สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 27 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 27 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2559

สวัสดีครับ กลับมาแล้วอีกครั้งในสัปดาห์ที่ 3 กับ WEEKLY OUTLOOK กับผมนาย “อัศวินกองทุน” คนหน้าตาดี มีข้อมูลการลงทุนมาฝาก สำหรับบทความวันนี้ ผมจะมาสรุปสถานการณ์การลงทุนทั่วโลก รวมถึงแนวโน้มที่น่าสนใจต่างๆ มาให้ท่านผู้อ่านได้อัพเดทกันอย่างทันเหตุการณ์อีกแล้วครับผม!

สำหรับช่วงวันที่ 27 มิถุนายน – 1 กรกฏาคม 2559 นั้นมีผลกระทบมากมายต่อเศรษฐกิจและสถานการณ์การลงทุนทั่วโลก หลังจากที่เกิด Brexit หรือการที่ สหราชอาณาจักรมีมติออกจากสหภาพยุโรป เรามาดูกันครับว่า สำหรับแนวโน้มสัปดาห์นี้ มีอะไรที่เราทุกคนต้องเตรียมตัวและระวังในการลงทุนกันบ้างครับ

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

สรุปภาพรวมประจำสัปดาห์ :เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงชะลอตัวหลังจาก สหราชอาณาจักรมีมติออกจากสหภาพยุโรป

ตลาดหุ้นสหรัฐ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีโอกาสเกิดความผันผวนสูงจากผลของ Brexit และคาดว่าระดับราคาที่สูงกว่ามูลค่าพื้นฐานส่งผลให้มีโอกาสถูกขายทำกำไรในไม่ช้า แบบนี้เห็นทีไม่ดีแน่ครับ ผมขอบอกตรงๆ เลยว่า “ลดการลงทุน” แบบด่วนๆ กันเลยครับผม

ตลาดหุ้นยุโรป

มีความผันผวนเพิ่มขึ้นหลังจากผล Brexit  และคาดว่าเศรษฐกิจยุโรปมีโอกาสถูกปรับลดเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ในจังหวะอย่างนี้อย่าเพิ่งใจร้อนครับ ปรับลดการลงทุนก่อน แล้วรอดูสถานการณ์ไปอีกสักระยะ คงจะมีอะไรให้ติดตามกันต่อไปครับผม

ตลาดหุ้นจีน

แน่นอนครับว่า ตลาดหุ้น H-SHARE ที่มีการลงทุนของเงินทุนต่างชาติ จะมีความเสี่ยงมากขึ้นหลังผล Brexit ออกมา ในขณะที่ตลาดหุ้น A-SHARE นั้นถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยภายในประเทศเป็นหลักและมีราคาต่อมูลค่าพื้นฐานที่น่าสนใจ ก็แปลว่าจะไม่ได้รับผลกระทบต่อประเด็นนี้มากนัก

ดังนั้นผมคิดว่าในกรณีของ H-SHARE แนะนำให้คงการลงทุนไว้ แต่ A-SHARE นั้นอาจจะเป็นจังหวะดีที่จะจัดการลงทุนเพิ่มเข้าไปในช่วงนี้ครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ผลกระทบของ Brexit ทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้น จากความต้องการเงินเยนซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาต่อมูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับลงมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจ จึงมีความเป็นไปได้มากที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีความจำเป็นต้องเข้าแทรกแซง และแน่นอนครับว่านี่คือโอกาสที่เราจะเพิ่มการลงทุนในตลาดญี่ปุ่นช่วงนี้ครับ

ตลาดหุ้นเกาหลี

ผมมองว่า ตลาดหุ้นเกาหลีมีความเสี่ยงมากขึ้นครับ หลังจากการออกจาก EU ของสหราชอาณาจักร อาจส่งผลให้เกิดการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกโดยรวม ซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจเกาหลีที่มีการพึ่งพาการส่งออกสูง ดังนั้นรอดูท่าทีด้วยการคงการลงทุนไว้ก่อนน่าจะดีกว่าครับผม

ตลาดหุ้นไทย

ต้องยอมรับว่าการเกิด Brexit นั้นมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก และส่งผลให้มีโอกาสเกิดแรงขายในตลาดหุ้นไทย เนื่องจากราคาต่อมูลค่าพื้นฐานยังสูง ซึ่งในสถานการณ์แบบนี้ผมว่าลองปรับลดการลงทุนลงหน่อยจะดีกว่าครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย

ผมคาดว่า ตลาดหุ้นอินเดียจะได้รับผลกระทบจาก Brexit จากการที่อินเดียมีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหภาพยุโรป และสหราชอาณาจักรรวมกว่าร้อยละ 20 ของการส่งออก ซึ่งความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นแบบนี้ ย่อมมีผลกระทบต่อการลงทุนของเราครับ ดังนั้นลดน้ำหนักการลงทุนสักนิดน่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่าครับ

เงินสดและตราสารหนี้ระยะสั้น

โดยรวมแล้วสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ ค่อนข้างมีความผันผวนสูง ในช่วงนี้ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากแนะนำให้ลองเพิ่มการถือครองเงินสดและการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อรอจังหวะในการลงทุนที่เหมาะสมครับ

น้ำมัน

ผลการเกิด Brexit เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและความต้องการใช้น้ำมัน โดยอุปทานน้ำมันที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะจากอิหร่าน และอุปสงค์ที่มีความเสี่ยงชะลอตัว จะกดดันราคาน้ำมันในระยะต่อไป นั่นแปลว่าในระยะสั้นช่วงนี้ การลดการลงทุนลงไปคงจะเป็นอะไรดีที่ดีกว่าครับ

ทองคำ

เมื่อเกิดความไม่แน่นอนจาก Brexit และความผันผวนในตลาดหุ้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้นักลงทุนมีแนวโน้มในการซื้อทองคำเพิ่มขึ้นเพื่อเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แบบนี้ผมคิดว่าถ้าหากไม่ติดอะไร การเพิ่มการลงทุนในทองคำก็เป็นอะไรที่น่าสนใจหมือนกันนะครับ

ตราสารหนี้ไทย

ราคาพันธบัตรรัฐบาลไทยช่วงอายุ 1-3 ปี ไม่เปลี่ยนแปลงโดยในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงภาวะชะลอตัว นักลงทุนควรถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย ดังนั้นช่วงนี้คงการลงทุนในตราสารหนี้ไทยไว้ก็ยังเป็นอะไรที่ผมยังคงแนะนำเหมือนเช่นเคยครับ

จบกันไปอีกแล้วครับผม สำหรับการวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในสัปดาห์ที่ 3 นี้ ผม “อัศวินกองทุน” หวังไว้ลึกๆครับว่าแนวทางต่างๆ ที่ผมแนะนำและพูดคุยให้ฟังกัน จะสามารถช่วยให้นักลงทุนทุกท่านตัดสินใจในการลงทุนสินทรัพย์ประเภทต่างๆตามความต้องการได้อย่างเหมาะสมนะครับ และถ้าจะให้ดี อย่าลืมเช็คเป้าหมายและความเสี่ยงที่รับได้ในการลงทุนของท่านให้แน่นอนก่อนตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ทุกประเภทครับ

สุดท้ายนี้ ถึงแม้ว่าผลการออกจากการเป็นสหภาพยุโรป (Brexit) มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นจริงแล้วก็ตาม (เพราะต้องรอการโหวตในสภา และกว่าจะเกิดขึ้นจริงๆก็คงจะเป็นอีก 2-3ปี ข้างหน้า) ผมขอให้คำแนะนำสั้นๆอีกครั้งก่อนจากกันครับว่า อย่าลืมมองภาพรวมของเศรษฐกิจโลกให้ชัดเจน เพราะทุกๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกของเราหลังจากนี้ ย่อมจะมีผลต่อการลงทุนของเราไม่มากก็น้อยครับ

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 23  มิถุนายน 2559 ทั้งนี้ เอกสาร นี้จัดทําโดย บลจ.ไทยพาณิชย์ เพื่อเป็นข้อมูลสําหรั

กองทุนดัชนี… กองทุนที่นักลงทุนอันดับหนึ่งของโลกแนะนำ

Just making monthly investments in a low-cost index fund makes a lot of sense, Buffett said. – การลงทุนทุกเดือนในกองทุนดัชนีที่ค่าธรรมเนียมต่ำเป็นการลงทุนที่สมเหตุสมผลเป็นอย่างยิ่ง บัฟเฟตกล่าว

กองทุนดัชนี้คืออะไร? ทำไมนักลงทุนอันดับหนึ่งของโลกอย่าง Warren Buffett ราชาแห่งอาณาจักร Berkshire Hathaway ถึงแนะนำ คำตอบเหล่านี้ไม่ยากเลยสำหรับมือใหม่ทุกคน

กองทุนดัชนี คือ กองทุนรวมที่ผู้จัดการกองทุนมีเป้าหมายในการออกแบบกองทุนและผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ที่สุด ซึ่งดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ก็คือมูลค่าของหุ้นตัวสำคัญและพื้นฐานดีหลายตัวมารวมกัน เช่น SET50 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็คือการคัดสรรหุ้นที่มีพื้นฐานดีเหมาะกับการลงทุนของประเทศไทย 50 ตัวมารวมกันเป็นดัชนี ดังนั้น กองทุนรวม SET50 ก็จะเป็นกองทุนรวมที่มีเป้าหมายที่จะเลียนแบบหุ้นและผลตอบแทนของดัชนีนี้

ทำไมถึงควรลงทุนในกองทุนรวมดัชนี

1. ดัชนีประกอบด้วยหุ้นพื้นฐานดี ดังนั้นการซื้อหุ้นตามดัชนีจะเป็นการลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีที่ผ่านการแนะนำจากตลาดหลักทรัพย์แล้ว ไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงความสามารถของผู้จัดการกองทุนจนมากเกินไป

2. ค่าธรรมเนียมต่ำ เนื่องจากการบริหารกองทุนดัชนี ผู้จัดการกองทุนไม่จำเป็นต้องเลือกหุ้นลงทุนรายตัว ทำให้ค่าธรรมเนียมต่ำกว่ากองทุนรวมแบบอื่น ที่ผู้บริหารต้องใช้ความสามารถมาก

3. กระจายความเสี่ยงดี เพราะดัชนีหุ้นนั้นส่วนใหญ่จะประกอบด้วยหุ้นจำนวนมาก อย่างต่ำก็ 30 ตัวขึ้นไป ดังนั้นการถือกองทุนรวมดัชนีจึงเหมือนการกระจายการลงทุนในหุ้นพื้นฐานหลายสิบหรือหลายร้อยบริษัท ทำให้พอร์ตการลงทุนไม่พึ่งพิงหุ้นตัวใดตัวหนึ่งจนมากเกินไป

4. ดัชนีเป็นตัวแทนของประเทศ ในกรณีที่นักลงทุนสนใจลงทุนในประเทศอื่น เช่น นักลงทุนรู้สึกว่าประเทศเวียดนามมีการเติบโตที่ดี แต่ไม่มีความรู้ในการลงทุนหุ้นรายตัวของประเทศเวียดนาม นักลงทุนสามารถลงทุนในกองทุนดัชนีแทน ซึ่งเป็นตัวแทนของประเทศนั้น การเติบโตของดัชนีจึงมักอิงไปกับการเติบโตของประเทศเป็นหลัก ไม่พึ่งพาหุ้นตัวใดตัวหนึ่งจนมากเกินไป

ข้อจำกัดในการลงทุนกองทุนดัชนี

เนื่องจากกองทุนรวมดัชนีเน้นการจัดพอร์ตและผลตอบแทนตามดัชนี ดังนั้น นักลงทุนจึงแทบไม่มีโอกาสจะชนะดัชนี หรือว่าภาพรวมของตลาดได้ เพราะนักลงทุนที่เลือกกองทุนรวมดัชนี คือคนที่ตัดสินใจจะเป็นตลาด ระยะยาว ผลตอบแทนจึงจะอิงไปกับภาพรวมของตลาด ไม่สามารถเป็นผู้ชนะจากตลาดมาอย่างโดดเด่นได้

แต่ในกรณีที่ตลาดเติบโตได้ดี นักลงทุนก็จะเติบโตไปกับตลาดด้วยเช่นกัน

วอร์เรน บัฟเฟต นักลงทุนอันดับหนึ่งของโลกแนะนำให้นักลงทุนที่ไม่ได้ทุ่มเทให้การลงทุนในหุ้นรายตัวลงทุนในกองทุนรวมดัชนีเสมอ เพราะในระยะยาว ดัชนีของตลาดหุ้นเติบโตเป็นขาขึ้น และนักลงทุนที่ลงทุนแบบดัชนี้ตลาดหุ้น ย่อมมีผลกำไรเติบโตในระยะยาว

ปล. รูปเหนือบทความนี้คือบ้านของวอร์เรน บัฟเฟต ถ่ายเองกับมือเลย :))

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

คิดสักนิดดดดดด ก่อนจะซื้อทรัพย์สินมาใช้ในธุรกิจ (ตอนจบ)

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งกับ “ภาษีธุรกิจ”  คอลัมน์พิชิตภาษีให้เป็นเรื่องง่ายกับ Aommoney และผม TAXBugnoms เจ้าเก่าเจ้าเดิม เพิ่มเติมคือบทความใหม่ประจำสัปดาห์ครับผม

 

สำหรับวันนี้จะเป็นตอนต่อจากความเดิมตอนที่แล้ว ในหัวข้อเรื่อง คิดสักนิด ก่อนจะซื้อทรัพย์สินมาใช้ในธุรกิจ (ภาคแรก) ซึ่งผมขอสรุปหลักการสั้นๆให้ฟังอีกทีครับว่า

1. เมื่อซื้อสินทรัพย์มา เราจะมี "ค่าเสื่อมราคา" เป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทตามอายุใช้งาน
2. เมื่อขายสินทรัพย์ไป เราอาจจะมี “กำไร” จากการขายที่ต้องนำมาเสียภาษี

 

แต่ที่นี้ปัญหาไม่ได้จบเพียงแค่นั้นครับ เพราะสำหรับสินทรัพย์บางประเภทนั้น เราอาจจะมีปัญหามากกว่านั้นครับ เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ลองคิดกันเล่นๆสิครับว่า ผมกำลังหมายถึงสินทรัพย์ตัวไหนที่คนส่วนใหญ่ชอบซื้อมาไว้ในธุรกิจมากที่สุด…. (ติ๊กตอกๆๆๆๆๆ….)

 

คำตอบคือ “รถยนต์” นั่นเองคร้าบบบบบบ ซึ่งเจ้ารถยนต์ที่มีปัญหาในการคำนวณภาษีเรื่องนี้นั้น มันคือ รถยนต์ที่เรารู้จักกันในนามว่า “รถยนต์นั่ง” ครับผม

 

รถยนต์นั่ง คืออะไร?

ถ้าเราดูความหมายตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตแล้วล่ะก็ คำว่า รถยนต์นั่ง จะหมายถึง รถเก๋งหรือรถยนต์ที่ออกแบบเพื่อใช้สำหรับนั่งเป็นปกติวิสัย และให้หมายความรวมถึงรถยนต์ในลักษณะทำนองเดียวกัน เช่น รถยนต์ที่มีหลังคาติดต่อเป็นเนื้อเดียวกันในลักษณะถาวรด้านข้าง หรือด้านหลังคนขับมีประตูหรือหน้าต่างและมีที่นั่ง ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีที่นั่งเท่าใด หรือถ้าให้พูดง่ายๆ ก็คือ รถยนต์ทั่วไปที่เรามีไว้ใช้งาน กับ รถกระบะที่มี Cap ต่างๆติดหลังนี่แหละครับผม

 

ทีนี้เมื่อเป็นรถยนต์นั่งแล้วยังไงต่อล่ะ?? ขอบอกว่ามันจะมีผลในเรื่องการคิดค่าเสื่อมราคาครับ เพราะตามมาตรา 65 ตรี (20) และพระราชกฤษฏีกาฉบับที่ 315 ระบุไว้สั้นๆกระชับได้ใจความว่า ให้กิจการสามารถหักค่าเสื่อมราคาจากมูลค่าต้นทุนของรถยนต์นั่งทั้งหลายเหล่านี้ได้เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 1 ล้านบาท เท่านั้นนนนน

 

โอ้วว มายก็อดพระเจ้าจอร์จมันสับสน ลองมาดูกันต่อครับว่าถ้าเกิดเรื่องแบบนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง สมมุติว่ากิจการของเราซื้อรถยนต์นั่งคันใหม่ป้ายแดงมาในราคา 5 ล้านบาท และประมาณว่าอายุใช้งานจะอยู่ที่ 5 ปี สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างบัญชีกับภาษีจะเป็นแบบนี้ครับ

 

AS0

หมายเหตุ : การคำนวณนี้มีสมมุติฐานว่าปีสุดท้ายเหลือทรัพย์สินมูลค่า 1 บาทและใช้วิธีปัดทศนิยมให้ง่ายต่อการคำนวณนะครับ

 

นั่นแปลว่า เจ็บดอกแรกของเราคือ รถยนต์นั่งคันงามที่เราซื้อมาหากมีราคาเกินกว่า 1 ล้านบาทเมื่อไร จะใช้เป็นต้นทุนทางภาษีได้เพียง 1 ล้านบาทเท่านั้น โถ่.. รถผู้บริหารคันงามของเรากลับหักราคาเท่ารถญี่ปุ่นธรรมดาไปเสียนี่ เฮ้ออออ

 

แต่เท่านั้นยังไม่พอครับ เพราะเจ็บดอกที่สอง นั่นคือ หากมีการขายรถยนต์นั่งคันนั้นไป สิ่งที่เกิดขึ้นคือกำไรทางภาษีก็จะต้องยึดตามต้นทุนที่เกิดขึ้นด้วยนั่นเอง เรามาลองดูกันครับว่า สมมติว่าถ้ารถคนนี้ใช้ครบ 1 ปีแล้วขายต่อในราคา 3 ล้านบาทสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันจะเป็นอย่างไรบ้าง

 

AS

 

โอ้วววว ไม่น่าเชื่อมันช่างน่าเศร้าอะไรขนาดนี้ครับ เจ็บแรกว่าเจ็บแล้ว แต่เจ็บสองนี้เจ็บเสียยิ่งกว่า เพราะกลายเป็นว่ารถคันเดิมของเราที่จริงๆแล้วขาดทุนทางบัญชี กลับกลายเป็นว่ากำไรทางภาษีไปเสียเฉยๆ เพราะสามารถขายได้ในราคาที่สูงกว่าต้นทุนทางภาษี หรือให้พูดสั้นๆก็คือกลายเป็นว่าจะเสียภาษีอานอย่างแน่นอนครับ (หลักการคำนวณภาษีเหมือนในบทความตอนที่แล้วนะครับ ขออนุญาตไม่พูดซ้ำนะครับ ย้อนกลับไปอ่านได้ที่บทความนี้ครับ คิดสักนิด ก่อนจะซื้อทรัพย์สินมาใช้ในธุรกิจ (ภาคแรก) )

 

สรุปส่งท้ายสำหรับรถยนต์นั่งและการใช้ทรัพย์สินนั้น สิ่งที่ต้องระวังคือเรื่องนี้นั่นแหละครับ!! เพราะส่วนใหญ่แล้วทางบัญชีจะรับรู้รายการนี้เป็นขาดทุนแล้วลืมปรับปรุงให้เป็นกำไรทางภาษี ทีนี้เมื่อเจอพี่ๆสรรพากรตรวจสอบก็อาจจะเป็นประเด็นความผิดได้เหมือนกันครับ

 

สำหรับเรื่องรถยนต์นั่งยังไม่หมดเพียงแค่นี้ครับ เร็วๆนี้ผมอาจจะมีการเขียนบทความเรื่องภาษีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องรถยนต์นั่งมาให้อ่านกันสัก 2-3 ตอน เพราะเป็นเรื่องที่เกิดปัญหาขึ้นมากๆ หลายครั้งหลายคราวจากความไม่รู้ของเจ้าของธุรกิจ เห็นไหมล่ะครับว่าเรื่องภาษีนั้นมันมีอะไรซับซ้อนกว่าที่คิด แบบนี้หน้าที่ของเจ้าของธุรกิจต้องติดตามให้ดีนะครับ อย่าไปฟังแต่เค้าว่ามา แต่เรานี้แหละต้องมีความรู้และวิชาติดตัวไว้บ้าง เพื่อประโยชน์ของตัวเราเองครับ

 

สุดท้ายนี้ผมขอปิดจบซีรีย์ คิดสักนิด ก่อนจะซื้อทรัพย์สินมาใช้ในธุรกิจแต่เพียงเท่านี้ หากใครมีปัญหาอะไรจะถามเพิ่มเติม ขอเชิญได้ที่เพจ TAXBugnoms ตลอดเวลาครับ วันนี้ต้องลากันไปก่อนแล้วล่ะครับ สวัสดีคร้าบบบบ

 

lose tax2-01 (1)

“3 เรื่องที่ต้องเช็คให้ดี ก่อนจะไปลงทุน”

เนื่องจากมีหลายคนมาถามใน inbox ของเพจส่วนตัวว่า สนใจจะลงทุนกองทุนนี้ ช่วยแนะนำหน่อย ซึ่งผมก็อยากจะตอบไปว่า ผมทำงานวางแผนการเงินครับ ไม่ใช่เน้นแต่การลงทุนอย่างเดียวนะครับ เพราะ ตามหลักวางแผนการเงินตามหลักสากลนั้น  ( Financial Planning Pyramid)

นั้น จะมีการลงทุนได้ต้องจัดการฐานรากให้ดีก่อน เพื่อให้แผนการเงินของเรามีความมั่นคงอย่างยั่งยืนด้วย เพราะ หลายๆท่านคงรู้สึกไม่ดีแน่ถ้า พอร์ตการลงทุนปีนี้เราโต 20 % แต่ดันต้องมีวิกฤติต้องรีบขายพอร์ตลงทุนออกเพราะต้องรีบเอาเงินไปจ่ายอย่างอื่นที่เร่งด่วยเข้ามา จริงมั้ยครับ 

ดังนั้นผมจึงอยากให้ทุกๆท่าน มีความรู้สึกที่ไม่ต้องกังวลกับเรื่องอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นว่าจะไปกระทบกับพอร์ตการลงทุนของเราหรือไม่  อยากให้ลงทุนกันอย่างสบายใจในระยะยาวมากกว่าครับ

แล้วเราต้องเช็คอะไรก่อนล่ะ? เราถึงจะเป็นนักลงทุนที่มีความสุขในระยะยาว ไม่มีไรต้องกังวล

มี 3 เรื่องที่ต้องตรวจสอบ ดังนี้

1. เงินสำรองฉุกเฉิน ( Emergency Cash)

ซึ่งเงินสำรองฉุกเฉินนี้เป็นสิ่งสำคัญในขั้นแรกสุดของการวางแผนการเงิน เพราะ เป็นเงินที่เราต้องมีสำรองไว้ กรณีเราต้องมีรายได้หยุดลง ซึ่งอาจจะเกิดจากการต้องออกจากงาน หรือ การเกิดอุบัติเหตุหรือป่วย เป็นเหตุให้เราต้องหยุดทำงาน ทำให้รายได้เราลดลงหรืออาจจะไม่มีก็ได้

ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้น ก็คือ ถ้ารายได้เราเกิดหยุดลงแบบไม่คาดคิด ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาคือ แล้วเราจะเอาเงินที่ไหนใช้จ่าย ค่ากินอยู่ล่ะ รวมไปถึงภาระค่าใช้จ่ายครอบครัว รวมถึงค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าเทอมลูก จะทำอย่างไร ซึ่งรายจ่ายประเภทนี้มันต้องจ่ายต่อเนื่อง หยุดจ่ายไม่ได้เลย

ดังนั้นหากเรากังวลว่าเหตุการณ์ข้างต้นอาจจะเกิดขึ้นกับเรา ก็ควรต้องมีเงินสด หรือ สภาพคล่องที่มากพอเพื่อสำรองไว้หากเราต้องเจอกับเหตุการณ์นี้จริงๆ จะได้มีเงินจ่ายภาระต่างๆของเรา

แล้วเท่าไหร่ถึงเหมาะสม?
เงินสดสำรองที่ควรต้องมี ก็ คือ “ประมาณ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน”

เช่น ถ้ารายจ่ายของเราทั้งกินอยู่ ผ่อนบ้านผ่อนรถ ค่าใช้จ่ายครอบครัว ประมาณ เดือนละ 70,000 บาท  เราก็ควรจะมีเงินสำรองฉุกเฉินประมาณ 210,000-420,000 บาท ก็พอ ซึ่งอาจจะต้องพิจารณาถึงหน้าที่การงานด้วย เช่น หากทำงานข้าราขการ ก็อาจจะสำรองไว้สัก 3 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือนก็ได้ หรือ หากมีอาชีพเป็นดารานักแสดง ก็ อาจจะสำรองไว้ถึง 12-18 เดือน ก็ได้ เนื่องจากอาชีพดารานักแสดง รายได้ไม่แน่นอน อาจจะไม่มีงานระยะยาวๆ ก็จะได้มีเงินสำรองเตรียมไว้สนับสนุนค่าใช้จ่ายระหว่างที่เรายังไม่มีงาน ก็ได้เช่นกัน

ซึ่งปกติเงินสำรองฉุกเฉินนี้ ก็ควรจะมีความเสี่ยงต่ำ และสภาพคล่องสูง จึงแนะนำให้เก็บไว้ในรูปแบบของบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ บัญชีเงินฝากประจำ สลากออมสิน หรือกองทุนรวมตลาดเงินก็ได้

ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นฐานรากสำคัญอันดับแรกที่ต้องตรวจสอบว่าเรามีอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับมาตรฐานหรือยัง ซึ่งถ้าใครมยังมีไม่พอ ก็ควรต้องเตรียมให้พอก่อน หรือหากใครมีมากเกินไปเช่นมีถึง 15-20 เท่า ก็อาจจะพิจารณาถึงการย้ายสินทรัพย์ในส่วนที่เกินกว่า 6 เท่านี้ ออกไปลงทุนที่อื่นก็ได้ เพราะ ถ้าอยู่ในส่วนนี้มากเกินไป เงินเราก็จะโตช้าเกินไป ก็จะเสียโอกาสในการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนมากขึ้นได้

2. เรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management)

ซึ่งส่วนนี้คือส่วนสำคัญมากส่วนนึงในการที่ต้องตรวจสอบก่อนไปลงทุน เพราะ ถ้าเราไม่จัดการเรื่องนี้อย่างดีพอ อาจจะทำให้เงินที่เราลงทุนอยู่อาจจะเกิดการสูญหายไปได้ ซึ่งขนาดของความสูญหายของสินทรัพย์การลงทุนของเรานั้น จะขึ้นอยู่กับความเสียหายที่มากระทบกับเรา เช่น เกิดบ้านของเราเกิดไฟไหม้ขึ้นมา หรือบ้านเราเกิดน้ำท่วมเหมือนตอนปี 54 ขึ้นมา หรือเกิดเราไปขับรถไม่ดีไปชนกับรถเบนซ์เข้า จะทำอย่างไร รวมถึงเกิดเราต้องโชคร้ายป่วยเป็นมะเร็ง หรือหัวใจ จะทำอย่างไร

เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากส่วนนี้ มีทั้งหนัก มีทั้งเบา ซึ่งถ้าเจอเบาๆ ก็อาจรอด เช่นป่วยเป็นไข้หวัด ไปหาหมอจ่ายเงินเองได้ เป็นต้น แต่ถ้าใครที่เจอวิกฤติหนักๆเลย เช่น ตัวเองหรือมีคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง ซึ่งค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสูงมากๆ ซึ่งถ้าค่าใช้จ่ายที่สูงแบบนี้จะทำอย่างไร ใครจะจ่าย มีใครจะมาอุ้ม support เรามั้ย

ดังนั้นวิธีการที่จะช่วยรองรับความไม่แน่นอนของความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นก็คือ วิธีการโอนความเสี่ยงให้บริษัทประกัน รับผิดชอบ ทั้งด้านประกันทรัพย์สิน และ ประกันชีวิต ซึ่งควรต้องพิจารณาผลประโยชน์ความคุ้มครองในวงเงินที่มากพอด้วย ซึ่งหากเกิดเหตุไม่คาดคิดกับเราจริงๆ ก็อาจจะไม่กระทบกระเทือนกับพอร์ตการลงทุนของเรามากนัก

ผ่านไป 2 เรื่องที่ต้องตรวจสอบ ก็น่าจะช่วยให้เราเป็นนักลงทุนที่สบายใจมากขึ้นแล้วนะครับ

3. เรื่องการออมเพื่อเป้าหมายสำคัญในชีวิต

บางคนอาจจะมีคำถามในใจว่า ทำไมต้องออม ก็เราลงทุนเพื่อเป้าหมายสำคัญของชีวิตแล้วก็ได้มั้ย
ผมเลยขอขยายความว่า การที่เราควรแยกเรื่องการออมเพื่อเป้าหมายสำคัญของชีวิตออกจากการลงทุนเพราะ คำว่า “มันเป็นสิ่งคำคัญของชีวิต” นั้นแหละ มันเลยไม่ควรจะเสี่ยงมาก

ซึ่งโดยส่วนใหญ่พอเรานึกถึงการลงทุน ก็จะมาพร้อมกับความเสี่ยง ซึ่งความเสี่ยงจะมากหรือน้อยก็ขึ้นกับว่าเราไปลงทุนกับสินค้าการเงินประเภทอะไร เช่นถ้าลงทุนในหุ้น หรือกองทุนหุ้น ก็คาดการณ์ว่าความเสี่ยงก็ค่อนข้างสูง

แต่เป้าหมายที่สำคัญในชีวิตคนเรา มีด้วยกัน 1-2 เรื่อง ได้แก่ เรื่องการเกษียณอายุ กับเรื่องการศึกษาบุตรสำหรับคนมีลูก

ซึ่ง 2 เป้าหมายนี้นั้น ถือว่าเป็นเป้าหมายที่สำคัญมากๆ ที่เราไม่สามารถจะให้มันเสี่ยงๆได้ พูดง่ายๆ คือ “มันต้องได้เงินที่เพียงพอจริงๆ” รวมถึง “ต้องได้เงินในเวลาที่เราต้องการใช้จริงๆ”

ดังนั้น เรียกได้ว่า ทั้งเป้าหมายการวางแผนเกษียณอายุ กับ เรื่องแผนการศึกษาบุตร มันเป็นเรื่องที่พลาดไม่ได้เลยจริงๆ เพราะ มันคงไม่สามารถจะย้อนเวลากลับไปเริ่มวางแผนใหม่ได้จริงมั้ยครับ จึงทำให้เราควรต้องวางแผนทั้ง 2 เรื่องด้วยความระมัดระวัง และ ควรมีความเสี่ยงที่ต่ำอีกด้วย ซึ่งก็อาจจะออมในสินค้าการเงินประเภทพันธบัตรรัฐบาล หรือ แผนประกันแบบสะสมทรัพย์ หรือ กองทุนรวม RMF ที่ความเสี่ยงไม่สูงมากก็ได้

อีกทั้งถ้าเป็นเรื่องการวางแผนการศึกษาบุตร ก็ควรต้องวางแผนเรื่องประกันชีวิตของผู้ปกครองไว้ด้วย เพื่อไว้รองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันกรณีท่ีผู้ปกครอง?(พ่อ/แม่) เกิดเสียชีวิตไปก่อนเวลาอันควร ลูกจะได้รับเงินทุนประกันที่คุณพ่อคุณแม่ได้ทำไว้ให้ เพื่อไว้ใช้ในการศึกษาจนจบตามเป้าหมายได้

ซึ่งหากเราตรวจสอบทั้ง 3 เรื่องและวางแผนจัดการจนครบเรียบร้อยแล้ว  ต่อจากนี้ไปเราก็สามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างสบายใจ โดยเงินส่วนที่เหลือแล้ว เราอยากจะลงทุนอะไร  ชอบเสี่ยงมากๆ เราก็สามารถไปลงทุนได้แล้ว

และหากเกิดเราไปลงทุนแล้วเกิดผิดพลาดขึ้นไป ถึงขั้นเจ๊ง เราก็คงไม่ถึงกับเครียดมากนัก เพราะเราก็ยังพอเกษียณได้ ลูกเราก็ยังมีเงินเข้าเรียนหนังสือได้  เพราะเราได้ทำเป้าหมายสำคัญเรียบร้อยแล้ว นั่นเอง

ดังนั้นจึงอยากให้ผู้ที่กำลังสนใจจะมองหาการลงทุนอะไรที่เราชื่นชอบ ก็ลองใจเย็นๆสักนิดนะครับ ลองเสียเวลามาเช็ค 3 เรื่องนี้ให้ดีก่อน จะได้เป็นนักลงทุนแบบสบายใจตลอดไปครับ

“มุ่งให้คนไทยทุกๆคนมีสุขภาพการเงินดี”

by
สุรกิจ พิทักษ์ภากร
นักวางแผนการเงิน CFP
CEO บริษัท เวลท์แพลนเนอร์ จำกัด

ติดตามบทความดีๆได้ที่นี่ www.surakit.com

ทำประกันสุขภาพค่ารักษาพยาบาลแบบไหนเท่าไหร่ดี จึงจะเหมาะกับตัวเรา?

หากติดตามบทความที่ผมเขียนมาตลอด เชื่อว่าหลายคนคงจะเริ่มเข้าใจถึงความไม่แน่นอนของชีวิต และการวางแผนเพื่อปกป้องคุ้มครองความไม่แน่นอนเหล่านั้น แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำ “ประกันสุขภาพ” เพราะมันคือการคุ้มครองความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินจำนวนมากไปกับค่ารักษาพยาบาล ให้กับตัวเราเองเต็มๆ

แต่คำถามต่อมาก็คือ “แล้วเราควรจะทำประกันสุขภาพเท่าไหร่ดี ถึงจะเหมาะสมกับตัวเรา?”

หรือ “มีสวัสดิการที่เป็นค่ารักษาพยาบาลของที่ทำงานอยู่แล้ว จะยังต้องซื้อประกันสุขภาพเองอีกรึเปล่า?” เป็นต้น

ดังนั้น วันนี้ผมจะมาบอกให้ฟังครับว่า “การทำประกันสุขภาพจริงๆแล้วนั้น มีหลักคิดยังไง”

หลักในการทำประกันสุขภาพ

1. สำรวจค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลที่เราต้องการใช้บริการ

โรงพยาบาลที่เราเลือกเบื้องต้น ควรจะเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่ใกล้บ้าน หรือใกล้ที่ทำงาน เพราะเมื่อเจ็บป่วย หรือเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้ไปรักษาตัวได้รวดเร็ว (ถ้าเป็นโรงพยาบาลรัฐอาจจะต้องรอคิว) โดยค่าใช้จ่ายที่เป็นค่ารักษาหลักๆที่เราควรจะสำรวจก็คือ ค่าห้อง / ค่าผ่าตัดใหญ่ / ค่ารักษาโรคร้ายแรง (เช่น มะเร็ง, หลอดเลือดหัวใจตีบ, เส้นเลือดในสมองแตก) อย่างไรก็ตาม ระดับค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลที่เราเลือก ก็ควรสอดคล้องกับฐานะความเป็นอยู่ของเราด้วยนะครับ เพื่อที่เราจะได้จ่ายค่าเบี้ยได้เหมาะสม และวงเงินค่ารักษาจะได้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด เราจะได้ไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก (ถ้าเป็นไปได้)

2. สำรวจอาชีพการงานของเรา และสวัสดิการรักษาพยาบาลที่เรามีอยู่

อาชีพที่เราทำ มีผลต่อความจำเป็นในการทำประกันสุขภาพ และสวัสดิการค่ารักษาที่มีอยู่ เช่น คนที่ทำงานอิสระ มีอาชีพค้าขาย หรือคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจ  ควรจะต้องทำประกันสุขภาพส่วนตัว เพราะคงไม่มีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลใดๆ เนื่องจากเป็นนายตัวเอง (ยกเว้น สวัสดิการรักษาพยาบาลจากทางรัฐบาล ซึ่งตามปกติก็ครอบคลุมแค่โรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอความต้องการกรณีฉุกเฉิน)  ส่วนคนที่เป็นพนักงานออฟฟิศ ก็อาจจะมีสวัสดิการที่เป็นประกันกลุ่มอยู่ หรือคนที่เป็นข้าราชการ ก็จะมีสวัสดิการเบิกค่ารักษาพยาบาลโรงพยาบาลของรัฐได้

3. สำรวจว่าสวัสดิการ หรือประกันสุขภาพที่เรามี ขาด/เกิน ไปจากค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลนั้นอยู่เท่าไหร่ ให้ทำเพิ่มจนเต็มส่วนที่ขาด

สำหรับคนที่ไม่มีสวัสดิการ และไม่มีประกันสุขภาพใดๆเลย ก็ให้ทำประกันสุขภาพเต็มวงเงินค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดเลย (เช่น โรงพยาบาลที่จะใช้บริหารมีค่าห้องเดี่ยวแบบปกติอยู่ที่ 3,000 บาทต่อคืน ค่ารักษาโรคมะเร็ง 500,000 บาท ก็ให้ทำแผนประกันสุขภาพแบบคุ้มครองค่ารักษา แบบที่ให้ค่าห้อง 3,000 บาท ทำประกันโรคมะเร็ง วงเงินคุ้มครอง 500,000 บาท เต็มๆไปเลย) ส่วนคนที่มีสวัสดิการอยู่แล้ว เช่น ประกันกลุ่ม หรือมีประกันสุขภาพอยู่แล้ว ก็ให้ดูส่วนที่ขาด แล้วให้ทำเพิ่มจนเต็ม เช่น ถ้าต้องการใช้โรงพยาบาลค่าห้อง 3,000 บาทเหมือนกัน  แต่มีประกันกลุ่ม / ประกันสุขภาพที่มีอยู่แล้ว ที่เบิกค่าห้องได้ 2,000 บาทต่อคืน  ก็ให้ทำประกันสุขภาพแบบคุ้มครองค่ารักษา แบบที่ให้ค่าห้อง 1,000 บาท เพิ่มเติม เป็นต้น ส่วนคนที่เป็นข้าราชการ ก็อาจเลือกแบบประกันสุขภาพคุ้มครองค่ารักษาแผนที่จ่ายค่าเบี้ยไม่สูงนัก เผื่อสำรองกรณีฉุกเฉินที่จำเป็นต้องรักษาในโรงพยาบาลรัฐ เพิ่มเติมจากสวัสดิการโรงพยาบาลรัฐที่มีอยู่ก็ได้ครับ

4. ทำประกันสุขภาพให้ครอบคลุมทั้ง ค่ารักษาพยาบาล กรณีอุบัติเหตุ และกรณีโรคร้ายแรง โดยให้ค่าเบี้ยประกันไม่เกิน 10% ของรายได้รวมทั้งปี

ทำประกันสุขภาพทั้งที ก็ควรจะให้ครอบคลุมทั้งแบบที่เป็นค่ารักษา แบบกรณีอุบัติเหตุ และแบบโรคร้ายแรง เพื่อชดเชยในกรณีที่เราอาจจะต้องเป็นคนทุพพลภาพ (จากอุบัติเหตุหรือจากโรคร้ายแรง) หรือชดเชยกรณีขาดรายได้ช่วงพักรักษาตัวด้วย แต่สิ่งสำคัญก็คือ ค่าเบี้ยประกันทั้งหมด ไม่ควรจะเกิน 10% ของรายได้รวมทั้งปีของเรา เพื่อให้เรามีกำลังจ่ายเบี้ยประกันไหวไปนานๆ (เพราะยิ่งอายุมาก ค่าเบี้ยประกันสุขภาพก็ยิ่งแพงขึ้นด้วย ต้องวางแผนจ่ายเบี้ยให้ดี โดยดูค่าเบี้ยในปีต่อๆไปล่วงหน้าไว้ด้วย) ซึ่งถ้ากรณีที่เราต้องทำประกันสุขภาพครบทุกประเภท และทำจนเต็มวงเงินค่ารักษาของโรงพยาบาลที่เราเลือก ทำให้เราต้องจ่ายค่าเบี้ยเกิน 10% ของรายได้ทั้งปี เราก็อาจจะต้องปรับ โดยอาจจะเลือกลดวงเงินคุ้มครองลงมาเพื่อให้ค่าเบี้ยถูกลง หรือเลือกเฉพาะตัวที่สำคัญที่สุดก่อน คือแบบคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล (ซึ่งถ้าเป็นแบบแยกค่าใช้จ่าย เบี้ยก็จะถูกกว่าแบบเหมาจ่ายค่ารักษา) ถ้างบเหลือ ก็ค่อยเพิ่มตัวที่เป็นแบบโรคร้ายแรงเข้าไปครับ

5. ทำประกันสุขภาพควบคู่กับประกันชีวิตตัวหลักที่เป็นแบบสัญญาคุ้มครองตลอดชีพ

ประกันสุขภาพ ควรจะต้องทำกับประกันชีวิตที่เป็นแบบตลอดชีพ (ถึงอายุ 90 หรือ 99) ไม่ควรจะทำควบคู่กับแบบสะสมทรัพย์ที่เน้นการออม เพราะจุดประสงค์ของการทำประกันสุขภาพ ก็เพราะเราต้องการการคุ้มครองสุขภาพในระยะยาว เราจึงต้องการแผนประกันชีวิตที่มีระยะเวลาสัญญาคุ้มครองที่ยาว เพื่อเป็นสัญญาหลักให้ประกันสุขภาพพ่วงคู่ไปด้วยได้นานๆ ถ้าเกิดเราไปทำกับประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ซึ่งอาจมีระยะ

0001: สรุปทุกประเด็น E-Payment / AnyID / Promptpay : คืออะไร มีผลกระทบยังไง แล้วเราต้องเตรียมตัวกันอย่างไร ?

สวัสดีครับ พบกับ Column ใหม่ ของ AomMoney ที่จะมาสรุปทุกประเด็นข่าวการเงินสำคัญที่คุณต้องรู้ ทำให้ทุกคนเข้าใจทุกสถานการณ์การเงินกันแบบไม่มั่วนิ่ม ในภาษาที่เข้าใจง่าย ทุกคนอ่านเข้าใจ สไตล์ออมมันนี่ พร้อมภาพประกอบสวยๆ ที่ทำให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น  แถมยังยิ้มได้ด้วยข้อคิดเห็นแบบฮาๆในสไตล์กันเองคร้าบบบ

โดยกระผมพรี่หนอม TAXBugnoms ผู้ที่ไม่ยอมจบแค่เรื่องของภาษี แต่มาเจอกันอีกทีที่คอลัมน์ที่ชื่อว่า Money News : Money News You Should Know แห่งนี้ครับ!! 

ประเดิมบทความแรกของคอลัมน์นี้ กับเรื่องที่เป็น Talk of The Town มาสักระยะ นั่นคือเรื่องของ National E-Payment หรือระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ ที่จะมาพัฒนาระบบการชำระเงินของประเทศไทยให้ก้าวไกลไปสู่ทั่วโลก ที่ใครหลายคนอาจจะเคยได้ยินมาพร้อมๆกับ “ระบบการชำระเงินแบบนานานาม (ANY ID)” และสุดท้ายที่เพิ่งมาไม่กี่วันนี้ที่กำลังจะเปิดให้ลงทะเบียนในชื่อใหม่อย่าง ระบบ “พร้อมเพย์ Promptpay” นั่นเองครับ

แหม่.. พอได้ยินกันแบบนี้ใครหลายคนอาจจะยังงงและสับสนกันอยู่ วันนี้ผมเลยรับหน้าที่ไขข้อข้องใจทั้งหมดให้กับทุกคน เพื่อที่จะได้เตรียมตัวรับมือและ“พร้อม” ที่จะปรับตัวเข้าสู่ระบบการชำระเงินแบบใหม่ เอาล่ะครับ.. ผมขอเริ่มต้นจากความหมายของระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National E-Payment) กันก่อนครับ

ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National E-Payment) คืออะไร?

ระบบ National e-Payment จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนาระบบการชำระเงินของประเทศไทยให้เข้าสู่การชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) อย่างครบวงจร ซึ่งแผนยุทธศาสตร์พัฒนาระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาตินั้น ประกอบด้วยแผนงานสำคัญ 5 โครงการครับ ได้แก่

(1) โครงการระบบการชำระเงินแบบ Any ID (นานานาม) 
(2) โครงการการขยายการใช้บัตร 
(3) โครงการระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ 
(4) โครงการ e-Payment ภาครัฐ 
(5) โครงการการให้ความรู้และส่งเสริมการใช้ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์

ใครที่ยังไม่จุใจกับสิ่งที่เขียนไว้ ผมแนะนำให้ดูคลิปอธิบายนี้เพิ่มเติมครับ ผมคิดว่าจัดทำได้ค่อนข้างชัดเจนกันเลยทีเดียวครับ

ประโยชน์ของระบบ E-Payment มีอะไรบ้าง ?

แน่นอนครับว่า ถ้ามี E-Payment เกิดขึ้น.. สิ่งที่ตามมาคือการเชื่อมโยงระบบ ความสะดวกต่างๆ ตามที่ทางรัฐบาลป่าวประกาศ ซึ่งผมเองก็มองไปในทิศทางเดียวกันครับว่าประโยชน์นั้นจะมีอยู่ 2 ส่วน คือ ความสะดวกของประชาชน และ ความสบายในการจัดเก็บภาษีของรัฐ 

โดย ประชาชน (รวมถึงภาคธุรกิจ) นั้น ก็จะได้ความสะดวกในภาพรวม สามารถรับจ่ายเงินได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น ลดการใช้เงินสดที่แสนจะวุ่นวาย เพียงแค่ใช้เลขบัตรประชาชนหรือหมายเลขโทรศัพท์ก็สามารถรับโอนเงินกันได้ง่ายๆแบบสบายแล้วครับ แถมยังได้รับค่าธรรมเนียมการโอนเงินที่ต่ำลงอีกด้วย

ในอีกแง่หนึ่งของทางฝั่งภาครัฐ การเกิดขึ้นของระบบ E-Payment นี้จะทำให้รัฐมีข้อมูลประชาชนที่ครบถ้วน บริหารจัดการได้ตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ เพิ่มเติมความสะดวกต่างๆ ในการบริหารจัดการประเทศ ไปจนถึงการประหยัดต้นทุนต่างๆที่เคยใช้ได้ง่ายขึ้น เงินภาษีที่เราเสียไปก็จะถูกนำไปใช้พัฒนาประเทศได้มากยิ่งขึ้น

… และทั้งหมดนั้นคือ ภาพวิมานในอากาศที่เราว่ากันมา (เพราะว่าวันนี้ยังไม่เกิดขึ้นจริงครับ แฮร่)

สิ่งที่น่ากังวลของระบบ E-Payment มีอะไรบ้าง ?

ถ้าเรามองอีกมุมหนึ่ง การเริ่มใช้ระบบ E-payment นั้นยังมีสิ่งที่น่ากลัวแฝงอยู่อีก 2 เรื่อง (ตามความคิดของผมนะครับ ซึ่งจริงๆอาจจะมีอีกหลายเรื่องก็ได้) นั่นคือ เรื่องของความปลอดภัยในการทำธุรกรรม และอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้กลัวกันจนตัวสั่น นั่นคือ เรื่องภาษีครับ!

1. ความปลอดภัยในการทำธุรกรรม

สำหรับความปลอดภัยในการทำธุรกรรม เราอาจจะต้องดูว่าหน่วยงาน ธนาคาร และผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆ นอกเหนือจากภาครัฐนั้นมีการเตรียมการวางแผน และรับมืออย่างไรบ้าง ยกตัวอย่างเช่น AnyID (ที่เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Promptpay) ที่ช่วงนี้ธนาคารหลายๆแห่งเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนเตรียมความพร้อมในการใช้งานไว้ล่วงหน้าแล้ว

ซึ่งเรื่องนี้เราเองก็ต้องพิจารณาด้วยครับว่าจะใช้ธนาคารไหนเป็นธนาคารประจำ เพราะจากข้อมูล ณ ตอนนี้ คือ 1 เลขบัตรประชาชนหรือเบอร์โทรศัพท์นั้น ผูกได้อย่างละ 1 เลขบัญชีเท่านั้น (ถ้าใครมีหลายบัญชีก็คงต้องดูกันดีๆครับ) นอกจากนั้นยังมีเรื่องของการเชื่อมโยงข้อมูล ความปลอดภัยส่วนตัวต่างๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตรงนี้คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิดต่อไปครับ

2. เรื่องของภาษี

ทีนี้มาถึงเรื่องที่ใครหลายคนกลัวกันดีกว่าครับ นั่นคือ เรื่องของภาษี เพราะว่ามีแนวโน้มที่กรมสรรพากรจะสามารถตรวจสอบข้อมูลต่างๆ เพื่อใช้ในการจัดเก็บภาษีได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หรือเรียกง่ายๆก็คือสามารถดูบัญชีของเราได้นั่นแหละครับ ผมลองอ้างอิงข้อมูลบางส่วนจากเวปไซด์ Thaipublica.org มาให้ดูกันครับ

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลพัฒนาระบบ e-Payment เสร็จจะทำให้กรมสรรพากรมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analysis) ใช้ในการบริหารการจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และอุดรูรั่วไหลในการจัดเก็บภาษี

เนื่องจากข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดจะมาปรากฏที่กรมสรรพากร ยกตัวอย่าง นาย ก ยื่น ภ.ง.ด.90 แจ้งกรมสรรพากรว่ามีเงินได้ 2 ล้านบาท แต่ถ้าพิจารณาจากหลักฐานทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ พบว่ามีเงินโอนเข้าบัญชีนาย ก ในปีนั้น 50 ล้านบาท สมัยก่อนเจ้าหน้าที่สรรพากรอาจจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้ เพราะไม่มีฐานข้อมูล แต่ในอนาคตข้อมูลทั้งหมดจะปรากฏอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของกรมสรรพากร

หากเจ้าหน้าที่ที่กำกับดูแลผู้เสียภาษีรายนี้ตรวจสอบพบแล้วไม่ดำเนินการตามระเบียบที่กรมสรรพากรกำหนด รอจนมีผู้ตรวจราชการหรือเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบพบ จะมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามกฎหมายอาญา มาตรา 157

อยากออมทองแต่กลัวหาย กองทุนรวมทองคำคือคำตอบ

อยากออมทองแต่กลัวหาย กองทุนรวมทองคำคือคำตอบ

 

ทุกคนคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “มีเงินเขานับเป็นน้อง มีทองเขานับเป็นพี่” ซึ่งเป็นคำพูดติดปากของคนไทยที่บอกค่านิยมอย่างดีเลยว่าทองคำถือเป็นอีกทรัพย์สินที่นิยมสำหรับคนไทย

“ทองคำ” ถือเป็นอีกสินทรัพย์ในการลงทุน เพราะถึงแม้ว่าทองคำจะไม่สร้างกระแสเงินสดเหมือนหุ้นที่ให้ปันผล หรือเงินฝากที่ให้ดอกเบี้ย แต่ทองคำก็เป็นอีกสินทรัพย์ที่ใช้กระจายความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี เพราะทองคำนั้นมีค่าในตัวเองและไม่ขึ้นตรงกับประเทศใดเป็นพิเศษ ทองคำจึงเหมาะกับการสะสมในช่วงที่ตลาดเงินผันผวน หรือภาวะของโลกไม่เป็นปรกติ เช่น ภาวะสงคราม ภาวะเงินฝืดอย่างรุนแรง

ทองคำได้ชื่อว่าเป็น safe heaven หรือสินทรัพย์ปลอดภัยนั่นเอง

การสะสมทองคำหรือออมทองคำเป็นอีกค่านิยมหนึ่งที่นิยมมากสำหรับคนไทย เพราะนอกจากทองสามารถใช้เป็นเครื่องประดับได้แล้ว มูลค่าของทองคำก็ไม่ถูกกัดกินโดยเงินเฟ้อ เหมือนกับเงินสดอีกด้วย ซึ่งถึงแม้ว่าทองคำจะจัดเป็นสินค้าโภคภัณฑ์อย่างหนึ่ง แต่ในระยะยาว ทองคำก็น่าจะมีมูลค่าสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ตามเงินเฟ้อ

ปัญหาใหญ่ที่สุดของการออมทองคำคือ “กลัวหาย”

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่สะสมไว้ในปริมาณที่มากระดับหนึ่ง การเก็บรักษาจะถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะทองคำไม่ใช่เงินฝากธนาคาร ถ้าหายก็คือจบ ไม่เหมือนสมุดเงินฝากที่ยังแจ้งความขอทำเล่มใหม่ได้

กองทุนรวมทองคำคือคำตอบ เพราะกองทุนรวมทองคำคือการนำเงินไปให้ผู้จัดการกองทุนลงทุนในทองคำอีกทีหนึ่ง มูลค่าของกองทุนรวมที่เราออมก็จะมีมูลค่าผันแปรไปตามราคาตลาดของทองคำให้ผลลัพธ์ในการออมไม่แตกต่างกันมากนัก

ข้อแตกต่างที่อาจจะมีคือ กองทุนรวมต้องมีค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการ ต่างจากการสะสมทองคำด้วยตนเอง และกองทุนรวมก็จับต้องไม่ได้เหมือนทองคำแท้ที่สามารถนำมาชื่นชมได้ตามใจชอบ

แต่ถ้าเป้าหมายของการสะสมทองคำคือการออมและการกระจายความเสี่ยงแล้ว กองทุนรวมทองคำก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดีมากเลยทีเดียว

ตัวอย่างกองทุนรวมทองคำในประเทศไทย

TGOLDBULLION-UH – กองทุนเปิดธนชาตทองคำแท่ง

SCBGOLD – กองทุนเปิดไทยพาณิชย์โกลด์

I-GOLD – กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี อินเตอร์

BGOLD – กองทุนเปิดบัวหลวงโกลด์ฟันด์

KF-GOLD – กองทุนเปิดกรุงศรีโกลด์

TMBGOLD – กองทุนเปิดทหารไทย โกลด์ 

PGOLD – กองทุนเปิด ฟิลลิป ทองคำ

UOBSG-N – กองทุนเปิด ยูโอบี สมาร์ท โก

UOBSG-D – กองทุนเปิด ยูโอบี สมาร์ท โก

KT-GOLD – กองทุนเปิดเคแทม โกลด์ ฟันด์

แต่ถึงแม้ว่ากองทุนรวมทองคำจะมีนโยบายลงทุนในทองคำเป็นสินทรัพย์อ้างอิงเหมือนกัน แต่นโยบายปลีกย่อยก็ยังคงมีความแตกต่างในรายละเอียด เช่น บางกองทุนลงทุนซื้อทองคำและนำมาเก็บไว้จริงๆ บางกองทุนลงทุนโดยไปซื้อกองทุนรวมทองคำต่ออีกไป บางกองทุนลงทุนในตราสารอนุพันธ์ที่อ้างอิงกับทองคำด้วย ซึ่งนักลงทุนจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลเหล่านี้ก่อนการตัดสินใจลงทุน

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ไปเพจ

4 คุณสมบัติของผู้นำ ถ้าเขาเป็น… หุ้นจะพุ่งปรี๊ด

หัวใจสำคัญของการนั่งวิเคราะห์แนวทาง Value Investing นั้นมันไม่ได้มีแค่เรื่องของการแกะงบการเงิน ผมนั่งเลือกหุ้น หาหุ้นมากว่า 10 ปี กลับพบว่า ส่วนที่ยากที่สุดในการลงทุนก็คือ การใส่จินตนาการของเราเข้าไป เพื่อจะคำนวณสิ่งที่เราคิดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตออกมาในรูปของคุณค่า ที่บริษัทจะให้กับผู้ถือหุ้น เสร็จแล้วก็แปลงเป็นตัวเลข คำนวณมันออกมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน (Present Value)

ไอ้เจ้าจินตนาการเนี่ยละครับ ที่ทำให้นักวิเคราะห์ และนักลงทุนแต่ละคนประเมินมูลค่าของบริษัทแต่ละบริษัทที่เราจะลงทุนแตกต่างกันออกไป

 

แล้วต้องจินตนาการยังไงให้มันใกล้เคียงกับอนาคต?

ผมมองว่า ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่มือใหม่สาย Value Investing ให้ความสำคัญน้อยก็คือ การประเมินผู้บริหารบริษัท ซึ่งรายย่อยอย่างเราๆสามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องใกล้ชิดกับผู้บริหารท่านนั้น เพียงแต่ ต้องฟังท่านให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ว่าจะตามอ่านทางหนังสือพิมพ์ ดูบทสัมภาษณ์ ไปประชุมผู้ถือหุ้น นั่งดู Opportunity Day อยู่ที่บ้าน ก็ทำได้โดยไม่ต้องนัดหมายเข้าพบแบบตัวต่อตัวให้เสียเวลา (ผมหมายถึงเสียเวลาเขานะ ไม่ใช่เสียเวลาเรา ฮ่าๆๆ)

และนี่คือ 4 คุณสมบัติของผู้นำ ที่จะทำให้บริษัทนั้นก้าวหน้าต่อไป ถ้าคุณรู้ว่าใช่ ให้จับตาไว้เลย

  • กล้าพูดความจริงกับนักลงทุน : ผมเจอหลายบริษัทที่พยายามเบี่ยงเบนไม่ตอบคำถามประเด็นปัญหาปัจจุบันที่บริษัทกำลังเผชิญ ทั้งๆที่เห็นๆอยู่ว่างบการเงินมีปัญหา แล้วก็เฝ้าพูดว่า แผนอนาคตจะมี 1 2 3 4 วาดฝันให้เราแบบดีเกินจริง เจอแบบนี้ให้หลีกเลยครับ ผู้บริหารที่ดี จะต้องกล้ายอมรับว่า บริษัทกำลังเผชิญกับปัญหาอะไร ถ้าไม่เริ่มที่จุดนี้ ลองคิดดูสิว่า จะแก้ปัญหาแล้วเดินหน้าต่อได้ยังไง? ดังนั้น ถ้าเขากล้าพูดความจริงกับเรา ก็เอาใจผมไปแล้วเกินครึ่งแล้ว
  • กล้าสั่งลูกน้องให้ทำ เดี๋ยวนี้ : ถ้าคุณลงทุนในหุ้นที่เน้นการเติบโต (Growth Stock) การเร่งการเติบโตของบริษัทคือหัวใจหลักของกำไรในอนาคตของนักลงทุน  และจากการได้เห็นผู้บริหารหลากหลายประเภท ผมพบว่า องค์กรที่โตได้แบบก้าวกระโดดนั้น เขาไม่ได้ทำการเร่งอัตราการเติบโตด้วยวิธีอะไรที่ยุ่งยากซับซ้อนเลยครับ ผู้บริหารแค่ต้องสั่ง และมีความสามารถจัดสรรทรัพยากรบุคคลไปยังงานต่างๆได้อย่างถูกจุด ในฐานละของมนุษย์เงินเดือน คุณอาจไม่ชอบเจ้านายแบบนี้นะ เพราะอาจรู้สึกว่า เจ้ากี้เจ้าการ แต่ถ้าคุณเป็นนักลงทุน และเจอผู้ประกอบการแบบนี้ ถือว่าน่าสนใจทีเดียวเชียว
  • ต้องยอมให้เกิดวัฒนธรรมของการเสี่ยงเกิดขึ้นในองค์กรบ้าง : มีผู้นำที่ดีจำนวนมากที่หวงแหนกับอาณาจักรที่ตัวเองเคยสร้างมาในอดีตมากเกินไป เลยทำธุรกิจแบบเน้นปลอดภัย ไม่ปรับเปลี่ยนโมเดลการทำงาน แต่ความเป็นจริงแล้ว การที่บริษัทจะโตขึ้นในวันข้างหน้า มันต้องมาจากการมีสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อการแสดงไอเดีย แปลกๆ และมีการลงทุนใน R&D ลองผิดลองถูกเพื่อพัฒนาสิ่งใหม่ๆไปเรื่อยๆ ดังนั้น สิ่งที่เราต้องดูข้อที่ 3. ก็คือ ผู้นำ ควรเป็นผู้ที่รักความเสี่ยง และมีการทำงานเชิงรุก หมายถึง มุ่งไปสู้กับปัญหา ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้
  • ใช้คนถูกที่ : ปัญหาโครงสร้างองค์กรของบริษัทขนาดใหญ่ก็คือ เคลื่อนตัวได้ช้า มีตำแหน่งและสายการบังคับบัญชาที่มากเกินไป นั้นทำให้ผู้นำ ขาดความเข้าใจถึงปัญหาในระดับปฏิบัติการ เขาเลยจำเป็นจะต้องมีมือซ้าย มือขวา ที่สามารถไว้ใจได้มาช่วยในการแก้ปัญหาที่ตัวเองไม่สามารถลงไปแก้ได้ แต่ถ้าเป็นบริษัทที่ขนาดเล็กลงมา องค์กรจะค่อนข้าง flat ไม่มีตำแหน่งโน้นนี่ ก็จะเจอปัญหาอีกแบบหนึ่งคือ การทำงานจะเป็นแบบ Project ระหว่างแผนก พอผลงานออกมา ก็อาจเจอปัญหาการแย้งผลงานความดีความชอบกัน เพราะมันไม่มีการแบ่งอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น ผู้นำจึงควรรู้ว่า จะเอาใครไปไว้ตรงไหนขององค์กร แล้วงานเดินหน้าโดยไม่เอาหน้า สร่างบรรยากาศการทำงานเป็นทีมขึ้นมาได้

ดราฟ 4 ทนาคาน3

คุณสมบัติทั้ง 4 ข้อที่เขียนมา เป็น 4 ข้อที่ผมคิดว่า เหมาะกับการเอาเป็นแนวทางในการดูใจผู้บริหารในยุคนี้ ยุคที่ราคาหุ้นมันแพงกันเกือบหมด หาหุ้นถูกสไตล์ VI พันธุ์แท้แทบไม่เจอ การอ่านใจผู้บริหาร ก็คือการ วิเคราะห์อนาคตของบริษัท ซึ่งมันมักจะเหมาะกับหลักทรัพย์พวก Growth Stock ทั้งหลาย

จริงๆแล้ว คุณสมบัติภาพกว้างๆของผู้บริหารที่ดีก็คือ สามารถชนะใจผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัททั้งหมดได้หรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็น ลูกจ้าง ลูกค้า นักลงทุน และผู้ถือหุ้น ถ้าไม่สามารถสร้างสมดุลระหว่าง Stakeholders ได้ ความเป็นบริษัทก็ไม่ยั่งยืนที่จะลงทุนในระยะยาวครับ

ไม่อยากตกขบวนรถไฟ รีบส่องโอกาสรวยจาก e-Payment กันเร็ว!

e-Payment จัดเป็นคำยอดฮิตที่แหล่งข่าวพาดหัวกันโครมครามมากหลังรัฐบาลประกาศจะผลักดันประเทศไทยให้จับจ่ายใช้สอยแบบไร้ธนบัตร อย่าพึ่งเมินหน้าหนีกันนะครับตอนนี้คนไทยเริ่มคุ้นชินกับการใช้ Mobile Banking ที่สุดสะดวกกันแล้ว การจะผลักดันให้คนจับจ่ายใช้สอยแบบไร้เงินสดจึงมีโอกาสเป็นไปได้ และไหนๆ เราก็หนีการเปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว ลองมองหาโอกาสทำเงินจาก e-Payment กันดีกว่า

ระบบจ่ายเงินแบบดั้งเดิม

1. เงินสด

เราชินกับการจ่ายเงินสดเป็นอย่างดี แต่การจ่ายเงินรูปแบบนี้แอบมีข้อเสียไม่ใช่น้อย ต้องพกเงินเยอะ ล่อเสือล่อตะเข้ หรือบางทีเงินไม่พอต้องหา ATM กดเงินกันวุ่นวาย ยิ่งวันเงินเดือนออก คนมารอกดเงินกันมหาศาลจนพาลอารมณ์เสียได้ง่ายๆ

2. บัตรเครดิต

รูดปรื๊ดๆ สบายใจ ร้านค้าชั้นนำส่วนใหญ่มีเครื่องรูดให้ แต่ร้านค้าเล็กๆ ยังไม่ค่อยรับบัตรเครดิตกันสักเท่าไหร่เพราะค่าธรรมเนียมในการรับรูดผ่านบัตรเครดิตโหดไม่ใช่เล่นนะครับ พวกเราคนซื้อไม่ต้องเสีย แต่พ่อค้าแม่ค้าเขาต้องแบกรับต้นทุนส่วนนี้ไป

3. โอนเงิน

โอนต่างธนาคารเสียค่าธรรมเนียมด้วยนะ เช่น ในบางธนาคารปัจจุบันโอนแต่ละครั้งเสียเงินตั้ง 25 บาท ได้ข้าวครึ่งจานแล้วนะนั่น เวลาสั่งซื้อของออนไลน์แล้วผู้ขายสินค้าไม่มีบัญชีธนาคารที่เราใช้ก็อาจทำให้ลังเลเล็กน้อย และเงิน 25 บาทนี้อย่าดูถูกเชียวนะ คิดง่ายๆ ว่าถ้าต้องโอนนู่นนี่นั่นต่างธนาคารสัก 10 ครั้งก็เสียค่าโอนไป 250 บาทแล้ว นี่ไม่นับรวมการโอนเงินข้ามจังหวัดอีกนะ เสียค่าธรรมเนียมกันเยอะมากๆ เลย

4. ช่องทางอื่น เช่น บัตรเงินสด การชำระเงินผ่านทาง App หรือเงินดิจิตอลอื่นๆ

ที่เราเติมเงินใส่บัตรก่อนแล้วรูดรัวๆ ได้ อันนี้ก็สะดวกไปอีกแบบแต่ร้านค้าที่รับชำระยังมีน้อย แถมบางเจ้าบัตรหายแล้วเท่ากับเงินหายไปเลย

ทีนี้รัฐเริ่มเห็นว่าคนไทยเนี่ยนอกจากจะใช้เงินสด ก็ใช้บัตรเครดิต โอนเงินซื้อของ หรือใช้บัตรทางเลือกอื่นๆ การใช้เงินสดเนี่ยมีแนวโน้มจะลดลง ก็เลยอยากผลักดันให้เกิดการจับจ่ายแบบไร้เงินโดยผูกข้อมูลแต่ละคนกับเลขบัตรประชาชน ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า Identification Card ก็เลยเรียกกันสั้นๆ ว่า ID และตั้งชื่อนโยบายนี้ว่า “Any ID” และตั้งชื่อบริการนี้ว่า “พร้อมเพย์ (PromtPay)”

ข้อดีของการเปลี่ยนระบบเป็นการจ่ายเงินแบบไม่ใช้เงินสดคือ เราติดตามได้เลยว่าเงินเดินทางไปยังกระเป๋าของใครบ้าง เงินเข้าเงินออก ตามเลขบัตรประชาชนไหนบ้างทำให้รัฐเก็บภาษีได้เยอะขึ้นและคอรัปชั่นได้ยากขึ้น ส่วนด้านการค้าก็สะดวกรวดเร็ว เพราะแค่มีเลขบัตรประชาชน (ID) และเบอร์โทรศัพท์มือถือก็โอนและรับเงินผ่านระบบออนไลน์ได้แล้ว

การใส่เงินไปในบัญชีออนไลน์คล้ายกับการเติมเงินในเกมครับ เราก็ซื้อของในโลกความเป็นจริงได้แล้ว วิธีการจ่ายเงินก็ง่ายแสนง่ายแค่โอนเงินเข้าเลข ID ของคนอีกฝ่าย เช่น วันนี้จะซื้อรองเท้า แทนที่จะจ่ายเงินสดหรือรูดบัตร ก็เปิดมือถือ แล้วเปิด Application Mobile Banking และกดโอนเงินเข้า ID เจ้าของร้านได้เลย ข้อดีคือไม่เสียค่าธรรมเนียม (ถ้ายอดต่ำกว่า 5,000 บาท) และเจ้าของร้านเช็คได้ด้วยว่าเงินมาจากไหนกัน

โอกาสที่มากับระบบ e-Payment

1. ร้านค้าออนไลน์เตรียมเฮ e-Payment ดันยอดขายพุ่ง

จากงานวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค การรับบัตรเครดิตหรือเดบิตจะเพิ่มยอดขายให้กับร้านค้ามากขึ้น และร้านค้าที่มีบัญชีธนาคารหลากหลายธนาคารเป็นตัวเลือกจะทำให้ลูกค้าชื่นชอบและตัดสินใจเลือกซื้อได้รวดเร็วกว่า เพราะฉะนั้นระบบ e-Payment เนี่ยจะช่วยให้ลูกค้าควักเงินช๊อปปิ้งได้สะดวกขึ้น แค่คลิ๊กกดผ่านมือถือก็จ่ายเงินได้แล้วไม่ต้องเสียเวลาหา ATM ให้เมื่อย ส่วนพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่เคยอดหลับอดนอนเช็คยอดโอน ตอนนี้ถ้ามีระบบ e-Payment จะทำให้จัดการยอดโอนเข้าได้ง่ายขึ้นเพราะมีบันทึกบอกเลยว่าเงินแต่ละยอดโอนมาจากใคร

2. อาชีพใหม่ที่มากับ Fintech

ตอนนี้หลาย Fintech เริ่มขยับตัวกันแล้ว Everex เองก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ ลองจินตนาการคนขับรถ Uber ยุคแรกๆ ที่รวยกันเป็นล่ำเป็นสัน คนที่เป็น Partner กับ Fintech กลุ่มแรกๆ ก็มีโอกาสรวยไม่ต่างกันครับ ไม่แน่ต่อไปอาจมีอาชีพอย่าง Uber for Foriegn Currency Exchanger หรือคนรับแลกเงินตราต่างประเทศอิสระ เช่น ฝรั่งมาเมืองไทยไม่มีเงินไทยใช้ แต่มีเงินในกระเป๋าเงินออนไลน์ของเขานะ ทีนี้เราก็ทำหน้าที่ให้เขาโอนเงินออนไลน์เขากระเป๋าเงินเราเสีย และเราก็จ่ายเงินสดที่เป็นเงินไทยให้กับฝรั่งไป ทีนี้เราก็ยิ้มร่ากับส่วนต่างค่าธรรมเนียมในการแลกเงิน อาชีพเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีคนใช้กระเป๋าเงินออนไลน์เยอะและคนต้องคุ้นเคยกับ e-Payment ระดับหนึ่ง ใครไม่อยากพลาดโอกาสที่มีแค่มือถือก็สร้างรายได้เข้ากระเป๋าแนะนำให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

3. ปล่อยกู้ออนไลน์ดอกเบี้ยงาม

เราเคยเขียนเรื่อง Peer-to-Peer Lending ไปแล้วถ้าใครยังไม่ได้อ่านแนะนำให้เลยอ่านกันดูนะครับ ระบบ e-Payment เนี่ยจะช่วยเสริมให้การปล่อยกู้ออนไลน์เกิดขึ้นได้ เปรียบเสมือนกับรถไฟฟ้าที่จะเคลื่อนที่ได้ต้องมีรางก่อน e-Payment ก็เหมือนกับรางที่ปูระบบพื้นฐานให้การปล่อยกู้ออนไลน์ทำได้ง่ายและสะดวกขึ้น และเงินรายได้จากดอกเบี้ยเงินกู้ที่เคยกระจุกอยู่ที่คนกลุ่มหนึ่งจะได้กระจายสู่คนทั่วไป นับเป็นโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจ

สิ่งที่หลายคนตั้งคำถามมากที่สุดคือแล้วระบบจะปลอดภัยขนาดไหน ผมมองว่าถ้าใช้ Blockchain เรื่องความปลอดภัยนั้นสบายใจหายห่วงแน่ๆ แต่ถ้ายังใช้ระบบรวบรวมข้อมูลที่ศูนย์กลางก็น่าห่วงเพราะเร็วๆนี้เพิ่งมีข่าวธนาคารใหญ่โดนแฮคอีกแล้วครับ ตรงนี้ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าระบบ e-Payment ในอนาคตจะมีการพัฒนาในเรื่องระบบและการให้บริการอย่างไร

สำหรับใครไม่อยากตกขบวนรถไฟ ลองเปิดกระเป๋าตังค์ออนไลน์ของ Everex ที่ http://goo.gl/uyTIZq มาทดลองใช้กันดูครับ ดาวน์โหลดฟรีแถมเปิดโอกาสธุรกิจด้วยนะคร้าบ

“พร้อมเพย์” รับ-โอนเงิน ง่ายทันใจ

สวัสดีครับ วันนี้ผมมีสาระความรู้ดีๆ ที่จะช่วยคุณเตรียมพร้อมในการบริหารเงินแบบเท่ๆ และล้ำนำทันสมัย ช่วยตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบใหม่ในปัจจุบัน นั่นก็คือเรื่องของ “พร้อมเพย์” (PromptPay) บริการรับเงินโอน และโอนเงินแบบใหม่ หนึ่งในโครงการภายใต้ National e-Payment ซึ่งกำลังเป็นที่กล่าวถึงว่าจะมาปฏิวัติการเงินแบบเดิมๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน มาทำชีวิตเราให้ง่ายขึ้น หรือถ้าจะให้อธิบายง่ายๆ ก็คือ ประเทศไทยจะปรับตัวเองเข้าสู่ประเทศที่ไม่ต้องพึ่ง “เงินสด” นั่นเอง โดยภาครัฐเองก็จะส่งเสริมให้ประชาชนลดการใช้เงินสดในการชำระเงิน และหันมาใช้จ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์กันมากขึ้น

แล้วทำไมต้องจ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์กันด้วย? จ่ายเป็นเงินสดไม่ดีกว่าหรือ?

คำตอบก็คือ การใช้เงินสดมีต้นทุนสูงในการจัดการ การเก็บ และ การผลิต รวมถึงการขนส่ง แถมยังต้องระวังคนมาปลอมแบงก์ หรืออาชญากรรมต่างๆ อีกด้วย หากมีการลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ก็สามารถนำเงินไปใช้พัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ ได้

แต่เอ๊ะ! แล้วมันเกี่ยวข้องกับเรายังไง แน่นอนว่าเราต้องเคยโอนเงินและหลายครั้งที่เรามักจะเจอปัญหากับการต้องจำเลขที่บัญชียาวๆ ของผู้รับเงิน แต่การรับเงินโอน และการโอนเงินแบบ “พร้อมเพย์”  เราจะสามารถรับ-โอนเงินได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่ใช้เลขประจำตัวประชาชน หรือเบอร์โทรศัพท์มือถือ แทนเลขที่บัญชีธนาคาร โดยลงทะเบียนผูก
เลขประจำตัวประชาชน หรือเบอร์โทรศัพท์มือถือกับเลขที่บัญชีที่ต้องการผ่านช่องทางต่างๆ ของธนาคารก่อนเริ่มใช้บริการ สะดวก ง่าย ไม่ยุ่งยาก

ประโยชน์ดีๆ ของ “พร้อมเพย์”  ช่วยให้การเงินของเราสะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องถามเลขที่บัญชีธนาคาร ปลอดภัย เพราะไม่ต้องพกเงินสด ค่าธรรมเนียมโอนเงินถูกลง

เพียงแค่เรามีโทรศัพท์มือถือ การรับเงินโอน และการโอนเงินแบบ “พร้อมเพย์”จะทำให้ชีวิตประจำวันของเรา ง่าย สะดวก รวดเร็ว เราจะใช้แค่เบอร์โทรศัพท์ในการรับ-โอนเงินระหว่างกัน เช่น โอนเงินค่าอาหารให้เพื่อน โอนเงินเดือนกลับไปให้ที่บ้าน หรือโอนเงินซื้อของ แม้เป็นการซื้อของเล็กๆ น้อยๆ ก็ทำได้ โดยสามารถโอนเงินได้ทั้งภายในธนาคารเดียวกันและต่างธนาคาร สะดวก ปลอดภัย ไม่ต้องพกเงินสด ค่าธรรมเนียมโอนเงินถูกลง

หรือการใช้เลขประจำตัวประชาชน ซึ่งเราจะเอาไว้ใช้สำหรับรับเงินจากภาครัฐ เช่น รับเงินคืนภาษีเข้าบัญชีทันทีไม่ต้องรอรับเป็นเช็ค รับเงินบำนาญ หรือรับเงินสวัสดิการต่างๆ เช่น เบี้ยผู้สูงอายุ หรือเงินช่วยเหลือต่างๆ

ลงทะเบียนก่อนใคร เพื่อเตรียมใช้ “พร้อมเพย์” ธนาคารกรุงเทพ

เห็นประโยชน์กันไปแล้ว แล้วเราจะเริ่มใช้ “พร้อมเพย์” กันยังไง ลงทะเบียน “พร้อมเพย์” รับ-โอนเงินง่ายๆ กับธนาคารกรุงเทพ บอกเลยไม่ยุ่งยาก เพียงแค่มีบัญชีเงินฝากกับธนาคาร โทรศัพท์มือถือ และบัตรประชาชน 3 สิ่งนี้เตรียมให้พร้อม จากนั้นก็เริ่มลงทะเบียนผูกเลขที่บัญชีธนาคารกับเบอร์โทรศัพท์มือถือ หรือเลขประจำตัวประชาชน ผ่านช่องทางต่างๆ ของธนาคาร ซึ่งช่องทางการลงทะเบียนผ่านธนาคารนั้นก็หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น บัวหลวงเอทีเอ็ม บัวหลวง เอ็มแบงก์กิ้ง บัวหลวง ไอแบงก์กิ้ง เว็บไซต์ธนาคาร www.bangkokbank.com/PromptPay  สาขาธนาคารใกล้บ้าน หรือบัวหลวงโฟนซึ่งจะพร้อมเปิดให้ลงทะเบียนเร็วๆ นี้

หรือสามารถลงทะเบียนผูกบัญชีล่วงหน้ากับธนาคารกรุงเทพ ได้ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2559 เพียงเตรียมสมุดบัญชี
เงินฝากสะสมทรัพย์หรือสมุดเช็ค บัตรประชาชน และเบอร์โทรศัพท์มือถือของเรา เพื่อใช้ในขั้นตอนลงทะเบียนมาติดต่อที่สาขาธนาคารกรุงเทพทุกแห่ง หรือลงทะเบียนล่วงหน้าได้ด้วยตนเองผ่านบัวหลวง ไอแบงก์กิ้ง เว็บไซต์ธนาคาร และบัวหลวงโฟน 1333 หากยังไม่มีบัญชีกับธนาคารกรุงเทพ เราก็สามารถติดต่อขอเปิดบัญชีได้ทันทีที่สาขาธนาคารทั่วประเทศ

จะเห็นได้ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไกลตัว อย่างที่คิดอีกแล้ว!!! เพราะปัจจุบันคนทั่วไปก็เริ่มหันมาใช้บริการธนาคารออนไลน์มากขึ้น ไม่ว่าจะโอนเงินหรือชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลต่างๆ  ซึ่งเข้าถึงง่าย สะดวกทุกที่ ทุกเวลา และปลอดภัย

ปัจจุบัน ธนาคารได้ให้บริการโอนเงินด้วยเบอร์โทรศัพท์มือถือ จาก บัวหลวง เอ็มแบงก์กิ้ง ที่จะโอนเงินให้ใครก็ได้ โดยใช้แค่เบอร์โทรศัพท์มือถือจาก Contact List ผู้รับจะได้รับ SMS ส่วนผู้โอนก็จะได้รับอีเมลแจ้งยืนยันการทำรายการ  เราสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นบัวหลวง เอ็มแบงก์กิ้ง เพื่อใช้บริการโอนเงินให้ใครก็ได้ ด้วยเบอร์โทรศัพท์มือถือ

ในยุคที่ต้องการความรวดเร็ว การเลือกเครื่องมือที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราบริหารจัดการเวลาได้ดีขึ้น สามารถสร้างรายได้ที่มั่งคั่งมากขึ้นกว่าเดิม เป็นการลดขั้นตอน และปรับตัวให้ตามทันเทคโนโลยี ดังนั้น เรามาสร้างความได้เปรียบ ความสะดวก ความทันสมัย และง่ายขึ้นด้วย “พร้อมเพย์” กันนะครับ

เปลี่ยนชีวิตการเงินให้รวดเร็ว ปลอดภัย ง่ายกว่าที่เคย ด้วย “พร้อมเพย์”

บทความนี้เป็นบทความ Advertorial

สามารถมาติดตามอ่านบทความได้ ที่นี่

ศูนย์รวม เคล็ดลับทางการเงินดีๆ 
www.bangkokbank.com/MoneyTutor

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save