไปที่การดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนในต่างประเทศ แม้ว่า Alipay จะยังเป็นแพลตฟอร์มการชำระเงินที่ได้รับการยอมรับจากร้านค้าในประเทศมาเลเซียเพียงไม่กี่ร้าน อาทิ 7-Eleven ซึ่งเป็นร้านค้าปลีกแรกในมาเลเซีย ที่ใช้ Alipay

การจับมือกันของสองยักษ์ใหญ่นี้ มีเป้าหมายที่ผู้บริโภคชาวมาเลเซีย ที่มีบัตร Touch n ‘Go ซึ่งมีจำหน่ายในประเทศถึง 17 ล้านใบ หมายความว่าการบริการแบบ ewallet ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จะสามารถเติบโต และขยายธุรกิจออกไปได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตามการจับมือกันของ Ant และ CIMB ได้สะท้อนถึงการขยายตัวสู่ตลาดใหม่ ๆ ซึ่งแตกต่างไปจากการร่วมมือครั้งก่อน ๆ ในประเทศอินเดีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ หรือแม้แต่ประเทศไทยก็ตาม นับเป็นครั้งแรกที่ Ant Financial ได้ร่วมมือกับธนาคารเพื่อแก้ไขปัญหาด้านระบบการชำระเงิน

sources :

https://www.techinasia.com/ant-cimb-alipay-ewallet

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 24-28 กรกฎาคม 2560

สวัสดีครับ กลับมาอีกแล้วกับคอลัมน์ Weekly Outlook สรุปและอัพเดทกลยุทธ์การลงทุนประจำสัปดาห์ กับผมนาย อัศวินกองทุน คนเดิมคนนี้ที่จะมาให้ความรู้และความเข้าใจกันแบบนี้ไปเรื่อยๆครับผม

เริ่มต้นด้วยการดูภาพรวมของตลาดกันก่อนครับ สัปดาห์นี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง แต่สำหรับผมแล้วถือว่าเป็นไปตามคาด และมีหลายอย่างที่น่าสนใจครับ เรามาเริ่มต้นกันเลยดีกว่า

ภาพรวมของตลาด

เริ่มต้นกันที่พี่ใหญ่ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกแล้วครับ คราวนี้เกิดจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนบางส่วนที่ออกมาดีอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าการผ่านร่างกฎหมายประกันสุขภาพของ ลุงทรัมป์ จะเจอกับแรงกดดันหลังจาก ส.ว. รีพับบลิกัน 4 ราย ไม่สนับสนุนการผ่านร่างกฎหมายในครั้งนี้ แต่อย่างที่ว่าครับ ตอนนี้สหรัฐฯ ยังมาแรงอยู่ครับ

ทางฝั่งเพื่อนบ้านกันบ้าง ฝั่งของตลาดหุ้นจีนปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากตัวเลขเศรษฐกิจยังออกมาดีอย่างต่อเนื่องในทุกภาคส่วน ทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงภาคการนำเข้าและส่งออก ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวดีๆ แม้ว่าหลายคนจะมีการชะลอการลงทุนไปบ้างก็ตาม สัปดาห์นี้เรามาลุ้นกันต่อครับว่ากลยุทธ์จะออกไปในแนวไหน

กลับมาที่อีกฝั่งหนึ่งอย่างตลาดหุ้นยุโรปกันต่อ สัปดาห์นี้มีการปรับตัวลดลง หลังจากประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีการพูดถึงเรื่องการปรับวงเงินการทำ QE ในเดือนกันยายนนี้ คาดว่าคงมีใครหลายคนกล้าๆกลัวๆอยู่ละมั้งครับ อิอิ

ส่วนปู่ SET คนเดิมนี้ยังทรงตัวครับ เพราะตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงเล็กน้อย คาดว่ามาจากการขายหุ้นในกลุ่มธนาคารหลังจากผลประกอบการณ์ไตรมาสสองยังไม่ดี อย่างไรก็ตามตัวเลขการส่งออกไทยในเดือน มิถุนายน เติบโต 11.7% ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ถือว่าเป็นโอกาสหรือไปต่อไหม เดี๋ยวมาดูกันครับ

สุดท้ายสินทรัพย์ทางเลือกอย่างราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากสหรัฐฯ ประกาศตัวเลขปริมาณสำรองน้ำมันดิบที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกันกับราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น ตามทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนตัวลง ใครมีในพอร์ตและสะสมไว้ คงจะดีใจกันทั่วหน้าใช่ไหมครับ ฮ่าๆ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

ตลาดหุ้นอินเดีย

สัปดาห์นี้ผมคิดว่ากลับมาสะสมหุ้นอินเดียได้แล้วล่ะครับ เนื่องจากมูลค่าพื้นฐานเมื่อเทียบกับการคาดการณ์การเติบโตของรายได้บริษัทปรับตัวลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย ทำให้ตลาดมีความน่าสนใจ ส่วนภาคเศรษฐกิจ ฤดูมรสุมที่คาดว่าปริมาณน้ำฝนจะอยู่ในระดับปกติ จะเป็นปัจจัยสนับสนุนรายได้ภาคการเกษตร และสนับสนุนการบริโภคในประเทศอีกด้วย นอกจากนี้ นโยบายปฏิรูปภาษีหรือ GST จะช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้าและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงต่างชาติ ซึ่งสนับสนุนการขยายตัวเศรษฐกิจในระยะกลางถึงยาว ถ้าเป็นแบบนี้เราก็ดูน่าจะไปยาวๆ กันต่อได้เช่นกันครับ

ตลาดหุ้นเกิดใหม่เอเชีย

เงินกำลังจะหมุนไป เรามาทยอยสะสมหุ้นประเทศเกิดใหม่กันต่อครับ เพราะจากภาพปัจจัยพื้นฐานยังสนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยุโรปและจีน ที่ออกมาดีต่อเนื่อง สอดคล้องกับตัวเลขการส่งออกในกลุ่มประเทศเอเชียที่ขยายตัวดี ซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการใช้จ่าย และเป็นตัวสนับสนุนผลประกอบการบริษัทให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปครับผม สำหรับกลุ่มนี้แนะนำ หุ้นไทย เกาหลี และ A-Share ทางฝั่งจีนครับผม

ตลาดหุ้นยุโรป

แนะนำสะสมหุ้นยุโรปขนาดเล็กหลังจากตลาดปรับตัวลงเนื่องจากความกังวลถึงการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป อย่างไรก็ตาม คาดว่าธนาคารกลางยุโรปจะไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วตามคาด เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวลง โดยแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นยุโรปขนาดเล็กเนื่องจากรายได้ของบริษัทส่วนใหญ่มาจากการบริโภคในประเทศ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

สำหรับพี่ใหญ่ของเรา แนะนำสะสมหุ้นสหรัฐฯ ต่อไปครับ เนื่องจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มเร่งตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ประกอบกับค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าตั้งแต่ช่วงต้นปี เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทให้ดี แบบนี้ไปต่อกันได้ครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ผมแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่นต่อกันไปยาวๆ ครับ เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวต่อเนื่องในภาคการบริโภคนั้นดูดีทีเดียว นอกจากนี้ ผมมองว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นยังมีความจำเป็นต้องคงมาตรการกระตุ้นต่อเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และคาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น ช่วยให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นปัจจัยทางบวกต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นล้วนๆ เอาครับ ลุยกันต่อไปฮะ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

สำหรับประเทศพัฒนาเน้นสะสมให้ครบทั้ง 3 ตลาดเลยครับ สหรัฐฯ ยุโรป (หุ้นเล็ก) และ ญี่ปุ่นครับ ส่วนตลาดเกิดใหม่เน้นฝั่งเอเชีย โดยเน้นไปที่ ไทย เกาหลี อินเดีย และ A-Share ของจีนครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

ตราสารหนี้สหรัฐฯ

สัปดาห์นี้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวลดลง สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลยุโรป หลังธนาคารกลางยุโรป (ECB) ไม่ได้ส่งสัญญาณลด QE ในการประชุมรอบเดือน ก.ค. อย่างที่ตลาดคาดไว้ โดยสัปดาห์หน้าต้องจับตาการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในวันที่ 24-25 ก.ค.นี้ครับว่าจะมีผลอย่างไรบ้าง

ตราสารหนี้ไทย

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 1-3 ปี ยังคงทรงตัวอยู่ครับ โดยรับปัจจัยบวกจากค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง ทั้งนี้ตัวเลขดุลการค้าของไทยในเดือน มิ.ย. ปรับตัวขึ้นถึง 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ค่าเงินบาทยังมีปัจจัยบวก ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศการลงทุนภาคเอกชนยังอ่อนแอ ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่มีความจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยอยู่

Alibaba ทุ่มเงินกว่า 4,000 ล้าน กวาดสินค้าปลอมออกจากระบบ

Taobao และ Tmall สองแพลตฟอร์ม e-commerce ชื่อดังภายใต้การกำกับของ Alibaba ดำเนินการแก้ปัญหาสินค้าปลอมที่ระบาดบนเว็บไซต์ของตน และทำลายความเชื่อมั่นในการซื้อของออนไลน์อย่างต่อเนื่อง

หลังจากเปิดตัวในปี 2003 นั้น Taobao มีสมาชิกกว่า 500 ล้านคนและมีผู้เข้าเยี่ยมชมกว่า 60 ล้านคนในแต่ละวัน ทำให้ Alibaba ทุ่มงบประมาณกว่าหนึ่งพันล้านหยวน (4,951 ล้านบาท) ในแต่ละปี เพื่อจ้างพนักงานพิเศษกว่า 2,000 คน ในการตรวจสอบและกำจัดสินค้าปลอม สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ออกจาก Taobao และ Tmall โดยในปี 2016 นี้ สามารถตรวจสอบและจับผู้ต้องหาได้ถึง 880 คน

ล่าสุดมีรายงานข่าวถึงความสำเร็จของ Taobao ว่าชนะคดีเกี่ยวกับการขายอาหารแมว Royal Canin ปลอม ในเว็บไซต์ของตน ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าร้านค้าดังกล่าวทำลายชื่อเสียงของ Taobao และสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายถึง 120,000 หยวน (ประมาณ 594,200 บาท) ภายใน 10 วัน

Zheng Junfang หัวหน้าฝ่ายบริหารของ Alibaba ยืนยันว่า ทางบริษัทจะยังคงให้ความช่วยเหลือหน่วยงานต่างๆในการขจัดสินค้าปลอมในแพลตฟอร์มของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ความพึงพอใจสูงสุดทุกครั้งที่ใช้บริการ

Jack Ma เคยกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “บริษัทของเขาเสียลูกค้าไปห้ารายจากของปลอมแต่ละชิ้นที่ขายออกไปในแพลตฟอร์มของตนเอง”

Alibaba ถือได้ว่าเป็นบริษัทที่ใส่ใจและให้ความสำคัญในการสร้างความพึงพอใจ และความเชื่อมั่นกับลูกค้าเป็นอย่างมาก

source :

http://www.straitstimes.com/asia/east-asia/taobao-wins-landmark-case-against-vendor-that-sells-fake-cat-food-on-its-platform

“Insurtech” ปฎิวัติวงการประกันอย่างไรเพื่อต้อนรับ Thailand 4.0

ในช่วงที่เรากำลัง (พยายาม) จะเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 กันอยู่นี้ หลายคนคงเริ่มคุ้นเคยกับอะไรที่มัน “เทค” กันมากขึ้นนะครับ โดยเฉพาะ “ฟิคเทค” ที่เป็นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาแก้ไขและพัฒนาประสิทธิภาพด้านธุรกรรมทางการเงินทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าจะเป็น…

ด้านการชำระและโอนเงิน (Payment & Transfer) ผ่านระบบดิจิตอล, การกู้ยืมเงิน (Lending) ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง มีระบบการพิจารณาที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น หรือแม้แต่การกู้ยืมเงินกันระหว่างกลุ่ม (Pear to Pear)การลงทุน (Investment) ที่ใช้อัลกอรึธึ่มมาช่วยออกแบบกลยุทธ์การลงทุน, ใช้ bot มาเป็นที่ปรึกษาการลงทุนแทนมนุษย์, ด้านการเงินส่วนบุคคล (Personal Finance) ไม่ว่าจะเป็นการทำบัญชีรายรับรายจ่าย, 

การวางแผนภาษี หรือวางแผนการเงินโดยรวมอย่างครอบคลุม รวมไปถึงเรื่องของการทำประกัน (Insurance) ที่เรียกว่า “insurtech (อินชัวร์เทค)” ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาวงการประกันภัยด้วยเช่นเดียวกัน

ถ้าใครนึกภาพไม่ออกว่า เทคโนโลยี จะเข้ามาช่วยพัฒนาวงการประกันภัย หรือ insurtech จะทำให้เราได้ประโยชน์มากขึ้นในเรื่องของการทำประกันได้ยังไง วันนี้ผมจะมาขอยกตัวอย่าง 4 ด้าน หรือ 4 กระบวนการ ที่ insurtech จะสามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาประสิทธิภาพให้กับการทำประกันแก่เราได้ ดังนี้ครับ

1. ด้านการเลือกซื้อ

เราจะนำเทคโนโลยีมาช่วยในการสร้างฐานข้อมูลของทั้งแบบประกัน และข้อมูลของผู้ซื้อ จากนั้นก็จะเขียนโปรแกรมที่จะช่วยในการวิเคราะห์และประมวลผลจากข้อมูลที่มีอยู่ว่า จากความต้องการของเรา หรือจากข้อมูลส่วนตัวของเราแบบนี้แล้ว เราจะมีความเสี่ยงด้านไหน ควรทำประกันอะไร เท่าไหร่บ้าง ถึงจะเหมาะสม และคัดเลือกหรือแนะนำแบบประกันที่ตอบโจทย์และคุ้มค่าที่สุดจากฐานข้อมูลมาแนะนำให้ได้ทันที โดยที่อาจจะอยู่ในรูปของระบบการคัดเลือกและค้นหาแบบประกันที่ต้องการ (Browsing) การโต้ตอบกับระบบอัตโนมัติ (Chatbot) หรือในอนาคตอาจจะพัฒนาถึงขั้นเป็นปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligent : AI) ที่ให้คำปรึกษาในเชิงลึกได้อย่างละเอียด ซึ่งอาจจะออกแบบมาในรูปแบบของเว็บไซต์ หรือแอพพลิเคชั่น

พอเราเข้าไปก็แค่ใส่ข้อมูลส่วนตัว หรือตอบคำถามโต้ตอบกับระบบ ใส่ความต้องการของเราเองเข้า จากนั้น ระบบก็สามารถแนะนำเราได้เลย จึงเป็นการช่วยแก้ปัญหาการทำประกันไม่เหมาะสม (ผิดประเภท, ทำมากไป-น้อยไป) ลดเวลาในการศึกษาหาข้อมูล ทำความเข้าใจ เปรียบเทียบด้วยตัวเอง ที่อาจจะเสียเวลา และทำเองแบบผิดๆถูกๆ และช่วยลดปัญหาที่บางคนอาจจะไม่ต้องการซื้อกับคนขาย เพราะกลัวอึดอัดใจ หรือกลัวว่าคนขายจะหลอกขาย หรือให้คำแนะนำที่ไม่เหมาะสม (เห็นประโยชน์ส่วนตัวก่อนผลประโยชน์ของลูกค้า) ได้อีกด้วย

2. ด้านการขายและการบริหาร

insurtech จะช่วยให้ฝั่งผู้ขาย เช่น ตัวแทน นายหน้า หรือบริษัทประกัน มีความสะดวกสบายในการจัดการกับระบบข้อมูลของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เช่น อยู่ในรูปของซอฟต์แวร์ที่เก็บฐานข้อมูลของลูกค้า จำพวก ประวัติ ข้อมูลส่วนตัว สุขภาพ ทรัพย์สิน แบบประกันที่มีอยู่ วันครบกำหนดและวันสำคัญต่างๆ ที่จะช่วยจัดแจงและแจ้งเตือนผู้ขาย ทำให้ผู้ขายสามารถวางแผนงานในการเข้าพบ ทบทวน และบริการลูกค้า ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น และทำการวิเคราะห์ผลการขายที่ผ่านมา (เข้าพบกี่ราย ปิดการขายได้-ไม่ได้กี่ราย เพราะอะไร) แล้วให้คำแนะนำในการพัฒนาการขายและการทำงาน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขายมีความสามารถในการทำงานและหารายได้ที่สูงขึ้น นอกจากนี้ อาจจะรวมไปถึงการพัฒนาขั้นตอนการซื้อขาย ที่สามารถทำให้เสร็จสิ้นได้ครบทุกกระบวนการบนซอฟต์แวร์ ด้วยการกรอกข้อมูลใบสมัครทำประกันแบบออนไลน์ (E-Application) การชำระเงินอิเล็กทรอนิคส์ (E-Payment) และการออกกรมธรรม์ดิจิตอล (E-Policy) ที่จะสามารถช่วยลดต้นทุน เวลาและความผิดพลาดในการสมัครทำประกัน ทำให้บริษัทสามารถอนุมัติได้รวดเร็วขึ้น และเราก็สามารถซื้อประกันได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

3. ด้านการพิจารณารับประกัน

จะเป็นการนำเทคโนโลยี Internet Of Things (IOT) หรือการใช้เทคโนโลยีในการตรวจจับหรือบันทึกข้อมูล ตามพฤติกรรมหรือความเคลื่อนไหวของสิ่งต่างๆ ให้มาอยู่ในรูปของฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ที่สามารถใช้วิเคราะห์ความเสี่ยงเฉพาะบุคคลในด้านของ สุขภาพ, การใช้ชีวิต, การเดินทาง หรือการขับขี่ ได้อย่างละเอียด ผ่านการใช้อุปกรณ์ในการตรวจวัดและเก็บข้อมูล (เช่น fitbit ที่คล้ายนาฬิกา ในการตรวจวัดชีพจร หรืออัตราการเต้นของหัวใจ เพื่อประเมินสุขภาพและความแข็งแรง หรือ telematics ที่ตรวจจับการเคลื่อนไหวของรถที่ขับ) ที่เราต้องทำก็แค่ “ติด” อุปกรณ์นี้ไว้กับตัว หรือกับทรัพย์สินที่จะทำประกัน เพื่อให้มันเก็บข้อมูลเองอัตโนมัติ ซึ่งข้อมูลต่างๆเหล่านี้ก็จะช่วยให้บริษัทประกันสามารถประเมินความเสี่ยงรายบุคคลได้อย่างแม่นยำมากขึ้น (เพราะเราโกหกไม่ได้) และปรับค่าเบี้ยประกันให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้ดีขึ้น จากเดิมที่ต้องตั้งราคาค่าเบี้ยไว้กลางๆที่เฉลี่ยความเสี่ยงเอาไว้แล้ว เพราะบริษัทประกันไม่รู้ว่าแต่ละคนมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน insurtech แบบนี้จึงช่วยแก้ปัญหาที่คนที่คนที่มีความเสี่ยงต่ำต้องแบกรับภาระค่าเบี้ยร่วมกับคนที่มีความเสี่ยงสูง ทำให้ต้องจ่ายค่าเบี้ยที่สูงกว่าความเสี่ยงที่แท้จริงของตัวเอง ให้ได้จ่ายค่าเบี้ยที่เหมาะสมกับความเสี่ยงตัวเองมากขึ้น

4. ด้านการเคลม

จากเดิม จะเคลมแต่ละทีต้องใช้เอกสารหลักฐานวุ่นวายจำนวนมาก แถมยังต้องรอบริษัทประกันหรือผู้สำรวจภัยมาตรวจสอบความเสียหาย หรือสืบค้นเพื่อพิสูจน์ว่าใครผิดใครถูกหรือมีการเอาประกันอย่างซื่อสัตย์จริงหรือไม่ ซึ่งต้องเสียเวลานานมาก แต่ insurtech จะช่วยพัฒนาระบบการรับแจ้งเคลม ให้เป็นแบบออนไลน์ เชื่อมต่อข้อมูลกันทั้งหมด ซึ่งจะช่วยให้การติดตามและสืบค้นข้อมูล มีความสะดวกง่ายดายมากขึ้น แทนที่การโทรแจ้ง หรืออาจจะต้องโทรติดตามเอง ซึ่งต้องใช้ทั้งเวลาและกำลัง รวมถึงความรับผิดชอบของคน ในการแจ้งและติดตามความคืบหน้า และอาจมีข้อผิดพลาดได้ง่าย โดยอาจเปลี่ยนมาใช้เพียงแค่หมาย

เอเชียน่าลงทุน Alibaba Cloud โต 103% พร้อมตั้งศูนย์เพิ่ม 2 แห่งในปีนี้

เมื่อพฤหัสบดีที่ผ่านมา Raymond Ma ผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Alibaba Cloud ให้สัมภาษณ์ว่า ในภูมิภาคนี้มีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ cloud computing รวดเร็วมาก ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มของ IT Business หรืออุตสาหกรรมดั้งเดิม

บริษัทต่างๆมีความตื่นตัวมากขึ้นในการติดต่อกับคู่ค้าชาวจีน ในเรื่องของ online-to-offline business และ e-commerce และความต้องการ cloud จะเพิ่มสูงมากขึ้นเรื่อยๆ การลงทุนจากจีนเป็นอีกปัจจัยที่ส่งให้อุตสาหกรรมด้านนี้เติบโตขึ้นไปอีก

Raymond Ma เสริมว่า Alibaba จะมี Data Center ใหม่อีกสองแห่งในปีงบประมาณนี้ หนึ่งแห่งจะอยู่ที่มาเลเซีย อีกแห่งจะอยู่ที่อินโดนีเซีย เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีแค่ออสเตรเลียและสิงคโปร์ นับเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าบริษัทให้ความสนใจกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาก

จากรายงานเกี่ยวกับรายได้ของ Alibaba ในไตรมาสที่แล้ว (สิ้นสุดเมื่อ 31 มีนาคมที่ผ่านมา) รายได้จาก Cloud computing นั้นสูงขึ้นถึง 103% จากปีก่อนคิดเป็นเงินกว่าสองพันล้านหยวน หรือสามร้อยล้านดอลลาร์

source :

http://www.chinadaily.com.cn/bizchina/2017-07/21/content_30199636.htm

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save