3 ความคิดจากอาการติด Facebook

ช่วงตอน 4 โมงเย็นนิดๆเรากำลังจะดู Facebook เพื่อตอบคอมเม้นท์แฟนเพจ สรุปว่าเปิดไม่ได้!!

ตอนแรกคิดว่าเน็ตมีปัญหา พอถามเพื่อนในไลท์ก็พบว่าหลายคนเป็นเหมือนกัน

จนมาพบทวีตอันนี้ก็ถึงบางอ้อ เข้าใจละว่าอะไรๆก็เกิดขึ้นได้

 

3 ความคิดจากอาการติด Facebook

 

 

จากเหตุการณ์ Facebook หายไปสักพักทำให้เราคิดได้ว่า….

 

คิดที่ 1 คือ คิดถึง

แฟนฉันหายไปไหน!!

แทบเดือดเลยตอนที่เห็นแท็กรูปแฟนยืนข้างสาวสวยที่ไหนไม่รู้ กำลังกดโหลดรูปดูว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน ทำอะไร อยู่กับใคร ไหนบอกว่าอยู่บ้านแต่เช็กอินที่ทะเลฟวะ กำลังจะรู้อยู่แล้วเชียว แต่อยู่ๆ Facebook ก็หายไปซะงั้น แม่ง….@$#*&^%$

Facebook จบแต่อารมณ์ไม่จบ!! ==> อาจจะต้องเครียกันต่อในโทรศัพท์

ชีวิตประจำวันทุกเช้าที่ลืมตาขึ้นมาก็จับมือถือเป็นอย่างแรก เปิดดูLine IG โน้นนี่นั่นไปเรื่องและส่วนใหญ่จะใช้เวลากับ Facebook มากที่สุด หลายคนจะใช้เวลากับ Facebook เพื่อติดตามข่าวความเคลื่อนไหวต่างๆของแฟน เพื่อน ดารา เศรษฐกิจ สังคม การเมือง การลงทุนและอีกสารพัดเรื่องที่เราอยากรู้ว่าแต่ละคนไปทำอะไรที่ไหนมาบ้าง อัพเดทข่าวเพื่อน ดูกิจกรรมของดารา ติดตามนโยบายเศรษฐกิจว่ามีอะไรออกมาบ้าง ปัจจัยอะไรที่ทำให้หุ้นขึ้นลง บางคนก็ติดตามความเคลื่อนไหวของแฟนหรือคนที่เราแอบชอบว่าไปทำอะไรมาบ้าง นี่แหละ ถ้าเราไม่มี Facebook เราก็ต้องตัดขาดกับเพื่อน ไม่รู้ความเคลื่อนไหวของคนอื่น แบบนี้ไม่เรียกว่า “คิดถึง” แล้วจะเรียกว่าอะไร T T

 

 

คิดที่ 2 คือ คิดงาน

วันนี้พอเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ทุกคนล้วนตื่นตระหนกตกใจและมัวแต่หาสาเหตุว่า เฮ้ย!! ปิดเพราะอะไร ทำไมหละ!!  มันเกิดอะไรขึ้น!! แทนที่จะใช้เวลาตรงนี้ไปทำงานต่อให้เสร็จกลับต้องเสียเวลางานเป็นเกือบชั่วโมงเพื่อหาสาเหตุ

หลายครั้งที่เรากำลังทำงานแล้วคิดว่าจะพักสายตากับ Facebook คิดว่าจะเปิดอ่านแป๊บเดียว แต่เล่นไปเล่นมาดูเวลาถึงกับตกใจ อ้าว!! นี่กำลังจะเลิกงานแล้วหรอ ยังทำงานไม่เสร็จเลย จากที่คิดว่าจะเล่นแป๊บเดียวก็เลยเถิดเป็นชั่วโมง ถ้าเราห่างกันสักพักกับ Facebook ได้ก็จะทำให้เรามีเวลาคิดงานมากขึ้น เพราะเราจะมีสมาธิทำงาน ตั้งใจจดจ่อกับงานก็ทำงานเสร็จ โย่ๆ

 

 

คิดที่ 3 คือ คิดใหม่

เราควรมีรายได้หลายทาง

เงินหลายล้านจะหายไปวับไปกับตา ถ้าฝากธุรกิจไว้กับที่ใดที่หนึ่งเพียงที่เดียว หลายธุรกิจที่ฝากความหวังไว้กับโลกออนไลน์เพียงอย่างเดียวอาจจะช้ำใจเพราะโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน จากข่าวที่เราเห็นคุณลี….. มาร้องเรียนเรื่องปิดเคเบิล เพราะทำให้เกิดความเสียหายทางธุรกิจ ทำให้รู้ว่า “เราควรมีรายได้หลายช่องทาง” ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ในสัดส่วนที่เหมาะสม ถ้าช่องทางใดหายไปก็จะมีรายได้อีกช่องทางหนึ่งมาทดแทน ในสภาวะที่เราไม่สามารถควบคุมอะไรได้จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์

5 ข้อเช็คตัวเอง คุณเป็น “แมงเม่าตัวน้อย” ในการซื้อขายหุ้นหรือเปล่า?

มีใครเป็นแมงเม่าในการลงทุนหุ้นบ้างไหมครับ เชื่อว่าหลายๆคนก็คงเคยเป็น บางคนก็เป็นอยู่และกำลังจะกลายเป็นเม่าที่แข็งแกร่งในอนาคต ผมลองสำรวจพฤติกรรมเล่นๆกับกลุ่มเพื่อนๆชาว Aommoney แล้วพบว่า ลักษณะเด่นๆของแมงเม่ามีดังนี้

1. ดีใจและตกใจกับทุกข่าวไม่ว่าจะข่าวดีหรือข่าวร้าย

มีข่าวดีข่าวร้านจะตื่นเต้นไปหมด ผีบอกอะไรก็จะเข้าไปหาข่าวเต็มไปหมดให้มั่นใจว่าสิ่งที่ได้ยินมาจะเป็นโอกาส ในทางตรงข้ามบางครั้งแค่ได้ยินข่าว เมื่อคืนดาวโจนส์โดนถล่ม 500 จุด เม่าจะเครียดมากและนอนไม่หลับจนกระทั่งถึงเช้ามาจะเปิดหน้าจอคอมจนตลาดเปิดแล้วดูว่าชีวิตจะเอาอย่างไร คิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะขายดีไหม จะซื้อซื้อดีไหม

2. ซื้อขายหุ้นตามอารมณ์ ใครว่ายังไงก็เอา

ในการลงทุนมันก็จะมีสาย VI สาย Technical แต่ เม่าก็มีสายของตัวเองนะ กลยุทธ์เม่า พอหุ้นขึ้นแล้วไม่เม่าซื้อ เม่าก็จะตกรถทันที แต่เมื่อคนซื้อจนเม่ามั่นใจแล้วเข้าไปซื้อหุ้นมันก็จะกลับทิศทันที เม่าชอบอยู่เป็นฝูงและก็อาจจะพบกับเซียนเม่า บอกหุ้นทีเม่าแห่กันซื้อ จนบางทีเราอาจจะเห็นหุ้นหลายๆตัวที่ฆาตกรรมเม่ายกรังอยู่บ่อยๆ

3. ซื้อแพงขายถูก ติดตัวแดงใน Port มีคติว่าไม่ขายไม่ขาดทุน

สังเกตได้บ่อยๆว่า หากเปิด Port บรรดาเม่าออกมาแล้วจะไม่ค่อยเห็นตัวเขียวๆ เห็นเขียวทีดีใจกันทั้งตำบล แบบว่าได้ 2% เลยน่ะเธอว์ แต่พอไปดูตัวแดง นี่ยิ่งกว่าอะไร -20% นี่ยังชิวๆ เอาเป็นว่ารอได้ เดี๋ยวมันก็รีบาว ไม่ขายไม่ขาดทุน บางทีนั่งรอมา 5-6 ปีก็ยังรอต่อไป ไม่ขายซะอย่างใครจะทำไม

4. ถามว่าบริษัททำอะไรยังไม่รู้เลย รู้แค่มีคนบอกว่าหุ้นจะวิ่ง

ตัวย่อแต่ละตัวที่เป็นสัญลักษณ์บริษัทเนี่ย สำหรับชาวเม่าแล้วอย่าได้สน บางทีซื้อหุ้นไปก็ไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร กิจการทำอะไร ขาดทุนอยู่ยังไม่รู้เล้ยยยย ใครบอกว่าหุ้นจะวิ่ง เจ้าจะเข้า ถามคำถามพวกนี้ดีกว่า เม่าจะรู้ดี แต่พอถึงเวลาแล้ววิ่งจริงไหม? อันนี้ก็ไม่รู้นะครัชชชชช

เอาหล่ะ ขำขันกันสนุกสนาน ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการลงทุน ปลอดการเป็นเม่านะครับ

ปล. คนใน Aommoney คนนึงก็เป็นเม่าอยู่บ่อยๆ

กฎเหล็ก 8 ข้อก่อนซื้อกองทุนรวม

ในวันนี้ผมขอพูดคุยเรื่อง พื้นฐานง่าย ๆ ในการเลือกซื้อกองทุนที่ดี

และสามารถทำให้เราไม่ต้องเดา หรือสุ่มเลือกกองทุนโดยไร้หลักเกณฑ์

และหวังว่ากองทุนนั้นจะทำผลกำไรให้เราซึ่งเป็นไปได้ยากมากครับ

กฎเหล็ก 8 ข้อต้องรู้ก่อนซื้อ กองทุน รวม

1. ต้องรู้ว่ากองทุนมีกี่ประเภท และความเสี่ยงของกองทุนประเภทนั้น ๆ ก่อนที่เราจะเข้าไปลงทุน

ข้อแรกก็ง่าย ๆ ครับ กองทุนที่เราเจอประจำมีอยู่ไม่กี่ประเภทได้แก่

กองทุนตลาดเงิน กองทุนตราสารหนี้ กองทุนผสม กองทุนหุ้น

ส่วนกองทุนในรูปแบบอื่น ๆ ผมจะอธิบายภายหลังนะครับ

แล้วทำไมต้องรู้จักประเภทกองทุนด้วย ?

เพราะกองทุนแต่ละแบบมีความเสี่ยงที่ไม่เหมือนกันเลยครับซึ่งถ้าความเสี่ยงมากขึ้น

แน่นอนว่า เราก็อยากได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นครับ

แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรละว่า เราจะได้ผลตอบแทนที่ต้องการ 

ดังนั้นเราไปดูต่อที่ข้อ 2 กัน

2. ต้องกระจายความเสี่ยง และจัดสัดส่วนการลงทุนในแต่ละกองทุนให้เหมาะสม

จากข้อที่ 1 พอท่านทราบว่าความเสี่ยงของแต่ละกองทุนเป็นอย่างไรแล้ว

เราก็สามารถจะกระจายความเสี่ยงเหล่านี้ได้ด้วยการลงทุนด้วยการจัดสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมครับ

ตอนนี้หลาย ๆ ท่านคงจะถามว่าควรที่จะลงทุนในกองทุนต่าง ๆ ด้วยสัดส่วนเป็นเท่าไหร่บ้างล่ะ ?

ซึ่งจริง ๆ เป็นวิธีที่ค่อนข้างยุ่งยากมากครับ

ต้องใช้ ทฤษฏีต่าง ๆ ทางการเงินกว่าจะออกมาเป็นสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลครับ

แต่ผมมีวิธีที่ง่าย ๆ ให้ท่านผู้อ่านลองเข้าไปที่ Website นี้ครับ

http://www.tsi-thailand.org/index.php?option=com_wrapper&Itemid=76

พอท่านทำแบบสอบถามเสร็จก็จะได้สัดส่วนการลงทุนแบบคราว ๆ ที่สามารถนำไปใช้ได้ทันทีครับ

3. อ่าน Fund Fact sheet เพื่อศึกษาวัตถุประสงค์ของการลงทุน นโยบายการลงทุน และไส้ในต่าง ๆ

ผมเชื่อว่าการอ่าน Fund fact sheet เป็นเรื่องที่หลาย ๆ คน ไม่ได้ทำกันก่อนการลงทุนครับ

อาจจะด้วยที่ไม่มีเวลา แต่ผมเชื่อว่าถ้าหากท่านมีเวลาในการอ่านบทความนี้

ท่านก็สามารถอ่าน Fund Fact Sheet ได้เช่นกันครับ

เพราะว่ามันมีความรายละเอียดที่น้อยกว่าบทความนี้เสียอีกครับ

และข้อดีของ Fund Fact Sheet คือจะช่วยให้เราทราบถึง นโยบายกองทุน ค่าธรรมเนียม และบางครั้งเราสามารถที่จะทราบถึงแนวคิดของผู้จัดการกองทุนได้เลยทีเดียวครับ

ซึ่งแน่นอนว่าต้องติดตามตอนต่อไปครับ ว่าวิธีการอ่าน Fund Fact Sheet เราต้องทำอย่างไรครับ

4. หากองทุนที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ มากกว่าผลตอบแทนสูงเพียงอย่างเดียว

แน่นอนว่า ถ้าให้ท่านผู้อ่านเลือกดู ระหว่างกองทุนที่ทำกำไรสูงสุด

แต่ทำได้แค่เพียง 1 ปี กับ กองทุนที่ทำกำไรได้ดี แต่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทุก ๆ ปีอย่างสม่ำเสมอแล้วละก็

ผมเชื่อว่า เกือบทุกคนคงเลือกกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอมากกว่า ใช่ไหมครับ

ซึ่งท่านสามารถที่จะติดตามผลตอบแทนได้เป็นรายวันกับ website นี้เลยครับ

thaimutualfundnews.com หรือ siamchart.com

ซึ่งผู้อ่านสามารถที่จะดู และเปรียบเทียบผลตอบแทนเบื้องต้นได้เองเลยครับ

5. ดูสภาพคล่องในการซื้อขายกองทุน

คำถามที่ผมมักจะเจอบ่อย ๆ เกี่ยวกับกองทุนก็คือ

กองทุนตราสารหนี้ ที่มีอายุ 6 เดือน หรือ 3 เดือน ให้ผลตอบแทน…% ดีไหมคะ/ครับ

ซึ่งผมบอกเลยกว่ากองทุนตราสารหนี้เหล่านี้ เป็นกองทุนที่น่าสนใจเกือบทั้งหมดครับ

เนื่องจากความเสี่ยงไม่มาก และก็ให้ผลตอบแทนที่ดี แต่ว่าข้อจำกัดของกองทุนเหล่านี้ก็คือ  “เวลา”

ซึ่งถ้าท่านผู้อ่านลงทุนไปแล้วจะไม่สามารถถอนออกมาใช้ได้ครับ

เพราะกองทุนเหล่านี้จะกำหนดให้ขายได้เฉพาะวันที่ครบกำหนดได้เท่านั้น

หรือเรียกอีกอย่างว่า “กองทุนปิด” ครับ 

ดังนั้นการเลือกกองทุนในรูปแบบนี้

ต้องระวังเรื่องสภาพคล่องในการใช้เงินของท่านผู้อ่านให้ดี มากกว่าดูเฉพาะผลตอบแทนนะครับ

6. ผู้จัดการกองทุน คนสำคัญ

อันนี้เป็นเรื่องหลักเลยครับที่นักลงทุนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้ข้อมูลซักเท่าไหร่

ว่าผู้จัดการกองทุนเป็นใคร อายุเท่าไหร่ และ เคยทำอะไรมาบ้าง บริหารกองทุนมากี่ปี

แต่จริง ๆ แล้วท่านสามารถโทรไปสอบถามที่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ได้เองเลยครับ

หรือ จริง ๆ แล้วใน Fund fact sheet ของกองทุนก็จะมีบอกไว้ครับ รวมถึงแนวคิด

หรือ คำแนะนำ ชี้แจงจากผู้จัดการกองทุนที่ทำให้พอจะทราบได้ว่าผู้จัดกองทุน

ท่านที่กำลังบริหารกองทุนในเราอยู่นั้นมีความคิดและประสบการณ์เช่นไร ครับ

7. ค่าธรรมเนียมในการจัดการ

อันนี้เป็นจุดสำคัญมากครับ เนื่องจากค่าธรรมเนียมนี้ จะมีผลค่อนข้างมากเลยละครับ

เพราะบางกองทุนที่มีการเก็บค่าธรรมเนียมที่แพง แต่ไม่สามารถทำผลตอบแทนได้เป็นดั่งที่คาด

นั้นก็หมายถึงนักลงทุนนั้นขาดทุนทางอ้อมนั่นเองครับ แต่ถ้า กองทุนไหนที่คิดค่าธรรมเนียมถูกแถมยังบริหารกองทุนได้ดี เราก็เหมือนได้กำไร 2 ต่อเลย ที่เดียวครับ

แต่ราคาแพง กับไม่แพงจะดูจากไหนกันละ อันนี้ต้องคุยกันต่อในคราวหน้าครับ (ผมจะได้มีงานทำ 555+)

แต่ถ้าท่านไหนอยากทราบจริง ๆ ส่งข้อความมาที่ คลินิกกองทุน : fanpage ได้เลยครับ ผมจะตอบให้ก่อน

8. ข้อจำกัดอื่น ๆ ของกองทุนแต่ละประเภท

เช่น กองทุนบางกองทุน จะมีการขายคืนหน่วยลงทุนแทนการ จ่ายเงินปันผล ครับ

ใครบอกคุณว่า “เงิน” ซื้อความรักไม่ได้?

ใครบอกคุณว่า "เงิน" ซื้อความรักไม่ได้?

 

ใครบอกคุณว่า "เงิน" ซื้อความรักไม่ได้?

 

 

หันไปทางไหนก็มีแต่คนบอกว่าเงินซื้อความรักไม่ได้ เพราะความรักเป็นเรื่องของความรู้สึกที่เงินซื้อไม่ได้ ใครจะเชื่ออย่างไรก็ช่าง แต่เราเชื่อว่า “เงินซื้อความรักได้” อย่างแน่นอน นั่นไงล่ะ!! กำลังมองว่าเราอยู่ในลัทธิบูชาเงินอยู่ล่ะซิ โน้วววว อย่ามองกันในแง่ร้ายแบบนั้น เรากำลังหมายถึงการ ”ใช้เงินซื้อความรักให้ตัวเองต่างหากล่ะจ๊ะ”

 

ความรักตัวเองนั้นไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่เป็นการกระทำที่ต้องดูแลเอาใจใส่ทั้งร่างกายและจิตใจให้มีสภาพสมบูรณ์พร้อมเผชิญหน้ากับเรื่องราวต่างๆที่จะผ่านเข้ามา เราไม่รู้หรอกว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในอนาคตบ้าง ดังนั้นเราควรเตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์ด้วยวิธีการ ดังนี้

 

  1. ใช้เงินซื้ออาหารที่มีประโยชน์
    เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบหมู่ ไม่ควรใช้เงินซื้อสิ่งที่ทำลายสุขภาพเข้าสู่ร่างกาย เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา เพราะนอกจากทำร้ายร่างกายแล้วยังต้องเสียเงินในกระเป๋าเป็นค่ารักษาพยาบาลอีกด้วย

  1. ใช้เงินซื้อสุขภาพ
    โดยการเข้าฟิตเนสหรือซื้ออุปกรณ์กีฬาเพื่อใช้ออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

  1. ใช้เงินซื้อความรู้
    โดยการซื้อหนังสืออ่านเพื่อเสริมสร้างความคิด พัฒนาตนเองให้ทันโลก ทันเหตุการณ์ ไม่หลงเชื่ออะไรง่ายๆ ตรวจสอบข้อมูลที่แท้จริงก่อนตัดสินใจว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่ออะไร

  1. ใช้เงินซื้อความมั่งคั่งในอนาคต
    โดยนำเงินไปลงทุนให้เติบโต มีใช้จ่ายเพียงพอในปัจจุบันจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต

 

ใครบอกคุณว่า "เงิน" ซื้อความรักไม่ได้?

 

 

 

VR กับ Esport ความท้าทายใหม่ของวงการเกม

VR หรือ Virtual Reality เป็นอีกเทคโนโลยีที่ปัจจุบันได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ในหลายๆปีที่ผ่านมาเราจะพบว่าอุปกรณ์รวมถึงซอฟท์แวร์เกี่ยวกับ VR ได้ถูกพัฒนาออกมาอย่างต่อเนื่องและมีความหลากหลายมากขึ้น และยังไม่มีทีท่าว่ากระแสนี้จะเบาลงแต่อย่างใด

งาน E3 (Electronic Entertainment Expo) ที่ผ่านมาก็เป็นอีกที่หนึ่ง ที่เราได้เห็นว่า VR ได้ก้าวเข้ามีบทบาทสำคัญทางด้านเทคโนโลยีด้านความบันเทิงโดยเฉพาะเกม และดูเหมือนว่ามันจะไม่หยุดแค่ด้านความบันเทิงเสียแล้ว เมื่อในส่วน Intel press conference ทาง Ru Weerasuriya Co-Founder และ CCO ของ Ready at Dawn ได้พูดถึงเกมใหม่ที่กำลังจะออกวางจำหน่ายในชื่อของ Lone Echo ในส่วนมัลติเพลย์เยอร์ที่ถูกเรียกว่า Echo Arena นั้นจะปล่อยให้โหลดฟรี

ในการนำเสนอครั้งนี้ Intel ได้ประกาศรายละเอียดของ VR Challenger League ซึ่งก็คือ Esport ที่โฟกัสเข้ามาในส่วนของ VR เกมนั่นเองและดูเหมือนว่าจะมีเกม สองเกมที่สามารถก้าวเข้าไปสู่การแข่งขันนั่นก็คือ The Unspoken จาก Insomniac และ Echo Arena จาก Ready at Dawn เกมที่ถูกคัดเลือกนั้นจะได้เป็นพระเอกในงานใหญ่ของ Intel คือ Intel Extreme Master ณ ประเทศโปแลนด์ในปี 2018

“พวกเราจะนำ VR เข้าสู่ Esport” ทาง Intel ได้กล่าวไว้ในงาน ก่อนจะอธิบายเกี่ยวกับกำแพงขนาดใหญ่ของ VR ในตอนนี้ ใจความใหญ่ๆเลยก็คือเกมที่มีปัจจุบันนั้นยังไม่คุ้มค่ามากพอสำหรับคนเล่น และยังมีฐานแฟนๆที่น้อยอยู่มากเลยทีเดียว

source :

https://uploadvr.com/intel-want-bring-vr-esports-challenger-league/

ตามหาคนหาย ด้วยเทคโนโลยีจำลองสภาพใบหน้าจากอายุ

ในต้นปีที่ผ่านมานั้น ดูเหมือนว่าไม่ว่าประเทศไหนๆแอพพลิเคชั่น FaceApp นั้น ก็ดูจะเป็นที่นิยมอยู่มากทีเดียว ด้วยเป็นแอพที่สามารถ่ายรูปและใส่ฟิลเตอร์ ทำให้คนในรูปนั้นดูแก่ขึ้น เด็กขึ้น แม้แต่สามารถแปลงเป็นเพศตรงข้ามได้ เพียงในเวลาไม่นานเราก็ได้เห็นรูปเซเลบต่างๆถูกอัพโหลดขึ้นไปทั่วโลกออนไลน์ ทำให้ผู้คนยิ่งสนใจมันมากขึ้นไปอีก แต่แน่นอนว่าสิ่งที่แอพต่างๆทำได้เกี่ยวกับการตกแต่งหรือเปลี่ยนอายุผู้คนนั้นนั้นส่วนมากมันจะออกมาเป็นไวรัลหรือเป็นแฟชั่นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ปัจจุบันนี้ความซับซ้อนของวิธีการคำนวณอายุผ่านทางรูปภาพได้พัฒนาขึ้นไปอีกขั้น พร้อมกับความหลากหลายในการใช้งานของมัน ทำให้การเพิ่มลดอายุสำหรับคนในรูปภาพไม่ใช่เพียงแฟชั่นอีกต่อไป

กว่าสามแสนคนในประเทศแถบสหราชอาณาจักรถูกบันทึกว่าสูญหายในทุกๆปี ยิ่งในเวลาผ่านไปยิ่งทำให้วิธีการค้นหาผู้สูญหายนั้นยากขึ้นทุกที เพราะหนึ่งในสิ่งที่ระบุตัวตนของผู้คน หรือก็คือรูปถ่ายไม่สามารถระบุใบหน้าปัจจุบันตามอายุของคนเหล่านั้นได้ ด้วยเหตุผลนั้นเอง ทีมวิจัยจาก University of Bradford จึงได้สร้างเทคโนโลยีที่เพิ่มความสามารถในการเปลี่ยนแปลงอายุในภาพของผู้สูญหายขึ้น

ทีมงานได้พัฒนาระบบ Neural network หรือโครงข่ายประสาทเทียม และได้ให้ข้อมูลมันเพื่อการพัฒนาความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงอายุ ระบบจะทำการรวบรวมข้อมูลต่างๆของใบหน้ามาวิเคราะห์เช่น ปาก หน้าผาก รูปร่างลักษณะของแก้ม และเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่าง ๆ ตามอายุที่ผ่านไป ยิ่งได้รับข้อมูลมากเท่าไหร่ การคาดคะเนของมันก็จะยิ่งก้าวหน้ามากขึ้นเท่านั้น

เพื่อตรวจสอบความแม่นยำของระบบ ทางทีมพัฒนาได้ทดสอบด้วยการใช้อัลกอริทึมโปรแกรมแบบกลับด้าน คือการสร้างใบหน้าตอนเด็กขึ้นมาด้วย เพื่อที่จะสามารถเปรียบเทียบกับใบหน้าตอนเด็กจริงๆของเป้าหมายได้

ทางทีมวิจัยยังได้ใช้รูปถ่ายจริงๆของคดีคนหายในปี 1991 เพื่อใช้เป็นกรณีศึกษา โดยเน้นด้านการใช้งานตัวเทคโนโลยีนี้กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ รายละเอียดได้กล่าวถึง Ben Needham เด็กทารกที่หายไปจาก Greek Island ใน Kos เมื่ออายุได้ 21 เดือน ในปีที่ผ่านมาทีมนักวิจัยได้สร้างภาพจำลองของ Ben ขึ้นมาจำนวนหนึ่ง เพื่อที่จะคำนวณว่าเขาจะหน้าตาอย่างไรเมื่อโตขึ้น

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเราได้เห็นการนำอัลกอริทึมเพื่อคำนวณอายุมาใช้อย่างจริงจัง ในปี 2014 ทีมจาก University of Washington ได้ใช้เทคนิคเดียวกันในการคาดการณ์ความเปลี่ยนแปลงภายนอกของผู้คนจนถึงอายุ 80 ปี

วิธีการใหม่ของ University of Bradford อาจจะเป็นก้าวที่สำคัญจากเมื่อสามปีที่แล้ว มันสามารถจำลองปัจจัยต่างๆได้มากขึ้น เช่นใช้ข้อมูลของพี่น้องหรือญาติเพื่อการคำนวณ เพื่อที่จะทำให้ผลลัพธ์นั้นออกมาได้มีคุณภาพมากที่สุด

“วิธีการปัจจุบันที่ใช้อยู่นั้นเป็นวิธีการแบบ linear หรือ One-dimensional methods โดยที่ของเรานั้นเป็นรูปแบบ non-linear ซึ่งหมายความว่ามันจะเหมาะสำหรับปัญหาเฉพาะบุคคลมากขึ้น”

– Hassan Ugail,Professor ผู้นำทีมด้านการศึกษาในส่วนนี้ –

รายงานผลการทดลองของทางทีมที่เกี่ยวข้องถูกตีพิมพ์ใน Journal of Forensic Sciences

sources :

http://newatlas.com/facial-aging-software-missing-persons/50051/
http://www.brad.ac.uk/news/2017/age-progression-technology.php

10 นิสัยที่ทำให้มนุษย์เงินเดือน “ไม่ประสบความสำเร็จ”

เมื่อวันก่อน @TAXBugnoms ได้เขียนบทความเรื่อง 5 เคล็ดลับสำหรับสุดยอดมนุษย์เงินเดือน กันไปแล้ว คราวนี้จะมาพูดคุยกันในอีกมุมมองเกี่ยวกับความเข้าใจผิดๆ ของมนุษย์เงินเดือนบางคน ที่อาจจะส่งผลให้ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตได้เช่นกันครับ โดยได้ทำการรวบรวมออกมาเป็น นิสัย 10 ประเภทที่ทำให้ชีวิตการทำงานของมนุษย์เงินเดือนทั้งหลายแย่ลงโดยที่ไม่รู้ตัว

1. เบื่องานประจำที่ตัวเองทำอยู่ 

จริงอยู่ที่ว่าเราทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และในแต่ละเดือนก็รับเงินเดือนกันไป แต่ถ้าหากเราไม่มีความสุขในการทำงาน มันก็เหมือนกับตายทั้งเป็น เพราะงานที่ไม่มีความสุข ย่อมทำให้สุขภาพจิตไม่ดี มีปัญหาชีวิตตามมา เกิดความเบื่อหน่าย และท้ายที่สุดผลของงานที่ได้ก็ไม่ดีในทีสุด

2. ไม่รู้จักการวางแผนการเงินที่ดี 

การวางแผนการเงินตั้งแต่อายุยังน้อยนั้นเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะจะทำให้เราไม่ลำบากตอนใกล้เกษียณ แต่ทว่ามนุษย์เงินเดือนบางคนไม่เคยรู้จักวางแผนชีวิต เอาแตคิดใช้เงินทิ้งๆขว้างๆ ไปวันๆ บางครั้งหนักถึงขั้นใช้เงินเดือนชนเดือน หรือเป็นหนี้บัตรเครดิต หนี้เพื่อนร่วมงาน ถึงแม้ต่อให้หน้าที่การงานดีแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้ายังมัวเป็นหนี้ รับประกันได้ว่าชีวิตนี้ยากที่จะประสบความสำเร็จ

3. ไม่กล้าที่จะออกมาสร้างธุรกิจ

มนุษย์เงินเดือนหลายคนมีความฝัน อยากจะเป็นเจ้าของกิจการต่างๆ ถ้าฮอตฮิตเลยก็ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ คาร์แคร์ หรือธุรกิจออนไลน์อีกมากมาย แต่ปัญหาคือความกล้าที่จะทำตามความฝัน บางครั้งกลับเข้าใจผิดว่าต้องออกจากงานประจำมาทำธุรกิจอีกต่างหาก แต่ความเป็นจริงแล้ว เราสามารถสร้างธุรกิจไปพร้อมๆกับงานประจำได้ แม้จะเหนื่อยกว่าแต่ถ้าได้ทำตามฝัน มันก็ทำให้ชีวิตมีค่าเหมือนกันนะครับ

4. ชีวิตขาดการออกกำลังกาย 

สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงทำให้เกิดสุขภาพจิตที่ดี และมีพลังในการสร้างงานสร้างรายได้ เริ่มต้นง่ายๆเพียงแค่ออกกำลังแค่อาทิตย์ละ 3 วัน แต่คนส่วนใหญ่นั้นไม่เห็นผลดีของการออกกำลังกาย เพราะมีข้ออ้างคำว่า “ไม่มีเวลา” แต่สุดท้ายแล้วระวังต้องไปใช้เวลาในโรงพยาบาลแทนนะครับ

5. มัวแต่เสียดายความผิดพลาดในอดีต 

ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ทุกๆวัน แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วสิ่งที่เราต้องทำคือก้าวต่อไป ไม่ใช่จมปลักอยู่กับสิ่งที่ผิดพลาดแบบนั้น เพราะมันไม่ได้ทำอะไรให้ชีวิตดีขึ้น ยิ่งเราลุกขึ้นใหม่ได้เร็วแค่ไหน โอกาสประสบความสำเร็จใจอนาคตมันก็ยิ่งไวเท่านั้น

6. กีดกันคนที่เก่งกว่า

นิสัยทีชอบเห็นคนอื่นดีกว่าไม่ได้ และกีดกันไม่ให้คนเก่งเหล่านั้นเติบโต เป็นอีกข้อเสียหนึ่ง แต่เราลืมไปหรือเปล่าครับว่า ไม่มีใครเก่งทุกอย่างได้ ดังนั้นการได้ทำงานร่วมกับคนเก่งนั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะเราทุกคนนั้นมีโอกาสที่จะเรียนรู้สิ่งดีๆอีกมากมาย ไม่ใช่กลัวว่าเค้าจะมาแย่งตำแหน่ง แย่งรายได้ แต่เราควรมองหาหนทางร่วมมือกัน เพื่อสร้างสรรค์ความสำเร็จต่างหาก ดังเช่นคำกล่าวที่ว่า “Amatuer Compete But Professional Corporate มือสมัครเล่นมักจะแข่งขันแต่มืออาชีพนั้นจะร่วมมือกันสร้างงาน”

7. อิจฉาแม้กระทั่งลูกน้อง 

มนุษย์เงินเดือนที่เป็นหัวหน้าบางคนนั้น มีข้อเสียอย่างใหญ่หลวงนั่นคือ “ความอิจฉา” กลัวว่าลูกน้องจะได้ดีกว่า จึงทำให้ไม่ยอมที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดี จ้องจับผิด แถมยังยึดติดกับระบบอาวุโส ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งความวุ่นวายที่จะตามมา ลองถามตัวเองดีไหมครับว่า ถ้าเรามัวแต่หน้ามืดตามัวสนใจแต่ความผิดผู้อื่น จนลืมความผิดของตัวเอง แล้วจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้อย่างไร

8. ฟ้องนาย ขายเพื่อน เรื้อนไปวันๆ 

อันนี้ตรงตัว ไม่ต้องมีคำบรรยาย ใครเป็นแบบนี้แก้ไขเสียนะครับ (แฮร่)

9. หันหลังให้กับครอบครัวและคนรัก 

ชีวิตที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานแบบสุดๆ แต่มันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าหากความสำเร็จนั้นเกิดขึ้นบนซากปรักหักพังของสิ่งที่เรียกว่า “ครอบครัว” ดังนั้นแม้งานจะหนักแค่ไหน อย่าลืมแบ่งเวลา หาช่วงว่างๆเพื่อดูแลครอบครัวและคนที่คุณรักบ้างนะครับ

10. ไม่รู้จักตักตวงประสบการณ์จากงานที่ทำ 

หลายคนมักติดกับดักข้อนี้ เพราะสนใจแต่ว่า “ทำงานไปวันๆ” แต่เราเคยถามตัวเองไหมครับว่า ทำงานแล้วได้อะไร ทำไปทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี แล้วเรามีประสบการณ์อะไรมากขึ้นหรือไม่ ถ้าหากวันนี้ต้องโดนไล่ออกขึ้นมา เราจะหางานใหม่ได้จากอะไรที่เรามี ดังนั้นทุกช่วงเวลาที่ผ่านมา อย่าลืมที่จะมองหาสิ่งที่เราได้รับจากการทำงานด้วยนะครับ

สุดท้ายแล้ว 10 ข้อนี้มาจากประสบการณ์ตรงของมนุษย์เงินเดือนหลายท่านที่ @TAXBugnoms ไปรวบรวมมา 

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ มองเห็นวิธีการแก้ไข ปรับทัศนคติกันใหม่ 

เพื่อที่จะได้ประสบความสำเร็จทุกคนนะคร้าบบบบ (สาธุ)

[ซีรีย์การเงิน] รวยได้ไม่ง้อพ่อ (3) : ทำยังไงให้รวย!

 

จะทำยังไงให้ “รวย”

 

หลังจากตอนที่แล้ว “ค่าของเงินตามเวลา” ทำให้เรารู้แล้วว่า เส้นทางแห่งความรวยนั้น ประกอบด้วย 3 ตัวช่วย ได้แก่ เงินต้น ผลตอบแทน และระยะเวลา

  • เงินต้น ยิ่งมากยิ่งดี ยิ่งถ้ามีพ่อรวย ยิ่งดีใหญ่
  • ผลตอบแทน ยิ่งมากยิ่งดี เพราะทำให้เงินมีค่าทวีคูณ
  • ระยะเวลา ยิ่งนานยิ่งดี ด้วยพลังของดอกเบี้ยทบต้น

แต่แล้วยังไงต่อล่ะ พอรู้ 3 ตัวช่วยนี้แล้ว เราจะทำยังไงให้มัน “รวย” ขึ้นมาได้ล่ะครับ

 

 

series3edit-02

 

เริ่มต้นจากความคาดหวัง (กรุณาอ่าน ตอนที่ 1 : รวยคืออะไร ประกอบด้วยครับ)

ก่อนอื่นเลย เราเคยถามตัวเองหรือยังว่า ในชีวิตที่เกิดมาจนถึงวันนี้ เรามีความคาดหวังอะไรบ้าง..

  • มีกินมีใช้ ไม่อดอยาก ก็พอแล้ว
  • ร่ำรวยฝุดๆ ซื้อของเป็นชุดๆ ไม่ต้องเสียดายสตางค์
  • ขอปลดหนี้ ก่อนเถอะพี่ ชีวิตตรูจะสิ้นแล้ว
  • อื่นๆๆๆ อีกมากมายก่ายกอง

แต่เป้าหมายที่ดีนั้น มันจะเป็นจริงได้ เราต้องเขียนมันออกมา ลองนึกดูในใจก่อนว่า เรามีเป้าหมายทางการเงินอะไรบ้างอยากมีอยากเป็น อยากได้อยากเห็นอยากโดน ลองเขียนมันออกมาเลยครับ อะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ตาม… หยิบกระดาษปากกา เขียนออกมาเลยครับ !!!

 

series3edit-03

 

ต่อยอดด้วยความสามารถ (กรุณาอ่าน ตอนที่ 1 : รวยคืออะไร ประกอบด้วยครับ)

คำถามต่อมาหลังจากเขียนเป้าหมาย คือ

เรามีความสามารถในการไปสู่เป้าหมายหรือยัง

หลังจากที่รู้จักความคาดหวังของตัวเอง (เขียนแล้วนะครับ ใครไม่เขียน ผมแช่งให้จนนะ อิอิ) ต่อมาก็คือ คำถามที่ต้องถามตัวเองว่า… แล้วเราความสามารถอะไรล่ะที่จะทำให้ความคาดหวังเป็นจริงได้บ้าง

แต่ถ้ายังคิดไม่ออก @TAXBugnoms ขอเสนอโปรแกรมง่ายๆ ที่มีชื่อว่า “รวยได้ไม่ง้อพ่อ ให้ลองพิจารณาดูกันครับ…

 

series3edit-04

 

 

 พิจารณาได้ตาม infographic อันนี้เลยครับ แล้วดูว่าอะไรดีกว่ากัน!

series3edit-05

 

เจอแบบนี้บางคนบอก ใช้เหลือเท่าไรค่อยเก็บ บางคนบอก เก็บก่อนดิเหลือเท่าไรค่อยใช้ แล้วจะเอาไงดีครับลวกเพ่…!!!

เอาแบบนี้ … ลองคิดตามความจริงก่อนนะครับว่า ถ้าเรามีเงินในกระเป๋าเมื่อไร จะไปอดใจอย่างไรไหววววว มันหยุดใช้หยุดจ่ายได้ยากมากกก สุดท้ายใครจะไปเหลือเก็บฟระ พอรู้สึกตัวอีกที อ๊ะ!!! จ่ายไปเงินหมดกระเป๋าแล้วสิ…

ถ้าคิดว่าคุมตัวเองไม่ได้จริงๆ … กรุณาออมก่อนใช้เถอะครับ!!!!! ถือว่าผมขอละกันนะ (แฮร่)

 

 

การออมเงินคืออะไร

การออมเงิน หมายถึง การเก็บเงินส่วนหนึ่งของรายได้ที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน โดยมีจุดประสงค์ที่ไว้เพื่อใช้จ่ายต่างๆในอนาคต

 

การ “ออมเงิน” เริ่มอย่างไร

กูรูการเงินทั้งหลาย มักจะแนะนำให้เราวางเป้าหมายใน ระยะสั้น กลาง ยาว เพื่อวางแผนการออมก่อนที่จะลงมือออม แต่พี่ @TAXBugnoms ขอแนะนำให้เริ่มต้นที่ “วินัย” เป็นอันดับแรก เพราะถ้าหากตัวเราเองไม่มีวินัย คงจะไม่มี ไกรบุตร เอ้ย!!! จะมีแผนบ้าบออะไรก็คงไม่มีประโยชน์ ใช่ไหมครับ!!

ลองถามตัวเองก่อนเลยว่า ความสามารถออมเงิน ของเราในแต่ละเดือนเป็นเท่าไร ที่จะสามารถออมได้อย่างน้อย 10-20 ปี ติดต่อกัน โดยที่ไม่ลำบาก

หา…. อะไรนะพี่หนอมม!!! จะให้หนูออมตั้ง 10 – 20 ปี เลยเหรอนี่…. แล้วมันจะไหวหรอ แบบนี้ออมเท่าไรจะรวยล่ะ นานขนาดนั้นจะได้เท่าไร ฯลฯ

เอางี้ …. เรามาดูคำตอบกันดีกว่า!!!

 

series3edit-06

 

เห็นหรือยังว่า การออมเงินเพียงเดือนละ 5,000 บาท หรือวันละ 167 บาท เมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่สิบปีทำให้เรามีเงินหลายล้านได้เหมือนกันนะตัวเธอว์

แต่ถ้าหากออมได้มากกว่า 5,000 บาท ย่อมแปลว่าเรามีโอกาสที่จะมีเงินมากกว่านี้อีก ดังนั้นเคล็ดลับมันอยู่ที่ตรงนี้!!! วิธีการเพิ่มเงินออม!!!

ว่าแต่..เราจะเพิ่มเงินออมยังไงดีล่ะ!!!!

 

(โปรดติดตามตอนต่อไป..)

[ซีรี่ย์การเงิน] รวยได้ไม่ง้อพ่อ (4) : วิธีการเพิ่มเงินออม

 

จากโปรแกรม รวยได้ไม่ง้อพ่อ ในตอนที่  3 เราจะเห็นว่า รายรับ ประกอบไปด้วยสองส่วนคือ รายรับหลัก (Active Income) กับ รายรับทางอ้อม (Passive Income)

 

ประเภทของรายได้

 

รายรับหลัก หรือ Active Income คือ รายได้ที่เกิดขึ้นจากการลงมือทำงานเพื่อแลกเงิน ถ้าเกิดวันดีคืนดีเราหยุดทำงาน หรือทำงานไม่ได้ ก็ไม่ได้เงินทันที เช่น มนุษย์เงินเดือน, ข้าราชการ เจ้าของกิจการ ฯลฯ

 

ส่วน รายรับทางอ้อม หรือ Passive Income คือ รายได้ที่ถึงเราหยุดทำงาน ก็ยังมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง เช่น รายได้จากการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ หุ้น กองทุน หรือแม้แต่อสังหาริมทรัพย์

 

series4-02

 

ในทุกๆ วันนี้ ถ้ารายได้ที่กำหนดการดำเนินชีวิตของเรา คือ Active income  ดังนั้นการที่เราจะเพิ่ม Active Income นั้นแปลว่าเราต้องเพิ่มความสามารถของตัวเอง เพื่อที่จะเพิ่มรายได้

 

ในขณะเดียวกัน Passive Income ส่วนใหญ่จะมาจากเงินออมที่นำไปลงทุนต่อ เมื่อเรานำเงินออมไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ และได้ผลตอบแทนกลับมา เราก็จะมีรายได้อีกช่องทางหนึ่ง ที่ทำงานของมันไปอย่างอัตโนมัติ โดยที่ตัวเราทำหน้าที่เพียงแค่นั่งมองอยู่ห่างๆอย่างห่วงๆอยากให้เธอไปดี ขอให้มีความสุข (พอ!!!)

 

และเมื่อไรที่เรามี Passive Income ที่สามารถทดแทน Active Income ของเราได้ แปลว่า เมื่อนั้นแหละที่เราสามารถหยุดทำงานได้ โดยที่มีเงินใช้ตลอดไป สบายจุงเบย

 

หรือที่วัยรุ่นทั้งหลาย เค้าฮอตฮิต เรียกกันว่า “อิสรภาพทางการเงิน” นั่นเอง

 

แล้ว.. อิสรภาพทางการเงิน คือ อัลไล?

 

"อิสรภาพทางการเงิน" หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Financial Freedom เป็นคำที่ใครก็ร่ำร้องหา  อยากได้มันมา ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น วัยทำงาน ยันไปจนเกษียณ แต่เอาจริงๆมันคืออะไรกันครับพี่น้อง!!! @TAXBugnoms ขอนิยามความหมายสั้นๆ ว่ามันคือ

 

“การที่เราอยากทำอะไรก็ได้
โดยไม่มีข้อผูกมัดทางการเงิน”
อยากจะกินอะไร ก็หากินได้
อยากจะซื้ออะไร ก็ซื้อมาได้
อยากจะเที่ยวที่ไหน เมื่อไร ก็ไปเที่ยวได้
โดยมีเงินพอที่จะตอบสนองความต้องการที่ว่า
ไป “ตลอดชีวิต”

 

แต่ทว่า… แค่เพียงรายได้อย่างเดียวอาจจะทำให้อิสรภาพทางการเงินของเราไปไม่ถึงฝัน หากยังไม่รู้จักจัดการกับรายจ่าย

 

series4-03

 

ประเภทของรายจ่าย

 

โดยปกติแล้ว ค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตของคนเราจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ “Need” (จำเป็น) และ “Want” (ต้องการ) 

 

ค่าใช้จ่ายที่จำเป็น (Need) หมายถึง ค่าใช้จ่ายเพื่อสิ่งที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตที่เราขาดไม่ได้ เช่น อาหาร น้ำ เครื่องแต่งกาย เท่าที่จำเป็นเพื่อให้ชีวิตเรานั้นอยู่รอดปลอดภัย ครบ 32 มองไปทางไหนก็ไม่ลำบาก แต่ถ้าไม่มีเมื่อไรตายยยย แบบนี้คือ Need ครับผม!!

 

ส่วนค่าใช้จ่ายที่ต้องการ (Want) หมายถึง ค่าใช้จ่ายเพื่อสิ่งที่เราอยากได้ แต่อาจจะไม่จำเป็นต่อชีวิต เช่น โทรศัพท์ราคาแพง อาหาร (หรูๆ) เสื้อผ้า (แพงๆ) หรืออะไรก็ตามที่ไม่มีแล้วไม่ตายน่ะครับ เค้าเรียกว่าไม่จำเป็น!!!

 

นักวางแผนการเงินส่วนใหญ่มักจะแนะนำให้เราเลือกตัดค่าใช้จ่ายประเภท Want ออกซะ!! เพราะว่าจะช่วยให้เราสามารถประหยัดและมีเงินเหลือได้มากขึ้น แต่สำหรับโปรแกรม รวยได้ไม่ง้อพ่อ ขอแนะนำชัดๆไปเลยว่า ถ้า WANT จริงๆก็ให้เก็บเงินเพื่อซื้อมันซะ แต่ให้ทยอยๆเก็บเงินให้ได้ภายในระยะเวลาขั้นต่ำ 1 ปี !!!!

 

สมมุติว่า @TAXBugnoms อยากได้โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ล่าสุดราคา 24,000 บาท ก็ต้องประเมินตัวเองว่าจะเก็บเงินขั้นต่ำ 1 ปี หรือเดือนละ 2,000 บาทเท่าๆกัน โดยในระหว่างนี้ก็เดินไปดูมันทุกวัน เล่นทุกวัน คอยจับทุกวันตามร้าน ยืมเพื่อนมาเล่นบ้าง จับไปจับมาสักปีนึง รับรองว่าพอเก็บเงินครบแล้วเสียดายจนไม่อยากได้แน่นอนครัสสสส!!!

 

สรุปคือ เอ็งหลอกข้าใช่ไหม ไอ้ @TAXBugnoms (เสียงคนอ่านด่า…) ใช่แล้วครับ แฮะๆ สิ่งสำคัญที่สุดคือ คุณต้องลดรายจ่ายที่เป็น WANT ให้มากที่สุดต่างหากครับ!!!!! แต่ถ้าอยากได้จริงๆ และคุณสามารถอดทนเก็บเงินได้ตามฝัน ถึงวันนั้นคุณจะใช้เงินก้อนนั้นขึ้นมาและคุณมองว่ามันดีแล้ว… ก็คงไม่มีใครสามารถว่าคุณได้หรอกครับ

 

series4-04

 

ค่าใช้จ่ายการเงิน เปรียบเทียบกับ ค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิต

 

เรื่องเงินจบไปแล้ว คราวนี้ขอแทรกข้อคิดดีๆ เรื่องการใช้ชีวิตกันบ้าง เวลากับเงินเหมือนกันตรงที่ เราสามารถใช้จ่ายได้อย่างจำกัด ดังนั้นเราควรถามตัวเองดีๆว่า…ในชีวิตของเรานั้น สิ่งไหนคือ "Need" และสิ่งไหนคือ "Want" บ้าง

 

ระหว่าง "การทำงานหาเงินตลอดเวลา" กับ "การแบ่งเวลาให้ครอบครัว"
ระหว่าง "การนอนดูทีวีเฉยๆ" กับ "การออกกำลังกาย"

 

ลองถามตัวเองก่อนว่าอะไรคือ "Need" และอะไรคือ "Want" เพื่อที่เราจะได้ใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง เพราะ อิสรภาพทางการเงิน ที่ดีนั้น มันต้องควบคู่ไปพร้อมๆกับการมีอิสรภาพในการใช้ชีวิต

 

สุดท้ายแล้ว ความสัมพันธ์ง่ายๆ ระหว่าง รายรับ รายจ่าย และการออมก็หนีกันไม่พ้น  ว่าแต่เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ เคยสงสัยไหมครับว่า..

 

“ออมแล้วไปไหน”

(คล้ายๆตายแล้วไปไหนนะฮะ แหม่… โปรดติดตามตอนต่อไปคร้าบ)

 

 

series4-01

 

โดรนพยาบาล ความเร็วเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคหัวใจในวินาทีเป็นตาย

โดรน หรือ อากาศยานไร้คนขับ อาจจะรู้จักในประเทศไทยในฐานะเครื่องมือสำรวจภูมิประเทศขนาดเล็ก อุปกรณ์สำหรับช่วยในการทำสื่อต่างๆ รวมไปถึงการเป็นของเล่นเพื่อความบันเทิง แน่นอนว่าด้วยความที่มันบินได้และสามารถไปได้แทบทุกที่ ทำให้เราสามารถประยุกต์ใช้เจ้าโดรนนี่ได้มากมาย และอีกหนึ่งสิ่งที่เจ้าอุปกรณ์ลอยฟ้านี้ทำได้ คือการบินออกไปช่วยชีวิตผู้คน

สภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน หรือโรคหัวใจเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อสำหรับคนในสังคม มีคนน้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ที่รอดชีวิตจากอาการหัวใจหยุดเต้นนี้เมื่อพวกเขาอยู่นอกโรงพยาบาล การได้เครื่องกระตุกหัวใจ (AED) มาทันเวลาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ จากการศึกษาในสวีเดนได้โชว์ให้เห็นว่า โดรนนั้นสามารถใช้ขนส่ง อุปกรณ์กระตุกหัวใจได้เร็วกว่ารถพยาบาลถึงสี่เท่า

ปัจจุบันนั้นมีโดรนรุ่นต้นแบบถูกพัฒนาออกมามากมายเพื่อขนส่งเครื่องกระตุกหัวใจ และล่าสุดสตาร์ทอัพจากประเทศสวีเดนนาม FlyPulse ได้สร้างระบบโดรนช่วยเหลือฉุกเฉินขึ้นมา พวกเขาได้ทำการศึกษามันเพื่อเปรียบเทียบกับการใช้ระบบช่วยเหลือฉุกเฉินแบบเก่า

การทดลองนั้นถูกทำทั้งหมด 18 เที่ยวบิน ในระยะเฉลี่ยที่สองไมล์หรือเทียบได้กับ 3.2 กิโลเมตร โดรนที่ใช้ในการทดลองถูกออกแบบมาเพื่อออกตัวโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับสัญญาณจากคอลเซ็นเตอร์ ระยะเวลาจากต้นทางถึงปลายทางนั้น โดรนได้ทำเวลาเพียง 5 นาที 21 วินาที เปรียบเทียบหน่วยช่วยเหลือฉุกเฉินแบบเก่าที่ทำเวลาได้ 22 นาที

“การทดลองทางการบินในขั้นต่อไป การพัฒนาทางเทคโนโลยี รวมไปถึงการประเมินผลของส่วนกลางที่คอยควบคุมการบินทั้งหมดยังต้องได้รับการตรวจสอบ”

-FlyPulse –

ข้อความยังได้กล่าวถึงการตรวจสอบเกี่ยวกับประสิทธิภาพด้านการช่วยชีวิตโดยผู้เห็นเหตุการณ์ เปรียบเทียบกับการช่วยเหลือโดยหน่วยฉุกเฉินจริงๆ ทำให้เห็นได้ว่านี่คงเป็นจุดเริ่มต้นของความท้าทายครั้งใหม่สำหรับโดรนช่วยชีวิต และการศึกษาของ FlyPulse ครั้งล่าสุดนั้นได้ทำให้เห็นว่าประสิทธิภาพของมัน ขึ้นอยู่กับคนที่ทำการช่วยชีวิตที่อยู่อีกฟากฝั่งของระบบด้วย

Alec Momont จาก Holland’s Delft University of Technology ได้เสนอทางแก้อันชาญฉลาดเกี่ยวกับปัญหาของโดรนช่วยชีวิตที่เราได้เผชิญกันตั้งแต่ปี 2014 ด้วยการใส่กล้องและลำโพงเข้าไป เพื่อที่โอเปอเรเตอร์ผู้คอยควบคุมสถานการณ์ขณะนั้นสามารถมองเห็นและให้คำแนะนำกับผู้ที่เกี่ยวข้องได้

มันอาจจะใช้เวลาเป็นปีก่อนที่เราจะได้เห็นโดรนออกบินเพื่อขนส่งเครื่อง AED เพื่อช่วยชีวิตผู้ที่เกิดอาการหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันหรือผู้ต้องการมันในขณะนั้น แต่การศึกษาในครั้งนี้ก็ทำให้เห็นแล้วว่าโดรนนั้นสามารถเข้าถึงพื้นที่ๆเกิดเหตุฉุกเฉินรูปแบบนี้เร็วกว่ากู้ภัยรูปแบบเก่าอยู่พอสมควรเลยทีเดียว 

source :

http://newatlas.com/drone-cardiac-arrest-emergency-services/50027/

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save