“มนุษย์เงินเดือนจบใหม่” ควรแบ่งเงินให้พ่อแม่ยังไง

“เราควรแบ่งเงินให้พ่อแม่”

หลังจากที่โพสต์เรื่องนี้ในเพจอภินิหารเงินออม ทำให้รู้ว่ามีแฟนเพจส่วนใหญ่ให้เงินพ่อแม่เป็นปกติอยู่แล้ว ในขณะที่บางส่วนก็ไม่เข้าใจว่าจะต้องให้เงินพ่อกับแม่ด้วยหรอ แหม!! เราลองนึกภาพเก่าๆในอดีตกันสักหน่อยว่าตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้ เงินที่เราใช้จ่ายมันมาจากไหน เวลาที่เราอยากกินขนม ซื้อของเล่น ไปเที่ยว อยากได้เสื้อผ้าชุดใหม่ รองเท้า กระเป๋า อุปกรณ์การเรียนต่างๆ เงินค่าเรียนพิเศษ แล้วยังมีอีกเยอะม๊าก….

ทั้งหมดนี้ล้วนมาจาก…..หยาดเหงื่อแรงกายแรงเงินของพ่อแม่ทั้งน้านนนนนน นั่นซิ พ่อแม่ทำยังไงถึงทำงานแล้วมีเงินแบ่งมาเลี้ยงดูเราได้ สุดยอดจริงๆ วันนี้เรามีรายได้เป็นของตัวเองแล้ว ควรตอบแทนคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จที่ทำให้เรามีวันนี้ด้วย พ่อแม่ของเรานั่นเอง ดังนั้น เราควรทำบุญกับพระในบ้านด้วยการมอบเงินกับพ่อแม่ เพื่อเปิดรับกับโชคดีต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แล้วยังเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจที่เราสามารถดูแลคนที่เรารักได้ด้วยเรี่ยวแรงจากการทำงานของตัวเองอีกด้วย #ขอปรบมือรัวๆ

2 ขั้นตอนจัดการตัวเองก่อนแบ่งเงินให้พ่อแม่

ขั้นตอนที่ 1 รู้จักเงินของเราจาก “แผนที่การเงิน”

ถ้าเราขับรถหลงทางก็ต้องเปิดแผนที่จะได้รู้ว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหน จากนั้นจะต้องไปซ้าย ขวา เดินหน้าหรือถอยหลัง เพื่อจะได้ไปถึงเป้าหมาย เรื่องการเงินก็เหมือนกันที่เราจะต้องรู้จักตัวเองก่อนว่าสถานการณ์เงินในกระเป๋าของเราเป็นอย่างไร เป็นบวกมีเงินออมหรือว่าติดลบเพราะหนี้สิน เริ่มง่ายๆที่การจดบัญชีรายรับจ่าย แล้วมาสรุปลงใน “แผนที่การเงิน” ในภาพเดียวเพื่อจะได้เห็นเป็นภาพรวมของเงินทั้งหมด

ตัวอย่าง : แผนที่การเงิน

“มนุษย์เงินเดือนจบใหม่" ควรแบ่งให้เงินให้พ่อแม่ยังไง

จากภาพนี้จะรู้ว่าแต่ละเดือนเงินของเราไปอยู่ที่ไหนบ้าง ถ้าเรารู้วิธีแบ่งเงินได้ตั้งแต่เริ่มทำงาน ชีวิตเราจะมีระเบียบมากขึ้น แต่ถ้าใครทำงานมานานแล้วเริ่มทำตอนนี้ก็ยังไม่สายนะจ๊ะ แนวคิดแผนที่การเงินจะแบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วน คือ เงินออม หนี้สินและรายจ่ายส่วนตัว สิ่งสำคัญ คือ ถ้าจำเป็นต้องมีหนี้ก็ควรเป็นหนี้ที่ไม่เกิน 40% ของรายได้ที่เราควบคุมได้นะจ๊ะ อ่อ ถ้าใครอยากอ่านวิธีจัดการเงินแบบนี้อ่านได้ที่บทความ 4 ขั้นตอนสร้างบัญชีเงินเดือนขั้นเทพ คลิกที่นี่ https://goo.gl/i2HtEg

ขั้นตอนที่ 2 แบ่งเงินจำนวนเท่าไหร่ดีน๊า

บอกเป็นจำนวนเงินเป๊ะๆไม่ได้หรอกนะจ๊ะ เพราะมันขึ้นอยู่กับแผนที่การเงินของเราและภาระของแต่ละครอบครัว ขอยกตัวอย่างแนวคิดออกเป็น 2 สถานการณ์นี้นะจ๊ะ

สถานการณ์ที่ 1 เรามีหนี้สินท่วมตัว

สำหรับคนที่กู้ยืมเงิน กยศ. มาเรียนก็ต้องเริ่มชำระหนี้ เพื่อให้รุ่นน้องมีเงินไปเรียนต่อ เมื่อเริ่มทำงานมีรายได้ก็มีบัตรเครดิตกับบัตรกดเงินสดเข้ามารุมจีบ ถ้าใครไม่ยับยั้งชั่งใจให้ดีก็จะสร้างหนี้ได้ง่ายมาก ถ้าเขียนแผนที่การเงินออกมาแล้วเห็นว่า “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” มีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย แม้แต่ผ่อนจ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำก็ยังจ่ายไม่ได้ แบบนี้เราควรกลับไปจัดการหนี้ของตัวเองให้เงียบสงบลงเสียก่อน จากนั้นค่อยเริ่มส่งเงินให้พ่อแม่ใช้จ่าย

“มนุษย์เงินเดือนจบใหม่" ควรแบ่งเงินให้พ่อแม่ยังไง


2 เคล็ดลับแนวทางปลดหนี้


เคล็ดลับที่ 1 มีทรัพย์สิน : เปลี่ยนหนี้สั้นให้กลายเป็นหนี้ยาว 

ปัจจุบันมีผู้ให้บริการสินเชื่อมากมาย แต่เราก็ยังไม่รู้ว่าจะเลือกที่ไหน ขอกู้ที่ไหนถึงผ่าน กว่าจะรวบรวมข้อมูลครบ กว่าจะเตรียมเอกสารยื่นของกู้ก็เสียเวลา ดอกเบี้ยเก่าก็เบ่งบานขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้มีเว็บไซด์ที่เปรียบเทียบสินเชื่อของแต่ละธนาคาร ทำให้เรารู้ว่าจะกู้ผ่านหรือไม่ โดยใช้เวลาไม่นาน อนาคตน่าจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เท่าที่เห็นตอนนี้ก็มีที่ www.Refinn.com

ภาพหน้าตาเว็บไซด์

“มนุษย์เงินเดือนจบใหม่" ควรแบ่งให้เงินให้พ่อแม่ยังไง

ที่มา : https://www.refinn.com/

แนวคิด : เหมาะสำหรับคนที่มีหนี้บัตรหลายใบ โดยจะรวมหนี้ไว้ที่เดียวกัน ทำให้หนี้ระยะสั้นกลายเป็นหนี้ระยะยาวและทำให้เราจ่ายผ่อนชำระรายเดือนลดลง


การใช้งาน : เข้าเว็บแล้วไปที่เมนู “สินเชื่อลดภาระหนี้ (บ้านแลกเงิน)” จากหนี้สั้นบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดดอกเบี้ย 20-28% ที่เรามีอยู่หลายใบแล้วจ่ายไม่ไหว มาเป็นหนี้ระยะยาว(หนี้บ้าน) แทนด้วยดอกเบี้ย 3-9% แต่เราได้ดอกเบี้ยเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับเครดิตของเรา


ข้อควรระวัง : เราจะต้องไม่สร้างหนี้เพิ่ม มีวินัยในการจ่ายหนี้อย่างเคร่งคัด จ่ายตรงเวลา มีเงินมากขึ้นก็รีบโปะจะได้หมดหนี้เร็วๆ ถ้าไม่ทำตามนี้บ้านที่เอาไปค้ำประกันไว้อาจจะมีปัญหาได้นะจ๊ะ 

ถ้าเราต้องการประหยัดเวลา ไม่อยากหาข้อมูลโปรโมชั่นของทุกธนาคารมาเปรียบเทียบกัน แล้วอยากรู้ว่าตัวเองมีแนวโน้มการกู้ผ่านหรือไม่ ทดลองกรอกข้อมูลและค้นหาโปรโมชั่นในเว็บ refinn เองก่อนได้ เพราะที่นี่รวบรวมข้อมูลโปรโมชั่นของแต่ละธนาคารไว้หมดแล้ว แล้วถ้าเรารู้ว่าตัวเองจะกู้ผ่านหรือไม่ผ่านจะได้รู้ว่าควรจะทำอะไรต่อไป


เคล็ดลับที่ 2 ไม่มีทรัพย์สินอะไรไปค้ำประกันได้เลย


=> หาความรู้ด้วยการอ่านวิธีแก้หนี้ต่างๆ เช่น หนังสือคนชนะหนี้ ของคุณมณฑานี ตันติสุข

=> อีกหนึ่งทางเลือก คือ การแฮร์คัทหนี้ที่จะจ่ายหนี้ลดลง 30-50% วิธีนี้จะเหมาะกับลูกหนี้ที่มีเงินออมเท่านั้น แนวคิดเบี้ยงต้น คือ จะต้องเป็นหนี้ที่เน่ามากๆเพราะไม่ได้จ่ายหนี้นานหลายเดือน ระหว่างที่ยังไม่จ่ายหนี้นั้น ลูกหนี้อาจจะจิตตกเพราะได้รับการโทรทวงหนี้ถี่มาก เครดิตเสียเพราะขึ้น “สถานะค้างชำระ”มีผลต่อการกู้ยืนในอนาคต

=> ถ้าเราตัดสินใจแฮร์คัทหนี้ก็ต้องหาความรู้ว่าจะขอลดยอดหนี้ได้เท่าไหร่ เก็บออมเงินพร้อมแล้วขอคุยกับเจ้าหนี้ว่าจะจัดการอย่างไร ถ้าเจ้าหนี้บอกว่าถ้าปิดหนี้ตอนนี้เราจะได้ลดหนี้ 40% หลังจากเขียนสัญญาออกมาเรียบร้อยเราก็ควักเงินออมที่เก็บมาทั้งหมดปิดยอดหนี้ทันที #เบาๆ

จากเคล็ดลับนี้จะทำให้เรารู้คร่าวๆแล้วว่าจะใช้วิธีไหนในการแก้หนี้ของตัวเอง “เราสร้างหนี้เอง ก็ต้องแก้หนี้เอง” เมื่อหนี้สินเบาตัวลงแล้วค่อย แบ่งเงินให้พ่อแม่นะจ๊ะ


สถานการณ์ที่ 2 เรามีหนี้เบาๆที่ควบคุมได้

ถ้าแผนที่การเงินบอกว่าเรามีเงินเป็นบวก คือ มีรายได้มากกว่ารายจ่าย ก็จะต้องกลับมาดูว่าภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวเป็นอย่างไร ถ้า…

  • พ่อแม่ของเรายังทำงานมีรายได้ ดูแลตัวเองได้

เราอาจจะแบ่งให้พ่อแม่ 5 – 10% ของรายได้ ซึ่งพ่อแม่อาจจะไม่รับเงินที่เราให้ เพราะอยากให้เราเก็บเอาไว้ดูแลตัวเอง ในขณะที่บางครอบครัวพ่อแม่รับเงินไป ไม่ได้เอาไปใช้จ่ายส่วนตัว แต่กลับนำไปฝากธนาคารเก็บไว้ให้เรา เหมือนเป็นการช่วยเราออมเงิน เผื่อในอนาคตถ้าเราต้องการใช้เงินก้อน พ่อแม่ก็หยิบเงินส่วนนี้มาให้เรา

 

  • ครอบครัวที่พ่อแม่ไม่สามารถทำงานได้และไม่มีเงินดูแลตนเอง

ทำให้เรากลายเป็นแหล่งเดียวในการหารายได้ให้ครอบครัว จึงมีความจำเป็นมากๆที่เราจะต้องแบ่งเงินไปให้พ่อแม่ใช้ด้วย แบ่งเงินให้เหมาะสมตามภาระค่าใช้จ่ายของเรา จากแผนที่การเงินก็จะรู้ว่าเรามีภาระค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง แบ่งให้พ่อแม่เท่าไหร่ที่ไม่ทำให้เราฝืดเคืองเกินไป

แต่ว่า!!

ทุกอย่างควรอยู่ด้วยความพอดี เพราะบางครอบครัวที่พ่อแม่ติดการพนันมากๆ เลิกไม่ได้ เราให้ไปเท่าไหร่ก็หายหมด บางครั้งติดหนี้ก้อนโตมาให้เราช่วยชดใช้อีกด้วย มันเป็นช่องโหว่ที่ทำให้เสียเงินอย่างมหาศาล มีทรัพย์สินอะไรก็หมดเกลี้ยง เราควรหันหน้ามาคุยกันจัดการกับเรื่องหนี้สินตรงนี้ก่อนนะจ๊ะ อ่านเจอเรื่องนี้ในกระทู้หนึ่งน่าจะเป็นตัวอย่างของหลายๆครอบครัวได้

“มนุษย์เงินเดือนจบใหม่" ควรแบ่งให้เงินให้พ่อแม่ยังไง

ที่มา : https://pantip.com/topic/33611401

ส่วนตัวมองว่าทางแก้ไขของเรื่องนี้ เช่น

  • ความกตัญญูกับเรื่องหนี้สินจากการพนันควรแยกออกจากกัน
  • เราอาจจะต้องใจแข็งและจำกัดความช่วยเหลือ ถ้าช่วยชดใช้หนี้สินไปแล้วไม่มีอะไรดีขึ้น ยังคงติดการพนันเหมือนเดิมก็อาจจะต้องปล่อยให้เขารับผิดชอบตัวเอง
  • หางานให้ทำจะได้ไม่ต้องมีเวลาว่างไปเล่นการพนัน

สรุปว่า…

เมื่อเราทำงานมีรายได้แล้วควรแบ่งเงินมาให้พ่อแม่ใช้ด้วยเพื่อเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยเปิดรับโอกาสใหม่ๆที่จะเข้ามาในอนาคต แต่ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของคำว่า “ความพอดี” ไม่ช่วยเหลือจนตัวเองเดือดร้อน เริ่มจากดูจากแผนที่การเงินของเราก่อนจากนั้นค่อยตัดสินใจว่าจะให้เงินพ่อแม่เท่าไหร่ ตอนนี้รู้รึยังว่าเราจะแบ่งเงินให้พ่อแม่เท่าไหร่จ๊ะ?

“มนุษย์เงินเดือนจบใหม่" ควรแบ่งเงินให้พ่อแม่ยังไง

ของฝากส่งท้าย…

เรื่องของหนุ่มนักออม “หยอดกระปุกออมสินมอบให้พ่อแม่”

วิธีง่ายๆแต่ได้ผลเกินคาด เรื่องนี้เป็นข่าวในช่วงต้นปี 60 หนุ่มบุรีรัมย์ชื่อ คุณประทีป อะวะรัมย์ มีอาชึพขายเสื้อผ้าในตลาดนัดและขายออนไลน์ หลังจากขายของเสร็จแล้วจะมาหยอดกระปุกออมสินวันละ 5-10% ของรายได้ แล้วเขาก็นำไปมอบให้พ่อกับแม่ในวันปีใหม่ต้นปี 2560 

ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=aZGnUcly-JU

ตอนแรกคิดว่าน่าจะได้ไม่กี่หมื่นบาท แต่พอทุบออกมานับแล้วถึงกับตกใจ ระยะเวลา 1 ปี มีเงิน 380,000 บาทให้พ่อแม่ แต่กว่าที่เขาจะมีวันนี้ได้ก็เจ็บปวดจากแชร์ลูกโซ่มาอย่างแสนสาหัส มีหนี้สินกว่า 1 ล้านบาท เขาพยายามหารายได้เพื่อมาชำระหนี้จนหมด

วิธีการใช้เงินของเขาก็น่าสนใจ คือ รายได้จากการขายก็แบ่งไว้เป็นเงินเดือนของตัวเอง 15,000 บาท แล้วไม่นำเงินของร้านมาใช้จ่ายฟุ่มเฟือยส่วนตัวเพราะกลัวหมุนเงินไม่ทัน

Jack Ma พร้อมขยายอาณาจักร Alipay วางแผนซื้อหุ้น Grab

เป็นเรื่องแล้วละสิ เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba ลั่นจะซื้อหุ้น Grab เป็นมูลค่ามากถึง 2 พันล้านเหรียญเพื่อเพิ่มช่องทางการแข่งขันกับ Tencent

ตามรายงานของ Bloomberg  แจ็ค หม่า อาจร่วมมือกับ Masayoshi Son SoftBank Group Corp ในการลงทุนรอบต่อไปที่กำลังจะเกิดขึ้น โดย SoftBank มีงบให้ประมาณพันล้านเหรียญ ซึ่งการซื้อหุ้นครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ Alibaba สำหรับการเริ่มต้นธุรกิจในสิงค์โปร์

การซื้อขายหุ้นครั้งนี้จะทำให้ Grab มี Power ในการแข่งขันกับ Uber และ Go-jek โดยเงินที่ Grab ได้จะถูกนำไปใช้อะไรต่อนั้นยังไม่มีข้อมูลยืนยัน แต่ที่แน่ ๆ จะช่วยให้ Grab อยู่ได้นานขึ้นในสงครามการแข่งขันครั้งนี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับ Go-Jek ที่เป็นผู้นำตลาดในอินโดนิเซีย

ในการฉลองครบรอบ 5 ปีของ Grab เมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา CEO/CO-Fouder ของ Grab ได้ประกาศว่ามีระบบการเรียก Grab ใหม่ในลาก้าต้าประเทศอินโดนิเชีย

New street-hailing system คือการที่ผู้โดยสารสามารถโบก GrabBike บนถนนและทำการจองรถตรงจุดนั้นได้เลยโดยไม่ต้องทำการจองรถก่อนเหมือนที่เป็นทำประจำ

นี่ก็แปลว่า Grab กำลังจะเป็นคู่แข่งกับ Tencent

รู้ๆกันอยู่ว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีในจีน Tencent และ Alibaba ได้แข่งขันกันหลากหลายธุรกิจอย่างเช่น WeChat vs Laiwang, Paipai vs Taobao และ Tenpay vs Alipay เป็นต้น

ถ้าหาก Alibaba ได้ Grab มาจะช่วยให้ แจ็ค หม่า ขยายอาณาจักรของ Alipay ได้กว้างขึ้นอย่างมาก (ที่ไหนมี Grab ที่นั้นมี Alipay ) ซึ่งตรงกับแผนที่จะให้ Alipay ทั่วถึงทั้งโลก และ Grab ก็เปรียบเสมือนตัวแทนในการแข่งขันกับ Tencent ผู้ลงทุนกับ Go-jek และ Didi

และในเดือนมิถุนายน 2016 Ant Finanoial ได้มีการเสนอแพตฟอร์ม Alipay ให้ Grab ในสิงคโปร์และไทย ไม่ใช่แค่นั้น Ant Finanoial ได้ยื่นข้อเสนอนี้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสหรัฐเพื่อควบคุมบริการ Fintech ทั่วโลก โดยมีเป้าหมายที่จะเข้าถึงลูกค้าได้ถึง 2 พันล้านคน ในปีพ. ศ. 2568

ดูเหมือนว่างานนี้ Grab ต้องแข่งขันทั้ง Go-Jek, Didi และ Uber ซึ่งเป็นที่น่าสนใจมากๆที่ว่า Grab จะไปในทิศทางไหนในเส้นทางธุรกิจนี้

sources :

http://www.asiaone.com/business/if-jack-ma-joins-upcoming-2b-grab-fundraising-how-grab-might-be-affected

http://www.todayonline.com/business/jack-ma-said-explore-joining-us15-billion-grab-fundraising

เทคโนโลยีช่วยชีวิตผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว ‘SensiVest’ เสื้อกั๊กตรวจของเหลวในปอด

จากข้อมูลของ The Ohio state university กว่าครึ่งของผู้ป่วยทั้งหมดที่เข้ามารักษาด้วยอาการหัวใจล้มเหลวนั้น ต้องกลับมาที่โรงพยาบาลภายในหกเดือน เนื่องจากมีของเหลวสะสมอยู่ในปอดของพวกเขา บริษัท Sensible Medical ของอิสราเอลไม่ต้องการให้มันมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก พวกเขาจึงทดลองหาวิธีแก้ไขด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า SensiVest และทำการทดลองแบบสุ่มในคลินิกของรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา

SensiVest เป็นอุปกรณ์หน้าตาคล้ายเสื้อกั๊กที่มีสายไฟเชื่อมต่อเข้ากับจอมอนิเตอร์ สิ่งที่ผู้ป่วยต้องทำคือสวมใส่มันประมาณ 90 นาทีต่อวัน

ระบบของ SensiVest นั้นอ้างอิงจากเทคโนโลยีทางการทหารเกี่ยวกับเรดาร์ที่ใช้มองผ่านกำแพง คลื่นวิทยุจะถูกปล่อยออกมาจากด้านหน้าของเสื้อกั๊ก ผ่านหน้าอกของผู้ป่วยเข้าสู่ตัวรับที่อยู่ด้านหลัง มันจะวิเคราะห์ลักษณะการกระจายของคลื่นและสามารถกะปริมาณของเหลวที่อยู่ในปอดได้

การเก็บข้อมูลในแต่ละวันถูกส่งเข้าไปในเซิฟเวอร์คลาวด์ที่ถูกเข้ารหัสไว้ มีเพียงแพทย์ประจำตัวเท่านั้นที่สามารถเข้าไปดูได้จากออฟฟิศของพวกเขา ซึ่งสามารถทำให้แพทย์เหล่านั้นสังเกตและแก้ปัญหาต่างๆได้อย่างทันท่วงทีเมื่อมีอาการใดๆเกิดขึ้น รวมไปถึงการเปลี่ยนวิธีรักษาให้เหมาะสมมากขึ้นด้วย

มันยังอยู่ในขั้นตอนการทดลองก็จริง แต่ผลการทดลองในช่วงที่ผ่านมาก็บอกถึงความสำเร็จไม่น้อยเมื่อมีการระบุว่าเสื้อกั๊กตัวนี้ช่วยลดการมาโรงพยาบาลซ้ำสองถึง 87 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว 

sources :

http://newatlas.com/sensivest-lung-fluid/50132/

https://wexnermedical.osu.edu/mediaroom/pressreleaselisting/smile-trial

http://sensible-medical.com/

ทางเลือกใหม่ในการลงทุนของคนกรุงกับการอยู่อาศัยในทำเลที่คุ้นเคย

สวัสดีครับเพื่อน ๆ กลับมาทักทายพร้อมกับฤดูฝนที่โปรยปรายลงมาทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ซึ่งก็จะต้องตามมาด้วยการจราจรที่ติดขัดอีกเช่นเคยนะครับ หวังว่าเพื่อน ๆ ชาวกรุงเทพทั้งหลายจะอดทนและมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกันบนถนนนะครับ

วันนี้เราจะขอฉีกแนวจากภาวะเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุนในตลาดการเงิน มาแนะนำทางเลือกในการออมเงินและการลงทุนที่น่าสนใจอีกทางหนึ่งกันครับ การลงทุนออมผ่านอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบคอนโดมิเนียมก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น โดยส่วนตัวนั้นผมเองเติบโตมากับย่านชานเมืองแถว ๆ สนามบิน ซึ่งถึงแม้ว่าจะคุ้นเคยกับการเดินทางเข้าเมืองไปทำงาน และไปเรียนอยู่แล้วนั้น แต่ในบางครั้งก็ยังอดไม่ได้ที่จะเหนื่อยหน่ายกับการเดินทางที่ใช้เวลานานมากกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้ในวันหนึ่ง ๆ หมดเวลาไปกับการเดินทาง

ครั้นจะย้ายเข้ามาอยู่คอนโดในเมืองเพื่อให้การเดินทางสะดวกมากขึ้นก็ยังมีความลังเลเพราะคุ้นชินกับทำเลที่เติบโตมาตั้งแต่เด็ก ประกอบกับต้องการอาศัยอยู่ใกล้ ๆ กับครอบครัว ทำให้แม้จะมีการลงทุนในคอนโดแต่ส่วนหนึ่งก็เพื่อเป็นการลงทุนเท่านั้น … จนการมาถึงของรถไฟฟ้าสายสีเขียว หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ทำให้เริ่มเห็นการเติบโตของคอนโดในย่านสะพานใหม่ และเป็นการเติบโตที่รวดเร็วมาก โดยใช้เวลาเพียงไม่นานก็จะพบว่ามีคอนโดเกิดขึ้นมากมายไล่ไปตั้งแต่อนุเสาวรีย์หลักสี่ยาวไปถึงช่วงสะพานใหม่ นอกจากนี้ระดับราคายังนับว่าน่าสนใจมาก โดยหลักจากการเข้าไปสอบถามพบว่าบางแห่งนั้นมีการจองเต็มอย่างรวดเร็วซึ่งผิดกับที่ผมคาดไว้มาก เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยรวมนั้นอาจจะต่ำกว่ากรุงเทพฯ ชั้นใน

และที่สะดุดตาผมจริง ๆ มีอยู่แห่งหนึ่งในช่วงนี้ ได้แก่ ไนท์บริดจ์ พหลโยธิน-อินเตอร์เชนจ์ (KnightsBridge Phaholyothin-Interchange) เนื่องจากเป็นคอนโดที่ติดกับทางขึ้นลงสถานีรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างเลย นอกจากนี้ตัวโครงการยังดูดีในราคาที่น่าสนใจ ทำให้ผมต้องรีบกลับไปทำการบ้านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเจ้าของโครงการ ทำให้ทราบว่าแท้จริงแล้วเจ้าของโครงการไม่ใช่ใครอื่น ๆ เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ชื่อคุ้นหูอยู่แล้ว ได้แก่ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI นั่นเอง และทำให้ทราบเพิ่มเติมอีกว่ายังมีอีก 3 แบรนด์หลักที่เป็นจุดขายของบริษัท ได้แก่ ไนท์บริดจ์ (KnightsBridge), นอตติ้ง ฮิลล์ (Notting Hill), และเคนซิงตัน (Kensington) … ชื่อเก๋มั้ยครับ เป็นธีม (theme) ชื่อสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินของประเทศอังกฤษเลย ทั้งหมดจะอยู่ภายใต้ราคาที่คนชานเมืองนั้นจับต้องได้ และไอเดียของการอยู่อาศัยในทำเลที่คุ้นเคย เชื่อว่ามีอีกหลายคนที่เป็นเหมือนผมคือไม่อยากที่จะย้ายเข้ามาอยู่ในเมือง ยังชอบอยู่บนทำเลที่เติบโตมามากกว่า

ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ออริจิ้นนั้นเพิ่งก่อตั้งมาเพียง 8 ปี ตั้งแต่ปี 2552 เริ่มจากการเปิดตัวโครงการเล็กๆเพียง 199 ล้านบาทในปี 2553 จนเติบโตมาเปิดโครงการกว่า 11,340 ล้านบาท ในปี 2559 ซึ่งหากนับจากเมื่อตอนเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อประมาณไตรมาส 4 ของปี 2558 จากผลประกอบการที่ 2,055 ล้าน ขึ้นมาเป็น 3,199 ล้านในปี 2559 และคาดการณ์ว่าสิ้นปีนี้เองจะขยับไปได้ถึง 6,000 ล้านบาท ซึ่งล่าสุดทางออริจิ้นเองเพิ่งได้ประกาศเข้าซื้อโครงการ Park24 จากกลุ่ม Proud Residence เพื่อเจาะตลาด Luxury Segment กลางใจเมือง เสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจ 

ซึ่งมีการคาดการเพิ่มเติมว่า มีโอกาสสร้างผลประกอบการ New High ได้ถึง 9,000 ล้านบาทเลยทีเดียว 

ทางเลือกใหม่ในการลงทุนของคนกรุงกับการอยู่อาศัยในทำเลที่คุ้นเคย

ซึ่งนับว่าเป็นการเติบโตที่ก้าวกระโดดมาก และกลยุทธ์การสร้างคอนโดมีเนียมในหลายระดับราคาตามแนวรถไฟฟ้ารอบนอก โดยเฉพาะส่วนต่อขยาย อ่อนนุช-แบร์ริ่ง เส้นสีเขียว หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต นั้นนับว่าตอบโจทย์คนกรุงชานเมืองได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียวครับ

นอกจากนี้บริษัทยังมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเจาะตลาดคอนโดมีเนียมในระดับ 1-3 ล้านบาท และพร้อมที่จะขยับขึ้นมาเป็นผู้แล่นแถวหน้าในทุกๆ ระดับราคาในอนาคต ทำให้เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นที่น่าจับตามองควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงข่ายการเดินทางในกรุงเทพ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาโครงการต่าง ๆ มาแล้วกว่า 35 โครงการ คิดเป็นมูลค่าทั้งหมดกว่า 30,000 ล้านบาท และหากนับกันในส่วนเฉพาะของตลาดคอนโดมีเนียม

ออริจิ้นมียอดขายล่วงหน้า (Presale) เป็นลำดับที่ 5 เป็นรองเพียงเฉพาะแบรนด์ใหญ่ ๆ (พฤกษา แสนสิริ อนันดา และศุภาลัย) ที่เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วเท่านั้น

ทางเลือกใหม่ในการลงทุนของคนกรุงกับการอยู่อาศัยในทำเลที่คุ้นเคย

รายได้ของบริษัทนั้นเติบโตแบบก้าวกระโดดเช่นกัน เนื่องจากโครงการต่าง ๆ ทีเปิดไปนั้นได้รับการตอบรับอย่างดีจากกลุ่มเป้าหมาย โดยรายได้เติบโตจาก 192.4 ล้านในปี 2555 เป็น 3,199 ล้าน ณ สิ้นปี 2559 หรือเติบโตกว่า 16.7 เท่าภายในระยะเวลา 5 ปี ในขณะที่ผลกำไรเพิ่มจาก 27.6 ล้านเป็น 637.6 ล้าน หรือกว่า 23 เท่าภายในระยะเวลาเดียวกัน โดยบริษัทมีกำไรขั้นต้น (Gross Profit) ถึง 45.3% สูงที่สุดเมื่อเทียบกับผู้พัฒนารายอื่น ๆ และยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอีกโดยคาดว่าในปี 2560 บริษัทจะสามารถสร้างรายได้มากถึง 6,000 ล้านบาท

โดยในส่วนของปี 2017 เร็ว ๆ นี้จะมีโครงการเพิ่มขึ้นมาอีก 4 โครงการได้แก่ 1. ไนท์บริดจ์ พหลโยธิน-อินเตอร์เชนจ์ (KnightsBridge Phaholyothin-Interchange) 2.นอตติ้ง ฮิลล์ สกายส์เครปเปอร์ ใกล้ ๆ เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์ (Notting Hill Skyscraper Central Rattanathibet) 3.นอตติ้ง ฮิลล์ สุขุมวิท 105 (Notting Hill Sukhumvit 105) เฟส 2 และ 4.เคนซิงตัน สุขุมวิท-เทพารักษ์ (Kensington Sukhumvit-Theparak) รวมมูลค่าทั้งหมดกว่า 8,400 ล้านบาท และยังมีโครงการอื่น ๆ ที่อาจเพิ่มเข้ามา โดยคาดว่าจะมีมูลค่าทั้งหมด 15,000 ล้านบาท ซึ่งจะเปิด VIP Presale พร้อมกันเลยครับ ในวันที่ 17 มิ.ย. นี้ ถ้าใครกำลังสนใจ ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ http:/Bmylifemyorigin.origin.co.th/register

ทางเลือกใหม่ในการลงทุนของคนกรุงกับการอยู่อาศัยในทำเลที่คุ้นเคย

หลักสำคัญที่ออริจิ้นยึดถือในการดำเนินธุรกิจได้แก่ หลัก “3R” คือ ถูกเวลา (“Right Time”) ถูกตำแหน่ง (“Right Position”) และถูกผลิตภัณฑ์ (“Right Products”) โดยถูกเว&#xE25

Netflix เปิดโอกาสให้คุณเป็นผู้เลือกตอนจบเองด้วยฟีเจอร์ใหม่ ‘Interactive shows’

กลายเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจที่ยอดฮิตในยุคนี้ กับ Netflix บริการดูหนังออนไลน์ชั้นนำจากสหรัฐอเมริกาที่เพิ่งเข้ามาให้บริการในไทยได้ไม่นาน ซึ่งภาพยนตร์ สารคดี การ์ตูนและซีรีส์ที่มีอยู่บนระบบนั้นก็ถือว่ามากและคุ้มค่าต่อการเสียเงินเพียงเดือนละไม่กี่ร้อยบาท

และล่าสุดตอนนี้ Netflix ก็เพิ่งเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ‘Interactive shows’ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมมีส่วนร่วมและสนุกไปกับการเป็นผู้ดำเนินเรื่องราว เป็นแนวเดียวกับ Gamebook ที่ใช้เค้าโครงจากการ์ตูนมาทำเป็นเกมและให้ผู้เล่นเป็นผู้ตัดสินใจเลือกเส้นทางให้กับตัวละคร โดยในแต่ละเส้นทางที่เลือกก็จะมีตอนจบที่แตกต่างกันออกไป

โดยสำหรับ Interactive show ในช่วงแรกนี้จะมีสองโชว์คือเจ้าแมวโจรสลัด Puss in Book: Trapped in an Epic Tale และ Buddy Thunderstruck: The Maybe Pile จะตามมาในวันที่ 14 กรกฎาคมนี้ โดยฟีเจอร์นี้จะเปิดให้ใช้ได้สำหรับระบบโทรทัศน์และ iOS 

“ผู้สร้างคอนเทนต์เองก็มีความต้องการที่จะลองสร้างเรื่องราวที่เล่าโดยไม่กำหนดเส้นเรื่องตายตัว เราเองจึงพยายามสานต่อไอเดียนี้เพื่อรองรับงานที่ยอดเยี่ยมของพวกเขา ถือว่าการร่วมมือครั้งนี้ระหว่างวิศวกรของเราในซิลิคอนวัลเลย์ และครีเอทีฟจากฮอลลีวูดกำลังจะเปิดโลกใหม่แห่งการรับชมสื่อบันเทิง”

Carla Fisher ผู้อำนวยการฝ่ายประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์

เธอกล่าวเสริมอีกว่า ณ ตอนนี้คงโฟกัสไปที่กลุ่มเด็กที่จะสามารถสนุกไปกับฟีเจอร์ใหม่นี้ เพราะจากผลวิจัยชี้ชัดว่าเด็กๆ คือกลุ่มที่มีแนวโน้มมากที่สุดกับการได้มีปฏิสัมพันธ์กับบนหน้าจอทัชสกรีน

“รายการสำหรับเด็กนั้นเหมาะกับการเป็นที่ทดลองฟีเจอร์นี้ เพราะพวกเขานั้นกระตือรือร้นกับการได้เล่นอะไรๆ ที่สนุกกับตัวละครที่พวกเขาชื่นชอบจากการ์ตูนเรื่องโปรดอยู่แล้ว ก็คงขึ้นอยู่กับผู้สร้างคอนเทนต์แล้วว่าจะนำฟีเจอร์นี้ของเราไปสร้างเรื่องราวและวิธีเล่าแบบใหม่ๆ ได้อย่างไร”

คาดว่าหลังจากที่น้องๆ หนูๆ ได้สนุกไปกับการผจญภัยพร้อมกับตัวการ์ตูนแล้ว เราอาจจะได้เห็นภาพยนตร์หรือซีรีส์ที่เปิดโอกาสให้วัยรุ่นและผู้ใหญ่ได้สนุกกับการที่เราเป็นผู้ควบคุมตัวละครหรือแม้แต่เลือกจุดจบให้กับเรื่องราวได้อย่างที่ต้องการ

sources :

thenextweb.com/apps/2017/06/20/netflix-interactive-show-viewer-story/#.tnw_6qk3cKdm

https://www.netflix.com

Amazon ซื้อกิจการ Whole Foods Market ดีลระดับยักษ์ที่สะเทือนวงการช็อปปิ้ง

จัดว่าเป็นดีลช็อกโลกครั้งสำคัญสำหรับการซื้อกิจการ Whole Foods Market ห้างขายปลีกของสดเกรดดีเจ้าใหญ่ของสหรัฐอเมริกา โดยเจฟฟ์ โบโซส์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Amazon เมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา ด้วยตัวเลขมหาศาลประมาณ 465,000 ล้านบาท ซึ่งนอกจากจะทำให้มูลค่าหุ้นของ Amazon ถีบตัวขึ้นมาอีก 3.5 % บวกกับมูลค่าของบริษัทเพิ่มขึ้นมาเป็น 84,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้วนั้น ก็ยังน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้การจับจ่ายซื้อของบริโภคอุปโภคเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดที่สุด

การได้มาซึ่งกิจการของ Whole Foods Market ก็เท่ากับว่า Amazon ได้หน้าร้าน และคลังสินค้าขนาดใหญ่ และเมื่อนำมารวมกับความสามารถและเชี่ยวชาญในการจัดส่งของ เทคโนโลยี และข้อมูลลูกค้านับล้าน ก็คงทำให้ห้างร้านขายปลีกในอเมริกาแบบเดิมๆ ที่ยังต้องใช้แคชเชียร์ในการเก็บเงินทีละคนต้องหนาวๆ ร้อนๆ กันบ้างและยังไม่นับ AmazonFresh อีกหนึ่งกองทัพที่ให้บริการในเรื่องการจัดส่งอาหารสดที่จะแข็งแกร่งขึ้นเพราะมี Whole Foods Market เป็นสต็อกของสดที่มีสาขากว่า 400 สาขาทั่วสหรัฐฯ หมดห่วงเรื่องคุณภาพอาหารและความสดใหม่

อันที่จริงๆ ก่อนหน้านี้ Amazon ก็เริ่มทำ Amazon go ร้านค้าสะดวกซื้อนำร่องที่พยายามทำให้คนใช้เวลาในการจับจ่ายใช้สอยน้อยที่สุด คุณแค่ใช้แอพลิเคชัน เดินเข้ามาในร้าน หยิบของ แล้วก็กลับบ้านได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาในการต่อคิวหรือแม้แต่จะควักเงินในกระเป๋าด้วยซ้ำ

ซึ่งทาง Amazon ก็จะยังคงให้ CEO ของ Whole Foods Market เป็นผู้บริหารงานต่อไป พร้อมกับยังยืนยันว่าจะยังไม่ยกเลิกระบบแคชเชียร์ แต่ถ้าดูจากในคลิปข้างบนแล้ว ก็ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็นระบบที่ว่าในอีกไม่ช้า ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงเมื่อไหร่ คนที่ได้รับผลกระทบก็คือลูกจ้างที่ค่าจ้างอาจจะแพงกว่าเทคโนโลยีที่ทำได้มากกว่าในประสิทธิภาพที่เชื่อถือได้

ดีลช็อกโลกกับ 3 สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับการช็อปปิ้ง

1. การจับจ่ายใช้สอยสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางออนไลน์จะสูงขึ้น

คนอเมริกาเกือบ 1 ใน 4 คุ้นเคยกับการซื้อของเข้าบ้านผ่านอินเตอร์เน็ตอยู่แล้ว และยิ่งเวลาผ่านไป แนวโน้มก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเทคโนโลยีที่พร้อมสรรพ และวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากเสียเวลาไปกับการเดินทางและรอคิว แน่นอนว่าการเกิดขึ้นของดีลนี้ก็จะยิ่งเร่งปฏิกิริยาให้เกิดเร็วขึ้นไปอีก

2. ประสบการณ์ใหม่ๆ ในการช็อปปิ้ง

จริงอยู่ว่าการซื้อของออนไลน์ช่วยประหยัดเวลา ประหยัดค่าเดินทาง แต่อย่างไรก็ดีห้างร้านก็ยังต้องการให้คนเข้ามาที่ร้านอยู่ดี เพื่อพบกับบรรยากาศและสิ่งเย้ายวนต่างๆ ที่จะทำให้ลูกค้ามีโอกาสซื้อมากขึ้นกว่าที่ต้องการ ทำให้การรวมตัวของทั้งสองแบรนด์นั้นเป็นตัวส่งเสริมกันและกัน เพราะฝ่ายหนึ่งก็มีบรรยากาศของการช็อปปิ้ง อีกฝ่ายก็มีเทคโนโลยีที่จะขจัดบรรยากาศที่ไม่ดีออกไป

3. คุณไม่สามารถแอบซื้ออะไรได้อีก

ด้วยเทคโนโลยีที่ Amazon มีและอาจจะเสริมเข้าไปในระบบของ Whole Foods Market ทำให้พวกเขาสามารถรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับการช็อปปิ้งของคุณ ซื้ออะไร ซื้อเมื่อไหร่ คุณมองสินค้ายี่ห้อไหนมากกว่ากัน คุณใช้เวลาในการตัดสินใจเลือกแค่ไหน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้นี่เองที่จะทำให้พวกเขาสามารถวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดได้เฉียบขาดมากขึ้น และอาจใช้เป็นข้อมูลสำหรับขายแบรนด์สินค้าอีกต่อหนึ่งด้วย

แม้ว่าผลกระทบนี้คงยังไม่เกิดขึ้นในไทยเร็วๆ นี้ แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนถึงฝั่งเจ้าของกิจการร้านค้าปลีกรวมถึงลูกค้าแบบเราๆ ที่ต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง

sources :

http://www.marketwatch.com/story/5-ways-the-amazon-whole-foods-deal-could-change-the-way-we-shop-2017-06-17
http://www.businessinsider.com/amazon-buying-acquiring-whole-foods-for-42-a-share-2017-6
https://www.forbes.com/sites/panosmourdoukoutas/2017/06/18/amazon-whole-foods-deal-is-bad-news-for-store-cashiers-and-the-fight-for-15-minimum-wage/#7f1a06f57513
https://www.facebook.com/WholeFoods/

Internet of Things (IoT)…เทคโนโลยีทุกตารางนิ้วของคนในอนาคต

จากการสำรวจของ Business Insider คาดว่าอุปกรณ์มากกว่า 2 หมื่น 4 พันล้านชิ้นที่ต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ตจะถูกกระจายไปทั่วโลกในปี 2020 นั่นเทียบเท่ากับมนุษย์หนึ่งคนบนโลกจะมีอุปกรณ์อย่างน้อย 4 ชิ้นบนตัว แน่นอนว่ามันแทบจะเปลี่ยนโลกของเราได้อย่างถาวรเลยทีเดียว

IoT หรือที่เรารู้จักกันในชื่อของ Internet of Things เป็นสิ่งที่เชื่อมต่อโลกของมนุษย์เราเข้ากับโลกดิจิตอลที่เต็มไปด้วยข้อมูล คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน สมาร์ทวอทซ์ แทปเล็ต หรืออุปกรณ์สวมใส่อื่นๆที่เชื่อมเข้ากับอินเทอร์เน็ตล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ IoT นั่นเป็นสิ่งที่พวกเราน่าจะรู้อยู่แล้ว…ปัจจุบันมันเริ่มจะรวมไปถึงเครื่องตรวจจับควัน อุปกรณ์ตั้งอุณหภูมิ โลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างช้าๆทั้งการขนส่ง การทำงาน และการเข้าสังคม รู้ตัวอีกทีมันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเราไปแล้ว

ทำไม IoT ถึงเติบโตได้ขนาดนี้?…นั่นอาจจะเป็นคำถามจากใครหลายๆคน แต่หากมองดูดีๆแล้วเรื่องนี้อาจจะเป็นสิ่งที่อธิบายด้วยหลักการง่ายๆก็ได้ การแผ่ขยายของอินเทอร์เน็ตคือหนึ่งปัจจัยหลัก จากที่เคยเป็นสิ่งเข้าถึงยาก แต่ในปัจจุบันมันแทบจะครอบคลุมทุกพื้นที่ไปแล้ว

อีกหนึ่งปัจจัยคือการพัฒนาของเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือ การที่มันแพร่กระจายอย่างรวดเร็วหมายถึงราคาที่ต่ำลงและการพัฒนาที่เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัวเพื่อความอยู่รอด

จนถึงตอนนี้ การลงทุนมหาศาลยังคงเข้าสู่ตลาด IoT โดยเฉพาะเมื่อภาครัฐและบริษัทต่างๆตระหนักเกี่ยวกับความสำคัญของมัน รัฐบาลสหรัฐลงทุนเงินราว 8.8 พันล้านในปี 2015 ซึ่งมากกว่าเดิม 1.1 ล้านจากปีก่อนหน้านั้น ในเวลาเดียวกันราคาของอุปกรณ์รับสัญญาณที่เป็นส่วนสำคัญก็ลดลงเรื่อยๆ นั่นหมายความว่าคนจะยิ่งเข้าถึงมันได้มากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน

แน่นอนว่าจากการเติบโตแบบรวดเร็วนี้ ความปลอดภัยย่อมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะยิ่งคนเข้าถึงมันได้มากเท่าไหร่ยิ่งหมายถึงอัตราความเสี่ยงที่เพิ่มพูนขึ้นเท่านั้น เกมบางเกมได้สร้างโลกที่ทำให้ตัวเอกสามารถแฮคทุกอย่างได้ในเพียงอึดใจ และในเวลาอันใกล้มันอาจจะมีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นจริงๆ วิธีที่ดีที่สุดสำหรับการรับความเสี่ยงนี้คือการเตรียมตัวเองให้พร้อมกับโลกและเทคโนโลยีที่กำลังมาถึง ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ตาม 

source :

https://futurism.com/by-2020-there-will- be-4-devices-for- every-human- on-earth/

เคล็ดลับการลดหย่อนภาษีง่ายๆ ด้วยประกันชีวิต

สวัสดีคร้าบบบ กลับมาอีกครั้งกับบทความเทคนิควิธีวางแผนภาษีก่อนถึงสิ้นปีกันอีกครั้งหนึ่งครับ โดยบทความในตอนนี้เป็นบทความที่เขียนเพื่อตอบคำถามที่เพื่อนๆพี่ๆน้องๆมีข้อสงสัยมากที่สุดในช่วงนี้ นั่นคือเรื่องราวของการ “วิธีการวางแผนภาษีด้วยประกันชีวิต” นั่นเองครับ ซึ่งวันนี้ผมจะมาเผยแพร่เคล็ดลับง่ายๆในการลดหย่อนภาษีด้วยประกันชีวิตให้ฟังกันครับ

ก่อนที่จะเข้าเรื่องเคล็ดลับต่างๆนั้น เรามาทบทวนเงื่อนไขกันเต็มสูตรอีกสักทีกันดีกว่าครับว่าการลดหย่อนภาษีด้วยประกันชีวิตนั้นมันมีอะไรบ้าง โดยแยกออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประกันชีวิต (แบบทั่วไป) และ ประกันชีวิต (แบบบำนาญ)

สำหรับประกันชีวิต (แบบทั่วไป) สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้รวมทั้งสิ้นจำนวน 100,000 บาท ตามจำนวนที่จ่ายจริง โดยส่วนแรกสามารถหักได้ 10,000 บาท สำหรับส่วนที่เกิน 10,000 บาทนั้นหักได้ไม่เกินเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย แต่ไม่เกิน 90,000 บาท โดยมีเงื่อนไขดังนี้ครับ

  • กรมธรรม์ประกันชีวิตมีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
  • ต้องทำกับบริษัทรับประกันภัยที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในประเทศไทย
  • ถ้ามีการจ่ายเงินคืนเงินปันผลหรือผลตอบแทนระหว่างสัญญา จะต้องมีเงื่อนไขดังนี้

o   กรณีได้รับเงิน  คืนทุกปี ยอดเงินคืนนั้นต้องไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันชีวิตรายปี

o   กรณีได้รับเงินคืนตามช่วงระยะเวลา เช่น 2 ปี 3 ปี 5 ปี ยอดเงินคืนจะต้องไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันชีวิตสะสมของแต่ละช่วงระยะเวลา

o   กรณีอื่นๆ ผลรวมของเงินคืนตั้งแต่ปีแรกถึงปีที่มีการจ่ายเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนคืนต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันสะสมในช่วงนั้นๆ

ส่วนอีกประเภทหนึ่งคือ เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ซึ่งกำหนดเงื่อนไขการลดหย่อนไว้ดังนี้ครับ

  • ลดหย่อนได้สูงสุด 15% ของเงินได้เป็นจำนวนสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
  • เมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน และเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพแล้ว (RMF) ต้องไม่เกิน 500,000 บาท โดยมีเงื่อนไขดังนี้

o   เป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญมีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป

o   ต้องเอาประกันไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในไทย

o   มีการกำหนดการจ่ายผลประโยชน์เป็นรายงวดอย่างสม่ำเสมอ จะจ่ายเท่ากันทุกงวดหรือจ่ายในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการเอาประกันก็ได้

o   มีการกำหนดช่วงอายุของการจ่ายผลประโยชน์เมื่อผู้มีเงินได้มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ถึงอายุ 85 ปี หรือกว่านั้น

o   ต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยครบถ้วนแล้ว ก่อนได้รับผลประโยชน์

ทั้งหมดนี้คือเงื่อนไขในการลดหย่อนภาษีด้วยประกันชีวิตที่เราทุกคนควรทราบครับ และอย่าลืมตรวจสอบเงื่อนไขเหล่านี้ให้ถูกต้องก่อนที่จะตัดสินใจซื้อประกันชีวิตด้วยนะครับ เอาล่ะครับ ทีนี้เรามาดูกันต่อครับว่า เคล็ดลับ 3 ข้อที่จะเลือกประกันให้เหมาะกับชีวิตคุณนั้นมีอะไรบ้างครับ

  • ตรวจสอบความต้องการของตัวเองเสียก่อน ข้อแรกที่ผมอยากจะย้ำในการตรวจสอบก่อนที่จะซื้อประกันชีวิตนั้น ไม่ใช่สิทธิในการลดหย่อนภาษี แต่เป็นสิทธิประโยชน์ที่เราต้องการจากประกันชีวิตครับ โดยถามคำถามตัวเองสั้นๆก่อนว่า “ต้องการป้องกันความเสี่ยง” หรือเปล่าก่อน ถ้าหากคำตอบคือ “ใช่” ที่นี้เราค่อยไปต่อกับข้อต่อๆไปครับ แต่ถ้าคำตอบคือไม่ใช่แล้วล่ะก็ ผมขอให้หยุดไว้ตรงนี้ก่อนเลยครับ
  • เลือกประกันชีวิตให้เหมาะสมกับ ความสามารถ ในการจ่ายชำระ เรื่องต่อมาหลังจากการตัดสินใจทำประกันชีวิตเพื่อป้องกันความเสี่ยง สิ่งที่ต้องตามมาคือ เราต้องมาสำรวจตัวเองก่อนครับว่า เรามีความสามารถในการจ่ายเบี้ยประกันชีวิตได้ครบถ้วนไหม ไม่ใช่จ่ายๆไปแล้วต้องมาเวนคืนกรมธรรม์ในอนาคต แบบนี้อาจจะมีปัญหาในเรื่องขาดทุนจากการเวนคืน และต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมอีกด้วยครับ

ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าหากเรารู้ว่ารายได้เราไม่แน่นอน และไม่แน่ใจว่าปีหน้าจะสามารถจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตได้ หรือไม่ เราอาจจะเลือกประกันชีวิตที่จ่ายเบี้ยเพียงครั้งเดียว แต่ได้รับสิทธิคุ้มครองยาวนานถึง 10 ปีตามอายุกรมธรรม์ (ในกรณีที่ต้องการออมเงิน และต้องการผลประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติม) แบบนี้ก็จะเป็นทางเลือกที่สะดวกและคล่องตัวกว่าครับ แต่ถ้าในกรณีที่เรามีความสามารถในการจ่ายชำระและมีกระแสเงินสดที่เข้ามาโดยตลอดแล้วล่ะก็ กรณีนี้ก็จะสามารถเลือกกรมธรรม์ที่มีการจ่ายเบี้ยระยะสั้นแบบนี้ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง หรือถ้าหากเราต้องการประกันชีวิตแบบบำนาญ เพื่อวางแผนเกษียณของเราไปในตัวพร้อมๆ กัน อันนี้ก็คงต้องหันไปหาประกันชีวิตแบบบำนาญที่มีเงื่อนไขตรงตามที่เราต้องการแทนครับ

  • ตรวจสอบเงื่อนไขทางภาษีให้ถูกต้อง เพื่อลดปัญหาในภายหลัง สำหรับแนวทางข้อสุดท้ายนั้น จะเป็นเรื่องท้ายสุดที่เราต้องให้ความสำคัญก่อนจะตัดสินใจซื้อประกันชีวิตครับ โดยผมขอสรุปเงื่อนไขสั้นๆที่ควรรู้มาให้อีกทีหนึ่งในข้อนี้ละกันนะครับ

1) ประกัน “ชีวิต” เท่านั้นที่ลดหย่อนภาษีได้

2) ประกัน “ชีวิต” ไม่สามารถลดหย่อนเกินกว่า “เงินได้” ที่เรามี เช่น กรณีที่เรามีเงินได้ต่อปี 80,000 บาท แต่เราซื้อประกันชีวิตไว้ 100,000 บาท แบบนี้ก็จะสามารถใช้สิทธิได้แค่ 80,000 บาทเท่านั้นครับ และสิทธิส่วนเกินนั้นก็ไม่สามารถโอนให้ผู้อื่น เช่น สามีหรือภรรยา ใช้แทนได้ครับ

3) สิทธิในการลดหย่อนภาษีสำหรับประกันชีวิตแบบบำนาญสูงสุด 300,000 บาท นั่นหมายความว่า ในกรณีทีเรามีรายได้มากกว่า 1,333,333 บาท ซึ่งเป็นสิทธิสูงสุดในการซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญสูงสุดได้จำนวน 200,000 บาท แต่เราสามารถนำสิทธิ 100,000

กองทุนที่น่าสนใจในเดือน ก.ค. 2557

จากกองทุนที่เปิดใหม่ในช่วงนี้ จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกองทุนตราสารหนี้แบบเปิดที่กำหนดระยะเวลาซะเป็นส่วนใหญ่ครับ

*ขอบคุณข้อมูลกองทุนเปิดใหม่ (IPO) จาก หลักทรัพย์ ฟิลลิป(ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน)นะครับ

แต่จะมีกองทุนเปิดอยู่  1 กองทุนที่น่าสนใจ คือ กองทุน กองทุนเปิดกรุงศรีโกลบอลเฮลธ์แคร์อิควิตีปั้นผล
(Krungsri Global Healthcare Equity Dividend Fund) (ชื่อย่อ: KF-HEALTHD)

ซึ่งที่ผมว่ากองทุนนี้เป็นกองทุนที่น่าสนใจนั้น
เนื่องจากในยุคนี้ที่เป็นยุคของการดูแลสุขภาพ และเป็นยุคที่ทุกประเทศทั่วโลกนั้น
เริ่มเป็นสังคมผู้สูงอายุกันเกือบหมดแล้วครับ

และปัจจัยบวกที่ดีของกองทุนต่างประเทศตอนนี้คือ เศรษฐกิจและตลาดหุ้นของโลกที่ดีขึ้นครับ และความต้องการของผลิตภัณฑ์การแพทย์ที่เพิ่มมากขึ้น

เพราะจะเห็นได้ว่ารัฐบาลแต่ละประเทศให้ความสำคัญมาก ๆ กับเรื่องสุขภาพครับ ดังนั้นในช่วงปีที่ผ่านมากองทุนประเภทนี้จะทำผลตอบแทนได้ดี

และผมคาดการณ์ว่าน่าจะดีขึ้นไปได้อีกครับ เนื่องจากสภาพสังคมในปัจจุบันที่โรคร้ายต่าง ๆ มีให้เห็นมากขึ้นด้วย

แต่กองทุนเหล่านี้ก็ต้องระวังเรื่องความเสี่ยงต่าง ๆ ครับ เช่น ลิขสิทธิ์ยา เนื่องจากยาบางตัวที่ออกมาใหม่ จะมีลิขสิทธิ์ครับ ถ้ากองทุนได้เลือกหุ้นที่ดี และประจวบเหมาะกับเป็นบริษัทยาที่มีลิขสิทธิ์ในการผลิตยาอยู่ละก็ ผลตอบแทนก็จะมีแนวโน้มดีมากครับ แต่ในทางกลับกัน ถ้าเลือกไม่ดีละก็ อันนี้จะมีผลต่อผลตอบแทนที่ได้ในทางลบเช่นกันครับ หรือ ยาที่มีลิขสิทธิ์ แต่กำลังจะหมดอายุของลิขสิทธิ์ลง ก็อาจจะมีผลทำให้บริษัทอื่น ๆ สามารถผลิตออกมาได้เหมือนกันครับ

และความเสี่ยงเรื่องของ การต่อรองราคาในระบบประกันสุขภาพและสาธารณสุขก็จะมีผลเช่นกัน ซึ่งคล้าย ๆ กับบ้านเราในตอนนี้ครับ คือบริษัทจะขายยาให้กับโรงพยาบาลรัฐได้จะต้องมียาอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ถึงจะได้สิทธิ์ในการเบิกจ่ายก่อน ส่วนยาอื่น ๆ อาจจะต้องคิว หรือ แพทย์เป็นผู้เลือกใช้เองครับ อันนี้ก็จะมีผลกระทบต่อหุ้นบริษัทยาที่ไม่สามารถขายยาเข้าไปที่โรงพยาบาลของรัฐได้ครับ

คราวนี้เรามาดู กองทุนที่ไปลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวกับ healthcare ในต่างประเทศ

ซึ่งในประเทศไทยเรามีอยู่ไม่กี่กองทุนครับ เช่น

กองทุน B-CARE ของ บัวหลวง 

กองทุน PHATRA GHC ของ ภัทร

และกองทุนที่กำลังจะเปิดใหม่ KF-HEALTHD ของ กรุงศรีนั่นเองครับ

ซึ่งกองทุนแต่ละกองทุนก็มีข้อแตกต่างกันไปครับ

เช่น กองทุนของบัวหลวงไม่ได้มีการปันผล ส่วนกองทุน ของภัทร และ กรุงศรีนั้นจะมีเงินปันผลด้วยครับ และข้อแตกต่างของกองทุนปันผลและ ไม่ปันผลนั้นผมได้เขียนไว้ในบทความคราวก่อนแล้วครับ กดที่นี่ ลองเปรียบเทียบกันได้ครับ ว่าชอบแบบไหนครับ

ส่วนผลการดำเนินงานนั้น ผมได้หามาคราว ๆ แล้วจากกองทุนแม่ หรือ Master Fund ที่กองทุนเหล่านี้ได้ไปลงทุนด้วยครับ ( Feeder Fund )ท่านไหนงง ว่ากองทุนแม่ หรือ Master Fund คืออะไร กดที่นี่ครับ

หุ้นที่กองทุนไปลงทุนด้วยนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นกองทุนที่เกี่ยวกับบริษัทที่ผลิตยาเสียเป็นส่วนใหญ่ และ ก็เป็นพวก Biotechnology ครับ

จากกราฟจะเห็นได้ว่า กองทุน Master Fund ของ B-CARE ( บัวหลวง )

และ กองทุน Master Fund ของ  KF-HEALTHD  (กรุงศรี) ทั้ง 2 กองทุนนี้ ให้ผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกันครับ เรียกได้ว่าน่าสนใจทั้งคู่เลยครับ

ส่วนกองทุน B-CARE ของ บัวหลวง  กับ กองทุน PHATRA GHC ของ ภัทร

ก็ให้ผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกันเช่นกันครับ
(อย่าตกใจนะครับ ที่ NAV ของ PHATRA GHC ตกวูบไป นั่นเป็นเพราะว่าจ่ายเงินปันผลครับ)

แต่บทความนี้ผมไม่ได้จะผ่ากองทุนให้ดูนะครับ 55+ เพียงแค่จะแนะนำกองทุนใหม่ ๆ ให้ได้รู้จักกันครับ

แต่ไม่ต้องเสียดายครับ เดี๋ยวคราวหน้าที่เราพบกัน ผมจะเปรียบเทียบไอ้เจ้า 3 กองทุนนี้ให้แน่นอนครับ ^_^

ส่วนวันนี้ขอลาไปก่อนสวัสดีคร้าบบบ

4 กองทุนที่ควรมีไว้อวดสาว

4 กองทุนที่ควรมีไว้อวดสาว

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อน ๆ ที่ไม่ได้พบกันมานาน เนื่องจากเป็นเพื่อนกลุ่มผู้ชายล้วน เมื่อสบโอกาสจึงได้พูดคุยถึงเรื่อง จีบสาวกัน ว่าจะทำอย่างไรให้พวกเธอพอใจ สนใจ ซึ่งนอกจาก เรื่องการดูแลเทคแคร์ต่าง ๆ และอุปนิสัยที่จำเป็นในการพูดคุย ในที่สุดก็มาถึงเรื่องว่าเราต้องมีสินทรัพย์อะไรบ้างจึงเป็นที่ยอมรับของสาว ๆ เช่นรถยนต์ บ้าน คอนโด ฯลฯ

เพื่อน ๆ ผมก็เริ่มที่จะมีข้อคิดเห็นต่าง ๆ ที่ค่อนข้างจะฮาพอสมควร ทันใดนั้นเพื่อนคนนึงในกลุ่มก็หันมาหาผม แล้วถามว่า "เฮ้ย !! มีกองทุนอะไรบ้างวะ ที่เอาไว้อวดสาว ๆ ได้ ประมาณว่า บอกไปแล้วกรี๊ดเลย"

ดังนั้นจึงเป็นที่มาของบทความวันนี้ครับ เราจะมีดูกันหน่อยว่ามีกองทุนอะไรที่สาว ๆ เห็นแล้วจะกรี๊ด
บทความต่อไปนี้ เป็นเรื่องของชายหนุ่มนะครับ ท่านผู้อ่านที่เป็นสาว ๆ ห้ามอ่านนะครับ (ผมรู้ว่ายิ่งห้าม เหมือนยิ่งยุ 555+)
อยากรู้แล้วสินะครับ งั้นเรามาเริ่มกันเลย

1. กองทุนทองคำ

หลายคนคงเคยได้ยิน "มีเงินน่ะนับเป็นน้อง มีทองอะนับเป็นพี่" ซึ่งปัจจุบันหลายคนก็ยังคิดแบบนั้นอยู่ใช่ไหมครับ งั้นเรามารู้จักกองทุนทองคำกันก่อนเลยครับว่ามันเป็นอย่างไร

กองทุนทองคำก็คือกองทุนที่ไปลงทุนกับ ทองคำ(กำปั้นทุบดินสุด ๆ ) โดยกองทุนจะเอาเงินของพวกเราไปซื้อทองคำแท่งมาเก็บไว้ในตู้เชฟเลยครับ เรียกได้ว่าลงทุนกับทองคำแท่งจริง ๆ

กองทุนทองคำที่เราจะเจอได้นั้นมี 2 แบบครับ คือ
1.1 กองทุนที่ลงทุนผ่านกองทุน SPDR ซึ่งเป็นกองทุน ETF ที่ใหญ่ที่สุดในโลกครับ โดยจดทะเบียนอยู่ในตลาดสำคัญ 4 แห่งก็คือ 1 สหรัฐ 2 ญี่ปุ่น 3 ฮ่องกง และ 4 สิงคโปร์ครับ โดยกองทุนSPDR นี้จะซื้อทองคำมาเก็บไว้ในที่ปลอดภัย แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องราคาจากเวลาปิดของตลาดครับ ซึ่งอาจจะไม่ตรงกันได้ครับ เช่นกองทุนทองคำไทยส่วนใหญ่จะลงทุนกับกองทุน SPDR ที่สิงคโปร์ แต่เวลาปิดการซื้อขายของกองทุน อาจจะไม่ตรงกับที่สหรัฐ หรือ ญี่ปุ่นนั่นเองครับ ทำให้ราคาอาจจะผิดเพี๊ยนไปได้เหมือนกันครับ

1.2 กองทุนซื้อทองคำแท่งมาเก็บไว้ในเซฟเอง โดยไม่พึ่งราคาจากหน่วยกองทุน ETF  หรือกองทุนอื่น ๆ โดยข้อดีคือ กองทุนแบบนี้ไม่ต้องไปอ้างอิงราคาปิดจากกองทุนอื่นอีกทีซึ่งจะช่วยลดปัญหาของราคาที่เพี๊ยนไปของกองทุนในข้อแรก และมีรวดเร็วกว่าในการขายหน่วยลงทุน เพราะกองทุนก็แค่นำทองออกมาขายก็สามารถนำเงินมาจ่ายคืนให้กับนักลงทุนได้ทันทีอีกด้วย

ประเด็นที่น่าสนใจ คือทองคำไม่ได้มีดอกเบี้ยให้เรานะครับ อย่าลืมข้อนี้ไป เพราะทองคำเป็นตัวที่เก็บรักษามูลค่าของเงินมากกว่าที่จะเป็นตัวที่ทำผลตอบแทนและให้เงินปันผลนะครับ และอย่างที่ทราบกันครับ ว่าในระยะหลัง ๆ กองทุนทองคำทำผลตอบแทนได้ไม่ค่อยดีนักเนื่องจากว่า เราพึ่งได้ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจโลกกันมา ราคาทองคำที่เคยพุ่งอย่างมากเมื่อประมาณ 1-2 ปีก่อน จากการซื้อเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินที่อ่อนตัวของสหรัฐ ทำให้หลังจากที่เศรษฐกิจดีแล้วนั้น ราคาทองคำได้ปรับตัวลงมาอย่างรุนแรง ทำให้หลาย ๆ ท่านในตอนนี้ยังคงอยู่บนดอยทองใช่ไหมครับ (พูดแล้วเจ็บจิ๊ด) ดังนั้นเวลาบอกให้สาว ๆ ทราบว่าเรามีกองทุนทองคำอยู่ อย่าได้บอกเชียวนะครับ ว่าซื้อมาตอนไหน ไม่งั้นสาว ๆ ได้กรี๊ดกันแน่ 55+

2. กองทุนน้ำมัน

แค่ชื่อก็บอกแล้วใช่ไหมครับว่าดูเท่ห์ขนาดไหน ถ้าบอกสาว ๆ ไปว่าเป็นเจ้าของกองทุนน้ำมัน ผู้หญิงหลายคนอาจจะรู้สึกเหมือนคุณผู้ชายที่ถือกองทุนนี้เหมือนท่านชีคของตะวันออกกลางทีเดียวครับ 55+

แต่จริง ๆ แล้ว กองทุนน้ำมันในประเทศเราจะเป็นการลงทุนผ่านทางกองทุนต่างประเทศ(FIF) โดยที่กองทุนที่ได้รับความนิยมก็คือกองทุน DBO หรือ PowerShare DB oil Fund ซึ่งก็เป็นกองทุน ETF เช่นเดียวกับทองคำครับ และเนื่องจากว่าการซื้อน้ำมันมาเก็บไว้ในโกดังดูจะไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่ครับ ถ้ามันระเบิดขึ้นมาจะเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว ทำให้กองทุนน้ำมันนั้นต้องลงทุนผ่านสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ดังนั้นจุดสำคัญ กองทุนเหล่านี้ คือ เจ้าสัญญาล่วงหน้าที่ว่านี้ มีอายุของสัญญาเข้ามาเกี่ยวด้วย ประเด็นสำคัญโดยเฉพาะช่วงเวลาที่กองทุนต่อสัญญาใหม่นั้น อาจจะมีความเสี่ยงให้เราขาดทุนได้ครับ เพราะว่าราคาของน้ำมันในปัจจุบัน จะไม่เท่ากันกับของราคาสินทรัพย์ในกองทุนครับ ซึ่งบางครั้งเราเห็นว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกนั้นปรับตัวขึ้น แต่ไอ้เจ้ากองทุนน้ำมันนี้อาจจะยังไม่ปรับตัวขึ้นตามก็เป็นไปได้ครับ

ดังนั้นกองทุนน้ำมันเราจะไม่ค่อยซื้อเก็บไว้ระยะยาวหรอกนะครับ แต่เราจะเอาไว้เก็งกำไรระยะสั้นมากกว่าครับ (แต่อย่าบอกสาว ๆ นะครับ ว่าเราไม่ได้เป็นเจ้าของน้ำมันโดยตรง แถมยังมีโอกาสขาดทุนกองทุนอีก)

3. กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund)

กองทุนรวมอสังหา ฯ นี้ก็จะไปลงทุนกับ อสังหาริมทรัพย์ซึ่งจะมี 2 รูปแบบคือ

Freehold ที่เป็นกองทุนรวมที่ลงทุนด้วยการซื้อ และนำพื้นที่ หรืออาคารต่าง ๆ มาปล่อยให้เช่า และนำค่าเช่าเหล่านั้นมาจ่ายเป็นเงินปันผล ให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน ดังนั้น กองทุนรวมจึงมีสิทธิ์เป็นเจ้าของของอสังหาริมทรัพย์ครับ และเมื่อมีการยกเลิกกองทุนแล้ว ก็จะนำอสังหาริมทรัพย์ไปขาย เพื่อนำเงินมาเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้ลงทุน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วราคาที่ดิน ของอสังหาฯ ก็จะมีการเพิ่มสูงขึ้นครับ ยกเว้นบางพื้นที่

ดังนั้นการลงทุนในกองทุนเหล่านี้เราควรที่จะต้องไปดูให้เห็นกับตาด้วยนะครับ ว่าสถานที่ที่กองทุนจะไปซื้ออยู่ที่ไหนและ มีความเป็นไปได้อย่างไรบ้างที่กองทุนจะไม่สามารถจ่ายปันผลได้ ซึ่งผมเองก็เคยเข้าอบรมกับ คอร์สอสังหาริมทรัพย์มาบ้างครับ และอาจารย์ที่สอนได้ให้เคล็ดลับมา 3 ข้อครับ คือ 1. ทำเล 2. ทำเล และ 3. ทำเล ครับ(เสียไปหลายหมื่นได้มา 3 คำ) ถึงจะดูเป็นเรื่องตลก แต่เป็นเรื่องจริงและสำคัญมากที่สุดในการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เลยนะครับ

คราวนี้เรามาดูกองทุนรวมแบบเช่าอสังหาริมทรัพย์กันบ้างครับ หรือ Leasehold   เนื่องจากเป็นการเช่าจึง ไม่ได้มีความเป็นเจ้าของในอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนครับ (อยู่อย่างคนไม่มีสิทธิ์…ก็ผิดตั้งแต่วันที่เราเกิด….โอ้โห้ เพลงบอกอา&#xE2

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save