New York Times ร่วมมือกับ Google พร้อมเปิดรับคอมเม้นท์ออนไลน์แบบเต็มสูบ

ทุกวันนี้การ Comment ตามเพจ เว็บไซต์ กลายเป็นเรื่องที่ผู้ดูแลหลายคนต้องมาคอยระมัดระวังอย่างมากว่าจะเจอคำพูดหยาบคายไหม? จะเจอการแสดงความคิดเห็นที่รุนแรงเกินจริงรึเปล่า? บางสื่อถึงกับใช้วิธีซ่อนความคิดเห็น หรือปิดเพจไปเลยก็มี

แต่นั่นไม่ใช่กับ New York Times แน่นอน

New York Times มีทีมผู้ดูแลทั้งหมด 14 คน ที่คอยตรวจสอบความคิดเห็นกว่า 12,000 ความเห็นด้วยตัวเองทุกวัน ซึ่งเป็นแค่ 10% ของบทความที่เปิดให้แสดงความคิดเห็นเท่านั้น แต่เมื่อไม่นานมานี้ New York Times ได้ปรับขึ้นเป็น 25% ในการอนุญาตให้คนทั่วไปได้เข้ามาคอมเม้นท์

ซึ่งการปรับจำนวนในครั้งนี้ของ New York Times ไม่ได้ทำผ่านทีมงานแค่ 14 คนอีกต่อไป แต่ได้รับความช่วยเหลือจาก ‘Perspective’ เทคโนโลยีใหม่จาก Google ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

Perspective เป็น AI ที่ผลิตโดยบริษัท Jigsaw คือเครื่องมือที่สามารถตรวจสอบ Comment ต่าง ๆ ได้ว่าเหมาะสมหรือไม่ มีทั้งการจัดหมวดหมู่ความคิดเห็นที่เหมาะสมที่สุดน้อยสุดไปจนถึงดีที่สุด หรือแม้แต่การตรวจสอบทีละประโยค ว่ามีความเหมาะสมกี่เปอร์เซ็น เป็นคำที่รุนแรงรึเปล่า

อัลกอริทึมนี้ถูกสร้างขึ้นโดยใช้ข้อมูลจาก 16 ล้านความคิดเห็นของ New York Times เพื่อประเมินความเหมาะสมของข้อความ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังต้องมีทีมที่คอยคัดกรองอีกที เพราะเทคโนโลยีนี้แค่ช่วยตรวจสอบเท่านั้น

Lucas Dixon นักวิทยาศาสตร์การวิจัยของ Jigsaw กล่าวว่า “นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผ่านมา ที่หนังสือพิมพ์เปิดรับความคิดเห็นมากกว่าที่จะปิดหูปิดตา”

ซึ่ง New York Times คาดว่าภายในสิ้นปีจะสามารถเปิดรับความคิดเห็นได้ถึง 80% ของบทความทั้งหมดได้ ด้วย Perspective นี้

sources :
http://mashable.com/2017/06/13/new-york-times-google-ai-comments/?utm_cid=hp-n-1#8ZsBjvtK6OqJ
http://money.cnn.com/2017/06/13/technology/business/new-york-times-jigsaw-comments-algorithm/index.html 
http://www.crainsnewyork.com/article/20160503/TECHNOLOGY/160509964/new-york-times-announces-jump-in-online-subscriptions-as-digital-expansion-seems-to-pay-off

ตัวช่วยแปลภาษาที่ง่าย และสะดวกที่สุด ‘Lingmo Translate One2One’

ภาษาเป็นทั้งหนึ่งในเครื่องมือสื่อสารที่ดีที่สุดของมนุษย์ชาติ และกำแพงที่ใหญ่ที่สุดทางการสื่อสารเช่นกัน หลายครั้งหลายหนที่การสนทนาไม่ได้เป็นไปตามที่ต้องการเพียงเพราะว่าอีกฝ่ายไม่อาจเข้าใจที่เราพูดได้ จนอยากให้เกิดของง่ายๆอย่างวุ้นแปลภาษาของเจ้าหุ่นแมวสีน้ำเงินจากโลกอนาคตเสียจริงๆ

แม้ว่าจะดูห่างไกลแต่ปัจจุบันเราได้ก้าวเข้าสู่โลกอนาคตไปอีกขั้นแล้ว สตาร์ทอัพสัญชาติออสเตรเลีย Lingmo International เป็นหนึ่งที่ทำให้ความฝันนั้นใกล้เคียงมากขึ้น พวกเขาได้คิดค้น Translate One2One อุปกรณ์แปลภาษาเพื่อการสนทนาที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ IBM Watson ในการทำงาน โดยอุปกรณ์ที่คล้ายหูฟังธรรมดาๆ นี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา Bluetooth หรือ Wi-fi ในการทำงานแต่อย่างใด

เทคโนโลยีด้านการแปลนั้นก้าวกระโดดไปอย่างรวดเร็วในช่วงปีที่ผ่านมา ทั้ง Google และ Skype ต่างสร้างและพัฒนาระบบการสื่อสารทั้งแบบพูดและพิมพ์ติดต่อกัน ในปัจจุบัน Google Translate app เป็นหนึ่งในแอพลิเคชั่นแปลภาษาที่สุดยอดที่สุดสำหรับสมาร์ทโฟน แต่แน่นอนว่าเรายังไม่ได้เห็นอุปกรณ์แปลในรูปแบบหูฟังเลย…จนกระทั่งเร็วๆนี้

ในปีก่อนนั้น Waverly Labs ได้ส่ง Pilot earpiece อุปกรณ์แปลภาษารูปแบบหูฟังที่สามารถใช้สื่อสารผ่านแอพลิเคชั่นและการเชื่อมต่อ Bluetooth มันสามารถแปลได้รวดเร็วจนเกือบจะใกล้เคียงการพูดจริงๆเลยทีเดียว ทาง Waverly Labs ได้เงินสนับสนุนจากการระดมทุนใน Indiegogo กว่าห้าล้านดอลลาร์สหรัฐ และเตรียมจะจัดส่งอุปกรณ์ของพวกเขาออกไปทั่วโลกภายในปลายปีนี้ และในเวลาใกล้เคียงกัน อุปกรณ์แปลรูปแบบมือถืออย่าง ili translator ที่ไม่ใช้ Wi-fi ก็จะพร้อมใช้งานได้เช่นเดียวกัน

ด้วยเวลาที่ใกล้เข้ามาทุกที Lingmo เองก็ได้เล็งที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีแปล กับระบบการแปลที่ใช้ IBM Watson และ API ควบคู่กันไปในการทำงาน เพื่อที่จะรับมือกับคำพูดหรือแง่มุมที่เข้าใจยากของภาษานั้นๆ เช่นแสลงหรือภาษาถิ่น แน่นอนว่าด้วยเครื่องมือของพวกเขาที่ไม่จำเป็นต้องต่อ Wifi

“การที่เป็นอุปกรณ์แรกในตลาดการแปลที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์โดยไม่ต้องพึ่งพาการเชื่อมต่อในการทำงาน มันจะมีศักยภาพที่ไม่เหมือนใครโดยเฉพาะในสายการบินระหว่างประเทศ การเชื่อมสัมพันธ์กับรัฐบาลในต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งผู้ทำงานโดยไม่แสวงหาผลกำไรในที่ๆห่างไกล”

-Danny May, Founder and Director, Lingmo-

ระบบปัจจุบันของ Lingmo Translate One2One นั้นสนับสนุนภาษาทั้งหมด 8 ภาษา คือ จีนแมนดาริน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อิตาเลียน เยอรมัน บราซิล โปรตุเกส อังกฤษ และสเปน ไมโครโฟนที่ติดตั้งอยู่ข้างในจะทำการรับคำพูดและแปลนั้นๆออกมาภายในเวลาสามถึงห้าวินาที และยังมีทางแอพลิเคชั่นสำหรับ iOS ที่ใช้งานได้ทั้งการพูดและการพิมพ์เพื่อสื่อความ ซึ่งมีภาษามากกว่าที่กล่าวไป

Translate One2One เปิดให้สั่งจองด้วยราคา 179 ดอลลาร์ โดยคาดว่าจะจัดส่งได้ในเดือนกรกฎาคม และมีแพคคู่สำหรับสองคนในราคา 229 ดอลลาร์ นั่นหมายความว่าผู้สนทนาที่ใช้งานจะสามารถใช้ภาษาของตนในการสนทนาได้โดยไม่จำเป็นต้องรู้ภาษาอีกฝ่าย

เครื่องแปลที่ทำงานด้วยการฟังอีกฝ่ายและเปลี่ยนมันให้กลายเป็นภาษาที่ต้องการ มันแทบจะเป็นเรื่องที่อยู่ในนิยายวิทยาศาสตร์หรือว่าการ์ตูนยามเช้า แต่ปัจจุบันนั้น ทั้ง Lingmo Waverly Labs รวมไปถึง Google และบริษัทอื่นๆก็ทำให้เราเห็นแล้วว่า เรื่องราวในนิยายวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย มันกำลังก้าวเข้าสู่ความเป็นจริงไปอีกขั้นหนึ่ง  

source :

http://newatlas.com/lingmo-translation-earpiece-one2one/50008/

เลือกประกันสะสมทรัพย์แบบง่ายๆ..ไม่ปวดหัว (สำหรับมือใหม่)

“อยากออมเงินแบบง่ายๆ หรืออยากเอาเงินไปวางไว้ที่ที่

เงินงอกเงยแถมความเสี่ยงต่ำ”

มาดามว่านี่คือความต้องการของหลายคน…

ตัวเลือกในการออมเงินแบบนั้นมีอยู่หลากหลาย แต่ที่แน่ๆ คนออมเงินส่วนใหญ่อยากให้มีใครมาการันตีให้อุ่นใจหน่อย ว่าเงินที่เก็บออมจะไม่สูญหายไป ตัวอย่างง่ายๆ ของการออมที่มีคนมารับประกันเงินต้นที่รู้ๆกัน ก็อย่างเงินฝากประจำหรือพันธบัตรรัฐบาล

ถ้าเธออยากออมเงินนานหน่อย

อยากได้อะไรที่มากไปกว่าการคุ้มครองเงินต้นและดอกเบี้ย

มาดามว่า “ประกันแบบสะสมทรัพย์” ตอบโจทย์

เพราะนอกจากเงินต้นถูกคุ้มครอง ได้เงินคืนทยอยมาเรื่อยๆ

มันมีเรื่องของการลดหย่อนภาษี แถมยังมีความคุ้มครองชีวิตด้วยล่ะเธอ

ถ้าออพชั่นนี้ฟังแล้วดูดีเร้าใจมาดามว่า เราต้องคิดนิดนึงตามนี้นะว่า…

จริงๆแล้วเราเหมาะกับประกันสะสมทรัพย์ไหม และจะทำยังไงให้เราซื้อได้คุ้มค่าที่สุด

คำถามที่เธอต้องถามตัวเองก่อนเลือกซื้อ ”ประกันสะสมทรัพย์”

เป้าหมายในการซื้อครั้งนี้คืออะไร?

ประกันสะสมทรัพย์ ชื่อมันก็บอกอยู่ชัดๆ ว่าเป้าหมายหลักคือเพื่อ “สะสม”

มันเน้นคุ้มครองตัวเงินต้นเป็นหลัก ความเสี่ยงต่ำ ไม่เหมือนพวกหุ้นพวกอะไร

มันคือการเก็บออมเงินรูปแบบนึงค่ะ แต่แทนที่จะเอาไปฝากที่ธนาคาร ก็เอามาซื้อเป็นกรมธรรม์ เอาเงินไปฝากไว้ที่เค้า บริษัทประกันก็ทยอยจ่ายผลตอบแทนในรูป “เงินคืน” ให้เราตามสัญญา เมื่อกำหนดสิ้นสุดสัญญาก็จะจ่าย “เงินครบสัญญา” เป็นเงินก้อนใหญ่คืนกลับมาให้เรา

ถ้าเป้าหมายเธอไม่ใช่การออมเงินแบบการันตีเงินต้นแล้วล่ะก็..

มาดามว่าเธอไปซื้อประกันประเภทอื่นจะเหมาะกว่า เช่นว่าอยากเน้นความคุ้มครองชีวิต ก็ไปซื้อประกันแบบตลอดชีพ หรือแบบชั่วระยะเวลาจะตรงใจกว่านะ

จำนวนเงินที่อยากออมคือเท่าไหร่ จะออมบ่อยแค่ไหน?

เธอต้องถามตัวเองก่อนว่าจะออมยังไง เท่าไหร่

ออมเป็นรายเดือน ออมเป็นรายปี

หรือออมทีเดียวเป็นเงินก้อนโยนลงไปตูมเดียวจบ เอาโจทย์ให้ชัดก่อน

ส่วนใหญ่มาดามเห็นเค้าชอบออกมาแบบรายปี ซึ่งมาดามว่ามันต้องเป็น…

“เงินเย็น” คือเป็นจำนวนเงินที่เธออยากออมโดยวางไว้นิ่งๆ

ไม่ใช่ว่ามีเรื่องเดือดร้อนอะไรก็จะวิ่งมาถอนตรงนี้ไป เดี๋ยวจะไม่ได้ประโยชน์เอา

ดังนั้น ขอให้ไม่ต้องมากแบบเต็มแม็กซ์ แต่เป็นจำนวนที่ตั้งใจออม ออมได้ โดยไม่แตะต้องเลยจนจบสัญญาจะดีที่สุด

อยากออมเงินก้อนนี้นานแค่ไหน?

ถ้าจะได้ประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีด้วย มันต้องออมอย่างต่ำ 10 ปีนะ

ตามเงื่อนไขของท่านสรรพากรเค้า ดังนั้น เตรียมใจไว้เลยว่าเงินนี้จะนอนนิ่งๆอย่างปลอดภัย แล้วจะกลับมาในอ้อมกอดเธอ โน่น..อย่างน้อย 10 ปีข้างหน้า

แบบนานกว่านั้นก็มีนะ ก็จะเป็นพวกสะสมทรัพย์แบบยาวๆ แบบนานๆ ก็ว่ากันไป

อยากได้ความต้องการการคุ้มครองด้วยไหม? เน้นอะไรเป็นหลัก?

ขึ้นชื่อว่าเอาเงินไปฝากไว้ในมือบริษัทประกัน ธุรกิจหลักของเค้าก็คือรับประกัน ดังนั้น ความคุ้มครองต้องมาด้วยเสมอ

ทีนี้มันอยู่ที่เธอแล้วว่าจะเอามากน้อยแค่ไหน ยังไงมันต้องมีการซื้อความคุ้มครองชีวิตกรณีเสียชีวิตเป็นขั้นต่ำ ไม่งั้นการซื้ออันนี้ก็จะไม่เรียกว่า “ประกัน”สะสมทรัพย์เข้าใจมั้ย

มาดามว่ามีไว้มันอุ่นใจนะ โดยเฉพาะถ้าเธอเป็นคนที่ 

“มีเงินเก็บหรือทรัพย์สินอย่างอื่นไม่เยอะ และ มีคนที่ต้องพึ่งพิงรายได้จากเธอ”

เพราะถ้าเธอเป็นอะไรไป คนข้างหลังคงจะลำบากอยู่พักใหญ่

นี่ไม่ใช่การแช่งตัวเอง ในภาษาการเงินเค้าเรียก “บริหารความเสี่ยง”

ถ้าเธอมีเงินเก็บหรือทรัพย์สินเยอะ ก็ไม่ต้องเน้นความคุ้มครองก็ได้ เพราะคนข้างหลังเค้าจะได้ตรงนั้นจากเธอ แต่ถ้ายังเบี้ยน้อยหอยน้อย การมีวงเงินคุ้มครองมันเพิ่มความอุ่นใจ ถือว่าซื้อความสงบจิต

ผลตอบแทนมันคำนวณยังไงกันแน่ จะรู้ได้ยังไงว่ามีทั้งความคุ้มค่าและการคุ้มครองที่ดี

การคิดอัตราผลตอบแทน (ภาษาชาวบ้านเรียกดอกเบี้ยที่ได้) มันต้องใช้สูตรคำนวณ IRR จ้ะ Internal Rate of Return จะมาดูการคำนวณที่ตัวแทนบอกหรือโบรชัวร์ บางทีมันไม่เป็นไปตามนั้นอ่ะเธอ

โชคดีเหลือเกินที่เดี๋ยวนี้มันมีเว็บไซท์ช่วยคำนวณให้แบบแสนง่าย

นี่เลยเธอ https://www.itax.in.th/market

เค้าช่วยคำนวณอัตราผลตอบแทนแถมเจาะข้อมูลทุกแผนทุกบริษัทประกันที่เค้ามีข้อมูลในมือ

(ซึ่งมาดามว่ามันก็ครอบคลุมแทบจะทั่วฟ้าเมืองไทยแล้วล่ะ)

บอกอัตราผลตอบแทนเสร็จสรรพ พร้อมให้เอามาเปรียบเทียบกันหลายๆอันได้ด้วย แค่กรอกเพศ อายุ จุดประสงค์ของประกันที่จะซื้อ!

มาดามยกตัวอย่างง่ายๆ ให้ละกันน้า

มาดามอยากส่งเงินออม 7 ปี แล้วคุ้มครองหรือได้เงินคืนประมาณหลังจากนี้ไป 14 ปี

มาดามลองใช้โจทย์ตุ๊กตาที่

  • ผู้หญิง
  • อายุ 30 ปี
  • เน้น”ออมทรัพย์” (ออมเงิน มากกว่าเน้นคุ้มครอง)
  • อยากออมโดยส่งเบี้ยรายปี ปีละ 50,000 บาท
  • เลือกบริษัทที่มีขายแผนประกันที่ลงท้ายชื่อว่า 14/7

เพียงไม่นาน..มาดามเจอของประกัน 2 เจ้า ได้ผลตามนี้

1.บริษัท M

  • ทุน (ความคุ้มครอง) 220,000 บาท
  • อัตราผลตอบแทน 1.82%
  • ส่งเบี้ยที่ 49,500 บาท (จะออกมาไม่เป๊ะที่เราต้องการ แต่ใกล้เคียงเท่าที่บริษัทนั้นมีขายค่ะ)

2.บริษัท T

  • ทุน (ความคุ้มครอง) 240,000 บาท
  • อัตราผลตอบแทน 2.21%
  • ส่งเบี้ยที่ 48,696 บาท (จะออกมาไม่เป๊ะที่เราต้องการ แต่ใกล้เคียงเท่าที่บริษัทนั้นมีขายค่ะ)

ดูไบ พาดู ‘Robocop’ หุ่นยนต์ตำรวจระบบปฏิบัติตัวแรกของโลก!

ยุคทองของหุ่นยนต์ที่แท้จริง! เมื่อตอนนี้ดูไบได้เปิดตัวสมาชิกใหม่ นั่นก็คือหุ่นยนต์ระบบปฏิบัติการแห่งแรกของโลก ที่มีชื่อว่า Robocop

หุ่นยนต์ตัวนี้มีขนาด 5 ฟุต 5 นิ้ว หนัก 100 กิโลกรัม สามารถอ่านการแสดงออกทางสีหน้าของคน และรองรับภาษาถึง 6 ภาษา นอกจากนี้ยังมี Tablet ที่สามารถจ่ายค่าปรับ รับส่งข้อความจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และคอยรายงานสถานการณ์อาชญากรรมได้อีกด้วย

“หุ่นยนต์ตำรวจมีความสามารถในการสแกนใบหน้าจากระยะ 20 เมตรและมีหน้าจอสัมผัสที่หน้าอกซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถใช้รายงานอาชญากรรมได้” The Daily Mail

หน้าที่หลักของหุ่นยนต์นี้นอกจากที่ว่ามานี้ยังรวมถึงการลาดตระเวนแบบ 24 ชม. และสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนในเมือง ซึ่งดูไบคาดการณ์ว่าจะสร้างหุ่นยนต์นี้ให้ได้ถึง 25% ของกองกำลังตำรวจทั้งหมดภายในปี 2030

เชื่อไหมว่า นี่ไม่ใช่หุ่นยนต์ตัวแรก อย่างกรมตำรวจในประเทศสหรัฐอเมริกาก็ได้ใช้หุ่นยนต์เพื่อฝึกอบรม หรืออย่างตำรวจอิสราเอลใช้หุ่นยนต์ในหน่วยต่อต้านการก่อร้าย เป็นต้น

แม้ว่าหุ่นยนต์ตัวนี้จะไม่ใช่หุ่นยนต์ตัวแรกที่ถูกนำไปใช้โดยตำรวจ แต่ก็เป็นครั้งแรกที่มีหุ่นยนต์ตำรวจเดินตามท้องถนนในเมืองใหญ่ ที่สามารถทำหน้าที่ได้เหมือนตำรวจทั่วไป การเกิดขึ้นนี้เป็นเหมือนก้าวสำคัญของดูไบ ที่จะพัฒนาภาพลักษณ์ของประเทศให้ก้าวสู่เทคโนโลยีมากขึ้น

ไม่แน่ว่าในอนาคตหุ่นยนต์อาจทำได้มากกว่าแค่ลาดตระเวน ชนิดที่ว่าต่อไปเราอาจจะเห็นแต่

เจ้าหน้าที่ตำรวจจักรกล ถือปืนเดินตามท้องถนน หรือแม้แต่นั่งโต๊ะอยู่ตามสถานีตำรวจเลยก็เป็นได้…

sources : 

https://futurism.com/dubais-newest-addition-police-force-robot/

http://economictimes.indiatimes.com/magazines/panache/dubai-police-introduce-worlds-first-operational-robot-police-officer/articleshow/59088549.cms 

Amazon กับร้านหนังสือใหม่ที่ไม่ใช่ร้านหนังสือ!?

ใครว่าคนอ่านหนังสือน้อยลง? เมื่อปี 2016 ยอดขายหนังสือเพิ่มขึ้น 3.3% ซึ่งเป็นปีที่สามติดต่อกันสำหรับการเติบโตของสื่อสิ่งพิมพ์ ขณะที่ยอดขาย ebook เริ่มลดลง

เกาะกระแสกันต่อ เมื่อ Amazon ได้เดินหน้าเปิดตัวร้านหนังสือแห่งแรกในนิวยอร์ก ตอนปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ที่เป็นทั้งแบบออนไลน์ และออฟไลน์ ซึ่งมีแผนที่เปิดให้บริการทั่วประเทศอีกด้วย

ความพิเศษของร้านหนังสือAmazon มีมากมายให้คนได้เข้ามาสัมผัส เพื่อสร้างความแตกต่างที่ไม่ใช่แค่ร้านหนังสือธรรมดาทั่วไป ให้ลูกค้าสามารถทำทุกอย่างได้ผ่านแอพลิเคชั่น Amazon อาทิ ดูข้อมูลหนังสือเพิ่มเติมได้ด้วยการสแกนบาร์โค้ด, ชำระเงินผ่านแอพฯเมื่อสแกนบาร์โค้ดเอาไว้ และถ้าผู้ซื้อเป็นสมาชิก Amazon Prime ก็จะได้รับส่วนลดพิเศษอีกด้วย

นอกจากนี้หนังสือทุกเล่มในร้าน จะไม่โชว์สัน แต่จะหันหน้าปกออกทั้งหมด ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้อ่านที่จะนิยมหยิบดูหน้าปก ราคา เรื่องย่อก่อนอย่างอื่น เป็นการมอบประสบการณ์ที่สร้างความสะดวกที่สุดให้แก่ลูกค้า

หนังสือส่วนใหญ่ในร้านจะได้รับการจัดอันดับ 4.8 ดาวขึ้นไป ความเจ๋งก็คือหนังสือทุกเล่มในร้านนี้จะมีการแสดงข้อมูลรีวิวหนังสือจากเว็บไซต์ Amazon จากผู้อ่านด้วย มีการจัดชั้นหนังสือแบบ ‘If you like, You’ll love’ แน่นอนว่าเวลาเดินเข้าร้านหนังสือคงมีหลายคนถามว่า “มีหนังสือที่คล้ายเรื่องนี้/แนวนี้ไหม” และAmazon ก็ได้ตอบโจทย์แล้ว

ไม่ใช่แค่หนังสือเท่านั้นที่จะได้เห็น แต่ยังมีอุปกรณ์ไอทีกว่า 20%ของร้านไม่ว่าจะเป็น Amazon Kindles, แท็บเล็ต Fire, Echos, Dots และอุปกรณ์มากมายที่คุณสามารถเชื่อมต่อกับ Echo ได้

แต่ด้วยสไตล์การเลือกหนังสือของร้านที่มีแต่หนังสือคะแนนสูง ๆ ก็ทำให้หลายคนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ รวมไปถึงการมองว่า Amazon Bookstore นี้ดูไม่เหมือนกับร้านหนังสือเอาซะเลย!?

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็คงต้องรอดูกันต่อไปว่า Amazon จะสร้างธุรกิจอะไรให้เราได้ตื่นตาตื่นใจกันอีกบ้าง?

source :

http://mashable.com/2017/06/12/amazon-books-irl-ugh/?utm_cid=hp-hh-pri#LN_SHlY56kqc 

NASA กับคอนเซ็ปต์ Mars Rover อนาคตของการสำรวจมนุษย์บนดาวอังคาร

รัดเข็มขัดให้แน่น เตรียมเดินทางไปนอกโลกกัน!

นาซา (NASA) เปิดตัวรถแลนด์โรเวอร์ ภายใต้แคมเปญ “Summer of Mars” มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เห็นภาพรวมของการศึกษาของ NASA เกี่ยวกับดาวเคราะห์ดวงนี้ แนวคิดใหม่ที่จะใช้คนเป็นผู้ขับเคลื่อนในการบุกสำรวจดาวอังคารในอนาคต 

รถแลนด์โรเวอร์ได้รับการออกแบบโดย Parker Brothers มีความยาว 8.5 เมตร สูง 3.3 เมตร ละกว้าง 4.3 เมตร มีล้อขนาดเท่ากันทั้งหกล้อซึ่งมีน้ำหนัก 2.7 ตัน สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยความเร็ว 110 กม./ชม. หลายคนก็บอกว่าเจ้ารถคันนี้แอบคล้ายรถของ Batman เลยแหละ

รถแลนด์โรเวอร์นี้ออกแบบมาเพื่อบรรจุนักบินอวกาศได้ถึง 4 คน รวมไปถึงมีการติดตั้งห้องปฏิบัติการที่สามารถแยกส่วนได้ ห้องทดลองนี้สามารถทำการวิจัยได้หลากหลาย รวมถึงการบุกหาหลักฐานของสิ่งมีชีวิตในอดีตบนดาวอังคาร และสามารถส่งตัวอย่างกลับไปยังโลกได้ นอกจากนี้ยังทำงานบนมอเตอร์ไฟฟ้าที่รับพลังงานจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ให้พลังงานแบตเตอรี่ 700 โวลต์

แนวคิดนี้เกิดขึ้นมาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนหนุ่มสาวที่ต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนการส่งมนุษย์ไปยังดาวเคราะห์แดงในช่วงทศวรรษที่ 2030 แม้ว่าแนวคิดนี้จะยังเป็นแค่การทดลอง แต่หลายองค์ประกอบของมัน อาจจะถูกนำมาปรับมาใช้ในการสำรวจดาวอังคารในอนาคตก็เป็นได้

“เราหวังว่านี่จะเป็นการกระตุ้นให้คนหนุ่มสาวอยากเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทางไปดาวอังคาร” Rebecca Shireman ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Kennedy visitor complex

sources : 

https://www.voanews.com/a/mht-nasa-unveils-mars-rover-concept/3892155.html

https://futurism.com/nasa-unveiled-a-rover-concept-that-could-be-the-future-of-human-exploration-on-mars/

3 สิ่งควรรู้ ก่อนให้เงินทำงาน

ให้เงินทำงาน

หันไปทางไหนมีแต่คนบอกว่าไม่ควรเก็บเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์เฉยๆ ควรนำเงินมาลงทุนจะได้เงินทำงาน ทำให้เงินงอกเงย เป็นหลักการที่ดีเพราะจะทำให้เรามีความมั่งคั่งในอนาคต ทำให้เงินเติบโตไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ได้รวดเร็วขึ้นจากการลงทุน ทำให้แต่ละคนมุ่งหน้าหาเงินเพื่อให้เงินงอกเงย โดยมองข้ามพฤติกรรมการใช้เงินและไม่สนใจวิธีหาเงินมาลงทุน ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้เราผิดพลาดทางด้านการลงทุนอย่างร้ายแรง แม้ว่าการลงทุนนั้นจะดีมากแค่ไหน แต่ถ้าวิธีการยังผิดพลาด ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คิดไว้แน่นอน เราควรเรียนรู้อะไรบ้างก่อนที่ทำเงินให้งอกเงย  

3 รู้ก่อนให้เงินทำงาน

 

1. รู้จักใช้จ่าย

รอยรั่วเพียงนิดสามารถทำลายเขื่อนทั้งเขื่อนให้พังทะลายลงมาได้ เพราะน้ำจะซึมออกมาเรื่อยๆค่อยๆกัดเซาะรอยที่แตกให้ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ พอนานเข้าก็ทำให้เกิดรอยแยกจนทำให้เขื่อนทั้งหมดพังลงมา ก็เหมือนกับการออมเงินที่แม้ว่าเราจะมีเงินออมมากแค่ไหน หรือนำเงินไปลงทุนได้เงินมากมาย แต่ถ้าเรามีรอยรั่วที่พฤติกรรมการใช้เงินด้วยวิธีแบบผิดๆ ยิ่งมีรายได้มากขึ้น ยิ่งใช้จ่ายมากขึ้นแบบนี้มีเงินเท่าไหร่ก็ไม่เหลือ เพราะการใช้เงินนั้นสำคัญกว่าการหาเงิน ควรปิดรอยรั่วของรายจ่ายก่อนเริ่มลงทุน ตัวอย่างพฤติกรรมทำให้เงินหาย

  • รักการแต่งรถเป็นชีวิตจิตใจ หาเงินได้เท่าไหร่ก็ทุ่มให้หมด
  • ชอบของใหม่ ไม่ว่าจะเป็นมือถือ แท็ปเล็ต มีรุ่นใหม่ออกมาก็ต้องซื้อมาเป็นเจ้าของให้ได้
  • ช้อปปิ้งเท่านั้นที่ครองโลก มีอะไรลดราคาก็ต้องจัดเต็มทุกครั้ง

 

2. รู้วิธีจัดสรรเงินก้อนเล็ก

“มีเงินเยอะกว่านี้แล้วค่อยออมเงิน” เป็นคำพูดที่ฟังแล้วสะเทือนใจมาก เพราะการออมไม่ได้แบ่งกันที่จำนวนเงินว่าต้องมีเงินเป็นแสน เป็นล้านถึงจะเริ่มออม แต่เราควรเริ่มต้นออมเงินด้วยรายได้หลักพันหรือหลักหมื่นของเรานี่แหละ มีรายได้มากก็ออมมาก มีรายได้น้อยก็ออมน้อย เช่น ออมเงินที่ 10% , 20% ,50% หรือ 70% ของรายได้ ฝึกที่จะจัดแบ่งเงินก้อนเล็กให้ได้ ใช้ให้พอในชีวิตประจำวันและที่สำคัญควรแบ่งเงินออมไว้ด้วย ถ้าเราสามารถดูแลเงินก้อนเล็กได้ เราก็จะสามารถดูแลเงินก้อนใหญ่ได้เช่นกัน  

3. รู้วิธีหาเงินลงทุนอย่างถูกวิธี

 

ทำงาน ==> ออมเงิน ==> ลงทุน

ไม่ใช่ กู้เงิน ==> ลงทุน

 เมื่อเราได้เงินจากการทำงาน แบ่งออมก่อนนำมาใช้จ่ายแล้วต่อยอดด้วยการลงทุน แต่หลายคนชอบทางลัดอยากให้เงินช่วยทำงานเพื่อให้เติบโตอย่างรวดเร็ว จึงหาแหล่งเงินมาลงทุนด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้องด้วยการกู้เงินมาลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงยโดยไม่ใช้เงินตัวเอง ซึ่งอาจจะผิดหรืออาจจะถูกก็ได้ เพราะวิธีที่คนอื่นใช้อาจจะไม่ได้ผลกับเรา เช่น หลายท่านคิดว่าจะลงทุนซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่า โดยใช้ค่าเช่าเป็นค่าผ่อนคอนโดซึ่งเป็นแนวคิดที่ดี จึงคิดที่จะกู้เงินมาลงทุนบ้าง แต่เราควรสำรวจตนเองก่อนการลงทุนว่า ……

  • จะหาคนเช่าคอนโดได้อย่างไร
  • ถ้ายังไม่มีคนมาเช่า มีเงินเพียงพอที่จะผ่อนเพื่อรอคนมาเช่าหรือไม่
  • เงินเพียงพอกับค่าตกแต่งห้องเพื่อดึงดูดให้คนมาเช่า เช่น แอร์ เฟอร์นิเจอร์
  • ฯลฯ

“ความสำเร็จเลียนแบบกันไม่ได้ 

แต่ออกแบบเป็นสไตล์ของตัวเองได้”

เราอ่านเจอในกระทู้นึงที่มีรูปแบบการนำเงินมาลงทุนแบบไม่ค่อยถูกต้องมาเป็นตัวอย่างเพื่อจะได้เข้าใจมากขึ้น ซึ่งหลายคนที่กำลังคิดจะทำตามก็ขอให้หยุดคิดสักนิดเพราะการลงทุนมันไม่ได้มีแต่กำไรอย่างเดียว มันมีขาดทุนด้วย เพราะแทนที่จะได้เงินงอกเงยแต่จะได้หนี้สินงอกเงยกลับไป ซึ่งการลงทุนนั้นจะต้องนำเงินส่วนที่เหลือหรือเงินเย็นจริงๆเท่านั้น ถ้ากู้มาลงทุนอาจจะทำให้เสียจังหวะการลงทุน เพราะจะขายก่อนที่จะได้กำไรก้อนโต   

ตัวอย่างกระทู้ นำเงินกู้สหกรณ์มาลงทุนหุ้น 3 ปี ในช่วงที่เกิดปฏิวัตได้ขายหุ้นเพื่อนำเงินไปคืนสหกรณ์ ณ ดัชนี 1,377  นี่คือภาพการกู้เงินมาลงทุน (ถ้าเงินนี้เป็นเงินเย็นที่ถือลงทุนยาวๆเจ้าของพอร์ตนี้คงกัดลิ้นตัวเองเพราะตอนนี้หุ้นขึ้นมาเกือบ 1,600 น่าจะได้กำไรเยอะมาก)   

3 รู้ก่อนให้เงินทำงาน ที่มา : http://pantip.com/topic/32185347  

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

 

ควรนำเงินเย็นมาลงทุน

 ในอดีตที่เราสนใจลงทุนหุ้นแต่ไม่มีประสบการณ์และมีความรู้น้อยมาก ทำให้ต้องอ่านมากกว่าคนอื่น อ่านหนังสือแนะนำต่างๆ แต่ก็มีคำถามคาใจว่า “ถ้าหุ้นมันดีจริงแล้วทำไมปี 40 ถึงได้เจ๊งขนาดนั้น” เราแค่อยากรู้ไว้จะได้ไม่ ซ้ำรอยเดิม แม้ว่ามันมาจากหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องจนเกิดเป็นวิกฤต แต่หนึ่งในวิธีการลงทุนแบบเจ๊งเร็วที่สรุปเอง คือ มันขึ้นอยู่กับความรู้และเงินที่นำมาลงทุนที่ยิ่งเงินร้อนมากยิ่งพังเร็ว   

ดังนั้นเราจึงเตือนตัวเองไว้เสมอว่า “จะไม่นำเงินกู้มาลงทุนเด็ดขาด” มีแค่ไหนเล่นแค่นั้น เราใช้คำว่า “เล่น” เพราะเราเป็นนักเก็งกำไรที่เล่นรอบ ไม่ใช่นักลงทุนที่ถือยาวรอปันผล จากการทำงานทำให้เห็นนักลงทุนหลายท่านที่ไม่เข้าใจการลงทุนของตนเอง มองว่าการเก็งกำไรเป็นสิ่งไม่ดีจึงใช้คำแทนตัวเองว่าเป็นนักลงทุนที่ซื้อแล้วรอปันผล แต่วิธีการลงทุนนั้นไม่ต่างจากนักเก็งกำไรที่ซื้อไม่ถึงสัปดาห์ก็ขายทิ้ง   

เราควรเข้าใจตนเองก่อนว่าเป็นนักลงทุนแบบไหน สั้น ปานกลางหรือถือยาว แล้วจึงเลือกหุ้นให้ถูกกับนิสัยของตนเอง เราเห็นหลายคนที่ “ซื้อหุ้นอย่าง VI แล้วขายแบบนักเก็งกำไร” หรือ “ซื้อหุ้นอย่างนักเก็งกำไรแล้วขายอย่าง VI” มาเยอะละ ผลงานไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ สรุปคือ ถ้าเราไม่ใช่ VI แท้ก็ยอมรับซะว่าเป็นนักเก็งกำไรที่ต้องท่องคำว่า “คัทลอส” ให้ขึ้นใจก่อนการเล่น ไม่อย่างนั้นคงสำลักคำว่า “ดอย”  

“เงินออมที่มีอาจจะหมดได้  ถ้าเราไม่เข้าใจนิสัยของตัวเอง”

 คุณคิดว่าคนถูกหวยกับคนไม่ถูกหวยจะได้ยินใครคุยมากกว่ากัน?? เป็นคำถามที่เราใช้ตอบนักลงทุนหน้าใหม่ที่เข้ามาลงทุนครั้งแรก เพราะแต่ละคนที่เข้ามามักมีภาพที่สวยงานว่าการลงทุนมีแต่กำไร เพื่อนรอบข้างนักลงทุนมีแต่กำไรกันทั้งนั้น 

แม้ว่าเรารู้วิธีลงทุนที่ได้ผลตอบแทนจากเล่นหุ้น แต่จะไม่เล่าให้นักลงทุนหน้าใหม่ฟัง ไม่ใช่กั๊กวิชา แต่อยากจะสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดให้ระมัดระวังก่อนการลงทุน เรื่องดีๆจากการลงทุนก็น่าจะฟังมาเยอะแล้ว เราเลือกที่จะเล่าถึงการลงทุนที่ผิดวิธี เงินที่นำมาลงทุนและสไตล์การลงทุนที่ผิดพลาด เพื่อเตือนก่อนว่าหนทางการลงทุนข้างหน้าจะเจอกับอุปสรรคอะไรบ้าง จะได้ไม่ผิดซ้ำรอยเดิม  

“หากนำเงินมาลงทุนที่ผิดวิธี

จากเงินที่งอกเงยจะกลายเป็นหนี้งอกเงย

 ขอบคุณกระทู้นี้ที่ทำให้เรารู้ว่าวิธีเดิมๆแบบปี 40 นั้นไม่ได้หายไปจากความคิดการลงทุนที่มองว่าเล่นหุ้นแล้วรวยง่าย คุณอาจจะโชคดีที่ผ่านพ้นมันมาได้ เป็นการเก็งกำไรแบบนักลงทุนทั่วไปที่จะโชคดีไม่เกิน 3 ครั้ง เพราะครั้งสุดท้ายเป็นรอบ “เหมาจ่าย”   ครั้งที่ 1 ได้กำไร ครั้งที่ 2 ได้กำไร ครั้งที่ 3 ได้กำไรและจะทุ่มหมดตัว ครั้งที่ 4 หมดตัวจริงๆ อาจจะมีหนี้ติดมาด้วย 

5 ข้อคิดที่ผิดพลาดเวลา “ลงทุน”

เผอิญว่าช่วงนี้มีคำถามเข้ามาหาผมค่อนข้างจะเยอะครับ และส่วนใหญ่จะเป็นคำถามที่ซ้ำ ๆ กัน และผมว่ามันเป็นประเด็นที่ดีสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นกับกองทุนรวมครับ ดังนั้นเรามาดูกันว่า มีอะไรบ้างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดกับการลงทุนในกองทุนรวมครับ เรามาดูพร้อม ๆ กันครับ

1. ซื้อกองทุนที่ NAV ต่ำ ๆ สิจะได้มีโอกาสได้ผลตอบแทนมาก ๆ

อันนี้ต้องปรับความเข้าใจกันใหม่เลยครับ กองทุน จะไม่เหมือนกันหุ้นนะครับ ที่เราซื้อหุ้นบริษัทเล็ก ๆ ราคาถูก ๆ แล้วหวังว่ามันจะโตและมีคนมาซื้อต่อด้วยราคาสูง ๆ ครับ เพราะว่ากองทุนรวมนั้น คือการที่ผู้จัดการกองทุน เป็นคนเลือกซื้อหุ้นมาไว้ในกองทุนนะครับ ไม่ได้เกิดจากการที่ไปลงทุนเองในหุ้นโดยตรงครับ

โดยที่ผู้จัดการกองทุนอาจจะเลือกหุ้นที่มีปันผลมาก ๆ แต่ไม่ได้มีการเติบโตซักเท่าไหร่ เพราะว่าเป็นบริษัทขนาดใหญ่อยู่แล้ว การขยายขนาดของหุ้นตัวนั้นอาจจะไม่ได้มีโอกาสมากครับ ดังนั้น NAV(สินทรัพย์ทั้งหมดในกองทุนหักด้วยค่าใช้จ่ายและหนี้สินของกองทุนแล้ว) ที่ปรับตัวขึ้นมาอาจจะเกิดจากที่หุ้นปันผลออกมาครับ ไม่ได้เกิดจากกำไรของการซื้อ-ขายหุ้นที่มีราคาถูกหรือแพงครับ

เห็นไหมครับว่าไม่เหมือนกับการลงทุนในหุ้น คราวนี้เรามาดูอีกตัวอย่าง ของเรื่องที่ราคาของ NAV ถูกหรือแพง ไม่ได้บ่งบอกว่าเป็นกองทุนที่ดีหรือไม่ดีนะครับ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ เช่น

กองทุน A มี NAV ต่อหน่วยอยู่ที่ 10 บาท

กองทุน B มี NAV ต่อหน่วยอยู่ที่ 20 บาท

เราคงไม่สามารถบอกได้ว่ากองทุน B ดีกว่า กองทุน A เพราะมีสินทรัพย์เยอะกว่า หรือ เราไม่สามารถบอกได้ว่ากองทุน A จะมีโอกาสปรับราคาขึ้นได้มากกว่า B เพราะราคายังถูกว่าครับ ลองดูกันต่อนะครับ

กองทุน A มี NAV ต่อหน่วยอยู่ที่ 10 บาท 3 เดือน ต่อมาตลาดหุ้นขึ้นแต่ผู้จัดการกองทุนเลือกหุ้นผิดทำให้ ตัวหุ้นส่วนใหญ่ในกองทุนได้ปรับตัวลดลงสวนทางกับตลาดหุ้น ส่งผลให้ NAV กองทุน A อยู่ที่ 5 บาท

กองทุน B มี NAV ต่อหน่วยอยู่ที่ 20 บาท 3 เดือน ต่อมาตลาดหุ้นขึ้น และผู้จัดการกองทุนเลือกหุ้นได้ดี โดยตัวหุ้นที่อยู่ในกองทุนได้ปรับตัวสูงขึ้นตามตลาดหุ้นที่เป็นขาขึ้นดังนั้น NAV กองทุน B มาอยู่ที่ 25 บาท

เห็นรึยังครับว่า กองทุนที่มี NAV ต่ำ ๆ ไม่ได้หมายความดี เพราะราคาถูกนะครับ แต่อาจจะหมายถึงการบริหารจัดการไม่ดีก็ได้ครับ ในทางกลับกัน การที่มี NAV สูงอยู่ ก็มีสิทธิ์เพิ่มขึ้นได้เช่นเดียวกันครับถ้าผู้จัดการกองทุนเลือกหุ้นได้ดี ดังนั้นเราจะไม่ค่อยเปรียบเทียบ NAV กัน แต่จะดูแนวโน้มการเติบโตของ NAV มากกว่านะครับ อย่างเช่นกองทุน B เป็นต้น

2. ชอบคิดว่า ผลตอบแทนในอดีต คือ ผลตอบแทนในอนาคต

อันนี้เรียกได้ว่าผมมาเตือนสติ ตัวเองและท่านผู้อ่านไปพร้อม ๆ กันนะครับ เนื่องจากผลตอบแทนในอดีต ไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกว่ากองทุนจะสามารถทำผลตอบแทนได้เหมือนที่เคยทำนะครับ และไม่ได้เป็นตัวการันตผลตอบแทนในอนาคตด้วยครับ ท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ อย่าเพิ่งว่าผมนะครับ ว่าทำไมในบทความก่อน ๆ ถึงเอาผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี , 5 ปีมาให้ดูประกอบการตัดสินใจ คืออาจจะดูย้อนแย้งกับสิ่งที่ผมได้ทำไว้กับท่านผู้อ่าน (T-T) แต่เนื่องจากผมไม่สามารถทำนายอนาคตได้ครับ (ถ้าทำได้คงรวยไปแล้วครับ) จึงนำเอาสิ่งที่มี และดีที่สุดให้กับท่านผู้อ่านครับ (ดูหล่อขึ้นมาทันที) คืออัตราผลตอบแทนย้อนหลังนี่แหละครับที่พอ ที่จะช่วยได้บ้าง

เนื่องจากผลตอบแทนย้อนหลังเป็นอะไรที่สะท้อนถึงการทำงานของผู้จัดการกองทุนครับ ว่าที่ผ่านมาบริหารและทำผลตอบแทนได้ดีหรือไม่ครับ และยังแสดงถึงการจัดการโดยรวมของกองทุนด้วยครับ

ถึงแม้ว่าคนเราจะผิดพลาดกันได้ แต่ก็ไม่ควรผิดพลาดกันบ่อย ๆ ใช่ไหมครับ ? ดังนั้นถ้าเป็นไปได้เราก็ควรที่จะดูผลตอบแทน ย้อนหลังกันยาว ๆ หน่อย เช่น 3 ปี หรือ 5 ปีครับ ถ้าผู้จัดการกองทุนทำพลาดบ่อย ๆ ผลตอบแทนในระยะยาวคงไม่ดีแน่ ๆ ครับ

ส่วนถ้าผู้จัดการกองทุนผิดพลาดไปบ้างในการลงทุนระยะสั้น แต่ผลตอบแทนในระยะยาวที่ผ่านมาก็ยังทำผลงานได้ดี ดังนั้นแล้วก็เป็นไปได้ว่า ในอนาคตผู้จัดการกองทุนก็อาจจะกลับมาทำผลงานได้ดีก็เป็นไปได้ครับ (ช่วงนั้น ผู้จัดการกองทุนอาจจะโดนแฟนทิ้ง ติดหญิง ดวงซวย งานเข้า แม่ป่วย ดูบอลนอนดึก ติดยา(คูลย์) ก็เป็นไปได้ครับ เพราะผู้จัดการกองทุนก็เป็นคนนะครับ อย่าลืม)

แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ควรเอาผลตอบแทนย้อนหลังมาเป็นตัวตัดสินอนาคตครับ ต้องคิดแบบนี้เสมอครับ ซึ่งผมจะบอกวิธีการแก้ไขว่าถ้าไม่ดูผลตอบแทนในอดีตเราจะมีวิธีอะไรที่ช่วยได้ในหัวข้อถัดไปครับ (คำตอบอยู่ในย่อหน้าสุดท้ายของข้อ 3 ครับ)

3. ชอบลอกการบ้าน

ผมมักจะเห็นว่าส่วนใหญ่มีการลงทุนในกองทุนหุ้นอยู่ค่อนข้างมากคับ โดยไม่ได้ลงทุนกับกองทุนรูปแบบอื่น ๆ ไว้เลยครับ หรือ เรียกได้ว่ามีการลงทุนในกองทุนหุ้นมากกว่าความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้ครับ หรือบางคนคิดว่ากองทุนหุ้นเสี่ยงก็จริง และคิดว่าตัวเองรับได้ พอถึงเวลาขาดทุนจริง ไม่ใช้สลิง ไม่ใช่สตั้น ขึ้นมาก็กลายเป็นว่ารับขาดทุนไม่ได้ซะงั้นอันนี้ผมเจอไม่บ่อย และพอมีโอกาสได้เจอผมก็จะถามว่า พอร์ตที่มีติดลบอยู่จะแก้อย่างไร อ้ากกก อันนี้ยากเลย

ผมก็ถามกลับไปว่าทำไมถึงลงกองทุนนี้ครับ ?

คำตอบที่ได้รับคือ เพื่อนบอก // เพื่อนชวน หรือ เห็นเพื่อนลง ก็เลยลงด้วย

ดังนั้นเราไม่ควรที่จะไปลอกการบ้านของคนอื่น ๆ ครับ เดี๋ยวอาจารย์จับได้…..ไม่ใช่ !! เพระว่าแต่ละคนมีการยอมรับความเสี่ยงที่ได้ไม่เท่ากันครับ ดังนั้นเราควรที่จะต้องประเมินตนเองก่อนการลงทุน และต้องรู้สัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเอง ซึ่งจะมาจากการที่ทำแบบประเมินความเสี่ยงก่อนนะครับ

ลองย้อนอ่านในบทความ Road Map ในการลงทุนกับกองทุนรวมก่อนก็ได้ครับ

เมื่อเราได้สัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเอง จะทำให้เราไม่ต้องไปพะวงกับผลของกำไร หรือ ขาดทุนมากนัก เพราะเนื่องจากว่า สัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมนั้น จะทำให้ได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ เวลาที่พอร์ตขาดทุนก็จะไม่มากถึงขนาด

3 ช่วงเวลาสู่อิสรภาพทางการเงิน

เท่าที่ผมสังเกตบรรดาเพื่อนพ้องเพื่อนฝูงมา หลายๆคนมีความใฝ่ฝันที่จะมีอิสรภาพทางการเงินและแต่ละคนก็จะมีช่วงเวลาต่างๆที่จะก้าวไปสู่จุดนั้น หลายคนเริ่มมาจากพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว ไม่มีหนี้สินก็จะสามารถเดินเข้าไปสู่การสร้างความมั่งคั่งได้ง่ายกว่าคนที่มีพื้นฐานที่น้อยกว่า แต่ผมว่ามันก็ไม่แน่เสมอไปนะเพราะคนที่ติดลบมาก่อนอาจจะสามารถเรียนรู้และเข้าใจในความเสี่ยงและกล้ายอมรับความเสี่ยงจนสามารถบรรลุเป้าหมายตัวเองก่อนผู้ที่มีพื้นฐานดีก่อนก็ได้ หลายๆอย่างมันอยู่ที่ Mindset และการลงมือกระทำครับ เท่าที่ผมสังเกตมาเลยอยากจะขอแบ่งคนที่ไปสู่อิสรภาพทางการเงินได้เป็น 3 ลำดับกลุ่มนะครับ ใครอยู่ในระดับไหนบ้างครับ

ช่วงเวลาเป็นมนุษย์เงินฝาก (A General Saver)

สำหรับทั้งมนุษย์เงินเดือนและไม่ใช่มนุษย์เงินเดือนก็ตาม บางครั้งเราได้เงินมาจากการทำงานก็จะมานั่งคิดๆกันว่าจะเอาเงินเก็บไว้ที่ไหนดี โดยคนส่วนมากจะเก็บไว้ในบัญชีออมทรัพย์ซึ่งได้ดอกเบี้ยที่ยิ่งใหญ่มากพอๆกับความเสี่ยงที่แสนต่ำ ก็รู้สึกว่า ทำไมชีวิตเรานั้นไม่รวยซักที คนเหล่านี้ก็จะพยายามหาหนทางในการก้าวไปสู่ความมั่งคั่งที่มากขึ้นและพยายามรับความเสี่ยงให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ หุ้น เชื่อผมไหมครับว่าคนส่วนใหญ่เลือกที่จะอยู่เป็นมนุษย์เงินฝากก็เพราะ อาจจะยังไม่รู้ว่าการลงทุนมีอะไรบ้างต้องทำอย่างไร หรือ ไม่ก็ ไม่ต้องการจะรับความเสี่ยงใดๆ ขอทำงานต่อไปดีกว่า การทำงานไปเรื่อยๆมีเงินใช้นั่นล่ะปลอดภัยที่สุดแล้ว

ช่วงเวลาเป็นมนุษย์นักลงทุน (A Wealth Achiever)

แต่พอเราก้าวขึ้นมาเป็น Step นักลงทุนแล้ว เป้าหมายจะเปลี่ยนไปคือการมีอิสรภาพทางการเงิน มีการลงทุนและเริ่มรับความเสี่ยงได้ ยอมขาดทุนได้เพราะรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นเป็นอย่างไร หลายๆคนเริ่มจากการเป็นเม่าก่อน และเริ่มเรียนรู้วิธีการลงทุนให้เป็นในแบบของตัวเอง และในจุดนี้มันจะส่งผลต่อความสำเร็จในเชิงปริมาณที่ไม่เท่ากัน บางคนอาจจะไปสู่อิสรภาพทางการเงินด้วย Port ระดับ 1,000 ล้าน บางคนอาจจะมาถึงพอร์ทระดับ 10 ล้านบาท นักลงทุนจำนวนไม่น้อยจะสร้างเป้าหมายในจุดนี้และคิดว่าการ Maximize Profit นั้นคือคำตอบให้กับชีวิต หลายคนกลัวการเสียเงินกับเรื่องอื่นๆรอบตัวเพราะคิดว่าชีวิตนี้จะต้องบรรลุเป้าหมายเงินทองให้สำเร็จก่อน ไม่เช่นนั้นจะรู้สึกว่าอิสรภาพทางการเงินเกิดไม่ได้ การใช้เงิน 10% ไปกับการซื้อของอาจจะเป็นเรื่องน่าเสียดายสำหรับเขาเพราะคิดว่าถ้าเอามาลงทุนอาจจะสามารถสร้างความมั่งคั่งได้เพิ่มขึ้นอีก

ช่วงเวลาเป็นมนุษย์ผู้สร้างความสุข (A Happiness Creator)

เชื่อผมไหมครับว่าตัวเลขเชิงปริมาณ เช่น Port 1,000 ล้าน หรือ 10 ล้าน อาจจะไม้ได้เป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับใครหลายๆคนก็ได้ เท่าที่ผมเห็นมาจากผู้ประสบความสำเร็จในการลงทุน ท้ายสุดเขาจะเปลี่ยนกลับมองถึงการ “สร้างความสุขในชีวิต” ซึ่งมันเป็นลักษณะของการวัดความสำเร็จในเชิงคุณภาพ หลายๆคนเลือกที่จะลงทุนไม่เสี่ยงและได้รับผลตอบแทนน้อย ไม่ใช่เป็นเพราะว่าเขาไม่ได้เก่งอะไร แต่เขาอาจจะมองว่าชีวิตเขานั้นควรจะสมดุลในทุกๆด้านและความสำคัญกับเรื่องทางการเงินอื่นๆรอบตัว เช่น ความปลอดภัยในสถานะทางการเงินของครอบครัว การแบ่งเงินไปทำอย่างอื่นเพื่อให้รางวัลกับชีวิตและสังคม คนเหล่านี้สามารถเกิดความมั่งคั่งในระดับหนึ่งซึ่งอยู่ภายใต้ความเสี่ยงที่เขารับได้ เขาอาจจะมีเงิน 1,000 ล้าน ก็ได้ 10 ล้านก็ได้ แต่ตัวเลขนี้ไม่ใช่ความสำคัญอะไรสำหรับเขา เพราะความสุขของการบริหารเงินในแต่ละด้านมีความสำคัญกว่า

ผมเชื่อว่าหลายๆคนอยู่ในจุดที่เป็นผู้สร้างความสุขแล้วใช่ไหมครับ? แน่นอนว่าคุณน่าอิจฉามาก ที่มีอิสรภาพทางการเงินที่เลือกได้ ^_^

ปล. โลกนี้อาจจะไม่ได้มีแค่เรื่องเงินทองและการลงทุนเท่านั้นนะ

หยุดสักทีกับการวางแผนภาษีแบบผิดๆ

ทุกครั้งทุกคราวที่เราพูดถึงเรื่องการวางแผนหรือจัดการการเงิน ใครหลายคนก็มักจะนึกถึงแต่เพียงการเพิ่มรายได้ สร้างรายได้ให้งอกเงยวิธีไหนดี ลงทุนอะไร หุ้นตัวนั้น กองทุนตัวนี้ดีมั๊ย โดยที่เราอาจจะลืมนึกถึงเรื่องใกล้ตัวของเราไป นั่นก็คือรายจ่ายที่เราสามารถจัดการมันได้เช่นกันอย่าง “ภาษี” 

คนส่วนใหญ่อาจจะไม่รู้ว่าเราสามารถจัดการกับภาษีของเราได้และบางคนอาจมีทัศนคติที่ว่าการวางแผนภาษีเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและวุ่นวาย จึงละเลยเรื่องการวางแผนภาษี แต่รู้หรือไม่ว่า ความคิดแบบนี้อาจจะทำให้เราเสียโอกาสในการมีเงินเพิ่ม เพราะตราบเท่าที่เรายังมีรายได้อยู่ เราก็จำเป็นต้องยุ่งเกี่ยวกับภาษี

ดังนั้นวันนี้จึงอยากปรับเปลี่ยนทัศนคติในเรื่องการวางแผนภาษีแบบง่ายๆกันใหม่ โดยใช้เทคนิคการวางแผนภาษีที่ถูกต้องมาฝากกัน 3 ข้อ และหวังว่าเทคนิคเหล่านี้จะทำให้ความยุ่งยากทั้งหมดที่เคยมีเปลี่ยนเป็นความเข้าใจที่มากขึ้น เอาล่ะ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

1. หยุดเชื่อคนอื่นในการวางแผนภาษี

เคล็ดลับข้อนี้เป็นเคล็ดลับที่สำคัญและควรเริ่มต้นทำก่อนเป็นอันดับแรก นั่นคือการศึกษาเรื่องภาษีให้ถูกต้อง และเข้าใจว่าเราต้องการอะไรจากการวางแผนภาษี ไม่ใช่เชื่อคำตอบจากคนอื่นเพียงอย่างเดียว เพราะการวางแผนภาษีนั้นเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ซึ่งเราควรหาความรู้และวิเคราะห์ด้วยความเข้าใจ ก็จะทำให้เราสามารถเลือกลดหย่อนได้อย่างถูกต้องครับ

2. หยุดคิดจะลดหย่อนให้มากที่สุด

การพยายามลดหย่อนภาษีให้มากที่สุด อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องนัก เพราะสิ่งที่เราต้องการคือประหยัดค่าใช้จ่าย ดังนั้นเราต้องเปรียบเทียบความคุ้มค่าในการจ่ายไปเพื่อลดหย่อนภาษีว่ามันทำให้เรามีค่าใช้จ่ายโดยรวมเพิ่มขึ้นหรือลดลงกันแน่

3. ตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าต้องการอะไรจากการลงทุนหรือวางแผนภาษี

ความต่อเนื่องจากข้อที่หนึ่ง นั่นคือทุกครั้งที่จ่ายไปเราต้องรู้ว่าสินทรัพย์การเงินแต่ละตัวนั้นตอบโจทย์การลงทุนหรือวางแผนภาษีของเราหรือเปล่า ยกตัวอย่างเช่น ประกันชีวิต (เหมาะกับคนที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากการเสียชีวิต)  LTF (เหมาะกับคนที่ต้องการลดหย่อนภาษีและลงทุนในระยะยาว) RMF (เหมาะกับคนที่ต้องการวางแผนภาษีและใช้เงินก่อนนี้ยามเกษียณ) ซึ่งถ้าหากเราเข้าใจการลงทุนของเราแล้ว ก็จะทำให้เราเลือกค่าลดหย่อนได้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

เช่น ถ้าหากเราอยากวางแผนเกษียณเป็นหลัก การเลือกใช้ RMF หรือประกันแบบบำนาญอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เพราะได้ลงทุนและประหยัดภาษีไปพร้อมๆกัน 

หรือ มองอีกด้านหนึ่งเราอาจจะใช้เงื่อนไขทางด้านภาษีมาเป็นโอกาสในการสร้างวินัยทางการลงทุนของเรา ก็ได้ เช่นเราอยากลงทุนระยะยาว ก็อาจเลือกใช้ LTF ในการทยอยซื้อในจำนวนเท่าๆกันทุกเดือน และจำกัดการขายของเราไว้ถึง 7 ปีปฏิทินเพื่อให้เห็นผลของการลงทุนนั้น แบบนี้ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ไม่เลวเหมือนกันครับ

สุดท้ายนี้ขอบอกว่า 3 เทคนิคนี้เป็นเทคนิคง่ายๆที่ใครๆก็ทำได้ ขอเพียงแค่ตั้งใจจริงที่จะสนใจเรื่องของภาษี ผมเชื่อว่าถ้าใครได้ลองทำดูจะรู้ว่ามันไม่ยากอย่างที่คิดแน่นอนครับ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save